auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
เนื้อหาในเอกสารมาจากปาฐกถาในวันอนุมานราชธน ครั้งที่ 1 ในชื่อเรื่อง ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมกับการพัฒนา ณ ราชบัณฑิตยสถาน วันที่ 15 ธันวาคม 2546 พิมพ์ครั้งที่ 1-3 ปีเดียวกัน
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
PCET การพัฒนาต้องเอา วัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง ประเวศ วะสี # การพัฒนา ต้องเอา วัฒนธรรม เป็นตัวตั้ง ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี ผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรม อันดับที่ ๔ โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายใต้พยานของผู้เชี่ยวชาญทางวัฒนธรรมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี มูลนิธิสารารณสุขแห่งชาติ (มสช.) Extract all text from the image. Instructions: - Only return the clean Markdown. - Do not include any explanation or extra text. - You must include all information on the page. Formatting Rules: - Tables: Render tables using <table>...</table> in clean HTML format. - Equations: Render equations using LaTeX syntax with inline ($...$) and block ($$...$$). - Images/Charts/Diagrams: Wrap any clearly defined visual areas (e.g. charts, diagrams, pictures) in: <figure> Describe the image's main elements (people, objects, text), note any contextual clues (place, event, culture), mention visible text and its meaning, provide deeper analysis when relevant (especially for financial charts, graphs, or documents), comment on style or architecture if relevant, then give a concise overall summary. Describe in Thai. </figure> - Page Numbers: Wrap page numbers in <page_number>...</page_number> (e.g., <page_number>14</page_number>). - Checkboxes: Use ☐ for unchecked and ☑ for checked boxes. จากปาฐกถาในวันอนุมานราชธน ครั้งที่ ๑ ในชื่อเรื่อง ภูมิปัญญา ทางวัฒนธรรม กับการพัฒนา ณ ราชบัณฑิตยสถาน ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๖ # การพัฒนาต้องเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง เขียนโดย : ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี ผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งที่ ๑ : พฤษภาคม ๒๕๔๗ จำนวน ๓,๐๐๐ เล่ม พิมพ์ครั้งที่ ๒ : มิถุนายน ๒๕๔๗ จำนวน ๕,๐๐๐ เล่ม พิมพ์ครั้งที่ ๓ : สิงหาคม ๒๕๔๘ จำนวน ๓,๐๐๐ เล่ม พิมพ์ครั้งที่ ๔ : พฤศจิกายน ๒๕๔๘ จำนวน ๕,๐๐๐ เล่ม ข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ ประเวศ วะสี การพัฒนาต้องเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง. -- กรุงเทพฯ : กระทรวงวัฒนธรรม ราชบัณฑิตยสถาน. 2547. 48 หน้า. 1. วัฒนธรรม. 2. มนุษย์กับวัฒนธรรม. I. ชื่อเรื่อง. 306 ISBN 974-92053-4-0 จัดพิมพ์โดย : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายใต้แผนงานพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) # คำนำ ในการดำเนินงานวัฒนธรรมของกระทรวงวัฒนธรรม ได้มีผู้รู้ นักปราชญ์ และนักวิชาการได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะไว้อย่างมากมายทั้งเป็นงานวิจัย ทฤษฎี และศาสตร์ในสาขาวิชาการต่างๆ ที่เต็มไปด้วยภูมิปัญญาไทยอย่างมีคุณค่า ซึ่งทุกคนควรตระหนักจากการสังเคราะห์และวิเคราะห์เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ อย่างแท้จริง ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี ได้เขียนบทความในเรื่องการ พัฒนาต้องเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง เพื่อให้คนไทยจะสามารถผ่านพ้นและ แก้ไขวิกฤติทางเศรษฐกิจและสังคมได้ โดยการนำเอาวัฒนธรรมมาเป็นทฤษฎี หรือต้นแบบ และศาสตร์ที่สำคัญ เรียกว่า "ญาณวิทยาใหม่" ให้ปลดปล่อย คนไทยสู่อิสรภาพ ศักดิ์ศรี และศักยภาพ ทั้งแผ่นดินอย่างทันทีทันใดในภาวะ- การณ์ปัจจุบัน คือการพัฒนาอย่างบูรณาการทั้งประเทศ โดยการนำเรื่องระบบ เศรษฐกิจพอเพียง และเน้นความรู้ที่ได้มาจากชีวิตและปฏิบัติจริงที่คุ้นเคย มาสร้างความมั่นใจแห่งชาติขึ้น มาเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนให้เกิดพลังขับเคลื่อน คนทั้งประเทศ ไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้ทุกคนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มี ศักยภาพ มีความมั่นใจ และรู้จักรากเหง้าของตน จะได้นำพาประเทศมีปัญญา ได้หลุดพ้นจากโมทภูมิหรืออวิชชา ทำให้เกิดการพัฒนาที่ถูกต้องหรือสัมมนา พัฒนา อันก่อให้เกิดความสมดุล ความร่มเย็นเป็นสุข และการพัฒนาที่ยั่งยืน (นายอนุรักษ์ จุรีมาศ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม # คำนำ ราชบัณฑิตยสถานมีความภาคภูมิใจที่สมาชิกของราชบัณฑิตยสถาน ซึ่งประกอบด้วยราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ราชบัณฑิต ภาคีสมาชิก ทั้งใน อดีตและปัจจุบันหลายท่านเป็นบุคคลสำคัญผู้ทำประโยชน์แก่ชาติและ นานาชาติหลายท่าน บางท่านได้รับยกย่องจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก - UNESCO) ให้เป็นบุคคล สำคัญของโลก ราชบัณฑิตยสถานจึงได้พิจารณากำหนดให้มีวันสำคัญเพื่อ รำลึกถึงเกียรติคุณของท่านเหล่านั้น และจัดกิจกรรมทางวิชาการ เช่น ปาฐกถา มีการถ่ายทอดทางวิทยุ โทรทัศน์ และสื่ออื่น ๆ ตลอดจนการจัด นิทรรศการแสดงประวัติและผลงาน อย่างน้อยปีละคน พ.ศ. ๒๕๔๖ ราชบัณฑิตยสถานได้จัดแสดงปาฐกถาวิชาการวัน อนุมานราชธน ขึ้นในวันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ เพื่อรำลึกและเผย แพร่เกียรติคุณของ ศาสตราจารย์ พระยาอนุมานราชธน ราชบัณฑิตยสถาน และรักษาราชการแทนนายกราชบัณฑิตยสถาน ซึ่งเป็นนักปราชญ์คน สำคัญของชาติและโลก และในฐานะที่ราชบัณฑิตยสถานมีภารกิจหลักใน การให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ได้พิจารณาเห็นว่า การพัฒนาซึ่งเน้น ด้านการพัฒนาทางเศรษฐกิจเป็นหลักได้มีส่วนในการทำลายหรือมองข้าม ส่วนอื่น ๆ ที่สำคัญลงไปด้วย เช่น ด้านวัฒนธรรมอันเป็นภูมิปัญญาและ มรดกที่บรรพบุรุษได้สั่งสมกันมายาวนาน จึงเกิดคำถามขึ้นในสังคมว่า ทำ อย่างไรที่จะคงวัฒนธรรมอันดีงามไว้ได้ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ของโลกยุคปัจจุบัน ศาสตราจารย์ พระยาอนุมานราชธนก็เป็นคนหนึ่งที่ได้ ศึกษาค้นคว้าเรียบเรียงตำราด้านวัฒนธรรมไว้เป็นอันมาก ราชบัณฑิตยสถาน จึงได้เรียนเชิญศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี นักคิด คนสำคัญของสังคมไทย ที่มีบทบาทในการชี้แนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้สังคมไทยมาโดยตลอด มาเป็นผู้แสดงปาฐกถาเกียรติยศในเรื่อง "ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมกับการพัฒนา" ราชบัณฑิตยสถานขอขอบคุณศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี และทายาทของศาสตราจารย์ พระยาอนุมานราชธน ที่ให้ความอนุเคราะห์แก่ราชบัณฑิตยสถาน และขอขอบคุณคณะกรรมการดำเนินการจัดปาฐกถาวันอนุมานราชธนที่ทำให้การจัดงานสำเร็จลุล่วงด้วยดี หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสาระแห่งปาฐกถาซึ่งจัดพิมพ์เผยแพร่ครั้งนี้ให้ชื่อว่า "การพัฒนาต้องเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง" จะเป็นแนวทางนำเสนอให้สังคมไทยก้าวไปสู่การเป็นสังคมที่เข้มแข็ง เข้าใจและเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานที่เข้มแข็ง เข้าใจและเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานที่แข็งแรงในการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และอื่น ๆ (ศาสตราจารย์ นายแพทย์อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ) นายกราชบัณฑิตยสถาน # สารบาญ คำนำ โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (นายอนุรักษ์ จุรีมาศ) คำนำ โดย นายกราชบัณฑิตยสถาน (ค.นพ.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ๑. อนุโมทนา ๒. การพัฒนาอย่างแยกส่วนที่อาศรรษฐกิจเป็นตัวตั้ง ๓. ญาณวิทยาเก่า : ฐานของความรู้อยู่ในตำรา ๔. ญาณวิทยาใหม่ : ฐานของความรู้อยู่ในตัวตน ๕. การพัฒนาต้องเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง ๖. โครงสร้างของสัมมาพัฒนา ๗. การขับเคลื่อนการพัฒนาที่เอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง ๘. สรุป # อนุโมทนา ท่านเจ้าคุณอนุมานราชธนเป็นปราชญ์ของกรุงรัตนโกสินทร์ การมีนักปราชญ์ในแผ่นดินทำให้แผ่นดินมีความงาม มีสาระ และมีพลังทางศิลธรรม ปราชญ์ไปเลยศาสตร์หรือวิชา การรู้ศาสตร์ต่าง ๆ ถือว่ามีความรู้แต่ยังไม่ถือว่ามีปัญญา ความรู้คือรู้เป็นเรื่อง ๆ แต่ปัญญาหมายถึงรู้เชื่อมโยงกันทั้งหมดหรือรู้ทั้งหมด รวมถึงรู้ตัวเองด้วย การศึกษาส่วนใหญ่ในโลกมีแต่รู้เรื่องนอกตัว เกือบไม่มีเลยที่ศึกษาให้รู้ตัวเองด้วย การรู้ตัวเองทำให้สามารถวางความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับผู้อื่นและสิ่งอื่นได้ถูกต้อง ความสัมพันธ์ที่ถูกต้องคือจริยธรรม ฉะนั้นในปัญญาจึงมีจริยธรรมอยู่ด้วยเสมอ ในขณะที่ความรู้อาจไม่มีจริยธรรมอยู่ด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มี วิทยาศาสตร์เป็นความรู้ยังไม่ใช่ปัญญา การใช้วิทยาศาสตร์อย่างขาดจริยธรรมนำไปสู่วิกฤตการณ์ของโลก การศึกษาไม่ควรเป็นแค่ให้มีความรู้เท่านั้น การศึกษาควรไปให้ถึงปัญญา ท่านเจ้าคุณอนุมานราชธนเป็นปราชญ์ เป็นปัญญาชนชั้นนำ จึง เป็นผู้นำทางจริยธรรมไปด้วยในตัว จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่ราช- บัณฑิตยสถานจัดให้มีวันอนุมานราชธน เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงอดิตรักษา- การนายกราชบัณฑิตยสถานผู้นี้ ในการระลึกถึงท่าน คงจะไม่มีอะไรดีไป กว่าการทำความเข้าใจภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ซึ่งอาจถือเป็นเอกลักษณ์ ทางภูมิปัญญาของท่าน และเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง ถ้าเข้าใจญาณวิทยาทาง วัฒนธรรม จะปลดปล่อยคนไทยไปสู่อิสรภาพ ศักดิ์ศรี และศักยภาพ ทั้ง แผ่นดินอย่างทันทีทันใด ผมขอใช้สดิปัญญาเท่าที่มี แสดงปาฐกถาเนื่องในงานวันอนุมาน- ราชธน ในหัวข้อ "ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมกับการพัฒนา" เพื่อเป็นการ สนองคุณ ท่านพระยาอนุมานราชธน ณ บัดนี้ ๒ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ # การพัฒนาอย่างแยกส่วน ที่อาศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง สรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ถ้าเราไปยกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งมาพัฒนาอย่างแยกส่วน ก็จะมีผลกระทบถึงส่วนอื่น นำไปสู่สภาวะการขาดสมดุลและวิกฤตเสมอ ตัวอย่างเช่นในร่างกายของเรามีเซลล์และอวัยวะอันหลากหลายสุดประมาณ แต่องค์ประกอบในร่างกายของเราเชื่อมโยงกันเป็นบูรณาการ จึงมีความสมดุล ดุลยภาพคือความเป็นปรกติหรือปรกติสุขและยั่งยืน การเจ็บป่วยทุกชนิดคือการเสียดุลยภาพ ถ้าเสียมากขึ้นก็ต้องเข้าไอซียู และถ้ายังเสียมากขึ้นอีกก็สิ้นสุด ถ้าเซลล์ของอวัยวะใดจะเพิ่มจำนวนขึ้นมาโดยไม่สัมพันธ์สอดคล้องกับองค์ประกอบอื่นๆ ของร่างกาย เราเรียกว่ามะเร็ง มะเร็งคือการเติบโตอย่างแยกส่วน ทำให้รบกวนดุลยภาพของร่างกาย นำไปสู่ความป่วยและความตาย สังคมก็เช่นเดียวกัน ถ้ามีการพัฒนาอย่างแยกส่วน จะเสียดุลยภาพเจ็บป่วย และวิกฤต สังคมทุกวันนี้เป็นเช่นนั้น ที่มีการพัฒนาอย่างแยกส่วน โดยเอา <page_number>๗</page_number> เงินเป็นตัวตั้ง จึงนำไปสู่การเสียดุลยภาพอย่างแรง เกิดความเจ็บป่วยหรือ พยาธิสภาพทางสังคมนานาชนิด และเกิดวิกฤตการณ์ทางสังคม วิกฤตการณ์ทางสังคมมาจากปัญหาใหญ่ ๆ ๕ ประการ คือ ๑. ช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวย และระหว่างประเทศจน ประเทศรวย ห่างมากขึ้น ๒. ความแตกสลายทางสังคม เช่น ของครอบครัว ของชุมชน ของ สังคมในประเทศ และของสังคมโลก ๓. วิกฤตการณ์ทางสิ่งแวดล้อม ๔. วิกฤตการณ์ทางวัฒนธรรม ๕. วิกฤตการณ์ทางจิตวิญญาณ ด้วยการพัฒนาอย่างปัจจุบัน ทำให้ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย และระหว่างประเทศจนกับประเทศรวยถ่างกว้างมากขึ้น คนอเมริกันที่รวย ที่สุดเพียง ๒๐๐ กว่าคน มีทรัพย์สินมากกว่าคนในโลกกว่า ๒,๐๐๐ ล้าน คนรวมกัน กลายเป็นช่องว่างทางสังคม เพราะอำนาจที่ต่างกันนำไปสู่ ปัญหาทางจิตใจ ทางการเมือง และทางสังคมเหลือคณานับ และนำไปสู่ ความรุนแรง ถ้าเอาเงินเป็นตัวตั้งแล้วย่อมเกิดความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน คนหรือประเทศที่มีเงินน้อยย่อมไม่มีศักดิ์ศรี ศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ศักดิ์ศรีเป็นความสุขในเนื้อในตัว เป็นสุขภาวะ เป็นความภูมิใจ ความมั่นใจ การขาดศักดิ์ศรีทำให้เกิดความเป็นต้น เป็นทุกขภาวะ ขาดความ ภูมิใจ และความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งสั้นคลอนสังคมในทุก ๆ ทาง รวมทั้ง ทำให้เกิดความรุนแรงด้วย กรณีขับเครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรดที่เรียกว่า ๙/๑๑ และความยุ่งเหยิงสับสนที่ตามมา เกิดเพราะการที่คนถูกทำให้รู้สึก ว่าขาดศักดิ์ศรี ขณะนี้เงินจำนวนมหึมามหาศาลที่หมุนรอบโลกด้วยความเร็วของแสง เพียงร้อยละ ๐.๒ เท่านั้นที่ทำหน้าที่ทางเศรษฐกิจ ที่เหลือทั้งหมดเพื่อไปดูดเงินทองของคนอื่น อำนาจของเงินอันมหึมาที่ทำเพื่อตนเองได้ก่อให้เกิดการทำลายสิ่งที่เคยเชิดชูกันว่ามีคุณค่า เช่น ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน คุณค่าความเป็นคน สิ่งแวดล้อม สันติภาพ นักปราชญ์ฝรั่ง ๓ คน คือ Larslo, Gof และ Russell คุยกันที่ชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย ๒ วัน ๒ คืน ก่อนเกิดเหตุ ๙/๑๑ ประมาณ ๒ ปี มีความเห็นว่า อารยธรรมตะวันตกกำลังจะพาโลกทั้งโลกไปสู่วิกฤตการณ์อย่างรุนแรง อารยธรรมวัตถุนิยมบริโภคนิยมไม่สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาต่อไปได้โดยไม่วิกฤต เบื้องหลังอารยธรรมวัตถุนิยมบริโภคนิยม คือการคิดแบบแยกส่วน การคิดแบบแยกส่วนจะนำไปสู่วิกฤตเสมอ การคิดแบบแยกส่วนจะไม่นำไปสู่ปัญญา อย่างมากก็ไปถึงความรู้ ความรู้คือรู้เป็นเรื่อง ๆ แบบแยกส่วน ปัญญาคือรู้เชื่อมโยงทั้งหมด รวมทั้งรู้ตัวเองด้วย การรู้ตัวเองทำให้วางความสัมพันธ์อย่างถูกต้องระหว่างตัวเองกับคนอื่นและสิ่งแวดล้อม ความสัมพันธ์อันถูกต้องคือจริยธรรม ในปัญญาจึงมีจริยธรรมอยู่ด้วยเสมอในขณะที่ในความรู้ไม่แน่ว่ามีจริยธรรม ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มี ยกตัวอย่างเช่น เมื่อยุโรปค้นพบวิทยาศาสตร์เมื่อประมาณ ๔๐๐ ปีก่อนวิทยาศาสตร์ทำให้ทำความรู้ได้คมชัดลึก มีเสน่ห์มาก แต่วิทยาศาสตร์เป็นความรู้ ไม่ใช่ปัญญา คุณูปการของวิทยาศาสตร์ที่ควรจะยิ่งใหญ่ที่สุดคือนำไปสู่ปัญญา แต่ชาวยุโรปได้เลือกที่จะนำวิทยาศาสตร์ไปทำเทคโนโลยีที่มีอำนาจ เช่น เรือ ปืน ปืนใหญ่ ปืนกล แล้วใช้อำนาจอันน่าสะพรึงกลัวที่มนุษย์ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ไปไล่เช่นฆ่าผู้คน และยึดทรัพยากร ประวัติศาสตร์ ๔ ของบ้านเล็กเมืองใหญ่ในทุกทวีป การขาดจริยธรรมในการใช้ความรู้ในครั้งนี้ได้ทำให้เกิดความยุ่งเหยิงสับสนทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ สงครามตามมา ที่เกิดเป็นสงครามโลกในศตวรรษที่แล้วถึง ๒ ครั้ง ในศตวรรษเดียวที่ผ่านมา คนตายเพราะสงครามถึง ๒๐๐ ล้านคน แต่คนที่ตายเพราะความยากจนและความอยุติธรรมในสังคมนั้นมากกว่านั้นมาก สงครามเป็นความรุนแรงที่โจ่งแจ้ง แต่ความยากจนและความอยุติธรรมในสังคมก็เป็นความรุนแรง แต่เป็นความรุนแรงแบบเงียบ (silent violence) การคิดแบบแยกส่วน ความรู้แบบแยกส่วน จึงนำไปสู่การเสียสมดุลความรุนแรง ความโกลาหล และวิกฤตการณ์ และแก้ไม่ได้ด้วยการคิดอยู่ในกรอบเดิม ๆ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จึงกล่าวว่า "เราต้องการวิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง ถ้ามนุษยชาติจะอยู่รอดได้" (We shall need a radically new manner of thinking if mankind is to survive) ในทางพุทธมีคำว่า สีลัพพตปรามาส ซึ่งหมายถึงการเข้าไปติดในความเชื่อและการปฏิบัติที่ไม่ได้ผลหรือให้ผลร้าย องค์กรก็ตาม สังคมก็ตาม หรือแม้อารยธรรมในยุคใดยุคหนึ่งก็ตาม อาจติดอยู่ในสีลัพพตปรามาสแล้วเกิดวิกฤตไม่มีทางออก จึงเกิดการปฏิวัติขึ้น เพื่อให้หลุดจากความเชื่อและการปฏิบัติที่ไม่ได้ผล คำว่าญาณวิทยา หมายถึงวิชาที่ว่าด้วยความรู้ เช่นว่า ความรู้คืออะไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ใช้ประโยชน์อย่างไร ที่มาของความรู้กำหนดลักษณะของสังคม เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก แต่ดูเหมือนเราจะไม่ให้ความสนใจสักเท่าไร หรือไม่สนใจกันเสียเลย ผมคิดว่าญาณวิทยาเก่าที่เราใช้นำไปสู่ความอ่อนแอของชาติและวิกฤตการณ์ปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า เราพูดถึงการปฏิรูปการศึกษากันมามาก แต่ก็ยังมองไม่เห็นว่าชาติบ้านเมืองจะมีพลังขึ้นมาได้อย่างไร เพราะยังปฏิรูปกันในญาณวิทยาเก่า กระทรวงศึกษาธิการก็ยินรัฐมนตรีไปหลายคนแล้ว เพราะสภาพที่ขบกัด ๖ สารพิษในหนังสือพิมพ์วันเสาร์ ๒๗ มี.ค. ระหว่างภพภูมิความคิดเก่า ๆ กับความพยายามที่จะดิ้นรนไปสู่ภพภูมิใหม่ ของการศึกษาไทยที่ยังไม่ลงตัว ภพภูมิใหม่ในที่นี้หมายถึงวิถีคิดใหม่ ดังที่ไอน์สไตน์กล่าวว่า เรา ต้องการวิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง มนุษยชาติจึงจะอยู่รอดได้ รูปธรรมของวิถี คิดใหม่เกี่ยวกับญาณวิทยาในเรื่องของฐานความรู้ ญาณวิทยาเก่าได้นำเรา ไปสู่ความคิดชัดและวิกฤต เราต้องการญาณวิทยาใหม่ ควรทำความเข้าใจ เกี่ยวกับญาณวิทยาเก่า และญาณวิทยาใหม่ ดังจะกล่าวดังต่อไปนี้ ประวีณ์ # ๓ ญาณวิทยาเก่า ฐานของความรู้อยู่ในตำรา ในรอบ ๑๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา เราถือว่าฐานของความรู้อยู่ในตำรา ฟังดูอาจรู้สึกไม่แปลกเพราะเราคุ้นเคยกันมาอย่างนั้น การศึกษาคือการท่อง หนังสือ การเรียนต่างๆ ก็คือการเรียนวิชา ซึ่งถือตำราเป็นตัวตั้ง ญาณวิทยา นี้ถือว่าฐานความรู้อยู่ในตำรา ถ้าเราวิเคราะห์ให้ละเอียด จะเห็นว่าวิถีคิด อย่างนี้ทำให้เกิดผลตามมาอย่างร้ายแรงเหลือคณานับ ดังจะวิเคราะห์ให้ เห็น ดังต่อไปนี้ ๑. เริ่มต้นถามว่าใครเขียนตำรา ตอบว่าคนกรุงเทพฯ ถามว่าคน กรุงเทพฯ เอาความรู้มาจากไหน ตอบว่าเอามาจากฝรั่ง เลยกลายเป็นว่า ฝรั่งเป็นต้นธารของความรู้ต้นธารของความรู้ไม่ได้มาจากฐานชีวิตของเราเอง ๒. ความรู้มักจะถูกมองว่าเป็นคุณค่าหรือความดี เมื่อฐานของ ความรู้และความดีมาจากที่อื่น ไม่มีที่ตัวเราเอง คนไทยก็ขาดความมั่นใจ ทั้งชาติ เป็นการขาดความมั่นใจแห่งชาติ การขาดความมั่นใจก่อให้อ่อนแอ ขาดภูมิคุ้มกัน เกิดปัญหาต่างๆ ได้ง่าย ขาดศักดิ์ศรีและขาดศักยภาพ ๔ เวลาพัฒนาการด้านธรรมชาติและสังคม ๓. การเรียนโดยท่องหนังสือทั้งประเทศ ทำให้คนไทยไม่รู้จักแผ่นดินไทย เมื่อการศึกษาแบบนี้ออกมาได้ ๘ ปี พระมหาสมณเจ้า กรม-พระยาวชิรญาณวโรรส ทรงวิจารณ์ว่า การศึกษาแบบนี้จะทำให้คนไทยขาดจากรากเหง้าของตัวเอง การที่คนไทยไม่รู้จักแผ่นดินไทยทำให้แก้ปัญหาต่าง ๆ ไม่ได้ ๔. การเรียนโดยท่องหนังสือเป็นใหญ่ เรียนยาก ไม่สนุก เครียดทำอะไรไม่เป็น คิดไม่เป็น ขาดหัวใจของการเป็นมนุษย์ ทำให้มีความพิการทางปัญญา และเป็นโรคประสาทกันทั้งชาติ ๕. เมื่อเรียนแต่จากตำรา ทุกอาชีพจึงขาดมิติแห่งมนุษย์ (human dimension) เมื่อไปทำอะไรก็เอาแต่เทคนิคเป็นตัวตั้ง ไม่เห็นมิติแห่งความเป็นคนที่เกี่ยวข้อง เช่น แพทย์ดูแลคนไข้ก็เห็นแต่ใช้ไม่เห็นคน คนไข้มีความเป็นคน เช่น มีจิตใจ มีเศรษฐกิจ มีสังคมคือญาติพี่น้อง มีวัฒนธรรม คือสิ่งที่เขาเชื่อและปฏิบัติ เคยมีเกษตรตำบลที่เอาแต่เทคนิคเรื่องปุ๋ยเรื่องยาฆ่าแมลง แต่ไม่รู้จักชาวบ้านและเกลียดชาวบ้าน วิศวกรที่สร้างเขื่อนไม่เข้าใจมิติทางสังคมที่เกี่ยวกับเขื่อน ฯลฯ ทุกอาชีพเป็นเช่นนี้ คือเอาเทคนิคเป็นตัวตั้ง แต่ไม่เห็นมิติแห่งมนุษย์ อันทำให้เกิดความขัดแย้งและขัดข้องทั้งในงานและกับเพื่อนมนุษย์ กลายเป็นคนไม่เข้าใจ และขาดความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ ทำให้เกิดการพัฒนาที่ไม่เอามนุษย์เป็นตัวตั้ง เพราะการเรียนแบบเอาตำราเป็นตัวตั้ง ในตำราเป็นแต่ความรู้หรือเทคนิคที่ไม่มีตัวตนของมนุษย์ การเรียนควรจะเอาตัวตนของคนจริง ๆ เป็นตัวตั้ง จึงจะมีมิติแห่งมนุษย์ในความรู้สึกนึกคิดและการทำงาน ๖. เพราะการศึกษาที่เอาตำราเป็นตัวตั้ง ทำให้ระบบการศึกษาทั้งหมดเป็นระบบที่อยู่นอกสังคม ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับสังคม ไม่ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ร่วมแก้ปัญหา จึงอ่อนแอทางปัญญาเป็นอย่างยิ่ง ปัญญาจะเกิดต่อเมื่อเผชิญปัญหาหรือความทุกข์ เข้าใจปัญหา และพยายามแก้ปัญหา ๗. ระบบการศึกษาทั้งระบบตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย กลาย ๔๐๓-๑๕๗ ๙ เป็นตัวที่ทำลายศีลธรรมพื้นฐานโดยไม่รู้ตัว ศีลธรรมพื้นฐานคือการเคารพ ศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะ ของคนเล็กคนน้อย คนยากจน ถ้าขาดศีลธรรมพื้นฐาน ประเทศเจริญไม่ได้ เพราะการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ เป็นรากฐาน ของสิ่งที่มีคุณค่าและดึงงามทั้งหลาย เช่น ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก ความเป็นธรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ การศึกษา การสาธารณสุข การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ที่คำนึงถึงความเป็นคนของคนทั้งหมด การพัฒนาต่าง ๆ ต้องหยั่งรากลึกในศีลธรรมพื้นฐาน คือการ เคารพศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคน มิฉะนั้นจะบิดเบี้ยวเฉไฉ ไปทางอื่น เช่น ประชาธิปไตยไม่ใช่เป็นกลไกเท่านั้น แต่ต้องอยู่บนรากฐาน ทางศีลธรรมพื้นฐาน เพราะเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ของ คนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน จึงมีประชาธิปไตย ถ้าประชาธิปไตยเป็นเพียง กลไก ก็จะมีเกมและกลโกงตามมา การพัฒนาเศรษฐกิจถ้าขาดศีลธรรมพื้นฐานแห่งการเคารพศักดิ์ศรี และคุณค่าความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน ก็จะนำไปสู่การล้างช่องว่าง ระหว่างคนจนและคนรวยให้ห่างมากขึ้น อันจะนำไปสู่ปัญหานานาประการ ตามมา เช่น การทำลายสิทธิมนุษยชน ทำลายวัฒนธรรม ทำลายสิ่งแวดล้อม และทำให้ขาดความเป็นธรรมทางสังคมมากขึ้น การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนจึงเป็น รากฐานของการพัฒนาทุกอย่าง ความรู้สึกว่ามีศักดิ์ศรีและมีสิทธิของ ความเป็นมนุษย์เป็นความรู้สึกที่ลึกล้ำ ก่อให้เกิดความปิติแผ่ซ่านไปทั้ง เนื้อทั้งตัว ศักดิ์ศรี คุณค่า และสิทธิความเป็นมนุษย์ เป็นสุขภาวะในเนื้อใน ตัวของตัวเอง ทำให้เกิดความสมบูรณ์ของความเป็นมนุษย์ ฉะนั้น ที่ว่าระบบการศึกษาทั้งระบบเป็นตัวทำลายศีลธรรม พื้นฐาน คือการเคารพศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนอย่าง เท่าเทียมกัน จึงเป็นประเด็นฉกรรจ์เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งต้องการคำอธิบาย คนที่เข้าศึกษาในระบบทุกระดับ จะมีความรู้สึกว่าสถาบันมีเกียรติ ชาวบ้านไม่มีเกียรติ "สถาบันมีเกียรติ ชาวบ้านไม่มีเกียรติ" จะถูกตอกย้ำ เข้าไปในจิตสำนึกตลอดเวลา สถาบันมีความรู้ในตำราแต่ชาวบ้านไม่มี คน ชายก๋วยเตี๋ยว คนขายของชำ ช่างเสริมสวย ช่างผสมปูน จะมีเกียรติได้ อย่างไร คนเหล่านี้ไม่มีศักดิ์ศรีไม่มีคุณค่าสำหรับการศึกษาที่เอาตำราเป็น ตัวตั้ง อย่าว่าแต่ชาวบ้านเลย แม้แต่พ่อแม่ปู่ย่าตายายก็ไม่มีความสำคัญ เพราะไม่ช่วยให้ได้คะแนนจากการท่องตำรา เพราะการศึกษาเอาตำราเป็น ตัวตั้ง ทำให้มนุษย์ตัดขาดจากกัน เรียกว่าชำแหละเลยทีเดียว คือชำแหละ ให้มนุษย์ตัดขาดจากกัน และตัดขาดจากธรรมชาติ จึงอยู่ร่วมกันไม่เป็น การ อยู่ร่วมกันไม่เป็น ทำงานร่วมกันไม่เป็น ทอนกำลังสร้างสรรค์ของชาติ และ เกิดทุกขภาวะทางสังคม นี่ก็เพราะการศึกษาแบบที่ถือว่าฐานความรู้อยู่ใน ตำรา ๘. การศึกษาแบบเอาตำราเป็นตัวตั้งทำให้การศึกษาเป็นระบบ พราหมณ์ไปโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่ระบบทุทร พราหมณ์ท่องคัมภีร์สรรเสริญเทพ ชาวบ้านไม่เกี่ยว ชาวบ้านก็เป็นแพทย์ เป็นศูทร เป็นจัณฑาล พราหมณ์ เท่านั้นที่เป็นผู้มีเกียรติ แต่พุทธเป็นวิทยาศาสตร์ประชาชน นิยามของ วิทยาศาสตร์คือ "เป็นความรู้สาธารณะ" (public knowledge) สาธารณะ เข้ามาพิสูจน์ได้ด้วยตนเองว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง ความรู้ที่ไม่เป็นสาธารณะ ไม่ใช่วิทยาศาสตร์แต่เป็นอาถรรพเวท พุทธศาสนานั้นท้าทายตลอดเวลา ว่าให้ทุกคนมาพิสูจน์ได้ด้วยการปฏิบัติด้วยตนเอง ว่าได้ผลจริงหรือไม่ จึง กล่าวว่าพุทธเป็นวิทยาศาสตร์ประชาชน เมื่อการศึกษาตกเข้าไปเป็นระบบทุร ที่ถือว่าผู้ท่องคัมภีร์ ได้เท่านั้นเป็นผู้มีเกียรติ ทำให้ทางแห่งเกียรติยศดับแคบ ก่อให้เกิดความ ทุกข์แสนสาหัสแก่คนทั้งแผ่นดิน การสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เรียกว่าสอบ ประชารัฐ ๑๐ เอ็นท์เปรียบประดุจประตูที่กั้นระหว่างสวรรค์กับนรก ใครสอบเข้าได้ ประดุจขึ้นสวรรค์ คนสอบเข้าไม่ได้ประดุจตกนรก คนส่วนใหญ่เข้าไม่ได้ เด็กนักเรียนและพ่อแม่เด็กนักเรียนตกอยู่ในความกลัวและความเครียด ว่าลูกจะสอบเอ็นท์ได้หรือไม่ คนที่สอบเข้าไม่ได้เสียอกเสียใจ บางคนเป็น โรคประสาท บางคนฆ่าตัวตาย ที่ข้างบ้านผู้เขียนมีเด็กคนหนึ่งนิสัยดีมาก ขยันช่วยพ่อแม่ทำงาน วันหนึ่งแกยิงตัวตายเพราะสอบเอ็นท์ไม่ได้ ที่จริง การที่แกเป็นคนดี ขยัน และช่วยพ่อแม่ทำงานนั้นเป็นความดีและมีคุณค่า ที่แท้จริง แต่เราไปให้คุณค่าแก่การศึกษาในตำรามากกว่าคุณค่าของชีวิตที่ดี ระบบการศึกษาแบบนี้จึงก่อความทุกข์ยากให้แก่คนทั้งแผ่นดิน คนที่เข้า มหาวิทยาลัยได้ที่ว่าเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ สวรรค์นั้นก็ไม่จริง คนไทยทุกคนมีศักดิ์ศรีและมีคุณค่าความเป็นคน ทุกคนมีความ แตกต่างหลากหลายและควรจะมีเกียรติและมีศักดิ์ศรีอย่างที่เขาเป็นอย่าง หลากหลายนั้น ไม่สมควรจะต้องมาถูกกระทำโดยระบบแห่งเกียรติยศอัน คับแคบและไม่จริง เราไม่สามารถแก้ปัญหาอันร้ายแรงที่กระทำต่อคนไทย ได้ด้วยการคิดอยู่ในญาณวิทยาแบบเดิม ๆ จำเป็นต้องมีญาณวิทยาใหม่ที่ ปลดปล่อยคนไทยออกไปสู่อิสรภาพ ศักดิ์ศรี และศักยภาพ ทั้งแผ่นดิน อย่างทันทีทันใด ที่กล่าวมานี้ไม่ได้หมายความว่าความรู้ในตำราไม่สำคัญ ความรู้ใน ตำราสำคัญ แต่ไม่ใช่ฐาน ฐานต้องอยู่ในชีวิตและวิถีชีวิต ความรู้ในตำรา เป็นตัวประกอบ ๑๒ คู่มือการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในงานการแพทย์ # ญาณวิทยาใหม่ ฐานของความรู้อยู่ในตัวคน เมื่อเปลี่ยนวิถีคิดใหม่ว่าฐานความรู้อยู่ในตัวคน ไม่ใช่อยู่ในตำรา จะปลดปล่อยคนไทยออกไปสู่อิสรภาพ ศักดิ์ศรี และศักยภาพทั้งแผ่นดิน อย่างทันทีทันใด คนทุกคนมีความรู้อยู่ในตัวที่สะสมมาจากประสบการณ์ชีวิตและ การทำงาน ประสบการณ์ชีวิตคือการเรียนรู้จากชีวิตและวิถีชีวิตร่วมกัน ร่วม กันทั้งระหว่างคนกับคนและคนกับธรรมชาติ ระหว่างคนกับคนก็มีความ หลากหลายมากตั้งแต่พ่อแม่ที่น้องลุงป้าน้าอาปู่ย่าตายาย เพื่อนบ้าน ชุมชน และที่ห่างไกลออกไป การทำงานแต่ละอย่างสร้างความรู้ไว้ในตัว และ เป็นความรู้ที่ใช้งานได้จริงๆ เช่น ทำนาได้ ทำสวนได้ ขายก๋วยเตี๋ยวได้ เสริม สวายได้ ทอผ้าได้ ก่อสร้างได้ ฯลฯ การท่องตำรายังไม่แน่ว่าทำได้จริง แต่ ความรู้ในการปฏิบัตินี้แน่นอนว่าทำได้จริง ในวิถีชีวิตร่วมกันนั้นจะมีจริย- ธรรมอยู่ด้วยเสมอ เพื่อให้การอยู่ร่วมกันเป็นไปด้วยดีหรืออยู่ร่วมกันเป็น แต่การศึกษาแบบท่องวิชาได้สร้างคนที่อยู่ร่วมกันไม่เป็นขึ้นมาเต็มประเทศ ทำให้ขาดความสุข ความสร้างสรรค์จากการอยู่ร่วมกัน ทำงานร่วมกันไป อย่างน่าเสียดาย การเข้าใจเรื่องความรู้ที่อยู่ในตัวมนุษย์ จะทำให้เข้าใจว่าทำไมแม่ จึงเป็นครูที่ดีที่สุด โดยไม่คำนึงถึงระดับการศึกษาของแม่ โยมแม่ของพระ ธรรมปฏิญาก็ดี แม่ของอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ ก็ดี แม่ของอาจารย์หมอเสม พริ้งพวงแก้ว ก็ดี แม่เหล่านี้ไม่เคยเข้าโรงเรียนหรือมีปริญญาบัตรใด ๆ ทั้ง สิ้น แต่สามารถสอนลูกได้เป็นอย่างดี เพราะท่านสอนจากสิ่งที่ท่านมี คือ ความรู้ในตัวของท่านที่ได้จากประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน เมื่อเราเปลี่ยนวิถีคิดใหม่ ว่าฐานของความรู้อยู่ในตัวคนทุกคน จะ ปลดปล่อยผู้คนไปสู่อิสรภาพ ศักดิ์ศรี และศักยภาพในการสร้างสรรค์ ทั้ง แผ่นดินอย่างทันทีทันใด ดังนี้ ๑. คนทุกคนไม่ว่าเขาทำอะไรเป็นคนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และ มีคุณค่าขึ้นมาทั้งหมด เพราะทุกคนมีความรู้อยู่ในตัวจากประสบการณ์ ชีวิตและการทำงาน ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง นี้คือรูปธรรม ของการสร้างศิลธรรมพื้นฐาน คือการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็น คนของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ๒. ความรู้ในตัวคนเป็นความรู้ที่เขาคุ้นเคยเพราะได้มาจาก ชีวิตจริงและปฏิบัติจริง เขามั่นใจว่าเขาทำได้แน่ ถ้าเราให้คุณค่ากับสิ่งที่ เขามีเขาคุ้นเคยเขามั่นใจ จะสร้างความมั่นใจแห่งชาติขึ้นมา ตรงข้ามกับที่ เราไปให้คุณค่ากับสิ่งห่างไกลที่เขาไม่คุ้นเคยเขาไม่มี ซึ่งบั่นทอนและ ทำลายความมั่นใจของคนทั้งชาติ ๓. ความรู้ในตัวคนแต่ละคนแตกต่างหลากหลายไม่เหมือน กันเลย ในขณะที่ตำรา (เรื่องเดียวกัน) เหมือนกันทุกเล่ม เช่น ใช้ตำราทำ กับข้าวเล่มเดียวกัน แต่แต่ละคนจะทำออกมาอร่อยไม่เหมือนกัน ในตัว คนแต่ละคนมีความรู้พิเศษ หรือเคล็ดลับ หรือน้ำมือ ซึ่งอธิบายเป็นตัว หนังสือไม่ได้ ความแตกต่างหลากหลายมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะ ๑๕ คู่มือพื้นฐานการจัดทำรูปธรรมบ้านเมือง ทำให้เกิดความมั่นคง ถ้าของที่ต่างกันมาเจอกันจะมีสิ่งใหม่หรือนวัตกรรม จะผุดบังเกิด (emerge) ขึ้นมาจากความไม่เคยมี เช่น น้ำซึ่งประกอบด้วย ไฮโดรเจน ๒ อะตอม ออกซิเจน ๑ อะตอมเขียนเป็นสูตรว่า H2O ความ เป็นน้ำไม่ใช่คุณสมบัติของไฮโดรเจนหรือออกซิเจน แต่เป็นของใหม่ที่ผุด บังเกิดขึ้นจากของเก่าที่ไม่เหมือนกันมาเจอกัน ถ้าไฮโดรเจนกับไฮโดรเจน เจอกัน หรือออกซิเจนกับออกซิเจนเจอกันก็จะไม่เกิดน้ำ ต้องของที่ไม่ เหมือนกันมาเชื่อมโยงกันจึงเกิดของใหม่ขึ้น ความรู้ในตัวตนแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย ถ้าส่งเสริมให้เกิด การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ที่อยู่ในตัวคนจะเกิดนวัตกรรม ขึ้นเต็มแผ่นดิน ทุกองค์กร ทุกประเทศ ทุกอารยธรรม ต้องมีนวัตกรรมจึงจะสามารถ เผชิญสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้ ถ้ามีนวัตกรรมไม่ได้ วิกฤตการณ์ย่อมเกิดขึ้น ๔. ในทุกพื้นที่ควรทำแผนที่มนุษย์ (human mapping) คือ ค้นคว้าวิจัยทำข้อมูลว่าใครเก่งในเรื่องใดบ้าง ทุกคนจะเก่งในเรื่องใดเรื่อง หนึ่งหรือหลายเรื่อง ไม่ว่าจะทำกับข้าวร่อย ทำขนมอร่อย ทอผ้า จักสาน เพาะปลูก วาดรูป ฯลฯ แล้วนำความรู้ที่ได้มาทำระบบข้อมูล เป็น GIS ทาง ศักยภาพของมนุษย์ทุกพื้นที่ทั้งประเทศ เมื่อมีระบบข้อมูลความดีของคน ทั้งประเทศ คนทั้งหมดจะมีความรู้สึกที่ดีมาก มีความภาคภูมิใจในตนเอง ที่ความเก่งความถนัดซึ่งเป็นสิ่งที่ชอบของตนไปปรากฏแก่สาธารณะ จะ อยากทำความดีเพิ่มขึ้น ระบบข้อมูลความรู้ในตัวมนุษย์จะนำไปสู่การแลก เปลี่ยนเรียนรู้กันได้ทั้งประเทศ ใครอยากทำอะไรก็ถดคอมพิวเตอร์ดูว่า เรื่องนี้มีใครทำเก่งอยู่ที่ไหน และขอแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วย ปริมาณแห่ง การเรียนรู้จากความรู้ที่ทำได้จริงจะเกิดขึ้นอย่างมหาศาล ระบบข้อมูล ความรู้ในตัวคนทั้งประเทศจะเป็นฐานของเศรษฐกิจวัฒนธรรมอันมโหฬาร เศรษฐกิจวัฒนธรรมคือเศรษฐกิจในวิถีชีวิตร่วมกัน (ดูเรื่องความหมาย ของวัฒนธรรมในตอน ๕) ๕. ถ้าปฏิรูปการศึกษาจากการศึกษาที่เอาตำราเป็นตัวตั้ง มาเป็น การศึกษาที่เอาความรู้ในตัวคนเป็นตัวตั้ง ตำราเป็นตัวประกอบ จะย้าย ระบบการศึกษาที่อยู่นอกสังคมมาเป็นระบบการศึกษาที่อยู่ในสังคม คือรู้ ร้อนรู้หนาวกับสังคม ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับสังคม ร่วมแก้ปัญหากับสังคม จะ ทำให้สติปัญญาเข้มแข็งจากการสัมผัสความเป็นจริงของมนุษย์ ความรู้สึก นึกคิดของครูอาจารย์และของนักเรียนนักศึกษาก็เปลี่ยนไปจากการเป็น แบบโอบอตที่ไม่มีมิติแห่งมนุษย์ มามีมิติแห่งมนุษย์ในความรู้สึกนึกคิด มี ความสุขจากการได้สัมผัสความเป็นมนุษย์ การงานจะได้ผล การวิจัย ค้นคว้าจะงอกงามขึ้นมาจากฐานความเป็นจริง และเป็นพลังแก้ปัญหา สังคมได้ เช่น การแก้ไขความยากจน การพัฒนาที่ยั่งยืน การศึกษาจะไม่ ลอยตัวเหมือนในปัจจุบัน ๖. ขณะนี้มีปัญหาใหญ่ของการศึกษาและของโลก คือการคิด แบบแยกส่วน ชีวิตกับการศึกษาแยกจากกัน ชีวิตก็ส่วนหนึ่ง การศึกษา แยกส่วนไปเอาวิชาเป็นตัวตั้ง ลอยออกไปจากชีวิต ในทางพระพุทธ- ศาสนาถือว่าชีวิตกับการศึกษาอยู่ที่เดียวกัน ชีวิตคือการศึกษา การศึกษา คือชีวิต การเปลี่ยนญาณวิทยาใหม่ว่าฐานของความรู้อยู่ในตัวคน แท้ที่ จริงแล้วคือการย้ายการศึกษาให้มาอยู่ที่เดียวกับชีวิต เมื่อชีวิตกับการ ศึกษาอยู่ที่เดียวกัน การเรียนรู้จะง่ายและสนุก เราอ่านนวนิยายไม่ลำบาก เหมือนอ่านตำรา เพราะในนวนิยายเต็มไปด้วยชีวิตของผู้คน ตัวละครมี ใครบ้างก็จำได้หมด สาระมีอย่างไรก็ได้ไปโดยอัตโนมัติ ทั้งแผ่นดินเต็มไป ด้วยเรื่องราวชีวิตของผู้คน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ ๗. วิถีชีวิตร่วมกันต้องเป็นตัวตั้ง ถ้าเอาอย่างอื่นเป็นตัวตั้งจะ ผิดพลาดหมด การที่จะมีการอยู่ร่วมกันด้วยสันติระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด เรื่องอื่นๆ ทั้งหมดต้อง มาสนับสนุนเรื่องนี้ หากเอาอย่างอื่นเป็นตัวตั้ง เช่น เศรษฐกิจ การค้าเสรี วิชาการ ศาสนา ก็จะทำเพื่อตัวเอง ขาดลอยจากความเข้าใจและสนับสนุน ๑๖ ราชพฤกษ์วิทยาลัยธรรมศาสตร์ การอยู่ร่วมกันด้วยสติ การย้ายฐานความรู้จากตำรามาอยู่ในตัวคน คือการ ย้ายจากเอาวิชาการเป็นตัวตั้งมาเอาวิถีชีวิตร่วมกันเป็นตัวตั้ง ๘. เมื่อเอาชีวิตกับการศึกษามาอยู่ที่เดียวกัน เราจะเห็นระบบ การศึกษาในรูปใหม่โดยสิ้นเชิง เหมือนเป็นภพภูมิใหม่ของการศึกษา การ เรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (interactive learning through action) จะ เป็นการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด เรียนรู้เพื่อให้ปฏิบัติได้แก่ปัญหาเป็น ไม่ใช่ เรียนรู้แบบท่องวิชาอย่างลอยตัวไปจากการปฏิบัติและปฏิบัติไม่เป็น ทุก พื้นที่จะต้องมีการเรียนรู้ร่วมกันของทุกฝ่ายเพื่อการพัฒนาอย่างบูรณาการ และยั่งยืน จังหวัดทั้งจังหวัดจะเป็นมหาวิทยาลัยในรูปใหม่ คือเป็น มหาวิทยาลัยชีวิตของการเรียนรู้ร่วมกันของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก คน หนุ่มสาว คนกลางคน ผู้สูงอายุ คนทำงาน ครู นักบวช เรียนรู้เพื่อให้ จังหวัดทั้งจังหวัดมีการพัฒนาอย่างบูรณาการและยั่งยืน นั่นคือมีการอยู่ ร่วมกันด้วยสันติระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ โดยที่การอยู่ร่วมกันด้วยสันติเป็นเรื่องสำคัญที่สุดและยากที่สุด ที่ไม่ สามารถเกิดขึ้นได้จากการเรียนรู้ที่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง แต่ต้องเรียนรู้จากการ ปฏิบัติร่วมกัน ในการนี้ต้องการใช้ความรู้ทุกประเภทเข้ามาใช้งาน ไม่ว่าจะ เป็นความรู้จากตำรา จากอินเตอร์เนต จากการวิจัย ขณะนี้เรามีความรู้ไม่ พอใช้ แต่ไม่ใช่เอาความรู้เป็นตัวตั้ง เอาวิถีชีวิตร่วมกันเป็นตัวตั้งเอาความรู้มา สนับสนุนการเรียนรู้เพื่อการอยู่ร่วมกัน เมื่อจังหวัดทั้งจังหวัดและทุกจังหวัดเป็นมหาวิทยาลัยในรูปใหม่ และเป็นมหาวิทยาลัยจริง ๆ มากกว่ามหาวิทยาลัยในปัจจุบัน ก็ไม่มีปัญหา เรื่องสอบเอ็นท์อีกต่อไป ทุกคนจะมีที่เรียนอย่างเหลือเฟือ ไม่ต้องทุกข์ ยากกันทั้งแผ่นดินเพราะระบบการศึกษาที่คับแคบกันอีกต่อไป ถ้าได้ติดตามมาเป็นลำดับถึงตอนนี้ ก็จะเข้าใจเรื่องที่จะกล่าวตอน ต่อไปได้ง่ายขึ้น นั่นคือการพัฒนาต้องเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง ประจํ ๑๕ ๓๗ # การพัฒนาต้องเอา วัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง เรื่องวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง แต่ผลของการศึกษาแบบปัจจุบัน คนทั้งหมดรวมทั้งมหาวิทยาลัยด้วยเกือบไม่เข้าใจเลยว่า วัฒนธรรมคืออะไร เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมก็มักคิดถึงการร้องรำทำเพลง และศิลปวัตถุ ทำให้คำว่าวัฒนธรรมไม่มีพลังขับเคลื่อนทางปัญญาและการพัฒนา ## วัฒนธรรมคือวิถีชีวิตร่วมกัน ของกลุ่มชนที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่ง ๆ ### โปรดสังเกตคำว่า ร่วมกัน และ สิ่งแวดล้อม สัตว์อยู่ร่วมกันเป็นฝูง เพราะการอยู่ร่วมกันทำให้อยู่รอดมากกว่า อยู่เดี่ยวๆ หมาในอยู่เป็นฝูงทำให้ล่าเหยื่อตัวที่ใหญ่กว่ามันได้ คนก็ค้นพบ เช่นเดียวกันว่าถ้าอยู่เป็นฝูงหรืออยู่ร่วมกันจะปลอดภัยและมีความสำเร็จ มากกว่าเดี่ยวๆ เพราะฉะนั้นการอยู่ร่วมกันหรือวิถีชีวิตร่วมกันจึงเป็น ๑๘ การพัฒนาต้องเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง ธรรมชาติของคนมาตั้งแต่เริ่มต้น ที่นี้กลุ่มชนอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน เช่น อยู่ในแอฟริกา อยู่ในซั่วโลก อยู่ในเขตร้อน อยู่ในทะเลทราย อยู่ในที่ลุ่ม อยู่ในที่ดอน อยู่ริมทะเล ฯลฯ ไม่ว่าสิ่งแวดล้อมจะเป็นอย่างไร ๆ มนุษย์ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้น ๆ ก็จะต้องเรียนรู้ให้อยู่รอดได้ในสิ่งแวดล้อมนั้น ๆ วิถีชีวิตร่วมกันในสิ่งแวดล้อมหนึ่ง ๆ จึงไม่เหมือนกัน ฉะนั้นวัฒนธรรมในแต่ละแห่งจึงไม่เหมือนกัน เรียกว่า ความหลากหลายทางวัฒนธรรม คำที่เป็นกุญแจคือความหลากหลาย ความหลากหลายทำให้อยู่รอด เพราะความหลากหลายทำให้เกิดความสอดคล้องคนเอสกิโมจะไม่มีวิถีชีวิตแบบคนในทะเลทราย หรือคนในทะเลทรายจะไม่มีวิถีชีวิตแบบคนเอสกิโม ย่อมไม่สอดคล้อง และทำให้อยู่รอดไม่ได้ ความหลากหลายทำให้งามและทำให้อยู่รอด ถ้าทั้งโลกมีต้นไม้หรือดอกไม้ชนิดเดียวคงจะไม่งามและจะสูญพันธุ์ได้ง่าย ความหลากหลายทางวัฒนธรรมจึงเป็นความงาม และช่วยให้อยู่รอด เพราะมีความสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม ที่เรียกว่าวิถีชีวิตร่วมกันนั้น กินความกว้างขวางครอบคลุมเชื่อมโยงมาก การมีความเชื่อร่วมกัน ความเชื่อร่วมกันก็เป็นวัฒนธรรม ระบบคุณค่าร่วมกัน เช่น คนไทยพุทธมีพุทธศาสนาเป็นความเชื่อร่วมกันพุทธศาสนานอกจากเป็นศาสนาแล้วมีสถานะเป็นวัฒนธรรมด้วยอิสลามเป็นวัฒนธรรมของคนมุสลิม การทำมาหากินที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมที่ทำกันมานานจนชำนาญ ก็เป็นวัฒนธรรมของกลุ่มชน ในวัฒนธรรมจึงมีเศรษฐกิจ แต่เป็นเศรษฐกิจที่มีฐานอยู่ในวัฒนธรรมอันเชื่อมโยงสัมพันธ์กับเรื่องอื่น ๆ ขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องอาหารการกิน การแต่งกาย ที่อยู่อาศัย การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สุนทรียกรรม และศิลปะต่าง ๆ ก็เป็น วัฒนธรรม การดูแลรักษาสุขภาพที่สืบต่อกันมา เช่น การแพทย์แผนไทย ก็เป็นวัฒนธรรมไทย ฯลฯ วัฒนธรรมจึงเชื่อมโยงองค์ประกอบของวิถีชีวิตทั้งหมดเข้ามา อย่างบูรณาการ ซึ่งรวมทั้งเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ เมื่อ เชื่อมโยงเป็นบูรณาการก็เกิดความสมดุล เมื่อสมดุลก็มีความเป็นปรกติ และยั่งยืน ฉะนั้นชุมชนที่อยู่ร่วมกันด้วยวัฒนธรรมจึงมีความยั่งยืนมานับ พันปี ต่างจากการพัฒนาที่เอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง ซึ่งภายในเวลาสั้น ๆ นำไปสู่การแตกสลายของสังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และจิตใจ เพราะ เศรษฐกิจเป็นการแยกส่วน ถ้าเอาแต่เงินเป็นตัวตั้งก็จะทำลายองค์ประกอบ อื่น ๆ และเกิดวิกฤตการณ์ดังที่กล่าวมาตอนต้น การพัฒนาจึงควรเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เศรษฐกิจ แต่ไม่ได้แปลว่าไม่พัฒนาเศรษฐกิจ แต่เป็น เศรษฐกิจที่มีฐานอยู่ในวัฒนธรรม ซึ่งจะได้อธิบายต่อไป ถ้าเอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้งจะเกิดความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน เช่น ทุกจังหวัดเป็นบริวารของกรุงเทพฯ กรุงเทพฯ เป็นบริวารของยุโรป สหรัฐ- อเมริกา และญี่ปุ่น แต่ถ้าเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง ไม่มีใครเหนือใคร ทุก ชุมชนท้องถิ่นและประเทศต่างมีวัฒนธรรมของตน ซึ่งแตกต่างหลาก หลายกันไป ทุกแห่งมีอัตลักษณ์และมีศักดิ์ศรีของตนเอง การพัฒนาโดย เอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้งจึงเป็นการกระจายอำนาจและศักดิ์ศรี เปิดให้มี ทางออกของชุมชนท้องถิ่น ถ้าเอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้งจะเกิดการรวมศูนย์ อำนาจตามความเข้มข้นของเงิน และทำให้เกิดความเครียดในระบบ ความรู้ของมนุษย์มาจาก ๒ ทางใหญ่ ๆ คือทางวิทยาศาสตร์และ ทางวัฒนธรรม ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างที่เรารู้จักกันเพิ่งมีมาประมาณ ๔๐๐ ปี แต่ความรู้ทางวัฒนธรรมมีมาเนิ่นนานก่อนหน้านั้น คือตั้งแต่มี มนุษย์มา มนุษย์ก็ค่อย ๆ เรียนรู้จากธรรมชาติรอบตัว เช่นว่าอะไรกินได้ อะไรกินไม่ได้ ประดิษฐ์ถ้อยคำ ข้าวของเครื่องใช้ และวิถีดำรงชีวิตต่าง ๆ ๒๐ ๓.๗.๑ การพัฒนาวัฒนธรรมในชุมชน ผ่านการกลั่นกรองลองใช้ สะสมเพิ่มพูน และถ่ายทอดกันมา ความรู้ทางวัฒนธรรมที่บางครั้งเราเรียกว่า ภูมิปัญญา ภูมิแปลว่า แผ่นดิน ปัญญาที่ติดแผ่นดินมีความหมายความว่า ในแผ่นดินหรือสิ่ง- แวดล้อมแต่ละแห่งซึ่งไม่เหมือนกัน มนุษย์ต้องสร้างปัญญาที่เหมาะสมที่จะ อยู่ได้ในภูมิหรือสิ่งแวดล้อมนั้น ๆ ซึ่งก็คือความหลากหลายทางวัฒนธรรม นั่นเอง บางครั้งก็พูดถึง ภูมิปัญญาชาวบ้าน หมายถึงวัฒนธรรมราษฎร วัฒนธรรมมีทั้งวัฒนธรรมราษฎร์และวัฒนธรรมหลวง เรามักจะรู้จักแต่ วัฒนธรรมหลวง แต่ไม่รู้จักวัฒนธรรมราษฎร์ ซึ่งเป็นพื้นฐานของสังคม จึง ทำให้พัฒนาไม่ถูกทาง อีกชื่อหนึ่งของความรู้ทางวัฒนธรรมคือ ความรู้ ดั้งเดิม (traditional knowledge) เพราะมีและถ่ายทอดกันมาแต่ดั้งเดิม ธรรมชาติสร้างสรรค์สรรพชีวิตนานาพันธุ์เป็นความหลากหลาย ทางชีวภาพฉันใด มนุษย์ก็สร้างความรู้ทางวัฒนธรรมอันหลากหลายขึ้นมา ฉันนั้น ความรู้ดั้งเดิมที่เกิดขึ้นมาจึงมีคุณค่าเช่นเดียวกับสรรพชีวิต แต่การ เรียนรู้โดยเอาตำราเป็นตัวตั้งจะทำให้ความรู้ดั้งเดิมสูญพันธุ์ไปอย่างน่า เสียดาย เพราะความรู้ดั้งเดิมไม่ได้อยู่ในตำราหรือเรียนรู้จากตำราไม่ได้ แต่ อยู่ในการปฏิบัติในวิถีชีวิต ความรู้ดั้งเดิมเมื่อสูญไปก็จะไม่กลับมาอีก เช่น เดียวกับการสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์ การสูญเสียความรู้ดั้งเดิมจึงเป็นการ สูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ การเรียนรู้จึงควรเรียนรู้ในฐานะวัฒนธรรม การเรียนรู้อย่างอื่นก็สามารถเรียนรู้ได้ทุกชนิดจากทั่วโลกตามความชอบ และความจำเป็น แต่ต้องมีฐานอยู่ในวัฒนธรรม การเรียนรู้นั้น ๆ จึงเป็น ประโยชน์ต่อการอยู่ร่วมกัน ไม่แยกส่วนหลุดลอยหรือทำร้ายการอยู่ร่วม กันหรือวัฒนธรรม ตามที่อธิบายมาจะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมคือรากของสังคม เช่น เดียวกับต้นไม้ที่ต้องมีรากที่จะยึดต้นให้มั่นคงและดูดซึมปุ๋ยจากดิน สังคม ก็ต้องมีรากเพื่อความมั่นคงและเพื่อดูดซึมประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมนั้น ๆ ปุริส วิทูร 103 รากของสังคมคือวัฒนธรรม การตัดรากต้นไม้เกิดผลร้ายฉันใด การพัฒนาโดยตัดรากทางวัฒนธรรมก็เกิดผลร้ายแก่สังคมฉันนั้น ถ้าสังคมมีฐานทางวัฒนธรรมมั่นคงแล้ว จะเรียนรู้เรื่องอื่นวัฒนธรรมอื่นอย่างไรก็ได้ ของใหม่ ๆ ก็เหมือนสายลมแสงแดดที่โชยมา ถ้าต้นไม้มีรากแข็งแรงย่อมได้ประโยชน์จากสายลมแสงแดดและยิ่งทำให้รากแข็งแรงขึ้น ถ้าขาดราก มีแต่ของใหม่ หรือรับของใหม่เข้ามาโดยตัดรากเก่าทางวัฒนธรรม สังคมย่อมคลอนแคลน หาหลักไม่ได้ จะโค่นล้มหรือวิกฤตได้ง่าย การพัฒนาจึงควรมีวัฒนธรรมเป็นตัวตั้งหรือเป็นรากฐาน จึงจะมีความมั่นคงและยั่งยืน เดี๋ยวนี้เราพูดกันถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน เราก็ยังงง ๆ กันอยู่ว่า ทำอย่างไร หรือบางทีก็ดิดถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างเดียวแบบแยกส่วนแท้ที่จริง การพัฒนาอย่างยั่งยืน คือการพัฒนาที่เอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง เพราะวัฒนธรรมคือวิถีชีวิตร่วมกันที่บูรณาการทุกอย่างเข้ามาเพื่อความสมดุล เมื่อสมดุลจึงยั่งยืน ความยั่งยืนไม่ได้อยู่ที่สิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่หมายถึงวิถีชีวิตร่วมกันที่ยั่งยืน ซึ่งรวมถึงเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการเรียนรู้ ต้องร่วมกันจึงจะยั่งยืน ถ้าตัวใครตัวมัน แย่งชิงกันอย่างเสรีก็จะไม่ยั่งยืน ถ้าเอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้งจะส่งเสริมความเป็นตัวใครตัวมันและการแย่งชิงกันอย่างเสรี จึงไม่ยั่งยืน แต่วัฒนธรรมเน้นวิถีชีวิตร่วมกัน และบูรณาการองค์ประกอบของวิถีชีวิตร่วมกันทั้งหมด รวมทั้งสิ่งแวดล้อมเข้ามาด้วยกัน เพราะฉะนั้นที่พูดว่าพัฒนาอย่างบูรณาการโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง แท้ที่จริงก็อย่างเดียวกันกับการพัฒนาโดยเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง เพราะชีวิตวัฒนธรรมอยู่ในพื้นที่ ๒๖ คุณสมบัติของวัฒนธรรมในสังคม # โครงสร้าง ของสัมมาพัฒนา การพัฒนาใช้สักแต่ว่าพัฒนา เพราะถ้าเป็นมิจฉาพัฒนาแล้วย่อมนำไปสู่การอยู่ร้อนนอนทุกข์และความสูญเสีย จำเป็นต้องมีการพัฒนาที่ถูกต้องหรือสัมมาพัฒนา จึงจะเกิดความอยู่เย็นเป็นสุข โครงสร้างกำหนดคุณสมบัติ เช่น ให้เป็นม้า เป็นช้าง เป็นสุนัข เป็นลิง เป็นคน เป็นเรือ เป็นเกวียน หรือเป็นรถยนต์ คนไทยควรจะร่วมกันกำหนดโครงสร้างของสัมมาพัฒนา โครงสร้างใดๆ มักจะประกอบด้วยส่วนใหญ่ ๆ ๓ ส่วน คือ (๑) ฐาน (๒) ยอด (๓) ส่วนกลาง ฐานมีความสำคัญมาก เพราะถ้าฐานถูกต้อง แข็งแรง โครงสร้างทั้งหมดจะมั่นคง ขึ้นสูงและเติบใหญ่ได้มากโดยไม่พังทลายลงมา ยอดของโครงสร้างเป็นความสง่างาม พระเจดีย์แห่งสัมมาพัฒนาควรจะมีโครงสร้างดังต่อไปนี้ ๑. ฐานพระเจดีย์คือฐานวัฒนธรรม หรือเศรษฐกิจพอเพียง ๒. ยอดพระเจดีย์คือศาสนธรรม หรือการเป็นสังคมที่เข้าถึง ความดี ๓. ส่วนกลางคือมัชฌิมาปฏิปทา หรือการพัฒนาที่เชื่อมระหว่างฐานกับยอดที่ถูกต้อง การพัฒนาถ้าไม่มีฐานกับยอดที่ถูกต้องย่อมเข้ารกเข้าพงลงเหวได้ สัมมาพัฒนาจึงต้องกำกับด้วยฐานกับยอดที่ถูกต้อง (๑) ฐานของการพัฒนาคือวัฒนธรรม หรือระบบเศรษฐกิจพอเพียง ส่วนสำคัญที่สุดคือฐานของการพัฒนา ถ้าฐานถูกต้องที่เหลือจะค่อนข้างง่าย แต่ถ้าฐานผิดถึงพยายามพัฒนาเท่าไร ๆ ก็จะสับสนอลหม่าน และวิกฤต จึงจำเป็นต้องค่อย ๆ ทำความเข้าใจและตั้งฐานการพัฒนาที่ถูกต้อง (ดังภาพที่ ๑) <table><tr><td>ยอด = ศาสนธรรม</td><td>๓ = สังคมที่เข้าถึงความดี</td></tr><tr><td>กลาง = มัชฌิมาปฏิปทา</td><td>๒ = การพัฒนาที่เชื่อม ระหว่างฐานกับยอด</td></tr><tr><td>ฐาน = วัฒนธรรม</td><td>๑ = ระบบเศรษฐกิจพอเพียง<br/>= การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่</td></tr></table> ภาพที่ ๑ พระเจดีย์แห่งสัมมาพัฒนา ฐาน = วัฒนธรรม หมายถึง เศรษฐกิจพอเพียง ยอด = ศาสนธรรม หรือความดี กลาง = มัชฌิมาปฏิปทา หรือการพัฒนาที่เชื่อม ระหว่างยอดกับฐานที่ถูกต้อง ๒๔ การพัฒนาวิชาการด้านธรรมนิมนต์ ระบบเศรษฐกิจพอเพียงคือระบบเศรษฐกิจที่เอามนุษย์เป็นตัวตั้ง ทุกวันนี้ระบบเศรษฐกิจที่เอาเงินเป็นตัวตั้งหรือเงินเพื่อเงิน ย่อม กระทบกระเทือนความเป็นมนุษย์ในทุกมิติ ทำให้เกิดการกระจายรายได้ที่ ไม่เป็นธรรม ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย และระหว่างประเทศจนกับ ประเทศรวยห่างมากขึ้น ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน การ แย่งชิงทรัพยากรอย่างขาดความเป็นธรรม ความขัดแย้ง ความรุนแรงใน รูปต่าง ๆ ตลอดจนสงครามและการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน ระบบเศรษฐกิจควรจะเป็นระบบเศรษฐกิจที่เอามนุษย์เป็นตัวตั้ง โดยคำนึงถึงทุก ๆ มิติของความเป็นมนุษย์และการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ระบบเศรษฐกิจ ที่เอามนุษย์เป็นตัวตั้ง มีรูปแบบที่ปฏิบัติได้และวัดได้ ไม่เหลือป่ากว่า แรงแต่อย่างใด รูปธรรมของระบบเศรษฐกิจพอเพียงคือการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ สัมมาชีพหมายถึงอาชีพที่ไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่เบียดเบียน สิ่งแวดล้อม และมีรายได้สูงกว่ารายจ่าย ถ้าทุกคนหรือทุกครอบครัวมีอาชีพที่ไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่ เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม และมีรายได้สูงกว่ารายจ่าย ก็จะหายจนถ้วนหน้า อยู่ร่วมกันด้วยความเรียบร้อย เป็นฐานของการพัฒนาสิ่งที่ดีงามให้ยิ่ง ๆ ขึ้น ไป เราสามารถใช้ดรรชนีวัดการมีสัมมาชีพ (ดสช.) เป็นเครื่องวัด ความก้าวหน้าในทุกชุมชน ทุกท้องถิ่น ทุกจังหวัด ต้องดูแลให้ประชาชนมี สัมมาชีพเต็มพื้นที่ ฝ่ายนโยบายต้องสนับสนุนให้เป็นไปตามนี้ ไม่ว่าการ จัดสรรที่ทำกิน การใช้เทคโนโลยี ทุน การสื่อสาร การศึกษา หรืออื่น ๆ จีดีพีที่เพิ่มไม่บอกการกระจายรายได้ รายได้มหึมาตกอยู่กับคน จำนวนน้อย จีดีพีก็เพิ่มขึ้นได้ ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยากจน จีดีพีเพิ่มขึ้น <page_number>10</page_number> ไม่ได้แปลว่าคนจนดีขึ้น เพราะจิตต์พิไม่ได้เอาคนแต่เอาเงินเป็นตัวตั้ง แต่ การมีสัมมาชีพ (ดสช.) เต็มพื้นที่หมายถึงทุกคนดีขึ้นหมด ระบบ เศรษฐกิจที่เอามนุษย์เป็นตัวตั้ง คือระบบที่คำนึงถึงคนทุกคน นอกจากนั้น จิตต์พื้นไม่ได้บอกที่มาของเงิน มิจฉาอาชีวะต่าง ๆ ก็ ทำให้จิตต์พื้นได้ การละเมิดสิทธิสตรี สิทธิเด็ก ทำลายสิ่งแวดล้อม ก็ ทำให้จิตต์พื้นไม่ได้ จิตต์พื้นจึงไม่เป็นประกันว่าศีลธรรมจะดีขึ้น แต่การมี สัมมาอาชีวะเต็มพื้นที่นั้นบอกว่าศีลธรรมดีขึ้นด้วย เพราะสัมมาอาชีวะคือ อาชีพที่ไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม และมีรายได้สูง กว่ารายจ่าย เศรษฐกิจพอเพียง คือการพออยู่พอกินและมีไมตรีจิตต่อกัน ระบบเศรษฐกิจพอเพียงคือระบบเศรษฐกิจที่เอามนุษย์เป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เงิน และมีรูปธรรมที่ปฏิบัติได้และวัดได้ จากการส่งเสริมให้มีสัมมา- ชีพเต็มพื้นที่ นี้คืออย่างเดียวกับการพัฒนาที่อยู่ในฐานะวัฒนธรรม เพราะ วัฒนธรรมคือวิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชนที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ วิถีชีวิตร่วมกัน ต้องเป็นตัวตั้งของการพัฒนา มิใช่เงิน หรือตัวใครตัวมัน หรือ การค้าเสรี หรือการเงินเสรี นี้มิใช่การปฏิเสธเงิน หรือปฏิเสธปัจเจกบุคคล หรือปฏิเสธการค้าเสรี หรือปฏิเสธเงินเสรี แต่เอาเป็นตัวตั้งไม่ได้ เพราะ ถ้าเอาอย่างอื่นที่ไม่ใช่วิถีชีวิตร่วมกันเป็นตัวตั้ง ก็จะทำลายวิถีชีวิตร่วมกัน แต่ถ้าเอาวิถีชีวิตร่วมกัน แล้วเอาอย่างอื่นทั้งหมดมาสนับสนุนวิถีชีวิตร่วม กัน (living together) ตามสถานการณ์และความเหมาะสม ก็จะเป็นไป เพื่อมนุษย์ทั้งหมดและธรรมชาติทั้งหมด ฐานวัฒนธรรมจึงรวมระบบ เศรษฐกิจที่เอามนุษย์เป็นตัวตั้งอยู่ในนั้นด้วย รูปธรรมของการพัฒนาในฐานะวัฒนธรรมหรือระบบเศรษฐกิจพอ เพียง คือการพัฒนาการอย่างบูรณาการโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง พื้นที่ หมายถึงชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด ถ้าทุกชุมชน ทุกท้องถิ่น ทุกจังหวัด มี ๒๖ การพัฒนาอย่างยั่งยืนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พัฒนาอย่างบูรณาการ ก็จะมีการพัฒนาอย่างบูรณาการเต็มพื้นที่ อันจะเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน องค์ประกอบของการพัฒนาอย่างบูรณาการในพื้นที่มี ๘ เรื่องด้วยกัน คือ ๑. การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ๒. การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ๓. ความปลอดภัย ๔. สังคมเข้มแข็ง ๕. ศิลปวัฒนธรรม ๖. ศาสนธรรม ๗. สุขภาพ ๘. กระบวนการเรียนรู้ของชุมชน มีกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนเป็นหัวใจที่เชื่อมโยงไปสู่ทุกเรื่องดังในภาพที่ ๒ ๑. การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ทุกพื้นที่ต้องดูแลให้ทุกคนหรือทุกครอบครัวมีสัมมาชีพ นี้จะเกี่ยวข้องกับการใช้ที่ดินทำกิน เทคโนโลยี และทุนอย่างถูกต้อง เมื่อมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ อย่างอื่น ๆ จะง่ายหมด ๗. สุขภาพ ๒. การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ๘. การเรียนรู้ ๓. ความปลอดภัย ๕. ศิลปวัฒนธรรม ๔. สังคมเข้มแข็ง ภาพที่ ๒ องค์ประกอบ ๘ ประการในการพัฒนาอย่างบูรณาการที่เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ๒. การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ๓. ความปลอดภัย ทุกพื้นที่ต้องดูแลให้มีความปลอดภัยจากการฆ่า จี้ ปล้น อุบัติเหตุ และยาเสพติด ๔. สังคมเข้มแข็ง หมายถึงมีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ มีองค์กรชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งที่สามารถจัดการการเรียนรู้ และการพัฒนาอย่างบูรณาการ ๕. ศิลปวัฒนธรรม ศิลปะ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น พิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง ๖. ศาสนาธรรม ความเสียสละ การลดความเห็นแก่ตัว การพัฒนาจิตใจ ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง และเกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการได้ง่าย ๗. สุขภาพ การพัฒนาอีก ๑ องค์ประกอบล้วนทำให้เกิดสุขภาวะทุกชุมชนท้องถิ่นต้องพัฒนาสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง ปลอดยาเสพติด ปลอดโรคเอดส์ เป็นต้น ๘. กระบวนการเรียนรู้ของชุมชน ชุมชนต้องรวมตัวกันทำการวิจัยเรื่องของชุมชน เอาผลการวิจัยมาปรับพฤติกรรม และทำแผนแม่บทชุมชน ซึ่งเป็นแบบการพัฒนาอย่างบูรณาการ และขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างบูรณาการเป็นการต่อเนื่องให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน เมื่อทุกพื้นที่มีการพัฒนาอย่างบูรณาการ ชุมชนท้องถิ่นจะเข้มแข็งทุก ๆ ทาง รองรับการพัฒนาอื่น ๆ ให้มั่นคง (๒) ยอดของการพัฒนาคือคาสนธรรมหรือการเป็นสังคมที่เข้าถึงความดี ยอดของพระเจดีย์ที่เรียวแหลมชี้สู่ฟ้า คือการเข้าถึงสิ่งสูงสุด การเข้าถึงสิ่งสูงสุดเป็นคุณสมบัติของมนุษย์ นอกจากเรื่องทางวัตถุแล้ว ๒๘ กรมพัฒนาท้องถิ่นและวัฒนธรรมในท้องถิ่น มนุษย์ต้องเข้าถึงความดีด้วยจึงจะสมบูรณ์ สังคมก็เช่นเดียวกัน ต้องเป็น สังคมที่เข้าถึงความดี ต้องมีดรรชนีวัดการเป็นสังคมที่ดี (Good Society Index = GSI) เราจะวัดแต่จีดีพียังไม่ได้บอกว่าเป็นสังคมที่ดี ควรจะมี การวัดจีเอสไอควบคู่ไปด้วย การเป็นสังคมที่ดี ร่วมกันคิดสักพักหนึ่งก็คงจะคิดออกและใช้ เป็นตัวกำกับการพัฒนา จะได้ไม่บิดเบี้ยวเป้าไปเป็นมิจฉาพัฒนา สังคมที่ดีน่าจะมีลักษณะอย่างน้อยดังนี้ ๑. เป็นสังคมที่มีศีลธรรมพื้นฐาน คือเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่า ความเป็นคนของคนทุกคน ๒. มีความเป็นธรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ ๓. มีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ๔. มีความปลอดภัย ๕. มีการพัฒนาจิตใจให้สูงยิ่ง ๆ ขึ้น ควรทำให้วัดได้ เป็นดรรชนีชี้วัดสังคมดี (ดสด.) หรือ จีเอสไอ เป็น เครื่องกำกับการพัฒนา (๓) ส่วนกลางคือบัชฌิมาปฏิปทา หรือการพัฒนาที่เชื่อมระหว่างฐานกับยอด การพัฒนาต่าง ๆ ต้องเชื่อมอยู่ในฐานะวัฒนธรรมหรือระบบเศรษฐกิจ พอเพียง และเชื่อมกับส่วนยอดคือการเข้าถึงความดี การพัฒนานั้นจึงจะ เป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน ถ้าการพัฒนาไม่มีฐานไม่มียอด เพียง แต่เอาเงินเป็นตัวตั้ง จะทำให้เกิดมิจฉาพัฒนาและนำไปสู่การทำลาย ตัวอย่างของการพัฒนา ๘ ประการ ที่เชื่อมโยงอยู่ในฐานะ วัฒนธรรม ๑. เศรษฐกิจ united 168 ๒. ศาสนาและศิลปะ ๓. ๔, ๕. การวิจัย - การศึกษา - การสื่อสาร ๖. การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ๗. สุขภาพ ๘. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้ง ๘ เรื่องนี้ ถ้าหยั่งรากอยู่ในฐานะวัฒนธรรมย่อมง่ายขึ้น เติบโต บนฐานที่มั่นคง และช่วยให้ฐานแข็งแรงขึ้น คือทำให้แข็งแรงไปด้วยกัน ทั้งหมด จะขยายความดังต่อไปนี้ (๑) เศรษฐกิจที่มีฐานอยู่ในวัฒนธรรม การแข่งขันทางเศรษฐกิจ ควรจะแข็งขันจากจุดแข็งของเรา ไม่ควรจะแข็งจากจุดอ่อน จุดแข็งของ เราที่คนอื่นไม่มีก็คือวัฒนธรรม เพราะวัฒนธรรมมีความจำเพาะตามพื้นที่ ดังกล่าวแล้ว ถ้าอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมของเราอยู่บนสินค้าวัฒน- ธรรม ก็จะมีฐานกว้างที่คนไทยทำอยู่แล้ว และเกิดกระจายรายได้ เพราะ คนจำนวนมากเกี่ยวข้อง อาหารกับการท่องเที่ยวจะเป็นสินค้าวัฒนธรรม หลัก นอกจากนั้นมีสินค้าหัตถกรรม สมุนไพร บริการสุขภาพไทย เช่น การ นวดแผนไทย ถ้ามีการทำแผนที่ศักยภาพคนไทยตามที่กล่าวถึงในตอน ๔ ข้อ ๕ ข้อมูลเหล่านั้นจะเป็นฐานของเศรษฐกิจวัฒนธรรมที่ใหญ่มาก หากเศรษฐกิจชุมชนกับเศรษฐกิจมหภาคเชื่อมโยงกันจะเกิด เศรษฐกิจสมดุลที่เข้มแข็ง การเชื่อมโยงผู้ผลิตในชนบทกับผู้บริโภคในเมืองให้เกื้อกูลกัน จะเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนและใหญ่โตมาก (๒) ศาสนาและศิลปะในฐานะวัฒนธรรม ศาสนาถ้ามองตรง ส่วนกลางที่ลอยตัวจากฐานทางวัฒนธรรม เกือบมองไม่ออกเลยว่าจะ ทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร แต่ถ้าอยู่ในฐานะวัฒนธรรมในพื้นที่แล้วง่ายมาก เป็น อัตโนมัติ การพัฒนาอย่างบูรณาการนั้นศาสนาจะเป็นส่วนหนึ่งของการ พัฒนาอย่างขาดไม่ได้ ถ้าเราพัฒนาจากฐานทางวัฒนธรรมขึ้นมา ศาสนา ๓๐ ภาคผนวก วัฒนธรรมในชีวิต จะถูกต้องและแข็งแรงขึ้น ในชุมชนมีศิลปะและศิลปินเป็นอันมาก งาน ศิลปะข้างบนถ้าเชื่อมโยงกับศิลปะในฐานะวัฒนธรรมจะเป็นประโยชน์ต่อ กันและกัน และเป็นประโยชน์ต่อสินค้าวัฒนธรรมมาก (๓) (๔) (๕) การวิจัย - การศึกษา - การสื่อสาร ในฐานวัฒนธรรม ขณะนี้การศึกษาลอยตัวจากฐานทางวัฒนธรรม จึงไม่สามารถสร้างความ เข้มแข็งให้ประเทศได้ การปฏิรูปการศึกษาคือการเปลี่ยนญาณวิทยาดังกล่าว แล้วข้างต้น การเปลี่ยนแปลงจากญาณวิทยาเก่าที่ถือว่าฐานของความรู้อยู่ ในตำรา มาเป็นญาณวิทยาใหม่ที่ถือว่าฐานของความรู้อยู่ในตัวคน แท้ที่ จริงก็คือฐานของความรู้อยู่ในวัฒนธรรม นั่นเอง เพราะความรู้ในตัวคน ได้มาจากวิถีชีวิตร่วมกัน ควรปฏิรูปการศึกษาจากการเน้นท่องหนังสือไป เรียนรู้จากชีวิตจริง นั่นคือในฐานะวัฒนธรรม การเรียนรู้จะสนุก เรียนได้เร็ว เรียนจากการทำจริงและทำได้จริง และกระตุ้นให้อยากทำวิจัย เพราะใน การปฏิบัติจริงให้ได้ผลนั้นต้องการการวิจัยเป็นอย่างมาก ฐานทางวัฒนธรรม จะเป็นฐานของการวิจัยที่เป็นประโยชน์ การสื่อสารก็ไม่ควรจะลอยตัว เป็นเครื่องมือที่สื่อแต่วัตถุนิยม บริโภคนิยม และเป็นประตูของการนำเข้าวัฒนธรรมอันไม่ดีงามจากต่าง- ประเทศ สื่อมวลชนควรจะมีฐานอยู่ในวัฒนธรรม จะทำให้รู้จักคนไทย รู้จักแผ่นดินไทย ถนอมรักและส่งเสริมให้เกิดพลังแผ่นดิน และสร้าง ภูมิคุ้มกันจากเชื้อโรคร้ายที่มาจากต่างถิ่น (๖) การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในฐานะวัฒนธรรม พลังของการ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอยู่ที่ชุมชนท้องถิ่น ต่อเมื่อชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งจึง จะอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไว้ได้ ถ้าเชื่อมผู้บริโภคในเมืองกับผู้ผลิตในฐานะ วัฒนธรรมได้ จะเป็นพลังของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่าง ยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่มาก ทุกวันนี้ ประเทศไทยเปรียบประดุจแผ่นดินอาบยาพิษ ไม่ว่า จะเป็นตะกั่ว สารหนู ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี และสารอนินทรีย์เคมีอื่น ๆ ไม่ ต้องสงสัยเลยว่า การได้รับสารเคมีเหล่านี้จะไม่ทำให้คนไทยเป็นมะเร็ง และมีความพิการทางสมองและพิการอื่น ๆ มากขึ้น สารเคมีเหล่านี้เมื่อไปโดนกับดีเอ็นเอซึ่งเป็นสารพันธุกรรม ก็จะทำให้เกิดการกลายพันธุ์และเซลล์ไม่สามารถเป็นไปตามปรกติได้ ได้มีการวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลงหรือปุ๋ยอนินทรีย์เคมีในการเกษตรเลยก็สามารถมีผลิตผลทางเกษตรได้เท่ากันหรือมากกว่า เทคนิคเกษตรแบบไม่ใช้สารพิษมีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน เรียกว่าเกษตรอนินทรีย์บ้าง เกษตรผสมผสานบ้าง เกษตรธรรมชาติบ้าง วนเกษตรบ้าง การเกษตรที่ไม่ใช้สารพิษเหล่านี้ ยังทำให้เกิดความเป็นป่ามากขึ้น เพราะไม่เน้นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว คือปลูกอย่างใดอย่างหนึ่งสุดลูกหูลูกตา ซึ่งทำลายความเป็นป่า แต่เน้นการปลูกพืชนานาชนิดร่วมกัน ความเป็นป่าจึงเพิ่มมากขึ้น พร้อม ๆ กับได้ผลิตผลทางการเกษตรที่ปลอดสารพิษ การทำเกษตรแบบนี้อาจเรียกว่า เกษตรวัฒนธรรม เพราะทำกันมาในวิถีชีวิตดั้งเดิมโดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลงและไม่ทำลายธรรมชาติแวดล้อมเหมือนการเกษตรสมัยใหม่ การเกษตรที่ใช้สารพิษ นอกจากจะทำลายความเป็นป่า ทำให้การพัฒนาไม่ยั่งยืนแล้ว ยังส่งอาหารปนเปื้อนสารพิษมาให้คนในเมืองกินซึ่งเป็นโทษต่อสุขภาพอย่างยิ่ง นี่คือตัวอย่างของความสัมพันธ์ที่ไม่เกื้อกูลกันระหว่างเมืองกับชนบท กลับกันเมืองกับชนบทสามารถสัมพันธ์กันอย่างเกื้อกูลกันได้ คือเกษตรกรผลิตอาหารปลอดสารพิษ ผู้บริโภคในเมืองได้บริโภคอาหารปลอดสารพิษซึ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพ การบริโภคอาหารปลอดสารพิษของชาวเมืองก็จะไปเกื้อกูลต่อเศรษฐกิจของเกษตรกรที่ผลิตอาหารปลอดสารพิษ ซึ่งไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและเพิ่มความเป็นป่าฉะนั้น วิถีการบริโภคของคนในเมือง นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของตนเองแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของเกษตรกรในชนบท และช่วยลดสภาพการเป็นแผ่นดินอาบยาพิษ และเพิ่มความเป็นป่า ๓๒ การพัฒนาท้องถิ่นตามธรรมชาติของเมือง ฉะนั้น การเชื่อมโยงผู้บริโภคในเมืองกับการเกษตรวัฒนธรรม ในชนบท จึงเป็นพลังเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนอันมโหฬาร เพราะผู้ บริโภคต้องบริโภคทุกวัน บริโภคคราวใดก็ส่งผลดีต่อชนบทและการรักษา สิ่งแวดล้อมทุกครั้งไป รัฐบาลจึงควรส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างผู้ บริโภคในเมืองกับการเกษตรเชิงวัฒนธรรม ความเชื่อมโยงสัมพันธ์นี้ต้อง อาศัยความเชื่อถือไว้วางใจ (trust) ระหว่างกัน ความเชื่อถือไว้วางใจกัน ได้เป็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ (๓) สุขภาพในฐานะวัฒนธรรม ขณะนี้บริการสุขภาพตามแผน ตะวันตก ซึ่งก็มีข้อดีหลายอย่าง แต่มีข้อเสียคือราคาแพง บริการได้ไม่ทั่วถึง และบางเรื่องก็ไม่ได้ผลดี เพราะขาดมิติทางจิต - สังคม ควรมีการนำการ แพทย์แผนไทยหรือแผนวัฒนธรรมเข้ามาใช้อย่างเหมาะสม ควรมีการ พัฒนาระบบการแพทย์และเภสัชกรรมไทย อย่างครบวงจร อันมีราย- ละเอียดซึ่งจะไม่กล่าวในที่นี้ จะขอยกตัวอย่างเพียง ๕ เรื่องคือ ก. ส่งเสริมให้มีศูนย์การแพทย์แผนไทยทุกตำบล โดยฝึก ให้ชาวบ้านเป็นผู้ทำเอง โดยเริ่มต้นให้บริการ ๓ เรื่อง คือ (๑) นวดแผนไทย (๒) ประคบด้วยสมุนไพร (๓) ขายยาสมุนไพรที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลดี ประมาณ ๒๐ ชนาน แต่นี้จะบำบัดทุกข์บำรุงสุขของคนทั้งประเทศ กับก่อ ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจมโหฬาร ข. ประกาศยาสมุนไพรที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลดีเป็นยาสามัญ ประจำบ้าน ประมาณ ๒๐ ชนาน ยาสมุนไพรบางอย่างมีสรรพคุณดีกว่า ยาแผนปัจจุบัน เช่น ขมิ้นชันแก้ปวดท้องและป้องกันมะเร็งได้ เพราะมีสาร curcumin ซึ่งเป็นแอนติออกซิแดนท์อย่างแรง ถ้าทุกบ้านมียาขมิ้นชันไว้ ประจำบ้าน ลองนึกภาพว่าจะกระตุ้นการปลูก การผลิตยา และการค้า เป็น ประโยชน์ทางเศรษฐกิจขนาดไหน ยังไม่นับสมุนไพรตัวอื่น ๆ อีก ถ้าทำกัน เต็มที่อาจทำให้ชาวบ้านหายจน การทำอะไรที่อยู่ในฐานะวัฒนธรรมจะ กระจายรายได้ ค. ส่งเสริมการนวดแผนไทย การนวดลดความปวดเมื่อย ลดความเครียด และลดความดันโลหิตได้ ถ้าส่งเสริมให้บริการมีความสะอาด และคุณภาพดี จะลดการนำเข้ายาแก้ปวดและยาลดความเครียด สร้าง อาชีพให้คนไทย คนตาบอดก็ยังเป็นหมอนวดได้ เรื่องนี้ถ้าทำให้ดีสามารถ ส่งออกได้ด้วย เพราะใคร ๆ ก็ชอบ และคนไทยก็ถนัดทางบริการ เรื่องนี้ ถ้าส่งเสริมให้ดีจะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ง. การส่งออกสมุนไพร ตลาดสมุนไพรไทยในต่างประเทศ ไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าทำให้ดีจะส่งเสริมอาชีพเกษตรกร ส่งเสริมความเป็นป้า และ สร้างรายได้ให้ประเทศได้มาก จ. มหาวิทยาลัยควรมีการวิจัยการแพทย์และเภสัชกรรม ไทยอย่างจริงจัง หากมหาวิทยาลัยทำการวิจัยการแพทย์และเภสัชกรรม ไทยอย่างจริงจัง จะเป็นพลังให้มีการพัฒนาระบบการแพทย์และเภสัช- กรรมไทยครบวงจรได้มาก ที่กล่าวมานี้ยังห่างไกลความสมบูรณ์ในเรื่องสุขภาพในฐานะ วัฒนธรรม แต่พอเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า เรื่องนี้มีความสำคัญเพียงไรต่อ เรื่องสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม อย่างบูรณาการ (๘) ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศไม่ควรจะมีแต่ทางเศรษฐกิจเท่านั้น เพราะเศรษฐกิจนำไป สู่ความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน ก่อให้เกิดความขัดแย้งและบาดหมางกันได้ กรณีตึกเวิลด์เทรดก็ดี กรณีการเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญก็ดี เกิด ความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน ตรงข้ามกับความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม ซึ่ง มีความเท่าเทียมกัน ไม่มีใครอยู่เหนือใคร ประชาชนมีโอกาสชื่นชมยินดี ในวัฒนธรรมของเพื่อนมนุษย์ในประเทศอื่น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง วัฒนธรรมที่ไม่เหมือนกัน จะทำให้เกิดนวัตกรรมทางวัฒนธรรม ความ สัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างประชาชนจะนำไปสู่มิตรภาพระหว่างคนต่าง เผ่าพันธุ์ จะส่งเสริมสันติภาพ เพราะประชาชนมีความโน้มเอียงที่จะเป็น ๓๔ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มิตรกันอยู่แล้ว ความเป็นศัตรูระหว่างกันมักเกิดขึ้นเพราะอำนาจรัฐ ฉะนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐเท่านั้นไม่เพียงพอ ควรส่งเสริมความสัมพันธ์ ระหว่างประชาชนในเชิงวัฒนธรรม นี้จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจวัฒน- ธรรมจากการท่องเที่ยวด้วย ที่กล่าวมานี้เป็นตัวอย่างของการพัฒนา ๘ ประการที่มีฐานอยู่ใน วัฒนธรรม จะเห็นได้โดยไม่ยากว่ามีประโยชน์เพียงใดต่อการพัฒนาทั้ง เศรษฐกิจ จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม ศาสนธรรม และสุขภาพ อย่างเชื่อม- โยงกัน เมื่อเชื่อมโยงกันก็เกิดความสมดุล เมื่อเกิดความสมดุลก็เกิด ความเป็นปรกติและความยั่งยืน จึงกล่าวว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืนคือการพัฒนาในฐานะวัฒนธรรม ประจํา ปีที่ ๓ # การขับเคลื่อนการพัฒนา ที่เอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง หลังของการขับเคลื่อนการพัฒนาที่เอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง อยู่ที่สัมมาทิฐิ (ความเห็นชอบ) และสัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ) ความเห็นชอบคือความเข้าใจที่ถูกต้องว่าวัฒนธรรมคืออะไร และทำไมการพัฒนาจึงควรเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง ควรจะมีการรณรงค์ทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดสัมมาทิฐิเกี่ยวกับการพัฒนา ภาพเจดีย์แห่งสัมมาพัฒนาที่มีฐานอยู่ในวัฒนธรรม ควรจะเข้าไปอยู่ในสำนึกของคนทั้งชาติ และควรตระหนักรู้ว่าการพัฒนาที่เอามนุษย์เป็นตัวตั้งนี้ มีรูปธรรมที่ปฏิบัติได้และสามารถวัดได้ไม่ยาก อันได้แก่ ๑. การมีสัมมาอาชีพเต็มพื้นที่ ๒. ดรรชนีวัดการเป็นสังคมที่ดี = จีเอสไอ (Good Society Index) ความเข้าใจที่ถูกต้องหรือสัมมาทิฐิของสังคมจะเป็นพลังขับเคลื่อนไปสู่สัมมาปฏิบัติ ๓๖ คู่มือการจัดทำวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง สัมมาสังกัปปะหรือความดำริชอบ คือ นโยบายที่ถูกต้อง นโยบายที่ถูกต้องคือความดำริชอบของชาติ สังคมควรจะสร้าง นโยบายที่ถูกต้องมาให้รัฐบาลปฏิบัติ การรณรงค์สร้างความเข้าใจด้วยกัน ทั้งชาติจะทำให้เกิดแนวนโยบายของชาติ การมีนโยบายการพัฒนาที่เอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง จะนำไปสู่การ ปฏิบัติอื่น ๆ ต่อไป ในที่นี้จะสรุปพลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ เอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้งไว้เป็น ๘ ประการ ดังต่อไปนี้ (๑) ความเข้าใจร่วมกัน (สัมมาทิฐิ) การสร้างความเข้าใจร่วมกัน ว่าวัฒนธรรมคืออะไร สำคัญอย่างไร ทำไมการพัฒนาจึงควรเอาวัฒนธรรม เป็นตัวตั้ง ความเข้าใจที่ถูกต้องหรือสัมมาทิฐิ เป็นพลังที่ทำให้อย่างอื่นเกิด ตามมา (๒) นโยบายที่ถูกต้อง (สัมมาสังกัปปะ) นโยบายเป็นเจตนารมณ์ ของชาติ หรือความดำริชอบ เมื่อเป็นนโยบาย องคาพยพของสังคม ทั้งหมดก็ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น (๓) ระบบราชการ ทั้งหมดปรับตัวส่งเสริมการพัฒนาที่เอา วัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง (๔) ประชาสังคม ประชาสังคมเป็นพลังขับเคลื่อนทางวัฒนธรรม ประชาสังคมที่เข้มแข็งจะขับเคลื่อนการพัฒนาที่เอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง (๕) กฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่เอาวัฒนธรรม เป็นตัวตั้ง ควรทบทวนกฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อ วัฒนธรรม (๖) การงบประมาณและการคลัง การงบประมาณและการคลัง เหมือนพลังงานขับเคลื่อน ถ้าขับเคลื่อนสวนทางก็ทอนกำลัง ถ้าขับเคลื่อน ถูกทางก็เพิ่มพลัง จึงควรปรับให้เพิ่มพลังทางวัฒนธรรม (๗) การวิจัย การวิจัยให้เกิดความรู้และการเรียนรู้ร่วมกัน จะ ทำให้ทั้ง ๖ ข้อข้างต้นเป็นไปอย่างถูกต้อง ประวัติ ๓๗ (๘) กระทรวงวัฒนธรรมต้องเป็นเจ้าภาพ สร้างกลไกขับเคลื่อนองค์ประกอบทั้ง ๗ ประการข้างต้นอย่างต่อเนื่อง และอย่างมีประสิทธิภาพ ๓๘ การพัฒนาวัฒนธรรมในเครือ # สรุป การติดอยู่ในสีลัพพตปรามาส คือการยึดถือผิด ๆ ทำให้ประเทศ อ่อนแอและหาทางออกไม่พบ จำเป็นต้องเปลี่ยนวิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิงจึง จะอยู่รอดได้ ญาณวิทยาเก่าว่าฐานความรู้อยู่ในตำรา ทำให้มนุษย์ขาดศักดิ์ศรี และขาดศักยภาพแห่งความสร้างสรรค์ ญาณวิทยาใหม่ว่าฐานความรู้อยู่ในตัวมนุษย์ทุก ๆ คน จะทำให้คน ทุกคนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีศักยภาพ มีความมั่นใจ เกิดความมั่นใจแห่งชาติ ทำให้หันไปสนรากเหง้าหรือวัฒนธรรมของตนเอง วัฒนธรรมหมายถึงวิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชนที่สอดคล้องกับ สิ่งแวดล้อมหนึ่ง ๆ ในวิถีชีวิตร่วมกันมีบูรณาการองค์ประกอบที่จำเป็นต่อ วิถีชีวิตเข้ามาทั้งหมด อันได้แก่อาชีพหรือเศรษฐกิจ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การดูแลความปลอดภัย ความเป็นสังคมหรือความร่วมกัน ศิลปะ ศาสนา สุขภาพ และการเรียนรู้ ในขณะที่เศรษฐกิจที่เอาเงินเป็นตัวตั้งเป็นการแยกส่วน วัฒนธรรม ประจําหน้า ๑๐๙ เป็นการบูรณาการ เมื่อบูรณาการก็เกิดความสมดุล เมื่อมีความสมดุลก็มี ความเป็นปรกติและความยั่งยืน การพัฒนาอย่างยั่งยืนคือการพัฒนาที่เอา วัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง ระบบเศรษฐกิจที่เอามนุษย์เป็นตัวตั้ง เป็นอย่างเดียว กับระบบเศรษฐกิจพอเพียง และการพัฒนาที่เอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง รูปธรรมของการพัฒนาที่เอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง คือการพัฒนา อย่างบูรณาการในพื้นที่ พื้นฐานของการพัฒนาอย่างบูรณาการในพื้นที่ คือ การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ สัมมาชีพคืออาชีพที่ไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่ เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม และมีรายได้สูงกว่ารายจ่าย การมีสัมมาชีพเต็ม พื้นที่จึงเป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม พร้อมกันไป ดรรชนีวัดการมีสัมมาชีพจึงดีกว่าจิตีพี เพราะเป็นการวัดที่คนอย่างเป็น องค์รวม ไม่ใช่วัดเฉพาะที่เงิน สัมมาพัฒนาควรมีโครงสร้างคล้ายพระเจดีย์ ที่ฐานคือวัฒนธรรม ที่ยอดชี้ขึ้นสูงหมายถึงการเป็นสังคมที่เข้าถึงความดี ซึ่งสามารถสร้าง ดรรชนีชี้วัดสังคมที่ดี หรือ จีเอสไอ (Good Society Index) ส่วนกลาง ของพระเจดีย์คือมัชฌิมาปฏิปทา หรือการพัฒนาที่มีฐานอยู่ในวัฒนธรรม และมียอดอยู่ในความดี เมื่อถูกกำกับทั้งที่ฐานและที่ยอด การพัฒนาจะได้ ไม่หลุดไปเป็นมิจฉาพัฒนา เครื่องวัดสัมมาพัฒนา คือ (๑) วัดการมีสัมมา- ชีพเต็มพื้นที่ และ (๒) วัดการเป็นสังคมที่ดี หรือ จีเอสไอ รูปพระเจดีย์แห่งสัมมาพัฒนานี้ควรจะเข้าไปสู่การรับรู้และความ เข้าใจของคนทั้งชาติ เพื่อการเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฐิหรือความเห็นชอบ และ สัมมาสังกัปปะหรือความดำริชอบ อันได้แก่นโยบาย สัมมาทิฐิและสัมมาสังกัปปะ คือปัญญา เมื่อประเทศมีปัญญาก็จะหลุดจากโมหภูมิหรืออวิชชา ทำให้เกิด การพัฒนาที่ถูกต้องหรือสัมมาพัฒนา อันจะก่อให้เกิดความสมดุล ความ ร่มเย็นเป็นสุข และการพัฒนาที่ยั่งยืน ขอให้คนไทยมีความสุขสวัสดิ์ ๕๐ การพัฒนาอย่างยั่งยืนของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บันทึก บันทึก Extract all text from the image. Instructions: - Only return the clean Markdown. - Do not include any explanation or extra text. - You must include all information on the page. Formatting Rules: - Tables: Render tables using <table>...</table> in clean HTML format. - Equations: Render equations using LaTeX syntax with inline ($...$) and block ($$...$$). - Images/Charts/Diagrams: Wrap any clearly defined visual areas (e.g. charts, diagrams, pictures) in: <figure> Describe the image's main elements (people, objects, text), note any contextual clues (place, event, culture), mention visible text and its meaning, provide deeper analysis when relevant (especially for financial charts, graphs, or documents), comment on style or architecture if relevant, then give a concise overall summary. Describe in Thai. </figure> - Page Numbers: Wrap page numbers in <page_number>...</page_number> (e.g., <page_number>14</page_number>). - Checkboxes: Use ☐ for unchecked and ☑ for checked boxes. ถ้าเอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้งจะเกิดความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน เช่นทุกจังหวัดเป็นบริวารของกรุงเทพฯ กรุงเทพฯ เป็นบริวารของยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น แต่ถ้าเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง ไม่มีใครเหนือใคร ทุกชุมชนท้องถิ่นและประเทศต่างมีวัฒนธรรมของตนเอง ซึ่งแตกต่างหลากหลายกันไป ทุกแห่งมีอัตลักษณ์และมีศักดิ์ศรีของตนเอง การพัฒนาโดยเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้งจึงเป็นการกระจายอำนาจและศักดิ์ศรี เปิดให้มีทางออกของชุมชนท้องถิ่น ถ้าเอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้งจะเกิดการรวมศูนย์อำนาจตามความเข้มข้นของเงิน และทำให้เกิดความเครียดในระบบ ISBN 97860534-0 9786053420514 ราคา 45 บาท
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
วัฒนธรรม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2004
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• มนุษย์กับวัฒนธรรม
• การพัฒนาประเทศ
history_eduหมวดหมู่
วัฒนธรรม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2004
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้