auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

ธรรมชาติของสรรพสิ่ง : การเข้าถึงความจริงทั้งหมด

chrome_reader_modeคำอธิบาย

เอกสารนี้ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2547 โดยมูลนิธิสำนึกรักบ้านเกิด พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2554 โดยสำนักพิมพ์ปัญญาญาณ

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

บรรณาธิการ : ประเวศ วะสี ๕ู ธรรมชาติ ของสรรพสิง การเข้าถึงดู เเจริงทังหมด ธรรมชาติ <ณ๒ ของสรรพลสง การเข้าถึงความจริงทังหมด ประเวศ วะสี บรรณาธิการ วิวัฒน์ คติธรรมนิตย์ ผู้ช่วยบรรณาธิการ คณะนักวิจัย ประเวศ วะลี @ สันติกโรภิกขุ * พรชัย พัซรินทร์ตนะกุล บัญชา ธนะบุญสมบัติ * สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ * วิสุทธิ์ ใบไม้, อนุชาติ พวงสําลี # ศรีศักร วัลลิโภคม % ประสาน ต่างใจ ร สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย => เซ ด จ มูลนธิสตศร-สฤษดวงศ์ ธรรมชาติของสรรพสิง : การเข้าถึงความจริงทั้งหมด มรรณาธิการ : ประเวศ วะสึ ผู้ช่วยบรรณาธิการ : วิวัฒน์ คดิธรรมนิตย์ ตณะนักวิจัย ประเวศ วะสึ, สันติกโรภิกขุ, พรชัย พัชรินทร์ตนะกุล, บัญชา ธนะบุญสมบัติ, สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์, วิสุทธิ์ ใบไม้, อนุชาติ พวงสําลี. ศรีศักร วัลลิโภคม และ ประสาน ต่างใจ โครงการนี้ได้รับทุนอุตหนุนการวิจั| ยจาก ตํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ๑ ะ พิมพ์ครั้งแรก เมษายน 2547 จัดพิมพ์โดย มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ า168 ซอยพหลโยธิน 22 ถนนพหลโยธิน นชขวงลาดยาว เขตจดุจักร กทม. 10900 โทรศัพท์ 0-2512-4420 โทรสาร 0-2512-4144 อยารง]: ไตย์0(@@5รร1.0ธ.นํา ฉพคม รร[ 0ร ปัง ราคา 450 บาท จัดจําหน่ายโดย ไหย์หนังสือจุพาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศาลาพระเกี้ยว โทรศัพท์ 0-2218- 7000 โทรสาร 0-2255-4441 สยามสแควร ร์ โทรศัพท์ 0-2218-9888 โทรสาร 0-2254-9495 ไม่! ยือ๓เส 0-2255-4433 ใต://เหร.อ๐ชนไลซอ0๒.๐0 ข้อมูลทางบรรณานุกรมหอสมุดแห่งชาติ ล ธรรมชาติของสรรพสิ่ง : การเข้าถึงความจริงทั้งหมด. -- กรุงเทพฯ : มูลนิธิสดศรี-สฤษดีวงศ์, 2547. 308 หน้า. 1. มนุษย์. 2. ทารดําเนินชีวิต. 1. ชื่อเรื่อง 128 1581ง: 974-92018-0-๑ “ธรรมชาติของสรรพสิ่ง” เล่มนี้พิมพ์ขึ้นเพื่อการเรียนรู้แบบใหม่ คือเริ่ม จากการเข้าถึงความจริงทั้งหมด หรือปัญญา แล้วจึงเรียนรู้แยกย่อยลงละเอียดไป ตามอัธยาศัย แต่ให้โยงกลับไปสู่ปัญญาได้ตลอดเวลา ในขณะที่การเรียนรู้ทั่วไปใน โลก เริ่มจากการเรียนความรู้แยกย่อยแล้วไปไม่ถึงปัญญา อันก่อให้เกิดปัญหานานา ประการ รวมทั้งก่อให้เกิดสภาวะวิกฤต ในขณะที่การเรียนรู้โดยทั่วไปเน้นที่ความรู้นอกตัวแทบจะทั้งหมดทั้งสิ้น ธรรมชาติ ของสรรพสิ่งในที่นี้หมายถึงธรรมชาติในตัวเองด้วย การเรียนรู้ต้องปฏิสัมพันธ์กันทั้ง ภายนอกและภายใน และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในหรือจิตใจตัวเองด้วยทุกครั้ง ไปที่มีการเรียนรู้ การเรียนรู้จึงจะพัฒนาความเป็นมนุษย์หรือก่อให้เกิดความเจริญอย่าง แท้จริง มิฉะนั้น “ศาสตร์” จะเป็นเพียง “ศาสตรา” ที่เอาไปไล่ที่มแทงกันให้รุนแรงและ วิกฤต อันเป็นความป่าเถื่อนมากกว่าความเจริญ มนุษย์มีศักยภาพในการเรียนรู้สูงสุด สามารถเรียนรู้ให้บรรลุความจริง บรรลุ ความงาม บรรลุความดี และบรรลุความลุขได้ ถ้ามีกระบวนการเรียนรู้ที่ดี กระบวนการ เรียนรู้ทดีจึงเป็นสิงที่ประเสริฐที่สุดของมนุษย์ เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะ แสวงหา กระบวนการเรียนรูทดี และ ช่วยให้เพื่อนมนุษย์ได้พบกระบวนการเรียนรู้ท่ดี ธรรมชาติ ของสรรพสิ่ง เล่มนี้ เป็นความพยายามอย่างหนึ่งบนเส้นทางแห่งการแลวงหานั้น ขอ ให้พหุชนพึงใช้ประโยชน์ตามสมควร และขอให้ถือเป็นสมบัติสาธารณะที่จะช่วยกัน ปรับปรุงให้มีประโยชน์ยิ่ง ๆ ขึ้นต่อไปในอนาคต ขอท่านทั้งหลายจงมีเมตตาต่อกัน ประเวศ วะสึ เมษายน 2547 ธรรมชาติของสรรพสิง 5 2ิ[คํานํา มเทีคล การเข้าถึงความจริงทั้งหมด %#%. ธรรมชาติของสรรหลิ่ง - ประเวศ วะสึ ' 0ว ๓ะ๓๕ “หลักการของหนังสือ “ธรรมชาคิของสรรพสิ่ง” เล่มนี้ จะไม่ใช้การเรียนโดยเอา . 8๐ ซะ ความรู้หรือวิชาเป็นตัวตั้ง แต่จะเอาการรู้คัวเอง หรือรู้จิดของตัวเป็นตัวตั้ง เชีสสามุเลตตก ให้จิตสามารถเข้าถึงความจริงของธรรบชาติของธรรพลิ่ง” 24. 4” «6 ตาบอดคลําช้าง - ประเวศ วะสึ %, #” :%: “การเรียนรู้แบบแยกส่วนทําให้บีบคั้นและเข้าไปสู่ความชัดแย้ง ถ้าตาไม่บอดและ 455 เห็นทั้งหมด คือเห็นช้างทั้งตัว ก็จะเป็นอิสระ เพราะการรู้ทั้งหมด” 2๒ “การเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน - ประเวศ วะสี 4 2 56(” ๑๓6 “ควรบีการเรียนรู้ที่ธรรมชาติภายนอกและธรรมชาติภายในหรือจิตใจเชื่อมต่อกัน สมติด “” 4๓: อย่วงที่เมื่อเรียนรู้อะไรกีพัฒนาธรรมชาติภายในให้ลูงขึ้นตลอดเวลา” , %ทะ# การรู้เห็นธรรมชาติตามความเป็นจริง - ประเวศ วะส “ถ้าเราบีปัญญารู้เห็นธรรมชาติคามความเป็นจริง เราจะบีความเป็นอิสระ น %: มีมิตรภาพต่อสรรพสิง ประสบความงาม และสุขอันตันเหลือ” ค - สันติกโรภิกซู โตขึ้นได้อย่างไร ตาบมุมมองของวิทยาศาสตร์ จิตเป็นลิ่งทีวิวัฒนาการออกบา ภู แต่ถ้ามองแบบศาสนา จักรวาลนั้นวิวัฒนาการมาจากจิต” ตวิญญาณ - ประเวศ วะสี “การปฏิวัติทางจิตวิญญาณ คือการที่มนุษยชาติจะต้องสร้างบิติทางจิวิญญาณ ขึ้นนาให้เกิดความสมบูรณ์ในตัวเอง ให้จิตวิญญาณอยู่ในเนื้อในตัวเป็นปรกติวิสัย” โพธิจิตนี้เป็นไปเพื่อบรรถุสัจธรรมที่สูงที่สุด ที่ทําไห้ผู้คนหมดปัญหา มทุกษ์” สป ลงคกรมบบใหมไนโลกแห่งยหาดต - ประวศ วะซี ง เม่ซึ้งเป็นองค์กาโดยขรรมชาติ หรือองค์กรไดยธรรมจะเข้ามาแทนที่องค์กรเทา เฮงคัถิรโดยอํานาจมิากขึ้นเรื่อยๆ” ซี เข้าถึงความจริงทั้งหมอ ว่าฮารพอิงทั้งหลายรวมทั้งตัวเราเองด้วยมิความ ตอนที 2 ย ๕ ว การเขาถงความจรงทงหมติ 0222222222222262222.222266.6.2เซสสสขสญะพลงรณงจะรยสะสะย=สธขะ๒อลรมสนะ 1 ซ่ บทที่ 1 " : บทที่ 2 บทที่ 3 ซ่ บทท4 ซ่ บทท5 จิต-จิตวิญญาณ บทที่ 6 จิต 2222๑๑ บทที่ 7 จิตวิญญาณ (5ญ[ทเณรห) บทที่ 8 โพธิจิต ... ธรรมชาติของสรรพสิง ดาบอดคลําช้าง ... 7 ซ มข่ ม = ซ่ ! ม การเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน (ไคเ๑ฑล1แ2สแอทว) 2นนน.น... 11 2 เซ ๑. บ ๑ การรู้เห็นธรรมชาติตามความเป็นจริง .........,.8จั/ บัจจัยทีทําให้รู้เห็นธรรมชาติตามความเป็นจริง การรู้อย่างเชื่อมโยง .... การคิดอย่างเป็นกลาง 2 อิทัปปั้จจยตา การคิดอย่างเป็นกลางและเชือมโยง........ การรู้ตัวเอง การฝึกให้รู้ตัวเอง (การเจริญสติ) .... = บทนํา : จิตทั่วๆ ไป.... 41 ส. ซ่ ง 2. ก. ประเด็นปัญหาซึงควรแก่การพิจารณา : จตกบสมอง.... อะไรเกิดก่อน? ......... ข. พัฒนาการของการศึกษาเรือง “จิต” ,, . 47 แนวทางศึกษาจิตสมัยใหม่ ...., เดส์การ์ตส์และผู้สังเกตอิสระ ..... ซิกมันด์ ฟรอยด์ และจิตใต้สํานึก .... สติปัญญากับสมองคอมพิวเตอร์...... สมองพระโพธิสัตว์ . 64 วิญญวณธาตุและอวิชชา .... . 65 เมล็ดพันธุ์กับดิน : การผูตบังเกิดของโพธิจิต 68 หนทางยกจิตอยู่กับโพธิ ..... ตอนที 3 โลกกายภาพ.. ซ่ บทท9 ” บทท 10 “บิกแบง” แห่งตัวกู 2 69 ช้อน. «จ- การเกิดขึนพร้อมของตัวเรว . 70 “นพลักษณ์” ตัวตนเก้าจําพวก 2 71 เรืองแห่งหนทางของโพธิจิต เครื่องมือสําคัญที่สุด 3 ประการ รุ เณลา สแก งกรว - ภฮภฮฆฤจ1ไ171ใใโฉ65จ9 83 ขนาดของจักรวาล .... กําเนิตของจักรวาล-บิกแบง การเปลี่ยนแปลงหลังบิกแบง.... ล ม 3 การเกิดขืนของสสารจากพลังงานในจักรวาล .... - 87 การรวมตัวของนิวเคลียสและการแตกตัวของนิวเคลียส ..,..,..... พลัง ([ี0๐๐5) ในจักรวาล ดาว ดาวระเบิด ดาวนิวตรอน หลุมดํา ระบบสุริยะและโลก 92 บันทึกท้ายเรือง 0 95 ทฤษฎีสัมพัทธภาพและทฤษฎีควอนตัม : รากฐานแห่งฟิสิกส์ยุคใหม่ ..... 9 เกริ่นนํา... 99 เป้าหมายของฟิสิกส์ .... 100 รากฐานของฟิสิกส์ยุคใหม่ .... . 101 ภาพของธรรมชาติจากมุมมองของฟิสิกส์ .... . 102 ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ .... 103 ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป 107 ทฤษฎีควอนดตัม 109 บูรณาการแห่งทฤษฎีสัมพัทธภาพและทฤษฎีควอนตัม . 113 สรุป ความชับซ้อน - นําเรือง .. บทที 11 ความซับซ้อน ตอนที 4 โลกทางชีวภาพและลังคม : นําเรือง.. วีทยาศาสตร์แบบจักรกล..... ตัวอย่างของระบบซับซ้อน .... . 120 ระบบซับซ้อนและลักษณะพิเศษของระบบชับข้อน .... . 122 วิธีการศึกษาระบบซับซ้อน..... . 130 แนวความคิดเรื่องระบบซับซ้อนกับศาสตร์สาขาต่างๆ . 132 แนวคิดเรื่องระบบซับซ้อนกับหลักไตรลักษณ์ 2. . 142 บทที่ 12 โลกทางชีวภาพ [ 111 วิวัฒนาการทางเคมี 149 กําเน็ตสิงมีชีวิต ..... 151 วีวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตยุคดึกดําบรรพ์ ..... .157 ประวัติศาสตร์ของสิ่งมีชีวิต ..... ๐ 184 วิวัฒนาการกับการสูญพันธุ์ 22 2 วิวัฒนาการของมนุษย์ ... 178 ความหลากหลายทางชีวภาพ......... . 191 ธรรมชาติแวดล้อม (]งแนะ๐) นําเรื่อง . .200 บทที่ 13 ระบบนิเวศ " สรรพชีวิตสัมพันธ์ .. 2. 2 0262 300060502006 0 656ล5 5695ลล๓6 ปป ระบบนีเวศอันหลากหลาย .2220 10020.2 202 บึงลุ่ม...โลกขนาดย่อมจําลองระบบนิเวศสมบูรณ์แบบ .. จากภูผาถึงท้องทะเล ' ระบบนิเวศธรรมชาติอันหลากหลาย2 องค์ประกอบหรือโครงสร้างของระบบนิเวศ..... ระบบหมุนเวียนของชีวิต * พลังงานและธาตุอาหารในระบบนิเวศ ระบบนิเวศ : สัมพันธ์และสมดุล ความสัมพันธ์ระหว่างสิงมีชีวิตในระบบนิเวศ........ เสถียรภาพของระบบนิเวศ : การเปลี่ยนแปลงและการปรับตัว ..... จากระบบนิเวศธรรมชาติ สู่การตัดแปลงใช้ประโยชน์ของมนุษย์... สายใยชีวิตที่ขาดตอน .... มนุษย์หรือคือนวยของธรรมชาติ ... 226 มนุษย์กับธรรมชาติ : ความสัมพันธ์ที่ต้องฟื้นฟู (หรือไม่ ?) 228 โลกไบเดียวกัน...แต่มนุษย์มองไนมุมที่แตกดําง 0022 . 230 ต่อชีวิต สืบชะดา...เชื่อมโยงชีวิตคนกับธรรมชาติ .. .. 00 2. 2000 233 บทเรียนจากระบบนเวศและสภาพแวดล้อมดตามธรรมชาติ ........ 1 %<=< 1 4 ว.เวว.ววววฒดี 0 237 บทที่ 13 ความเป็นมนุษยักับพัฒนาการทางสังคม-วัฒนธรรม2 1 0๐0. 239 ความนํา .... ความเหมือนกันและความแดกต่างกันของมนุษย์ทางสังคมและวัฒนธรรม .... 243 ไสยศาสตร์กับตาสนา.... 247 ความหลากหลายทางวัฒนธรรม . 248 วัฒนธรรมหลวงกับวัฒนธรรมราษฎร์ . 255 เฉ 1101 |ย| 4+«+4«4ววววไฆวฆว 260 สังคมโลกกับสังคมท้องถิ่น 268 สังคมไทยภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ . 270 มนุษย์กับจักรวาล 274 ตอนที 5 บูรณาการ .. บทที 15 บูรณาการระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์ 285 แล รททไถไโป ฤ โรโ้รโ10้ 285 วิทยาศาสตร์ บูรณาการระหว่า งศาสนากับวิทยาศาสตร์2 บทที 16 ระบบการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ และการจัดองค์กรแบบใหม่ในโลกแห่งอนาคต 293 =. ง7 สร ธรรมชาติของความหลากหลาย ความโกลาหล (๐กล05) และการก่อตัวขึน อย่างเป็นระเบียบ ... การจัดองค์กรแบบใหม่ ปัจฉิมกถา.. <=ง ตอนท 1 การเข้าถึงความจริงทั้งหมด # * ยู ล ว - "ง ๒ , นัก เรอง ด % ซุ เล ความจริงทั้งหมดประกอบด้วยความจริงในตัวและนอกตัว เห ความจริงทั้งหมด การฐู้ในฐานะเป็นสอจมรู้อย่างเดียวไม่พอ เฉ การหาอาภรณ์มาสวมใส่ | แต่จิตโจ๊ขยิงผู้สวัมไม่ใต้ดีร้ นด้วย การเข้าถึงความจริง เฉ หมายถึงปัญญาที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในหรือจิตใจของผู้เรียน ด้วย การเข้าถึงความจริงทั้งหมดในตอนที่ 1 นี้ ประกอบด้วยบทต่างๆ อันจะช่วย ให้ผู้ศึกษาสามารถเข้าถึงความจริงทั้งหมดและเกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเองได้ ” บทท 1 . ธรรมชาติของสรรพลสิง ประเวศ วะสึ ธรรมชาติของสรรพสิ่ง คือธรรมชาติของทั้งหมด ทั้งจิต และวัตถุ “ความรู้” ด้านต่าง ๆ เพิ่ม มากขึ้นโดยรวดเร็ว ทุก 4-5 ปี ความรู้เพิ่ม ขึ้นเท่าตัว คือตั้งแต่มีมนุษย์เป็นต้นมา และสะสม ความรู้จนถึงบัตนี้ไว้เท่าใด อีกเพียง 4-5 ปี จากนี้ ไปมวลความรู้ทั้งโลกจะเพิ่มชื้นเท่าตัว ไม่ต้องเปรียบ เทียบกับสมัยหิน เพียงแค่สมัยกรุงศรีอยุธยากับ เดี๋ยวนี้ ปริมาณความรู้แตกต่างกันลิบลับ อาจเรียก ว่าความรู้ท่วมโลก แต่เวลาในชีวิตของมนุษย์มีเท่า เติม ฉะนั้น ถ้าจะเรียนโดยเอาความรู้หรือวิชาเป็น ตัวตั้งเพียงอย่างเดียวย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะทําให้ มนุษย์รู้ธรรมชาติของสรรพสิ่ง ยิ่งมนุษย์ติดตาม ความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งไปมากขึ้น ๆ โดยไม่รู้ธรรม- ชาติของสรรพสิ่ง ก็จะยิ่งรู้เป็นส่วนเลี้ยวหรือรู้แบบ แยกส่วนมากขึ้นๆ ทุกวันนี้มนุษย์ในโลกเป็นด่วน ใหญ่รู้เห็นและคิดแบบแยกส่วน อันนําไปสู้วิถีชีวิต แบบแยกล่วน ซึ่งทําให้บีบค้้น ขัดแย้ง และวิกฤต เพื่อแก้การรู้เห็นและคิดแบบแยกส่วน ควรจะ มีการเรียนรู้อีกแบบหนึ่ง ที่เรียนรู้ภาพรวมของ ค0 ย ธรรมชาติของสรรพสิง ให้รู้ภาพรวมของสรรพสิ่ง ไว้ตลอดเวลา เมื่อจะเรียนความรู้ อะไรเป็นรายละเอียดลงไป ก็รู้ตําแหน่ง แห่งหนของความรู้นั้นๆ ว่าอยู่ตรงไหนของภาพ รวม และโยงกลับมาตู้ภาพรวมของธรรมซาติของ สรรพสิ่งได้ เพื่อรักษาการรู้และคิดแบบไม่แยกส่วน ไว้ ป้องกันไม่ให้หลงไปในความรู้หรือวิชาโดยไม่รู้ ความจริงของทั้งหมด ข้อเสียใหญ่ของการศึกษาทุกวันนี้ คือศึกษา ความรู้หรือวิชาที่เป็นของนอกตัว โดยไม่ก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงภายในคือที่จิตใจของผู้เรียน แม้แต่ การศึกษาเกี่ยวกับจิตก็ศึกษาเป็นความรู้เกี่ยวกับ จิตโดยไม่ทําให้จิตของผู้เรียนดีขึ้น หรือแม้ศึกษา เกี่ยวกับศาสนาก็ศึกษาเป็น “ศาสตร์” หรือความรู้ โดยไม่ก่อให้เกิดพัฒนาการทางจิตวิญญาณอันเป็น จุดมุ่งหมายของศาสนาแต่อย่างใด ดังนี้ ก็ถือว่า ไม่ได้เรียนรู้ธรรมชาติของสรรพสิ่งจริง เพราะใน ตรรพสิ่งมีจิตด้วย แต่ก็ไม่ใช่ศึกษาจิตในฐานะเป็น ความรู้ ซึ่งก็ยังถือว่าเป็นเรื่องภายนอกอีก ควร ธรรมชาติของสรรพสิง เชิงหั้ง เถึงความจริงทั้งหมด การเข้า| ศึกษาจิตที่เป็นกระบวนการภายไน (๒(๐[1- 2๑เบีฮิล) ที่รูจิดของตัวเองและพัฒนาจิตให้สูงขึ้น ฉะนั้น ไนการเรียนไห้รู้ธรรมชาติซองสรรพสิ่ง จึงไม่สามารถเรียนได้โดยเอาวิชาเป็นคัวตั้ง เพราะ ถ้าเอาวิชวเป็นคัวตั้งตราบใคก็จะแยกส่วน และเป็น เรื่องภายนอก แต่ต้องเฮาจิตของผู้เรียนเป็นตัวตั้ง ให้การเรียนทุกชนิดเชซื่อมโยงมาสู่การรู้จิตและ พัฒนาจิตของตนเอง จึงจะสามารถเข้าถึงความจริง ของธรรมชาติของสรรพลิ่งได้ หลักการของหนังสือ “ธรรมชาติของสรรพ สิ่ง” เล่มนี้ จะไม่ใช้การเรียนโดยเอาความรู้หรือ วิชาเป็นตัวตั้ง แต่ อาการรู้ตัวเองหวือรู้จิตชอง ตัวเองเป็นตัวตั้ง ไห้จิตสามารถเข้าถึงความจริง ของธรรมชาติของสรรพสิ่งเพื่อพัฒนาคุณภาพของ จิต และให้การเรียนรู้สิ่งนอทตัวโยงมาพัฒนาจิตของ คัวเองได้คลอดเวลา ภาพรวมของธรรมชาติของสรรพสิ่งจะแตตงโดย ภาพแสดงไนรูปที่ 1 และที่ 2 รูปที่ 1 นั้นคัดแปลง มาจากกรอบที่เสนอโดย ๑๓ ใกีโย๐ะ ซึ่งแบ่ง สรรพสิ่งออกเป็น 4 ซึก แดะ 4 ช่อง คือ ซีกช้าย กับ ซีกขวา ซีกภายใน หมายถึงจิต ซีกภายนอก หมายถึงวัดถุ ซีกบน กับ ชีกล่าง ซีกบน หมายถึงส่วนบุคคล หรือแต่ละคน (ยกสเข1สบญ]) ซีกล่าง หมายถึงส่วน บ ส จเมี่ไอเสอเอี. รวม (๐๐1๒๐ผ์๐) เมือแบ่งเป็นซีกซ้ายซีกขวา และ ซีกบนกับซีกล่างทําให้เกิดช่อง 4 ช่อง (สแลฮัธล๓0) - ซี๑. สจุ๒ม รี 1 ถึง 4 เป็นตัวเลขทีให้เพียงเพื่อความสะดวกใน การอธิบาย ช่องที่ 1 จักรวาล โลก สิ่งแวดล้อมบนโลก สังคม จักรวาลทั้งหมดตั้งแต่กําเนิดจากบิ๊กแบง (318 ธิ2๓๕) วิวัฒนาการของดวงดาว การเกิดดวง อาทิตย์และระบบสุริยะ กําเนิดโลก วิวัฒนาการ ของสสาร และสรรพชีวิตบนโลก รวมทั้งสังคมอยู่ ในช่องนี้ ช่องนี้อยู่ในซีกภายนอก และส่วนเป็นรวม ช่องที่ 2 อะตอม ร่างกาย สมอง ช่องนี้อยู่ในซีกภายนอก เป็นเรื่องของวัตถุ และเป็นส่วนบุคคล คือธรรมชาติที่เป็นวัตถุของ บุคคลหรือสัตว์แต่ละคน แต่ละตัว ประกอบด้วย อะตอม อณู เซลล์ อวัยวะต่างๆ รวมถึงสมอง สมอง ของสัตว์และชองคนแตกต่วงกัน คนมีสมองส่วน นอกใหม่ (๓๐๐-๐๐63 ) พอกขึ้นมา ทําให้ต่าง จากสัตว์ แต่ทั้งหมดนี้เป็นวัตถุ ยังถือเป็นภาค ภายนอก ช่องที่ 3 จิต จิตวิญญาณ ช่องนี้อยู่ในซีกภายในของแต่ละบุคคล จิตถึง จะสัมพันธ์อยู่กับกาย แต่ก็ไม่ใช่วัตถุ เป็นคนละมิติ กัน ที่เรียกว่าจิต หรือ ๐๐ธ5๐10น5๒๐655 นี้ มี 806๐(ทณ หรือช่วงแบนด์หรือระดับที่กว้าง มาก ตั้งแต่จิดของทากไปจนถึงจิตของมนุษย์ จิต ของเด็กไปจนถึงจิตของผู้ใหญ่ จิตของมนุษย์ โบราณกับจิตของมนุษย์ปัจจุบัน จิตที่ไม่บรรอุกับ จิตที่บรรลุธรรม เป็นตัน ตลอดไปจนอาจจะตั้ง 5 ร 2 0 คําถามได้ว่าสัตว์เซลล์เดียว เช่น อะมีบา หรือ , 0ไ00 จ จ - เร. แบคทีเรีย มีจิตหรือไม่ ระดับของจิตจึงเกี่ยวข้อง %: ฉ่สสว๑ซี่ 7 กับสมองของสิงมีชีวิตทีแตกต่างกัน (ช่อง 1) ๑2.ส - 0 จิตทีไม่บรรลุ หมายถึงจิตทียังคิดกับตัวเอง - : - - (5๑10) หรือทิเห็นแก่คัวจัด จิตทีบรรลุ หมายถึงจิต ฉ่น ๑2 ศุ " ทีข้ามพรมแดนทางตัวตน (56ไก้-ย๓5๐อ๐๒๓ัทธ) ไม่ ซดจั้จเใจเละ เฟ1 ฉ่สี่ ยืดมันในตัวตน เห็นแก่คนยินและสิงยิน 9, ณะ เว4 ก สําหรับมนุษย์ยังมีมิติทีเรียกว่า จิตวิญญาณ " =๑2 ๑๓ซื่อ .รชั , (5๒ท์เฉลไม) จิตวิญญาณเป็นคําคู่ทีสร้างขึนใหม่ ” [ ห) 6๕ ๑, 2 4, เพื่อแปลคําว่า 5๓ตณาัญ หมายถึงมิติทางคุณค่า หรือสิงสูงสุด อันเป็นมิติของความเป็นมนุษย์ เพราะ ศาซัณัคดุคณะคณา สัตว์ไม่มี สัตว์จะข่มเหงกัน หรือฆํากันไม่มีใครว่า บาป เพราะว่าเป็นธรรมชาติของสัตว์ แต่ธรรมชาติ ราง ” ของมนุษย์มีบาปบุญคุณโทษ เรืองบาปบุญคุณโทษ ตด ล เอซี นี คือมิติทางจิตวิญญาณหรือพางคุณค่า หรือทาง ส ฉีลซี่ ศาสนา ในศาสนาที่มีพระเจ้า พระเจ้าคือสิงสูงสุด สําหรับพุทธศาสนา สิ่งสูงสุดคือนิพพาน หรือการ บรรลุอิสรภาพจากความเห็นแก่ตัว ทุกศาสนาล้วน ย ระ. 0 2 ซ่ ค มุ่งการลดความเห็นแก่ตัวด้วยภาษาทีต่างกัน การ "ง ญ/ณย 3/ ซ่ 52 เอาจิตใจไปไว้กับพระเจ้าก็เพื่อออกจากความคับแคบ ในตัวเอง ฉะนัน พอลรุปได้ว่า ถัวเห็นแก่ตัวมาก จิตวิญญาณตํา ถ้าเห็นแก่ตัวน้อย จิตวิญญาณสูง ร ๑2 " ร ความดีหรือคุณค่า หรือมิติทางจิตวิญญวณนี่ =-- วฟี จ” 9 เป็นธรรมชาติพี่ขาดไม่ได้ของมนุษย์ เพราะจะทําให้ เกิดความสมบูรณ์ในตัวเอง มีความอิมเอม ปีติ ส ลือ สุขภาพดี และอายุยืน ถ้าขาดไปจะทําให้มนุษย์ ขาดความสมบูรณ์ มีอาการพร่อง ต้องไปหาอะไร มาเติม ครันใไปแสวงอะไรจากภายนอกมาเติมก็อาจ = 9 ได้ยาเสพติด ความฟุ่มเฟือย ความรุนแรง ซึ่ง == @ ท เล ทดแทนมิติทางจิตวิญญาณไม่ได้ ในโลกปัจจุบันทึ ขาดมิติทางจิตวิญญาณควรให้ความสนใจและ ส ว3 - ว - ทําความเข้าใจเรืองนีเป็นพิเศษ (คดูบทที่ 7 เรืองจิต วิญญาณ) ส . 3ะ. ม ช่องที่ 4 วิวัฒนาการของวัฒนธรรม วัฒนธรรมเป็นเรื่องภายในที่เป็นส่วนรวม ธรรมชาตของสรรพสิง ะ ถึงตวามจริงทั้งหมด การเข้า วัฒนธรรม คือ ความเชื่อ คุณค่า และการประพฤติ ปฏิบัติของกลุ่มชน ซึ่งก็คือจิตของกลุ่ม จิตของบุคคล (ซ่อง 3) ถูกหล่อหลอมด้วยจิตของกลุ่ม คือ ของพ่อ แม่ พี่น้อง เพื่อนบ้าน ชุมชน สังคม ตลอดไปจนโลก เด็กเล็กที่ถูกสัตว์เอาไปเลี้ยงก็จะเดิน พูด และคิด ไม่ได้เหมือนคน แต่จะเดิน ส่งเสียง และคิดเหมือน สัตว์ จิตจึงไม่ได้แยกตัวเป็นเอกเทศ แต่เดิบโตขึ้น มา หรือถูกหล่อหลอมมาโดยวัฒนธรรม วัฒนธรรม ก็ไม่ได้แยกตัวจากสิ่งแวดล้อม (ช่อง 1) วัฒนธรรม ของคนที่ขั้วโลก ของคนที่เขตร้อน เขตหนาว เชต ทะเลทราย ย่อมแตกต่างกัน เพราะวัฒนธรรมหรือ วิถีชีวิตของกลุ่มชน ย่อมต้องเป็นไปโดยสอดคล้อง และกลมกลีนกับสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ ะเห็นได้ว่าสรรพสิ่งทั้ง 4 ช่อง คือ ร่างกาย จิตใจ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน และเพื่อเป็นการนําเรื่องจิตและจิตวิญญาณมาไว้ครง กลางของสรรพสิ่ง อาจเขียนภาพแสดงธรรมชาติ «เทพ10ปก0จ9๑0 ของสรรพสิงได้ดังในรูปที่ 2 -. งว้ อ "- 9 ตามรูปที 2 ช้างล่างนี มีประเด็นทีถกเถียงกัน ร ซ่ จ ง %) ป ว่าจักรวาลมาก่อน หรือจิตมาก่อน หรือมีขึ้นพร้อม ๓ ส ๕ - ด “ กัน ซึงก็สามารถถกเถียงค้นหาความจริงกันค่อไป แต่สําหรับความเป็นมนุษย์แล้ว การพัฒนาจิตใจ และจิตวิญญาณเป็นสิงสูงสุด 2ไฝ0ฝ ซ่ 3 ตามรูปอาจทําให้คิดว่าจักรวาลเป็นสิงที่ใหญ่ ที่สุด ถ้าถามว่าใหญ่กว่าจักรวาล หรือนอกจักรวาล - = =๓๑ ณี 4 1 มือะไรอีกไหม อาจมีจักรวาลอื่นที่ยังรู้ไม่ถึง สําหรับ บางความคิดคงตอบวํามีความว่าง (“อ๐14) หรือ สภาวะอนันต์ หรือภาวะอันไม่มีที่สินสุด ในการศึกษาควรจะมีภาพรวมของธรรมชาติ "5 เดข่, ณ ของสรรพสิงไว้ดลอดเวลา ไม่ว่าศึกษาเรื่องอะไร อ ": ล ย, ง [ อยําหลงไปเฉพาะเรื่องนั้นๆ อย่างแยกส่วน แต่ โยงกลับมาสู่ภาพรวมหรือบูรณาการเสมอ และนํา ซ่, . = = * ๕ ไปสู่การพัฒนาจิตใจ และจิควิญญาณให้สูงชื้นทุก ะ ซึ่ อ ครั้งไป เพื่อความสมบูรณ์แห่งความเป็นมนุษย์ ๑ จจ ณฑาร แหไง1 - งม่ บทท 2 ตาบอดคล้ําซ้าง ประเวศ วะสี ต่างจากหนังสือความรู้ ซ่. 2 ทัวๆ ไป หนังสือความรู้ เห ทั่วๆ ไป จะเรียกว่าทั้งหมด ก็ว่าได้ เอาวิชาหรือความรู้เป็นตัวตั้ง อันเป็นความรู้เกี่ยวกับนอกตัวทั้งสิ้น เกือบไม่มี เลยที่เพื่อเรียนรู้ให้ "รู้ตัวเอง” เมื่อไม่รู้ดัวเองก็ไม่ เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเอง และไม่ได้รับผลดี จากการเรียนรู้นั้น เช่น ความสุข และอิสรภาพ ความสุข และอิสรภาพเกิดจากการเข้าถึงความจริง ธรรมชาติหรือธรรมชาติของสรรพสิ่ง ถารเรียนรู้ แต่สิ่งนอกตัวโดยแยกส่วนออกจากการ “รู้ตัวเอง” ไม่ทําให้เข้าถึงความจริงของธรรมชาติได้ จึงไม่เกิด การพัฒนาคนเองและเกิดความสุขและอิสรภาพ อัน เป็นผลจากการเข้าถึงความจริงของธรรมชาติ ใน ทางตรงข้ามอาจเกิดความเสื่อม เช่น เกิดความ ทุกข์และความขัดแย้งมากขึ้น เพราะการไม่เข้าถึง ความจริงของธรรมชาติ ฉะนั้น ในบทนี้ จึงขอกล่าวถึงปัญหาใหญ่ ๆ ของ การศึกษาของมนุษย์ในปัจจุบันเสียก่อน เพื่อเป็น ข้อสังวรในการที่จะ ศึกษา “ธรรมชาติของ สรรพลิ่ง” ต่อไป จะกล่าวถึงปัญหาใหญ่ ๆ ของการศึกษาของมนุษย์ใน ปัจจุบัน 3 ประการคือ 1. การรู้และคิดแบบแยกส่วน (ตาบอดคลํา ช้าง) 2. การเรียนเอาวิชาเป็นตัวตั้ง 3. ปัญหาของวิทยาศาสตร์ (แบบเก่า) - 1. การรู้และคิดแบบแยกส่วน (ตาบอดคลําข้าง) =. ” เจคคจ1มีไอเสจ๓๑๑5๑อี่ว นิทานเรื่องคนตาบอดคลําช้างเป็นตัวอย่างทีดี พ มาก เพราะตาบอด แต่ละคนจึงรู้จักช้างเป็นส่วน ๆ จ ช้ อ ซ่ ก 'ไม่เห็นช้างทังตัว คนทีคลําเจอขาก็ว่าซ้างเหมือนเสา คนคลําเจอตัวก็ว่าช้างเหมือนกําแพง คนคลําเจอหู ก็ว่าซ้างเหมือนพัด คนคลําเจอหางก็ว่าช้างเหมือน ” ๕ ๓ : ล เชือก แล้วก็ทะเลาะกันใหญ่ เพราะต่างยืดมั่นใน การรู้แบบแยกส่วนของแต่ละคน ๆ การรู้แบบแยก ส่วนทําให้บีบคันและเข้าไปสู่ความขัดแย้ง ถ้าตา ตาบอดคลําช้าง = ว ล๓ซื เว 2: เวจี 2 5 รง @ =: เซ 6๑ ๕ 9 6 ' ศู ซ่. ซ้ น พ ไม่บอดและเห็นทั้งหมด คือเห็นช้างทั้งตัว ก็จะเป็น อิสระ เพราะการรู้ทังหมด ไม่มีอะไรจะขัดแย้งกัน เพราะแต่ละส่วนต่างก็เป็นของช้างตัวเดียวกัน - ฯ ( ": = เ ๆ หรืออย่างเรืองจิกซอว์ก็ทํานองเดียวกัน ถ้ารู้ เฉพาะส่วนก็ไม่รู้ว่ามันเป็นส่วนของรูปตัวหมี หรือ 9, ” ซี ง 19 2. ตัวเสือ หรือช้าง หรืออะไรอื่น เราจะรู้ความจริงว่า เค ซอ เซี๑น้, มันเป็นรูปอะไรก็ต่อเมือเราเห็นทั้งหมด =สฮูข้ ง เ2 ธรรมชาติมีทั้งส่วนย่อยและความเป็นทั้งหมด ก "ว = เง ร 1 ความเป็นทั้งหมดมีสมบัติ (๒1006๐68) ใหม่ผุด เ "ต ต เฉ ว ฯ บังเกิด (๐๓๐อ๐) ขึ้น ซึ่งไม่ใช่สมบัติของส่วนย่อย เช่น นําประกอบด้วยไฮโดรเจน 2 อะตอม และ ออกซิเจน ! อะตอม เขียนเป็นสูตรว่า 1120 ความ สน.จ้ ซา เป็นนําเป็นสมบัติใหม่ที่ไม่ใช่สมบัติของไฮโตรเจน หรือของออกซิเจน ไฮโดรเจนหรือออกซิเจนไม่มี จ + ม สมบัติของนําเลย แต่ความเป็นทั้งหมดของ 11,0 ง ด๑มี้. 9 ล. ทําให้มีสมบัติใหม่เกิดขึ้น เราเห็นตัวอย่างทํานอง ฮั๕ นีเต็มไปหมด เช่น ๑ อณูของสารประมาณ 300 ล้านอณูเป็นส่วน ย่อยของเชลล์ ซีรหวัดใน+่เคิอสึ้ว, ี่ไอในง๓+เว ๑ เซธล์มีสมบัติใหม่เกิดขิ้น ที่ไม่ใช่สมบัติของ อณ ป ะ ๑ เซลล์เป็นส่วนย่อยของอวัยวะ อวัยวะมบี สมบัติต่างจากเซลล์ เภษาเจิใจ ฉ่ก๑ผ่ ด4เมื ๑ อวัยวะเป็นส่วนย่อยของคน ความเป็นคนมี สมบัติต่างจากสมบัติของอวัยวะ เป็นต้น สมบัติใหม่อย่างหนึ่งของความเป็นทั้งหมด คือ ดความงาม ความงามเกิดจากความเป็นทั้งหมด ไม่ใช่จากส่วนย่อย เช่น คนงามเพราะทั้งหมด ถ้า แยกย่อยเป็นลําไส้ ปอด ตับ อุจจาระ ปัสสาวะ เลือด ไขมัน ความงามก็หมดไป หรือดอกไม้สวย ถ้า วิเคราะห์แยกย่อยออกเป็นธาตุ เช่น ตาร์บอน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส ก็จะหมดความสวย ธรรม- ชาติเต็มไปด้วยความงาม แต่ถ้ารู้และคิดแบบแยก ส่วนไปหมดก็จะไม่เห็นความงาม ทําให้ขาดสุนทรีย- สัมผัส สมบัติอีกอย่างหนึ่งของธรรมชาติคือ มิติทาง จิตวิญญาณ (5ธรต่1๒1) หรือคุณค่า เมื่อมนุษย์ เล้ว “ - 5 อยู่กับธรรมชาติจะสัมผัสความศักดิ์สิทธิ เช่น เกิด ความคิดว่า ในแผ่นดินมีพระแม่ธรณี (ให๐ป่า๐ ธิม0) ในแม่น่ามีพระแม่คงคา ในดันไม้มีรุภข- อ #/ ไป] แล เทวดา คําว่าพระแม่ธรณีก็ดี พระแม่คงตาก็ดี เป็น จ 4 ”. เณ ฒณ ๕ คําที่ออกมาจากการทีมนุษย์ได้สัมผัส ความศักดิ์ ๕ ง, ง , - ๑ สิทธิ์ หรือคุณค่าสูงส่ง หรือมิติทางจิตวิญญาณ อัน เจ ส่2 เ” ฒ ม สน เป็นนามธรรมทีเหนือวัตถุ เป็นความสัมพันธ์ด้วย อ เร ๑ คุณตําและความเคตารพ แต่เมื่อเอาวิทยาศาสตร์ จ แรส ง %. เข้าวิเคราะห์สิงเหล่านีก็พบแต่ในโตรเจน ออกซิเจน ฟอสฟอรัส ไม่เห็นมีพระแม่ธรณี พระแม่คงตา หรือ < แซ -: ว รุกขเทวดาแต่อย่างใด เมื่อไม่มีก็ไม่ต้องเคารพ เมื่อ ไม่เคารพก็ทําลายได้ ว ” “จ เมือมนุษย์อวกาศชือ เอ็ดการ์ มิทเชลล์ (5๒ ลั. : 5 ให้1๐๒๐|) ขึ้นไปอยู่บนดวงจันทร์ มองมาเห็นโลก ะ ค ทั้งใบล่องลอยอยู่ในอวกาศ การเห็นโลกทั้งใบทําให้ ส ซั ก จิตใจเชาเปลี่ยนไปโดยสินเชิง ตอนอยู่บนโลกเรารู้ “ๆ จ เซฆ่ เห็นและรู้สึกแยกเป็นส่วนๆ แต่เมื่อเห็นโลก เว ๑ 7 "ง ทั้งหมดเกิดความตระหนักรู้ของ ความเป็นหนึ่ง ”. เดียวกัน (โโ๐ 5ล๓๐ 0๓๐๐53) จิตโจจึงเปลี่ยน ไป เกิดไมตรีจิตอันไพศาลต่อมนุษย์และธรรมชาติ ทั้งหมด ในความเป็นจริงมนุษย์และธรรมชาติ เว ส 5 ด 1 ทั้งหมดมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่เพราะความไม่รู้ %- ว จ มนุษย์คิดแบบแยกส่วน เอาตัวตนเป็นศูนย์กลาง ซั» > =ุ5 9 ยืดมั่นในตัวตน จึงคับแคบ บีบคั้น และชัดแย้ง ถ้า เง 4 - เฑ ๆ เข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวกัน ก็จะหลุดออกจาก ความคับแคบในตัวเอง เป็นอิสระ มีความรักอัน ไพศาล และมีความลุขอย่างยิ่ง การศึกษาปัจจุบันส่งเสริมการรู้และคิดแบบ ง ก 4 ศศ ล แยกส่วนทําให้ผู้คนพากันคับแคบ บีบคัน ขัดแย้ง และเกิดวิกฤตการณ์ จึงจําเป็นต้องมีการปฏิรูป หรือ ปฏิวัติการเรียนรู้ 2 การเรียนโดยเอาวิซาเป็นตัวตั้ง การเรียนรู้โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาทั่ว โลกเป็นการแยกส่วน คือแยกว่าชีวิตก็อย่างหนึ่ง การศึกษาก็อย่างหนึ่ง การศึกษาเอาวิชาเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง วิชาก็แยกเป็นวิชว ๆ ความ เป็นจริงเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกันเป็นบูรณาการ ไม่ ได้แยกเป็นวิชา ๆ คนที่จบการศึกษาออกมาก็รู้วิชา คนละแขนง ๆ ดังที่เรียกว่าเป็นนักนิติศาสตร์ นัก รัฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ ฯลฯ แล้วก็เอาศาสตร์ เหล่านี้ไปใช้เป็นเครื่องมือโดยไม่เข้าใจความเป็น จริงของชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม แล้วก็พยายาม พัฒนาแบบแยกส่วนตามกรอบวิชาของตน ๆ ดังที่ พัฒนาโดยเอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง แล้วก็ลดทอน แยกส่วนเศรษฐกิจว่าหมายถึงธุรกิจ และหมายถึง เงิน การพัฒนาที่เอาเงินเป็นตัวตั้ง ทําให้เสียสมดุล ในส่วนอื่นๆ เช่น เรื่องจิตใจ ครอบครัว ชุมชน วัฒน- ธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ เกิดวิกฤตการณ์ทาง สังคม วิกฤตการณ์ทางสิ่งแวดล้อม และวิกฤตการณ์ ในตัวมนุษย์เอง การคิดและทําแบบแยกส่วนจะนํา ไปสู่การเสียความสมดุล และวิกฤตการณ์เสมอ ในการเรียนรู้ควรจะคํานึงถึงปัญหาของการ เรียนแบบแยกสํวนนี้ไว้ด้วย 3. บปัญหาของวิทยาศาสตร์ (แบบเก่า) เรามักจะพูดกันว่าต้องสร้างความเข้บแข็งใน การเรียนวิทยาศาสตร์ หรือทําอะไร ๆ ให้เป็นวิทยา- ศาสตร์ ควรต้องทราบข้อจํากัดและปัญหาของ วิทยาศาสตร์ไว้ด้วย วิทยาศาสตร์เน้นที่การวัดได้ แม่นยํา (๒5๐๐15โ10๓ 0[ เอล5๐อณ) ธรรมชาติ มีทั้งที่วัดได้แม่นยําและที่วัดไม่ได้แม่นยํา วัตถุธรรม วัดได้แม่นยํา แต่นวมธรรม เช่น เรื่องจิตใจ และ คุณค่า หรือมิติทางจิตวิญญาณวัดไม่ได้แม่นยํา การ คิดแบบวิทยาศาสตร์จึงเอียง หรือแยกส่วน สนใจ แต่วัตถุธรรม ทอดทิ้งนามธรรม หรือคุณค่า ความเป็นมนุษย์อยู่ที่คุณค่า มนุษย์ต่างจากสัตว์ที่มีมิติทางคุณค่าหรือจิต- วิญญาณ สัตว์ไม่มี สุนัขจะฆ่าแมว หรือแมวจะฆ่า หนู ไม่มีใครว่ามันบาป มันมีแต่ธรรมชาติล้วน ๆ ไม่มี บุญไม่มีบาป คือไม่มีมิติทางจิตวิญญาณ แต่มนุษย์ ( 1 ตาบอดคลําช้าง ๑ ๑ สึ เจ ฐิ เจ 5 จ 8 5 เรื จ เม 8 ะ 5 62 ว ด 8 มีและขาดไม่ได้ ถ้าขาดคุณคํา ชีวิตจะขาดความ สมบูรณ์ เนื่องจากมิติทางจิตวิญญาณเป็นธรรมชาติ ของมนุษย์ มนุษย์แต่โบราณมาไม่ว่าอยู่ที่ใด ๆ บน โลกจะมีการเชื่อมโยงกันกับสิ่งลึกลับ หรือสิ่งศักดิ์ สิทธิ์ หรือสิ่งสูงลุดจะเป็นในนามของผี เทพเจ้า เทวตา พระเจ้าในศาสนาที่มีพระเจ้า พระเจ้าคือสิ่ง สูงสุด ในพระพุทธศาสนา สิ่งสูงสุดคือนิพพาน หรือ การหลุดพันจากการยืดมั่นในตัวตน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือสิ่งสูงสุด หรือคุณค่าเหล่านี้ทําให้มนุษย์มีความ สมบูรณ์ มีความลุข สุขภาพดี และอายุยืน วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ทําให้มนุษย์ขาดหรือ บกพร่องในมิติทางจิตวิญญาณหรือคุณคํา ความรู้ ที่ปราศจากคุณคํากํากับจึงถูกนําไปใช้ในทางอํานาจ แล้วใช้อํานาจเที่ยวฆ่าฟันแย่งชิงคนทั่วโลก เกิด สงครามน้อยใหญ่ และทําให้เกิดลัทธิเลพสุขทางวัตถุ หรืออารยธรรมแบบวัตถุนิยม บริโภคนิยม อันขับ เคลื่อนด้วยไลภจริต อันนําไปสู่วิกฤตการณ์ต่าง ๆ ทั้งทางสังคม ทางวัฒนธรรม และทางสิ่งแวดล้อม ความพร่องทางจิตวิญญาณทําให้มนุษย์ไม่พบ ความสุขที่แท้จริงและขาดความสมบูรณ์ในตัวเอง จึงต้องไปหาอะไรมาเติม เช่น ยาเสพติด ความ ฟุ่มเฟือย และความรุนแรง อันไม่มีทางแก้ไข และ จะไม่มีทางแก้ไข ถ้ามนุษย์ยังเป็นโรคพร่องทางจิต- วิญญาณ ฉะนั้น ในการศึกษาอย่างวิทยาศาสตร์ต้อง เข้าใจข้อจํากัดและปัญหาของวิทยาศาสตร์แบบเก่า วิทยาศาสตร์แบบเก่า คือการที่มองอะไรตายตัว วัด ได้แม่นยํา ทําให้แยกส่วนไปเข้าใจโลกแต่ทางวัตถุ- ธรรม แต่วิทยาศาสตร์ใหม่เริ่มตั้งแต่มีการพัฒนา ทฤษฎีสัมพัทธภาพ (7ไท๑ ๑ ผิอ|ลย์ห1ษ) และ ทฤษฎีควอนตัม (กหลกเบณฑ โไน๐) ทําให้วิทยา- ศาสตร์กับศาสนามาบรรจบกัน วิทยาศาสตร์ควร จะนําไปคู่ปัญญา (ฉๆ5๕๐ทา) ที่เข้าใจตัวเอง และ พัฒนาตัวเองให้เป็นคนดีขึ้น ไม่ใช่วิทยาศาสตร์แบบ แยกส่วน แต่เป็นวิทยาศาสตร์เชื่อมโยง หรือวิทยา- ศาสตร์บูรณาการ ในการเรียนรู้ธรรมชาติของสรรพสิ่ง พึงตระหนัก เง รู้ถึงข้อจํากัด และปัญหาของการเรียนรู้ในปัจจุบัน ,: 9 = จ ซ ที่อาจทําให้เป็นเหมือนคนตาบอดคลําข้าง การเรียน รู้ควรจะรู้ทั้งหมด และรู้จิตของดนเองด้วย ๑ ” บทท 3 <ฯง เว 1 ฆซ = การเรียนรู้ทีก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงภายใน (ให1อเทศสแ2ฮทอท) บประเวศ วะสี บทนี้เป็นหัวใจ ของหนังสือเล่มนี้ และเป็นจุดต่างจาก หนังสือความรู้ทั่ว ๆ ไป ขอ 5 6 ให้ตังใจสังเกตให้ดี =ฆ๕ หนังสือโดยทั่ว ๆ ไปจะเน้นความรู้ หรือวิชา โตยละเอียดพิศดาร เพื่อให้รู้ความรู้หรือรู้วิชา ความรู้หรือวิชาเหล่านี้ยังเป็นสิ่งภายนอกตัว ที่ไม่ ก่อให้เกิดตารเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจของผู้เรียน ความรู้เหล่านี้จึงเปรียบเหมือนเครื่องประดับตกแต่ง เฉกเช่นเสื้อผ้าอากรณ์ ไม่ว่าจะสวยงามเลอเลิศ เพียงใด แต่ถ้าจิตใจของผู้สวมใส่ยังเหมือนเดิม ไม่ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ก็ไม่ใช่ประโยชน์ หรือการพัฒนาที่แท้ หรือแม้อาจเกิดความเลื่อมลง ก็ได้ เช่น ความรู้ทําให้เกิดความหยิ่งยะโส โอหัง เชิดหูชูหาง ดูถูกและเอาเปรียบผู้อื่นมากขึ้น การศึกษาส่วน ป เ ใหญ่ในโลกเป็นดังที ! วั ๑= 4 กล่าวนี คือเป็นเพียง ฆั่ จ : -“ เครื่องประดับภายนอก ” ' โดยหาได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยน ส=๕ ห = แปลงภายในไปในทางที่ดีขึ่นไม่ โลกจึงวิกฤต ฉะนัน จึงควรมีการเรียนรู้ใหม่ ” = เป็นการเรียนรู้ทีธรรมชาติภายนอกและ = 2 2 ซ่ 3 4 = ธรรมชาติภายในหรือจิตใจเชื่อมต่อกันอย่างทีเมือ ค = ะ๑๑ส เรียนรู้อะไรก็พัฒนาธรรมซาติภายในให้สูงขึ่นตลอด เวลา ๆ 1 รูปที่ 3 ในหน้าถัดใช่ แสดงรูปแบบการเรียนรู้ ฯ = ม = ทีการเรียนรู้ธรรมชาตินอกตัวทุกชนิดมาพัฒนา ธรรมชาติในตัว (จิต) ตลอดเวลาให้ ๑ บรรอุความจริง ๑ บรรลุความงาม ว “1 เฒ่ เฯๆ 5 เว ว 3 5ร ร แกว แ เล เซล เ ๕ ผี 5 อ = 53 แรร เม เซญี ๑ บรรลุความดี = บรรตุความสุขและอิสรภาพ ภารบรรลุความจริง ความจริงของธรรมชาติของสรรพสิ่งคือการ เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน (โป๐ 3๒๐ (0อะถะ55) มนุษย์ทุกคน สัตว์ทุกตัว ต้นไม้ทุกต้น แร่ธาตุ และ สสารบรรดามี และดาวทุกตวงในจักรวาล ยาจาก สภาวะหนึ่งเดียวกัน ก่อนเกิดบิ๊กแบงเมื่อประบาณ 14,000 ส้านปีก่อน สรรพสิ่งทั้งหมดที่ต่อมากลาย เฉ วลา เราเรียนรู้ เป็นจักรวาม รวมตัวอัคแน่นอยู่ในตภาพที่เอ็กหนึ่ง เดียวที่เรียกว่าชิงกุลาริที (ฆักแบรัอฑ์า/) มนุษย์ เพราะการรู้เห็นจํากัด เพราะความยืดมั่นในตัวตน ยืดมั้นในเผ่าพันธุ์ ยืดมั่นในความรู้เป็นเสี่ยงๆ เข้า ไม่ถึงธรรมซาติของความเป็นหนึ่งเดียวกัน ยืดเอา ตนเป็นศูนย์กลางของสรรพลิ่ง ซึ่งไม่ตรงต่อความ เป็นจริง หรือขัดแย้งต่อความจริง เมื่อขัดแย้งก็ ค่อทุกข์ ไนทางตรงกันข้าม บุคคลที่เข้าถึงความเป็น หนึ่งเดียวกันของสรรพสิ่ง จะหลุดจากการติตอยู่ใน 'ความคับแคบในตัวเอง ครามรู้สึกนึกคิดจะเปลี่ยนไป เอกตัวมาพัฒนาเรรมชาธิในตัว(จิต) *ลอดเวลา ไห้ง ๆ มากไห้มาก 'บการณ์ ชากกิจกรรม จากภารทํางาน จากกา เพราะความเป็นอิสระ เกิดความสุข เกิดความรัก อันไพศาลต่อมวลมนุษย์และสรรพสิ่ง ดังที่เกิด กับมนุษย์อวกาศชื่อ เอ็ดการ์ มิทเซลล์ ที่มองจาก ดวงจันทร์แล้วเห็นโลกทั้งใบ เกิดตระหนักรู้หรือ เข้าถึงความจริงแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันของทั้ง โลก อันทําให้ความรู้สึกนึกคิดของเขาเปลี่ยนแปลง ไปโดยสิ้นเชิง ตวรพยายามให้สัมผัสอยู่กับความเป็นหนึ่ง เดียวกันของสรรพสิ่งตลอดเวลา เราต้องสัมผัสกับ ธรรมชาติรอบตัวตลอดเวลา เช่น สายลม แสงแดด อากาศ ต้นไม้ใบหญ้า ห้องฟ้า ดวงดาว ตวงอาทิตย์ ตลอดจนผู้คนทั้งหลาย เรายิ่งรู้อยู่กับความเป็น หนึ่งเดียวของธรรมชาติทั้งหลวย จิตของเรายิ่งหลุด จากความคับแคบในตัวเองไปอยู่กับธรรมชาติซึ่ง กว้างใหญ่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เป็นความรู้สึกทํานอง เดียวกับผู้ที่สัมผัสกับพระเจ้าที่ทรงสถิตอยู่ใน ทุกสิ่งทุกอย่าง (๓หณ์0อ5อ๓0) ทั้งในตัวและนอก ตัว เมื่อเรียนรู้อะไรมา อย่าทิ้งไว้เป็นความรู้ เฉพาะเรื่องนั้นเป็นก้อน ๆ หรือแท่ง ๆ ดายตัว แต่ ควรโยง หรือบูรณาการไปสู่องค์รวม หรือความเป็น ทั้งหมดเสมอ ถ้าเป็นอย่างนี้ไม่ว่าเรียนอะไรก็จะ สนุก ทั้งทําให้เรารู้รายละเอียด และเข้าถึงความเป็น ทั้งหมด หรือความเป็นหนึ่งเดียวกัน ทําให้เรา บรรลุอิสรภาพ คลายจากการยืดมั้นในตัวตน หรือ เอาตนเองเป็นศูนย์กลางของสรรพลิ่ง เมื่อเราปฏิบัติอย่างนี้ คือไม่ว่าสัมผัสหรือเรียนรู้ อะไรก็ให้ดึงเราไปสู่ปัญญา เข้าถึงความจริงของ ความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งเป็นองค์รวมหรือเป็น หนึ่งเดียวกัน ทําให้เราบรรตุอิสรภาพ และไมตรี จิตอันไพศาลต่อมวลมนุษย์และสรรพสิ่ง ก็จะเกิด การเปลี่ยนแปลงภายในหรือจิตใจ ให้เป็นจิตที่มี พัฒนาการสูงขึ้น เป็นคุณค่าที่แท้จริงของชีวิตและ การเรียนรู้ เราจึงควรฝึกปฏิบัติให้เข้าถึงความจริงของ ธรรมชาติของสรรพสิ่งตลอดเวลาให้มากที่สุด การบรรลุความงาม ธรรมชาติของสรรพลิ่งมีความงาม ท่านอาจจะเคยมีประสบการณ์ เมื่อเห็นทะเล หรือภูเขา หรือป่าไม้ หรือท้องฟ้า มีความรู้สึกว่า ช่างงามจับใจ และให้ความรู้สึกที่ล้าลึกเหมือนทิพย - สัมผัส ผ่อนคลาย สบายใจ ทั้งนี้เพราะจิตหลุด จากความอืดอัดคับแคบไปเชื่อมกับความใหญ่ของ ธรรมชาติ มนุษย์จึงชอบทะเล ภูเขา ป่าไม้ ท้อง ฟ้า เพราะมีความงามและให้ความลุขที่ล้าลึกดังกล่าว ธรรมชาติอื่น ๆ ทุกอย่างก็มีความงาม 2 3 ขุ "จ จ”. ขึนอยู่กับการรับรู้และสภาพจิตของเรา ถ้าเรารู้ แบบแยกย่อยก็จะไม่เห็นความงาม ถัวเราเห็นความ เชื่อมโยงจนเห็นความเป็นทั้งหมด ก็จะเห็นความ ๑ สร่! = 4๕ซี. - งาม สภาพจิตที่ไม่ปรกติจะไม่เห็นความงาม จิตที ปรกติ มีสติมีความสงบ สามารถรับรู้ธรรมชาติตาม ทีเป็นจริง จะเห็นความงามทุกหนทุกแห่ง ซ่า 6 7 - การที่ได้สัมผัสกับความงามในธรรมชาติของ ซ่ ห ซ่๑ จ ซ่ สรรพสิงเป็นกําไรชีวิต ทําให้เกิดความซีนใจ และ สศ์ ความสุขอย่างลําลึกอันเป็นทิพยสัมผัส ฉะนัน ใน 4 ๕ ธ การเรียนรู้ใด ๆ ควรฝึกให้เห็นธรรมชาติของความ งามในสิงนั่น และสามารถฝึกให้สัมผัสกับความงวม ในธรรมชาติของสรรพลิ่งตลอดเวลา การบรรลุความดี " ะ, ตวามดีคือความถูกต้อง ถ้าเรายึดถือตัวเองเป็นศูนย์กลางของสรรพสิง =ๆ : เณฑ์ฑ์ ซุม 9 ๓ น ก็ไม่สามารถสัมพันธ์หรือปฏิบัติต่อสรรพสิงอย่าง ถูกต้องได้ เพราะไม่จริง เราไม่ได้เป็นศูนย์กลาง ซ่ 4 -=- 9 ๆ.=. ของสรรพสิง เมื่อไปยืดในความไม่จริงก็ทําให้ถูก น เท ส > ส » ต้องไม่ได้ เมื่อเราบรรอุความจริง ตามที่กล่าวมา +" 14 ส “| 4 -= แล้ว ว่าสรรพสิงล้วนเขือมโยงเป็นหนึ่งเดียว และ เราไม่ได้เป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่ง การรู้ความ จริงว่าเราไม่ได้เป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่ง จะ ซี ส การเรียนรู้ที่ก่อให้เกิตการเปลี่ยนแปลงภายใน การเข้าถึงความจริงทั้งหมด ทําให้คลายจากความยืดมันในตัวตน หรือตัวกูของกู การคลายความยืดมั่นในตัวตนคือความดี ที่เรียกว่า พัฒนาการทางจิตวิญญาณ (30นฑ์- แหล| ส่อง๑1อออ๓) คือกภารคลายความยืดมั่นใน ตัวตน ความยืดมั้นในตัวตนยิ่งน้อยเท่าไหร่ จิต- วิญญาณิ่ง สูงขึ้น จิตที่ออกจากความดับแคบโนตัว ตนไปอยู่กับความดีไปอยู่กับคุณค่า ไปอยู่กับพระเจ้า หรือไปอยู่กับความว่างหรือนิพพาน หรือจิตไปเชื่อม โยงกับสิ่งสูงสุด จิตมนุษย์จะอยู่แต่ทางวัตถุ เงินทองข้าวของ เท่านั้นไม่ได้ เพราะจิตจะต่าเตี้ยหรือ แบนราบ จะเกิดความไม่สมบูรณ์ ในตัวเอง จิตมนุษย์ต้องเชื่อม โยงกับลิ่งสูงลุดจึงจะสูง และ เกิดความสมบูรณ์ในตัวเอง ฉะนั้น ไม่ว่าการเรียนรู้ อะไรๆ ควรจะต้องทําให้ ผู้ เรียนบรรอุความดีเสมอทุก ครั้งไป ผู้เรียนก็จะเป็นคนดี ขึ้น ๆ ก้าวหน้าเป็นลําดับไป การบรรลุความสุขและอิสรภาพ เว ซี ความทุกข์คือความบืบคันหรือการถูกบีบคัน สู ๑ ความสุชคือการหลุดพันจากความบีบคันเป็นอิสระ = ง เร ซ่ม ความสุขกับอิสรภาพจึงควบคู่กัน ทัศนะที่คับแคบ @๓ง อ ๆ 5 และการคิดที่คับแคบทําให้บีบคัน ถ้ามีใครเอาอะไร 2 - = จ, - น มากันการเห็นของเรา เหมือนม้าลําปางทีเขาให้ใส่ กระบังดา ทําให้เห็นเฉพาะส่วน เราจะอืดอัตอย่างยิ่ง เพราะเราเห็นได้จํากัด ทําให้ทัตนะเรานคบ ปรกติ มนุษย์รู้เห็นโลกหรือธรรมซาติซองสรรพสิ่งอย่าง ล จล หร คับแคบ อย่างแยกเป็นส่วน ๆ เพราะความไม่รู้และ 2 ง «อ ๑ ม ๕ เพราะการศึกษาอย่างปัจจุบันทีเอาวิชาเป็นตัวตัง เล ค : ฮิ จึงถูกบีบต้นอยู่เป็นประจํา เมื่อเห็นแบบแยกส่วนก็ คิดแบบแยกส่วน การคิดแบบแยกส่วนก็จะดับแคบ เข้าไปดิดในความคับแคบ อืดอัดบีบคัน การคิดเอา ตัวเองเป็นศูนย์กลางของสรรพสิง ก็คือการคิดแบบ ป น 4ง เซ เล แยกส่วนอย่างหนึ่งที่พามนุษย์ไปติดในความคับแคบ ฆ . ฒ/ [ง และบีบค้น ก่อทุกข์ให้ดนเองและผู้ยิน ๕ ซะ ม9 ๑ 7.5 = ะนัน การเรียนรู้ที่ทัวให้บรรลุความจริงว่า = ซ่ ซ่ 4 ธรรมชาติของสรรพสิงล้วนเชือมโยงเป็นหนึงเดียว 4 ๑ จู ม 2 2 กัน ทําให้จิตหลุดจากความคับแคบในตัวเองไปเชื่อม 4 เจ” - = กับธรรมชาติซึ่งเป็นอนันต์ เป็นอิสระ และมีความ ป ๒ ซ่ - (2 เร - สุขอย่างยิง ตังทีอธิบายมาข้างต้นแล้วในเรือง การ บรรลุตวามจริง การบรรอุความงาม และ ค ศศ การบรรลุความดี ล้วนนําไปสู่ การหลุดพันจากความคับ แคบ อิสรภาพและความ สุข เป็นความสุขอัน จา สื่งส ประณีต ลีกลํา ดืมดํา เหนือคําบรรยาย แต่ บุคคลเข้าถึงได้ทุกคน ถ้า จะๆ, มีการเรียนรู้ทิดี ที่กล่าวมานี้คือ “กระบวน การภายใน” หรือ เ๓16ง่- 2๑นือต หรือการเรียนรู้ที่ก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงในจิตใจของผู้เรียน มิใช่สักแต่ เรียนเป็นความรู้ประดับตัวเหมือนสวมใส่อาภรณ์ แต่จิตใจเหมือนเดิม ถ้าการศึกษาและการเรียนรู้ ของมนุษย์ยังคงเป็นเรื่องภายนอก มนุษย์จะพัฒนา ต่อไปไม่ได้ คงจะติดอยู่กับวัตถุนิยม บริโภคนิยม และมีโลภจริดเป็นเจ้าเรือน อันจะพามนุษยชาติไป สู่ความตึงเครียด และวิกฤตการณ์มากขึ้น ฉะนั้น ขอให้นักการศึกษาและผู้ศึกษาสนใจ สาระในบทนี้ให้ดี เพราะเป็นจุดต่างจากการ ศึกษาทั่วไปที่จะพัฒนามนุษย์ให้เต็มตาม ศักยภาพของความเป็นมนุษย์ และหลุดพ้นจาก วิกฤตการณ์ของมนุษย์ (อนะลย ๕1516) ใน ปัจจุบัน ๑ ฆ่ บทท4 การรู้เห็นธรรมชาติตามความเป็นจริง ประเวศ วะสี ะ ๑ กา รรู้ ความจรง เป็นฐานทางปัญญา 1 มนุษย์มี เ ขุ มทรพยทห วิเศษในตน แต่ = ซ่ ละคนมีสมองที 6 เป็นโครงสร้างทีวิจิตร ๓ ถ่ ๑ 5 ที่สุดในจักรวาล ในจักรวาล 4 ” ไม่มีโครงสร้างอะไรทีวิจิตรเสมอ สมองของมนุษย์ มนุษย์มีสมองที่มีศักยภาพสูงยิ่ง สอไอ จด = สามารถเรียนรู้ให้บรรลุอะไรก็ได้ คือ บรรลุความจริง บรรลุความงาม บรรลุตวามดี บรรลุความสุข และ 4ย, เซ ม2 ๕ 9 บรรลุการอยู่ร่วมกันด้วยสันติก็ได้ทั้งสิน โดยอาศัย " ๕ การเรียนรู้ทีดี ส ป ๕, @ การเรียนรู้ที่คีเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดของ มนุษย์ ย ส ว น, เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะแสวงหาและช่วย เฉ/ ณี ด น = ให้เพื่อนมนุษย์ได้พบกระบวนการเรียนรู้ที่ดีที่สุด กลร ล. ด การเรียนรู้ที่ดีที่สุดจะต้องทําให้มนุษย์รู้เห็นเข้าถึง ธรรมชาติตามความเป็นจริง เว ๕ เหนธรรม- 1 ณฆ >า ชาติตาม ความเป็น = จรง ทําไมในเมื่อ เณ มนุษย์ก็อยู่กับ ธรรมชาติและสัมผัส กับธรรมซาติจะไม่รู้เห็นธรรมชาติตามความเป็นจริง การรู้เห็นธรรมชาติตามความเป็นจริงเรียกว่า ปัญญา หรือวิชชา มนุษย์ถูกทําให้หลงไป หรือไป ติดในมายาภาพ ท่าให้ไม่รู้เห็นธรรมชาติตามความ เป็นจริง คือขาดปัญญา หรือมือวิชชาได้ เพราะ นจริง เหตุ 2 ประการ คือ ปี ะ หนึ่ง รู้เห็นสั้นไม่เชื่อมโยง เช่น จากประสบการณ์มนุษย์จะต้องสรุปว่า โลกแบน และดวงอาทิตย์หมุนรอบโลก แต่ความ จริง คือโลกกลม และโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ ฉะนั้น ประสบการณ์อาจหลอกเราได้ เพราะ การรู้เห็นธรรมชาติตามความเ ประสบการณ์มีช่วงสัน เป็นเพียงส่วนของทั้งหมด / ซุช้ เ เร ซิ ะ 5 เจ ง เว 1 เม เข ๕ เว : (วี่ เร อ ะ ชู เคๆ เช่น โลกทั้งหมดกลม แต่มนุษย์เห็นโลกได้เพียง ส่วนเดียว การเห็นเพียงส่วนเดียวตูว่าแบน แต่ . ส % 5 ความเป็นทั้งหมด คือกลม การเอาการรู้เห็นเพียง ง ส เว = ส่วนเดียวไปสรุปทังหมดอาจผิดได้ ความจริงโลกหมุนรอบตัวเอง และหมุนรอบ = ง 4 -= เ ดวงอาทิตย์ แต่ความใหญ่ของโลกเมือเทียบกับตัว 28 - - ม“ ๕ เรา เราไม่รู้สึกว่าโลกเคลื่อน เราคิตว่าโลกอยู่กับที = เจ “เร = = หรือสถิต เมื่อเราคิตว่าโลกสถิต เช้าดวงอาทิตย์ "ง ส = = ง ขึ้นทางหนึ่ง และเย็นไปตกอีกทางหนึ่ง เพราะ งร = ล/ ฑิ ฉะนั้นดวงอาทิตย์ต้องหมุนรอบโลก ซึ่งผิด เพราะ ความจริงคือ โลกหมุนรอบตวงอาทิตย์ . 5”, จ ฉะนั้น ประสบการณ์รอบตัวอาจหลอกเราได้ ซูข้ ๒๕ ล ว จะ เพราะเรารู้เห็นสัน รู้เห็นเป็นบางส่วน ไม่รู้เห็น ะ เช ะ 4 ะ ทั้งหมด ความเป็นทั้งหมดนั้นเชือมโยง ฉะนันการ ซ น ล “4 = รู้เห็นบางส่วนแล้วไปสรุปเป็นทั้งหมดจึงอาจผิด ซ - | อ ได้ การรู้เห็นอย่างเชื่อมไยงเป็นปัญญา ส่วนการ รู้เป็นส่วน ๆ เป็นความรู้ ความรู้อาจไม่ใช่ปัญญา งู ง งู คือไม่รัชรรมชาติตามความเป็นจริง " อีกอย่างหนึ่งทีประสบการณ์อาจหลอกเราก็คือ ง ซุ เ" . ด! การทีเห็นสิงต่าง ๆ แยกกัน เป็นสัตว์ เป็นต้นไม้ =| ซ่ ง 2 | ฯ= "| (ล [ เป็นคน สิงเหล่านี่เป็นอะไรก็ดูเป็นอย่างนั่นตายตัว คือ เป็นสัตว์ก็เป็นสัตว์ เป็นต้นไม้ก็เป็นต้นไม้ เป็น ฝี ะ๕ ล : คนก็เป็นคน การรู้เห็นอย่างนีจะทําให้เราเข้าไปสู่ 2 | = เส ว มายาตติว่าอะไรเป็นอะไรก็เป็นอย่างนั้นตายตัว หรือทําให้เห็นแบบดายตัว และคิดแบบตายตัว คือ ซื อ๐๓, เ” ง เด "! เห็นแบบนิจจัง แท้ทึ่จริงสิงทั้งหลายล้วนเปลี่ยน แปลงและเชื่อมโยงกัน แต่เราจะถูกหลอกให้ เข้าไปสู่ทัศนะสถิตและแยกส่วน ซึ่งไม่ตรงต่อความ ล = เร - จ เป็นจริง คนโดยทั่วไปจะคิดแบบแยกส่วน และ ตายตัว การคิดแบบแยกส่วนและตายตัวนําไปสู่ ความบขัตแย้ง และวิกฤต สอง จิตขาดความเป็นกลาง ถ้าจิตไม่เป็นกลาง ก็จะไม่รู้เห็นสภาพตาม ความเป็นจริงได้ จิตที่มือคติด้วยประการใด ๆ ก็ ตาม เช่น ฉันทาคดิ โมหาคดิ โทสาคติ หรือ “ - -': วัซิ ภยาคติ ก็จะเห็นเอียงไปตามคตินัน ๆ จิตที่ยืดมัน ก็ทําให้ไม่รู้เห็นสิงต่าง ๆ ตามความเป็นจริง เช่น ยืดมั่นในทิฐิหรือทฤษฎีบางอย่าง หรือยืดมั่นใน หลักวิชาบางประการ =๓๑ อ, เชร ณ่6 ส ปุถุชนมีกิเลส ทําให้ไม่รู้เห็นสิงต่าง ๆ ตามที่ ฮะ แซ็ ส เป็นจริง เช่น เวลาโกรช เรามองไม่เห็นความดี ของบุคคลตามความเป็นจริง แต่จะเพ่งเล็งแบบ น. ส « = 2 ๑ แยกส่วน เฉพาะตรงที่เป็นประเด็นที่โกรธ หรือ ส « เจ ร ห เมื่อมีความไลภก็จะเห็นเฉพาะประโยชน์คน ไม่ ซี เฉคซี่ = - ง เห็นประโยชน์ผู้อื่น กิเลสจึงเป็นตัวกีตขวางไม่ให้ มนุษย์เข้าถึงปัญญา จท]คืดหั้นโขติ3 หรื ดี รงืดว้า การเข้าไปยืดมันในทิฐิ หรือทฤษฎี หรือหลัก = ก 9 ใ.ปห เซ : วิชาบางอย่าง ทําให้ติดอยู่อย่างนั่น แกะไม่ออก = ว ๒ ส ๑ จ, ขาดอิสรภาพที่จะรู้เห็นสิงต่าง ๆ ตามทีเป็นจริง เช่น หลักวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ได้ทําไห้มนุษย์ เข้าถึงความจริงตามธรรมชาติบางส่วน แล้วเอา ม๕ อ คุม 4 เต = ความรู้นั่นมาใช้ทําให้เกิตอํานาจมหัตจรรย์เหมือน ปาฏิหาริย์ต่าง ๆ แล้วพากันเสพติดอํานาจมหัศจรรย์ | เงซื้อ เต จ ต่างๆ เหล่านัน แต่วิทยาศาสตร์อย่างทียืดถือกันมา ๑ช้ ยังไม่ใช่ปัญญาที่เข้าถึงความจริงทั้งหมด เพราะ ล ะ ว 2 วิทยาศาสตร์นันแยกส่วน เพราะธรรมซาติของ =. ง, ฆ. ๒ ส วิทยาตาสตร์เอง กล่าวคือ วิทยาศาสตร์เน้นที่การ ล เ= อ, ม 2 ส ส ซังตวงวัดได้แม่นยํา (๒๒๐๐5เอก) เมื่อเน้นที่ความ 9 '- ๓ ๕ 4 เซ แม่นยําก็เห็นเฉพาะหรืออย่างตายตัว สิงที่วัดได้ แม่นยําก็คือวัตถุหรือรูปธรรม แต่นามธรรม เช่น จิต เข , . ฉั้. และคุณค่า ชั้ง ตวง วัด ไม่แม่นยํา จึงถูกทอดทิง หรือตัดออกไปจากกระบวนการความเป็นวิทยา- ส = ซ= ศาสตร์ เมื่อเป็นเช่นนี้โลกจึงเอียง เอียงมาทางโลก “. = = - เจ ของวัตถุ หรือวัตถุนิยมที่พร่องทางด้านนามธรรม คือ จิต และคุณค่า หรือจิตวิญญาณ จฮ่ล - ในยุคปัจจุบันทีวิทยาศาสตร์เจริญขึ่น และ กระแสวิทยาศาสตร์ได้รับความนิยมทัวโลก ทัศนะ ของมนุษย์ก็เอียง หรือบกพร่อง หรือพิการ เห็น มู ๆ ว ร ง ส แต่ทางด้านวัตถุ และเห็นแบบตายตัว แยกส่วน เมื่อ ซ่ รณ ขี 202 จ เห็นอย่างนันก็คิดอย่างนัน คือ คิดแบบตายตัว แยก ส่วน ง เซตอคัรรรโรรอใชดทีวว การมีทัศนะและการคิดอย่างนันทําให้ไม่ตรง ล ๑ = 9 ๆูม เว ต่อความเป็นจริงตามธรรมชาติ ทําให้คนทั้งหมดตก = = สจ ว ซ่ ย, อยู่ในโมหภูมิ หรืออวิชชา เมื่อไม่รู้ความจริงก็ทําให้ ๑๑ใจ่ได้ เพื่อไช่คค๕ั๓๐อึ คง ถูกต้องไม่ได้ เมือไม่ถูกต้องก็จะสะสมปัญหาเพิ่ม อั้ = ขึ้นเรื่อย ๆ จนวิกฤต , = 9#๕ % ทัตนะแบบวิทยาศาสตร์เก่า ๆ ได้พามนุษย์มา สู่สภาวะวิกฤตในปัจจุบันจนสุดสายป้าน ไม่สามารถ ๑ ย ว จะไปได้แบบเดิมอีกต่อไปแล้ว ความพยายามที่จะ ต่อไปแบบเดิม จึงทําให้อืดอัด ติดขัด ขัดข้อง ขัดแย้ง นัวเนียไปหมด คตวามติดขัดทําให้เกิดตวามเครียด เว " ในระบบทั้งหมด ปัญหาสุขภาพจิตของมนุษย์เป็น อ ฯ ส่วนหนึ่งของความเครียดในระบบ ธรรมชาติความเป็นจริงของสรรพสิง คือความ "ง ซ่ ๑ . เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง หรืออนิจจตา ไม่ใช่ภาวะ ล เซ ง เอ 4 " ตถิต หรือตายตัว เมือไม่ตาบตัวก็เชื่อมกัน ไม่แยก ว ณ ซ่ ง ส่วน สรรพสิงทั้งหลายทั้งปวงล้วนเชื่อมโยงอย่าง ฒ่ ฆ่ : : เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง (4หถตลสป๐ โล167- ออ๓ท6๐อฉก655) ตําทางพุทธเรียกว่าอิทัปปัจจยตา ๑ ด ซ่ ซู 5| อิทัปปัจจยตา คือสภาพที่สรรพสิงทังหลายเป็น ปัจจัยต่อกันและกันหรือเป็นกระแสของเหตุปัจจัย 5 ฐ่ 5 ๑ อันหนุนเนื่องกันเป็นนิรันคร 2 = ๓" เมือธรรมชาติเป็นกระแดของเหตุปัจจัยอันหนุน ส - เ= เนื่องเป็นพลวัต (@เทนบรบ๐ ขนอ-๐0อ0๐6๐16๓0655) ก็จะหาจุดเริมต้น และจุดสุดท้ายไม่พบ เป็นเช่น ๕ 2 นันเรือยไปเป็นนิรันตร " แรเจ้น ส ๑ ว้ ๑ เมื่อเป็นเช่นนัน อะไรที่เกิดขึนหรือมีอยู่ ก็เพราะ = ม ๆ ๒ ๑ ๕ @ ส 6 สง : -= มีเหตุปัจจัยให้มันเกิดขึ้น หรือมีอยู่ อะไรที่ไม่เกิด หรือไม่มีก็เพราะไม่มีเหตุปัจจัยให้มันเกิดหรือมี ทุกอย่างมีเหตุเป็นแดนเกิด หรือมีเหตุผลตามธรรม- ชาติความต้องการของเรา เพราะความยืดมันในตัว ตนของเรา (อัตตา) ไปชัดกับธรรมชาติตามความ ซึง ซี้ ร เป็นจริงก็เกิดความขัดแย้งซีน ความขัดแย้งคือทุกฑ- ตา หรือความบีบคัน ' ม ๕ ๑ " การมีปัญญาเข้าถึงความจริงตามธรรมชาติ ลม นนมื ๑ ญี จะทําให้หลุดพ้นจากความบีบคัน เป็นอิสระ มี ความสงบ มีความเป็นมิตรกับสรรหสิ่ง บรรลุ ความงามตามความเป็นจริง และความสุขอัน เล อลนเหลอ การรู้เห็นธรรมซาติตามความเป็นจริง เจ จ 5 มะ 5 แว % เซฒ ๐ ๕ 4 จ๐ รด เฉ เซฆ - ปัจจัยที่ทําให้รู้เห็นธรรมซาติตาม ความเป็นจริง เรามาจ่ออยู่ที่ประตูแล้ว คือประดตูความรู้ที่ว่า ถ้าเรามีปัญญารู้เห็นธรรมชาติตามความเป็นจริง เรา ร ก ส๐ อ ซ่ จะมีความเป็นอิสระ มีมิตรภาพต่อสรรพสิง ประสบ ความงาม และความสุขอันลันเหลือ อุปสรรคต่อ = "ฯ เล ซะ., การเกิดปัญญา คือการรู้เห็นสันไม่เชือมโยง และจิต ห เการเช้าถึ ส ซาดความเป็นกลาง ฉะนั่นการเช้าถึงปัญญา คือการ น7 ร. เชื ขจัดอุปสรรคดังกล่าว นันคือ ๑ การรู้อย่างเชื่อมโยงไม่ติดขัด ๑ การคิดอย่างเป็นกลาง เว - ง, ทั้ง 2 ประการนี้มีปฏิสัมพันธ์กัน กล่าวคือ การ รู้อะไรอย่างเชื่อมโยงก็ช่วยให้คิดอย่างเป็นกลาง การ “ : ฆ ส๑ใจปชะ, จ คิดอย่างเป็นกลางก็ทําให้รู้ทะอุทะลวงเชือมโยง 1 = ฮ่ โดยไม่ติดขัด เปรียบประดุจนิวตรอนที่มีความเป็น 4 ม % เ กลางสามารถทะตุทะลวงเครื่องกันทั้งปวงไปได้ แต่ ย อนุภาคทีไม่เป็นกลาง คือ มีประจุบวก หรือประจุ ส 8, ลบเคลื่อนไปได้นิดเดียวก็ถูกประจุตรงข้ามหน่วงไว้ ไม่สามารถทะลุทะลวงไปได้ไกล การติดอย่างเป็น กลางจึงทําให้เกิดการแทงทะอุทางปัญญาให้เข้าถึง จ ซ่ป เว สภาพความเป็นจริงของสิงทั้งหลายทั้งปวง ก็ล้ ม เ ชื่ การรู้อย่างเชื่อมโยง ม ซ้+ะ ง จ1 ทุกวันนีเรารู้สันแบบแยกส่วน เช่น คนในเมือง 4เจ4 เล ม 5 ๑ ก็ไม่รู้เรืองของคนซนบท ไม่รู้เรื่องต้นนําลําธาร [ ไม่รู้เรื่องดินป่าเขา ซึ่งเป็นต้นกําเนิดของน้้า คนใน กจโรซี กรุงรู้จักนําเพียงก๊อกนํา จึงมีพฤติกรรมแบบแยก ๑ จ ฉ่ ส่วน แต่ในความเป็นจริงแล้วทุกอย่างล้วนเชื่อมโยง เ= ะ มชั ก| น้้าที่ก๊อกน้าที่เราใช้นั้นเชื่อมโยงไปยาวไกลถึงป่า เอจ ย เอ ครกร ต้นนําล่าธาร ถ้าป่าเหล่านั้นหมดไปตันนําลําธารกี ไม่มี ถ้าคนต้นนําทําเกษตรแบบใช้สารพิษ คือยา ร, " ล มี ซี(5. ฆ่าแมลง สารพิษนันก็ไหลตามนํามาเป็นอันตรวย า ะ ด ต่อคนปลายนําได้ พฤติกรรมของคนในเมืองก็ไป ซ่ ส3 [ 2 ต กระทบต่อสิงแวดล้อมที่มีผลต่อนํา เช่น นโยบาย ม สซ่ๆ สร สรื่อ ตัะ/ รัฐบาลทีให้สัมปทานคนที่มีเงิน มีเครื่องมือไปตัด เศจนล ฝุ . ต้นไม้ หรือการมีนโยบายนําเกษตรแผนใหม่ ปลูก ๑ ม ซ่ พืชเชิงเดียว (ย0๓06๐09) มาใช้ เพื่อความสะดวก แก่การค้าขายและเพื่อความรํารวยของคนส่วนน้อย ในเมือง ก็ทําให้เกิตการทําลายป่าขนานใหญ่ และ อ, ส มะ, ส.ะ 1 ข้าซี ทําเกษตรกรรมที่ต้องใช้สารเคมี ทําให้นําเหือด จ7 ๑, «| ๒ 4 ว แห้งไปและเป็นพิษ เป็นผลร้ายต่อคนทั้งหมด การรู้แบบแยกส่วน และพฤติกรรมแบบแยก ส่วน ก่อให้เกิดผลร้ายต่อส่วนรวม หรือความเป็น (2 2 ซ่ ม ทั้งหมดเสมอ เพราะฉะนันการเรียนรู้อะไรไม่ควร ง ะ ว เว ง จะรู้เฉพาะเรื่องนันโดยแยกส่วนจากทั้งหมด ไม่ว่า ฆ้ ซ่ ฆ ช๊ [2 จะรู้เรื่องอะไร พยายามเซือมโยงเรื่องนั้นไปกับ ะ เซ ะ. : ทั้งหมดเสมอ ให้รู้เห็นความเป็นทั้งหมดเสมอ อย่าง ” | ะ 4 ฒ « - ณั เรืองนําเรืองเดียว ก็สามารถเชือมโยงกับสรรพสิง ฏุ จ ะ เต ๆ “ ต่าง ๆ ไปได้หมดทังโลก และยังเชื่อมกับดวงจันทร์ และควงอาทิตย์ด้วย หัดให้เป็นนิสัยว่าเห็นอะไรรู้ วู ส ๆ ก2 อะไรก็พยายวมเชือมโยงกับความเป็นทั้งหมด จะพบ ง, ม๕ ๓ ๓ "| ว่าความรู้สึกนึกคิดของเราจะเปลี่ยนไป และประสบ ฆ ลูซั 4่ อิสรภาพเพิ่มขึ่นเรือย ๆ ตัวอย่างเรื่องการคิดแยกส่วนเพิ่มเติมอีก 2 เรื่องคือ ร4 4 ๑ 5. ! =. หนึง เรืองการนิยมกินขากบที่ลอสแองเจลิส ะ 4 4 - ะ ครังหนึ่งที่เมืองลอสแองเจลิสเกิดนิยมกินซูปชากบ สือซื ไง = ซ่= ง ว่าเป็นอาหารเลิศรส ทีอินเดียมีคนจับกบส่งไปขาย ”' - ล่ 8, ทีลอสแองเจลิสเป็นตัน ๆ เมอกบจานวนมากออก ไปจากวงจรธรรมชาติ แมลงก็เพิ่มจํานวนขึ้นมาก ลงกินพืชผลของชาวนา ทําให้ต้องใช้ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าแมลงก็ไปฆ่าไส้เดือนและจุลชีพในดิน ทําให้ ดินเลื่อมคุณภาพ และยาฆ่าแมลงลงไปในน้้าในนา ทําให้ปูปลาตาย งู และคนที่กินปู ปลา ที่มีสารพิษ ก็ได้รับพิษภัย จะเห็นได้ว่าธรรมชาตินั้นเชื่อมโยง กันเป็นห่วงโซ่ เมื่อไปคิดแบบแยกส่วน ทําแบบ แยกส่วน ตัตห่วงโซ่ข้อไดข้อหนึ่งออกไป ก็ไป - รบถวนความเชซื่อมโยงและความ สมดุลของธรรม- = = ๕@ ณุ เล ชาติ เกิดความเดือดร้อนทั่วไป สอง ครั้งหนึ่งมีการค้นพบพันธุ์ข้าวชนิดใหม่ ที่ ให้เมล็ดโตกว่า และข้าวแก่เร็วกว่าพันธุ์ธรรมดา ซึ่ง ก็ดูน่าจะดี แต่เมื่อลองเอาข้าวพันธุ์นี้ไปปลูกที่หมู่ บ้านหนึ่ง เมื่อข้าวที่นี่ออกรวงและสุกก่อนนาอื่นๆ ก็ปรากฏว่านกและหนูบรรดามีพากันลงรุมกินข้าว ที่นานี้จนหมด ดามปรกติ เมื่อข้าวสุกพร้อม ๆ กัน นกและหนูก็กระจายกันกินที่โน่นที่นี่ ไม่มีใครเสีย ทายทั้งหมด สรรพลิ่งทั้งหลายล้วนเชื่อมโยงกัน ไม่ ง อนนนม ร, อ เต ว่าจะเป็นพันธุ์ข้าว วิถีของเพื่อนบ้าน นก หนู แมลง - ส = ว 8 กบ เชียด งู เมื่อไปคิดแบบแยกส่วน ทําแบบแยก ส่วนก็รบกวนสมดุลของธรรมชาติ และเกิดความเลีย หาย ซ์-= ชะ, ๑ “ ที่จริงมนุษย์ทั้งหมดและธรรมชาติทั้งหมดเป็น ส ู-= เ - ” " หนึ่งเดียวกัน สากลจักรวาลหรือเอกภพ (ญ่ง๐5๐) มีกลุ่มดาวใหญ่ ๆ ที่เรียกว่ากาแลกซีถึง 100,000, 600,000 กาแลกซี แต่ละกาแลกซีมีดาวประมาณ = =ู4 100,000,000,000 ดวง ในคืนเดือนมืดทีเราเห็น ละ. 6 . ส ดาวระยิบประดุจเม็ดทรายนัน คือดาวทีอยู่ใน - " ว 6 บ กาแลกซีเดียวที่ระบบสุริยะอยู่ ระบบลสุริยะเป็นส่วน = ส4 - =ู24 - นิดเดียวของกาแลกซี แสงซึงวินาทีหนึ่งเดินทาง ได้หลายรอบโลก จะต้องใช้เวลาเดินทางถึง 100,000 ฆ้ =ฟ5.ซ ” ง ปี จากขอบหนึ่งของกาแลกซีไปยังอีกขอบหนึง แต่ ถ้าพูดถึงสากลจักรวาลแล้ว แสงต้องใช้เวลาเดิน จ เด 4 ง๓ลอสร้อ่ ทางจากขอบหนึ่งไปยังอีกขอบหนึ่ง กว่าหนึ่งหมื่น ต กคะ ร ด ล้านปี ที่กล่าวมานี้เพื่อแสดงให้เห็นความใหญ่โต น 9 ซั - ของสากลจักรวาล แต่สากลจักรวาลนีเกิตมาจาก ซอ๑๓เสือี่เซ ก " * ซ่ จุดเล็กนิดเดียวทีเรียกว่า พื้นทุ (5[ก8นไลย์เษ) ที ใจล๓ณิ ฉ่ ะ- จ “ ทําให้เกิดบิกแบงเมือ 15,000 ล้านปี แล้วกลายเป็น จักรวาลทั้งหมด แสดงว่าสรรพสิงทังจักรวาล คือ 2 เว มนุษย์ทั้งหมดและดวงดาวทั้งหมดมาจากเอก- ศก สภาวะหนึ่งเดียวกัน คือเป็นเนื่อเดียวกันแท้ ๆ ถ้า อ” จ 4 - เร ” ๓ เราเข้าใจความเป็นหนึ่งเดียวกันของตัวเราเองกับ เะ ด สรรพสิงทังหลาย เราจะหลุดออกจากความคับแคบ ในตัวเอง เกิดมีจิตสํานึกที่ใหญ่ ลดละความเห็นแก่ ตัวลง เพราะรู้ว่าตัวเราไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล ย ย จ - ส -= ๓ ฉั แต่เป็นส่วนหนึ่งหรือเป็นหนึงเดียวกับสรรพสิง เว 5 งฒา 5 ก ทั้งหมด เราสัมผัสอยู่กับสิงรอบตัวอยู่ตลอดเวลา 'ไม่ว่าจะเป็นสายลมแสงแตดต ท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ถ้าเราเข้าใจว่าเรากับธรรมชาติ จ ะ. อราร ร ทั้งหมดล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน การสัมผัสกับ 'หน ธรรมชาติรอบตัวก็จะทําให้เราเกิดปัญญารู้ 2 ". 2 - ' ธรรมชาติตามทีเป็นจริง และเกิดจิตสํานึกใหม่ คือ = ง - 2 มีการเปลี่ยนแปลงจากจิตสํานึกอันคับแคบไปสู่ ๑ออ๕ช็ซี่. ส ง จิตสํานึกที่กว้างใหญ่ไพศาลที่สุด เฮ -= ง 5: ธี ฉึ เม ๕ ฐิ เฒ เจ ๕ อ เม ล ๕ ง5 แมอ เว เม, ถึงความจริงทั้งหมด ส ล ๒ เว 8 ๓ ถ้าเราฝึกให้รู้อย่างเชื่อมโยงเสมอ ๆ การรู้อย่าง เชื่อมโยงจะทําให้เราลดละความเห็นแก่ตัว หรือ จากการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง เกิดพัฒนาการ ทางจิตวิญญาณ ทําให้เกิดความสมบูรณ์ในตัวเอง และอิสรภาพ ๆ ถารคิดอย่างเป็นกลาง การคิดอย่างเป็นทลางทําให้เกิดปัญญาและ ความสุข เพราะการคิดอย่างเป็นกลาง ทําให้การ " ง = ง คิดเคลื่อนไหวอย่างอิสระ (บ๐๐ ปี๐๓9) ไม่ติดขัด ไป ตามความเป็นจริง ณ แค่ละจุดแห่งกาละ และเทศะ ส4 = ว ๑ ที่เชื่อมโยงและเคลื่อนไหวเป่ลี่ยนแปลง การคิด = ล| ก, ส และความเป็นจริงกลายเป็นสิงเดียวกัน การที่ = ส เจ 4๑ 9 ความคิดเลือนไหลไปได้อย่างอิสระไม่ติดขัดทําให้ ส สอ 2. "ก มีความสุข ปัญญาทีรู้เห็นสิงทังหลายตามทีเป็นจริง เ - = 2 กับความสุขกลายเป็นเรืองเดียวกัน ธรรมซาติความเป็นจริงของสิงทั้งหลาย คือ = = " ส เป็นกระแสของเหตุปัจจัยทิหนุนเนื่อง หรือที่เรียก ว่า อิทัปปัจจยตา การคิดอย่างเป็นกลาง คือการคิด ตามความเป็นจริงตามธรรมชาติ คือการคิดตอย่าง อิทัปปัจจยตา หรือการคิดอย่างมัชณิมาปฏิปทา พราหมณ์ชาณุสโสนี เข้าไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า เ ก “พระโคดมผู้เจริญ สิงทั้งปวงมีอยู่จริงหรือหนอแล” ง เล๑ซึ้ พระพุทธเจ้าตอบว่า “ดูกรพราหมณ์ โวหารอย่างนี่ สซี่ ฮี» ต 4 เป็นทีสุดประการหนึง” พราหมณ์จึงถามใหม่ว่า ม เ เซ็ดบัอวจคว พระโคดมผู้เจริญ ก็สิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่จริงหรือหนอ” เด ฮ ส “ดูกรพราหมณ์ โวหารอย่างนีเป็นที่สุดประการที่ สอง” พระพุทธเจ้าตอบ และตรัสต่อไปความว่า “ตถาคตไม่เช้าใกล้ส่วนสุดทั้งสอง ตถาคตจะสอน ณั= ๕ นี้จื = ร โท ทางสายกลาง เพราะสิงนีมี สิงนีจึงมี เพราะสิงนีไม่มี ซัส ๆ.:-. สิงนีจึงไม่มี” '-= เจ ส จ, อธิบายความข้างต้นดังนี้ ที่พราหมณ์ถามว่า ซ่..5 ล ๑ ล ร สิงทั้งปวงต้องมือยูจริงนั่น เป็นการคิดแบบสุดโต่ง - * ฟุ - คําว่า “ทีสุด” หมายถึง สุดโต่ง (@๕อ๓๒๐) หรือว่า "4 เด, " -= อ สิงทั้งปวงต้องไม่มีอยู่จริงก็เป็นการสุดโต่งประการ ส ฬ ที่สอง หรือสุดโต่งไปอีกทางหนึ่ง การคิดตังกล่าว เป็นการตายดัวว่าต้องมีหรือ ต้องไม่มีโดยตัวของตัวเอง แต่ความจริงหรือทางสายกลางนัน คือไม่ตาย- ม 9 ๑ซือไื้อ1ร รักร ตัวแล้วแต่ว่ามีเหตุปัจจัย หรือไม่มีเหตุปัจจัย ถ้ามี เหตุให้มีก็มี ถ้าไม่มีเหตุให้มีก็ไม่มี ฉะนั้น สิงต่างๆ สย เส เสมี จ ไม่ใช่ว่ามีหรือไม่มีด้วยตัวของมันเอง แต่ขึ้นกับความ - - ฐส๕ เป็นปัจจัยหรืออิทัปปัจจยตา ทางสายกลางในทีนี ซี สละระ เสื่อวอท์ จึงหมายถึง คิดแบบอิทัปปัจจยตา หรือคิดแห่งความ | เ ส = ส เป็นเหตุปัจจัยที่หนุนเนื่อง หรือการเลื่อนไหลโดย อิสระ ไม่สะตุต หรือติดขัด ไม่คิดเป็นก้อนๆ สําเร็จรูป 0 ๑ ส ส ดายตัว แต่คิดเป็นกระบวนการ (ย0๐658) ที่เซือม โยง เป็นพลวัต 1 สค์ 7” < สําหรับคนส่วนใหญ่จะเห็นว่าโลก หรือธรรม- ซาติประกอบด้วยของสําเร็จรูปตายตัว (๒0ส๒๐0) เป็นสิง ๆ หรือเป็นก้อน ๆ เป็นดิน หิน ภูเขา แม่นํา ' เค : ส ต้นไม้เล็ก ต้นไม้ใหญ่ สัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่ นก ผีเสือ จัมเดผ์ เจ็ในซึ่จ๒รืดเวีไหเสื่อจ๓ วิธีล คน แยกกันอยู่ เป็นสิงหรือเป็นเรือง ๆ วิธีคิดแบบ อิทัปปัจจยตา หรือกระแสของเหตุปัจจัยเห็นทั้ง ๆ จ ด หมดเป็นกระแส หรือกระบวนการ ประกอบด้วยเหตุ ว ค ๑ เณ จ อ ปัจจัยหนุนเนื่อง และผลักดตันกันเป็นทอด ๆ เช่น ซื๑๑ตดต่าง ๓ มึงญี รี๑๑๓๑รวี2 เพราะมีธาตุต่าง ๆ จึงมีสสาร เพราะมีสสารจึงมีดิน เพราะมี 1ง4 จึงมีชีวิตลักษณะต่าง ๆ ตามการ กําหนดของรหัสใน 7ง6 เป็นไวรัส หรือเป็นช้าง 9, เก หรือเป็นปลาวาฬ ชีวิตต่าง ๆ เหล่านีประกอบด้วย ๆ ง เอ ค การประชุมกันของสารต่าง ๆ ในรูปลักษณะหนึง ๆ ว ซ่ เป็นการชัวคราว แล้วก็เสือมสลายแตกดับไป สสาร ง, "ง ต่างๆ ที่เคยประชุมกันเป็นรูปก็แยกย้ายกันไป ลง ดินบ้าง อยู่ในอากาศบ้าง เข้าไปสู่ต้นไม้หรือจุลชีพ ค เล่รรซี่ หรือสัตว์ เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เรื่อยไปเป็น =.๑๐ ง สลต ญิ/ 2 นิจนิวันตร ไม่มีอะไรที่มีตัวตนตายตัวเป็นนิรันตร ง ๑=ะ การเปลี่ยนแปลงต่างหากที่เป็นนิรันคร 9 ซ์ ถ้าเราคิดแบบสําเร็จรูปตายตัว โลถก็จะ =, ณ๕ เป็นก้อน ๆ ถ้าเราคิดแบบอิทัปปัจจยตา โลกก็ ”! ”- เร จะเป็นคลื่น หรือกระแสของเหตุปัจจัยที่เคลื่อน ”! ไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ว ฬ. 52 - โลกเป็นอย่างไรจึงขึ้นอยู่กับการคิด หรือจะว่า เป็นมายาภาพก็ได้ การคิดแต่ละซัวขณะก็ต่างกัน เช่น คิดเพราะกิเลสตัณหา หรือคิดด้วยการไม่มี = 0 ” 0 สฮ่ๆ ๕ห 2@ = กิเลสตัณหา หรือด้วยใจทีเป็นกลางก็ได้ เมื่อคิด = ล 2 2๑ 4 ะ ด้วยกิเลสตัณหา ความจริงของสิงหนึ่งในขณะนัน | 8, ฐ ส ส ๆ เป็นอย่างหนึ่ง เมื่อคิดด้วยใจที่เป็นกลาง ความ = ๕ ๕ ๓ูส เ ป จริงของสิงนั้นในขณะนันก็เป็นอีถอย่าหนึ่ง เซน ยามรักเราจะเห็นภาพหญิง หรือชาย หรือภรรยา 2 สๆ ง, ฮ่ "ล ณ หรือสามี เป็นอย่างหนึ่ง คน ๆ เดียวกันนันยามชัง 9 - ร ซ่ หรือเฉย ๆ ภาพจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง การคิดอย่างเป็นกลาง หรือมัชณิมาปฏิปทาเช่น ง ช้ เว นี่จะเห็นสรรพสิงทั้งปวง ทั้งรูปธรรมและนามธรรม อ่ < เซ น เชื่อมโยงกันเป็นกระแสของเหตุปัจจัย แล่นโยง ถึงกันหมดจะทําให้เกิดปัญญา รู้เห็นธรรมชาติตาม ความเป็นจริง ไม้ติดขัด รู้ความเป็นธรรมดาของ ” 4, บปรากฏการณ์ หรือเหตุการณ์ที่มากระทบเราว่า มัน < ลซร ส3 2๓4๑4 | เปัจเจ้ง เป็นเช่นนันเอง เมื่อรู้เท่าทันความเป็นเช่นนันเอง จิตก็เป็นอิสระ หลุดจากความบึบค้นของความต้อง เกร 1๑๑ซ่. เท ซืออ้น รีส การให้เป็นอย่างอื่น เมื่อหลุดจากความบีบคัน ก็มี ล” 2 ซ่า ความสงบ มีพลัง และมีความลุข จิตที่ไม่สงบและ ซี = ง ว บั้นทอนเกิดจวกการไม่รู้เท่าทันสิงทังหลายตาม ความเป็นจริง ณิ ส เมื่อมีปัญญารู้เท่าทันสิงทังหลายตามความ กวง ก ล ฯ เป็นจริงก็หลุดจากความบีบคัน เป็นอิสระ สงบ มี ความสุข มีพลัง เป็นอันว่า ปัญญา ความเป็นอิสระ ความสงบ = 0 1 = ความสุข ความมีพลัง เป็นเรื่องเดียวกัน (๐) การรู้เห็นธรรมซาติตามความเป็นจริง เร ส เพ 2 ขอทวนกลับไปตามทิ่กล่าวข้างตันว่า การรู้ อย่างเชื่อมโยง กับ การคิดอย่างเป็นกลาง มี ปฏิสัมพันธ์ส่งผลถึงกัน ทําให้มีปัญญารู้เห็นธรรม- = ส ๆ = ซั สรี "อ ชาติตามทีเป็นจริง ตรงนีเป็นเรืองทิสําคัญ ขอให้ อ่านซั้า ๆ ทบทวนไปมา เพราะยังอาจยากที่จะเข้า ใจ เพราะเราเคยชินกับการรู้แบบแยกส่วน และคิด ง, "ต อย่างไม่เป็นกลาง ถ้าพยายามฝึกให้เข้าใจตรงนี้จะ = จ่ =. ถุ เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเองอย่างถึงรากถึงโคน เปลี่ยนสภาพเป็น เป็นอยู่ด้วยปัญญา อิสรภาพ ความสงบ ประสบความงาม มิตรภาพ ความสุข และพลังสร้างสรรค์ อันไพศาล 4 4 2 - เรืองนีจะได้อธิบายประกอบและเพิ่มเติมใน ตอนต่อไป อิทัปปั๊จจยตา การคิดอย่างเป็นกลางและเชื่อมโยง ฮั. ส ง 4 ส ล5 ตอนนี่ต่อจากตอนทีแล้ว เพื่อยกเรืองอิทัป- สคใจปต เรื่อนักรรรนะร ปัจจยตาขีนมาให้เด่น เพื่อผู่การรับรู้ จินตนาการ และจิตสํานึก จนเป็นปกติชรรมดา เพราะการเข้า = - = ถึงอิทัปปัจจยตาจะเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดของ มนุษย์ ให้เข้าถึงธรรมหรือความเป็นธรรมดา ไม่ ติดขัดทางปัญญา มีอิสรภาพ มีเมตตา มีบรมลุข ความหมายของคําว่า “อิทัปปัจจยตา” อิทะ แปลว่า นี้ ปัจจยตา ความเป็นปัจจัยให้เกิด หรือปัจจยา- การ โดยศัพท์หมายถึง นี้ทําให้เกิดนี้ =+ นี้ทําให้ เกิดนี้ -» นี้ทําให้เกิดนี้ --+... หรือความเป็นกระแสของเหตุปัจจัยที่ผลักคัน กันต่อๆ ไม่มีจุดเริ่มตัน ไม่มีจุดสิ้นตุด กระแลของ ปัจจยาการ เป็นมา และเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เป็น ธรรมชาตินิวันตร นี้คือความจริงตามธรรมชาติ คือ การเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง (อนิจจัง) ไม่ หยุดนิ่งอยู่กับที่ (นิจจัง) เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ตามกระแลของเหตุปัจจัยที่หนุนเนื่องอย่างไม่ขาด สาย ไม่มีดัวตนโดยเอกเทศที่คงที่ตายตัว นั่นคือ เป็นอนัดตา เมื่อไม่มีตัวตนโดยเอกเทศที่คงที่ตายตัว ทุก อย่างจึงสัมพันธ์เชื่อมโยงถึงกันอย่างเป็นพลวัด (สหกลกบ๐ ว่ก166-๐๐ททอ๐๐16สก๐58) ตลอดทั่วทั้ง สากลจักรวาลและเลยจักรวาลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด มนุษย์ เพราะความไม่รู้หรือถูกมายาตดิเข้า ครอบจงํา จะเห็นสิ่งต่างๆ เป็นส่วนๆ โดยเอกเทศ และตายตัว โลกหรือชรรมชาติสําหรับบุคคลโตย ทั่วไป เป็นก้อนๆ เป็น คน สัตว์ ต้นไม้ ก้อนหิน ภูเขา นม่น้้า แยกส่วนดายตัว ซึ่งไม่ดรงต่อความเป็นจริงที่เป็นกระแสตลื่นที่ เชื่อมโยงถึงกัน และกระเพื่อมไหวเปลี่ยนแปลง โดยทั่วดลอด ไม่มีอะไรไม่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน ถ้าเห็นและคิดแบบเป็นก้อน ก็จะเข้าไปติดใน ก้อน ไม่สามารถเชื่อมโยงต่อเนื่องไปอย่างอิสระ ตามความเป็นจริง ทําให้สะดุดหรือติดขัดทางปัญญา เมื่อสะดุดหรือคิดขัดก็บีบคั้น เปรียบประตุจใน ระบบไหลเวียนเลือด ถ้าเลือดไหลเวียนโดยไม่ ติดขัดก็จะเกิดปรกติภาพ แต่ถ้ามีเลือดที่เป็นก้อน กีตขวาง หรืออุดตันทําให้เลือดไม่สามารถไหล เวียนได้คล่องอิสระ (กิ๒๐ มื๐๒) ก็จะเกิดตวามไม่ ปรกติขึ้น กระแสความคิดอย่างเป็นกลางคล่องอิสระ ไม่ ติดขัด ก่อให้เกิดอิสรภาพ หลุดพันจากความบีบคั้น เกิดปรกติภาพ หรือความสุช นิทานเรื่อง ดากับยายปลูกถั่วปลูกงาให้หลาน เฝ้า เป็นตัวอย่างง่ายๆ ของอิทัปปัจจยดา คือ 2 เจ้ เณๆ ดากับยายปลูกถัวปลูกงาให้หลานเฝ้า. หลานจึงร้องไห้ไปหาแมว ให้ช่วยจับหนู จ ( ล 3 หลานไม่เฝ้า กาจึงกินถั่วกินงา . : แมวบอกว่าธุระอะไรของข้า ยายมายายต่า ตามาตาดตี: : .'3 - : .หลานจึงร้องให้ไปหาหมาให้ช่วยกัดแมว หลานจึงร้องไห้ไปหานายพราน:' ให้ช่วยยิงกา. 2 หมาบอกว่าธุระอะไรของข้า นายพรานบอกว่า, ธุระอะไร้ของขั?: ร น 5 หลานจึงร้องไห้ไปหาช้างให้ช่วยกระทึบหมา หลานจึงร้องไห้ไปหาหนู ให้ชัยกัดสายธนหายพราน: ช้างบอกวิวธุระอะไรของข้า : หนูบอกว่าธุระอะไรของข้า:: .หลานจึร้องไห้โปหาแมดงหวีให้ช่วยไปตอมตาช้าง แมลงหวิไปดอมตาช้าง .-+.ช้างไปกระทืบหมา -+ หมาไปกัดแมว =+ แมวไปจับหนู -+ หนูไปกัด สายธนูนายพราน -+ นายพรานไปยิงกา =+ กาไม่มากินถั่วกินงา -+ ยายมายายไม่ด่า ตามาตาไม่ดี (อ) ( การรู้เห็นธรรมชาติตามความเป็นจริง แล ง ว เค ก นีเป็นตัวอย่างสนุก ๆ คือ เหตุปัจจัยทีผลักดัน กันเป็นต่อ ๆ หรืออิทัปปัจจยตา แต่อิทัปปัจจยตา ก็เป็นจริงกับทุกสิงทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ นอกตัว ธรรมชาติในตัว หรือธรรมชาติในตัวกับ จฉะ 4 ซ่ ๑2 นอกตัวที่เชือมโยงกัน เช่น ค 8 "ล: เพราะมีโลก =» จึงมีสสาร =+ เพราะมือนิน- ทรียสาร -+ จึงมีอินทรียสาร -+ เพราะมีอินทรีย- สารจึงมีพืช =+ เพราะมีดวงอาทิตย์ พืซจึงได้พลัง งานมาสังเคราะห์แสง -+ เพราะมีการสังเคราะห์ แสงจึงมีการปล่อยออกซิเจนมาตสู่อากาศ =-+ เพราะ มืออกซิเจนในอากาศจึงมีสัตว์ที่ใช้ออกซิเจน =-+ 9 4' = ง ร สัตว์ทีใช้ออกซิเจนปล่อยคาร์บอนไคออกไซด์สู่ อากาศ -+ เพราะมีคาร์บอนไดออกไซตด์ในอากาศ พืชเอาไปสังเคราะห์อาหาร --+... จ เป็นกระแสของเหตุปัจจัยเช่นนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ดวงอาทิตย์ แสงแดด พืช สัตว์ ออกซิเจน คาร์บอน- ไดออกไซด์ มนุษย์ เมฆ นํา เมือง ซนบท คนในเมือง ๆ - เด ๆ คนในชนบท ล้วนเชือมโยงเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน เษ. เซี 2 เศ6 คนไม่รู้จะไม่เห็นความเชือมโยงสัมพันธ์อันยาวไกล เช่น รู้จักน่าแต่เพียงก๊อกนําในห้องนํา ไม่เข้าใจ ฯ อร ความสัมพันธ์ของนําในบ้านยาวไกลไปจนถึงต้นน้า จ. ฆ ๕| ง ๑ ะ ง ลําธาร และป่าอันเป็นแหล่งกําเนิดของนํา ผู้คนที อาศัยอยู่บนตันนําลําธาร การรักษาป่าของคนต้นนํา ในร ะ ลําธารเป็นบัจจัยให้มีนําในก๊อกน้าในบ้านเรา คนใน เมืองสัมพันธ์กับชนบท เพราะชนบทผลิตอาหารและ «| 1 9 เง "ด ส ช่, เป็นแหล่งของวัตถุและพลังงาน มาเลียงเมือง ถ้า ชนบทมีปรกติภาพก็เป็นปัจจัยให้เมืองมีสุขภาวะ ถ้าซนบทแตกสลายทางสิงแวดล้อมก็ดี ทางสังคุม เศรษฐกิจก็ดีย่อมกระทบเมือง เช่น ขาดแคลนอาหาร ขาดแคลนนํา และพลังงาน คนในชนบททะลักเข้า มาอยู่ในเมืองทําให้เกิดความแออัดยัดเยียดในเมือง และปัญหาเมืองสารพัดอย่าง ถ้าเข้าใจอิทัปปัจจย- ตาต้องจัดให้องค์ประกอบต่าง ๆ สัมพันธ์กันอย่าง "ด = ง ก, 5, เกือกูล ตวามคิดแบบแยกส่วนทําให้พัฒนาแบบ แยกส่วน อันนําไปสู่ทุกขสัมพันธ์หรือความสัมพันธ์ ซ่.-. เ / 2 7. = ทิขัดแย้งหรือทําลายกัน ทําให้สังคมเจ็บป่วยและ วิกฤต การดํารงชีวิตแบบแยกส่วน และการเรียนโดย เอาวิชาที่แยกส่วนเป็นวิชา ๆ ไม่ทําให้เข้าใจความ เป็นอิทัปปัจจยตาชองสรรพสิ่ง และทําให้เกิดการ พัฒนาแบบแยกส่วน เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจที่ เอาเงินเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับ ชีวิต จิตใจ ครอบครัว ชุมชน วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ จึงเกิดวิกฤต วิกฤตการณ์ของมนุษย์ ในปัจจุบันเกิดจากความเข้าใจแบบแยกส่วนและ พัฒนาแบบแยกส่วน เพราะไม่เข้าใจอิทัปปัจจยตา แห่งความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง เหมือนตาบอด คลําซ้างโดยไม่เห็นซ้างทั้งตัว อิทัปปัจจยดาจะช่วย ให้เห็นซ้างทั้งตัว เรื่องในตัวก็เป็นอิทัปปัจจยตว และเมื่อเข้าใจ อิทัปปัจจยตาก็หมดปัญหาระหว่างเรื่องนอกตัวกับ ในตัว ระหว่างวัตถุกับจิต ระหว่างกายกับใจ เพราะ สิ่งเหล่านี้ไม่แยกจากกันเป็นส่วน ๆ ตายตัว แต่เชื่อม โยงเป็นปัจจยาการต่อกัน ตามหลักอิทัปปัจจยตาที่ เรียกว่าร่างกายก็ประกอบด้วยของต่าง ๆ ที่มาจาก ธรรมชาติ ที่เรียกว่าดิน น้้า ลม ไฟ หรือธาตุต่างๆ ที่มาประชุมกันอยู่ในรูปที่ติดต่อเชื่อมโยงแตกเปลี่ยน กับสิ่งแวดล้อมตลอดเวลา เช่น หายใจเอาออกซิเจน เข้า ปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์ออก กินธาตุอาหาร ต่าง ๆ เข้า และปล่อยชองต่าง ๆ ออกทางอุจจาระ ปัสสาวะ ธาตุต่าง ๆ เหล่านี้ แลกเปลี่ยนเวียนวน ระหว่างมนุษย์ พืช สัตว์ และธรรมชาติแวดล้อม เมื่อ ความมีชีวิตยุติ ธาตุต่าง ๆ ที่มาก่อรูปเป็นกระดูก เนื้อ หนัง ปอด ดับ ไต ไส้ พุง ก็สลายกลายเป็นชธาตุ คืนสู่วงจรธรรมชาติ อณูที่อยู่ในตัวเรากีอาจเคลื่อน ไหวย้ายไปเป็นส่วนหนึ่งของไส้เดือน งู หนอน ไวรัส แบคทีเรีย อากาศ เมฆ เพราะทั้งหมดล้วนเชื่อม โยงสัมพันธ์กันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ตามหลักอิหัปปัจจยตา กายกับจิตก็ไม่ได้แยก จากกัน จิตกับสิ่งแวดล้อมก็ไม่ได้แยกจากกัน ทั้งหมดเป็น “กระบวนการ” หรือ 0600656 ที่เชื่อม ต่อถึงกัน ไม่ใช่แยกเป็นของสําเร็จรูปตายตัว หรือ เจชัน0ะ คนทั่วไปมักจะเห็นสิ่งต่าง ๆ เป็นของ สําเร็จรูปดายตัว ไม่เห็นเป็นกระบวนการที่หนุน เนื่อง อิทัปปัจจยตาไม่มองเห็นเป็นของสําเร็จรูป ตายตัว แต่เห็นเป็นกระบวนการที่หนุนเนื่องไม่ ขาดสาย จิตจึงไม่ใช่ดวงอะไรที่สําเร็จรูปตายตัวที่ ล่องลอยไปจุติ แต่จิตเป็นกระบวนการที่มีเหตุปัจจัย หนุนเนื่อง เช่น เพราะตาเห็นรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ตาเป็นกาย เป็นของในตัว รูปเป็นของนอกตัว จักชุวิญญาณคือการรู้ทางตา วิญญาณหรือการรู้ เป็นอาการอย่างหนึ่งของจิต เกิดขึ้นเมื่อดากระทบ รูปเป็นปัจจัย จักขุวิญญาณไม่ได้ดํารงอยู่เองโดย ไม่มีเหตุปัจจัย เพราะตากระทบรูปเป็นปัจจัยจึงยี จักขุวิญญาณ เมื่อดาเห็นรูปและรู้รูป (วิญญาณ) ก็เกิดความรู้สึกว่าชอบหรือไม่ชอบ ความรู้สึก (เวทนา) เป็นอาการอีกอย่างหนึ่งของจิต ชอบ หรือไม่ชอบก็เอาไปจําไว้ (สัญญา) การจําเป็น อาการอีกอย่างหนึ่งของจิต และก็เกิดการคิดปรุง แต่ง (สังขาร) ประกอบด้วยเจตนา เป็นต้น การ คิดก็เป็นอาการอย่างหนึ่งของจิต ในกระบวนการของจิตที่ประกอบด้วยการร (วิญญาณ) ความรู้สึกสุขทุกข์ (เวทนา) ความจํา (สัญญา) การคิด (สังขาร) ก็เกี่ยวข้องอยู่กับ อวัยวะ รับสัมผัส ระบบประสาท ระบบสมอง อันประกอบ ด้วยสารต่างๆ เป็นจํานวนมาก อันรวมเรียกว่าภาย หรือรูป จิตจึงเป็นปรากฏการณ์หรือกระบวนการที่ เกิดขึ้นคราวหนึ่ง ๆ จากเหตุปัจจัยที่แล่นต่อ ๆ กัน ตั้งแต่รูปภายนอยกระทบกายภายใน และเกิด กระบวนการของจิต จิตจึงไม่ใช่ควงอะไรที่ดํารงอยู่ โดยเอกเทศ แต่เป็นกระแสของเหตุปัจจั: ยที่หนุน เนื่องกันในแว้บหนึ่ง ๆ จิตเมื่อกี้กับจิตขณะนี้ก็เป็น ตนละตวงแล้ว เพราะมีเหตุปัจจัยหรืออิทัปปัจจย- ตาต่างกัน ความเข้าใจว่าจิตเป็นดวงที่สําเว็จรูปตายตัวกับ ว่าจิตเป็นกระบวนการตามหลักอิทัปปัจจยดา มี ๒ ความสําคัญค่อทําทีและการกระทําของมนุษย์ ถ้า ว๑กจ ดี่จําเงื จิตเป็นดวงที่สําเร็จรูปตายตัวจะคิดเรืองจิตแบบ แยกส่วนจากพาย และจากสิงแวดล้อม นําไปสู่การ ปฏิบัติแบบแยกส่วน แต่ถ้าจิตตามหลักอิทัปปัจจย- ดาเป็นกระแสของเหตุปัจจัยที่หนุนเนื่อง จิตกับ กายและสิงแวดล้อมก็จะเชือมต่อกัน ไม่แยกส่วน เป็นมนุษย์กับสิงแวดล้อม ไม่แยกกายกับจิต ภาย- ใจ-สิงแวดล้อม เป็นเรืองต้องทะนุบํารุงทุกจุดและ มีผลถึงกัน เป็นการพัฒนาแบบบูรณาการ ไม่แยก เป็นส่วน ๆ คนเป็นอันมากคิดว่าจิตคือวิญญาณ ง ห ก "จ ส344 <| แบบล่องลอยไปโน้นมานี เข้าโน่นออกนี ซึงเป็นการ ๑ ๕ = 4 «| ๑ ๕. 9, เด คิดถึงจิตทีเป็นตวงสําเร็จรูป การทําอะไรต้องคิดถึง ไว ณุ ๕๑ ๕์4ฯ= =ุ= เร อํานาจสิงศักดิสิทธิที่มีอิทธิพลเหนือวิญญาณ นํา ว ณี = ยล - ค ว ไปสู่การพึ่งพิงอํานาจ ไม่พึงพิงตนเอง ซึ่งไม่ได้ผล ๑ูส2 ๑ชู = 0 "๓ ซ่ จรงหรอจรงยงยน จิตตามหลักอิทัปปัจจยตาที ตา จ =่ 9 จ, ย เชื่อมโยงกับกายและสิงแวดล้อมจะนําไปสู่การ กระทําได้ด้วยดนเอง จิตเองหรือที่กายหรือที่สิง = 0 4 ๐, ! แวดล้อม เป็นหนทางแห่งการพึงตนเอง อํานาจอยู่ : 9 ที่การกระทําหรือกรรมของดนเอง จ ง ง = ปัญหาอย่างหนึ่งของมนุษย์คือการคิดไม่ครบ แล้วทําไปเฉพาะส่วน แล้วไม่ได้ผล รถยนต์ต้องมี ว " น จ. ส 4 ร ส่วนประกอบครบจึงจะแล่นได้ ฉันใด เรื่องอื่น ๆ ก็ ณ ปปี สม 2 ด ๆ ซ่ ซ้. ฉันนัน ทีต้องมืองค์ประกอบครบทั้งระบบเรื่องนันๆ จึงจะตําเนินไปได้ การติดแบบอิทัปปิจจยดาว่า อะไรทําให้เกิดอะไร อะไรเป็นปัจจัยให้เกิดอะไร ๆ ซ 2 2 ณี, ง = ๆ อย่างเดียวกับที่เรียกว่าทําแผนที่ความคิด (อบัก๕ ซ่ ล ะ ลบ0โย8) พยายามคิดเชือมโยงกันให้ครบทังระบบ มะ ปัญญาก็จะแตกฉาน นําไปสู่การเห็นทังระบบหรือ เร. 2. ไร 1 ว ส 9๑ใจป2. ทั้งหมด นําไปสู่การสร้างระบบซึงจะทําให้กิจการ ว เ เร ? 3๓4 นัน ๆ ดําเนินไปได้อย่างเรียบร้อย ประดุจรถที่มี ส่วนประกอบครบเพียงแต่ไขกุญแจสตาร์ตรถ กลไก ะ 2. ซ่ เ ๓ ทั้งหมดก็ทํางานเชือมโยงกันทําให้รถวิงไปได้ การ = =. อ ะ เ= คิดแบบอิทัปปัจจยตาจะเชื่อมโยงไปทั้งหมดไม่คิด ขัด ทําให้เกิดปัญญาเห็นองค์รวมหรือระบบชอง ฆ่ เร เ2 เรองนน ๆ ทงระบบ เง 4 ในระบบใดระบบหนึ่ง มีผู้เกี่ยวข้องอยู่ด้วย ว เ- 4 เล ว =: เฆ เพ ๕ : ธิ ร ร่ เง อ 2 5 เจ 9 ม. เร ะ เ= ร๊ เ= ธ์ ค ๒ร เซญี อ ๕ ว ร ว ก ธี = จํานวนมาก ไม่ว่าจะเป็นองค์กร หรือเรื่อง เช่น เรื่องชนบทหรือระบบชนบท มีผู้คนและองค์กร เกี่ยวข้องมากมาย การที่ระบบนั้น ๆ หรือเรื่องนั้น ๆ จะดําเนินไปได้อย่างได้ผลดี ต้องการการเรียนรู้ อย่างมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดใน การปฏิบัติ (โท1๐1๒๐ผูห๐ 1อลเทฑ์ทร ฝั้หอง1 ล๕ต่อก) งานต่าง ๆ มักไม่ประสบผลสําเวร็จ เพราะขาดการ เรียนรู้รวมกันในการปฏิบัติ แต่ทําโดยใช้อํานาจสั้ง การ หรือโดยการใช้ความรู้สําเร็จรูปตายตัว ถ้าใช้หลักอิทัปปัจจยตาเข้าไปจับงานของ องค์กรหรือระบบต่าง ๆ จะขึ้นกับเหตุปัจจัยที่หนุน เนื่องและเชื่อมต่อกันมากมาย แต่ละแห่งแต่ละ ขณะไม่เหมือนกัน ต้องมีการเรียนรู้ไนการปฏิบัติ จึงจะทําได้ถูกต้อง การใช้อํานาจสั่งการหรือการใช้ คววมรู้สําเร็จรูปเป็นเครื่องมือทํางานจึงไม่ได้ผล เพราะไม่ใช่การกระทําด้วยการรู้ความจริง การฝึก อบรมก็ไม่ได้ผล เพราะการฝึกอบรมคือการเอา ความรู้สําเว็จรูปตายตัวสงไปบอกเล่า แต่ไม่ใช่การ เรียนรู้จากความเป็นจริง การเรียนรู้ขององค์กรหรือ ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดเป็นปัจจัยแห่งความ สําเร็จ นี่ก็เป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตา ความ เป็นชุมชนหรือการรวมตัวร่วมคิดร่วมทําเป็นไปตาม หลักอิทัปปัจจยตาแห่งสัมพันธภาพของคนทั้งหมด การใช้อํานาจสั่งการหรือการใช้ความรู้โดยการเรียนรู้ เป็นการแยกส่วนและแยกตัวจากความเป็นจริง เรื่อง ความเป็นชุมชนอันเป็นกุญแจของการแก้ปัญหา ทางเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธวรม สิ่งแวดล้อม การเมืองและสุขภาพ ตังจะได้กล่าวต่อไป และการ เรียนรู้ขององค์กร (๐ลญ์7๑5์๐อม โอณ์ก8) เป็น ไปดามหลักอิทัปปัจจยดา ความไม่ถูกใจในบุคคลและเหตุการณ์อย่างใด อย่างหนึ่งเป็นปัญหาใหญ่ข องมนุษย์ เป็นปัญหาที่ เกิดเป็นประจําและรบกวนความเป็นปรกติของจิตใจ ที่ทําให้หงุดหงิด รําคาญ ไม่พอใจ โกรธ เกลียด และ นําไปสู่ความขัดแย้งและรุนแรงได้ ที่เป็นตังนั้น เพราะเราเข้าไปมีปฏิกิริยาต่อบุคคลและเหตุการณ์ ว คคคร ะ ร นัน ๆ ด้วยอารมณ์มากกว่าด้วยปัญญา ด้วยอารมณ์ "ว < ก็คือเราเอาใจของเราเป็นดัวตัง เมื่อบุคคลหรือ เหตุการณ์ไม่เป็นไปตามที่ใจของเราตังหรือยืดมั่น ก็ไม่ “ถูกใจ” แล้วเกิดอารมณ์หงุดหงิต รําคาญ ไม่ พอใจ โกรธ เกลียด เพราะเรายืดมั่นในตัวตนของเรา 4 ส -@ เชื. จ, แต่การที่บุคคลหรือเหตุการณ์จะเป็นอย่างใตใน 4 - 5 ส %/ ขณะใดขณะหนึ่งมีเหตุปัจจัยหนุนเนื่องดามหลัก รื่อ: . ง อิทัปปัจจยตามาเป็นอันมาก เช่น บุคคลใดบุคคล ค เซ ว =. = ”. หนึ่งหน้าดา รูปร่าง ผิวพรรณ อุปนิสัยใจตอ จะเป็น ว ร 1ล ส ๑ เด” อย่างไรขินอยู่กับยืนหรือกรรมพันธุ์ที่ถ่ายทอดมา =. สั «ม = จากบิตามารตา ขีนกับการคลอต สิงแวดล้อม และ การเลี้ยงตู อันแตกต่างกันไปในแต่ละครอบครัว ย ซี ซั. อ แต่ละช่วงเวลา และขืนกับวัฒนธรรมของกลอุ่มชน ว เล ๑ จ๕ว 4 : เฉ/ นัน ๆ เป็นต้น เหตุปัจจัยเหล่านีมีมากที่ส่งผลให้ ง น ว 3 บุคคลกลุ่มใดเป็นอย่างโดอย่างหนึ่งโดยรวม ตาม อ เพเอิจาโอชี้. วัฒนธรรมที่เขาเติบโตชื่นบมา และโดยเฉพาะของ แต่ละปัจเจกบุคคล จนกระทังไม่มีใครในโลกสองคน ที่เหมือนกันเลย แม้แต่ลูกแฝดตไข่โบเดียวกัน และ ศศ ๐. | มนุษย์ก็มีจริตหรือลักษณะนิสัยใจคอแบ่งออกเป็น ง ”- อ อ ถึง 9 ประเภทใหญ่ ๆ ที่เรียกว่า “นพลักษณ์” ( โปรด จ, ส ลั. อํานรายละเอียดในบทที่ อ หน้า 71-73) ฉะนัน ใน ความเป็นจริงบุคคลไม่เป็นไปตามทีเราหวัง แต่เป็น ไปตามอิทัปปัจจยดาของเหตุปัจจัยเหลือคณานับที่ ส่งให้เขาเป็นอย่างนัน นันคือความจริงหรือสัจธรรม 1 เค เ" ' =- ที่เราหวังจะให้เป็นอย่างนั้นคือความไม่จริง ความ จริงไม่เป็นไปอย่างนัน ถ้าเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับบุคคลหรือเหตุการณ์ ด้วยปัญญา คือรู้หลักอิทัปปัจจยตาว่าบุคคลหรือ เหตุการณ์จะเป็นเช่นไร เพราะมีเหตุปัจจัยให้เป็น “ว วคลณี | เล เช่นนัน ทุกอย่างมีเหตุผลทีจะเป็นเช่นนัน ปัญญา ย ' วา จะทําให้เรารู้เท่าทันความเป็นเช่นนันเอง ว่ามัน ซั จ เป็นเช่นนีเอง หรือตถตา เราอาจอุทานในใจว่า อ้อ ตถตา ๆ มันเป็นเช่นนันเอง เป็นอุทานด้วย เด ส [ ": ความรู้เท่าทันหรือด้วยปัญญา เมือมีปัญญารู้เท่า ทันความจริงก็เป็นอิสระ ไม่เป็นทุกข์หรือถูกบีบค้น ด้วยความไม่ถูกใจ ถ้าฝึกให้เห็นอิทัปปัจจยตาของสรรพลิ่งทั้ง ๕ ดนอ = เส หลายไว้เป็นเนืองนิตย์ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงโน 9 ชะ. "ว: เรไว ตัวเอง จากการเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิงทั้งหลาย โดย เอาตัวเองจากการมีความหงุดหงิด รําคาญ ไม่พอใจ โกรธ เกลียด เป็นเจ้าเรือน ไปสู่ความเป็นปรกติ หรือความอิสระ หรือความสงบ หรือความสุขยิง เด 3 นัก การหลุดพันจากความทุกข์หรือความบึบค้น ต๑ซ้ ใจ2๑ว ๆ ไปลู่ความสุขเกิดขึน เพราะเข้าใจอิทัปปัจจยตา หรือ ล ซี 2 ซ่ ความเป็นกระแสของเหตุปัจจัย หรือความจริงทีเป็น ลเว ลว้ว เช่นนันนิจนิรันคร อิทัปปัจจยตาจึงเป็นกฎของ - - น ซี ธรรมชาติที่ปรากฏในธรรมชาติทุกสิงทุกอย่วง หรือ น2 =ส4 เด เป็นพระเจ้าในคติที่มีพระเจ้า หรือความสูงสุด ความเกลียดเป็นปัญหาใหญ่ของมนุษย์ ไม่ว่า ส ก ส จะเกลียดคน เกลียดสัตว์ เกลียดสภาพ หรือเกลียด เชิงเผ่าพันธุ์ ความเกลียดรบกวนความเป็นปรกติ สุขของจิตใจ และนําไปสู่ความรุนแรงต่าง ๆ มาก มายในโลก มนุษย์ไม่สามารถเอาซนะความเกลียด ได้ เพราะความยืดมัน ไม่เห็นความเป็นอิทัปปัจจย- ตา ถ้าฝึกให้เห็นความเป็นอิทัปปัจจยตาไว้เนื้อง ๆ ความเกลียดจะต่อยลดน้อยลง มีความเมดตตาเช้ามา ค1 = ๓ ป แทนที่ เมตตาหรือมิดตะ หรือมิตรภาพต่อบุคคล และตรรพสิ่งเป็นสภาพของจิตใจที่ให้ความปีติ ความ งาม ความชูใจ ความเป็นอิสระ และความสุขอันล้า = ลึก เมตตาเป็นเครื่องค้้าจุนโลก เมตดาจึงเป็นหลักของศาสนาต่าง ๆ เพราะเป็น คุณค่าที่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์อย่างเกื้อกูล สรรพ สิ่งควรเกื้อกูลกัน เมตาจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ไนการ อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ความโกรธ ความเกลียด หรือ โทสะกับความโลภ เป็นข้าศึกของความเมตดา โลก ที่ขับเคลื่อนด้วยโลภจริต ย่อมมีโทละจริตเป็นเจ้า เรือน ขับใล่ความเมลดตาออกไป โลกที่ชาดความ เมตตาเป็นโลกที่ขาดความเกื้อกูลต่อกัน เป็นโลกที่ มีทุกขสัมพันธ์หรือสัมพันธภาพด้วยการทําลาย ทําให้โลกเครียดและวิกฤต การปลูกความเมตตา 4 7 ฒ ล2 จึงเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของมนุษย์ การเข้าถึงอิทัป- "1 ข่ = ปัจจยตาเป็นเครื่องมือส่งเสริมความเมตตา เพราะ ๑ เว "ว ๆ ไ ทําให้หลุดพันจากความบีบคันไปสู่ความเป็นอิสระ ส ๓=๑= 8 @/ บุคคลเมื่อมีอิสรภาพจึงเมตตาได้ ”-: ร9 «= ง. ง ตามที่กล่าวมา จึงเห็นไต้ว่าหลักอิทัปปัจจยตา ว ญ่ ศค หรือการคิดด้วยความเป็นกลาง หรือมัชณิมาปฏิปทา ร =ซวร6 . “- นีเป็นวิธีที่ทําให้ปัญญาแล่นตลอดโดยไม่ติดขัด เป็น = ส ๕ ม 6 ไร - วิทยาศาสตร์ เป็นจิตศาสตร์ เป็นจริยศาสตร์ทีเซือม โยงถึงกันหมดและนําไปสู่การลดละความเห็นแก่ตัว = - ๒: ง ง วิทยาศาสตร์อย่างที่รู้จักกันไม่สามารถปลดปล่อย ว - ง ซ้ เว บุคคลไปสฮู่อิสรภาพได้ เพราะเรียนแต่เรืองนอกตัว จ ๑ตอร- ลั. < ะ แต่หลักอิทัปปัจจยตานีนํามาใช้ในการเรียนรู้ให้ เว น ณ่ 4. ๆ รู้จักตัวเอง และความเชือมโยงระหว่างภายในตัว ฒ ๕ เก เดละ ๕ . 3 กับสิงนอกตัวด้วย ถ้าเข้าถึงความเป็นอิทัปปัจจยตา ของสรรพสิง ก็สามารถเรียนรู้ทุกสิงทุกอย่างได้โดย เฒ ลั จ๊ะ. ะ| ไม้ติดขัด ทั้งรูปธรรมและนามธรรม เช้าใจความเป็น เช่นนั้นเองของบุคคลและเหตุการณ์ รู้เหตุปัจจัยของ ปัญหา รู้การดับสาเหตุของปัญหา บรรลุอิสรภาพ งั๊การดบสาเหตุ มุ ความสุขอย่างลําลึก ความเมตตาอันไพศาลเป็น ปัจจัยแห่งความหลุดพัน และการสร้างระบบการอยู่ ร่วมกันด้วยสันติ ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์ กับธรรมชาติ ๕ ง ข้าใจเรื่องลิทัา ฉะนัน ควรศึกษาทําความเข้าใจเรืองอิทัป- ปัจจยคาจนเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นกระบวน การของอิทัปปัจจยตาจนทายใจหรือคิดเป็น = =. -! อิทัยปัจจยตา เพราะอิทัปปัจจยตาเป็นเครื่อง มือปลดปล่อยท่านไปสู่อิสรภาพ ความสุข และ ง ความสําเร็จ ดังพรรณามาด้วยประการฉะนี่ ๑ จ] การรู้เห็นธรรมขา เป็นจริง ดตามความเ (๒ ณั งม่ บทท5 การรู้ตัวเอง ประเวศ วะสี ความผิดพลาด อันยิ่งใหญ่ของ การเรียนรู้ใน ปัจจุบัน คือไม่เรียน รู้ให้รู้ตัวเอง เรียนแต่ สิ่งภายนอกมากมาย ซึ่งแม้เรียนให้เก๋งเท่าไร แต่ถ้าไม่รู้ตัวเองแล้วก็แก้ปัญหาไม่ได้ หรือกลับยิ่ง สร้างปัญหามากขึ้น มนุษย์วิกฤตเพราะเหตุนี้ การ เรียนรู้ให้รู้ตัวเองไม่ได้แปลว่าสิ่งนอกตัวไม่สําคัญ ตามหลักอิทัปปัจจยตา สิ่งนอกตัวและในตัวเชื่อมโยง สัมพันธ์ และเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน แต่ตัวเราเอง โลก มีความ รู้สึกชอบไม่ ซอบ มีความ ๓ลคิ๑ ซึเอว์ นกคด มเจตจานง และมีการกระทําต่อโลก การไม่รู้ตัวเองจึงเป็นการ พร่องทางปัญญาและมีผลร้ายอย่างมหาศาล ทั้งต่อ ตนเองและต่อโลก ณ 9 สัส====. ว ๑@> ส่ เรื่องตัวเองนีมีวิธีรู้หลายอย่าง วิธีรู้เพื่อการ ปฏิบัติ เพื่อให้เกิดการพัฒนาตัวเอง คือวิธีมองว่า ชีวิตประกอบด้วยขันธ์ 5 หรือเบญจขันธ์ [ๆ ญจขันธ์ ขันธ์ หมายถึงกองหรือการรวมกันเป็นหมู่ (๕๕๒๐8ม65) ชีวิตประกอบด้วย 5 หมู่ หรือ 5 ขันธ์ คือ 1. ร่างกาย เรียกว่า 2. ความรู้สึกสุขทุกข์ เรียกว่า 3. การจําได้หมายรู้ เรียกว่า 4. การคิดปรุงแต่ง ' เรียกว่า 5. การรู้ เรียกว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ -1 -- =นาม เป็นผู้รับรั ผูรบวรู้ ๑ ร 6 ว๕. ว| อ เฉ๑งย้. เร ซะ 4 เจ 5 เ= 5 ธี เส =% เฒ ๐ ๕ เว เร ไว เซ ด เ= 4 วั ๐..4 ง เม,/ 5”, เรื่องนีเป็นเรืองไม่ยาก ถ้าเข้าใจแล้วจะเป็น เรื่องสนุกและมีประโยชน์มาก คนรุ่นใหม่พอเห็น ไง ซ ! ๑ - เล ซี ฯ คําบาลี เช่น เบญจขันธ์ ก็คิดเป็นเรืองล้าสมัย ปฏิเสธ ไม่ยอมสนใจต่อไป เพราะติดการนิยมแบบฝรั่ง เลย ทําให้พลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย ซาวพุทธจะรู้จักและพูดจนติดปากว่า ขันธ์ 5 ประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ๒ ใดรันได้ ซออิ ท550 ถ้าทําความเข้าใจศัพท์เสียนิดก็ไม่เป็นการยากอะไร = งร้ง บ เพราะเรามีเหล่านี้อยู่แล้วในตัว 0, ง, ฉ่ รูป หมายถึงร่างกาย หรือส่วนที่เป็น ฆ. เท เว วัตถุของร่างกายทั้งหมด เฟ กศี , อ เวทนา ไม่ได้แปลว่านําสงสาร แบบที่พูด กันว่าน่าเวทนา แต่หมายถึงความ ะจัก ไข่ว รจึกสฑูหรือกรัฐ รู้สึก ไม่ว่าจะเป็นรู้สึกสุขหรือรู้สึก แรืดรจี ห ุ ทุกข์ หรือรู้สึกกลาง ๆ ไม่สุขและไม่ ทุกข์ ภาษาบาลีเชาเรียกว่า สุขเวทนา ทุกรเวทนา อทุขมสุขเวทพนา (ความ ว่า | ขา รู้สึกที่ไม่สุข ไม่ทุกข์) สัญญา 'ไม่ได้แปลว่าให้สัญญา หรือ [๕๐๒บ์5๐ แต่ว่าการจําได้หมายรู้ หรือความจํา 4 เฑ เพื่อให้ง่าย จ, ที่นี้ไ เว ซ่ สังขาร ในที่นี่ไม่ได้แปลว่าร่างกาย (บาง ไอวร่- ครังแปลว่าร่างกาย) เพราะรูปหมาย ค จ ร = ถึงร่างกายไปแล้ว สังขารหมายถึง การคิด บางทีก็ว่าการคิดปรุงแต่ง = ง 3 4 = วิญญาณ ไม่ได้หมายถึงดวงที่เที่ยวไปจุติ หรือ ๑.ส่2 9 ” ไปเกิดที่นันที่นี่ คนไทยมักจะเช้าใจ วิญญาณในลักษณะนัน แต่ไม่ใช่ วิญญาณในความหมายของพุทธ ศาสนา วิญญาณหมายถึงการรู้ ค ถ้าตาเห็นแล้วรู้เรียกว่ารู้ทาง ซอคคเว ตา หรือจักขุวิญญาวณ ถ้าหูได้ยินแล้วรู้เรียกว่าโสต วิญญาณ เป็นต้น วิญญาณจึงมีวิญญาณทางดา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายและ ทางใจ สุดแต่รู้มาจากทวงใด เวทนา สัญญา สังซาร วิญญาณ เรียกว่านาม หรือใจ ชีวิตจึงประกอบด้วยรูปกับนาม หรือกายกับ ใจ ใจหรือจิตนันประกอบด้วยความรู้สึก ความจํา - - เ- 5 การคิต การรู้ โปรดสังเกคว่าจิตไม่ใช่สิงที่มีอยู่ เพวา %/ เซ ซ่ = 9 สําเร็จรูปดายตัว (โปรดย้อนไปดูเรืองอิทัปปัจจยตา "ง ศุ ” ในบทที่ 4) แต่เป็นกระบวนการหรือเป็นปรากฏ- (ต2 คง = ๑=.๕ณะ ป เอ การณ์ชัวชณะหนึ่งๆ มีการเกิดชีน ตังอยู่ คับไป ดังนี ๓ 1. ผัสสะหรือสัมผัส กระบวนการจิตเริมจากผัสสะหรือสัมผัส ๓ ว ฮ่น. ร สัมผัสระหว่างของเป็นคู่ ๆ ดังนี อายตนะภายใน อายตนะภายนอก คือ ตา กับ รูปสัมผัส รูปหมายถึงสิ่งที่เห็น หู กับ เสียง จมูก กับ รส กาย กับ โผฏฐธัพพะ ทกายหมายถึงร่างกาย โผฏฐัพพะ หมายถึงสิ่งที่สัมผัสด้วยกาย เช่น ความ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ใจ กับ ธรรม หรือธรรมารมณ์ ครงนี้ต้องการ คําอธิบาย คือ 5 คู่สัมผัส ตั้งแต่ 1-5 คือตาจนถึง กาย เป็นการสัมผัสกันด้วยของทางวัดถุ จับต้องได้ เช้าใจง่าย แต่ใจก็เป็นเครื่องรับสัมผัสเหมือนกันเช่น บางขณะเราไม่ได้รับสัมผัสอะไรจากภายนอกเลย ไม่ว่าทางตา หู จมูก ลิ้น หรือกาย แต่ใจเกิดรับรู้ ขึ้นมา เช่น นึกถึงภาพผู้หญิงที่เคยเห็น เรียกว่ามี ผัสสะระหว่างใจภับภาพผู้หญิงที่เคยเห็น (ขณะนั้น ไ [มีผู้หญิงคนนั้น หรือรูปของผู้หญิงคนนั้นให้ 5%- สัมผัสด้วยตา) แต่เป็นการสัมผัสด้วยใจ ภาพของ แร จดจงค้ว 9๑ ซึ้งชี้คดใด4 เสจื่อภณ ผู้หญิงคนนั้นมาจากความจํา สิงที่ถูกไจรับรู้ เรียกว่า เณปั “สสุ ธรรมารมณ์ ผัสละด้วยใจมีเสมอในเรืองนัน เรื่อง "อ อ ง นี้ และทําให้คิดปรุงแต่งไปได้มากมาย เว ก ญ ๓ ๕ =. ช้างอวัยวะรับสัมผัส คือ ตา หู จมูก ลิน กาย ใจ ะ =ซ ง ร = - นันบางทีเรียกว่าอายตนะภายในบ้าง เรียกอินทรีย์ 6 บ้าง หรือสพายตนะ (สพ = หก) เซโซซี - ก 5 ช้างสิงทีรับรู้หรือสิงทีมากระตุ้นหรือเร้าให้รู้นัน เรียกว่าอายตนะภายนอกบ้าง บางทีเรียกว่า อารมณ์ เ" ว ส = เจ็ช์ สังเกตตรงนีว่า อารมณ์ไม่ได้หมายถึงอารมณ์ตี เซซ์ ร " น (ต = อารมณ์ไม่ดีทีตรงกับ ๐๓๐แอก แต่อารมณ์หมายถึง ฉัจตึ้กกรัรๆาสือง ทลิ้ ๓ ว สิงที่ถูกรู้ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ นั้นคืออารมณ์ ซ ๑@ ส »สซ่.ว่ เค วับ เมือสิงท็ถูกรู้เป็นเรืองทีปรากฏกับจิต เรียกว่าธรรมา- รมณ์ - ในสัมผัสมืองค์ 3 ฒ ม 4 6! ง, ในสัมผัสที่กล่าวว่ามีอายตนะภายนอกกระทบ สู๑ = ว อายตนะภายใน เป็น 2 องค์ ที่จริงมีอีกองค์หนึ่ง ๑2 เฑ เล เกิดขีนพร้อมกัน คือวิญญาณ เช่น เมือตากระทบรูป - - ว่ ( ซ่ 2 ภาญญาณควาการรู ทเรยกวา จกขุวญญาณ ตอการร ทางตาเกิดขีนพร้อมถันด้วย เว จ เพราะฉะนัน ผัสสะ = อายตนะภายใน + อายตนะภายนอก + วิญญาณ ๑ = ล ณ์ 9 จ วิญญาณเกิดพร้อมผัสสะ เครื่องรับผัสสะมี 6 วิญญาณก็มี 6 คือ จักขุวิญญขาณ ๑= กถารรู้ทางตา โสตวิญญาณ »๑= การรู้ทางหู ฆานวิญญาณ »= กรารรู้ทางจมูก ชิวหาวิญญาณ »>= การรู้ทางลิ้น กภายวิญบญาณ »* การรู้ทางกาย มโนวิญญาณ- = การรู้ทางไจ ถ้าเข้าใจอย่างนี้จะได้เข้าใจวิญญาณให้ถูกต้อง และมีประโยชน์ว่า วิญญาณไม่ใช่ดวงที่เที่ยวลอย ะล่องไปหลอกคนนั้นคนนี้ หรือไปจุติ นั่นเป็น วิญญาณแบบนาคพระโขนง ไม่ใช่วิญญาณแบบ พุทธ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ในครั้งพุทธกาล มีพระภิกษุองค์หนึ่งเที่ยวไป พูตว่า “มีวิญญาณไปจุดิ” มีพระไปทูลฟ้องพระพุทธ บู น่ หอ ง เจ้า พระพุทธเจ้าตรัสให้เรียกภิกษุนันมาเฝ้า แล้ว ถามว่า “เธอพูคว่าวิญญาณไปจุติหรือ” ภิกษุนัน รับว่าใช่ พระพุทธเจ้าทรงตําหนิว่า “เธอโมฆบุรุษ เฟ "ลี ตถาคตไม่ได้สอนอย่างนัน” ซ= ส ๓ ๑ ๑ เๆ วิญญาณที่เป็นดวงไปจุติขัตกับหลักพระพุทธ ซ๊ , ส๓๕ ส2๓๕๑ ซี ศาสนา ดวงแบบนน คือมีตัวตนเป็นนิจจัง มีความ สําเว็จรูป หลักทางพุทธศาสนามองว่าทุกอย่างเป็น กระแสของเหตุปัจจัย วิญญาณหรือจิตก็เป็นกระแส เว ๆ จ ด ของเหตุปัจจัย ไม่ใช่มีตัวดนที่แน่นอนตายตัว ผัสสละเป็นกระบวนเริมต้นของจิต 2. เวทนา = รู้สึกชอบ/ไม่ชอบ/เฉย ๆ เมื่อมีอะไรกระทบ หรือผัสสะ ก็จะเกิดความรู้สึก สุขหรือชอบทุกข์หรือไม่ชอบ หรือเฉยๆ หรือกํากวม ไม่แน่ว่าชอบหรือไม่ชอบ ถ้าชอบก็อยากได้อีก อยาก ได้มาก ๆ (ตัณหา) ถ้าไม่ชอบก็อยากให้สภาพนั้น หมดไป (วิภวตัณหา) จะเห็นได้ว่าเวทนาเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่ตัณหา หรือไปสู่ปัญหา 3. สัญญาว = ภารจําได้หมายรู้ จากผัสสะสู่เวทนา แล้วก็จะเอาไปจําไว้ หรือ กล่าวได้ว่าประสบการณ์แค่ละอย่าง จิตจะไปจําไว้ ผี ว 9 ง เช้น เด็กเห็นเทียนครั้งแรกไม่รู้ว่าอะไรก็เอามือไปจับ (ผัสสะ) เกิดทุกขเวทนา คือรู้สึกทุกข์เพราะความ ร้อน ก็เอาไปจําไว้ว่าถ้าจับเทียนจะมีความทุกข์ ถ้า อนเซีร เล ม ซ่อรัศ ๑, เห็นเทียนอีกก็จะไม่จับเพราะรู้ ทีรู้นี้มาจากความจํา 4. สังขาร = การคิดปรุงแต่ง การที่จะเอามือไปจับ หรือไม่เอามือไปจับนั้น ต้องผ่านการคิดและการมีเจตจํานง เจตจํานงนี้ก็ขึ้น กับเวทนาและสัญญา ก่อนรู้ว่าเทียนร้อนต้องการจับ หลังจากรู้ว่าเทียนร้อนและเมื่อเห็นอีกจําได้ ก็ไม่ ต้องการจับ การต้องการหรือไม่ต้องการนั้นเกิดจาก ะ เม 5 ฐิ ร 5 ว ฬ เจ 5 ซ้ แว ว เว ข้างตันนี้คือกระบวนการทํางานของเบญจขันธ์ อย่างย่นย่อเพื่อให้เข้าใจง่าย จะได้เข้าใจปรากฏการณ์ ของจิต ยกตัวอย่างเช่น ประธานาธิบดีคสินคัน ซึ่ง มืการศึกษาดี ฉลาด และตํารงดําแหนังระดับสูง เมื่อ ตามีผัลสะกับรูปของโมนิกา ดวินสกี้ เกิดความพอใจ เกิดคัณหาอยากสัมผัสให้ลึกซึ้งไปกว่านั้นอีก คัณหา ผลักคันให้กระทําอะไรลงไป ซึ่งมีผลดามมาอย่าง มหาศาล จากเวทนาไปลู่ตัณหามันเกิดเร็วมาถ แบบสายฟ้าแลบ ไม่ทันรู้ตัว ยับยั้งไม่หัน คลินตัน มี ความรู้มากและฉลาด ทําไมจะไม่รู้ว่า ทําอะไรลงไป อย่างนั้นใน ทําเนียบ น ขาว อาจจะ เกิดผล อะไรตาย มา แตล่ ความรู้และ ตล หา จตยรมุจ ความฉลาด 1ล 118 5 ทั่ว ๆ ไปไม่ %0 6 4สณ์ สามารถขับยั้ง ก จุด๕จ: ตัณหาซึ่งมีพลังแรง กัดหนัตัญิ มาก ณ์ เป็นการยากที่มนุษย์จะ อ หลุดพันจากอํานาจของตัณหา ตัณหาได้ก่อผลเสียหายร้ายแรงต่อมนุษย์ ต่อ สังคมและต่อสิ่งแวดล้อม จนกล่าวได้ว่าโลกวิกฤต เพราะตัณหา มนุษย์ยีการศึกษามากมาย แต่เป็นการศึกษา นอกตัว ถ้าไม่ศึกษาให้รู้ตัวเองแล้ว ไม่สามารถป๊อง กันทารกระทําเพราะตัณหาได้ เพราะคัณหาเกิดเร็ว มากแบบสายฟ้าแลบ ไม่ทันรู้ตัว ทําให้อับอั้งไม่คัน ถ้ารู้ตัวก็ยับยั้งทัน มนุษย์สามารถฝึกให้รู้ตัวเองได้ มนุษย์เป็น สัตว์ประเภทเดียวที่สามารถเห็นหรือรู้จิตตัวเองได้ ลือรู้ตั้งแต่รู้เวทนา ว่ากําลังชอบหรือไม่ชอบ รู้ว่า กําลังคิดอะไรก็ได้ ปรกติเบญจขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันเชื่อมต่อกันทันทีออก มาเป็นความชอบไม่ชอบ โกรธ เทลียด กลัว ดํา ดตี ฆํา ปรากฏแก่เราอย่างนั้น โดยเราไม่ทันรู้ตัวว่า ละไรเกิดขึ้น แต่ถ้าเราหัดพิจารณาตัวเองโดยแยก แยะว่าประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา จังชาร วิญญาณ ใว้บ่อยๆ ให้ ชํานาญ เราก็จะเห็นตัว เองเป็นรูป เวหนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มาก ขึ้นเรื่อย ๆรู้ เท่าทันมาก ขึ้น และฝึก ให้รู้ความ 8 รู้จิก (เวหนา) และรู้ความ คิดได้ ครง เวหนานั้น เหมือนประตู เรา %6 ภู่ต@ # แล ส 0 0 จเมารัส” สถามาท ซ่ 00 สามารถดักตรงประตู 'ได้ คือเราเฝ้าตรงผัสละ 5* หรือเฝ้าประตู ซึ่งมีศัพท์ เรียทว่า อินฑวรียสังวร คือเราลังวร หรือระวังระไวตรง อินทรีย์ 6 คือ ตา หู จมูก จิ้น กาย ใจ เราก็ยับลั้งคัณหาและการกระทําตามอํานาจ ของคัณหาได้ คนทหั่ว ๆ ไปรวมทั้งประธานาธิบดีคถินตัน ศึกษา เล่าเรียนวิชาต่าง ๆ มาก แต่นําจะไม่เคยเรียนเรื่อง อินทรีขสังวร จึงควบคุมตัวเองไม่ได้เมื่อเกิดตัณหา โหตอนต่อไปจะกล่าวถึงการฝึกให้รู้ตัวเอง การฝึกให้รู้ตัวเอง (การเจริญสติ) การเจริญสติเป็นทางอันเอกที่ทําให้เกิด อิสรภาพหอุตพันจากความบีบคั้นของกาลเวลา และบาปกรรมทั้งปวง ประสบความสงบ ความ งาม ความสุข มิตรภาพ และพลังแห่งการเรียนรู้ และสร้างสรรค์ อย่างหาที่เปรียบไม่ได้ มนุษย์ไม่ควรเกิดมาทั้งทีแล้วไม่รู้จักการ เจริญสติ การเจริญสติคือการฝึกไห้รู้ตัว ความรู้กับรู้ตัวไม่เหมือนกัน มนุษย์มักเรียน รู้ให้มีความรู้ซึ่งก็เป็นประโยชน์ส่วนหนึ่ง แต่ ขาดความสมบูรณ์ ถ้าไม่เรียนรู้ให้รู้ตัว ความรู้ ยังเหมือนสิ่งนอกตัว แต่ถารรู้ตัวนั้นเป็นเรื่องใน ตัวแท้ๆ ที่ว่ารู้ตัวนั้น ตัวประกอบด้วยกายกับจิต การเจริญสติ คือการฝึกให้รู้กาย และให้รู้จิด การรู้จิตนั้นยังแบ่งออกเป็น 3 คือเวทนา จิต ธรรม ในทางวิชาการเมื่อพูดถึงการเจริญสติ มัก พูดกันจนคล่องปากว่า เจริญสดิให้รู้ใน 4 เรื่อง คือ ภาย เวทนา จิต ธรรม ทั้ง 4 เรื่อง แปลว่า มีบหาสติทั้ง 4 หรือมหาสติปัฏฐาน 4 คือมีดติ อยู่ในฐานทั้ง 4 หรือในทุกเรื่องเกี่ยวกับตัวหมด- แล้ว ถ่อนจะเข้าไปสู่การเจริญสดิในเรื่องทั้ง 4 ขอกล่าวให้เข้าใจเป็นเบื้องต้นว่า””: การเจริญสติคือการระลึกรู้' ปรกติเราจะคิดอยู่ตออดเวยว คิดจนเครียด เหนื่อย' ลับสน ฟุ้งขํานทุกิข์ความทุกข์เกิด: จากความคิด บางครั้งหลับไปเพื่อจิตจะได้พัก มาก็เหนื่อย « ไม่รู้ว่ากําลังก้าวเท้าช้ายหรือเท้าขวา หรือไม่รู้ว่า รถกถ้าลังจะชนแล้วขณะข้ามถนน เพราะจมอยู่ ในความคิด เมื่อไม่มีสติ คือไม่รู้ตัวจึงเกิดอุบัติ - เหตุได้ง่าย อุบัติเหตุทางกายเห็นใด้ชัด แต่ที่ร้าย แรงกว่าแค่เราไม่รู้คืออุบัติเหตุทางใจ เมื่อการรู้ตัวเข้ามาแทนที่จะหยุดคิด หรือรู้การคิด เมื่อหยุดติดจะสงบ คือสงบจากความคิด เกิดความสุข เพราะความทุกข์เกิดจากความคิด เกิดอิสรภาพ คือการหอุดพันจากความบีบคั้น ของการคิด การติดกับการรู้ตัวจะแทนที่ซึ่งกันและ กัน คือขณะคิดจะไม่รู้ตัว ชณะรู้ตัวจะไม่คิด ไม่ได้แปลว่าเราจะฝึกไปเป็นไม่คิดเลย แต่ เพื่อให้สามารถควบคุมการคิตได้ว่าเมื่อไรจะคิด เมื่อไรจะไม่คิด และคิดอย่างไรจึงเป็นประโยชน์ ไม่ใช่ควบคุมการคิดไม่ได้ เลยถูกการคิดทําร้าย อยู่เรื่อย ต่อไปนี้คือการเจริญสติในเรื่องทั้ง 4 1ะ การเจริญสติให้รู้กาย (ภายานุ- ปัสสนาสติ) การมีสติรู้กาย หมายถึงรู้ในกายทั้งปวง เช่น หายใจเข้า หายใจออก ย่างก้าว ยืน เดิน นั่ง นอน ที่นิยมใช้มาแต่โบราณ คือการฝึกให้รู้ กายใน 2 เรื่อง คือให้รู้ดมหายใจเข้าออก เรียก ว่ายวนาบานสติ (ปานะเป็นว่าลมหายใจ อานา- ปานะ แปลวํา ลมหายใจเข้าออก) กับให้รู้อาการ ของการเดินที่เรียกว่า เดินจงกรม อานาปานสติภาวนา (ภาวนาแปลว่า เจริญหรือทําให้เกิด) " . *#“ ปรกติเราหายใจเข้าออกอยู่ตลอดเวลา แต่ เช่นไม่รู้ว่ากําลังหายใจเข้าหรือหายใจออก" เราไม่รู้ เพราะเราอยู่ในความคิด การฝึกไห้รู้ลม % “' การเข้าถึงคววมจริงทั้งหมด หวยใจเข้า ลมหายใจออก จึงทําได้ทุกแห่ง เพราะมันอยู่กับเราตลอดเวลาอยู่แล้ว : 1.' การฝึกคือเอาใจไปไว้ที่ลมหายไข ให้รู้: ว่าลมกําลังเดินทางเข้าที่จมูก เคลื่อนลงไป ในตอและลงไปในท้อง ที่จริงลงไปในป้อดแต่ จะรู้สึกเหมือนลงไปในห้อง ความจริงกาย วิภาคจะเป็นอย่างไรไม่สําคัญ ให้จับ์ความ รู้สึกที่สมฝ่านตามรู้อ่มหายใจ เริ่มจํากเข้า ' กําลังเข้าไปจนตุด บางคนกําหนตรู้ว่า “เข้า หนอ” ค่าว่า 'หนอ” หมายถึงการรู้เมื่อหายใจ ออกก็ตามรู้ลมหายใจออท ตั้งแต่เริ่มออกจน สุดสาย อาจกําหนตรู้ว่า "ออกหนอ” ฝึกซ้าๆ ถ้ามันหลุดไป คือหอุดจาก การฐู้ก็อย่าไปโกรช นึกว่าเป็นธรรมดา เพราะ เราเตยซินอยู่กับการคิต คือจิตจะอยู่ในภูมิ หรือบ้านของมัน. คือการคิดหรือจินตาลัย (จินตะ = คิด : อาลัย = ที่อาศัย). มันจะหลุด กลับไปที่เดิมของมันเรื่อย เมื่อรู้ตัวว่าหอุด จากรู้ลมหายใจก็จับกลับมาใหม่'.ให้มารู้อยู่ กับตมหายใจเช้ว-ลมหายใจออก:.ได้เท่าไร เอาเท่านั้น.อย่าไปโกรธ์ อย่าไปหงุดหริด เป็นการสนุกที่ได้ท่ดลองกับลัวเอง# บางคนไช้การบริกรรมพรือทารนั กํากับไปด้วย”เพื่อช่วยให้สามารัถดึงจิ! กับปัจจุบัน'คือลมหายใจ เช้า“ลมหายไจอยท5 ธิ เช่น หายใจเข้า บริกรรมวํา พุท หายใจออก “ บริกรรมว่า โธ คือ เข้าพุท: ออกโธเหรือนับ“ คือเข้า 1: ออก: เข้า 2 ออก25ะเข้า'ซออัท. หมายไว้ค่า ๆ' โร่น5 ชาิค้าได้6 ะเฎิล จึงขยายเป้าหมายให้ลูงขึ้น: เมื่อฝึกไป ล ก็จ๊ะรู้อยู่กับล: ขึ้นเรื่อง เลรง่รชรา1ว อื่นๆ ของจิตมายขึ้นเป็นจําดับสมมีต(65 การเดินจงกรม การเดินจงกรม คือการเดินเด่นโดยมี สติรู้อยู่กับการก้าวเดิน จะเดินเล่นหอังอาหาร หรือเดิน สลับกับการเจริญอานาปานตดิ หรือ เตินเวลาใดๆ ก็ดี เมื่อยกเท้าช้ายก็ให้รู้ว่ายก เมื่อย่างทีรู้ว่าย่าง เมื่อเหยียบก็รู้ว่าเหยีย เมื่ย ขกเท้าขวาก็ให้รู้ว่ายก เมื่อย่างกีรู้ว่าย่าง เมื่อ | เหยียบก็รู้ว่าเหยียบ เมื่อหยุด ก็รู้ว่าหยุด เมื่อ | หันกลับก็รู้ ถือฝึกให้รู้ทุกอิริยาบทของกาย อานาปานสติกับการเดินจงกรมที่กล่าวมา โดยย่นย่อ เป็นวิธีมาตรฐานมาแต่โบราณ แต่ถ้า เข้าใจหลักการก็สามารถตัดแปลงพลิทแพลงใช้ วิธีอื่น ๆ ได้ ซึ่งก็มีผู้ทํากันอยู่เป็นอันมาก เช่น ดามรู้การพองและยุบของหท้องเมื่อหายใจเข้า และออก เพราะคิดว่าเอาสติเช้าจับง่ายกว่าลม หายใจซึ่งละเอียดกว่า หลวงพ่อเทียน จิดตสุโภ คิดการเอาสติจับอยู่ที่การเคลื่อนไหวของแขน เพราะคิดว่าสติจับอยู่ที่การเคลื่อนไหวของแขน ง่ายกว่าจับที่ลมหายใจ การมีสติอยู่กับกายใช้ได้ทุกกรณีที่เกี่ยว กับถาย เช่น กิน เดิน นั้ง' นอน ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือการทํางาน ในการทํางานถ้าเจริญ สติไปด้วยจะเพลิตเพลินอย่างยิ่งและไม่เบื่อเลย เช่น กวาดบ้าน หรือล้างชาม ก็ให้จิตอยู่กับการ เคลื่อนไหวของแขนและไม้กวาด หรือกับมือ และขามจะพบความอุขอันลัน์เหลือในงานนั้น ๆ หลุดพันจากการบีบคั้นของกา่ละและเทศ=:ไม่“ กลัวต่อการงานทุกชนิด* เพิรัะกรรงาันทุกชนิต” กลายเป็นความอุรไปหอศศิพทร์ ผมเกา ห6 อ. การเจริญสติให้รูเวิทนร' (เวิทนาฬุ- ปัสสนาสติ)- 3 %ฯ2วชาลก8 เมื่อเกิดความรู้สึกใต่ๆก็ต้ามรู้ความรู้สึก" นั้นๆ สุขก็รู้ว่าสุข ทุกข์กีรู้ววีทุกข์โฉยๆ ก็รู้ว่าเฉย- การรู้ทันความรู้สึกหรือเวทนา จะทําให้เวทนาไม่” เชื่อบต่อไปเป็นตัณพระเช่น่ะการกินอ่ะไร่อร์อยก ถ้าไมรู้ทันคัณหาก็จะผลักตันให้กีนีบาโก้:ซ์จนะ/ เกินพอดี แต่ถ้ามีสติรู้หันว์วีอัออร์อิย"เม่อรู้ทันกี6: ะ ค# ซิต ด ง: รู้ความพอดี การมีสติรู้ทันเวทนาจึงเป็นรอยต่อ ซ่ ”. / ล อ ที่สําคัญของมนุษย์ที่จะป้องกันไม่ให้หลุดไปศู่ ซอ เจ "! ล ความไม่ดีหรืออกุศล โลกทุกวันนี่ขับเคลื่อนด้วย อกุศล คือ โลภะ โทสะ โมหะ ไม่เจริญสติแล้ว ะ! 1 5 เป็นการยากมากทีบุคคลจะไม่หลุดเช้าไปสือกุศล 3 4 จ = ไม่ว่าจะมีการศึกษาอื่นๆ มากเท่าใดก็ตาม 3. กรารเจริญสติให้รู้จิต (จิตตานุปัสสนา- สติ) ที่ 2 คําว่าจิตทีเอามาใช้ที่นี่หมายถึงสภาพจิต แช ซีเล ๓ญี เซีโอ๓๓ ภี ขณะที่กําหนตรู้ ว่ามีราคะ มีโทสะ ไม่มีโทสะ มี โมหะ ไม่มีโมหะมีสมาธิ หรือฟุ้งซ่าน หลุดพัน ๑ ไ เว ร 4 ว หรือไม่หอุดพัน ก็ตามรู้จิดในขณะนัน ๆ ว่าเป็น อย่างไร 4. การเจริญสติให้รู้ธรรม (ธัมมานุปัสส- นาสติ) ธรรมในที่นี้หมายถึงหัวข้อธรรม เช่น นิวรณ์ 5” ขันธ์ 5: อายตนะ โพซณงค์ อริยสัจ ธรรม เหล่านี้ปรากฏอย่างไร ก็ตามรู้ธรรมนั้นๆ การมีสติรู้ตัวทั้ง 4 เรื่อง คือ กาย เวทนา จิต ธรรม คือการรู้ตัวทั่วพร้อมทั้งหมด ควรเริ่ม ดันที่การรู้กาย เพราะจับต้องได้ง่าย แล้วก็ตามรู้ เวทนา คือความรู้สึกสุชทุกข์ และก็สามารถดู ความคิดได้ เหมือนมีอีกคนหนึ่งมามองเห็นว่า กําอังคิดอะไร ไม่ต้องไปบังคับความคิดว่าคิดดี ' หรือไม่ดีเพียงแต่ให้เห็นความคิดหรือรู้ความคิด กีจะเกิดคว่ามสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน' ปรุงแต่งไปเกิด ปัญหาต่อไป« การรู้ตัวเอง ๒“7 เด เจ 2 4 =% ะ ธ์ เว3 ล @ =. เฒ ๒ ๕ เวี เร เซ ไวร ต์ ๕ มหาฤษีมเหคโยคี ผู้สอน โปห (โตจง๐กปอดเล ใหงปแนนจก) ที่มา 1 เก ตปนหรัจไห้.๓เนบ]: /แทไฟเกร ที่กล่าวมานี้เป็นการย่นย่อที่สุดเกี่ยวกับสติ มี ผู้อธิบายเกี่ยวกับสติโดยพิศคดารเป็นอันมาก บุคคล ควรถือเป็นหน้าที่หรือมงคลชีวิตที่จะตึกษาและฝึก เจริญสติ เพราะสติมีอานิสงส์มหาศาลที่กล่าวโดย ย่นย่อข้างดัน คือทําให้เกิดอิสรภาพหลุดพันจาก ความบืบคั้นทุกชนิด เป็นการคัดบ่วงกรรมด้วย ประการทั้งปวง ทําให้เกิดความสงบ ประสบความ งาม มิตรภาพ และความสุข ทําให้ใจเป็นกลาง จึง อยู่ในฐานะที่จะรู้เห็นธรรมซาติตามความเป็นจริง เกิดปัญญา การจะเกิดปัญญาต้องการสติ ถ้าไม่มี สติจะเข้าถึงปัญญาไม่ได้ เพราะใจไม่เป็นกลาง ที่ กล่าวมาแล้วเรื่องคิดอย่างเป็นกลางนั้นต้องอาศัย สติช่วย เพราะปรกติบุคคลมือคติด้วยประการต่างๆ ใจไม่เป็นกลาง การเจริญสติทําให้หลุดพันจากอคติ ความคิดเป็นกลาง เข้าถึงปัญญาได้ การสวดมนต์แล้วให้จิตรู้อยู่กับคําสวดก็เป็น การเจริญสติ เมื่อสวดบทสรรเสริญพุทธคุณ ธรรม- คุณ สังฆคุณ จึงอาจเรียกว่าเจริญพุทธานุสติ ธัมมา- นุสตดิ สังฆานุสติ การสวตมนต์นานๆ บทใดก็ได้ ให้ = 2. เอ = = = จิตอยู่กับบทสวดนั้นก็เป็นการเจริญสติ จิตใจสงบ บางสํานักก็สอนให้บริกรรม เช่น สายอาจารย์มัน 9 " วิ เลร ภูริทัดโต ซึ่งรวมอาจารย์มหาบัวด้วย สอนให้บริกรรม เด ล , เ= ฝุ "พุทโธๆ” บริกรรมให้ถิยิบ จนไม่ว่อกแว๋กไปคิดโน่น ๑ ส รู6. อูน ' ส คิดนี ก็ทําให้จิตสงบ บางสํานักก็สอนคําบริกรรมอื่น ซ่ ค มหาฤษีมเหศโยคี ที่สอน โว (โกลตรออตส่อ๓เล] พ ม ๕ 4 2.3=2 = เล , 3สอสแลย์00) นัน ทีจริงก็คือสอนบริกรรมนันเอง แต่ ว ๑ ๑ ง ม ' ส๑ 2 จ่วยคําบริกรรมให้แต่ละคนต่าง ๆ กันตามที่คิดว่า คําไหนจะถูกจริตของแต่ละคน ผู้บริกรรมอาจเลือก 0 9 2 ง ทดลองดูเองว่าคําบริกรรมใดถูกกับจริตของตน ที่ ส ไหน และเมื่อใด ซ่ = ๑ ๆ43 ฯส 4 จ - เรื่องสติกับสมาธิเป็นเรืองที่เชือมกัน สติคือ การตามรู้ สมาธิคือการแน่วแน่ ณ จุดเดียว ถ้าตาม รู้คําบริกรรมทุกคําก็เป็นสติ แต่ถ้าระหว่างนันจิต สงบแน่วแน่อยู่ ณ จุดใดจุดเดียวก็เป็นสมาธิ ท่าน อาจารย์พุทธทาสเปรียบเทียบเหมือนไกวเปลเด็ก เด็กคือจิต ขณะที่เด็กยังผุดอุกผุดนั่ง อาจดกเปลมา ส =รท 8. ง ง เมื่อไรก็ได้ ผู้ไกวต้องตามดูทุกระยะที่เปลแกว่งไป เพื่อให้รู้ว่าเด็กยังอยู่ในเปลไม่ตกลงมา การตามดู ตา " -- 5 ว [ค ทุกระยะทีเปลเคลื่อนไปคือสติ แต่เมือเด็กสงบแล้ว จ ซี :: ลงนอน ผู้ไกวไม่ต้องตามดูทุกระยะ เพียงแต่ดูที - : (" “0 จุดใดจุดเดียวที่เปลแกว่งผ่าน เห็นเด็กยังอยู่ในเปล ก็แน่ใจว่าเด็กไม่ตก การดู ณ จุดใดจุดเดียว นั่นคือ สมาธิ 2 4. ส4 4 อุปมาอุปมัยอีกอย่างหนึ่งเพื่อให้เข้าใจความ แตกต่างและความสัมพันธ์ของสติ สมาธิ ปัญญา " 8 9๑ * เฉ0 ณ/ คือเมือผูกวัวไว้กับหลัก วัวคือจิต ใหม่ๆ วัวยังคีก ตะนองก็จะวิงไปรอบๆ หลัก แต่มันจะวิงไปอย่างไร ซ่ ". ป ๑ = เชือกก็จะตามมันไปเรือย เชือกที่ดามไปนั้นคือ สติ ซ๕ ๒ ๕ 4 เมื่อมันวิงจนหมดแรงเพราะถูกเชือกผูกไว้กับเลา - = ส5 ในที่สุดก็จะสงบลงนอนนิง การสงบลงนอนนิงนัน - " ส 2 ก คือสมาธิ ถ้าวัวตัวนีป่วย ขณะที่มันยังวิงคะนองอยู่ หู งคโง เ ง ก็ตรวจไม่ได้ว่ามันป่วยเป็นอะไร ต่อเมื่อมันสงบนิง ว ร ง แล้วจึงตรวจดูได้ การตรวจดูให้รู้นั้นคือปัญญา สติ ผาราค2 ะ: ศศ๕ล กับสมาธิจึงเป็นฐานให้ปัญญา ปัญญาคือการรู้เท่า ทันความเป็นจริงแล้วลดละการเห็นแก่ตัว - 1 ส ซ่. ง. สติ ที่ร่วมด้วยกับปัญญาทีลดความเห็นแก่ลัว เรียกว่า สับบาสติ 4. เล ง ซี อ สมาธิ ทีร่วมด้วยกับปัญญาทิลตความเห็นแก่ ตัว เรียกว่า สัมมาสมาชิ สมาธิ ถ้าใช้ไปทางอื่นไม่เรียกว่า สัมมาสมาธิ แต่เป็น มิจฉาสมาธิ 1 4 ง = - ฝึกเจริญสติไว้เรือย ๆ จะท่อให้เกิดการเปลี่ยน 6 3 2๑ 4 = -: แปลงในตัวเองถึงรากฐานความรู้สึกนึกคิดจะเปลี่ยน 'ไป ความหงุดหวิดรําคาญจะหายไปหมดเลย ทําให้ เป็นความตุขอย่างบิง คนไดยทัว ๆ ไปจะมีความ ร 2 - ๑ ๆ หงุดหงิดรําดาญเป็นเครื่องรบกวนจิตใจ ทําให้ขาด ความสุข ความหงูดหงิดรําคาญคือความโกรธอย่าง อ่อน ๆ เกิดจากความคิดขัดแย้งกับความเป็นจริง ๑, " ฯ - ย = " ความเป็นจริงมันเป็นอย่างที่มันเป็น แต่เราคิดไม่ ร ๕ = โคอซ่ ง = อยากให้มันเป็น หรือคิดเป็นอย่างอื่น จึงหงุดหวิด ๑ ส่ ล ๑ - ง รําคาญ แต่เมือมีสติ จิตจะเป็นกลางสัมผัสอยู่กับ ความเป็นจริง สงบ เป็นอิสระ มีความลุขอย่างยิ่ง ธี ค ด ๕. มีปัญญาเฉียบแหลม เรียนอะไรก็รู้ง่าย เอาปัญญา มาใช้ทัน พระพุทธองค์จึงตรัสว่าการเจริญสติเป็น เอกะมัดโดหรือทางอันเอก ๑ ตัวเอง “ การรู้ เรื่องจิตและจิตวิญญาณได้ปรากฏในตอนที่ 1 มาแล้วทุกบท เพราะต้องพูดเชื่อม โยงไปในเรื่องของสรรพสิ่ง บทที่ 6, 7 และ 8 ว่าด้วยเรื่องจิต จิตริญญาณ และโพธิจิต หรือจิตระดับสูงอีกครั้งโดยยกเป็นหัวข้อ ความอาจช้้ากับบทต้นๆ บ้า บ้าง แต่เพื่อให้สามารถ อ่านเป็นบทๆ โดยเอกเทศได้ด้วย มนุษย์ประกอบด้วยกายกับจิต ฐิตคือส่วนที่รู้ รู้สึกสุขทุกข์ชอบไม่ชอบ จําได้หมายรู้ คิดมีเจตนา และบงการให้ร่างกายทําตามคว่ามปู้ฐาถนาของจิต จิตจึงมีอํานาจเหนือ กาย กายเป็นวัตถุหรือรูป จิตไม่ใช่วัตถุเป็นนาม ก๊ายที่ไม่มีจิตก็ทําอะไรไม่ได้ ขณะเดียว กัน ถ้าร่างกายแตกตับจิตก็ตั้งอยู่ไม่ได้. เรียกว่าเป็นสภาพซึ่งอาศัยกันและกัน เป็นกาย- จิตตาสมาสัย แต่จิตมีอํานาจเหนือ| ย ดังที่ว่าจิ| เป็นใหญ่ 6 ผลของจิตทั้งต่อตัวเอง ต่อ สังคม และต่อสิ่งแวดล้อม: นั้น จีดสัส่ดัญถึง(พียงนั้น แต่สิ่งที่เรียกว่า . - วิทยาศาสตร์ในรอบ..466.'ีที่ผ่ร เมาไม่ฆ่ .เพราะจับต้องและวัดไม่ได้แม่นยํา แท้ที่จริงทุกคนควรสนใจเรื่องจิต รูจ รูจิตข ตัวเอง และพัฒนาจิต จิตที่พัฒนามีค่ายิ่งกว่า สิ่งใดๆ จิตมีความเป็นอนิจจัง ไม่คงที่แน่นอน จิตของเด็กเกิดใหม่ของเด็กอายุ 2-3 ขวบ ของเด็กวัยรุ่น ของคนเจริญวัย แล๊ะของคนสูงอายุย่ ย่อมแตกต่างกันด้วย ความรู้สึกนึกคิด จิตของคนสมัยหิน ของคนเมื่อ 10,000 ปีก่อน เมื่อ 2,500 ปี กับสมัยนี้ ไม่เหมือนกัน ความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมย่อมแตกต่างกันมาก ในขณะที่กล่าวว่าไม่มีมนุษย์ 2 คนในโลกที่มืองค์ประกอบของยีนเหมือนกันนอกจํากคู่แฝดชนิดไข่ใบเดียวกัน คู่แฝดไข่ ใบเดียวมีดีเอ็นเอซึ่งประกอบด้วยเบส 3 พันล้านตัวเหมือนกันหมดทุกตัว แต่จิตไม่เหมือน กัน เพราะจิตขึ้นกับความเป็นเหตุปัจจัย (ดูเรื่องอิทัปปัจจยตาในบทที่ 2) ทั้งภายในและ ภายนอกอันหลากหลายสุดประมาณ โบราณจึงว่า “นานาจิตตัง” จิตนั้นแต่ละขณะไม่มี เก 5ตล๕เหแท11 (0อหรตโอนรทอ55 เร1 ที่น่าสนใจเกี่ยวกับจิต ๐0๓ตรถไอพรทอ65 หมายถึงจิต 5ร0อ๐๓(แซฑ หมายถึงช่วงกว้างของ ขนาดที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจเขียนเป็นสัญลักษณ์ให้เห็นมโนภาพดังนี้ 3 ฏิ จ้างต่างถื้ “ช่วงกว้างของขนาดของจิต” เป็นอย่างไรลองดูแผนภาพช้างล่างนี้ จิตจักรวาล ? จากจิตปัจเจกซนไปช้างข้ายเป็นจิตของสัตว์ใหญ่ แล้วเป็นสัตว์เล็กลงไปเรื่อยๆ จนถึงทาก ไม่แน่ใจว่ามีจิตหรือไม่ แล้วลงไปถึงชีวิตเซลล์เดียวหรือจุลซีพ เช่น ตัวอะมีบาล่ะมีจิตหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องเป็นคนละสภาพกับจิตของมนุษย์และสัตว์อย่างที่เรารู้จักกัน แล้วลงไปถึงอณูล่ะมีจิต หรือไม่ จากจิตของปัจเจกชนไปทางขวา มีจิตของกลุ่ม คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีวิธีคิดรวมของกลุ่ม ซึ่งแตกต่างกันไป เช่น วิธีคิดของคนเอสกิโม วิธีคิดของคนไทย วิธีคิดของคนอเมริกัน จิตของกลุ่ม นี้คือวัฒนธรรม ซึ่งเป็นจิตที่มีขนาดใหญ่กว่าจิตของปัจเจกบุคคลและมีผลต่อจิตของปัจเจกบุคคล เป็นอย่างมาก จิตของมนุษย์ทั้งโลก (6แอ๒ม| ไปิตส์) ในช่วงต่างๆ ก็ไม่เหมือนกัน เช่น ช่วงที่คิด แบบไสยศาสตร์ ช่วงที่คิดแบบศาสนา หรือในปัจจุบันเป็นช่วงที่คิดแบบวัตถุนิยม ซึ่งในอนาคต จิตโลกก็อาจเปลี่ยนไป และก็มีคนเขียนเช่นนั้นจริงๆ คือ ]รลตลก เขียนหนังสือชื่อ “๐|09ล| ใหง่ก4 (ลก๐5” ถ้ามองช่วงกว้างของขนาดของจิตตามแผนภาพข้างต้น ถ้าคิดต่อๆ ไปอีกว่า ในด้านเล็ก ถ้า เล็กลงไปเรื่อยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จะมีจิตอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างหรือไม่ แต่เป็นคนละสภาพกับจิตของ มนุษย์อย่างที่เรารู้จักกัน แล้วไปในทางที่ใหญ่ล่ะเลยจิตโลกออกไปอีกมีไหม บางคนเชื่อว่ามีเรียกว่า จิตจักรวาล (โปกว๋ท6ก5ม กิริโกส์) คนที่พัฒนาจิตจนจิตใหญ่มากเรียกว่าเป็น รแท67 ๐0๓ร6อ05ต655 'โดย 5๒062๐0ทรต์อนรธ6ร นี้ เมื่อใหญ่มากก็ไปรวมกับจิตจักรวาล และมีคุณสมบัติของจิตเป็นพิเศษ ออกไป บางคนเชื่อว่าทั้งจักรวาลเต็มไปด้วยจิตและจักรวาลเป็นผลของจิต เหล่านี้เป็นความลึกซึ้ง ซึ่งแต่ละคนเลือกที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ตามลักษณะจิตของแต่ละคนซึ่งไม่เหมือนกัน ท่านสันติกโร ผู้นิพนธ์เรื่องจิต และโพธิจิตในบทถัดไปเป็นคนอเมริกัน ซึ่งมาบวซในพุทธ- ศาสนา และเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านได้ช่วยให้เห็นความแตกต่างของการศึกษา จิตของตะวันตกกับตะวันออก ตะวันตกนั้นมุ่งได้ความรู้จากการศึกษาจิตของคนอื่น แต่ศาสนาใน ตะวันออกนั้นมุ่งในการศึกษาจิตของตัวเอง และทําจิตของตนเองให้ดีขึ้น 0 รรชลงคร่ารก่าสวหมาตรรรนหรแหฟรมๆ งหมอฟร ม่ บทท 6 จุต สันติกโรภิกขุ 4 - จิตทัวๆ ไป ๓ รู วงซัป . =ูฒ หากจะเปรียบหนังสือเล่มนี่ทั้งเล่มเป็น จิตคืออะไร เสมือนนวนิยายที่พยายามอธิบายถําเนิตของจักร- วาล โลก สิ่งมีชีวิตบนโลก และมนุษย์ แล้วไซรั นวนิยายเล่มนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่สุดเรื่องหนึ่ง หรือหากจะเปรียบเสมือนเป็นบทละคร โดยให้ไลกนี้ เป็นเวทีละคุรแล้ว อยาทกให้ผู้อ่านลองพิจารณาดูว่า โครบ้างกําลังอ่านนวนิยายนี้ หรือใครบ้างกําลังดู ละคร ใครหรืออะไรกําลังแสดงบทบาทในนวนิยาย ใครหรืออะไร กําลังแต่งบทละคร ใครเล่นเป็นพระเอก นางเอก ใครหรืออะไรตั้งคําถาม ใครกําลังสงสัยอยู่ ใครกําลังคิด คําตอบของคําถามข้างต้นทั้งหมด คือ “จิต” นั้นเอง “จิต” ที่กําลังอ่านเรื่องราวของชีวิตคืออะไร เป็นสิ่งของประเภทไหน มีคุณสมบัติอย่างไร มีศักย- ภาพมากน้อยเพียงใด มีไว้เพื่อทําหน้าที่อย่างไร และ ในที่สุดควรจะได้อะไรหรือเข้าถึงอะไร คําถามเช่นนี้ จะตอบง่ายๆ ก็ได้ หรือจะตอบให้ยุ่งยากสลับซับซ้อน ก็ใด้ แล้วแต่เราจะใช้วิธีไหน ในหนังสือเล่มนี้จะเลนอ มุมมอง “จิต” ในหลายมิติ หลายแง่มุม แต่สําหรับ ในช่วงเริ่มต้นนี้ จะมอง “จิต” ง่ายๆ ว่า ฯ "4. 1. จิตคือสิงทีคิดเป็น ในชีวิตมนุษย์มีการ คิดตลอดเวลา มีการวางแผน มีการนึกคิดว่าชอบ [| ว 8” อะไร ไม่ชอบอะไร จะได้สิ่งที่ชอบมาอย่างไร จะได้ ร= 4 = ได 6 ๑ 2= หลีกเลี่ยงหรือทําลายสิงที่ไม่ชอบอย่างไร คิดถึง อนาคตบ้าง คิดถึงอดีตบ้าง คิดสารพัตเรือง จิตเป็น สิ่งที่มีการคิดหรือคิดเป็น จิตส่วนนี้ภาษาอังกฤษ เรียกว่า “กนักส” = ฯ-: 9 == 2. จิตเป็นสิ่งทีรู้สึกเป็น รู้สึกได้ ในชีวิต 2 เง สฯ เจ๓ ล้ น ฟี มนุษย์หรือชีวิตในทุกระดับจะมีคุณสมบัติที่รู้สึก เช่น = ร >ร4ซา รู้สึกสบาย รู้สึกไม่สบาย รู้สึกร้อน รู้สึกเย้น รู้สึกง่วง "(9รงรัน ร ร.ส จ นอน รู้สึกตืน จิตเป็นสิงทีรู้สึกได้อยู่ตลอดเวลา จิต ว ซั ง, " 4 ๓๓ ส่วนนีเรียกว่า “๐๐๓5๐10น5๓๐55” อีกทางหนึงก็มี 2ส่. ฉุ่ฮ่. ร ๆูๆ๑2๓ 4. 0. สิงที่ถูกรู้สึก สิงที่ถูกรู้สึกนั้นไม่ใช่จิต เรียกว่า “ร่าง กทกาย” ๑ ง ซ่ 4 3. จิตเป็นสิ่งที่จําได้ เมื่อเราพบอะไรใน ส๓ 3 อด สัส คง ชีวิค จิตจะแยกแยะว่า “นี่คืออะไร นี่ซื้ออะไร” การ = "= ซู เ (6 @ แยกแยะและเรยกซืออาศยรองรอยซของสงทเคยพบ มาก่อน คือความจํา โดยอาศัย ตา หู จมูก ลิน กาย . ๑ ห +.อ่ - ใจ จําลักษณะ จําภาพร่วม และจําชื่อ หรือประเภท ๑ช้ “ . ของสิงนั้นๆ จิตส่วนนีเรียกว่า “ทาอ๓๐0/” 4. จิตเป็นสิ่งที่มีอารมณ์ นอกจากคิด - ฒ - 0 ๑ - -' = ง หรือรู้สึกตอสิงค่างๆ จิตมักจะมีปฏิกิริยาอีกแบบหนึ่ง = ง 6 4 ๐| เ ทีเรียกว่าอารมณ์ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่สลับซับซ้อน กว่าจิตในข้อ 2 เมื่อจิตชอบหรือไม่ชอบอะไร จิตจะ คิด หากไม่สามารถคิดได้ จะก่อให้เกิดอารมณ์ต่างๆ ห ๑ = เ = = ตามมา เช่น กลัว โมโห อิจฉา รัก หึงหวง ขีเกียจ ซีเอ ล. ชู จ, ง น้ะ- เป็นต้น สิงเหล่านีมักจะวุ่นวาย แต่มนุษย์ค่อนข้างจะ ร เคช้ซอรรเซอห ซอบเล่นกับอารมณ์เหล่านี จิตส่วนนี่เรียกว่า “0๐๒1” ฉี ส= ว 5. จิตเป็นสิ่งที่รู้เป็น ในชีวิตมนุษย์มี การ 4 ล ฮ่, ย เรียนรู้ มนุษย์เกิดในโลกนีมีความรู้น้อย ไม่ เหมือน ม ส๕ ส8ฯ ฮ่ ง! สัตว์ยื่นๆ ที่มีความรู้ซนิดที่เรียกว่า “สัญชาต - "“ " ว ๕ ญาณ” ค่อนข้างมาวถ แม้มนุษย์มีความรู้แบบนี้น้อย ยุ 5”, 0 ' ส แต่มนุษย์มีศักยภาพในการเรียนรู้สิงใหม่ๆ ขณะที่ก็ ยังใช้สัญชาตญาณเหมือนเลิม มนุษย์สวามารถสั่งสม มแล้ ซั ซ่ ญ่ 2๑. ความรู้ขืนมาได้เรือยๆ และสิงที่สังความรู้ รับความรู้ เซ ชื 2 เก็บความรู้ ใช้ความรู้ ก็คือ “จิต” นั้นเอง ความรู้ เร เก ๓ เหล่านีมีหลายประเภท หลายระดับ ตั้งแต่ความรู้ที่ อ เด, ล- 2 ๒4 โง่เขลา เข้าใจผิด คิดผิด ไปจนถึงความรู้ที่ถูกต้อง :. =, ส๓=สม ฉลาด มีประโยชน์ นําไปปฏิบัติในทางที่ดีที่งามก็มี -- ๕๕๕ : . จึงมีความรู้ระดับเด็กๆ ความรู้ระดับผู้ใหญ่ ความรู้ โค อ ๕«๓ 2 ”- ระดับรางวัลโนเบลก็มีหลายระดับ ทั้งหมดที่กล่าว "*: = = ๓ เซี/ 8 มานีเป็นเรื่องของจิต ในภาษาอังกฤษใช้คําว่า “หนก@” หรือ “ไก1๐116๐1” = ง - 6. จิตเป็นสิงที่อิสระ ตามธรรมชาติจิต เป็นอิสระ ไม่คับแคบ ไม่ดึงเครียด ไม่ยืดคิด ไม่ถูก จํากัดโดยอะไร แต่มนุษย์ส่วนใหญ่พลัดพรากจาก จ 3ส า จิตธรรมชาติ ซึงในบางทีเรียกว่า “จิตเดิมแท้” คน เ=: เซ ส - = มักคุ้นเคยกับจิตหรือชีวิตทีคับแคบ ตึงเครียด วิตก 9. = จ ย, - ม =. กังวล เสียใจ ดีใจ เบื่อหน่าย ตื่นเต้น โมโห อิจฉา - 3 ซ่ เซ. - . ๆ ริษยา หึงหวง และในที่สุดเห็นแก่ตัว ซึงจะทําให้ 7” = ส32== == ซ เสช้. 4 จิตไม่อิสระ การที่ชีวิตเราจะมีอิสระหรือไม่ขึ่นอยู่กับ ๑ .% เซจ ซ่ จิตนั้นเอง จิตส่วนนี้ในภาษาอังกฤษไม่มีคําเรียกที่ ซัตเจน บางทีเรียกว่า “5ฑ์เ” เรื่องของ “จิต” อาจจะมีมิติอื่นๆ อีกมาก ณ่ 7 ๑๑๕ น. . มาย แต่สําหรับการเริ่มตัน ทั้ง 6 มิตินี่ จะช่วยให้ = 4 ง. "ง 4 เ” ณั เรานีกถึงสิงที่เรียกว่า “จิตใจ” อย่างเข้าใจมากขีน ซ่ ๕ = รวัง ต ”. กระนันก็ดาม จนถึงขณะนียังไม่มีศาสตร์ไดๆ ทิจะ “ เซ = นิยวมความหมายของ “จิต” ให้เข้าใจง่ายที่สุดและ ส ๕ห๒ ลึกซึงได้ ว๊. เล ก มาตรงนี่ขอให้ผู้อ่านพิจารณาตนเองว่ากําลัง คิดอะไร ถําลังรู้สึกอะไร จําอะไรได้ มีอารมณ์เช่นใด 50 ฉ่ ง๑ พน. ๑๑66ปรซี่ใจณี2 รู้จักอะไร สิงเหล่านี่มีอยู่และทําหน้าที่ในชีวิตเรา 4 จ %2 4 มอ ตลอดเวลา แต่เรามักไม่สังเกต ไม่สนใจ เลยรู้เรือง ไม่มาก แต่ถ้าหวนกลับมาดูว่า มันกําลังติดอะไร อะไรกําลังคิด มันรู้สึกอะไรอยู่ อะไรรู้สึกมัน มัน จําได้หมายรู้อะไรอยู่ อะไรจําได้หมายรู้ มันเกิด อารมณ์อะไร อะไรสร้างอารมณ์ได้ มันรู้จักอยู่ดลอด มน ขะ เ- ” สส๑ @ูลว ๕ เวลา อะไรรู้จักอยู่ แล้วในที่สุด สิงทีคิด สิงทีรู้สึก สิง สๆ๑ 4 ซี สมจ ท ร เร ที่จําได้ สิงที่มีอารมณ์ สิงที่รู้จักสารพัดอย่าง มันอิสระ หรือไม่ สบายหรือไม่สบาย คับแคบหรือไม่คับแคบ ๓ เร้: เว จงพิจารณาตูให้ดี เพราะสิงนีก็คือชีวิตของเรานันเอง ถ้าเรารู้จักมันก็เท่ากับรู้จักชีวิต แต่ถ้าไม่รู้จักมัน ก็ คือไม่รู้จักชีวิต ไม่รู้จักตัวเองอย่างแท้จริง - 4 9, 7 การที่จิตสามารถสังเกตรู้เรื่องต่างๆ ของตัว ะ ขา=. + เองนัน เป็นคุณสมบัติและศักยภาพของมนุษย์ นอก จ ซึกลิตเวิน๑นได้ซ็กซืร จากจิตจะสามารถนึกคิดเป็นตนได้แล้ว ขณะเดียวกัน จิตยังรู้ตัวว่ากําลังทําอะไรอยู่ นึกถึงแฟนก็รู้ตัว อยาก จะกินขนมก็รู้ตัว ดีใจก็รู้ตัว เสียใจก็รู้ดัว การรู้ตัว เช่น ๒ ล้อเดีไอเลล6ไล้ = นี้ เรียกว่า “สติสัมปชัญญะ” ซึ่งเป็นหน้าที่ของ จิต ' ณิร7 เจ จะอึก สือ๑ระมึก4ูนิกภีเฉิ่ เหมือนกัน “สติ” แปลว่า ระลึก คอระลิกรู้สึกถึงสิง ๕ ซ่ บ - เดินปัญหาซี แก่การพิจารณ - จตกบสมอง ท่านผู้รวบรวมคัมภีร์เก่าๆ ของอินเดีย พยา- ยามหาคําตอบว่า “จิตอยู่ที่ไหน?” หลาย์ท่าน ฯ 4๑2 เล ง = = อธิบายว่าจิตอยู่ในถ้า ซึ่งอยู่ศูนย์กลางหัวใจอีกที ใน เว -- " ยุคกลางของยุโรป ซาวตะวันตกมีความเชือว่า จิตอยู่ 3 4 เกด ชี้ไ ส ก" เว ทีตับ แต่ทุกวันนีบางคนจะซีไปทีหัวใจ อย่างไรก็ดี เจ” ว -- "| ๑= 059 ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่เชื่อว่าจิตอยู่ที่สมอง จิตกับ ฉิเจว่ ฯ - @ ส @ ข่ สมองเป็นเรื่องเดียวกัน หรือคนละเรื่อง หรือเกี่ยว ข้องถันอย่างไร ยังคงเป็นประเด็นที่นักปราชญ์และ 2 = เค ง ง@ 4 ง : นักวิทยาศาสตร์ถกเถียงกันอยู่ แค่สิงที่คนส่วนใหญ่ รวมชาวพุทธด้วยพอยอมรับได้ก็คือ จิตกับสมอง " “สัมปชัณาณะ” ที่กําลังเกิดชื่นไนปัจจุบันขณะ “สัมปชัญญะ” แปล งษ์ จ 4 2 =- 1 9 ๒ ว่า รู้ตัวทัวถึงพร้อม คือรู้ตัวอย่างแจ๋มแจ้ง ไม่มัวเมา สตดิสัมปชัญญะนีเป็นหน้าทีอันสําคัญทีสุดของจิต ถ้า เปง, ผู้อ่านมีสติอยู่ก็จะเข้าใจเรื่องเหล่านี้ได้ไม่ยาก และถ้า ๕ ผู้อ่านใช้สติเป็น ก็จะมีชีวิตทีฉลาดและเรียนรู้เองจน เกิดปัญญาที่เข้าใจสิงต่างๆ อย่างถูกต้อง " ก เศ เกียวข้องกัน แต่เกี่ยวข้องกันอย่างไรนันเป็นเรื่อง ที่สลับซับซ้อน ในโลกวิทยาการสมัยใหม่ นักวิทยาศาสตร์ ด้านประสาทวิทยาคันพบว่า สมองของมนุษย์มี 3 ะ ฮู - " ชั้น ชันในสุด เป็นระบบสมองที่เก่าแก๋ที่สุด เป็น ส่วนสมองที่คนเราไม่รู้สึกตัว ทั้งที่มันทํางานอยู่ ตลอดเวลา ในการควบคุมการหายใจ การเต้นของ หัวใจ การย่อยอาหาร และปรับอุณหภูมิร่างถาย <| รร = - สๆ ๐ เป็นต้น เป็นสมองระดับสัญชาคญาณง่ายๆ ทีไม่ ต้องนึกคิดอะไร แต่ช่วยให้สิงมีชีวิตสามารถเอาตัว รอดมาตลอดวิวัฒนาการ โดยหากิน ต่อสู้ วิงหนี ก 111+1+1+ง3550611117ั0๐0 จิตวิญญาณ 1 ภู ง หรือสืบพันธุ์ นักประสาทวิทยาถือว่าเป็นส่วนสมอง ที่ทํางานระดับเดียวกันกับสมองของสัตว์เลื้อยคลาน จึงมักเรียกกันง่ายๆ ว่า “สมองสัตว์เลื้อยคลาน” หรือ รอ0ยไลก อณะหุท และเพื่อเข้าใจง่ายๆ เราเรียกว่า “สมองตะกวด” สมองชั้นที่ 2 ทํางานคนละหน้าที่กับสมอง ชั้นในสุด ทํางานเกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึกของ เรา เป็นชั้นสมองที่สัมพันธ์กับหัวใจ มีเส้นประสาท โดยตรงระหว่างหัวใจกับสมองชั้นที่ 2 นี้ ซึ่งควบคุม เกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก เซ่น รัก เทลียด กลัว ความรู้สึกนี้ไม่ค่อยมีในตะกวด จิ้งจก กบ ตุ๊กแก แม้ แค่ไก่ และนกทั้งหลาย แต่มีในสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม นักประสาทวิทยาจึงเรียกสมองส่วนนี้ง่ายๆ ว่า กาลกหล]10 อรณ์โต หรือสมองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ในที่นี้จะเรียกง่ายๆ ว่า “สมองแมว” สมองชั้นที่ 3 เป็นสมองที่ทํางานสลับชับซ้อน มากยิ่งขึ้น ไม่สามารถหาพบในสัตว์ชนิดอื่นๆ นอก จากพวก ล๒0๐5 และ |เ0สน่ก1ป (มนุษย์) สมอง ส่วนนี้ทําให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์อื่นๆ เช่น มีความ คิดนึก จินตนาการ รู้จักวางแผน เป็นต้น เป็นสมอง เปลือกนอกหรือ ๓๐๐๐0๐๐% แต่ในที่นี้จะเรียกง่ายๆ ว่า “สมองคน” สมองมนุษย์มี 3 ระดับ สมองตะกวด สมอง แมว และสมองคน ซึ่งทํางานร่วมกัน อาศัยซึ่งกันและ กัน ลองเปรียบเทียบการทํางานของสมองตะกวด แมว และคน ถ้าเราสังเกตดูตะกวด ตะกวดจะเที่ยว หากินอยู่ตลอดเวลา บางทีก็ปืนตันไม้หาไข่นก เจอ อะไรที่นํากินก็ตวัดลิ้นออกไปกินทันที ไม่เคยคิดอะไร มีเสียงดังมันก็หนี มีศัตรูก็ต่อสู้ ถึงฤดูก็ผสมพันธุ์ ถึงเวลาก็นอนหลับ ทําอะไรล้วนเป็นไปโดยสัญชาต ญาณ อารมณ์ความรู้สึก เช่น รัก เกลียดนั้นไม่มี แต่แมวหรือหมาสามารถแสดงอารมณ์ได้ นอกจาก หากิน วิ่งหนี ต่อสู้ ผสมพันธุ์ ตามสัญชาคญาณอย่าง ะกวดแล้ว แมวหรือหมาจะมีความรู้สึกรัก เกลียด กลัว แม้แต่อิจฉาก็มี ทําให้คนมักรักมันเอ็นคูมัน อย่างที่ไม่มีต่อสัตว์เลื้อนคลาน ส่วนมนุษย์นอกจาก ทําอะไรคตามสัญชาตญาณเซ่นตะกวด และมีอารมณ์ ความรู้สึกอย่างหมาแมวแล้ว ยังสามารถคิด วางแผน จินตนาการ ในที่สุดมีศักยภาพที่จะปฏิบัติธรรมจน บรรลุสัจธรรมอันสูงสุดได้ ที่แปลกอย่างยิ่ง บางเวลามนุษย์เรากลับมี พฤติกรรมไม่ต่วงจากตะกวด เที่ยวหากิน หาอาหาร ไม่คิดนึกอะไร เจออะไรอร๋อยก็กิน บางทีสืบพันธุ์ แบบไม้คิดนึกอะไร ขาดความรับผิดชอบ บางเวลา มนุษย์ทําตัวยิ่งกว่าตะกวด เพราะเรารู้อะไรมากกว่า ตะกวด หรือบางเวลาจะคล้ายกับหมาแมว ที่ตามใจ อารมณ์ความรู้สึก รัก เกลียด กลัว อิจฉา หึงหวง แต่ไม่เอาความคิดความรู้แบบมนุษย์มาใช้เพื่อควบ คุมตนเอง หงุดหงิตก็ปล่อยให้หงุดหงิด ตื่นเต้น ก็ปล่อยให้ดื่นเต้น ที่ร้ายยิ่งกว่าแมวหมา คืออารมณ์ ความรู้สึกของแมวของหมาเกิดขึ้นง่ายแล้วก็หาย ง่าย แต่มนุษย์จะแปลก เพราะมักเอาความคิดมาซ้้า เดิมความรู้สึก หาเหตุผลเข้าข้างตัวให้จมอยู่ในความ รู้สึกนั้น ๆ บางครั้งนานเป็นชั่วโมง เป็นวัน เป็นเดือน ซึ่งหมาแมวไม่เป็น และในบางเวลาที่พวกเราเป็นคน มีการคิดนึก วางแผน จินตนาการ ใช้เหตุผล มี การเรียนรู้ตามศักยภาพของมนุษย์ หากก็ยังตัด สินใจทําอะไรลงไปแม้ในขณะที่มีอารมณ์ความรู้สึก เกิดขึ้นและแทรกอยู่ นักประสาทวิทยาค้นพบว่า สัญชาตญาณ แบบตะกวดในสมองมนุษย์นั้นยังคงยังทํางานอยู่ เรื่อยๆ แต่ก็ใช้ความนึกคิดควบคุม ใช้เหตุผลพิจารณา ไปในระคับที่สูงกว่าตะกวดและหมาแมว อย่างไรก็ ตาม นักศาสนาจะไม้มองความเชื่อมโยงระหว่างจิต และสมองเพียงเท่านั้น แต่จะมองในระดับที่สูงยิ่งขึ้น ไปกว่าตะกวด แมว และคน นักวิทยาศาสตร์อาจจะ ตอบว่าไม่มีสูงไปกว่านี้อีกแล้ว เพราะว่ามองแค่ใน ส่วนของวัตถุหรือสมองเท่านั้น ขณะที่นักศาสนา เชื่อว่าชีวิตมนุษย์มีศักยภาพที่สูงกว่าคําอธิบายทาง วิทยาศาสตร์บข้างต้น เป็นจิตที่แสวงหาการตรัสรู้ หรือ การพันทุกข์ หรือบางทีเรียกว่า “จิตวิญญาณ” หรือ “โพธิจิต” ซึ่งจะกล่าวถึงไนภายหลัง อะไรเกิดก่อน? สมองกับจิตเกี่ยวข้องกันอย่างไร อันไหนเป็น เหตุ อันไหนเป็นผล ยังคงเป็นประเด็นคําถามที่นัก วิทยาศาสตร์ นักปราชญ์ และนักศาสนา ยังถกเถียง กันอยู่ นักวิทยาศาสตร์จํานวนมากยังเชื่อว่า เอกภพ หรือจักรวาลได้เริ่มต้นจากจุดเล็กที่สุดก่อน หลังจาก นั้นจึงเกิดบิ๊กแบง แต่ก็มีนักศาสนาหลายศาลสนาที่ถือ วําแรกเริ่มต้นมีแต่พระเจ้า ซึ่งเป็นจิตชนิดพิเศษ แล้ว ก็สร้างสิ่งทั้งหลายออกมาทีหลัง ความเชื่อ 2 แบบข้างต้น เป็นตัวอย่างการเล่า เรื่องทั้งหมดของจักรวาล โลกและชีวิตมนุษย์ ด้าน หนึ่งมีวิทยาศาสตร์ ด้านหนึ่งก็มีศาสนา ในสมัย โบราณ วิทยาศาสตร์กับศาสนาไปด้วยกันได้ โดย ศาสนามักจะมีน้าหนักกว่า ภายหลังในยุครู้แจ้ง (โค๊เไซหแอกตาย) ของยุโรป (ประมาณศควรรษที่ 17- 18) วิทยาศาสตร์ค่อยๆ แยกตัวออกจากศาสนา จน ในที่สุดเรื่องราวของโลกและมนุษย์ในมิติของศาสนา และวิทยาศาสตร์จึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หนังสือ เล่มนี้พยายามจะอธิบายถึงความเชื่อมโยงของความ เชือทั้งสองแบบดังกล่าว ถึงแม้ว่าหลายร้อยปีที่ผ่าน มา วิทยาศาสตร์และศาสนาจะพูดกันคนละภาษามา โดยตลอดก็ตาม ตัวอย่างที่จะอธิบายประเด็นข้างต้นได้ดี คือ เรื่องธาตุ คําว่า “ธาตุ” เริ่มแรกก็เป็นศัพท์ทางด้าน ปรัชญา ทั้งของจีน อินเดีย (ตะวันออก) และกรีก (ตะวันตก) ทั้งนี้พึงระลึกว่าอินเดียกับกรีกมีความ สัมพันธ์กันเป็นเวลายาวนาน มีรากเหง้าวัฒนธรรม และอารยธรรมบางส่วนที่เหมือนทัน) แต่ในมิติทาง วิทยาศาสตร์ ธาตุคือวัตถุภายนอกทีมนุษย์รู้จัก โดย ใช้เหตุผลในการคิดดํานวณ อย่างไรก็ตาม หากเรา นําทฤษฎีวิทยาศาสตร์ปัจจุบันมามองดูธาตุทั้งหลาย ก็จะไม่มีใครแลเห็นได้ เนื่องจากธาตุนั้นมีขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่จะเห็นได้โดย การพิสูจน์ การทดลอง การคิดคํานวณ จนมีทฤษฎี เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “ธาตุ” จัดแบ่งเป็น 100 กว่า ชนิด จัดไว้ในตารางธาตุ (๒๐ท่อส๒๐ !ล016 ๐[ ปํา6 อไอ๓อก(5) เก . 0 » 04 1 ว ป ฉี ๑ ซ% ฒ@ ไรร 2 9 | 4 ในทางศาสนาก็ใช้คําว่า “ธาตุ” เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิงพุทธศาสนา แต่ความหมายจะ ง - ๑ แดกต่างจากความเชือทางวิทยาศาสตร์ ในพุทธ- ณี ล ด ศาสนาสิงทีเรียกว่าธาตุไม่ใช่วัตถุ หรือก้อนวัตถุที่ ฉีกซี่ข๑ปี่ จโครขี้ว เซ เล็กที่สุดที่จะแยกแยะได้เท่านั้น ในธาตุยังมีคุณ- เจ= ว่๑ ม4 . เ= ฒ ๕ ง สมบัติที่จิตรู้สึกได้ สามารถเข้าถึงได้ เรียกว่า เด ส ทร จ “วิญญาณธาตุ” ซึงเป็นผลพวงจากบิกแบงเช่น ณีกาถัง ฑ์ ซิ สๆ. เดียวกัน นอกจากนั้น ยังมีธาตุพิเศษที่ไม่ใช่ทั้ง วัตถุหรือจิตด้วย สําหรับคุณสมบัติทางวัตถุของ “ชธาตุ” ใน เศแซ ฉัศี ซ์ ทางศาสนานันมีดังนี ธาตุดิน-กินเนื่อที่ ธาตุนํา- ฆ่ ง ฒ ส เกาะเกี่ยวได้ ธาตุไฟ-เผาผลาญได้ ธาตุลม-เคลื่อน ร เฉ . ร . = ทีได้ คุณสมบัติทางวัตถุเหล่านี้ไม่เหมือนธาตุใน ความหมายของวิทยาศาสตร์ แต่จิตของมนุษย์ -- ฮัง = ส3-= สามารถรู้สึกได้โดยตรง นอกจากนียังมีธาตุที่เรียก ง = อ ง ง ว่า "อากาศชธาตุ” หรือธาตุแห่งความว่างเปล่า ซง ถือว่าไม่ใช่ทั้งวัตถุและจิต ฒส่ เน”. ร ๓ « ส ่อ « ส เมือใช้มุมมองเช่นนีจะมีคําถามที่สําคัญที่สุด ว อ = = = ว ย” สําหรับมนุษย์ คือ “จิต” เกิดขึ่นอย่างไร หากใช้ = ๑ 9 มุมมองของวิทยาศาสตร์ จิตเป็นสิงที่วิวัฒนาการ ' - ง [ ะ ออกมาจากวัตถุ แต่ถ้ามองแบบศาสนา จักรวาลนั้น วิวัฒนาการมาจากจิต หมายความว่าจิตมีมาก่อน ส3< จ, 6 " : ทเรยกว่า "จิตสากลจักรวาล” (หเห6๕ สมัก4) = ว เร หรือ “พระเจ้า” (๐๐4) นั้นเอง ะ = 0 ศาสนาทั้งหลายมักมองว่าจิตถือกําเนิดขึ้น ว 59 9 เต ๓ ก่อนจักรวาล แล้ววัตถุทั้งหลายก็วิวัฒนาการออกมา - 2 ล จากจิตนัน พุทธศาสนาอาจจะเป็นข้อยกเว้นพิเศษ = ”" เง [ เพราะเป็นศาสนาทีมีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์มาก ง ซ่ เจ 4 เซ =, กว่าศาสนาอนๆ ทงยงสอนเรืองมัชณฒิมาปฏิปทา จซี่ = ทางสายกลางนีอาจจะอธิบาย ทั้งวัตถุหรือรูป และจิตหรือนาม และวิวัฒนาการ หรือทางสายกลาง เด ล จ = 4 ะ ส ๑ พร้อมกัน จนผุดบังเกิดเป็นระบบโครงสร้างที่สลับ เล9 ท อ ฏู ซับซ้อนมากขึ้นตามลําดับ ซึ่งในบทต่อๆ ไป จะ - เล ๑คขั้ว อธิบายรายละเอียดของวิวัฒนาการเหล่านัน (46) =ู 6 ซุ ง %” จิตเป็นสิ่งทีน่าสงสัย ส ". # เซ ง ง มีคําถามมากมายเกี่ยวกับ “จิต” ที่ควรแก่ การศึกษา เช่น ธรรมชาติอันน่าอัศจรรย์ของจิต ะ - ๕ ง ง เค - 2๑ = นันเกิดขึ่นอย่างไร เนื้อแท้ของจิตคืออะไร จิตมี ศักยภาพมากน้อยเพียงใด โดยปกติคนเราจะบรรอุ %- ม ๕ 49 4 ว ส ม ท ชู ศักยภาพนันเด็มที่สักกีเปอร์เซนต์ ถ้าไม่เต็มร้อย ส ว - เปอร์เซนต์ มีอะไรที่เป็นอุปลรรคกีดขวางการเจริญ เดิบโดให้บรรลุถึงศักยภาพอันมากมายนัน แล้วใน สํ ๑ ซัลดะ ส " 9 ทีสุด จิตนีมีไว้เพื่ออะไร และอะไรเป็นหน้าที่สูงสุต ณล 3 ๓ ง ของสิงทีเรียกว่าจิต หรือชีวิต เล 9, ส จ = เหล่านีเป็นดําถามที่นักปราชญ์นักคิด นักแสวง หาสัจธรรมทั้งหลายได้ถกเถียงกันมาตลอดระยะ ว 4 » ง 8 ย นี่ไ: +ใด) เวลาทีมนุษย์ตํารงอยู่ แต่คําถามเหล่านี่ไม่ใช่เป็น ”- ' - 2 เรืองของนักปราชญ์หรือนักวิทยาศาสตร์เท่านั้น หากยังเป็นคําถามของมนุษย์ทุกชีวิตด้วย เพราะ ซนซี่ว4 4 2 4 เป็นเรืองที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเราทุกคน ส3 ! ซึ่ ส ว = สล ในที่นี ขอเล่านิทานเรืองหนึ่งเพื่อเตือนสติพวก เราไม่ให้ไง่เขลา :- @ 4 เณ ว ในคืนวันหนึ่ง ลูกกุญแจบานนาย ก ได้ ตกหล่นจากกระเป๋า หน้าบ้านนาย ก มี ไฟฟ้า "1 บ ง : = ทีถนนส่องสว่างอยู่ นาย ก จึงเดินไปหา - (ล - ส 2=.. ลูกกุญแจบรเวณนน เพอนคนหน่ง เดนผ่านมา น พ เหนนาย. ก. กาลงคลาพนตนอยู่ จงถามวา “ทําอะไรอยู่” . “ลูกกุญแจหาย” นาย ก ตอบ ลูกภุ ก “มันหายตรงนีหรือ” 9, ฝ ฮั “เปล่า แต่ตรงนีสว่างดี เลยหาสะดวก|” อรครีคอ่ครไอ้ไต้อใจอเสื่อรเพื่อเรรรัง) นริ๓ หลังจากทีผู้อ่านได้เข้าใจเรื่องเกี่ยวกับ “จิต ฐร ม จ ร : ในเบืองต้นแล้ว ต่อไปผู้เขียนจะขอกล่าวถึงจิตไน ก ซ่. เสล. ระดับที่ชับซ้อนขึ้น โดยมีจุตประสงค์คือ -- 1) จุดประกายความกระตือรือรันที่จะแสวงหา ความจริงหรือสัจธรรมของชีวิต ซ่ ง ถู 2) เพื่อกระคุ้นผู้อ่านให้คิดต่อไป 3) เพื่อผู้อ่านจะตระหนักรู้ว่า ชีวิตและโลกมี อะไรมากกว่าวัตถุอย่างเดียว , ๑ - 4) เพื่อผู้อ่านจะสนใจในศักยภาพอันสูงสุด ของมนุษย์ 5) เพื่อสังเสริมวิธีมองทีเป็นศีลธรรม นิเวศ- ข. พัฒนาการของการศึกษาเรือง "จิต ณั ส ส่ เว ในภาคนี ผู้เขียนจะเสนอเรืองราวทัวไป เกี่ยวกับจิตตามมุมมองของนักวิทยาศาสตร์ที่พัฒนา ขึ่นในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา โดยจะพยายามสรุป - ซา5, ค เว / แนวคิดต่างๆ พอเป็นสังเขป เพื่อให้เห็นภาพกว้าง = จ เ ล อ5 แนวคิดเกี่ยวกับจิตนั้นมีหลายสํานักตามยุค สมัย แต่ทุกเรื่องล้วนอาศัยความรู้จากแนวคิดที่มี ว ', 4 เด ซั มาก่อนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แล้วพัฒนาขึ้นเป็นความ รู้และทัศนะที่ใหม่ เพื่อแก้ไขหรืออธิบายจุดอ่อนและ เน. - ง มป ง. ๕<=@ 5ง ข้อบกพร่องที่มีมาก่อนหน้านั้น อย่างไรก็ดี ไม่ได้ 4, - ชั ะ หมายความว่าความเชือก่อนหน้านันจะไร้ประโยชน์ หรือไร้คุณค่า เนื่องจากแนวคิดเหล่านั้นล้วนมีความ ๆ 9๑ สัมพันธ์ซึ่งกันและกัน แนวทางศึกษาจิตสมัยใหม่ ความหมายของคําว่า “สมัยใหม่” (ถา0๕๐กบัญ หรือ เท๐@๓ญ่5๓) ในที่นี้ ตามที่ใช้กันในตะวันตก คือเป็นวิธีคิด วิธีมองโลกและชีวิตที่ค่อนข้างแยก วิทยาศาสตร์ออกจากศาสนา แนวทางนี้มีจุดเริ่มต้น ในทวีปยุโรปเมื่อประมาณ 300 กว่าปีก่อน แล้วดํารง อยู่ได้จนถึงปัจจุบัน แนวนี้โดยทั่วไปจะเรียกว่าเป็น แนววิทยาศาสตร์ แต่ในระยะแรกๆ ปรัชญาและเรื่อง ของจิดยังมีอิทธิพลต่อวิทยาศาสตร์มาก วิทยา และจิตวิญญาณ (หรือโพธิจิต) และ ในที่สุตเพื่อที่จะเริมค้นหาทางดับทุกข์ หวังว่า ผู้อ่านจะเห็นประโยชน์ดังนี่ และสนุก ธ====- 3 นะ , กับการศึกษาเรื่อง “จิต” ขั้นต่อไป เฟ ซู ๕ สจ - ๒ ๕ ก่อนที่จะศึกษาถึงความคิดเห็นของผู้วิเริมการ ศึกษาจิตแบบสมัยใหม่ ขอทบทวนความหมายและ ขอบเขตของคําว่า “วิทยาศาสตร์” สักเล็กน้อย ใน ปัจจุบันพวกเราส่วนใหญ่มักใช้คําว่า “วิทยาศาสตร์” ในความหมายที่ค่อนข้างแคบ คือหมายถึงวิทยา- ศาสตร์ของตะวันตก (ยุโรปและอเมริกา) เนื่องจาก วิทยาศาสตร์เป็นแนวคิดที่รีเวิมในตะวันตกก่อน แล้วค่อยๆ แพร่หลายไปทั่วโลกในระยะหลัง เซ ง ๆ จ, ” ผู้เขียนไม่อยากจะให้มองข้ามการที่มีผู้สนใจ = ลา จ เ =๑ส9 ๆ +, ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับชีวิตและธรรมชาติที่ไม่ได้มาจาก ตะวันตก เช่น มีชาวอินเดีย ชาวจีน ซาวมุสลิม มี เ= 5ง จ ๕ = คนทั่วโลถก็ว่าได้ที่ศึกษาและสอนเกี่ยวกับเรื่องจิต "ด เลลื้ สีอ๓ร โดยที่วิธีการศึกษาของคนเหล่านีก็พอจะเรียกว่า “วิทยาศาสตร์” ได้เหมือนกัน แด่การที่เราไม่เรียก อย่างนัน น่าจะเป็นเพราะเรืองของขนบธรรมเนียม มากกว่า แม้แต่ในสังคมไทยเองก็ใช้คําว่าวิทยา- ส3ุ๐ - ศาสตร์ตามความหมายที่นักวิทยาศาสตร์ของเรา 4 ุ ซึงไปเรียนจากต่างประเทศเป็นผู้กําหนด ถ้ามองอย่างเป็นธรรม มีคนโบราณและคนที่ เกิดก่อนยุคสมัยใหม่ ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศจีน =ู4 - 4สข่า เว 1 4 อินเดีย หรืออยู่ที่ไหนก็ตาม ได้อาศัยการศึกษาจาก โลกหรือชีวิตที่เป็นจริง คนเหล่านี้มีวิธีสังเกตข้อ เท็จจริงของธรรมชาติ สรุปเป็นสมมติฐาน แล้ว ฒ/ ว ซี่. " ง. = ทดลองบ้าง ศึกษาต่อบ้าง เพื่อจะพิสูจน์ว่าสมมติ- เช เรียง๓2 เ%, ย งเจ็ซนร. ” ง ล. เ เซ, ซื่2๒๓ ฐานนันเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน คนเหล่านี่ทําการศึกษาค่อนข้างเป็นระบบ และทําเพื่อให้ได้งานที่จะเป็น ประโยชน์อย่างแท้จริงต่อชีวิตของมนุษย์ แต่ทําไมสิ่งเหล่านี้เราไม่เรียกว่าวิทยาศาสตร์บ้าง สฮั. ซิ ล๑ซื่อ้ ซ่ 2 ส - ในที่นีจะแยกการศึกษาจิตที่มีคังแต่โบราณ ทีมาไนรูปของศาสนา รูปแบบของปรัชญา ซึงอาจจะเรียก ง, 2. ท ” "1 เร อ เซ ว่ารูปแบบของวิทยาศาสตร์ตะวันออถ เพื่อช่วยให้เห็นความแตกต่างระหว่างนักวิทยาศาสตร์โบราณกับนัก วิทยาศาสตร์แบบตะวันตก ปแบบของวิทยาศาสต เปรียบเทีย ซึ เชื - 2 เด ล. . วิธีการศึกษา นักวิทยาศาสตร์จะต้องฝึกหัด และได้รับการรับรองจากระบบมหาวิทยาลัช - เ ล น ศึกษาจากคนไข้หรือผู้ที่สมัครเป็นเหยื่อของ การทดลองและการพิสูจน์ . ต้องมีการบันทึกข้อมูลที่เป็นระบบ มีหลักฐาน ให้ตรวจสอบได้ . จะต้องดีพิมพ์ข้อสันนิษฐาน ข้อสรุป ทฤษฎี และข้อมูลที่ค้นพบในวารสารวิชาการของแต่ ละสาชาวิชา แล้วคนอื่นต้องสามารถนําข้อมูล เหล่านั้นไปพิสูจน์ช้้าได้ นักวิทยาศาสตร์แบบ ตะวันตกจึงให้ความสําคัญกับคณิตศาสตร์ ค่อนข้างมาก และเน้นการคิดคํานวณได้ โดย ใช้แคลคูลัส (๐2๐๒รน5) หรือใช้ระบบสถิติ (5๒ณ์รน์๐3) ซึ่งในภายหลังได้กลายเป็นวิทยา- ศาสตร์อีกสาขาหนึ่ง เล เว เชื. . มักจะใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ในการ เก็บหรือบันทึกข้อมูล . วิธีถารศึกษา เน้นการฝึกฝนในสํานักทาง . ศึกษาและทดลองกับตัวเอง . ไม่ต้องบันทึกข้อมูล ผู้ศึกษาทดลองเกิดการ . ไม่ต้องดีพิมพ์ข้อค้นพบของดนเอง ผู้ทีต้องการ . มักจะใช้สรีระร่างกาย และอายตนะของตนเอง ศาสนาหรือปรัชญา โดยกระบวนการเรียนรู้ ,” ก = เล จต๓ ทีศิษย์และครูมีความสัมพันธ์กันใกล้ชิด เรียนรู้เอง เป็นประสบการณ์ส่วนดัว ทราบความจริง จะต้องทดลองและฝึกฝนด้วย ตนเอง เน้นการปฏิบัติคามหลักธรรมคําสอน ของศาสตดา เป็นเครื่องมือในการ ศึกษา 3๓จ๊: ต 4๑๑2 ง , * คุณสมบัติเหล่านีอาจจะช่วยเราในการแยก แยะระหว่างวิทยาศาสตร์ที่เป็นกระแสหลักในสังคม และ เ เ จร ซ่ ง ๓ 9, - ร: ซ่ อ ธี โลกสมัยใหม่ กับวิทยาศาสตร์ที่เคยมีมาก่อน และยังมือยู่ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีใคร เรียกสิ่งเหล่านี้ว่า 4 , ๕ 4 “วิทยาศาสตร์” เท่านั้นเอง 5 0 = เดสการตสและผูสงเกตอสระ ซ่ ๕2 « เห ” 2 เมื่อพูดถึงการศึกษาสมัยใหม่ที่เกี่ยวกับจิต อ - : "0 คแจก ฒิ นักปรัชญาที่มีบทบาทสําดัญในเรืองนีคือ เรอเน๋ เตส์การ์ตส์ (ผิอ๓6 0๐50ล5169) ๕ 6 «๕| 2 ส== จ ห เตส์กาว์ตส์เป็นชาวฝรั่งเศส มีชีวิตอยู่ในช่วง ส 2 สื่อรขอร์ครร์รร์วี ด[บ ศตวรรษที 17 อันที่จริงเดส์การ์ดล์มีความเป็นนัก จ. ณะ ณะ = 4 4 ๑ ปรัชญาพอๆ กับนักวิทยาศาสตร์ เนื่องจากเขามัก 2 - เ " จะตังคําถามหรือเสนอความคิดเห็นที่เกียวกับประ ๑ ส่ เต็นศึกษาของวิทยาศาสตร์ทางจิตเกือบทุกเรื่อง อาจกล่าวได้ว่า เดส์การ์ดส์มีอิทธิพลมากต่อการ จ ส 2 ๆ ง ก ศึกษาเรื่องจิตในยุคสมัยใหม่ 300 กว่าปีที่ผ่านมา ทฤษฎีของเขาเป็นต้นกําเนิตความเข้าใจของการ ๑ เ 3, ส แยกจิตและกายออกจากกันอย่างเด็ตดขาด ซึ่งไน ภาษาปรัชญาเรียกว่า “ทวินิยม” (สบฆ่าธถา) ส์ (คหย์ 1วอรนอะแหหจ) คะ ค 0 " เดส์การ์ตส์คิดดังนี่ด้วยเหตุผลที่ว่าร่างกาย เศ ท ไผลไซี นี เป็นก - ส มนุษย์เป็นเพียงแค่เครื่องจักรกล เคลื่อนไหวเหมือน ล ๕ 4 จ, ๓5. สง ๆ9. หุ่นยนต์ที่สุดแล้วแต่ว่าจะมีคําสังให้ทําอะไร ในยุค เด 3 4 4”, 4- % ๕ นั้นเครื่องจักรกลที่เคลื่อนไหวด้วยแรงดันของนํา เป็น -, ซ่ เทคโนโลยีที่ประทับใจชาวยุโรปมากที่สุด การ -: ว 4: , เคลื่อนไหวของร่างกายมนุษย์ไม่มีอะไรมากไปกว่า ะ| ง === ส เล ๑ เป็นแค่เพียงปฏิกิริยาเมื่อมีอะไรมากระตุ้น โดยตัว 7 0. « อ เล ของมันเอง-ร่างกายเปรียบเสมือนหุ่นยนต์ทีไม่ สามารถทําอะไรเองได้ เพียงแต่เคลื่อนไหวไปตาม เร๓ ท่ เคเบ สื้อศีอย์ ค ค แรงกระดุ้นต่างๆ ทีเข้ามาเท่านัน ซึงมีอยู่ 2 ชนิด = @ ว 4. ชนิดแรกคือ แรงกระตุ้นที่เป็นวัตถุภายนอก ไม่ว่าจะ === อ ” ร 2๑6 6 - มีชีวิต (เช่น ยุง) หรือไม่มีชีวิต (เช่น หิน) ชนิดที เด ลก 4ได2. ๓ซ่ 2 มาจากตัวจิต จิตตัวนี้ไม่ใช่วัตถุและเป็นสิ่งที่อิสระ ' - เท ๕ 1 นญ่ง "ล 9 เต็มที่ คือไม่ได้ขีนอยู่กับอะไร อย่างทีร่างกายขินอยู่ กับเหตุปัจจัยต่างๆ แต่ในความเข้าใจของเดล์การ์ดส์ จิตจะมีอิทธิพลต่อต่อมพิทูอิเทริ (1เณยร 8ไลก4) ณะ «6 9, ” ซึ่งจะบีบบังคับร่างกายให้ดําเนินไปตามที่จิตต้อง การ ง ส เดส์ทาร์ตส์โด่งดังจากวรรคทองของเขาที่ว่า “ฉันคิด ฉะนันฉันจึงมีอยู่” (1 ปัหัก: ฝ่า๐๕๐066, [ ซี เล ฆณ.) ตามความเห็นของเดส์การ์ตส์ สิงทังหลายใน ๓ .2๒ ฑ์ เศล 5๕9 ง ชีวิตเป็นที่ตั้งแห่งข้อสงสัยได้ทังนัน ไม่มีอะไรที่เรา ส๓๕ "ง จะแน่ใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ยกเว้นการที่มีสิงใดสิง 4 4 ผม 2 4 เด ส๕ = ส3 หนึ่งที่สงสัยเป็น สิงที่สงสัยเป็นก็คือจิต การที่จิต 9 ล/ ง 2๑2 ฆา 2 4 สงสัยได้เพราะว่าจิตคิดได้ เพราะฉะนันสิงที่เรา เว - ๆ =. / แน่ใจได้ว่ามือยู่จริงคือ เรา เป็นจิตที่คิดเป็น คิดได้ เลย สงสัยได้ หมายความว่าจิตเป็นสิงทีเราแน่ใจได้ ร่าง เลง ล ท ว ณ์ ล กายกับสิงของวัตถุทั้งหลายแน่ใจไม่ได้ เพราะยัง 2 เณง ตังข้อสงสัยได้ สํ น. เมื่อเดส์การ์ตส์แยกกายจากใจอย่างเด็ดขาด ว ไร ว โลกจะเหลืออยู่เพียง 2 ส่วน คือส่วนทีเป็นฝ่ายรู้ คือ ณี เมี่ เล ๑ ล ๕ เต เว จซ = ฒ คว = - เ2 จิต กับส่วนที่ถูกรู้คือกาย หรือวัตถุทั้งหลาย ฝ่ายรู้ - ซ่ ะ ร3 ก็เป็นฝ่ายทีสังเกตสิงต่างๆ ได้ นอกนันเป็น สิงที่ เ= ะ 4 .= ฒาใน อ ถูกสังเกต คนไนยุคนันเชือว่าจิตสังเกตสิงต่างๆ ได้ - ป ส ท 4 - โดยการสังเกตนันไม่ได้กระทบกระทั่งอะไร เพียง : "อ มีซิ๓ชิพอล้ แค่รู้เฉยๆ ส่วนสิงที่ถูกสังเกตก็ไม่มีอิทธิพลอันใด ร ต่อจิตที่เป็นผู้สังเกต ล่ =- = เมื่อเดส์การ์ตส์เข้าใจอย่างนี ทําให้เกิดความ = @ = ส เชือหรือทฤษฎีที่ผู้ศึกษาหรือนักวิทยาศาสตร์จะเฝ้า ลังเกตไลกไดยเป็นอิสระจากโลกแอะจิต ไม่เป็นไป ซ่ = 1๓ ล่ เล ตามเงื่อนไขหรือกฎของไลกอย่างที่วัตถุทั้งหลาย “| 2ว : ๑= = เซ เป็นไป ทฤษฎีนี่ก่อกําเนิตวิทยาศาสตร์สายใหม่ ซึง วิทยาศาสตร์โบราณแม้มีการทดลยง แต่ไม่มี ความ - น ๒ส ” - ๑ๆ... เชือเช่นนี การทีมีจิตผู้สังเกตอิสระทําให้นัก ศึกษา ทางยุโรปหยุดดูโลกภายใน แต่กลับมุ่งดูโลก ส - ๆ ภายนอกแทน โดยที่นักวิทยาศาสตร์รุ่นหลังมักจะ @ ม. ” 4 4 4 ลืมว่าความเชื่อของเตส์การ์ตล์มีที่มาจากความเชื่อ % - ของคริสต์ศาสนาทีมนุษย์มีตัวดนถาวร เพราะพระ ๕| เร - 4 เจ้าเป็นผู้สร้าง อีกทางหนึ่งก็มีโลกที่พระเจ้าสร้าง เหมียนกัน หากแต่ไม่มีตัวตนโดยประการใด ฝ่าย 4 เค แฟ แซ่ อ หนึ่งรู้ได้ รู้เฉยๆ แต่ไม่เปลี่ยนแปลงอย่างโลกภาย ”. ง ทง นอก อีกฝ่ายหนึ่งไม่รู้อะไรเลยและเปลี่ยนตดามกฎ ง , ย 2 > ทีพระเจ้าสร้างมา และควบคุมโลกนันหลังจากที่ พระเจ้าถูกทึงไปด้วยวิทยาศาสตร์กระแสหลัก เหลือ แต่จิตผู้สังเกตอิสระ เข ส ฮั -==.= ซี แม้ความเชีอนีจะมีอิทธิพลมากมายเพียงใด ก็ตาม หากยังมีคนขัตแย้งกับเตล์การ์ตส์อยู่เรื่อยๆ ส สจ ๕ + = ในตตวรรษที่ 20 เมื่อเริมมีวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ เกิด ล เซ เธซ๓๕๑ ขึน โดยเฉพาะอย่างยิงการทดลองทางฟิสิกส์พิสูจน์ ร ล7, ๕ ซ่ , 1 'ได้ว่าจะแยกการสังเกตจากสิงที่ถูกสังเกตโดยไม่มี 4 ๕ การกระทบกระทังกันนันเป็นไปไม่ได้ (เตล์ทาร์ดส์ไม่ " ะ ฆ ใต้เป็นนักทดลอง) การสังเกดทุกครั้งจะกระทบสิ่ง 4 น เลร = เอ ทีถูกผังเกตไม่มากก็น้อย พอนักฟิสิกด์เรียนรู้ดังนี ส ล รู่ (ซึงพระพุทธเจ้ารู้มาตังแต่สมัยพุทธกาล) ก็เงิมมีคน ๑ =:. "ล ซู ๐ 9 วิพากษ์วิจารณ์เดล์การ์ดส์มากขีน ประเด็นสําคัญ ส = ๕ อยู่ที่การแยกจิตจากโลกวัตถุ โดยเตล์การ์ดส์นั้น ทําให้วิทยาศาสตร์แนวนี้ไม่ต้องวับผิดชอบต่อโลกที่ วิทยาศาสตร์กําลังศึกษาอยู่ วิทยาศาสตร์มีหน้าที่ ที่ จะเก็บความรู้อย่างเดียว แต่ไม่ต้องรับผิดชอบ ในการ ที่โลกนี้จะดํารงอยู่ได้หรือจะปรับปรุงดีชิ้น อย่างไร นี้ เป็นจุดอ่อนของความคิดความเข้าใจ ของเตล์การ์ตส์ แท้จริงแล้ว ความเข้าใจของเดส์การ์ตส์ คือ กทรให้มนุษย์มีศีดชรรมอยู่เหมือนกัน เพราะว่าเมื่อ จิตเป็นผู้กระทําได้จิดนั้นต้องรับผิดชอบ แต่ในทาง ปฏิบัติ ความเข้าไจที่จะแยกจิตจากร่างภายกลาย เป็นข้ออ้างสําหรับวิทยาศาสตร์ที่ไม่ต้องรับผิดขอบ ต่อสิ่งที่ตนเองสร้างขึ้น เช่น ความสามารถในการคิด ทฤษฎีและสร้างเทคโนโลยีที่ทําลายชรรมชาติ ทําให้ น้าและอากาศเต็มไปด้วยมลภาวะ และการผลิตอาวุช ขายเพื่อเช่นฆ่ากันทั่วโลก แต๋นักวิทยาศาสตร์กลับ เห็นว่าปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องของนักการเมือง ไม่ใช่เรื่องของตน พฤติกรรมเช่นนี้อาจมาจากการ ทอดทิ้งศาสนธรรม ที่อาจจะไม่ได้เป็นเจตนาของ เดส์การ์ตล์ แต่เป็นผลที่เกิดขึ้นและสร้างปัญหาใน เวสาต่อมา อิทธิพลอีกอย่างหนึ่งในแง่ดีของเดล์การ์ดล์ ก็ดียผลงานของเขายืนยันว่าจิตศึกษาอะไรๆ ได้ ไม่ ต้องอาศัยความเชื่อและคัมภีร์ทางศาสนาอย่วงเดียว เหมือนยุโรปยุคก่อนที่ศาสนจักรห้ามผู้คนศึกษา นอกคําสอนที่ทางการบัญญัติ จิตสามารถสังเกตได้ พิสูจน์ได้ เรียนรู้ได้ โดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับศาสนา ยุดสมัยต่อจากเดส์การ์ดส์ อิทธิพลของศาสนาที่จะ ตรอบงําระบบความคิดและความเชียของปัญญาชน ในยุโรปก็ได้ลดลงเรื่อยๆ ขณะที่เหตุผลนิยมและ วิทยาศาสตร์ใหม่เริ่มเข้ามามีอิทธิพลแทนที่ ซิกมันด์ ฟรอยด์ และจิตใต้สํานี แม้ว่าเดส์การ์ตส์จะมีอิทธิพลอันยิ่งใหญ่ต่อ วิทยาศาสตร์ทางจิต แต่วิธีของเขายังเป็นวิธีทาง ปรัชญาและเหตุผลเป็นส่วนใหญ่ นักปรัชญาและ นักคิดอื่นๆ ได้ถกเถียงเรื่องนี้เรื่อยมา จนกระทั่ง มีความก้าวหน้าในครึ่งหลังของศตวรรษ 19 ในทวีป ยุโรป ในยุคที่เพิ่งจะเริ่มด้นการปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยแพทย์ที่รักษาคนไข้ที่มีอาการทางโรคจิตและโรค ประสาทเป็นผู้ศึกษา ชื่อ ซิกมันด์ ฟรอยด์ (518า๒0๕ ไร๒๑) ฟรอยด์เป็นศิษย์ของซาร์โค (1๑ลถ-ใหละยัก (0ัตณะ๒๐!) ที่กรุงปารีส ต่อมาฟรอยด์กลับไปที่บ้าน = ลิ”, ส ซ่ ว8, เซ เกดของเขายงกรุงเวยนนา เพื่อไปทํางานถับผู้ป่วย ฉ่ถี ด ะ ที่เป็นโรคจิตและโรคประสาท ทั้งปารีสและเวียนนา โว " ม 4 ในเวลานันเป็นเมืองที่ขยายตัวและผู้คนกระจุกตัว อาศัยอยู่อย่างแออัด อันเป็นปรวากฏการณ์สมัยใหม่ "1 เ" “ == ที่มาพร้อมกับการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรม ชีวิต เค ส่ == ร ของผู้คนเปลี่ยนแปลงจากชีวิตชนบทเป็นชีวิตเมือง 1 - จ == 3 ' จากชีวิตกสิกรเป็นชีวิตกรรมกร จากชีวิตทีขึนอยู่ เว ส = กับการเปลี่ยนแปลงของวงโคจรดวงอาทิตย์ ดวงดาว "ด ง 1 - น และฤดูกาล มาขึนอยู่กับเครื่องยนต์ เครื่องจักรกล ฉียไน ”: ป ง ๆุม เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายเห ลํานี้ทําให้ผู้คน 5ง ซ = , ง เงิมเครียดและมีปัญหามากมาย ทีเรียกว่าโรคประ- = '= เจ สาท โรคจิต หรือโรคความเจริญ การเปลี่ยนแปลง ดังกล่าวทําให้กิดกภารศึกษาทางการแพทย์สาขาใหม่ ” เ= โลกที่เต็มไปด้วยวัตถุ 7จ้ | กทรรับรู้และ จ @ จตสานก 560 โส "เต็มไปด้วยความ 5 7 ปรารถนา ) ” 'และสัญชาคญาณ แผนภาพที่ 1 : 5ง๒๕58๐ งความสัมพันธ์ระหว่าง ไม, อ6๒, 3แฉะ๒ กับโลกที่เต็มใบ่ ในลักษณะทีเป็นวิทยา- ตรส้น0 เนือาค้- ศาสตร์มากขึน เพื่อเข้ามา ดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีอาการ = [ว เร ไง ทางจิต (แม้กระทังฟรอยต้ เองยังถูกกล่าวหาในภาย หลังว่า ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ :.2 เซ เท่าที่ควร เพราะคนไข้ของ เขาเป็นทั้งเป้าหมายและ ฆ่ ” เหยือของการศึกษา) ฟรอยด์ใช้เวลาหลายปี /, เซ = คุยกับคนไข้ที่เขาศึกษา ความเป็นไปและพฤติกรรม ทางจิตของคนเหล่านัน และ ได้สรุปกลไกของจิตออกมา เป็นทฤษฎีดํางๆ ฟรอยด์ ง ก ะ กล่าวว่าจิตคนเรานั่นมี 3 ไว สุๆ ซส ๆ ส่วน ซึงเป็นนามธรรมท็เป็น = 2 ว า พฤตกรรมของจต สวนหนัง จิตวิญญาณ 1จิต - เป็นสัญชาตญาณแห่งการต่อสู้ การสืบพันธุ์ การ แสวงหาอาหาร เป็นต้ัน เรียกว่า [4 แล้วยังมีอีก ดัวหนึ่งที่ เรียกว่า 58๐ เป็นผู้กระทํา ผู้คิด ผู้เฝ้าดู ผู้ที่เป็นตัวตนที่เคลื่อนไหวในโลกนี้ ซึ่งตัว 60 ก็ รับใช้ 1 บ้าง พยายามควบคุม [4 บ้าง ควบคุม โดยความคิดและความรู้สึก ส่วนที่ 3 นั้นเรียกว่า ธิน6๕680 คําว่า 5แท๐ แปลว่าอยู่เหนือ เป็นตัวที่ อยู่เหนือทั้ง โส และ 5อ๐ และพยายามควบคุมทั้ง ไส่ และ 5280 รห0๐60 เป็นส่วนที่เกี่ยวกับศีลธรรม กฎ ระเบียบ และความเชื่อทางศาสนาทั้งหลายที่ เราเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก เราจะคอยพยายามควบคุม พฤติกรรมของ 1ส และ 380 ให้เป็นไปตามเงื่อนไข ที่ได้เรียนมา อย่างไรก็ตาม 3 ส่วนนี้ก็ยังขัดแย้งกันอยู่ ตลอดเวลา ความขัดแย้งจะทําให้มนุษย์เกิดความ เครียด ความอืดอัดที่แสดงออกเป็นโรคประสาท หรือ ถ้ารุนแรงก็เป็นโรคจิต ถ้าจะอธิบายให้ชัดลงไปอีก ฟรอยด์ให้ความ สําคัญกับสิ่งที่เขาเรียกว่า เลปิโต (บ๒180) ซึ่งเป็น สัญชาตญาณ และพลังกามารมณ์หรือเซ็กส์ ใน « ะ, 8 สายตาของฟรอยด์ สัญชาตญาณและพลังนีเป็นสิง ก า7 [ว ะ " ฮ่ ที่ผลักดันชีวิตไปทั้งหมด เป็นอํานาจมืดและเกียว เนื่องกับสิ่งที่เราถูกอบรมว่าเป็นของสถปรกหรือ ดี จ 9, คด เป็นต้น อํานาจมากมายมหาศาลนีจะถูกควบคุม โดย 5๒06768๐ มาโดยตลอด ทําให้มนุษย์ไม่อาจ ะ = แสดงออกตามที่ต้องการได้ บางครั้งจึงเกิดอาการ ส เก็บกด เมือนานเข้าก็ต้องหาทางออก และทางออก ๒ 3 = ของพลังนี่จะแสดงออกมาในรูปของพฤติกรรมแปลก ส ง, ล % ที่เรียกว่าโรคประสาทหรือโรคจิต ม ะ ณ เณ ส ๑ ว ๕ ฟรอยด์ให้ความสําคัญกับเรื่องจิตใต้สํานึก 9 «เ - ๓ « 4 ซึ่งเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับการเก็บกด หนึ่งในปรากฏ- เค 0) @ 20528 9 ว การณ์ทีเด่นชัดของจิตได้สํานึกคือการฝัน ในยามที่ คนเรานอนหลับ อย่างไรก็ดี นักปรัชญาในอดีตเคย = ": ซั เจ. 2 ถกเถียงเกี่ยวกับเรืองนี่มากพอสมควร นักปรัชญา 3ส บ ๓ ส ส « กลุ่มนีเชือว่าเป็นธรรมดาทีเมื่อสัญชาตญาณและ เด ซ ม๕ซ ส พลังชีวิตถูกเก็บกดไว้ ก็จะแสดงออกมาไนทางเบียง เฟ ” ๑ ง เบน แต่ไม่เชือว่าจะมีไครเข้าใจเรืองจิตใด้สํานึกอย่าง ผู เซ 4 ๕ 0 ซูซ่ =: ๕ ถ่องแท้ ฟรอยด์เองยอมรับว่า เป็นเรืองยากทีมนุษย์ ณี ๕ ๑ จะสามารถศึกษาจิตของดนเอง ภระนันก็ดี หลังจาก ซ่ - - ที่ฟรอยด์เฝ้าสังเกตและศึกษา ตลอดจนเก็บข้อมูล ติดต่อกันเป็นเวลานาน ฟรอยค์สามารถหาข้อสรุป - เจ - ๑ป 4 4 ๑ ด ห เกี่ยวกับพฤติกรรมของจิตทั้งที่สํานึกและไต้สํานึกได้ น ที ” ” 5 ง, วัตถุประสงค์ของฟรอยด์ในการศึกษาเรืองดังกล่าว : ท เ, *, คือ การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้สามารถดํารงชีวิต ได้อย่างปกติ ท่ามกลางความรัก ความเกลียดชัง ความสุข ความทุกข์ โดยให้มนุษย์สามารถควบคุม ความร์สึกเหล่านี้ไม่ให้ ๒ อารมณ์ความรู้สึกเหล่านีไม่ให้อยู่ในระดับทีรุนแรง เกินไป ฟรอยด์ค้นพบวิธีรักษาและบรรเทาอาการ ของคนป่วยโรคประสาทและโรคจิต ต่อมาวิธีรักษา ป, ณ/ ซั่ โรคดังกล่าวได้แตกแขนงออกมาเรือยๆ จนทุกวัน 2 =. นีมีหลายสิบแนวทาง อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีสัญชซาตญาเณและจิต ใต้สํานึกของฟรอยค์ผนวกกับทฤษฎีการคัดเลือก ตามธรรมชาติ (]งัฆเตญ์ 5๐1๐๐ย00) ของชาร์ล ดาร์วิน ะ ซ่ - "ง 7 ไม่เป็นที่ยอมรับของชาวคริสต์ เนื่องจากทฤษฎีดัง ว ณ ๕ "ง กล่าวตัดบทบาทของพระเจ้าทิงไป และเหลือมนุษย์ ว ง57 = สปม « ที่เป็นแค่สัตว์ซนิดหนึ่งเท่านั่น สังคมอุตสาหกรรม เ ว่ = ได้ก่อปัญหาที่ศาสนาปรับตัวไม่ทัน วิทยาศาสตร์ - “4 ซี่>. ๕๓6 ของฟรอยด์จึงเข้ามาแก้ปัญหาทีวิทยาศาสตร์มีส่วน "ด ส = เ "ด ในการสร้างขึ่นมา เมื่อจิตมนุษย์ชับซ้อนมากขึ้น น, “ที่ การเยียวยาจึงลําบากยากขีนตามมา ย -' ฑิ 1ซา จะเห็นได้ว่า แนวจิตวิทยาสมัยใหม่นันจะเน้น ลนน้ แซ| ว อยู่กับตัวของมนุษย์เป็นหลัก แม้ว่าฟรอยด์จะมี = ส เ ฎู = 9. เซ๑๕ ทฤษฎีเกียวกับสังคม แต่ทฤษฎีดังกล่าวไม่มีวิธีทีจะ ' ๑๑ สือโจง ปะ. รบน แก้ปัญหาสังคม คือปล่อยให้สังคมป่วยเหมือนเดิม ฮ่ เซ มีความไม่ยุติธรรม ความรุนแรง ฯลฯ ซึงเป็นต้นตอ ของปัญหาความเจ็บป่วยทางจิตของมนุษย์ ฟรอยด์ ล ม2 . ณา " เล จ 'ไม่ได้แก้ที่ปัญหาสังคม แต่ช่วยให้มนุษย์อยู่กับสังคม ให้ได้โดยเป็นทุกข์น้อยลง ไม่ว่าสังคมจะดีเลวอย่าง « ) 1 คง ฮู| ซึ ไรก็ตาม ข้อนีอาจเนื่องจากการที่ฟรอยดต์เป็นแพทย์ ะ อยู่ในแวดวงคนชันกลาง คนยากจน และกรรมกร @ @ . "“ ๆ =- เจ ธ์ สติปัญญา" กับสมองคอมพิวเตอร์ %, ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา มนุษย์ ได้สร้างและพัฒนาเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ส่งผลกระทบ ต่อชีวิตมนุษย์แทบทุกด้าน รวมถึงวงการวิทยา- ศาสตร์ด้วย เครื่องมือที่ว่านั้นคือคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ได้แทรกซึมเข้าไป สู่อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ในชีวิตประจําวันของมนุษย์ โดยที่เราแทบจะไม่รู้ตัว เนื่องจากมีขนาดเล็กและ แฝงตัวอยู่ในเครื่องใช้ทั่วๆ ไป อาทิ หม้อหุงช้าวไฟฟ้า โทรศัพท์ และรถยนต์ เป็นต้น อย่างไรก็ดี มีคน จํานวนไม่น้อยใช้คอมพิวเดอร์โดยชาดความเข้าไจว่า มันคืออะไร ทํางานอย่างไร รู้แต่เพียงว่าสิ่งนี้ช่วย อํานวยความสะดวกในการทํางานและในชีวิตประจํา วันเท่านั้น ความรู้ความเข้าใจในลักษณะเช่นนี้ใกล้ เคียงกับไสยศาสตร์มากกว่าวิทยาศาสตร์ ไม่มีเงินที่จะรักษากับเขาได้ ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือ จิตวิทยาสมัย ใหม่นี้เกิดขึ้นและมีความจําเป็นเมื่อวิทยาศาสตร์และ ศาสนาแยกจากกัน หากศาสนาและวิทยาศาสตร์ ผสมกลมกลืนกัน จิตวิทยาก็จะแทรกอยู่ในนั้น แต่ เมื่อแยกจากกันแล้ววิทยาศาสตร์ก็อาศัยศาสนาไม่ ได้เลย จึงต้องหาอะไรมาแทนที่ศาสนา ดังปัจจุบัน หลายคนก็อาศัยจิตแพทย์หรือนักจิตบําบัดช่วยแก้ ปัญหาความทุกข์และแสวงหาความสุขไนชีวิต แทน ที่จะไปโบสถ์ ไปวัด หรืออาศัยวิธีทางศาสนามาช่วย ขอสรุปสั้นๆ ว่าจิตวิทยาสมัยใหม่สามารถอธิบาย กลไกทางจิต ทั้งที่เป็นสํานึกและใต้สํานึกได้ชัดเจน พอสมควร และอาศัยความรู้นี้หาวิธีที่จะบําบัดคนที่มี ปัญหาทางจิตทางใจต่อไป ผลจากความประทับใจในสมรรถนะและ ส ๓= ส เจ ประโยชน์ทีเกิดขึ้นมากมายมหาศาต ทําให้มีกลุ่มนัก คิดกลุ่มหนึ่งสันนิษฐานว่า ตมองของมนุษย์เปรียบ เสมือนตคอมพิวเตอร์ โดยมีจิตเป็นเสมือนโปรแกรม ตวบคุม บางคนพูตเพียงให้เป็นอุปมาอุปมัย แต่มี หลายคนที่เชื่ออย่างจริงจังว่าสมองเป็นคอมพิวเตอร์ ล: สอะ- น อ ๓. โดยชีว่าสมองมีลักษณะเป็นเครื่องคํานวณ มีเส้น ประสาทต่างๆ ทั่วร่างกายเชื่อมโยงถึงสมอง ต่าง -ฯ - " จ ป -= ฒ่ กันตรงที่สมองเป็นเตรื่องคํานวณที่สลับชับซ้อนยิง กว่าคอมพิวเตอร์ที่สร้างด้วยมือมนุษย์หลายเท่า 5 ง เย ส่/ ความเชื่อเช่นนี้ได้แพร่หลายออกไป แม้กระทั่งนัก วิทยาศาสตร์ทางจิตบางส่วนยังเห็นว่าสามารถใช้ คอมพิวเตอร์ทําการศึกษาค้นคว้าและทดลองทฤษฎี ต 88 วสั, ต่างๆ เกี่ยวกับจิตได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น แล้ว ก ลื้ สรุปว่าจิตมนุษย์เป็นเช่นนี ร๊ ร = ๆ ม ๑ ส = ๕ คด ทฤษฎีเกียวกับจิตทีเกิตขึนบนพื้นฐานความ ส จ “| ซ่ เร จ, เง เชื่อคังกล่าว เป็นเพียงหน้าฉากล่าสุดของวัตถุนิยม ๑ 5. = ว จ” ซึ่งมีอิทธิพลครอบงําความคิดความเชื่อของนัก ฆ จ ณ ฆ่ วิทยาศาสตร์ชั้นนําจํานวนมาก วัดถุนิยมเชือและ ง เด เ: เสนอว่าส่วนประกอบทีสําคัญของจักรวาลคือวัตถุ ศศไสรงค๒ มีแต่วัตถุเท่านันที่เป็นจริง สิงที่เรียกว่า “จิต” เป็น เพียงมายาหรือเงาของวัตถุและไม่มีความหมาย นิชี ซ่ เล ๑ ๕ อะไรต่อผู้ศึกษาที่อยากรู้ว่าสิงต่างๆ ในโลกเกิดขึน และเป็นไปอย่างไร โดยเหตุปัจจัยอะไร ในอดีต วัตถุนิยมได้ขัดแย้งกับศาสนาอย่าง ลิค เซ 2 รุนแรงโดยตลอดอยู่แล้ว ครันถึงยุคเทคโนโลยีสาร- สนเทศ ได้เงิมมีการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์พัฒนา ปัญญาประดิษฐ์ (/งน์ถิ๐1 โต1๒๐ไน้ธ๐๓๐ หรือ /น) ภั ส ๒คคณ์ ขึ้นมา โดยมีความเชือพื้นฐานที่ขัดแย้งกับศาสนา กล่าวคือ กลุ่มผู้สร้าง “ปัญญาประดิษฐ์” มุ่งมันที่จะ จมผู 3 ม เข้าใจธรรมซาติของสติปัญญามนุษย์ ต้องการรู้ว่า อ ว สฟ อ ย “จิต” มนุษย์ทํางานอย่างไร และเชือมั่นว่าจะสามารถ จ ,! ด - สร้างระบบที่แสดง “สติปัญญา” ออกมาได้โดยอาศัย วิทยาการสมัยใหม่ อาทิ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เทค =* ม เง ว โนโลยีหุ่นยนต์ และท้ายที่สุด “ปัญญาประดิษฐ์” จะ สามารถคิดได้ในระดับเดียวกับมนุษย์ และเห็นว่า =ู4 เข 1 สิ่งทีคนทัวไปเรียกว่า “จิต” หรือ “ใจ” เป็นเพียง ร้อาเที่ สภาพหรือประสบการณ์ของสมอง สมองเท่านั้นที่ อ จ ชมไร่น. 1 9, สําคัญทีสุด ลําพังจิตจะไม่สามารถทําอะไรได้ ทุก ล โรจใจสซีวคอซึ้งอต่ง สิงทุกอย่างในชีวิตขึ่นอยู่กับสมองและเป็นไปตาม การสังการของสมอง “จิต” จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ไม่มี ประโยชน์หรือความสําคัญแต่ประการใด ฟี ม เ ปัญหาของวิทยาศาสตร์ที่ยืดวัตถุนิยมเช่นนี้ ง ๑ ซ่ 2ว ๓ ะ คือการปฏิเสธสิ่งที่ไครๆ รู้ว่ามีอยู่จริง มนุษย์ย่อมมี ความรู้สึกต่อความร้อน ความหนาว ความเจ็บปวด ล ร ๕ - ” | จ. ส เล รู้สึกหิว มีความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ซึ่งขัดแย้งกับ ทร “ๆ: เศ ง 8ง สิงทีวิทยาศาสตร์ที่ยืดวัตถุนิยมกล่าวว่าจิตไม่มีความ ร = ซั รง สําคัญ ไม่มีความหมาย ทุกสิงขีนอยู่กับสมองทังสิน เละ4 2: ล และปัญญาประดิษฐ์คือการสร้างสมองขึ้นมาที่จะ กําให้เครื่ดงฉา ล ฟ ทําให้เครื่องจักรกดสามารถคิดและมืสติปัญญาได้ เช่นเดียวกับมนุษย์ แต่อย่างไรก็ตาม มีผู้โต้แย้ง ส " -: ง, เซ ความเชือของฝ่ายนิยมปัญญาประดิษฐ์ว่า การ “คิด” เล เร เ - นันเป็นภาษาอุปมาเช่นเดียวกับคําว่า “เครื่องคิด จ ส4๓ ซี เลข” (๐๑1๐บ100) การคิดของ 2ป์ ทีว่านั้นเป็นเพียง ว @ ม เซ ว การทําตามคําสังของผู้เขียนโปรแกรมเท่านัน /ป ไม่มีเจตนา (ความตังใจ) อย่างการคิดของมนุษย์ และ เปรียบเทียบคามแตกต่างระหว่างการคิดของ “คอม จ ค 6 อเสื่อเล้ พิวเตอร์” กับการคิดของคนเหมือนกับเรืองหุ่นขีผึง 8๕ พ กุ จ หล่ กล่าวคิด แม้ว่าหุ่นขี่ผึ่งอาจจะดูเหมือนคนจริง แต่ เล ฆ 7 งฟี จจ , มันเคลื่อนไหวโดยตัวเองไม่ได้ฉันใด ปัญญาประดิษฐ์ จ ง ณะ | ตั้ง " 1 ไม่สามารถรู้สึกหิวข้าว รักพ่อแม่ และยืนๆ อีกหลาย ด ร สด2 ๑, ร้อยหลายพันอย่างทีเป็นเรืองปรกติธรรมดวของคน เราก็ฉันนัน | " ใดเลื่อง พื้นฐานสําคัญในการเข้าใจเรื่อง “ปัญญา- ประดิษฐ์” กับมนุษย์ก็คือต้องขจัดความสับสนไนเรือง «” " ล การรู้ตัว (๐0๓5๐0น5๓๐55) มนุษย์เท่านันทีรู้ตัวว่า จะดไนเนไป ซี : เณ 5 «ร ซัร่.ว่ มีอยู่” หรือไม่ การรู้ตัวระดับพื้นฐานนีเป็นสิงที่ นักวิทยาศาสตร์หลวยคนสับสน จึงเต็มไปด้วย สมมติฐานและตรรกะผันเฟื่อง และเป็นวัตถุนิยมจัด อ = ส สําหรับนักศาสนาและนักจิตวิทยาที่มุ่งรักษาและ รซี - เนมซี้ ๒ ท พัฒนาชีวิตจิตใจของดนและผู้อื่น หากการรู้ตัวไม่มี จริง หรือไม่มีประโยชน์ เราจะพัฒนาจิตอย่างไร 5 เ ฟี, เรี จะปฏิบัติธรรมได้อย่างไร ในสมัยโบราณ ทั้งชาว กรีก ชาวอินเคีย และชาวจีน ต่างยกย่องการรู้จัก . เ ๑4. ณ ซ่ คนเอง ซึ่งต้องอาศัยการรู้สึกตัว ดังนัน ความเชือ ส่ 2 คน อ ชู ส3ู3 เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์จึงขัดแย้งกับความเชือพื้น ฐานของศาสนาอย่างรุนแรง ส = ทุกวันนี้ ความเชื่อในแนวคิดแบบปัญญา- ประดิษฐ์ได้แพร่หลายในสังคม มีคนยอมรับโดยไม่ 2, ม ง ฆ ได้พิจารณาข้อเท็จจริงอย่างถ่องแท้ หากเราเชื่อและ ปฏิบัติดามแนวคิดแบบ 2 ชนิดสุดโต่ง เราย่อมไม่ =, "|! เว "ง =2 มีทางที่จะเข้าใจจิตใจและชีวิตภายในของตนเอง เง เง เพ ร ป และผู้อื่นได้เลย ถ้าไม่รู้เรื่องจิต เราจะแสวงหาแค่ ความลุขทางวัตถุและโลกจะเค็มไปด้วยความขัดแย้ง = ร [ว ม จอซื้น ต่อสู้ เพื่อจะใด้มาและเป็นเจ้าของวัตถุเหล่านั้น @ เ@ จิต ญ ญาณ (5๒เหเใน๑๓| 1719+9)> คําว่า “จิตวิญญาณ” ในที่นี้ตรงกับ ภาษา อังกฤษว่า 5ฎ์เณมเข เป็นคําที่ใช้กันอย่าง ไม่ เป็นทางการ ของเก่าไม่ได้ใช้กัน คําว่า “จิต” หรือ จิตใจนั้นเป็นที่เข้าใจกันอยู่แล้วว่า หมายถึงความรู้สึก นึกคิด ส่วนวิญญาณนั้นหมายถึงสภาพรู้ เช่นรู้ทาง ตาเรียกว่าจักขุวิญญาณ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจิต แต่ บางครั้งวิญญาณก็ใช้หมายถึงจิต แต่จิตวิญญาณ ตรงกับคําวํา 50ยร์ฑ์รัญ ในภาษาอังกฤษ จิตวิญญขาณ หมายถึงมิติที่สูงส่งของจิต จิต ในระนาบธรรมตาทั้งคนและสัตว์ หมายถึงความรู้สึก สุขทุกข์ ชอบชัง จําได้หมายรู้ นึกคิด แต่จิตวิญญาณ หมายถึงมิติที่สูงส่งของจิต หรือการที่มีจิตใจสูง ความดี กุศล บุญ คุณคํา หรือจิตที่เจริญ จิตที่หลุด พัน จิตที่เห็นแก่ตัวน้อย จิตเข้าถึงสิ่งสูงสุด ในทาง พุทธ จิตวิญญาณ คือปัญญา ประเวศ วะสี จิตวิญญาณเป็นมิติที่ทําให้มนุษย์ต่างจากสัตว์ สัตว์ไม่มีบุญไม่มีบาป ทําอะไรไปก็ถือว่าทําไปตาม ธรรมชาติของสัตว์ หรือตามสัญชวตญาณ แต่มนุษย์ มีบุญมีบาปมีดีมีชั่ว ความดีหรือความมีจิตใจสูงมีได้ แต่ในมนุษย์เท่านั้น จึงกล่าวกันว่า คําว่า “มนุษย์” มาจากคําว่าจิตสูง จิตวิญญาณหรือความคี จึงเป็น ธรรมชาติของมนุษย์ที่ต่างจากสัตว์ มนุษยธรรมคือ ธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์อันค่างจากสัตว์ ความ เป็นมนุษย์จึงอยู่ที่การมีมนุษยธรรม ในชณะที่จิตของสัตว์ประเภทเดียวกันไม่ต่าง กันมากนัก เช่นจิตของสุนัขแต่ละตัวๆ หรือของลึง แต่ละตัวๆ ไม่ต่างกันมาก แต่จิตของสัตว์ที่เรียกว่า คนเเมื่อเอาระดับของจิตวิญญาณเข้ามาจับ แตกต่าง กันได้ราวฟ้าจรดดิน ดั้งแต่จิตของมหาโจร จนถึง จิตของพระพุทธเจ้า หรือของพระเยซูคริสต์ หรือ จิตวิญญาณ ของพระมะหะหมัด คนที่จิตวิญญาณคําก็จะใกล้เคียง กับสัตว์ หรือเลวร้ายกว่าสัตว์ เพราะสัตว์ก็ทําไปดาม ธรรมชาติของสัตว์มีความเห็นแก่ตัวระคับตําตาม ความจําเป็นของร่างทายเท่านั้น แต่คนมีเจตนาและ ความสามารถในการทําตามเจตนาได้มากกว่าสัตว์ ฉะนั้นคนทีมีจิตใจค่าจึงท่วอันตรายตค่อคนอื่นและ สรรพสิงได้มากกวาสัตว์ แม้ความเห็นแก่ตัวจะเป็น ธรรมชาติอย่างหนึ่งของคนแต่ไม่ใช่ธรรมซาติอย่าง เดียว มนุษย์ไม่ใด้เห็นแก่คัวตลอดเวลา และมนุษย์ สามารถพัฒนาจิตให้สูงจนแม้หลุดพันจากความเห็น แก้ตัวโดยสิ้นเชิงก็ได้ สามารถออกจากความคับแคบ ในตัวเอง (561[ ยทระอทงัทฐู ) เป็นจิตที่เลยตัวเอง ย " ๕ ๆ ออกไป ระดับของความเป็นมนุษย์ขึนอยู่กับระดับ ทางจิตวิญญาณ จิตวิญญาณสูงทําให้มีสุขภาวะ (งจ”๑|1- ๒๑์เทธ) ทุกคนเคยมีประสบการณ์ความสุขนี้แล้วทั้ง สิ้น ยามใดเราไม่เห็นแก่ตัว จิตใจหย่อนคลายเป็น อิสระ มีความสุขในการทําความดี เช่นเมื่อช่วยเหลือ ผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน หรือในการให้ รู้สึกมี ความสุขทั้งเนื้อทั้งตัว ยิ่งเห็นแก่ตัวน้อยยิ่งสุขมาก ถ้าหมดความเห็นแก่ตัวก็มีความสุขสูงสุดที่เรียกว่า วิมุติสุข หรือความสุขจากการหลุดพัน เป็นความลุข อันประณีตยิ่ง ที่บางครั้งเรียกกันว่าเป็นความลุขอัน เป็นทิพย์ หรือทิพยสุข หรือเรียกว่าเป็นความสุขทาง จิตวิญญาณ (50ยว์เพล| ในบฎฏโต658) เพราะเป็นความ สุขอันเนื่องด้วยการมีจิตวิญญาณสูง ถ้ามนุษย์ไม่พบ ความสุขทางจิตวิญญาณถือว่ายังไม่พบความลุขที่ แท้จริง ยังต้องแสวงหาอยู่รําไป คังที่คนที่มีฐานะ ดี แต่พร่องทางจิตวิญญาณ ก็ยังไม่พบความสุขที่ แท้จริง จิตวิญญาณสูงทําให้เป็นอิสระ จิตที่ติด อยู่ในความเห็นแถ่ตัวจะอยู่ในที่คับแคบ บีบคั้น เครียด ไม่สงบ จิตที่หลุดจากความเห็นแก่ตัวได้มาก เท่าไรก็ยิ่งเป็นอิสระ เบาสบาย สงบมีความสุข ความ เป็นอิสระ ความสงบ และความลุขจึงเป็นเรื่องเดียว กัน ความเป็นอิสระท่าให้รักคนอื่นได้ คนที่ถูกบีบคั้น ด้วยความเห็นแก่ตัวรักคนอื่นได้ยาก ต่อเมื่อเป็น อิสระความรักผู้อื่นเกิดขึ้นมาในตัวเอง ทําให้การอยู่ ร่วมกันหรือสังคมเป็นไปด้วยดี เกิดสุขภาวะทาง สังคม (50๐[| ๒๐1-๒๐๒๓8) จิตวิญญาณเป็นธรรมชาติ เนื่องจาก มิติทางจิตวิญญาณเป็นธรรมชาติของมนุษย์ มนุษย์ ไม่ว่าอยู่แห่งหนใดบนพื้นพิภพก็จะมีประสบการณ์ ทางจิตวิญญาณขึ้นเอง และเรียกสิ่งนี้ด้วยภาษา ต่างๆ กัน จนถึงเรียกว่าเป็น “ศาสนา” ตาสนาเป็น ธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นเองในที่ต่างๆ เพราะจิต- วิญญาณเป็นธรรมชาติของมนุษย์ มนุษย์ที่อยู่ใกล้ ชิดกับธรรมชาติรู้สึกขึ้นมาเองว่าแผ่นดินมีคุณ และ มีความศักดิ์สิทธิ์ แล้วเรียกขานว่าพระแม่ธรณี หรือ ช้ « ๕ซ้ 11๐เท6: ไฝัว แม่นํามีความศักดิ์สิทธิเรียกขาน ง ร 9, 5 = ๕ ซ์ - " “ ว่าพระแม่ตงตา ต้นไม้มีความศักดิ์สิทธิ์เรียกว่ามี ว เซ - - - : รุกขเทวตาอยู่ในต้นไม้ ในขณะที่สัตว์ซึ่งสัมผัสอยู่ 84 จ2 ล 5รผู «= ๓= 2 กบแผนตดน แมนา ต้นไม้ ไม่มีความรู้สึกอันนี้ เพราะ มิติทางจิควิญญาณมีแต่โนมนุษย์เท่านัน ดังกล่าว แล้ว พระแม่ธรณีก็ดีพระแม่คงคาก็ดี รุกขเทวดาก็ดี เป็นภาษาทีบอกถึงคุณค่าทางจิตวิญญาณ มนุษย์ ยังสัมผัสอะไรทีไม่ใช่วัตถุ เป็นสัมผัสที่ลึกลํามีความ ซ็๑ ๕ า = ว ฯ จะ ศักดิ์สิทธิ (๓1ขบบ์เธ) เลยเรียกว่า เป็นเทวตาบ้าง เป็นเทพบ้าง พระผู้เป็นเจ้าบ้าง และถือพระผู้เป็นเจ้า เป็นสิงสูงสุด การเข้าถึงสิงสูงสุดทําให้มนุษย์มีจิต- วิญญาณสูง ในทางพระพุทธศาสนาสิงสูงสุด คือ ขาณฐสู | สูงสุ พระนิพพาน หรือการหลุดพันจากความเห็นแก่ตัว โดยสินเชิง การบรรลุพระนิพพานก็เป็นการที่มีจิต- วิญญาณสูงสุด / . ในสภาวะที่มีจิตวิญญาณสูง ร่างกายจะหลัง สารเอ็นโดฟินส์ (๐๓๕๐0ไบก5) ออกมา สารเอ็นโด- ฟินส์ ทําให้เกิดความสุขทังเนื้อทั้งตัว ทําให้สุขภาพ ดี และอายุยืน การที่ร่างกายจะหลังเอ็นโดฟินส์ออก สว 4 ท , 0 มาต้องมียืนซึ่งอยู่ใน อพผล อะไรทีจําเป็นต่อการ สร 2 เย อยู่รอดของชีวิตธรรมชาติจะเอาไปใส่ไว้ในดีเอ็นเอ 4 ะ ฮ่ 5 จ, ซึ่งเป็นรหัสทางพันธุกรรม เมื่อเป็นเซ่นนีอาจกล่าว ได้ว่ามิติทางจิตวิญญาณ หรือทางศาสนาเป็นธรรม- =2 = 4. เค ง สนร่ ว, ชาติทีอยู่ในดีเอ็นเอของมนุษย์ทีเดียว เป็นเรืองทีขาด 'ไม่ได้ เพราะจําเป็นต่อสุขภาวะและการมีอายุยืนยาว ณุซุ ณ 2 ฏู ง. =ฟย หรืออีกนักหนึ่งอาจกล่าวว่ามนุษย์ขาดความดีไม่ได้ ถ้าขาดความเป็นมนุษย์จะไม่สมบูรณ์ชาดความเต็ม อิม หรือความสมบูรณ์ในตัวเอง เป็นโรคพร่องทาง จิตวิญญาณ (50บกเฟ ส่๐ณิตอต๐ท) ล " . ซ่ มนุษย์สมัยใหม่ เพราะความคิดทางวัดถุ ซึ่ง จ ซ่ ๑๑๕ ส วิทยาศาสตร์ทีเกิดขึ่นในยูโรปเมื่อประมาณ 400 ปี นํามาให้ ทําให้เข้าไปสู้ลัทธิวัตถุนิยมบริโภคนิยม ร - 2 2 = 4 มิติทางจิตวิญญาณหดหายไป ดังที่พูดกันว่า “พระ เจ้าดายแล้ว” (0๐4 15 ส่๐ล4) พระเจ้าดายแล้ว หมายถึงมิติทางจิตวิญญาณหายไป ทําให้มนุษย์ ว เซ เล ๐ ง เภ 4 ' ๕ เซ | 60 6 ชาตมิติทางลึก มีแต่ความแบนราบอยู่กับวัตถุ ไม่มี ความสุขที่แท้จริงทุรนทุรายเครียต และมีพฤติกรรม เบี่ยงเบน ความไม่สมบูรณ์ในตัวเอง ทําให้ต้องไปหา อะไรมาเติม เช่น ยาเสพติด ความพุ้มเฟือย และ ความรุนแรง ปัญหาเหล่านี้คงแก้ไขไม่ได้ตราบใด ที่มนุษย์ยังเป็นโรคพร่องทางจิตวิญญาณอยู่ ในเมื่อโรคพร่องทางจิตวิญญาณ หรือวิกฤต ทางจิตวิญญาณเป็นวิกฤตการณ์ของยุคสมัย การ ศึกษาจึงควรต้องเข้าใจประเด็นนี้ และถือว่าการศึกษา เพื่อพัฒนาจิตวิญญาณเป็นระเบียบวาระที่สําคัญของ มนุษยชาติ “ธรรมชาติของสรรพสิ่ง” เล่มนี้จึงต่าง จากหนังสือทั่วไปส่วนใหญ่ที่เน้นเฉพาะความรู้นอก ตัว แด่ได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อมิติภายใน คือ เรื่องจิต และจิตวิญญาณ วิถีทางพัฒนาจิตวิญญาณ ศาสนาใหญ่ๆ ไม่ ว่าจะเป็นยินดู พุทธ คริสต์ อิสลาม ก็คันพบวิถีทาง พัฒนาจิตวิญญาณในทํานองคล้ายๆ กัน ซึ่งล้วนมุ่ง การลดความมีตัวตน หรือความเห็นแก่ตัว กล่าวคือ ประกอบด้วย 1. การอยู่ร่วมกันที่ดี ได้แก่การเยื้อเฟื้อเผื่อ แผ่ แบ่งปัน อันได้แก่ ทาน และการไม่เบียดเบียน กัน อันได้แก่ ศีล ในสมัยปัจจุบันการเบียดเบียน กันสามารถทํากันในเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นการเบียด เบียนขนาดใหญ่ตลอดเวลา โดยผู้เบียตเบียนและ ผู้ถูกเบียดเบียนอาจไม่รู้ตัวว่าเป็นการเบียดเบียน แต่ ส่งผลกระทบต่อการอยู่ร่วมกันอย่างรุนแรง ฉะนั้น นอกจากศีลแบบโบราณที่รู้จักกันดี ควรทําความเช้าใจ การเบียดเบียนกันเชิงโครงสร้างและหาทางแก้ไข และควรทําความเข้าใจศีลในทางกว้าง ว่าหมายถึง ระบบการอยู่ร่วมกันด้วยดี ซึ่งหมายถึงสังคมทั้งหมด ซึ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาต้องรู้เท่าทัน และปรับปรุง ให้มีการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ ดูบทที่ 16 เรื่องระบบ การอยู่ร่วมกัน 2. การทําจิตใจให้สงบ การทําจิตใจให้สงบ เป็นหลักของทุกศาสนา เพราะจิตใจที่สงบทําให้เข้า . ถึงความจริงหรือปัญญาได้ง่าย การทําจิตใจให้สงบ ก็มีหลายวิธี เช่นอยู่ในที่ที่สงบ เซ่น ในป๋าหรือการ 'ไปโบสถ์ไปวัด การฟังพระเทศน์ การสวดมนต์ การ เจริญสติ การเจริญสมาธิ เมื่อจิตใจสงบก็เป็นอิสระ จากความบืบคั้น มีความปิติ มีความสุข เป็นฐานที่ ทําให้เกิดปัญญาได้ง่าย 3. ปัญญา หมายถึงการเข้าถึงความจริงของ ธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุด สําหรับศาสนาที่มีพระเจ้า พระเจ้าคือธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุด หรือจิตจักรวาล ผู้สร้างธรรมชาติทั้งหมด การเช้าถึงพระผู้เป็นเจ้า คือการยกระดับจิดวิญญาณไปสู่สิ่งสูงสุด ในทาง พระพุทธศาสนาถือว่าความจริงของธรรมชาติ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัดตา การเข้าถึงอนิจจัง ทุกชัง อนัตตาก็ท่าให้หลุดพันจากการยืดมั่นในดัวดน หรือ ธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุด คือ ความว่าง หรือสุญญตา การเข้าถึงความว่างก็เป็นการพัฒนาการทางจืต- วิญญาณสูงสุด ทางวิทยาศาสตร์จะค่อยๆ ค้นพบสิ่งที่ศาสนา ต่างๆ พบมาก่อนแต่ฮาจจะพูดโดยนัยและสํานวนที่ ต่างกัน คือสรรพลิ่งทั้งหายล้วนเชื่อมโยงเป็นหนึ่ง เดียว (โข๐ 5๓๐ 0๓๐๓๐55) นี้คือบัญญาที่ใหญ่ที่ สุดที่เข้าใจธรรมชาติคามความเป็นจริง ธรรมชาติ ตามความเป็นจริง คือสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงทั่ว สากลจักรวาลหรือยิ่งกว่านั้น ทั้งรูปธรรมและนาม- ธรรมล้วนเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน เราเป็นทั้งหมด ทั้งหมดคือเรา เราไม่ใช่ศูนย์กลางของสรรพสิ่ง แต่ เพราะการยืดมั่นในตัวดนมนุษย์ จึงคิดเอาอัดดาของ ตนเป็นที่ตั้ง แยกส่วน และชัดแย้งกับความเป็นจริง นําไปสู่ความทุกข์และการทําลาย การมีปัญญาเข้า ถึงความเป็นจริงของธรรมชาติของสรรพสิ่งว่าเป็น หนึ่งเดียวกันจะทําให้หลุดพันจากการยืดติดแบบ แยกส่วนไปเป็นอันเดียวกับธรรมชาติเรียกว่า “บรรดุ ธรรมซาติ” หรือบรรธุธรรม ประสบอิสรภาพ เมื่อถึงตรงนี้ควรจะทําความเข้าใจว่า การ เรียนรู้ของมนุษย์ควรจะเริ่มจากปัญญาไปหา ม จ 9่ ความรู้สวนทางกับกระแสการศึกษาปัจจุบันที่เงิม จากความรู้แต่ไปไม่ถึงปัญญา . ซ่ 5ๆ ๒๕ ม ปัญญาคือการรู้ทังหมด ความรตอการรเลกๆ ดิ”, "๓ / ว น้อยๆ เป็นส่วนๆ ศาสนาเริมจากปัญญาไปหาความรู้ แต่วิทยาศาสตร์เริมจากความรู้ไปหาปัญญา แต่ตก หล่นตามทางเสียก่อน โดนความโลภจับไปกิน เลย ไปไม่ถึงปัญญา ศาสนาถามคําถามใหญ่ว่าโลกคืออะไร ชีวิต คืออะไร ความดีคืออะไร และหนทางที่จะบรรอุความดี นันคืออย่างไร นี่คือปัญญาที่ใหญ่มาก รวบยอดมา เ ๒= ส = ง หมดแล้ว ถ้าเข้าถึงปัญญานีก็จะมีความเจริญอย่าง เซ - ๕ < งณามู 9 ม ๕ ม แท้จริง เมื่อมีโจทย์ใหญ่ตังข้างต้น ก็ไปหาความรู้ ๕@..5ป5 3 3 .= ซ่ ส่ 1 เรืองนัน เรื่องนี หรือเทคนิควิธีมาเพื่อให้เรืองใหญ่ เดินไปตามสันติวรบท ส่วนวิทยาศาสตร์เงิ่มจากความรู้เรื่องนั้นเรื่อง น้ เป็นเรื่องย่อยๆ แบบแยกล่วน แต่เนื่องจากไม่มี ปัญญากํากับ เมื่อได้ความรู้มา ความโลภก็เข้าครอบ งํา เอาไปแสวงหาประโยชน์อย่างเกินเลย และใช้ เทคโนโลยี ซึ่งประยุกต์ความรู้จากวิทยาศาสตร์มา เป็นอาวุธที่ไล่เข่นฆ่าคนพื้นเมืองทุกทวีป เพื่อแย่ง ซึงดินแดน และทรัพยากรมาเป็นประโยชน์ของตน แม้กระทั่งปัจจุบันแม้รูปแบบจะเปลี่ยนไป แต่การใช้ ความรู้เพื่อเอาเปรียบและแย่งซิงยังดําเนินอยู่อย่าง เข้มขัน ก่อให้เกิดความขัดแย้งและการทําลายอย่าง มหาศาลจนวิกฤต วิกฤตทั้งในตัวมนุษย์เอง วิกฤต สังคม และวิกฤตสิ่งแวดล้อมของโลกทั้งใบ นี่แหละ เป็นดัวอย่างของการแสวงหาและใช้ความรู้โดยไม่มี ปัญญากํากับ - ในฐานะที่เกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งที และโดยที่ ความเป็นมนุษย์มีคุณคําและมีศักยภาพสูงสุด เรา ควรจะทําความเข้าใจเรื่องปัญญากับเรื่องความรู้ให้ดี จะได้ไม่ตกเข้าไปสู่กระแสแห่งความเข้าใจผิด และ ทําลายความเป็นมนุษย์ของเราไปอย่างน่าเสียดาย ปัญญาคือความเข้าใจความเป็นทั้งหมดของ ธรรมชาติ ธรรมก็คือธรรมชาติ ว่าธรรมชาติคืออะไร ที่ใช้คําว่า “โลกคืออะไร” โลกในที่นี้หมายถึงธรรม- ชาติทั้งหมด ไม่ได้ถามว่าโลกใบนี้มีขนาดเท่าไร เส้น ผ่าศูนย์กลางเท่าไร ฯลฯ เหล่านั้นยังเป็นความรู้ย่อย ที่วิทยาศาสตร์เข้าไปจับ “ชีวิตคืออะไร” ถ้าเป็น คําถามทางปัญญากับคําถามทางความรู้จะต่างกัน คําถามทางปัญญา เกี่ยวข้องกับคําถามถัดไปว่า “ความดีคืออะไร” และ “ทําอย่างไรจะบรรลุ ความคีนั้น” ทางวิทยาศาสตร์ก็จะนําไปสู่ที่เรียกว่า ไฟ์๐ จิต์อ๓๐ มีภายวิภาคศาสตร์ สรีรวิทยา ฯลฯ ๑ ๕ ซ่ 6 เ เว9 - อันเป็นความรู้แยกย่อยอันเกียวกับวัตถุ ซึ่งเป็นส่วน ของชีวิต เป็นต้น ปัญญา คือการเข้าถึงความจริงของธรรมชาติ ทั้งหมดว่าเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน ทําให้คลายจาก ความยืดมั่นในตัวตน ความดีคือการคลายจากความ ยืดมั่นในตัวตน ทําให้ปฏิบัติต่อตัวเองปฏิบัติต่อผู้อื่น และปฏิบัติต่อธรรมชาติแวดล้อมในทางที่เจริญ หรือ อาริยะ ทําให้เกิดการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ มีความเป็น อาริยะและยั้งยืนทั้งโลก หรือทั่วสากลโลก เป็นโลกา- ภิวัตน์แบบอาริยะ จิตวิญญาณ ว เซ = ๕ เร เจ เด ' ลื ะ ฉะนัน ปัญญา ความดี พัฒนาการทางจิต- ล ง ป็ ลื่งจือนรรจเร ซั วิญญาณ จึงเป็นเรืองเดียวกันด้วยประการฉะนี จ ะ ๆ เมือ “ตังปัญญา” หรือเอาปัญญาเป็นตัวตัง ได้แล้ว การไปมีประสบการณ์ กิจกรรม หรือการ แสวงหาความรู้ใดๆ ต้องถือเป็นการเรียนรู้ที่โยงกลับ ๑ 3.7.5 ส| ส มาหาปัญญาเสมอ คือทําให้เราเป็นคนฉลาดขึ้น และ เ” =๕ จ ซื่อ๕ ใจ เป็นคนดีขึ้นไปเรือยๆ ถ้าเรียนรู้อะไรแล้วทําให้เรา ซี ง ส 2= 200: 2 -- เห็นแก่ตัวมากขีนถือว่าโง่ลง เพราะอวิชชา หรือ ความไม่รู้ หรือความโง่ ทําให้เห็นแก๋ตัว การเรียนรู้ ซุรณะเณนน์ย์ ศัณฑ์ ทุกวันนี่ทําให้คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น จึงเป็นการเรียน - . - ส รู้ที่ทําให้โจ่ลง การเรียนรู้จึงควรเอาปัญญาเป็นตัวตัง และโยงกลับมาหาปัญญาอยู่ตลอดเวลา ”. เซ จ ฒ ๆ| ๑ ในฐานะที่ยุคสมัยปัจจุบันเป็นยุคสมัยแห่ง “วิกฤตการณ์ทางจิตวิญญาณ” (501กณะ2] 0ทัร1ร) การแก้ไขวิกฤตการณ์แห่งยุคสมัยคือ “การปฏิวัติ ทางจิตวิญญาณ7” (50ทเณล %6๒0ใบห์๐๓) คือการที่ มนุษยชาติจะต้องสร้างมิติทางจิตวิญญาณขึ้นมาให้ เกิดความสมบูรณ์ในตัวเอง ให้จิตวิญญาณอยู่ในเนื้อ ในตัวเป็นปรกติวิสัย นั้นก็คือความเป็นมนุษย์นั่นเอง ประสบการณ์ กิจกรรม การทํางาน และการเรียนรู้ ใดๆ ควรโยงกลับมาสู่การพัฒนาความเป็นมนุษย์ให้ ดียิ่งๆ ขึ้นอยู่ตลอดเวลา มนุษย์จึงจะมีการพัฒนาที่ แท้จริง ชั ฉะนั้น หนังสือนี้ในบทก่อน ๆ ก็ดี หรือบท ๆ อ ง หลังจากนี้ไปก็ดี ไม่ควรจะใช้เป็นเครื่องเรียนรู้ ซ่ ๑ ร [ เพื่อ “ความรู้” อันเป็นสิ่งนอกตัว แต่ควรจะโยง ไปสู่การพัฒนาภายในตลอดเวลา นันคือพัฒนา ์ ย ฉั ปัญญา หรือจิตวิญญาณ ให้เราเป็นคนฉลาดขึน ง และดีขีนตลอดเวลา ๑ บทที 8 โพธิจิต สันติกโรภิกขุ ดตามธรรมชาติมนุษย์มีสิ่งวิ เศษที่สามารถ เรียนรู้สิ่งทั้งหลาย ดั้งแต่ระดับธรรมคาที่สุด เช่น วัตถุ ต่างๆ ที่พบเห็นในชีวิตประจําวัน หรือวัดถุที่ละเอียด อันยากที่จะสังเกตเห็นหรือแตะต้องโดยตรง ต้อง ใช้เครื่องมือพิเศษ เช่น กล้องจุลทรรศน์ หรือเครื่อง มือทางวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย ช่วยให้มนุษย์สามารถ เรียนรู้ระบบนิเวศวิทยา ระบบจักรวาล ระบบสังคม ต่างๆ และในที่สุดเรียนรู้เกี่ยวกับตัวมนุษย์เอง เครื่องมือในการเรียนรู้อันวิเศษของมนุษย์นี้ มีธรรมชาติอย่างไร และเป็นไปอย่างไร ในบทที่ 6 ได้รวบรวมและสรุปมุมมองที่สําคัญๆ เกี่ยวกับวิทยา- ศาสตรทางจิตที่นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้ค้นพบ ไว้ หากยังมีอีกสิ่งหนึ่งซึ่งวิทยาศาสตร์ทั้งหลายไม่ กล้าพูดถึง แต่เป็นสิ่งที่ศาสนาทั้งหลายยืนยันว่ามีอยู่ จริง เป็นสงทีมนุษ์เข้าถึงได้ และน่าจะเช้าถึงอย่าง ยิ่ง สิ่งนี้เรียกว่า “ธรรมชาติสูงสุด” หรือ “สัจธรรม สูงสุด” ในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “บรมธรรม” คือธรรมอันยิ่งใหญ่บ้าง บางรั้งเรียกว่า “อมต- ธรรม” คือความไม่ตายบ้าง โดยนามที่รู้กันทั่วไป มากที่สุดคือ “นิพพาน” ซึ่งหมายถึงความสงบเย็น ซ่ สซื ' เก็ป้, ทีเป็นการคับไม่เหลือแห่งความทุกข์ทั้งหลาย ศาสนา พุทธยืนยันว่ามนุษย์สามารถรู้จักและเข้าถึงธรรมซาติ เ "ต =๑4 4 / 5 อันวิเศษนี่และธรรมชาติยืนทีใกล้เคียง การรู้จัก ประสบ หรือเข้าถึงธรรมชาติเหล่านี่ มีอยู่อย่างไร โดยเหตุปัจจัยอะไร และเป็นไปอย่างไร เป็นคําถาม ซ่อ ที่สําคัญยิง ล 0 "" คําถามดังกล่าวข้างต้นสามารถตอบได้โดยวิธี เช่นใร จะใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ปรัชญา หรือ เศ ล สรซ้ จ ศาสนา ยังเป็นเรืองที่ไม่ชัดเจนนัก ในทีนี่ ผู้เขียน =๑4 ฏู ขอเสนอการตอบโคยมองจากมิติที่บางคนอาจรู้สึกว่า เป็นแง่ตรงกันข้ามกับวิทยาศาสตร์ คือมิติทางด้าน ศาสนธรรม แต่ในความเห็นของผู้เขียนภลับคิดว่าไม่ ใช้สิงตรงกันข้าม ถ้าหากเราศึกษาอย่างแท้จริงและ ส ซู เม ==23 ๕ ซ ล ง ลีกซึ้ง จะเห็นว่าทั้ง 2 มิตินี่เป็นภาคีกันมากกว่า และ ถึงแม้ว่าแง่มูมและวิธีการบางส่วนจะต่างกันบ้าง แต่ อีกหลายส่วนก็ไม่ต่างกันนัก 4 คว เจ ๕... 3 อนึ่ง เนื่องจากผู้เขียนในฐานะเป็นนักบวชที่ นับถือศาสนาพุทธฝ่ายเถรวาท จึงขอนําธรรมะ ของพุทธศาสนาเป็นตัวอย่างส่วนใหญ่ และหาท จ จ, -" ง จําเป็นจะกล่าวถึงศาสนายินด้วย สมองพระใโพธิสิตว์ เมื่อพูดถึงสมอง นักวิทยาศาสตร์แทบทั้งหมด จะบอกว่ามี 3 ชั้น แบ่งชั้นเปลือกนอกเป็น 2 ซีก คือ ซีกซ้ายและซีกขวา และคนส่วนใหญ่มักเชื่อตาม นั้น แต่ยังมีนักวิทยาศาสตร์บางคนที่สนใจสมองใน ระดับที่สูงกว่า เช่น ไบรอัน สวิมม์ (8ถ่อ๓ 5หกกา๐) ไม่ได้มองเพียงแค่ว่าสมองเป็นก้อนเนื้อสืเทาที่อยู่ใน กระโหลกศรีษะ แต่มองเห็นเป็นระบบใหญ่ที่รับเอา ข้อมูลข่าวสารจากอายตนะ คือ ดา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วนําไปแปรเปลี่ยนหรือตอบสนอง ไบรอัน สวิมย์ ชี้ว่าสมองมีอยู่ทั่วไปในร่างกาย โดยเฉพาะ อย่างอิง ระบบประสาทที่อยู่ใต้ผิวหนังของเรา ใน เรื่องนี้มีนักวิทยาศาสตร์กอุ่มหนึ่งวัดสนามแม่เหล็ก ที่มาจากร่างกายมนุษย์ และพบว่าสามารถวัดได้ใน ระยะห่างจากร่างกายประมาณ 1 เมตร และในบาง กรณีสามารถวัดได้ถึงระยะ 8 เมตร สนามแม่เหล็ก นี้เป็นอย่างไร มาจากไหน เป็นลิ่งที่ยังตอบได้ยาก แต่ดูเหมือนจะขึ้นอยู่กับระบบหัวใจและสมอง อย่าง ไรก็ตามผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องนี้กลับไม่ใช่นักวิทยา- ศาสตร์กระแสหลัก หากแต่เป็นนักศาสนาที่สนใจ วิทยาศาสตร์ สําหรับทางด้านศาสนา มีความเห็นว่ามนุษย์ มีสิ่งที่เรียกว่า “จิต” หรือ “ใจ” ซึ่งมีสมรรถภาพบาง อย่างสูงกว่าที่นักจิตวิทยา นักประสาทวิทยา หรือ นักปัญญาประดิษฐ์ (แยกิ๐ม โต๒อ]ป้ชอ๒๐) ทั้ง หลายรู้ นอกเหนือจากหน้าที่ของสมอง อาทิ การเก็บ ข้อมูล การใช้เหตุผล ความรู้สึก และจินตนาการแล้ว นักศาลนาเห็นว่าสมองมีส่วนที่เรียกว่า “จิตใจ” ด้วย ฉ่อัปฑ์1 เจ๑มี่ หากจะเรียกสิงนีด้วยคําว่า “สมอง” อย่างที่ ล ว ซอบเรียกกันในสมัยนี คงต้องเรียกว่าเป็นสมองซัน ซ่ 9 - ก ว ที 4 หรือเป็น “สมองพระโพธิสัตว์” แต่ในบทนีจะ ย = : 4 ๑ เว เรียกว่า “โพธิจิต” ซึงหมายถึงจิตฝ่ายตูง ในปัจจุบัน เทลัล าไตโน ๓ ยังไม่มีคําที่จะอธิบาย “โพธิจิต” ได้อย่างลึกซึ่งชัด 1 ๑ 3 ค ๆ เจน คําว่า “โพธิจิต” นี่เป็นตําแปลจากภาษาอังกฤษ 4. ง : ค” !. ว่า 40บก์เณญ์1ร์เะ ซึ่งบางคนแปลเป็นภาษาไทยว่า “จิตวิญญาณ” สําหรับผู้เขียนขอใช้ค่าว่า “โพธิจิต” ณี = ๑ มย =.ส4 . เพื่ออธิบายถึงจิตหรือส่วนสูงของจิตที่แสวงหาสัจ- ญณฒณ ซ๕ 4= ธรรมและความรักอันบริสุทธิ์ ตราบใดที่จิตฝ่ายสูง เว เล % = เข้าถึงสัจธรรมและความรักอันบริสุทธิ์ คราบนั้นจิตจะ อยู่เหนือความเป็นทุกข์และเหนือปัญหาทั้งหลาย ส 3= ' ๆ เร เมือใดที่จิตฝ่ายสูงไม่เช้าถึงสัจธรรมและความรักอัน -=- 5 2 บริสุทธิ์ ยังถูกคงครอบงําโดยความไม่รู้ สัญชาคญาณ การคิดฟุ้งข่าน และอารมณ์ความรู้สึก เมื่อนั้นก็จะ = ว่ เกิดปัญหาอยู่เรือยไป = 1 ==3 =.2ว่ ค จิตฝ่ายสูงหรือโพธิจิตนีเป็นจิตที่เป็นไปเพื่อ เ- ฯ ง บรรลุสัจธรรมทีสูงสุด ทําให้ผู้คันพบหมดปัญหาและ สูงสุ แรง หมดความทุกข์ นอกจากนี ในการเจริญและพัฒนา == = 2.4 ๆ 2 โพธิจิตจะเกิดสิงที่ดีงามมากมาย เช่น ความรักหรือ เร = ” ความเมดดาอันไม่มีเงื่อนไข ความอดทนระดับสูงสุด ความกล้าหาญ ความอ่อนน้อมถ่อบตน ความแข็ง อณา คง สฟู แกร่งที่ไม่แข็งกระตด้าง ความนิ่มนวลที่ไม่อ่อนแอ ความสว่างไสว ความสงบเย็น เป็นต้น พระศาสตวทุกพระองค์ได้ค้นพบและพัฒนาสมรรถ- ซั 4 ส 9, ฮะ ๆ.ห ภาพนีจนถึงที่สุด และมีสาวกจํานวนมากที่ทําได้เช่น กัน รร @ = ฒ@ 5 5 ซิ | ๕ แซม วิญญาณธาตุและอวิชชา ในวัฒนธรรม ปรัชญา และศาสนาของอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพุทธศาสนา จิตทุกระดับจน กระทั่งโพธิจิคหรือจิตพระพุทธเจ้า เป็นปรากฏการณ์ ของสิ่งที่เรียกว่า “วิญญาณธาตุ” วิญญาณธาตุเป็น สิ่งที่บอกไม่ได้ว่ามีที่มาอย่างไร ในขณะที่นักวิทยา- ศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่า จิตเป็น ๐0๐ก๐ธา๐กอก ของวัตถุ คือเป็นสิ่งที่เกิดหลังวัตถุ ไม่มีความหมาย หรือความสําคัญเหนือไปกว่าวัตถุ นักศาสนาจํานวน มากเห็นว่าวิญญาณธาตุ หรือจิต หรือพระเจ้า แล้ว แต่จะเรียก มีมาก่อนวัตถุ ในพุทธศาสนาแม้ไม่ถึง ขนาดยืนยันว่าจิตมีมาก่อน แต่ก็ไม่ยอมรับว่ามาที หลัง เพราะในชีวิตคนเรานั้น วัตถุและวิญญาณธาตุ อยู่ควบคู่กันมาตลอด ยิ่งกว่านั้น พุทธศาสนารวม ทั้งศาสนาอื่นๆ ต่างยืนยันว่า “จิต” หรือ“วิญญาณ- ธาตุ” มีอยู่จริง และมิได้เป็นส่วนของร่างกาย หรือ วัตถุ หากเป็นอีกด้านหนึ่งของธรรมชาติ เฉพาะอย่าง ยิ่งในลิงที่มีชีวิต และสําคัญกว่าฝ่ายกายหรือวัตถุด้วย ซ้้าไป เมื่อใช้คําว่า “วิญญาณ” ในภาษาบาลีไม่ได้ แปลว่าสิ่งที่ออกท่องเที่ยวเมื่อเรานอนหลับอยู่ หรือ เมื่อดายแล้วสิ่งนี้จะแล่นไปแสวงหาที่เกิดใหม่ หาก หมายถึงสมรรถภาพในการรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งเป็นสมรรถภาพหรือหน้าที่ (โล๐บ่อก) พื้นฐานที่สุดในการที่เราจะรับรู้ รู้สึก หรือคิดนึก อะไร นอกจากนี้ วิญญาณธาตุยังมีความหมายที่ ลืกลงไปอีก คือเป็นจิคที่ยังไม่ได้ทําหน้าที่โดยตรง เมื่อมีเหตุปัจจัย วิ วิญญาณธาตุจะทําหน้าที่ต่างๆ ซึ่ง มีหลายซื้อ อาทิ การรู้แจ้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ทางจิตใจบ้าง หรือชื่ออื่นๆ ที่ใช้ตามหน้าที่ที่ปรากฏ ออกมาในขณะที่วิญญาณธาตุหรือธาตุจิตถูกกระตุ้น สิ่งหนึ่งที่จะต้องพูดพร้อมกันไปคือสิ่งที่พระ- พุทธเจ้าตรัสว่าหาจุดเริ่มต้นของมันไม่ได้ แต่เมื่อสบ = ร เก 9, ล ฉ่/ " โอกาสสิงนีจะเข้ามา เว้นแต่จะถูกกันด้วย “เครือง มือ ง ดเคอาคไจเไอ ซึ่งรัส ทางธรรม” อันเหมาะสม ก็เข้ามาไม่ได้ สิงนีคือ 1 ร. ส « .3 ตวามไม่รู้หรืออวิชซา (1๓๐๒๓๐๐) เบืองคัน อวิชชา คือไม่รู้ เช่น เด็กเกิดใหม่ไม่รู้อะไรหลายอย่าง แค่ เมือ = ” ซั = ซ ๑ เด็กเจริญเติบโตขึ้น มีการเรียนรู้ เรียนถูกเรียนผิด ง ส่๓ 4 เปา- ร4.๓ - ส่วนที่ผิดเนื่องจากไม่เข้าใจความเป็นจริงของชีวิต = 5 4 โลกและธรรมชาติ หากพื้นฐานของมนุษย์อยู่ที่ "ง 4 ง 8 ๑ - 5, อวิชชาซึงควบคู่กับจิตมาตลอด ไม่ว่าจิตจะทํางาน ในส่วนไหน มีหน้าที่อย่างไร มักจะทํางานภายใต้ อิทธิพลของอวิชชาหรือความไม่รู้เสมอ หากมองใน 4 4, ๑, วฮ่า: ต. ใจ บ้าง หมายถึงเวทนา-ความรู้สึก สัญญา-ความ แง่ลบจะเห็นว่ามนุษย์อาจทําอะไรที่โง่เขลา แต่ถ้า ว่ อ ญะ ๑ , - ง ง. เสซอนรอว จ สําคัญมันหมาย และสังขาระ-การคิดนึกปรุงแต่ง มองอีกมุมหนึงจะเห็นว่า ความไม่รู้จะบีบบังคับให้ เร (6 ( เพ เน” @ . ส่ง มนุษย์จําเป็นต้องแสวงหาและเรียนรู้ ตราบโดที่ไม่ เง * เอ๓ ซี2๑3 - "ค รู้สิงที่ควรรู้ เช่น ชีวิตคืออะไร ชีวิตนี่มีไว้เพื่ออะไร ความลุขที่แท้จริงคืออย่างไร เป็นค้น ความผิดพลาด ล ๑ = ฒ มักเกิดขน ผลของความผิตพลาดคือความอืดอัด เจ็บ ปวด ลําบาก ไม่สบาย เครียด เป็นทุกข์ ความ รู้สึก . ณะ ส 4 = ทั้งหลายเหล่านีบีบค้นจิตใจมากขึ้นเรื่อยๆ จง อด 0 เมลดพนธุกบดน : จ ๑ ร ในการทําความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของ ซ่ ฆู2 " |. ส จิตที่ก้าวหน้าเนื่องจากการบีบคันดังกล่าว มีอุปมา เ เ ซู ๑2 อุปมัยง่ายๆ ดังนี่ จิตส่วนลึกคือโพธิจิต เปรียบ = ๕ 5 ๕ เซ ม, " เสมือนเมล็ดพันธุ์ และเมล็ดพันธุ์นันมีสิงแวดล้อมอยู่ "| ซ่ ฒณ ซ่ เซ ซึงจะเปรียบเทียบกับดิน เพื่อการขยายความขอให้ นึกถึงเมล็ดข้าวกับดินในท้องนา เมล็ดข้าวที่สมบูรณ์ มีพันธุกรรมอยู่ใน [0]44 มีอาหารที่หล่อเลียงเพื่อ การเจริญเดิบโตแข็งแรง และมีสัญชาต- ญาณที่จะพัฒนาตามธรรมชาติของ จ ' ม มัน แต่แค่นียังไม่พอ จะต้องมี ห, ค "9 *»= ดินด้วย ซึงในที่นี้ขอให้ดิน เป็นคําสรุปของปัจจัยภาย ว่ง ก น อ นอกทีจําเป็นอย่างเช่น แร่ ๕ 53% ธาตุ ความชื้น นํา ความอบ 4 ๕ - อุ่น แสงแดด และสิงอื่นๆ ที่ มีผลต่อการเจริญงอกงามของ 1 จ « ๒ 0 เมล็ดข้าว ถ้าหากเมล็ดข้าวนั้น ต์ไซีฉิคครีกธิ«ปอซี สมบูรณ์แค่ไม่มีดินหรือดินไม่ดี มันกึงอกไม่ได้ หรืองอกแล้วก็ตายไป ย 4 ซั - หรือหากว่าไม่มีความชืนเพียงพอ หรือเปียก แฉะเกินไป มันก็ไม่งอกหรือเน่าเสีย หรือถ้าความ อบอุ่นไม่พอก็ไม่งอก ถ้าร้อนเกินไปก็ไหม้ และ 1จิต - จิตวิญญาณ ต้องไม่มืองค์ประกอบบางอย่าง เช่น ถ้าดินถูก เฟ ๒4 ง: ว ซ = ง ไม่ได้ที่จะแสวงหาสิงที่ดีกว่า หรือเหนือกว่า ความ 54 ส ๕| วั -. ๑ ส รู้สึกที่เป็นทุกข์นี่เป็นธรรมชาติของจิตที่จะแสวงหา ความรู้ที่สูงกว่า ที่ถูกต้องกว่า แง่มุมของศาสนาเช่น ฮัสจ < 2 สอุว 5ง ะ นีซีให้เห็นว่ามีสิงทีผลักดันวิวัฒนาการมาตังแต่แรก ม ๑ 3 ก. "ด ”: 9 สร้างสิงที่เรียกว่า “มนุษย์” ขึ้นมา และในที่สุดได้ บังเกิดเป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า ผุดบังเกิดของโพธิจิต เหยียบจนแน่นเกินไป หรือมีแมลงศัดรูมากเกินไป เล ไล เซปี เมล็ตพันธุ์นันก็เจริญเติบโตไม่ได้ ความพอเหมาะพอดีระหว่างความสมบูรณ์ ของเมล็ดพันธุ์และความเหมาะสมของดินเท่านัน - เจ จ ซ่ = . ที่จะทําให้เมล็ดข้าวก็จะงอกและเจริญเดิบโตได้สวย ส =๑ ว ส ซ้ ซม๕๕ และเมื่อมีสิงแวดล้อมเอือเฟื่อ เมล็ดพันธุ์นั้นจะโต “ค: เจ. คน. ขึ้นเป็นต้นข้าว และคันข้าวก็เจริญเติบโดจนตกรวง : เว . ส เ= ข้าวเพื่อจะนําไปหุงต่อไป นีเป็นอุปมาอุปมัย ว : ที่เข้าใจไม่ยาก เมล็ตพันธุ์เปรียบเป็นศักย- ภาพอันสูงสุดของวิญญาณ ธาตุที่จะงอกและเข้าสู้สัจ ว - ง, ธรรมในที่สุด อาจจะเรียกว่า อยู่ใน 1ง4 ของมนุษย์แล้ว โดยจะงอกและเจริญได้ต่อ ฆ ส ไปในสิงแวดล้อมที่พอเหมาะ พอดี หากโพธิจิตหรือจิต- วิญญาณมนุษย์เกิดในสิงแวดล้อม ว ซ= = เว ทีมีความเครียดก็จะเจออุปสรรค ถ้า = = ง ๑ เกิตในสิงแวตล้อมที่มีความรุนแรงก็จะผิดพลาด เจ็บปวดตลอดเวลา เป็นต้น แต่เมื่ออยู่ในสิงแวดล้อม - คง ที่เอือก็จะเปร่งศักยภาพมากมายออกมา จิตวิญญาณงอกออกมาจากวิญญาณชธาตุ จ ๑ ก วิญญาณธาตุงอกออกมาเป็นวิญญาณทิรับรู้สิงต่างๆ == ง 4 , '= ในชีวิตและโลกที่แวดล้อมอยู่ มีการเผชิญหน้ากับ = 9, = ส = สิงแวดล้อม โดยธรรมดาปกติของมนุษย์เราเมือมี การชนหรือแม้แต่การกระทบกระแทก ในภาษาจิตใจ เรียกว่า ความทุกข์ ความขัดเแย้งหรือความเครียด นันเอง สําหรับจิตของเด็กๆ ความทุกข์ขัดแย้งหรือ ซ ณซูซุข เท่ง+@ = ความเครียดเป็นสิงทีเข้าใจไม่ได้ จึงต้องหาทางหลีก ส ซ ๑ 2 จง เลี่ยงตามประสาเด็ก โดยใช้วิธีหรือยุทธศาสตร์ที่เด็ก เซ = งส เล 2 2 ซ อายุไม่กีเดือนไม่กีขวบ อันนี้ในภาษาจิตวิทยาเรียก ว่า “กลไกป้องกันตัวเอง” (สอถ็6๓56 กาอ๐กสญรกา) ส = = ง ม> 4 4 = เมื่อมีการเผชิญระหว่างด้านหนึงทีเป็นส่วนลึก เณ สฟ เจ ๓ ฆ ซ่ จ . ของจิตทีไม่รู้สึกตัวหรือที่รู้สึกตัวอยู่แต่ขาดความรู้ - // แล้วอีกด้านหนึ่งเป็นสิงแวดล้อม เช่น สภาพในครอบ ครัว โรคต่างๆ ดินฟ้าอากาศ ข้าวปลา อาหาร เสียง ดัง ค่านิยม สภาพสังคม เป็นต้น ก็เกิดความขัดแย้ง « @ เณ ๕ จ| ความเจ็บปวด หรือความทุกข์ทีเด็กๆ ทนไม่เป็น เด็กๆ จึงดินรนหาทางออกโดยอาศัยสัญชาตญาณ เซ , ส 9 ค จนพบวิธี คตือกดใกป้องกัน เมือพบกลไกสําหรับ เ เ 2 ล ป้องกันตัวเองแล้ว ก็จะใช้ซ่าชากอยู่อย่างนั้น เพราะ ม เลล=ซ ส ู-= ส เง ร รู้อยู่แค่วิธีเดียว และเมื่อเติบโตขิ้น เด็กจะค่อยๆ พัฒนาวิธีคิดและอารมณ์ต่างๆ จนเป็นอัตลักษณ์ หรือเป็นอุปนิสัย แล้วยืดถือว่า “เป็น ตัวเรา” (โดย ว ซ้. ส ฉ่.ฬ ง, 5 ไม่รู้สึกตัว) นี่จึงเป็นที่มาของสิ่งที่เรียกว่า “ตัวตน” -. ” น 1 หรือ “บุคลิก” ซึงจะกล่าวถึงรายละเอียดในภายหลัง กลง:, > ง, “ห ในส่วนที่ว่าด้วยตัวดนจะกล่าวถึงในหัวข้อ “บิ๊กแบง "ว ง ง =. ง, ดิ<. แห่งตัวกู” ส่วนเรืองบุคลิกภาพจะกล่าวถึงในหัวข้อ “นพลักษณ์” หรือตัวตนเก้าจําพวก ว - ล ง, ก่อนจะเข้าถึงรายละเอียดเหล่านั้น จะขอกล่าว = 0». = 42. ฑ นภ, ถึงการพัฒนาของจิตที่ค่อยๆ พัฒนาอยู่ท่ามกลาง ซด๓ ซ่ ซ่ ส่ย อิทธิพลของสิงแวดล้อม ในบทที่ 14 ซึ่งว่าด้วย “สังคมวัฒนธรรม” เราจะเห็นได้ชัดว่ามนุษย์ต่าง 2 ว์( - 8“, - 8“, ร. จากสัตว์ตรงทีสามารถพัฒนาการเรียนรู้ให้มากกว่า สญชาตญาณ และสามารถอยู่เหนืออิทธิพลของสิง แวดล้อมได้ โดยโพธิจิตมีหน้าที่พัฒนาการเรียนรู้ ให้อยู่เหนืออิทธิพลของสัญชาตญาณและสมรรถ- =.ส เล ไว : ภาพของจิตทีเป็นธรรมดาทัวไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ไปเพื่อความอยู่รอดทางร่างกาย เช่น การสืบพันธุ์ และกามารมณ์ โพธิจิตเป็นสมรรถภาพของมนุษย์ที่จะมองเห็น และเข้าใจสิ่งเหล่านี้โดยถูกต้อง กล่าวคือไม่ปฏิเสธ แต่รู้ว่าไม่ใช่ความหมายขั้นสุดท้ายของชีวิต ความ หมายที่แท้จริงของชีวิต ในบางศาสนาเรียกว่า “บรม ธรรม” หรือในบางศาสนาเรียกวํา “พระเจ้า” สําหรับ ในศาสนาพุทธนั้นเรียกว่า “นิพพาน” สิ่งที่กีดกั้นโพธิจิตและทําให้ชีวิตของมนุษย์ พลัดพรากจากลิ่งสูงสุดหรือความสุขสุดยอดนี้ คือ ความเห็นแก่ตัว เมื่อจิตยังคิด นึก รู้สึก และกระทํา ดามอํานาจอวิชชาก็มักจะจบอยู่ที่ความเห็นแก่ตัว ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความเห็นแก่ตัวชั้นหยาบที่ ชาวบ้านเรียกว่า “บาป” หรือความเห็นแก่ตัวที่ทั่วไป ยอมรับกัน เช่น การเที่ยวสนุกสนานอย่างไร้สาระ หรือความเห็นแก่ตัวชั้นประณีตที่อยู่ภายในไม่ ปรากฏอยู่ภายนอก สิ่งเหล่านี้ทําให้จิตใจไม่สะอาด สว่าง สงบ และกีคกั้นการพัฒนาชีวิตในขั้นที่สูงขึ้น ไป เพราะฉะนั้นการเข้าถึงโพธิจิตจะต้องหาวิธีเอา ชนะความเห็นแก่ตัวทั้งหลาย หนทางยกจิตอยู่กับโพธิ ถ้าจะสรุปคําสอนของศาสนาอาจกล่าวได้ว่า โพธิจิตมี 3 ทาง (มรรค) เพื่อที่จะชนะความเห็นแก่ ดตัวได้ ส1 3 ทางแรก เรียกว่าถารให้หรือการเสียสละ ซื้อใจเลดเรรรีดิคลังเฉิจซี้. ๓ เมือในตัวเรามีนิสัยดังเดิมที่จะเอาอะไรเป็นของตัว ๕๑ ๑ 4. ม ๕๕ จ หวงของ จะกินสิ่งที่อร่อย เป็นต้น โพธิจิตรู้จักที่จะ ให้ผู้อื่นในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ให้สิ่งของก็ดี ให้เวลา ก็ ดี ให้ความเป็นเพื่อนก็ดี ให้ความรู้ก็คี อะไรก็ได้ ฮ่ เช จ มเซ เง จะ, [ด ที่เป็นประโยชน์กับผู้อื่นและทั้งตัวเองด้วย (ถ้ามัน ผด จนป เวร ไม่มีประโยชน์กับตัวเอง การให้นั้นๆ ไม่สู้จะมีความ 2 ลึ หมายอะไร) สําหรับเด็ก “ผู้ยิน” อาจจะหมายถึง จ เซ จ - ว ลี พ่อแม่พิน้อง และเพื่อนๆ สําหรับผู้ใหญ่ ผู้ยินทีเป็น ๓ = ๒ ๕ฟี52 | ลูก เมีย สามี หรือเพื่อน “ของเรา” ก็ไม่นับเป็นผู้อื่น ม เ เฉะญี่ ร ต้องพันจาก “ของเรา” จึงจะนับว่าเป็น “ผู้อิน” ไม่ ๑ ว เช่นนันก็ยังเจือปนความเห็นแก่ตัว ยิงเสียสละมาก ๓โอลี่ ล บน เท่าใดยิงเป็นการชนะความเห็นแก่ตัวมากเท่านั่น ”: ทางทีสอง คือการแสวงหาความหมายหรือ ส4 2 ” ฯ อง คุณค่าที่สูงขึ้นไปเรือยๆ จนถึงที่สุด ไม่ว่าเราอยู่ใน ระดับใดของชีวิต มักจะมีความหมายหรือคุณค่าบาง =- ๑ ๑ ' ซ่ อีน2น. ง อย่างทีเรานับถืออยู่ เช่น เมือเป็นวัยรุ่น คุณคําชีวิต 1ส๑ ซู ซ= น อยู่ที่สิงต่างๆ เช่น การได้คะแนนดี การเล่นสนุก ลั คคศคล สนาน การเกี่ยวพาราสี แต่พอมาถึงวัยที่เป็นพ่อแม่ = " ไร ฐ ส ร ความหมายก็จะเลื่อนชั้นสูงขึน เป็นเรืองความรับ ผิดชอบต่อครอบครัว สร้างบ้านที่ปลอดภัย ที่เป็น ย ะ ห ร ประโยชน์ต่อครอบครัว การทํางาน ทํามาหาเฉี่ยงซีพ และความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นตัน ความหมาย ฏ 2 ๑ หรือคุณค่าของชีวิตมนุษย์ยังมีอีกหลายชั้น โพธิจิต = 4 ว 4 จ, ว ก็เลือนชั้นไปเรื่อยๆ จนถึงชันทีเรียกว่าคุณค่าสูงสุด หรือความหมายอันแท้จริงของชีวิต | ค ทางที่สาม คือการพันไป ในชีวิตมนุษย์มี =- : คน. ธรรมชาติที่จะแสวงหาและก้าวหน้าอยู่แล้ว และใน <= =. พ สมรรถภาพนี นอกจากใช้ในการหากิน การสืบพันธุ์ การสนุกสนาน เรายังสามารถใช้คิดในสิ่งที่ไม่เคยคิด =. ๕ น 4 จินตนาการในสิ่งที่ไม่เคยฝันมาก่อน ตั้งคําถามใน = 4 9 เสปี ซ ด ฯ ๓ ๕ ๑ ส4 สิงที่ตัวเองยังไม่ได้เห็น แล้วในที่สุดเข้าถึงสิงซึง ไม่เคยประสบมาก่อน การจะทําเช่นนี้ได้บางครั้ง ม 4 จซึ้ง จี วอรร์ ต้องอาศัยคําเดือนจากผู้อื่น ตังที่พระพุทธเจ้าเรียกว่า = เจ ' ซ “ปรโตโฆสะ” (เสียงจากผู้อิน) แต่อย่างไรก็ตาม เรา ฉ่ = สามารถใช้สมรรถภาพนี้ให้ก้าวพันจากจุดที่เรายืน ร ว 4 น เจ จ เ อยู่ ไปสู้จุดใหม่ ไปหาสิงใหม่อยู่เรือย ไม่ต้องย่าอยู่ จ ซ่ กับที่ ะ เงร โดยสรุป ทั้ง 3 ทางนีจะนําพาชีวิตไปอยู่เหนือ - " สิงที่เรียกว่า “ความเห็นแก่ตัว” และเมือชีวิตอยู่ = ง 9 ๑ 4ส เหนือความเห็นแก่ตัว จะปมีสุขภาพจิตทีดี ในภาษา ง, 4 7 อ อังกฤษเรียกว่า โร๐ปก” ซึ่งโดยรากศัพท์ เป็นคํา จ จะเลื้งเรรค ล เดียวกันกับสิงทีเรียกว่า ๒๐16๓๐55 (เอกภพ) ยัง = - ซื5น4 ๑ มีรากศัพท์เดียวกันอีกคําหนึ่งคือ โจ้๐19 (ความ จ อบรึง ซึ่งสี่ ด ส ศักดิ์สิทธิ์) สิงทีเป็นความสุขสูงสุดคือความเป็นหนึ่ง ซุสอึ่ ม ส «ส4 “- เดียวที่สุด ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด จะเข้าถึงได้เมืออยู่เหนือ ความเห็นแก่ตัว บางคนยังมองชีวิตโดยนัยแห่งมิติ ย จํสั ะ, ของเวลา กล่าวคือ สิงนีจะเข้าถึงได้ในอีกหลายวัน 4 = เช. ง 93 วุฯ หลายปีหรือหลายชาติข้างหน้า แต่มีอีกแนวหนึ่งที่ เป็นการมองเหนือเวลา ไม่ถูกครอบงําโดยกาละและ =. 7 ) ๕ เ๓๑ 4 เทศะ (ถักก6 ล๒4 508๐๐) โดยวิธีนีจะเห็นว่าจิตที่ “ไ ณะ ๑ ซั 2 ซิ สะอาดบริสุทธิสงบสุขอาจผุดบังเกิดขึนเมือใคก็ได้ ณะ สโลม่ ซ้. ซ่, ก. ๒ร ทันทีที่จิตละทิงความเห็นแก่ตัว โดยปฏิบัติคาม 3 ค๑ซ่ เว วิธีที่อธิบายข้างต้น จิต - จิตวิญญาณ “บิกแบง” แ ความเห็นแก่ตัวเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับวิวัฒนา- การและวัฒนธรรมของมนุษย์ นักโบราณคดีและนัก มานุษยวิทยาได้ศึกษาพบว่ามีปรากฏการณ์เมื่อ สามหมื่นกว่าปีที่แล้วที่พบศพมนุษย์ หรือ อ0๓๐ รรม1อตร ถูกฝังไว้อย่างเป็นระบบ แต่นอกจากฝัง ร่างกายไว้ในหีบหรือเก็บไว้ในถ้าแล้ว ยังมีสิ่งของ อื่นฝังไว้ด้วย แสดงว่ามีความจงไจในการฝังศพ พร้อมสิ่งของเหล่านั้น บางส่วนดูจะเป็นประโยชน์ กับชีวิตหลังความดาย ในเวลาก่อนหน้านี้ไม่พบ ปรากฏการณ์อย่างนี้ แสดงว่ามนุษย์เริ่มนึกถึง ความตาย รู้จักกลัวดาย และมีวิธี การเผชิญหน้า กับความตาย หวังว่าเมื่อตายแล้วจะไปอยู่ที่อื่น จึง เกิดพิธีหรือระเบียบฝังศพขึ้น อีกส่วนหนึ่งก็พบว่า มนุษย์ได้ใช้ภาษามาเกือบ ห้าหมื่นกว่าปี แต่ระยะเริ่มแรกเป็นภาษาที่ใช้กิริยา เป็นส่วนใหญ่ ดํานามไม่ค่อยมี ภายหลังมีคํานามคือ ชื่อของสิ่งของทั้งหลายรวมถึงชื่อคนด้วย และมีคํา เช่น ชํา เอ็งภู มึง ฐู เป็นต้น สรุปว่าในเวลา สาม หมื่นหรือสิหมืนปีที่แล้วมา เร็มมีสิงที่เรียกว่า “ตัว ตน” เกิดขึ้น การพิสูจน์รายละเอียดของเรื่องนี้ทําได้ลําบาก เพราะไม่ได้มีการจารึกในวัตถุโดยรง แต่อนุมาน ได้ว่ามีอยู่จริง ในด้านศาสนาก็ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ อย่างนี้อยู่ในคัมภีร์ต่างๆ ของศาสนาแต่ละศาสนา เช่น ในคัมภีร์ ๐๒๐515 ของชาวยิว (1ร๐๒๓๐๓) ซึ่ง เป็นบทแรกในคัมภีร์ใบเบิดของคริสต์ศาสนา และ เป็นที่นับถือของชาวมุสลิมด้วย ก็บันทึกไว้ว่ามีสวน สวรรค์อันสุขสบายที่สุดแห่งหนึ่ง ชื่ออีเดน ((3ฒอน ๑34๐0) สวนแห่งนี้เป็นธรรมชาติ บริสุทธิ์ มีอาหาร การกินอุดมสมบูรณ์ มนุษย์อยู่ได้ทั้งหญิงทั้งชาย โดย ปราศจากปัญหาหรือความทุกข์ใดใด: จนกระทั่งวัน 4 - - =. หนึ่งมนุษย์ละเมิดดําสังของพระเจ้า ไปกินผลไม้ต้อง 4. ง. เค . จะ” ญ่ ห้าม ที่มีชื่อว่า “คันไม้แห่งการรู้จักดีและชั่ว” ซึ่ง เว 9 ทง อ เด ค พระเจ้าเคยทรงห้ามไว้แล้วแต่มนุษย์นันตือ อิทธิพล = เร ซ่9, =. ของอวิชชานันเองที่ทําให้มนุษย์อยาก เลยกินผลไม้ ต้องห้ามดังกล่าว พอกินเข้าไป แม้มนุษย์ได้รู้อะไร ติ 8 ม ท มากขีน แต่ก็ถูกพระเจ้าลงโทษ โดยการขับไล่มนุษย์ ส ะ 1 ออกจากสวรรค์ หรือสวนอีเตนนัน และต้องประสบ ๑ จ, ด่ >. เจ กับความยากลําบากต่างๆ นานาที่มนุษย์ต้องแบกรับ : «“ ๕3 กันอยู่ทุกวันนี่ ผื ถ้ามองในแง่ของจิตจะเห็นว่าดํานานนีเล่าถึง ” 1 ส่ = ะ เรื่องเดียวกันที่นักโบราณคดีค้นพบ คือเป็นครั้งแรก ": 2 ฑิ ทีมนุษย์มีความนึกคิด สวมารถแยกแยะสิงคีและชั่ว ส ภาพ 0เปอก เท่ 5ปงท เรื่องราวของมนุษย์ละเ ระเจ้า แอบถินผลไม้ล้องห้าม =3.มสั. ๑7 รเกดขนพรอมของตวเ ได้ในสิงที่คิดว่าดีก็ชอบและต้องการจะเก็บไว้ในส่วน ส ซู. [ 5 เ ที่ชั่วก็ไม่ชอบ ต้องการทําลายและผลักไสออกจาก ตน เมื่อเป็นอย่างนึมนุษย์จึงคิดสลับซับซ้อน และเกิด จ๕ 4949 ส@= 9 ส3 5< ซื่อ ๑ ความรู้สึกทีมีฉันทีดี ฉันทีชัว เป็นจุดเริมต้นของคัวกู ” 0 จ. เจ ซี 5๓ ของถู ทีวิวัฒนาการต่อไปเป็นความเห็นแก่ตัวนานา = ๓, - เชื ฮ่ ง ชนิด นํามาซึ่งปัญหาทั้งหลายทีมนุษย์ประสบอยู่ นอกจากความรู้จากโบราณคดี มานุษยวิทยา ๑ «๓ -= ณ ซ่ ๑ซณ 4 4 ๑ หรือคัมภีร์ทางศาสนาแล้ว ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะพิสูจน์ ซ์ ซี «๕ะ เด อ เรืองความมี “ตัวดน” ของมนุษย์ ตัวตนนีเกิดขีนครัง แรกในมนุษย์เมือหลายหมืนปีก่อน และวิวัฒนาการ จ คิดซื้เณ้. รด วต เรือยมา และเกิดขึนซําแล้วซําเล่าในชีวิตประจําวัน ของเราทั้งหลาย ในพระพุทธศาสนาเรียกเรื่องนี่ว่า “ปฏิจจสมุปบาท” “ปฏิจจะ' แปลว่าอาศัยกัน "สมุป- ' ๕ 9๐ ส 2สั้. บาท' แปลว่าเกิดขึ้นพร้อม ซึ่งหมายถึงการเกิดขึ้น ผ่ “ ก พร้อมแห่งตัวตนและความทุกข์ เมื่อตัวคนเกิดขึ้นมา ตัวตนนันมีปัญหาคือต้องเผชิญหน้ากับความลําบาก ทุกอย่างแม้แต่ความดาย จึงเป็นทุกข์และเป็นเรือง ส=่= . เค ๕ 3 2 ทีมีอยู่ทุกวัน จึงเป็นปรากฏการณ์สําคัญทีสุด และ 5ี(๑.๑5 ส ส่22.4 เป็นหัวใจของเรื่องที่ต้องศึกษาในพระพุทธศาสนา ค -= ผู้เขียนจึงเห็นว่า “ตัวดน” เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิต ซ่ = ง ส่ ” - ส๕ ทีละเอียดอ่อนที่สุด ซึ่งสมควรที่จะศึกษาในที่นี่ น, 9 ซ่ อ ร !" จุดเริมต้นในทารศึกษาเรืองสําคัญที่สุดทาง ฝ่าย จิต ตังจะเรียกว่า “บิกแบงแห่งตัวตน” ที่มีอยู่ใน ตัว ๆ ะ5 2 ๕ 4 =. เราวันละหลายครั้งนัน เกิดขึนที่ ตา หู จมูก ลิน กาย 1 4 ใจ หากเราจะศึกษาเรื่องของ “ตัวเรา” ก็จะต้อง ใช้ == - ง สลู่ม วิธีเฝ้าดูจิตใจของเราอยู่เรื่อยๆ เมือเข้ามาต ตา ห จมก วธิเผ่าดู ผู อูดตาจูจมู ลิน กาย ใจ ของเรา จะพบวํา ตาเกิดการ เห็นต่างๆ คือรูป การรู้แจ้งทางตาเรียกว่าวิญญาณ ทางตว ร ง ฟ ทางหู เราได้ยินเสียง การรู้แจ้งในเสียงนัน เรียกว่า วิญญาณทางห ทางจมกก็ได้กลิ่น การรู้ แจ้งทางกลิน หู มู 4 การรู เรียกว่าวิญญาณทางจมูก ทางลินมีการ รับรส การ 2 =. รู้แจ้งทางรสนัน เรียกว่าวิญญาณทางลิน ในทาง ร่างกายและความรู้สึก เกิดการกระทบทาง ผิวกาย เรียกว่าวิญญาณทางกาย และท้ายที่สุดมีจิต กับอารมณ์การนึกคิดทั้งหลายที่เรียกว่าวิญญาณใน ทางจิต เมื่อมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเห็น การ ได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การถูกต้องทางผิวหนัง และการรู้สึกจํานึกคิด ทั้งหมดนี้เรียกว่า การกระทบ กล่าวคือจิตถูกกระทบโดยรูป รส กลิ้น เสียง และ ธรรมารมณ์ แต่เมื่อดูละเอียดจะเห็นว่าสิ่งที่กระทบ จิตไม่ได้เป็นตัวรูป รส กลิ่น หรือเสียง หากเป็น คุณค่า หรือความหมายของสิ่งเหล่านั้น จะสังเกต ได้ว่าถ้าเห็น อะไรที่ไร้ความหมาย ไร้คุณค่า จิต จะไม่ถูกกระทบ แต่ เมื่อไรที่เห็นสิ่งที่มีความหมาย เช่น เมื่อหนุ่มเห็นสาว สาวเห็นหนุ่ม หรือเห็น ของกินที่ตนรู้สึกว่าอร่อย ได้ ยินเสียงของแม่ หรือ ถูกสัมผัสโดยสิ่งที่สบาย หรือไม่ สบาย สิ่งเหล่านี้ มีคุณค่าแก่จิต ทําให้จิตถูกกระทบ เมื่อกระทบ แล้วจะเกิดความรู้สึก บางทีรู้สึกสุขสบาย บางทีก็ รู้สึกไม่สบาย บางครั้งไม่ชัดเจน กํากวมระหว่วง สุข กับทุกข์ ความรู้สึกมีหลายซนิด แต่มักจะแบ่งเป็น 3 ชนิดคือ สุขสบาย ไม่สุขไม่สบาย กับไม่แน่ชัด หรือ กลางๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อจิตถูกกระทบจะเกิด ความรู้สึก ถ้าจิตรู้สึกสุขสบาย อร่อย หอมหวาน ไพเราะ สวยงาม จิตจะไขว่คว้าสิ่งนั้นไว้ แต่ถ้าจิต รู้สึกไม่สุข ไม่สบาย ไม้สวย เหม็น ไม่อร่อย ก็จะ ผลักไสออกไป แต่ถ้าไม่ชัดว่าสุขหรือไม่สุข สบาย หรือ ไม่สบาย อร่อยหรือไม่อร่อย หอมหรือเหม็น จิตจะเกิดความสงสัยว่าควรจะจัดการอย่างไรกับมัน พุทธ ศาสนาสรูปลักษณะอย่างนี ว่าเป็นตัณหา ๑ =ู๑ ด่ เซ ซ ๓= หรือความ อยาก คือจิตอยากที่จะได้ หรือจิตอยาก ว3 5 @ = - เ 9. ที่จะผลักออก ไป หรือจิตอยากที่จะรู้ว่าควรจะทํา : เณ = น ไป๓ซืน. ง อย่างไรกับมัน เมือ เกิดความอยากอย่างนี่จิตจะไม่ สงบและวุ่นวายอยู่กับ สิงเหล่านั้น เพ (2 - | มนุษย์มีสามัญสํานึกที่จะคาดคะเนว่า ถ้ามีการ กระทําต้องมีผู้กระทํา อย่างไรก็ดี การสังเกตจิตควร จะดูให้ดีว่าจิตนันกระทําอะไร การกระทําและความ ๑ส ง งซี เอ ด. อยากเกิดขินมาก่อน จึงจะรู้สึกว่ามีเราเป็นผู้กระทํา ความรู้สึกว่ามีเราเป็นผู้กระทํา เรียกว่าความยืดมัน ถือมันมีต้นเหตุมาจากความอยาก ไม่ว่าจะเป็นทาง บวกหรือทางลบ ทางดีหรือทางไม่ดี เช่น เดินแล้ว รู้สึกว่ามีผู้เดิน กินแล้วรู้สึกว่ามีผู้กิน อร่อยแล้วรู้สึก เ = ต ๕ ส = ว่ามีผู้อร่อย ไม่อร์อยก็รู้สึกว่ามีผู้ไม่อร่อย เมือคิด ย ๕ ง มะ@ 4 ๕(5. ต่อไปก็จะขยายไปสู่ความรู้สึกที่ว่า เราเป็นผู้ชาย เรา เป็นคนไทย เราเป็นฝรั่ง เราเรียนราชภัฏ เราเรียน ธรรมศาสตร์ เราทํางานราชการ เราบวชพระ เรา เป็นพุทธ เราเป็นคริสต์ คิดนึกไปสารพัดอย่าง จน เข 4 เช 1 เซ กระทั่งเรารู้สึกร้อน ไม่ร้อน สบายไม่สบาย เราเป็น โคป้, 5 เ เร ง อย่างนัน เรามีอย่างนี หรือแม้แต่ตรงกันข้าม เรา ไม่ เป็น เราไม่มี ก็ยังมี “เรา” เป็นศูนย์กลาง เมื่อเป็นเช่นนี้ ในที่สุดจึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ตัวตน ตัวเรา” ขึ้น อย่างไรก็ตาม “ตัวคน” ที่เกิด ขึ้นโดยที่มนุษย์ขาดความเข้าใจ เพราะทั้งหมดมา จากความไม่รู้ กล่าวคือไม่รู้ในสิ่งที่มากระทบ (คือรู้ ไม่พอ หรือรู้ผิดๆ หรือไม่รู้เรื่องเลย) ไม่รู้ไนนความ รู้สึก ไม่รู้ไนนความอยาก ในความซอบไม่ชอบ ความ ไม่รู้ทําให้เมื่อมีอะไรเข้ามากระทบก็เกิดเป็นปัญหา ทั้งนั้น แค่มันก็ท้าทายมนุษย์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะไน เรื่องความแก่ ความเจ็บ และความดาย พอชีวิตมี ปัญหาอย่างนี้ “จิต” ต้องดิ้นรนหาทวงแก้ปัญหา เพราะเจ็บและทุกข์ จึงต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด สู้อย่าง เห็นแก่ตัว ไม่ค่อยจะเห็นใจผู้อื่น เรื่อง “ปฏิจจสมุปบาท” นี้ ศึกษาลงไปในราย ละเอียดของเรื่องตัวตน และชี้ให้เราเห็นถึงเหตุผล ที่ต้องมีศาสนาเพื่อแสวงหาหนทางในการยกระดับ จิตใจให้อยู่เหนือความเห็นแก่ตัวในรูปแบบต่วงๆ อาทิ การทําลายสิ่งแวดล้อม การเอารัดเอาเปรียบ เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เป็นตัน โดยทั่วไป มนุษย์แต่ละคนมักจะเลือกยุทธ- ศาสตร์เพื่อจะหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด และความไม่ สบายทางใจ ยุทธศิาสตร์เหล่านี้มีอิทธิพลมากในการ กําหนตลักษณะข องตัวตนที่จะเกิดขึ้นซ้าๆ ซาก ๆ ซึ่งเรียกว่า บุคลิกภาพ อย่างไรก็ดี ยุทธศาสตร์เหล่า นี้ ถูกกําหนดอึกทีด้วยการมองเห็นเรื่องราวต่างๆ ใน ส5 ชีวิตอย่างคับแคบด้านเดียว โดยที่เจ้าตัวอาจไม่รู้สึก . จิตวิทยาสมัยใหม่บิหลายสาขา ผู้ ผู้เขียนชํานาญกับแนวที่เรียกว่า “นพลักษณ์” ซึ่งเชื่อมระหว่างจิตวิทยาทั่วๆ ไป และ เรื่องจิตวิญญาณที่ผู้เขียนศึกษาเฉพาะ การมองเห็นแคบๆ ด้านเดียวหรือผิดเพิ้ยนนี้ เรียก ว่าอวิชชา อิทธิพลของอวิชชาและยุทธศาสตร์เฉพาะ บุคลิก มีบทบาทสําคัญในการสร้างบุคลิกภาพของ มนุษย์ จากการสังเกตบุคลิกภาพทั้งหลายของมนุษย์ สามารถจะจัดเป็นประเภทของบุคลิกภาพเรียกว่า “นพลักษณ์”” (ยฮิกท๐ล๕รกา) ซึ่งประกอบไปด้วย เว เม = ๕ 4๑ ๕ งจ@ ' เว เด ๑ เ- เ ซ่. บุคลิกภาพ 9 ลักษณะ เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเห็นภาพ เร - เ «ร กว้างๆ จึงขอสรุปโดยสังเขป ดังนี เซี่ คนา :คนเนยบ ฟุ ะ. เซ คน 1 วิพากษ์ทั้งตนเองและผู้อื่นเสมอ เขาจะ มีบัญชีหางว่าวอยู่ในใจว่าอะไร “ควร” และ “ไม่ควร” ค ล ะ เขาจะจริงจังกับความรับผิดชอบ อีกทั้งปรารถนาจ: ฯ ไว ' - ให้สิงที่ตนกระทําปราศจากข้อบกพร่องแม้กระ์ ก | 2 4 ว เว =. - (1 เป็นการยากยิงที่จะปล่อยให้ตนรู้สึกเพลิตเพลิน งุ่ยง 9 9 - เพื่อให้มีความสุข เพราะเขากํากับพฤติกรรม' องตน จ สส่ ๑ เก ง . ด้วยมาตรฐานที่สูงยิง และมักรู้สึกว่าต้องห์ ,อะไรๆ ด ต ต มากกว่านีอีก บางทีผลัตผ่อนเพราะกลัวจะ .าได้ไม่ดี ไม่สมบูรณ์แบบ ด้วยความรู้สึกว่าตนเอง งส่ง ด้วย คุณธรรม คน 1 อาจจะเป็นเดือดเป็นแค่ เถ้าใครไม่ - ซ่ เดินตามกฎ โดยเฉพาะหากหลีกเลี่ยงซี่ ๆ หน้า คน " ล ” "ล ห 1 เป็นนักจัดการชันยอด ซึงสามารถชีจุ( บกพร่องได้ ทันที และบอกได้ว่าต้องแก้ไขอย่างไร* )จะถูกต้อง 2 : ผู้ให้ คน 2 เป็นคนกระตือรือรัน ชอบช่' )เหลือ มัก มองโลกในแง่ดี ใจเมตดา อุทิศเวลา พล์ กาย และ ทรัพย์สิ่งของ เพราะคน 2 ยากที่จะรู้จักคว” เต้องการ ของดัวเองหรือร้องขอความช่วยเหลือจากผู้เ เเขาจึง สนองความต้องการของตัวเองอย่างไม่รู้ตัวเ ยการ สร้างความสัมพันธ์ และจะเป็นสุขที่สุดเมื่อเร่ เคน ที่คนอื่นขาดเสียมิได้ คน 2 ไวมากต่อความต้อง าร และความรู้สึกของผู้อื่น จึงสามารถแสดงแค่บุคลิเ บางส่วนที่สามารถดึงดูตให้คนเข้าหา ความที่เป็น คน คุ้นเคยกับการให้ร มากกว่ารับจึงทําให้บางครั้งเป็น หัวเรือใหญ่ จอมบงการ เขาให้เพื่อที่จะได้มา แค่บาง ครั้งก็ทําด้วยความเอาใจใส่นละเกื้อหนุนอย่างจริงใจ ด้วยมีธรรมชาติที่เห็นใจผู้อื่น คน 2 จึงสามารถให้ ในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจริงๆ เพื่อความสําเร็จ และ ความผาสุก คน 3 : นักแส = เจ ส ปี๋ ม เป คน 3 เป็นพวกบ้างานที่พลังเปียมลัน เขาต่อสู้ ส๑ 4 ๑ 9 ส สุดชีวิตเพื่อคววมสําเร็จ เพื่อให้ได้มาซึงสถานภาพ และการยอมรับ มีนิสัยแข่งขันสูง แต่เป็นเพราะรัก การท้าหายความสามารถของตนมากกว่าจะคิดเอา ง เล ซ์. เจ ซนะคนอยิน เขามุ่งสัมฤทธิ์ผลในทุกสถานะ เช่นเป็น = "ว ๑ ซุ ๓| ว ส =- บิดามารดาที่ประสบความสําเร็จ เป็นคู่ครองทีเชิด จ ฒ. =. อเอเล 0 หน้าชูตา นักธุรกิจทะลุเป้า ตู่เล่นทีเก๋ง แพทย์ผู้ ประสบความสําเร็จ หรือแม้แต่เป็นฮิบปี้ คนลักษณ์ "7 "1 ญ่/. = นีสามารถเปลี่ยนโฉมได้ทุกรูปแบบตามกลุ่มที่ดน ง ง เง ส - ว่วมเสวนา แม้ไม่อาจสัมผัสความรู้สึกที่แท้จริงของ ดนเพราะกลัวว่าจะขัดขวางความสําเร็จ แต่ถ้าจําเป็น = ซนรนวรี๑ ก็สามารถเป็นผู้นําทีวิเศษ ปลุกพลังพรรคพวกให้ 4 ม ซ่ ง ด ซ่ เชือว่าทุกสิงทุกอย่างเป็นไปได้ ซั คน 4 : คนโศกซึง คน 4 มีอารมณ์ศิลปิน หมกมุ่นในอารมณ์ แสวงหาคู่อุดมคติ หรืองานอันเป็นแก่นแท้ความ หมายแห่งชีวิต เขามีชีวิตอยู่ท่ามกลางความรู้สึกว่า จซี่๕ จกร ว บางสิงทีจําเป็นในชีวิตขาดหายไป รู้สึกว่าดนเองจัก เศ งสื่๑ ๑ในร , สมบูรณ์พร้อมถ้าคันพบคู่ที่แท้จริง ทําให้มีแนวโน้ม สูู 9 = @ 4 3 เจ นวี่ ทีจะยืดถือสิงที่ห่างไกลเป็นอุดมคติ และตําหนิสิงที่ มีอยู่ว่าเป็นของธรรมดาๆ เขาจะถูกดูดดึงสู่สุดยอด ผูวาเวนขอ จพกฎคตงด และกันบึงแห่งอารมณ์ความรู้สึก และแสดงความ กด 4 ะ 1ว 2 พิเศษหนึ่งเดียวให้ปรากฏ พูดง่ายๆ ว่าสุดขัวตกขอบ ไม๋มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นด้าน ไหนของชีวิต คน 4 จะสะท้อนถึงการค้นหาคุณค่า พ < และนัยแห่งชีวิต แม้ว่าตนเองจะตกหอุมฮารมณ์ปาง ส ย เลย 2 เจส ตายเพียงใต แต่เขาสามารถเข้าใจและเกื่อหนุนผู้ยิน สอ 9 เด ที่กําลังระทมทุกข์ทางอารมณ์ได้อย่างดีเยียม คน 5 : นักสังเกตการณ์ ". ซ. 2 ฆ่ เดด4 คน 5 หลบเลียงหลีกภาวะทีต้องเกียวข้องกับ เคิโด อโกเวิจเว น ๑ อารมณ์ทุกชนิด ดําเนินชีวิตโดยวางตัวห่างๆ เฝ้าจับ ตาสังเกตการณ์มากกว่านําตนเข้าข้องแวะ เป็นคนที่ ซอบความเป็นส่วนตัวมาก จะรู้สึกหมดกําลังและ เล วี เซ ป ล ร กระสับกระสายหากไม่มีเวลาพอสําทิรับคัวเองเพื่อ สณะ. รๆ ใช้ทบทวนเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาตีและสัมผัสกับ อารมณ์เหล่านั้นอย่างปลอดภัย ซีเขาไม่สามารถ 2๓ ม ส เซ ฟิ/, = == อ รู้สึกได้ เมื่อถูกห้อมล้อมจากสิงรอบุข้าง ชีวิตแห่งการ คิดเป็นสิงสําคัญ เขาโปรดปรานซี๊กรหาข้อมูล โดย ซึ่ ฮ่ ว " มากมักเป็นเรืองเชียวซาญซํานาญี๊เฉพาะ คน 5 แบ่ง แยกชีวิตออกเป็นส่วนๆ ถึงจะไม้ซอบตารางระเบียบ ฮ่ วลง ณี ง, | 5 ทีตายตัว แค่ก็ชอบรู้เรื่องล่วงหหัติว่าใครคาดหวังอะไร - 7 จากเขาทั้งเรื่องงานและการพักุผือน เขาสามารถเป็น ผู้ดัดสินใจและนักคิดสร้างสรรุ๋ค์ได้อย่างวิเศษ รู ร คน 6 : นักปุจฉา แม้คน 6 จะไม่รู้ตัวศวยชําว่ามีความหวาดกลัว 9 คณัได ซ่ เป็นทุน แต่คน 6 ก็มองโสตว่าซ่างคุกตามเสียนีกระไร เขาจึงต้องกวาดหาแหล่ จินตนาการไปถึงผลร้า ต้นตอแห่งการคุกคาม และ 1 เก ว เดๆ เพื่อจะได้ป้องกันได้ทัน อและปกป้องดนเองจากภาวะคุก ส่วนก็ปกป้องตนเองโดยพุ่งพรวด คน 7 : นักผจญภัย เป็นคนมองโลกในแง่ดี กระฉับกระเฉง ค 6- ว มีเสน่ห์เชีะหลบหลีกเก่ง มีคุณสมบัติเหมือน ปีเตอร์แพน (เด็กที่ไม่ยอมโต รักการผจญภัย) เขา เกลียดชังการดิตกับหรือถูกบังคับ และสํารองทาง เลือกแห่งความสําราญสนุกสนานไว้มากที่สุดที่จะคิด ได้ ในยามไม่สบายใจ จิตจะหลึกหนีไปตามความฝัน คน 7 เป็นพวกมุ่งอนาคตและมีแผนโนใจ ซึ่งรวม ทุกๆ อย่างที่เขาต้องการจะทําให้สําเร็จในฝัน และ มักจะปรับแผนให้ทันปัจจุบันเมื่อมีทางเลือกใหม่ๆ ผ่านเข้ามา ความปรารถนาที่จะรักษาคงไว้ซึ่งชีวิตที่ สนุกสนาน ทําให้เขาปรับเปลี่ยนความเป็นจริงรอบๆ ตัว เพื่อขจัดอารมณ์ที่ไม่ชอบใจและสิ่งที่จะรบถวน ภาพลักษณ์ของตนเอง เขาจะชื่นบานอยู่กับประสบ- การณ์ใหม่ๆ ความคิดใหม่ๆ และสามารถเป็นนัก สร้างเครือข่าย นักสังเคราะห์ และนักทฤษฎีที่สร้าง สรรค์ ม นบน8:เจา น ๑ ๕ 4 ม% ๒ เซ คน 8 เป็นคนกล้าแสดงสิทธิ์จนถึงก้าวร้าว เป็น ะ เ= - 9, [4 @ " " ตรังตราว ดําเนินชีวิตแบบต้องได้ทั้งหมดหรือไม่ เช่น นันจะไม่เอาเลย เขามักเป็นผู้นํา หรือไม่ก็เป็น ตัว ของตัวเองอย่างดุเดือดกล้าเข็ง สามารถปถกป้อง ซ่ ง, เด เพื่อน หรือคนไนปกครองอย่างเข้มแข็ง รู้ว่าตัวเอง คิด อะไร มุ่งรักษาความยุติธรรมเที่ยงธรรมเที่ยง จง ง ตรงและมุ่งมันต่อสู้เพื่อผดุงไว้ คน 8 สามารถที่จะ เ- 9 ๑ู9 ส ซุป 6 ถูกซักชวน ให้สําเริงสําราญได้สุดเหวียง นับตังแต่ ตา = ซ่ - 9, ตืมเมามายกับ เพื่อนฝูงหรือร่วมกลุ่มถกเถียงทาง ความคิด เขา ตระหนักว่าอํานาจอยู่ ณ หนใด จึง 3๑1๐ ง ๑ ซี ไม่ปล่อยตนเองถูก ควบคุม แต่อาจครอบงําผู้อิน คน เลา ซ่ %« = 8 สามารถใช้พลัง อํานาจของตนเพื่อสนับสนุนสิงที เขาเห็นว่ามีคุณค่า อย่างจงรักภักดีและไม่รู้จัก ร จ เหนตเหน่อย คน 9 : ผู้ประสานไมดรี คน 9 เป็นคนไฝ่สันติ เช้าอกเข้าใจมุมมองของ (2 เง ฆํ ล. = คนทั้งหลายได้อย่างยอดเยียม แด่ไม่เข้าใจความคิด ความต้องการของตัวเองคีนัก ดน 9 ชอบชีวิตที่ ราบ ! 5 ภ- 7 ร เภ 5 | 3 ค จิตวิญญาณ - = «๑ = เอ จ รีนกลมกลืน สะดวกสบาย จึงเห็นคล้อยไปกับ แผนการของทุกๆ คนเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ว จ ว 4 « จั อย่างไรก็ตามในภาวะที่ถูกกดตัน คน 9 ก็อาจจะดือ ซุ 5ล 9 =@ 5. ดึงคันทุรัง แถมโกรธเกรียวขึนมาได้ ปกติแล้วคน ซั ๑ 8 8 ลักษณ์นี่จะกระฉับกระเฉง มากด้วยความสนใจใคร่รู้ 3. 6ง อะ๑๑เซอรี่0 แน. 8. แต่ก็แปลถที่จะชอบผลัดผ้อนสิงทิจําเป็นต้องทําจน นาทีสุดท้าย เขามักจะทําให้ตัวเองง่วงเหงาด้วยการ -. ” ๓ 9 3 ป ง เฉ2 ทํากิจกรรมที่ไม่อยู่ในอันดับสําคัญ เช่น อ่านหนังสือ ง 9 ซ่ ล - เล่นๆ ล่องลอยเฮฮาไปมาในวงเพื่อนๆ หรือดูวิดีโอ งของโพธิจิต งว่ ดี 6 ส่= คน 9 เป็นผู้ไกล่เกลี่ยและนักเจรจาต่อรองที่ดี และ สามารถทําให้การงานเป็นทีมมีจุดร่วม = ซ่ - แม้คนเราทุกๆ คนจะมีบางสิงบางอย่างทีไม่ เหมือนใคร แด่โดยนิสัยใจคอจะเข้าหมวดอยู่ใน 5 เร ศศ" ” «| @ ลักษณ์ใดลักษณ์หนึ่งเสมอ ซึ่งจะกลายเป็นเสมือน ”. ฒ = = ซ= ”. ส5. คุกที่คุมขังจิตวิญญาณให้วนเวียนอยู่ในเรืองที่ชําๆ ร ยู ชากๆ นพลักษณ์สามารถช่วยให้เรารู้เท่าทัน “ตัวคน” ๕ ๑= วรว ่ 4 .== - หรือนิสัยเหล่านี่ แล้วพบทางออกเพื่อสู่ชีวิตอิสระที่ ไม่ถูกจํากัด เรื่องนี้มีคัมภีร์หลายฉบับพูดถึง ส่วนใหญ่จะ เป็นเรื่องของศาสนาหรือปรัชญาที่ควบคู่กับศาสนา ในระยะหลังมีผู้ศึกษาโดยอาศัยวิทยาศาสตร์เข้ามา ด้วย นักจิตวิทยาบางสาย เช่น ]พเกาลญ์5รน์๐ หร- ๑๐๐1๐6 และ ผลกร65อททลร] 5ห000108ฯ หรือ ตัวอย่างที่ปรากฏในหนังสือนี้ ที่เขียนโดยนักวิทยา- ศาสตร์ที่สนใจเรื่องจิตวิญญาณหรือโพธิจิต แม้แต่ นักวิทยาศาสตร์ในเรื่องวัตถุ เซ่น ไอน์สไตน์ ก็ไม่พอ ใจที่จะมองธรรมชาติเป็นเพียงวัตถุ จึงตั้งคําถามใน เรื่องคุณค่า ความหมาย หรือจุดมุ่งหมาย เหมือนกัน อย่างไรก็ดี เป็นเรื่องเหนือวิสัยที่จะสรุปคําสอนใน เรื่องหนทางแห่งโพธิจิตลงไปในข้อเขียนอันสั้นเช่น นี้ได้ จึงขอหยิบยกตัวอย่างจากพุทธศาสนามาสรุป ไว้พอสังเขป จุดเริ่มต้นของหนทางนี้อยู่ที่ปัญหาที่กล่าวมา แล้ว คือเมื่อมนุษย์เห็นแก่ตัว เพราะคิดถึงเรื่องตัวตน มนุษย์จะเผชิญหน้ากับโลกที่น่ากลัวและลําบากจึง มีความทุกข์ เมื่อมนุษย์เผชิญหน้ากับความทุกข์โดย อาศัยเพียงกลไกป้องถันตัวเองกับอํานาจอวิชชซา ก็ พัฒนาเป็นบุคลิกในรูปลักษณ์ต่างๆ ตัง ได้กล่าว ไว้ จิต - ความทุกข์ อย่างไรก็ดี มนุษย์มีตักยภาพอันวิเศษของจิตที่ สัตว์เครัจฉานไม่มี คือการมองกลับมาดูข้างใน แค่ น่าเสียดายว่ามนุษย์หลายคนไม่เคยใช้ความสามารถ ดังกล่าวนี้ เวลาที่มีปัญหาและเกิดความทุกข์ มนุษย์ สามารถตั้งคําถามกับตนเองว่า อย่างนี้จําเป็นหรือ เราเกิดมาเพื่อเป็นอยู่อย่างนี้หรือ ชีวิตมีเพียงเท่านี้ หรือเมื่อเริ่มตั้งคําถาม ไม่ต้องใช้ตรรกะ หรือจินตนา- การเท่าไร แค่มองเข้าไปในความรู้สึกนั้นก็จะได้คํา ตอบว่า ชีวิตไม่ได้มีอยู่เพื่อเครียด หรือเพื่อมีความ เจ็บปวด เป็นทุกข์อย่างนี้ ความหมายและคุณค่า ของชีวิตไม่ได้อยู่ครงนี้ น่าจะอยู่ที่สิ่งครงกันข้าม แต่ “สิ่งตรงกันข้าม” นั้น ไม่ชัตเจนในรายละเอียด เมื่อจิตเริ่มเห็นสิ่งนี้ เรียกว่าสัญชาคญาณแห่ง การหลุดพัน นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่อาจจะพูดถึง สัญชาคญาณอื่นๆ แต่ผู้เขียนขอเสนอว่าสัญชาตญาณ นี้สําคัญที่สุด เพราะเป็นสัญชาตญาณที่จะหลุดพัน จากความเห็นแก่ตัว หลุดพันจากอวิชชาความไม่รู้ และหลุดพันจากความทุกข์ใจ ถ้าไม่มีสัญชาตญาณ นี้มนุษย์จะเรียนรู้อะไรไม่ค่อยได้ สัญชาตญาณจะ ( 5” ส - : - ” ะ ฟ่ แล้วใน “นพลักษณ์” ซึ่งทําให้วนเวียนอยู่ในห้วง แห่ง เพียรพยายามแสวงหาทางที่จะแก้ปัญหาทั้งหลาย (7%) ด้วยวิธีต่างๆ หลายรูปแบบ ในการแก้ปัญหาต้อง พิจารณาให้ดีว่าปัญหาเป็นอย่างไร ปัญหาเกิดขึ้น อย่างไร ถ้าไม่เข้าใจตรงนี้จะแก้ปัญหาไม่ได้ หากฝึก เช่นนี้บ่อยๆ จิตจะเริ่มแข็งแกร่งขึ้น เมื่อจิตมีความ แน่วแน่ จะเกิดสมาธิและสงบ แค่ว่ามีพลังสูง เป็น พลังที่เจาะลึกเข้าไปในสิ่งที่กําลังศึกษาเฝ้าดูอยู่ โดย เฉพาะอย่างยิ่งปัญหาชีวิตทั้งหลาย เมื่อจิตรู้จักที่จะรวมกําลังเป็นจุดเดียว เพ่งลง ไปในความเป็นจริงของชีวิต จะเกิดความรู้ขึ้นมา และเห็นสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริง จะไม่เห็นตาม ที่เคยฟังคนอื่นบอก แล้วก็เชื่อ ไม่เห็นดังที่เขียนใน หนังสือ ไม่ได้คาดตะเน หรือคิดเอาเอง ไม่เห็นตาม ความรู้สึกชอบไม่ชอบ แต่จิตจะมองเห็นลิ่งเหล่านั้น ตามที่เป็นจริง ร่างกายก็คี ความรู้สึกก็ดี การนึก คิดก็ดี จิตก็ดี สิ่งแวดล้อมก็ดี รู้จากวิทยาศาสตร์ รู้ จากไหนก็ดี จะเห็นดามที่สิ่งเหล่านั้นเป็นจริง และเห็น ว่าสิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีความหมาย เป็นธรรมดา มีธรรมชาติ มีเหตุปัจจัยของมันไปตาม อ้านาจที่เรียกว่า “กฎแห่งธรรมชาติ” ซึ่งวิทยาศาสตร์ ได้ศึกษากฎแห่งธรรมซาติทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งทางวัตถุและอธิบายรายละเอียดความเป็นไปของ แต่ละเรื่อง เมื่อเห็นด้วยตัวเอง ด้วย “ตาภายใน” ไม่ต้อง ใช้ตรรกะอะไรมากมาย จะพบว่าสรรพสิ่งล้วนเปลี่ยน แปลงตลอดเวลา จากวินาทีหนึ่งไปสู้อีกวินาทีหนึ่ง ไม่มีสิ่งใดหยุดนิ่ง พระพุทธเจ้าทรงย้าเรื่องนี้มากที่สุด แต่สําคัญคือทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่มนุษย์เห็นเอง จึง เลิกรู้สึกว่ามันเป็นเรา หรือของเรา เมื่อไม่รู้สึก หรือ ไม่คิดว่าเป็นตัวกูหรือของกู ก็ปรากฏว่าหมดปัญหา เพราะปัญหาที่เกิดขึ้น มนุษย์เป็นผู้สร้างเอง โตย ความอยาก และความยืดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรา เป็น ของเรา นี่คือเรื่องราวการเดินทางของจิตวิญญาณเป็น ถารเดินทางเข้าไปข้างใน เจาะลึกเข้าไปในปัญหาใน ห้วงทุกข์ โดยใช้ความแน่ใจ ความพากเพียร การมอง อย่างแน่วแน่ ด้วยจิตที่สงบตั้งมั่น การเห็นลิ่งทั้ง ส ๓ -* ง เ หลายตามที่เป็นจริง ในที่สุดจะหลุดพันเป็นอิสระ ส «| เจ ๑เว. หมดปัญหาทีเป็นทุกข์ แต่หน้าที่ต่างๆ ในการดําเนิน ชีวิตของมนุษย์ อาทิ ความรับผิดซอบต่อครอบครัว = ง ร จ 3 และมิตรสหาย การร่วมมือกับผู้ยินเพื่อสังคมที่ดี การ ดูแลรักษาสุขภาพตนเองก็ยังมีอยู่ เพียงแต่ว่าการ ลอ๒๕ัซี่เปี, อร ปฏิบัติหน้าที่ทั้งหลายเหล่านั้น จะกระทําอย่างมีสดิ ซ «ม2 ม 2 «| ปราศจากความเครียด เศร้า ตินเต้น หรือเป็นทุกข์ จย 3 ง ย ง, ฬ | ไม่ว่าหน้าทีจะยุ่งยากลําบากอย่างไรก็จะไม่เป็นปัญหา 9 เล ส == สําหรับคนที่เข้าใจชีวิต - ฯ4 = = มองอีกทางหนึ่งมนุษย์คือธรรมชาติ ธรรมชาติ - ก รท = : =เ คือมนุษย์ เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แต่เราเป็น ตัวธรรมชาตินันเอง และธรรมชาติก็คือเรา ถ้าเรามอง 1 4 «« เต ส เล เห็นอย่างนี่ปัญหาทั้งหลวยจะหมดไป ปัญหาที่มนุษย์ ม ม 4 - จะต้องเรียนรู้เพื่อควบคุมและซนะ หรือพิชิตธรรม- 9 งะ รศู ซิโอเว ชาติก็หมดไปด้วย มนุษย์จะเหนือธรรมชาติโดยเป็น ธรรมชาติก็ไม่เป็นปัญหา เพราะว่าความรู้ในเรืองนี่ ทําให้เราอยู่เหนือปัญหาของธรรมชาติ และเมือเรารู้ ตัวว่าเราเป็นธรรมชาตินั้นเอง เราก็จะไม่พยายาม - ๑ เอาชนะหรือพิชิตธรรมชาติชนิดที่ทําลายธรรมชาติ ซ่ ซิแนห = ซ ะ แต่เมือเราเป็นคัวธรรมชาติ เราจะสามารถเรียนรู้ ก ย สล ๕ 2 0 5 ธรรมชาติในส่วนที่ลีกซึ่งที่สุด สูงส่งทิสุด ไม่ใช่แค่ ร ซู ไง = ซ่ เอาส่วนหยาบหรือส่วนตําของธรรมชาติ เพื่อสนอง ดความต้องการบางอย่างเท่านัน จิต - จิตวิญญาณ เครื่องมือสําคัญทีสุด 3 ประ ขา5 # ส 2 จะขอยอนกลบมาตดูรายละเอยดของเครองมอ - ซ= = เ! 3 ประการที่สําคัญอย่างยิงต่อการเดินทางไปสู่สัจ ๑ เรื่องมือนี้ได้แก่ สติ = 2 ธรรม อันสูงสุด เครื่องมือนีได้แก่ สติ-การระลึกถึง ปรากฏ- การณ์สําคัญภายในชีวิต สมาธิ- ความ ะ ฝุ ๑ ฒ ตั้งมั่นสงบ ของจิตใจ และวิปัสสนา-การรู้จริงเห็น . ซ่ จ , แจ้งในสัจ- ธรรมตามทีเป็นจริง เครื่องมือทางธรรม 3 ประการ เหล่านีจําเป็นอย่างยิงสําหรับการ ปฏิบัติในทางจิตใจ และยังมีความจําเป็นในทาง ปฏิบัติทางวิทยาศาสตร์ ด้วย ซี เจร ๑ ส ๆ9.ห, ชื ง, สติ คือคุณสมบัติพิเศษที่ทําให้มนุษย์ต่างจาก ม ๓ ส ๑ูข่ ๕ส ๑ บ 4 ข่ ส. สัตว์ ที่จริงสัตว์ก็มีสติอยู่ระดับหนึ่ง แต่เป็นสติตาม เ2 ว ” -, 4 สัญชาตญาณ ที่จะมีการระลึกพอทีจะหากิน สืบพันธุ์ เป็นต้น เปรียบเสมือนเวลาเราจะกินข้าวก็ต้องมีสติ คง ป”. 4ได เว พอที่จะยกช้อนเช้าปาก แต่ทีผิดจากสัตว์ชนิดอื่นๆ ส “ 2 สล.สร คือมนุษย์สามารถใช้สติในการระลึกถึงชีวิตภายใน ของตนเอง เช่น ตัวเองกําลังคิดอะไรอยู่ สติเป็น " - ๒ สมรรถภาพทางจิตที่สามารถระลึกถึงความรู้สึกและ ส่ อ ล การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เช่น หายใจเช้า หายใจ เณ/ ว - ออก เป็นต้น ถ้ากําหนดรู้ในเรื่องหายใจเข้าหายใจ ๑. ซ่ ว ออกได้สําเร็จจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เช้าใจถึงความ ๑ ป 1 =- เส สําตัญของร่างกายหลายเรื่อง ไม่ว่าเรืองการเปลี่ยน - ง แปลงทางสรีระ การแลกเปลี่ยนระหว่างก๊าชใน อากาศและในร่างกาย การใช้พลังงานของร่างกาย- ” ' ว กด หรือการผ่อนคลายของกล้ามเนื่อ เป็นต้ 2 ท เส : 1 สติในอีกทวงหนึ่งอยู่ที่การระลึกถึงความรู้สึก: ความรู้สึกสุข สบาย พอใจ หรือรู้สึก ไม่ ว ง ค ความรู้สึกเหล่านี มีหลายขนาดหลายระดับ แด่มนุษย์ ด, ร ฉีก: ง จะเกิดความรู้สึกอยู่ตลอดเวลา และตังทึกล่าวมาแล้ว . ความรู้สึกเหล่านี้จะเป็นตัวกําหนดความอิยาก ควา: ไม่พอใจ หรือรู้สึกไม่แน่ไม่ชัดว่าสบาย*ไม่สบาย : = ": 2. ฏุ ไป ตามอิทธิพลของความรู้สึก ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อการ ตัดลสินใจ และการกระทําของเรายย่างมาก จึงต้องทํา การศึกษาให้คีและในทางจิตวิญญาณก็ควรศึกษา = ล โดยการเข้าไปดูภายในโดยละเอียดลึกซึ่ง สูซ้ สุ๕<@ ๑=..ป ส ๑= ส2.ส่ อีกเรื่องหนึ่งก็คือจิตนั้นเอง เมื่อจิตเป็นสิงที่จับ ซ่. เล 4 ยากก็กําหนครู้ที่อาการของมัน การเคลื่อนไหวของ = 5 จ ส๓อ่ ฉ่ เค จิตในลักษณะต่างๆ ที่มีชือมากมายที่เราได้พูดถึง น 2 จ ข้ เช่น เจตนา ความตั้งใจ สัญญา ความสําคัญมั่นหมาย 7 = 8๑2, ส่๓= สังขาร การปรุงแต่งนึกคิด เป็นตัน ตลอดเวลาที่มี 8. ง ซ่ = อ ชีวิตอยู่จิตจะทําหน้าที่ต่างๆ หากจิตมีความบกพร่อง ๕ จ ”. == 8 อ ล”, ว ก็ยากที่จะเข้าใจชีวิต เพราะการศึกษาแต่ด้านร่าง เซ ซู ส ส 2.ซ.ป2 "ๆ กายนันไม่สามารถเช้าถึงชีวิตจริงได้ ทุกๆ เรืองที่นํา "ค - - มาศึกษาในหนังสือเล่มนี่คือ “ธรรมชาติ” ธรรมชาติ เณ เซ๑๓ค ห้กสรวารัตี้ ริงนี้ได้คั ล้วนมีความจริงอยู่ ถ้าเราเข้าถึงความจริงนีได้ด้วย น” เว ฆ ตัวของเราเอง ปัญหาทั้งหลายจะคลิคลายไปในตัว มนุษย์จึงต้องใช้สติจับความจริง หรือกฎสัจจะของ ธรรมชาติให้ได้ สติเปรียบได้กับความเร็วของจิตใจ ในการ ” 3๑ 2 เต เล” ก ซ. วั เรียนรู้สิ่งต่างๆ ทั้งหลายต้องอาศัยความเร็วตรงนี้ ว เง " เว จูง/ ๕ แต่ความเร็วไม่พอ ต้องมีพลังด้วย พละกําลังนี คือ สมาธิ สมาธิกับสติมักจะมาด้วยกัน ถ้าจิตระลึกถึง จ สม เศ สิงใดด้วยความใส่ใจ พลังของจิตจะไปร่วมที่สิงนั้น จะ ง: เซคื้อรณารัว ร่วมมากหรือน้อยชืนอยู่กับความสามารถในการรวม เ @ = ฏ ร ..ววั = พลังของจิต โดยปกติมนุษย์เราไม่ได้ฝึกเรืองนี จิต เอ”, ๆ เว =. ง, เน “ จึงมักคระจัดกระจายไปทัว ความคิดก็แล่นไปทัว ไม่ ลุ ง "ด =.24 ต่อยจะมีทิศทาง ขีนลงตามอารมณ์ตามสิงทีมากระทบ ๑ ๆ เรตง หาไปตามการตวบคุมของจิตเองไม่ แต่เมื่อมนุษย์ %” 4 สุ3 ฝึกพลังจิตจะเริมควบคุมในจุดใดจุดหนึ่งที่เราเลือก ได้ เช่น ลมหายใจเช้าออก เป็นคัน " ในคัมภีร์ทางศาสนาหรือแม้แต่ในหนังสือจิต- วิทยาสมัยไหม่บางส่วนจะกล่าวถึงสมรรถภาพพิเศษ ของจิตใจที่คนทั่วไปไม่รู้ แต่ผู้ที่ฝึกสมาธิถึงระดับ หนึ่งจะพบสิ่งเหล่านี้ได้ แม้ไม่ตั้งใจก็ตาม เมื่อจิตรวม กําลังเป็นจุดเดียว จิตนั้นก็เป็นหนึ่งเดียว เมื่อจิตเป็น อย่างนั้นมนุษย์จะเริ่มพบความสุขที่เอร็ตอร่อยกว่า ความสุขที่เกิดจากการเสพวัคถุด่างๆ ตามประสา คนทั่วไป เมื่อจิตเริ่มรวมเป็นหนึ่งเดียว จิตจะไม่ รู้สึก แปลกแยก ไม่มีอะไรที่จิตจะต้องแสวงหา ไม่มี อะไร ที่จิตต้องกลัวหรือกังวล จิตจะเป็นอิสระในตัว ของ มันเอง นักปฏิบัติหลายคนติดในความลุขที่เกิด จาก สมาธิ พระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิเสธความลุขดังกล่าว นี้ ท่านชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้น หากแต่ว่าถ้า ไปยืดติดกับความลุขนี้ และเสพอยู่เรื่อยๆ โดยไม่ สนใจเรื่องความจริงที่สูงกว่าแล้ว การปฏิบัติธุรรมจะ ไม่ก้าวหน้าค่อไป ถ้าไม่ยืดติด เราสามารถอาศัยมัน เป็นกําลังเพื่อจะศึกษาชีวิตอย่างลืกซึ้งขึ้น เมื่อมีความเร็วและพลังของจิตแล้ว ยังจําเป็น ต้องมีอีกส่วนหนึ่งคือ “ความคม” เพื่อตัดลงไปให้ ถึงแก่นของเรื่องและให้จบลิ้น ความคมในที่นี้เปรียบ เป็นวิปัสสนา คือ เห็นจริง เห็นแจ้ง โดยอํานาจสมาธิ นั้นเอง เมื่อจิตจับเรื่องได้แล้วสมาธิจะรวมอยู่ที่นั่น ถ้าสมาธิแน่วแน่เพียงพอจะเห็นได้ชัด การเห็นแบบ นี้ไม่ใช่การเห็นที่อาศัยจินตนาการ ตรรกะ เหตุผล ผ่ ความเชื่อหรืออะไร แต่เป็นการเห็นที่บริสุทธิ์ เหมือน กับหลับดาไม่รู้เรื่อง แล้วก็ลืมตาเห็นชัดเจนตามที่ เป็นจริง เปรียบเหมือนอยู่ในที่แออัด มืด อากาศไม่ ถ่ายเท ทําให้ไม่รู้ว่าสภาพหน้าตาเป็นอย่างไร แค่พอ พบหน้าต่าง เปิดหน้าต่างออก อากาศสดชื่น และแสง สว่างเข้ามาหันที เราพบเห็นสภาพในห้องนั้นตาม ที่เป็นจริง โดยไม่ต้องพยายามอะไรมากมายพิเศษ เมื่อวิปัสสนาเกิด มนุษย์ก็เห็นความเปลี่ยนแปลง เฉพาะอย่างยิ่งธรรมชาติภายในธรรมชาติ เห็นว่าสิ่ง ที่เปลี่ยนแปลงนั้นไม่คงที่ ไม่แน่นอน ไม่สามารถไป คาดหวังอะไรกับสรรพสิ่งได้ เมื่อไม่สามารถคาดหวัง ได้ จึงป่วยการที่จะเรียกว่าเป็นเราหรือเป็นของเรว เพราะว่าควบคุมไม่ได้ บังคับก็ไม่ได้ เพราะธรรม- ชาติไม่ได้อยู่ในอ้านาจของเรา เราไม่สามารถบอก ร่างกายได้ว่า อย่าป่วยนะ อย่าแก่นะ อย่าตายนะ ๒ ง เร หรือแม้แด่จิตใจ เราไม่สามารถบังคับว่า อย่าเห็นสิง ย ผู อ ย รู ว นัน อยําได้ขินสิงนี่ อย่าไปคิดสิงโน้น เรามักควบคุม ง ๑4 ส อะไรไม่ได้ จิตมีธรรมชาติที่จะเปลี่ยนแปลงตลอด ง ส ๑สั ก ล เวลาตามอาการต่างๆ ทีเกิดขีน เราไม่อาจพบตัว - 0 ๓| จ= ซ่ การหรือเจ้าของเพื่อควบคุมให้จิตเป็นไปคตามที่เรา ล ล จ๓๑ไซซัไจเก บ 0 ๆ ะ ต้องการ จึงไม่อาจเรียกว่าเป็นตัวเรา เป็นของเราได้ ร เรร้ 2 ร่างกาย ความรู้สึก จิตใจ เหล่านี่ล้วนเป็นธรรมชาติ เราเองไม่ค่างจากธรรมชาติ ธรรมชาติก็ไม่ต่างจาก ส 2 3วัส 3 จว เรา เมือเป็นเช่นนีจึงหมดปัญหาเกี่ยวกับเรา และ ส เล - หมดปัญหาเกียวกับธรรมซาติ ๑.๕ั. ซี ง ๕2 ง ส สิงนีอาจจะเรียกว่า บิกแบงแห่งปัญญา เมือ เวส 4 ถื่ดจี่ เกิดบิกแบง เอกภพเกิดการกระจายออกไป เมื่อสิง - ” =@= 4๕44 เร, มีชีวิตวิวัฒนาการถึงขนาด มีสัตว์ที่ชื่อว่ามนุษย์ผุต โสซด) =๓ดิ จ กําเนิดขีนก็เกิดบิกแบงทางจิตวิญญาณ คือเกิด 0 ส ผู ความรู้สึกว่าตัวเราหรือของเราชีนมา แต่กระแสเดียว เก ซ ส ก ด กันนีเอง ในที่สุด ควรต้องถึงระดับทีเรียกว่าบิกแบง เจ2 สี๑วิ๑นัว "ว แห่งสติปัญญา คือจิตพัฒนาสูงไปถึงขันทีมองเห็น และเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งหมด เรียกว่าการบังเกิด ฒ 4๕ ส ๑ ซิ”, สตน พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ซึ่งถือเป็นศักยภาพทีมีอยู่แล้ว ” ซ่ - ในมนุษย์ทุกคน เนื่องจากพุทธศาสนาเน้น เรืองสติ ปัญญา จึงพูดถึงการระเบิดดูมแห่งสติปัญญา ศาสนา 4 เล ” | 9 จค เด ะ อื่นเน้นจุดอืน หากแท้จริงแล้วไปด้วยกันกับเรืองสติ ปัญญา เช่น คริสต์ศาสนามองว่าศาสตาชองเขาคือ พระเยซูเป็นความสมบูรณ์แห่งความรักอันปราศจาก ก1 จ9, จ " - เงือนไข ไม่ลําเอียง ไม่มีข้อแม้ ไม่มือคดิ รักทุกคนทุก ส จ % ๓ ซ ง. ชีวิตเหมือนกันหมด แนวคิดเช่นนี่อาจจะเรียกว่า ฉั อ มัคลักจริตทซี์: บิกแบงแห่งความรักอันบริสุทธิก็ได้ หรือทางศาสนา ฆ ข, ๓ ส 2 อิสลามจะไห้ความสําคัญกับการเชือฟังอัดเลาะห์ การ จงรักภักดีต่ออัลเลาะห์ การเสียสละและสยบยอมค่อ อัลเลาะห์ ถ้าอัลเลาะห์ไม่ต่างจากสัจธรรมของธรรม- ลนุ คล๓๓ ชาติ ก็ถือว่าเป็นบิกแบงอันเดียวกัน แม้จะเรียกกัน ม่ ด ร , สอ รนร คนละชือก็ตาม บิกแบงนีเป็นจุดมุ่งหมายที่สําคัญที่ %. ๕ เว2 4 ส, สุดของวิวัฒนาการทั้งหลาย นับตังแต่บิกแบงของ เอกภพเป็นตันมา ซี ๓ =@ ๕ ว เด้ 1 ๕ จ สรุป จ เว 9” 7 รส่ รส่ =ฯ ถาเรายอนกลบทบทวนเรองราวทเขยน ค ศศพพท ไว้ในหนังสือเล่มนี ตั้งแต่บิกแบงที่เป็นจุดกําเนิดของ เอกภพแล้ววิวัฒนาการมาจนกระทังเกิดเป็นมนุษย์ ะ ชั น 5 และสังคมทุกวันนี ถ้าเรามองจากแง่มุมของโพธิจิต รี 5๕๕ ศุ เราจะได้เห็นกระบวนการเกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลง ๑ ซื สก <- ง และการดับไป ทั้งหมดเหล่านี้พระพุทธเจ้าเรียกว่า เ = ส= , ก “สังขาร” คือการที่สิงต่างๆ ถูกปรุงแต่งขึนมาโดย “ - ค น» 6 % เหตุปัจจัย เปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัยแล้วก็ดับลง ตามเหตุปัจจัย เป็นการชี้ให้เห็นว่าสังขารทั้งหลาย เป็นทุกข์ เพราะไม่อิสระแก่ตัวมันเอง อยู่ภายใต้การ = ซั เจ่ เว เซ เกิดขีน การเปลี่ยนแปลง และการตับไปนันเอง พระ พุทธเจ้าทรงตรัสไว้ในหลายกรณีว่า “อวิชชา ปัจจยา สังขารา-ความไม่รู้เป็นปัจจัยให้เกิดการปรุงแต่ง” -. ๑ @ ย ง = ชั การที่จะเกิดสิงใหม่ผุดภําเนิตขึ้นจากระบบหรือโครง เ” <. สร้างทีสลับชับซ้อนน้อยกว่า แล้วพัฒนาเป็นระบบ ม ส4 ๑ ๑ [ก หรือโครงสร้างที่สลับซับซ้อนมากกว่า ซึงสามารถ บรรจุข้อมูลและการเรียนรู้ได้สูงกว่าและจะมีความ ,' จ จ เหมาะสมทีจะอยู่รอดตามเหตุปัจจัยภายนอกได้สูง ง ง จ = กว่า ตั้งแต่ระดับอนุภาค เมื่อจักรวาลเกิดขึ้นมาและ วิวัฒนาการไปจนกระทั่งเกิดสิ่งที่เราเรียกว่า ษิ๊กแบง จ เร ป แห่งตัวภู ของกู กระบวนการทั้งหมดเหล่านี้ทุกขั้น ตอนพอจะมองได้ว่าเป็นความพยายามของธรรม- = == - "! เก ชาติ และของชีวิตในที่สุด ที่จะก้าวพันจากขอบเขต ” เว ส 4 เว เร และเงื่อนไขทั้งหลายเพื่อที่จะพันจากความทุกข์ ใน ฐ ม ๑๕ - เบื้องต้นธรรมชาติก็พยายามตามอํานาจธรรมชาติที่ " 1 ส ณู๕ มีอยู่ในตัวโดยไม่มีการเจตนา แต่เมื่อเกิดสิ่งที่มีชีวิต ด คด @ ๐ 4 ะ ซี . พัฒนาขีนมาถึงขันหนึ่ง ความตั้งใจหรือเจดนาเริ่ม จ ร เด ”. <« 4 .ส ๒ = เข้ามามีบทบาทด้วย ทีสุดก็เป็นเรืองที่ผู้ศึกษาจิต ก็ศึกษากันอยู่ ในกระบวนการตลอดสายนี้เกิดการเรียนรู้ และการปรับตัวมาตลอด ไม่เซ่นนั้นสิ่งที่ผุดกําเน็ดขึ้น ทั้งหลวยจะไม่สามารถอยู่รอตได้ การเรียนรู้และการ ปรับตัวตามการเรียนรู้นั้นก็มีการบรรจุไว้ในสิ่งที่ เรียกว่า 91ง2, ของสิ่งมีชีวิตหรือในระบบประสาท ของสัตว์ สัตว์ฝ่ายสูง (]ษ85๐6 ณ์ญาล]5) และใน ที่สุดโดยภาษาและวัตถุต่างๆ ที่มนุษย์ใช้เพื่อสื่อ ความหมายและถ่ายทอดความรู้กัน อย่างไรก็ตาม การสร้างสรรค์และการเรียนรู้ทั้งหมดเหล่านี้ ยังไม่ เพียงพอที่จะพามนุษย์ให้รอดจากความทุกข์ พระพุทธเจ้าได้ค้นพบว่าความทุกข์หรือปัญหา ในใจมนุษย์ทั้งหลายจะจบหรือสิ้นสุดลงเมื่อการปรุง แต่งสิ้นสุด สิ่งที่เรียกว่า บรมธรรมบ้าง หรือธรรมชาติ ที่อิ่งกว่าธรรมชาติทั้งหลาย-อมดธรรม ธรรมชาติ ที่ไม่เกิดไม่ตายหรือที่รู้กันทั่วไปว่านิพพาน-ความ สงบเย็นที่เข้าถึงได้เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง ไม่ยืดมั่นถือ มั้นว่านี่ตัวกู ของภู นี่แหละเป็นธรรมชาติที่เป็นที่ สุดของธรรมซาติทั้งหลาย เรียกว่าเป็นอสังขตธรรม ธรรมชาติที่ไม่มีการปรุงแต่ง ไม่มีการเกิดและดับ ไม่ มีการเปลี่ยนแปลง ในเมื่อธรรมชาติทั้งหมดเหล่าอื่น เป็นลังขตธรรมซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงหรือเป็นการ เปลี่ยนแปลง เป็นการปรุงแต่งอยู่ในตัว เมื่อมองด้วย สายตาของโพธิจิตหรือฝ่ายจิตวิญญาณ อสังขตธรรม หรือนิพพานนั้นเป็นจุดหมาย เป้าหมาย วัตถุประสงค์ ความหมาย คุณค่า และที่สุดของจักรวาล ชีวิต วิว ฒนาการมนุษย์ และชีวิตจิตใจของมนุษย์ เรื่องนี้ไม่ใช่ เพียงเป็นความรู้หรือความเชื่อ พระพุทธเจ้ายืนยันว่า เป็นความจริงที่ปรากฏที่นี่และเดี่ยวนี้ เพียงแด่ว่าใคร จะมองเห็นหรือไม่ ท่านได้ท้าทายพวกเราหทั้งหลายที่จะมองเห็น เสียเอง โดยตนเอง จนกระทั่งสังคมมนุษย์โดยทั่วไป ะเข้าใจเรื่องนี้ เราอาจจะพากเพียรพยายามเพื่อ สร้างและจัดการกับพวกเราที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ด้วย เทคโนโลยี ด้วยการปฏิรูป ด้วยองค์กรหรือหน่วยงาน แปลกๆ นานา จนกระทั่งศาสนาใหม่ๆ แต่ทั้งหมด เหล่านี้ไม่ใช่ที่สุดแห่งปัญหา แม้ว่าจะมีประโยชน์ เพียงไร เราควรจะสนใจคําพูดที่พระพุทธเจ้าตรัส ต่อพระองคุลืมาลว่า “ฉันหยุดแล้ว แล้วคุณละ” เรา ไม่จําเป็นที่จะสร้างการไม่เบียดเบียน เพียงแต่หยุด ฆ่ากัน หยุดเอารัตเอาเปรียบกัน ก็ไม่จําเป็นต้อง สร้างสันติภาพ เพียงแต่หยุดการสร้างสิ่งที่ตรงกัน ข้าม เราไม่ต้องสร้างประชาธิปไดย เพียงแต่หยุดการ สร้างระบบเผด็จการ การใช้อํานาจ การบังคับบัญชา ผู้อื่น คอร์ปชั่นและความอยุติธรรมทั้งหลาย เราไม่ ต้องอนุรักษ์สิงแวดล้อมเพียงแต่เลิกทําลายมัน เรา จ = -.สั ซ่ อ ไม่ต้องคิดหรือสร้างความจริงชื่นมา เพียงหยุดเท่า เณสไไไฟ สอั นัน มันอยู่ทีนี่และเดียวนี ในความเห็นของผู้เขียน กระบวนการนีเป็นทั้ง = ๕ = ๆ| ซ่ ฯ วิทยาศาสตร์และศิลปะ เป็นไปเพื่อการศึกษา การ ค้นคว้า การหดลองและการถ่ายทอดที่ทําให้เกิด ต: ความงู และความสามารถทีจะหยุดปัญหา หยุดความ ทุกข์ในใจมนุษย์ นั้นแหละคือวิทยาศาสตร์ทางธรรมะ เราทั้งหลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางธรรมะอยู่ใน ตัวอยู่แล้วไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ขอให้ใช้ สมรรถภาพ หรือโพธิจิตทางธรรมะอันลําค่านี่เพื่อ == ซ้ = ๕ - ชีวิตจะอิมด้วยความสุข และอิสรภาพ สมศักดิ์ศรีของ มนุษยชาติ ๑ ร ! ด. 4 ถึงตอนที่ 3 นี้จะว่าด้วยโดกทางกายภาพ ประกอบด้วยบทที่ 9 ว่าด้วยจักรวาล คง ง = เ 2 ง, บทที่ 10 ว่าด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพ และทฤษฎีคว่อนตัม บทที่ 11 ว่าด้วยความ ซับซ้อน ไม่พึงมองโลกทางกายภาพแบบแยกส่วน สรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยงสัมพันธ์ 2 0 "ว “ เอ/. 8”, เช”, ซี” กันตามหลักอิทัปปัจจยตา (ดูบทที 4) ความเข้าใจจักรวาล เข้าใจสัมพัทธภาพ และ ม. เร ควอนตัม เข้าใจระบบซับซ้อน จะช่วยให้เข้าใจความเป็นทั้งหมด และความเป็นหนึ่ง เดียวกันของสรรพสิ่งได้ดีขึ้น อันจักมีผลลดความยืดมั่นในตัวตนลง ฯ่ บทท 9 จักรวาล (โทร๑ ปท|!งอธ๑เรร๑ร) พรชัย พัชรินทร์ตนะกุล ขนาดของจักรวาล จักรวาล (0๐5๓205) หรือเอกภพ (ปีเซ๋บ๐5๐) คือสิ่งที่ใหญ่ที่สุดที่มนุษย์รู้จักผ่านความรู้ทางวิทยา ศาสตร์ ประกอบด้วย อวกาศ-เวลา สสาร-พลังงาน และดวงดาวทั้งหมด ทั้งที่สังเกตเห็นได้และไม่เห็น ดวงดาว กระจุกตัวเป็นกระจุกใหญ่ๆ เรียกว่ากาแลกซี (8อะเข) แต่ละถาแลกซีประกอบด้วยดาวประมาณ ๑ 4 ม 10'' หรือหนึ่งแสนล้านดวง (100,000,000,000) ซี ๑ ส = 4 ทั้งจักรวาลมีกาแลกซีประมาณ 10'' หรือหนึ่งแสน ล้านกาแลกซี กาแลกซีมีรูปร่างต่างๆ กัน เช่น เป็น รูปจักรหมุน (50ชม) บ้าง เป็นรูปไข่บ้าง เป็นรูป จ ' ฝุ ป ดอกกุหลาบบ้าง เป็นรูปสะเปะสะปะบ้าง (โปรดดู รูปที 1) ศศซ๊ " 2 ล. ฝี - จ๊: รูปที 1 : จักรวาล ประกอบด้วยกาแลกซีขนาดต่างๆ และมีกลุ่มหมอกควันของสสารและพลังงาน (ทอไพไอ) บ ฝี แฉ .//0810/ไทสวิด ไร4ง ไห้ เจ เซ เจ อ ๐ เจ ะ เ= % ซึ "รู ซ่, '- 1, ลี| ก ซ. ๑6, น. ฮ่ «, ฮ้า รูปที่ 2 : กาแลกซีที่ระบบสริยะอยู่เป็นรูปจักรหมุน ระบบสุริยะอยูบรีเวณขาข้างหนึ่งของกงจักร (ลูกศรชี) เณ 3 3 131 1 30353111 1 00 =ส3 = 2 กาแลกซีที่ระบบสุริยะและโลกของเราอยู่ มี ว (5. ะ รูปร่างเป็นจักรหมุน ระบบสูริยะซึงประกอบด้วยดวง - เล เซ ว เ อาทิตย์ และดาวเคราะห์ 9 ดวง รวมทังโลกด้วย เป็น ไว เศ ร, 4 น ส ส่วนน้อยนิดในขาข้างหนึ่งของกงจักร (รูปที 2) ร แลแม็ไอปรค ๆ โปรดสังเกตว่าเมื่อก่อนมีคําว่า "สุริยจักรวาล' ก ไนชน๓ นวี เ ง ซ่ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช้แล้ว เรียกแต่เพียงว่าระบบสุรียะ - ๆ (50ไฉะ 5หรแอฑา ) ซึ่งมีขนาดเล็กมากเกือบจะเป็นจุด ง ' สมแส4 = ทีมองไม่เห็นในกาแลกซีหนึ่ง กภาแลกซีที่ระบบ = 4 ส = ว - สุริยะอยู่มีขนาดทีแสงเดินทางจากขอบหนึ่งถึงอีก ไร1 =. = ขอบหนึ่งจะกินเวลา 100.000 ปี แสงเดินทางด้วย ความเร็วประมาณ 300,000 กิโตเมตร (กท.ม.) ต่อ วนเซ 4 ๑. วินาที ในหนึ่งปืนสงเดินทางได้ 9.460,800,000,000 ล. 8 ง =. (9.46 ล้านล้าน) ก.ุม, ระยะทางทีแสงเดินทางใน ก ซ= 4 ง ต หนึ่งปี เรียกว่าหนึ่งปีแสง (บัฏาพ ห๑๕) กานตกซีที่ โลกเราอยู่กว้าง 100.000 ปีแสง จึงเท่ากับ 9.460, 800.000.0900 คูณด้วย 100,000 ก.ม. สมมติว่าแสง = เล ๓ ออกเดินทางไปตังแด่วันที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน 4 ม ส4 ฮะ. ซ๊ เมือ 2546 ปีมาแล้ว ทั้งๆ ที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว ด ซ่ สูงสุดอย่างนั้นก็จะเพิ่งไปได้ 1 ใน 40 ของระยะทาง 4 จากขอบหนึ่งของกาแลกซีไปยังอีกขอบหนึ่ง แสดง ว ส = 5 3 ถึงความใหญ่โตมไหพารของกาแลกซี่เดียว แต่ทั้ง เศ == ร “, = จักรวาดมีถึงประมาณหนึ่งแสนล้านกาแลกซี ขนาด ของจักรวาลจึงใหญ่สุดประมาณ คํานวณกันว่า จักรวาลกว้างประมาณ 15.000 ล้านปีแสง 6” กําเนิดของจักรวาล-ปบิกแบง (8เ๓ ษิทธ) มีผู้วัดได้ว่าระยะทางระหว่างกลุ่มของกาแลกซี (0ไน56 อร์ 8สฝปลวผ่๐6) ชยายห่างออกจากกันไป ทุกทีๆ ถ้าเป็นเช่นนั้น ถ้าย้อนเวลากลับไปเรื่อยๆ กาแลกซีก็จะอยู่ใกล้กันๆ เข้าไปทุกทีจนรวมเป็น จุดเดียวกัน แสดงว่าเมื่อเริ่มต้นสรรพลิ่งทั้งหลาย อัตแน่นอยู่ในจุดเล็กๆ จุดเดียว เรียกว่า ซึงกูลาริที (51๓8และเห) ณ จุดนั้นมีความหนาแน่นของ มวลสารเป็นอนันต์แล้วเกิดบิ๊กแบง (3518 8ลก๓8)” * คําว่า บิ๊กแบง (318 8๑๓8) นี้ เป็นคําที่ [7๐๕ 1ฐิ๓1๐ นักดาราศาสตร์ชื่อตังระดับโลก ได้แกล้งเรียกเพื่อ เสียดสีและประชดประชันทฤษฎีการเกิดของจักรวาลที่เริ่ม จากจุดเล็กๆ เพราะในขณะนั้น [ร๐๕ 1ร่อ916 เชื่อไนทฤษฎี สถานะคงตัว (516๑4 5เล66 โท6๐7) ว่า จักรวาลมี ลักษณะในปัจจุบันนี้เป็นเช่นไร ในอดีตก็เป็นเช่นนั้น และ ในอนาคคดก็เหยือนกัน ต่อให้มีการขยายตัว ก็จะบืสสารเกิด ขึ้นบาใหม่เพื่อให้จักรวาลดเหมือนเติมทุกประการ แต่ลื่อ มวดลชนกลับซอบใจคําๆ นี้ เพราะฟังง่ายดี เลยติดปากคน และกลายเป็นชื่อที่เป็นทางการของทฤษฎีนี้ไปโดยปริยาย 15,000 ล้านปี ตและกาวขยายตัวของจักรวาล เมื่อประมาณ 15.000 ล้านปี เกิ ขึ้นกลายมาเป็นจักรวาล เพราะแรงระเบีดเมื่อครั้ง บิ๊กแบงนั้นยังส่งให้กาแลกซีเดินทางห่างออกจาก กันไปเรื่อยๆ จากการรู้อัตราความเร็วของการขยาย ตัวของจักรวาล สามารถคดํานวณย้อนไปได้ว่าบิ๊ก- แบงเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 15,000 ล้านปีมาแล้ว จะนั้นจักรวาดจึงมีอายุประมาณ 15,008 ล้านปี นี่ คือทฤษฎีทวงวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการกําเนิดของ จักรวาลที่ได้รับความเชื่อถือทั่วไปในปัจจุบัน ส่วนที่ว่าจักรวาลจะชยายดัวออกไปเรื่อยๆ โตยไม่มีวันหยุด หรือว่าวันหนึ่งแรงระเบิดจากบิ๊ก แบงหมดดง จักรวาลหยุดขยายตัว แล้วโดนแรงโน้ม ถ่วง (ยลหแฉน์๑๓) ดึงภาแลกซึให้กลับเข้ามาหา " แต่จากหลักฐานทางตาราศาสตร์1 แบง (8เ< 8ลกะ) จากจุดที่ นทางห่างจากกันออกไปเรื่อยๆ กันไหม่ จนในที่สุด กลับไปรวมเป็นจุดเดียวกันใหม่ที่ ซิงกูลาริที การหดตัวของจักรวาลไปรวมกันใหม่นี้ เรียกว่าบิ๊กครันซ์ (318 (๒๓๐) ขณะนี้ยังไม่เป็น ที่ยุติว่าอนาคดของจักรวาลจะเป็นแบบขยายตัวไขป่ เรื่อยๆ หรือจะเป็นแบบบิ๊กครันช์* การเปลี่ยนแปลงหลังปบิกแบง = ๑๑๓ เชี่วี กัวรวิ ะ จากหลักฐานต่างๆ ที่มี นักวิทยาศาสตร์ได้ สร้างทฤษฎีและดํานวณจากทฤษฎีถึงเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นหลังยิ๊กแบง ภายในเศษ 1 ส่วน 100 ซอง ตุด (ตันปี ค ต.2002) ทําให้นักวิทยาศาสตร์จํานวนมากเริ่มเ ก่า จักรวาอนํา จะขยายตัวออกไปเรื่อยๆ ในอัตราที่เร็วขึ้น (ผู้สนใจสายารถอ่านได้จากบทความในนิตยสาร 5๓๐๐๒5ิ๐ /แข๐๑๓๓ หรือหนังสือ (ป้อชื่อเร(เลดัตมุ) (วอ0ไอชูร/, จีตละต ไงเตร, โทด., [โรรแ ทท์กลักด ให่ชะไท 2002. 153ไ . 0 446-57873-2) อย่างไร ก็ตาย นักพีสิกส์ชั้นนําบางคน เช่น /อ๒1 /บ๒งง08]6 หีศิก๒๑]๓ ได้แสดงพัศนะยืนยันแนวคิดที่ว่า จักรวาดหรือเอกภหเป็น แบบปิด นั้นคือ เอกภพจะเป็นแบบบิ๊กครันท์ (นุ๊ยนใจฆามารถย่วนได้จากบทความ “0๒5บอก : ไว๊ง ษิสตย-!๐-(ีกขา (ปณัทสระ : โโอย 5ิชทตูไข 1๐ ซ๐ ทอคฐู|” ในหน้า 0 -11 ของหนังสือ 2แอ)อณ์ท ฝี1๒๐ ไอไรร : ไรเทอต่นตช่วต เต (วอกอรม 2อไอย์หวั, 4ร์สันอล ไตอรไอท ปบอกเนน, ไรซิใพ้ : 0-201-38423-26) ๓ ก เด ล ว อุณหภูมิสูงขนาดนีมีแค่พลังงาน ไม่มีสสารใดๆ เกิด (5%ฏฒาร1อก) ๕ 2 " - ๓ ง ขึ้นหรือดํารงอยู่ได้ ปรากฏการณ์หลังจากนั้นประกอบ 2. การเย็นลง (0๐๐|๒๒8) จ อ ซ " ว = =๑ส้ " ด้วย 3 อย่าง เรยกย่อๆ ว่า 580๐0 ค่อ 3. การเกิดขินของสสาร ((๐0๓ก8) อ “ "" ก ล ซั 1. การขยายตัวของจักรวาลจากแรงระเบิต ซึงอาจเขียนเป็นแผนภาพได้ดังนี่ ซ่ ง , @อึ้ รูปที 3 : แผนภาพแสดงการเปลี่ยนแปลงหลังจากเกิดบิกแบง ลหลังะเบิด 1 0 9 0 ณหลภูมิ แสนล้านองศา 1 พันล้านองศา วนประกอบ แล พลังงานและสสาร ฏ ตวงตาว กาแลกซี ของจักรวาล (ไฮโดรเจน และฮีเลียม) ธาตุหนักเกิดในดวงดาว ส = สชั 5 ง๒= จย. ในการบิกแบงจนเกิดกาแลกซีขึ้นนั้นได้เกิด หนทุกแห่งไม่ว่าจากที่ใดๆ รังสีคอสมิค (๐๐5ทบม่๐ ยิฉน์อก) แผ่กระจายไป ตารางในหน้าถัดไป แสดงอุณหภูมิของ กทางกายภาพ ล ส๕. [ตๆ เข รร พ ทุกทิศทุกทาง ซึงยังตรวจพบได้อย่างสม่าเสมอทุก จกรวาล ณ อายุต่างๆ ๕ ตารางที่ 1 : แสดงอุณหภูมิของจักรวาล ณ อายุต่างๆ ม สัป อ ส ง จักรวาลไนเบื่องต้นก่อน 3 นาที ประกอบด้วย = ๕ = 2๑ เร โฟตอน อิเล็กตรอน โพสิตรอน และนิวตริโน เมื่อ ๓. ส จักรวาลอายุได้ 3 นาที อุณหภูมิลดลงเหลือ หนึ่ง เจ ค: = พันล้านองศาเซลเซียส เย็นพอที่จะเกิดโปรตอนและ = ”. = = - นิวตรอนทีจะเกิดเป็นนิวเคลียลของสสาร ธาตุปฐม ของจักรวาล คือไฮโดรเจน ดิวเทอเรียม และอีเลียม ส ๓ .< ๑ 3 ซึงมืองค์ประกอบ ดังนี @9) -= นิวเคลียสของไฮโครเจน ประกอบ 55 5 .- ด้วยโปรตอนตัวเดียว= / - ' นิวเคลียสของติวเทอเรียม หรือ -ไฮโครเจนหนักประกอบด้วย โปร 7 ตอนหนึ่งตัว และนิวตรอนหนึ่งคัว “4 นิวเคลียสของฮีเลียมประกอบด้วย ปรดอนสองตัวันและ ไฮโครเจนเป็นธาตุตัวที่หนึ่งที่ง่ายที่สุด คือ นิวเคลียสประกอบด้วยโปรดอนตัวเดียว ธาตุคัวที่ สองคือ ฮีเลียม ซึ่งประกอบด้วยโปรตรอน 2 ตัว และ นิวตรอน 2 ตัว ส่วนดิวเทยเรียมนั้นเป็นไฮโตรเจน หนัก คือเป็นนิวเคลียลของไฮโดรเจนที่มีนิวตรอน เข้ามาอยู่ด้วยหนึ่งตัว ในระยะแรกยังไม่เป็นอะตอมของไฮโดรเจน และฮีเลียม มีแต่นิวเคลียสเท่านั้น เพราะที่อุณหภูมิ สูง อิเล็กตรอนยังเคลื่อนไหวเร็วเกิน ยังไม่มาผูกพัน กับนิวเคลียส เมื่อเวลาล่วงไป 2-3 แสนปี จักรวาล เย็นลงพอที่อิเล็กตรอนจะมาอยู่ร่วมกันนิวเคลียส เกิดเป็นอะตอมของไฮโครเจน และอะตอมของ อีเลียม ซึ่งเป็นแก๊ส 5*%: อะตอมของไฮโดรเจน” มีโปรตอน 8 4ะ(ซึ่งมีประจุเป็นบวก):อยู่ในนิว- ไ2% 5เคลียสหนึ่งตัว และอิเล็กตรอน ะตอมของไฮโดรเจน และฮีเลียมเป็นแก๊ส เมื่อเป็นแก๊สก็จะตกอยู่ใต้อิทธิพลของแรงโน้มถ่วง ที่จะดึงให้จับตัวเป็นก้อน เกิดเป็นกาแลกซี และดาว ควรสังเกตว่าเมื่อเริ่มแรถ จักรวาลมีธาตุเบา 2 ชนิดเท่านั้น คือไฮโดรเจน และฮีเลียม ส่วนธาตุ หนักกว่าเกิดในดาว เพราะในดาวมีแรงอัดที่จะอัด ให้โปรตอนและนิวตรอน มาจับกันเป็นนิวเคลียร์ที่ ใหญ่ขึ้น คือเป็นธาตุที่หนักกว่าอีเลียม การเกิดขึ้นของสสารจาก พลังงานในจักรวาล พลังงานกับสสารคือสิ่งเดียวกัน แต่อยู่ในคน ละรูป ซึ่งแปรเปลี่ยนกันได้ คือพลังงานเปลี่ยนเป็น สลาร และสสารเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ กล่าวอีก นัยหนึ่ง สสารคือพลังงานที่แปรรูปมาเป็นก้อน เป็น ก้อนหมายถึงมีตัวตน มีขนาด มีน้าหนัก สามารถ ชั้งตวงวัดได้ พลังงานไม่มีขนาดไม่มีนั้วหนัก แต่ ส 4 ถุ = ส "ว อยู่ในรูปของคลิน เช่น คลิ่นแสง คลินเสียง คลืน - : ท: - ”. อินฟราเรค (เกปิณาอณ์ รล018ย์อก) คลินเปลี่ยนเป็น ก้อน และก้อนเปลี่ยนเป็นคลื่นได้ เช่น โฟตอน หรือ จ จ่ +๑ ๕ 5 แสงอยู่ในรูปของคลิ่น แต่อิเล็กตรอนเป็นอนุภาค ร จ รร5 คือเป็นก้อนเล็กมาก และมีนําหนัก นันคือเป็นวัตถุ โฟตอนเปลี่ยนเป็นอิเล็กตรอนได้ และอิเล็กตรอน ": =| ะ 9, สป 4 เปลี่ยนเป็นโฟตอน บางครั้งก็กํากวมเป็นทั้งคลิน '= =- ๑ ณ๕ ทั้งวัดถุในขณะเดียวกัน สูตรอันมีชือเสียงของ ไอน์สไดน์คือ 5 คือ พลังงาน (๑๓๐) ๓ คือ มวลของสสาร (เกล55) ๐ คือ ความเร็วของแสง เป็นการบอกความสัมพันธ์ระหว่างพลังงาน กับสสาร 2 - สสารทีบริสุทธิทีมีอะตอมอย่างเดียวกัน แต่ละ ประเภทเรียกว่าธาตุ (@๓ทอก!) เช่น ธาตุไฮโตรเจน ธาตุคาร์บอน ธาตุในโตรเจน ธาตุเหล็ก และธาตุทอง 2. ว ล เป็นต้น ธาตุมีทั้งหมด 109 ชนิด เป็นที่เกิดใน เศ ะ ซั ล ธรรมชาติ 95 ชนิด มนุษย์สังเคราะห์ขึ่น 14 ชนิด เก . ว บ "| ธาตุเหล่านีแม้ต่างกันมากตังแต่ตัวเบาที่สุดและ | ๑ = @ุ«4 เป็นแก๊สคือไฮโตรเจน ไปจนถึงตัวทีหนักมากและ เป็นโลหะ เช่น เหล็ก ทองคํา ปรอท ยูเรเนียม ทั้งหมดประกอบด้วยหน่วยย่อยเป็นอนุภาค (ฏณ๕- น่๐|๐6) 3 ชนิดเหมือนกัน คือ โปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอน -. ตารางที 2 ไฮโดรเจน จํานวน โปรตอน 1 จํานวน นิวตรอน ๐ นําหนักอะตอม 1 เปรียบเทียบ 3 ณ อันดับที่ของธาดุ 1 โปรตอน ฮีเลียม เหล็ก ยูเรเนียม 2 26 ง2 2 30 146 4 56 238 2 26 9จ2 ซ่ ใจ5. 3 กัจ เป็นอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าเป็นบวก อยู่ในนิวเคลียลหรือส่วนใจกลางของธาตุ ธาตุเดียวกัน ย ๆ ด, ซ้อ4ร ง จะมีจํานวนโปรตอนเท่ากัน เช่น ไฮโครเจน เป็นธาตุตัวที่หนึ่ง เบาที่สุด มีโปรคอนตัวเดียว - สคซี 5 อือง [ร ฮเลยมม 2 ตว เหลิกม 26 ตว ยูเรเนยมม 92 ตว ว. นวตรอน | ส เซ ลจ - "ว ไว - 2 เป็นอนุภาคทีเป็นกลาง ไม่มีประจุไฟฟ้า อยู่ในนิวเคลียส มีจํานวนไกล้เคียงกับโปรตอน แต่อาจแตกต่างกันได้ เช่น ในฮีเลียมมีนิวตรอน 2 ตัว เท่ากับโปรตอน แต่ในเหล็กมี 30 ตัว 9 = ส๓=> และในยูเรเนียมมีนิวตรอนถึง 146 ตัว ยูเรเนียมเป็นธาตุที่มีนิวตรอนในปริมาณมาก (ถอน- แอก-ท์๐) = อเลกตรอน จ 2ดว จํานวนโปรดอนในนิวเคลียส ) เ” ง เๆ ซื่อ๓ฆ้ = 2๕3. ชง เป็นอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าเป็นลบ วิ่งอยู่รอบๆ นิวเคลียส ตามปรกติมีจํานวนเท่ากับโปรดอน เช่น ไฮโครเจนมีโปรดอน 1 ตัว ก็มีอิเล็กตรอน 1 ตัว ยีเลียมมีโปรตอน 2 ตัว ก็มีอิเล็กตรอน จจ ท จ ด ล. - “ง = สรุป ธาตุทุกตัวมีส่วนประกอบพื้นฐานเดียวกัน คือ โปรตอน นิวครอน และอิเล็กตรอน ต่างกันที หลังจากเกิดบิ๊กแบง เมื่อเกิดสลารขึ้นมีแต่ ไอโครเจนกับอีเลียมเท่านั้น เพราะเป็นธาตุที่เบาที่ ลุด 2 ตัวแรก โดยมีไฮโตรเจนประมาณร้อยละ 74 - ๆ ะ. 5 ส๓ แตะฮีเฉียมร้อยละ 26 ไฮโตรเจนเป็นธาตุที่มีมาก ที่สุดโนจักรวาต แก้สไฮโครเจนและอีเอียมถูกแรงโน้มถ่วงทํา ให้จับกลุ่มกันเป็นดาว แรงอัดในดาวทําให้โปรตอน และนิวตรอนบารวมกันเป็นนิวเคลียสที่มีน้ําหนัก สั =. = "ลี เพ เข้า มวากขน เกตธาตุทหนกมากชนตามลาดบ จนกระทหง คุ กส เนศา ถึงธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นธาตุอันตับที่ 26 มีโปรตอน 26 เณนะ ตี ห๕ 2 ตว และนวตรอน 30 คว ธาตุดวท 3 ถงดวท 26 จง ถิ๓ดี้+ ศํ เฉืองสี่เซอเรร เกิดขึ้นในดาว เมื่อตาวระเบิตที่เรียกว่าซูเปอร์โนวา (5แอ๓เอหล) เกิดพลังมหาศาลขึ้น พลังมหาศาลนี้ ได้บีบให้โปรตอน และนิวตรอนเข้าไปจับกันเป็น นิวเคลียสที่ใหญ่ขึ้น เพราะฉะนั้นชาตุที่หนักกว่า เหล็กไปจนถึงยูเรเนียม ซึ่งเป็นชาตุที่ 92 มีน้้าหนักถึง 238 เท่าของไฮโครเจน มีโปรตคน 92 คัว นิวตรอน 146 ตัว เกิดขึ้นจากการระเบิดของดาว ในร่างกาย ของมนุษย์ประกอบด้วยธาตุตั้งแต่ธาตุเบาไปจนถึง ธาตุหนัก เช่น ทองแคง และโคบอลต์ ถ้าไม่มีดาว ระเบิดก็จะไม่มีธาคุหนัก และไม่มีมนุษย์ จะกล่าว ว่ามนุษย์เกิดจากสะเก็ดดาวก็ได้ คารวงค่อไปนี้สรุปแหล่งกําเนิดของธาตุใน จักรวาล 1. ไฮโตรเจน และอีเลียม สี่ 2. ชาตุตัวที่ 3 จนถึงตัวท 26 คือเหล็ก เหนั ต 3. ธาตุที่หนักกว่าเหล็กจนถึงยูเรเนียม “ทุบผาเหล็ก7 (แจ๓:ทลปอง0ันิวเคลี่ยสของเหล็ก>: 2 ของทุบเช7เคือ มีเสถียรภาพมากที่สุด ข้างข้าย เป็น 2455 4 1 . ง บีพลังงวันต์กที่อุด: จึงมีเตถียรภพบากที่อุพ@! ธาคุณ: -.ขาตุที่เบากว่าง ๓ ว 1, แหล่งกําเนิด เกิดในจักรวาลเวิ่มแรก หลังการบิกแบง เกิดจากภาวะอัดแน่นไนควงคาว เกิดจากดาวระเบิด เซ ฮ่ เริ่มตั้งแต่ไฮโตรเจน ซึ่งเบา ที่สุด โดที่หนักกว ฉักเก เป็นธําตุที่หนักกว่าเหล็ก เช่น นิกเกิด อลดเวเนียม: รูปที่ 5 : แผนภาพอย่างง่วย แสงหุบเขาแห่ง เสถียรกาพ หรือหุบเขาเหลิก โลกทางกายภาพ การรวมตัวของนิวเคลียส (กัน51อก) และการแตกตักของนิวเคลียส (ก เ.#ัล์ 5 จากรูปหุบเขาแห่งเสถียรภาพในหน้า 89 ซู@ 2 ส ๓. ซ ส (ร เหล็กมีเสถียรภาพทีสุด นิวเคลียสของธาตุที่เบากว่า เหล็กมีความโน้มเอียงจะรวมตัวกัน เรียกว่านิว- - 2 ง 5 ส่ เคลียร์ฟิวซัน (กถน๐1อลธะ ก์น5โอก) กลายเป็นธาตุที « ๕ - = จ ง. หนักขึน และนิวเคลียสของธาตุที่หนักกว่าเหล็กมี ความโน้มเอียงจะแตกตัว เรียกว่านิวเคลียร์ฟิสชัน ง ฮ ซ่ 0 (กน๐ไอละ มีรรเอก) กลายเป็นธาตุทีเบากว่า เว - ก ง ซ่ ทังฟิวซัน และฟิสชัน จะปล่อยพลังงาน - ะ นิวเคลียร์ออกมา พลังงานในตวงดาวในรูปของแสง ม สช้. -- และความร้อนเถิดขืนจากปฏิกริยานิวเคลียร์ คือ «- ม ซ๊ ส - -: 9 0 ฟิวซัน และฟิสชันนี เมือนิวเคลียสแตกตัวเป็นสาร ซ่ ส๓๐. = ล๑ซั้อ ซ่3 ก ทีเบาจะมีนิวตรอนอิสระเกิดขึน ซึ่งวิงไปชนนิวเคลียส ยิ่นให้แตกตัวต่อๆ กันไป เรียกว่าเป็นปฏิกิริยาลูกโช่ | จ รร ร ล (๕ไลไท 16ลอนอก) นีเป็นทีมาของการทําระเบิด นิวเคลียร์ และการนําพลังงานนิวเคลียร์ไปใช้ เช่น กระบวนการผลิตไฟฟ้าในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เป็นต้น ลัง (ไหืด๒๑๑5) ในจักรว " พลังพื้นฐาน (โิแก๕ล๐0ใล| โอ๐๐5) ใน จักรวาล ในทางวัตถุมี 4 ชนิด คือ 1. แรงโน้มถ่วง (ต2รเธน์อกล] โอร00) 2. แรงแม่เหล็กไฟฟ้า (๑16๐๒๐๓๕๓๕๐ [๐5๐๑) 3. แรงนิวเคลียร์อย่างแรง (5๐0๓8 ลพ๐1๐๓๕ 10506) 4. แรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน (พอณะ ถฉ๐โอล5 1โอย๐๑) แรงโน้มถ่วง เป็นแรงดึงดูดระหว่างอะตอมของสสาร ว แล จ 6 แรงนี่อ่อนมาก แต่ขึ้นกับจํานวนอะตอมในมวล เช่น ดวงอาทิตย์มีมวลมากก็สามารถดึงดูดโลกและดาว ๕ "ง =. ว นพเตราะห์ดวงอื่นๆ ให้โคจรรอบดวงอาทิตย์ไม่หลุด เซด อ ว ตกลงยังพื้นโลก ดวงดาวต่างๆ มีแรงดึงตูดระหว่าง ๓ ว อดล กัน มากหรือน้อยขึ้นกับมวล และระยะห่าง แรงแม่เหล็กไฟฟ้า เกิดจากการผลักตันของประจุ ไปไหน โลกมีแรงดึงดูดดวงจันทร์ไว้ในวงโคจร.และ . ดึงดูดสรรพสิงต่างๆ ที่อยู่ใกล้โลก ให้มีนําหนัก และ- * ไฟฟ้าที่เหมือนกันระหว่างอนุภาค เช่นระห์ว่างโปร- เล ส ง ตอนกับโปรตอน ซึงมีประจุไฟฟ้าบวก และระหว่าง =ฆร ๓ ๑ ส อิเล็กตรอนกับอิเล็กตรอน ซึ่งมีประจุไฟฟ้าลบ และ ซ@ เช, 4 ห สอ2. แรงดึงดูดเข้าหากันระหว่างประจุไฟฟ้าที่ด่างกัน คือ ระหว่างโปรตอนกับอิเล็กตรอน อะตอมทุกอะตอม มีอิเล็กตรอนวิงอยู่รอบๆ จึงมีแรงผลักระหว่างอะตอม ร ร (ลรอ สรู ส่วนแรงโน้มถ่วงนันดึงให้อะตอมผนึกกัน แรงนิวเคลียร์อย่างแรง คือ พลังที่ยืดโปรตอน และขนิวตรอนไว้ด้วยกันในนิวเคลียส พลังนี้แรงเป็น 100 เท่า ของพลังแม่เหล็กไฟฟ้า เมื่อแยกโปรตอน กับนิวตรอนออกจากถันจึงมีการปล่อยพลังมหาศาล ออกมา 60-> แรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน เกือบจะไม่เป็นพลัง เป็น ปฏิสัมพันธ์ที่ทําไห้เกิดภารสลายตัวให้อนุภาคบีตา (๒๐ล ฝ่๐๐ล7) มันทํางานอยู่ระหว่าง 1๐เอ๒5 และ ""การสลายของ 5365๐๓5 มีความพยายามทางทฤษฎีทีจะอธิบายพลัง ทั้ง 4 ให้เป็นเอกภาพ เรียกว่า ปัณัฏี๐4 1๐14 7โโ๐0 บ้าง 3แอ๐รยวัทธ โป๊๐อ บ้าง คือ พลัง ทั้ง 4 เป็นหนึ่งเดียวกัน . ดาวระเบิด ดา ดาวมีขนาด มวล และอุณหภูมิแดกต่างกัน ขนาตตั้งแต่เล็กถว่าดวงอาทิตย์ 450 เท่า ถึงใหญ่ กว่าดวงอาทิตย์พันเท่า มีมวลตั้งแต่ 1/20 จนถึง 50 ด = 2๑ว่2 =ะ , เทําของดวงอาทิตย์ อุณหภูมิที่ผิวของดาวมีตังแต่ ซ่ == 3,000*0 ไปจนถึง 50,000”0 ดาวทีร้อนจะมีสี 5 - ฉ่ จ ” ม จ นําเงิน ดาวที่เย็นจะมีสีแดง ดาวทีมีแสงได้พลังงาน 2. - ๑ 4 มาจากนิวเคลียร์ฟิวชันที่แกนกลาง ดาวขนาดเล็ก (5กาม! 5(ลธ5) ดวงอาทิตย์ถือเป็น ดตาวขนาดเล็ก ดาวที่เล็กกว่าดวงอาทิตย์ทั้งหมดจน - 1 = ค | = ถึงขนาด 1 ? ของดวงอาทิตย์ถือเป็นดาวขนาดเล็ก เรรร้ เสะใจ ดาวเหล่านีเกิดจากกลุ่มแก๊สจับตัวกันเป็นก้อน หด เล” , ง =-- ตัวแน่นด้วยแรงโน้มถ่วง แรงอัดแน่นที่ตรงกลาง ไช. ๑๓๓.ส 4 / ๑๐, ส 6 ทําให้อุณหภูมิสูงขึ้นถึง 15 ล้าน “0 เมืออุณหภูมิ ร กําให้เกิ - - ล ที่ใ สูงขนาดนี ทําให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ขึ้นที่ใจกลาง เป็นการรวมตัวของนิวเคลียส (ถห๐1๐๓ [น5100) ของ ไฮโครเจนเป็นอฮีเลียม เหมือนเตาปฏิกรณ์ปริมาณ | ฬ เ= ขนาดมหีมาในใจกลางของดาวทีเปล่งพลังงานออก สสล้, ศศณ มา ซึงมีทั้งรังสี และความร้อน ดาวที่เปล่งแสงด้วย พลังงานจากการรวมตัวของนิวเคลียสไฮโครเจน เรียกว่า เป็น “ดาวกระแสหลัก” (ทหมัก 5๐สุนอก๐๐ 5๒) ดาวขนาดดวงอาทิตย์จะมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 10,000 ล้านปี (ดวงอาทิตย์อยู่มาประมาณ 5,000 เว ล้านปี ฉะนันจะอยู่ต่อไปอีกประมาณ 5,000 ล้าน บจ) ส ”. เมื่อไฮโตรเจนที่ใจกลางของดาวกลายเป็น ฮีเลียมหมด ส่วนอีเลียมก็จะหดตัว และมีปฏิกิริยา นิวเคลียร์ของฮีเลียมรวมตัวกันกลายเป็นคาร์บอน ะ ง ซันนอกของดาวจะเย็นลง ขยายใหญ่ และมีสีแดง 2 งส ส ๕ เร ล. ตาวทิขยายใหญ่ชื่นเมื่อจวนสินอายุขัย และมีสีแดง นี้เซีอกๆ แลัว ๒ : 5 ร นีเรียกว่า “ยักษ์แดง” (1๐4 ฮูเลก) ยักษ์แดงนี้ เ= "”. 2 ขนาดใหญ่กว่าเติมมาก เมื่อดวงอาทิตย์กลายเป็น ยักษ์แดงจะกินดาวนพเคราะห์ที่เป็นบริวารทุกดวง เข้าไปในตัวหมด 7 - เมือเชื่อเพลิงฮีเลียมหมด ดาวก็จะมาถึง ข้าอ เศ ระยะสุดท้าย ส่วนนอกจะหลุดออกไปเป็นกลุ่มหมอก เซ ๆ 3เรื่อ เมื | ควัน ส่วนแก่นทีเหลือจะหรีแสงลง กลายเป็น “ดาว แคระขาว” (ฆใม่1๐ ๕พลธ์) และเมื่อแสงหมดก็ "' ซึ่ - ค ถลายเป็นดาวทีตายแล้ว เรียกว่า “ดาวแคระดํา (๒ไล๕๒ สพลท ดาวขนาตมหืมา (ถาล5519@ 5(ลร5) คดาวขนาด มหีมามีมวลอย่างน้อยเป็น 3 เท่าของควงอาทิตย์ และอาจมากเป็น 50 เท่าของดวงอาทิตย์ เช่นเดียว กับดาวขนาดเล็กในใจกลางของดาวขนาดมหีมาก็ เป็นเตาปฏิกรณ์ปริมาณูที่นิวเคลียลของไฮโครเจน กลายเป็นฮีเลียม แต่ต่างกันที่ในดววขนาดเล็กใช้ เวลาเป็นพันล้านปีกว่าเชื้อเพลิงไฮโครเจนจะหมด ในตาวขนาดมหีมาใช้เวลาสั้นกว่าเป็นล้านปีเท่านั้น เมื่อใช้ใอโครเจนหมดแล้วก็จะกลายเป็น “ยักษ์ใหญ่ แดง” (1๐4 5น00รยโล๓0) มีอีเลียมเป็นแกนกลาง ซึ่งจะกลายเป็นคาร์บอน คาร์บอนจะกลายเป็น ออกซิเจน ออกซิเจนจะกลายเป็นซิลิคอน ซิลิคอน จะกลายเป็นเหล็ก ทั้งหมดนี้ใช้เวลา 2-3 ล้านปี แด่ ในที่สุด ส่วนใจกลางยุบตัวลงเกิดระเบิดอย่างรุนแรง เป็นดาวระเบิด (5๒0๐๐02) เปล่งแสงสว่างแรง ยิ่งกว่าแสงทั้งกาแลกซี่ บางครั้งแกนกลางของดาว ที่ระเบิดยังเหลืออยู่ ถ้าส่วนใจกลางมีมวล 13 - 3 เท่าของดวงอาทิตย์ มันจะหดตัวเล็กลงเป็นดาว นิวตรอน (ถ๐นยอย ธา) มีขนาดเล็กเล้นผ่าศูนย์ กลางประมาณ 10 ก.ม.เท่านั้น แต่มีความหนาแน่น มาก ประมาณว่าเนื้อดาวนี้ 1 ช้อนซา จะหนักถึง ประมาณ 1 พันล้านตัน ถ้าส่วนใจกลางของดาว ระเบิดที่เหลืออยู่มีมวลตั้งแต่ 3 เท่าของดวงอาทิตย์ ขึ้นไปมันจะหคตัวกลายเป็นหลุมดํา (๒ไล๐ ๐1๒) ดาวนิวตรอน และหลุมดํา ดาวนิวตรอน และหลุม ดํา เป็นส่วนใจกลางของดาวระเบิด (5แอ๐๐หล) จกรวาล รโลกทางกายภาพ ที่ยังเหลือและหดตัว ดาวนิวตรอนมีขนาดเส้นผ่า ศูนย์กลางประมาณ 10 ก.ม. เท่านั้น และประกอบ ด้วยนิวตรอนล้วนๆ ดาวนิวตรอนหมุนเร็วมาก และ ส่งสัญญาณวิทยุออกมาในจักรวาล ดาวนิวครอนนี้ บรงทีเรียกว่าพัลชาร์ (อนไร๕) เพราะส่งคลื่นวิทยุ เป็นคลื่นสั้นๆ ออกมา หลุมดํามีมวลแน่นมากจน ดึงทุกลิ่งทุกอย่างเข้าหากันหมด รวมทั้งแสงด้วย จึง มองไม่เห็นหลุมดํา และทําให้ได้ชื่อเช่นนั้น ระ ระบบสุริยะ (โท6 50ไละ 3ห5เอ๐๓) ประกอบ ด้วยตวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์บริวารที่รู้จักกัน ขณะนี้ 9 ดวง ซึ่งรวมถึงโลกของเราด้วย นอกจาก นั้นก็ยังมีดวงจันทร์ที่เป็นบริวารของตาวเคราะห์ บางดวง เท่าที่คันพบแล้ว รวม 61 ดวง ดาวเคราะห์ น้อย (ล8๐๐105) ดาวหาง (๐๐๓๐1!) ละเก็ดดาว (3๐160101@5) และกลุ่มหมอกควัน (กอ๒นล) ระบบสุริยะ แม้จะใหญ่โตแค่ไหนสําหรับ มนุษย์ แต่เป็นส่วนน้อยนิดเดียวในกาแลกซีหนึ่ง 7 ฑซะย ส กาแลกซีทั้งหมดมีประมาณหนึ่งแสนล้านกาแลกซี ดังกล่าวแล้ว คําว่า โป๒ เท หมายถึงกาแลกซี ฮ่ 6 ' ร ด 0 ที่ระบบสุริยะอยู่ ซึ่งฝรั่งเรียกว่า “กทาแลกซีทางนํา นม” (โโ6 1ต้ป9 “ละ 0เข) เพราะมองเห็น เป็นทางสีขาวบนฟากฟ้า ไทยเรียกว่า “ทางช้าง กัสด คจ เผือก” อินเดียเรียกว่า “คงคาสวรรค์” เชือว่าไหล “ว ซ่ เ, มาเป็นแม่นําคงคา ทางลีขาวทีเห็นพาดบนท้องฟ้า เวลาเดือนมีด เป็นแสงทีมาจากดาว และกลุ่ม หมอกควันในกาแลกซีของเรา ต ศศย ภาแลกซีของเราเป็นรูปกังหันมีใบ 4 แฉก ระบบสุริยะเป็นเพียงบริเวณเล็กๆ เกือบมองไม่เห็น 4 เง ส ในแฉกหนึ่งของใบกังหัน (โปรดดูรูปที่ 2 หน้า 84) ระบบสลุริยะมีอายุประมาณ 5 พันล้านปี เพราะ ฉะนันจะมีอายุต่อไปอีกประมาณ 5 พันล้านปี จน ว ง ซี้งเฒลจ เด็ใหดคาพี้เฉคค กว่าดวงอาทิตย์จะหมดเชือเพลิง เป็นดาวทีตายแล้ว “ เว น เร และกลืนกินดาวนพเคราะห์ทั้งหมดเข้าไปในตัว ดวง อาทิตย์มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.4 ล้าน ก.ม. มีไฮโดรเจนเป็นเชื่อเพลิงอยู่ในใจกลาง ที่เปลี่ยน เป็นอีเลียมโดยปฏกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน ดาวนพ- เล ศั น เคราะห์ที่โคจรรอบควงอาทิตย์แบ่งเป็น 2 กลุ่ม นับ สื่อเดใต 2๕๓คซี่ เรอ จากดวงที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดออกไปดังนี่ ดวงอาทิตย์ อยู่ระหว่างดาวอังคารถับลาวพฤหัส ม แหน ทล6ห1 6 น ตตล1 ทะ แหน สลสห 2< ลบษนรูหปิบรทษา % นหท ๒64อ นอ | ฑ แษ1 000 ฑซ 2 ' 0 60๒8 ๐ แ98แ๐ "6 90598 0 พยู1610 ๐ ๒ษย6 กิษนท @ ษเปน @ ณัง ค ไพพนบตลยษากเซรหถือห ๕๑ แะน จธร'061 %ะ แหน จล"0 2 พน ซอเก#แ ทะ น๒| 8แร6 นธุ แห0 นหท เฮอ ซ ยน๒ ๑@ แิจท62 ๐ แล8เ๐๑๐ “พย968 ๐ 2นท @ แบษ๒ด ๑ ค แซน 006"# ๑ แซน ธ29'69 %ะ น๒ง| 220010 5 ทย4 2170 (99892 ๐ 57๐ เม “อกเทา @ . (ละ6แผ หอมหษดนุแชนนพ) [แผล[แซนนและหตูนก 6ลแะ1 ลย6 เฉ 1 1152 โลกทางกายภาพ ล ก. กลุ่มวงใน 4 ดวง เป็นดาวหิน (ของแข็ง) ข. กลุ่มวงนอก 4 ดวง เป็นดาวแก๊ส ซ่ เง ร ค. ดาววงนอกทสุด เลกมาก เป็นของแซ็ง จากรูปที่ 7 แผนภาพสรุปลักษณะของดาว เคราะห์ 9 ดวง เรียงลําคับจากดวงอาทิตย์ออกไป พวกที่อยู่ใกล้ 4 ดวง เป็นดาวหินมีขนาดเล็กกว่า พวกที่ไกลออกไป 4 ดวง เป็นดาวแก๊สมีขนาดใหญ่ กว่า พวกวงในมีดวงจันทร์เป็นบริวารน้อย ส่วนวง นอกมีดวงจันทร์มากกว่า เช่น ดาวพฤหัสบดี มีดวง จันทร์ 14 ดวง ดาวยูเรนัส มีดวงจันทร์ 17 ดวง ดาวพฤหัส (]ถ๒11๐5) เป็นดาวเคราะห์ที่มี ขนาดใหญ่ที่สุด โดกว่า 300 เท่าของโลก ขนาด เล็กที่สุด และอยู่ไกลที่สุด คือดาวพลูโต มีชนาดเล้น ผ่าศูนย์กลางเพียง 2,300 กม. กว่าจะโคจรรอบดวง อาทิตย์กินเวลาถึง 248.54 ปี ดาวเสาร์มีวงแหวน รอบๆ ซึ่งประกอบด้วยห้อนหิน และฝุ่น ดาวเคราะห์ทั้งหมดโคจรรอบดวงอาทิตย์ มี วงโคจรเป็นรูปไข่ และโคจรทวนเข็มนาฬิกา นอก จากดาวศุกร์ ดาวมฤตยู และพลูโตแล้ว ดาวเคราะห์ ที่เหลือหมุนรอบตัวเองทวนเข็มนาฬิกาด้วย ระบบ สุริยะทั้งหมดก็โคจรรอบศูนย์กลางของกาแลกซีด้วย ดาวเคราะห์น้อย (อะ1๒๒05) ดาวหาง (๓0๒๐๕9) และสะเก็ตดาว (๓๑๐๐105) ดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง และสะเก็ดดาว เป็นเศษของกลุ่มหมอกควัน ที่หลงเหลือ เมื่อส่วนอื่นรวมตัวกันเป็นดวงอาทิตย์ 1. ดาวพุธ (*ห๐๐ร) ดาวศุกร์ (ท้อ๓05) โลก (ธิม) ดาวอังคาร (]ตม) =» ๓๑ ๒ 5. ดาวพฤหัส (วโฉฎ์๐) 6. ดาวเสาร์ (5ลแหล) 7. ดาวมฤตยู (ไปณาก5) 8. ดาวเนปฐจูน (]ง๐๐๒๐๓0๐) ดาวพลูโต (โซย10) ว ส ' และดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์น้อยเป็นก้อนหินขนาด ใหญ่ อาจมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 1.000 ก.ม. เกือบ ทั้งหมดอยู่ในวงแหวนดาวเคราะห์น้อย (ละ๒6๐1ส 9๑10) ที่อยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคาร และตาว ะ พฤหัส ดาวหางประกอบด้วยนําแข็ง และฝุ่น เหมือน นําแข็งใสสกปรก มีวงโคจรยาวที่ไกลมาก บางควง เป็นพันหรือล้านปีจึงจะโคจรมาใกล้ดวงอาทิตย์ครั้ง " ซ่1..4 ฆ่ หนึ่ง ดาวหางที่สว่างที่สุดชือ ]ไล116” จะโคจรมา ใกล้ดวงอาทิตย์ทุก 76 ปี ดาวหางมีจํานวนมาก และ มีผู้ค้นพบดวงใหม่ๆ ทุกปี แต่อาจเป็นได้ยาก สะเก็ต ดาวนันมีขนาดเล็กตังแค่เป็นผงฝุ่นจนถึงขนาดเป็น เมตร เมื่อตกเข้ามาในบรรยากาศไลกจะเสียดลีเกิด ความร้อน และแสงสว่าง เป็นดาวตกหรือลูกอุกกา- บาด "ง ล โลก โลกเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 3 นับจาก ควงอาทิตย์ออกมามีเส้นผ่าศูนย์กลาง 12,756 กม. อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์โดยเฉลี่ย 149.597,870 กม. (เรียกว่า 1 หน่วยดตาราศาสตร์ = 1 ธะย๐๓0ห๐2] หญ์0) มีมวล 5.976 % 10*7 กรัม มีปริมาตร 1.083 * 10*” ลบ.ชม. ภายในเป็นโลหะและหิน เหมือน =ูซ่ งจ จเล้, เ๓ ดาวหินอื่นๆ แต่ที่เปลือกนอกเป็นแผ่นที่แยกจากกัน ค ง เซ ส 4 9ๆ.” = ง เมื่อแผ่นเปลือกโลกเคลื่อนไปชนกันทําให้เกิดแผ่น คินไหว หรือภูเขาไฟระเบิด ประมาณร้อยละ 70 ของ ผิวโลกปกคลุมด้วยน้า อากาศที่ปกตลุมโลก ร้อยละ 77 เป็นไนโตรเจน ร้อยละ 21 เป็นออกซิเจน ร้อย ะ 1 เป็นไอน้า ที่เหลือเป็นแก๊สอื่นๆ โลกมีดวง จันทร์เป็นบริวาร 1 ดวง ขนาดค่อนข้างใหญ่ มีเส้น ผ่าศูนย์กลาง 3,.470 กถม. เกิน ห ของเส้นผ่า ศูนย์กลางโลก ดวงจันทร์เป็นหิน และ ทรายที่แห้ง ไม่มีน้้าไม่มีอากาศ โลกมีอายุเท่าระบบสุริยะคือประมาณ 4.500 ถึง 5.000 ล้านปี มีวิวัฒนาการทางวัตถุมาเป็นลําดับ จนเกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นเมื่อประมาณ 3500 ล้านปี และ มีวิวัฒนาการของโลกทางชีวภาพ ซึ่งจะได้กล่าว ต่อไป ๑ ๑ ซพู่ม ซ่ บนทกทายเรอง ส 7 เว ง " ที่กล่าวถึงจักรวาลมาช้างต้นทั้งหมด- กล่าวตามวิทยาศาสตร์ กระแสหลัก»ซึ่งเป็นการมองทางวัตถุ . สําหรับผู้ที่มองวัตถุเชื่อมกับ = 2ล ศศค - 4, ๓ จิต เชื่อว่าจักรววลเกิดชื้นโดยเจตนาของสิ่งที่เรียกว่า “จิตจักรวาล” ' (ปัณโหตรรไพรตรอแรตอร4)2 หรือพระเจ้า1นละ ะเชื่อว่าในจักรวาล . มีข้อมลขําว| นัก[ดิดจัดช์อด)ที่จ จะทําให้อะไรเกิด>:. ง9 ฯนบท์เรียนที๕คัญ์คือ ย มีความโหญีรุตจินิตนําการ (อจิน- ท การ หคคลมด กวานหรอาจุรทสุเป็นตญ่ครม์ส ประสบความ * - ล6 วสม7 « « น ทฤษฎีสัมพัทธภาพ (7๐๓ ๓ร์ ๆไลน์ฑัเข) และหฤษฎีควอนตัม (0แลตเณ โอ๐05) ซึ่ง สือกําเนิคขึ้นในต้นคริสตศตวรรษที่- 20 ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางวิทยาศาสตร์หรือการย้าย กระบวนทัศน์ (ยอ0ริธก5ณี) ครั้งสําคัญที่ทําให้เกิดวิทยาศาสตร์ใหม่ แต่ในหลาสกรณี มนุษย์ชังคงสามารถใช้กระบวนทัศน์และวิทยาศาสตร์แบบเก่าได้โดยไม่มีความตลาดเคลื่อนมาก นัก ย จา ทฤษฎีสัมพัทธภาพแค่ะทฤษฎีควอนตัมบอกให้เรารู้วําความเป็นจริงของธรรมชาติใน บางแง่มุมนั้น ไม่เนมือนกับที่เรคิตและคุ้นเคย เราคุ้นเคยกับโพกทัศน์และวิธีคิดไนตักษณะที่ เห็นทิ่งทั้งหลายอชู่อย่างตายุ่ตัวแตะแฮกส่วน3 แต่ทฤษฎีสัมพัทธภาพที่ไอน์สไตน์ค้นพบ บอก ครามสัมีพันธ์กับอย่างลีกซึ้ง เช่น.. กาดหรือเวลา (เณ๐) ภับ เทศะหรือ เล” โซ-| ซ่ ล/ณ7 อ ณั ใต้ภาวะเงือนไขที่หลากหลาย โดยได้รับการตรวจสอบอย่างกว้างขวาง ทฤษฎีนี้นําไปสู่การ ค้นพบว่าอนุภาคอาจจะเป็นรูปธรรม และนามธรรมได้ในขณะเดียวกัน เช่น อิเล็กตรอนอาจ - เค %, 87, ล2 ง จง จะประพฤติตัวเป็นอนุภาคหรือเป็นวัตถุ คือมีน้าหนัก แต่ในขณะเดียวกัน อาจจะเป็นคลื่น ไม่มี ะ 2 เล” » ซ่ ๑ เม”, ซ่ ส ซ่ ๓ ซ่ นําหนัก จะเป็นอะไรยังสุดแต่เครื่องวัดอีกด้วย เรื่องนี้เหมือนผีหลอก คือถ้าใช้เครื่องวัดคลื่น เณ7 ๑ ณ/ ร ม ต ม ณ่ 7 เฉ2 ร 9». ป ซ่ เว” มันทําตัวเป็นคลื่น ถ้าใช้เครื่องวัดอนุภาคมันทําตัวเป็นอนุภาค ประเด็นก็คือ สิ่งที่ถูกสังเกต (ป๒๐๐๒รอะขอส์) กับผู้ถูกสังเกต ((๒๐๐5๑๓๐) มีการติดต่อสื่อสารกัน ไม่ได้แยกกันอย่างตายตัว วิทยาศาสตร์ (เก่า) เคยเชื่อว่าจะสามารถสังเกตหรือวัดสิ่งต่างๆ ได้อย่างวัตถุวิสัย คือโดย ซ่ เ” ซ่ มล เรฒณณุ ณุ อเฒ่า พร โค ง ง ว เ= ญู ซ่ เครื่องวัด หรือผู้วัดไม่มีอิทธิพลต่อสิงทีวัดได้ แตค่วิทยาศาสตร์ไหม่บอกว่าไม่จริง สิ่งที่ถูก ”. มน” อล2 เค = ว ว สังเกตกับผู้สังเกตมีปัจจยาการต่อคัน คําถามก็คือ วัตถุหนึ่งสามารถติดต่อกับวัตถุอื่นได้อย่างไร เ + 5ง เดง เล ง ! ฆํ เล วัตถุมีจิตหรือเดิมคิดว่าวัตถุกับจิตแยกจากกัน วิทยาศาสตร์ใหม่บอกว่าอาจเกี่ยวข้องกัน วิทยาศาสตร์ไหม่จึงทําให้เกิดความสนใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์ ซึ่ง ๑ ู๑ 2 ซ่ เเซ่ เจ เดิมคิดว่าเป็นคนละเรื่องไม่เกี่ยวข้องกัน ในหมู่ผู้รู้จึงถือกันว่าวิทยาศาสตร์ใหม่นํามาซึ่งโลกทัศน์ใหม่และวิธีคิดใหม่ อันจะทําให้ (4ะ4 ณาท ม ธ๑. = วุ 1 เค็ - มนุษย์เข้าใจความเป็นจริงได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น มีผลกระทบต่อการเรียนรู้และวิถีชีวิตไปในทาง ค 2 2 4 ฆ ซ่ ซ่ 52 ๑ 2. ทีจะส่งเสริมสัมพันธภาพของมนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม เพื่อสันติภาพมากขึ้น ง ซ จ7 ๑52 ซ 2 มฟี ๐ ง "ล ระ, 4 เท เรืองทฤษฎีสัมพัทธภาพและทฤษฎีควอนตัมที่นําเสนอต่อไปนี่ อาจจะเข้าใจได้ยากอยู่บ้าง ๑ 4 ง เจว เณ อ - : เพราะเป็นแนวคิดที่ลีกซึ้งและไม่ตรงกับสามัญสํานึกในหลายกรณี แต่ก็ขอเชิญชวนให้ศึกษา 2 เ เ เง ว ง ได้ตามอัธยาศัย โดยอาจลองเปรียบเทียบกับการค้นพบของพระพุทธเจ้าเมื่อกว่า 2,500 ปีก่อน 4 0 ๕7 ซ่ = 28 ะ ซ่ เณ อ «2 ว่าสรรพสิงทั้งหลายล้วนเปลี่ยนแปลง (อนิจจัง) ไม่คงที่ดายตัว และมีความเป็นปัจจยาการต่อกัน -ตจ ล 4 =: (อิทัปปัจจยตา) ตามทึกล่าวมาข้างต้นในบทที่ 4 ซ่ บทท 10 ทฤษฎีสัมพัทธภาพ และทฤษฎีควอนตัม: รากฐานแห่งฟิสิกส์ยุคใหม่ มนุษย์เราคงจะไปกันไม่ถึงไหน เกรินนํา ฝักหาก ปอขึ้นเซ่ 2ทจ " ฉ่ = โดยการเอาซนะอุปสรรคเท่านั่นที่เราอาจคาดหวังได้ว่าจะเป็นจุดเริมต้นของความก้าวหน้า ร ว ะ ., ราประสบัแต่ความสําเร็จครังแล้วครั้งเล่า 2. 4.ใ14. ปิษิละ ในการศึกษาวิทยาศาสตร์ชั้นเบื้องดันนั้น เราคงคุ้นเคยกับหลักเกณฑ์บางอย่างที่ฟังดูแล้วก็มี เหตุผลดี เช่น “สสารย่อมไม่สูญหายใปจากโลก” หรือ “แสงเดินทางเป็นเส้นตรง” หรือในวิชาเรชา- คณิตก็มีทฤษฎีบทต่างๆ เช่น “เส้นดรงคือเส้นที่สั้น ที่สุดซึ่งเชื่อมจุด 2 จุดเข้าด้วยกัน” หรือ “มุมภาย ในของรูปสามเหลี่ยมใตๆ รวมกันเท่ากับ 180 องศา” เป็นต้น คํากล่าวต่างๆ เหอ่านี้มักจะแสดงให้เห็น “จริง” ได้โดยไม่ยากนัก แต่เมื่อเรามีประสบการณ์มากขึ้น ได้เรียนรู้ นละได้มีโอกาลพิจารณาประเด็นเรื่องราวต่างๆ จาก หลากหลายนแง่มุม ก็อาจจะพบว่าความรู้ความเข้าใจ ใหม่ที่ได้จากประสบการณ์นั้นบางครั้งอาจจะขัดกับ สิ่งที่เราเคยรู้ หรือเคยเชื่ออยู่แต่เดิมได้ เช่น สสาร สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ (เช่น มวลสารที่หาย ไปในปฏิกิริยานิวเคลียร์) หรือเส้นที่สั้นที่สุดซึ่งเชื่อม จุด 2 จุดเข้าด้วยกันอาจจะไม่เป็นเส้นตรงก็ได้ (เช่น เส้นทางเดินที่สั้นที่สุดของมดที่ได่อยู่บนผิวส้มจาก จุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง) น่าสังเกตว่าโนแทบทุก กรณี ความรู้ความเข้าใจใหม่นี้มักจะเป็นผลพวงมา จากการขยายกรอบการคิด หรือโลกทัศน์ของเรา ให้กว้างขวาง และลึกซึ้งยิ่งขึ้นเสมอ ลําหรับวิทยาศาสตร์ทางกายภาพนั้น ฟิสิทส์ ยุดใหม่ (ถว๐๕๐ [ฟาท5105) มักจะมีเรื่องราวที่ทําให้ 'ฑทฤษฎีควอนตัม | ทฤษฎีสัมพัทธภาพแล 000) เราต้องประหลาดใจอยู่บ่อยครั้ง และควบคู่ไปกับ ซ่อ2อั2. เฟยล 6 ๒ ความประหลาดใจที่ว่านี ฟิสิกส์ยุคใหม่ได้มีส่วนสําคัญ ในการพัฒนาความรู้ และความเข้าใจของมนุษย์ต่อ - 5 ๆ ห. ฯ ซี | ซ์ สิงต่างๆ รอบตัวให้ละเอียด ประณีต และเป็นองค์รวม 2ล เค 2 '-= ง ย, มากยิงขึ้น โดยพร้อมๆ กันไปนั้น ก็ยังนําไปสู่คําถาม ต่อชีวิต และปรากฏการณ์ธรรมซาติต่างๆ เพิ่มเติม 2 - ๆ ขึนอีกมากมายด้วยเซ่นกัน < เป้าหมายของฟิสิกส์ ผู้ที่ศึกษาวิชาฟิสิกส์มาในระดับหนึ่งคงจะเห็น ตรงกันว่า ฟิสิกส์พยายามทําเรื่องราวต่างๆ ให้ดู เรียบง่าย (5๓๒]10๐8ย๐ก) และพยายามรวมเรื่อง ราวต่างๆ เข้าด้วยภัน (หณ์ฎี๐ลย๐๓) ไอน์สไตน์เอง เคยกล่าวไว้ว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างควรจะทําให้เรียบ ง่ายที่สุดเท่าที่จะทําได้ (โ5งอก/ยษัก6 5ก0น]ส ๒๐ ทลย่อ ลร รไทฏ16 ลร 0551016)” " เป้ ในการรวมเรืองต่างๆ เข้าด้วยกันนั้น อาจ หร "๕ ซี่... ๓ ฮ่ จะเริมนับตังแต่การที่นิวตันได้ชีให้เห็นว่าแรงที่ 7/ เล้ ม ๕ ปก๋ ทําให้วัตถุต่างๆ ตกสู่พื้นโลกนั้นเป็นแรงโน้มถ่วง เช่นเดียวกับแรงดึงดูดระหว่างดวงดาว และเทหวัตถุ ต่างๆ ในฟากฟ้า นับแต่นั้นมาฟิสิกส์ก็ประสบความ ๕ ๕ ราณ์ "ซูไว ฉ่ ะ. สําเร็จอย่างนําทึ่งในการรวมสิงต่างๆ ที่ดูแตกต่าง จ---=--ร สเห ” กันเข้าด้วยกันหลายคู่ ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ ทางไฟฟ้า-แม่เหล็ก ดามทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของ แมกซ์เวลล์ ความสัมพันธ์ระหว่างอวกาศ-เวลา และ มวลสาร-พลังงาน ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพของ ไอน์สไตน์ และสภาพคู่หรือทวิภาพของคลื่น-อนุภาค ตามทฤษฎีควอนตัม เป็นต้น ส =. เป้าหมายสุดยอดประการหนึ่งของฟิสิกส์ใน ปัจจุบันได้แก่ การรวมแรงพืนฐาน (กิ๒๕มทอกเป โอ1๐๐ร5) ของธรรมชาติทั้งหมดเข้าภายใต้กรอบ ทึเลพลร้า ง ๆ ทฤษฎีเดียวกัน แรงพื้นฐานเป็นอันตรกิริยาที่ควบคุม ว โลกกายภาพ . ปรากฏการณ์ต่างๆ ทางกายภาพ โดยมี 4 ชนิด ได้แก่ แรงโน้มถ่วง (ยรลห8บ์อกล1 [0100) แรง แม่เหล็กไฟฟ้า (๐1๐๐๒๐๓เลอธถ๐๒๐ ธ์๐50๐) แรง นีวเคลียร์อย่างอ่อน (เข๐9๕ กพ๐6ล ร์๐5๐6๐) และ แรงนิวเคลียร์อย่างแรง (5๒๐๓8 ถน๐1๐ล7 [๐๐๐) กล่าวโดยย่อ แรงโน้มถ่วง เป็นแรงคึงดูดระหว่าง 1 2 5ะ| 5 มวลของสสาร แรงแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นแรงกระทํา ง ส3๓= 0 เจ ระหว่างอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า (เช่น อิเล็กตรอน กับนิวเคลียส) แรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน เป็นแรง ที่ก่อให้เกิดการสลายตัวของอะตอม ส่วนแรงนิว- ว ”: - เคลียร์อย่างแรง เป็นแรงทียืดโปรตอนกับนิวตรอน = เข้าด้วยกันเป็นนิวเคลียส อ เซก ทําไมนักฟิสิกส์ถึงเชือว่านําจะสามารถรวม ซ๊ 4 ๓ รัค เร ส เ "2 -. แรงทั้งสีชนิดนี้เข้าภายใต้กรอบเดียวกันได้ ทั้งๆ ที่ เค เว แรงทั้งสิชนิดนีช่างตูแตกต่างกันเหลือเกิน (ทังขนาด ว ฮั ”. ความแรง และระยะทางที่แรงนีส่งผลไปถึง)? เ ะ4 - ฮั เหตุผลก็คือ ขนาดของแรงทังสีชนิดนีจะ ”: ร ง เปลี่ยนไปตามอุณหภูมิของสภาพแวดล้อม ทีอุณห- ๑2 เง ว ๓ "อ ชั ภูมิค่อนข้าง “ตํา” อย่างบนผิวโลกเรานี แรงทั้งส อซึ่ ร งซ่ ล 2. จะมีขนาดที่ต่างกันอย่างมาก แต่เมืออุณหภูมิสูงขึน ฝุ ๆ คง แรงบางคู่จะมีขนาดใกล้เคียงกัน รูปที่ 1 แสดง “ประวัติ” และการรวมกัน/การแยกจากกันของแรง ล =๑5 9 ๑ พืนฐานของธรรมชาติตังแต่กําเนิดของเอกภพ ใน = -: ซี, จ, ปัจจุบันมีทฤษฎีที่สามารถรวมแรงดังกล่าวเข้าด้วย ว แล้๓๑2๐ ล กันเกือบหมดแล้ว แต่ยังคงติดที่แรงโน้มถ่วงเท่านัน 8เตอลดู 10ห6 เล 12 75841088 (ห) : นผนภาพแสดงแนวคิดทางฟิสิกส์เกี่ยวภับ “ประวัติของ แรงพื้นฐานของธรรมชาติ” แกนทางขวามือแสดงอายุ ของเอกภพ โปรดลังเกตเวลาของพลังค์ (๒แพ เกทจ) ที่ 0๐“3 วินาที ซึ่งคาดว่าเป็นเวลาที่แรงโน้มถ่วงแยกตัว โณนร์ที แกนทางซ้ายมือแสดงอุณหภูมิของ เอกภพ ซึ่งสูงมากเมื่อเอกภพเพิ่งเกิด ดใหม่ๆ และลตลง เรื่อยๆ เมื่อเอกภพขยายร ทัวอย่า. งต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ง 4 ง อ "ม ฟิสิกส์ยุคใหม่อาจแบ่งได้หลายเรื่อง ขึนอยู่ ๆ - เร ซ่25 4 ว กับประเด็นทิเป็นจุดเน้นของเรื่องนันๆ อย่างไรก็ตาม เ ส 4 ๓: 2 ถ้าหากเราถามนักฟิสิกส์ว่า ทฤษฎีใดทีนับได้ว่าเป็น ภาษาพื้นฐานของฟิสิกส์ในปัจจุบัน ก็เชื่อว่าคําตอบ แว รากฐานของฟิสิกส์ยุ คใหม่ ที่ทุกๆ คนจะให้ครงกันนั้นมือย่างน้อย 2 ทฤษฎีคือ ธิ ทฤษฎีสัมพัทธภาพ (1๐๐ ๐6 ๐โลย์ห5) และ เว ฟิสิกส์ยุคใหม่ (๓๐๕๐ ธร5105) เป็นซื่อที่ | ทฤษฎีควอนตัม (แล๓ณ โซอ๐0) ธิ๊ ใช้เรียกวิชาฟิสิกส์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นราวต้น ทฤษฎีสัมพัทธภาพและทฤษฎีควอนดัม นั้น ธี๊ ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา โดยทฤษฎีต่างๆ ที่ใช้| อาจนับได้ว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของวิทยา- จ อธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติจะมีกรอบและวิธีการ | ศาสตร์ ที่ได้มีการเสนอแนวคิดที่ไม่เพียงแต่ขัดแย้ง แว คิดที่แตกต่างไปจากทฤษฎีที่มีมาก่อนหน้านั้นเป็น กับความรู้สึกของคนทั่วไป แต่กระเทือนลงไปถึง เว อย่างมาก รากฐานของฟิสิกส์โดยรวมเลยทีเดียว แม้ว่าทฤษฎี เว ะ 3 ว ง ทั้งสองนี่ในปัจจุบันจะมีอายุร่วม 100 ปี เกง 1ว จ ๕ แล้วก็ตาม แต่ผู้ที่คุ้นเคยกับเนือหาและการ ใช้งานของทฤษฎีก็ยังคงจํากัดอยู่เฉพาะ จเร้กปิร์ วิ 8 ค กับนักฟิสิกส์ วศวกร และนักเทคโนโลยี บางกลุ่มเท่านั้น คนทัวไปอาจจะเคยได้ยิน ซ่ ส4 เว จะ, 4 จด. เรืองราวที่เกี่ยวข้องบ้าง ถ้ามีโอกาสได้ ติดตามข่าวสาร หรือชมภาพยนตร์วิทยา- 4 ศาสตร์บางเรืองเท่านั้น สวู่- ม จ อันทึจริงแล้วมนุษย์ได้รับประโยชน์ จากทฤษฎีสัมพัทธภาพ และทฤษฎีควอน- ตัมทั้งทางตรง และทางอ้อมมากมายหลาย เว 3 ประการ ความเข้าใจของเราเกี่ยวกับผลทาง จ ส่ง เส = ควอนตัมที่ซักใยอยู่เบืองหลังพฤติกรรม "จ 4 ของอิเล็กตรอน และอะตอมในวัสดุหนึ่งๆ และการตอบสนองของวัสดุนั้นในสภาว- ร จ การณ์ต่างๆ นับเป็นข้อมูลพื้นฐวนที่สําคัญ มูลพันธุ และจําเป็นในการออกแบบและใช้งานวัสดุ ดังกล่าวในอุปกรณ์และระบบทางวิทยา- ศาสตร์และวิศวกรรม อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ฯ บ เซ อ ๑7 ทีเราคุ้นเคยกันดีในชีวิตประจําวันจํานวน ซ่ ห - มากมีกลไกการทํางานในระดับอะตอมซึ่ง สามารถอธิบายได้ด้วยกลศาสตร์ควอนตัม เท่านัน ง -- เข้. ส่วนผลของทฤษฎีสัมพัทธภาพนัน 4 - เว เซ มักจะเกียวข้องกับอุปกรณ์และระบบไฮเทค อ รง 5 เ. ต่างๆ ทีใช้ในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ รวม เว ทั้งโครงสร้างของอวกาศ--เวลา และวงจร ส8 อไกใจซ้คาร จ ชีวิตของดวงดาว จึงทําให้ดูเหมือนจะเป็น ส 4 9 “ๆ ' "' ม ' ส เรื่องที่ไกลตัวอยู่บ้าง แต่ที่ใกล้ตัวหน่อยก็ ซ่ "1 เร เ อาจจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับหลักการของเตา ปฏิกรณ์ปรมาณูที่ใช้ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ส ุๆ2, - ขึงใช้ผลจากทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ และ จ, 9 : "ต ระบบกําหนดดําแหน่งบนพื้นโลก (6]005ม อล1ดีอณ์ทร 5หร1๐๓) (675) ซึ่งใช้ผล จากทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไป ภาพของธรรมชาติ ดิแรก (9.6.ให้. ปิห๑0) นักฟิสิกส์ชั้นยอดผู้หนึ่งของโลก ซึ่ง มีส่วนร่วมในการพัฒนาทฤษฎีควอนตัมในระยะแรกได้เคยแสดงทัศนะ เกี่ยวกับ “ภาพของธรรมชาติ” จากมุมมองของนักฟิสิกส์ในต้นศตวรรษที่ 20 ไว้ดังนี้ เจ อ๑-๕3 เล, แร จ 9 ก่อนยุคสมัยของนิวตัน (5ย7 โรล3๐ ]ง๐๓เอ0) นัน มนุษย์มีมโนทัศน์ ไร4. ส เซ ณั ก ว่าทิศทางที่สมมาตรกันนั้นมีอยู่เพียงในแนวพื้นราบ ส่วนทิศทางในแนว 5 5 ล. ส ง เจ " เ ดิงมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างออกไป (นันคือไม่สมมาตรกับทิศทางใน ล กล - เล เล ซ่ แนวพื้นราบ) แต่นิวตันได้ใช้แนวคิดเกี่ยวกับความโน้มถ่วง เพื่อแสดง ให้เห็นว่า แท้จริงแล้วทิศทางในแนวดิ่งนั้นก็สมมาตร หรือเหมือนกับ = ซั. 5 - 5 ทิศทางในแนวพื้นราบเช่นกัน หรืออีกนัยหนึ่ง นิวตันได้ขยายโลกทัศน์ ของมนุษย์จาก 2 มิติ ไปเป็น ว มิติ: ' +ดวามโน้มถ่วงในแนวติ่ง (ทฤษฎีค่วามโน้มถ่วงของนิวตัน: โลก 2 มิติ---= - - % โลก ว มิติ อีกราวกว่าศดวรรษต่อมา ไอน์สไตน์ (/เ0๐ [5รัก516[ก ) ได้มี ส่วนสําคัญที่ทําให้ความรู้ความเข้าใจของมนุษย์ก้าวหน้าไปอีกถึง 2 ขั้น ในขั้นแรกนั้น เขาได้เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ (50๐๐[| โบ๐0๐9 ๐ ฟิอไลย์ขรัญ) ซึ่งมีประเด็นที่แปลกไหม่ และท้าทายความคิดอย่างบาก ได้แก่ การเสนอว่าแท้จริงแล้ว เวลา (ฉั๒๐) นั้นเป็นเรื่องเดียวกับอวกาศ หรือที่ว่าง (50ล๐๐) โดยรวมกันเรียกว่า อวกาศ-เวลา 4 มิติ (4-@ัททอก- ล ท า ซะ 52 - "อ 5ไอหล| รล6๐๐ -ขกอ) สําหรับในทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษนี อวกาศ- เวลา มีลักษณะ “แบน (ยิ๓0)”: จากมูมมองของฟิสิกส์ ในขั้นต่อมานั้น ไอน์สไตน์ได้เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (๐๓๐ร โตย0ร/ 0ร ไจอไลย์งทษ) ซึ่งเนื้อหาหลักกล่าวถึงความโน้มถ่วง | ตามทฤษฎีนี้โลก 4 มิติ หรือ อวกาศ-เวลา มีลักษณะ “โต้ง (๐๒ขอ4)7 ภาพของโลก 4 มิติ จากทฤษฎีทรึงเปลบเปลงไปจกกดิม ความไหมีสัวง ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไ [ช้:ไล้ ดิ (โค้ง) ฆ เจ ล” โดยประเด็นเกี่ยวกับ “ความแบน” และ “ความโค้ง” ของอวกาศ- ซ๊ ๊จ< เซ เก็ เวลา จะได้กล่าวถึงในหัวข้อทฤษฎีสัมพัทธภาพทัวไป อ = เศ เน | - สําหรับทฤษฎีควอนตัมนั้นมีการกล่าวถึง การสังเกต (๐05๐ล- ขุ = ๆ =| ตอก) และปริมาณที่สังเกตได้ในทางกายภาพ (ยฏถบ51๐9 ๐550ฯล01๐6) ”. ๆ ส4 4 ม จ เนื่องจากการสังเกตจะกระทําที่เวลาหนึ่งๆ ดังนั้น ในทางคณิตศาสตร์ ' จึงเทียบเท่ากับการศึกษาตัดภาคตัดขวาง 3 มิติของโลก 4 มิติ ณ เวลา ว ช่, เลน ที่เรากําลังสนใจ นันเอง ร ” = ส่วนปริมาณที่สังเทตได้ในทางกายภาพ หมายถึงปริมาณในเชิง ละ, ” 9, ส ๑ ห ต. จ ตัวเลขที่เราสามารถวัดได้จากระบบที่กําลังสนใจ เช่น มวล ตําแหน่ง 9. 9 2 ๆ สม โมเมนตัม พลังงาน และประจุไฟฟ้า เป็นต้น แด่สําหรับปริมาณที่วัดได้ ร ย 2 ด 5 บางคู่นั่น ดูเหมือนว่าธรรมชาติจะมีข้อห้ามทีคอยกีดกันไม่ให้เราสามารถวัต "ล ๆ เ คล 2 ตี ปริมาณสองอย่างนั้นได้แม่นยําพร้อมๆ กัน หลักการนีเป็นหลักการพื้น ง ม ๆ ฐานที่สําคัญในทฤษฎีควอนตัม เรียกว่า หลักความไม่แน่นอนของ โฮเซนเบิร์ก (1๐15๐90๐๓'8 โปต๐๕๒นักเต ทฑ์ท๑16) ซึ่งจะได้กล่าว 2 เ= ฆ= เ- ถึงในหัวข้อเกี่ยวกับทฤษฎีควอนดัม เนะ. ! ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ (5๒อ๐เ๕| โทรวพฑ ๐โ [ร๑เวทหกี) ค ศ์ ย ผู้รู้บางท่านได้กล่าวเอาไว้ว่า การ จ เยซด เฑิ เกิดของสิงต่างๆ นัน มักจะมีความเจ็บ ปวดนํามาก่อนเสมอ ในกรณีชองทฤษฎี สัมพัทธภาพพิเศษนัน นักฟิสิกส์ในตัน ซ่ จ “= ง ศตวรรษที่ 20 ต้องปวดหัวกับปัญหาใหญ่ ง, ส + - อย่างน้อย 2 เรื่อง ได้แก่ การมีอยู่จริงของ - ” 'อีเทอร์ (๐๒๐)” และการที่กฎเกณฑ์ใน ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้า (๐1๐6๕๐๓ล๕ก6น๐ เอ๐๐๓/) ไม่สอดคล้องกับการแปลงโคออร์- ติเนตแบบกาลิเลโอ (ปอณา ๐0๐01ฉกล- ต่อด พลตรโอหทลน่อก)* ในวิชาทลศาสตร์ จ ง ปัญหาข้อแรกมาจากสมมติฐานที่ว่า == ๕ <, 5, 4 1 เอ มีอีเทอร์เป็นตัวกลางซึ่งแผ่ซึมไปทัวใน - - 9 6 อวกาศ หรือที่ว่าง และสามารถใช้เป็นกรอบ อ้างอิงสัมบูรณ์ (ล05๐1!น1๐ [ธะณา๐ ๐[ ๐[์- ซส่. ฒ ๑ จ อ๕๒๕๓๐๐) ทิเหมอนกันสําหรับทุกๆ คน นอก ซั ๑ ซู2 ก จากนี่ยังได้มีการเสนอกันอีกว่า อีเทอร์น่า ๓ < ฮ่ " จะเป็นตัวกลาง หรือพาหะที่คอย “พยุง ๓ ใจ๑ ซือเครนยื้อต้วเว้า แสงเอาไว้ ในทํานองเดียวกับทีนําเป็น จ - จ ซี| ตัวกลางของคลิน นํา และอากาศ เป็น ซส่ ” ตัวกลางของคลื่นเสียง อย่างไรก็ตาม = ฯ ๕๕ ล 3 สมมติฐานอีเทอร์ก็ถูกโยนทึงไป เนื่องจาก ตรวจไม่พบในการทดลอง ' ๑22, ” - =3 ลี เกี่ยวกับจํานวนมิติของอวกาศ-เวลานั้น ในปัจจุบัน นักฟิสิทส์มีพฤษฎีที่กล่าวถึงอย่างน้อย 2 ทฤษฎีที่กล่าวถึงเรือง น นี้ ใต้แก่ ทฤษฎีชูเปอร์ตตริง (ไกท 5แอ๐เรตะไทร ปเพชรแลฯ ทฤษฎี-เอ็บ (7 ใต์ -โว๐๐) สําหรับทฤษฎีซูเปอร์สตริง @ 22 2 ๕ ซีค2๕24 ซ่ นั้น อวกาศ-เ -เวลามีทั้งหมด10 มิติ โดยเป็นเวลา มิ| มิติ อวกาศที่เราคุ้นเคยกันคี 3มค ส่วนที่เหลืออีกมิตินั้นเป็น ”อวกาศ” ท ลูกกักเอาไว้ (๒=ธ9๐4) จนมิขนาดจิ๋วประมาณ 10 3 ะ- 4 ซอง 6กฝี43 วิชาที เซ ” เมตรหลังจากการชยายตัวของเอกภพได้เพียง 10”49 วินาที เขือกัน ว่า คนเรา (หรือแม้แต่อะตอมบ) ก็ไมรู้สึกถึงความอยู่ของขนาดที่เล็กเท่านี้ สําหรับทฤษฎี-เอ็ม นั้นกล่าวว่าอวกาศ-เวลามี ทั้งหมด 11 มิติ โดยภายใต้บางเงื่อนไขก็จะลดตัวลงเหลือ 10 มิติ ตามทฤษฎีซูเปอร์สตริง 2 การนบ่องโคออร์ดิเนตแบบกาลิเฉโอเป็นระบบการแปลงปริมาณค่างๆ ทางฟิสิกส์ โดยมีสมมติฐานว่าอวกาศแตะเวลา นั้นเป็นสิ่งสมบูรณ์ ธ ว ๑ ๓ ๕ ค ธิ ๕ เร่ จว เจ 3 เรื่ เรื ๒ ะ % 3 ง 2 เรี ะ |103, - ปัญหาข้อที่สองนั้น ไอน์สไตน์เชื่อว่าทฤษฎี แม่เหล็กไฟฟ้าที่มีอยู่นั้นถูกต้องดีแล้ว แด่ที่จะต้อง เปลี่ยนคือ ความคิดของเราเกี่ยวกับอวกาศ และเวลา ในวิชากลศาสตร์ นั้นคือเราจะต้องละหิ้งความเชื่อที่มี มานานว่ามีกรอบอ้างอิงสัมบูรณ์ แล้วหามุมมองไหม่ ที่สามารถแก้ปัญหาทั้งหมดได้ เพื่อแก้ปัญหาสองข้อนี้ ไอน์สไตน์ได้เสนอ สมมติฐานพื้นฐาน ? ข้อ ซึ่งนับได้ว่าเป็นหัวใจ หรือ แก่นของทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ได้แก่ 1. กฎทางฟิสิกส์จะเหมือนกันในทุกกรอบ เฉื่อย (1ท6ธนิอ| โภภา6) ซึ่งเป็นกรอบที่ไม่มีความเร่ง 2. อัตราเร็วของแสงในสุญญากาศมีค่าคงที่ ไม่ขึ้นกับความเร็วสัมพัทธ์ระหว่างแหล่งกําเนิดแสง และผู้สังเกตในทุกกรอบเฉื่อย สมมติฐานข้อแรกนั้นคงจะไม่ขัดความรู้สึก ของเรามากนัก แต่สมมติฐานข้อที่สองนั้นนับได้ว่า เป็นการปฏิวัติความคิดของมนุษย์เลยทีเดียว ลอง จินตนาการเล่นๆ ดูว่า ในตอนกลางคืน ขณะที่เรา นั่งในรถนั้น ไม่ว่าเราจะอยู่เฉยๆ หรือแล่นไปข้างหน้า หรือแม้แต่แล่นถอยหลังก็ตาม แสงไฟจากรถที่ : ทฤษฎีสัมพัา เคลื่อนที่อยู่ แล่นสวนมาหาเราจะยังคงวิงด้วยความเร็วเท่ากัน ส เสมอ! (ดูรูปที 2 ประกอบ) ง ลื้, เว้ -- จากสมมดิฐานพื้นฐาน 2 ข้อนี้ ทฤษฎีสัม- " 2 ๑ชะ ง พัทธภาพพิเศษได้ทํานายปรากฏการณ์ที่นําสนใจ หลายอย่าง เช่น เซณา” ล "๓ นาฬกาทเคลอนทจะเดนชากวานาฬพกา ซี่อ่ ทอยูนง 2. ง ซ่ = ๒๓ วัตถุเคลื่อนที่จะหดในทิศทางการ ดื๋ เคลื่อนที่ ทฤษฎีสัมพัทธภาพเกี่ยวข้องกับแนวคิด 2 อย่างที่เรียกได้ว่าตรงกันข้าม ได้แก่ สัมพัทธภาพ (1@1ลย์เทัฬ) และความไม่แปรเปลี่ยน (บาลทลท๐๕) คําว่าสัมพัทธภาพ' ในที่นี้หมายถึงสัมพัทธภาพของ การสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ นั้นคือ ผู้สังเกต 2 คน (หรือมากกว่า) แม้ว่าจะมองปรากฏการณ์เดียวกัน แต่จะ "เห็น' ลักษณะบางอย่างของปรากฏการณ์ นั้นต่างกัน ส่วนคําว่า *ความไม่แปรเปลี่ยน' นั้น หมายถึง ไม่ว่าผู้สังเกตคนไหนก็ตามจะ "เห็น' ลักษณะบางอย่างของปรากฏการณ์นั้นเหมือนๆ กัน ยู่นึง (4) หรือ - ง ง ซ่ ลองสมมติเหตุการณ์เล่นๆ ดู ว่า เพื่อน ของเราเข้ามาพูดคุยทักทายเราถ่อนขับรถจากไป ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพ เราจะเห็นว่ารถยนต์ของ ” ม. เพื่อนที่วิ่งผ่านเราไปนั้นมีขนาดหดลงตามความ จ เซ - ยาวของรถ แถมนาฬิกาของเพื่อนเราก็ยังเดินช้า !, % เด กว่านาฬิกาของเราอีกด้วย แต่เพื่อนของเรากลับ จ, สส่ เว เร ๕| ๒๒ จ“ บอกว่า รถยนต์ทีเขาขับอยู่นันเป็นปกติดี มีขนาด เท่ากับตอนก่อนสตาร์ทรถ และก็เห็นว่านาฬิกา ๕ = ซฟพฟู: ". อ ของเขาก็เดินตรงดีไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่จะ ง ซ่ = บอกว่า เราต่างหากที่มีขนาดหดลง และนาฬิกา - ” มนะ ว ของเราเดินช้ากว่าปกติ! นีคือ สัมพัทธภาพ ต่าง 1 ส คนต่างเห็นจากมุมมองของตนเอง (ดูรูปที่ 3 ประกอบ) อย่างไรก็ตาม ทั้งเพื่อน และเราจะเห็นตรง จั ซ่ คะว. กันว่า แสงไฟที่ส่องออกจากหน้ารถนั้นมีอัตราเร็ว ล. ฮ่ ทศลล เซููป เล เท่ากันไม่ว่า รถจะเคลื่อนที่หรือไม่ อีกทั้งกฎเกณฑ์ =. ฮู เจ“, =. ": ทางฟิสิกส์ต่างๆ ก็ยังคงเหมือนเดิมเหมือนตอนที่เขา ซู - ว ' ง ยังยินคุยกับเราอยู่ นีคือ ความไม่แปรเปลี่ยน ทุก คนไม่ว่าใครจะเห็นลักษณะบางอย่างเหมือนๆ กัน ไม่ว่าเขาจะอยู่ในสภาพเช่นไร ประเด็นสําคัญที่พึง ระวังก็คือ ชื่อของทฤษฎีคือ สัมพัทธภาพ (ไลน์- “1”) นัน อาจทําให้เข้าใจผิดแบบสุดโต่งไปได้ว่า = ง ผีลอลังรรี 5 ท ง - ทุกสิงทุกอย่างเป็นสัมพัทธ์ คือแล้วแต่โครมอง ซึ่ง ไม่ถูกต้อง เพราะแนวคิดอีกด้านทีสําคัญของทฤษฎี ฉัส ซื้อชับล็ญี ฑ์ นี คือความไม่แปรเปลี่ยนนันก็มีความสําคัญเท่า - เทยมกน ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษได้เปิดมิติใหม่ให้ กับความคิดของมนุษย์ต่อโลกทางกายภาพ จากเดิม ส ส 2 3 ที่เราเคยเชื่อกันว่าอวกาศ และเวลาเป็นสิงสัมบูรณ์ (950]016) และแยกจากกันนัน กลับพบว่าแท้ จริงแล้วอวกาศ และเวลามีความสัมพันธ์กันอย่าง ณ์ ง, 4 ใกล้ชิด ซึ่งอาจเปรียบเทียบคร่าวๆ ได้กับ “ผืนผ้า” ส ซนรั ส ส ซะ ว ที่ถักทอเป็นเนื่อเดียวกัน ที่นักฟิสิกส์เรียกว่า อวกาศ- ง. ว ง 4 เวลา (50806๐-นัต๐) นอกจากนี่ยังพบอีกว่า คนแต่ ซี - อ ละคนจะมีกรอบอ้างอิงหรือ “ผืนผ้า” ของตนเอง ซึง ซู ส่อฮั. เล”, ก ๆ 9 ผืนผ้าที่ว่านี่อาจจะข้อนเป็นผืนเดียวกัน ถ้าหากแต่ เข้ เร่ซื 2 เต ฉั ละคนนันอยู่นิ่งเมื่อเทียบกัน (นันคือ นาฬิกาของ ! ค๊ อ4๓ ภั เดรัคี่รร แต่ละคนจะเดินไปพร้อมๆ กัน) แต่ผืนผ้าทีว่านี่จะ ร รือ) ป- ช้ ก เป็นคนละผืน ถ้าหากทั้งสองคนนีเคลื่อนที่สัมพัทธ์กัน เชื "ร ด =, ก ๆ" (นันคือ นาฬิกาชองแต่ละคดนจะเดินไปไม่พร้อมกัน) การถักทอเป็นผืนเดียวกันของอวกาศ-เวลา 3 ะ4 2 เฉ เซ วี ฆ ๕ เลื จัง ๕ 3 ะ 8 เ= เซ ะ ร ร ฆ เซ เ= โลกกายภาพ นั้นก็เป็นเรื่องที่นําพิศวงมากพอดูอยู่แล้ว แต่ทฤษฎี สัมพัทธภาพพิเศษได้ไปไกสกว่านั้น ผลที่สําคัญมาก อีกประการหนึ่งคือ การแสดงให้เห็นว่ามวลสาร และ พลังงานนั้นเปรียบเสมือนสองด้านของเหรียญเดียว กัน ตามสมการที่รู้จักกันดี คือ 2 38 = ท๐ ว โดยที 3 คือพลังงาน ณ คือ มวล และ๐ คือ อัตราเร็วของแสง สม 3 ส ๆ @ + มีข้อพึงสังเกตบางประการเกถี่ยวกับสมการนี่ ได้แก่ พลังงานอันมหา| ลดปล่อยฮออกมาจาก ซึ่ รูปที่ 4 : ระเบิดนิวเคลียร์ สามารถอธิบายไล้ด้วยความสัมพันธ์ ระหว่างมวลสารและพลังงานตามหฤษฎีสัมพัทธภาพ ว - ญิญ พิเศษของไอน์สไพน์ อย่างไรก็ฉาม สมการ โ2=กน ไม่ใช สูตรของระเบิดนิวเคลียร์ ตามที่เข้าใจกันอย่างคลาดเคลื่อ ทัวไป ในภาพ กลุ่มควันพวยพุ่งเหนือเมืองนางาชากี ประเทศญีปุ่น จากอานุภาพของระเบิลนิวเคลียร์ 1) เมื่ออํานจากขวาไปซ้ายจะเห็นว่ามวลสาร สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ (และกลับกัน เมื่อ อ่านจากซ้ายไปขวา) โดยมีปัจจัยตัวแปลงค่าที่สําคัญ ได้แก่ อัตราเร็วของแสงในสุญญากาศยกกําลังสอง อัตราเร็วของแสงนี้เมื่อสืบย้อนกลับไปแล้วปรวกฏ วํามาจากสมมติฐานข้อสองของทฤษฎีสัมพัทธภาพ พิเศษนั่นเอง 2) มวล ๓ ที่อยู่ในสมการนี้เป็นมวลที่นัก ฟิสิกส์เรียกว่า มวลเฉื่อย (1ทอบัอ| กาล55) และ 3) พลังงาน 5 ที่อยู่ในสมการนี้เป็นพลังงาน รวมทั้งหมดในทุกรูปแบบ ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษช่วยให้เราเข้าไจ ความสัมพันธ์ระหว่างไฟฟ้าและแม่เหล็กได้อย่าง ลึกซึ้งเช่นกัน เช่น เราทราบวําผู้สังเกตที่มองเส้น ลวดตรงซึ่งมีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่นั้นจะสังเกตเห็น แรงที่เกิดจากสนามแม่เหล็กรอบๆ เส้นลวดนั้น แต่ ถ้าผู้สังเกตคนนั้นเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าภับ ประจุไฟฟ้าเขาจะสังเกตเห็นแรงที่เกิดจากประจุ ไฟฟ้าแทน ผลของทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษในชีวิต ประจําวันนั้นไม่เห็นได้ชัดนัก แต่จะจําเป็นอย่างยิ่ง สําหรับนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรบางกลุ่มที่ต้อง เกี่ยวข้องกับของเล็กๆ ที่วิ่งเร็วๆ เช่น นักฟิสิกส์ที่ ศึกษาอนุภาคต่างๆ (อ๓๐16 ฏใ195101515) หรือ วิศวกรที่ออกแบบอุปกรณ์หรือเครื่องมือบางอย่าง เช่น กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนที่ใช้อิเล็กตรอน พลังงานสูง (นั้นคือความเร็วสูง) ในการทํางาน หรือ แม้แต่ของใหญ่ๆ แต่วิ่งเร็วๆ เช่น นักตาราศาสตร์ ที่ศึกษาการเคลื่อนที่ของกาแลกซี่อันไกลแสนไกล ออกไปจากปรากฏการณ์เรคชิฟท์ (๐๕ 5ไบก) เป็นตัน ทฤษฎีสัมพัทธภาพทัวไป (๐>๑ทอเ๓| โทรอเณ ๐ [3อ|เฮทหัท) ในปี ค.ศ.1907 หลังจากที่ไอน์สไดน์ได้เสนอ ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษไปแล้วประมาณ 2 ปี นั้น มักข์ พลังค์ (1ศัล โล๑๓๐) ได้เสนอแนวคิดที่ว่า เนื่องจากมวลสาร และพลังงานมีความสัมพันธ์กัน อย่างใกล้ชิตตามทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษที่ว่า 5 = ๓๒๐? ดังนั้น จึงอาจจะเป็นไปได้ที่ว่าพลังงาน (ล้วนๆ) นั้นก็น่าที่จะถูกแรงโน้มถ่วงดึงคูดได้ หรือ แม้กระทัง ออกแรงโน้มถ่วงกระทําต่อวัตถุอื่นๆ ได้ เช่นกัน ในปีเดียวกันนันเอง ไอน์สไตน์ได้เสนอแนว - ซด 9 ง. ซึ้ง ว 2 "ง คิดที่คล้ายคลึงกัน แต่ลึกซึ่งกว่าและท้าพายความเชื่อ ของนักวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยกว่ากันมาก ไอน์สไตน์ 0, ง ฟุ ล ได้เสนอว่า แรงเฉื่อย (1๓6โซ่ ย0506) และแรง โน้มถ่วง (ธุลขวูเฉน์๐กล| [0506) นั่นเหมือนกัน (1สอตน์อ0]) และไม่สามารถบอกความแตกต่างได้ (บทณัโรนัทธนรรใกล๒1๐) ลองจินตนาการถึงผู้สังเกต | , สอ ส่ เจ9, ที่อยู่ในห้องทดลองที่ปิดมิดชิด (รูปที 5) ผู้สังเกต ฮั ว ว 8ง 4, ส่ะ ชี ๑ นีจะไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่าแรงที่สังเกตได้นันเกิต ฮะ. @ 2 จากการทีห้องทดลองมีความเร่ง หรือเกิดจากห้อง ทดลองอยู่ภายใต้สนามความโน้มถ่วงจากดาว :. “ตน, เคราะห์ขนาดใหญ่ เป็นต้น ไอน์สไตน์จับจุดนี่เป็นหลักการพื้นฐานที่สุด ของทฤษฎีสัมพัทธภาพทัวไป เรียกว่า หลักแห่ง ความสมมูล (โหท๐016 ๐ร โสุนไหลไอ๐๐) (ระหว่าง ความเร่งและความโน้มถ่วง) แรงดลไจประการสําคัญของการประกาศ 9 ฮั 4 ว เ “ 0 หลักการนีเนื่องจากไอน์สไตน์เชื่อว่า กฎทางฟิสิกส์ นั้นควรจะเหมือนกันในทุกๆ กรอบอ้างอิง ไม่ว่า กรอบอ้างอิงจะเป็นกรอบเฉือยหรือไม่ก็ตาม 6ง ๑ ๑ “ ผลที่ดามมาทันทีจากหลักแห่งความสมมูล ก็คือ มวลเฉือย (1๓6๐ธ(โล1 เล55) นันต้อง เท่ากับมวลโน้มถ่วง (ธธลฯขว1ล0๐อล| ญาล55) ข้อ สรุปนี้ฟังดูเฉยๆ อาจจะไม่นําสนใจ แต่ถ้าเราลอง มองความ หมายของมวลทั้งสองนี้จะเห็นความนํา แปลกใจทันที เนื่องจาก “มวลเฉื่อย” นั้นเป็น ด สๆ. เว จ” ซ่ ข่. ตัวการที่ทําให้เราหัวทิมไปข้างหน้าเวลารถที่เรานัง แล่นมาเร็วๆ แล้วหยุดอย่างกระทันหัน (นันคือ มวล ๓ ในสมการ 7 = ๒2) แต่ “มวลโน้มถ่วง” นัน ทําให้เราอยู่บนผิวโลกได้โดย ความเร่ง (ภาพซ้าย) หรือ รมถ่วงจากลาวขนาดใหญ่ (ภาพ คัทธภาพทหัวไป เรียกว่า หลัก เว 1 ซ่ < ซ่ ไม่ถูกเหวียง กระเด็นออกไป นัน - "อ | -. คือ มวลโน้มถ่วง เป็นมวลที่ ปรากฏในสมการแรงโน้มถ่วง ของนิวตัน (นันคือ มวล ๓ ใน สมการ มี = ฉิตน ทั) ส ๐ จ ผลที่สําคัญอึกประการ หนึ่งของทฤษฎีสัมพัทธภาพ ซื , ซิ”. ทั่วไปที่กล่าว ถึงมาแล้วเล็กน้อย สส ใจ ะ ก็คือ มวลสารทําให้อวกาศโค้ง (หรือบิดเบียว) ง ฒ, ดัจ เรื่อง “ความโค้ง” ของ ==๑3 อวกาศ -เวลา 4 มิตินี คงจะ จินตนาการได้ยากสักหน่อย แต่ ง, ' ซ่ อาจกล่าวโดยย่อว่า อวกาศที่ ะทฤษฎีควอนดตัม ทฤษฎีสัมพัทธภาพแล โลกถายภาพ โค้งนั้น (๐๒พขอ๐@ 50806) จะมีลักษณะทางเรขาคณิต ที่ต่างไปจากเรขาคณิตของยูคลิต (ซินอใจ่สือลท 4 ๕<เ ๑ 4ๆ7. 8๐๐๓6๐๒9) ซึ่งเป็นเรชาคณิตที่ใช้กับพื้นแบนๆ เฆ = = เล ส = 4. ร ผู้อ่านอาจจะนึกเปรียบเทียบกับมดทีเดินอยู่บนโต๊ะ = เด ส = ' | =-2. =. ล (ผิวแบน) กับมดทีเดินไต่บนผิวสัม (ผิวโค้ง) มด ทั้งสองตัวนีจะมีข้อสรุปบางอย่างในวิชาเรขาคณิต จ เฉ2 ซ่ - ซี ว แตกต่างกัน เช่น มดที่เดินบนโต๊ะจะพบว่ามุมภายใน -: - ย 8 ของสามเหลียมรวมกันจะเท่ากับ 180 องศาเสมอ ง ส3 ๑ “ง 3 ส่วนมดที่เดินบนผิวสัมจะพบว่ามุมภายในของ สามเหลียมรวมถันจะมากกว่า 180 องศา ทฤษฎีสัมพัทธภาพทัวไปได้ทํานายปรากฏ- ซ่ ง, ง การณ์ที่น่าสนใจมีหลายอย่าง เช่น =. = วซ่ เ ๒ นาฬิกาไนบริเวณที่สนามความโน้มถ่วง ง. - ง, = " ซ์ ฮ่ แรงกว่าจะเดินซ้าทว่านาฬิกาทีอยู่ในบริเวณที่สนาม ง ง พ ส ซ่ อ่อนกว่า ผลจากข้อนีทําให้เกิดปรากฏการณ์เลือน ไปทางแสงสีแดงโดยความโน้มถ่วง (ธรลหปลย์๐กล1 76ส 9ใกี) ของแสงที่ส่งออกมาจากดาวฤกษ์ ส "๓ แสงอาจถูกเบียงเบนได้โดยสนามความ โนห้มถ่วง เซ่น แสงทีเดินทางเฉียดเข้าใกล้ดาวฤกษ์ = 4 .2= 2 ๕ ม ป ซ่ๆ ที่มีมวลมากๆ เรืองนี้มีการพิสูจน์กันแล้วตั้งแด่ทีได้ มีการเสนอทฤษฎีนี้ไหม่ๆ ด้วยการสังเกตตําแหน่ง ซ่ 4 , = ของดาวฤกษ์ที่ภาพปรากฏอยู่ใกล้ควงอาทิตย์ใน ง = - : ”: ระหว่างการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง (รูปที่ 6) 5 ผู ไจ" ๑๓ เส้นทางโคจรของดาวพุธจะค่อย ๆ เบียง เบนออกไปจากเส้นทางเดิมอย่างซ้าๆ (ประมาณ 0.1 ส =. องศา ใน 1 ศตวรรษ) เนื่องจากดาวพุธเดินทาง เป็นวงรีทําให้ได้รับแรงโน้มถ่วงมาก-น้อยสลับกัน ไปเป็นรอบ ฒ 4 = ส - ง ขี, ๒ วัตถุขึงมีมวลมากๆ เมือเคลื่อนทีจะทํา - เจน อซา จ ให้เกิดคลิ่นความโน้มถ่วง (อฑ์[เลน์อกล| พลหอ) วิง 8/, ซ . อ ออกไปด้วยความเร็วแสง คลืนความโน้มถ่วงนี่ เปรียบเสมือนการกระเพื่อมของความโค้งของอวกาศ ๑ ”: ล๑๑โ- เวสา คล้ายๆ กับการกระเพื่อมน้อยๆ ของผิวนํา - เมือมีของตกลงไป งซ่ ๓ ดาวฤกษ์ขนาดใหญ่เมือ ลึ ง, รอร์ รูปที่ เซา เฉียดเข้าใกล้บริเวณทีอวกาศบิดเบี้ยวนั้น บิดเบียว (หหก๐4) ของอวกาศ ไน บริเวณทีษีภาวฤทษ์มวลมากๆ (บน) และการโค้งของเส้นทางเดินของแสง ใช้เชื้อเพลิงจนหมดอาจยุบตัวลง 9 ส กลายเป็นหลุมดํา (0ไล๐% 010) ซึ่ง | . ส๓ฯ เป็นบริเวณไนอวกาศ-เวลา ทีมี ความโน้มถ่วงสูงมากจนแม้แต่แสง ดญี ฟะ ก็หนืออกมาไม่ไต้ ชี " ในชีวิตประจําวันนัน ความรู้ ซ่ เค 2 เค เกี่ยวกับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ได้มีส่วนสําคัญในระบบกําหนด 6, : ซ้ ตําแหน่งบนพื้นโลก (@1๐0ล1 อรม่อกไทย จ96๕๓) หรือระบบ " ต ซา จีพีเอส ซึ่งสามารถช่วยให้เราระบุ . ง ซ๊ ว ล, ตําแหน่งบนพื้นโลกได้อย่วงถูกต้อง โดยอาศัยการค้านวณเวลาอย่าง อไว ล "ล แม่นยําในระดับเศษเสียวของ = ส 4 วินาทีทีเครื่องวับสัญญาณ ๐05 ติดต่อกับดาวเทียมในระบบ แต่ ความรู้จากทฤษฎีสัมพัทธภาพ เว ว ว ร7 = ทัวไปส่วนไหญ่อาจจะมีการพาดพิง 5%4 เห) ก นับเป็นเทคโนโลยี องใช้ผลการคํานวณอันแม่นยําจาก กฎษฎีสัมค์ทธภาพทั่วไปของไอน์สใจน์ ถึงบ้างในนิยายหรือภาพยนตร์วิทยาศาสตร์บาง 1 - เลย = ๑ เรืองทีเกี่ยวข้องกับการเดินทางท่องไปในอวกาศ ไกลๆ โดยใช้ “รูหนอน (พ๐ป่๐|๐)” การผจญ กัยใ 09 จลกทร๕1ล จ ภัยในหลุมดํา หรือการเดินทางไปในเวลา เป็นต้น 4 ซ ”: เว =ม๒ อย่างไรก็ตามเป็นที่ยอมรับกันว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพ 4 ซ๕ อูม จนซ่ นับเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่สําคัญอย่างยิ่งในการที่ ว ผู ,. ท : มนุษย์จะทําความเข้าใจต่อเอกภพที่ตนอาศัยอยู่ 5 3 4 ทั้งนี่เนื่องจากโครงสร้างมหภาคของอวกาศ-เวลา ส อ ๓ 2 (5ถ๑๐ ฉัณ๓๑ ) ถูกกําหนดโดยความโน้มถ่วง อีกทั้ง = %. เจ เร ในมุมมองของฟิสิกส์นั้น สสารและพลังงานนับเป็น จ ฉัง๕ ต สิงพืนฐานของชีวิตและสิงต่างๆ รอบตัวเรา ทฤษฎี -- เว " เว จ, สับพัทธภาพทั่วไปได้เชื่อมโยงความลัมพันธ์ระหว่าง สสารพลังงาน-อวกาศ-เวลา กันไว้อย่างแนบแน่น อนตัม (๑@นอทโนกภา โทร๐ท/ ล 5 ส่ ในกรณีของการเกิดทฤษฎีควอนตัมนํน เรือง - ซ๊ ฒณ «๑ ที่ทําให้นักฟิสิกส์ในยุคนันต้องปวดหัวก็คือ ความ พยายามดอบปัญหาในกภารอธิบายผลของการทดลอง จ ” : - จ หลายอย่าง ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีทาง ๑๕๕่ส 2. จ, " ๑ จ ฟิสิกส์ที่มีอยู่ในขณะนัน เช่น ปัญหาเกียวกับการแผ่ รังสีของวัตถุดํา (91๑๐๒๐๕7 ร๒๕๑น์๐0) ปรากฏ- การณ์โฟโตอิเล็กทริก สภาพความจุความร้อนของ ๑ * 2 ดนนน. วัสดุที่อุณหภูมิตํา และโครงสร้างของอะตอม เป็นตัน เร งลน 9, ค่อมาพบว่า ปัญหาเหล่านีสามารถหวคําตอบได้โดย ร = ก ๑. = การตั้งสมมติฐานว่า ปริมาณทางฟิสิกส์บางอย่างที่ 0 ณา เร เคตยเชื่อกันว่ามีคําได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะสามารถมี พวี ลาโรคปื้อ ร เละ ค่าได้เฉพาะบางค่าเท่านัน ลักษณะเช่นนีนักฟิสิกส์ จะกล่าวว่า ปริมาณดังกล่าวนั้นถูกควอนไทซ์ (สุนลภพ7อส) เช่น ระดับพลังงาน และโมเมนตัม เชิงมุมของอิเล็กตรอน ในอะตอมจะมีค่าได้บางค่า หรือพลังงานในการสันของอะตอมจะมีค่าได้บางค่า ๑0 ร ว -. - ล”, ไม่ต่อเนื่อง เป็นตัน นี่คือที่มวของชื่อ ควอนตัม ส ๕ ๒ . 9 ” (สนม๓) ซึ่งมีนัยบ่งถึงสภาวะเป็นก้อนๆ ที่ไม่ "ก ต่อเนื่อง ส3 -= ม =.2 ล ส เก ง4. ที่จริงแล้วแนวคิดเกี่ยวกับการมีคําได้บางคํา ซ๊ ณ = ง. : (สุนรตน์2๑น์๐๓) นันก็มีในฟิสิกส์ยุคเก่า (๐ล551๐2] 0กข6105) เช่นกัน ตัวอย่างเช่น เราทราบว่าประจุ ไฟฟ้ามีค่าเป็นจํานวนเท่าของขนาดของประจุอิเล็ก- @ 5 : ซ่ ซะ ตรอน หรือจํานวนลูกคลื่นในคลินนิง (5เลกสเกทธ พลหอ) จะเป็นจํานวนเต็มเสมอ เป็นตัน ในปี ค.ศ. 1905 ไอน์สไตน์ได้เสนอแนวคิด ” ๑ - =. ที่ว่าแสงอาจประพฤติตัวเป็นอนุภาคได้ เพื่ออธิบาย ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก (ว๐๒0616๐ยว์๐ 6[์๐๐1) ค ๑ ฒ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่อิเล็กตรอนหลุดออกมาจาก เค ๕ = ง ซ วัสดุ เมื่อมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าดกกระทบ ในปี ด.ศ. 1923 เดอบรอยล์ ได้เสนอแนว คิดสําคัญที่ว่า อนุภาคสามารถแสดงสมบัติของ คลื่นได้เช่นกัน โดยได้เสนอความสัมพันธ์ : ทฤษฎีสัมพัทธภาพและทฤษฎีควอนตัม โลกกายภาพ สํ ดี .!. ร เ. 1 1113111111 3111111 ,. 1 1 0 จําอิเล็กตรอน (ภาพล่างขวา) บนแผ่นอะลูมินัมฟอยล์ ในการทดลองนี้ พลังงานของอิเล็กครอนใต้รับการเลือก| ทําให้ความยาว โดยที่ 2 เป็นความยาวคลื่นของอนุภาค, ก เป็น โมเมนตัมของอนุภาค และ บ เป็นค่าคงที่ของพลังค์ (8แมท๐๒"5 ๐๐๓51ล01) เตอบรอยอ์ยังได้เสนออีกว่า สมบัติคลื่นของ อนุภาค เชซ่น อิเล็กตรอนนั้นสามารถสังเกดได้จาก การทดสอบการเลี้ยวเบน (๕[ศีกล๐ย์๐ก) ของอิเล็ก- ตรอนเมื่อตกกระทบผลีกของวัสดุ ซึ่งจริงๆ แล้วใน เวลานั้นก็มีผู้ได้ทําการทดลองดังกล่าวและได้ผลแล้ว (ดูรูปที่ อ ประกอบ) เของอิเลิกตรอนใกล้เคียงกับความยาวคลื่นของรังสีเอกข์ แนวคิดเหล่านี้นับเป็นการรวมเอามโนทัศน์ ที่ดูเหมือนว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเข้าไว้ด้วยกัน สภาพที่สสารหรืออนุภาคอาจประพฤติตัวเหมือนคลื่น และกลับกันนั้น เรียกว่า ทวิภาพของคลื่นและอนุภาค (พลงอ/ยน์๐16 สบมร่เ/) แนวคิดนี้ภายหลังได้รับ การพัฒนาอย่างเป็นระบบจนกลายเป็นกลศาสตร์ คลื่น (พลห๐ ธ๒๐๐ชนบ์05) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ กลศาสตร์ควอนดับที่วิเริ่มโดย ซโรดิงเจอร์ (6ก์๓๕ 5สไหเซีย์เทธร) อาจกล่าวได้ว่ากลศาสตร์คลื่นนั้น เป็นหนึ่งในความสําเร็จอันยิ่งใหญ่ที่มาจากแนวคิด เชิงทฤษฎีแทบทั้งหมด ในกลศาสตร์คลื่นจะมีการกล่าวถึงฟังก์ชัน คลื่น (พลขอ ร์แต๐นอก) ซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นอักษร กรีกว่าปู) (อ่านว่า “ไช”) ฟังก์ชันคลื่นเป็นฟังก์ชัน ทางคณิตศาสตร์ของระบบที่บรรจุข้อมูล (๓โอททล - นอท) เกี่ยวกับระบบที่เรากําลังพิจารณาไว้ทั้งหมด โนกรณีทั่วไปนั้น ฟังก์ชันคลื่นเป็นปริมาณเชิงข้อน เราจึงไม่สามารถทําการสังเกตคําได้โดยตรงจาก การทดลอง แต่ปริมาณ |๒|!“ มีความหมายทาง กายภาพที่น่าสนใจ ในทางปฏิบัติ สมมติว่าเรากําลังพูดถึงอิเล็ก- ตรอนปริมาณ | ปู1 ช2.0) [“ จะแปรผันดตามโอกาส ซ่ - ส =. ง ทีจะพบอ๊เล็กตรอนทีดําแหน่ง (ม9,2) ณ เวลา เ รูปที่ 9 แสดงตัวอย่างของการประยุกต์กล- ศาสตร์คลื่นในการศึกษาตําแหน่งของอิเล็กตรอนใน ไฮโครเจนอะตอม ร ซะง๒ 3 4 : 5 อันที่จริงแล้ว ก่อนที่กลศาสตร์คลื่นจะได้รับ 9”. "ล ๕. - ล = การพัฒนาขึนมานัน ไฮเซนเบิร์กได้เสนอวิธีการทาง ๑ 4 4 ะง เตี คณิตศาสตร์ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ผลจากสเปกโทร- สโกปี (50๐๐๕๐5๐๐009) มาก่อนแล้วประมาณ 1 ปี == รั๓ 4 จ วิธีการนี้เป็นอึกรูปแบบหนึ่งของกลศาสตร์ควอนตัม รส่ = จ =. = - ที่เรียกว่า กลศาสตร์เมทริกซ์ (กาณาฑ์% กา๐๐ธน์๐5) ความหนาแน่นของจุดแสลงโอกภาสหึจะพบอีเด็กตรอน (ข้าย) างๆ จากนิวเคลียส (ขวา) ภาพบน นสองอะตอมของไฮโลรเจนทีอยู่ ปกจพ! จแฟง) 4 มของไฮโดาเจนทคือยูไนสถาน ะถูกกระตุ้น (ง4๐7อ จละ) 2+ ส - อ 8 ๕ เด ธ เซ เรื เฟี ๕ ฐ เรื เซ ๕ อ ะ เร ฐ3 ว ฆ้ เร เซ หลักการที่สําคัญมากข้อหนึ่งในทฤษฎีควอน- ตัม ได้แก่ หลักความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิร์ก (146เรอต๒68'5 ไปิก๐๐นพกเห7 โกไท๐016) ซึ่งอาจ กล่าวได้ในหลายลักษณะ เช่น โดยธรรมชาติแล้ว เรา จะไม่สามารถวัดปริมาณทางฟิสิกส์บางคู่ให้แม่นยํา พร้อมๆ ทันได้ เช่น คู่ระหว่างตําแหน่ง -โมเมนตัม หรือระหว่างพลังงาน-เวลา เป็นต้น อฮอว์กิ้ง (5๐0ก๐๓ “/. ]โลหไตทธ) นักฟิสิกส์ทฤษฎีชั้นยอด ของโลกได้ให้ความเห็นในเชิงยกย่องเอาไว้ว่า หลัก ความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิร์กเป็นหลักการพื้น ฐานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของธรรมชาติ อีกทั้งทฤษฎีทาง ฟิสิกส์ที่ต้องการจะรวมเรื่องต่างๆ เข้าด้วยกันจะ ต้องมีหลักการนี้ร่วมอยู่ด้วย แม้ว่ากลศาสตร์ควอนตัมจะมีจุดเงิ่มต้นมา จากการศึกษาพฤติกรรมของเล็กๆ เช่น อิเล็กตรอน หรืออะตอมก็ตาม แต่ในปัจจุบัน กลศาสตร์ควอนตัม ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อใช้อธิบายระบบ และปรากฏการณ์ต่างๆ ในวงกว้างขึ้น เช่น สมบัติ ของวัสดุ กลไกการทํางานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนถึงวัตถุที่มีขนาดใหญ่ เช่น ลักษณะเฉพาะ ของดาวนิวตรอน หรือสมบัติบางประการของหลุมคํา เป็นต้น ปรากฏการณ์บางอย่างในระดับมหภาค หรือ ระดับ “ตาเห็น' นั้นเป็นผลมาจากกลศาสตร์ควอน- ตัมที่อธิบายด้วยกลศาสตร์ยุคเก่าไม่ได้ ตัวอย่างที่พบ เห็นกันมากได้แก่ แสงเลเซอร์ที่ใช้งานด้านต่างๆ เช่น เลเซอร์สําหรับอ่านบาร์โค้ด (๒๓8 ๐๐๕๐) ที่เราคุ้น เตยกันดีเวลาไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์ในซูเปอร์มาร์เก็ต เลเซอร์ในการแสดงดนตรีต่างๆ ตลอดจนเลเซอร์ใน การผ่าตัดตา สําหรับปรากฏการณ์ควอนตัมที่อาจ จะเคยเห็นกันมาบ้าง เช่น สมบัติของสารตัวนํายิ่งยวด (5แทอ๕แออกสนอ๐1อ) เนื่องจากการค้นพบสารเซรา- มิกส์ที่เป็นสารตัวนํายิ่งยวดที่อุณหภูมิสูง (ใม่ฮูท-โ. รแต๑ก๐อกส์น๐!๐1?) สําหรับนักฟิสิทส์ หรือผู้ที่สนใจ ฟิสิกส์ของสารความหนาแน่นสูง (๑อทส่อกร6ส โล1๐ 01ข5105) ก็จะมีการกล่าวถึงสภาพการ ฆ ะละ ส "! ไหลยิงยวด (5แถ๐ปิน1๕แะ) ซึงเป็นสภาพทีของ เหลวไหลโดยไร้แรงเสียดทาน รูปช้าย : อุปกรณ์เลเซอร์นับเป็นประดิษฐ์กรรมไอเทคทีเราคุ้นเคยกันดี โดยหลักการทํางานของระบบเลเซอร์จําเป็นข้อง 'เช้ทฤษฎีควอนดัมฮธิบาย รูปขวา : สภาพการนําไฟฟ้ายิ่งยวล (จยลหเทาไห๓ตํนง ) นั้น ไม่สามารถเข้าไจได้อย่างถูกต้อง ะครบถ้วนโดยอ เลกกายภาพ คเก๋า แลจ้าเป็นต้องใช้กลศาสตร์ควอนภัม (ยแลเตน ผาตะหหง๑) อธินาย 112 บูรณาการแห่งทฤษฎีสัมพัทธภาพ และทฤษฎีควอนตัม สําหรับการศึกษาระบบที่เข้าข่ายต้องใช้ทั้ง ทฤษฎีสัมพัทธภาพ และทฤษฎีควอนดัม (เช่น อนุภาค ขนาดเล็กที่วิ่งเร็วมาก ๆ โกล้ความเร็วแสง) นั้น จําเป็นต้องหาทางรวมทฤษฎีทั้งสองเข้าไว้ภายใต้ กรอบเดียวกัน เพื่อให้ได้ทฤษฎีที่ให้ผลถูกต้อง ความพยายามในการรวมผลจากทฤษฎีสัม- พัทธภาพและทฤษฎีควอนดัมนั้นมีมาตั้งแต่ต้น ตตวรรษที่ 20 แล้ว ในปี ต.ศ. 1928 ดินรก ได้ พัฒนาสมการคลื่นสําหรับอนุภาคที่มีประจุในสนาม แม่เหล็กไฟฟ้า โดยคํานึงถึงผลทางสัมพัทธภาพ- พิเศษด้วย และพบว่าเมื่อใช้สมการนี้กับอิเล็กตรอน จะสามารถทํานายค่าโมเมนตัมเชิงมุม หรือ "สปิน ของอิเล็กตรอน (๐1๐๐๕๐๓ 5010)' ได้อย่างถูกต้อง ตาบหลักฐานจากการทดสลอง แต่อาจกล่าวได้ว่าผล ส่ ส่ข่ ส 4 ทีน่าตื่นเต้นทีสุดจากทฤษฎีนี คือการพยากรณ์การ ฯ ง = ล ง ". ซี มีอยู่ของปฏิอนุภาค (ลย์ณ์๑1๐5) ซึ่งในกรณีของ = % ๑ เพอ =- น: ลึกตรอนนันปฏิอนุภาค ได้แก่ โพสิตรอน (๒0๓- ฮ่ ”. เล จ แอด) ซึ่งเป็นอนุภาคทีคล้ายกับอิเล็กครอนทุกอย่าง เร สลุ» เง ยกเว้นมีประจุเป็นบวก ซึ่งต่อมาในปี ค.ศ. 1932 ก็ มีการตรวจพบ 'อิเล็กตรอนบวก' หรือโพสิตรอนจริงๆ 'ในกระแตรังลีคอสมิกที่ผิวโลก ในปัจจุบัน นักฟิสิทธ์มิทฤษฎีสนามควอนตัม (สแลเฉย ฏิ614 เท6๐๐) เป็นการรวมควอนลัม และสัมพัทธภาพ เพื่อใช้ในการอธิบายอันตรกิริยา ระหว่างอนุภาคต่างๆ และสนามทางฟิสิกส์ ทฤษฎี นี้ได้รับการพัฒนามาจากทฤษฎีที่พยายามอธิบาย พฤติกรรมของอิเล็กตรอนในสนามไฟฟ้าโดยคํานึง ถึงผลทางควอนตัมร่วมด้วย ตวามพยายามในการรวมทฤษฎีสัมพัทธภาพ ทั่วไป และทฤษฎีควอนตัมเข้าด้วยกันเป็นทฤษฎี ความโน้มถ่วงแบบควอนตัม (กขอก (0รหเซ) นับเป็นเป้าหมายที่ฮําคัญที่สุดอันหนึ่งของฟิสิกส์ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป และกลศาสตร์ควอนตัม กับหลุมคํา โดยได้ทําการคํานวณ และทํานายว่า หลุมดําสามารถแผ่รังสีใด้ นละอาจ “ระเหย” ไปได้ ในที่สุด! แนวคิดนี้ในระยะแรกไม่เป็นที่ยอมรับ เนื่องจากขัดกับความเชื่อของนักฟิสิกส์เกือบทั้งหมด ในขณะนั้น มีใครบ้างที่จะคิดว่าหลุมดําไม่ปล่อย แม้แต่แสงให้หลุดรอดออกมาจะสามารถปลดปล่อย สสารพลังงานออกมาได้? แต่ในที่สุด ผลการทํานาย ดังกล่าวก็ได้รับการยอมรับโดยทัวไปในปัจจุบัน ทฤษฎี ดัวอย่างในแนวนี้ได้แก่ การที่ฮอว์กิ้งได้ใช้ ทฤษฎีสัมพัทธภาพและทฤษฎีควอนตัมนับ เป็นผลผลิตที่ตําคัญ และน่าภาคภูมิใจ ซึ่งเกิดจากการ สั้งสมความรู้และประดบการณ์อย่างต่อเนื่อง ประกอบ กับความเพียรพยายามอย่างไม่ย่อห้อ และจินตนาการ อันนําอัศจรรย์ของมนุษย์ ทฤษฎีทั้งสองนี้ได้มีด่วน สําคัญในการขยายกรอบความคิด หรือโตกทัศน์ของ มนุษย์ให้กว้างชวางและลีกซึ้งขึ้น และยังได้เชื่อบโยง ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งด่างๆ ที่ดูเหมือนว่าแตกต่าง กันอย่างสิ้นเชิงเข้าเป็นเรื่องเดียวกัน ความถูกต้องและแม่นยําของทฤษฎีทั้งสองนี้ - ได้รับการดรวจสอบอย่างกว้างชวางจากการทตลอง และการทดสอบการทํานายต่างๆ ทฤษฎีสัมพัทธภาพ เและทฤษฎีควอนดัมยังเป็นฐานความรู้และเครื่องมือ .ที่สําคัญและจําเป็นไนการพัฒนาวิทยาศาสตร์และ [เทคโนโลยีในห้ลาย์แขนง ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ - ' ถายภาพวิทยาศาสตร์ชีวภาพ รวมทั้งวิศวกรรมอีก (คงารร ง ว 21สกราววอ์โละเอกสารถ้างอิงที่ไห้ไว้ค่อไปนี้ (รด์เวิหวัดพต ของทฤษฎีทั้งสองนี้ไว้เพื่อ (กรัค กินจุดเรบตันในการศึกษาให้ 'สกซึ้งรันตอโปล5 ซ่ จ ทถฤษฎสมพทธภาพและทฤษฎ์ควอนตม จ เร “ รางเปรียบเทียบประเด็นต่างๆ ของทฤษฎีสัมพัทธภาพ และทฤษฎีควอนตัม ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ | ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ทฤษฎีควอนตัม ปีถือกําเนิด คเศ.1905 7“ 9ด.ศ. 19167 55” 7 ดคุศ. 1900 ผู้ให้กําเนิดหลัก | ๑ ไอน์สไตน์ ๑ ไอน์สไตน์ ๑ พลังค์, ไฮเซนเบิร์ก, ชโรติงเจอร์, ติแรก, บอร์น และไอน์สไตน์ หลักการพื้นฐาน | ๑ ในทุกกรอบอ้างอิงเลื่อย ๑ หลักแห่งความสมมูล ๑ หลักความไม่แน่นอน กฎทางฟิสิกส์เหมือนกัน ของไฮเชนเบิร์ก และความเร็วแสงมีค่าคงที่ ๑ หลักแห่งความ คล้องจอง แนวคิดหลัก ๑ ความไม่แปรเปลี่ยน ๑ กรอบอ้างถิงที่มีความ ๑ การสังเกต บางประการ ๑ กรอบอ้างอิงเฉื่อย เร่ง ๑ ทวิภาพของคลื่นและ ๑ เหตุการณ์ ๑ อวกาศ-เวลา 4 มิติ อนุภาค ๑ อวกาศ-เวลา 4 มิติ (โค้ง) (แบน) การรวมเรื่ง | ๑ เวลา-อวกาศ ๑ มวลเลื่อย- มวลโน้มถ่วง | * คลื่น-อนุภาค ต่าง ๆ เข้า ๑ มวลสาร-พลังงาน ๑ ความเร่ง-ความโน้มถ่วง ด้วยกัน ๑ เวลา-อวกาศ ตัวอย่าง ๑ การหดของขนาด ๑ ความโค้งของอวกาศ ๑ การที่ปริมาณทาง ปรากฏการณ์ | * การยืดออกของเวลา | ๑ แสงเดินทางเป็นเส้นโต้ง| ฟิสิกส์มีได้เฉพาะบาง ที่ทํานายจาก | * สมมูลแห่งสสารและ ได้ คํา ทฤษฎี และผล พลังงาน ๑ หลุมดํา ๑ การทะลุผ่านกําแพง ที่ตาดไม่ถึง ๑ นาฬิกาเดินช้าลงในสนาม| ศักย์แบบควอนตัม ตวามโน้มถ่วง ตัวอย่างการ | * ฟิสิกส์ของอนุภาค ๑ โครงสร้างของอวกาศ-- | 9 สมบัติของวัสดุ ประยุกค์ใช้งาน | * ปฏิกิริยานิวเคลียร์ เวลา ๑ โครงสร้างของ ๑ จักรวาลวิทยา ๑ จักรวาลวิทยา โมเลกุลทางเคมี ส๓ว = ๑ ระบบกําหนดตําแหน่งบน | * ชีววิทยาในระดับ 6ง : พื้นโลก (0100ล| โ051- โมเลกุล ผ่อเณโทธ 5ห”5เ๐๓-๐5) * ฟิสิกส์ของอนุภาค ๑ การกทกางานของ 4 เจ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ธี ๕ เร ๑ ฟิสทล์ของตาวแคระ ร ขาวและดาวนิวตรอน ความซับซ้อน ๑ ซ่ นาเรอง ทฤษฎีแห่งความซับซ้อน หรือบางท่านเรียกว่าวิทยาศาสตร์แห่งความชับซ้อน (5๓อ๒๐๐๐ธ์ 0๐๓ตไอตเษ) ถือว่าเป็นภูมิปัญญาใหม่แห่งศตวรรษที่ 21 ที่จะช่วยให้เข้าใจระบบที่ ซับข้อนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบชีววิทยา เช่น การเกิดของสิ่งมีชีวิต การทํางานของสมอง การผุดบังเกิดของจิต หรือระบบสังคมวัฒนธรรมที่มีพลวัต หรือระบบเศรษฐกิจที่ซับซ้อน หรือระบบทางกายภาพ เช่น การเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ การเข้าใจ “การผูดบังเกิด” (๕๓๐๐๓๐๐) จะทําให้เข้าใจธรรมชาติของสรรพสิ่ง สมบูรณ์ หรือตามความเป็นจริงมากขึ้น ธรรมชาตินอกจากประกอบด้วยส่วนย่อย (อ๓5) แล้วยังประกอบด้วยความเป็นทั้งหมด (พ๒๐) ซึ่งมีคุณสมบัติใหม่คนละมิติภับคุณสมบัติ ของส่วนย่อยโดยสิ้นเชิง “ผุดบังเกิด” ขึ้น ดังที่สิ่งมีชีวิตหรือชีวิตผุดบังเกิดจากความไม่มี ชีวิต ประดุจสิ่งที่มีเกิดจากคววมไม่มี การเห็นทั้งหมด และเห็น “การผุดบังเกิด” ของสิ่ง ใหม่ จะทําให้เกิดปัญญาที่ไปพันการติดอยู่กับส่วนย่อย ควรใช้เวลาทําความเข้าใจกับเรื่องนี้ ซึ่งอาจดูยากและซับข้อน ถ้าเปรียบเทียบกับ หลักอนิจจัง หลักของความเป็นเหตุปัจจัย (อิทัปปัจจยตา) และหลักอนัตตา พิจารณา กลับไปกลับมา จะเข้าใจธรรมชาติของสรรพสิ่งชัดเจนยิ่งขึ้น ในบทที่ 16 ซึ่งว่าด้วยการ จัดองค์กรแบบใหม่. อันจะเป็นกกรเปิดยุคใหม่ของการอยู่ร่วมกัน โดยจัดองค์กรโดย อาศัยหลักธรรมชาตินั้น จ่ะเข้าใจได้ดีขึ้นถ้าเข้าใจระบบซับซ้อน ความโกลาหล (๐ยล09) และการก่อตัวขึ้นเอง (5๓ร 0จธธมมั7ลย์อ๓) ที่กล่าวถึงในบทนี้ บทที 11 ความซับซ้อน สมเกียรติ ตังกิจวานิชย์ “ภารกิจของวิทยาศาสตร์ คือการแสดงให้เห็นว่าธรรมชาติอันมหัศจรรย์ไม่ใช่สิ่งที่ทําความเข้าใจ ไม่ได้ และการซี้ถึงแนวทางในการทําความเข้าใจกับสิ่งมหัศจรรย์เหล่านั้น โดยไม่ทําลายความพิศวง ของมัน เพราะเมื่อเราอธิบายธรรมชาติอันมหัศจรรย์โดยการเปิดเผยให้เห็นแบบแผนที่ซ่อนอยู่ ความ พิศวงใหม่ก็จะเกิดขึ้นว่า ความซับซ้อนของธรรมชาติถูกถักทอขึ้นจากความเรียบง่ายได้อย่างไร ความ งามของวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นหนึ่งเดียวกับความงามของดนตรีกรรมและจิตรกรรม โดย ต่างเป็นการค้นพบแบบแผนส่วนหนึ่งที่ช่อนอยู่” เฮอร์เบิร์ด ไซมอน (11๐๐๓ 91๓0ก) โทย 5๓6๓๐๐ร 0 ฝ่า๐ มมถิ๐1ม่, 1 ปิ๓๒6, 3 กททษ์ทฎ, 1984 ล ตวามซับซ้อน (3 โลกทางกายภาพ วิทยาศาสตร์แบบจักรกล แร๒ ๐ 5 * ในช่วงสามศตวรรษนับตังแต่สมัยของนิวตันมาจนถึง ปัจจุบัน วิทยาศาสตร์ได้ประสบความสําเร็จเป็นอย่างมากในการ ห ง 1ง เซ แสดงให้เราเห็นว่า ธรรมชาติอันมหัศจรรย์นั้นไม่ใช่สิงที่มนุษย์ ไม่สามารถทําความเข้าใจได้ ความลับของธรรมชาติได้ถูกเปิด เผยออกมามากมายโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ (5๐โอ๓เงิกี๐ 4 เจ เฑอ๐๕) ซึ่งประกอบด้วยการสังเกต การทดลอง ตลอดจนการ - ๑ ง " = สร้างแบบจําลองทางคณิตศาสตร์ ในศตวรรษที่ 17 นิวดันใช้ ซ่ เศ “ 4 ! กฎเกณฑ์เรืองแรงความโน้มถ่วงและแคลคูลัสซึ่งเป็นเครื่องมือ ๑ ง - ก "ง ส ทางคณิตศาสตร์ทีเขาคิดค้นขึ้นในการบรรยายการเคลื่อนที่ของ วัตถุด้วยระบบสมการอนุพันธ์ (@งมี๒ธ๐๓มัล] ๐ยแลน์อก5) ใน ฬ ง ศควรรษต่อมาสมการเหล่านี่ถูกปรับปรุงให้กะทัดรัดและสามารถ ขุม ๕ ใช้ได้ในแวดวงทึกว้างขึ้นโดยลาปลาชและคนอื่นๆ ลาปลาซช เม "ง ") ประสบความสําเร็จในการอธิบายการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ ดวงจันทร์และดาวหาง ได้อย่างละเอียดละออ เชายังสามารถ = ร้สั้น ข้. ชื้อ๓ ญี่ อธิบายปรากฏการณ์นําขึ่น นําลง และปรากฏการณ์อื่นๆ ที่ . ม ฉะ เ จ ๓ เกี่ยวข้องกับแรงความโน้มถ่วงได้เป็นอย่างดี ว [ล เ- จ ความสําเร็จเหล่านี ทําให้นักวิทยาศาสตร์ในยุคต่อมานํา = ” ๆ " ) ฟิสิกส์ของนิวตันไปประยุกต์ใช้กับการอธิบายการเคลื่อนที่ของ ๓ 0ไข ของไหล การสันของวัตถุที่มีความยืดหยุ่น หรือแม้แต่เรื่องของ ม - ๑ ว เฉ ความร้อน ซึงต่างก็ประสบความสําเร็จอย่างงดงาม นักวิทยา- ง 2 ๑ 2 - 9 ศาสตร์สาขาต่างๆ ยังประสบความสําเร็จในระดับหนึ่งในการนํา แบบจําลองเชิงจักรกลดังกล่าวไปใช้ในสาขาของตน เช่น เคมี ชีววิทยา จิตวิทยา และสังคมศาสตร์ ยกตัวอย่างเช่น นักชีววิทยา ง. หัวใ ล้ 2 ” “ก ” ง มองว่าหัวใจของมนุษย์เปรียบเสมือนเครื่องปั้มนํา ไนชณะที่เส้น สี๓๓ซ็ ค เลือดก็เปรียบเสมือนท่อนํา เป็นต้น เล 4 " ข่, ร นักวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 19 จึงปักใจเชื่อว่า สรรพสิ่ง ะ เต ฑ %. = ส รวมทั้งเอกภพอันกว้างใหญ่ไพศาลนันเป็นเสมือนเครื่องจักรกล ถี = ด้จททคไรรว) ร ขนาดใหญ่ซึ่งประพฤติตามกฎของนิวตันเท่านั้น ดังนั้น หากเรว ง |: ๓ ทราบรายละเอียดต่างๆ เกียวกับสภาวะของเอกภพ เราก็จะ สามารถทํานายได้อย่างแม่นยําว่าเอกภพในอนาคตนั้นจะมีื โฉมหน้าเป็นอย่างไร เราอาจเรียกโลกทัศน์แบบนี้ว่าเป็น “โลก ทัศน์แบบจักรกล” (ธา๐๐"ลงัร[1๐ ” " ง = : ฆขอปด่-ทอฒ) ซึงมองว่าสรรพลสิงไม่ ว่าจะเป็น ธรรมซาติ ชีวิต หรือสังคม เฟิ” - เง ล้วนเป็นเครื่องจักรกลทังสิน เว ง «3 วนื้ว ง ทางคณิตศาสตร์ที่เขาลิดค้นขึนในการบรรยายการเคลือ' มีอิทธิพลในการอธิบายปรากฏูการณ์ต่างๆ จนกระทั่งเป็นไ: เฟไธ๐ทชฮท|ร116๐ พ๑อะ|ส่ง|อง โลกทัศน์แบบจักรกลได้ทําให้เกิด วิธีการในการศึกษาธรรมชาติแบบ วิเคราะห์หรือจําแนกแจกแจง (๐สน๐- นอก510) ซึ่งหมายถึงกวรแยกลสิ่งที่ แบเหทา“) กฎของนิ 8 (พหางงทะทงย| แฟ|ปจอน ) เฉ ส ๕๑๓ 3 จล ” ” ฆ ต้องการศึกษาออกเป็นส่วนๆ เช่นเดียวกับการศึกษา เครื่องจักร ฉั เศ กลโดยถอดมันออกเป็นชินๆ แล้วศึกษาซินส่วนแต่ละชินนันแทน เศ = " ๆ 8, " (ล ด้วยวิธีการนี การศึกษาสังคมสามารถทําได้โดยการศึกษามนุษย์ ว ว ว อรษารอเซื่ ด การศึกษามนุษย์ทําได้โดยการศึกษาอวัยวะเนือเยือ เซลล์ [ค | โมเลกุล และอะตอมต่อลงไปเรือยๆ ม เง =. ๕ ล2 ก อ อย่างไรก็ตาม วิทยาศาสตร์นแบบจักรกลเหล่านี กลับยิงทําให้ = - ฝี - ส่ ง เราเกิตความพิศวงต่อธรรมชาติ เนื่องจากมันไม่สามารถไขปริศนา «๓.ว จ ม. ผู ” | 7 "' จนเป็นที่ประจักษ์แจ้งแก่เราได้ในหลายเรือง การค้นพบคลิน น ซ ” ซัๆ ล เซ มบู9 แม่เหล็กไฟฟ้าในศควรรษที่ 19 ได้ชีให้เราเห็นข้อจํากัดของ 4 2=-2 ที่ไ ว .->. ส เด เ กลศาสตร์ของนิวคันที่ไม่สามารถอธิบายเรืองดังกล่าวได้อย่าง กระจ่างแจ้ง ยิ่งไปกว่านั้น หลักความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิร์ก ฉ/ ส4 2 และกลศาสตร์ควอนตัมได้ท้าทายความเชือเรื่องความสามารถ ง, 1 ว เต ในการทํานายเอกภพได้อย่างแม่นยํา ในขณะที่ทฤษฎีวิวัฒนา- ศศคคด ท ะ การของตดาร์วินส์ได้ทําให้เราต้องตังข้อสงสัยต่อการยอมรับโลก เ” 4 ที่ชี้เป็ เว ด| ส ๒ ส4 เว ทัศน์แบบจักรกลทีซี่เป็นนัยว่า เอกภพเป็นเครื่องจักรทีถูกสร้าง เม ดใคร[ส ขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ อยู่ในตุลยภาพ และไม่มีการเปลี่ยน แปลง --- อสไต้เพรัอรลี่+ี้ ความสงสัยเหล่านี และการศึกษาธรรมชาติทีซับซ้อนยิงขีน ซึ่งพบกับทางคันในการทําความเข้าใจกับธรรมชาติโดยการ , = 9 ง ง งล จําแนกแจกแจงสิงทีต้องการศึกษาออกเป็นส่วนๆ เช่นเดียวกับ เง ” 1 เณ2 อ ๑, . การถอดเครื่องจักรกลออกเป็นชินๆ ทําให้ข้อจํากัดชองวิทยา- ศาสตร์แบบจักรกลเป็นที่แจ้งชัดขึ้นเรื่อยๆ และชี้ให้เราแสวงหา วิทยาศาสตร์แบบใหม่ ในบทนี้ ผู้เขียนจะกล่าวถึงระบบที่เรียกว่า “ระบบซับซ้อน” ซึ่งไม่สามารถศึกษาทําความเข้าใจได้จากการจําแนกแจกแจง .ออกเป็นส่วนๆ และวิทยาศาสตร์ใหม่ในการทําความเข้าใจกับ จ น ง 4 .ระบบเหล่านี้ซึ่งถูกพัฒนาชื้นอย่างรวดเร็วในรอบกว่าหนึ่ง ส6, น ง ฮ่ " ง . ทศวรรษที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะอธิบายและกล่าวถึง 5 1ว ว เซ ลักษณะของระบบขับข้อนในรายละเอียด ผูเขยนจะช อยก เศ 1 สจ 8 เด ฮ่ เซหัว .ตัวอย่างระบบชับข้อนที่ใกล้ตัวขึ้นมาให้ดูก่อน เพื่อให้ผู้อ่าน , สามารถทําความเข้าใจได้ง่ายขึ้น ความซับซ้อน เว เฒ เจ เต เซ เจ 3 ๕ ะ ๑= 3 ๐ . 4” อ จะ” เ=ะว ร มซ์ๆ ถึ ตัวอย่างของระบบชับช้อนทั้ง 5 ตัวอย่างที่ จะกล่าวถึงต่อไปนี้ได้แก่ ฝูงนก สมอง ระบบจราจร เมือง = "อ - จ -! ร จ ๕ 6 ง๑๕ เ= ที่มีคนหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ และตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ตัวอย่างเหล่านีเป็นตัวอย่างทีมา ด ส เ: 9 เด ซ่ = 3 จากการศึกษาในศาสตร์สาขาด่างๆ ซึ่งจะชี้ให้เห็นถึงลักษณะร่วมกันของระบบซับซ้อนที่จะอธิบายต่อไป และ ข้อจํากัด จากการศึกษาระบบซับข้อนด้วยวิธีการจําแนกแจกแจง ศี ฝูงหก " 5ะ/ [ง การบินเป็นฝูงของนกดูเหมือนเป็นปรากฏการณ์ธรรมตา สิงทีน่า สนใจก็คือ นกสามารถบินเป็นฝูงได้โดยไม่จําเป็นต้องมีการสั่งการ - - ส ร 4 ๕ ร ฑ่ จากนกตัวใดตัวหนึ่ง นอกจากนี่ เมื่อฝูงนกพบสิ่งกีดขวาง มันยัง คใจ) โรคอ ทวรรร ห สสชีก สามารถแยกเป็นฝูงเล็กๆ แล้วกลับมารวมภันได้อีก เช่นเดียวกัน น ส่ ๑ . จ กับเมื่อมันเจอลมพายุ นกบางตัวอาจแตกฝูงออกมา แต่ในเวลาไม่ นาน มันก็จะสามารถกลับมาบินรวมกันเป็นฝูงได้อีกเช่นกัน โดย ร. ฮัห ๑ ร2 9 จ, จ 4 ๑ 4 ทั้งหมดนี ไม่จําเป็นต้องมีการสังการจากนกตัวใดตัวหนึ่งเลย สิ่งที่ : ฟี ป ๑ม้ น่าสนใจก็คือการบินเป็นฝูงของนกนั้นเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีการ ๆ จ” ม 4 ง, จ. สังการจากนกตัวใดตัวหนึ่งได้อย่างไร? การจําแนกแจกแจงฝูงนก ออกเป็นนกแต่ละตัว ไม่ได้ช่วยให้เราเช้าใจปริศนาดังกล่าวเลย น เจ ่ สมอง สมองมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์สมอง (๓๐๒๓) จํานวนมากถึง 10" เซลล์ เซลล์ = ป จ2 ต เจ”, ร4, - ฮ่ สมองเหล่านี้แต่ละเซลล์ต่อเชื่อมกันเป็นเครือข่ายไปยังเซลล์อยื่นๆ โดยเฉลี่ย 6 หมื่น ลี่. [ร ไว ร ฆ เชลล์ เซลล์สมองที่ค่อเชื่อมไปยังเซลอื่นจะสามารถกระตุ้น (ล๐ยัฯ๑6๐) หรือยับยัง (ไฟให้ไท้() เซลล์นันได้ด้วยการแพร่กระจายของสารเคมี สมองของมนุษย์นับเป็น ระบบมหัศจรรย์ที่มีความสามารถในการจํา การแสดงออกทางอารมณ์ และการคิด ๆ ก @ ๑ ย เซ, ส๑. อย่างซับข้อน เช่นการใช้ภาษาหรือสัญลักษณ์ต่างๆ ได้ ปริศนาทีวิทยาศาสตร์แบบ เว 5 เง ๕ ซ๊, ”! ก" เล ล จักรกลไม่สามารถให้คําตอบได้ก็คือ เหตุใดเซลล์สมองที่มาอยู่รวมถันเหล่านีจึง ๒ 0 4 เซ , 9 เฮ เว จ (| สามารถจดจําหรือคิดได้ ทั้งๆ ที่เซลล์สมองแต่ละเซลล์ไม่มีความสามารถเช่นนัน? / ง 3, ๆ ”. - เว %< เศรษฐกิจระหว่างปี 2540 เป็นต้นมา ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของไทยมีความผันผวน ร 5จ ส 5 8”, มาก โดยค่าของเงินบาทของไทยเมื่อเทียบกับเงินคอลลาร์สหรัฐ ได้ลดลงจากดอลลาร์ละ 26 บาท ระบบจราจร - เส งจ ๕๓ รถติดเป็นปรากฏการณ์ทีอยู่คู่กับชีวิตของชาวกรุง - ม 1 | . ธี เทพฯ มาช้านาน แต่มันก็ยังคงเป็นปรากฏการณ์ ". เศ ว ฒ ง ะ ที่เรายังทําความเข้าใจได้ค่อนข้างน้อย ในบางครั้ง - = เจิง. ” ๕ รถติดเกิดจากการเกิดอุบัติเหตุ หรือการมีสิงกีตขวาง แครตี้. 2 ไฟ ในถนน แต่บางครั้งเราจะพบว่ารถติดสามารถเกิด "ด เม ย ง ขึ่นได้โดยไม่ต้องมีสาเหตุดังกล่าว เช่น ไนบางช่วง ๑วเดิอมี้- น ของถนน รถติดจะเกิดขึนในทันทีก่อนที่การจราจร ฆํ [ 4 ๑ ล จะสามารถเคลื่อนไปได้อย่างคล่องตัวในช่วงถนน "อ วู ถัดมา นอกจากนี เรายังพบด้วยว่าความพยายาม ในการแก้ไขปัญหารถติดด้วยการสร้างถนนหรือ ง ง ะ อ ทางด่วนเพิ่มในบางครั้ง นอกจากจะไม่สามารถ ช่วยแก้ไขปัญหารถติดแล้ว ยังอาจทําให้รถติดมาก ฮั -= ง ๑ ขึ้นอีกด้วย น่าแปลกใจว่าวิทยาศาสตร์แบบจักรกล 4 - ซึ่งสามารถพยากรณ์การเคลื่อนที่ของดวงดาวได้ อย่างแม่นยํามีส่วนช่วยให้เราเข้าใจปริศนาเหล่านี ได้น้อยมวก ญู ่ จ เมืองที่มีคนหลายเชื้อชาติ า ในเมืองค่างๆ ของสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศ ที่มีคนหลายเชื้อชาติ เช่น คนผิวขาว คนผิวดํา คนเอเชีย หรือฮิสแปนิก อาศัยอยู่ร่วมกัน เรา จะพบว่า คนเหล่านี้มักตั้งถิ่นฐานอยู่เป็นกลุ่มๆ ตามสีผิวหรือเชื้อชาติของดน เช่น คนผิวขาว และคนผิวดํามักจะแยกกันอยู่คนละบริเวณอย่าง เห็นได้ชัด สิ่งที่นําพิศวงก็คือ ในปัจจุบันซึ่งการ เหยียดผิวได้ลดความรุนแรงลงไปมากจนถึง ระดับที่ว่า คนผิวขาวและคนผิวดําไม่รังเกียจที่ ะมีเพื่อนบ้านส่วนหนึ่งเป็นคนต่างสีผิวแล้ว ก็ตาม เราก็ยังพบการกระจุกตัวเป็นกลุ่มๆ ใน การตั้งถิ่นฐานของคนทั้งสองกลุ่มอยู่ สิ่งหนึ่งที่ อาจอธิบายการกระจุกตัวดังกล่าวได้ คือฐานะ ทางเศรษฐกิจของคนแต่ละสีผิวแตกด่างกัน ทําให้เกิดการตั้งถิ่นฐานกระจุกตามราคาที่อยู่ อาศัยในแต่ละท้องที่ อย่างไรก็ดาม เราพบว่าใน ะ = :@ ว บางครั้งแม้ฐานะเศรษฐกิจไม่มีความแตกด่าง เ" เ%-. ว ล๑2 กนมากนก การกระจุกตัวก็ยังคงเกิดขึน งึ้อเจเวี. ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ง จต ส๓= จ ร จ, 4 ๕๑๓ ซี ระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นระบบที่มีความชับซ้อนสูงมาก ตัวอย่างหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ คือ ซ่ ร อ อ จ ๑ ดลาดแลกเปลี่ยนเงินตราด่างประเทศของไทย ในช่วงที่ประเทศไทยประสบกับวิกฤตการณ์ทาง ล ย เสต ในเดือนกรกฎาคม 2540 ลงเหลือตอลลาร์ละ 50 บาทในช่วงต้นปี 2541 ทั้งๆ ที่นักเศรษฐศาสตร์ ๓ 4๑ ณ่กวี ล่นอร๑๑1. ป และนายธนาคารหลายคนคาดการณ์ว่า ค่าเงินบาทที่แท้จริงนําจะอยู่ในระดับประมาณ 35 บาทต่อ ควรจะเป็น? ๊% ชื่มิ อ้ คิล ทฑํวไขเต้าเว นากว่าระด้าาที่ ตดอลลาร์ เมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ทําไมคําเงินบาทจึงลดลงจนดํากว่าระดับที่ ความซับซ้อน ' ม 2ซ์ ะบบซับซ้อนและลักษณะพิเศษของระบบซับซ้อน โลกทางกายภาพ “ (122 จ๓ 1 3 แม้ว่าเราจะยังไม่สามารถให้คําจํากัดความ ที่ซัดเจนว่า ระบบซับซ้อน (๐๐กา[อ% 5๒5เอกา) หมายถึงอะไร และเราจะสามารถวัดความชับซ้อน จ 4 ฯ % (๐อกทุกอ๓เษ) ของระบบหนึ่งๆ ได้อย่างไร นัก = ' จ ย 1 วิทยาศาสตร์ที่ศึกษาระบบซับข้อนส่วนใหญ่มี ความเห็นร่วมกันว่าลักษณะที่สําคัญของระบบ เ = เค " ขับข้อน คือ “การผุดบังเกิด” (๐๓๐๐๐๓๐๐) ซึ่ง ทําให้ระบบรวมแดกต่างจากผลรวมของส่วน . ง ซ่» ประกอบทั้งหมด เราจึงอาจกล่าวได้ว่า การผุด เ . ข้ บังเกิดคือหัวใจของระบบซับซ้อน โดยทั่วไป จ . ซั ระบบชับซ้อนมักมีลักษณะดังต่อไปนี่ 1. ระบบมีส่วนประกอบ (๐๐๓00กอก0) : ร 4๑อว. ” จํานวนมาก โดยส่วนประกอบเหล่านีอาจมีความ แตกต่างกัน 2. ส่วนประกอบแต่ละส่วนมีปฏิกริยา (1ก1๕186นอก) ทันแบบไม่เป็นเชิงเส้น (ถอก- !เท๑) โดยเฉพาะการป้อนกลับ (1๐@๕๒8๐6) 3. ผลของปฏิกริยาทําให้เกิด “การผุด บังเกิด” ของแบบแผน (ธลย๐ก) หรือความ 6ธะ จ. ส สามารถ (๐๑0ลพ่[1๒) ต่างๆ ซึงทําให้ระบบรวม 4, ป ว ล้. แตกต่างจากผลรวมของส่วนประถอบย่อยทั้งหมด จ ๑ ฮั และการผุดบังเกิดนีมักกลับมามีผลกระทบกับ ว : ร ส่วนประกอบย่อยนันอีก รจร ข่, เพ เจ ว 4. ระบบมักมีโครงสร้างต่อเนื่องเป็นระดับ ล : ชัน (ไห่อก๐9) ระบบซับซ้อนมีส่วนประกอบมากมาย และหลากหลาย หัวใจสําคัญของระบบซับซ้อน คือการมี ส่วนประกอบย่อยๆ มากมาย เชซ่น สมองมนุษย์ ประกอบไปด้วยเซลล์สมองประมาณ 10)'' เซสล์ ระบบจราจรในกรุงเทพฯ ประกอบด้วยรถยนต์ หลายล้านคัน เมืองในสหรัฐอาจมีประชากรอาศัย อยู่หลายหมื่นจนถึงหลายล้านคน ตลาดแลก เปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของไทยประกอบไป ด้วยนักเก็งกําไร สถาบันทางการเงิน ผู้ส่งออก ผู้นําเข้า ตลอดจนนักลงทุนต่างๆ มากมาย ส่วนประกอบของระบบซับซ้อนเหล่านี้อาจ เหมือนกันหมด เช่น กรณีของฝูงนก ซึ่งนกแต่ ละตัวแทบไม่มีความแตกต่างกันมาก หรืออาจ แตกต่างกันบ้างในกรณีของเชลล์สมองมนุษย์ ระบบจราจร เมืองที่มีคนหลายเชื้อชาติ และ ระบบเศรษฐกิจ ส่วนประกอบของระบบซับซ้อนมีปฏิกิริยา ต่อกัน จากตัวอย่างของระบบชับซ้อนทั้ง 5 ตัวอย่าง ที่ยกมานี้ จะเห็นว่า ส่วนประกอบของระบบซับ ซ้อนแต่ละระบบนั้นต่างมีความสัมพันธ์ระหว่างกัน เช่น นกแต่ละตัวมักจะบินใกล้นกตัวอื่นๆ และ จะพยายามเร่งความเร็วในการบินเมื่ออยู่ห่าง จากนกตัวอื่นมากเกินไป เชลล์สมองเชลหนึ่ง สามารถกระตุ้นหรือยับยั้งเซลล์อื่นๆ ที่เชื่อมต่อ กันได้ ความเร็วในการขับรถของคนแด่ละคน นอกจากจะขึ้นอยู่กับนิสัยเฉพาะตัวของเขาแล้ว ยังขึ้นอยู่กับความเร็วของรถคันอื่นที่อยู่รอบๆ เขาด้วย ในทํานองเดียวกัน การเลือกที่อยู่ของ คนในเมืองที่มีคนหลายกลุ่มอาศัยอยู่จะขึ้นอยู่ กับเพื่อนบ้านในบริเวณนั้น และการตัดสินใจของ ผู้ส่งออกรายหนึ่งว่าจะนําเงินดอลลาร์ที่มีอยู่ออก มาแลกเป็นเงินบาทหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับการ ตัดสินใจของคนอื่นๆ ด้วย ปฏิกริยาระหว่างส่วนประกอบย่อยๆ นี้เองที่ทํา ให้ระบบขับข้อนมีพลวัต (4ณ์๐5) ที่น่าสนใจ และแตกต่างจากระบบที่มีส่วนประกอบเหล่านั้น อยู่รวมกันโดยไม่มีปฏิกริยาต่อกัน ตัวอย่างของ ปฏิกิริยาที่ทําให้ระบบมีพลวัตรที่น่าสนใจคือ ปฏิ- กิริยาที่เรียกว่า “การป้อนกลับ" (เ๐๐๕0๑๐๕) ปฏิกริยาป้อนกลับ การป้อนกลับคือการที่ส่วนประกอบของระบบ อย่างน้อยสองส่วนมีปฏิกิริยาซึ่งกันและกัน ไม่ว่า จะในทางตรงหรือทางอ้อม เราสามารถแบ่งการป้อน กลับออกเป็น 2 ชนิดคือการป้อนกลับแบบบวก (ฏ051ผห๐ ธ์อ๐@๒ล8๐6) และการป้อนกลับแบบลบ (ถอฎลฟ์หอ ร๐๐สอล๐1) การป้อนกลับแบบบวก หมายถึงการที่ส่วน ประกอบหนึ่งมีลักษณะอย่างหนึ่ง และลักษณะเช่น นั้นทําให้ส่วนประกอบนั้นมีปฏิกิริยาอย่างหนึ่งต่อ ส่วนประกอบอื่น ซึ่งทําให้ส่วนประกอบหลังเกิด การเปลี่ยนแปลง โดยการเปลี่ยนแปลงนั้นส่งผล กลับมาทําให้ส่วนประกอบแรกมีลักษณะที่มีอยู่มาก ขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การย้ายบ้านของคนผิวขาวเพื่อ หลบคนผิวดําไปอยู่บริเวณอื่น ก็จะทําให้บริเวณ เดิมมีสัดส่วนของคนผิวดําเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้คน ผิวขาวที่เหลือย้ายบ้านตามออกไปอีก ส่วนในกรณี ของตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ การที่ นักเก็งกําไรคนหนึ่งนําเงินบาทออกมาแลกเปลี่ยน เป็นเงินดอลธาร์ เนื่องจากคาดการณ์ว่าเงินบาทจะ ลดค่าลง จะมีผลทําให้คนอื่นๆ ต้องเร่งนําเงินบาท ออกมาแลกเป็นตอลลาร์ด้วย จนอาจถึงขั้นที่เกิด ความแตกดื่น (อลพ์๐) ในการนําเงินบาทออกมา แลกเป็นเงินตอลลาร์ ซึ่งจะทําให้คําของเงินบาท อ่อนตัวลงไปอีกเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนคําเงินบาท อ่อนตัวลงคํากว่าดําที่ควรจะเป็น การป้อนกลับ แบบบวกจึงเป็นการป้อนกลับที่มีลักษณะส่งเสริม ให้การเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ส่วนการป้อนกลับแบบลบนั้นเป็นปฏิกิริยา ป้อนกลับแบบยับยั้งการเปลี่ยนแปลง เช่น ในกรณี ของตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เมื่อค่า เงินบาทอ่อนตัวจนถึงระดับหนึ่งแล้ว นักเก็งกําไรก็ จะเริ่มนําเงินดอลลาร์ออกมาแลกเงินบาทแทน ทําให้ คําของเงินบาทไม่ตกลงไปอีก เป็นต้น ระบบชับข้อน ส่วนใหญ่จะมีการป้อนกลับทั้งสองแบบผสมกันอยู่ ทําให้ระบบมีการเปลี่ยนแปลงไปได้ในหลายรูปแบบ มีชีวิตชีวา ไม่หยุดนิ่งหรือเคลื่อนไหวดายตัวเหมือน เครื่องจักรกล ปฏิกิริยาในระบบทําให้เกิดการ “ผุดบังเกิด” การผุดบังเกิดเป็นลักษณะเฉพาะที่สําคัญที่สุด ประการหนึ่งของระบบซับซ้อน การผุดบังเกิดเป็น ผลมาจากปฏิกิริยาระหว่างส่วนประกอบด่างๆ ของ ระบบดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การผุดบังเกิดทําให้ ระบบซึ่งเป็นองค์รวมของส่วนประกอบย่อยๆ นั้น มีความแตกต่างไปจากส่วนประกอบย่อยๆ เหล่า นั้นรวมกัน ตัวอย่างของการผุดบังเกิดที่ชัดเจน ที่สุดตัวอย่างหนึ่งคือ การเกิดน้า ซึ่งเป็นสารที่มี ลักษณะทางกายภาพและทางเคมีแตกต่างจากส่วน ประกอบของมันคือ ไฮโดรเจน และออกซีเจนเป็น อย่างมาก ส่วนตัวอย่างของการผุดบังเกิดในระบบต่างๆ ของเราที่กล่าวมาได้แก่ พฤติกรรมการบินเป็นผูง ของนก ความสามารถของสมองในการคิดและจดจํา สิ่งต่างๆ สภาพการจราจรติดขัด การกระจุกตัวเป็น กลุ่มของบ้านคนผิวขาวและคนผิวดํา และการที่ เงินบาทมีค่าดิ้งลงอยางรวดเร็วอันเนื่องมาจากการ แตกดื่น ในกรณีของสมอง เราจะเห็นว่า ระบบ สมองโดยรวมมีความสามารถที่เหนือจากความ สามารถที่เซลล์สมองแต่ละเชลล์จะสามารถทําได้ หรือในกรณีของตัวอย่างอื่น เราจะเห็นว่าระบบมี การก่อตัวของแบบแผน (ลแอ 1๐ลผีอย) เช่น การบินเป็นฝูงของนก ขบวนแถวของรถใน สภาพจราจรติดขัด ย่านที่อยู่อาศัยของคนผิวขาว และคนผิวดํา แบบแผนเหล่านี้ล้วนเป็นลักษณะ อ ว๒ ซู แว 4 เฒ “4 ๑ โลกทางกายภาพ โดยรวมของระบบที่ส่วนประกอบย่อยๆ ของระบบ ไม่มี เช่นเดียวกับที่อะตอมของไฮโตรเจน และออก- ขิเจนไม่มี “ความเป็นน้้า” การผุดบังเกิดในระบบซับซ้อนจึงทําให้องค์รวม ของระบบขับช้อนมีอะไรมากไปกว่าผลรวมของส่วน ประกอบย่อยๆ ดังคํากล่าวที่ว่า “องค์รวมนั้นมาก ทว่าผลรวมของส่วนประกอบย่อย” (7ไท๐ ๐1๐ โร เตเพ๓ เณา นทอ จนทท อ[ 1ไร [แพพร) ทล่าวอีกอย่าง หนึ่ง ระบบขับซ้อนนั้นนอกจากจะรวมเอา (โท๐ไพสอ6) ส่วนประกอบย่อยๆ เข้าไว้แล้วยังข้ามพัน (ยะ๒๐๐4) ผลรวมของล่วนประกอบย่อยเหล่านั้นอีกด้วย การผูดบังเกิดทําให้เราไม่สามารถศึกษาระบบ ขับซ้อนโดยจําแนกแจกแจงระบบตังกล่าวออกเป็น ส่วนย่อยๆ แล้ว แยกศึกษาส่วนย่อยนั้นทีละส่วนได้ เพราะการทําเช่นนั้นจะทําให้การผุดบังเกิดสูญหาย ไป การศึกษาระบบซับซ้อนจึงเปรียบเสมือนการ ศึกษาพฤติกรรมของฝาแฝดตัวติดกัน (91เท๐56 เพเก) อย่างอินกับจัน ซึ่งจะไม่สามารถแยกศึกษา ทีละคนได้ ประเภทของการผุดบังเกิด ในความคิดของนักวิทยาศาสตร์บางคน การ ผุดบังเกิดสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ การ เกิดขึ้นของแบบแผน (ถแแอกล โลกนเน่อก) หรือ การผุดบังเกิดที่ไม่แท้จริง (กอด-ไหทโทร1๐ อฑาลท - มอ๐๓๐๕๐) และ การผุตบังเกิดที่แท้จริง (ใหไตโตรไอ ๐เทตออ๐) ตามมุมมองนี้ การผุดบังเกิดแบบแรก เป็นเพียงการผุดบังเกิดในสายคาของผู้สังเกตเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากหากผู้สังเกตเปลี่ยนวิธีสังเกต แบบ แผนที่เสมือนว่าผุดบังเกิดขึ้นอาจจะเป็นสิ่งที่มีอยู่ แล้วก็ได้ เสมือนการดูภาพที่เป็นภาพแม่มดและ หญิงสาวข้อนกันอยู่ สําหรับผู้ที่มองเห็นภาพของ หญิงสาวมาตลอด การเปลี่ยนมุมมองเพียงเล็กน้อย อาจทําให้ภาพของแม่มดที่เติมถูก “ซ่อน” อยู่ผุด บังเกิดขึ้นมาได้ ส่วนผู้ที่มองเห็นภาพของแม่มดมา ซี 1ชี๑๓ สิ่งซี่ ตลอดนน คงไม่ถือว่าภาพดังกล่าวเป็นสิงที่ผุต บังเกิดมาอย่างแน่นอน ตัวอย่างของการผุดบังเกิด แบบนี้ได้แก่การบินเป็นฝูงของนก และการตั้งถิ่น ฐานเป็นกลุ่มๆ ตามสิผิว ส่วนการผุดบังเกิดที่แท้จริงนั้น เป็นการผุด บังเกิดในสายตาของระบบเอง ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ว่า จะมีผู้สังเกตจากภายนอกหรือไม่ก็ตาม ตัวอย่างของ การผุดบังเกิดในลักษณะนี้ได้แก่ ความสามารถใน การจํา หรือคิดอย่างขับซ้อนของสมอง ซึ่งช่วยให้ สิ่งมีชีวิตที่เป็นเจ้าของสมองนั้นมีความสามารถใน การอยู่รอดมากขึ้น' ในทํานองเดียวกัน หากคน กลุ่มหนึ่งมาอยู่รวมกันเป็นชุมชนแล้วแต่ละคนเกิด ความสุขขึ้น ซึ่งทําให้แต่ละคนมีสุขภาพดีขึ้น และ ลดระดับของการบริโภคนิยมลง ความสุขที่ผุดบังเกิด ขึ้นนั้นก็เป็นการผุตบังเกิดที่แท้จริง ไม่ว่าจะมีผู้ สังเกตจากภายนอกหรือไม่ ว : 5 เศ ซิตตี รูปตี 1 : ภาพแม่มดและหญิงจาวซ้อนกันอยู่ สําหรับผู้กํ มองเห็นภาพของหญิงสาวมาตลอด การเปลี่ยนมุมมอง เพียง ย อาจทําใต้ภาพของแม่มตที่เดิมถูก “ซ่อน” “00 ” ถกู้ญูดบังเกิดขึนบาไส้ 1ดู งไลเทคร 7. งิพแอไแมือ1ส่, “โท6 เฟอ๒1 0[ ชิเตตะ- 56ก๐๐: 0๑ททงเลแอทก, โงกลหญ์๐ร ลทส์ โกสง6ตอด”, ได้เหต่อล ไว (1994) รถ๕๐| ไรรน6 อท ป่า6 แซอ๐๑๐๑๐๓ทร 0[ ขํา๑ 0)7! โทแดหลตี่๐ทล] 5๕หพตลร, ใจนเซลน, โลเสท การผุดบังเกิดกลับมามีผลกระทบต่อส่วน ประกอบย่อย = ว = ๑= ๕ - =- สิงที่ผุดบังเกิดขึนมาในระบบชับซ้อน ไม่ว่าจะ เป็นความสามารถในการคิดและจดจําของสมอง :ซ๑ ส ร 0 หรือแบบแผนใหม่ที่เกิดชื้นในกรณีของตัวอย่างอื่นๆ นั้น จะกลับมามีผลกระทบต่อส่วนประกอบย่อยอีก ในกรณีของสมอง ความสามารถในการคิดและจดจํา ส = ๕ @, จ ป 3 == = 4 ที่เกิดขึ้นจะทําให้คนนั้นมีจินคนาการไปถึงเรื่อง ง. = ง ค์ ต่างๆ จินตนาการเหล่านีจะมีผลกระทบต่อเซลล์ เณ ๕ = = 2 จ, ว: สมองให้มีการหลังสารเคมีออกมาอีก ตัวอย่างที่ - =ู3 เม 4 ๕== ๓ เห็นได้ชัดเจนอีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ การกระจุกตัว "| = 4จ อ ว ะ ของคนผิวดําในบริเวณหนึ่ง จะทําให้บริเวณนัน ฆซูวส่ฒฑ ณ , ง, แด» “ซึบล เซ 161 เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นย่านของคนผิวดํา ซึงจะทําให้ ตนผิวขาวไม่อยากมาอยู่อีก เป็นต้น ระบบซับซ้อนมักมีโครงสร้างต่อเนื่องเป็น ระดับชั้น การผุดบังเถิดยังทําให้ระบบชับซ้อนมีโครง สร้างต่อเนื่องเป็นระดับชั้น (]บ๐๐๕5๐๒9) อีกด้วย กล่าวคือ ระบบซับซ้อนหนึ่งอาจเกิดจากระบบซับ ซ้อนอื่นที่เล็กกว่า เช่น โมเลกุลเป็นระบบซับซ้อน ที่เกิดจากกลุ่มของอะดอม เชลล์เป็นระบบขับซ้อน ที่เกิดจากกลุ่มของโมเลกุลของสารอินทรีย์ เนื้อเยื่อ เป็นระบบชับข้อนที่เกิดจากกลุ่มชองเซลล์ อวัยวะ เป็นระบบซับช้อนที่เกิดจากกลุ่มของเนื้อเยื่อ สิ่งมี ชีวิด เป็นระบบซับซ้อนที่เกิดจากกลุ่มของอวัยวะ สังคมคือระบบซับช้อนที่เกิดจากกลุ่มคน เป็น ระดับชั้นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ การสังเกตระบบซับข้อนในแต่ละระดับจะให้ ผลที่แตกด่างกัน ยกตัวอย่างเช่น หากเราสังเกต ระบบจราจรที่ระดับของรถแต่ละคัน เราจะพบว่ารถ วิ่งไปข้างหน้า อย่างไรก็ตาม เมื่อเราเปลี่ยนวิธีการ สังเกตไปที่ระดับของรถติด ซึ่งถือเป็นการสังเกต ระบบในระดับที่สูงกว่า เราจะพบว่า การเกิดรถติด เคลื่อนที่ไปข้างหลัง ในทิตทางที่สวนทางกับทิตทาง ที่รถวิ่ง เป็นตัน* การต่อยอดของระบบชับข้อนเป็นระดับชั้น โดยในแต่ละชั้นจําเป็นจะต้องอาศัยวิธีการสังเกด คนละแบบเช่นนี้ ทําให้เราต้องใช้ศาสตร์ต่างๆ กัน ในการอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติของ แค่ละระดับชั้น เช่น ใช้ฟิสิกส์และเคมือธิบายโลก กายภาพ ใช้ชีววิทยาอธิบายโลกทางชีวภาพที่ผุด บังเกิดขึ้นจากโลกทางกายภาพ ใช้จิตวิทยาอธิบาย โลกทางจิตซึ่งผุดบังเกิดขึ้นจากโลกทางชีวภาพ ของมนุษย์ ใช้สังคมศาสตร์อธิบายปรากฏการณ์ ทางสังคมที่ผุดบังเกิดขึ้นจากพฤติกรรมรวมหมู่ ของมนุษย์ เป็นตัน ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ระบบ ในระดับชั้นสูงมีพฤติกรรมขัดกับกฎเก ณฑ์ของ ระดับชั้นที่ตํากว่า แต่หมายความว่า กฎเกณฑ์ของ ระดับชั้นที่ตํากว่าไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ ของระบบในชั้นที่ สูงกว่าได้อย่างครบถ้วน? 2 ในทางวัสดุศาสตร์ (ตรล16ณ5 5๐1๐๓๐๐) ซึ่งเป็น วิทยาการที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างใครงตร้างและ สมบัติของวัสดุด่างๆ ในชีวิตประจําวัน มีดัวอยางใน ลักษณะเดียวกัน กล่าวคือ ในการศึกษาการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างระดับจุลภาคของวัสดุที่เป็นแบบพหุผลึก (๒๑ใษ- ๓ญะ5เม่) นักวัสดุศาสตร์สามารถมีมุมมองในการวิเคราะห์ ได้อย่างน้อย 2 ระดับคือ มุมมองในระดับอะตอม (มเอศพ5- ข์๐ ธะทอร๐0) และมุมมองในระดับจุลภาค (เท[๐๐5๐0010 ลอ๒๐ล๐9) เซ่น ในการศึกษาการเติบโตของเม็ดผลึก (อธะล๓) ในวัสดุหลายผลึกนั้น หากเรามองการเดลื่อนที่ ของขอบเม็ดผลึก (8ธลงก ๒๐บ๓035) ซึ่งเป็นรอยต่อ ระหว่างเม็ดผลึกในระดับอะดอม เราจะเห็นอะตอบเคลื่อนที่ จากบริเวณหนึ่งไปอีกบริเวณหนึ่ง เช่น จากช้ายไปขวา อย่างไรก็ตาม หากเรามองในระดบจุลภาค เราจะเห็นขอบ เกรนเคลื่อนที่ในทิศทางตรงกันข้าม เซ่น จากขวาไปข้าย 3 ในกรณีของเคมีและพิสิกส์ นักวิทยาศาสตร์บางคน เชื่อว่า เราสามารถอธิบายปฏิกิริยาทางเคษีทั้งหมดได้ด้วย กฎเกณฑ์ทางฟิสิกธ์ที่เรียกว่า พดศาสตร์ทางไฟฟ้าควอนดัม ((นกมเณฑฑ 51๐๐ซอ๕ทกเณ์๐5 หรือ ภู5) ดู ใจนหล 0๐ป์-ให่ฆชน ”โไท (บูนละะ มมา4 ปร6 จฎบอ ส็หอภาณฑ๐ร บา เกะ 5บทฏ|6 อา4 ปบ่า๐ (อตรไอม" , ถีโออภามม 1994. ธี แมง วล เม 3 2 เลื เตี โลกทางกายภาพ สถานะของระบบซับซ้อน ระบบชับซ้อนมักจะมีพฤติกรรมของระบบ แตกต่างกันไปตามสถานะต่างๆ สถานะของระบบ ซับซ้อนอาจเปรียบเทียบได้กับสถานะของสสาร ทั่วไป เช่น ของแข็ง ของเหลว หรือแก๊ส ใน สถานะหนึ่งๆ ระบบชับซ้อนจะต้องมีลักษณะใน เชิงคุณภาพ (คนล[แฟง๐ อไนหล๑แ๑กจม๐) ค่อน ข้างจะคงที่ แม้ว่าอาจมีลักษณะในเชิงปริมาณ (ฤนเขนแลแขอ งแหละ1อพจย์ง ) ที่เปลี่ยนไปกีตาม แต่เมื่อระบบมีการเปลี่ยนสถานะลักษณะทาง คุณภาพของมันกิจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เช่นเดียวกับนําที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียสจะมี ลักษณะในเชิงคุณภาพ คือ เป็นของเหลว มีความ หนืด หรือแรงตึงผิวไม่แตกต่างจากน้้าที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียสมากนัก แต่เมื่อน้าเดือดกลายเป็น ไดน้า ลักษณะทางคุณภาพของน้้าในสถานะของ เหลว เช่น การมีความหนืด หรือแรงตึงผิวก็จะกลาย เป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายถึกต่อไป นักวิทยาศาสตร์มักแบ่งสถานะของระบบขับ ซ้อนออกเป็นสามสถานะใหญ่ๆ คือ สถานะเป็น ระเบียบ (๓ส๑๓) สถานะซับซ้อน (๑๓รุฟอรตเห) และสถานะโกลาหล (แนเต๕)' กล่าวโดยหยาบๆ เรา อาจเปรียบเทียบสถานะเหล่านี้กับน้้าแข็ง น้้า และ ไอน้าดามลําดับ กล่าวคือ สถานะเป็นระเบียบซึ่ง หมายถึงสถานะที่ระบบหยุดนิ่ง หรือเคลื่อนที่แบบ กลับใปกลับมาเป็นคาบ อาจเทียบได้กับการเรียงตัว เป็นระเบียบของผลีกน้าแข็ง ส่วนสถานะโกลาหล ซึ่งระบบมีความยุ่งเหยิงจนดูเหมือนไร้ระเบียบนั้น อาจเปรียบเทียบได้กับไอน้า ซึ่งโมเลกุลของน้้ามี การเคลื่อนที่วุ่นวายแบบสุ่ม (เกนัตณุ) ในขณะที่ # พจนานุกรมคณิตศาสตร์ของราชบัณฑิตยสถาน แปล ความหมายของ ๐๓ ว่าคือความ ”อลวน” อย่างไรก็ตาม พึงทราบว่า สลถานะโกลาหล หรืออลวนตังกล่าว ไม่ใช่ สถานะแบบผุ่ม (เล๓๕) ซึ่งไร้ระเบียบอย่างแท้จริง (สรเห๓1) แต่เป็นเพียงสถานะที่บีระเบียบซ่อนอยู่ในความ ไม่มีระเบียบ ไร สถานะชับช้อนนั้นเป็นสถานะที่อยู่ระหว่างกลาง ของสองสถานะดังกล่าว เช่นเคียวกับสถานะของ เหลว ซึ่งโมเลกุลของน้าสามารถเคลื่อนไหวได้ แต่ ไม่ยุ่งเหยิงเหมือนกับโมเลกุลของไอน้้า อย่างไรก็ตาม สถานะขับซ้อนของระบบซับซ้อน มักมีขอบเขตที่แคบ คือเป็นรอยต่อเล็กๆ หรือจุด ของการเปลี่ยนสถานะระหว่างสถานะเป็นระเบียบ และสถานะโกลาหล มากกว่าเป็นอาณาเขตไดยตัว มันเองอย่างแท้จริง นักวิทยาศาสตร์บางคนจึงเรียก สถานะซับข้อนนี้ว่า “ขอบแห่งความโกลาหล” (โปี๒ อส0๐ ๓[ ๐ใน๒) ซึ่งหมายถึงว่า สถานะขับช้อน เป็นเสมือนธรณีประตูระหว่างสถานะเป็นระเบียบ และสถานะโกลาหลนั้นเอง แม้ว่า สถานะซับซ้อนจะเป็นเพียงสถานะเล็กๆ ก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ไม่น้อยก็ให้ความสนใจกับ การศึกษาสถานะดังกล่าวมาก เนื่องจากมันเป็น “ทางสายกลาง” ระหว่างความเป็นระเบียบที่หยุดนิ่ง หรือมีแบบแผนตายตัวจนแทบไม่มีอะไรน่าสนใจ กับความโกลาหลวุ่นวายจนแทบจะไม่สามารถมี ความเป็นระเบียบได้ นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งยัง เชื่อด้วยว่า ระบบซับซ้อนส่วนใหญ่ในโลกนี้ไม่ว่า จะเป็นสมอง ระบบจราจรในเมืองใหญ่ และระบบ เศรษฐกิจล้วนเป็นระบบที่อยู่ ณ สถานะซับซ้อน ทั้งสิ้น ระบบซับข้อน ณ สถานะซับข้อน เหตุผลที่นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งเชื่อว่า ระบบซับซ้อนมักอยู่ในสถานะซับข้อนนั้น ก็เนื่อง มาจากความเชื่อที่ว่า สถานะดังกล่าวไม่เป็น ระเบียบหรือห ยุดนิ่งจนเกินไปจนระบบขับซ้อน ไม่มีพฤติกรรมที่น่าสนใจ ในขณะเคียวกัน สถานะ โกลาหลก็มีความวุ่นวายมากเกินไปจนระบบไม่มี ระเบียบแบบแผนใดๆ จนไม่สามารถทํางานได้ เช่น หากสมองอยู่ในสภาวะที่เป็นระเบี ยบ ซึ่งแทบไม่มี การกระตุ้นระหว่างเซลล์สมองเลย สมองจะไม่ สามารถส่งผ่านข้อมู ลจากส่วนหนึ่งของสมองไปยัง อีกส่วนหนึ่งได้ ในทางกลับกัน หากสมองอยู่ใน สภาวะโกลาหล ซึ่งเป็นสภาวะที่เซลล์สมองกระตุ้น กันและกันมาก จนเซสล์สมองแทบทุกเซลอยู่ใน สภาวะตื่นตัวหมด การส่งผ่านข้อมูลอาจจะเกิดขึ้น 'ได้ดี แค่การเก็บข้อมูลและการจดจําคงเป็นไปได้ยาก การทดลองบางอย่างยังยืนยันข้อสันนิษฐานนี้ เช่น ในการทดลองด้วย เซลดูลาร์ ออโตเมตอน (๐๐!ใน- 1ละ ลงเอทาลเอก ) ซึ่งเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ชนิดหนึ่งนักวิทยาศาสตร์พบว่าโปรแกรมคอมพิว- เตอร์ชนิดนี้จะมีความสามารถไในการคํวนวณสูงสุด ณ จุดที่มีการเปลี่ยนสถานะระหว่างสถานะเป็น ระเบียบและสถานะโกลาหล หรือ ณ สถานะชับ ซ้อนนั้นเอง ข้อสันนิษฐานของ นักวิทยาศาสตร์ที่ว่า ระบบขับซ้อนส่วนไหญ่ มักเคลื่อนตัวไปอยู่ ณ สถานะขับซ้อนนั้น เกี่ยว ข้องกับการที่ระบบชับซ้อน มักเป็นระบบเปิด (๐0อ๓ 5951อ๓) ซึ่งหมายถึงระบบที่สามารถถ่ายเท มวลสาร และพลังงานกับสิ่งแวดล้อม ภายนอกได้* การเป็นระบบเปิดทําให้ ะบบชับข้อนซึ่งอยู่ในสถานะอื่น เชซ่น สถานะ เป็นระเบียบได้รับมวลสารหรือพลังงานมากพอจน สามารถเปลี่ยนสถานะมายังสถานะชับช้อนได้ อาทิ การเป็นระบบเปิดของสมองทําให้สมองสามารถรับ สัญญาณจากภายนอกผ่านหู ตา จมูก ลิ้น และกาย จนมีสภาวะที่ดื่นตัวพอสมควรได้ ในทํานองเดียวกัน การเป็นระบบเปิดของระบบจราจร ซึ่งหมายความว่า มีรถจากภายนอกแล่นเข้ามาในระบบ ทําให้การ จราจรที่เคยเป็นระเบียบเนื่องจากมีความหนาแน่น ของรถอยู่น้อย มีความหนาแน่นมาจนถึงจุดเปลี่ยน สถานะ ซึ่งเป็นจุดที่เกิดรถติดนั่นเอง ข้อตันนิษฐานที่ว่า ระบบชับซ้อนมีแนวโน้มที่ ลู่สถานะขับข้อนเป็นข้อสันนิษฐานที่ได้รับ ความสนใจจากวงการวิทยาศาสตร์มาก และทําให้ เกิดการถถเถียงทางวิซาการกันอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม ไนขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้ ข้อยุติในเรื่องคังกล่าวแต่อย่างได เนื่องจากยังไม่ สามารถนิยามดัชนีวัด “ความชับซ้อน” (๐๐๓า- ไอฉ่เษ) ที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป” การพิสูจน์ ความถูกผิดของข้อสันนิษฐานนี้จึงจําเป็นต้องอาศัย การวิจัยค่อไป ระบบซับซ้อน ณ สถานะวิกฤติ และกฎยกกําลัง แนวคิดเกี่ยวกับระบบขับซ้อนอีกประการหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดการอภิปรายอย่างกว้างขวางคือ ข้อ สันนิษฐานที่ว่า ระบบขับซ้อนที่อยู่ ณ สถานะ วิกฤตนั้นจะมีการกระจายตัวของการเกิดเหตุการณ์ ต่างๆ ดามกฎที่เรียกว่า “กฎยทกําลัง” (๒๐๒๑6 ใล๒) ซึ่งเป็นข้อสังเกตทางสถิติว่า เหตุการณ์เล็ก มักเกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่าเหตุการณ์ใหญ่ โดยความถี่ ในการเกิดเหตุการณ์จะแปรผกผันกับขนวดของ เหตุการณ์ยกกําลังคําหนึ่ง เช่น ความถี่ในการเกิด แผ่นดินไหวจะแปรผกผันกับชนาดของแผ่นดิน ไหวเมื่อวัดตามมาตราริกเตอร์ (โย1๐1๐6 5๐9๐) ยก กําลังประมาณ 1.9 เป็นต้น (คดูรูปที่ 2)” 5 ในทางอุณหพลศาสตร์ (ประถท๐สกลกา1๐5) ระบบ - ด ด ยังแบ่งออกเป็นระบบโตดเดี่ยว (1๐๐12๒64 55๒๐๓) ซึ่งไม สามารถแลกเปลี่ยนมวลสารและพลังงานกับสิงแวดล้อม ภายนอกได้ และระบบปิด (๐๐5๑๕ 595๒๐๓ ) ซึงไม่สามารถ แลกเปลี่ยนบวลสารกับสิ่งแวดล้อมภายนอกไต้ แต่สายารถ แลกเปอี่ยนพลังงานได้ 6 ที่ผ่านบา มิผู้เสนอว่าเราสาบารถวัดความซับซ้อน ของระบบได้จาก เอนไทรปี (6๐ภ๒๐) ความลีกเชิงตรรก (1๐0สง่อ๕1 ฉ่ชูเท) หรือปริบาณสารสนเทศ (โก[๐๓ลนอก น งไรตี. เศ ๐๐๓๒๒๓!) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังไมมีเครื่อง 4 เวิง ซ่ ซ่ = *. ซี้วัตความขับซ้อนของระบบที่เป็นที่ยอมรับไตยทั่วไป 7 ในวิชาเศรษฐศาสตร์ ยีกฎในทํานองเดียวคันที่เรียก ว่า “กฎของพาเรได้” (9๒๕6๒๐ 1 3ฒ) 1 ตวามซับซ้อน จ1 5 ฯ “ ความถี (ครั้ง/ปี) 90014 + ๑ ๑ 1 งอง 4 (๒ | 000 4 จ ๑ 000 1ง อ-- ณะ แตร - ย า 2 3 ล 5 6 | ขนาดความสันสะเทือน (ริกเตอร์) | สจ ล 1จ5 รูปที่ 2 : กฎยกกําลังในการเกิดแผ่นดินไ 112[071213 11210957121|13|[112[01273 213[2713710 2[|31[1271370 21312137 6 112031312 1|2 3|12 113 2 2 31|11371211 3|11|3[2ไ1 3 | 1 201 0|21211121 [5671271311132 61212 1113 1121[1012[13 112[0 [3713 112][111[13 [3 | 21372 ด 2 13 0 [ร 2 011[1 1|3712 ว 113|2[2713 113|31|203 31270 1 312|1109123 312111012 61213 102 5612131212 013271312712 1131|11[3ไ13 11311[13713 113[11[13[3 310|111บ1 311[ธู[1071 311|2|[111 1 31213 219 2135 2 111601313 312|11|01[2 313110013 3137121012 612|13132712 512[312121 [6512| 5373212 ศึ จ, ณั @ ก ' ก 3 รูปที 3 : แบบจําลองกองทราย ภาพนีแสดงการเกิดการตล่มทลายของกองทรายขนาดเล็กทองหนึ่ง ไดย กบการ เกิดเหตุการณ์จากข้ายไปขวา การถล่มทลายของกองทรายนี้เก็ตจากการที่มีเม็ดทรายหล่นใส่กองทรายตําแหน่งที่มีความลูง 3 หน่วยที่จุตกลางของภาพแรก แล้วทําให้เกิดการถลัมทลายของกองทรายต่อเนื่องไป 7 ครั้ง โดยมีจํานวนเม็ดทรายที่ : โลกทางกายภาพ เกี่ยวข้อง 9 เม็ด (ขนาดของการถล่มหลายคือ 9) 2 ง อ ฮุ จะู- ตัวอย่างแบบจําลองทีมักใช้อธิบายปรากฏ- การณ์ดังกล่าวคือ “แบบจําลองกองทราย” (5ลกส " จ 4 “5 ฏมี๐ ทาอส่อ1) ในรูปที่ 3 ซึ่งสมมติว่า มีกองทราย ง ค 00๐ๆไ็0 เล็กๆ กองหนึ่งอยู่บนโต๊ะรูปร่างสีเหลี่ยมจัดรัส เมื่อ ฯ ไว ส รว ๕ เราโปรยเม็ดทรายเข้าไปในกองทีละเม็ดจากเบื่องบน เค ฐั4 กองทรายนันก็จะค่อยๆ สูงขึ่นเรือยๆ และมีความ สูงแตกต่างกันในแต่ละส่วนของกอง ในตอนแรก การโปรยเม็ดทรายเพิมเข้าไป ยังจะไม่ทําให้เกิด จ ๓ . ง ความเปลี่ยนแปลงมากนัก เซ่น อาจมีการถล่ม ทลายของกองทรายเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีอะไร ๑มี้. 0ล < ง เกิดขีนเลย จนกระทังเมื่อบางส่วนของกองทรายที่ เ% รี " : = ง. ได้รับเม็ดทรายมากกว่าส่วนอื่นมีความสูงเกินกว่า ส จ จ๊ะ4 ขนาดที่มันจะสามารถรับนําหนักไว้ได้ กองทราย ส่วนนันก็จะถล่มทลายลงมา โดยทรายจากการถล่ม เ ๓ เ 4 ค ทลายกระจัดกระจายไปยังส่วนอื่นของกองทรายที่ : ะ 4 - 0 อยู่รอบๆ จุดนัน ซึ่งอาจทําให้ส่วนที่อยู่รอบๆ มี ความสูงเกินกว่าระดับที่มันจะสามารถแบกรับไว้ได้ จึงถล่มทลายและทําให้ทรายกระจายไปอยู่รอบๆ ซะ5 ก นี้ไ ญ่ ๑ "อ ง อีกเป็นเช่นนีไปเรือยๆ ตามแบบจําลองนี การถล่ม ทลายส่วนใหญ่จะจบลงอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ะ ง ว " 4 ในบางครั้งการถล่มทลายครั้งใหญ่ (ลหลไล๓๐๐) ซึง หมายถึงการถล์มทลายเป็นทอดๆ เป็นเวลานานนั้น กิดขึ้นได้เช่นก็า ค ง: อาจเกิดขึนได้เช่นกัน โดยความถี่ของการถล่มทลาย ขนาดต่างๆ จะเป็นไปดตามขนาดของ “กฎยกกําลัง” ส่ สุม ม ดังที่กล่าวถึงข้างต้น เว : ( กองทรายเป็นตัวอย่างของระบบซับซ้อนทีเป็น ” ฆ้ ะบบเปิดที่แสดงการเปลี่ยนสถานะ ในตอนแรก การเพิ่มทรายลงในกองทรายยังไม่ทําให้เกิตการ “ง จู ง พังทลายเนื่องจากกองทรายอยู่ในสถานะที่เป็น ระเบียบ หรือ “สถานะก่อนวิกฤต” (ร0๒-๐๒ณ์๐ลโ ฝุ ว "ล ร 5ใ866) ต่อมาเมือกองทรายมีระดับสูงขึ้นจนเข้าสู่ “สถานะวิกฤต” (๑๓๒๐ล] 5เล166) การเพิ่มเม็ด ทรายเพียงเม็ดเดียวเข้าสู่ระบบอาจทําให้เกิดการ ง, 2. ง, เ= :, ถล่มทลายเกิดขีนอย่างต่อเนื่องได้ อย่างไรก็ตาม คง ว 4 เนื่องจากทรายส่วนหนึ่งอาจจะกระเด็นออกนอกโต๊ะ ไปได้ กองทรายจึงไม่เข้าสู่ “สถานะเกินวิกฤต” อ 4 ๐| ซ่ ล (5แท6 อ๐ฑ์ม์อล1 รใล16) ซึงเป็นสถานะทีการเพิ่ม 6 [ๆ ส สุ๐<= 2 ใ9. 2 เม็ดทรายเข้าสู่ระบบเพียงหนึ่งเม็ดจะทําให้เกิดการ ถล่มทลายต่อเนื่องครั้งใหญ่เสมอ วส่ เด ง การที่เรวาพบหลักฐานว่า เหตุการณ์ในธรรม- ชาติมักแสดงการเปลี่ยนแปลงที่มีความถีในการเกิด รอูษัูณ ร@ ๑ จ 9 5, ร ตามกฎยกกําลังดังที่กล่าวมาแล้วข้างตัน ทําให้นัก - ง ส « - จ, - วิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งสันนิษฐานว่า ระบบธรรมชาติ "ง = เม 4 ท ที่เป็นระบบเปิดมีแนวโน้มที่จะผลักดันตัวเองให้เข้า สู่สถานะวิกฤต (5๐16-๐๕8มณ์2๐๕ ฑ์ต์๐ลไปเข) เซ่น งั ร๑ต่ สลั เดียวกับถองทราย อย่างไรก็ตาม ความเชีอนียังต้อง ร - -ะ # สง๑ฟุ๑!ซี. อาศยการพสูจนทางวท ยาศาสตร์ต่อไปอีก ระบบซับซ้อนแบบปรับตัวและแบบไม่ปรับ ตัว เราอาจแบ่งระบบซับซ้อนตามความสามารถ ในการปรับตัวของมันเข้ากับสิ่งแวดล้อมออกเป็นสอง พวก คือ ระบบซับซ้อนแบบไม่ปรับตัว (๐๐ก016% กอก-ลสลฏน์ฯ6 รหร[อ๐๓) และระบบซับซ้อนแบบ ปรับตัว (๐๐๓๒16% ล@ล[00ง6 595160) ตัวอย่าง ของระบบขับซ้อนแบบไม่ปรับตัวได้แก่ ระบบซับ ซ้อนที่ไม่มีชีวิตทั้งหลวย เช่น กองทรายในระบบ เหล่านี้ ลักษณะผูดบังเกิดจะมีลักษณะคงเติมไม่ เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา หรือการเปลี่ยนแปลงของ สภาพแวดล้อม ส่วนระบบขับซ้อนแบบปรับตัวซึ่งเป็นระบบ ซับข้อนที่ได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์ เป็นอย่างมากนั้น มักเป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมี ชีวิต ตัวอย่างของระบบขับซ้อนแบบปรับตัวได้แก๋ ะบบที่เป็นส่วนประกอบย่อยของสิ่งมีชีวิต เช่น สมอง และระบบภูมิคุ้มกันโรคของร่างกายมนุษย์ ดลอดจนระบบที่มีสิ่งมีชีวิตเป็นองค์ประกอบ เช่น ะบบนิเวศน์ หรือระบบเศรษฐกิจ นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่มีความเชื่อว่า ระบบ ซับซ้อนแบบปรับตัวสามารถปรับตัวได้โดยการ เปลี่ยนแบบแผนของปฏิกิริยาระหว่างส่วนประกอบ ย่อยๆ ของระบบซับซ้อนนัน เช่น สมองมนุษย์ 1 ความซับซ้อน โลกทางกายภาพ สามารถปรับตัวได้จากการเปลี่ยนแบบแผนในการ กระตุ้นหรือยับยั้งซึ่งกันและกันของเซลล์สมอง เป็นต้น การเปลี่ยนแบบแผนของปฏิกิริยาระหว่าง ส่วนประกอบย่อยๆ ของระบบขับข้อนนี้เองที่ ๑ ฆ ส วธการศุกษ เราเข้าใจระบบในธรรมชาติ เช่น ระบบสมอง ระบบจราจร หรือระบบเศรษฐกิจในแง่มุมใหม่ ซึ่งแตกต่างจากเดิมแล้ว มันยังให้แนวทาง (กาอฝ่าอส่ออ2”) ใหม่ในการศึกษาธรรมชาติแก่ เราแทนการจําแนกแจกแจงธรรมชาติออกเป็น ส่วนย่อยๆ อีกด้วย วิธีการในการศึกษาระบบชับซ้อนที่ได้รับ ความนิยมที่สุดวิธีหนึ่งคือ การสังเคราะห์หรือ สร้างระบบซับซ้อนขึ้นจากส่วนประกอบย่อย ๆ ของมัน นัทวิทยาศาสตร์จึงเรียกศาสตร์แห่ง ระบบซับซ้อนว่าเป็น “ศาสตร์เชิงสังเคราะห์” (รทฟ่าอน่6 ร๓อ๓๐๑๐) เพื่อให้เห็นความแตกต่าง จากการศึกษาธรรมซาติแบบจําแนกแจกแจง หรือ “ศาสตร์ในเชิงวิเคราะห์” (ฒชปหย๐ 5ถก๐๐) อันเป็นแนวทางหลักในการศึกษาธรรมชาติ ที่ ผ่านมา เครื่องมือของศาสตร์เชิงสังเคราะห์ใน การศึกษาระบบซับซ้อน โดยเฉพาะระบบชับซ้อน ที่มีสวนประกอบมากมายคือ “การจําลองด้วย คอมพิวเตอร์” (๐๐ลยเอ6 5เทานไลน์อก) ตามแนวทางการศึกษาศาสตร์ในเชิงสัง- เคราะห์นี้ ความหมายของ “ค่าอธิบาย” (6%ฝล- ตอน่อต) ของข้อสันนิษฐาน (๒90๐ฝา๐515) หรือ ทฤษฎี (มั๐๓ ) หนึ่งๆ จะแตกต่างจากค่าอธิบาย ในการศึกษาศาสตร์เชิงวิเคราะห์ กล่าวคือ ในการ นอกจากการศึกษาระบบซับซ้อนจะทําให้ ทําให้พฤติกรรมหรือลักษณะผุดบังเกิดของระบบ 9 เล *: ๓ จ ซับซ้อนนันเปลี่ยนไป ความสามารถในการปรับตัว ซั ท 4ง อ = นีเองทีทําให้สิงมีชีวิตต่างๆ สามารถอยู่รอดในสิง ส ”: เ แวดล้อมทิมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้ ะบบซับซ้อน ศึกษาศาสตร์เชิงวิเคราะห์ เราจะกล่าวว่า ข้อ สันนิษฐานหรือทฤษฎีหนึ่งๆ สามารถ “อธิบาย” ระบบในธรรมซาติได้ก็ต่อเมื่อเราสามารถแยก ระบบนั้นออกเป็นส่วนย่อย ๆแล้ว ใช้ทฤษฎีที่เป็น ที่ยอมรับกันในขณะนั้นอธิบายส่วนย่อยๆ ต่อไป ส่วนไนการศึกษาศาสตร์เชิงสังเคราะห์ เราจะ กล่าวว่า ข้อสันนิษฐานหรือทฤษฎีหนึ่ง สามารถ “อธิบาย” ระบบในธรรมชาติได้กีต่อเมื่อเราสามารถ “สังเดราะห์” ระบบซับซ้อนที่ต้องการศึกษาจาก ข้อสันนิษฐานหรือท ฤษฎีนั้น หรือเมื่อข้อสันนิษ- ฐานหรือทฤษฎีนั้นเพียงพอ (ร๒ปีก๐1๐1) ในการ สังเคราะห์ระบบขับซ้อน นั้นเอง ยกตัวอย่างเช่น การบินเป็นฝูงของนกโดย ไม่มีการสังการจากนกตัวใตตัวหนึ่ง สามารถ อธิบายได้จากข้อสันนิษฐานที่ว่า นกแต่ละตัวบิน ดามกฎง่ายๆ 3 ข้อนี้คือ ๑ ให้นกแต่ละตัวพยายามรักษาระยะห่าง ขั้นต่าคําหนึ่งกับนกตัวอื่นๆ และสิ่งกีด ขวางไว้ ๑ ให้นกแต่ละตัวพยายามบินด้วยความ เร็วที่ใกล้เคียงกับนกตัวยื่นที่อยู่ข้างๆ ๑ ให้นกแต่ละตัวพยายามบินไปสู่จุดศูนย์ กลางมวล (๐๐๐ ๐6 เทล55) ของกลุ่ม นกที่อยู่ข้างๆ เมื่อใช้แบบคอมพิวเตอร์จําลองการบินของ นถตามกฎการบิน 3 ข้อนี้ เราจะพบว่า การบิน เป็นฝูงเป็นสิ่งที่ผุดบังเกิดขึ้นเอง นอกจากนี้ การ บินเป็นฝูงดังกล่าวยังมีความยืดหยุ่นต่อสภาพ แวดล้อมเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือ ฝูงนกสามารถ หลบหลีกสิ่งกีดขวางได้โดยแยก ออกเป็นฝูงย่อยๆ ก่อนที่ จะกลับมารวมเข้าด้วย กันใหม่ และสามารถ กลับมาบินรวมกัน เป็นฝูงได้อีกเมื่อเกิด ลมพายุ เป็นต้น ส่วนการเกิดรถติด โด โดยไม่มีสิ่งกีตขวางใน ถนนนั้น สามารถสังเคราะห์ ได้จากกฎในการขับรถง่ายๆ ตัง ต่อไปนี้คือ ๑ รถแต่ละคันมีความเร็วสูงสุดและ ตําสุดแตกต่างกัน ๑ รถแต่ละคันจะเร่งความเร็วขึ้นเมื่อห่าง จากคันที่อยู่ข้างหน้ามาก ๑ รถแต่ละคันจะชะดอความเร็วลงเมื่อเข้า ใกล้รถคันหน้า ในการจําลองด้วยคอมพิวเตอร์ พบว่า ในช่วง แรก ความเร็วไนการไหลเวียนของการจราจร (แอนธแทน() ซึ่งหมายถึงปริมาณรถที่วิ่งผ่าน จุดๆ หนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง จะแปรโดยตรงกับความ หนาแน่นของจํานวนรถในถนน อย่างไรก็ตาม เมื่อความหนาแน่นของรถในถนนเพิ่มชื้นเรื่อยๆ จนถึงค่าหนึ่งซึ่งเป็น “คําวิกฤต” (๐ณ์ษ์๐๕] หลโถ๐) การจราจรก็จะเงิ่มติดขัด เมื่อการจราจรเริ่มติดขัด ความเร็วโนการไหลเวียนของการจราจรก็จะไม่ แปร โดยตรงกับความหนาแน่นของจํานวนรถใน ถนนอีกต่อไป นั่นคือ ระบบมีการเปลี่ยนสถานะ า ส๓ ล .- ส่วนในกรณีของเมืองที่มีคนหลายเชือชาติ พบว่า เราสามารถสังเคราะห์การกระจุกตัวในการ ตั้งถิ่นฐานของคนผิวสีค่างๆ กันได้โดยกฎง่ายๆ คือ เว % , “ รารจป: 4 ๑ ถาพบวา เพอนบานของตนอยางนอยครง 4 =| ๓๑.ซี เ เจ เจด หนึ่งเป็นคนผิวสิเดียวกันแล้ว ไม่ต้องย้าย บ้าน “ ซ่ ฒ = ๑ ถ้าพบว่า เพื่อนบ้านของดนเกิน ง๑24 สุฯๆ งล กว่าครึงหนึงเป็นคน ตดตางส ผิวแล้ว ให้ย้ายบ้าน ”. " ทีสุดทิมี ” -. เพื่อนบ้าน อย่างน้อย 4 4 ครึงหนึ่ง เป็นคนผิว สีเดียวกัน จากกฎ ข้างตันจะเห็น ว่า ชาวเมืองนี้ไม่ ง ร - = 9 ใช้คนทีเหยียดผิวมากนัก กล่าวคือ คนแต่ละสีผิวมีความอดทนในการยอยู่ น เ ง =๑ = - ส ร่วมกับเพื่อนบ้านต่างสีผิวถึงเกือบครึ่งหนึ่ง อย่างไรก็ตวม จากการจําลองด้วยคอมพิวเตอร์ การกระจุกตัวในถารตังถินฐานตามสีผิว ก็สามารถ «= = ส เ « ใ , ” ผุดบังเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว จนในที่สุด คนทีสึ ผิวต่างกันแทบจะอยู่แยกจากกันโดยสินเชิง ส่วนการสังเคราะห์สมอง หรือระบบเศรษฐกิจ เด ล = ช้ 8ฝ ด้วยวิธีการในลักษณะเดียวกันนัน ยังเป็นสิงที่ ยากเกินไปในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม นักวิทยา- ศาสตร์ก็สามารถสังเคราะห์ลักษณะผุดบังเกิด - น. ม/ ล/ ฒ บางประการของระบบดังกล่าวได้บ้างแล้ว ดังที จะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไป ไปสู่ที่ว่างที่ใกล้ ความซับซ้อน แนวความคิดเรืองระบบซับซ้อน =@๓ซี่ - จ่ เจ แนวความคิดเรืองระบบขับซ้อนเกียวข้อง กับศาสตร์ต่างๆ มากมายหลายสาขาในลักษณะ | ของสหวิทยาการ (เกเอก๕5๑๐๒]แนมฯ 5๕) ใน โลกทางกายภาพ ด้านหนึ่ง การวิจัยในสาขาด่างๆ ในอดีต ทําให้ เกิดแนวความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับระบบซับซ้อน เช่น การผุดบังเกิด หรือการป้อนกลับแบบบวก และแบบลบ ในทางกลับกัน การวิจัยเรื่องระบบ ซับซ้อนได้เริ่มให้แนวความคิดไหม่ๆ โนการศึกษา ศาสตร์สาขาต่างๆ ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแนวความคิดเรื่องระบบซับซ้อนคาบ เกียวกับศาสตร์ต่างๆ มากมายหลายสาชา จึงเป็น ไปไม่ได้ที่จะกล่าวถึงความเกี่ยวข้องของมันกับ ศาสตร์สาขาต่างๆ ทั้งหมด ในหัวข้อนี้ผู้เขียนจะ ขอยกตัวอย่างของแนวความคิดเรื่องระบบซับ ซ้อนกับศาสตร์บางสาขาเท่านั้น การก่อตัวของแบบแผนในวัสดุ ในวิชาฟิกส์ว่าด้วยสมบัติของสารการก่อตัว ของแบบแผน (๒ลแอก (๐กหลถ่อก) ในวัสดุ เช่น การที่เหล็กหรือโลหะอื่นในกลุ่มทรานสิชัน (พลต51นอก ยอนท๒) ในสภาวะที่อุณหภูมิไม่ สูงเกินโปสามารถแสดงความเป็นแม่เหล็กออก มาได้เอง (50๐๓เลก๐0า05 เลอถอ๐นิขลน์อก) โดย ไม่จําเป็นต้องได้รับการเหนี่ยวนําจากภายนอก เป็นปรากฏการณ์ที่ได้รับความสนใจจากนัก ฟิสิกส์เป็นอย่างมาก ความเป็นแม่เหล็กของก้อนโลหะเหล่านี้ เกิด จากความเป็นแม่เหล็กของส่วนประกอบย่อยๆ ของมันที่เรียกว่า “ไดโพล” (สั๐1๐) หรือ “สปิน” (5๒1๓) โดยปรถกดิ ไดโพลหนึ่งๆ สามารถมี สถานะทางแม่เหล็กได้ด่างๆ ก้น เช่นอาจมี ด| “๓็=, ๊๊ ร , สถานะเป็นแม่เหล็กที่ขีขึ้น หรือซีลง หากความ ๕| ง งซัม เป็นแม่เหล็กของไดโพลเหล่านีหักล้างกันเองไป 1ว เล , : จนหมด ก้อนโลหะนันก็จะไม่แสดงความเป็นแม่ เหล็กออกมา นอกจากจะได้รับการเหนี่ยวนําจาก “ว - 2. ซ่. สนามแม่เหล็กภายนอกซึ่งจะทําให้ไดโพลในทั้ง หลายจัดเรียงตัวกันตามสนามแม่เหล็กภายนอก อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี แม้ว่าจะไม่มีการ ซ่ ๑ ด». - ซ์ บ. เหนียวนําจากภายนอก นักฟิสิกส์ก็พบว่าก้อน โลหะนั้นอาจแสดงความเป็นแม่เหล็กออกมาได้ " ข่, : . จากการก่อตัวขึนของกลุ่มไดโพลในตําแหน่งใกล้ * ซีค เคียงกันขืนเป็น “โดเมนแม่เหล็ก” (ร์๐๓๐สา3ย - : ” - ซ่ ถอยผ์๐ ง่อเณเถ) ซึงหมายถึง บริเวณในสารที ไดโพลทั้งหลายต่างเรียงตัวในทิศทางเดียวกัน นันเอง แบบจําลองไอซิง ([5[๒8๕ ๐๕๐1) เป็นแบบ ฬ. ซ้ - " จําลองพื้นฐานที่พยายามอธิบายปรากฏการณ์ ง - ๒: 2 0 ดังกล่าวในรูปแบบที่ง่ายที่สุด แบบจําลองตัง กล่าวสมมติว่า ทิศทางแม่เหล็กของไดโพลมีสอง = ง เร2 =- '= ทีศ โดยไดโพลทีอยู่ไกล้กันสามารถมีอันตรกริยา -: ซ่ 9. คัขี้ไ: = = ระหว่างกัน เหนี่ยวนํากันให้ซีไปในทิศทางเดียว ก้นได้ เนื่องจวกการซี้ไปในทิศทางเดียวกันจะลด พลังงานภายในระบบให้ดําลง (๑๓๐8 ๓พัญ์ - ะ. " ๑2.ช้ ง หณ์7อย่อก) การเกิดขึ้นของโดเมนแม่เหล็กใน ลักษณะดังกล่าวทําให้ผลรวมของสนามแม่เหล็ก ในก้อนโลหะนั่นไม่เป็นศูนย์ หรือทําให้ก้อนสาร นั้นกลายเป็นแท่งแม่เหล็กอ่อนๆ นั้นเอง" 9 6เ๓๒๐ (ต์, “ปิชน์๕๕ ฉกส ไจรอตตือะ เท 1หอส๐ , ๐๓)ลทณ์ท (2ฉกทนทพูร, 1984. 132 เจลย รูปที่ 4 : กฎในการจําลองการสรั : การเกิตปฏิกริยาเคมีสามารถแทนได้ด้วยกฎ 3 ข้อต่อไปนี้ | 1. กทรเกิดโมเลกุลชนิดที่สอง : ต%+0+0 - @ ) (สารชนิดแรกสองไมเดกุลลามารถจับตัวกันเป็นสารขนิดที่สองได้ หากมีแคตะลิสด์ช่วยกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยา) 2. การจับตัวกันเป็นสาย: | @+@ -» @-๒ ! @--@๑+@ -> @.๑.๑9 จ | เ= ซ่. = (สารชนิดที่สองสามารถเชื่อมต่อกันเป็นสาย ซึ่งบีความยาวไม่จํากัดได้) 1 3. การแยกสลาย: ' @ ->๐+๐ | (โมเดกุลชองสารชนิดที่ของฮามารถย่อยสลายกลับมาเป็นโบเลกุลของสารชนิดแรกได้) ร ม ส่วา ท ั นอกจากนิ โมเลกุลทั้งหลายยังสามารถเคลื่อนที่ไปมาได้ตามกฎดังค่อไปนี้ | จ*. 0 สามารถเคลื่อนที่ไปยังที่ว่างได้ นต่จะไม่สามารถเคลื่อนที่ไปยังตําแหน่งที่มีโมเลกุล อื่นอยู่ได้ | 5. ๑%และ@) สามารถเคลื่อนที่ไปแทนที่ 0 ได้ โดยคันให้ 0 ไปอยู่ที่ว่างที่ถัดจากดําแหน่ง | เดิม นอกจากนี้ ต ยังสามารถแทนที่ @) ได้ในลักษณะเดียวกัน 6., %% และ (6) สามารถสลับที่กับ 0 ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง และ @) สามารถเคลื่อนที่ ผ่าน 0 ได้ 7. เฉพาะ 0 เท่านั้น ที่สามารถผ่านสายของ (9 ไปยังดําแหน่งที่ว่างทางด้านหลังได้ กฎ ข้อนี้เป็นการจําลองการที่ผนังเซลล์ (๐๐0] ทนา5062๓๐) อนุญาตให้สารบางประเภท เท่านั้น ผ่านไปได้ (ร๑๓พ -๒๑เหไล๒1อ) 8. @ ที่ต้อกันเป็นสายไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ กําเนิตของเซลล์ชีวิต ว่า “เซลผูตาร์ ออโตเมดอน” (๐๐012: ลน0คารเอต) ในช่วงดันของทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นช่วงเววา จําลองการเกิดขึ้นของการสร้างตัวเอง (ล20100016- 3 ที่ทฤษฎีระบบขับซ้อนเพิ่งก่อตัวขึ้น ฟรานซิสโก 15) ของเชลล์สิ่งมีชีวิตจากโมเลกุลที่มีอยู่ตามธรรม- % วาเรลา (เต๐โธ๐๐ “ระไล) และคณะ ประสบ ซาติ ซึ่งถือว่าเป็นลิ่งที่ไม่มีชีวิต นั่นคือเขาสามารถ ความสําเร็จในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เรียก แลสดงให้เห็นว่าชีวิตสามารถผุดบังเกิดขึ้นจากสิ อ 133 ธะ เว ๓ เว ญ่ = เว ๕ ะ เรๆ ๕ ซี ไม่มีชีวิต ได้อย่างไร องค์ประกอบในเซลลดูลาร์ ออโดเมดอนที่วาเรดา และคณะใช้ประกอบไปด้วยตัวเร่งปฏิกิริยา (๐ม๑- ไข50) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยกระตดุ้นการเกิดปฏิกิริยา เคมี และโมเลกุลของสารเคมีอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเคลื่อน ไหวไปมาอย่างสุ่ม โมเลกุลชนิดนี้สามารถจับตัว กันเกิดเป็นโมเลกุลอีกชนิดหนึ่งขึ้นมาได้ นอกจาก นี้โมเลกุลที่เกิดขึ้นมาใหม่นี้ยังสามารถต่อเข้าด้วย กันเป็นสายยาว (ในมั๓) ใต้ รูปที่ 4 แสดงกฎที่วาเรลาและคณะใช้ในการ จําลองการเกิดขึ้นของการสร้างตัวเอง ในภาพ ตัวเร่งปฏิกิริยาเคมี ถูกแสดงด้วยเครื่องหมาย ” ส่วนโมเลกุลของสารชนิดแรกซึ่งมือยู่มากมายถูก แสดงด้วย 0 ส่วนโมเลกุลซนิดที่สอง ซึ่งเกิดจาก โมเลกุลชนิดแรก ถูกแสดงด้วย 2 ในระบบนี้ ในการทดลองของวาเรลา โมเอกุลหนึ่งๆ จะ สามารถเคลื่อนที่ไปมา หรือมีปฏิกิริยากับโมเลกุล อื่นได้ตามกฎดังกลาวข้างคัน ในกรณีที่โมเฉกุล สามารถเคลื่อนที่หรือทําปฏิกริยากับโมเลกุลอื่นดาม กฎหลายข้อได้ในเวลาเดียวกัน กฎในการเคลื่อนที่ หรือทําปฏิกิริยานั้น จะถูกคัดเลือกแบบสุ่มตาม ความน่าจะเป็น ([๐5๑5ปรเข) ของกฎแต่ละข้อที่ กําหนดไว้ในการทดลอง - ะ 4 รูปที 5 แสดงผลการทดลองครั้งหนึ่ง จากการ ร ะ 4 ะ ๕ = ทคลองซําหลายๆ ครั้ง ซึ่งในครั้งนี้ เซลล์ของสิ่งมี - ม ๑ ๕ “จง ชีวิตสามารถผุดบังเกิดขึ้นมาจากโมเลกุลของสิ่ง 'ไมมีชีวิตได้ การเกิดเซลล์ของสิ่งมีชีวิดในการทดลอง คังกล่าว มีขันตอนดังนี เว -. 4 . = 1. ในขั้นตอนที่ 1 ซึ่งเป็นสภาวะตั้งต้น สิ่งแวด ล้อมในบริเวณนั้นเต็มไปด้วย 0 ในทุก คําแหน่ง ยกเว้นตําแหน่งเดียวทีมี % อยู่ ะ. ”. 9. 2. ในขันตอนที่ 2 โมเลกุล @) จํานวนมากถูก “พ ล สร้างขึ่นจาก 0 โดยการกระตุ้นของ %% ดาม ๒ 4 ฟั” ย ง [ร ซั กฎข้อที่ 1 ผู้อํานควรสังเกตว่า ในขันตอนนี่ 3» ได้เกิดทีว่างขี้นบากมาย จากการทจานวน โมเลกุลของ 0 ลตอง อ ส - 3. ในขันดอนที่ 3 โมเลกุล 2: ถูกสร้างขึนเพิ่ม ๑ - -: เติมและเริมต่อกันเป็นสาย ตามกฎขซ้อที 2 จ. -. - 4. ในขั้นตอนที่ 4-5 โมเลกุล :” และ สาย เจ ล = ของมันเพ็มขินเรือยๆ ตามเวลาไนการเกิด ปฏิกิริยา 5. ในขั้นตอนสุดท้วยสายของ 2 เร็บต่อกัน 1จ เจ เณ เป็นวงคล้ายผนังเซลล์ ผนังเหล่านีมีคุณ- สมบัติที่โมเดกุล 0 สามารถผ่านเข้าออกได้ แต่ ** ไม่สามารถผ่านเข้าออกได้ ตามกฎ ๒ 4 หอ เพ ข้อที่ ? นอกจากนี จะเห็นว่าในผนังดังกล่าวมี - จํานวน 1 โมเลกุล และ 0 จํานวน 3 โมเลกุลอยู่ภายใน สิ่งที่นําสนใจก็คือ ในหลายครั้งของการทดออง ผนังที่เกิดขึ้นเป็นวงดังกอ่าวสามารถคงตัวอยู่ได้ อย่างมีเสถียรภาพ โดยผนังบางส่วนอาจถูกย่อย สลายไป ดามกฎข้อที่ 3 พร้อมกับการเกิดผนังใหม่ ขึ้นมาทดแทน เสถียรภาพของผนังเซตล์จําลองนี้ จึงเป็นเสถียรภาพที่ไม่หยุดนิ่ง แด่มีการ “ดาย” และ “เกิด” ทดแทนกันดลอดเวลา ตราบเท่าที่อัตรา การย่อยสลายยังไม่เร็วไปกว่าการเกิดขึ้นทดแทน การทดลองของวาเรลาจึงแสดงให้เราเห็น ว่า ส่วน ประกอบของสิ่งมีชีวิต เซ่น ผนังเซลล์สามารถ “ผุด บังเกิด” ขึ้นจากปฏิกริยาเคมีระหว่างโมเอกุลที่ เป็นสิ่งไม่มีชีวิตและสามารถคงต้วอยู่ได้อย่างมี เสถียรภาพ สังคมศาสตร์เชิงสังเคราะห์ ในหนังสือ “0ธ0*กักฐ /นบ่ฏิตม] 5001๐ย่อง”” โจชัว เอ็ปสไดน์ (705บ5หล 5051๐1 ) และโรเบิร์ต 91๐๑หล โอ๒งท ล๓4 โร๑๒๐1 ๒11 “ผิกอจหัทธ์ ต”. โย โกงดไว้ทรร โทรย์เธ์อด โท๐ร5 จกศ์ เท๐ ใต้1ว โิ๐66๕5. 1996 ” : ทอกณฑ์6เ@ [ว| -- ว ฆ๐๑๐ขุ2ว2๐52 6๐๐เว ๐6๐๑6๐2๕๐2 2ว| < 1522๐ 2 เขอไลโอ ๑๐ . จ -- ๕ .ซชวา2ิ55ั55ะ565 5๐ ๐ ๐๑(๐ ๐52 5 2 2๐|๐ |๓๑๓๐ ๓2|:< ว เซี , -ฯ9 รี 1๑๐ ๐(| ๐ ว| 69 ร|๐ อ๐ ๐9อ๐ว9๑๐๑5๐๑๐๑๐๑๐ ๐ ๐งเ๐เ|เ๐ ว|เ ๐๑1 ๑(5 อ(๕|วเรเล วน ว ร ๐ ๐(๐ ๐|๐(๐ ๐(๐(๐ ๐ ๐ : ๐|๐(๐|๐ ๐(๐ 4 ๐|๑ นว " ซ= ๐ ๐ ๐ ๐(๐|๐|๐ ๐(๐ ๐|๐ ๐|๐ ๐| ๐ ๐| + งเ๑|๐ เซี่ -เ รี ๐| ๐| « ผี ๐|๐|๐(๐ ๐ < ! 1! ๐|๐ ๐(๐ ๐ + | «๕ ๐|๐|๐ เว็ว เวอ 5 วเณ ห ๐๑|๐เ6๐เ(๐ ๐(๐(๐ ๐|(๐ ๐ ๐ ๐ 4 . ๐|๐(๐ 8 8 ว ธงสี 5 2 เว +| ๐0 | ๑<- ๐|๐(๐(๐ ๐ ณีนนน๑ ๐(๐|๐ 5 “8 ๒ ว ต 4 3 เว ๐ ๐(| ๐(| ๐(๐ ร(อ(อ๐|๐(|๐ ๐| ๐๑| ๐| ๐ ๐|๐(๐|๐|๐|๐ ๐| ๐๑| ๐๑เ๐(๐(๐ ๐(๐|๐ >586 =) 2 ๕4 7 ๕ -: ๐๑| ๐| ๑(|! ๑เอเร๑เอเรเอเอ๐ ๐| ๐ ๐(๐(ว(รเรเรเวเช ๐๑เอ๐เอ๑5๐5( ๐ 92เอ|๐ เอ เว 1# อ ” 3 เวว ง% ๐|เ๐เรเช รธ ๐๒๒๐๒๐๒๐๒๐ ๐ว ว๑9๐๐ ๐๐ ๒๐๐๐๐ ๐ ๐|อ๑ ๑๐(๐| ๐ ๑๐ ๐๐6๐ < ร ๐| ๐ ๐ ๐ ๐ ๐๒๐๒๐ ๒๐๒ ๐ว|เอวเอ๐๐๐ ๐ ๐ ๐ ๒๐๒๐ ๐๐ ๐5๐56 9 5259๐๐56 6๐6 ๐|๐|๐ ๐ ๒๐|๐ ๐ |๐ |๐ (๐ ๐|๐|๐|๐|๐|๐|!๐!๐ ๐ ๐| ๐( ๐( ๐|( ๐(๐(๐(๐|๐ ๐เ|๐|๐ ๒๐|๐|๐ ๐ ๒๐ ๒๐ ๐ ๐(๐(ห | |๓๕ ๐ ๒๐๒๐ ๐ ๐ ๑๕4 ๐|๐ ๐|๐|๐|๐|๐ ๐ ๒๐ ๐ ๒๐ ๒๐ วเอเษุ' ๐|ร๑ ๐เ๐ ๐ ๐ “จ |อ๐(๐ ๐ เซ ว 5 ๐|๐|๐|๐ ๐ 8 |๐ |๑ |๐ |๐ ๐[ค1 [6 4 ๐|๐(๐(|๐ ๐(|'%# ๐|๑๐เ(๑๐ 5ซี ฐ์ ๐|๐ ๐|๐|๐|๐ ๐ |๐๒ ๐ ๐ ๐|๐ +.(๐|๐|๐|๐ ๐ ๐(4 ๐ ๐๐ 2 ๐(๐ ๐|๐๑ ๐|๐ (๐ ๒ ๐ ๒๐ ๐(๐ +=-=-- |๐ ๐|๐ ๐ เดีย) หส,|๐|๐|๐ ๐|๐|๐(๐ ๒๐|๐ ๐ ๒๐ (๒ (๒ ๐|+!(6!๐|๐|๐|๐|๐|๐ ๒๐ ๒๐ ๐ ๐|๐|๐(๐|๐ ๐|๐(๐| ๐| ๐| ๐ ๐|๐ ๒๐ ๒ ๐| ๐(๑๐๑(๐๑ ๐ ๐|๐ ๐ ๐เ๐ ๐ ๐|๐ ๐| ๐เ(๐ ( 8) โตกทางภายภาพ 4%. รูปพี่ ๑: ฉินแลนนําหาล จากภาพลื่น| 5นาค 50 หน้วย « 50 หนวย คอ “ฉินแดนนําฉาล” ซ๊ จิแดงคือสิงมีชีวิจซิ่งกระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่ฉังกล่าว พื้นที ลิเหลือง คือบริเวณที่มีนําตาล โดยส่วนที่เป็นสีเหลืองเข้ม หมายถึงบริเวณที่อีน้้าตาลหนาแน่นมาก แอกซูเทล (@ณ๒ 431อ0) ได้ทดลองสร้างระบบ สังคมจําลอง (มฑิดล] ร๑๐๒เง) ทีเขาเรียกว่า “ดินแดนน้าตาล” (9แฮมจ๐ธุ๐) ดังรูปที่ 6 ใน “ดินแดนน้าตาล” น้าดาลได้กระจายด้วอยู่ อย่างไม่สม่าเสมอในพื้นที่รูปสี่เหลี่ยมจัดรัสชนาด 50 % 50 ช่อง ตามความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ นําดาลเหล่านี้เป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่ อาศัยอยู่ในคินแดนดังกล่าว สิ่งมีชีวิตนี้แต่ละตัวมี ความแคกต่างกันเช่นมีสายตาสั้นหรือยาวไม่เท่ากัน และมีอัดราการเผาผลาญน้้าตาล (๒๐1ล0ไ15กน กม๐) แดกล่างกันเป็นตัน สิ่งมีชีวิตเหล่านี้สามารถ เคลื่อนที่ไปมาในช่องต่างๆ ได้ ตามกฎการเคลื่อน ที่ง่ายๆ เช่น ๑ มองไปรอบๆ ดําแหน่งที่อยู่ปัจจุบัน ไปทั้งสิ่ ทิศให้สุดระยะทางที่มองเห็นได้ ตามขีดจํากัดของ สายตา หาตําแหน่งที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตตัวอื่นอาศัยอยู่ ซึ่งมีน้้าตาลอยู่มากที่สุด ไปที่นั้นแล้วกินหรือเก็บ น้าตาลเสียให้หมด 9. = 1 จ 9 ในทํานองเดียวกัน พื้นที่ในแดนน้าดาลแต่ละ ช่องก็มีกฎในการเปลี่ยนแปลงไปตามกฎง่ายๆ เช่น « ภายหลังถูกสิ่งบิชิวิตเก็บไป ให้นําตาองอก ๑ : , ฆ - จง ซึ่ ส - กลับมาใหม่ ด้วยอัตราเร็วคงที่คําหนึ่ง ซึ่งขีนกับ สภาพอากาตในฤดูนัน จนมากเต็มที่ดามระดับความ ะค ' “ล อุดมลมบูรณ์ของพืนที่ที่ดําแหน่งนั่น หรือ กฎการเปลี่ยนฤดูกาล ๑ ฤดูหนาวและฤดูร้อนในแต่ละพื้นที่จะเกิด ขึ้นสลับกันไปมา โดยแค่ละฤดูจะมีระยะเวลานาน คําหนึ่ง ในฤดูร้อน การงอกกลับมาของน้้าดาลจะสูง กว่าในฤดูหนาวด้วยคําคําหนึ่ง เมื่อนักวิจัยทั้งตองคนทดลองจําลองการเกิด ฤดูกาธในแตนน้ําตาลตามกฎดังกล่าวช้างต้น เซา พบว่าปรากฏการณ์ที่น่าสนใจหลายอย่างได้ผุด บังเกิดขึ้น เช่น เมื่อมีการเบลี่ยนฤดู สิ่งมีชีวิตจะ พากันอพยพจากพื้นที่เขตหนาวไปยังพื้นที่เขตร้อน ซึ่งอุดมสมบูรณ์กว่า และจะอพยพกลับมาที่เดิมอีก ครั้งเมื่อพื้นที่นั้นกลายเป็นฤดูร้อน คล้ายกับการ อพยพของฝูงนก ที่กล่าวว่าการอพยพชองฝูงสิ่งมี ชิวิตดังกล่าวเป็นการ “ผุดบังเกิด” ของระบบก็เนื่อง จากมันเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ จากการอพยพของสิ่งมีชีวิตแต่ละตัว โดยไม่มีการ นัดหมายกัน หรือไม่มีการออกคําสั่งจากสิ่งมีชีวิค ตัวใดตัวหนึ่ง ที่นําสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ สิ่งมื ชีวิตบางตัวที่มีสายดาสั้นและมีอัตราการเผาผลาญ น้้าตาลคํา สามารถอยู่ในเขคหนาวได้ โดยไม่จําเป็น ต้องอพยพไปใหน แต่ใช้วิธี -จําคศีล” (ใน้๒๐๓มห๐) อยู่เฉยๆ เพื่อรอการกลับมาของฤดูร้อน ในการทดลองอีกครั้งหนึ่ง เอ็ปสไตน์และ แอกซ์เทลได้ทดลองเพิ่ม “เครื่องเทศ” ซึ่งเป็นอาหาร อีกอย่างหนึ่งเข้าไปในระบบ โดยกําหนดให้ลิ่งมีชีวิต มีความจําเป็นที่จะต้องบริโภคทั้งนําตาลและเครื่อง เทศ และอนุญาตให้ลิ่งมีชีวิตสามารถเหล่านี้แลก เปลี่ยนอาหารทั้งสองซนิตระหว่างกันได้ หากมื อาหารชนิดโตชนิดหนึ่งมากเกินไป และอีกซนิด ส ล ง. จอดไจซี้ หนึ่งน้อยเกินไป ตามกฎง่ายๆ ดังต่อไปนี่ ๑ จงมองไปรอบๆ ซ่องที่อยู่ปัจจุบัน หากพบ 0ฮ0ไ(1 ป ร: สิงมีชีวิตตัวอิ่นที่อยู่ข้างๆ ที่มีความต้องการนําตาล ” ฏุ เว ะ หรือเครื่องเทศแตกต่างจากตน จงแลกเปลี่ยนนําตาล สี่ จามเค ซ่ 3ว หรือเครื่องเทศส่วนเกินของตนเอง เพื่อให้ได้นําตาล ซ่ ซี่ ซ่ หรือเครื่องเทศที่ดนกําลังขาดแคลน ซั่งสี #= สิงทีเขาพบก็คือ “ตลาด” (ณลณ๐6เ) ของ สังคมบูรพกาล ("ทัณ์ณัฯ๐ 509๓๐๒ ) ได้ผุดบังเกิด ฮั, เธ จจล้- จ ว ขึน ในดินแดนแห่งนําตาลและเครื่องเทศดังกล่าว ” เว ข่ ง ๆ 9 = โดยการแลกเปลี่ยนอาหารทั้งสอง ได้ทําให้เกิด อัตราแลกเปลี่ยน (๐%๐ก๑๓๒๐ เณ๐) ระหว่างสินค้า เว 2 4 = เด ทั้งสองชนิด ซึงเราอาจเรียกได้ว่าเป็น ”ราคา” ห ร "1 " เส ณะ (อณ์๐๐) ของอาหารชนิดหนึ่ง เมือใช้สินค้าอีกชนิด ค = = 3 3 ง ลป- หนึ่งเป็นเงิน โดยราคาท็เกิดขิ่นนีจะค่อยๆ อู่เข้าหว (๑อกห6๕๐) ราคาตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ดังรูป ว ส4 จ 024 เด ” ที 7 ซึงนับว่าเป็นการค้นพบทีน่าสนใจมาก การประยุกต์ใช้ในทางเศรษฐศาสตร์ อันที่จริงแล้ว ในวิชาเศรษฐศาสตร์มีแนว ความคิดที่สอดคล้องกับเรื่อง “การผุดบังเกิด” อยู่ ไม่น้อย ผู้ที่เคยศึกษาเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นคงจะ คุ้นเคยถับแนวความคิดเรื่อง “มือที่มองไม่เห็น” (เท๐ ไทหไร1โอ16 ทอด4) ของ อดัม สมิธ (ค#เส่อท 8กญ์ฝ่า) สาระสําคัญของแนวความคิดนี้ก็คือ ใน ระบบตลาดที่แข่งขันเสรี ซึ่งผู้ที่เข้ารวมในการซื้อ หรือขายสินค้าแต่ละคน พยายามทํากําไรของตน จากการซื้อขายให้มากที่สุด (ยี! ทะมต์ทน์7ลน่อก) นั้น จะมีผลให้เกิดระบบตลาดที่มีประสิทธิภาพ ซึ่ง หมายความว่า ตลาดจะจัดสรรทรัพยากรให้เกิด ประโยชน์รวมสูงสุดแก่ผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดนั้น ทั้งที่ไม่ได้มีใครคอยวางแผนว่าให้ไครซื้อหรือขาย สินค้าชนิดไหนในปริมาณหรือราคาเท่าไรเลย นั้นคือ ระบบตลาดที่มีประสิทธิภาพ (๐[1๐1๐๓1 กม๐1) ใหฉกก โธทกล 20 1.5” . เล 0.7” แมร นเก่าทับ : 1 ความซับซ้อน ผุดบังเกิดขึ้นจากพฤติกรรมแบบเห็นแก่ตัวของผู้ ซื้อและผู้ขายแต่ละคนนั้นเอง ในวิชาทฤษฎีเกมส์ (อม๒๐ ปฝ่า๐0๐9) ปัญหา “ความหนักใจของนักโทษ” (ถ่50ก057 ๕๐ตหาล) เป็นปัญหาที่เป็นที่รู้จักกันดีปัญหาหนึ่ง ในปัญหานี้ นักโทษสองคน ซึ่ง สมรู้ร่วมคิดกันในการก่ออาชญา- กรรมถูกจับได้ โดยถูกขังในห้องขังคนละห้องและ ถูกดํารวจสอบปากคําแยกจากกัน ความหนักใจของ นักโทษแต่ละคนเกิดขึ้นจากทางเลือกที่มีอยู่สองทาง คือ จะยอมให้การตามจริงหรือจะปากแข็งปฏิเสธ คํากล่าวหา ในกรณีที่ทั้งคู่ปากแข็งปฏิเสธข้อกล่าว หา ตํารวจจะไม่สามารถเอาผิดกับทั้งคู่ได้ เนื่องจาก ไม่มีหลักฐานอื่น อย่างไรก็ตาม ดํารวจได้เสนอ เงื่อนไขว่า หากมีนักโทษให้การสารภาพหนึ่งคน นักโทษคนนั้นจะได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ ส่วน คนที่ปากแข็งจะถูกลงโทษหนักขึ้น ปัญหาก็คือ หากนักโทษทั้งสองคนตัดสินใจหักหลังเพื่อนโดยให้ การสารภาพทั้งคู่ เขาทั้งสองก็จะถูกลงโทษ ใน สถานการณ์ดังกล่าว มีแนวโน้มว่านักโทษทั้งสอง จะต่างให้การสารภาพ เพราะการเสียงปากแข็งอยู่ คนเดียว โดยไม่ทราบว่าเพื่อนจะหักหลังหรือไม่นั้น ย่อมทําให้เสียงต่อการได้รับโทษหนักอยู่คน เดียว ในขณะที่เพื่อนลอยนวลเป็นอิสระ ในโลกแห่ง ความ เป็นจริงมีหลายสถานการณ์ที่มีลักษณะคล้ายกับ ปัญหา “ความหนักใจของนักโทษ” ซึ่งทําให้เกิด คําถามว่า ภายใต้สถานการณ์เหล่านั้น ฝ่ายต่างๆ สามารถร่วมมือกันได้อย่างไร โรเบิร์ต แอกเซลร็อด (8@๐0๐๓ #3๒๐๒๐๕) แห่ง มหาวิทยาลัยมิชิแกน (ในี๐ใน์อลก ปัญ์ขอ51เ9) ได้ พยายามตอบปัญหาดังกล่าว เขาพบว่าหากสถาน- การณ์ “ความหนักใจของนักโทษ” เกิดขึ้นข้้า ะ. 14 6 ส น หลายครั้ง และเล่นกับคนหลายคนทีละคู่ ผู้เล่นแต่ ล จ, ซี่เป๓.2, ซ่, ละคนจะเกิดความจําเป็นทีจะต้องรักษาชือเสียง 8 7.ห, ๕ ซี่๑๓=2 ระยะยาว และทําให้กลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดคือ กลยุทธ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” (117 "08 87) ก็ซี่ใจ้4๑๑ชือก ะ. ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ให้ร่วมมือก่อนในครั้งแรก และจะ ช่" ก ๒- 4 ต, = ร่วมมือต่อๆ ไป หากอีกฝ่ายหนึ่งให้ความร่วมมือ ๒ ซร ] จ ! สุม เจ เล ด้วยเช่นกัน แต่หากพบว่าอีกฝ่ายหนึ่งหักหลังก็ให้ ฉะ เ=: ว่ อ = หักหลังตอบในครังถัดไป การที่ความร่วมมือใน ๑ 4สั ๑ ซู ระยะยาวสามารถเกิดขึ้นได้จากการหักหลังกันใน ะ 2๕ ชั้น เ“ 0 8 ๓| ๑ ระยะสันนี ชีให้เราเห็นว่า ในโลกแห่งความเป็นจริง ป = ต๑ซ่.ฮ่ เ ท ตวามร่วมมืออาจเป็นสิงที่ “ผุดบังเกิด” ขึ้นจาก การหักหลังกัน อย่างไรก็ตาม เศรษฐศาสตร์กระแสหลักใน ปัจจุบัน ให้ความสนใจต่อการผุดบังเกิดในลักษณะ ดังกล่าวค่อนข้างน้อย เช่น ในวิชาเศรษฐศาสตร์ มหภาคมักสมมติให้มี “บุคคลตัวแทน” (ก@- ถูอรอเลน์+๐ ล2๐๓) คนเดียว แทนคนในระบบ เศรษฐกิจที่แตกต่างกันจํานวนมาก ทําให้การศึกษา แบบ “ล่างขึ้นบน” (๒๐แอก1 ย0) เป็นสิ่งที่ไม่พบ บ่อยนัก อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังนี้ แนวความคิด บางเรื่องที่เกี่ยวกับทฤษฎีระบบชับซ้อนได้ช่วยให้ นักเศรษฐศาสตร์ศึกษาปรากฏการณ์หลายอย่างที่ ไม่สามารถอธิบายด้วยแนวความคิดเศรษฐศาสตร์ กระแลหลัก เช่น การกระจุกตัวเกิดขึ้นเป็นมหานตร อันประกอบด้วยเมืองบริวาร (๐ส๕๐๐) มากมาย การเกิดขึ้นของการกระจุกตัวของอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การเกิดอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับคอมพิว- เตอร์ ในย่านเมืองชาน โฮเซ (5ล๓ 105๐) จนเกิด ขึ้นเป็นซิลิคอน วัลเลย์ (5ปี1๐๐5 “ม|อ9) หรือ การที่เทคโนโลยีชนิดหนึ่งกลายเป็นมาตรฐานหลัก ทั้งที่เทคโนโลยีนั้นอาจต้อยกว่าในเชิงเทคนิค เซ้น เทคโนโลยีวิดีโอแบบวีเอชเอส (135) สามารถเอา ชนะเทตโนโลยีแบบเบต้าแมกซ์ (๒๐๒ ๑ ) ได้'” 10 ท้อท คนข้านก, 5แอขอก ไวเพไลน์[ เหาส์ วลหรส่ 1ฒาย, “ๆโท6 5๐๐๓๐๓ ธร ลก ไอ1หห่ทด (2อสทวไอร, 59516เท 1โ”, ?ิ100ออ4ป่ทธร "๐!แกา6 มท ยํา6 92ทแล ไอ ไกรต่ง16 5เหล16ร วัท ฝ่า6 ริตอ๓๓๐ ๐1 อตา๓ฉัญ/, #เฉีส์ไซอก ได้อร1อ) , 1997 การประยุกต์ใช้แบบจําลองกองทราย นับตั้งแต่โมเดลกองทรายได้รับการเสนอขึ้น โดย เพอร์ บัก (๐ 8มฆ6) เมื่อปี 1987 โมเดลดัง กล่าวได้ทําให้เกิดผลงานวิจัยในด้านต่างๆ ทั้งการ วิจัยคด้านทฤษฎี และการประยุกต์ใช้มากมาย ประมาณการกันว่า ผลงานวิจัยที่เกี่ยวเนื่องกับ โมเดลกองทรายในรอบทศวรรษที่ผ่านมามีมาก กวํา 2 พันฉบับ หนังสือ “ไร้๐๑ ]งลเณ๐ "อย5" ของบัก รวบรวมตัวอย่างในการประยุกค์ใช้โมเดล ดังกล่าวไว้ส่วนหนึ่ง' ตัวอย่างในด้านการประยุกต์ใช้โมเดลกองทราย ที่ดรงไปดรงมาที่สุดก็คือการนําเอาโมเดลดังกล่าวไป ประยุกต์ใช้ในการอธิบายการเกิดแผ่นดินไหว ซึ่ง เป็นสาขาที่เป็นที่เกิดของโมเดลดังกล่าวนั้นเอง ใน อดีตการเกิดแผ่นดินไหวมักถูกอธิบายว่ามีสาเหตุ มาจากการแดกออกของเปลือกโลกในบริเวณที่มี รอยแยก ([ลแน10) อยู่แล้ว ปัญหาก็คือ ทฤษฎีดัง กล่าวไม่สามารถอธิบายการปรากฏการณ์คามกฎ ของกูเดนเบิร์ก -ริกเตอร์ (9เอ0๒๐8 -โ๐16ร 1๒9) ซึ่งมีลักษณะที่เป็นไปตาม “กฎยกกําลัง” ที่ กล่าวถึงในหัวข้อที่ 3 ได้ การอธิบายการเกิดแผ่นคินไหวคามที่สอด คล้องกับกฎยกกําลังตังกล่าวสามารถทําได้โดย โมเดลก้อนอิฐเชื่อมต่อกันด้วยสปริง (๒1๐๐6 - 30เกักฐ เฉอ4่61) ซึ่งเป็นตัดแปลงมาจากโมเดลกอง ทราย ดามโมเดลนี้ รอยแยกถูกจําตองด้วยก้อนอิฐ ต่อเชื่อมกันด้วยขดลวดสปริง (๐๐1 ร50กอ8) ใน ระนาบสองมิติ ซึ่งอยู่กับที่ (ผิ%๐๕ ฏ1816) เหนือ ก้อนอิฐเหล่านี้คือ แผ่นเพลทซึ่งสามารถเคลื่อนที่ ไปมาได้ (เ๒0ฯเ๓6 ฏ1816) เนื่องจากไม่ได้ยึดกับ ก้อนอิฐอย่างเหนียวแน่น แต่ยึดกันด้วยสปริงอ่อน (1อล[ 5801๓8) ในแนวติ่ง การใช้สปริงอ่อนนี้ เป็นการจําลองแรงตันที่เกิดขึ้นใกอ้กับรอยนยก 11 ท๐๕ ธิม่ะ, “ร๐97 โง่ลเบระ อร: โพ๐ 36๒๓๐๐ ซ[ 5๑ษ์ -0ญเขลอณ์ (จฉ่อรัง“ , (2อต๐ตณ์อฉะ, 1996. เนื่องจากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโดก (๒๐๐เ0ญ์๐ ยล1๐) หากแรงตันตังกล่าวสูงเกินคําที่มันสามารถ ทนรับได้ (ปห๐5๒๐1ส หณุน๐) ก่อนอิฐจะเลื่อนออก จากดําแหน่งที่มันเคยอยู่ และจะส่งผ่านแรงคันให้ แก่ก้อนอิฐอีก 4 ก้อนที่เชื่อมอยู่กับมันด้วยขดลวด สปริง คล้ายกับถองทรายพังทะลายลงมาเมื่อมี ความสูงมากเกินไป และถ่ายเทเม็ดทรายไปข้างๆ หากก้อนอิฐเหล่านั้นได้รับแรงดันเกินกว่าค่าที่มัน ทนรับได้เช่นเดียวกัน การถ่ายเทแรงคันอย่างเป็น ทอดๆ ก็อาจจะเกิดขึ้นอย่างค่อเนื่อง ซึ่งหมายถึง การเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เช่นเดียวกับการเกิด การพังทะลายครั้งใหญ่ของกองทราย โมเดลกองทรายยังถูกน่าไปโช้อธิบายปรากฏ- การณ์อื่นๆ ที่แสดง “กฎยกกําลัง” เช่น การเกิต เปลี่ยนแปลงความเร็วในการเคลื่อนที่ของพัลซาร์ (นไรล ธู1มอ๒๐5) พัลชาร์คือ ดาวฤกษ์ที่ประกอบ ด้วยนิวตรอน ที่เคลื่อนที่แบบหมุนรอบตัวเอง บ่อย ครั้งที่เราจะสามารถสังเกตเห็นการพัลซาร์เปลี่ยน แปลงความเร็วในการหมุนเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ยใช้คะ ร์สันนิษานว่าการเปลี่ยนแปล: าทการยุบดัวของเปลือกดา ล. แร่ว%ิน จ< เซ ๕ อ เจ 5 ะ เซี % [5] -” ะ จว้ ธี่ ในบางครั้งเราจะพบว่าพัลซาร์เปลี่ยนแปลงความ - ซ่ ว เร็วในการหมุนมาก และเมือนักดาราศาสตร์นําเอา - ฒณ ข้อมูลขนาดของการเปลี่ยนแปลงความเร็วในการ 9 ส - หมุนของพัลซาร์ มาพลอตดูความถิในการเปลี่ยน <. ส = 3 = แปลงความเร็วทีเกิดขึ้น ในสเกลของลอการิธีม (]๑๕ทฝ่ากน์๐ 5๐ล1อ) เราก็จะพบความสัมพันธ์ใน รูปของกฎยกกําลัง นักดาราศาสตร์สันนิษฐานว่า ซ่ เว 5 = การเปลี่ยนแปลงความเร็วของพัลชาร์เกิดจากการ , - ศ์. - เจ ขุบดัวของเปลือกดาวฤกษ์ที่อาจเรียกกันว่า “ดาว . ซ่ @ ไหว” (งแหอแล๐) ในลักษณะที่คล้ายคลึงกับการ เกิดแผ่นดินไหว (๒๓6ฝเลน๑๕6) การยุบตัวของ @ ซั= " - เปลือกดาวฤกษ์นีมีผลทําให้ดาวฤกษ์หมุนรอบตัว เ ศศ คคงยง เองเร็วขีนเช่นเดียวกับที่นักสเก็ตนําแข็งจะหมุนเร็ว ส 4 “ ๓| 9<, ง ขึนเมื่อเชาหุบมือเข้ามา เป็นไปได้ว่า ความถี่และ เ =.สั. อ5, ขนาดในการยุบตัวดังกล่าวเกิดขึ่นด้วยกฎยกกําลัง เซ่นเดียวกับการเกิดแผ่นดินไหวบนโลก จึงทําให้ ฆ่ « การเปลี่ยนแปลงความเร็วในการหมุนของดาวฤกษ์ ซ่ 4 ง เ" เปลี่ยนแปลงด้วยความถีตามกฎยกกําลังเช่นเดียว กัน โมเดลกองทรายยังถูกนําไปประยุกต์ในสาขา ง ๆ = = เร ๑, = อินๆ เช่น ในสาขาชีววิทยา มันถูกนําไปอธิบาย = 4 2 จ , 4 การเถิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ (ถาล55 6%แท๐ย่00) สง ๕ เจ "ง ม ๕สู๕ ที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก ในขณะทิการสูญพันธุ์ครั้ง เรเลิดสี้ทรโดผลดช้อค เลย เล็กกว่าเกิดขึ่นบ่อยครั้งกว่าตามกฎยกกําลังเช่น = พ ลนว่ เดียวกัน ในสาขาเศรษฐศาสตร์ กฎยกกําลังเป็นที่ ๑ ฯ รู้จักกันดีในซือของ “กฎของพาเรโต” (โณ๐๒๐ ฯ *, - ยู ไลม) ซึงถูกนําไปอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ มาก มาย เช่น การกระจายรายได้ของประชากร การ ”: 1 เซ ล เปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์ หรือสินค้าทั่วไป (๑๐กบท0สัย+/) เป็นตัน ชีวิตเทียม ชีวิตเทียม (ณฒฑฆ์กี๐ ]1โ6) เป็นศาสตร์ใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นมาในช่วงประมาณปี 1986 โดยครีส แลงตัน (ไหก5 โม๕เอล) แห่งสถาบันวิจัย ซาน ตาเฟ (5ณาหล 1% |ถะย์า6๐) ในสหรัฐอเมริกา ซึ่ง 407 'เ2 ถือว่าเป็นศูนย์กลางของการวิจัยด้านระบบซับช้อน เป้าหมายในการศึกษาของชีวิตเทียม คล้าย คลึงกับเป้าหมายของวิชาชีววิทยา คือตรอบคลุม ตั้งแต่การเกิดขึ้นของชีวิต ไปจนถึงการศึกษา ระบบนิเวศน์ ที่ประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตมากมาย หลายชนิดอยู่อาศัยร่วมกัน และการวิวัฒนาการ ของสิ่งมีชีวิต ข้อแตกต่างระหว่างศาสตร์ทั้งสอง คือ ชีวิตเทียมจะใช้คอมพิวเตอร์ในการศึกษา ปรากฏการณ์ของชีวิตโดยทั่วไปที่อาจเกิดขึ้นได้ใน จักรวาล โดยถือว่าชีวิตที่เกิดจากสารไฮโคร- คาร์บอนในโลก มนุษย์ ซึ่งเป็นเป้าหมายในการ ศึกษาของชีววิทยานั้น เป็นเพียงรูปแบบเดียวของ ชีวิตที่อาจเป็นไปได้เท่านั้น'* นอกจากนี้การศึกษา ปรากฏกถารณ์เกี่ยวกับชีวิตในชีวิตเทียมยังเน้นการ “สังเคราะห์” ชีวิตแทนการ “วิเคราะห์” สิ่งมีชีวิต อีกด้วย ในเง่นี้ ชีวิตเทียมจึงเป็น "ศาสตร์แห่งการ สังเคราะห์” ตัวอย่างที่นําสนใจตัวอย่างหนึ่งของการวิจัย เรื่องชีวิตเทียมที่ผ่านมาคือ “เทียรํา” (โว๐ล) ซึ่ง เป็นระบบนิเวศน์จําลอง ซึ่งโทมัส เรย์ (โโ0ธาล5 8ล๑9) นักชีววิทยาจากเดลาแวร์ (โปัญ์ขอ51 ๐[์ ไ๑ใลเพลรอ) เป็นผู้สร้างขึ้นในเครื่องคอมพิวเตอร์ ของเขา'* ในโลกจําลองของเขา เรย์ ได้สร้างชีวิต เทียมขึ้น โดยประกอบขึ้นจากโปรแกรมคอมพิว- เตอร์ความยาวต่างๆ กัน โปรแกรมเหล่านี้ถูกเขียน ขึ้นในภาษาแอสเซมบลี (455อแห01” ไฆทยแลด๐) ที่ 12 สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากไฮโครคาร์บอนเป็นเพียงรูปแบบ เดียวของชีวิคที่มนุษย์เรารู้จัก ใครจะทราบได้ว่า สิ่งมีชีวิต อื่นในจักรวาลอันกว้างใหญ่ของเรา ไม่ได้เกิดจากซิลิคอน เหล็ก หรือธาตุอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยด้านชีวิตเทียมหลาย คนเชื่อว่า เราควรศึกษาชีวิตได้จากแบบแผน หรืออันตรกริยา ระหว่างของส่วนประกอบต่างๆ ของมันเท่านั้น โดยไข่ต้อง สนใจว่าส่วนประกอบนั้นมีลักษณะทางกายภาพ หรือทางเคมี อย่างไร 13 ในภาษาเสปน คําว่า นะรล มีตวามหมายเหมือน คําว่า โลก (อ๓) ในภาษาอังกฤษ วมมะ5ร708 แล /-ี3601!อม๑----ง เส ป000 (ราณะ1] “) จะ 000| ไอ๑พ| “) แร ออ[๓]อ1๒ 51๒= 7 ๑2 หต / 09แอ6ขะ1108 ไจ ล๑1199519 639ฝาเ๒ 7 สง ๑ะ11 0011 (๐๑อ9 คูกจะอล์อด๓] 8ด5เ76 แอ เทลต! คมนะรแร6 หท ] สย[โาะแดน 41อย 0000 [5เละ1 ] -) ๒ะ 118ง 0001 |เอล์] -) อะ ซาอน|อ1ต 312ต ง/, “7 ตร ด1|๑๐21@ ส่องรูไฟลก า7) ฉะ อย|| ส่191318แ ]แ๒0 0010 1340 001! ไอ9ก3 ดูกจะจอย68 | ” 5311ณะ----ง [จ8ส 0000 |รเษ1 ) ") ขะ 000| (๒ผล่] -) ละ /ี6ฑูกงล่สอาลร 1ลร --ง อ|ไจ6๐619 อ่องฝูงเห 1) ๒611 001) (๑๒ธร ตรต๓๕4จะะ || “ ๕๓]1 ปราะ13108 1๓7» 0000 น 2กยภามร 2> ขอ11 สู1จ1018ม 1๒๑9 0010 2> เน ศีกรร กระไทย กร 309ล ก0สูง3จ653 10 31ล601 า91@ ๒รย |ยะ| -) ไร] ล่ตะกอจอย| ๓ 1 อย 19 0 ]จอด 0100 1จ๐66๒๐ล1 อะ จ 0 )๒7 0101 101 0631966 6จดู(31663 เขาออกแบบขึ้นมาเป็นพิเศษ ชีวิตเทียมเหล่านี้ อาศัยเครื่องประมวลผลกลาง (๐7) ของคอมพิว- เตอร์เป็น “แหล่งพลังงาน” และใช้หน่วยความจํา เป็น “แหล่งสสาร” มันสามารถ “สืบพันธุ์” ได้โดย การคัดลอก (๐๐0อ1) โปรแกรมที่แทนตัวมันไปสู่ หน่วยความจําที่ตําแหน่งอื่น ในระหว่างการลืบพันธุ์ อาจเกิดกระบวนการมิวเทชัน (กานเลน00) ซึ่ง หมายถึงการที่ชีวิตเทียมตัวลูกมีส่วนแตกต่างจาก ตัวแม่เล็กน้อย เช่น เป็นโปรแกรมที่เหมือนกันหมด แต่ต่างกันบรรทัดเดียว เป็นต้น เมื่อจํานวนของ ชีวิตเทียมขยายมากขึ้น จนไม่มีพื้นที่ในหน่วยความ จําเหลืออยู่ ชีวิตเทียมบางตัวจะตายไปเพื่อเปิดทาง ให้ชีวิตอื่นเกิดขึ้นได้ (ดูรูปที่ 9) เมื่อเรย์เริ่มให้ชีวิตเทียมตัวแรกของเขา ซึ่ง เป็นโปรแกรมที่มีความยาว 80 บรรทัดขยายพันธุ์ไป - > 1106 /ียจะมอ--ง | า196 อยทะ [ชม1 70 จดม| ส่6๐6๐๕68 ะ5 -| 0 ๕ » 0 [จตร !100 18๐5๐ขอล| ๒ะ # โย 1๒ 0101 ฑ์ ----- 1118 เจ้าบ้าน ปรสิต อาศัยอยู่ร่วมกัน บ้างมีการ เรื่อยๆ เขาได้พบปรากฏการณ์ที่คล้ายกับปรากฏ - การณ์ที่เกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติหลาย ประการ เช่น ชีวิตเทียมบางตัวสามารถอยู่ร่วมทับ ชีวิตเทียมตัวอื่นในลักษณะเกื้อกูลกัน เว ในขณะที่บางตัวเป็นเพียงปรสิต (ยณะ๓566๐) คอย เบียดเบียนเจ้าบ้าน (ก0๐56) โดยการแอบใช้ส่วน ของโปรแกรมจากเจ้าบ้าน นอกจากนี้ เขายังพบ การที่ชีวิตเทียมเซลล์เดียววิวัฒนาการเป็นชีวิตเทียม หลายเซลล์ และกลายเป็นชีวิตเทียมแบบมีเพศใน ที่สุด ในบางช่วง เขายังพบการเกิดขึ้นชองชีวิตเทียม ซนิดต่างๆ ขึ้นมากมาย จนเกิดความหลากหลาย ทางชีวภาพเสมือนยุคแคมเบรียน ((๑กา๒กลก) ซึ่ง เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 600 ล้านปีที่แล้ว ะ ) ความซับซ้อน โลกทางกายภาพ แนวคิดเรื่องระบบซับข้อนได้ชี้ให้เห็นถึง ความสําคัญของการมองระบบในเชิงองค์รวม (อนิรย์๐) และเข้าใจถึงความสําคัญของ “เหตุ” และ “ปัจจัย” ในการกําหนดความเป็นไปของ ระบบว่า ระบบย่อมผุดบังเกิดขึ้นขากองค์ประกอบ และอันตรกริยาระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้น ใน แง่มุมนี้ แนวคิดเรื่องระบบซับซ้อนจึงสอดคล้อง กับหลักโลกทัศน์พื้นฐานในพุทธศาสนา ดังผู้เขียน จะขอยกข้อความจากย่อหน้าแรกสุดของบทที่ 1 ในหนังสือ พุทธธรรม'“* “พุทธศาสนามองเห็นสิ่งทั้งหลายในรูปของ ส่วนประกอบต่างๆ ที่มาประชุมกันเช้ว ตัวคนของ สิ่งทั้งหลายนั้นไม่มี เมื่อแยกส่วนที่ประกอบกัน เข้าออกไปให้หมด ก็จะไม่พบดัวดนของสิ่งนั้น เหลืออยู่ ดัวอย่างง่ายๆ ที่ยกขึ้นมาอ้างกันบ่อยๆ คือรถ' เมื่อนําส่วนประกอบต่างๆ มาประกอบเข้า ด้วยกันตามแบบที่กําหนด ก็บัญญัติเรียกกันวา “รถ' แต่ถ้าแยกส่วนประกอบทั้งหมดออกจากกัน ก็จะหาตัวตนของรถไม่ได้ มีเฉพาะส่วนประกอบ ทั้งหลาย ซึ่งมีชื่อเรียกต่างๆ กันจําเพาะแต่ละอย่าง อยู่แล้ว คือตัวดนของรถมิได้มือยู่ต่างหากจากส่วน ประกอบเหล่านั้น มีแด่เพียงคําบัญญัติว่า “รถ' สําหรับสภาพที่มารวมตัวกันเช้าของส่วนประกอบ เหล่านั้น แม้ส่วนประกอบแต่ละอย่างๆ นั้นเอง ก็ ปรากฏขึ้นโดยการรวมกันเข้าของส่วนประกอบ ย่อยๆ ต่อๆ ไปอีก และหาตัวตนที่แท้ไม่พบเช่น . 14 พระราชวรบุนี (ประยุทธ์ ปยุดโด), พุทธขรรย เจง 1252 2. 2 4 (ฉบับปรับปรุงและขยายความ พิมพ์ครังที่ 3), มหาจุฬา ลงกรณ์ราชวิทยาลัย, 2529, หน้า 15. เดียวกัน เมื่อจะพูดว่าสิ่งทั้งหลายมีอยู่ก็ต้องเข้าใจ ในความหมายว่า มีอยู่ในฐานะมีส่วนประกอบต่างๆ มาประชุมเข้าด้วยกัน” กล่าวอีกอย่างหนึ่ง พุทธศาสนาปฏิเสธทั้งลัทธิ ที่ถือว่าสิ่งทั้งหลายมือยู่จริง (๒มย๓๓๐ ฝี๐ลบีรกา) และลัทธิที่ถือว่าสิ่งทั้งหลายไม่มีจริง (1งปิวับ5๓0) ดัง ที่พระพุทธเจ้าตรัสดอบพรามณ์ผู้หนึ่งที่ทูลถาม ปัญหาว่า “สิ่งทั้งปวงมือยู่หรือ?” และ “ลิ้งทั้งปวง ไม่มีหรือ?” ว่าพระองค์ไม่เข้าไปติดที่สุดทั้งสองข้าง นี้ และทรงแสดงธรรมเป็นกลางๆ ว่า เพราะสิ่งนี้เป็น เหตุปัจจัย ลิ่งนี้จึงมี เพราะเหตุปัจจัยนี้ดับไป ลิ่งนี้ จึงคับไป เมื่อเทียบเคียงกับแนวคิดในระบบซับซ้อน เรา อาจกล่าวได้ว่าฝูงนกไม่ได้เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงโดยตัว มันเอง และไม่ได้เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่เลย ทั้งนี้เนื่องจาก ฝูงนกเป็นเพียงสิ่งที่ผุตบังเกิดขึ้นมาจากอันตรกริยา ระหว่างนกแต่ละตัว หรือมีอยู่ตาม “เหตุ” และ “ปัจจัย” ที่เหมาะสมเท่านั้น ในทํานองเดียวกัน การ เกิดรถติด ระบบสมอง เมือง หรือระบบเศรษฐกิจ ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ดํารงอยู่ และเปลี่ยนแปลงไป ดามเหตุปัจจัยของมันเช่นเดียวกัน พุทธศาสนาเรียกปรากฏการณ์ที่สิ่งทั้งหลาย เกิดขึ้นและดับไปโดยเหตุปัจจัยสืบเนื่องกันนี้ว่า “ไตรลักษณ์”1” อันเป็นลักษณะธรรมชาติ 3 ประทาร ของสรรพลิ่ง คือ 1. ความเป็นอนิจจัง หรือความไม่เที่ยง ไม่ คงตัว เกิดขึ้นแล้วเสื่อมสลายไป 15 หรือปฏิจสมุปบาท แล้วแต่มุมมอง โดยที่ไตรลักษณ์ และปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องเดียวกัน เด สอน 2. ความเป็นทุกขัง หรือความถูกบีบคันด้วย การเกิดและการสลายตัวของเหตุปัจจัย ทําให้ไม่ สามารถดํารงอยู่ในสภาวะเดิมได้และก่อให้เกิดทุกข์ งซ่ 2 ๕ ส " แก่ผู้ที่เข้าไปยืดถือ อยากให้สิงนันอยู่ในสภาวะที่ ต้องการ 3. ความเป็นอนัตตา หรือความไม่มีตัวตน ก 7 จู ที่แท้จริง แต่เกิดขึ้นและดับไปตามกระแสลืบเนื่อง แห่งเหตุและปัจจัย อย่างไรก็ตาม ความเป็นไตรลักษณ์ของสรรพ ๑ ๑ 4 ม "| [พ สิงเป็นสิงทีเห็นได้ยาก เนื่องจากถูกปิดบังอยู่ตลอด จคร ร 3๕ 7 เวลา กล่าวคือ ความเป็นไปอย่างต่อเนื่องปิดบัง จร่ ฯ 4 ความเป็นอนิจจัง เพราะความต่อเนื่องของสิงหนึ่ง เวศ์" กใอี่ รี้ 5 นัน ทําให้เราหลงเข้าใจว่าสิงนั้นคงทนถาวร ไม่มี เส ง " การเปลี่ยนแปลง ส่วนความเคลื่อนไหวตลอดเวลา ก็ปิดบังความเป็นทุทขัง เพราะทําให้เราไม่ «. ง ส ปง สามารถสังเกตเห็นว่า ภาวะที่ถูกบีบค้นนันไม่ 8, ฒ ส = - สามารถดํารงได้ เนื่องจากเกิดการเคลื่อนไหวไป ย ” ว 0 สู่สภาวะยื่นเสียก่อน ในขณะที่ความเป็นก้อน เค 4สจ " เป็นแท่งของวัตถุก็ปิดบังความไม่มีตัวตนที่แท้ จริงของมัน จ ก,ที่ 2 ลําหรับผู้ที่มีพินฐานการศึกษาทางวิทยา- - ๓ ๑ ศาสตร์ แนวความคิดเรื่องการผุดบังเกิดของ เว 4.3. 4, ระบบซับซ้อน จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้ เรามองเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของสรรพสิง โดยไม่ถูกปิดบังจากการสังเกตอย่างผิวเผิน 4 ฒณูง ง ความเข้าใจที่ถูกต้องดังกล่าว น่าจะช่วยลดความ = เณ” เ ยืดติดในตัวตนของเรา ดังที่ท่านพุทธทาสเรียก ว่า “ตัวทู” และ “ของกู” ได้ ๑ ความซับซ้อน (รว - ตอนที 4 โลกทางชีวภาพและสังคม สรรพชีวิตเป็นส่วนี้หนึ่งของธรรุมชาติของสรรัพสิ่ง โลกมีอายุประมาณ @ จ, เสม์๓๕ 2, รเปลี่ ซี 4,600 ล้านปีเมื่อเริมแรกไม่ ชีวิต ด้วยการเป๊ลียนแปลงหรือ วิวัฒนาการข่องสสารต่างๆ กิน ฆ, ธาณ ในช่วงเวลา สิ่งแวดล้อมบนโลก ล่ม ภูเขาไฟระเบิด โ ด้เก๊ สูญพันธุ์ ญ่หลาย ครั้ง แต่ละ เร ว) ' = : ง ครั้งก็เปิดทางให้ชีวิตชนิดใหม่ๆ เกิดขึ้นและเพิ่มพูน ไดโนเสาร์เกิดในช่วง ว ง 366 เล เก ปลายยุคไทรแอสซิก เมื่อประมาณ 200 ล้านปีก่อน แต่ก็สูญพันธุ์ไปเมื่อ 65 สล้านปีที่แล้ว มนุษย์อย่างที่เป็น 130๒๐ ๑ลร๐๓5 ก็เพิ่งจะมีอายุประมาณ ' จท เศ ง เร ง, สลู 200,000 ปีนี้เอง แม้จะมีมนุษย์โบราณในชื่อต่างๆ ก็ย้อนไปไม่นาน เมื่อเทียบ กับซ่วงเวลาของสรรพชีวิต มนุษย์ได้เป็นสาเหตุการทําลายล้างพันธุ์พีช เว ๕ ก 0 ด 4 รร เรว พันธุ์สัตว์ด้วยอัตราสูงกว่าภัยพิบัติธรรมชาติใดๆ ทั้งสิ้น กล่าวคือ ขณะนี้ อัตราการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตสูงถึงขั่วโมงละ 3 สปีซีส์ เมื่อ 30 ปีมาแล้ว วันละ 1 สปีซีส์ และยุคก่อนหน้านั้น อัตราการสูญพันธุ์ตามธรรมชาติมี เพียงประมาณปีละ า สปีซีส์เท่านั้น ซัมง, ในบทนีทีว่าด้วยโลกทางชีวภาพ นอกจากจะทําให้ผู้ศึกษาเข้าใจความ ะ ก ถี เป็นทั้งหมดของสรรพสิ่ง ทั้งติ่งมีชีวิต และไม่มีชีวิตอันสัมพันธ์กันทางเหตุ ปัจจัย ควรจะทําให้มนุษย์เกิดปัญญาและจิตสํานึกใหม่ เข้าใจความเป็นหนึ่ง - ฆ ม ๕ -: 4 เดียวของธรรมชาติกับทั้งหมด ซึ่งรวมถึงตัวเราเยงอคู่ในนั้นด้วย และหา ทางออก ไปจากวิถีชีวิตที่ทําลายล้างธรรมชาติอย่างรุนแรง ซึ่งก็คือทําลาย ๆ ง ๑ จ ร ฏู ตนเอง จันจะทําให้การดํารงคงอยู่ของมนุษย์บนโตลกนี้ตั้นกว่าใดในเสาร์ เป็นอันมาก บทที 12 โลกทางชื วภาพ 5 ๒, ๒. 7ซู เณ | น ย 5ดะระ 4ม 7” เง ง+ ๒ มีข่าวทางวิทยาการอยู่เนื่องๆ เกี่ยวกับการ์ซุ๊ต คันพบชากถดึกดําบรรพ์ของไดโนเสาร์ในบ้านเรา ทางบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซากดึกดํา- บรรพ์ของไดโนเสาร์ที่ขุดพบนั้นล้วนแต่เป็นชนิด ใหม่ๆ สําหรับวงการคด้านชีววิทยาของสัตว์ดึกดํา- บรรพ์ และที่รู้จักกันดีก็คือ ชนิดภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน์ และสยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิส ทั้ง 2 ชนิดนี้ ขุดพบที่อําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแกน และมีอายุประมาณ 130 ล้านปีมาแล้ว มีคําถาม มากมายเกี่ยวกับไดโนเสาร์ เช่น ไดโนเสาร์เป็นสัตว์ ที่เดยมีชีวิตอยู่จริงหรือเป็นเพียงชื่อสัตว์ในนวนิยาย อิงวิทยาศาสตร์เท่านั้น? ถ้าเตยมือยู่จริงมันเป็น สัตว์ประเภทใด ผู้คนทั่วไปจึงให้ความสนใจอย่าง มากมาย? ไดโนเสาร์เกิดขึ้นมาได้อย่างไร? เหตุ ใดสัตว์พวกนี้จึงสูญหายไปอย่างถาวรจากโลกนี้ จ คงไม่มีใครปฏิเสธว่าไดโนเสาร์เป็นสัตว์กลุ่ม เลื้อยคลานและตามสายวิวัฒนาการแล้วมันมีบรรพ บุรุษเป็นพวกสัตว์ละเทินน้้าสะเทินบก และไตโน- เสาร์ยังเป็นกลุ่มสัตว์ที่เป็นบรรพบุรุษของพวกนก ล9 ท 5 -ผจะสคว์มีกระดูกสันหลัง ซึ่งวิวัฒนาการต่อเนื่อง มาเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรวมทั้งมนุษย์ที่เห็นอยู่ ในปัจจุบันด้วย มนุษย์เป็นญาติภับไดโนเสาร์จริง หรือไม่? คําตอบคือ ไม่ใช่ญาคิโดยครง ถ้วเช่นนั้น ทําไมชื่อไดโนเสาร์จึงถูกนํามาใช้เรียกขานคนบาง คนหรือบางกลุ่มที่มีแนวคิดหรือแนวปฏิบัติที่ ไม่ทันสมัย? เรื่องนี้คงเป็นคําพูดเปรียบเปรยและ เสียดสีกันเท่านั้น เรื่องราวของไดโนเสาร์ได้ถูกเล่าขานเป็นตํานาน นวนิยายทางวิทยาศาสตร์หลายครั้งหลายหน เมื่อ ไม่นานมานี้ก็มีภาพยนตร์เรื่อง จูแรสชิกพาร์ค (รัพแลรร1๐ ล) ที่สร้างความดื่นเต้นและหวาด เสียวให้กับผู้ชมทั่วโลก และเป็นที่กล่าวขวัญกัน อย่างกว้างขวางในทศวรรษ 1990 หลายท่านคง เคยได้ชมภาพยนตร์นวนิยายทางวิทยาศาสตร์ที่ โต่งดังเรื่องนี้มาแล้ว จูแรสซิกพาร์คเป็นเรื่องราว เกี่ยวกับการกลับคืนชีพมาใหม่ของไดโนเสาร์ สัตว์ โลกที่เคยยิ่งใหญ่ในยุคลูแรสซิก เมื่อประมาณ 200 ล้านปีก่อน แต่ได้สูญพันธุ์ไปจากโลกนี่ประมาณ 65 ลกทางชีวภาพ เชวภาพและสงคม ๕ ะ เจ ๕ [ร 9 ซ่ « ซ่ ซั ๑๑.ร4่ ง เค ล้านปีที่แล้ว ภาพยนตร์เรื่องนีดําเนินเรืองที่สะท้อน ให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางวิชาการด้านวิทยา- <๕ เกนคอซ์อลไข ศาสตร์ชีวภาพยุดใหม่ โดยใช้เทคนิคดีเย็นเอ ทําให้ นักวิทยาศาสตร์สามารถลอกเลียนแบบดีเย็นเอ ว ส หรือการโคลนดีเอ็นเอ ((01๐ญ์ก6 144 ) ทีสกัต จ จ, เส่ง ๆ ได้จากเลือดของไดโนเสาร์ที่ตกค้างอยู่ที่ลําไส้ของ = ส ุส42. 3 [ม แมลงชนิดหนึ่งที่กินเลือดใดโนเสาร์เป็นอาหาร และ - จ ว 9๑54 แมลงชนิดนี่พลัดตกลงไปดติดฝังร่างอยู่ในอําพันใน ว "ว จ- สภาพที่สมบูรณ์เช่นนันเป็นเวลายาวนาน นัก วิทยาศาสตร์ประสบความสําเร็จในการลอกเลียน แบบดีเอ็นเอจากเลือดไดโนเสาร์ และสามารถ "ด - เ เพาะเลียงเซลล์จนได้เป็นตัวไดโนเสาร์กลับคืนชีพ "ล 8. = จ, ขึนมาใหม่จํานวนหลายชนิด โดยเฉพาะตัวเอก - -= 1 ของเรืองคือ โกลกท052แ๒5 16% ไดโนเสาร์เหล่า วงั. ว เ" 2 ทญาต้ นีถูกเลี่ยงไว้ในสวนสัตว์ไดโนเสาร์บนเกาะแห่งหนึ่ง แถบอเมวริกากลาง ร . ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สร้างจินตนาการย้อนยุค ลึ่งใยเค ๊ กลับไปสู่ความยิ่งใหญ่ของไดโนเสาร์ ในอดีตที่เคย ครองโลกอย่างอหังการ์เป็นเวลายาวนานกว่า 150 9, ย ซา - ง ล้านปี แต่ไดโนเสาร์ก็ต้องสูญพันธุ์ไปในที่สุด 9, ฯ« ร ๑ คําถามที่ยังค้างคาใจของนักวิทยาศาสตร์และตน ทั่วไปว่า ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ได้อย่างไร ถึ ซี่ซึ่งในก6ซี่ ง ในเมื่อเป็นสัตว์โลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุตและแพร่กระจาย = เว สื่อรัว ไปทัวพิภพในยุคนั้น ไม่ว่าคําดอบเกี่ยวกับสาเหตุ ของการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์จะเป็นเช่นไร แต่ ฉี่+ชี่@=ข้ ลดิ๑ภังเดต ฉั สิงทีสะท้อนให้เราคิดกันอย่างมากในขณะนี คือ 6ส ๑ ชั ะ เล เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับไดโนเสาร์ในครั้งกระนั้นจะ =.ซชั 5 ”' ง = ร เกิดขึ้นกับมนุษย์ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์โลกผู้ประเสริฐ ง เซ เภลา ม พ และยิงใหญ่ที่สุดในโลกยุคปัจจุบันเช่นเดียวกันได้ หรือไม่ ? ฮั มนุษย์อย่างเราๆ นี่เป็นอะไร? มนุษย์มาจาก 'ไหนและอย่างไร? มนุษย์กําลังดําเนินชีวิตอยู่อย่าง ไรในโลกปัจจุบัน? มนุษย์จะเป็นอย่างไรต่อไปใน อนาคต? หรือมนุษย์จะต้องพบซะตากรรมเดียว ดี ! 9, ลี้ ร กับไดโนเสาร์หรือไม่? คําถามเหล่านี่เป็นเพียง ย, ซ่ จ บางส่วนของปัญหาที่ค้างคาใจนักวิชาการและชาว น. 1 น บ้านทัวไปที่สนใจความเป็นมาเป็นไปชองมนุษยชาติ และปรารถนาจะค้นคว้าหาค่าตอบเสมอมาไม่ว่าจะ เป็นยุตใดสมัยใด ๆ 8. แซ ส่ 4 0 ล มีคนจํานวนไม่น้อยทีเชียว่ามนุษย์มาจากบรรพ ง น เณ : บุรุษทีเป็นมนุษย์ต่างตาว ดังสังเกตได้จากข่าวทาง ณั ง 2, 2 เล สือมวลชนว่ามีมนุษย์ต่างดาวเดินทางมากับจาน = ย่ 4 บินลึกลับ หรือ ยูเอฟโอ (00) ทีผลุบๆ โผลๆ 5 ว 3 มาให้คนเห็นระยะๆ ในสถานที่ต่างๆ ของโลก รวม เว ม = " ทั้งในประเทศไทยเราด้วย มีคนบางคนถึงกับบอก ง, ๑ 2ซ่ 2 ฝุ - ว ว่าสามารถติดต่อสือสารกับมนุษย์ต่างตาวที่มากับ ฟีไห #าส เซออึ5 จานบินลึกลับได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐาน ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่ามีมนุษย์ต่างดาวจริง แต่ =ุ3 9 = เ= = ะ สิงที่นักวิทยาศาสตร์และประชาชนทัวไปมีความรู้ และความเข้าใจอย่างแท้จริงในปัจจุบันคือ มนุษย์ ส @ เป็นผลพวงจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนา การมาจากบรรพบุรุษพวกเอปและไพรเมต จึงถือ ง เจ เ - ส ได้ว่ามนุษย์เป็นสัตว์โลกชนิดหนึงในบรรตาสรรพ ส== ลส 2 5 ฯ ชีวิตจํานวนเป็นล้านๆ ขนิดที่อยู่ร่วมโลกกับเรา ซึ่ง =แช้ ๓ 4๕ : 5๓๕ มีทั้งชนิดทีเกิดมาก่อนเราและบางชนิดที่เกิดมา - เล 9. ป 4 พร้อมๆ กับเราและมนุษย์ได้รับการตังซื่อทาง วิทยาศาสตร์ว่า 1ร้อ๓๐ 5สฏ16ก5 สิงมีชีวิตจํานวนมากมายและหลากหลายชนิด ว '= ะ ทีปรากฏอยู่ในโลกปัจจุบัน ทําให้โลกเรานั้นเป็นดาว = - ==« =ซ๓ เคราะห์ดวงเดียวในระบบดุริยะที่มีลักษณะสีสัน =2=2 2 ซ2.๕๕82๓๐2 และมีชีวิตชีวาจนได้ซือว่า เป็นโลกสิงมีชีวิตหรือ เ- ๆ ๑.@ส= อ 4 ชีวมณฑล (81050ก๐๐) สิงมีชีวิตนานาชนิต ทังที ซ= - ==- เคยมีในอดีตและทียังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันมีความ เป็นมาอย่างไร? ข้อมูลการศึกษาค้นคว้าทางด้าน = =- ส ซั. ฯ วิทยาศาสตร์ชีวภาพที่นําเสนอในบทนีพอจะมี จ, ส = เจ/ คําตอบที่น่าสนใจและน่าเชือถือได้ ๑ “ฒ ส เค วิทยาศาสตร์คือการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ในชณะเดียวกันความรู้ เข” 9 : ซ= เศ ง ก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เดือนไจให้เราทราบเกี่ยว เศ ส 9 ว ๓ กับข้อจํากัดของเราที่จะทําความเข้าใจในสรรพสิง อย่างแท้จริงในปัจจุบัน โดยความเป็นจริงแล้ว มนุษย์ อคค6เร้ ๓ = ยังมีความรู้ความเข้าใจในปรากฏการณ์ธรรมชาติ " : ๑ ส เณ ซั อยู่น้อย เราไม่ทราบอะไรมากนักเกียวกับจุดเริ่ม เค 2 3๓ ลจ ร ต้นของสรรพสิงที่มือยู่ในพิภพ ในกาแล็กซี และใน . เจ = ซ่ = ว จักรวาล ถ้าหากมีการเร็มดันของสรรพสิงเหล่านั้น - 8, ซั2 2๓ * จริง สิงที่เราสามารถจะทําได้ในขณะนี้เท่าที่มีความรู้ ความเข้าใจอยู่ก็คือ มองย้อนหลังกลับไปในอดีต ซ่ : อ / คี่ อ เ ง ให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทําได้ เพื่อทําความเข้าใจว่ามี = ชั 9 = 5 ซ อะไรเกิดขีนบ้างในอดีดเพื่อจะได้เป็นบทเรียน และ ช่วยเป็นแสงสว่างส่องทางให้เราได้มองเห็นอนาคต ได้ยาวไกล ตังคําพูดของ 3 ขั/โทะ1อก (โกเพอใช้]1 ”= ล 4. ที่กล่าวไว้อย่างกินใจว่า “โป๐ บิณาทอร ๒ล๐1พลแต่ ขอน ๐ลท 1อ0๐6, ไท๐ โฆททอ6 โอทเพหลส หอน ลแอ เแป๊ะ๕ไ9 เ๐ รอ๑6๕” แต่กระนันก็ตาม เรามิอาจคาด หวังว่าจะได้คําตอบในทุกๆ เรืองที่เราสงสัยและข้อง ส 9 = ฒ 5 ซั ใจเกี่ยวกับกําเนิดของสรรพสิงในจักรวาล รวมทั้ง = ๑ 2 1 ทางช้างเผือกและระบบสูริยะที่มีโลกเรารวมอยู่ด้วย ง ๓๑ - สฮัง ร ตลอดจนกําเนิดของสิงมีชีวิตบนโลกนี่ที่มีประวัติ อันยาวนานประมาณ 3,600 ล้านปี ในบทก่อนๆ เราคงจะพอทราบคําตอบหรือคํา อธิบายที่พอเชื่อถือได้ระดับหนึ่งว่า กาแล็กซี่ต่างๆ จํานวนมากมายในจักรวาลเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และ มีการขยายขอบเขตเสมอไปหรือไม่ และเราก็พอ จะมีความรู้และมีคําอธิบายเกี่ยวกับกําเนิดของโลก ว่า เริ่มตันจากกลุ่มก๊าซไฮโครเจนที่ค่อยพัฒนาการ วิวัฒน การเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการทางกายภาพ จากกลุ่มก๊าซไฮโครเจนจนกลายมาเป็นดาว เคราะห์อย่างโลกเรานี้ ก่อให้เกิดธาตุและสาร ประกอบรูปแบบที่ซับซ้อนมากขึ้นอย่างที่เห็น อยู่ในปัจจุบัน เช่น พวกธาตุหนักซนิดต่างๆ แร่ ธาตุ และโขดหิน ตลอดจนน้าจํานวนมากมายที่ เป็นองค์ประกอบของเปลือกโลก รวมทั้งชั้น เปลี่ยนแปลงด้วยการรวมตัวของกลุ่มก๊าชนี้ภายใต้ อิทธิพลของแรงโน้มถ่วงตลอดระยะเวลายาวนาน จนเกิดการดึงดูดระหว่างอะดอมกับอะตอม และ เพิ่มลําดับขั้นขึ้นเป็นกลุ่มอะตอมที่มีความหนาแน่น มากยิ่งขึ้น จนเกิดการกระทบกระทั่งระหว่างอะตอม และปล่อยพลังงานออกมา ยังผลให้อะตอมเคลื่อน ที่เร็วมากยิ่งขึ้นและกระทบกระทั่งระหว่างกันมาก ขึ้นตามไปด้วย พลังงานที่เกิดขึ้นจากแรงดึงดูด และแรงโน้มถ่วงเช่นนั้นถูกแปรสภาพไปเป็นความ ร้อน ทําให้กลุ่มอะตอมมีความหนาแน่นขึ้นและ ร้อนมากขึ้นดามลําดับ จนกลายเป็นกลุ่มดาวเคราะห์ เซ่น ระบบสุริยะที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของ การเปลี่ยนแปลงพลังงานและสสารและดาวเคราะห์ โคจรโดยรอบอีก 9 ควง อาจมีคําถามว่า การเปลี่ยนแปลงพลังงานและ สสารทั้งหมดที่เกิดขึ้นจนเป็นระบบสุริยะที่สมตุลนี้ ใช้เวลายาวนานเท่าใด ปัญหานี้คงไม่มีคําตอบที่ ชัดเจนมวกนัก แต่จากบทต้นๆ เราพอจะมีข้อมูล ประกอบการพิจารณาว่า ระบบสุริยะที่สมบูรณ์นั้น เงิ่มต้นเมื่อประมาณ 4,600 ล้านปีที่แล้ว แต่ถ่อนที่ จะกลายมาเป็นระบบสุริยะที่สมบูรณ์ได้นั้น คง จะมีการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการทางกายภาพ (อดรตณน่อ ธงห0ในนื่อก) มาช้านานหลังจากเกิดบิ๊กแบง (๒ไธ ชล๓8) เมื่อประมาณ 15,000 ล้านปีมาแล้ว รท ก ฮ่ =. จ ซั บรรยากาศที่ปกคลุมผิวโลกอยู่ในขณะนี = ส ซั ซ 1 ในอดีตกาลที่ผ่านมา พื้นผิวเปลือกโลกมีการ " ง ' เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงต่อเนื่องกันมาโดยตลอด ล 4ซ่ "วู ง ตังแค่เริมเป็นโลกขึ้นมาจนกลายเป็นส่วนผสม ๑ ส่= เฉ ผสานของสสารและพลังงานที่มีคุณสมบัติพิเศษ ”. ง, ซ่ ”- อ ส "อ ที่เรียกว่า “สิ่งมีชีวิต” (|ย๐) ที่ทําให้โลกโบนี = -: กลายเป็นโลกลีฟ้า (๒1๒๐ ฏโล๓๐) ที่มีชีวิตชีวา และมีคุณคําต่อระบบสุริยะ และมีความสําคัญต่อกา- แล็กชีทางช้างเผือกอย่าง รู่ หาที่เปรียบมิได้ | เรายังมีความรู้ความเข้า ใจไม่มากนักเกี่ยวกับความ อัศจรรย์ของสรรพสิ่งอย่างแท้จริง เพราะจากข้อมูลและข่าวสารผลงาน วิจัยที่กระจัดกระจายอยู่ในสายงานวิทยาศาสตร์ แขนงต่างๆ ที่ยังไม่เป็นองค์ความรู้รวมในเรื่องที่ เกี่ยวกับการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงของโลกโนอคีด อย่างไรก็ตาม ณ วันนี้ เราพอประเมินข้อ เท็จจริงและความรู้เบื้องต้นได้ว่า โลกเราทุกวันนี้ ยังคงหมุนรอบตัวเองและโคจรรอบตดวงอาทิตย์ เหมือนอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต และจะยังคงเป็น เช่นนี้ต่อไปอีกนานไกล แต่ส่วนที่เปลี่ยนแปลงไป ค่อนข้างมากก็คือ ในอดีตบนพื้นผิวเปลือกโลกมี การเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการทางเคมี (๐ก๐ถา1๐81 @๒0ไบผู้0ก) อย่างเป็นขั้นเป็นตอนและยย่างต่อเนื่อง จนเกิดอะตอมและสารประกอบอย่างง่ายๆ และ สะสมจนกลายเป็นสารประกอบที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ตอนแรกเร็มเติมทีนั้น พื้นผิวเปลือกโลกคง มีเฉพาะน้้าและพื้นตินที่เป็นโขคหินและแร่ธาตุต่างๆ บรรยากาศรอบโลกคงมีสารประกอบง่ายๆ เช่น ไนโตรเจน คาร์บอนไตออกไซต์ มีเทน แอมโมเนีย แต่ไม่มีก๊าซออกซิเจน หรือถ้าจะมีอยู่บ้างก็คงน้อย มาก อาจเป็นเพราะว่าออกซิเจนทําปฏิกิริยาได้ดี กับธาตุอื่นๆ จนเกิดเป็นสารประกอบที่มั่นคงกว่า สภาพพื้นผิวเปลือกโลกในยุคแรกเริ่มได้รับพลังงาน ความร้อนจากแสงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังผล ให้พื้นผิวเปลือกโลกมีความอบอุ่นที่อุณหภูมิระหว่าง เลกทางซวภาพและสงคม อ สรั4 0-100?0 และมีนําที่อยู่ในสภาวะเป็นของเหลว ซ่ ซั เซ บรรยากาศทีเหมาะสมของพื้นผิวเปลือกโลก ว อ39” =-= เช่นนัน มีความสําคัญอย่างยิงต่อประวัติศาสตร์การ เล่ ฐั ด งรจ๑ซี่ เปลี่ยนแปลงบนพื้นผิวเปลือกโลก เพราะว่านําที่ เศ เจ“. ณ์รั อยู่ในสภาวะเป็นของ เหลวเป็นตัวกลางทีเยือ (150) พซ์ อํานวยให้เกิดตปฏิกิริยา : | เดมีระหว่างสารต่างๆ ได้ คีมาก อย่างไรก็ตาม การ ขาดแคลนก๊าซออกซิเจน ๕ูม และโอโซนไนยุคแรกเริมนัน ส . ๑ มีผลกระทบทีสําคัญหลาย ประการ เซ่น รังสีอัลตราไวโอเลต =. อ๕ จากดวงอาทิตย์สามารถผ่านชันบรรยา- (ล ส ซ่ กาศเข้าสู่เปลือกโลกได้ในปริมาณมากเมื่อเทียบ = ร ๑ ฒ ฆ ส๓ " กับพื้นผิวเปลือกโลกในปัจจุบันทีมีก๊าซออกซิเจน และโอโซนคอยดูดชับเอารังสีอัลตราไวโอเลตใว้ไม่ เอ. =ุร - ซ ล ให้ผ่านชั้นบรรยาภาศลงถึงพืนผิวเปลือกโลกได้ " ร เฒฑ- ณ่ ซั มากนัก รังสีอัลตราไวโอเลคมีคุณสมบัติทีเยื่อต่อ วิวัฒนาการ สามารถทําให้พันธะเคมีระหว่าง 2 4 5%- 9 - 9 อะตอมแตกสลายหรือรวมตัวกันได้ง่าย ซึ่งยังผล ฑู , ศก ให้มีสารเคมีใหม่ๆ เกิดขึนเสมอๆ จ = - นันคือยุคเริมต้นของการเปลี่ยนแปลง 5 สู ว ๓ วิวัฒนาการทางกายภาพที่นําไปสู้การก่อตัวของสาร = ๑ ผู ร ส ประกอบที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้นตามลําตับ = ซ่ อ 5, =- อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนบนโลก เช่น นําตาล นิวคลี- โอไทด์ และกรดอะมิโน เป็นต้น การสังเคราะห์ สร้างตรรค์และสะสมสารประกอบแปลกใหม่เหล่า เล - ๓ นั้นในช่วงระยะเวลายาวนานเป็นร้อยๆ ล้านปีจน ได้ที่ สุกงอม และมีความพร้อมทางค้านกายภาพ อาจทําให้นิวคลีโอไทด์ทําปฏิกิริยารวมตัวกันเป็น ล ฮั นิวคลีโอไทด์สายยาวมากขึ้น จนกลายเป็นโมเลกุล กรดนิวตลิอิก (ถน๐!๓๒๐ ล๐4) และในขณะเดียวกัน = เทศ ฮั กรตอะมิโนรวมตัวกันเป็นสายยาวมากขีนจนเป็น “ สอ โมเลกุลโปรตีน (อ๐เ๑๓) สารประกอบที่สําคัญ กง 2 7 เล เหล่านี้คงสะสมและรวมคัวกันอยู่ในแอ่งนําทีมีความ สู๑ ส 9 เข้มขันของสารเคมีชนิดยินๆ ปะปนอยู่ด้วย จน อาจเรียกได้ว่า เป็น “นําชุปแห่งชีวิต”([ะกรกอ533] เร = ซ่ 59นท) และก็คงเป็นความบังเยิญอย่างทีสุดทีสรรพ = เว จ อ ง ซ่ สิงเหล่านันรวมตัวกันในกาลเทศะทีเหมาะสมที่สุด - เ= ๕ . 24 ที่ถือว่าเป็นจุดกําเนิตสิ่งมีชีวิตบนโลกนีอย่างที่อาจ จะไม่มีที่ใคเสมอเหมือนในระบบสุริยะ ส " 4 เล็บลร4๓ เมอเราจะพจารณากาเนดของ สิงมีชีวิต อ ย ฉั 5ๆ (อท่อไท ๐ ไบ๐) บนโลกนี่ เราคงจะต้องตั้งโจทย์ ในสองประเด็นหลักที่สําคัญควบคู่กันไป นั้นคือ ในประเด็นทางซีววิทยา และในประเด็นทาง 5 ': ล่» เข.ญี@ 9 ปรัชญา ต่อคําถามทีว่า “สิงมีชีวิตคืออะไร” คง ไม่ใช่เรืองง่ายที่จะให้คําจํากัดความสิงมีชีวิตด้วย ประโยคสันๆ บยต่หัวใจสําคัญของสิงมีชีวิตก็คือ จ เฉน ๑ ย่. การทีมีคุณสมบัติสามารถจําลองแบบตัวเองได้เพื่อ ให้เกิดการถ่ายทอดเผ่าพันธุ์สู่รุ่นถัดไปได้อย่าง จซี่ อ เซ จ ต่อเนื่องและสามารถตดํารงชีวิตอยู่ได้ด้วยกลไก การทํางานทางเคมีภายในโครงสร้างต่วงๆ ของ สิงมีชีวิตนัน จากองค์ความรู้ระดับโมเลกุลในปัจจุบัน เราทราบว่า การสืบพันธุ์หมายถึง การสร้างจําลอง - ซ่ เด แบบตัวเองของโมเลกุลทีเป็นข้อมูลพันธุกรรม -= " เว = (ฮอตอย์๐ แห์อกเลน์อก) ทั้งนี่ เพื่อให้เกิดความ ก ง ซีสี ว่ = งแซ 9๑ แน่นอนว่าสิงมีชีวิตที่เกิดขึ้นมาใหม่หรือสิงมีชีวิต ในรุ่นใหม่ถัดไปนั้นจะมีทุกสิงทุกอย่างเหมือนกับ ๑ ต ของสิงมีชีวิตรุ่นพ่อแม่ ดังนัน เมือเราจะพิจารณา เล ๑ = สํ ง ถึงกําเนิตของสิ่งมีชีวิต เราก็คงจะหลึกเลี่องไม่ เด” เง อ, ซ่ พันทีจะต้องค้นหาคําตอบให้ได้ว่า สารประกอบ ๑ 4๓= เลง /. โซ ชนิดใดที่มีคุณสมบัติเป็นข้อมูลพันธุกรรมและ สามารถจําลองแบบตัวเองได้ = ม @ ส== ส เว จากความจริงทีเกี่ยวกับสิงมีชีวิตที่พบเห็น อยู่ในปัจจุบัน เรารู้ว่ากรดนิวคลิอิกมีอยู่ 2 ชนิด คือ กรดดืออกซีไรโบนิวคลิอิก (1๐03หญ์5๐0 ]งัอ๐๓๐ 8๐14 หรือ 44.) และกรดไรโบนิวคลิอิก (โซ๒๐ ใจ้น๐ต[๐ ๐4 หรือ ไง2เ) และสิงมีชีวิตเกือบ ทุกชนิดมี 974 เป็นสารพันธุกรรม โดยยกเว้น เว ว = ไวรัสบางชนิดเท่านั้นที่มี [0ง6 เป็นสารพันธุกรรม อย่างไรก็ตาม โมเลกุล 9?ง4 ไม่สามารถจะจําลอง แบบด้วยตัวมันเองได้โดยลําพัง แต่จําเป็นต้อง อาศัยเอนไซม์จําเพาะบางชนิดช่วยเป็นตัวเร่ง ปฏิกิริยาหรือเป็นตัวตะทาลิสด์ (๐๑เฉไข51) เพื่อ ทําให้เกิดปฏิกิริยาเคมีในกระบวนการการจําลอง ๑ 6 ค แบบของ 0ฟั ดังนัน เราอาจนิกย้อนหลังกลับ ไปในอดีตกาลอันยาวนานตอนเริมตันว่าสิงมีชีวิต 6 ก จ < 2 เ ที่อุบัติขึ้นมาได้เป็นครั้งแรกนั้น ต้องอาศัยโมเลกุล ของสารอินทรีย์ชนิดไดที่มีคุณสมบัติเป็นข้อมูล พันธุกรรมและสารเคมีชนิดใดที่เป็นตัวทํางาน ช่วยเร่งปฏิกิริยาหรือตัวคะทาลิสด์ ก « 6ซ่ 5 เซ แต่ประเด็นโจทย์ที่สําคัญอยู่ที่ว่าสารอะไร เกิดก่อนและสารอะไรเกิดหลัง ระหว่างสารทีเป็น 8, เจ4 - 0 เฉ ซ่ ข้อมูลพันธุกรรม (กรดนิวคลิอิก) กับสารทีเป็น น “4 ค ผุ ล ตัวคะทาลิสด์ (โปรตีน) ปัญหานีสอดคล้องกับ กําพังเพยที่ว่า “ไก่เกิดก่อนไข่ หรือไข่เกิดก่ คําพังเพยทีว่า “ไก่เกิดก่อนไข่ หรือไข่เกิดก่อน ไก่” กันแน่ จ ๓= ซ่ = =- ถ้าเหตุการณ์ที่เกิดขึนในอดีตเป็นไปอย่างที่ เ=- ๕. 8/ ค ส๕๓รส่9 6 นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ สารอินทวีย์ที่จําเป็น ที่นําไปสู้กําเนิดของสิงมีชีวิตจะต้องเกิดในช่วง เวลาและในสภาวการณ์ที่เหมาะสมทุกประการ ” « นซ้. = ซึงอาจจะเป็นความบังเอิญอย่างที่สุดและเป็นจุด จําเพาะที่ทําให้เกิดความผกผันบนพืนผิวเปลือก เล ๑4 ซ่ เจ โลกในขณะนั้น และผันแปรเรือยมาจนเป็นบรรยา- ภาศของโลกสิงมีชีวิต นั้นคือ จะต้องมีทั้งโมเลกุล =. ๑๑ - "ล ๑ ถรดนิวคลิอิกและโมเลกุลโปรดีนอยู่ไนที่เดียวกัน อ >. “= ==- และในช่วงเวลาพร้อมๆ กันเพื่อทําให้เกิดปฏิกิริยา =2่» ป » การสังเคราะห์ทางเคมีที่นําไปสู่การจําลองแบบ ตัวเองของสารพันธุกรรม แนวความคิดในทางปรัชญาดังกล่าวถูกลบ เว ล จ " ล้างไปเมื่อมีการค้นพบใหม่ว่า โมเลกุลกรดนิวคลิอิก ซนิด 3]ง4 มีคุณสมบัติทางเคมีทั้ง 2 อย่างอยู่ ภายในดัวเอง กล่าวคือเป็นได้ทั้งข้อมูลพันธุกรรม และเป็นได้ทั้งตัวคะทาลิสต์ด้วย ปัญหาก็คือว่า 1 ซ่ จะเป็นไปได้หรือไม่ที่บรรยากาศของโลกในยุคเริม ดันนั้นเป็น “โลกของกรดนิวคลิอิก” โดยแท้ โลกทางชีวภาพ ซวภาพและสงคม : โลกทาง ลกข นิวคลิอิก ยซึ่งวีสี2๑๓งัล้ง % ถ้าสิ่งมีชีวิตอุบัติขึ้นมาบนโลกนี้โดยความบังเอิญจริง ตามแนวคิดบางกระแสในปัจจุบัน โดยมีปัจจัยสําคัญ ง - - =๑๑ 4 -= เริมแรกคือ สารประกอบพวกกรคนิวคลิอิก ซึงมี ความจําเป็นต่อสิงมีซีวิต เพราะว่ามันมีคุณสมบัติ =4 :, 5 ทางเตมีที่สามารถจําลองแบบตัวเองได้ ปัญหา = = - กล สําคัญก็คือ กรดนิวคลิอิกเริมต้นบนโลกนีเป็น 9. ” ม = ประเภทใดในจํานวน 2 ประเภททีเรารู้จักกันดี ง ” กล่าวคือ จะเป็นพวก 1ง8 ซึงเป็นโมเลกุลสาย สื่อ๑ซี่ไล1 โซวอาคจวคร เดียวที่ไม่ยาวและไม่สลับขับซ้อนมากมายนัก หรือ ปู | - = ว่าจะเป็นพวก 0ฟิ4 ซึ่งเป็นโมเลกุลสายเกลียวคู่ ทีมีความสลับขับซ้อนและมีความยาวมากกวําพวก ธผค ในปัจจุบัน เรารู้ดีว่า 0]ง8 เป็นสารพันธุ- @ =@=๑@ ซ่ 7 จ รซั 4 4, กรรมของสิงมีชีวิตทัวไปที่อาศัยอยู่บนโลกนี ไม่ว่า “ เร เ = = จะเป็นใวรัส (ยกเว้นไวรัสบางชนิดเท่านั้นที่มีสาร พันธุกรรมเป็น โง44) แบคทีเรีย พืช และสัตว์ แต่ 5 ซ่ ๑ 9 อผิค ก็มีบทบาททีสําคัญเพียง 2 ประการคือ เป็น , เร - ซ่ ง เฑา แหล่งรวมของข้อมูลพันธุกรรมเพื่อการถ่ายทอดสู่รุ่น 7 ” 4 ถัตไป และเป็นแหล่งเก็บข้อมูลเพื่อการปรับควบคุม กระบวนสังเคราะห์โปรตีนภายในเซลล์ของสิงมีชีวิต ง " เ 8, '= ทุกรูปแบบ แต่ 0ผิ# ไม่มีคุณสมบัติที่จะทําหน้าที่ ๑ = @ จ .: === - น เป็นตัวตะทาลิสต์หรือตัวเร่งปฏิกิริยาที่ช่วยกระตุ้น หรือช่วยส่งเสริมให้เกิดปฏิกิริยาเคมี สําหรับโปรตีน นัน ส่วนใหญ่จะมีคุณสมบัติเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเคมี ตึ่ คิศิจิ๑๓๕: ๕ฉ่.ฮส5 ส ที่ดีไนปฏิกิริยาต่างๆ ของเซลล์สิ่งมีชีวิต และโปรตีน ด จ= ะ ห บางซนิดก็มีคุณสมบัติเป็นโครงสร้างของร่างกาย =@ สล ว 8, ง - = สิงมีชีวิตด้วยเช่นกัน ไม่พบว่ามีโปรตีนชนิดไดเลย ส๓ ๒= ๆ - [0 ง, ที่มีคุณสมบัติเป็นสารพันธุกรรมได้ จึงเกิดปัญหาว่า 5 == = ว "4 ง ส กรดนิวคลิอิกซนิดแรกสุดที่อุบัติขึ้นมาก่อนที่จะ พัฒนาไปเป็นสารพันธุกรรมในหน่วยสิ่งมีชีวิตเริม | ๆ ว ส9 = แรกนั้นเป็นสารประเภทใดกันแน่ มีนักวิทยาศาสตร์ ง 20 อ่ บางกลุ่มได้มุ่งประเด็นไปที่ 8ง8 ซึ่งมีโครงสร้าง ต่อนข้างเรียบง่าย ไม่ซับซ้อนเหมือนอย่าง 1ง4 ยิงไปกว่านัน 0ง4 ยังมีคุณสมบัติในเชิงการปรับ คผล เขขอกนต่อ1๐ ธต์ซ์ ด: ” 2 " รูปที่ 1 : โครงสร้างของกรดไรโบ นะไออ ส๓เน่ หรือ 8ง8) ซึ่งเป็นโมเลกลสายเดียว ทีไม่ยาวและไม่สลับซับซ้อนมากมายนัก (ซ้าย) กับกรด ลืออกซ็ใรโบนิวคลิอิก (โิ๐เพรทศุไ3 ปนแไง ณะไฟ หรือ เอพ.) ซึ่งเป็นโมเสกุลสายเกลียวคู่ที่มีความสลับขับซ้อน และมืความยาวมากกว่าพวก @ผล (ขวา) ตัวได้ดี เพราะว่า #ง4 มีส่วนร่วมในกระบวนการ ทางเคมีที่เกี่ยวกับการสื่อสารข้อมูลระหว่าง 1ง. กับโปรตีนได้อย่างเหมาะสมดียิ่ง นั้นคือ 0ง4> ร0ง4 >โปรตีน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สําคัญในการทํา งานของเซลล์สิ่งมีชีวิต แต่ที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ แน่ใจว่า 10ง4 จะเป็นสารเริ่มตันในกระบวนการ ทางเคมีที่นําไปสู่กําเนิตของสิ่งมีชีวิตเพราะว่ายัง ไม่มีข้อมูลใดบ่งชี้ว่า 1ยง มีคุณสมบัติเป็นตัวเร่ง ปฏิกิริยาเคมีหรือเป็นตัวคะทาลิสต์ได้คล้ายภับ เอนไซม์ นักวิทยาศาสตร์ส่วนไหญ่จึงมีความเชื่อ ตลอดมาในทฤษฎีที่ว่า 90]ง4 เป็นสารพันธุกรรม เริ่มค้นของสิ่งมีชีวิตที่อุบัติขึ้นมาครั้งแรกสุด แต่มี นักวิทยาศาสตร์บางคนเริ่มลังเลใจเกี่ยวกับความ เป็นไปได้ที่ว่า 2ง6 น่าจะเป็นสารพันธุกรรมเริ่ม ต้นที่แท้จริง เพราะว่าในปี ค.ศ. 1970 เมื่อนัก วิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน 2 ท่าน คือ 11. โอกบัก และ 0. 8ล1๐5๐ ได้คันพบเอนไซม์ที่มีชื่อ ว่า ร๐๒๐56 ชลก5๐ต่ฏ13 ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยเร่ง ปฏิกิริยาเคมีในการสังเคราะห์ 0!ง44 สายเกลียวคู่ จากต้นแบบของ 197ง สายเดี่ยว ในขณะเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันอีก 2 ท่าน คือ 5. 141แหรถ และ 7 (๐๐ ได้ค้นพบโดยบังเอิญว่า 10ง4 มีคุณสมบัติเป็นตัวคะทาลิสต์หรือเป็นเอนไซม์ ที่ได้ซื่อว่า ไรโบไซม์ (ถั0๒๐29๓๐) ที่สามารถตัด โมเลกุล วัยง4 ของตัวเองได้ และคัดโมเลกุลของ 10ง4 ตัวอื่นได้ด้วย การคันพบดังกล่าวนี้นําไปสู่ ทฤษฎีที่น่าเชื่อถือได้ว่า ร0ง โมเลกุลที่อุบัติขึ้นมา ในยุคเริ่มแรก น่าจะเป็นสารประกอบที่มีคุณสมบัติ พิเศษทั้ง 2 อย่างภายในตัวเอง คือ สามารถจําลอง แบบตัวเองได้และสามารถเป็นตัวคะทาลิสต์ได้ด้วย ถ้าทฤษฎีนี้เป็นจริง โลกในยุคแรกเริ่มก่อนที่จะมี สิ่งมีชีวิตอุบัติขึ้น คงจะมีสารประกอบพวก โปงด อยู่ ในธรรมชาติมากมายพอสมควร ตังนั้น ในปี ค.ศ. 1986 ห/., 0ป๒๓6 จึงได้ตั้งชื่อโลกในยุคนั้นได้อย่าง เหมาะสมว่า “โลกของ @1ง6” แต่ก็คงไม่มีทางเป็น ไปได้ที่นักวิทยาศาสตร์จะทตลองในห้องปฏิบัติ การเพื่อพิศูจน์ว่า ทฤษฎี “โลกของ [0ง4” ในอดีต กาลนั้นเป็นจริงหรือไม่ อย่างไรกี็ตาม ถ้าเรามีความ เชื่อในทฤษฎีนี้ เราก็คงจะคาดเดาได้ว่าในช่วงที่โลก สงบลงพอสมควรและพร้อมที่จะแง้มเปิดประดู ต้อนรับโลกใหม่ในบรรยากาศของ 301ง4 นั้น คง ใช้เวลายาวนานประมาณ 200-300 ล้านปีหลังจาก ที่โดกได้ผ่านวิกฤตการณ์ความผกผันบนเปลือกโลก อันเนื่องมาจากแผ่นดินไหวและภูเชาไฟระเบิด รวม ทั้งการถูกชนโดยอุกกาบาตน้อยใหญ่มาเป็นเวลา ยาวนานกว่า 500 ล้านปิ แนวทางหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์พอจะคาดเดาเหตุ- การณ์ที่เกิดขึ้นในยุคแรกเริ่มได้ คือ เกิดปฏิกิริยา เคมือย่างต่อเนื่องในสภาวะแวดล้อมที่เป็นน้า จน เกิดเป็น “น้้าซุปแห่งชีวิต” ที่ประกอบด้วยสารต่างๆ เช่น นิวคลีโอไทด์ กรดอะมิโน มีเทน แอมโมเนีย เป็นตัน และหน่วยย่อยนิวคลีโอไทด์คงทําปฏิกิริยา เคมีกันจนเกิดเป็น โปง สายสั้นๆ เสมือนเป็น “อิฐ” ก้อนแรกๆ ของกระบวนการสร้างสิ่งมีซีวิตบนโลกนี้ และพัฒนามาเป็น ส3ง4 สายยาวมากขึ้นตามลําคับ โดยการเพิ่มหน่วยย่อยนิวคลีโอไทด์เข้าไปที่สายเดิม จนถึงจุดหนึ่งที่ 7ง4 พัฒนาทางด้านโครงสร้างจน มีคุณสมบัติที่สามารถจําลองแบบตัวเองได้โดยอาตัย การช่วยตัวเองจากคุณสมบัติที่เป็นตัวคะทาลิสต์ ภายในตัวเองด้วย ซึ่งถือว่าเป็นจุดผกผันที่สําคัญ ยิ่งที่นําไปสู่การสร้างโมเลกุล [9ง/ ขึ้นมามากมาย โดยที่สาย 1ปง4 ส่วนใหญ่จะมีลําคับเบสเหมือน สายดต้นแบบ แต่อาจมี 1ง บางสายที่ผิดแผก แตกต่างกันออกไปกภลายเป็นสาย @ง4 รูปแบบ ใหม่ๆ ทําให้เกิดความหลากหลายในโครงสร้าง และการทํางานของ 1042, ดามถาลเวลาที่ผ่านไป โมเลกุล โปง4 บางสายอาจจําลองแบบตนเองได้ เร็วกว่าบางสาย และไมเลกุล โปง4 บางรูปแบบมี ความคงทนต่อสภาวการณ์ในคอนนั้นได้ดีกว่ารูป แบบอื่นจนก่อให้เกิดความเหลื่อมลั้วและการได้ เปรียบเสียเปรียบในคุณสมบัติทางเคมี อาจเรียกได้ ว่าเป็นยุคของการคัดเลือกทางโมเลกุล (๒๒๐!6๐น1๕ 5๐|๒๐พ์อด) ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีวิวัฒนาการสิ่ง มีชีวิตดโดยกวรคัดเลือกโดยธรรมชาติ (กลเบรม] 56ไ6๐ย่อ๐๓) ของชาร์ลส์ ตาร์วิน ((ไ๒2165 โวมาขัก) ที่บ่งซี้ถึงความสําคัญของความผันแปรทางพันธุ กรรม การแข่งขัน การคัดเลือก และการสิบทอด สายพันธุ์ของพวกที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุด (ตณาทุขอ1 อร์ ถ่๐ มิตอร0) ลกทางชีวภาพ ะสังคม โลกทางชีวภาพแล ตามทฤษฎี “โลกของ โง4” นักวิทยา- ศาสตร์ศาดการณ์วา ในยุคเริมต้นคงมีโมเลกุล โปัง/% อยู่มากมายหลายรูปแบบดังที่กล่าวมาช้างบน เมื่อ มีการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงทางเคมีจนทําให้เกิด โมเลกุฒขนาดใหญ่ขึ้นหลายรูปแบบ โดยเฉพาะ ไมเลกุลสายยาวของกรคนิวคลิอิกและของกรด อะมีโน และไมเลกุลชนาดใหญ่เหล่านี้มีคุณสมบัติ ทางเคมีทําให้บันสามารถจําลองแบบตัวเองขึ้นมาได้ ด้วยกลไกทางเคมีที่เหมาะสมเมื่อมีวัตถุดิบที่เป็น โมเลกุลขนาดเล็กๆ อยู่พร้อมรอบๆ บริเวณนั้น โดย โมเลกุลที่ถูกจําตองแบบขึ้นมาใหม่ ต้องมืองค์ ประกอบโครงสร้างและสมบัติทางเคมีเหมือนกับ โมเลกุลต้นแบบทุกประการ กล้าวคือ สามารถ ควบคุมและกําหนดโครงสร้างของไปรตีนใด้ เมื่อมี วิวัฒนาการเชิงโมเดกุล (๒๐1๒๐ฟะ 6+01แย่00) มา ถึงจุดที่กรดนิวคลิอิกและโปรตีนมีการประสาน ประไยชน์ซึ่งกันและกันใต้ โดยกรดนิวคลิอิกเป็น ตัวกําหนดโครงสร้างและคุณสมบัติของโปรตีน ใน ขณะเดียวกัน โปรตีนก็มีส่วนช่วยเร่งปฏิกิริยาเคมีใน การจําลองแบบตัวเองของกรดนิวคลิอิก จึงท่าให้มี การเพิ่มจํานวนโมเลกุลของกรดนิวคลิอิกและของ โปรตีนที่ทํางานรวมกันได้ภายใต้กฎเกณฑ์ธรรม ชาติ เมื่อมีสารประกอบที่สําคัญ 2 ประเภทนี้มาก มาย รวมทั้งสารประกอบที่มีโมเลกุลชนาดเล็กอื่นๆ ที่เป็นวัตถุดิบอย่างพร้อมมูล จึงมีการพัฒนาขั้นต่อ ไปได้อย่างราบรื่นและรวดเร็ว โดยขึ้นอยู่กับปัจจัย หลักสําคัญ 2 ประการ คือ (1) หน่วยโครงสร้างที่สามารถจําลองแบบหรือ สืบทอดสายพันธุ์ตัวเอง (5๐16-แอต๐สขะ๐น์อต) กลําวคือ สามารถสร้างจํานวนหน่วยเพิ่มขึ้นได้จาก 1>2 จาก 2%4 จาก 4%8 ฯลฯ ไปได้ตลอด ซึ่ง จะทําให้มีจํานวนหน่วยโครงสร้างที่เหมือนๆ กันเพิ่ม มากขึ้นเป็นทวีคูณ (2) มีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบโครงสร้าง ของหน่วยพันธุกรรมหรือมิวเทชัน (กรนเธย๐0) ซึ่ง หมายความว่า กระบวนการสร้างจําลองแบบของ สายกรตน๊วคลิอิกนั้น อาจมีเหตุการณ์ทางเคมีที่ไม่ ปกติเกิดขึ้นได้ในบางจุดของโมเลกุลและเป็นเหตุ ให้โมเลกุลของกรตดนิวคลิอิกที่สร้างจําลองแบบขึ้น มาใหม่นั้นผิดแผกแตกต่างไปจากโมเดกุลต้นแบบ บ้างเล็กน้อย เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางเคมีเช่นนี้ มีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอดามกาลเทศะที่แตกด่างกัน ธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงของโมเลกุลกรด นิวคลิอิกในยุคแรกเริ่มคาดว่าน่าจะมี 2 รูปแบบคือ รูปแบบที่ 1 ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในกระบวน กทรจําลองแบบตัวเองของกรดนิวคลิอิกนั้น ทําให้ผล ลัพธ์ที่เป็นโครงสร้างของกรดนิวคลิอิกใหม่ไม่เหมือน กัน และถ้าโครงสร้างของกรดนิวคลิอิกรูปแบบใหม่ ไม่สามารถทํางานควบคุมการสร้างโปรตีนได้อย่าง ปกติ หน่วยโครงสร้างที่มีโมเลกุลที่ผิดปกตินี้ก็จะ 'ใม่สมบูรณ์และไม่สามารถคําเนินการพัฒนาต่อไปได้ และหน่วยโครงสร้างใหม่นั้นก็จะยุติลงเพียงแต่นั้น แต่ถัวโครงสร้างไมเตกุลกรตนิวคอิอิกรูปแบบใหม่ ยังคงสามารถควบคุมการสร้างโปรตีนได้เหมือนเติม เสมือนว่าไม่มือะไรเกิดขึ้น หน่วยโครงสร้างใหม่นั้น ก็จะสามารถจําลองแบบตัวเองลืบเนื่องต่อไปได้ทํา ให้มีจํานวนหน่วยที่มีโครงสร้างเปลี่ยนแปลงไปจาก เติมเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกอุ่มนั้น รูปแบบที่ 2 กรดนิวคลิอิกอาจเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมโดยการมีจํานวนหน่วยย่อยนิวคลีโอไทด์ เพิ่มมามากกว่าเติมในกระบวนการจําลองแบบกรด นิวคลิอิก ซึ่งยังผลให้กรตนิวคลิอิกที่เกิดขึ้นมาใหม่ มีสายยาวมากขึ้นภว่าเติม ทําให้สามารถควบคุมการ สร้างโปรตีนสายยาวกว่าเดิมเป็นเงาตามตัวไปด้วย เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเสมอ ๆ และเป็นบัจจัยสําคัญ ช่วยทําให้การทํางานของหน่วยสิ่งชีวิตมีความสลับ ซับซ้อนบากขึ้นและสามารถสืบทอดสายพันธุ์ได้ อย่างมีประลิทธิภาพมากขึ้นด้วย เมื่อมีหน่วยสิ่งมี ชีวิตใหม่ๆ ที่หลากหสายในทางโครงสร้างและในทาง เคษีที่สลับซับซ้อนมากขึ้น หน่วยลิ่งมีชีวิตรูปแบบ ใหม่ๆ เหล่านั้นก็อาจทดแทนหน่วยลิ่งมีชีวิตรูป แบบเก่า ๆ หรือในบางกรณี อาจมีลิ่งมีชีวิตรูปแบบ ใหม่ อยู่ปะปนกับพวกหน่ว ยสิ่ง มีชีวิตรูปแบบเก่าๆ ซึ่งเป็นสภาวการณ์ที่เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันกัน ระหว่างแบบใหม่กับแบบเก่า อาจกล่าวได้ว่า มีการ คัดเลือกโดยธรรมช้าติตั้งแต่เริ่มมีสิ่งมีชีวิตอุบัติขึ้น มาบนโลกนี้แล้ว เมื่อมีกรคนิวคลิอิกและโปรตีนรูปแบบต่างๆ อยู่ ร่วมกัน ฮาจเป็นไปได้ที่หน่วยสิ่งมีชีวิคที่มีรูปแบบ สารประกอบที่แตกต่างกันนั้น จะตอบสนองต่อ สภาวะแวดล้อมได้แตกต่างกันด้วย เช่น หน่วยสิ่ง มีชีวิตที่มีรูปแบบตั้งเติมอาจจําลองแบบและเพิ่ม ปริมาณหน่วยได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง ส ๕ =๓๑ 4 ด ในขณะที่หน่วยสิงมีชีวิตที่มีรูปแบบไหม่ สามารถขยายพันธุ์ เพิ่มปริมาณ ะ1 : หน่วยได้ดีในนําที่มีอุณหภูมิตํา เต ศสศุ กว่า เป็นตัน ในกรณีเช่นนี้ จะ " ซ่ ง ไม่มีการแทนที่กัน จวกหน่วย สิงมีชีวิตที่มีรูปแบบเดิมไป เป็นหน่วยสิงมีชีวิตทีมีรูป แบบใหม่ แต่จะเป็นการ แยกถินอาศัย (]น10) ที่ แตกต่างกัน และแต่ละ กลุ่มก็เพิ่มปริมาณโนถิน ฆ สจ อาศัยที่ตัวเองเหมาะสม กว่า โดยมีการแบ่งสันปัน ส่วนกันอย่างลงตัว ไม่มี หน่วยสิงมีชีวิตใดได้เปรียบ ร หรือเสียเปรียบมากกว่ากัน แต่เป็นการเลือกสรรหรือการคัต เลือก โดยธรรมชาติอย่างแท้จริง " (ซื - ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มีมา ๒2 9ซ่ = นานตั้งแต่เริ่มมีปรากฏการณ์ของสิงมีชีวิต = เ ล ส อ จ = โดยมีปัจจัยหลักที่สําคัญ 2 ประการคือ การ สร้างจําลองแบบตัวเอง และการเปลี่ยนแปลงทาง พันธุกรรมหรือมิวเทชันดังที่ได้กล่าวมาแล้วปรากฏ- = ค ๑ซ้ การณ์ธรรมซาติเซ่นนีมีมานาน และคงเกิดขีนตลอด ถาล แต่ดาร์วินเพิ่งจะมาคันพบความจริงเมือ อโครรรีร ประมาณ 150 ปีที่ผ่านมานีเอง จะเห็นได้ว่าแนวโน้มของหน่วยสิงมีซีวิตจะ = ซ2 ซ่ เป็นไปในทิศทางที่มีการพัฒนาจากสภาพทีเรียบ ง ว ส «๓ 9 ด ส ง่ายไปสู่สภาพที่สลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เปรียบ ออไจแราษา น้ =' เอ๓เลร์ เทียบได้กับการพัฒนาเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ ส 3. เ สส9 จํวใ: ที่เริ่มตันจากโครงสร้างง่ายๆ ทีมีหน่วยความจําใน โปรแกรมไม่มากนัก แล้วจึงค่อยๆ พัฒนาหน่วย ความจําให้มีขนาดเล็กลงจนสามารถบรรจุหน่วย อ 4 ความจําได้จํานวนมากขึ้นจนกลายเป็นเครื่องคอม- จ - 2, = พิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพในการทํางานสูงอย่างที่ ๑ ร เห็นอยู่โนทุกวันนี เพ อ ๕ ว ๊ 2 ะ เ= ๕ 5 5 ( สังคม โลกทางชีวภาพและ เธภู , ๒ «๕<=% ในดเซลลดกด รร ร = "ซัน2 วิวัฒนาการเชิงโมเลกุลคงจะเกิดขืนในลักษณาการ คล้ายกับวิวัฒนาการของสิงมีชีวิตตามทฤษฎีของ ตาร์วิน และวิวัฒนาการของโมเลกุล รังง/ ในลําคับ 9» 4ใด2 จ ว ต่อมา คงไม่ใช่เพียงแค่โครงสร้างของ 194 ที่ พัฒนาไปมีรูปแบบต่างๆ กัน อันได้แก่ ณัปง4, ๑น ย ส ๓4 ธัขิค, ลบโขง8 เท่านัน แต่คงจะเป็นเรื่องทีเกียว กับคุณสมบัติการทํางานของ ]ปงค แต่ละชนิดใน กระบวนการควบคุมการสังเคราะห์โปรตีนด้วย ยิง ลื ว ไปกว่านั้น 1ง6 ที่มีโครงสร้างและคุณสมบัติการ , ซ่ เซ” - ทํางานที่ก่อให้เกิดการสังเคราะห์โปรตีนได้ดีในยุค ะ นัน คงจะมีข้อได้เปรียบในเชิงการคัดเลือกโดย = เส่ ๆ - ธรรมชาติ เมือการวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงใน ะ. ๆ ระดับโมเลกุลมาถึงขันนี่แล้วและบรรยากาศของ ส 7 =“ 7 เว โลกมีความพร้อมทางเคมีในทุกๆ ด้าน “น้าซุป 4 5 ( = แห่งชีวิต” ก็คงก่อตัวขึนมาเป็น “เซลล์เริมต้น” (๒๓๐10 อ๐6) หรือ “เซลล์ดึกดําบรรพ์" (บณักน์ณ์ขอ ฮ่ - -, ว ๐๐11) ที่สามารถเจริญเติบโตได้และสามารถสร้าง ล อ ย เซลล์ขืนมาใหม่ได้โดยการแบ่งแยกออกจากเซลล์ -, ส ม ๕ 4 เ เดิม จากหนึ่งเซลล์เป็นสองเซลล์ นั้นคือจุดกําเนิด 6 ๑ ง, เร 2. 2 ของเซลล์สิงมีชีวิตทีคาดว่าอุบัติขึ้นมาเป็นครั้งแรก ส ๒รใชื่อ วัน ป เมื่อประมาณ 3,800-3,600 ล้านปีทีแล้ว จากนัน 6 ๕๕ จ ส เซลล์ดคีกดําบรรพ์ก็วิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไป ลิ/, "ด 1 เด ๆ ตามสภาวะแวดล้อมโดยขึนอยู่กับปัจจัยหลัก คือ ข่ ๓๑. 2 ง การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมหรือมิวเทชันควบคู่ กับการคัดเลือกโดยธรรมชาติทําให้เกิตความผันแปร เด =@-สซ่ ส. ทางพันธุกรรม และผลผลิตทีเป็นโปรตีนที่มีคุณ- สมบัติผิดแผทแตกต่างกันคตามไปด้วย นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า ๒ ต๑ซั สิงมีชีวิตที่มีสารพันธุกรรมเป็น 0 เกิดขึนใน ย ส ฮั ช่วงเวลาที่เป็น “โลกของ 10ง8” หรืออุบัติขึ่นมา ๆ % จ ส3 เล หลังจากนัน แต่เป็นที่เข้าใจกันว่า พันธุกรรมในรูป เซ แบบของ 1ขิง คงมีการพัฒนาการเปลี่ยนแปลง ไปโดยกลไกการเกิดมิวเทชันจนทําให้สามารถสร้าง เณ ซ่ ๕ » เซา4. เ โปรตีนหรือเอนไซม์ที่เอื้ออํานวยให้มีการสังเคราะห์ นิวคลีโอไทด์สายเกลียวดู่หรือ 9ง6. จากโมเลกุล รซ่ " ซ่ 4 ต้นแบบของนิวคลีโอไทด์สายเดียวหรือ โปง แต่ ง คว ว “ ซั แน่นอนที่สุดที่ข้อมูลพันธุกรรมที่อยู่ในรูปแบบของ สาย 0ม4 มีข้อได้เปรียบมากกว่าในรูปแบบของ [ว ซื่องอี่จ:. 1ง4 ในสภาวการณ์ทัวไป จึงไม่ใช่เรืองที่น่าแปลก ใจว่า เซลล์ดึกดําบรรพ์ยุคต่อๆ มาได้พัฒนามาเป็น ส เ อ เซลล์ทีมี 0144 เป็นสารพันธุกรรมอย่างสมบูรณ์ ะ สั แบบจนกระทั่งทุกวันนี้ ซึ ณุ ฒ ๑ ง ซู ส . จะเห็นได้ว่า ข้อสันนิษฐานต่างๆ ตังที่ทล่าว 3 ๕ ซ่ มานี มีโอกาสเป็นไปได้สูงมาก แต่ก็คงเป็นเรืองยาก ซ่ ล. = ๆ ที่จะหาทางพิสูจน์ได้ในห้องปฏิบัติการ อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ก็คงไม่ยอมแพ้อย่างง่ายตาย โดย เซ ง จ ๑ เฉพาะความรู้ทางวิชาการยุคโหม่ทีนักวิทยาศาสตร์ ล้ สี่อหังเฉึ่ง5ีสี3 ใช้ในการแสวงหาข้อมูลพื้นฐานเกียวกับสิงมีชีวิต วๆ ได้กว้างขวางมาถยิงขึ้น ทั้งขนบกและในทะเลลีก ฉ่งรซีคดดื้อรรรีคครเตรเื้เริกรี ตลอดจนสิงมีชีวิตที่อาจมีอยู่นอกพืนพิภพนี อย่างไรก็ตาม มีนักวิทยาศาสตร์อีกหลาย รจเณี้ซี มี่๓รํว ซิ่งซีซี5๑ซี่. ฉัก๕. ท่านที่มีความเชือว่า สิงมีชีวิตทีปรากฏบนโลกนี้มีคัน กําเนิดมาจากนอกพิภพ โดยเฉพาะนักฟิสิกส์ซาว , ฆ่ จะ?. ส " อังกฤษชื่อ โี๐ส 1ูร้อ]๒ และผู้ร่วมงานมีความเชือ ๒ซ ซ่ โนทฤษฎีแพนสเปอร์เมีย (0ล๓50๐บล ปัน๐9) ที่ - !' =@, ซู + เสนอแนวความคิดว่า สารอินทรีย์ที่จําเป็นสําหวับ ซึ่งทีซีจ๑ซี๑ยไช้- : สิงมีชีวิตมีอยู่ทัวไปนอกโลก และแพร่กระจายไปใน ห้วงอวกาศและอาจล่องลอยมาพร้อมกับสะเก็ดของ ซ่ ง ดาวเคราะห์น้อยหรือสะเก็ดอุกกาบาตทีตกลงสู่โลก จ: ๓ ส =23- เราเมือหลายพันส้านปีที่ผ่านมา ทฤษฎีนี่มีความเป็น ๕ 4 ส ง, ไปได้มากขึ้น เมือมีการค้นพบเมือกลางปี 2539 ว่า ส๕ ซึ่อีส5๑๓๑อะ ๒ มีร่องรอยของสึงมีชีวิตคล้ายพวกจุลินทรีย์ทีติดมา 3 2 0> กับลูกอุกกาบาดทีเชื่อว่ากระเด็นหลุดออกมาจาก ». "! เร ส ดาวอังคารเมือประมาณ 16 ล้านปีที่แล้ว และตกลง [ "จ -. ล เณ/ ส สู่โลกบริเวณทวีปแอนตาร์ติกาในขัวโลกได้เมื่อ ศศ ล ประมาณ 13,000 ปีที่แล้ว ถ้าการค้นพบนีเป็นจริง จจ จจว อยํางที่นักวิทยาศาสตร์คาดคิดคันไว้ ก็มีความเป็น ๒๕๑ 2 เณล ๕ เ. ส ไปได้ที่สิงมีชีวิตอุบัติขึ้นมาบนตาวอังคารเมือ แล. ประมาณ 3,500 ล้านปี พร้อมๆ กับสิ่งมีชีวิคที่ ๓ล ฮั 3.4-= ว ถ่ ง อุบัติชื่นมาบนโลกนี่ สิ่งที่ค้นพบใหม่นี้ไม่ได้ให้คํา 2 เจ, เว ณ ลอ "ว ตอบชัดเจนนัก แต่กลับเป็นประเด็นคําถามขึ้นมา เล เฉ, "ร# ” ๆ ใหม่ว่าถ้าสิงมีชีวิตเกิดขึ้นบนคาวอังคารจริง สรรพ ะ2 ' ว. - ๑ ชีวิดเหล่านันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร มีวิวัฒนาการ เป็นแบบใด จะเหมือนปรากฏการณ์ธรรมชาติบน ซั = ' โลกเรานีหรือไม่ 8, ว เง เซ ง คําถามเหล่านีคงต้องรอการคันคว้าหาคํา ตอบจากการสํารวจดาวอังคารโดยโครงการ ฟิค 54 "2 ฮั ะจั ไรย ทีกําลังปฏิบัติการอยู่ในขณะนี ความรู้พื่นฐานเบื่อง ร5: ๓: คัจเท้าเปิ ฉ่ส ตันเช่นนี้ คงจะให้คําตอบเกี่ยวกับกําเนิดของสิ่งมี ชีวิตบนโลกเราได้บ้างไม่มากก็น้อย เ ๑” = ร ๑ ๕ วัฒนาการของสิงมีชีวิตยุคดึกดําบรรพ์ ร การศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และเหตุการณ์ต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิค ที่เกิดขึ้นในอดีต ต้องอาศัยการศึกษาหาข้อมูลจาก ซากดีกคดําบรรพ์ ([์๐55ป์ จากภาษาละดิน ก์055ปั15= ขุดมาจากดินหรือหิน) โดยเฉพาะที่เกิดจากสิ่งมีชีวิค ไม่ว่าจะเป็นพวกจุลินทรีย์ สาหร่าย พืชและสัตว์ที่ ตายในสภาวการณ์ที่ขาดแคลนอากาศ ในของเหลว หรือในทราย และโคลนตมที่ไหลทับถมตกตะกอน ลงสู่พื้นล่างของแม่น้้า ลําคลอง หนอง บึง ทะเลสาบ ตลอดจนพื้นล่างของทะเลและมหาสมุทร ตะกอน ที่ทับถมสะสมมานานจะถูกอัดแน่นจนกลายเป็น ชั้นหิน หรือลาวาจากการระเบิดข เวลายาวนาน เช่น ซากกระดูกและขากฟันของสัตว์ -. 4 =-. เร ชากเปลือกหอยที่ฝังอยู่ในชั้นหินเป็นเวลานับร้อย ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในอดีต (1๐058โโง๒๐๐0๕) เพราะชั้นหินที่มีอายุต่างๆ กันนั้น เปรียบเสมือนเป็น ปฏิทินที่บ่งบอกเวลาตามมาตราธรณีกาล (8๐0- 8โ๐ม1 บู๓๐ 5๐0๐) ซึ่งจะสะท้อนให้ทราบถึง ประวัติศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตโนอดีด การศึกษาด้าน ส2. -= ส เง 4ส ชีววิทยาของซากดึกดําบรรพ์เป็นวิทยาศาสตร์ที ๑ สุ3= 1. ั=2 ซ. สําคัญแขนงหนึ่งที่เรียกว่า บรรพ์ชีวิน (อ6๐510- ไดร) ก้าวแรกอันยาวนานของ วิวัฒนาการของสิงมีชีวิต ตังที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่า นักวิทยาศาสตร์ สันนิษฐานว่า สิ่งมีชีวิตอุบัติขึ้นมาบนโลกนี้เมื่อ ประมาณ 3,809-3,600 ผ้านปีมาแล้ว และมีวิวัฒนา การเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในช่วงมหายุดพรีแดม เบรียน (ฮะ๐๐๒00ก่ลก ๐58) นี้ ซึ่งกินเวลายาวนาน ประมาณ 3,000 ล้านปี แต่สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในช่วงเวลา ยาวนานนี้ มีเพียงพวกจุลินทรีย์ที่มีโครงสร๊างไม่ ต่างไปจากพวกแบคทีเรียที่เรารู้จักกันในยุคปัจจุบัน ทั้งๆ ที่บรรยากาตของโลกในมหายุดพรีแคมเบรียน นั้นแตกต่างจากยุคปัจจุบันโดยติ้นเชิง อย่างไรก็ตาม กระบวนการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ยังคงเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นยุคใดสมัยใดก็ดาม ตัง จะเห็นได้ว่า ความแตกต่างผันแปรทางพันธุทรรม (#๐๓๐ย๐ หมาธน์อก) ของสิ่งมีชีวิตแต่ละหน่วย สะท้อนให้เห็นว่า สิ่งมีชีวิตบางหน่วยมีพันธุกรรม ที่เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมมากกว่าบางหน่วย โลกทางชีวภาพ 2, " ง ว ทําให้หน่วยสิงมีชีวิตทีเหมาะสมสามารถอยรอตและ สกทางชวภาพและสงคม » (1 / ถ่ายทอดพันธุกรรมสู่รุ่นต่อๆ ไปได้อย่างมีประสิทธิ - ภาพ การคัดเลือกโดยธรรมชาติเช่นนี้ ทําให้เกิดมี สิ่งมีชีวิตรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งส่งผลให้สิ่งแวดล้อม ทั้งทางชีวภาพและทางกายภาพเปลี่ยนแปลงตาม ไปด้วย ยังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการสิ่ง มีชีวิตอย่างต่อเนื่องตามกาลเทตะที่ผ่านไป จะเห็น ได้ว่า เหตุการณ์สําคัญ ๆ ในวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ที่เกิดขึ้นในมหายุคพรีแคมเบรียนเป็นเรื่องที่เกี่ยว กับการพัฒนากลไกทางด้านชีวเดมีที่เกี่ยวข้องกับ กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง (อ1๐105หรฝา๐515) โดยใช้พลังงานจากแลงอาทิตย์ ทําให้เกิดปฏิกิริยา เคมีระหว่างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กับน้้า ให้ ผลผลิตเป็นคาร์โบโอเดรตกับก๊าซออกซิเจนซึ่งถูก ปลคปล่อยออกสู่บรรยากาตนอกเซลล์ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ และมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลง บรรยากาศของโลกอย่างมาก รวมทั้งมีผลกระทบ ต่อการปรับตัวทางด้านชีววิทยาเพื่อการอยู่รอดของ สิ่งมีชีวิตในช่วงเวลานั้นด้วย โดยสิ่งมีชีวิตในเวลา นั้นจะต้องมีคุณสมบัติที่ทนทานต่อสภาวการณ์ที่มี ความหนาแน่นของก๊าซออกซีเจนได้ดี จนทําให้สิ่ง มีชีวิตรุ่นต่อๆ มามีการพัฒนากลใกการดํารงชีวิต ที่เรียกว่า เมทาโบลิซึม (ทา๐๒๒0๐[5ทา) ที่สามารถ นําเอาก๊าซออกซิเจนจากบรรยากาศโดยรอบมาใช้ ในกระบวนการย่อยสลายอาหารเพื่อให้เกิดพลังงาน ทางเคมีที่เรียกว่า 4.โ? ที่เหมาะกับการดํารงชีวิต รวมทั้งผลผลิตที่ปล่อยออกมาคือ ก๊าซคาร์บอน ไดออกไซต์กับน้้า นั่นคือ ตันกําเนิดของกลไกการ หายใจระดับเซลล์ (๐๐|ใ0!2ะ 5๐501ธลยอก) การ เปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการทางชีวเคมีเช่นนี้ นําไปสู่ สภาวะสมดุลระหว่างก๊าซออกซิเจนและก๊าซคาร์- บอนใดออกไซด์ในเวลาต่อมา เหตุการณ์สําคัญอีกประการหนึ่งที่คาตว่า นําจะเกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตในมหายุคพรีแคมเบรียน คือ การเกิดเซลล์รูปแบบใหม่ที่มีหน่วยพันธุกรรม หรือยืน (8๐๑๓๐) รวมตัวกันเป็นรูปร่างโครงสร้าง ..ชัดเจนอยู่ภายในบริเวณจํากัดที่ห่อหุ้มโดยเยื่อหุ้ม น % (เทอฑาหลท6) เรียกโครงสร้างที่อยู่ภายในเซลล์นี้ว่า นิวเคลียส (ก๒๐๐๒5) และเรียกสิ่งมีชีวิตชนิตที่มี นิวเคลียสนี้ว่า ยูคาริโอด (๐(มขฯ๐๒ จากภาษากรีก ๐น = แท้จริง, เชข๐๓ = เมล็ดหรือเปลือกหุ้ม) ส่วน พวกบรรพบุรุษที่ไม่มีนิวเคลียสเรียกว่า โพรคาวิโอต (เห๑๒๓79๐6 จากภาษากรีก 0๐ = ก่อน, มขอก = เมล็ตหรือเปลือกหุ้ม) เซลล์สิ่งมีชีวิตที่มีการแบ่งขอบเขตทาง โครงสร้างและบทบาทหน้าที่การทํางานของ นิวเคลียสอยํางชัตเจนตังกลําว ทําให้มีประสิทธิภาพ ในการทํางานตีกว่าเซลล์ที่ไม่มีนิวเคลียส แต่ ปรากฏการณ์ที่สําคัญที่สุดที่เกิดขึ้นกับเซลล์ที่มี นิวเคลียส คือมีวิวัฒนาการกลไกการลืบพันธุ์ที่ก้าว หน้าไปเป็นแบบอาศัยเพศ โดยมีหน่วยลิ่งมีชีวิต 2 หน่วยที่มีคุณสมบัติทาง “เพศ” แตกต่างกันเข้ามา มีส่วนร่วมในกระบวนการถ่ายทอดพันธุกรรมไปสู่ รุ่นถัดไป ปรากฏการณ์สําคัญเช่นนี้มีผลดีอย่างยิ่ง ในทางสร้างสรรค์และสะลมองค์ประกอบทางพันธุ- กรรมรูปแบบใหม่ๆ ภายในเซลล์ที่เกิดมาใหม่ภายใน กลุ่มหรือภายในประชากร ซึ่งส่งผลให้เกิดการปรับ ตัวของสิ่งมีชีวิตและมีการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวด ล้อมมากยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ เหมาะสมกับสภาวการณ์ผันแปรของสิ่งมีชีวิตจาก เซลล์ที่ไม่มีนิวเคลียสไปเป็นเซลล์ที่มีนิวเคลียส เป็น เหตุการณ์สําคัญที่เกิดขึ้นในมหายุคพรีแคมเบรียน และเป็นรากเหง้าที่สําคัญที่สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว วิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงต่อไปเป็นหน่วยสิ่งมีชีวิต หลายเซลล์ (ถาแปย์๐๐ฝ่าปละ ๐8ณมเญ่จทท) แบบก้าว หน้าที่เริ่มแพร่กระจายขยายเผ่าพันธุ์มากขึ้นในยุค ต่อๆ มา การศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของ สิ่งมีชีวิตในมหายุคพรีแคมเบรียน ส่วนมากจะได้ ข้อมูลจากซากดึกตําบรรพ์ของพวกจุลินทรีย์ที่มี ร่องรอยหลงเหลืออยู่บ้างในชั้นหินที่เท่าแก่ โดย เฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับขนาด รูปร่าง และโครงสร้าง ทางสัณฐานวิทยาของเซลล์และสิ่งที่อยู่ภายในเซลล์ ว่าเรียบง่ายหรือสลับซับซ้อนมากน้อยเพียงใด อย่าง ไรก็ตาม การศึกษาหาข้อมูลด้านความสามารถและ ง ซ. = ส่ น. ม. ฆ คุณสมบัติทางชีวเคมีที่แตกต่างกันมากมายในสิง % = ล มีชีวิตในยุคปัจจุบันก็เป็นประโยชน์ในทางช่วยชี แนะว่า สิงมีชีวิตในอดีตนําจะมีกิจกรรมและมีความ '- = ย - ” ซ่ สามารถทางชีวเคมีเป็นอย่างไรบ้างเมือเปรียบเทียบ เ ๓ ๑ ง เล กับสิงมีชีวิตยุคใหม่ นอกจากนั่น แล้วข้อมูลทางด้าน =. ง ง - ิ' ะ = ร สารอนินทรีย์พวกแร่ธาตุต่างๆ ที่มีอยู่ในชั้นหินเก่า แก่เหล่านั้น จะช่วยสะท้อนไห้เราทราบถึงสภาพ ส งจ = ซ์ " แวดล้อมที่ได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงไหม่ๆ ในทางชีววิทยาของยุคนันๆ ได้บ้างพอสมควร ข้อมูล ทางตด้านกทายภาพและด้านชีวภาพดังกล่าว ช่วยทํา ให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจในบริบทของกระบวนการ -: = ซ่ เปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการดียิงขิน ณ์ ส ฒา = จ๒๕ สิงมีชีวิตพวกโพรคาริโอตที่อุบัติขึ้นมาใน มหายุคพรีแคมเบรียนคงจะมีรูปแบบโครงสร้าง 6บ อ เซต ฏู ของเซลล์ที่ไม่หลากหลายมาถมายเท่าใดนัก แต่ " = ๒ =44 เ, นําจะมีคุณสมบัติทางชีวเคมีทีเกียวกับกระบวน ๓ ส : การเมทาโบลิชีมที่ค่อนข้างหลากหลายพอสมควร " ฯ เร '" ถุ เฉ เมือเปรียบเทียบกับพวกยูคาริโฮตร่วมสมัย ซง ถือว่าเป็นพวกสืบทอดสายพันธุ์มาจากพวกโพรคา- ริโอต เช่น พวกโพรคาริโอตยุคแรกคงจะมีคุณสมบัติ ฆ= =ส4 ทางชีวเคมีที่มีความทนทานต่อปริมาณความเข้ม ขันของออกซิเจนในระดับต่างๆ อย่างกว้างขวาง ฆ ๕ ฏ สห ย = มาก นับคังแต่พวกที่ไม่สามารถทนต่อออกซีเจน ส อ === ส่:ๆ มจ ได้เลยไปจนถึงพวกที่จะมีชีวิตอยู่ไม่ได้ถ้าหากขาด วย (จะแทเฟาะเง, ออกซิเจน ดังกรณีตัวอย่างของพวกโพรคาริโอต ในยุคปัจจุบัน คือ สาหร่ายสีเขียวแกมนําเงินหรือ = " ซส ๆ| ๑ ไซยาโนแบคทีเรีย (0หล000ล๐1๐52) ซึงเป็นชนิด ส ส 2 เจ4 ที่สําคัญทีช่วยสร้างสรรค์บรรยากาศของโลกให้มี 9 - (ท ง เจ” ก๊าซออกซิเจนมากอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะ ไซยาโนแบคทีเรียมีคุณสมบัติคล้ายกับพวกพืชสี ” ไอ ร๕- ะ เขียว คือสามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้โดยใช้ พลังงานจากแสงและวัตถุดิบจากคาร์บอนได- ออกไซต์และนํา นอกจากนัน ยังพบว่ามีไซยาโน แบคทีเรียบางชนิดสามารถดํารงชีวิตอยู่ได้โดย กลไกการสังเคราะห์ด้วยแสงโดยไม่ใช้นําเป็น ร = จ น”. "| วัตถุดิบ แต่ใช้ไฮโครเจนซัลไฟด์ (1ร 5) แทน ซึ่ง ยังผลให้มีการปลดปล่อยก๊าซซัลเฟอร์แทนที่จะ เป็นก๊าซออกซิเจน ปรากฏการณ์เช่นนีสะท้อนให้ เห็นเป็นอย่างดีว่า การดํารงชีวิตของพวกโพรคา- ๓ ซั = = ว ด”, ริโอตประเภทนีมีอยู่ในอดีตกาล ยิงไปกว่านัน ยัง มีการคันพบว่าไชยาโนแบคทีเรียบางชนิดสามารถ ตรึงไนโตรเจน (ณ์พอรอ๓ 11%แมอท) ได้ไนสภาวะ แวดล้อมที่ปราศจากก๊าซออกซิเจน โดยปกติแล้ว ไนโตรเจนมีความจําเป็นมากสําหรับสิงมีชีวิต แต่ เร ซ่ ย จะต้องเป็นไนโตรเจนทีอยู่ในรูปแบบของสาร ว ก ประกอบเท่านัน เช่น แอมโมเนีย (มฬ.) สาร ซร -> ๕ ส ล ประกอบนีจะเกิดขึนใต้ ก็ต้องอาศัยเอนไซม์ในโตร- ะ สุฯ = จีเนส (ณ์ย๐8๐กล5๐) ซึงมีความไวมากต่อก๊าซ ซ๊ = (เล: ออกซิเจน กล่าวคือ เอนไซม์ชนิดนี่จะทํางานได้ดีใน ค ร = 9 สภาวการณ์ที่ไม่มีออกซิเจนอยู่ด้วย สิงมีชีวิตพวกโพรคาริโอตบางชนิดในยุค ง - เจ๒ ” %- แรกเริมคงจะมีคุณสมบัติเหมือนกับพวกไซยาโน- ส๕ ๕ ง ย แบคทีเรียประเภทนี เพราะว่าในยุคปัจจุบันพบว่า ซ= , 5 4 9/ มีแบคทีเรียบางชนิดที่สามารถครึงไนโตรเจนได้ ” จ ๆ =่ จ ส และมีชีวิตอยู่ได้โดยการปรับตัวให้อยู่ในถินอาศัยที่ ปราศจากก๊าซออกซิเจน แต่ก็ยังมีพวกไซยาโน- สร ๓ เชี่ จ .%”. ๑ ๆ ร แบคทีเรียบางชนิดที่พัฒนาตัวเองโดยทําให้เอนไซม์ ไนโตรจีเนสได้รับการปกป้องคุ้มครองไม่ให้สัมผัส กับก๊าซออกซิเจนได้ โดยทําให้เกิดเป็นเซลล์พิเศษ "ง ง, - ที่เรียกว่า เฮเทโรชิสต์ (๒๐๒๒๐๐5!) ซึ่งภายในเซลล์ เสๆ เซื เ= <% แล เว ะ เจ เง ร . 0 ๓ ๐ 2ะ % รูปพี่ 3 : เซลล์พิเศษที่เรียกว่า เฮเทโรซิสต์ (|๒2งหพ3) พบในไซยาโนแบคทีเรียบางซนิด ภายในเซลล์ซนิดนี้จะ ไม่มีก๊าซออกซิเจนเลย และมีเยื่อหุ้มเซสล์หนาที่ไม่ยอม ให้ก๊าซออกซ๊เจนผ่านเข้าฮอกไดต้ = เซ่ย = ง เร ชนิดนีจะไม่มีก๊าซออกซิเจนเลย เพราะว่าไม่มีรงค์ วัตถุทีเกียวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง และมีเยือหุ้มเซลล์หนาทีไม่ยอมให้ก๊าซออกซิเจน ผ่านเข้าออกได้เลย พร้อมทั้งมีความสามารถสร้าง ”- ใ4 เสบ = ฮ่ เอนไซม์ที่คอยทําลายก๊าซออกซีเจนที่อาจเล็ดลอด เข้าไปในเซลล์ได้บ้างในบางโอกาส ได้มีการค้นพบ @ » 6 ๕๑ 9== 3 ฒ ๕ ชากดีกดําบรรพ์ของเซลล์สิงมีชีวิตที่คล้ายกับเซลล์ = ส ซ= 3 เฮเทโรชิสต์และพวกเซลล์ที่มีนิวเคลียสไนชั้นหิน มหายุคพรีแคมเบรียนที่มีอายุประมาณ 2,200 ส้าน คัตต ปีมาแล้ว ถ้าสิงนีเป็นจริงก็สะท้อนให้เห็นว่า ใน ซ่วงเวลาตังกล่าว นําจะมีก๊าซออกซิเจนอยู่บ้างแล้ว ในบรรยากาศของโลกขณะนั้น เราอาจคาดเดาว่า ร@ุสส2 เจ ซ : ซ้ จ สิงมีชีวิตในยุคปัจจุบันที่มีความเรียบง่ายทั้งในด้าน โครงสร้างและในด้านคุณสมบัติทางชีวเคมี อย่างเช่น แบคทีเรียพวก ๐1๐5เข่ณิเล] และพวก เ๓๐ย่นเท06๐ณ์๐ 5 ซ่๒ - +- คงจะเป็นพวกที่มีสายพันธุ์ทางวิวัฒนาการใกล้ชิด ฆ ๑= ส== 6จ ฝุ กับสิงมีชีวิตพวกโพรคาริโอตรูปแบบต่างๆ ใน ซูว เ มหายุคแรกเร็มที่กล่าวมาข้างคัน ข่ ชั. ซ่ สอ ซ่ ต่อจากนันมาก็คงจะมีวิวัฒนาการเปลี่ยน แปลงจากพวกโพรคาริโอตบางชนิดไปเป็นพวก 6จ "“ เ= ร ยูคาริโอตแรกเริมที่สามารถปรับตัวอยู่ได้ต์ในบรร- ฐส่= = ว ยากาศที่มีก๊าซออกซิเจน โดยเฉพาะพวกสาหร้าย 3๓= ต ฮ่ ทีมีหลายเซลล์ (ถานใน่๐๐[ใน1ล8ะ ม8ลอ) ที่มีอายุ =. = ๕ 5 เจ วง ๕ 3 เจ เซ ๑ ไรง โอ แร่ ว ะ เจ ๕ ง (160) ง, ประมาณ 1,800 ล้านปีมาแล้ว นักวิชาการเข้าใจว่า เมื่อประมาณ 1.500-1,400 ล้านปีที่แล้ว นําจะมี ยูคาริโอตพวกแรกเริ่มที่คล้ายกับพวกไซยาโน แบคทีเรียของยุคปัจจุบัน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น เป็นช่วงกลางของมหายุคพรีแคมเบรียน จากนั้น พวกยูคาริโอตก็วิวัฒนาการปรับตัวให้เข้ากับสภาพ แวดล้อมที่มีบรรยากาศของการปรับเปลี่ยนแปรผัน ของปริมาณก๊าซออกชิเจนจนเกิดความหลากหลาย ในรูปแบบของยูคาริโอตในช่วงประมาณ 1,000 ล้าน ปีที่แล้ว ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า น่าจะมี วิวัฒนาถารทางด้านการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศใน ช่วงระยะเวลาประมาณ 1,000 ล้านปีที่นล้วมาด้วย วิวัฒนาการทางด้านการขยายพันธุ์และการสืบพันธุ์ แบบอาศัยเพศที่มีประสิทธิภาพคงจะขยายวงออก ไปอย่างกว้างขวางไนช่วงนั้นจนถึงประมวณ 600 ล้านปีที่แล้ว ยังผลให้มีการแตกแขนงของพวก ยูคาริโอตอย่างมากมายและหลากหลายรูปแบบ และ บางรายก็กลายไปเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ที่มีหลาก หลายรูปแบบและบางชนิดก็เป็นต้นตระกูลของพวก พืชและพวกสัตว์ที่พบเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการของ สิ่งมีชีวิตในมหายุคพรีแคมเบรียนจะแตกต่างอย่าง สิ้นเชิงจากยุคต่อมาคือยุคแคมเบรียน เพราะว่า มหายุคพรีแคมเบรียนมีสิ่งมีชีวิตที่โดดเด่นโลดแล่น อยู่ในช่วงระยะเวลาเกือบ 3,000 ล้านปีนี้ เป็นพวก จุลินทรีย์และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กทั้งหมดโดยเฉพาะ พวกโพรคารีโอดตที่ยังไม่มีพัฒนาการด้านสืบพันธุ์ แบบอาศัยเพศในตอนต้นๆ จึงนับได้ว่าประวัติ ศาสตร์การเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตโนมหายุคพรี- +แคมเบรียนเกิดจากการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ในด้าน ชีวเคมีและกระบวนการเมทาโบลิซึมมากกว่าที่จะ เป็นการเปลี่ยน แปลงวิวัฒนาการทางด้านโครงสร้าง สัณฐานวิทยา อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ปรากฏให้เห็น เด่นชัดที่สุดก็คือการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการทาง ด้านชีววิทยา ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเปลี่ยน แปลงทางค้านสภาวะแวดล้อม และในทํานองเดียว ฑู ซ่ ซี่ง ๕ = กัน สิงแวดล้อมที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปภ็สะท้อน , เล ส๕=..=2 4 ๕ = ๕« ย้อนกลับไปมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของสิงมี 2=2 เซ = - แน5. ชีวิต เหตุการณ์หมุนเวียนแปรเปลียนเป็นวัฏจักร ของห่วงโซ่แห่งความสัมพันธ์ระหว่างสิงมีชีวิตกับ = เจ 4 - สิงแวดล้อมเช่นนี่ เป็นผลดีต่อการสร้างสรรค์และ = จ เ สะสมความหลากหลายทางชีวภาพอย่วงต่อเนื่อง ง เล ก เณ เจ ๕ ม เรือยมาตามลําดับ จะเห็นว่าสิงมีชีวิตกับสิงแวดล้อม มีความสัมพันธ์โยงโยในระบบนิเวศมาตั้งแต๋ต้น และ บิกแบงทางชีววิทย น ๓ ๕ ๒ ส จ เพิ่มความสลับซับซ้อนมากขึ่นตามลําดับ กุญแจ สําคัญของวิวัฒนาการของสิงมีชีวิตในเวลาต่อมา คือ = *: การพัฒนาการเปลี่ยนแปลงจากพวกไซยาโนแบค- = คง 4 " ฮ่ ทีเรียบรรพบุรุษทีแปรผันไป กลายเป็นพวกทีสามารถ มีกิจกรรมการดํารงชีวิตด้วยกลไกการสังเคราะห์ ซ่ จ 9 ณ 3 ๑ จ ด้วยแสง ซึงเป็นแรงผลักดตันสําคัญในกระบวนการ 1: 5 เปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการมาเป็นพืชและสัตว์ในยุค ต่อๆ มา ๑ส.» = ซ สิงที่นําประหลาดใจอย่างยิงคือ ในมหายุคพรีแคม- 9 -. ย ด เช”, เฑ เบรียนซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาค่อนข้างยาวนาน มี ซู.ลูซซี๑ สข่ , เว ซ่๕๓ ซ เพยงสงมซวตทเรยบงาย ทงพวกทมนวเคลยสและ พวกที่ไม่มีนิวเคลียสดํารงชีวิตอยู่ได้ทํามกลางวิกฤต เซ น4. ซั การณ์ผันแปรของสภาวะแวดล้อมตลอดมหายุคนี้ ถ่ : ร ส เมื่อเวลาผ่านมาถึงช่วงเริมต้นของยุคแตมเบรียน ในช่วงประมาณ 5-10 ล้านปีแรกพบว่า มีชาก ส๓๕ จครซิ่งมีซีวิตดเมื 0 อีกดําบรรพ์ของสิงมีชีวิตเกือบทุกไฟลัมทีเรารู้จัก กันในปัจจุบัน และตลอดยุคแคมเบรียนพบชาก ดึกดําบรรพ์ของพืชและสัตว์ทะเล สาหร่ายทะเล ฟองนํา ไส้เดือนทะเล และหอยขนาดเล็กจํานวน ซู 6 เซ 6 มากมาย โดยเฉพาะซากดึกดําบรรพ์ของสัตว์ทีมี เว เอ เซ 4, ฐ โครงสร้างเป็นปล้องและเป็นข้อที่เรียกว่าอาร์โทร์- อ อ " 4 พอดรุ่นแรกๆ คือ ไทรโลไบต์ (โ๐๒1๐) ซึงเป็น สัตว์กลุ่มเต่นและเป็นเอกลักษณ์ของยุคแคมเบรียน หลักฐานซากดึกดําบรรพ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า 1 4 ๑ ซ่ ส@ซ= ซ่ ไม่มีความต่อเนื่องกันของสิ่งมีชีวิตที่เกิดในมหายุค ซั่งณีซีร๑๕ณิ๑๕: ส พรีแคมเบรียนกับสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ ที่ปรากฏใน เจ อ๐4, ล๑ จ 2 ยุคแคมเบรียน ทําให้เกิดคําถามที่สําคัญว่า มีอะไร ๑ชี้. อร1อคมช่ เกิดขึ้นในช่วงเชื่อมต่อระหว่างมหายุคพรีแคมเบรียน ' ๕ ุ=๕๑ @๓= และยุคแคมเบรียน เพราะเหตุใดจึงมีสิงมีชีวิตมาก 2 จ เค" มายหลากหลายซนิดเกิดขึ้นมาฉับพลันในยุคแคม เบรียนโดยไม่พบร่องรอยของบรรพบุรุษของสิงมี ซ= ลื = = = ชีวิต เหล่านันในมหายุคพรีแคมเบรียนเลย เสมือน ว่าช่วงเวลาเริมแรกของยุคแคมเบรียนนัน ได้เกิด บิกแบงทางชีววิทยา (1๐10๐8175 18 0ล๓6) อย่าง ส ดา 5 4 เณ หาที่เปรียบมิได้ไนประวัติศาสตร์ของสรรพสิงมีชีวิต ร รซ๊ เโ ใ: ซั ทอุบตขนมาบน ลกเบน ความสําคัญของบิกแบงทางชีววิทยาในซ่วง ท ซ่ - จ, ๒ 5 ต้นยุคแคมเบรียนคือช่วงธรณีกาลที่เรียกว่า ยุคเวน- ซ= 1 < - น ป เดียน (ไอ๒๕ล 0อท๐4) ซึ่งเป็นช่วงเวลาค่อนบ้าง เด 5 จจครั้ง) สี่อเจ็ไจเค่รจมี่ สันเพียงประมาณ 20 ล้านปีเท่านั้น ซึ่งเป็นช่วงที่ ปราศจากข้อมูลทางด้านซากคึกดําบรรพ์ จึงไม่มีใคร ง๓ ซ่ =๑2.ซั 5 ๕ ส2= = ทราบว่า มีอะไรเกิดขึ้นกับสิงมีชีวิตไนยุคเวนเดียน ฒ สส๑= - ล - สิงมีชีวิตพวกจุลินทรีย์และแบคทีเรียโดย เรคลีาณี เ เฉพาะพวกสาหร่ายสีึเขียวแกมนําเงินที่ดํารงชีวิต ๑ 56 เ และวิวัฒนาการต่อเนื่องตลอดมาเป็นเวลายาวนาน " ซ่ ในมหายุคพรีแคมเบรียนได้วิวัฒนาการเปลี่ยน แปลงไปจนสามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้โดยใช้ ะ คาร์บอนไดออกไซด์และนํา จนได้ก๊าซออกซิเจน ซ่ ซี หจ และพลังงานเพื่อการดํารงชีวิต ก๊าซออกซิเจนเป็น เณ ๑ 5 2 589. 2 === = ตัวแปรสําคัญที่ทําให้เกิดปฏิกิริยาเคมีจนเกิดสาร = เจ 4, "ต อินทรีย์ทับถมอยู่บนพื้นทะเลและมหาสมุทร แบค- ทีเรียก็ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์โดยกระบวนการ -. ส๓= = % 0 ง เมทาโบลิขึมทีมีออกซิเจนเป็นตัวช่วยปลดปล่อย คาร์บอนไดออกไซต์ออกสู่บรรยากาศและช่วยดัก โลกทางชีวภาพ ราเ ๑ ): พง 7 3 เซวภาพและสงคม โลกทาง จับความร้อนที่ปล่อยออกมาจากพื้นผิวเปลือกโลก เสมือนเป็นเรือนกระจกของโลกใบใหญ่ยังผลให้ บรรยากาศของโลกค่อยๆ อบอุ่นขึ้น นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า สภาพนิเวศ- วิทยา (๑๐๐108”) ในยุคนั้นนําจะเป็นปัจจัยสําคัญ อย่างหนึ่งที่นําไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ สิ่งมีชีวิตในยุคแคมเบรียนคือ วิวัฒนาการของสัตว์ ตัวเล็กที่มีร่างกายคล้ายหนอนตัวแบนหรือไส้เดือน มีตาในส่วนหัวและมีกล้ามเนื้อในลําตัวเพื่อการ เคลื่อนไหวและการขับถ่าย แต่ยังไม่สามารถชอนไช มุดดินได้คีนัก เพราะเนื้อตัวยังอ่อนนิ่มอยู่ได้แต่ อาศัยหากินอาหารจากพวกสาหร่ายที่ขึ้นอยู่ตาม พื้นน้า โดยกินอาหารเข้าทางปากและถ่ายของเสีย ทั้งที่เป็นสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์ออกทาง ทวารหนักลงสู้พื้นทะเล ของเสียที่ถูกถ่ายออกมาก็ ถูกย่อยสลายต่อโดยพวถแบคทีเรีย จะเห็นได้ว่า ระบบนิเวศบนพื้นทะเลในยุคนั้นเป็นห่วงโช่อาหาร ที่สร้างสรรค์และสะสมสารอินทรีย์ที่มีความซับซ้อน มากขึ้นอย่างต่อเนื่องตามลําดับ ปัจจัยการเปลี่ยนแปลงทางค้านพันธุกรรม (8๐๓๐น์๐5) ก็ถือว่า เป็นกุญแจสําคัญไม่ยิ่งหย่อน ไปกว่าสภาวการณ์ทางนิเวศวิทยา นักวิทยาศาสตร์ ได้พยายามค้นหาข้อมูลและคําอธิบายทางด้าน พันธุศาสตร์ว่า กลไกการกินอาหาร การย่อยอาหาร การขับถ่ายของเสียของพวกสัตว์ขนาดเล็กคล้าย หนอนตัวแบนเหล่านั้นมีวิวัฒนาการมาอย่างไร ข้อมูลจากการศึกษาพวกแมงกะพรุนซึ่งมีลักษณะ ใกล้เคียงกับสัตว์ตัวอ่อนนิ่มในยุคนั้นพบว่า มีกลุ่ม หน่วยพันธุกรรมหรือกลุ่มยืนที่เรียกว่า ๒๐๓๐๐๒๐ ทอณ๓๑๐5๐ หรือเรียกโดยย่อว่า ยืน 11๐๕ ซึ่งมี บทบาทลําคัญในการปรับควบคุมกระบวนการเจริญ เติบโตของตัวอ่อน และพบว่า หนอนตลัวแบนมียืน 1๐% 4 หน่วย สัตว์มีข้อและปล้องพวกอาร์โทร์พอด เช่น แมลงต่างๆ มี 8 หน่วย สัตว์มีกระดูกสันหลัง วรุ่นแรกๆ เช่น พวกแอมฟิออกชัส (/เกญ่0%05) เซ ง. เซ. =คด ส ย ร ม 10 หน่วย ข้อมูลเบืองตันตังกล่าวนี ทําให้นัก วิทยาศาสตร์คาดเดาเอาว่าสัตว์ดึกดําบรรพ์ที่คล้าย กับพวกหนอนตัวแบนคงจะมีการเปลี่ยนแปลงทาง พันธุกรรม โดยการเพิ่มปริมาณของกลุ่มยืน 1ร้อ% เป็น 6 หน่วย ซึ่งเป็นสภาวการณ์ผกผันที่สําคัญที่สุด เสมือนเป็นการจุด “ระเบิด” ของสิ่งมีชีวิตในยุค แคมเบรียน อย่างไรก็ตาม มีนักวิทยาศาสตร์อีก หลายท่านเชื่อว่า กลุ่มยืน 1ว้0% เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของกระบวนการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการทางพันธุ- กรรมที่นําไปสู่การระเบิดครั้งใหญ่ทางชีววิทยาใน ยุคแคมเบรียน และน่าจะมีปัจจัยสําคัญอื่นๆ ที่เกี่ยว ข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมค้านต่างๆ ควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลง ทางพันธุกรรมหรือยืนที่ทําหน้าที่ปรับควบคุม (1๑8เฟลแอ7 86๓๑๐) รวมทั้งการทํางานเชื่อมโยงกัน ระหว่างยืน ไช้0% แต่ละหน่วยให้ประสานสอดคล้อง 22. 0เซทณ์ 590! - - ... -2 ไฟไฮ๒๕ย่6ร 0 -% หกิ๒อ| 0เปสา 21. 9๑นฑ - -.. 2บห๑ เห รูปทิ 5 : แอมฟืออกซัส (สทุฟท์เนจ) สัมว์มีกวะดูก สันหลังรุ่นนรกๆ มียัน #รเพ 10 หน่ว| ึ่ ที่มว ] แฉนายเฟเหย แยุพย ปม[พ«ปยศ, แล เต ๑ ต 3 4 เด ว -= กับการทํางานของยืนยื่นๆ ทีเกี่ยวข้องกับการเจริญ - ลส==@ 2 ซี :- เติบโตของสิงมีชีวิตด้วย อาจเปรียบเทียบได้กับ วิวัฒนาการค้านคอมพิวเตอร์ กล่าวคือ กลุ่มยืน โช๐5 ๑ " เว ซ้ เป็นเสมือน 8๐๓๐ย์๐ กพลณะ๐ ส่วนยืนที่ทําหน้าที ะ« ร " ส ปรับควบคุมเป็นเสมือน อ๐ถ๐ย๐ 5อยีเพลร๐ ที เ- ง ว สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ภายในขอบเขตที่ กําหนด ส @ === “ เจร= ๕ เมื่อสิงมีชีวิตนานาชนิตอุบัติขึ้นมาในยุค ซี เ ๆ ซ่อ จ เล แคมเบรียนตอนตัน ตัวแปรทีสําคัญอีกประการหนึ่ง เดื่๑๑๕พคจโคคยเคิตรี้. เศ แฟร ที่คาดว่าน่าจะเกิตขึนด้วยในช่วงหัวเลียวหัวต่อ ระหว่างยุตเวนเดียนกับยุคแคมเบรียน นันก็คือ การ ว ง ค 4 .: » แข่งขันแก่งแย่งอาหารและทีอยู่อาศัยภายในระบบ 2๐ = ” 8, เศร ณนน เซ ส่ นิเวตเดียวกัน ทําให้เกิดมีเหยื่อและผู้ล่าเหยือใน งซุ ซ= สย ฒ ค๑ ซ่ ซุมชนกลุ่มสิงมีชีวิต ซึงส่งผลให้เกิดมีการเปลี่ยน 9 เว ซ่ | ฆ่ แปลงวิวัฒนาการของทั้งพวกทีตกเป็นเหยื่อและ ฏุ เ พวกผู้ล่าเหยือคามกาลเทศะจนเข้าสู่สภาวะสมดุล 5 เข้. ของระบบนิเวศนันๆ ณ, ว ส เร 2 ความเร้นลับอย่างหนึ่งของสิงมีชีวิตทีอุบัติ ห ว เว ซี ขึนมาอย่างรวดเร็วและกว้างขวางในยุคแคมเบรียน ๑๑ซ่ ส จ ส จ๑4. จ อย่างทีไม่มียุคโดสมัยใดเสมอเหมือน ไม่ว่าจะก่อน ๓ ๕ 9, ซ๊ ๕ ๑ 9 ส๑ ส9== 2 หน้านันหรือหลังจากนัน นั้นคือ มีสิงมีชีวิตทุกไฟลัม ล = (อัฑ์) อุบัติขึ้นมาในยุคแคมเบรียนและวิวัฒนา- เซ 4 4 ร๊ เ การยั่งยืนเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้โดยไม่มีไฟลัมใหม่ๆ ล ”- เด 5 เ ล เพิ่มเติมขึ้นมาอีก ยกเว้นสัตว์เพียงกลุ่มเดียวเท่านัน 8 7. - อ คือ ไฟลัมไบร์โอชัว (3๐202) ซึงมีร่องรอยของ 5 ด สัน ซากตึกดําบรรพ์ของสัตว์พวกนี่หลังยุคแคมเบรียน เอเจใจโจแรง1เวัวก วัวิ. ค อุ เพียงไม่นานนัก นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถค้นหา ว สสั. เล เซ จ/- ะ คําตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับความเร้นลับเรื่องนี้ได้ แต่ ๑ ง. วซ่. ส ก็พอจะมีคัวอธิบายง่ายๆ ที่น่าจะเป็นไปได้ เช่น เมือ เกิดการระเบิดควังไหญ่ของสิงมีชีวิตในยุคแคมเบรียน จนเกิดสิงมีชีวิตนานาชนิดหลากหลายรูปแบบจน ส ว ง 7 ๑ ลิ, : เต็มพื้นทีแหล่งอาศัยทางนิเวศวิทยา (๐๐๐1๐08โ๐ 3. . 3เว้จ ฆ่๐๒๐) นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี่เชื่อว่า องค์ประกอบ เล 424 «- " ทางพันธุทรรมที่เกี่ยวกับระบบการเจริญเติบโค ไม่มี ว, -=: เซ ๑ = 2 ความยืดหยุ่นพอที่จะเอื้ออํานวยให้เกิดสิ่งมีชีวิต 4 9 ส เซ4 ะ “ รูปแบบใหม่ๆ หลังจากมีการสูญพันธุ์ครังใหญ่คอน - จย ฐ่ 5 ปลายยุคเพอร์เบียนแล้ว ความเชื่อมโยงของยืนผูก จ รร 9. ง " 9 พันทีอยู่ติดต่อกันเป็นกลุ่มๆ (ไหป๕ล8๐) ทําให้การ - 2 ๑ จ = ๕ เปลี่ยนแปลงของลักษณะสําคัญต่างๆ เกิดขึ้นได้ จ %] เศ ยาก เพราะวําการเปลี่ยนแปลงเชซ่นนันมักจะเป็น เจด จ ๑ ส=ฯ= ส4 อันตรายต่อสิงมีชีวิตทีมีรูปแบบผิดปกติ นันคือ การ -. [ว - เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของร่างกายของสิงมีชีวิต ส == 9 «จ จ ๆ จ ซงมขดจากดอยู่เสมอ ทําให้แบบแผนแม่บทของ โครงสร้างทางร่างกายของสิงมีชีวิตยังคงรูปแบบเดิม ไว้ตลอดมาเป็นเวลายาวนานกว่า 590 ล้านปิที่ ผ่านมา ร 9 ซ่ - ) จะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการ ของสิงมีชีวิตเป็นไปตามหลักการ “5แกหขอ] ๑6 ฝ่า๐ กิน๑๓” ของชาร์ลส์ ดาร์วิน โดยกลไกทางด้านความ ผันแปรทางพันธุกรรมและการคัดเลือกโดยธรรม- = ผ่ [1 เซ่ ง ซาติ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของสรรพสิง ซ๊ 4 เสส - ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตย่อมเป็นไปตามกฎธรรมชาติ เสมอ กล่าวคือ สิงใดก็ตามทีอยู่ในระบบระเบียบ (0ส๐0) จนเกินไปย่อมไม่เปิดโอกาสให้มีการเปลี่ยน พ แปลงได้ และในทางตรงกันข้าม สิงใดที่มีความไร้ เอเลาค จ14วิ จันห8โร) ทัอขาไอ ระเบียบยุ่งเหยิง (๐๒๑08) โดยสินเชิงนั้น ย่อมไม่มี ความจีรังยังยืน ะสังคม “โลกทางชีวภาพแล: ง, ง, 5 การศึกษาค้นหาซากดีกดําบรรพ์ในชั้นหินยุค ต่างๆ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นปฏิทินและสมุดบันทึก ประวัติศาสตร์ของโลก ทําให้นักวิทยาศาสตร์สามารถ ทําความเข้าใจในระดับหนึ่งวําีส สิงมีชีวิตชนิดใดเกิด ขึ้นบ้างและลิ่งมีชีวิตเหลํานั้นมีประวัติศาสตร์เกี่ยว กับการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการมาอย่างไรบ้าง ถึง แม้ว่าจะไม่สามารถระบุกาลเวลาในอดีคได้ แม่นยําก็ตามที ย้าง ประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิต ที่เกิดขึ้นในอดีตมีทั้งความเฟื่องฟูโดยกระบวนการ วิวัฒนาการ (๐๒๐นย์อ0) และการเลื่อมสลายจาก การสูญพันธุ์ (๐แล๐น์๐0) โดยทิ้งหลักฐานไว้ไน ชากดีกด่าบรรพ์ให้เราได้ศึกษากันในปัจจุบัน ตาม หลักธรณีวิทยา นักวิชาการแบ่งประวัติศาสตร์ของ โลกออกเป็นมหายุค (จ) ยุค (อ๐๓๐4) สมัย (๑0๐๐0) นับตั้งแต่โลกได้ก่อตัวขึ้นมาเมื่อประมาณ 4.600 ล้านปีที่แล้ว ก็มีการเปลี่ยนแปลงทาง กายภาพและทางชีวภาพในช่วงเวลาอันยาวนาน ประมาณ 4,000 ล้านปี ช่วงระยะเวสานี้จัดอยู่ใน มหายุคพรีแคมเบรียน (7๐๐ม๒ก์ล0 ๕๑ ) ที่อาจ แบ่งเป็น 2 ช่วงย่อยคือ มหายุคอาร์เคียน (/เมล- ๐2๓ ๐) เป็นเวลาประมาณ 2,100 ล้านปี และ มหายุคโพรโทโซอิก (5060206๐ 62) เป็นเวลา ประมาณ 1,900 ล้านปี (ดูรูปที่ 1) การศึกษาซาก คึกดําบรรพ์จากชั้นหินที่มีอายุประมาณ 570 ลส้าน ปิที่แล้ว ซึ่งเชื่อว่าเป็นช่วงที่มีคุณค่ามากสําหรับการ ศึกษาประวัติศาสตร์บทใหม่ของสิ่งมีชีวิคที่ยืดยาว มาจนถึงปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงของโลกในช่วง ประมาณ 570 ล้านปีที่ผ่านมานั้น แบ่งออกเป็น 3 มหายุค คือ (1) มหายุคพาลีโอโชอิก (โป๐02๓๐ 2 หมายถึงสิ่งมีชีวิตคีกดําบรรพ์) มีช่วงเวลา ประมาณ 325 ล้านปี (2) มหายุคมีโซโซอิก เจ จ ( แยุคแคมเบรียน มีสิ่งมีชีวิตชนิดไหม์ๆ เกิดขึ้นมาโดยฉับผลินทันด่วน ย่างบากมาย หลากหลายรูปแขบ เสมือนเป็นมึ๊กแบงถาจชีววิทยา ง่อ|0ูร เช ชรๆ) โดยไม่ทราบสาเตตุแน่ชัด สิ่งยีดีวิตใบ เคนี้ มีทั้งแวกที่ว่ายน้าและพวกที่ลอยอยู่ในน้าได้อย่าง (สระ แวกที่ค็บคลานอยู่บนมี้นทะเลและพวกที่มุด ผู่ในต้นของพื้นทะเลล็ก แช่น แบคทีเจีย งแกะพรุน หนอนตัวแขน สัตว์ตลายเซลล์ 100 ส้าพมี (ให้๓๐701๒ ๓๓ หมายถึงสิ่งมีชีวิคช่วงถลาง) มีช่วง เวลาประมาณ 180 ล้านปี (3) มหายุคซีโนโซอิก | (๐๓๐๕๓๐ ร หมายถึงสิงมีชีวิตช่วงปัจจุบัน) มี ช่วงเวสาประมาณ 65 ล้านปีจนกระทั้งถึงทุกวันนี้ การศึกษาซากคึกดําบรรพ์โตยใช้1การอ้างอิง จากอายุธรณีกาล (ฮ๐010@1๐2] อ่ณ๐) บ่งชี้ว่าสิ่งมี ชีวิตในอดีตของยุคหนึ่งมักจะแตกต่างจากสิ่งมีชีวิต ของอีกยุคหนึ่งเสมอ และจะเห็นความแตกต่างของ ชากคึกตําบรรพ์อ๋ย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นในระหว่าง มหายุคทั้งหมดคังกล่าว และจากซากคึกดําบรรค์ ของลิ่งมีชีวิตที่ฝังร่างอยู่ในชั้นหินต่างๆ สะท้อนให้ เห็นว่า สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นเกิดจากการตูญพันธุ์ครั้ง ใหญ่ (ล86 ๐%ผธ0นอก) หลายครั้งด้วยกันใน อดีดที่ผ่านมา ซึ่งพยสรุปเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิต ขึ้นในอดิตพอสังเขปได้ดังนี้ (ดูรูปที่ 1) ในมหายุตฟรีแคมเบรียน (โซ๐๓ใหโล0 ๐๕) พบ ซากคึกดําบรรพ์ที่เก้า แก่ที่สุดหยงพรกแบคทีเรีย ทลุ่มอาร์เคียน (#ะ๐๒๑๐ล0) ที่มีอายุประมาณ 3.800 ล้านปีที่แล้ว ในคอนตันของมหายุคพรีแคม- เบรียนเช้าใจว่า แบคทีเรียรุ่นแรกๆ คงมีชีวิตที่เรียบ ง่ายโดยอาศัยสารอินทรีย์ที่มือยู่ไม่มากนัก ไนเวลา นั้นเป็นอาหารและสร้างสรรค์สะสมสารอินทรีย์ที่ ซับซ้อนมากขึ้นตามลําตับ คงมีแบคทีเรียจ้านวน ไม่นัอยที่ต้องตายจากไป และพวกที่อยู่รอดต่อ บาได้ก็ดงสามารถสร้างอาหารขึ้นมาได้เองโดย กลไกการสังเศราะห์ด้วยแสง พวกจุลินทรีย์ชนิด ต่างๆ ไหมหายุคพรีแคมเบรียนได้ปรับตัวเพื่อ การอ| ยู่รอดและเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการมาอย่าง ซ้า ๆ แบบค่อยเป็นค่อยไปเป็นเวลายาวนาน 1 โสททางซีวภาพ เบิจบ [ โลกทางชีวภาพและสังคม ประมาณ 1,000 ล้านปี จึงเกิดมีพวกเซ และสาหร่วย โดยเฉพาะสาหร่วยสีเขียวแกมนั้วเงิน พวกไชยาโนแบคทีเรีย ช่วงเวลาอันยาวนานของ การเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งทางกายภาพและทาง ชีวภาพนั้นจัดอยู่ในมหายุคอาร์เคียน (4เธ๐0ล๐ล ๓2) มีช่วงเวลาประมาณ 4,600-2,500 ล้านปิที่ ผ่านมา สิ่งมีชีวิตที่เรียบง่ายพวกสาหร่ายและพวก เซลล์เดียวได้แพร่กระจายไปเกือบทั่วพื้นของแม่น้า ทะเลสาบ ตลอดจนพื้นทะเลและมหาสมุทรก่อนที่ จะสินสุดมหายุคพรีแคมเบรียน ในช่วงปลายมหายุค มหายุคพาลีโอโซอิก 5 ส - พรีแคมเบรียนพบว่า มีชากลึกดําบรรพ์ทีบ่งชีร่อง รอยของพวกสัตว์เซลล์เดียวและลัตว์หลายเซลล์ น = บ จ “- : ๕ เพียงไม่กีซนิต และส่วนใหญ่เป็นชากตึกดําบรรพ์ ของพวกอีดิอะคารา (โร5@ิล๐๓๒๑) อยู่ในทวีปออส เตรเลีย นักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่า พวกอีดิอะคารา ฆฒ ธุ๑ = เด 80. เป็นสัตว์ที่มีตัวอ่อนนิ่มและสัตว์พวกนี้ไม่นําจะเป็น บรรพบุรุษของสัตว์รุ่นต่อๆ มา เพราะว่าไม่มีร่องรอย ซ่ เซ " ": ของความเชื่อมโยงกันเลย ช่วงที่สองของมหายุค ว จ ธี พรีแคมเบรียนนีจัดอยู่ในมหายุคโพรโทโซอิก น, สล ะ . (27010201๐ ๑๕) ซึงมีช่วงเวลาตังแต่ 2.500-570 เ- ส ล้านปีทีแล้วมา ๓ ฮ่ ะ โลกมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งทาง ภายภาพและทางชีวภาพ และเป็นจุดผกผันทีสําคัญ ที่ทําให้สรรพสิงทั้งหลายทั้งปวงบนโลกนี้วิวัฒนาการ ส ซี้ เปลี่ยนแปลงมาเป็นตังที่เห็นเช่นทุกวันนี่ โดย ส สฮ่ ๑ ช้ ว เฉพาะการเปลี่ยนแปลงทีเกิดขึนอย่างมากมายใน ซ ส ซู่ม ซะ. ยุคแคมเบรียน ซึงเป็นยุคเวิมต้นมหายุคพาลีโอโซอิก ส - 4, ส เจ” ซึงแบ่งออกเป็นยุคต่างๆ 6 ยุคทีพอสรุปได้ตังนี่ ต ว ยุคแคมเบรียน (๐ลฉณ01ลก ๑๐๓่๐ส จากภาษาโรมันคําว่า (มท0กัล ต หมายถึงแควน “ม๐5 ของสหราช- อาณาจักร) มีช่วงเวลาประมาณ 60 ล้านปี นักวิทยาศาสตร์พบว่า มีสิ่งมี =๑ 2 ซู =.-ส2 ๑ ชีวิตชนิดใหม่ๆ เกิดขึ้นมาโดยฉับ ชีววิทยา (๒1010895 ๒18 6ล๓8) โดยไม โ๊ ทราบสาเหตุแน่ชัด สิ่งมีชีวิตในยุคนี้มีทั้งพวก ที่ว่ายน้้าและพวกที่ลอยอยู่ในน้้าได้อย่างอิสระ พวก ที่คืบคลานอยู่บนพื้นทะเลและพวกที่มุดอยู่ในดิน ของพื้นทะเลลึก เช่น แบคทีเรีย แมงกะพรุน หนอน ตัวแบน และสัตว์หลาย เซลล์นานาชนิด แต่ไม่พบ ม ว่ามีพืชเกิดขึ้นในยุคนี้นอกเหนือไปจากพวกสาหร่าย แต่ที่นําประหลาดไจที่สุดคือ ยังไม่พบหลักฐาน บรรพบุรุษที่แท้จริงของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นเลยนอก เหนือไปจากซากดึกดําบรรพ์ของพวกแบคทีเรีย และลาหร่ายสีเขียวแกมน้าเงินเท่านั้น ชากดึกดํา- บรรพ์ของสัคว์ชนิดที่เด่นชัดที่สุดของยุคแคมเบรียน คือพวกไทรโลไบต์ (โท1๐51๐) ที่มีลําตัวเป็น ปล้องและมีขายื่นออกมาจากแต่ละปล้อง ที่ส่วน หัวมีตา และมีความยาวโดยเฉลี่ยประมาณ จ 1-3 นิ้ว เข้าไจว่าพวกไทรโลไบดต์ คง เป็นบรรพบุรุษของพวกอาร์โทร์พอต บางชนิดของยุคบปัจจุบัน นอกจาก นั้นยังพบชากคืกดําบรรพ์ของพวก หอยมีฝา พ่องน้้า ปลาดาวในยุคนี้ ด้วย หลักฐานซากตึกดําบรรพ์ที่สําคัญ โ=รร ที่สุดของยุคแคมเบรียนได้แก่ ซากลิ้งมี ร วิตไนขั้นหินเบอร์เจสส์เชล (โฉธ8๐55 5ห๑) ของประเทศแคนาดาที่ถูกค้นพบใน ตันคริสต์ศควรรษที่ 20 โดย (0ลป๐5 จั/๐๐ย ซึ่ง ถือว่าเป็นผู้เปิดหน้าต่างให้มองเห็นการเปลี่ยนแปลง ของโลกสิ่งมีชีวิตในยุคแคมเบรียน โดยภาพรวม แล้ว สิ่งมีชีวิตที่มีอยู่มากมายหลายสิบไฟลัมในยุค แคมเบรียนนี้สามารถจําแนกออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ะสังคม ลกทางชีวภาพแล: ว ย ส คือ (1) กลุ่มสาหร่าย ที่สามารถสังเคราะห์อาหาร ได้เองโดยกลไกการสังเคราะห์ด้วยแสง (2) กลุ่ม [0 = = == ๓ ซ้ สัตว์ที่ต้องอาศัยหากินอาหารจากสิงมีชีวิตชนิดอื่นๆ ' ซั ๆ , เ - กลุ่มสัตว์เหล่านีเป็นพวกไม่มีกระดูกสันหลัง . ส เส่ - ว ง ทั้งหมดทีเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการต่อมาเป็นสัตว์ จ จ” า ง = ซู4ๆ๓= ไม่มีกระดูกสันหลังยุคใหม่ (3) กลุ่มแบคทีเรียทีมี 9 ร ๆ -. โครงสร้างและการคํารงชีวิตอย่างเรียบง่ายที่สามารถ จ๕๑ซีวดตอ 5๑อ้งถื จอ้ ดํารงชีวิตอยู่ได้อย่างยังยืนยาวนานจวบจนทุกวันนี่ ” = เว = ๕ ที่น่าสังเกตคือ ยังไม่มีพืชชันสูงเกิดขึนเลยในยุค แคมเบรียน ยุคออร์โดวิเชียน (0สอหร๐ลก 0๐ก่๐ส มา ง ส4 น. 5 จากกลุ่มชนท์มช้อว่า (07ส๐[๐๐5 ในแควัน ขอ5 ของสหราซอาณาจักร) เป็นยุคต่อจากยุตแคมเบรียน ส ๆ ฮั และมีช่วงเวลายาวนานประมาณ 71 ล้านปี ยุคนีมี เ, 1: ก ๑= ซั ฯ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังเกิดขืนจํานวนมากมายที่ เด ซี 0 จัดอยู่ในทุกไฟลัมที่เคยพบในยุคแคมเบรียน เช่น พวกปลาหมึก (0๐0๒00๐6) ไทรโลไบด์ < : เ ก น (ท่1อ51๑) และสัตว์ที่คล้ายแมงป่อง ดาวทะเล (5แม มิรก) ดอกลิลีทะเล (5อ8 1ป+) ปะการังถ้วย (0๒๒ ๐0รล1) วัชพืซทะเล (5อ๐ลพอ๑๐๕) และ สาหร่ายทะเล เป็นต้น และมีร่องรอยของพวกสัตว์ มีกระดูกสันหลังพวกแรกปรากฏอยู่บ้างในตอน เว ศศ ปลายของยุคนีด้วย แต่ทีน่าสนใจคือ มีสัตว์ขนาด 1ล ฟู่ เด 1 เว เล็กพวกใหม่ที่จัดอยู่ในไฟลัมใหม่ คือ ไบร์โอซัว ฮั ซ ทา เว (8๓๐202) สัตว์พวกนีมีขนาดเล็กและมีโครงสร้าง ส - ง "ร เซ เซ/ ฆ ทีเรียบง่ายและมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก เช่นเดียว ณะ ๕ ซ - เว ย ซั ม กับสิงมีชีวิตขนาดเล็กชนิดยินๆ ข้อมูลเหล่านีสะท้อน - จ ซ่ ร ส ให้เห็นความจริงในธรรมชาติของสรรพสิงอย่างหนึ่ง คือ ความเรียบง่ายมักเป็นสิงมีความจีรังยังยืนเสมอ ขุคไซลูเรียน (5ปัแท่อก 0๐ย่อ4 มาจากกลุ่ม สสส่บ ๑ ชร ร ฝุ ซนที่มีชือว่า 5ปั๒๐5 ที่อาศัยอยู่ในแควัน "/ม่อ5 เช่น ศศ ะ เดียวกัน) มีช่วงเวลายาวนานประมาณ 31 ล้านปี - ร เง ๓ ฒ สิงมีชีวิตในยุคนีจะคล้ายกับของยุคออร์โดวิเชียน คือ 7 ล จ มีพวกไทรโลไบต์และแมงป่องยักษ์ซึ่งยังคงเป็น สัตว์เด่นแห่งยุค แต่ก็ต้องสูญพันธุ์ไปในช่วงปลาย ฮั 69 1 เส 5 ยุคนีเอง แต่มีร่องรอยของการเปลี่ยนแปลงชัดเจน 2 เซ ส " คือ มีพวกปลาไม่มีขากรรไกร และมีเกราะหุ้มส่วน หัว (๐5ไธ๓๐๐๕๐๓) และสัตว์บกพวกยูริปเทอริต 6. ส « ๆ เว =ู อ (๑แนญฏเอท์4) ทีมีลําตัวเป็นปล้องและมีขายีนออก มาจากปล้องคล้ายแมงป้องและแมงมุมของยุค ปัจจุบัน และการเปลี่ยนแปลงที่สําคัญอีกอย่าง สุ= ๓๓ . " " สฮ๓. หนึ่งคือ มีพืชบกพวกไซโลพิต (๒5010014) ที่มีท่อ ๒๐ ส ๑เม้. ลําเลียงและมีความสูงประมาณ 2 ฟุตเกิดขึนในยุค 2 4 4 เซ นี ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงบรรยากาศของโลก อย่างมากด้วย ขุคดีโวเนียน (โข0ญัฆา อ๐๓๐4 มาจาก ซญ้าาร้๕ญี่ ส ชื่อเมือง 0๐9๐0 ในประเทศอังกฤษ) มีช่วงเวลา ส ๆ ประมาณ 46 ล้านปี เนื่องจากความผกผันของโลก -! 9 โดยการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก แผ่นดินไหวและ = ซั. 9 "ลี ภูเขาไฟระเบิด พืิ้นทะเลถูกตันสูงขึ้นมาเป็นภูเขา ส5 - 7 ในขณะทีพื้นดินทรุดตัวลงไปกลายเป็นกันทะเล พวก ปลาได้วิวัฒนาการแตกแขนงออกมากมายหลายสิบ ล เง ฮั ชนิดในทะเลและในนําจืด จนอาจถือได้ว่า ยุคนี่เป็น ยุคของปลา โดยเฉพาะกลุ่มปลามีขากรรไกร ซ » ซี - ซ่ คกดําบรรพ์และมีเหงือก (1ล๐๐4๐๓0) ซึงเข้ามา คง 1 ช้. แทนที่บรรพบุรุษพวกที่ไม่มีขากรรไกร นอกจากนั้น ยังมีปลากระดูกอ่อน (๐๐๓๕๒ณ์๐ย่า๐5) คล้ายพวก ปลาฉลาม และปลากระดูกแข็ง (05เ๐๐0ย่าช๐5) 8”, ส = ร 1 ด ด้วย เนื่องจากโลกยุคดีโวเนียนมีบรรยากาศร้อน เร ซ๊ มากขึน แม่นําลําคลองเหือดแห้งลง ทําให้ปลาบาง ร ท จ1 ซ่ ชนิดพัฒนาถุงลมเพื่อการหายใจและเพื่อช่วยลอย - % ทฟะ=๕. ก ฒ สฆํ ตัวในนําได้ดีขึ่น ปลาบางชนิดพัฒนาครีบเพื่อการ ส่ ร สดิ5ะ ถู เคลื่อนไหวบนพื้นดิน และมีวิวัฒนาการต่อไปเป็น ๑ ” ๐. " ส พวกสัตว์สะเทินนําสะเทินบก (ฆาให้ใหโร) ซึงเป็น - - - ”: ก ศศ สัตว์มีกระดูกสันหลังกลุ่มแรกทีบุกเบิกขีนสู่บก พืช เซ 5 = ก ท บกมีวิวัฒนาการจนเกิดใบและรากสมบูรณ์ขึน และ สว «ม ซุ ณ ๕ ” ร ธ์ซี่ สูม 7 ทิสําคัญคือ พืชมีเมล็ดเพื่อแพร่พันธุ์ซึ่งมีข้อได้ เ ง ว 2 8” ๕ เปรียบมากกว่าพืชยุคก่อนที่แพร่พันธุ์โดยสปอร์ เพราะว่าเมล็ดพืชมีความคงทนและมีอายุยืนนาน จ เล 3 ง, เล ต่อสภาวะแวดล้อมที่ผันแปรได้มากกวําพวกสปอร์ ทําให้โลกในยุคดีโวเนียนเริมมีพืชสีเขียวเพิ่มมาก สรร ขึนตามลําตับ - ล ๊ ยุคคาร์บอนิเฟอร์ส ((5000ณ์โอกงนร ๐นอ4 หรือเรียกว่ายุตถ่านหิน) มีช่วงเวลายาวนานประมาณ เว "ว = - ?2 ล้านปี ยุคนียังคงมีการเปลี่ยนแปลงทางกาย- ” » ": -= = ภาพของเปลือกโลกต่อเนื่องจากยุคดีโวเนียน วิวัฒนาการของพืชเป็นไปอย่างกว้างขวาง ทั้งใน - ง แอ่งนํากร่อย ในทะเลสาบ และที่สําคัญคือ พืชบน - - บกที่ก่อตัวเป็นป่าดงดิบทีเต็มไปด้วยพืช คล้ายพวก ว ฆํ # ซี ส่ ช้องนางคลีขนาดใหญ่ (6ลก( ๐ใแ๒ก๐59) ที่มี ลําต้นสูงถึง 100 ฟุต และมีพวกแส้หางม้า (๒๐๕5๐ ป์) สูงกว่า 40 ฟุต นอกจากนัน ก็มีพวกเฟิร์น เด ส = 3. เศ ๕ และพวกไม้เลื้อย เมื่อพีซเหล่านี้ตายทับถมกันเป็น เวลานานหลายลสิบหลายร้อยล้านปีจนกลายเป็นชัน เรีย์ชี่ ล่”« จ 6 ของสารอินทรีย์ซึ่งจะกลายเป็นถ่านหินที่เป็นแหล่ง ค อ ว เชื่อเพลิงที่สําคัญในปัจจุบัน ในขณะเดียวกัน ๑2 2 ๕๕ ๕| น ณูป วิวัฒนาการของสัตว์ก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว ทั้งพวก ปลา หอย ปะการัง โปรโตซัว และที่สําคัญคือ พวก ซู ไร แมลงที่พัฒนามาเป็นแมลงมีปีกบินไปมาได้คล่องตัว พบว่า มีแมลงปอขนาดใหญ่ปีกกว้างถึง 30 ฟุต สัตว์ ะ สะเทินน่าสะเทินบกแพร่กระจายและวิวัฒนาการ 8, แตกแขนงออกไปหลากหลายชนิดเพื่อการดํารงชีวิต ป 2๓๐๓225. ฆู๕๕ อยู่บนบก บางชนิตวิวัฒนาการไปเป็นสัตว์เลื่อย คลาน (๐๒ย์1๐) ยุคแรกเริมโดยพัฒนาการสร้าง ไข่เก็บไว้ในท้องตัวเมียทําให้มีข้อได้เปรียบมากกว่า แร = ซ่ ะ พวกละเทินน้าสะเทินบกที่ต้องวางไข่ในนํา สัตว์ใน ลั ต ตระกูลเลือยคลวนพวกโคทีโลซอร์ (0019105ล๒5) ได้วิวัฒนาการอย่างรวดเร็วและกว้างขวางในปลาย ซั 4 ด เ ๕ ยุตนี และเชื่อว่าเป็นต้นคระกูลของสัตว์เลือยคลาน เจ ล ง้อ๕. ฒาน๕7» บางกลุ่มในปัจจุบัน เช่น กลุ่มกิงกําและงู กอุ่มเต่า บกและเต่าทะเล กอุ่มจระเข้ เป็นต้น ยุดเพอร์เมียน (โกณ์2๒ 0๐๐4 มาจาก ๕ = ๑ ซือของท้องถินบริเวณ 5๐พ๓ ของ เทือกเชา ปักป5 ในประเทศรัสเซีย) มี ช่วงเวลายาวนานประมาณ 45 ส้าน ว "! - ปี นับว่าเป็นยุดทีมีการเปลี่ยน -! แปลงทางกายภาพทีรุนแรง ส เจ มาตอึกยุคหนึ่งของประวัติ- “ =ู5 ฒณู ๓ 3 = ». ศาสตร์ของโลก มีทั้งความแห้งแล้ง นําเหือดแห้งไป สลับกับความเย็นทีเกิดจากนําแข็งเป็นช่วงๆ ประกอบกับแผ่นดินของโลกเคลื่อนที่มาต่อรวม เป็นผืนแผ่นคินเดียวกันทีเรียกว่า แพนเจีย ส "เล ว (ฆา8ล๐ล) สภาพการเปลี่ยนแปลงเช่นนัน ไม่เป็น ผลดีต่อสัตว์และพืชเลย สิงมีชีวิตชนิดต่างๆ ไม่น้อย ง จ 4 วั4ง บ กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ได้สูญพันธุ์ไปในยุคนี ซึ่งนับว่า ลรซ์๓๑ช้ (ช้ 4 2 = เป็นการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง พืชหลายชนิด สูญพันธุ์ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เช่น ไทรโลไบต์ ปะการัง ตอกไม้ทะเล และโปรโคซัว ส่วนใหญ่ต้อง เ" ซะ. -- : สูญพันธุ์ไปในยุคนีด้วย ส่วนสิงมีชีวิตทีเหลืออยู่ รอดมาได้ต้องปรับตัวอย่างมาก โดยเฉพาะพวก ส = ๕ = มู9 เ= " แมลงที่เกิดมาในยุคคาร์บอนีเฟอรัสต้องปรับเปลี่ยน ว ม ๕ สซสู.ูส๑ ูจ่ะ . รูปร่างให้เล็กลง และมีวงชีวิตทีสันลงแด่ชับซ้อน ๕ ม ง ส .=- เด มากขึ้น ได้แก่ พวกที่มีวงชีวิตแบบเมทามอร์ฟอชิส (เต๐นเต๐ทุ)ไ10ร1ร) สัตว์มีกระดูกสันหลังพวกปลา หลายชนิด เช่น ปลามีขากรรไกรและฉลามดึกดํา- บรรพ์ค้องสูญ พันธุ์ไปด้วย สัตว์บกหลายชนิดรวม เว ลอ.โ, = เต ทั้งพวกสะเทินนําสะเทินบกบางพวกก็สูญพันธุ์ไป ด, อ, ” 0 ซ= ด้วยเช่นกัน พวกที่อยู่รอดก็วิวัฒนาการไปจนมี ศี เส. จกชั วี้ รํางกายใหญ่ขึ้นพอๆ กับพวกสัตว์เสือยคลาน พวก ม ๕ ั ส2=๑2 ๓ สัตว์เลื้อยคลานเองก็มีวิวัฒนาการปรับตัวได้ดีกับ เซ “4 ฐสูษ « =ป0ป สภาวการณ์ที่เป็นอยู่ทั้งบนบกและที่แห้งแล้ง มีทั้ง ส๑ - 9 ย พวกที่กินพืชและกินสัตว์เป็นอาหารและนําไปสู่ วิวัฒนาการของพวกไตโนเสาร์ในยุคต่อมา ยุตเพอร์เมียนเป็นยุคสุดท้ายของมหายุค ซ= = 4342 พาลีโอโซอิกที่มีช่วงเวลายาวนานประมาณ 325 2 ส๓๑ 24 ๑ ง ๑๕ ส้านปีที่มีสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายและ ว = , 4 ที่สูญหายไปจากโลกก็มีจํานวนมากเช่นเดียวกัน ร - ม ส่ นั้นคือสภาวะสมดุลธรรมชาติของสรรพสิงทีแท้จริง ร ของโลกใบนี่ ร เค « - ในมหายุคนี่ สภาพทั่วไปของโลกเริมเปลี่ยน จ ๕ เล ว 1| แปลงไปในทางทีดีขืน ควา มชุ่มชื้นกลับคืนสู่บรรยา- กาศของโลกใหม่ ป่าไม้เขียวขจีขึ้น เพิ่มความอุดม สมบูรณ์ ให้แก่ชีวิตพืชและสัตว์ที่วิวัฒนาการเปลี่ยน แปลงไปอย่างค่อนข้างรวดเร็วในสภาวะแวดล้อม ใหม่ของโลกในช่วงเวลานั้น มหายุคมีโซโชอิกแบ่ง ออกเป็น 3 ยุคที่พอสรุปได้ดังนี้ ยุคไทรแอสซิก (โก่อ5๐ อ๐กอส จากคํา 1ห่25 = หินสามทบที่พบทางตอนใต้ของประเทศ เยอรมนี) ยุคนี้มีเวลานานประมาณ 37 ล้านปี และ เป็นยุคเริ่มตันของมหายุคมีโนโซอิก เมื่อวิกฤด- การณ์เลวร้ายผ่านพันไปในช่วงเชื่อมโยงระหว่าง ปลายยุคเพอร์เมียนและเริ่มตันยุคไทรแอสซิกซึ่ง เป็นช่วงเวลาที่สัตว์สะเทินน้าสะเทินบกและสัตว์ เลื้อยคลานจํานวนมากสูญหายไปและเปิดทางให้มี วิวัฒนาการของสัตว์เลื้อยคลานชนิดใหม่ๆ รวมทั้ง พวกที่คล้ายสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมด้วย พวกสัตว์ เลื้อยคลานบางชนิดกลับลงไปมีชีวิตอยู่ในน้้า แค่ ส่วนมากปรับตัวได้คีบนบกมากกว่าสัตว์อื่นๆ ทําให้ เง = ม เซ, ๓“| พวกสัตว์เลือยคลานวิวัฒนาการไปอย่างรวดเร็วและ กว้างขวางจนกลายเป็นสัตว์กลุ่มเด่นของมหายุค = ง 4๑ มีโซโซอิก โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นบรรพบุรุษของได- -= 8 เ โนเสาร์ที่ครองโลกในยุคต่อมาคือ ยุคจูแรสซิก สัตว์ จั ตั้ด ลื: เลือยคลานพวกนีกินพืชเป็นอาหาร และที่น่าสนใจ สฮูล= = เล ว. .= "| ทสุดคอ มพวกสตวเลยงลูกด่วยนมขนาดเลิกทเรยก ง, =๓ซ้ ร ว่า พวกโมโนทรีม (ถา0๓๐ย๐๑) เกิดขึ้นในยุคนี้ ซึ่งเข้าใจวํา วิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษพวกสัตว์ ส ศศนนนเไไ เลือยคสานที่มีรูปร่างคล้ายๆ กัน แต่ได้สูญพันธุ์ใบใน =๊ เสงซี ง ง, ปลายยุคนี พวกโมโนทรีมมีลักษณะกึ่งกลางระหว่าง ๒ 4< ๕ 5 ฆ้ ห 4, สัตว์เลื่อยคลานและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพราะว่า เ =-, ร ส ๕ สัตว์พวกนี่ยังคงวางไข่เช่นเดียวกับพวกเลื้อยคลาน รง เด - ทีเป็นบรรพบุรุษของมัน เมือตัวอ่อนฟักออกมาจาก อือว้ จัดปิดในม์นี้ 'ใข่แล้ว จะอาศัยเลียน้านมจากแม่ สัตว์ชนิดใหม่นี้ เป็นต้นตระกูลของพวกคุ่นปากเป็ด (0ใลเนร) และ น 4 ๆ ๓ ตัวกินมดคล้ายเม่น (๑ทก ลก1๐๕1๐) ในปัจจุบัน - = ว ทีพบเฉพาะในประเทศออสเตรเลียเท่านัน ยุคฐูแรสชิก (วเหลรรไอ 06ท่อ4 มาจากชื่อ เทือกเขา ]เพล ที่อยู่ระหว่างฝรั่งเศสและสวิสเซอร์- แลนด์) มีเวลายาวนานประมาณ 63 ล้านปี สิงมี ฯ ต 9 ชีวิตได้ทิ้งร่องรอยที่เป็นชากคึกดําบรรพ์มากมาย -ฟ่ และหลากหลายซนิต ไม่ว่าจะเป็นพวกเม่นทะเล 4 เซ”. ปลาดาว โดยเฉพาะพวกหอยทีมีเปลือกขดม้วนคือ " ง ว 4 พวกแอมโมไนต์ (ล๓หถอ๐ณ์!๐) ที่แพร่กระจายอยู่ น่>. เซ จ เ เซ ทัวโลกในยุคนันและใช้เป็นตัวบ่งบอกขั้นหินของ ยุคจูแรสซิกได้เป็นอย่างดี แมลงมีวิวัฒนาการอย่าง ซี่ กว้างขวางควบคู่กับวิวัฒนาการของพืชมีดอก (ลกฎ10508ก๓ ) ซึ่งเป็นตัวอย่างของวิวัฒนาการ ไว เซ เซ. 1ว ส 8, ม ร่วมทัน (๐๐๕ขอ๐[บยอก) อย่างกลมกลืนที่สุด ทําให้ = รู มีความหลากหลายของพืชมีตอกและแมลงนานา ชนิดเกิดขึ้นมากมายในยุคนี้ ในขณะเดียวกัน สัตว์| 7 เลื้อยคสานก็มีวิวัฒนาการอย่างมากและแพร่กระจาย ออกไปอย่างกว้างขวางทั้งพวกที่อยู่ในน้าและพวก เ 2 ที่อยู่บนบก ซึ่งเป็นพวกที่มีขนาดใหญ่โตมาก บาง “๕ ” ปูอส ชนิดมีความยาวถึง 40 ฟุต ยุคจูแรสซิกได้ชื่อว่า ๒6 เร เป็นยุคไดโนเสาร์อย่างแท้จริง เพราะมีมากมาย ลุ นิยายและภาพยนตร์เรือง วันเละต่อ อ๓ ที่โด่งดัง [: ไปทั่วโลก ที่นําประหลาดไจไปกว่านั้น คือ ไตโนเสาร์ บางชนิดในป่าเขตอบอุ๋นได้วิวัฒนาการโครงสร้าง ที่ใช้ร่อนและบินได้ไนอากาศ จนกลายเป็นบรรพ- ยี บูรษของนกในตอนแรกเงิ่ม ดังเช่นชากดึกดําบรรพ์ น ของนกรุ่นแรกๆ คือ #เ6ล๐00เอธช5 ที่ยังคง ร้, ลักษณะบางอย่างของสัตว์เสื้อยคลานไว้ เช่น ฟัน ! และหางยาว เป็นคัน ยุคครีเทเชียส ((5(ล๐๐0อ95 ธะต่อ4 จาก คําละติน ๐1@๒8 แปลว่าขอส์ดที่ขุดงาจากพืนชอตค สังคม โลกทางชีวภาพแล ยังคงแพร่พันธุ์และวิวัฒนาการอ ย่างต่อเนื่องจนเกิด เป็นป่าดิบขึ้นในพื้นที่หลายแห่งของโลก สัตว์มี กระดูกสันหลังยังคงแพร่ขยายพันธุ์ต่อไป ทั้งในน้้า และบนบก แน่นอนที่สุดพวกนกและพวกไดโนเสาร์ แพร่กระจายไปทั่วโลก แต่ที่น่าสังเกตคือพวกสัตว์ เลี้ยง ลูกด้วยนมยังไม่พัฒนาไปมาถมายเท่าไรนัก ในยุคนี้ เพราะพบซากดึกดําบรรห์ที่บังซี้ว่าสัตว์ พวกนี้ยังคงมีร่างกายขนาดเล็กและมีเพียงไม่กี่ชนิด เท่านั้น ดลอดระยะเว ลาของยุค นี้โลกมีการเปลี่ยน แปลงทางกายภาพอ ย่างรุนแรงขึ้นอีก โดยมีทั้งช่วง ที่เป็นน้าแข็งและช่วงที่มีความแห้งแล้งสลับกันไป เช่นเดียวกับสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นไนยุคไทรแอสซิก จนกระทั่งปลายยุดครีเทเชียสจึงเกิดมีกลียุคบน พื้นพิภพโดยพื้นทวีปแยกตัวออกจากกันชัตเจน เกิด แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด แรงเทคโทนิคดันพื้นดิน .มหายุคซีในโซอิก. ขึ้นเป็นภูเขาสูงแถบภูเขา 41๒5, 1รข้1ทาลไลหล5ร, 1๐๐ใตธร, เทฝไทอร ก่อให้เกิดการสูญเสียสิ่งมีชีวิต ทั้งพืชและสัตว์จํานวนมากมาย โดยเฉพาะไดโน- เสาร์ที่สูญหายไปจนหมดสิ้น นับว่าเป็นการสูญ พันธุ์ครั้งไหญ่อีกครั้งหนึ่งที่นักวิทยาศาตร์เชื่อว่า สิ่งมีชีวิตเกือบ 99 เปอร์เซนต์สูญหายดายจากโลก นี้ไป ส่วนที่ยังคงทนอยู่รอดต่อมาได้มีไม่มากนัก และในจํานวนนี้มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวเล็ก ๆ รวม อยู่ด้วย สภาวการณ์ของโลกในซ่วงท้ายของยุคครี - เทเชียสได้เปิดช่องว่างไว้มากมายทําให้สิ่งมีชีวิตที่ รอดตายได้มีโอกาสขยายพันธุ์และมีวิวัฒนาการ เปลี่ยนแปลงต่อไปได้อย่างไร้ขีดจํากัดและปราศ จากศัดรูคู่แข่งอย่างเช่นไดโนเสาร์ที่เคยเป็นเจ้าโลก แห่งยุคจูแรสซิก เป็นช่วงเวลาต่อจากปลายยุคคลีเทเชียสจน ถึงปัจจุบันนับเป็นเวลาประมาณ 65 ล้านปี มีเหตุ การณ์เปลี่ยนแปลงต่างๆ ทั้งทางกายภาพและทาง ชีวภาพเกิดขึ้นมากมาย มหายุคซีโนโซอิกแบ่ง ออกเป็น 2 ยุค คือยุคเทอร์เซียรี (โฆษัณฑ 0๐0๐06) ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลายาวนานประมาณ 63 ล้านปี และยุคควอเทอร์นารี (กูฉ๕เตกมร 0๐ณ์๐๕) ซึ่งเป็น ช่วงเวลาของยุคปัจจุบันที่มีช่วงเวลาสั้นประมาณ 2 ล้านปีเท่านั้น ยุคเทอร์เชียรี แบ่งออกเป็น 5 สมัย ได้แก่ สมัยพาลีโอซีน (๒1๐๐๐๕๓๐ 600๐0), สมัยอีโอชีน (๒ซี๐๐๐๓๐ อ๕00๐), สมัยโอลิโกซีน (0ไธ๐๐๐๓๐ ๐00๐0), สมัยไมโอชีน (ให10๐๐๓๐ ๐00๐0) และ ส - @2 ๕ .ส๓2 มีการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการของสิงมีชีวิตในรูป จ, 5 ม 6จ ล. แบบต่างๆ กันโดยเฉพาะพวกสัตว์เลียงลูกด้วยนม ซี 5 ซึงวิวัฒนาการแตกแขนงแยกออกไปมากมายหลาก สมัยไพลโอซีน (11๐๐๐๓๐ ๑0000) ในแต่ละสมัย หลายชนิดจนทําให้มหายุคซีโนโซอิกได้ซือว่าเป็น มหายุคของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างแท้จริง เพราะ งน. = = พบว่ามีทั้งพวกที่กินพืช กินแมลง และพวกกินเนื้อ เด ล. เ”, = สัตว์อื่นเป็นอาหาร จนกระทั่งถึงสมัยไมโอซีนเมื่อ บรรยากาศโลกเย็นลงจึงเงิ่มปรากฏว่ามีพวกไพร- 5 ค เมต (อณักล21) ซึ่งรวมทั้งพวกลิงไม่มีหางหรือเอป ตี ๑ "- (20๐9) อบัติขึ้นซึ่งวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรูษลิง = ผ่ ก ศัฒ ส พวกมีหางที่มีอยู่มากมายหลากหลายชนิดเมือ เว ฮ่ = ง ประมาณ 20 ล้านปีทีแล้ว ลิงมีหางส่วนมากสูญ 2 5” ส3๓= 9” 8/, พันธุ์ไปแล้วในช่วงทีมีอาถาศแห้งแล้งและสภาพ ปําลดน้อยลง ส่วนลิงไม่มีหางหรือพวกเอปคงรอด อยู่ได้ และบางชนิดก็วิวัฒนาการมาเป็นบรรพบุรุษ ของมนุษย์ยุคใหม่ในปัจจุบัน 4๕4 ๕ ส ะ ยุคควอเทอร์นารี มีช่วงเวลาสันเพียง ประมาณ 2 ล้านปี แบ่งออกเป็น 2 สมัย คือ สมัย ไพลสโตซีน (๒1อ[156๐๐๐๓๐ ๐0๐๐9) และสมัย โฮโลซีน (18๐1๐๐๐๓๐ ๐0๐๐0) หรือสมัยปัจจุบัน 172: พซ์ ซึ่งนับเป็นเวลาเพียงประมาณ 10,000 ปีที่ผ่าน มานี้เอง ยุคควอเทอร์นารีมียุคน้้าแข็งเกิดขึ้นหลาย ครั้งสลับกับความแห้งแล้งในบางแห่งของโลก โดย เฉพาะบริเวณทะเลทรายซาฮารา (5มบแล) แผ่นดิน ทวีปที่เคยรวมกันอยู่เป็นกลุ่มที่เรียกว่าแพนเจีย ได้ เคลื่อนตัวแยกออกจากกันเป็นทวีปต่างๆ คังที่เห็น จ ส เค จ” ”. อยู่ในปัจจุบันนี้ พืชและสัตว์มีวิวัฒนาการเปลี่ยน "| 9 จ/, ฆ ล. แปลงเพื่อการอยู่รอดตลอดสมัยไพลสโคซีน รวมทั้ง โจ เซ ซ่ ๑ อุบัติการของมนุษย์ยุคไหม่ทีเริมมีจํานวนประชากร ซ่ คี่ ง ซ่,!. เพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วง 300-400 ปีที่ผ่าน ฉ่- ณะ มาจนกระทั่งทุกวันนี่ ฐิวัฒนาการกับการส ข ทวใจ. 5 ล เรายังไม่ค่อยให้ความสนใจและยังไม่รู้ซึ่งถึง คุณค่าของสิ่งมีชีวิตนานาชนิดทั้งในอดีตและใน 2 = ง, = = 2 ปัจจุบันในเชิงคุณคําทางเศรษฐกิจ ในเชิงการเกือกูล การดํารงอยู่ของสิงมีชีวิตด้วยกันเองและช่วยคําจุน การดํารงอยู่ของมนุษย์ด้วย ตลอดจนคุณค่าทาง ค ๓4ป - ฆ รูุ2 4ล, สันทนาการ เพราะว่าถ้าเราได้เห็นสิงมีชีวิตไม่ว่า " ๑ = 9. ฮุ4 จะเป็นพืชหรือสัตว์ แล้วทําให้จิตใจสดชื่นรีนรมย์ ตลายเครียดได้ เราจะรู้ถึงคุณค่าและมีความรู้สึกดีๆ เศ ๒ ซั 9 ก, เช่นนี่ต่อสิงมีชีวิตได้ดีขึ้น ถ้าหากเราได้ทําความ ว ส เร =. ซ่ เข้าใจบ้างพอสมควรเกี่ยวกับธรรมชาติของสิงมีชีวิต และเข้าใจในกระบวนการวิวัฒนาการ (@90ไจย่อ๓) ฮูยๆูป2 ซุ ๓๑ ๑ ง ทีทําให้เกิดสิ่งมีชีวิตซนิดใหม่ๆ หลากหลายรูปแบบ เฆ่ ตลอดจนประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์การเปลี่ยน สย ว ม บ ๆ = แปลงทีนําไปสู่การสูญพันธุ์ (๐แน่๒๐บ์๐0) ของสิง มีชีวิตในอดีตกาล การสูญพันธุ์เป็นการสาบสูญสิง มีชีวิตไปอย่างถาวร ความรู้ความเข้าใจในประเด็น วู ง รั ป ล ๑ ต่างๆ เหล่านี้ จะทําให้เราเกิดจิตสํานึกและความรู้สึก น = ๓๓๑ ก ห่วงไยในสิ่งมีชีวิตบางชนิดที่กําลังอยู่ไนสภาวการณ์ ส ส ง ”. เว ทีเสียงต่อการสูญพันธุ์ในสภาวะแวดล้อมทีเลวร้าย ฆ ๕ อ / ลงอยู่ในปัจจุบัน เพื่อจะได้ช่วยกันหามาตรการแก้ไข =- ง ๓ 4 4, ล 'ไม่ให้เกิดการสูญเสียสิงมีชีวิตที่ทรงคุณค่าเหล่านั้น ซา ศุ ไปจากโลกใบนี้ วิวัฒนาการ นักวิทยาศาสตร์จัดจําแนกสิ่งมีชีวิตออกเป็น หมวดเป็นหมู่ตามระบบการศึกษาความเป็นมาของ สิ่งมีชีวิตหรือซิสเทมาทิกส์ (5756๐ร8น์๐5) และ หลักอนุกรมวิธาน (เม๐๓0ร สปีซีส์(50๐๐1๐5) หรือชนิดของสิ่งมีชีวิตเป็นหน่วยพื้นฐานของ กระบวนการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการ สปีชีส์หมาย ถึงกลุ่มของสิ่งมีชีวิตที่อาจมีลักษณะภายนอกแตก ต่างกันหรือคล้ายคลึงกันก็ได้ และทั้งที่อาศัยอยู่ 'ในประชากรเดียวกันหรือต่างประชากรทันก็ไต้ แต่ กลุ่มสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นไม่สามารถสืบพันธุ์และถ่าย ทอดพันธุกรรมระหว่างกันและกันได้เมื่อมีโอกาส มาอยู่ร่วมกัน เช่น ม้ากับลา เสือกับสิงโต เป็นต้น สิ่งมีชีวิตบนโลกเรานี้มีจํานวนมากมายและหลาก หลายชนิด เท่าที่ได้มีการศึกษากันอย่างเป็น ทางการแล้วพบว่า มีอยู่ประมาณ 1.5-1.6 ล้าน สปีซีส์ นักวิทยาศาสตร์คาตว่าน่าจะมีสิ่งมีชีวิต อีกจํานวนมากประมาณ 10-30 ล้านซนิตที่ยังไม่ ได้ศึกษากัน ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในบริเวณบําเขต ร้อน (ยอ๐010ล1 กอร050) ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ด้วยทรัพยากรชีวภาพเหล่านี้ ลกทางชีวภาพและสังคม ซ้ ซ่อ 9 ". ปัญหาพื้นฐานที่สําคัญประการหนึงในการ = == = @ @==๑2 4 ร ศึกษาสิงมีชีวิต คือสิงมีซีวิตทีมีอยู่มากมายและ ๑ป = ส 1 ๕ ๕ หลากหลายชนิดนันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ชาร์ลส์ ดาร์วิน นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษได้คันคว้าหา คําตอบเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตไว้อย่าง สอสลี้ เษ. ล้ส์ ละเอียดลึกซึ่งและเขาได้บันทึกไว้ในหนังสือเรื่อง - : สม ล. “พ6 0ท์อใก อธ์ 5๒๑๐๐65” ที่รู้จักกันดีในหมู่นัก ชีววิทยาและนักวิทยาศาสตร์ทัวไป ปัจจุบัน นักวิชา - 4 เส่ - การทราบดีว่า กระบวนการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการ @ ==๑@ ซ่ จ 4” ฒ ของสิ่งมีชีวิตมีอยู่ 2 แบบทีพอสรุปสาระสําดัญได้ ฟั ยู ดังนี้ ” แบบแรก เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลง = วล เนน ย เจ วิวัฒนาการที่ค่อยเป็นค่อยไปในช่วงเวลาสันๆ ดตาม สายตรงของการถ่ายทอดพันธุ์ ดังกรณีตัวอย่างของ แมลงศัตรูพืช (เช่น แมลงวันผลไม้) และแมลง รูปที่ 6 : ซาร์ลส์ ตาร์วิน นักชรรมซามวิทยาขาวอังกฤษ ได้คันคว้าหาคําตอบเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีซี อย่างละเอียดลิกซึ้ง และเขาได้บันทึกไว้ในหนังสือเรื่อง ทกเฟ 8[พโงจ” ที่รู้จัดกันดีในหมู่นักขีววิทยา ร์ทั่วไป แสะนักวิทยาศ เว อ ม ง ๑ 2 พาหะนําโรค (เช่น ยุงกันปล่อง พาหะนําเชือ ศด ง มาลาเรีย) ในสภาวะแวดล้อมที่มีการใช้ยาฆ่าแมลง เช่น ดีดีที ยุงพาหะนําโรคจะพัฒนาพันธุกรรมที่ ส๕๑6๓ณีสีซี ค๑ซี่มีฉัง อ่อ ว2. ตือต่อยาดีดีที ยุงทีมีพันธุกรรมที่มีคุณสมบัติคือยา ว : ว เจ ฆ่าแมลงนี่ ก็จะค่อยๆ สะสมและแพร่ขยายพันธุ์เพิ่ม ม เส่จย มากขึ้น และภายในเวลาไม่กีชัวอายุประชากรของ เล ” สสสไ๕ซถ่ส้า ยุงพาหะนัน ก็จะสามารถต้านทานยาตีดีทีได้ดียิงขึน , 5- ซ่ = 5 ในทํานองเดียวถันการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการของ เฑ มนุษย์ตั้งแต่บรรพบุรุษยุคต้นๆ มาจนถึงมนุษย์ยุค เ%- ซู2 ' "! ใหม่ในปัจจุบัน ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของกระบวน ฆ่ 25. ง 4 การเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการแบบค่อยเป็นค่อยไป ตามสายตรงของการถ่ายทอดพันธุ์โดยเริมต้น จากบรรพบุรุษพวกเอปสกุล 4ย8ย2ป001ยํา6๐๒5 ทุ 3๑. 1๕ อธ์ม๐0515 ในแอฟริกาทีเริมมีสมองขนาดใหญ่ขึ้น ง ที (ประมาณ 450 ลบ.ซม.) ลําตัวเริมเอนตรงขีน และเงิ่มเดินด้วยขาสองขาได้ในระยะไม่ไกลนัก จน กลายมาเป็นพวกสกุล 130๓20 เริมแรกได้แก่พวก " 0 เส 1ช้อ๓๓๐ หลป15 ที่รู้จักใช้มือและมีสมองใหญ่ขึน ฯ4 - : (ประมาณ 650 ลบ.ซม,) ซึงวิวัฒนาการด่อมว ร ส๓=- กลายมาเป็นพวก 1ร10๒๐ ๕๒๐ย5 ทีมีลักษณะยืน ” ล”, นซึ่ เซ๕ ตัวตรงชัดเจนพร้อมกับมีสมองใหญ่ขึนมาก (ประมาณ 950-1,100 ลบ.ซม.) และมีการพัฒนาการใช้ ซิ 9 ส "ต เครื่องมือตลอดจนมีวัฒนธรรมที่ซับซ้อนมากขึน จ ส๕, ๑ร๐ เรือยมา จนถึงขันเป็นพวก ร์รัณ๒๐ 5ล1อย5 ซึ่งเป็น จ , - อ 2 = มนุษย์สุดประเสริฐแห่งยุคปัจจุบันทีมีความเฉลียว ง ๕ซ่ ซี 1 ฉลาดมากกว่าสัตว์อื่น เพราะมีสมองขนาดใหญ่ เซ มาก (ประมาณ 1,400 ลบ.ซม.) การเปลี่ยนแปลง =2 ซ่ ง๑ วิวัฒนาการสายตรงหรือทีเรียกว่า วิวัฒนาการ แบบไฟเลติก (อก96ณ์๐ 6ห01แนอก) หรืออะนา- = " เ4 เซ เจเนซิส (ลกล8๕56๐515) เป็นการปรับเปลี่ยนทาง =-= เจ้. เล ร 2 ๆ. ชีววิทยาทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเช่นนี จะทําให้ = 5- = “ล ฮ่๑ มีสายพันธุ์ใหม่หรือชนิดใหม่เกิดขึ้นมาแทนที่ชนิด จ๑4ซี่ เค: เส จ, ๐ เก๋าที่สูญหายใป หรืออีกนัยหนึ่งจะไม่มีจํานวนชนิด ซ่. ซี่ ฮ่ หรือสปีซีส์เพิ่มมากขึ้นโดยกลไกการเปลี่ยนแปลง วิวัฒนาการแบบไฟเลติก เส แบบที่สอง เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลง ๑๓ เว 9 ส ๑ ๕ วิวัฒนาการโครงสร้างทางพันธุกรรมที่เกิดขึ้นใน ประชากรต่างๆ ของสิงมีชีวิตชนิดเดียวกันตาม ร -! 6, ม. ร กาลเทคะที่แปรเปลี่ยนไปจนทําให้ประชากรที่อยู่ = ว่ ง4, 2 เ- เ - ในถิ่นอาศัยที่แตกต่างกันมีโครงสร้างทางพันธุกรรม ซ่ ง จ%, = ๕ เซ : ที่ผันแปรแดกต่างกันมากยิงขินตามลําดับ จน ๕, ๕ 4 2 ร ภาผี ผด กระทังถึงจุดหนึ่งทีประชากรเหล่านันเมื่อมีโอกาส . อ - 4เซฟ ซ่ - เค "- ได้มาอยู่ร่วมกัน แต่ก็ไม่สามารถที่จะลืบพันธุ์หรือ ถ่ายทอดพันธุกรรมระหว่างกันและกันได้เหมือน - = " ะ เ อย่างทีเคยเป็นมาในอดีต เมือถึงขันนั้นแล้ว กี ง ก ง 5 ถือว่าประชากรเหล่านันมีความแตกต่างกันทาง ชีววิทยาโดยสินเชิงและสามารถจัดจําแนกออกเป็น ซ่ 1 = 6ร เป 4 -: ชนิดหรือสปีซีส์ที่แคกด่างกัน กระบวนการเปลี่ยน "๓ = แปลงวิวัฒนาการเช่นนี่ทําให้มีการแตกแขนงกิง 3 = 2ง ๕ ล ซ่ ก้านสาขาทีพัฒนาไปเป็นสิงมีชีวิตชนิดไหม่ๆ เพิม "1 ะ 4 ขีนมากมาย และหลากหลายรูปแบบอาจมีทั้งที คล้ายกันบ้างและแตกด่างกันบ้างตามลักษณะรูป ว ล = ซ่ ร่างสัณฐานวิทยา เรียกกระบวนถารเปลี่ยนแปลง ๑@๑2 เศ - ซ่ วิวัฒนาการเซ่นนีว่า สปีซิเอชัน (50๐๐ลนอก) หรือ คลาโดเจเนซิส (๓๐18@๐86ก๐515) ดังกรณีตัวอย่าง ส = ล” ล = น ที่เห็นได้ชัดโนอดีตกาลคือ วิวัฒนาการของกลุ่ม ฯ ร ไดโนเสาร์เมือประมาณ 200 ล้านปีที่ผ่านมา จน อ, เร ม = ว ง ทําให้เกิดไดโนเสาร์มากมายหลายร้อยชนิดที่แพร่ ๕ กระจายและครอบครองโลกยุคนันเป็นเวลายาว ๑ การศูญพันธุ์ ขู่ นานนับร้อยกว่าล้านปี กระบวนการสปีซีเอชันเกิด ขึ้นอย่างช้าๆ ตามกาลเวลาที่ผ่านไป ทําให้ยากต่อ การศึกษาตรวจสอบได้ชัดเจนภายในเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่ปี แค่ในบางกรณี นักวิทยาศาสตร์ก็ สามารถใช้วิชาการเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะ เทคนิคทางด้านโมเลกุล เช่น การครวจสอบความ แตกต่างของโปรตีนโดยเทคนิคอิเล็กโทรฟอริซิส (อ@แ๐๐ห๐อ!เงร6515) และการตรวจสอบความแตก ต่างทางพันธุกรรมในระดับดีเย็นเอโดยใช้เทคนิค โขเด, ออ -โนง90 เป็นต้น เทคนิคไหม่ๆ เหล่า นี้สามารถตรวจสอบหาความผันแปรและการเปลี่ยน แปลงทางพันธุกรรมของประชากรต่างๆ ของสิ่งมี ชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่งในช่วงเวลาเคียวกันได้ หรือ อาจตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของ ประชากรใดประชากรหนึ่งตามกาลเวลาที่ผ่านไป เป็นเดือน เป็นปี หรือช่วงเวลาหลายๆ ปีก็ได้ การ ศึกษาโครงสร้างทางพันธุกรรมของประชากรดัง กล่าว ทําให้ได้ข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยน แปลงทางชีววิทยาของประชากรได้เป็นอย่างดี จะ เห็นได้ว่า ความหลากหลายทางชีวภาพที่ปรากฏอยู่ ในท้องที่บางแห่งของโลกปัจจุบันนี้ เป็นผลพวงที่เกิด จากกระบวนการเปลี่ยนวิวัฒนาการที่ผ่านมาในอดีต ทั้งสิน 8 | ซี, ฒ- ก วิวัฒนาการเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่าง สุส ุ2212 ๕๕ ล = 2 หนึ่งซึ่งก่อให้เกิดการสร้างสรรค์และสังสมสิงมีชีวิต อ ๕ ง นานาชนิตที่อุบัติขึ้นมาบนโลกนี้ดังที่กล่าวไว้ในตอน ง =, ซ่ ๆ ว: ต้น แต่ธรรมชาติของสรรพสิงทั้งหลายทังปวง ย่อม มีเกิด มีอยู่ มีดับ ดังนั้น การเกิดกับการดับจึงเป็น ล ง ส ป 2 ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นควบคู่กันเสมอเพื่อทําให้เกิด สมดุลของธรรมชาติ การดับหรือการสูญพันธุ์ของ จ.ส๕2๓4 (# ๑ฮ่ 2๑๕. สิงมีชีวิตจึงเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติทีเกิดขีนตาม - ข่- ๓ ปกติอยู่แล้วในสภาวการณ์ทั่วไป ดังที่กล่าวไว้ใน น, เ% อ อ ตอนตันว่า หลักฐานซากดึกดําบรรพ์บ่งซีซัดเจน เก ส่สั สูท ว่าสิ่งมีชีวิตจํานวนมากมายทีอุบัติขิ่นมาในอดีตได้ ท 4 สูญพันธุ์ไปแล้วตามเงื่อนไขของกาลเวลาและตาม ซ์ เว =@.ูส2ะ2 อ สภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป สิงมีชีวิตบางชนิด ท ก - สูญพันธุ์ไปโดยไม่ได้ทิงร่องรอยของผู้สืบทอดลาย พันธุ์โดยตรงให้เห็นในปัจจุบันเลย เช่น พวกไทรโล- ง อ ง ล "ด ไบต์ที่แพร่กระจายอย่างกว้างขวางบนพิ้นทะเลใน ยุคแคมเบรียนได้สูญพันธุ์ไปในยุคต่อๆ มา และไม่มี เ = พ ส3 เร สัตว์ชนิดใดในยุคปัจจุบันทีมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด ลกทางชวภาพและสงคม กับพวกไทรโลไบต์ในอดีดเลย จะมีก็เพียงแต่พวก กุ้งและปูที่ดูจะเป็นเครือญาติที่ค่อนข้างห่างไกลจาก ไทรโลไบด์พอสมควรทีเดียว ไดโนเสาร์เจ้าโลกแห่ง ยุตจูแรสซิกก็เซ่นเดียวกัน ได้สูญพันธุ์ไปจนหมดต สิ้นในยุคต่อๆ มาโดยไม่มีสัตว์ซนิตใดในยุคปัจจุบัน ที่เป็นผู้สืบทอดสายพันธุ์อย่างใกล้ชิดตามสาย วิวัฒนาการ แต่สัตว์ที่พอจะถือได้ว่าเป็นเครือญาติ ใกล้ชิดไดโนเสาร์ที่สุดในปัจจุบันคือ นก นักวิทยา- ศาสตร์ประเมินว่า มีสิ่งมีชีวิตจํานวนมากมายและ หลากหลายชนิดได้สูญหายตายจากโลกนี้ไปในอดีต ไม่น้อยกว่า 98 เปอร์เซ็นต์ และที่เหลือเป็นพืซ สัตว์ และจุลินทรีย์ในยุคปัจจุบันนี้มีไม่ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ คําถามก็คือว่า อะไรเป็นปัจจัยสําคัญที่ทําให้ สิ่งมีชีวิตต้องสูญพันธุ์ไปดามธรรมชาติ จากหลัก ฐานทางธรณีวิทยาและซากดีกดําบรรพ์ ทําให้นัก วิทยาศาสตร์เชื่อว่า สาเหตุหลักที่ทําให้เกิดการสูญ พันธุ์ คือการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของโลก เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด และการเปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศของโลกควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงทาง ชีวภาพ เช่น การรุกรานโดยศัดรูคู่แข่ง การพัฒนา เป็นสัตว์ผู้ลํา และการพัฒนาเป็นพวกพยาธิ เป็นต้น แต่ที่นําสนใจมากก็คือ การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่เกิด ขึ้นในเวลาอันรวดเร็วบนพื้นฐานของหลักธรณีวิทยา นับจํานวนได้หลายครั้งหลายคราว นักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การสูญ พันธุ์ครั้งใหญ่ๆ มักจะเกิดในทุกๆ ช่วงระยะเวลา ประมาณ 26 ล้านปี และเหตุการณ์แต่ละครั้งยังผล ให้เกิดการสูญ เสียกลุ่มสิ่งมีชีวิตในช่วงเวลานั้นๆ อย่างมากมายมหาศาล ตัวอย่างเช่น การสูญพันธุ์ ครั้งใหญ่ในมหายุคมีโซโซอิกซึ่งได้ชื่อว่า เป็นมหายุค ของสัตว์เลื้อยคลานเมื่อประมาณ 65 ล้านปีมาแล้ว ทําให้สัตว์บก (เช่นไดโนเสาร์) และสัตว์ทะเล (เช่น หอยพวกฟอรามินิเฟรา) สูญหายไปเกือบหมดใน เวลาอันรวดเร็ว มีสมมติฐานหลายอย่างที่นํามาใช้ อธิบายเหตุการณ์ที่ทําให้เกิดการสูญพันธุ์ของ ค ร เล ไดโนเสาร์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในยุคนัน รวมทั้งข้อ ฑู ” ว 4, สันนิษฐานทีว่ามีลูกอุกกาบาตขนาดใหญ่ เส้นผ่า ศูนย์กลางประมาณ 10 กิโลเมตรพุ่งเข้าซนโลก อย่างแรงจนเกิดหลุมขนาดใหญ่และฝุ่นละอองฟุ้ง จ้เร้ นื้งณี ฮี กระจายปกคลุมไปทัวท้องฟ้าและพื้นพิภพเสมือน เป็นม่านบดบังแสงอาทิตย์ที่ส่องแสงมาสู่โลก ทําให้ โลกถูกปิดมีดมิดจนพืชไม่สามารถสังเคราะห์ด้วย แสงได้เป็นเวลายาวนาน ยังผลให้พืชและสัตว์ขาค แคลนอาหารตลอดจนการระบาดของเชือโรค สิงมี ซี= " % ” ว 4 ชีวิตส่วนมากจึงสูญพันธุ์ไปในทีสุด อย่างไรก็ตาม - ซาๆ ๑ ส 6 [ม บทเรียนที่ได้จากการศึกษาประวัติศาสตร์ของการ ร มรังเละหักจใช้าซึ เปลี่ยนแปลงของโลกในครั้งนั้นสะท้อนให้เห็น เป ซ่ เค ชัดเจนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมไนทาง ลบทั้งด้านกายภาพและด้านชีวภาพเป็นกุญแจ เณฒณ ณะ 1 เซ = ซ่ สําคัญทีนําไปสู่การสูญพันธุ์คามธรรมชาติของสิ่งมี สการสูญพนธุ์ ชีวิตในอดีตกาล แต่ในปัจจุบัน เหตุการณ์ยิ่งเลวร้ายมากกว่า ในอดีต เพราะว่ามนุษย์กลายเป็นต้นเหตุสําคัญของ การสูญพันธุ์ของสิงมีชีวิตอย่างมากมายในช่วง ประมาณร้อยปีที่ผ่านมา และอัตราสูญพันธุ์ของสิง ๓- ด .ซ๕. เก ง มีชีวิตทวีความรูนแรงยิงขึ้นในปัจจุบัน อันเนื่องมา จากพฤติกรรมการกระทําของมนุษย์ทั้งโดยทาง , อง,2้, ง, ตรงและทางอ้อม เช่น ประชากรโลกเพิ่มขืนอย่าง รวดเร็วควบคู่กับการทําลายถินอาศัยของสิงมีชีวิต ๐. ร ต นานาชนิตอย่างกว้างขวางและรุนแรงขึ้นทุกขณะ ณี 5๑ เซ เล7 จ เพื่อหวังผลประโยชน์จากการพัฒนาทางค้านเกษตร- กรรม ด้านอุตสาหกรรมโรงงาน และอุตสาหกรรม ซ่ ข่ ๆ7.” = 0ไ2 เส ท่องเที่ยว เพื่อทําให้เกิดการกินคือยู่ดีอย่างไม่มีขอบ ง ซ่ 4๒ จ2 เจ๊. เขตจํากัดทีมนุษย์จัดว่าเป็นสัญลักษณ์ของความ เจริญทางค้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ : คง ง 5”. กิจกรรมที่เรียกว่าการพัฒนาประเทศดังกล่าว นอก จากจะทําให้เกิดการทําลายล้างถินอาศัยและสูญ เลียความหลากหลายทางชีวภาพแล้ว ยังส่งผลให้ =๑หู0ล้, 9 = สภาวการณ์ธรรมชาติไม่เอื้ออํานวยให้เกิดกระบวน เส ะ ” =่ เด น ต. การเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการของสิงมีชีวิตที่จะนํา ไปสู่การเกิดสปีซีส์หรือชนิดใหม่ๆ ได้อย่างปกติตัง ซ่ =-สั. ง, ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต จะเห็นได้ว่า นอกจากโลกจะ สูญเสียสิ่งมีชีวิตที่มือยู่โนธรรมชาติแล้ว สถานการณ์ ยังไม่เปิดโอกาสให้มีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตชนิด ใหม่ๆ เกิดขึ้นมาทดแทนสิ่งที่สูญหายไปได้ด้วย กล่าวคือ พฤติกรรมของมนุษย์ที่ขาดคุณธรรมได้ ก่อกรรมทําเข็ญให้กับธรรมชาติจนเกิดผลในทางลบ ในทุกๆ ด้านอยู่ในขณะนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้ประมาณการว่า อัตราสูญ พันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในปัจจุบันมีสูงถึงประมาณชั่วโมง ละ 3 สปีซีส์ เมื่อเปรียบเทียบกับในอดีดเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วที่มีอัดราสูญพันธุ์ชั่วโมงละ 1 สปิชีส์ หรือ เมื่อ 30 ปีที่แล้ว วันละ 1 ลปีซีส์ และยุคก่อนหน้า นั้นที่อัตราสูญพันธุ์ตามธรรมชาติที่แท้จริงแล้ว โดย เฉลี่ยมีเพียงประมาณปีละ 1 สปีซีส์เท่านั้น จะเห็น ง. 8” 8” จ ๕ ๕ ได้ว่า อัตราสูญพันธุ์ในปัจจุบันเพิ่มขื้นเป็นหลาย เ” เ อ 6: = ๕ = ร้อยหลายพันเท่าของที่เคยเกิดขึ้นในอดีต หาก ปล่อยให้เหตุการณ์อันเนื่องมาจากพฤติกรรมการ กระท่าของมนุษย์เป็นไปเช่นนี่เรือยๆ ก็เป็นที่ศาด ซี จะ, = หมายได้ว่า ภายใน 2-3 ทศวรรษหน้า จะมีสิงมี == 4 ล 5. งซี่ รง = : ชีวิตที่สูญพันธุ์ไปไม่น้อยกว่าครึงหนึ่งของสิงมีชีวิต - 0! จ- ส «๓ 0 =ุ๓ ที่มือยู่ในปัจจุบัน และเมือวันนันมาถึง มันก็อาจสาย - ฒ = เกินแก้ เข้าทํานองสุภาษิตที่ว่า “วัวหายล้อมคอก” หรือ “ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลังนําคา” พวกเราคงไม่ = ง «๑ ม 4 = ซั อยากคิดและไม่อยวากเห็นสิงเลวร้ายทีอาจเกิดขึ้น ม - - ซั ง เพ ร ได้กับโลกสีน่าเงินใบนี มนุษย์เพียงผู้เดียวเท่านัน ซ่ จ %” ที่จะสามารถช่วยกันป้องกันรักษาและอนุรักษ์ “ = ง นี้ไ เค ซ่ ทรัพยากรชีวภาพเหล่านี่ไว้ให้ลูกหลานได้พึงพา อาศัยและใช้ประโยชน์อย่างยังยืนต่อไปได้นาน เท่านาน เชวภาพและสงคม โลกทาง = 5 ๐ - ' - ค ดังที่กล่าวไว้ในตอนตันว่ามหายุคซีโนโซอิก ได้ชื่อว่าเป็นมหายุคของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดย เฉพาะในสมัยไมโอซีน (1ห์10๐๐0๐ ๐0๐0๐0) ใน ช่วงประมาณ 23-5 ล้านปีที่ผ่านมาพบว่ามีสัตว์ เลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่มหนึ่งซึ่งได้ซื่อว่าไพรเมต (อท์กาล1๒๐) ซึ่งส่วนใหญ่คํารงชีวิคและหากินอยู่บน ต้นไม้โดยอาศัยนิ้วมือนิ้วเท้าที่ค่อนข้างยาวเพื่อใช้ เกาะถิ่งไม้ในการเคลื่อนไหวโหนตัวไปมาอย่าง คล่องแคล่วว่องไวและปลอดภัย นอกจากนั้นสัตว์ พวกไพรเมตยังมีดวงดาค่อนข้างใหญ่เพื่อใช้ใน การคํารงชีวิตบนกิ่งไม้ได้อย่างมีประสลิทธิภาพ จะ พบว่ามีสัตว์พวกไพรเมตมากกว่า 180 ซนิดรวม ทั้งพวกเอป (2๒๐) ด้วย ซึ่งได้แก่กลุ่มลิงไม่มีหาง มีพวกเอปไม่น้อยกว่า 30 ชนิดแพร่กระจายอยู่ ทั่วไปในทวีปแอฟริกา เอเซีย และยุโรป และหนึ่ง ในจํานวนนี้วิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปเป็นต้น ตระกูลของเอปก้าวหน้าในยุคต่อมาและเป็นบรรพ- บุรุษของสกุลมนุษย์หรือสกุลโฮโม (11๐๓๐) ใน ซ่วงปลายสมัยไพล์โอซีน (111๐๐๐ก๐ ๐00๐0 ประมาณ 5-2 ล้านปีที่แล้ว) เอปมีลักษณะเด่นคือ สามารถเดินได้ด้วยขา 2 ข้างอย่างน้อยก็ในระยะ เว จ ง 3รื่ ง, ทางสันๆ นักวิชาการแบ่งพวกเอป กลุ่มที่เรียกว่า โฮมินอยด์ (1ร้อกนัก๐14) ออกเป็น 3 วงศ์ คือ 1) วงศ์ [รั#1อ๒ลน์ฮ่ล๐ ได้แก่ พวกชะนี «1 ส เว ร (ตัช๒๐๓) ซึงมีทั้งหมด 6 ชนิด 2) วงศ์ 7๐๓๕1เสล๐ ได้แก่พวกเกรดเอป สุ๓ล5 ด (ธรอ๐ล! ลอ) ซึงมีทั้งหมด 3 สกุล คือ 2๐ก00 (อุรังอุดัง), @๐ณ์!ไล (กอริลลา), 78๓ ได้แก่ ชิม- แพนซี และชิมแพนซีแคระหรือโบโนโบ (๒๐๓๐- ข๐) และ 3) วงศ์ 1ฐัอหมัณ์ฮ่ล๐ ได้แก่พวกโฮมินิค (1ฐิอทณัธ์ส่5) ซึ่งมีพวกสกุลเอปจากตอนใต้ (5- แออม1ออ๒3) ที่สูญพันธุ์ไปหมดแล้วและสกุล เลไ1001ปเออ5) ทสูญพนธุ์ ะสกุ ส | ส สสุ่ ร ส มนุษย์หรือสกุลโฮโมซึงเคยมือยู่หลายชนิดในอดีด เ” ส๒ ว ปัจจุบันเหลือเพียงชนิดเดียวเท่านัน คือ มนุษย์ยุค ใหม่ (14้0020 521ู18๓5) (8) เละมนุษย์โบราณในแอฟริก - ' - : เว นักวิทยาศาสตร์กําลังคันหาคําตอบว่าบรรพ- บุรุษชนิดล่าสุดของมนุษย์ยุคใหม่เป็นนวกไหน และ มีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงมาอย่างไร เท่าทีมีหลัก ไว วั ฐานซากดีกดําบรรพ์อยู่ในขณะนี่นักบรรย์มานุษย- วิทยา (องปล๐๐3๓นัห๐0๐010ธ151) ค้นพบซากคึกดํา- บรรพ์ของพวก 101ย่๐๐ย5 รณาณ์ฮัอ5 (รลฤญ์สิน5 ภาษาท้องถินหมายถึงรากเหง้า) ในบริเวณใกล้ๆ กับเมืองฮาดาร์ของประเทศเอธิโอเปีย และมีอายุ เร เซต์ทีซด ล ! ประมาณ 4.4 ล้านปีทีแล้วน่าจะเป็นบรรพบุรุษที เก๋าแก่ที่สุดของพวกเอปเท่าที่เคยขุดค้นพบมา 6 5ง ง บรรพบุรุษกลุ่ม นีวิวัฒนาการต่อมากลายเป็นพวก 4๒รยอ01เท6๐แร สกล๓อตร15 (ลกลเท ภาษา เ= = ส ๓ ท้องถินหมายถึงทะเลสาบ) ซึงมีอายุประมาณ 4.2- เล ส - ซี. 3.9 ล้านปีที่แล้ว ซากตกตาบรรพของพวก 4. ลทเทอตร1ร ขุดได้จากบริเวณทะเลสาบใกล้เมือง = ” คานาปอยที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศเคนยา 2 4, ซั. ๑=.3 4 ฏู 4, และเข้าใจว่าพวกนี่เป็นเอปชนิดที่เชือมต่อระหว่าง 4ล่ป๐๐อร ภณฑร์ตนร กับ 4ยรยรม0ฏ01ฟ้าอ๐ย5ร สร์อก๑[ร ชากคึกคําบรรพ์ของพวก 4. ลค์ยอย515 3 -. ถือว่ามีความสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่นักวิชาการเคยขุคได้ ส ส เพราะมีความสมบูรณ์ถึง 40 เปอร์เซนต์ ซากดึก- อ " ด 0 ค ดําบรรพ์ของพวก 4. ลขอ๐๓515 มีซื่อเล่นว่า “ลูชี เว ซ่อ (โมน๐ท)” มีอายุประมาณ 3.2 ล้านปีที่ผ่านมาขุด " ฆ สฯ4 ได้จากเมืองฮาดาร์อยู่ในบริเวณที่มีชื่อว่าอะฟาร์ ๒ ซ่ = ซ่ (8เถ) ของประเทศเอธิโอเปียซึ่งเป็นบริเวณทีมี ง ลี้ การขุดค้นพบซากตึกดําบรรพ์ของพวกเอปเหล่านี 9, ด ๑ ดา 9 ฆ่ จํานวนมาท และเชื่อว่าพวกของลูซี่สูญพันธุ์ไปเมือ เว ส ส ๑ เต ประมาณ 2.5 ล้านปีทีแล้ว ซากดีกคําบรรพ์ของลู "อ ส =ู2 เป๊ะ- = ซีบ่งชีว่าเป็นพวกที่เดินด้วยขาสองข้าง แต่สติปัญญา อาจยังค้อยอยู่ เพราะว่ามีสมองขนาดเล็กเพียง ประมาณ 400 ลูกบาศก์เซนติเมตร สะท้อนให้เห็น จ 2ม =-ซ0 ว่าวิวัฒนาการเดินด้วยขาสองข้างเกิดขึนก่อน =%. ส= เจ วิวัฒนาการทางด้วนสมอง พวกเอปที่สืบสายพันธุ์ ต่อจากลูซี่คือ 4อรยข้อฏไ5๐๐ยร ลถีว่0สทนร (หมาย - ง 8. ถึงเอปจากแอฟริกาตอนใต้ซึงเป็นแหล่งที่ขุดคัน พบซากดึกดําบรรพ์ของเอปกลุ่มนี่และมีอายุ ประมาณ 3.0-2.5 ล้านปีที่แล้ว) เอปพวกนียืนบน 2 ล”. ส มูช้ ขาทั้งสองข้างได้ดีกว่าบรรพบุรุษพวกลูชี ดังนัน ลูซีจึงเป็นบรรพบุรุษร่วมอย่างแท้จริงระหว่างพวก เอปในยุคต่อมาและพวกโฮโม (1ร0๓๒๐) ด้วย พวก "ง มณ์ ซ่ ฒฆ= ลูซีจึงได้ซื่อว่าเป็นบรรพบุรุษที่ไกล้ชิดทีสุดของ สกุลโฮโม (ครูปที่ 2) ฏ จง พวถสกุลโฮโมมีสมองใหญ่กว่าบรรพบุรุษ 4 = ค พวก 4เธบล0ก1บํา6๐๒5 สกุลโฮโมมีหลายชนิดซึง สูญพันธุ์ไปหมดแล้วยกเว้นมนุษย์ยุคใหม่ในปัจจุบัน เท่านั้น ชากตึกดําบรรพ์ของสกุลโฮโมพวกแรกจาก แอฟริกาทีได้รับการยืนยันทางวิชาการว่ามีอายุ ประมาณ 2 ล้านปีที่แล้ว คือ 7ร๐๒๒๐ ลอยป์65 หรือ เรียกโดยทั่วไปว่า “คนใช้มือ” (ลก๕ ถาล๓) เพราะ เร 4, ก สันนิษฐานว่ามนุษย์โบราณพวกแรกๆ นีเริมรู้จักใช้ หินเป็นเครื่องมือบ้างแล้วและมีสมองใหญ่กว่าพวก เอปคือประมาณ 530 ลูกบาศก์เซนติเมตร และต่อ ล ง มากีพบซากดึกดําบรรพ์ของมนุษย์โบราณที่แตก ต่างจากพวก 1ร3. ยล0ม15 โดยเฉพาะชากกระโหลก ด = < ศรีษะใหญ่กว่าคือประมาณ 600-700 ลูกบาศก็ เซนติเมตร จึงให้ชื่อทางวิทยาศาสตร์วํา #3. ณฮ่01- " - โอก515 (จากชือทะเลสาบ โก๕๐ ในประเทศ - ง, เคนยา) ซึงเข้าใจว่ามีอายุประมาณ 2.5-1.6 ล้าน ซ้. ส จ ปีมาแล้วบนพื้นฐานของข้อมูลทีมีอยู่ในระยะแรก -= ฐส่ ฮ่= ร ฏุ นักวิชาการเชื่อว่าพวกโฮโมที่สืบทอดเชื่อสวยต่อมา จากมนุษย์โบราณรุ่นแรกๆ ได้แก่พวก 2ช้0๒๐ ส่ 4, ต ๕๓๐ณผ5 หรือทีเรียกว่า “คนยืนตรง” (บบกช1 ลก) เพราะหลักฐานซากคึกคําบรรพ์แสดงให้เห็นชัดเจน 3, สั=- ๑ ว ว่าพวกนีมีลักษณะพิเศษจําเพาะคือ ยินตัวคังครง และเดินด้วยขาสองข้างอย่างแท้จริงและเข้าใจว่า เล้ ซ่ 1ร. ๐๐๐๐3 อุบัติขึนมาในทวีปแอฟริกา ส๑๕๓๓ เว พวก #ร. ๓๐๒๐5 คงมีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายโดย เ เข” ส ๓ ซัฯ อาศัยผลไม้และเนื่อสัตว์เป็นอาหาร พวกนี้มีความ ง %ฒะ-- ด ชํานาญไม่มากนักเกี่ยวกับการประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ เช่น รู้จักใช้สะเก็ดหินทําเป็นขวานแบบง่ายๆ อย่างไร ก็ตาม พวก 14. ๐๕๐๐5 ก็ประสบความสําเร็จ อย่าง ห ท มากในแอฟริกาตะวันออกเมื่อประมาณ 1.8-1.6 อ้านๆหี่แล้วบา สี่ เงิ่อเต้า ชัแซ็ ล้านปีที่แล้วมา ซึงเป็นช่วงเริมต้นของยุคนําแข็ง รณะ๓๑ณะ ศสะร ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในสมัยไพลสโดซีน เมื่อถึงยุค ซีนแล็จคอึ้งดี้สลงื่งเกิดมื้อเมื้ นําแข็งครั้งที่สองซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 9 แสน ชือฉัมาฬาให้ พ ปีที่แล้วมาทําให้ 7#. 6๒๐๐5 ต้องเผชิญกับ ลี่ ชี่งใป ณัธี ปื้วนนื่อน การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งซึ่งอาจ ชล เป็นสาเหตุสําคัญอย่างหนึ่งที่ทําให้ 1ร์. ๕๐๐5 ล ถือนก1 เวสากขะ" มีความแข็งแกร่งอดทนมากขึ้นเพื่อยืนหยัด ปา ส ต่อสู้กับสภาพการเปลี่ยนแปลงของอากาศ 'โดยการพัฒนาการด้านสมอง สติปัญญา และ ณุ จ เดินมน็ลซื้อ กร์ไดหเคป้ พัฒนาการใช้มือและประดิษฐ์เครื่องมือเครื่อง ร กณุก 2๓ร2ซีวดเมี่ ใช้ที่เป็นปัจจัยสําคัญในการคดํารงชีวิตเพื่อ ๐๑ด ซึ่งมีผลเกื่ ส ส การอยู่รอด ซึ่งมีผลเกี่ยวโยงไปถึงการเคลื่อน ย้ายถิ่นอาศัยขยายขอบเขตดินแดนหากินออก ไร 5- ฮ่ +สั, ๓ ร. ไปสู่โลกกว้างมากยิ่งขึ้น เพราะได้มีการคัน พบว่า 3. @๕๐๐๒5 ไปปรากฏตัวอยู่ใน บริเวณเอเชียกลวงเป็นครั้งแรกเมื่อ ห ประมาณ 9 แสนปีที่แล้ว พวก 1ร์. ๕๐๐๒5 ลยย เป็นสกุลมนุษย์ชนิดใหม่ที่เริมมีการปรับ ส ดใจโรรณสตรณลลกัว เปลี่ยนสภาวะแวดล้อมให้สอดคล้องกับความ ว 5. "ค โล ฮั เป็นอยู่ของตัวเองมากขึ้น จึงทําให้พวกนีสามารถ ฑ์ เด่แตกต่างกัมได้นั้งเดี ดํารงชีวิตอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกันได้ นั้นคือ ญี่. เล ส . = เจ เริ่มสร้างวัฒนธรรมขึ้นมาในสังคมเล็กๆ ในยุคนั้น จาก ส สุด ม อม คคช์ การเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการทางด้านชีววิทยา (๒๐1๐81๐21 @ข๐ใแนอก) ผสมผสานกับวิวัฒนาการทางด้านวัฒนธรรม (๐๒1แน2! 6๕ฯ๐ในพ์อ) ได้เพิ่มศักยภาพแห่งความยืดหยุ่น สําหรับการปรับตัวทางค้านนิเวศวิทยาของ /4. ๕๒๐5 มากยิง มร ลึกต้- 8 ขึ้นตามลําดับ จากชากกระดูกคึกดําบรรพ์และเครื่องมือของใช้ไม่ ว่าจะเป็นขวานหิน ก้อนหินและร่องรอยของการใช้ไฟในวิถีชีวิต รฑาๆย ฝี ห ล้วนแต่เป็นหลักฐานยืนยันได้ว่าในช่วงระยะเวลากว่า 1.6 ล้านปีที่ ะ ศศ ลื่นลาดัยฉั้งเลี แล้วมา พวก ร1. ๕๐๐๒5 ได้แผ่กระจายออกไปจากถิ่นอาศัยดังเดิม ในบริเวณแอฟริกาด้านตะวันออกไปสู่โลกกว้างทั้งทางทิศใต้และทาง ทิศเหนือของทวีปแอฟริกาโดยเฉพาะแถบยุโรปด้านเหนือ ทางด้าน ตะวันออกมุ่งสู่ดินแดนตะวันออกกลางและจีนแผ่น ตินใหญ่ (ที่ได้ชื่อว่าพวก 0๐๓ก8 ถาลแฉ) และ บริเวณเอเชียและเอเชียอาคเนย์ (ที่ได้ชื่อว่า ]ลหล การท) หลักฐานจากชากกะโหลกศีรษะที่ขุดพบใน ตอนนั้นทําให้นักวิชาการสันนิษฐานในเบื้องตันว่า 1จ. ๐๐๐๐ณ5 วิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงมาเป็นมนุษย์ ยุคใหม่ที่ได้ชื่อว่า 1#0๓10 5อฏ16๓3 ซึ่งมีสมองใหญ่ ประมาณ 1,400 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีสติปัญญา ก้าวไกลจนได้ชื่อว่า “คนฉลาด” (พ15๐ ฑาลก ) ก่อน ที่มนุษย์โบราณรุ่นพี่คือ ร#. ๑๓๐๐๒๒5 จะสูญหาย ตายจากโลกนี้ไปเมื่อประมาณ 2.5 แสนปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ยังมีคําถามที่ค้างคาใจว่า ร4. ๕๒๐๐5 เปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการไปเป็น รธ. 6ล01๐๒3 ซึ่ง แพร่กระจายออกไปทั่วโลกได้อย่างไร และ 14. 5ลมไอ๓ร เข้ามาแทนที่ 13. ๐๒๐๒5 ตั้งแต่เมื่อไร แดะด้วยเหตุผลใด คําอธิบายในเรื่องนี้มีอยู่ 2 แนว ทางด้วยกัน คือ 1) พฤษฎี“ออกนอกแอฟริกา” (0บเ๐6 4เกิท่อร โชอ๐) ซึ่งมีข้อเศนอแนวความคิดว่า 1จ้. ๓๐๐ร อุบัติขึ้นในทวีปแอฟริกาและต่อมามีบาง กลุ่มได้อพยพออกจากถิ่นกําเนิดในแอฟริกาผู่โลก กว้างและไปตั้งถิ่นฐานในที่ต่างๆ กันในแถบยุโรป ตะวันออกกลาง จีน เอเชียและเอเชียอาคเนย์ ใน ช่วงระยะเวลากว่า 1.6 ล้านปีมาแล้ว และเมื่อ ประมาณ 3-2 แสนปีที่ผ่านมาได้มีการเปลี่ยนแปลง วิวัฒนาการจาก 1#. ๐๒๐๐5 ไปเป็น 1#. 5อฏ1605 ในที่ใดที่หนึ่งในทวีปแอฟริกาด้านตะวันออกและ โดยอาศัยข้อได้เปรียบไนหลายๆ ด้านทางสรีรวิทยา และทางร่างกายของ /ร4. 5อ5 ทําให้น้องใหม่ ลําสุดของสกุลโฮโมอพยพเคลื่อนย้ายเป็นระดอกที่ สองออกจากทวีปแอฟริกาคู่โลกกว้างเช่นเดียวกับ ผู้พี่คือ 14, ๐๐๐๐๕5 ที่เคยทํามาก่อนและอาจเข้าไป อยู่ร่วมกับรุ่นพี่ในหลายๆ พื้นที่และอาจเกิดการ ต่อสู้และทําลายล้างกันจนกระทั่ง ไฟ. ๓«๓๐๐ร ต้อง สูญพันธุ์ไปอย่างนําเสียดายยิ่ง 2) สมมติฐาน “เกิดขึ้นพร้อมกันในหลาย พื้นที่” (1หไนใน่แอ21อตล| 3ูไจ9๐ไทอรร) มีข้อเสนอ แนวความคิดคล้ายกับทฤษฎีแรก กลําวคือ #. ๓๒๐๕ณ5 เปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการไปเป็น 1#. ล016ก5 แต่มีคําอธิบายที่แตกต่างไป กล่าวคือ /4. 5ลฏ16๓5 อุบัติขึ้นมาจากกลุ่ม 1ส. ๐๕๐๐5 ในประชากรต่างๆ กันและในช่วงเวลาใกล้เคียงกันทั้งในเอเชียและยุโรป และในที่สุด รข์. 8ล18ก5 ก็เข้าแทนที่ 1ร. ๑๒๐5 ในบริเวณต่างๆ นั้นโดยไม่มิการอพยพย้ายถิ่นเหมือน อย่างคําอธิบายในทฤษฎี “ออกนอกแอฟริกา” สมมติฐานนี้ยังไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับกันในหมู่นัก วิชาการและยังขาดข้อมูลสนับสนุนนี้เมื่อเปรียบ เทียบกับทฤษฎีแรก ในปี ค.ศ. 1984 นักวิชาการในกลุ่มของ ต. 1๐๑๐ ได้ขุดพบซากคึกดําบรรพ์ของมนุษย์ โบราณซึ่งมีทั้งขากกะโหลกศรีษะและโครงกระดูก อื่นๆ หลายชิ้นจากบริเวณด้านตะวันตกของ ทะเลสาบเทอร์คานา ในประเทศเคนยา ซากโครง กระดูกที่พบนี้มีอายุประมาณ 1.6 ล้านปีมาแล้ว ต่อมานักวิจัยกลุ่มนี้ได้ขุดพบซากกระดูกที่คล้าย คลึงกันนี้เพิ่มขึ้นอีกจากบริเวณด้านตะวันออกของ ทะเลสาบเทอร์คานาที่แสดงให้เห็นว่าพวกมนุษย์ โบราณกลุ่มนี้มีสมองใหญ่กว่ารุ่นก่อนคือประมาณ 850 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีอายุเก่าแก่ถึง ประมาณ 1.9 ล้านปีที่ผ่านมา ทําให้นักวิจัยกลุ่มนี้ เชื่อว่ามนุษย์โบราณพวกนี้น่าจะมีความก้าวหน้ากว่า พวก 1ร้. กล0ป์5 แตะ [ร์. กแลือ1ร้๐อ0565 ในตอนแรกนักวิชาการที่ศึกษาหลักฐานชาก กระดูกต่างๆ ของมนุษย์โบราณกลุ่มใหม่นี้มีความ คิดว่ามนุษย์โบราณพวกนี้น่าจะเป็นพวกเดียวกันกับ 14. ๕๕๐5 ซึ่งเข้าใจกันว่า อุบัติขึ้นมาในทวีป แอฟริกาตังที่กล่าวไว้ข้างบน แต่จากการศึกษา เปรียบเทียบหลักฐานข้อมูลที่ขุดพบจํานวนมาก ขึ้นทําให้นักวิชาการกลุ่มนี้ต้องเปลี่ยนความคิด ใหม่โดยเชื่อว่าสิ่งที่เขาค้นพบและศึกษาอยู่นั้นนํา จะเป็นพวก “๒๐6๐-๐๒๐๐ณ5” ซึ่งหมายถึงว่านํา เ= เจ แว ะ เรๆ ๕ เรร 2 181) 2ซ์ ร ๕ ร ๒ โลกทางซีวภาพแล ะเป็นมนุษย์โบราณที่เก๋าแก๋กว่าพวก รร. ๑๓๐๐ร แต่มีความคล้ายคลึงและใกล้ชิดกับพวก 4. ๕๒๐๒5 มากและอาจเป็นบรรพบุรุษที่แท้จริงของ 4ว. ๕๒๐๒5 ก็ได้ จึงตั้งชื่อให้มนุษย์โบราณกลุ่มใหม่นี้ว่า 19000 @ธล5๒67 หมายถึง “มนุษย์ทํางาน” (พ๐ก ถาลก) พวก 1ร0ก30 ๕ร8ล5187 มีคุณสมบัติบางสิ่ง บางอย่างที่แตกต่างไปจากมนุษย์บรรพบุรุษชนิด อื่นๆ ที่เคยพบมาก่อนหน้านั้นที่เห็นได้ชัดคือ ร1. ๐๕๕ล516 รู้จักใช้ไฟและสามารถควบคุมไฟได้ มี หลักฐานบ่งชี้ว่ามนุษย์โบราณพวกนี้มีการตั้งแคมป์ ไฟเพื่อใช้ป้องกันศัตรูคอนกลางคืนและเพื่อให้ความ อบอุ่นในสภาพอากาศหนาวเย็นยามค่าคืน และ อาจใช้ไฟในการทําอาหารเพื่อทารยังซีพอีกด้วย พวก วร์, ๐68ล5167 ยังสามารถประดิษฐ์เครื่องมือ เครื่องใช้ที่ทําจากหินได้คี และเข้าใจว่ามนุษย์โบราณ พวกนีนําจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ในบริเวณทุ่ง หญ้าราบของแอฟริกา (เกิก๐20 52หลกทอก) ใน ยุคนัน แต่มนุษย์โบราณพวกนียังไม่น่าจะพัฒนา ภาษาพูดจากันอย่างเป็นระบบอย่างจริงจัง สิงเหล่า นีสะท้อนให้เห็นวํา 1ส. ๓๕๑5๒ เรว็มมีวิวัฒนาการ 0 ะ = ซั. ทางค้านวัฒนธรรม (อ๒โถสม ๐+0ใ๒น้๐0) เกิดชีน บ้างแล้วนอกเหนือไปจากวิวัฒนาการทางด้าน ชีววิทยา (1๐1๐01๐08] ๕ฯอใบนย์๐0) จากข้อมูลทีมี มู อย์ในปัจจุบันพอจะสันนิษฐานได้ว่า #ร์. ๐2๑5665 บุ วานาชิ ฐ ร วิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องดามกาล ส เว >- ซั, เทศะในแอฟริกาและมีความก้าวหน้ามากขึนตาม ลําดับ คงมีพวก 1ร. ๐๑๓๐ ทีก้าวหน้าบางพวก = = '- ะ จ7 เริมเดินทางออกนอกทวีปแอฟริกาเป็นครั้งแรกเมื่อ ประมาณ 2 ล้านปีทีแล้วมาและมุ่งหน้าสู่คะวันออก - ซ = ู๕ , กลางและทวีปเอเชีย แนวความคิดนีสนับสนุนหลัก การของทฤษฎี “ออกนอกแอฟริกา” แต่ต่างกัน ตรงทีว่าพวกอพยพรุ่นแรกๆ นี่ยังไม่ใช่ 1. ๐๒๐๐๐5 จริง พวกอพยพเหล่านั้นคงสามารถปรับตัวให้เข้า กับสภาวะแวดล้อมใหม่ในเอเชียได้ดีและมีวิวัฒนา- กภารต่อไปจนกลายเป็นมนุษย์ซนิดใหม่ คือ 13. อ๐๐5 ในเวลาต่อมา ส่วนพวก 4. ๐2256๐ ที่ ” ง เง = 9, เหลืออยู่ในแอฟริกาก็คงวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลง ต่อไปในถินอาศัยเดิมและนําไปสู่การเกิดมนุษย์ชนิด ใหม่ๆ ดังจะได้กล่าวไนตอนต่อไป จะเห็นได้ว่าแนว ๑ 4 3 ๑%= 2 = ความคิดนีบ่งชีว่า 7ซ์. ๐๒๐๐5 อุบัติขึ้น ณ ทีใดที่ 4 - = ะ 4 ไว หนึ่งในทวีปเอเชีย จากนั้นจึงแพร่กระจายออกไป - 2 ว /, ในที่ต่างๆ ของภูมิภาคเอเชียที่อุคมสมบูรณ์ ด้วย ทรัพยากรชีวภาพจนทําให้ ร้. ๐๐๐๐ย5 ประสบ เพย์โบราณในยุโรป 9 จ 4ซ่ ซ่ ความสําเว็จอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน (ดูรูปที่ จั ซาวิ ลื่อ4 2) นอกจากนั้นยังมีนักวิชาการบางคนเชือว่า 13, ว อ "ล ฯ ๕๒๐๐ณ5 บางกลุ่มอาจแพร่กระจายขึ้นไปทางเหนือ ซ ฆ ฒ, เว ฯ4 < '= ของทวีปเอเชียแล้วอพยพเข้าสู่ยุโรปซึงเป็นบริเวณ ที่มีภูมิอากาศหนาวเย็นแตกต่างจากเอเชียเขตร้อน ? ฮ ฮ่เร และพวกหลังนีอาจเป็นพวก 3. ๐๕๐๐๒5 ทีเปลี่ยน แปลงวิวัฒนาการต่อไปจนกลายเป็นมนุษย์โบราณ ร เสฮ่,๑.๕ั. 9 =-ซ์่ ชนิดใหม่ที่เกิดขึ้นในยุโรปด้วย แนวความคิดที่ 4, เล ซ่ สม = แตกต่างกันนี่ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงโต้แย้ง กันต่อไปจนกว่าจะได้ข้อมูลหลักฐานเพื่อยืนยัน - ดี ความถูกต้องมากยิงขืน การศึกษาค้นหาหลักฐานข้อมูลซากดึกดํา- บรรพ์ของมนุษย์โบราณได้ทํากันมาอย่างต่อเนื่อง และขยายขอบเขตกว้างขวางมากขึ้นในยุโรปและ เอเชีย ทางด้านยุโรปมีการบุคพบซากกะโหลกศีรษะ บางชิ้นที่มีอายุระหว่าง 5-1 แสนปีที่แล้วและมี สมองขนาดใหญ่ประมาณ 1,200-1.280 ลูกบาศก์ เซนติเมตร ในบริเวณเมืองไฮเตลเบิร์ก (โรย๕๐1๒๓6) ประเทศเยอรมนี นักวิจัยเชื่อว่าหลักฐานเหล่านั้น บ่งชี้ว่าพวกไฮเดลเบิร์กเป็นมนุษย์โบราณชนิดใหม่ ที่แดกต่างจาก 14. 6๒๐๐๒5 อย่างมากและให้ชื่อว่า ไช้อ๓๐ หอ1ส้61๒๐๑๐๓515 ทําให้นักวิทยาศาสตร์ สันนิษฐานว่า 13. ยอ1ส๐10018๐๓515 ไม่น่าจะ วิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงมาจากพวก 1ร. ๕๒๐5 อย่างที่เศยเชื่อกันมาก่อนหน้านั้น แต่น่าจะมี วิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงมาจากบรรพบุรุษพวก 14. ๕8ล5185 ที่มีถิ่นฐานอยู่ในแอฟริกาโดยสันนิษฐาน ว่าพวก 13. ๕๕๑๕6๒๐ บางกลุ่มคงอพยพย้ายถินออก จากทวีปแอฟริกาค้านตะวันออกเป็นระลอกที่สอง ตามรุ่นพี่ที่ไปตั้งหลักได้ดีในทวีปเอเชีย แต่คราวนี้ พวกอพยพเดินทางขึ้นทางเหนือมุ่งสู่ดินแดนตอน ใต้ของทวีปยุโรป สๆ ' เมื่อไม่นานมานีมีนักวิจัยกอุ่มของ [.. 4เธ5แลล จากประเทศสเปนได้ขุดพบซากคึกดํา- บรรพ์ของมนุษย์โบราณจากบริเวณถ้าแกรนโดลินา (๐๓ 0011๓ล) ของเทือกเขาอะทาเปอร์คา (4เฉอนอ๐02) ซึ่งอยู่ทางภาคกลางตอนเหนือของ จเอเคต์อ1 รัะเร ถู ประเทศสเปน นักวิจัยกลุ่มนี้สันนิษฐานว่าซาก ๕ 4 เร กระดูกหลายชินที่ขุดพบนันเป็นของเด็กและซาก ล กระดูกเหล่านันมีอายุประมาณ 8 แสนปีมาแล้ว ซึ่งเก่าแก๋กว่าของพวก ร#. อ1สือ1๐รตอ๓ธร15 แต่ ฮ่!, ส. ที่น่าสนใจคือมีรูปคางคล้ายไปทาง 14. ย๑1ฮ่61- 1!อแพอ๓515 และกระดูกใบหน้าดูจะถ้าวหน้ากว่า และใกล้ไปทางมนุษย์ยุคใหม่ (1#. 5ญฆอ๓5) แต่ รงว ศุ ยังมีฟันหน้ากรามหรือฟันพรีโมลาร์ (๒๐๓๐]๓8) จม คล้ายกับของ #3. 6๕๕ล5667 582 1 ค จากหลักฐานดังกล่าวนักวิจัยกลุ่มนีเชือว่า 42.@ ะ , ล สิงที่เขาขุดพบนั้นน่าจะเป็นมนุษย์โบราณชนิด เส่ง «มํา ซู เณ) 7 ใหม่ที่ไม่เหมือนใครตังที่ได้กล้าวมาแล้ว และให้ ชื่อว่า 1ช้๒๐ ลอ1600550ะ (ภาษาละดินหมายถึง 7 ง, ": จะ 4 9, บรรพบุรุษผู้มาก่อนใคร) (รูปที่ 3) นักวิจัยกลุ่ม เสบ เซ้. นี้ได้ตั้งสมมติฐานว่ามนุษย์โบราณพวกใหม่นี้ควร ค =. จะเป็นพวกแรกที่มุ่งมันที่จะเดินทางออกจาก โลกทางชีวภาพ แอฟริกาทางคด้านตะวันออกขึ้นไปทางเหนือสู่ตอน ไต้ของทวีปยุโรป ได้แก่ ประเทศสเปนและไปคั้ง หลักที่บริเวณเทือกเขาอะทาเปอร์คาที่คาคว่ามีความ เหมาะสมต่อการดํารงชีวิตของกลุ่มมนุษย์โบราณ ที่อพยพไปในยุคนั้น อย่างไรก็ตามยังมีข้อถกเถียง กันอยู่ในขณะนี้ว่าพวก 1ช้. ทอไส์อ10๐5อ๓515 กับ พวก 4ฐ์. ล๒๕๐๐5505 เป็นมนุษย์โบราณต่างชนิด แรดจ ศุ 5 ห กันจริงหรือเป็นเพียงแค่ความแปรผันในโครงร่าง สรโรอเปิ้ ผล่ภัาภารลี ซี ของสบีซีส์เดียวกันเท่านั้น แต่ถ้าการศึกษาของนัก ==, เคล ๑ูซส ๑ๆ.ว ส ม วิจัยกลุ่มนี้เป็นจริงก็จะทําให้เรื่องราวเกี่ยวกับ ๑ ส ส วิวัฒนาการของมนุษย์โบราณทีผ่านมาทางยุโรปมี ไรร พล ๒ ความละเอียดซับซ้อนมากยิงขึ่น แต่ก็ยังคงอยู่ใน กรอบแนวความคิดตามทฤษฎี “ออกนอกแอฟริกา” ณา ย เกล ดังทีได้กล่าวไว้แล้วในตอนแรก เษย์นีแอนเดอร์ทัล นักวิชาการที่ศึกษาวิวัฒนาการของมนุษย์ ส่วนมากยอมรับสมมุติฐานที่ว่าเมื่อประมาณ 1แสน ปีที่ผ่านมานี้เอง 17. ล1ส่อ61๒6๐๓515 บางกลุ่ม วิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปเป็นมนุษย์กลุ่มใหม่ที่ ได้ซื่อว่า /ฮ00๓๐ ก๓๐ลส่อธนําล6ก515 เรียกตามชื่อ หุบเขานีแอนเดอร์ (จากคํา ]ง๐ล๓4๐๕ โฆ่ เป็น ภาษาเยอรมัน) ในประเทศเยอรมนีหรืออาจเรียกว่า มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล (1?ง๐ล๓๕๐เกล1) เพราะมี การขุดพบซากดึกดําบรรพ์ของกะโหลกศีรษะของ มนุษย์นีแอนเคอร์ทัลครั้งแรกที่บริเวณหุบเขาแห่งนี้ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1856 ต่อมาก็ขุดพบซากศึกตําบรัรพ์ ของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเพิ่มมากขึ้นตามลําดับ ทํา - เค 8 ความเชือมันว่ามนุษย์นีแอนเตอร์ทัลอาจมีชีวิตอยู่ งั. ด ชื่อน ส ในโลกนีมานานถึง 3 แสนปีที่ผ่านมาแทนทีจะเป็น สอ ๑ ล จ, ม 1 แสนปีที่แล้วอย่างที่เคยเชื่อกันมาก่อนหน้านั้น และ พวกมนุษย์นีแอนเตอร์ทัลมีการแพร่กระจายไปสู้ " = เศ ส บริเวณเอเชียตอนกลางและทั่วทวีปยุโรปจนถึง ชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกของประเทศสเปนใน บ ส ช่วงเวลาเพียงประมาณ 100,000-35,000 ปีที ย ง ง ฉี๊ไ ภํ ผ่านมาก่อนที่จะสูญหายตายจากโลกนี่ไปเมื่อ ค้ ' ประมาณ 30,000 ปีที่แล้วนี่เอง โดยทิงร่องรอย .<@ = เค เซ 5 หลักฐานบางอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์นีแอน- ตออค๓ซี่คอต์ใจเหร้ารวี ซา อฉัซ์ เคอร์ทัสดํารงชีวิตอยู่ในถ้าหรือตามห้างล่าสัตว์ ค นี้ไ 4๑2. ม. เ=- มนุษย์พวกน ม่น่าจะเป็นพวกดุร้ายอย่างทีหลาย 9 ๑ ฮ่ ร ให้นักวิจัยได้ข้อมูลมากมายที่จะสันนิษฐานด้วย.. คนคิด แต่น่าจะมีจิตใจเมตตากรุณาต่อผู้เจ็บป่วย หรือผู้เสียชีวิต เพราะมีร่องรอยของพิธีกรรมการ « = = ว จ ฝังศพ ประถอบกับมีเครื่องมือเครื่องใช้ฝังไว้ใกล้ ศพนละมีเครื่องดนตรีประเภทเป่าคล้ายขลุ่ยรวม ล 5ส ลญี ! อยู่ด้วย มนุษย์นีแอนเตอร์ทัลมีโครงกระดตูกใหญ่ และท่าทางแข็งแรง มีคอหนา คางล่างไม่ยืนออกมา กะโหลกศรีษะหนา แดต่ด้านหน้าผากลาดเอียงมาก 9 2 6 เจ2 พอสมควรเมื่อเทียบกับมนุษย์ยุคใหม่ในปัจจุบัน และ “ข้. ส ง มีสันคิวหนายืนออกมาค่อนข้างมาก มีสมองขนาด " = ว ใหญ่มากประมาณ 1,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร ซึง นับว่าใหญ่กว่าของมนุษย์ยุคใหม่ในปัจจุบัน มนุษย์ นีแอนเดอร์ทัลถือว่าใกล้ชิดกับมนุษย์ยุคใหม่อย่าง ฮั ส เวิ, ง 2. - เราๆ นีมากที่สุด นักวิชาการบางกลุ่มเคยสันนิษฐาน ว่ามนุษย์นีแอนเตอร์ทัลเป็นบรรพบุรุษที่สืบทอด สายพันธุ์มาเป็นมนุษย์ยุดใหม่ปัจจุบัน แต่ปัญหาที่ ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้คือ มนุษย์นีแอน- เตอร์ทัลเป็นสปีชีส์หรือเป็นชนิดเดียวกันกับมนุษย์ ยุคใหม่ที่ได้ชื่อว่า 2ร์. 5ลรอ๓5 จริงหรือไม่? หรือ ว่าเป็นสปีซีส์ที่ต่างกันทางด้านชีววิทยาอย่างแท้จริง และมนุษย์นีแอนเตอร์ทัลวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลง ไปเป็นมนุษย์ยุคใหม่อย่างที่หลายคนเคยเชื่อกัน จริงหรือ? อย่างไรก็ตามข้อมูลหลักฐานจากการศึกษา ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ บ่งซี้ค่อนข้างชัดเจนว่า มนุษย์นีแอนเตอร์ทัดและมนุษย์ยุคใหม่เป็นสปีซีส์ ต่างกัน และมนุษย์ยุคใหม่ในปัจจุบันไม่ได้วิวัฒนา- ฐ่ [จรา 5. การเปลี่ยนแปลงมาจากมนุษย์นีแอนเตอร์ทัลโดย วั๓ จซี่ ฉ่ น เด 4จเจซ้อ ตรงอย่างที่เตยเชื่อและเข้าใจกัน ถ้าเป็นเช่นนั่น ไร ศู มนุษย์ยุคใหม่ ฉ่ ส ค, ลยร- ธั ปัญหาที่ตามมาคือ มนุษย์ยุคใหม่อย่างพวกเรานี่ วิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงมาจากมนุษย์บรรพบุรุษ ชนิดใดกันแน่ จากหลักฐานชากดึกดําบรรพ์ของกะโหลก ศีรษะและโครงกระดูกของพวกโฮมินิตที่ขุดเจอและ มีอายุไม่เกิน 30,000 ปีที่แล้วมานั้นพบว่าเป็นของ มนุษย์ยุคใหม่ 1#. 5ล16๓5 ทั้งสิ้น รวมทั้งชาก กระดูกจากถ้าในบริเวณโครมันญอง ((ิ0ใหโลอก) ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันดกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศส เรียกมนุษย์ยุคใหม่พวกนี้ว่ามนุษย์โครมันญองซึ่ง มีลักษณะโครงร่างเหมือนมนุษย์ปัจจุบัน มีเครื่องมือ เครื่องใช้ที่ก้าวหน้ากว่าของมนุษย์นีแฮนเตอร์ทัล เครื่องมือที่ขุดพบมีรูปแบบต่าง ๆ กัน เซ่น ขวานหิน หอก หลาว และของมีคม ต่อมานักวิชาการขุดพบ ซากกระดูกของมนุษย์ยุคใหม่ในบริเวณตะวันออก กลาง เช่น บริเวณแควฟ์เซห์ (0ล2๐0) ในประเทศ อิสราเอล ซึ่งมีอายุเก่าแก่ถึง 92,000 ปีที่ผ่านมา นอกจากนั้นยังขุดพบซากกระดูกและกะโหลกศีรษะ ที่เป็นของมนุษย์ยุคใหม่จากทางตอนใด้ของทวีป แอฟริกาที่มีอายุเก๋าแก่ถึง 1 แสนปีที่ผ่านมาด้วย ข้อมูลหลักฐานต่างๆ ดังกล่าวนี้บ่งชี้ว่ามนุษย์ ยุคใหม่เคยอาศัยอยู่ในทวีปแอฟริกาเมื่อประมาณ 200,000 ปีที่แล้วมา และมีข้อสันนิษฐานว่ามนุษย์ ยุคใหม่นี้น่าจะวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงมาจากมนุษย์ บรรพบุรุษัดังเดิมคือพวก 1#. ๕๕๕85686 ที่ยังคงดํารง ชีวิตอยู่ในแอฟริกาและวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไป ตามกาลเทศะจนกลายมาเป็นมนุษย์ยุคใหม่คือ 1ช้. 8ลย1๐๓5 (รูปที่ 2) เมื่อมีมนุษย์ยุคใหม่เกิดขึ้น มาในแอฟริกาแล้วมนุษย์ยุคใหม่นี้มีความก้าวหน้า ทั้งไนเชิงวิวัฒนาการด้านชีววิทยาและในเชิง วิวัฒนาการด้านวัฒนธรรมมากกว่าพวกมนุษย์บรรพ บุรุษ พวกมนุษย์ยุคใหม่บางกลุ่มก็คงเดินทางอพยพ ออกจากทวีปแอฟริกาเป็นระลอกที่ 3 เมือประมาณ ซิ ว ”. 1 แสนปิที่ผ่านมาตามแบบอย่างของรุ่นพี่ๆ ที่ออก ด : เล เดินทางไปก่อนหน้านั่นแล้วดังทีกล่าวไว้ข้างต้น มนุษย์ยุคใหม่อาศัยความได้เปรียบทั้งด้านสติปัญญา มีความรู้ถ้าวหน้าและมีความสามารถในการใช้เครื่อง = 4 9 จ งเลซ่ ป จ, มือทีทันสมัยมากกว่าเพื่อการฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดี จึงสามารถอพยพย้ายถินเข้าสู่ตะวัน 9 = ออกกลางและเอเชียในทางหนึ่ง และมุ่งสู่ทางเหนือ น - 4ฐ “ ๆ [ : เข้าสู่ยุโรปในอีกทางหนึ่งพร้อมๆ กัน และเข้าอยู่ อาศัยในถินเดียวกันกับรุ่นพี่คือ 2#. ๐๒๐๐๒5 ใน ฯ ด เอเชียและ ร. อ๐ลกส่อกปาส16ภ515 ในยุโรป สิงที่ น่าสังเกตคือภายในเวลาไม่ซ้าไม่นาน 13. 5ล04่6ก5 ฉ่ เจาญี่ข้จ ๑ ญี ผู้มาทีหลังก็เข้าแทนที่มนุษย์โบราณรุ่นพี่ทั้ง 2 ชนิด ฯ นี้ไ " ซึ่งสูญหายตายจากโลกนีไปภายในเวลาไม่นานจะ ล, ฮ่ ต, ด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม (ดูรูปที 2) ประเด็นปัญหา สส. ฉัว เจณี่เข้า ส ที่ยังค้างตาใจในขณะนี่คือมนุษย์รุ่นพี่ทั้ง 2 สบิซีส์ นั้นสูญพันธุ์ไปได้อย่างไร? มีนักคิดบางกลุ่มได้ให้ เซ เด๋ ง อึนว ทัศนะว่ามนุษย์ยุคใหม่ที่อพยพย้ายถินตามมาทีหลัง ซีหะ๐ ฉั ค นั้นได้นําพาเอาเชื่อโรคร้ายคิดตัวมาด้วย และคง ส ว เร เป็นเชื้อโรคที่พวกมนุษย์โบราณรุ่นพีคือ 1ร. ๕๒๒๐๒5 และ 44. ยอล๓ส่อแน่าอก515 ยังไม่มีภูมิด้านทาน จึง ต้องเจ็บป่วยล้มตายลงอย่างรวดเร็วและสูญพันธุ์ ซ่ จุณ/ ง ฯ “ ไปในที่สุด แต่นักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งกลับมีความ ย ๓ เห็นว่า 11. 5ล01๐ย5 ทีเกิดมาล่าสุดนีคงจะมีสติ ง. ” 00 ปัญญาเฉลียวฉลาดกว่าและมีอาวุธทีดีกว่ารุ่นพี่ ม 2 ๑ ป ซ่ เซ พร้อมทั้งวางอํานาจเหนือกว่าจึงเริมเบียดเบียนผู้พี สม ง, ซิ 9๑ ๆ8. พ " ที่ด้อยกว่าในหลายๆ ด้าน ทําให้มนุษย์โบราณรุ่นพี่ ๕ 2 =ู2 " ทั้ง 2 ซนิดถูกรุกรานและเสียทีสูญสินเผ่าพันธุ์ไปใน ว เศ " * ที่สุด คงเหลือไว้แต่มนุษย์ยุคใหม่ผู้หลงใหลในอํานาจ โลกทางชีวภาพ ะสังคม โลกทางซีวภาพ! พร้อมทั้งความเปรื่องปราชญ์ทางสติปัญญา และ การพัฒนาอาวุธรูปแบบไหมๆ ไดยถือตนเยงวาเป็น มนุษย์ผู้ประเสริฐสุดมาจนถึงทุกวันนี้ แต่เรื่องรา วที่นักวิชาการยังกังขากันอยู่มาก ก็คือมนุษย์นีแอนเตอร์ทัตมีปฏิสัมพันธ์อย่างไรบ้าง กันพวกมนุษย์ยุตโหมในตอนเริมแรกที่รู้จักกันใน นามมนุษย์โครมันญอง นักวิชาการมีความเข้าใจ ตรงกันวามนุษย์ตั้ง ว ซนิตนี้เคยอาตัยอยูร่วมกัน มาในบริเวณตะวันออกกลางและในยุโรป มีคนตั้ง คําถามวา มนุษย์ 2 กลุ่มนี้เศยมีสับพันธ์กันในเซิง สืบทอดลายพันธุ์ระหวางกันและกันหรือไม่” เคยมี การตอสู้ประหัดประหารกันหรือไม่? และใครหนี ไครในอดีตกาล? ค้าถามเหล่านี้ล้วนมีความหมาย สําหรับทารทําความเข้าไจเกี่ยวกับรากเง้าของพฤติ- กรรมและพันธุกรรมของมนุษย์ยุตใหม่ในปัจจุบัน อยางยิง - ง 3๑นีพตปีค์- อย่างไรก็ตาบ คําถามเหล่านีพอมีคําตอบ อผู้บ้างจากหลักฐานข้อมูลทางอ๊ยมโดยการค้นพบ ชากตดีกล่าบรรพ์ของสัตว์ที่เคย ดีคงท้า รั้ง ๐ ๓นิตนี้ ใกล้เดียงกับมนุษย์ทั้ง 2 ซนิตนี ในปี ค ต 1996 ลมะ ซี เมื่อนักกายวิภาคศาสตร์ซาวอังกฤษซื่อ " 5ก๐๕ ได้คันพยลักษณะพิเศษของกระตูกหูขึ้นในของ วิตอยู่ในเวลา มนุษย์โบราณ โดยอาศัยการศึกษาด้วยกล้อง จุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกวาดหรือ 5514 และ ศาศการณ์ว่าเป็นลักษณะพิเศษจําเพาะของพวก ซึ เจ สร กศัจ มนุษย์นีแอนเตอร์ทัล ข้อมูลใหม่นี้ทําให้เกิดคําถาม ที่สําคัญคามมาว่า พวกมนุษย์นีแอนเตอร์ทัลรุ่น ผาคธี้กาต, กนณะ สุดท้ายที่อาศัยอยู่ในยุโรปในชวงที่ใกล้จะสูญพันธุ์ เล ร ท 5 นั้นได้ทําอะไรกับเครื่องมือและเครื่องประดับเหล่า ร้ตื้ดอักยคซีกั ท ด ผล นั้นที่คล้ายคลึงกับเครื่องมือและเครื่องประดับของ 6 4 ธ8. มนุษย์โครมันญอง นอกจากนั้นนักมานุษยวิทยา ยังได้คันพบซากโครงกระดูกของพวกมนุษย์นีแอน- เดอร์ทัลรวมทั้งเครื่องมือที่ทําด้วยหินในบริเวณถ้า ในประเทศอิสราเอลที่มีลักษณะคล้ายกับเครื่องมือ หินของพวก วรู. 58ฏร่อก5 ยุคแรกๆ ด้วยแต่สิ่งที่ใช้ เป็นเครื่องมือเหล่านี้มีอายุประมาณ 92,000- 60,000 ปีมาแล้ว ทําให้นักวิจัยคาดเดาเอาว่า 13. 5ลฏ1๐๓5 ยุคแรกคงไม่ได้มีเวลาพัฒนาเทคโนโลยี การใช้เครื่องมือหินที่ก้าวหน้ามากไปกว่าพวกมนุษย์ นีแอนเตอร์มากนัก แต่ข้อมูลจากภาพศิลปะในถ้า สะท้อนให้เห็นว่าพวกมนุษย์โครมันญองนั้นมีวิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่แตกต่างจากของพวกมนุษย์นีแอน- เตอร์ทัลซึ่งมีศิลปะที่ไม่ได้ลอกเลียนแบบมาจาก พวกมนุษย์โครมันญองอย่างแน่นอน แต่กระนั้น ก็ตามมนุษย์ทั้ง 2 ชนิดนี้คงจะมีการค้าขายแลก เปลี่ยนสินค้าระหว่างกันและกันและมีความเป็นไป ได้มากที่มนุษย์ทั้ง 2 ชนิดนี้มีวัฒนธรรมที่แดกค่าง กันและมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมซึ่งกันและกันบ้าง แต่ก็คงมีขีดจํากัดในเรื่องของการสืบพันธุ์ระหว่างกัน นั้นคือ ไม่มีการแต่งงานระหว่างกันและกัน ข้อ สันนิษฐานเช่นนี้สะท้อนออกมาจากลักษณะบาง อย่างของมนุษย์นีแอนเตอร์ทัลที่ไม่มีปรากฏใน พวกมนุษย์โครมันญอง ซึ่งแสดงว่ามนุษย์ทั้ง 2 ซนิด นี้มีความแตกต่างกันทางชีววิทยามากพอสมควร จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นสปีซีส์ที่ต่างกัน การศึกษาทางด้านซากดีกดําบรรพ์ผสมผสาน กับการศึกษาทางด้านมนุษยวิทยาของพวกมนุษย์ นีแอนเตอร์ทัลเปรียบเทียบกับมนุษย์ยุคใหม่ทําให้ นักวิชาการมีแนวตวามคิดแตกต่างกัน 2 กลุ่มคือ กลุ่มหนึ่งมีความเชื่อว่ามนุษย์นีแอนเตอร์ทัลเป็น บรรพบุรุษโดยตรงของมนุษย์โครมันญองหรือมนุษย์ ยุดใหม่ที่อาศัยอยู่ในยุโรปเช่นเดียวกัน โดยมีข้อ สันนิษฐานว่ามนุษย์ยุคใหม่มีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นพร้อมๆ กันจากพวกมนุษย์นีแอนเตอร์ทัล ที่อาศัยอยู่ในบริวเณต่างๆ และมนุษย์ยุคใหม่กับ พวกมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลอาจอยู่ร่วมกันในบาง ณั 4 + ๆ = 5 6 0 ๓0ไ0. พื้นที่ทําให้ยังมีการสืบพันธุ์ระหว่างกันได้ จึงยังจัด อยู่ในสปีซีส์เดียวกัน ส่วนนักวิชาการอีกลุ่มหนึ่ง มีความเชื่อมั่นว่ามนุษย์ยุคใหม่วิวัฒนาการเปลี่ยน แปลงมาจากพวกมนุษย์บรรพบุรุษที่อาศัยอยู่ในทวีป "1 " แอฟริกาเมือประมาณ 2 แสนปีทีผ่านมาและอพยพ ข้ายถืนออกจากแอฟริกาสู่ยุโรปและเอเชียเมื่อ ประมาณ 1 แสนปีที่แล้วนีเอง ดังนั้นมนุษย์ยุคใหม่ ซะเณ ต ๕3 จึงไม่มีความสัมพันธ์ไกล้ชิคกับมนุษย์นีแอนเตอร์ทัล เจ” : ": มากนัก เพราะมาจากสายวิวัฒนาการทีแยกแขนง แตกต่างกันมาเป็นเวลานานหลายแสนปีที่แล้ว ถึง แม้ว่าจะมีบรรพบุรุษร่วมกันอยู่ในทวีปแอฟริกา ก็ตาม การศึกษาคันคว้าด้านชีววิทยาเชิงโมเลกุล โดยใช้เทคนิคดีเอ็นเอสมัยใหม่ทําให้ได้ข้อมูลบาง เข แลซ้ ' ง เด ล. ร อย่างที่พอจะให้คําตอบได้ระดับหนึ่งว่ามนุษย์ยุคใหม่ เศ 5 ' วิวัฒนาการมาจากมนุษย์โบราณพวกใดกันแน่ เมื่อ ไม่นานมานีกลุ่มนักวิจัยของ 1'. 1๓๓85 สามารถ - ' ะ = ร ๆ สกัดเอาชิ้นส่วนสันๆ ของดีเอ็นเอจากไมโตคอนเครีย (ฆณ10๐แอทส์ทไล| 1ว หรือ ๓0ไง4 ) ที่มีความ ยาวเพียง 379 คู่เบสเท่านั้น โดยสกัดมาจากชาก (4 ๕4๓ ๕ ส ฟะ กระดูกของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล ดีเอ็นเอที่สกัดได้ คู ซ่ ยุ จากมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลนีมีลําคับเบสทีแตกต่าง จากลําดับเบสในดีเอ็นเอของมนุษย์ยุคใหม่ใน ๑ ซ่ จ = ปัจจุบันจากที่ต่างๆ กันทั้งในยุโรป เอเชีย และ ". . ง เซ แอฟริกาโดยเฉลี่ยแล้วจะต่างกันประมาณ 27 9 ' ”: *, ตําแหน่งเบส ในขณะที่ประชากรต่างๆ ของมนุษย์ ๑2 5 ถี เจ เล ยุคใหม่ในปัจจุบันมีลําดับเบสในช่วงสันๆ นั่นแตก ว 5 - ซ่ ง : ต่างกันโดยเฉลี่ยเพียงประมาณ 8 ตดําแหน่งเบส เป ส้เลื้๑4 | เท่านัน ข้อมูลนีบ่งชีชัดว่า /#. 5๑1๐05 และ รร้. 1๕ - " ว ปุ .ตอลทสอรข้าลไอยร1ร มีสายวิวัฒนาการที่แตกต่างกัน และแยกแขนงออกจากบรรพบุรุษร่วมกันไม่น้อย 4, ส = .ย เค 0 กว่า 5 แสนปีที่แล้วมา จึงทําให้นําเชือถือได้ว่า ด ๕ เดใชข่ใกรษี มนุษย์นีแอนเตอร์ทัลและมนุษย์ยุคใหม่ไม่นําจะสืบ อัซ็ซะณเว์ๆจท้ว ส รรอ สายพันธุ์ระหว่างกันได้ในอดีตกาล ข้อมูลดังกล่าว ซั «๓ ซ่” ง นี่สนับสนุนทฤษฎี “ออกนอกแอฟริกา” ดังที่ได้กล่าว มาแล้วไนตอนดัน = ) : โลกทางชีวภาพ / เจ ะสังคม = 3 ะ เซ ๆ ๕ แว ร เ- 5 หรชื ร ม ม ส๕ - การพัฒนาจากความรู้ก้าวหน้าเกี่ยวกับ - เ ณั วิวัฒนาการของมนุษย์พอสรูปโดยผังเขปได้ดังนีคือ เพ เ" =< ร บรรพบุรุษตังเดิมแท้จริงของมนุษยชาติทีแพร่ ระบาดไปทัวเอเชียและยุโรปในอดีตนั้นคงเป็นพวก = ส == - " เดียวกับ 4. 6ล5๐: ซึงมีถินกําเนิตอยู่ใน ล 4 เ ส แอฟริกาตะวันออกเมือประมาณ 2.0-1.5 ล้านปีที่ แล้วมา ในช่วงเวลาดังกล่าวมีพวก ร. ๐๑๐6๐กอุ่ม สุ4ง ง, ซ่. หนึ่งซึ่งเช้าใจว่าเป็นพวก 06๐๒0 -๐๕๐5 เริมอพยพ = ะ : ิ เดินทางเป็นครั้งแรกออกจากแอฟริกามุ่งหน้าสู่ " - เอเชียและวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปเป็น /. ผุ ง ๑๐๐ณ5 ในเวลาต่อมาดังทีปรากฏในเกาะชวาและ ะ ย ในถ้าใกล้กรุงปัถกิง ส่วนประชากรของ /#. ๐๕ล56๕7 ง ศ ส@ูอ - = ู๑2 ที่คงหลืออยู่ในแอฟริกาถินดังเติมภีคงวิวัฒนาการ ซ่ ว ก๕ เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเทศะอย่างต่อเนื่องเป็น เวลาประมาณ 5 แสนปิจึงมีพวก /#. ๐๕๑5627 รุ่น งเซ - เ ง ใหม่เริมออกเดินทางอพยพย้ายถิ่นเป็นระลอกที่ 2 ล เละ ออกจากแอฟรีกาเซ่นเดียวกับรุ่นพิทีเปลียนแปลง = ) ๕ ไปเป็นพวก /#. ๑๓๐๐5 ในเอเชซีย แต่ตราวนีพวก อ - ๓ ฆ ๕ = 1. ๕58ล51อ1 รุ่นใหม่กลับมุ่งหน้าขึ้นไปทางเหนือ เศ -. "0 2 2 ๆูษ เข้าสู่สเปนและเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการปรับตัวให้ เข้ากับสภาพอากาศหนาวเย็นของยุโรปจนกลาย 2. = หอ ไปเป็นพวก /#่. มม๐๐๐5507 กลุ่มบุกเบิกรุ่นที่ 2 นี่ 5, -: จ คงมีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงตามกาลเทศะอย่าง จ ส เ๊ เล่ๆ ๕ ต่อเนื่องจนกลายเป็นมนุษย์ชนิดใหม่ที่ได้ซื่อว่า 2. 4. ส - ใช้. ทอ1ตือ]๒6๕๕๐๓515 เมือประมาณ 3 แสนปีทีแล้ว 4. เค ฟุ -: และแพร่กระจายไปทั่วยุโรปในกาลต่อมา (รูปที่ 2) มนุษย์โบราณในยุโรปเหล่านั้นได้เปลี่ยนแปลง วิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องตามสภาวะแวดล้อมที่ เล่ ง:ซม . เปลี่ยนแปลงไปจนกลายเป็นมนุษย์ชนิดใหม่ได้แก่ 1ร้. ถอ๐ลกต่อภณอกร15 ในช่วงเวลาประมาณ 3-1 ฉี่,. ส ๕ส เจ5 แสนปีที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันก็มีเหตุการณ์เปลี่ยน 5 ๑ ๕ ง แปลงวิวัฒนาการเกิดขินกับพวก /#. ๐78ล256๐7 ที ล 7 ย สสุ ยังคงอาศัยอยู่ในแอฟริกาซึ่งพัฒนาการไปเป็น ก ส มนุษย์ยุคใหม่ ร#. 5ล46๓5 เมื่อประมาณ 2 แสนปี ซ่ วู ง ฒ ทีแล้วมา มนุษย์ยุคใหม่บางกลุ่มอพยพออกจากทวีป >. ค อ เว แอริกาเป็นระลอกที่ 3 ออกสู่โลกกว้างทั้งด้านยุโรป และเอเชียและตรองความยิ่งใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้ (รูปที่ 2) ไม่ว่าข้อถกเถียงระหว่างกลุ่มนักวิจัยที่มี ความคิดด่างกันจะเป็นเช่นไร แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถ ยอมรับร่วมกันได้คือ ดินแดนในทวีปแอฟริกาค้าน ตะวันออกเป็นถิ่นกําเนิดโดยแท้ของพวกโฮมินิต โดยเฉพาะมนุษย์โบราณและเป็นศูนย์กลวงของ เหตุการณ์ค่างๆ ที่ค่อนข้างสลับซับซ้อนในกระบวน การเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการของสกุลมนุษย์และ โฮมินิตชนิดอื่นๆ มาโดยตลอดสมัยไพลสโตซึน (โฟเตร๒๒๐๕๓๐ อ9๐๐1) ในช่วงเวลาประมาณ 2 ผ้าน ปีที่ผ่านมา การคันคว้าหารากเหง้าและลายวิวัฒนา- การของมนุษย์ยุคใหม่จากการวิจัยในด้านต่างๆ ต่อ ไปในอนาคตคงจะได้คําตอบที่ใกล้ความจริงมากยิ่ง ขึ้นซึ่งจะทําให้เราได้รับรู้และทําความเข้าใจในความ เป็นมาเป็นไปของมนุษย์ยุคใหม่ที่พัฒนาการเปลี่ยน แปลงไปอย่างรวดเร็วในสมัยปัจจุบันหรือสมัยโฮโล- ซึน (1๐1๐๐๐๓6 ๐60๐๐) ในช่วงเวลาประมาณ 10,000 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อจะได้ใช้ข้อมูล เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตทั้งในทาง ดีและทางร้ายเป็นบทเรียนสําหรับการแสวงหาแนว ทวงการแก้ไขปัญหาของมนุษย์ยุคใหม่ในปัจจุบัน เพื่อให้มนุษยชาติดํารงชีวิตอยู่ต่อไปได้ภายใด้กฎ เกณฑ์สมดุลของธรรมชาติให้ได้นานเท่านาน คตของมนุษย์ ฉ่อซึ่อ เจ.ฆ่ตโจว สิงที่น่าสลดใจอย่างยิงในช่วงระยะเวลา 100 !, ส จ/ ล9 ว ซู่อ กว่าปีที่ผ่านมา มนุษย์ได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว อัน เนื่องมาจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และ ซุ เค ซ่ ๕ < = - เทคโนโลยีทําให้มีประชากรเพิ่มขืนเป็นทวีคูณ ซึง ยังผลให้มีการใช้ทรัพยากรกายภาพและทรัพยากร ชีวภาพอย่างฟุ่ยเฟือย จนเป็นเหตุให้เกิดผลเสียหาย ว = อ่ เดเปน ฉ่,๕. จฉะ” = ตามมาอย่างหลึกเลี่ยงไม่พันและที่เห็นได้ซัดเจน คือ (1) การสูญพันธุ์ของสิงมีชีวิตหลากหลาย ๑ซี่ เล อ ซนิตดที่เกิดจากการตัดไม้ทําลายป่าบกและป่าชาย =. ๑ - 34 เลน ตลอดจนการเพิ่มมลพิษไในแหล่งนําจืดที่ซึงเคย มีความสมบูรณ์ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ ซั ง อัณว์ เป็นพื้นฐานสําคัญของสมดุลธรรมชาติทีเคยมีอยู่ ว เลเสซี้ ๓ อย่างต่อเนื่องไนอดีตกาล (2) การใช้ทรัพยากรกายภาพในทางอุด- เว 9 = ซ่ ซูๆม สาหกรรมจนทําให้เกิดสารพิษและของเสียทีล้วน แต่เป็นพิษเป็นภัยต่อสิงแวดล้อมและต่อสิงมีชีวิต ๕ เ 9 ๆ. 2 รวมทั้งการเผาไม้ทําลายป่าทําให้เกิดก๊าซคาร์บอน- ไดออกไซด์ที่กลายเป็นเกราะกําบังความร้อนจาก เล สนใด. จ พื้นผิวโลกอันเป็นสภาวการณ์ที่ทําให้อุณหภูมิของ ง "ด ว ง, ๑ ส โลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตามลําดับ ที่เรียก ว่าสภาวะเรือนกระจก ((เว๐๐50น56 อป์๐๐0) การ : ลารรณาร = เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมดังกล่าวเกิดจากพฤติ- กรรมและผลกรรมของมนุษย์เพียงผู้เดียวซึ่งยังผล = ฒิ อ ซ่ ให้เกิดการเสียสมดุลธรรมชาติอย่างยากที่จะแก้ไข ได้ทันท่วงที ส ะ. หาักขืนปล่อยให้การทําลายทรัพยากร = 3 ธรรมชาติเป็นไปในสภาพเช่นทีแล้วมาก็จะเป็น ว ชะ การนําพาไปสู่ความหายนะของสรรพสิงทั้งหลาย ๕ เว จ/ 4, ทั้งปวงรวมทั้งมนุษย์ด้วย จะเห็นได้ว่ามนุษย์ได้ 4 1 ล เบียดเบียนสรรพสิ่งทั้งหลายอย่างไร้คุณธรรมทังที ะ ฟะย ค้ ตั้งใจและไม่ได้ดั้งใจและโดยทางตรงหรือโดยทาง อ้อมซึ่งถือว่าเป็นบาปอย่างร้ายแรง และมนุษย์จะ เจิ”. เบ ง ๐ ๑ส ” "อ ต้องชตใช้กรรมที่คนได้กระทําไว้อย่างหนีไม่พัน การพัฒนาสังคมเกษตรกรรมทําให้มนุษย์ มายืนอยู่ในมุมที่ตรงข้ามหรือเป็นปฏิบักษ์ต่อธรรม- ชาติ เพราะว่าสังคมยุคเกษตรกรรมและสังคมยุค พัฒนาด้านเทคโนโลยีขาดความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับ ระบบนิเวศของท้องถิ่น มนุษย์ไม่ได้มองและไม่ได้ ประพฤติปฏิบัติตัวเองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง และเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แค่มนุษย์ กลับสําคัญผิดคิดไปว่าตัวเองเป็นผู้ที่สามารถเอา ชนะธรรมชาติได้ในทุกรูปแบบจนทําให้เกิดความ อหังการ และความทะเยอทะยานจนเกินตัวอันเนื่อง จากมีความโลภ โกรธ หลง เป็นฉนวนสําคัญคอย กีดกั้นให้มนุษย์แยกตัวเองออกมาจากโลกธรรมชาติ พฤติกรรมเช่นนี้คงฝังรากหยั่งลึกลงในพันธุกรรม ของ 1ร 88016ย5 ที่มีผลต่อพัฒนาการก้าวหน้าด้าน สติปัญญา รู้จักการใช้มือ และประดิษฐ์เครื่องมือ เครื่องใช้ตลอดจนมีปฏิสัมพันธ์กับระบบนิเวศของ ท้องถิ่นในขอบเขตจํากัด เมื่อมนุษย์ได้พัฒนาก้าวหน้ามาตามลําดับ และมีการติดต่อสื่อสารระหว่างกันและกันมากขึ้น และให้ความสําคัญกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชน ต่างๆ ที่อยู่ห่างไกลกันมากกว่าการให้ความสําคัญ ระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตซนิดอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ใน บริเวณเดียวกัน โตยรากเหง้าแห่งความรู้สึกที่แยก ตัวเองออกจากธรรมซาตินี้เองที่ทําให้ 1ร. 52รอย5 เป็นสัตว์ชนิตแรกและชนิดเคียวเท่านั้นที่ผลิกผัน ตัวเองให้อยู่เหนือธรรมชาติ กลายมาเป็นสัตว์ชนิด ไร้พรมแดน (8100ล1 50๐๓๒๐5) ที่แยกตนเองออก มาจากระบบนิเวศของท้องถิ่นทั้งๆ ที่ในความเป็น จริงแล้วมิอาจเป็นไปได้ในระยะยาว โดยธรรมชาติ แล้วสิ่งมีชีวิตทุกชนิดย่อมมีเกิด มีอยู่ มีดับ ดังนั้น ตามหลักชีววิทยาเชิงวิวัฒนาการแล้วสปีชีส์หรือ ชนิดของสิ่งมีชีวิตจึงไม่ใช่เป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างเป็น จริงเป็นจังทางเศรษฐกิจด้วยตัวของมันเองเพียง .190 ชนิดเดียวเท่านั้น แต่มันจะมีคุณค่าค่อระบบ เศรษฐกิจในเชิงชีววิทยาก็ต่อเมื่อมันมีปฏิสัมพันธ์ กับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในระบบและกฎ ระเบียบเดียวกัน นั้นคือ ระบบนิเวศ อาจเปรียบเทียบ ได้กับสถานภาพทางกายภาพของธาตุออกซิเจน คาร์บอนและไฮโครเจน ซึ่งโดยตัวของธาตุแต่ละ ซนิดนั้นจะไม่มีคุณคํามากมายเท่าใดนัก แต่เมื่อ มันเกิดปฏิสัมพันธ์มีปฏิกิริยาเคมีระหว่างกันเกิด ขึ้นอย่างเป็นระบบดตามกฎทางชีวเคมีทําให้ธาตุ เหล่านี้กลายเป็นองค์รวมของสารประกอบคาร์โบ- ไฮเตรต (06 ไี00 ซึ่งมีคุณค่าต่อการมีชีวิตชีวา ของเชลล์สิ่งมีชีวิต มนุษย์เราก็เช่นเดียวกัน เพราะ มนุษย์เป็นเพียงลิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งเท่านั้นในจํานวน หลายๆ ชนิดที่อาศัยอยู่ร่วมกันเป็นประชากรย่อย ของระบบนิเวศท้องถิ่น และก็เป็นส่วนหนึ่งของ ธรรมชาติในระดับท้องถิ่นด้วย แต่เนื่องจากการที่ มนุษย์พัฒนามาเป็นสัตว์ชนิดไร้พรมแตนที่มีปฏิ- สัมพันธ์โยงใยกว้างไกลไปทั่วโลก และมีอิทธิพล ค่อการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศโลกสิ่งมีชีวิต หรือชีวมณฑล (บ1050056๐) ทั้งโดยทางตรงและ โดยทางอ้อม ทําให้มนุษย์คิดเข้าข้างตัวเองว่าอยู่ เหนือธรรมชาติได้ แต่แท้จริงแล้วมนุษย์ยังคงต้อง พึ่งพาอาศัยธรรมชาติและต้องมีชีวิตที่สอดคล้อง กับการหมุนเวียนเปลี่ยน 4 ไปตามวัฏจักรของบรรยา - กาศ ของน้้าทะเล ของน้้าจืด ของป่าไม้ ที่กําลังแปร เปลี่ยนไปในทางเลวร้ายอันเนื่องจากพฤติกรรม และกิจกรรมการพัฒนาของมนุษย์ยุคใหม่ มนุษย์ จะต้องรักษาคุณสมบัติของความเป็นมนุษยชาติ เอาไว้ให้จงได้โดยอาศัยศีล สมาธิ ปัญญา และ ป ต้องสลัดทิ้งความรู้สึกนึกคิดที่ว่าตัวเราอยู่เหนือ ธรรมชาติออกให้หมด :. ซ่ ว ' ล” เศ แน่นอนที่สุดที่เราคงไม่สามารถย้อนกลับไป มีชีวิตเหมือนกับบรรพบุรุษแรกเริมในอดีตได้ แค่ ไว -= เซฆ้ เซ่ ว « สําหรับโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตาม กระแสโลกาภิวัตน์ มนุษย์จะต้องทําตัวให้มีชีวิตร่วม เลัง ฉ่กีซี๑๑ชิ๑สี่ ล อยู่กับสรรพสิงมีชีวิตชนิดอื่นๆ ในระบบนิเวศของ เ : « ข่ เ ๑ ๑ ท้องถินให้ได้เพื่อการอยู่รอดและความยังยืนของมวล มนุษยซาติตามแนวความคิดสมัยใหม่ที่ว่า “คิดแบบ =ล2 - 2 - เ โลกาภิวัตน์และปฏิบัติเยียงคนห้องถิน” และเพื่อให้ = ณะ บรรลุเป้าหมายสําคัญนี่มนุษย์จะต้องใช้ความพยา- ย = ฒณุฒฑฆ์ั ซ้ ๑ ซ่ ขามอย่างจริงใจและจริงจังที่จะยับยังการทําลายถิน 9 @ === = ” "๊ อาศัยของสรรพสิงมีชีวิตทุกชนิด เพื่อไม่ให้สมดุล เครลี เกเดืงว ฉั ธรรมชาติเลวร้ายลงไปกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ คลอด จนการควบคุมประชากรของมนุษย์มิให้เดิบโตเกิน ! เ ฒ ๕ ง กว่าที่สภาวะแวดล้อมของโลกจะรองรับไว้ได้ สิงเหล่า ลั= . ๆ 2 ก: 9, = นี้ถือว่าเป็นมาตรการสําคัญที่จะทําให้ระบบนิเวศของ ท้องถินและของภูมิภาคยังคงอยู่และฟื้นฟูกลับสู่ 4 ๓ว สภาวะสมดุล ซึ่งจะเป็นการกระดุ้นให้บรรยากาศโลก สิงมีชีวิตคําเนินต่อไปไต้อย่างปกติสุขภายใต้กฎ - - เกณฑ์ของธรรมชาติอย่างเช่นที่เคยเป็นมาในอดีต ซั = - บทบาทนี้เป็นหน้าที่รับผิดชอบของมวลมนุษยชาติ ทุกหมู่เหล่า มนุษย์ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ถ้าไม่มีสิ่ง ส== ' เ* /, เฉ ซี= 2 มีชีวิตชนิดยิ่นๆ อยู่ร่วมด้วย แต่สิงมีชีวิตนานา ชนิด สามารถดํารงชีวิตอยู่ต่อไปได้ถึงแม้ว่าจะไม่มีมนุษย์ ง = ' ส ซ่ โซ อยู่ด้วยก็ตาม แน่นอนที่สุดที่มนุษย์คงจะสูญพันธุ์ ไปในเวลาอันควรเช่นเดียวกับสรรพสิงมีชีวิตชนิด ฆ ที่ไม่จีรังยั่งยื เล่/ 4 ๕ ๓8 = นั้นโ อื่นๆ ทีไม่จีรังยังยืนชัวนิรันคร์ แต่เมือถึงตอนนั้นโลก ซ เซ/, ซสซุ่@== 5 รอ 5ว ก็จะยังคงมีสิ่งมีชีวิตนานาชนิดเก่าบ้างใหม่บ้างปะปน ส่ง. ระ ส่หู! ร อยู่คู๋กับโลกใบนี่ทั้งๆ ที่ไม่มีมนุษย์รวมอยู่ด้วย ความหลากหลายทางชีวภาพ เร - จากปรากฏการณ์ธรรมชาติทีมีการผสม ผสานกันระหว่างสสารกับพลังงานจนเกิดเป็นองค์ ประกอบหลักของสารพันธุกรรมและก่อตัวเป็นเซลล์ เกิดเป็นหน่วยสิงมีชีวิตจนถึงเป็นประชากรและ ซ่ ==@ - ” ชุมชนของสิงมีชีวิตนานาชนิดมากมายมหาศาลที่ เรียกรวมๆ กันว่า ความหลากหลายทางชีวภาพ 5 ง ไซ, รื ซ น. อ ห, 4 - (๒โอ10ธ1๐21 ส์ไขอแร1 หรือ ๒1๐๓โขอเรโซ) ซึงมี ความสลับชับซ้อนยุ่งยากมากเกินกว่าที่จะอธิบาย เสื่อ๑ใจเยี่นรี้ เอะ ร์ รายละเอียดในทีนี แต่พอจะสรุปได้ว่า ความหลาก หลายทางชีวภาพเป็นความหลากหลายตังแต่ระดับ โมเลกุลของสารพันธุกรรม (อ๐๓อน่๐ สํโข๐117) ความหลากหลายของจํานวนและชนิดหรือสปีซีส์ 4, ะ ม, = (ร0๐๓๒อร ส์ไขอ๐1๒) ของสิงมีชีวิตทั้งพืช สัตว์ และ จุลินทรีย์ และความหลากหลายทางนิเวศวิทยา (อ๐๐1๐81๐ม| ห๓รแข) (ดูรูปที่ 3 หน้า 199) ความ เต เศ ” 5 ง สัมพันธ์โยงใยในทุกระดับทีมีความชับซ้อนดังกล่าว ”. "ง เป็นผลพวงจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนา- การ (อ๐ฯ๐ใหมงตละ ๐เลด8๐5) ของประชากรของ = ๕๓= 5 4 2 จ สิงมีชีวิตดังที่กล่าวไว้ในดอนดัน ปัจจุบันนักวิชาการยอมรับกันว่ากระบวน 9” น. อ = การวิวัฒนาการร่วม (๐๐0-6ฯห0!แผ่๐0 ) ของสิงมีชีวิต น ช้ ๕ เล, อยู่บนพินฐานของการเปลี่ยนแปลงแปรผันทาง พันธุกรรมและการปรับตัวทางพันธุกรรม (8อ๓๐ย่๐ ๕. - | ๑ ว 4, จลเลน์อก) ที่อาจนําไปสู่การแปลกแยกแตกต่าง ของสปีซีส์หรือชนิดของสิ่งมีชีวิตมากมายและหลาก หลายรูปแบบ สิ่งมีชีวิตเกือบทุกซนิดจะมีปฏิสัมพันธ์ เ ๓= ชี 4 ไว ซี่๑ยํ กับชนิดยืนๆ ทั้งทีอยู่ภายในร่างกายและทีอยู่ภาย ง = ๑= 5 "ง นอกร่างกายของสิงมีชีวิตนั้น มากบ้างน้อยบ้างเพื่อ น จ3 ๕ ซื. ม ๑= 2 การอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ โดยทัวไปแล้วสิงมีชีวิต 5. ลุ =. ซ่ 32. ชนิดหนึงมักได้รับประโยชน์จากชนิดยินเสมอ เซ่น กๆ ซ่ จ 7 ในสภาพผู้ลํากับเหยื่อ (๐5), ปรสิตกับผู้ให้อาศัย -= 4 หรือโฮสต์ (ก๐50), เชือก่อโรค (8ย00860)) กับผู้ ให้อาศัยหรือโฮสต์ เป็นต้น ไนขณะที่สิ่งมีชีวิตบาง ชนิดมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันและมีวิธีการดํารงชีวิต อยู่ร่วมกันแบบพึ่งพากันหรือซิมไบโอชิส (5ขา- ไห่อ515) ดังกรณีตัวอย่างในไลเคน ซึ่งเป็นสภาพการ อยู่ร่วมกันระหว่างเห็ดรากับสาหร่ายที่ต่างก็ได้รับ ประโยชน์ระหว่างกันและกัน ในทํานองเดียวกับ สภาพการดํารงชีวิตอยู่ร่วมกันแบบชิมไบโอซิสของ แบคทีเรียบางชนิด เช่น กลุ่ม หั/๐10ล0ใบ่ล ที่อาศัย อยู่ในอวัยวะสืบพันธุ์ของสัตว์ข้อหลายชนิดและใน แมลงหลายกลุ่มและถ่ายทอดสู่รุ่นถัดไปโดยผ่านทาง ไข่ของสัตว์ผู้ให้อาศัย จะเห็นได้ว่าการอยู่ร่วมกัน แบบพึ่งพาเซ่นนี้ ทั้งแบคทีเรียและแมลงต่างก็ได้รับ ประโยซน์ซึ่งกันและกัน การวิวัฒนาการร่วมคัง กล่าวทําให้เกิดการแปลกแยกแตกต่างของลบิซีส์ที่ เรียกว่าสปีซิเอชัน (5๒๐๓๑นอก) จนเกิดมีความ หลากหลายของชนิดหรือสปีซีส์มากมายในระบบ นิเวศที่แตกต่างกันในพื้นที่ป่าเขตร้อน อย่างเช่นที่ พบในประเทศไทย ะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีทรัพยากรชีวภาพ ที่อุดมสมบูรณ์ สมดังคําพูด “ทรัพย์ในดิน สินในน้้า” ซึ่งเป็นฐานทรัพยากรที่สําคัญของบรรพชนไทย ทั้ง ในด้านฐานของการเรียนรู้ที่นําไปสู่ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือเทคโนโลยีพื้นบ้าน คลอด จนเป็นฐานของปัจจัยสี่เพื่อการดํารงชีวิตที่สอดคล้อง กับธรรมชาติอย่างได้ตุลยภาพ ธรรมชาวติของความหลากหลสายทางชีวภาพ ที่สวยสดงดงามทั้งในน้าและบนบกมีอยู่มากมาย ในบริเวณป่าเขตร้อน (ห๐01๐ล1 ธ์๐1๐50) ระหว่าง เส้นรุ้ง 23 องศาเหนือและได้ของเส้นศูนย์สูตรซึ่งมี ประเทศไทยรวมอยู่ด้วย สภาพป่าที่หลากหลายของ ประเทศไทยได้แก่ ป่าคิบเขาไนที่สูง ป่าเต็งรัง ป่า เบญจพรรณ ป่าแล้ง ป่าดิบชื้น ตลอดจนปําบุ่ง โลกทางชีวภาพ ป่าทาม ป่าพรุ และป่าชายเลน ซึ่งล้วนเป็นแหล่ง สะสมทรัพยากรชีวภาพที่ทรงคุณค่ายิ่ง ความหลาก หลายทางชีวภาพเป็นทรัพยากรชีวภาพ (๒1๐- ธ๑๐80๒7๐6) ที่มีความสําคัญในการสร้างสรรค์ บรรยากาศของโลกสิ่งมีชีวิตและมีประโยชน์ต่อมวล มนุษยชาติทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ดังจะเห็น ว่าธรรมชาติของความหลากหลายทางชีวภาพเป็น แหล่งต้นน้้าลําธารที่ช่วยค้าจุนทุกชีวิตทั้งที่อาศัย อยู่บนบกและที่อาศัยอยู่ในน้้า ในส่วนที่เป็นรูปธรรม ที่เห็นได้ชัดเจนจะพบว่า สิ่งมีชีวิตนานาชนิดล้วน เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่จําเป็นสําหรับการดํารง ชีวิตของมนุษย์โดยเป็นปัจจัยสี่ได้แก่ อาหาร เครื่อง นุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ปัจจัยเหล่านี้มี อยู่มากมายและหลากหลายในป่า และในน้้า คนไทย สมัยโบราณและซาวบ้านตามชนบทรู้ซึ้งถึงคุณค่า ของทรัพยากรธรรมชาติเป็นอย่างดี จนมีคําพูดว่า “ทรัพย์ในดิน สินในน้้า” บรรพบุรุษของเราได้อาศัย ทรัพยากรชีวภาพเหล่านั้นอย่างรู้คุณคําและยืดถือ เสมอมาว่า ป่าและน้้ามีคุณต่อมนุษย์และมีความ ศักดิ์สิทธิ์ที่เขาจะต้องอนุรักษ์และปกป้องไว้ไห้ดีที่สุด เพื่อเป็น “คู้ข้าวอู่น้า” ให้แก่ชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นต้นแบบ ของการพัฒนาจิตใจอันสูงส่งด้านศิลปะและวัฒน- ธรรม ตลอดจนพฤติกรรมการเรียนรู้ของมนุษย์ให้ สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างสันติสุข ซึ่ง เป็นการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการด้านวัฒนธรรม และสังคมของมนุษย์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่า สามหมื่นปี ยังผลให้เกิดมีความหลากหลายทาง ประเพณีและวัฒนธรรม (๐บ1เพธล1 สโข๐51เห) ประจําท้องถิ่น ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับธรรม- ชาติชองถิ่นอาศัย (กล5120) ในแต่ละซุมชน และ ถ่ายทอดสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามติดต่อกันมา หลายชั่วอายุคนจนถึงปัจจุบัน เราอาจกล่าวได้อย่าง เต็มภาคภูมิว่า “ธรรมชาติมีคุณ ช่วยค้าจุนทุก ชีวิตและจิตใจมนุษย์” อย่างที่บรรพบุรุษของเรา .ได้ยืดถือปฏิบัติสืบต่อกันมา และพัฒนาเป็นภูมิ- ปัญญาท้องถิ่นอย่างชาญฉลาดทําให้สามารถอยู่ ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างปกติสุข เราจะสังเกตว่า กลุ่มประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพจะมี ความหลากหลวยทางวัฒนธรรมประจําท้องถิ่นด้วย เซ่นวัฒนธรรมของชาวตะวันออกที่มีความอ่อนโยน ละมุนละม่อม สอดคล้อง และกลมกลืนกับธรรมชาติ มากที่สุด ซึ่งแตกต่างจากวัฒนธรรมของซาวตะวัน ตกที่ไม่หลากหลายเท่าไรนัก เนื่องจากสภาพแวด ล้อมที่มีความหลากหลายทางชีวภาพน้อยมากเมื่อ เทียบกับประเทศที่มีป่าเขตร้อน ความหลากหลายทางชีวภาพยังเป็นตันแบบ ขั้นพื้นฐานของการพัฒนาแนวความคิดเกี่ยวกับ ปรัชญาชีวิตของการอยู่ร่วมกันของสรรพชีวิตอย่าง สมดุล ถ้าหากจะมองย้อนกลับไปในอดีตเราจะ สังเกตว่า นักปราชณญ์ราชบัณฑิตชาวตะวันตกได้ ปรัชญาชีวิตและแนวความคิดจากความหลากหลาย ของสิ่งมีชีวิตในป่าเขตร้อน เช่น นักธรรมชาติ วิทยาชาวอังกฤษชื่อ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ได้แนวความ คิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตจากการศึกษา กการสังเกต และการเก็บรวบรวมข้อมูลสิ่งมีชีวิตนานา ชนิดจากทวีปอเมริกาใต้ที่ซึ่งมีความหลากหลายทาง ชีวภาพมากมายมหาศาล สําหรับนักปราชญ์ชาว ตะวันออกจะมีแนวความคิดที่ละเอียดอ่อนลุ่มลึก และหลากหลาย เพราะส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ได้ สัมผัสและอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ และถือว่ามนุษย์ เป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายทางชีวภาพ เรา จะสังเกตว่า เมื่อสภาพความหลากหลายทางชีวภาพ ในบ้านเราถูกทําลายลงไปเนื่องจากการพัฒนาแบบ ไม่ยั่งยืนตามแบบตะวันตก ทําให้วัฒนธรรมท้องถิ่น ตั้งเดิมที่อิงอยู่กับสภาพความหลากหลายทางชีวภาพ นั้นพลอยได้รับผลกระทบและเปลี่ยนแปลงไป และ ค่อยๆ สูญหายไปจากชุมชนท้องถิ่นนั้นด้วย ซึ่งเป็น ผลกระทบย้อนกลับไปสู่ชาวชนบทที่ทําให้มีพฤติ- กรรมการทําลายความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่ม ขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วย นับว่าเป็นสภาวการณ์ 'ถดถอยของสังคมอย่างนําเป็นห่วงถิ่ง ดังที่เราได้ยิน ได้ฟังอยู่เสมอๆ ว่า เมื่อถารพัฒนาเจริญก้าวหน้าไป สู่หมู่บ้านชุมชนท้องถิ่น ก็มักมีการดัดไม้ทําลายป่า ธรรมชาติ เช่น การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ในภาค เหนือและภาคอีสาน การสร้างแหล่งเก็บน้้าทับลง ไปบนป่าพรูในภาคใต้ การขยายถนนหนทางผ่าน เข้าไปในพื้นที่ป่าเพื่อการพัฒนาคมนาคม เป็นต้น จึงเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่มนุษย์เรามีพฤติกรรม และกิจกรรมการทําลายธรรมชาติในลักษณาการ คสล้ายกับ “ทุบหม้อข้าวตัวเอง” โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และขาดความยั้งคิด เพราะมนุษย์ยุคใหม่ที่พึ่งพา อาศัยเทคโนโลยีที่สร้างขึ้นมาเพื่อความสะดวกสบาย ของสังคมคนโนเมือง ซึ่งส่วนใหญ่นําไปสู่การพัฒนา แบบไม่ยั่งยืน ได้ทําความเสียหายให้แก่สภาพความ หลากหลายทางชีวภาพในแหล่งต่างๆ ของโลกอย่าง นําอนาถใจยิ่ง ดังนั้น เราจึงจําเป็นต้องศึกษาหา ความรู้และทําความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลาย ทางชีวภาพในแง่มุมตด่างๆ อย่างถ่องแท้ เพื่อจะได้ แสวงหามาตรการที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหา การอนุรักษ์ และการจัดการความหลากหลายทาง ชีวภาพที่มีค่อนข้างจํากัดอยู่ในขณะนี้ และเพื่อการ ใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืนเพื่อให้เกิดประโยชน์ สูงสุดต่อมวลมนุษยชาติ องค์ประกอบของความหสากหลายทางชีวภาพ แต่ละอย่างมีความสลับซับซ้อนอยู่ภายในระบบของ มันเอง องค์ประกอบแต่ละอย่างยังมีความสัมพันธ์ เชื่อมโยงซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้งยากแก่ความเข้า ใจโดยสามัญซนทั่วไป หรือแม้กระทั่งนักวิชาการทาง วิทยาศาสตร์ชีวภาพบางกลุ่มก็ยังขาดความเข้าใจ อย่างถ่องแิทัด้วยเช็นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความ สัมพันธ์เชื่อมโยงภายในสภาพความหลากหลายทาง ชีวภาพในบริเวณปําเขตร้อนและป่าชายเลนที่มี อยู่ ในท้องที่บางแห่งของประเทศไทยและในภูมิภาค เอเชียอาคเนย์ ประเทศไทยเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ด้วย ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งหนึ่งของโลก เพราะในบ้านเรามีทั้งสัตว์และพืชนานาชนิครวม กันไม่น้อยกว่าร้อยละ 7 ของสิงมีชีวิตทั้งหมดที " ง ปรากฏอยู่ในโลกปัจจุบัน พืชและสัตว์ชนิดต่างๆ ที่ มีอยู่ในประเทศไทยล้วนแต่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ ส น 4ว ส บ 0 51 ฯ ที่ทรงคุณค่าอย่างหาทีเปรียบมิได้ ไม่ว่าจะเป็นคุณ ประโยชน์ในต้านการแพทย์ การเกษตร ด้าน เศรษฐกิจ และสังคม รวมทังค้านวิชาการชีววิทยา เด : ศี้ เ ” เขตร้อน (เธ001๐2] 10108+) แต่น่าเสียดายที เ- - เว อ2. ทรัพยากรชีวภาพเหล่านั้นได้รับการประเมินค่าต่า เกินไปและขาดการเอาใจใส่ดูแลรักษาให้คงอยู่ใน สภาพสมดุล จนอาจกล่าวได้ว่า เป็นปัญหารูนแรง สึจตั้วเตี้กลาจ์ใน ก้ง ลื่อเจต ย์ ถึงขั้นที่อาจเป็นอันตรายและเสียงต่อการสูญพันธุ์ = สส 8, งป้คลเซีเซี ของสิ่งมีชีวิตจํานวนไม่น้อยทีเดียว ป ง ง. เรื่ง ๆฯ= 7 ในช่วงสามสิบกว่าปีที่ผ่านมาทีมีการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างกว้างขวางโดย อาศัยเทคโนโลยียุคใหม่จนเกิดการทําลายสิงแวด ห ม ช้ 2 เมไอ ล้อมอย่างมากด้วย ทั้งๆ ที่บรรพบุรุษรุ่นปู่ย่าตายาย ของเราได้พยายามสร้างสรรค์และสังสมประสบการณ์ - จั๓๑ที่. ๕ และศักดิ์ศรีแห่งภูมิปัญญาท้องถินในภาพลักษณ์ ส3้ 9 ซ่ " ของเทคโนโลยีพื้นบ้าน หรือที่ถูกเรียกขานอย่าง ดูแคลนว่า “ความรู้แบบชาวบ้านที่ไม่ทันสมัย” ทั้งๆ ว ฯ คง ม 2 ที่เป็นเทคโนโลยีไทยที่เหมาะสมและสอดคล้องกับ สภาพธรรมชาติของท้องถิน และบรรพบุรูษของเรา ได้พยายามพิทักษ์รักษาทรัพยากรชีวภาพอันลําค่า ว ๑ ๕| ส=ุม> .%” เหล่านั้นไว้ให้เป็นมรคกตกทอดมาจนถึงรุ่นเราได้ เชยชมและใช้ประโยชน์มากมาย หากปล่อยให้เหตุ- ๑, =ซ๕ จ การณ์ทําลายความหลากหลายชีวภาพเกิดขึ้นอย่าง ”. ว = " กุ ทีเป็นอยู่ในขณะนี่ ในไม่ช้าไม่นานทรัพยากรทาง =. ๒ เ9 9 ๆ.%. ชีวภาพเหล่านันก็จะไม่มีเหลือให้ลูกหลานรุ่นต่อไป จ จ ได้ใช้ประโยชน์อย่างรู้คุณคําตังที่บรรพบุรุษเคย ปฏิบัติมาในอดีต 9 - ผลกระทบที่เกิดจากการสูญเสียความหลาก ! =- ง๑ว่.« = หลายทางชีวภาพในช่วงสามลิบกว่าปีทีผ่านมาเริม เท ญี, 5 ท ”. ปรากฏผลให้เห็นบ้างแล้วในช่วง 5-10 ปีที่แล้ว ผล ลชั 4 กระทบจะทวีความรุนแรงยิงขึ้นหากปัญหาด้านสิง แวดล้อมไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังภายในเวลา อันสมควร ดังจะเห็นได้จากการตัดไม้ทําลายป๋าใน บ้านเรว เป็นผลให้พื้นที่ป่าลดลงอย่างรวดเร็วเกิน กว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่ป่าที่เคยมีอยู่ในบ้านเรา ภาย ในช่วงเวลาสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา มีการบุกรุกถาง ป่าโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5 ต่อปีของพื้นที่ป่าเพื่อ การเกษตรกรรม การอุตสาหกรรม ตลอดจนการ ท่องเที่ยวและการขยายระบบคมนาคมของประเทศ ป่าไม้ชายเลนและพื้นที่ชุ่มน้าตามแนวชายฝั่งทะเล ถูกบุกรุกทําลายอย่างกว้างขวางเพื่อการเพาะเลี้ยง สัตว์น้าทะเล สถานที่พักผ่อนและเพื่อการท่องเที่ยว เป็นต้น ได้มีการประเมินว่า สัตว์นํ้าหะเลและสัตว์ น้้าจืตหลายชนิดที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจและหรือ คุณค่าทางวิชาการมีจํานวนลดน้อยลงอย่างนําเป็น ห่วง ปลาบางชนิดก็หายากมากและบางชนิดก็สูญ พันธุ์ไปแล้ว สัตว์สะเทินน้าสะเทินบกและสัตว์เลื้อย คลานไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของจํานวนทั้งหมด ประมาณ 400 สบีซีส์ที่มีอยู่ในประเทศไทยกําลังถูก คุกคามและเลี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้นี้ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เคยมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ ไนป่าเขตร้อนในบ้านเราเกือบ 300 ชนิด ขณะนี้พบ ว่า มีมากกว่า 40 ชนิดที่ใกล้จะสูญพันธุ์ และลสถิติ ตัวเลขที่ค่อนข้างชัตเจนที่สุดคือ พวกนกที่มีอยู่ทั้ง หมด 946 ชนิดในประเทศไทย สูญพันธุ์ไปแล้ว 7 ชนิด พวกที่อยู่ในภาวะวิกฤตมีถึง 37 ซนิด และมี พวกที่กําลังใกล้สูญพันธุ์อีก 69 ชนิด ในขณะเดียว กัน ก็มีนกอีก 248 ชนิดอยู่ในภาวะที่เสี่ยงค่อการ สูญพันธุ์ เนื่องจากมีการทําลายถิ่นอาศัยของนก อย่างต่อเนื่อง พรรณพฤกษชาติหลายชนิดที่มี ประโยชน์ทางการเกษตรและเภสัชกรรมเร็มลดน้อย ลงและบางชนิดก็สูญพันธุ์ไปแล้วจากป่าดิบและป่า ขึ้น สําหรับพวกจุลินทรีย์นั้น เรายังมีข้อมูลพื้นฐาน น้อยมากเกี่ยวกับชนิตและการกระจายของพวกสิ่ง มีชีวิตขนาดเล็กที่มีทั้งชนิดที่เป็นคุณและเป็นโทษ เพราะขาดการเอาใจใส่ศึกษาอย่างมีระบบอย่างแท้ จริง ทั้งๆ ที่พวกจุลินทรีย์มีความสําคัญอย่างยิ่ง เร ว ะ 4 1 ซ่ เซ สําหรับเทคโนโลยีชีวภาพยุคใหม่ แต่บางกรณีก็มี 1 “๐ 4 ผลกระทบในมุมกลับกันกล่าว คือการทําลายป่าทํา - 2 จ ” ให้พวกจุลินทรีย์และเชื่อโรคต่างๆ ที่เคยดํารงชีวิต อยู่อย่างสมดุลในป่าได้รับแลกระทบและต้องปรับตัว อ ล. เพื่อการอยู่รอด โดยการปรับตัวทั้งทางพันธุกรรม น, == = ย ข้ และการดํารงชีวิตในโฮสด์ชนิดใหม่ๆ รวมทั้งใน ซ่ 5 ง ว 2 โอสต์ที่เป็นมนุษย์ด้วย จะสังเกคว่าในขณะนี เวิม ซีเอื้อโร๓ซี่วี ฮั ดําจ มีเชือโรคที่มีความรุนแรงขีน เช่น แบคทีเรียและ 5 | ลวี่ " ไวรัสบางชนิดที่มีความรุนแรงและชนิดที่แปลกใหม่ 1 ง 2 6 ซ่ แพร่ระบาดในหมู่คนหลายชุมชน ดังเป็นที่ทราบ ง "ว กันดีในหมู่นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ว่า เชือโรค ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพวกไวรัส แบคทีเรีย ปรสิต ได้ พัฒนาตัวเองทางด้านพันธุกรรมและวิวัฒนาการ ส " เฉลลซั สๆ ๒ เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่มีคุณสมบัติดือยาทีใช้ อ ๓2 ล บําบัตรักษาได้ดีขีนทุกขณะ องค์การอนามัยโลกหรือ ห4 ได้ตระหนัก ถึงปัญหาตดังกล่าวโดยประกาศเป็นคําขวัญประจําปี 2540 ว่า “เทอเยไทธ ไท[อ๐พ0๓ร โว้ไรอล565: ฐูไอ0 มอพ, #โ[0081 16500ก56” หน่วยงานราชการไทย ภายใต้การดูแลของกระทรวงสาธารณสุขก็ให้ความ 0ไไฝเว เล สําคัญในเรื่องนี่ โดยมีคําขวัญภาษาไทยว่า “โรค ค๑สื้นม| " "อ 0 4 9 คิดต่อที่เป็นปัญหาใหม่ : ตืนตัวทั่วหน้า คันคว้า 4๑ เลื้. ชื้นอซี แก้ไข” จะเห็นได้ว่า เชือโรคร้ายๆ ทีหายเงียบไป ซ่ ถุ จ หลายปีที่ผ่านมา เช่น วัณโรค ปอดบวม กามโรค ไข้เลือดออก ไข้มาลาเรีย โรคท้องร่วง และ = เว เว งว้ อหิวาตกโรค กาฬโรค เป็นต้น โรคร้ายเหล่านีเวิม เฉ/ " ๑ == "# กลับมามีบทบาทใหม่และทําร้ายชีวิตคนมากขึน ทุกวัน นอกจากนั้น ยังพบว่ามีเชือโรคชนิดใหม่ๆ 3 3 ธั = ส ร็ โดยเฉพาะพวกแบคทีเรีย และเชือไวรัสที่มนุษย์ ว 4 งเซ้. "ล ไม่เคยประสบพบเห็นมาก่อน เช่น เชื่อโรคเอดส์ เชือ "ด "ต เด " โรคอีโบรา เชื่อโรคแฮนทา เชือไข้หวัดใหญ่รุนแรง ะ ๒๑ ๓ เม้ เซ้ เป็นตัน และนักวิทยาศาสตร์พบว่า เชื่อโรคเหล่านี่ ค ว มีถิ่นกําเนิตดังเดิมมาจากป่าเขตร้อนทีมนุษย์บุกรูก เว 5 เข้าไปทําลายทั้งสิน เจ, ลั ม ส เ" ง ข้อมูลเบื่องต้นทางชีววิทยาดังกล่าว เป็น 2 จ ส สัญญาณเดือนภัยให้เราได้รู้ว่า มีการเปลี่ยนแปลง สภาวะแวดล้อมและนิเวศวิทยาไปในทางลบและ งชีวิตของมุน) สาราหร่าร # บีวรุญานันูภุกคนบ์สิทธิคิค, , จ ด, - ง มันด้ ที่ข้อมูลและหลักฐ!นทางวิชาการ 1 โร เวี จฏา เนีเวตูมิทิธิสุอนให้เรว, จังเห็นจริงว่า ไน 7 (ปัมฐายุค คศรบณีวสที่สมบูรณ์แบบนั้น่ ยิงมีจํานวนและชนิด งปวิต พิม” ของผิ่งมีชีวิตมากมายและหลากหลายเท่าไร ระบบ ป็นความ - นิเวศนั้นก็จะมีปฏิอัมพันธ์ระหว่างกลุ่มสิ่งมีชีวิต- ชี๒ น - ฑูสา1 เภาพทีอุคมธมนร รณ์เถื้อคุลให้ เหล่านั้นชับซัอนบากยิ่งขึ้น ซึ่งจะล่งผลให้ระบบนิเวศ ฒา- ข่ อดมา, นวนเทพ์ไปคัวง นั้นมีความยืดหยุ่นในภารปรับลัวไห้เข้าตภาวการณ์ ๕ เบลี่ยนแปลงและแรงกตตันของสิงมีชีวิตที่ผันแบรไป แจง ร่น กดชัน: จะช่วยทําโห้ผลผลิตพางธรรมชาติปีบากบิ่งขึ้นศาม ร หลุงคทารูพัน้ใหญ่ชัเจอะรัตาน-- ไปด้วย : วกโนอดีตกาลส สิ่งมีชีวิตที่รอดสายจากภัยวิบัติทาร ไนเมื่อมนุษย์เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในจํานวน ธรรมชาติในแต่ละครั้งต้องติ้นรนค่อสู้เพื่อการอยู่ ธัตว์หลากหลายชนิดของระบบณีเวศ มนุษย์จึงต้อง รอดคและเพื่อการปรับตัวให้เข้ากับสภาวการณ์ใหม่ พึ่งพาธาศัยระบบนีเวศที่มีกดไกและปฏิสัมพันธ์การ และเปลี่ยนแปลงวีวัฒนาการไปเป็นสิ่งมีชีวิตชนิด ท่างานอย่างสมดุล ไม่ว่าจะเป็นบําที่ชุ่มชื้นที่ตอย ะสังคม 1โลกทางชีวภาพแล: " ซับน้าและปล่อยน้าใสสะฮาดลงสู่บม่น้้าลําคลอง ป๋า ที่ช่วยซับหน้าดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ป่าที่ช่วย สร้างอากาศบริสุทธิ์ให้เกิดความสลชื่นและรื่นรมย์ สิ่งแวดล้อมดีๆ เช่นนี้จะมีขึ้นได้ในสภาพแวดล้อม ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวคตที่ สมบูรณ์เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ที่เกิดจากสิ่งมีชีวิตนานาชนิด ไม่ว่าจะเกิดจาก จุลินทรีย์ จากพืช และจากสัตว์ทีอยู่ในระบบนิเวตที่ สมบูรณ์ยังช่วยเกื้อกูลการดํารงชีวิคของมนุษย์ไม่ ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องนุ่งหัม ที่อยู่อาศัยและยา รักษาโรค ประเด็นที่เห็นได้ซัดเจน คือ เภสัชภัณฑ์ ที่ใช้ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันนั้นมีมากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ที่ได้พัฒนานละสังเคราะห์มาจากตันตอ ของสารอินทรีย์ที่สกัดมาจากพืชซ สัตว์ เห็ต รา และ จุลินทรีย์ที่อยู่ในบําทั้งสิ้น สารอินทรีย์ที่มีคุณค่าต่อ มนุษย์เช่นนี้ได้มาจากสารค้นแบบของสิงมีชีวิต ชนิดต่างๆ เพียงแค่ประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ของชนิด ของสิ่งมีชีวิตทีมีอยู่ทั้งหมดในโลกนี้ ซึ่งคาดกันว่า น่าจะบีใม่น้อยกว่า 10 ล้านชนิดหรืออาจมีมากถึง 30 ล้านซนิดถ้าได้สํารวจศึกษากันอย่างจริงจังและต่อ เนื่อง มีนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้คํานึงถึงคุณคํา ของสรรพสิ่งมีชีวิตทั้งมวลที่อยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้ และได้ดั้งทฤษฎีกายา (016 โธ๐๐๓) โดยเสนอ ว่า กลุ่มลิ้งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกนี้เป็นเสมือนอภิมหา ชีวิต (บอะ รร๓๐ลญ์ต๓ ) ที่ช่วยผลิตทรัพยากร ชีวภาพและบรรยากาศของโลกให้เป็นแหล่งอาศัย ทางนิเวศวิทยาที่เหมาะสมเสมอมา เพราะจะเห็นวํา สิ่งมีชีวิดนานาชนิดที่เป็นต่วนประกอบของกายา นั้นไม่เพียงแค่สามารถปรับตัวให้เช้ากับสภาวการณ์ ทางกายภาพเท่านั้น แค่สิ่งมีชีวิตทั้งหลายยังมีปฏิ สัมพันธ์ซึ่งกันและกันจนทําให้เกิดสภาวะแวดล้อม ที่เอื้อต่อการดํารงชีวิดอย่างมากด้วย ถ้าระบบนิเวศ ในท้องถิ่นต่างๆ ถูกทําลายอาจส่งผลกระทบที่เลว ร้ายต่อกายาได้ ถ้าเปรียบเทียบกายาที่ประกอบ .ค้วยระบบนิเวศของท้องถิ่น ของภูมิภาค และซอง โลกว่าเป็นเสมือนร่างกายของมนุษย์ที่มีเนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆ ของร่างกายที่จะต้องสมประกอบ และใด้สมดุลซึ่งกันและกัน ลังแนวความคิด ปรัชญาชีวิตแบบหยินกับหยางของซาวตะวันออก ถ้าส่วนหนึ่งส่วนไดของร่างกายผิดปกติหรือพิการไป ย่อมจะมีผลกระทบต่อสมดุลของร่างกาย ส่งผลไห้ เกิดโรคภัยใช้เจ็บจนอาจเป็นอันดรายถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้น สภาวะสมดุลของสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศ ของโลกลิ่งมีชีวิตจึงเป็นลิงจําเป็นต่อการตํารงอยู่ของ สรรพสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในโลกนี้ เนื่องจากสิ่งชีวิตมีจํานวนมากและหลาก หลายชนิดจึงเป็นเรื่องยากที่จะศึกษาถึงคุณคําของ แต่ละชนิดได้จนครบถ้วน กระนั้นก็ตาม นักวิทยา- ศาสตร์ได้แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของความหลาก หลายทางชีวภาพซึ่งเป็นภาพองค์รวมของสรรพ สิ่งบีชีวิตในระบบนิเวศของท้องถิ่นไว้อย่างซัดเจนว่า บางซนิดมิคุณค่าต่อมนุษย์โดยครง เช่น เป็นแหล่ง อาหารและยารักษาโรคคลอดจนทําให้ฮากาศบริสุทธิ์ บางชนิดมีคุณคําทางอ้อม เช่นเป็นแหล่งสันทนาการ และดึงดูดนักท่องเที่ยว สิ่งมีชีวิตที่อยู่ร่วมกันเป็น ระบบที่สมดุลนี้ จําเป็นต้องอนุรักษ์ไห้คงอยู่ไว้ใน ระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ถ้าสิ่งมีชีวิดชนิดหนึ่งชนิดใด ถูกทําลายสูญพันธุ์ไป ระบบนิเวศนั้นอาจจะถูก กระทบกระเทือน ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของทุก ๆคน ทั้งในชุมชนท้องถิ่นและชุมชนในเมืองเด็ก เมืองใหญ่ ตลอดจนภูมิภาคต่างๆ ของโลกที่จะต้องร่วมมือร่วม ใจกันอนุรักษ์ความหลากหลากทางชีวภาพที่เป็น ทรัพยากรธรรมชาติอันทรงคุณค่าของเราและของ โลกไว้ให้จงได้ เพราะมิเช่นนั้นแล้ว ลูกหลานของ เราคงจะไม่ยอมให้อภัยในความผิดพลาดอย่าง มหันต์ของเราอย่างแน่นอน ” ซี 4 ว ะ = เซ ซี เร "ด ฐูปที 1 : แสดงตารางมาตราธรณีกาลของยุดต่างๆ ของการเปลี่ยนแปลงของโลกดั้งแต่กําเนิดโลกจนถึงปัจจุบันและเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนขึ้น เล อน. ญ่ » - โพร ะ. โ 5 กับช่วงเวลาในรอบ 1 ปี (ลูกศรแสดงเหตุการณ์สําคัญที่ทําให้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่) (ปรับปรุงจาก ไง ๒]ส๒๐๕8๐. 1996) 31 ชด. (23.59 น) (58 : [ร่ปัจจุบัน (2๐๐๐๓) 31 ธ.ต. (2ร.น. พลัสโตซีน - 7 31 ชด.(14 น5“ “(0181510๐๕๓6) 30 ชู.ค. (04 น.) ไพลโอซีน (โม่๐๐๐๒๐) : แซ ซ้ 65 29 ช.ค. (06 น) +ไม่โอซีน (ใใอ0๕๓6) 27 ธุค, 8 ื โอลิโกซีน (0บ8๐๐๐๓๐) 26 ช.ค. น อีโอซีน (5๐๐๒๐) ว.ก พาลีโอชีน (โ้2๐๐๐๐๐) ) < --- ถี 20 ธ.ค. 145 ครีเทเชียส มีโซโซอิก | (๐ล๐๐005) 15 ธุ.ด. 208 (ให๐๐701๐) | จูแรสซิก (วนธล5510) 180 ไทรแอสซิก ฟู 12 ชุด. 245 (โท255๐) | ------------- เพอร์เมียน 2 8ธุค. 290 (ยณ์ล) คาร์บอนิเฟอร์ส 2ชด 362 (รเตอณ์โอเอนร) ว < ดีโวเนียน 325 30 พย. 408 . | (วิออณัพป พาลีโอโชอิก ไซตรรี 27 พย. 439 (โญ๐07010) (รื้ยนอก) อ ออร์โควิเขชียน 21 พ.ย. - 510 (0ธชอหรอโลต) = 4 แดมเบรียน 16 พ.ย. 570 6 ฤฝไรต พรีแคมเบรียน (ไทอ-๑แทรมกโอก) 15 มี.ค. 3,500 นิตสิ่งมีชีวิต 1 ม.ค. (0.01 น) 4.600 - ทําเนิตโลก สังคม โลกทางชีวภาพแล รข้. 601685 (เตอช่อเท ตตเทลตร) (ปัจจุบัน) ( 1400-4เรแฒโซน100) 0 0 สัรั. จ1๕สหส่อกไง๕ไอ818. ฟี 1ช้. 6500155 (1200-1300) (12ยย-2ลหอิลเลกต 1- สิข้. แท1อ005507 4 ขอไรย| - (ไวป0ะรรมเปู่ ภิ. 1อ0นร(นร " | ศ4. ลอฝ่า0010นธร |! 2 - < ๓ 2 (59 ภิ(คต่อ ว . ? 14. แลธีฝัน6 อ ล สจ. หนต่อมมีอทร1ร ๑ถา4539 (600-7007 พวะพระ สม” มว“ " 3- เส -”” ค สพ่๐ลกบร เห่อท0 (600709) ก - (เน๐-400) 4 - 4มรไธ|อ0ไหทธอนร ฝู ลกลททธกธร|เร 4ช่เอไทอ0นร ใหีอต่อเท ค6ร 1ลทาเช่บร 5 - 0หมทอลก26อ6 0เตตอบเลก (๐อภ์!ล นู ) (6เ๒๒๐ค 6 - เวลา (ล้านปี) ฟอ๓ฑาเภอเส่ร รูปที่ 2: แสดงลายวิวัฒนาการของกลุ่มโฮมินอยด์ ซึงแตกแขนงออกเป็นกลุ่มเอปยุคใหม่ และกลุ่มไฮมินิคในสมัยไมโอซีน กลุ่มโอมินิตวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปเป็นพวกเอปโบราณชนิดค่างๆ รวมทั้งเอปจากตอนได้ขนิด 4ไม่ตแรไญ่ห์ปดงแจ จกัพสตจ (ลูซี) ซึ่งเชือว่านํา ะเป็นบรรพบุรูษร่วมที่วิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปเป็นพวกสกุลมนุษย์หรือสกุลโฮโม ในช่วง ปลายลบัยไพลโฮซิน สกุลมนุษย์วิวัฒนาการเปลี่ยนแปลสงอฮย่างรวลเว็วคลอดสมัยไพสโอซึนจนเกิดเป็นมนุษย์โบราณหลาย ชนิดซึงสูญพันธุ์ไปแล้ว ยังคงเหลืออยู่แต่มนุษย์ยุคใหม่ (/#์, ยุหแด“) เพียงขนิดเดียวเท่านั้นในปัจจุบัน ฮ่ =- = เจ ๕ 3 ย1 2๑๐5 ซ์ รูปที 3 : แผนภาพแสลงการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมหรือการกลายพันธุ์ทีเป็นต้นเหตุสําคัญโนกระบวนการเปลี่ยนแปลง วิวัฒนาการของสิงมีชีวิตที่ทําให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ การกลายพันธุ์ ภ โกรโบโรม (มิวเทซัน) เอ็น พันธุกรรมรูปแบบใหม่ ยืนรีคอมบิเนขัน (โดยกลไกครอสซิงโอเวอร์ เบ 0 ในกระบวนการสร้างเซลล์สิบพันธุ์) การอพยพ ร๒ ๕ พันธุกรรมผกผัน การคัดเลือกโดยชรรมชาติ --๒ ๕ การแยกพันธุกรรม ระบบการสิบพันธุ์และผสมพันธุ์ +-๒ ! ๕ ไมโอติกใครว์ ฯลฯ ความหลากหลาย ทางพันธุกรรม ความแปลถแยกแตกค่าง ของสบีชีส์ (สปีซิเอซัน) ความหลากหลาย ของสปีชีส์ ความหลากหลาย " ความแปรผันค้าน ทางนิเวศ สิงแวดล้อม (ถินอาศัย) = ๐= ๑ เฆ2 เม "2 ๕ = เพ ๐ = จ ๒ เฒ % 5 % เจ เ ๒ ง 2 น สม จ - ) กระบวนการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการ *ะ เฮ ๆ จ1 1 > 8 ะ เ= ๕ 199 ซึ คําว่า ธรรมชาติ3?(]งโข๐). คง . ด. 4 เ% จ ร 4 น ญ่ มองเฉพาะสิงนอกตัวเรก#ธรุรมชาตินันรวมิทั้งตัวผ้าด้วย เหมือน1 ดุ้ถึงระปุบนิเวดีจ์ # ควรมองว่ารวมทั้งมนุษย์หรือตุวเราอยู่วินระบบหั วย แว ง ม การเรียนเรื่อรระบบนิเวศ์จึงเป็น รเรียนเรียง ป่างเชื่อมโยง์ก็จะเข้- ง โดเก ซ้งย (5 อย่างเชือมโยงูก็จะเข้าใจรรมชาติทั้งหุ่มัตรว6 อ * 1 กัน'ก็จัไม้(ข้าใจควขมเป็นทั้งหม เสสหาพกะ2 1 -% ศวน เม่ายเ บคลุมกวาสิง! ล้อมซึ่งอ้าจจะ..ซ็” 4 คุลอดไปจนถึงจิ ดว นช้ยเรตวแว โทวิล 7 2 ณีเกัดจิตสํา' ส ะ4 - เมือครั้งทีนายเอ็ดการ์ มิทเซล (ป88อม ะ, เซ เฉซ้ 9, มณ์เ๒๐๒๐1) นักบินอวกาศ ได้ขึนไปสํารวจบนตวง 9 ๑2 ! 9 9”, ๆ จันทร์ ขณะที่มองกลับมายังโลกของเรานัน นับเป็น ะ -: ะ. ครั้งแรกที่เขาได้มองเห็น “โลกทั้งใบ” ในลักษณะ ฮ่ - เค ส = ที่เป็นโลกใบเดียวกัน เป็นหนึ่งเดียวของบรรดา ๕ 4 ร1 เล ซ๊ - ะ สรรพอิ้งทั้งปวง เมื่อกลับลงมาบนพืนโลกอีกครั้ง ส4 - ง ”. - เขาถึงคกับบอกว่า เขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยที เดียว จากที่เคยมองโลกของเราทีละส่วน ทีละด้าน ว ๑ 4 =๑ 2 ฯ”ฯ มาสู่ความคิดที่ว่า สรรพชีวิตทั้งมวลด้วนเชื่อมโยง เ ๓ ”. เ เลง 8. " สัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกันทั้งสิน ทําไมความคิด ” ล ๑ ซ่ ของเชาจึงได้เปลี่ยนไปขนาดนั้น? ทําไมดวามยิง ใหญ่ในความเป็น “นักบินอวกาศ” ของเขาจึงถูก เค ะ ลดทอนลง เมื่อเชาได้มองโลกทั้งใบจากภายนอก ู เว 2ช้ , ณ โลก? เหมือนแว่นขยายได้ถูกส่องขึ้นไห้เห็นในสิง 5 - ยุ ซั ' ที่เขาไม่เคยได้เห็นมาก่อน และจากจุดนี้ อาจนับเป็น การเปิดประตูไปสู่กรรแสวงหาความรู้ความเช้าใจ ครู - ๑ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ธรรมซาติ และระบบนิเวศเดย ส ซ ทเดยว นับจากการอุบัติขึ้นของจักรวาลเมื่อห้าพัน ล้านปี และวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลกที่มีมา นานกว่า 3,500 ส้านปี ก่อนบิ๊กแบงทางชีววิทยาเมื่อ ประมาณ 600 ล้านปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึง ความยิ่งใหญ่และยาวนานของสายสัมพันธ์ของ สรรพชีวิตทั้งมวล นอกจากนี้ยังเป็นนัยยะที่บอก เราวําจุตกําเนิตแห่งชีวิตและความเป็นมนุษย์ของ เราทุกวันนี้ล้วนมีรากฐานที่รวมอยู่เป็นเนื้อเดียวกัน กับระบบจักรวาลอันยิ่งใหญ่ เป็น “สภาวะเดียวกัน” ที่แยกจากกันไม่ออก และมนุษย์เป็นเพียงสิ่งมีชีวิต เล็กๆ ชนิดหนึ่งภายใต้ระบบนิเวตทางธรรมชาติ อันสลับซับข้อน หากเราลองย้อนมาดูถึงวิวัฒนาการและ ความสัมพันธ์ของมนุษย์และระบบสังคมที่มนุษย์ สร้างขึ้น อันมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงและความ เป็นใปในระบบนิเวศธรรมชาติหรือลิ่งแวดล้อมรอบๆ ด้วมนุษย์ในปัจจุบัน เราจะพบกับสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น = เว >. ซ่ วิกฤตการณ์สิงแวดล้อมและความเสื่อมโทรมของ พันธ์ ๕ '! ระบบนิเวศ : สรรพชีวิตสัมพัน' เซวภาพและสงคม = = = ๕ จ, จ ฯ ระบบนิเวศทีเกิดขีนอย่างกว้างขวางและเป็นปัญหา ที่มีความสลับซับซ้อนยากที่จะแก้ไข และคาดว่า กําลังอยู่ในภาวะที่อาจมีผลคุกคามต่อความอยู่รอด ของมวลมนุษยซาติเอง ปรากฏการณ์ต่างๆ ล้วน = ข้อ๒=- 6 5 สะท้อนให้เห็นถึง “ความไม่ลงตัว” ในการจัดความ สัมพันธ์และการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์และธรรม- “0 , = ชาติ กล่าวคือ ปัญหาทีเกิดขืนนันบ่งบอกถึงการขาด ความเข้าใจของมนุษย์ที่มีต่อระบบธรรมชาติและ น = เร ซ่๕ ง รวมถึงทัศนคติ ความเข้าไจของมนุษย์ที่มีต่อธรรม ชาติและสภาพแวดล้อมรอบตัว อันสะท้อนออกมา ไนกระบวนการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมือง ตลอดจนการพัฒนาและการใช้ความรู้ ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเป็นเครื่องมือ สร้างความเจริญก้าวหน้าและความสะดวกสบาย ของสังคมมนุษย์ จนลืมนึกถึง “โซ่สัมพันธ์” ระหว่าง มนุษย์กับระบบที่ใหญ่กว่า ลืมนึกถึงความจํากัดที่ ระบบธรรมชาติจะสามารถรองรับได้ ความสัมพันธ์ ดังนี้จึงขาดความยั้งยืนและน่าจะเป็นกระบวนการ ที่นําไปสู่การทําลายตนเอง (5ใช้-ส๐๐แน๐นูอก) ในทีสุด ในส่วนแรกของบทนี้ จะได้กล่าวถึงหัวใจ สําคัญของระบบนิเวศ อันจะช่วยให้เข้าใจถึงความ สัมพันธ์ของสรรพชีวิตกับสภาพแวดล้อมที่ดํารงอยู่ โดยเนื้อหาจะครอบคลุมถึงเรื่องราวของระบบนิเวศ ที่แตกต่างหลากหลาย ความเชื่อมโยงสัมพันธ์ของ ระบบย่อยๆ สู่ระบบนิเวศขนาดไหญ่ โดยมุ่งแสดง ให้เห็นถึงคุณลักษณะพื้นฐานที่สําคัญของระบบ นิเวศบางประการ อาทิ ความสมดุลย์ ความเปลี่ยน แปลง และความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต เป็นต้น ส่วนที่สองจะกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ กับสภาพแวดล้อมธรรมชาติ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การกระทํากิจกรรมใดๆ ของมนุษย์ที่ส่งผลต่อระบบ นิเวศ เช่น การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ การปล่อยของเสียออกสู่สภาพแวดล้อม เป็นต้น ใน ส่วนที่สามจะเน้นถึงแนวคิด มุมมองของมนุษย์อัน เป็นที่มาของการจัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ระหว่างสังคมมนุษย์และสิ่งแวด ล้อมรอบตัว และในตอนสุดท้ายจะนําเสนอบทเรียน และแนวคิดอันเป็นข้อเสนอเชิงทางเลือกในกระบวน -: เว เก = การปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ของมนุษย์กัธรรมชาติ บบนิเวศจอันหลากหลาย ในวิถีชีวิดประจําวันของคนเรานั้น เราอยู่ใน สภาพแวดล้อมมากมายหลายรูปแบบ สภาพแวด ล้อมเหล่านี้หากมองอย่างผิวเผิน ก็ดูจะไม่มีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเลย หากเปรียบมนุษย์เราไน ฐานะของสิ่งมีชีวิตเช่นเดียวกับปลาหรือสัตว์น้้ว ฏู "ร ๆ ว จ ต่างๆ ที่มีน้าเป็นสิงแวดล้อมของตนเองอย่างแยกไม่ ออก มนุษย์ก็มีธรรมชาติเป็นสิงห้อมล้อมรอบตัว รอ, % ๕ ง 2 เช่นกัน หากปลาขาดนําก็จะอยู่ไม่ได้ เช่นเดียวกับ มนุษย์ หากสภาพแวดล้อมหรือระบบนิเวศ' รอบ ตัวถูกทําลายลง ชีวิตมนุษย์ก็ไม่สามารถดํารงอยู่ได้ "คําว่า ระบบนิเวศ มาจากรากศัพท์ในภาษากรีกว่า “๐ปั๓๐5” แปลว่า บ้าน (!0น58) หรือ ที่สําหรับอยู่อาศัย (บัหจ์ก8 5๓๓๐๐) ส่วนการศึกษาเรื่องระบบนิเวศเรียกว่านิเวศวิทยา ซึ่งมาจากคําว่า “อป์๓3” รวมกับคําว่า “108๐5” ที่แปลว่า ความรู้ หรือ ศาสตร์ (|๓๒0๒อส8๐) โดยเริ่มปรากฏครั้งแรกเมื่อปี คศ. 1869 โดย ๒.1รล๐๐๒๐] นักสัตววิทยาซาวเยอรมัน ความหมาย ของคําว่า นิเวตวิทยา ได้บีการขยายความมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในปัจจุบันว่า นิ นิเวศวิทยา (ชีออ 1ใ๑89) หมายถึงศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาเกี่ยวกับสิงมีชีวิตและความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตและสภาพแวดต้อมรอบตัวทั้ง ที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งนี้ นี้ โดยถือว่าบนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของระบบลิ่งมีชีวิคด้วย ๒5 =: เว็ โลกทาง 3 7 ( เซ่นเดียวกัน ความแตกต่างในจุดนี้อาจจะอยู่ที่เพียง ขนาดหรือองค์ประกอบของสภาพแวดล้อมที่จําเป็น ต่อการดํารงอยู่ของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดนั้นอาจแตก ต่างกันไป แต่สภาพแวดล้อมที่จําเป็นต่อการดํารง ชีวิตของทั้งปลาและคนดังกล่าวหรือของสิ่งมีชีวิต อื่นๆ ก็ตาม ต่างเชื่อมโยงกันหมดเป็นระบบนิเวศ บนโลกใบเดียวกัน ดังนั้น ไม่ว่าเราจะมองไปที่ระบบนิเวศที่เป็น ลระนั้วขนาดเล็กในที่หนึ่งๆ อันเป็นที่อยู่อาศัยของ ปลา พืชน้าและสิ่งมีชีวิตอื่น ระบบนิเวศที่เป็นป่าไม้ 219 6 า1เงลม... จ เล 9 @ ฆ ๕ อันเป็นทีอยู่อาศัยของพืชพรรณและสัตว์ป่านานา ง ฮ่ , ชนิด หรือมองกลับมาทีคัวมนุษย์กับสภาพแวดล้อม ด: 4 ร | . = ทิคนเราอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสภาพของสังคมเมือง - เว ว = = ไว หรือในชนบทก็ตาม ย่อมมีความเชื่อมโยงและส่งผล กระทบต่อกันเสมอ กิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์เรา 4 = 2 5 ง เรว " ที่เกิดขึ้นในเมืองก็ย่อมส่งผลกระทบเชซือมโยงไปถึง สังคมชนบท และในทางตรงกันข้าม ผลจากการกระทํา ของคนในชนบทต่อสภาพแวดล้อมก็ย่อมมีผลกระทบ ต่อสังคมในเมืองเช่นกัน เพราะเมืองและชนบท เป็น สภาพแวดล้อมของกันและกันอย่างแยกไม่ออก โลกขนาตดย่อมจําลองระบบนิเวศสมบูรณ์แบบ จ รี่ เราสามารถเข้าใจและเรียนรู้เรืองของระบบ นิเวศอย่างง่ายๆ โดยเราอาจจําลองภาพระบบนิเวศ 9 - จ ก หรือสภาพแวดล้อมรอบตัวที่ดูกว้างใหญ่มาเป็นบึง 2 4 ซั ฮู 1 2 นําอันหนึ่ง “บึง” นี้นอกจากจะแตกต่างจากแหล่งนํา ง 8 - จ ส๓๑ อ๕ 4 อื่นๆ แล้ว ในบรรดาบึงด้วยกันก็ยังแตกต่างกัน ไม่มี 2 ”: = จ ู «๕ ส จ จ = บึงใดในโลกที่จะเหมือนกันสักบึงเดียว บึงแต่ละที่ ง สะ ว ล้วนแตกต่างกัน ตามสภาพของที่ตั้งของบึงนั้นๆ ง, สะ , กา ว ว่าอยู่ในสภาพที่ตั้งเช่นไร องค์ประกอบของบึงเหล่า ง อ - 9 2 นีล้วนแล้วแต่มีผลต่อวิถีการดํารงชีวิตและการขยาย เว เ” สูม = ส@ซ= ง = พันธุ์ของสัตว์ พืช ทั้งสิน เพราะสิงมีชีวิตแต่ละชนิด วีวิดคค๑ไวรั รวใจเรลัจ) วั มีวิธีการปรับตัวในธรรมชาติไม่เหมือนกัน ด้วยเหตุ จัง. อส 4 = , จ-@ จ นี้ในบึงแต่ละที่จึงมีเรื่องราวน่าดื่นเต้นให้ศึกษาไม่ น้อย “ค “บึง” เป็นระบบนิเวศที่แฝงไว้ด้วยความมี ชีวิตชีวาของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ภายใน ไม่ว่าสัตว์ เหล่านั้นจะอาศัยอยู่ประจําหรือสัตว์พวกนกและ แมลงที่แวะเวียนมาหาอาหารด้วย บึงอันนี้ดูเหมือน ว่าจะแยกออกจากบริเวณแวดล้อมอื่นด้วยขอบของ บึง เป็นเขตแดนของสัตว์น้าและสัตว์บก แต่กลับเป็น สถานที่พิเศษยิ่งของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้า และในความ เป็นจริงแล้ว ปริมาณน้ําในบึงสามารถเพิ่มเติมได้ ะ 4 = เซ เ ด้วยน้าฝนที่ตกลงมา ขณะเดียวกันระดับนําในบึง ก็ระเหยไปตลอดเวลา นําที่ใหลเข้าสู่บึงก็จะพัตพา เอาแร่ธาตุ สารอาหาร รวมถึงสิงมีชีวิตเล็กๆ เช่น ตัวอ่อนของแมลง จุลินทรีย์ เข้ามาสู่บึงด้วย การ เต ) ง, ไหลเข้าออกของสารเหล่านี่บอกเราว่า บึงเป็นระบบ = 4 “| เปิด ซึ่งชีให้เห็นว่า ระบบนิเวศหนึ่งๆ เป็นโครง ส จ ว สร้างที่เปิดและมีความสามารถในการควบคุมหรือ ปรับสภาวะตัวของมันเอง (5อ6-เอฮเปลย์อก) ได้ ว ย เป็นระบบที่ประกอบไปด้วย ประชากรสิงมีชีวิตนานา ล ้9 5---้- ล ร อ ชนิดทั้งพืช สัตว์ จุลินทรีย์ ที่อาศัยอยู่ในส่วนต่างๆ ส.ะ2 =. จ 9 เ ของบึงตั้งแต่ขอบบึง ดินโคลนใต้นํา พงหญ้า แม้ เซ 5. ร สจง.๐2=- กระทังใต้ก้อนหินริมนั้ว และสิงแวดล้อมทีไม่มีชีวิค เซ่น ก้อนหิน ดิน นํา เป็นต้น สัมพันธ์กันอยู่ และ สอ.อ สึ่ ส ซ่ลั- ฉ่ การทีบึงนีเป็นที่เปิด มีการเคลือนย้ายของสสาร สิง เด ซ่ เว จ ๑2 - มีชีวิตอืนๆ เข้ามาอยู่อาศัยหรือเคลื่อนย้ายออกไป ม ร๑๑ รุซั- 4 ย่อมแสดงให้เห็นว่า บึงนี้มีความสัมพันธ์กับบริเวณ ส อ ฆ ที่อยู่ถัดออกไปนอกขอบบึงด้วย เช่น อาจเป็นบริเวณ : เ ล ล ว ของทุ่งหญ้า บึงนิจึงเป็นระบบนิเวศย่อยภายใน จ ๒ ระบบน๊เวศทุ่งหญ้าทึกว้างใหญ่กว่า เป็นต้น สัมพันธ์ ระบบนิเวศ : สรรพชีวิตสัม พื้นที่ขนาดไม่ใหญ่โดนักของบึง คือโลกขนาด ย่อมจําลองระบบนิเวศสมบูรณ์แบบเอาไว้ แต่ในโลก ของเราใบนี้มีระบบนิเวศอันหลากหลายที่พัฒนาขึ้น จากองค์ประกอบมากมายของอากาศ หิน ดิน นั้ว พืช สัตว์ จุลินทรีย์ต่างๆ และอาจมีตั้งแต่ขนาดเล็ก มาก เช่น หยดน้าฝนบนใบไม้อันเป็นที่อาศัยของ จุลินทรีย์ที่เราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ขนาด ใหญ่ขึ้นยาเป็นบึงเช่นที่กล่าวมา ไปจนถึงระบบนิเวศ ใหญ่ระดับโลก หรือที่เรียกว่า ชีวาลัย (ไห่๐๐0๒๐๐)* จากภูผาถึงท้องทะเล : 2 รอเสื้อ สื้ หากเราเลินทางไปตามเส้นทางทีคดเคดียว ขีน เขาลงห้วย ไปยังเขตเทือกเขาสูงในภาคเหนือ เรา อาจได้ตื่นเต้นกับป่าใหญ่ไม้สูง เห็นนาข้าวเป็นคัน ลดหลั่น เป็นชั้นๆ ผ่านไปสู่เทือกเชาที่มีผาหินสูงชัน ต้านหนึ่ง เป็นลานโล่งกว้าง มีสายนํ้าไหลรินลงมา จากโตรกธาร ริมน้้ามีก้อนหินเรียงราย สลับกับดง หญ้า หากเดินทวนขึ้นไปในป่าสูงอาจได้เห็นตาน้า ไหลจากโคนตันไม้รินออกมาไม่ขาดสาย มากเข้าๆ จนกลายเป็นลําห้วยล่าธาร ภาพตังกลําวอาจทําให้เราพอมองเห็นเส้น สายรูปทรงของระบบนิเวศที่เป็นป่า แต่นั่นก็เป็น เพียงส่วนเลี้ยวเดียวของระบบนิเวศป่าที่มีความ หลากหลาย เพราะป่าในโลกนี้มีด้วยกันมาทมาย หลายชนิด ขึ้นกับสภาพแวดล้อมทางภายภาพใน แต่ละมุมโลก ซึ่งเราอาจแบ่งอย่างกว้างๆ ได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ ป๋าเขตร้อน (๒๐01๐๑1 1์05051) ป๋าเขตอบอุ่น (เอ๓๒๐๐1๐) และป่าเขตหนาว (2เธ๐ส์อ, 2เอไต๐ และ โนลส่๒8) และป่าแต่ละ ประเภทก็ได้พัฒนาลักษณะเฉพาะของมันขึ้นมา เช่น ป่าโปร่งอย่างป่าเต็งรัง ปําเบญจพรรณ ทุ่ง หญ้า ว่ากันว่าระบบนิเวศของป่าแบบนี้ยอมรับ ระบบนิเวศธรรมชาติอันหลากหลาย 2 % ณี่ออั๐๑ปง = ซึงเป็นบริเวณที่ห่อหุ้มโลกและสามารถมีกระบวน ร สีวิดเกิดขึ้นได้- เฉื้ บวนการต่างๆ ของชีวิตเกิดขึ้นได้มากมาย ในแง่นี้ ว ค. ซ= = สุ๐ ก็อาจกล่าวได้ว่าโลกกีคือ ระบบนิเวศหนึ่งนั้นเอง บางแห่งของโลกเป็นนํา เช่น ทะเล แม่นําลําคลอง ท สซ่ ๒ ด %- บางแห่งเป็นพื้นที่บก เช่น ป๋า ทุ่งหญ้า ทะเลทราย 5 =ฮ2่ ฝุ ง อ ปัจจัยทางธรรมชาติที่แตกต่างกันในแต่ละแห่งหน ทําให้เกิดสัณฐานหรือลักษณะของระบบนิเวศหลาก เ= ซ่ หลายรูปแบบ ดังแต่ป่าเขาในที่สูงสุด จนลงมาถึง เค ส 2 ทองทะเลทลกทสุด ไฟได้มากกว่าป่าคิบ ไม้ในป่าชนิดนี้จะมีความ มหัศจรรย์ในการต้อนรับและอยู่ร่วมกับไฟ เช่น ต้นไม้จะมีเปลือกหนาเพื่อผจญเพลิงโดยเฉพาะ เวลาที่ถูกไฟล่าต้นจะตาย แต่ระบบรากไม่ตาย เมื่อ ฝนลง มันก็แตกหน่อขึ้นมาอีก พืชบางชนิด เช่น ปรงป๋า มีใบหรือกาบใบช่วยห่อหุ้มตาไว้ แม้จะถูก ไฟไหม้ก็แตกใบใหม่ได้โดยลําต้นไม่ตาย แต่สําหวับ ป๋าติบชึ้น กระบวนการนี้กลับเป็นตรงกันข้าม ต้นไม้ และพืชพันธุ์ทั้งหลายไม่อยากทําความรู้จักกับไฟ เปลือกไม้จึงบาง ลูกไม้ไม่ต้องการไฟเป็นตัวกระตุ้น ในการงอก และป๋าแบบนี้ก็จะไม่มีพืชแบบค้นปรง ด้วย เพราะวิวัฒนาการมันจะขึ้นอยู่กับความชุ่มชื้น และร่มเงามาโดยตลอด มันจึงไม่ทนไฟ โดนไฟลวก นิดเดียวก็อาจดายได้ จากเขตที่เป็นภูเขาสูงลงมา มักมีลําธารสาย ใหญ่น้อย ไหลเซาะไปตามแผ้นดินไหลลงสู่ทะเล *ดําว่า “พ๐8อ6๕6” เริ่มใช้ครั้งแรกในราวปลาย ศตวรรษที่ 19 โดย [ส8๒๕0 จ655 นักธรณีวิทยาชาว ออสเครีย เพื่อใช้อธิบายชั้นของบรรยากาศโลกที่สิ่งมีชีวิต อาศัยอยู่ได้ (ไลษ๐๕ ๐6 [ป๐ รเอนตลงิตร ฝ้า6 โริละต์ง) 4 /บบนิเวศ : สรรพชีวิตสัมพันธ์ ระ: -. ๕ 2 ซี ว มา 3 * เข < " เค ะ ๐ เจ 6 ระหว่างเส้นทางเดินของนํา มีแอ่ง หนอง บึง มาก ว มายตามรายทาง ไหลรวมกันเป็นระบบแม่น่า” เส้น ทางนําเหล่านันไม่ได้เป็นเส้นตรง แต่มันกลับไหล "ง คดเคดียวซอกซอนและแตกแขนงแยกสาขาเป็นหลาย อวขนว สน ซะ ร้อยพันเส้นทาง สายน้้าเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงท่อ จรร ง ประปาส่งนําให้มนุษย์เราใช้เท่านัน แต่ยังเป็นบ้าน ของสรรพชีวิตมากมาย ล่านําตามธรรมชาติมักไหล ซูจ )%- ๕ 23 = เร็วบ้าง ช้าบ้าง ตามแต่ลักษณะของพื้นที่และสิงขวาง ะ % ,. ” 9 เซ ส ๆ กัน ตังแต่ก้อนหิน ดินแข็ง รวกไม้ ฯลฯ ช่วงที่เป็น ' ฉั ถ่ ส ศีลจาญี่ ที่ราบมักไหลคดเคียว บางช่วงไหลเยื่อยๆ เกือบนิง พาทรายมาทับถมใต้นํา บางช่วงไหลแรงพัดพา เงื้าเที่ใด้จร้าสีมี ล ทรายไปหมต พื้นที่ใต้น่าจึงมีหลากรูปแบบ เป็นที่ เหมาะกับสิงมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์นําต่างชนิดภัน บางจุดเหมาะแก่การวางไข่ของปลา บางจุดเหมาะ : ด แก่การหากิน เช่นทีลูกแม่น่ามูลเรียนรู้ว่า เมือถึง ๆ ง เซอ ง ฤดูกาล ปลาก็จะอพยพว่ายทวนนําขึนไปวางไข่ตาม เกาะแก่งต่างๆ ในลํานํามูล ซึ่งมีอาหารพวกตะไตคร่ น่า กุ้ง หอย อาศัยอยู่ เป็นต้น ซี : " เราคงนึกภาพได้ไม่ยากเลยว่า อะไรจะเกิด สื้เห้กงทังเฉําจโาซึ้กคณัดใช้ภรงว ขืนบ้างกับลํานําที่ถูกตัดให้ตรง หรือยาขอบซีเมนต์ อย่างดี สัตว์นําถูกบังคับให้ใช้ซีวิต “บนทางด่วน” ด ร ฉั ตลอด 24 ชั่วโมง โรงเรียนอนุบาลเลี่ยงเด็กหายไป “คะ เๆ พร้อมๆ กับโรงเตียมข้างทาง และตลาดสดของมัน ก็จะหายไปด้วย = ". ฒ % เร ไนบริเวณที่ราบริมแม่นํา เราอาจได้พบ บึง จ จ ล หรือหนองนําที่เต็มไปด้วยพืชและสัตว์นานาชนิด ะ จ ผี ะ ส หากเราสังเกตดูมักจะพบว่า โครงสร้างของพืชใน จ ลู4 ะ2 ม 4 ม. บึงโดยเฉพาะพืชที่ลอยนํานัน มักไม่ต้องลงทุนสร้าง สอ้ระ เซลล์หนาๆ เพื่อคั่วจุนตัวเอง แถมสารอาหารก็ ะ เว ส๑ ละลายอยู่ในนําเสร็จสรรพเป็นอาหารพร้อมปรุงที่กิน ๆ เล 0 ได้ทันทีโดยตรง แต่ชีวิตไนน้ากีมีข้อจํากัดมากมาย ระบบแม่น้า ในทางชีวภูมิศาสตร์ (๒ท่0๐8608เลย) หมายถึง พื้นที่หรือสาขาของแม่น้าทั้งหมดที่เขื่อบต่อถึงกัน โดยนับจากทิวเขาต้นน้าไล่ลงมาจนถึงปากแม่น้้าที่ไหลออก ทะเล โดยลําน้้าทั้งหมดมีการต่อเนื่องกันโดยธรรมชาติ เช่น การกระจายของโมเลกุลออกซิเจนไนน่ามีน้อย กว่า ปัญหาความเข้มข้นของแสงก็คล้ายกัน แม้พืช นําจะสามารถสังเคราะห์แสงแล้วปล่อยออกซิเจน ออกมา แต่การสังเคราะห์แสงของมันก็ถูกจํากัด ว จ ซ้ ด้วยปริมาณแสงที่ได้รับตามไปด้วย ด้วยเหตุนีการ ร มแซ ซีเว้ กระจายตัวและการปรับตัวของพืชในบริเวณนี่จึง สัมพันธ์กับการกระจายของออกซิเจนและแสงแดด ซี : เซม ล ง เป็นสําคัญ ปัจจัยจํากัดเหล่านี่ทําให้บริเวณต่างๆ % ๕ ' จ สปะ ด ๆ ของหนองน่านีแตกต่างกันไปด้วย มีทั้งพืชใต้นํา อย่างพวกสาหร่าย พืชบนผิวนํา เช่น พวกจอก แหน ร ซ เต ์ล ว , บัว และพืชงอกพันผิวน่า เช่น ตันธูปฤาษี เป็นต้น 5 ค จ ล จากแม่นําที่ไหลออกสู่ทะเล บริเวณชายฝั่ง เว ๑ ว เร...ๆ ลี เรามักพบบริเวณทีเป็นป่าชายเลน ป่าประเภทนี ย, ซ่ ท ะ4 จะมีลักษณะที่แตกต่างไปจากป่าบกทางต้นนําที่ เราผ่านมา อันดับแรกก็คือ สภาพของดินบริเวณนี่ เป็นตินเลนที่เกิดจากการทับถมของตะกอนบริเวณ =2= ล, จูน ปากแม่นํา ซึงถ้าหากเรามองย้อนจากปากแม่นํา เข้าไปในแผ่นคิน ก็จะพบว่ามีความแตกต่างกัน เป็นระยะๆ คือเมื่อลึกเข้าไปจะมีส่วนประกอบที ย | 4 ว เป็นทรายมากขึนหรือส่วนทีเป็นโตลนตมและดิน เหนียวจะน้อยลง ความแตกต่างของสภาพดินนียัง ย - ร = ยู นํามาซีงความแตกต่างในเชิงความเป็นกรดเป็นต่าง ความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุในคินด้วย นอกจากนี้ การท่วมถึงของนําทะเลก็แตกต่างกัน ลักษณะของ ม 2 เจ คด ๑ๆ. สภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันเป็นระยะๆ นี้เอง ทําให้ สิ่งมีชีวิตมีการกระจายตัวเป็นเขตแนวตามไปด้วย - จ ” "ล = ซึงจะต่างจากป่าบกที่เมือหากเราขีนไปยืนบนภูเขา = 5 เร "ที เว ล มองลงมาก็จะเห็นพรรณไม้มากมายขึ้นปะปนกันอยู่ แต่เวลาเรามองแนวป่าชายเลนจะเห็นว่า มีการ กระจายของพืชเป็นแถบ อันเป็นผลมาจากความ แดกค่างในการปรับตัวของพืชทางด้านสรีระและ ะ พ2 งะ. โครงสร้างในการขึนหรือเติบโตอยู่ในสภาพแวดล้อม โง ฝุ 9 ! ส๑= เ%") ที่แตกต่างกัน เช่น ในที่ดินเลนมาก ตันไม้ทีขึน บริเวณนี้จะมีรากตั๋วจุนพยุงไม่ไห้ต้นลัม เช่น คัน พังกาหัวสุม (8ยเบ๐๐) ที่เรามักพบได้ในป๋าชาย เลน และคันของมันก็จะมีผลเทียม (05๐ห๕๐-กักษ์0) ซึ่งเป็นเมล็ดทึ่งอกตั้งแต่อยู่บนต้นแม่ (ๆฑ์ท่อรอนร 5994) เพื่อให้มีการอยู่รอดหรือแพร่พันธุ์ได้ดีขึ้น นอกจากนี้พืซในปําซายเลนมักมีโครงสร้างของใบ ที่เก็บสะสมน้าได้มาก โดยที่ใบจะมีสารคิวดินเคลือบ เพื่อป้องกันการสูญเสียน้า ในป่าชายเลน เมื่อใบ ของพืชร่วงหล่นลงทับถมสู่ท้องน้า กระบวนการย่อย สลายจะเกิดขึ้นโดยจุลินทรีย์พวกแบคทีเรีย รา โปรโตซัว เศษอินทรีย์ที่เหลือจะเป็นอาหารของ สัตว์จําพวกตัวอ่อนของแมลง ปู หอย กุ้ง ซึ่งสัตว์ น้าเหล่านี้มากมายหลายประเภทก็คือ อาหาร สําหรับเราๆ ท่านๆ นี่เอง ถัดจากป่าชายเลนบริเวณชายฝั่งออกมา ก็ คือท้องทะเล โดยเฉพาะทะเลบ้านเรานั้นเป็นระบบ นิเวศหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกยอมรับว่ามีความ หลากหลายทางชีวภาพสูง ทะเลไทยใช่จะกว้างใหญ่ เรามีชายฝั้งสั้นกว่าของเวียดนาม มีเกาะน้อยกว่า อินโดนีเซียซึ่งมีถึง 12,500 เกาะ มีแนวปะถารัง คิดเป็นพื้นที่ไม่ถึง 0.01% ของแนวปะการังโลก แต่ ทะเลผืนเล็กๆ นี้ช่วยส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์น้าติด อันดับ 1 ใน 10 ของโลกติดต่อกันมานานกว่า 10 ปี ช่วยให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวทํารายได้ เป็นอันดับ 1 ของประเทศ สิ่งเหล่านี้บอกอะไรกับ เราบ้าง แน่นอนว่าภายใต้ผืนน้้าสีฟ้า หรือเกาะแก่ง โขดหิน คงไม่ได้เป็นเพียงลิ่งที่แค่ตาเราเห็นเท่านั้น ทะเลถือเป็นระบบนิเวศที่กินฮาณาเขตกว้าง ใหญ่ที่สุดหรือครอบคลุมประมาณ 70% ของพื้น ผิวโลก และมีอาณาบริเวณที่หลากหลายนับแต่ชาย ฝั่งทะเลอันมีชายหาด โขคหิน บําปะการังไปจน กระทั่งถึงชั้วโลกอันหนาวเย็น ในทะเลจึงมิสิ่งมีชีวิต เป็นจํานวนมากกระจายตัวอยู่ อิทธิพลจากสภาพ แวดล้อมไม่ว่าจะเป็นสารอาหาร อุณหภูมิ อิทธิพล จากน้้าขึ้นน้าลง กระแสน้าและคลื่น และองค์ ประกอบทางนีเวศอื่นๆ ที่แตกต่างกัน เป็นตัว ชีวิตสัมพันธ์ ระบบนิเวต : สรรพ' (207) เว ะสังคม : โลกทางชีวภาพแล: กําหนดลักษณะและบทบาทของประชากรสลิ่งมีชีวิต ในทะเลแต่ละเขตย่านให้ต่างกัน โดยเฉพาะบริเวณ ชายฝั้งทะเลและปากแม่น้้านั้นเป็นบริเวณที่มีพืช น้าและแพลงตอนหนาแน่น จึงไม่นําแปลกใจที่ บริเวณดังกล่าวจะเป็นแหล่งที่อาศัยของกุ้ง หอย ปู ปลา และสัตว์นํานานาซนิด ระบบนิเวศแบบต่างๆ ดังกล่าวที่ยกมาเป็น ตัวอย่างนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบนิเวศอัน หลากหลายในธรรมชาติ และระบบนิเวศในประเทศ ไทยเราก็ย่อมมีความแตกต่างไปจากบริเวณหรือ ภูมิภาคอื่นของโลกด้วย อย่างไรก็ตาม หากพิจารณา อย่างกว้างๆ แล้วระบบนิเวศตามธรรมชาติ อาจแบ่ง ได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ระบบนิเวศแหล่งน้้า (2เคุนอน์๐ ๕๐๐รหร6เอ) และระบบนิเวศบนบก (โลอรพไล| ๑๐๐9ร1อ๓) ระบบนิเวศแหล่งน้้า ยังอาจแยกย่อยออกเป็นระบบนิเวศทางทะเล เช่น มหาสมุทร แนวปะการัง บริเวณปากแม่น้้า และ ระบบนิเวศแหล่งน้้าจืด เช่น แม่น้า ทะเลลาบ อ่าง เก็บน้า ส่วนระบบนิเวศบนบก อาจแบ่งได้เป็น ระบบนิเวศกึ่งบก เช่น ป๋าพร และระบบนิเวศบนบก เช่น ป๋าดิบ ทุ่งหญ้า ทะเลทราย เป็นต้น ส่วนใหญ่แล้ว เรามักมีแนวโน้มที่จะมองถึง ระบบนิเวศหลัก เช่น ระบบนิเวศบก หรือระบบนิเวศ แหล่งน้้า โดยมักหลงลืมบริเวณที่เป็นรอยต่อของ ระบบนิเวศทั้งสองประเภท เช่น บริเวณปากแม่น้้า ที่น้้าจืดจากแม่น้ามาบรรจบกับนั้วเค็มในทะเลกลาย เป็นบริเวณที่มีน้ากร่อย บริเวณนี้มักเป็นแหล่ง อาศัยของชุมซนสิ่งมีชีวิตที่มาจากทั้งบริเวณที่เป็น 7 % ๕ ๑ ซ่ ' 2 นําจืดและนําเค็ม หรือในกรณีของที่ราบริมลํานํา * บุ่งทาม เป็นพื้นที่ราบลุ่มน้าท่วมถึง บริเวณริมห้วย ริมแม่น้้า ช่วงฤดูน้าหลากน้้าจะไหลท่วมพื้นที่ลุ่มริมผังน้า เป็นบริเวณกร้าง พื้นที่บริเวณนี้บางช่วงมีลักษณะเป็นเน็น บ้าง เป็นแอ่งบ้าง มีไม้ปําขนาดเอ็กขึ้นเป็นที่อยู่อาศัยของ . สิ่งมีชีวิตนานาชนิดที่ปรับตัวตํารงชีวิตอยู่ได้ ในภาคอีสานของไทย ทีชาวบ้านเรียกว่า ปําบุ่ง = 4 4 =- 2๓ !, หรือทาม” ซึงเป็นระบบนิเวศที่มีการป่นเประหว่าง = ฆ” = งูล «๓ ระบบนิเวศบกกับระบบนิเวศแหล่งนํา ดังนั้นค้นไม้ และสิงมีชีวิตไนป๋าประเภทนีต้องปรับตัวเองเข้ากับ สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปในรอบปี ซึ่งตัว กําหนดสําคัญก็คือ การท่วมของกระแสน้าในช่วง แว เข้ : 2 งั ฤดูนําหลากนั้นเอง เขตรอยค่อของระบบนิเวศนี้ มักเป็นบริเวณที่รองรับการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหว และความไม่แน่นอนอยู่เสมอ และนันยอมทําให้เห็น ว่า ชุมชนสิงมีชีวิตในเขตรอยต่อนี้มีการปรับตัวที่น่า สนใจต่อสภาวะไม่คงที่ และการเปลี่ยนแปลงของ ๓๕ // 3 ะ สภาพแวดล้อมดังกล่าว เช่น ปลาบริเวณปากนํา จะมีพัฒนาการของตัวอ่อนอยู่ในไข่นานจนกระทั่ง กล้ามเนื่อเจริญคีพอที่จะว่ายนําด้านคลื่นแรงๆ ได้ ไข่ของปลาในบริเวณปากนําจึงมักจะมีไข่แดงมาก ง 1 ซ@ ๆง ณ” กว่าปลาทะเลยืนๆ เพื่อใช้เป็นอาหารในระยะพัฒนา ซึ่ ซี" เซ การที่ยาวนานกว่า ส่วนในปําทามนันคันไม้ที่ขึ้นใน บริเวณนีต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับความแรงของ กระแลนําในซ่วงฤดูฝน ดังนันลําค้นของไม้ในป่าทาม ง ม ชะ, หง จึงมักแตกในลักษณะเป็นกอ คือลําต้นขนาดเล็กขึน ในกอเดียวกันเช่นเดียวกับกอไผ่ และเรือนยอดก็ ได ณ์ งู ส=ฟ่ม+ ซ่ มักสอดไขวัถันเป็นตาข่ายโดยมีไม้จําพวกที่เป็น ' ต - ซูฯ 9 ม/. เครือเถาช่วยเชือมประสานอีกทีหนึ่ง เป็นต้น ๓. ๑ ,: ระบบนิเวศคามธรรมชาติต่างๆ ที่ยกมาเป็น ณ” “ว ๆ ตัวอย่างนั้น แม้มีความแตกต่างกันไปตามสภาพ ณั 2 จ ท 4 จ เ พื้นที่ แต่มันได้บอกอะไรกับเราบ้าง? นันคือ โครง สร้างความสัมพันธ์ระหว่างสิงมีชีวิตต่างๆ กับบริเวณ จดรซี้อึ่งมีซีรณเหล่าจั้งฉารงซีวิตถค์ ลึ่งปอ แวดล้อมที่สิงมีชีวิตเหล่านันดํารงชีวิตอยู่ สิงนีช่วย ให้มนุษย์เข้าใจความเป็นไปของสรรพชีวิตบนโลก ง สง็นอึ่งทีสีวิ๓นิ๑นนี่ อย่างไร? รวมถึงมนุษย์เราซึงเป็นสิงมีชีวิตชนิดหนึ่ง 3 ฉะ» เจ ซ่ บนโลกเข้าไจความสัมพันธ์ของตนเองกับโลกที่เรา เห ล อาศัยอยู่นื่อย่างไร? หรือ - เด = ฆู ซ่ ระบบนิเวศทุกๆ ระบบมักจะมีโครงสร้างที่ กําหนดโดยชนิดของสิงมีชีวิตเฉพาะอย่างที่อยู่ใน ะ ระบบนั้นๆ และการกระจายตัวของมัน แม้ระบบ นิเวศจะมีความหลากหลาย แต่โครงสร้างมักจะคล้าย คลิงกัน นันคือ มักประกอบด้วย 2 ส่วนสําคัญ คือ ไว ไว ค 6 ส่วนแรกเป็นส่วน ประกอบที่ไม่มีชีวิต (ล910น๐ ๐๐๓ออท๑๓6) ได้แก่ อนินทรียสาร เช่น นํา ออกซิเจน คาร์บอน เป็นต้น อินทรียสาร เซ่น โปรตีน คาร์โบไฮเตรต ฮิวมัส เป็นต้น และสภาพแวดล้อม 2 = ดี ทางกายภาพ เช่น แสง อุณหภูมิ ความเค็ม ความชีน ไร 3 ป ซ่=== | ซด | เป็นต้น ส่วนที่สองเป็นส่วนประกอบทีมีชีวิต (510ย๐ ๐๐ต0ตธต!) ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ย่อยสลาย ส ซ= =@== เ เ) เมื่อเรานึกถึงสิงมีชีวิต อันได้แก่ พืช สัตว์ = ซูตง # ง ". 0 เจ. = จุลินทรีย์ต่างๆ นั้น เราจําเป็นทิจะต้องเข้าใจถึง ประวัติศาสตร์ของสิ่งแวดล้อมและความเป็นมาของ ๕๑222 ๑2 เช บรรพบุรูษของสิงที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ความสัมพันธ์ 9, น ง ซ่ "ค 2 1 ระหว่างสิงมีชีวิตและสิงแวดล้อมนีมีมานับตังแค่ มี จ ซูส2 "ร การกําเนิดของสิงมีชีวิตบนโลกเมื่อประมาณ 3,500 ล้านปีก่อน เราเข้าใจว่าสิงมีซีวิศในยุคแรกๆ คือ = ส 7. = แบคทีเรีย ซึ่งทําหน้าที่รับพลังงานจากแสงอาทิตย์ มาผ่านกระบวนกวรและคายออกซิเจนออกมา ก่อให้ =๑2 เ- ภ์ = ๕ = เ เกิดสิงมีชีวิตอืนๆ การเกิดขืนของออกซิเจนยังส่ง ง ลเซิอสื้วเคาก รรั้ ผลต่อการก่อเกิดขึ้นของชั้นโอโซนในบรรยากาศ อือ! ฯ มซมูม ทีช่วยปกป้องสิงมีชีวิตจากอันตรายของรังสีอัลตร้วา- สู๑ 4, อ ไวโอเลตอีกด้วย เมือสิงแวดล้อมช่วยให้กําเนิตกับ = 23= = - ฆม ม ส๕ . สิงมีชีวิต สิงมีชีวิตก็ช่วยสร้างสิงแวดล้อมทีเอือคต่อ 9. ว น - ๑ร่ จ การดํารงอยู่ของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ ด้วยเช่นกัน เต ซ@ ล8== ซ่, ดังนัน วิวัฒนาการของสิงมีชีวิต จึงเป็นช่วงเวลา อันยาวนานของกระบวนการปรับตัวของสิงมีชีวิตต่อ , นี่ "2 ว สังคมหรือสิงแวดล้อมทีมันดํารงอยู่ด้วย ตลอดจน 6ร เอร กระบวนการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพล ซี ข้ ต่อสิงมีชีวิตนันๆ ด้วย ณุลส=-มณี่อ@.! คอ เวลาเรามองสิงมีชีวิตที่อยู่บนโลกนี เราอาจ ของระบบนิเวศ มองได้ใน 3 ระดับ คือ ระดับสิงมีชีวิต (๐๕๓บรถ), ระดับประชากร (00๒ลน์๐๓5) และระดับชุมชนสิง มีชีวิต (๐๐๓บณ์นอ5 หรือ ๐๐๐0595(อ5) ดังนั้น ในการศึกษาทางนิเวศวิทยา เราอาจศึกษาพฤติกรรม = ๓ ฯส ของแมลงชนิดใดชนิดหนึ่งในสภาพแวดล้อม แสง = ล ซี อุณหภูมิ ความชืน ทีต่างกัน อันนีเป็นการศึกษา รายชนิดหรือรายตัว เพียง 1 ตัวหรือ 1 กลุ่มทีเป็น ชนิดเดียวกัน? หรือเราอาจสนใจศึกษากลุ่มของสิง ส=== = - ส ย, ส 4 มีชีวิต ณ บริเวณใดบริเวณหนึ่ง เช่น ในเขตพื้นที่ : 3 ุู4 ฒ ณ ๕4 จ ป่าซายเลนแห่งหนึ่งเพื่อคูความสัมพันธ์ซึ่งกันและ กัน” หากเราเดินไปทีรีมแม่นํา แล้วลองยกก้อน 2ชั เง 4 =.4 สู ๕9 ๑@ สส@ 3 หินขึ้นมาสักก้อนหนึ่ง สิงที่เราเห็นก็คือ สิงมีชีวิตหรือ ฝุ ๕๕=== 24 ฟิ” 2. อ 9 - กลุ่มของสิงมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกัน เช่น สัตว์ตัว เล็กๆ อย่าง ไส้เดือน แมงมูม ตะขาบ และแมลง 4 9 เว เลาง. ฉะ พ ต่างๆ เราเรียกลักษณะเช่นนี่ว่า สังคมสิงมีชีวิต เอ, อ ซ่ " ฆมู = (แจทธ 00หมทนตรญ่/) ที่อาศัยอยู่รวมกันได้ก้อนหิน . ล, " ฏู อันถือเป็นทีอยู่อาศัย (กล1131) ของสิงมีชีวิตเหล่า ซ๊ 4 5 ซ ซุซี๑ นัน ทีอยู่อาศัยขนาดเล็กๆ ของสิงมีชีวิตนี จะรวม เด ด ๕ ูซสขอ๑ 4๓ เซ กันเป็นที่อยู่อาศัยของสิงมีชีวิตทีมีขนาดใหญ่ขึ้น จ่ ย ๓ ล เรือยๆ เช่น หากเผอิญหินก้อนนีอยู่ใกล้กับแม่นําหรือ ลําคลอง เราก็จะพบวํา มีสังคมสิงมีชีวิตที่มีขนาด เลืน) ๓รณิ ร ค ศัณ์ร์ ใหญ่ขึน อาทิ กุ้ง กบ เขียด ปลา พืชนํา และหาก ซอ๑รเลิ่งสี๑รร ซือ เรี เราขยายภาพของสังคมสิงมีชีวิตนี่ออกไปอีก เป็น 5โดยส่วนมากจะเป็นการศึกษาในระดับสิ่งมีชีวิต หรือ ระดับประชากรเป็นสําคัญ การศึกษาในลักษณะนี้เรียกว่า ออทีโคโลยี (ลบ6๐๐๐108) เชซ่น นิเวศวิทยาจุลินทรีย์ นิเวศวิทยาแมลง เป็นตัน 5 การศึกษาในลักษณะนี้ มักเป็นการศึกษาในระดับ ๑๐สนรหตรโอร หรือ @อ๐67ร1๑ศท ซึ่งเรียกการศึกษาใน ลักษณะนี้ว่า ซินนีโคไลยี (รห๓6๐๐1087) เช่น เป็นนิเวศ วิทยาแหล่งน้้าจืต นิเวศวิทยาทางทะเล นิเวศวิทยาแหล่ง น้ากร่อย และนิเวศวิทยาภาคพื้นทวีป เป็นต้น งชีวภาพและสังคม โลกทา. ดิ 10 สังคมของสิ่งมีชีวิตในป่าไม้ริมน้้าที่อยู่ถัดไป เราก็ จะพบเห็นว่า สังคมของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กใต้ก้อน หินและริมแม่น้้าที่กล่าวถึงนี้ จะเป็น ส่วนหนึ่งของสังคมสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ ของป่าไม้ อันประกอบไปด้วยสิ่งมีชีวิต อีกมากมาย อาทิ นก หนู ง สัตว์ป่า และต้นไม้นานาชนิด เป็นต้น ในสภาพแวดล้อมที่เราพบเห็น สิ่งมีชีวิตดังกล่าวนั้น ไม่ว่าจะเป็นบน บกหรือในน้้า เราจะไม่ค่อยพบลิ่งมีชีวิต ชนิดใดที่แยกตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่ จะพบสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ อาศัยอยู่ รวมกันเป็นกลุ่มเสมอ ขณะเดียวกัน กลุ่มของสิ่งมีชีวิตก็จะแตกต่างกัน ออกไปตามลักษณะสถานที่อยู่และขนาดของ แหล่งที่อยู่นั้น ๆ การศึกษาสังคมของสิ่งมีชีวิตใน เชิงระบบเช่นนี้7 นับเป็นวิธีการสําคัญที่ทําให้เห็นว่า กระบวนการทําลายสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นนั้น เป็นการ ตัดทอนความสัมพันธ์ของระบบสิ่งมีชีวิตซึ่งมีความ หลากหลายและเกื้อกูลกันอย่างสมดุล ในขณะที่มนุษย์เรามีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อม นั้น สิ่งแวดล้อมเองก็มีอิทธิพลกับเราเซ่นกัน มนุษย์ เรากีเหมือนกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ต้องพึ่งพาสิ่งแวดล้อม เพื่อความอยู่รอด และตูเหมือนสิ่งแวดล้อมที่สําคัญ ต่อทุกสิ่งมีชีวิตบนโลกก็คือ ดวงอาทิตย์ ถ้าหาก ปราศจากความร้อนจากแสงอาทิตย์แล้ว โลกนี้ก็ 'การศึกษาสังคมของสิ่งมีชีวิต ในลักษณะดังกล่าวข้าง ต้น โดยเฉพาะสังคมของพืข โดยนักพฤกษศาสตร์คน สําคัญของอังกฤษชื่อ 6ทย โก86ห ได้นําไปผู่การ บัญญัติศัพท์ว่า ระบบนิเวต หรือ 8๐๐5%3!๐ก: เป็นครั้งแรก เมื่อปี ค.ศ.1935 และด้วยลักษณะของความสัมพันธ์ดังกล่าว ทําให้ขอบเขตของการศึกษานิเวศวิทยาและระบบนิเวศ มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์จากหน่วยที่เล็กที่สุดคือ โมเดกุล ไปสู่หน่วยที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ คือ ยืนส์ เซลล์ อวัยวะ สิ่งมีชีวิต ประชากร และขุมชน ตามตําดับ โดยที่การประกอบกัน ของส่วนย่อยๆ หรือระบบย่อยๆ เหล่านี้ทั้งหมด เราเรียกว่า .ระบบชีวาลัยหรือชีวมณฑล (๒ก่๐50๐16) นั้นเอง ซู[ ภายใส้ก้ยนหินจิมแม่น่าตําขาวในป่าไม้ อาจมีผังคมของติ่งมีชีวิตหลากหลาย ขนิด เป็นส่วนหนึ่งของตังคมติ้งมีชีวิตที่ใหญ่ขึ้นในป๋าต้นน้าและปตายน้า (ในภาพ ก้อนหืนที่สายนําพัตพาบาจากนําดกไขเบอร์ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ ป่าด้วยชาแข้ง) " ล ฉ่.สส= คงจะกลายเป็นนําแข็งทีปราศจากสิงมีชีวิต แสง อาทิตย์ให้พลังงานที่จําเป็นต่อการดํารงชีพของ สรรพชีวิต ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของอาหาร ถ่านหิน น้า เป็นต้น พลังงานความร้อนที่ส่องลงมายังแผ่นดิน ของโลกและอากาศที่อยู่รอบๆ ผิวโลก จะส่งผลให้ เกิดการไหลเวียนของกระแสลมและการหมุนเวียน ของกระแสน้า อันนําไปสู่การสร้างความชื้นในบรร- ยากาศ กระบวนการเหล่านี้มีความสําคัญอย่างยิ่ง ยวดต่อการปรากฏมีของสิ่งมีชีวิตบนโลก ในโครงสร้างของระบบนิเวศ พืชสีเขียวจะ ทําหน้าที่สําคัญในการนําพลังงานแสงอาทิตย์ มา สังเคราะห์อาหารขึ้นได้เองจากแร่ธาตุและสารที่มี อยู่ตามธรรมชาติ เราเรียกขบวนการนี้ว่า “การ สังเคราะห์แสง” และเรียกพืชสีเขียวว่า “ผู้ผลิต” อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ผลิตอื่นที่ไม่ใช่พืชสีเขียวด้วย เช่น ในน้้าก็อาจรวมถึงพวกแพลงก์ตอนพืช แบค ทีเรียบางชนิต สัตว์ต่างๆ ซึ่งไม่สามารถลสังเคราะห์ อาหารขึ้นได้เองจําเป็นต้องอาศัยจวกพืช เราเรียก พวกนี้ว่า “ผู้บริโภค” ในระบบนิเวศหนึ่งๆ ผู้ผลิต นั้นมีความสําคัญมาก เพราะถือเป็นตัวเริ่มต้น และ เป็นส่วนเชื่อมต่อระหว่างส่วนประทอบที่ไม่มีชีวิตเข้า กับส่วนประกอบที่มีชีวิตอื่นๆ หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นตัวที่ทําหน้าที่แปลงอนินทรียสารเป็นอินทรีย- สารที่สิ่งมีชีวิตเอาไปใช้ได้นั้นเอง นอกจากนี้ใน องค์ประกอบของระบบนิเวศจะขาดเสียไม่ได้ซึ่ง “ผู้ย่อยสลาย” อันได้แก่ จลินทรีย์ต่างๆ ซึ่งทํา หน้าที่เปลี่ยนอินทรียสารจากผู้ผลิตและผู้บริโภค ให้เป็นฮิวมัสในกระบวนการย่อยสลาย และเปลี่ยน ฮิวมัสกลับไปเป็นแร่ธาตุหรืออนินทรียสารที่ผู้ผลิต สามารถดูตซึมไปเป็นอาหาร (แผนภูมิที่ 1) ในแง๋ นี้ย้อมมองได้ไม่ยากเลยว่า จุลินทรีย์หรือผู้ย่อย สลายนั้นก็คือ ผู้เก็บขยะตามธรรมชาตินั้นเอง ช่วย ทําความสะอาดโลก หาไม่แล้วบนผืนโลกก็คงเต็ม ไปด้วยของเสียจากทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค รา = ะ , " สิงมีชีวิตต่างๆ ในระบบนิเวศนั้น ต่างก็มีบท บาทเชิงนิเวศ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต ผู้บริโภคหรือ เซ ๕ ส== ส = ฮั ผู้ย่อยสลายก็ตาม สิงมีชีวิตและบทบาททีเกิดขึ้นใน = ฮัล5 4 กระบวนกภารของระบบนิเวศนี มีทั้งที่เราสามารถมอง ส ง ซอ้2- เห็นได้ด้วยตาเปล่าและไม่สามารถมองเห็นได้ด้วย ตาเปล่า แม้ว่าสภาพแวดล้อมรอบตัวเรา เช่น ใน ซี เล เจร 4 = ป่าทีเงียบสงบ นํานิงๆ ในแม่นําลําคลอง ซึงดูเหมือน จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่หากเราศึกษาในราย เค 1 = เจ่ ละเอียดแล้วจะพบว่า ในระบบนิเวศจะมีการเปลี่ยน แปลงอยู่ตลอดเวลา ส่ ส ๓. - ส 2 แผนหภูมท 1 แสดงการเคลื่อนที่ของพลังงานในลักษณะที่ไม่เปนวงจร และการเคลอนทีของสารอาหารเป็น วงจรในระบบบนีเวศ "= ธั. การเคลือนทีของพลังงาน «-- การเคลื่อนที่ของสารอาหาร ในระบบนิเวศหนึ่งๆ ผู้ผลิตในระบบนิเวศเป็น พวกที่สามารถเปลี่ยนพลังงานแสงให้เป็นพลังงาน เคมีแล้วนําพลังงานเคมีนี้ไปสังเคราะห์สารประกอบ ที่มีโครงสร้างอย่างง่าย คือคาร์บอนไตออกไซด์ ให้ เป็นสารประกอบที่มีโครงสร้างซับซ้อน และมี พลังงานสูง เช่น คาร์โบไฮเครด พลังงานที่ผู้ผลิต รับไว้และเปลี่ยนไปอยู่ในรูปสารอาหารนี้จะมีการ ถ่ายทอดไปตามลําคับขั้นของการกินอาหารภายใน ระบบนิเวศจากผู้ผลิตไปฮู่ผู้บริโภค และจากผู้บริโภค พลังงานและธาตุอาหารในระบบนิเวศ ไปสู่ผู้บริโภคในอันดับต่อๆ ไป เป็นลักษณะที่เรา มักเรียกกันว่า “ห่วงโซ่อาหาร” (0๐4 ๐ยมก) ทุก ขั้นของการถ่ายทอดจะมีการสูญเสียพลังงานออกไป 80-90% ตามหลักของธรรมชาติ ลําดับของลูกโซ่ จึงมีจํานวนจํากัด ปกติจะสิ้นสุดในระดับที่สี่หรือห้า เท่านั้น ห่วงโซ่อาหารที่มีลักษณะสั้น แสดงว่ามี พลังงานรั่วไหลโปจากลูกโซ่ได้น้อย ตัวอย่างของห่วงโซ่อาหารอย่างง่ายๆ ก็เช่น ระบบนิเวศในบริเวณทุ่งนา ที่มีพืซสีเขียว เช่น หญ้า สททางชีวภาพและสังคม ข้าว หรือพืชอื่นๆ เป็นผู้ผลิต เนื่องจากสามารถ สังเคราะห์แสงได้ ผู้บริโภคอันดับแรกอารได้แก่ หนอนซึ่งเป็นลัตว์ที่กัดกินไนพืช (๒๐๓เขอ๕65) จาก นั้นหมยนอาจถูกกินโดยนกกระจิบ ซึ่งก็เป็นผู้บริโภค อันดับสอง และเหยี่กวก็ภาจมากินนกกระจิบยีกต่อ หนึ่งเป็นผู้บริโภคอันดับสุดท้าย เศษซากอยินทรีย์ จากลําคับของพางกินในห่วงโซ่อาหวรนี้ มักมีสิ่งมี ชีวิตขนาดเล็ก เซ้น จุลินทรีย์ ไส้เดือน รา เข้ามา ช่วยกันเป็นผู้ย้อยสลาย (ตูแผนภาพที่ 1) ในสภาพธรรมชาติจริงๆ แล้ว ลําดับขั้นของ การกินกันเป็นทอด ๆ นี้ไม่ได้มีลําคับที่แนนอน เพราะผู้ล่าชนิดหนึ่งอาจกินอาหารได้หลายชนิด ขณะเดียวกันก็อาจตกเป็นเหยื่อของผู้ล่าชนิดอื่น อีกหลายซนิดเช่นกัน การถ่ายทอดพลังงานจึงมี ความซับซ้อนมากขึ้น และสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันไป มาในลักษณะ “ขํายไยฮาหาร” (ก๓๐๕ พ๐๒) เก ด้วอย่างเช่น ช่ายไยอาหารของสิ่งมีชีวิตในท้องทะเธ (ดูแผนภาพที่ ว การไหลเวียนพลังงานในระบบนิเวศนี้ จะ เป็นไปในทิศทางเดียว คือเริ่มตันจากผู้ผลิตไปยั3 ผู้บริโภคเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็มีการสูญเสียพลัง งานออกไปในแต่ละล่าคับขั้น จึงไม่มีการเคลื่อน กลับเป็นวัฏจักร แต่การเคลื่อนย้ายสารอาหาร มี ลักษณะเป็นวัฏจักร เพราะมีผู้ย่อยสลายเป็นคัว เชื่อมโยงที่สําคัญ (แผนภูมิที่ 1) เพื่อให้ผู้ผลิต โดยเฉพาะพืชสีเขียวนําไปใช้ในการด้ารงชีพและ เพื่อให้ขบวนการสังเคราะห์แลงค้าเนินต่อไป เป็น การเริ่มต้นวงจรของการหมุนเวียนสารอาหารใน ระบบนิเวศต่อไปอีท วัฏจักรของธาตุอาหารใน ระบบนิเวศตังกล่าวนั้น ถือใต้ว่าเป็นวงวัฏของความ สัมพันธ์หรือกระบวนการเคลื่อนย้ายของแร่ธาตุ อากาศ น้้า และสารประกอบทางเคมีจากสภาพแวด : ห่วงโซ่อาหาร ([เหพ| ๓ใบยก) พืชสังเคราะห์พลังงานจากแสงอาทิตย์ ท่อให้เกิดลูกโซ่สืบเนื่อง กันไปสู่ลูกโซ่ลําตับต่อๆ ไป คือ สัตว์กินพีซ สัตว์กินเนื้อ ผู้ย่อยสลาย กลายเป็นเศษขากอินทรีย์ในที่สุด ที่มา : ]แยร://ไฟตา. ๒ /[(พ“ม19520เ0ไร| แผนภาพที่ 2 : แสดงข่ายไยอาหวาร (เหฟ “ท ซึ่งเปนระบบลูกโซ่อาหาร มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ลําดับ ก้นของการถันกันเป็นทอดๆ ไม่ได้มีลําตับที่แน่นอน เพราะ ผู้ลําชนิดหนึ่งอาจกืนอาหารได้หลา ยซนิด ขณะเดียว กันกอาจตกเปนเหยื่อข องผู้ลํา โดอื่นอีกหลายชนิดเช่นกัน การถ่ายทอดพลังงานจึงมีความซับซ้อนมากขึ้น และ สัมพันธ์เกี่ยวโยงกันไปมา ในภาพเป็นตัวอย่างข่ายใยอาหารที่เกิดขึ้นในทวีปแอนดาร์คติก ภาพจาก : 4 แน โหแมอตา4งเททหอุทธ์ปอ๒[02 ซ่ ง เว ฮ่ 2. ล้อมเข้าสู่สิ่งมีชีวิต แล้วไหลวนกลับสู่ส่วนทีเป็นผิว โลกและบรรยากาศหรือสภาพแวดล้อมในระบบ ๓, โฟ 3 นิเวศอย่างเดิมนั้นเอง (ดูแผนภาพที 3) กระบวนการ ง ะ เคลื่อนย้ายของสารประกอบได้แก่ วัฏจักรของนํา ส่วนการเคลื่อนย้ายหมุนเวียนของแร่ธาตุ ได้แก่ จักธี จวั” จกรักรตภทรี วัฏจักรคาร์บอน วัฏจักรในโตรเจน วัฏจักรออกซิเจน /ใดทต7/[เหทให ไพ|1แทก] ฉ่ ง ต ง๑ลโร. สุสส ร ซึ่งแหล่งสะสมของแร่ธาตุเหล่านี่ส่วนหนึ่งก็คือ อยู่ , - ในรูปของกถ้าซในบรรยากาศที่เราหายใจเข้าไป ข่ ซั ส ถุ นันเอง นอกจากนี่ยังมีการหมุนเวียนของแร่ธาตุ ถุ ส 42= ง ป ไดลป่ อีกส่วนหนึ่งที่มีแหล่งสะสมส่วนใหญ่อยู่ในสภาพ - ๑ เง ตะกอนดิน หิน ธาตุเหล่านีจะเข้าสู่วัฏจักรการหมุน ศศ : 2. เวียนได้ก็ด้วยการผุกร่อนจากสภาพดิน ฟ้า อากาศ ตสัมพันธ์ ระบบนิเวศ : สรรพ' สังคม โลกทางชีวภาพแล: เมฆฝน ล้. ตกลงสู่พัน เซ่น วัฏจักรกํามะถัน วัฏจักรฟอสฟอรัส ฯลฯ และ จุดนี้เองย่อมทําให้เราเห็นว่ากระบวนการเปลี่ยน แปลงที่เกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิตนั้น ย่อมเกิดขึ้นควบคู่ กับกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของพื้น ผิวโลกที่เราเห็นเป็นสัณฐานของภูเขา เป็นแม่น้้า หาดทราย ห้องทะเล เป็นต้น ไปพร้อมๆ กันอย่าง ไม่เคยหยุดนิ่ง ซึ่ ๓๑ เซ " 0- 4, “ ซ 4 - แผนภาพท 3 : วัฏจักรของนํา นําเป็นตัวกลางของกระบวนการต่างๆ ไนสิงมีขีวิต การหมุนเวียนเป็นวัฏจักรส่วน ใหญ่เป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างผิวโลกและบรรยากาคโดย การระเทยและการกลันตัวถลับลงมาไนรูปข องฝน หมอก นําค้าง ก่อตัวเป็นเมฆ การระเทย เ เร, 94 ง สําหรับวัฏจักรทีเรามักคุ้นเคยกันเป็นอย่าง - จ ฮ่ ร ๕ ดตีก็คือ วัฏจักรของนํา (แผนภาพที่ 3) เพราะนําเป็น ตัวกลางของกระบวนการด่างๆ ในสิงมีชีวิต การหมุน ส อ ข่ ก ง เวียนเป็นวัฏจักรส่วนใหญ่เป็นการแลกเปลี่ยน ระหว่างผิวโลกและบรรยากาศโดยการระเหยและ เร ร การกลันตัวกลับลงมาในรูปของฝน หมอก นําคต้าง ซี่ ร 2 หา เป็นต้น ซึงการระเหยและส่วนที่กลับคืนสู่ผิวโลก ในแต่ละแห่งขึ้นกับสภาพภูมิอากาศและฤดูกาล เช่น มักจะเกิดขึ้นมากบริเวณเสันตูนย์สูตรและใกล้เคียง แล้วลดน้อยลงในแถบขั้วโลก และจุดนี้เองจึงมีส่วน ในการกําหนดการแพรกระจายของสิ่งมีซีวิตตลอดจน โครงสร้างของระบบนิเวศไนแต่ละแห่งของโลกด้วย ส่วนการหมุนเวียนของแรธาตุนั้น อาจมีชื่อ ได้หลายอย่าง เช่น วัฏจักรคาร์บอน วัฏจักรในโตร เจน วัฏจักรออกซิเจน เป็นต้น แล้วแต่วาจะพุ่ง ความสนใจไปที่เรื่องได เช่น ถ้าเป็นเรื่องคาร์บอน ก็ เรียกว่า วัฏจักรตาร์บอน ซึ่งกระบวนการเคลื่อนย้าย ที่สําคัญก็คือ กระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช นั้นเอง ที่เปลี่ยนเอาคาร์บอนไดออกไซต์จากอากาศ หมุนเวียนเข้าสู่สิ่งมีชีวิคในรูปของคาร์โบไฮเดรด เมื่อพืชนั้นดายลงและบางส่วนถูกย่อยสลายก็จะมี ตาร์บอนบางส้วนหมุนเวียนกลับสู่บรรยากาศในรูป ตาร์บอนไตออกไซต์อีก ส่วนซากที่ไม่มีการย่อย สลายเมื่อทับถมเป็นเวลานานก็จะกลายไปอยู่ใน รูปของถ่านหิน น้ามัน นอกจากนี้ขณะที่พืช สัตว์ ยังมีชีวิตอยู่ คาร์บอนก็ถูกปลดปล่อยสู่บรรยากาศ ได้ตลอดเวลาโดยขบวนการหายไจ และในระหว่าง ขบวนการเหล่านี้ ก็อาจพิจารณาเป็นเรื่องของ วัฏจักรออกซิเจนได้ เพราะเป็นการหมุนเวียนของ ออกซิเจนระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมโดยผ่าน ะบบนิเวศ : สัมพันธ์และสม กระบวนการหายใจและถารสังเคราะห์แสงร่วมกัน นั้นเอง การหมุนเวียนของสารอาหารในระบบนิเวศ ตังกล่าวนั้น มักจะมีความแตกต่างกันระหวาง ระบบนิเวศในเขคร้อนและเชคอบอุ่น เชน ในระบบ นิเวศป่าเขตร้อนนั้นพบว่า แหล่งเก็บสะสมสาร อาหารหลัก ก็คือ มวลชีวภาพทีมีชีวิตของระบบ (คันไม้) นั้นเอง สารฮาหารจะลงสู้ดินโดยกระบวน การย่อยสลายเศษซากพืซและสัตว์ ซึ่งสารอาหาร เหล่านั้นจะถูกดูดกลับเข้าสู่พืชอยางรวดเร็วโดย ระบบรากของพืช ที่มีความสลับซับซ้อนและมี ประสิทธิภาพสูง การสูญเสียสารอาหารออกไป จากระบบโดยการไปกับนํานั้นจึงมีน้อยมาก สวน ในระบบนิเวศป่าเชตอบอุ่นนั้น แหล่งสะสมสาร อาหารหลัก ก็คือดิน ดินในเซตนี้จึงมีปริมาณสาร อินทรีย์สูง การหมุนเวียนสารอาหารจะเกิดชื้นใน อัตราที่ช้ากวา ในจุดนี้บอกเราวํา หากเราทําการ เภษตรในระบบนีเวศปําเขตร้อน ก็เท่ากับว่าโด้ทําลาย แหล่งสะสมสารอาหารและกระบวนการตูดสาร อาหารกลับที่เป็นอยู่ สารอาหารจะสูญเสียออกไป จากระบบอย่างรวดเร็วจากการทําลายป่า และการ ชะล้างพังทะลายไปกับน้า เพราะมีปริมาณฝนสูง กว่าในเขตอบอุ่น ในภาวะวิกฤตหนึ่งๆ ของธรรมชาติ เช่น บริเวณพื้นที่ดินเลว ชาดแร่ธาตุอาหาร ขาดความ อุดมลมบูรณ์ ต้นไม้ที่จะขึ้นในดินนี้จึงต้องลงทุน สร้างระบบรากมากมายเพื่อแก่งแย่งธาตุอาหารที่มี อยู่จํากัด แย่งกันเต็มที่แล้วก็ยังแคระแกทร็นไม่โต สักเท่าไร ในพื้นที่ดินเลวบางแห่ง เราสามารถพบ พืซจําพวกที่ชอบหลอกล่อแมลงมาติตกับ เพื่อเอา โปรตีนจากสัตว์มาเป็นอาหารเสริม อย่างตันหม้อ ข้าวหม้อแกงลิงนั้นประไร หรือไม่ก็พวกกล้วยไม้ ดินที่สามารถขึ้นในคินเลวได้ เพราะมันมีเพื่อนเป็น ราอาศัยอยู่ข้างในรากกล้วยไม้ เมื่อราย่อยสลาย ซากอินทรีย์ในดิน กล้วยไม้ก็ดูดสารอาหารที่ย่อย สลายแล้วได้โดยตรง โดยไม่ต้องแย่งกันกับใคร เป็นต้น สภาพในธรรมชาติดังกล่าว หรือในระบบ %ณิเวศใตๆ ก็ตาม ความสัมพันธ์ภายในระบบนิเวศ ' 5ง 2 2 เพ็ชร “ระบบนิเวศ . สรรพชีวิตสัมพันธ์ ว๕ เซื่ ๕ณ 3 ะ อ ๕ ว ๐ ะ เรจื่ ๕ - เป็นสิ่งที่สลับขับซ้อน เซ้นที่การเติบโดของพืชใน บริเวณดินที่ขาดความอุตมสมบูรณ์นั้น ก็ดํารงอยู่ โดยถูกควบคุมโดยปัจจัยจํากัดของธรรมชาติ นั้น คือความจริงที่ว่า สิ่งแวดล้อมหรือธรรมชาติก็คือ ความซับซ้อนของปัจจัยหรือองค์ประกอบที่มีความ ฒ " อ ย 4 ง สัมพันธ์ต่อกัน ถ้าส่วนใตดส่วนหนึ่งเปลี่ยนแปลงไป ความสัมพันธ์ระหว่างสิงมีซีวิตในระบบนิ ๕๑ ส2๑2 สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศต่างก็มีความเกี่ยว ข้องสัมพันธ์กันในลักษณะใด ลักษณะหนึ่ง และทั้ง ในระหว่างสิ่งมีชีวิตพวกเดียวกันและระหว่างสิ่งมี ชีวิตต่างชนิดภัน การสัมพันธ์หรืออยู่ร่วมกันนี้ก็มี ทั้งแบบที่พึ่งพาอาศัยกัน การแก่งแย่งแข่งขัน (๑๐๓๑๐ยนอก) หรือการเข้าทดแทน (5๒๐๐๐55100) ทั้งนี้ก็เพื่อความอยู่รอดและดํารงเผ่าพันธุ์ของตัวเอง กรณีของไลเคน ดูเหมือนจะเป็นตัวอย่างที่ คลา สติกที่สุดของการพึ่งพา อาศัยกันและกันใน ธรรมชาติ เพราะไลเคนเป็นส่วนผสมของสิ่งมีชีวิต สองชนิดคือ รากับตะไคร่หรือสาหร่าย โดยราจะห่อ ะ : หุ้มเซลล์ตะไคร่ คอยดูค “ เว ร. ป ซับความซึนและแร่ธาตุ แถมเส้นไยของรายัง : จ มู ช่วยทําหน้าที่ใน - จ ซั การยืดเกาะกับพื้น ผิวต่างๆ ทํวให้เรา พบเห็นไลเคนได้ แพร่หลาย ส่วนตะไคร่ = 3 = ก็ทําหน้าทีผลิตอาหาร โดยการสังเคราะห์แสงสําหรับการอยู่ร่วมกัน ความ เด 4 ฟี =. 4 ร 9. มหัศจรรย์ของไลเคนไม่ได้จบลงแค่ตรงนี่ รอยต่าง ว ฒ . = = ตวงที่เราพบเห็นตามก้อนหิน บนดิน และตาม เปลือกต้นไม้ มันบอกอะไรได้มากมาย โดยเฉพาะ โครงสร้างของมันประกอบด้วยเส้นไยของราสานกัน ย่อมกระทบหรือมีอิทธิพลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ไนปัจจัยหรือองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย หรือกล่าวอย่าง ง่ายก็คือ ไม่มีกําแพงหรือสิ่งขวางกั้นในระหว่าง ปัจจัยหรือองค์ประกอบของธรรมชาติหรือระหว่าง ชุมซนสิ่งมีชีวิตกับสภาพแวคล้อม ระบบนิเวศหรือ ธรรมชาติจึงเป็นเรืองของทั้งหมด (๒๐๒๐) มันจึงมีความพรุนกว่าใบไม้ และมีลักษณะคล้าย ฟองน้้าดูครับก๊าซในอากาศได้สะดวก ชับน้าฝน เจือ สารพิษต่างๆ ก็ง่ายด้วย สุขภาพของไลเคนจึงพอ จะเป็นสัญญาณเดือนเรวเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง ของระดับมลภาวะในอากาศได้บ้าง ความสับพันธ์ระหว่างปสารีมอรา (โ5๐๒๐๒๐ กลน๐แอร) หรือทีเรียกว่า เหาฉลามกับ ปลาฉลามเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของ ความสัมพันธ์ในแบบพึ่งพากัน โดย เหาฉลามตัดแปลงครีบหลัง เป็น ปุ่มดูตเกาะติดอยู่กับผิวหนังปลา ฉลาม ได้อาศัยกินอาหารที่เหลือ จากปลาฉลาม และเภาะติดไป กับปลาฉลามโดยไม่ต้องออกแรง เคลื่อนไหว ส่วนปลาฉลามไม่ได้หรือ เสียประโยชน์แต่อย่างใด ความสัมพันธ์ของ สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศนั้น ยังอาจเป็นไปในรูปของ ผู้ลํากับเหยื่อ ซึ่งโดยมาตผู้ลํามักเป็นสัตว์และเป็น พวกที่อาศัยอยู่ในระดับของห่วงโซ่ธาหารที่สูงกว่า เหยื่อ เช็น ความสัมพันธ์ระหว่างงกับกบ นกยาง กับปลา เสือกับกวาง เป็นต้น เวลาเราเดินเข้าไปในปําดิบ เรามักได้เห็น กระเช้าสีดา กล้วยไม้ เฟิร์น เกาะอยู่ตามคาดบไม้ นี่ก็เป็นรูปแบบของการพึ่งพาเช่นกัน โดยพืชกลุ่ม นี้อาศัยเกาะบนเปลือกไม้ใหญ่เพื่อวับแสงอาทิตย์และ - 3 ฮั ๆ ญู บริเวณที่พืชพวกนียืดเกาะยังเป็นแหล่งสะสมอาหาร ต่า จ” ”า 5 ซ่ ที่ไหลซะล้างมาจากเรือนยอดของต้นไม้ โดยทีการ " นิ้ไ: "ก ง ส = เกาะอาศัยนีไม่ได้แย่งอาหารจากไม้ใหญ่ ซึ่งจะผิด เจ ส แฉ เล ฒ เซล กับกาฝาก ที่แม้จะสังเคราะห์แสงได้แต่ก็ยังสร้าง 2 แล /% 40 ไอซื่อ. รากพิเศษเจาะสู่ท่อนํา ท่ออาหารของตันไม้ที่มัน น6. ' เล เล 5 เร อาศัยอยู่ สภาพความสัมพันธ์เช่นนี่ก็คล้ายคลึงกัน ๓ ๆ =ซ่ [2 5 กับกรณีของพยาธิทีเภาะดูตอาหารจากผู้ถูกอาศัย (ก๐056) เช่น คนและสัตว์ต่างๆ เป็นต้น รูปแบบความสัมพันธ์ของสิงมีชีวิตต่างๆ ใน ระบบนิเวศนัน อาจช่วยชี่ให้เราเห็นว่า ทําไมสิงมี ตามธรรมชาติ บริเวณชุมชนของสิงมีชีวิต นั้นย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอจากอิทธิพลของ ปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแก่งแย่งแข่งขันหรือ การอพยพของสิ่งมีชีวิตต่างๆ การพังทะสายหรือการ ทับถมของดินตะกอน ไฟป่า นําท่วม ปริมาณฝน เป็นค้น ตัวอย่างเช่น ขอนไม้ในป๋านัน นับแต่ วินาทีแรกที่ต้นไม้ล้มลง - กระบวนการเปลี่ยนแปลง ๕เลิ๑มี้. ศศ ก็เกิดขึน โดยผู้บุกเบิก แรกๆ ก็คือ พวกแมลง ตีจ จ ปีกแข็งที่เงิมเข้าเจาะกิน (2 ไม้จนเป็นรู จากนันจึง | เฉ/ เณ ชุณ เป็นหน้าทีของสัตว์คัว ! เล็กๆ พวกเห็ดรา -และ ซึ่อรี่ดวารเสซ้จ, มี เมือมีความซีน มีฝนดก แบคทีเรียก็เข้ามาช่วยเร่งขบวนการย่อยสลาย ทําให้ วั ร เปลือกไม้ผุเร็วขึ้น สภาพเซ่นนี้ทําให้สัตว์พวกทาก หอยทาก คัวอ่อนของแมลงเปลือกแข็งบางชนิดได้ 9 9. 1 ”. อาศัยและดํารงอยู่ ส่วนพวกแมลงปีกแข็งทีชอบ =, ย เซีตือ เจาะกินไม้แข็งไม่ชอบสภาวะเช่นนีก็ย่อมผละจากไป ส อ ส่, ด๑๒ว็ว้. บัเปื่ อก๕ปป- ส คงเหลือแต่พวกที่ชอบกินเนื่อไม้เปื่อยยุ่ยเข้าแทนที่ เสถียรภาพของระบบนิเวศ : การเปลี่ยนแปลงและการปรับตัว =- ไจ? - 5 : ว 4” / 5บ ชีวิตหนึ่งๆ จึงอาจมีชีวิตอยู่รอดได้ภายใต้ภาวะที่ไม่ เอื้อต่อการเติบโตหรือดํารงอยู่ หรือการอยู่ร่วมกัน แบบแก่งแย่งกัน สวมารถใช้อธิบายว่าทําไมสิงมีชีวิต ส « ส่ฉ ล== รู =ู=== หนึ่งจึงเข้าแทนที่สิงมีชีวิตอืนหรือเหตุใดสิงมีชีวิตบาง «2 ๕ ส ส ๑ เล พนธุจงงอกงามค ขณะที่อีกซนิตร่วงโรยสูญพันธุ์ไป 4 เ= เฉ ซ่ ซึงเป็นตัวซีให้เห็นความเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวของ ประชากรสิงมีชีวิตไนระบบนิเวศ รวมทั้งเป็นความ เฉ2 2 , ๑ ๓ สัมพันธ์ที่ช่วยรักษาสมคุลทางนิเวศของโลกโดย กลไกของการควบคุมปริมาณและคุณภาพของ ประชากรนันเอง ซึ่งแมลงบางอย่างก็อาจกินราด้วย เมื่อราเมือก และแบคทีเรียทําให้เปลือกไม้ผุสลายลงหมดแล้ว ทากและตัวอ่อนของแมลงชนิดทีอาศัยอยู่ตาม เปลือกไม้ผุก็หมดที่กําบังจึงผละจากไปเช่นกัน ไม้ผู ก็จะกลายเป็นชิวมัสทีอ่อนนุ่ม เหมาะสําหรับเมล็ด @ ว ” = ฮั้ หรือสปอร์ของพืชที่จะงอกหรือเดติบโต ถึงเวลานี ซากไม้ผุก็แทบจะเป็น 4 หนึ่งเดียวกับผืนป่าไป เ คด แล้ว และตอนนีเราก็อาจ พบเห็นสัตว์อื่นๆ เข้ามา ซ่ เซ 3 นี้ได้ เกียวข้องในบริเวณนีได้ เช่น มด ไส้เดือน ค้วง ลก ฉิ้จชื 3 ดิน กิงกือ เป็นตัน หากหันมาตูในป๋า บ้าง การพื้นฟูของสังคม จ % ๑ ย ะ พืชที่ถูกทําลายไปนั้น พืชกลุ่มแรกที่เข้าครอบครอง ซั 4 พืซที่ปรับตัวเข้ากับพื้นที่โล่งแจ้งได้ดี พนท มักเป็นพืซทีปรับตัวเข้ากับพืนที ลิ่งแจ้งได้ดี = ๆ ข้อ 2. "- : = ง ถือเป็นผู้บุกเบิกและพืชอิ่นๆ จึงโตตามมาเรื่อยๆ ต: " เด 2 ตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป อัตรวการพื้นตัว = ง เณ ง ของพืชป่านันจะค่อนข้างเร็วถ้ากล้าไม้เดิมไม่ถูก จ 5 9» เป ฟึ้ เค ซ ทําลายมากนัก แต่ถ้าป่าต้องฟื้นตัวจากเมล็ดพืช วิตสัมพันธ์ ชีวิ ระบบนิเวศ : สรรพ ะสังคม โลททางชีวภาพแล มักใช้เวลานาน และมักต้องอาศัยการงอก และเดิบโดภายใต้รํมไม้บุกเบิก โดย เฉพาะในปําเขตร้อนนันเมล็ดไม้ป่ามัก มีอายุสัน เก็บทิงไว้ในคินไม่ได้นาน ะ ”. " บางครั้งจึงต้องอาศัยการเดินทาง ซ่ ง| 2 ซ่ 4 ของเมล็ดไม้ป่ามาจากแหล่งยิน ซึ่ง จ เล อ ,. 7 เมล็ดไม้ป่าจํานวนไม่น้อยทีอาศัย ลมเป็นตัวกระจายพันธุ์ เช่น ไม้ ตระกูลยาง อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติ ก็มักให้ขอบเขตจํากัดมาด้วยเสมอ - = ส ในแง่ทีว่าผลพรรณไม้หลายชนิดที่ เฮ ฉ่ ย % ต้องพึงพาลมในการกระจายพันธุ์ ก็จะ มีนําหนักค่อนข้างมาก ดังนัน มันก็อาจ ว = ลั ไปไม่ได้ไกลจากค้นแม่มากนัก นอกจากนี้ ป เณ ง 4 เล เณ ฒณ ๕ ส่วนใหญ่ยังต้องพึงพาสัคว์เป็นตัวกระจายพันธุ์ . ณ ซ่ = ค ด้วย ดังนั่นนอกเหนือจากสภาพดิน สภาพภูมิ อากาศจะเป็นตัวจํากัดขอบขีดการพื้นฟูจนอาจ อูภุ” = 2๕ เล ซ่ ทําให้สังคมพืชทีพื้นฟูมาใหม่นันเปลี่ยนสภาพไปแล้ว จ อณะ จ เ๊ |! สม ปัจจัยสําคัญยังเกี่ยวข้องกับแหล่งทีมาของพันธุกรรม ชน0, เจ. จ ก็พิ้ ม จ จ พืชด้วย ถ้าอยู่ไกล ป๋าก็ฟื้นตัวช้าและด้วยความ ๓ ง บ ' หลากหลายของพรรณพืชบางกลุ่มที่คําไปกว่าเดิม ด้วย - 0 : ตัวอย่างดังกล่าว อาจช่วยให้เห็นว่า ระบบ - แล ซ่ ฯ นิเวศนันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ กระบวนการ ส่ = อ ๑ เปลี่ยนแปลงอาจกินระยะเวลาค่างกันมาก โดย เฉพาะในกระบวนการวิวัฒนาการของสึ่งมีชีวิต เซ | 9, ง ซื อาจใช้เวลายาวนาน กว่าที่จะทําให้เราเห็นว่า สิ่งมี ส== เ= เซ ๑ -. เล ชีวิตมีการปรับเปลี่ยนวงวัฏหรือพฤติกรรมใหม่กับ ”, 8 เ = สภาพแวดล้อมทีมันอยู่อาศัย สิงมีชีวิตบางชนิด อาจถูกทําลายลง เพราะไร้สมรรถภาพในการแข่ง 7 ซน ” = ขันแย่งชิงอาหาร การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศหรือ เ= เซ่ ๆ ฏ %” การปรับเปลี่ยนสภาวะแวดล้อมด้านต่างๆ การดับ ซ่ ส๑ 3 ., เค 4. ข่ สูญของสิงมีชีวิตชนิดหนึ่งส่งผลให้เกิดช่องว่างเพื่อ เณ ส= : % สล ให้สิงมีชีวิตชนิดใหม่เบียดแทรกตัวขึ้นมายืดครอง ณั ๆ๕ ส . เล = 2 อ พื้นทีสืบแทนเมือเวลาล่วงไป หรือสิงมีชีวิตบางชนิด " 7 5 ง ซึงอยู่ในภาวะถดถอยอาจอาศัยการปรับดัวหรือ ) «090 ' = 3 3 ๆ.= พัฒนาคุณลักษณะบางประการทีเอื้อให้เกิดการ ๓ 1 สืนซี่ศีกคร ขยายตัวและแผ่รัศมีเข้าครอบครองพื้นทีอีกครั้ง 4 ห หนึ่งได้ =. ฉ่ ฉ่ ถือทวี สังคมของสิงมีชีวิตทีหลากหลายบนผืนทวีป ” โร 4 ,. ไหด ซึงได้พัฒนาผ่านระยะเวลาที่ยาวนานมักสร้างสมดุล เ ส ง จ แห่งพัฒนาการขืนมาได้มากกว่าประชากรของสิงมี == = ซ่ -> ๑ น ชีวิตในระบบนีเวศที่มีอาณาบริเวณจํากัด เช่น บน ส ฒู ซ ซอ= 4 ซ= เกาะซึงมีโอกาสให้กลุ่มสิงมีชีวิตหนึ่งๆ สามารถมี ค้ะ ห ๆะ โอกาสกระจายตัวเข้าครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ได้ มากกว่าและกทลายเป็นลักษณะเด่นครอบงําความ ๓ เร หลากหลายภายในระบบนิเวศของเกาะนั่นเอาไว้ เป็นต้น หลักฐานข้อมูลทางด้านประวัติศาสตร์ - 1ว นีที่ชี้ให้เ เซ ธรรมชาติ มักเต็มไปด้วยกรณีที่ซีไห้เราเห็นถึง การ = ซ่ เฒ เข ก่อร่างสร้างซนิดของประชากรสิงมีชีวิตทีขยาย 7 ว ซู ส ๓ เมนั่ง ตัวอย่างรวดเร็วเมือระบบนิเวศเปิดโอกาสให้ นั้นคือ ฉ่ถีส3๑ซึ่ : % สิงมีชีวิตที่สามารถแผ่รัศมีครอบคลุมอาณาบริเวณ กว้างไกลกว่า ก็เพราะสามารถปรับตัวเข้ากับสภาวะ อี่อห ป แวดล้อมหรือถินทีอยู่ได้หลากหลายประเภทกว่า “ 4 ๑= = เล 5 อันที่จริงระบบนิเวศนัน อาจมองได้ว่าเป็น ซ่ ร, ส » ง ระบบที่รวมของสสารและพลังงานทีดํารงอยู่ใน =. สภาวะที่ห่างไกลจากความสมดุล” โดยสร้างโครง ม - = = ซ 6 ซ่หท *. สร้างทีเป็นอินทรีย์สารจากอนินทรีย์สารที่ได้จาก สภาพแวดล้อมทางกายภาพ หรืออาจจะมองได้ว่า = == = = ส เ ระบบนิเวศก็คือ ระบบผลิตทางชีวภาพทีเปิดให้มี การกระจายของสสารและพลังงาน ดังนัน การดํารง ซอเมื อยู่ได้ก็ต้องมี ถ่ายเทของพลังงานและการหมุนเวียนของสสาร - ' วามสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับการไหล งมนซูซ่ เก ส ระหว่างสิงมีชีวิตกับสิงแวดล้อม การเปลี่ยนแปลง ล ของสภาพทางทายภาพจึงถูกดึงเข้าไปร่วมใน ๑๑ = ๕ กระบวนการวิวัฒนาการของระบบนิเวศนั้น ภายใต้ ุ ส "ค น การควบคุมต่วงๆ ที่จะมีปรากฏขีน ซึ่งทําให้ระบบ ก -- - มีเสถียรภาพภายในขีตจํากัดของการเปลี่ยนแปลง เว ฯ4 เซร เค 9, สภาวะแวดล้อมหนึ่งๆ ถ้ามีปัจจัยโคมาทําลายความ ฟุ ฆ ๒ูอัง สัมพันธ์ระหว่างระบบกับสภาพแวดล้อมนีก็จะมีผล ทําลายสมดุลของโครงสร้างทางชีวภาพ (ความ จ จ 5. ซุซซ2= 0 " สัมพันธ์ของสิงมีชีวิตต่างๆ ในข่ายใยอาหาร) การ ไหลถ่ายเทพลังงาน และการหมุนเวียนของสสาร เป็นผลให้ระบบนิเวศขาดสมดุล หรือกล่าวง่ายๆ ก็ = “ง: =-. คือ มีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของระบบนิเวศ สข่ย ไปอยู่ในสภาวะที่ต่างไปจากเดิมนั้นเอง ตามปกติ ประวัติวิวัฒนาการนันมักเป็น ม 4 ซิ”. ซ์ = = ปัจจัยที่ชี้ให้เราเห็นถึงเสถียรภาพของระบบนิเวศ 2 สซ่==2> น หนึ่งๆ เพราะระบบที่มีวิวัฒนาการยาวนานย๋อม จ -= = 4 ผ่านกระบวนการคัดเลือกตามธรรมชาติ ทีจะเลือก ” จอคงเซี่เอื้อใจค โครงสร้าง องค์ประกอบและการทํางานที่เยือให้เกิด 4 " เสถียรภาพสูงสุดต่อระบบเอง ที่อาศัยกลไกความ เก ก ส สัมพันธ์ระหว่างสิงมีชีวิตกับสภาพแวดล้อมทีสลับ ล 2 @ 4 ซี ซับซ้อนมาก ดังนัน เราจึงแทบไม่เคยเห็นการ ระบาดของแมลงในระบบนิเวศตามธรรมชาติเลย ผิดกับการระบาดของแมลงในระบบนิเวศเกษตร ถุ จะ สุ่ๆ ง ส ม ส 4 เซ่น นาข้าว ซึงเป็นระบบทีมนุษย์สร้างขึนเพื่อ 8๑๕2่2 ๑ *ดามกฎเทอร์โบไดนาบิคที่ว่า ระบบต่างๆ จะต้องจัด 5. ซู 4 ส ว ตัวให้อยู่ในสภาวะที่มีพลังงานตําที่สุดและมีความไม่เป็น ระเบียบสูงที่สุดเสมอ ประโยชน์สูงสุดของมนุษย์เอง นอกจากนี้ ระบบ นิเวศแค่ละประเภทก็มีกลไกการควบคุมภายใน ของแต่ละระบบที่มีประสิทธิภาพแตกต่างกันออก ไปด้วย อย่างไรก็ตาม เป็นที่ยอมรับกันว่า กลไกที่ ทําหน้าที่ควบคุมระบบนิเวศหรือสภาพแวดล้อม ของโลกนั้นมีความสลับขับซ้อน เพราะมีกลไกมาก มายที่เข้ามาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในการควบคุม ปฏิสัมพันธ์ต่างๆ ของระบบ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าภายในระบบนิเวศ หนึ่งๆ นั้น มีความสําคัญในฐานะเป็นห้องเรียนทาง ธรรมชาติอยํางดียิ่ง ซึ่งจะทําให้เราเข้าใจถึงขอบเขต และระบบธรรมชาติต่างๆ ตลอดจนความสัมพันธ์ ที่มีต่อกัน ทั้งสภาพทางกายภาพ ภูมิประเทศ สภาพ ดิน หิน กระบวนการทางธรรมชาติ ทั้งหมดนี้ล้วน เป็นตัวกําหนดลักษณะกลุ่มของสิ่งมีชีวิตที่หลาก หลาย ตลอดจนตความหลากหลายของระบบนิเวศ และภาวะความสัมพันธ์ดังกล่าวยังนําไปสู่การซี้ให้ เห็นถึงข้อจํากัดของระบบนิเวศหรือธรรมซาติรวม ถึงการปรับตัว ในระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมรอบๆ ที่ เปลี่ยนไปจะเหมาะสมกภับสิ่งมีชีวิตบางชนิด และไม่ เหมาะกับบางชนิด ตัวที่อยู่รอดก็คือตัวที่สามารถ ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ได้ ระบบนิเวศจึง เป็นพลวัดของความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอด เวลาจากข่ายความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตอันหลาก หลายที่ดําเนินไปควบคู่กับสภาพแวดล้อมที่ประกอบ กันเป็นระบบนิเวศหนึ่งๆ รวมไปถึงว่ายังมีความ สัมพันธ์เชื่อมโยงกับระบบนิเวศอื่นๆ ด้วย เราจะเห็นได้ว่า ระบบนิเวศ คือระบบแห่ง ความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันของระบบย่อย ๆ มาก มาย ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต สิ่งนี้คือความ หลากหลวยทางธรรมชาติ ความหลากหลาย จึงเป็นความงดงามของธรรมชาติ เป็นความ งดงามที่เกื้อกูลสัมพันธ์กันอย่างได้สมดุล และ เป็นสมคุลที่ไม่หยุดนิ่ง แต่เป็นสมดุลที่มีพลวัต หรือมีการเปลี่ยนแปลงปรับตัววัฒนาอยู่ตลอด เวลา “พ๒๑ ว่ ว เวี ง เว 5 เมี่ ๒ เจ 2ร เวง 9 เรี เม จากระบบนิเวศธรรมชาติ สู่การดัด ร เวสาที่เรามืองิริะบบนิเวศดามธรริมชัวติโนที่% "หนัาผาะ ลานิหิน ถ้า: ป่า เป็นต้น เห็นการเปลี่ยน หนึ่งๆ เรามักจะได้เห็นว่วา บันเป็นที่อ้าศัยิข์ สิ่งมี2๐: “แปลงทดแทนของสังคมสิ่งมีชีวิดในสภาพแวดล้อม ชีวิตที่หลากหลาย- ซึ่งบางแห่งอาจเบ็นที่โฉ 09 "ที่โปลี่ยนแปลงไป เช่น พพื้นที่บําโล่งเนื่องจากไฟปํา สังคม ของกลุ่มสิ่งมีชีวิตหนี่งที่จะไม่พบโนที่อินิช้(เซี6 .น้้าทวัม" หรือถูกแผ้วถางโดยมนุษย์กํา ย์กําลังพื้นตัวขึ้น ร0๓3๐) ได้เห็นสังคมของสิ่งมีชีวิต (0๕ ๐๐001 “. มา องค์ประกอบตํางๆ เหล่านี้รวมกันเป็นสภาพซอง เทนญ์๐) ที่อาศัยอยู่ร่วมกันภาษ์ใน้บ้านิขิองมัน: 5 ภูมิทัศน์" "(ล๒ดิ5006) อันหลากหลายที่ปรากฏให้ ซึ่งเป็นถิ่นภําเนิตตามธรรมชาติมากมายไม้ว้วจะ <์ เห็นต่อล่ายตาเรา และนี่ก็คือความหลากหลายของ เป็น ลํานั้ว หาดทราย ห้วยเล็กห้วยน้อย พรูวิมฝั่งนั้ว5 : : ระบับนิเวศด้วยเช่นกัน .' = ผักณะล่2เวจัร และผลกระทบจากการอยู่อาศัย หากเรามองดูชีวิตโลกตลอดช่วงเวลากว่า 3.500 ล้านปีที่ผานมา สิ่งมีชีวิตทุทชีวิตบนโลกนี้ ล้วนสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวอยู่เสมอ ไม่มากก็น้อย การเปลี่ยนแปลงหรือผลกระทบที่ เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับกระบวนการที่หลากหลาย เช่น พฤติกรรมการนก่งแย่งหาอาหารของกลุ่มสิ่งมีชีวิต ต่างๆ การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของการชอน ไซของรากไม้ที่เซชาะหินจนแตกเป็นดิน เป็นตัน สําหรับมนุษย์นั้น บรรพบุรุษของเราถือ กําเนิดขึ้นมาในราว 5 ล้านปีมาแล้ว วิวัฒนาภาร ของสังคมมนุษย์ในช่วงเวลายาวนานที่ผ่านมา ลําเนินควบคู่ไปกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ และโลกกายภาพ มนุษย์สามารถสร้างสรรค์ ลสังคมวัฒนธรรมการอยู่อาศัยของตน และสลืบเผ่า พันธุ์แพร่กระจา ยออกไปเกือบทั่วทุกมุมโลก สาบารถคิดค้นเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบาย ในชีวิต คนจึงเป็นลิ่งมีชีวิตที่มีอิทธิพลต่อการ เปลี่ยนแปลงหรือต่อความมั้นคงของระบบนิเวต โลกอย่างมากมาย ตังจะเห็นว่าได้ก่อให้เกิดการ - = คนในโลกธรรมชาติ: บ้านทีจําลองขึนมา ปฏิวัติครั้งใหญ่ในโลกหลายครั้ง นับแต่การปฏิวัติ ทางเศรษฐกิจ จากวัฒนธรรมการลําสัตว์เก็บของ บํามาเป็นการเกษตรกรรม แล้ววิวัฒนาการมาลู การเป็นสังคมเมือง และการปฏิวัติอุตสาหกรรม ในที่สุด วิวัฒนาการของสังคมมนุษย์นํามาซึ่งการ ก่อสร้างระบบนิเวศที่มนุษย์เป็นผู้ออกแบบขึ้นมา ได้แก่ ระบบนิเวศเมือง-อุตสาหกรรม (ปร0ล๓- ากลนรผารป ๑๐๐ห6เอ5) และระบบนิเวคนาษตร (เฮก์อฟฉพ ๑๐หรเอ๓3) เป็นต้น เมื่อมนุษย์เรานําเอาระบบนิเวศตามธรรม ซาติมาสัมพันธ์ทับชีวิตกิจกรรมของคน ระบบ นิเวศจึงเป็นที่มาของแหล่งปัจจัยในการดํารง ชีวิตของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นในรูปอาหาร ที่อยู่ ฮาศัย ยารักษาโรค ฯลฯ อฮาจกล่าวใได้ว่าลักษณะ ของภูมิประเทศหรือระบบนิเวศในส่วนต่างๆ ของ โลก เป็นเงื่อนไขสําคัญในการก่อให้เกิดวิถีการ ตํารงชีวิต วัฒนธรรมการผลิต ซึ่งบอมเกี่ยวข้อง กับการพึงพาสภาพแวดล้อมดามธรรมชาติแดก ต่างกันไป เช่นที่เรวเห็นซาวบ้านไนภาคเหนือ ๕ 3 5ะ เซ ๑ ล เว ร ๕ ง - ระบบการผลิตและการใช้ประโยชน์จากธรรม ชาติอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นระบบชลประทานแบบ เหมืองฝายที่สามารถส่งน้้าไปยังผืนนาขั้นบันไดได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบไร่หมุนเวียนของชาว กะเหรี่ยง ซึ่งมีการปล่อยผืนนาเก่าไห้ฟื้นฟูตัวเองและ หันไปทําไร่นาอีกผืนในปีต่อมา ไม่มุ่งเอาประโยชน์ จากพื้นที่เดียวข้ากันทุกปี จนดินเสื่อมสภาพ เมื่อ บําฟื้นฟูจนความอุคมของคินกลับคืนมาจึงเวียน กลับมาทํานาไร่บนดินผืนเดิมนั้นอีกครั้ง ซึ่งถือเป็น การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของพันธุ์พืช อาหารในชุมชนและของป่าเอาไว้ ในต้านการเจ็บไข้ ได้ป่วยก็เช่นกัน มนุษย์ได้อาศัยพืชพันธุ์จากปําเป็น สมุนไพรรักษา ซึ่งนอกเหนือจากจะมีการดึงใช้ สมุนไพรจากป่าแล้ว มนุษย์ในชุมชนต่างๆ ได้มี บทบาทสําคัญในการนําพืชพันธุ์สัตว์จากแหล่ง ธรรมชาติมาเพาะเลี้ยง พันธุกรรมที่มีอยู่แล้วโดย ธรรมชาติจึงถูกขยายพันธุ์ คัดเลือกและแพร่ออก ไป ยิ่งชุมชนกระจายดัวออกไปเท่าใด ความอุดม สมบูรณ์ของทรัพยากรพันธุกรรมก็ยิ่งมากขึ้นเป็น เงาคามตัว เพราะแต่ละชุมชนต่างอยู่ในระบบนิเวศ ที่ต่างกัน พืชพรรณที่แต่ละชุมชนใช้จึงสอดคล้อง กับสภาพสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมของ ชุมชนนั้นๆ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับระบบนิเวศ ตามธรรมชาติ ยังสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตค้าน วัฒนธรรม ประเพณี ระบบความคิด ความเชื่อของ มนุษย์ด้วย เช่น ประเพณีของชนเผ่า ใก8๓ล๐ ใน จังหวัด 1.2๓2๐0 ของเกาะ 1เกสล๓ล0 ในฟิลิปปินส์ มีความสัมพันธ์กับทะเลสาบ 1.๑๓๑๐ ความสัมพันธ์ นี้นํามาสู่การที่คนในชุมชนพัฒนาวิธีการจับปลา โดยหลีกเลี่ยงการทําลายพันธุ์ปลาในทะเลสาบ ความสัมพันธ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า มนุษย์ในฐานะ เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติก็มีการจัดปรับการดํารง อยู่ร่วมกันกับธรรมชาติเพื่อความอยู่รอดของคน นอกจากนี้ ระบบนิเวศตามธรรมชาตินั้นยังมีเส้นสาย (กลกหอด” ๐ร 1ร๓๐6) รูปทรง (1๐%6แร๐5) ที่ ประกอบกันเป็นสัณฐาน และเป็นพื้นฐานของความ งามที่ให้คุณคําในเชิงการพักผ่อนหย่อนใจ หรือแรง บันดาลใจของมนุษย์ ดังจะเห็นได้ว่า ชุมชนมนุษย์ ในแต่ละแห่งมักมีถารสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมขึ้น โดยมีพื้นฐานมาจากสิ่งแวดล้อมหรือธรรมชาติรอบๆ ที่ดนอาศัยอยู่ เป็นต้น การเอื้อประโยชน์ของสภาพแวดล้อมคตาม ธรรมซาติต่อวิถีการดํารงซีพของมนุษย์และสรรพ ชีวิตบนโลกนี้ เป็นคุณคําที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ ของการดํารงอยู่ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในแง่มุมใดนั้นก็ มักจะขึ้นกับว่าเราใช้อะไรเป็นศูนย์กลาง เช่นที่มนุษย์ มักมองตนเองเป็นศูนย์กลางและกําหนดค่าของ สภาพแวดล้อมหรือระบบนิเวศหนึ่งๆ ในรูปของ “ทรัพยากร” ที่จะนํามาใช้ประโยชน์กับมนุษย์เอง เช่น เราอาจมองว่า ป่า คือ ธนาคาร (0๐๓๐ 3๓ป) สําหรับฝากทรัพย์สินของแผ่นคินในรูปของสรรพ ชีวิตที่มนุษย์อาจได้ถอนดอกเบี้ยมาใช้ในอนาคต แท้ที่จริงแล้ว ระบบนิเวศหนึ่งๆ ย่อมมี บทบาทหน้าที่ในตัวของตัวเองเสมอในระบบความ สัมพันธ์ตามธรรมชาติ เช่น พื้นที่ชุ่มน้า เป็นระบบ นิเวศหนึ่งที่ทําหน้าที่เป็นถังเก็บน้า ระหว่างที่น้า ไหลบํามากมายจากฝนตกหนัก ทําหน้าที่เป็นถัง เก็บคาร์บอน (8|009ม| ๐00ก 51ญ<) เพราะใน กระบวนการสังเคราะห์แสงนั้น มีการเปลี่ยนจาก โก- อะขมณ์๐ ๐๕๒๐ (คาร์บอนไตออกไซต์ในอากาศ) ไปสู่ 0ะ8มณ์๐ ๐๕๒๐๓ ในรูปของส่วนต่างๆ ของพืช (ข!ลต! ฑลเอท์อ1) ซึ่งเมื่อพืชดตายไปย่อมเกิดการ ย่อยสลายและให้คาร์บอนคืนกลับไปสู่อากาศ ใน ระบบพื้นที่ชุ่มน้ามีเศษซากวัสดุที่ไม่ได้ย่อยสลาย มากมาย (หฤต-ฝ๐๐0๒005๐๕ 0ะชลฑ์๐ ทรไอทฑ์ฆ|) ดังนั้นจึงเป็นถังเก็บคาร์บอน (๐๒๒0๓ 5!@๐) มาก กว่าเป็นแหล่งไห้ตาร์บอน (๐ม5๐๓ 80๒ธ๐8) แต่การ ทําลายพื้นที่ซุ่มน้้าจะทําให้บทบาทนี้กลับตาลปัตร จากการทําหน้าที่ ๐๒๒๐๓ «ญ่ กลายเป็น ๐2๒5000 80เธ8 นั้นคือ คาร์บอนไดออกไซต์จะถูกปลดปล่อย ง. ฮ่ 3. สุ3 3ย22. ออกสูบรรยากาศ และนเองเป็นส่วนหนึ่งทีเกียวข้อง 2 (22บ เ- พันธ์ ง จ ร 4 เว ใช ธะ รื่ ๒ เรื เร ซี ว ว เม ร ๕ แว เพี 3 =: ะ อ เร ๕ ๒ 5 ว ะ ๓ = +ซ กับภาวะโลกร้อน (ฮู!๐58] พลรหก6) อาจกล่าวได้ว่า ระบบนิเวศหนึ่งๆ ย่อมเกี่ยว ข้องกับการธํารงรักษาไว้ซึ่งกระบวนการต่างๆ ของ ระบบธรรมชาติเอง เช่น กระบวนการทางนิเวศวิทยา (๑๐๐1๐081๐21 ๐๕อ55655) ต่างๆ ซึ่งมีทั้งที่เป็น กระบวนการที่ใช้เวลาไม่มากนัก เซ่น เราอาจมอง ถึงการงอกของเมล็ดพืช หรือการอพยพเคลื่อนย้าย ถิ่นของนกในฤดูหนาว หรือเป็นกระบวนการที่ยาว นานต่อเนื่อง เช่น เราอาจนึกถึงกระบวนการทดแทน หรือวิวัฒนาการ (รน๐๐๐551อ0 ลก ๐๒0ในนอท ฏิ6๐ออ5ร658) ที่กว่ากลุ่มสิ่งมีชีวิตหนึ่งจะเข้าครอบ ครองพื้นทีหรือถิ่นอาศัยหนึ่งๆ ได้ อย่างกระบวน การพื้นตัวของป่าดังที่กล่าวมาแล้ว ที่สําคัญคือ กระบวนการทางนิเวศนี้ก็มิได้แยกขาดจากระบบ และกระบวนการอื่นๆ เช่น กระบวนการทางธรณี สัณฐาน หรือการกําเนิดของผืนผิวโลก (อ๐0ถา06- 0๐1061๐1 /อ๑๐1อย1อ2] ฏเแฉ๐๐55 ลด์ รห5!อภาร) ร 4 สัส ง ในระบบนิเวศหนึ่งๆ กระบวนการเหล่านี่จึงสัมพันธ์ ลูกบ้านหลังไหม่ของมนุษย์ ๑ จ ย สี่ - จะ กันอยู่ หากแต่บนเงื่อนเวลาทีด่างกัน และระบบ ธรรมชาติเป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างกระบวน กอ ๕ 2 = !' 8 การเหล่านี่ ประโยชน์หรือคุณค่าที่มนุษย์ใด้รับจาก ระบบนิเวศตามธรรมชาติในการดํารงชีวิตอยู่นันก็ ด [. ๓๑ ๓ ขึ้นกับกระบวนการเหล่านี้ในระบบธรรมชาติ ดังนั้น การรักษาระบบนิเวศก็คือ สิงเดียวกับการรักษา ประโยชน์ของมนุษย์ที่ยังยืนนั้นเอง และการตัด แปลงใช้ประโยชน์จากธรรมชาติของมนุษย์ก็ย่อม มีผลกระทบค่อบ้านของมนุษย์เองเช่นกัน = ส ๕== ฒ่ เ= ในระบบนิเวศซึงก็คือ บ้านของสรรพชีวิต - ง บ ร ซ่ ซ่ เ จึงไม่ได้มีความหมายเพียงการเป็นที่อยู่อาศัยเชิง กภายภาพอันปรากฏเป็นสภาพภูบิทัศน์ที่เราเห็น เท่านั้น ส่วนที่ลีกไปกว่านั้นคือ ความสัมพันธ์ที่โยงใย สรรพชีวิตเข้าด้วยกัน ในมุมมองของระบบนิเวศที เราไม่ได้มองมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เราจะพบว่า เด ศค - มนุษย์นันก็มีฐานะเป็นเพียงสิงมีชีวิต (1เหรก8 ร ล = = = ฆา5 ) หนึ่งเท่านั้นในระบบนิเวศหรือธรรมชาติ (1หโลก 15 1 อ ฝ่า6 ทลอ) ส ณ ๐ เมือคนเริมทําการเกษตรกรรม การขยายตัว ของทุ่งหญ้าก็แผ่บริเวณกว้างออกไปเรือยๆ ไม่ใช่ เพียงทุ่งหญ้าที่ใช้เลี่ยงสัตว์เท่านั้น แต่คนเรายัง เม เซ ว ปลูกหญ้าไว้กินด้วย หญ้าที่ว่านี่ก็คือข้าวนั้นเอง และ แม้ว่าข้าวบนโลกนี่จะมีหลากหลายสายพันธุ์ และ เร สว่ 5 เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในหลายๆ พื้นที่ แค่ ข้าวทั้งหมดก็คือหญ้านั้นเอง คนก็เหมือนกับสัตว์ อืนๆ ในโลกที่ กิน ใช้ประโยชน์ จากพืชสัตว์อื่นเพียง ส่วนเคียวของความหลากหลายของสิงมีชีวิตบน ดาวเคราะห์สีนั้วเงินนี้ คังนั้น เมื่อคนเราสามารถ คัดสรรและเลือกแล้วสําหรับธรรมชาติในส่วนที่ตน ซ่ ซ่ 6ง = 9 เองต้องการเป็นพิเศษ สิงมีชีวิตอืนๆ ก็มักจะลดน้อย ม ฒิ ๕ 9 ฒ- - ถอยลงไปพร้อมกับถิ่นที่อยู่อาศัยของมัน จากการ ขยายส่วนที่เป็นความต้องการของมนุษย์นั้นเอง พันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์กํา เนิคขึ้นมาไนโลก จากกระบวนการดามธรรมชาติโดยเหตุผลเช่นเดียว กับการก่อกําเน็ตขึ้นของมนุษย์ อย่างไรก็ดาม มนุษย์ เองได้เข้าไปมีบทบาทค่อการเปลี่ยนแปลงตามธรรม ชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะเวลาเริ่มต้นของยุค เกษตรกรรม เพราะชุบชนของมนุษย์บีการนําพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์จากธรรมชาติมาเพาะเลี้ยงเพื่อเป็นแหล่ง อาหาร พันธุกรรมที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติจึงถูก ขยายพันธุ์ คัดเลือก และแพร่พันธุ์ออกไปดามชุมชน ต่างๆ อย่างกว้างขวาง ยิ่งชุมชนกระจายออกไปเท่า ใค ความอุดมสมบูรณ์ของทวรัพยากรฆผันธุกรรมก็ มากขึ้นเป็นเงาตามตัว เนื่องจากแต่ละชุมชนต่างมี 5) ฆ ลักษณะระบบนิเวศ ลักษณะทางวัฒนธรรม และ = 4 =- อ ว 7 5 เณ” วิถีการดํารงชีพที่แตกต่างกัน พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ = ๑ 5”, ' - « =ํ่ จึงได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับสภาพสังคม สิง แวดล้อมของชุมชนนั้น นาข้าว แปลงสวน ถือเป็น ล ๑เล. ม ระ7 ระบบนิเวศใหม่ที่คนช่วยสร้างขีนมา แต่ก็เป็นที่อาศัย แหล่งหากินของสิงมีชีวิตทีมีการปรับตัวตามธรรม- ชาติให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมคล้ายนาข้าว ล สท เ เ แปลงสวนนั้นอยู่ก่อนแล้ว ขณะเดียวกันปฏิสัมพันธ์ ระหว่างชุมชนมนุษย์กับธรรมชาติ ก็ช่วยให้พันธุ์ , ง ๑ส เ พืชพันธุ์สัตว์ใหม่ๆ เกิดขึ้นด้วย อันเป็นผลจากการ ๓ สม ๕๕ ซ่ ปรับตัวของพืชพันธุ์นั้นๆ เพื่อความสอดคล้องกับ " 4 = การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศดตามธรรมชาติ การเกษตรกรรม เป็นระบบนิเวศที่มนุษย์ ส ๓ ง ออกแบบขึ้นจากระบบนิเวศตามธรรมชาติ ความ ยังยืนของระบบเกษตรกรรมจึงมีความสัมพันธ์ใกล้ ชิดกับระบบความสัมพันธ์ของธรรมชาติ อย่างไร ก็ตาม ปัจจุบันมนุษย์มีแนวโน้มที่จะทําให้ระบบ 2 "ล = สห 0 นิเวศบนโลกนี่เป็นระบบนิเวศที่ไม่ซับซ้อน โดย เฉพาะการเกษตรที่ได้ลดระดับด่างๆ ในห่วงโซ่ ซ่ - อาหารให้เหลือน้อยที่สุด โดยการปลูกพืชชนิด เดียวกันหมด มีการกําจัดวัชพืซและหญ้า รวมทั้ง ล่ 4 เ: เง แมลงที่เป็นประโยชน์ ด้วยการใช้ยากําจัดวัชพืช และยาฆ่าแมลง ทําให้ระบบมีความมันคงน้อยลง ล๓ซื้- ค : หากมีโรคระบาดเกิดขึน โอกาสที่ระบบจะถูกทําลาย ก็เป็นไปได้มาก เช่น การระบาดของแมลงในนาข้าว สึ่เฉิดสื้งเดคละั้ร - " ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพราะความสัมพันธ์ในระบบนิเวศ ส 4๕ ซ่ เกษตรที่มนุษย์สร้างขึ้นนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุด ค เซ . ณุส ของมนุษย์เอง ความสัมพันธ์ระหว่างสิงมีชีวิตที่มีใน " เ ซู. จ 3 ระบบ ก็คือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับข้าวที ง ๕ =สร๑.ร ปลูก ส่วนสิงมีชีวิตอื่น เช่น แมลง สามารถจะ ส เด พัฒนาขึ้นมาใช้ประโยชน์จากตันข้าวนั้น แล้วกลาย ๓ ซ่ 4 ง, เป็นคู่แข่งของมนุษย์ ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่าง ๑ ส๕ส2.ร.ว ะ สิงมีชีวิตอื่นที่จะเป็นกลไกในการควบคุมแมลงนันๆ ล 9 ส ซ : " ยังไม่ได้พัฒนาขึ้นมาหรือถูกจํากัดด้วยปัจจัยภาย ฮ่ จ เซ. จ นอกที่มนุษย์ใส่เข้าไป เช่น การใช้สารเคมีกําจัด "ศศ จ แมลงศัตรูพืช เป็นตัน ระบบนิเวศเมืองก็เหมือนกัน เป็นระบบนิเวศ ที่มนุษย์ออกแบบขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยพลังงานเพิ่ม เดิมจากภายนอก เช่น พลังงานจากน้้ามัน พลังงาน นิวเตลียร์ ฯลฯ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในเมือง นั้นมักผลิตของเสียขึ้นมาเสมอจากทั้งกระบวนการ ผลิต การบริโภค การคมนาคมติดต่อ ฯลฯ ในรูป ของน้้าเสีย ก๊าซต่างๆ จากโรงงานอุตสาหกรรม เป็น ต้น ซึ่งมักก่อผลกระทบเชิงลบต่อระบบนิเวศตาม ธรรมชาติเลมอ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเมืองจะมีธรรม- ชาติเหลืออยู่น้อย แต่โครงสร้างของบ้านเมือง วิถี ชีวิตของผู้คน ก็อาจอยู่ได้อย่างเกื้อกูลกับสิ่งมีชีวิต อื่นๆ ในเมืองได้ด้วย เช่น นกในเมือง หากคนไม่ รบกวนสัตว์ ก็มักจะมีนกเข้ามาอยู่อาศัยมากขึ้นกว่า เมืองอื่น ดามหลักแล้ว หากระบบนิเวศนั้นถูกปล่อย ให้พัฒนาหรือฟื้นฟูตัวเองตามธรรมชาติ โดยมีการ รบกวนไม่มาก สังคมของสิ่งมีชีวิตก็มักจะพัฒนาได้ ถึงจุดที่ธรรมซาติ ภูมิอากาศ และดินในท้องที่นั้น จะอํานวยให้ระบบนิเวศบริเวณนั้นดําเนินต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม โดยธรรมซาติแล้วระบบนิเวศ ต่างๆ มักจะถูกรบกวนเสมอ เซ่น ป่านั้นมักถูก รบกวนจากลมพายุ น้้าป่าพัดพา หรือจากการ เหยียบย้าของช้างป่า ปัจจุบันป่าที่สมบูรณ์มีกลไก วงจรระบบนิเวศที่มีประสิทธิภาพพอที่จะเหลือเป็น แหล่งพันธุทรรมในการพื้นฟูป่านั้นเหลืออยู่น้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับระบบนิเวศที่มีคนรบกวนการ พัฒนาสภาพแวดล้อมตามธรรมซาติยยู่เป็นประจํา ดังนั้น หากว่าเราต้องการรักษาแหล่งพันธุกรรมพืช ปําที่สมบูรณ์นั้นให้คงไว้ ก็จําเป็นที่จะต้องปรับลด การขยายระบบนิเวศที่คนเป็นผู้กําหนด (กเลล หล๐ อ๐05ข5(อ0) ลงไป ด้วยการใช้พื้นที่อย่างมี ประสิทธิภาพและยั้งยืน ไม่ว่าจะเป็นในรูปของการ ทําการเกษตร เช่น เกษตรผสมผสาน วนเกษตร หรือการฟื้นฟูสภาพป่าในรูปป่าชุมชนหรืออื่นๆ แม้ กระทั่งวิถีชีวิตในเมืองก็จําเป็นที่จะต้องมีการฟื้นฟู สภาพแวดตล้อมให้สรรพชีวิตได้เกื้อกูลกัน ร รร๋ ว ฉี เว ๒ = 5ร เวง เร เจ เม “ เชซวภาพและสงคม ง ลกทาง ๒0 สายใยชีวิตทีขาดตอน (สรเท1ออฮเ๓1ไทย ไทยฮ งอเว ฮ๐ |!เห่อ) สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตต่างๆ นั้นมีความสําคัญ หรือมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศทั้งหมด ดังเช่นที่ชนเผ่า ]ศลกลน5 แห่งบราซิลได้เรียนรู้ แหล่งโปรตีนอันดับ 3 ของประเทศบราซิลนั้นมา จากปลา แต่นั้นไม่ใช่เรื่องนําประหลาดใจ เพราะ 1ฆาลนร ตั้งอยู่รมฝั่งแม่น้าอเมซอน แต่ที่น่าดื่นเต้น ก็คือ ปลาที่ใช้เป็นอาหารทั้งหมดนั้น ส่วนหนึ่งวงจร ชีวิตของมันไม่ได้อยู่ในแม่น้า แต่อยู่ในป่า เมื่อน้า ท่วมในแต่ละปี ปลาเหล่านั้นก็จะตามน้าและว่าย ไปอยู่อาศัยบริเวณต้นไม้ในป่า (๒๐๐ แป@) นั้น อาศัยกินอาหารจากเมล็ดพืชและผลไม้ อาจกล่าวได้ ว่า 3 ใน 4 ของอาหารปลาก็คือ ผลิตผลจากป่า ([อ๓๐เ-1์01ล๕๓5) ภารมีป่าน้อยลงจึงหมายถึง การ มีปลาน้อยลง แต่การไม่เข้าใจความสัมพันธ์นี้ ทําให้ ป่าผืนใหญ่ที่ห่างออกไป 100 กิโลเมตรของ !/[ลกล๒5 ถูกคัดลงโดยเจ้าหน้าที่รัฐ สายสัมพันธ์ในธรรมชาติที่เป็นทั้งเหตุและ เป็นทั้งผลต่อกันนั้น เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและ เข้าใจได้ยาก เหมือนกรณีของชนเผ้า ]/โลกลน5 เรา มักจะคันพบความจริง ความสัมพันธ์ดังกล่าวก็มัก จะสายเกินไปเสมอ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราพบว่า มีสิ่งมีชีวิตบนโลกจํานวนมากสูญพันธุ์ไป และอีก จํานวนมากต้องอยู่ในภาวะใกล้ขีดอันตราย โดยที่ มนุษย์เราแทบไม่ได้รู้จักเลย หรือไม่สามารถไข ปริศนาความลับของธรรมชาติเลยด้วยซ้้า ตัวอย่าง ที่มักหยิบยกมาพูดถึงกันเสมอก็คือ กรณีของต้นไม้ บนเกาะ 1เร็ลนณ์บแร ในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเรียก ว่าต้น [0๐ส๐ ((ล]หลบล เณ05) เพราะผลของ มันใช้เป็นอาหารของนก โ๊ิอ๕๐ นกขนาดใหญ่เฉพาะ ถิ่นที่บรรพบุรุษของมัน อาศัยอยู่อย่างปลอดภัยบน เกาะมากว่า 10 ล้านปี โดยไม่มีผู้ล่า จนกระทั่งกลาสี เรือชาวดัทช์และผู้อพยพมาถึงพร้อมด้วยสุนัขและ หมู นกโคโดก็ถูกรบกวนและค่อยๆ ลดจํานวนลง แต่แน่นอนว่ามือะไรมากกว่านั้น เพราะหลังจาก นกโดโดตัวสุดท้ายสูญพันธุ์ไปในปี 1680 ก็ไม่มี ต้นโดโดใหม่งอกให้เห็นเลย เป็นเวลาเกือบ 300 ปี ต้นโดโดล้มดายลงต้นแล้วต้นเล่าโดยไม่มีตันใหม่ งอกขึ้นมาทดแทน จนกระทั่งในทศวรรษ 1970 เหลือต้นไม้โบราณนี้เพียง 13 ต้น ความลับของ ธรรมชาติจึงเปิดเผย เมื่อมีการค้นพบว่าเปลือกของ เมล็ดต้นโดโดนั้นจะต้องผ่านกระบวนการบดย่อยใน กระเพาะของนกโดโดก่อนที่เมล็ดจะงอก การไข ปริศนาดังกล่าวทําให้ต่อมานักวิทยาศาสตร์ก็ '= =- - ๑ ลุ ๕ สามารถพัฒนาวิธีการที่จะทําให้เมล็ดตันโดโดงอก ม ดันโดโดและนกโดโดมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เปลือกของ เมล็ดต้นโดโดนั้นจะต้องผ่านทระบวนการบตย่อยในกระเพาะ ของนกโตโดก่อนที่เมล็ดจะงอก [รูปบน] ภาพวาตนกโดโด ซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้วตั้งแต่ปี ด.ต, 1680 ฆ ซื้อทรร่เงเด็ไดอ้ บ ล เร -: เพื่อแพร่พันธุ์ได้ แค่โลกชนิดไหนกันเล่าที่สามารถ เว ซั ต่ สร้างนกโดโดขึนมาใหม่ได้ ซิกะ ร- ด: การคร้าชีวิตแร้งไนป่าห้วยขาแข้ง ก็อาจเป็น =ูอ ว ร ย 4 อีกตัวอย่างหนึ่งของการทําลายช่วงตอนหนึ่งของ วัฏจักรธรรมชาติ ถ้าพิจารณาลําดับขันการกิน (นอดไห้๐ !6ฯ๕1) ในสายโซ่อาหาร แร้งก็เป็นองค์ ไร . ประกอบอยู่ในโครงสร้างส่วนที่มีชีวิดของระบบนิเวศ มีดําแหน่งและสถานะตามช่องว่างทางนิเวศวิทยา ร 2 ๑, ฮ่ เ= (๑๐๐10816๐ล] ณ์๐๑๐) ทําหน้าที่กินซากสัตว์ (5๐ล- ๑อ๓ธ๐5) สาเหตุของการลดลงของจํานวนแร้งนอก ค เว น4รี ค/ ชร เหนือจากการสูญเสียถินทีอยู่อาศัยแล้ว ส่วนหนึ่ง =ซ ส ะ. = 5 ๕ร = - 2 ก็คือการทีแร้งไปกินซากสัตว์ที่อาจมีสารพิษตกค้าง อ, เล -. 5 เช่นเดียวกับที่เคยมีการศึกษาสารพิษตกค้างไนนก ศค สจด, < ทีเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ ส บ, ฝ ขะร หรือที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง ล้วนพบว่า ปริมาณสารพิษหลายชนิด เช่น 1๐1- 4ท่ต 0 หรือ 0ไว เกินค่ามาครฐาน แม้นก ๕ ๕ สส== ตัวที่แข็งแรงอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ แต่ผลเสียจะตกทอด ไปถึงรุ่นลูกหลาน เช่น ทําให้ออกไข่น้อยลง เปลือก ไข่เปราะบาง แตกง่ายก่อนฟักเป็นตัว เป็นต้น กรณี ' เ» ส ซ่ ของนกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร สัตว์ป๋าสงวนซึงพบเพียง เ 3๑ = ๕ ส จ 4 แห่งเดียวที่บึงบรเพ็ดก็เชื่อกันว่าอาจสูญพันธุ์ไป = 9 เพราะได้รับและสะสมพิษไว้มากเกินไป เนื่องจาก ส= คง ฝุ ๕ เป็นนกที่กินแมลง และในที่ราบลุ่มภาคกลางก็เป็น ซ่ ส= ๆ%.! บริเวณที่มีการใช้สารเคมีกันมิใช่น้อย การศึกษาทางนิเวศวิทยาช่วยให้มนุษย์เข้า ” | เร ง ฉ่ 1 ใจเรืองความสัมพันธ์ต่อกันของชุมชนสิงมีชีวิตต่างๆ 1 2 4. โดยเฉพาะในเรื่องของการกินอาหาร (1๐๐๓8 ๆ ก ล, ๆ ” ว ล. ว รอไลน์0๓5) และนําไปสู่การศึกษาเรื่อง ห่วงโซ่อาหาร (1๐๐ส| ตในมทร) และวงจรอาหาร (1๐0 ๐ห๐185) เศ ย คิดเหล่านี้ได้ว๊า ของสิงมีชีวิต ซึงในเวลาต่อมาแนวคิดเหล่านีได้รับ - ” การอธิบายความสัมพันธ์ในเรื่องสายใยอาหาร (โ๐๐๕ พ๕5) ในระบบนิเวศ ซึ่งจากตัวอย่าง ดังกล่าวข้างตัน อาจทําให้เราพอมองเห็นความ สัมพันธ์ของสรรพชีวิตในระบบนิเวศบางส่วนของ ว ๓ ” | โลกที่ดูเหมือนจะแยกขาดจากกันเป็นเรืองเฉพาะ จุดเฉพาะที่ เราคงมองไม่ออกว่าแร้งในห้วยขาแข้ง ฆํ เร จล» ว จะเกี่ยวโยงกับปลาในแม่นําอเมซอนอย่างไร เพราะ อยู่ห่างจากกันมากด้วยระยะทาง แต่หากเรามอง 2 4จ ย 4 = 1 โลกเป็นระบบนิเวศหนึ่งเซ่นเดียวกับระบบนิเวศป่า ระบบนิเวศในสระ เพียงแต่มีขนาดที่ด่างกันเท่านัน ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆ ภายในระบบ นิเวศดังที่เราเรียนรู้จากตอนต้นนัน ย่อมทําให้เรา ด จน ” =. 2 เห็นว่ามันไม่ได้มีเฉพาะเรืองการกิน รวมทั้งความ สัมพันธ์ดังกล่าวก็ไม่ได้จํากัดหรือดําเนินไปได้เฉพาะ ด 2ลี ส่วนที่เป็นชีวิตหรือมีชีวิตด้วยกันเท่านั้น แต่ยังมี เ” = สส 0 ไฉ0ไ สัณฐาน มีบรรยากาศที่เชื่อมโยงถึงกัน มีวัฏจักร 2 ”. ๑ 4 ของสารอาหารและพลังงานที่เป็นอันเดียวกันด้วย ดูเหมือนคําว่า “ข่ายใยชีวิต” (พ๐๒ ๐[1ษ์๐) ปีซึ้งซื่ก% 3 ะ, จเจจัจเซ็ จะเป็นสิงที่อธิบายหรือแสดงนัยของความสัมพันธ์ เว ๕ = ซ่ - ทั้งมวลของสิงมีชีวิตไนระบบนิเวศที่ถักทอและเชือม โยงกัน (ยา1๐๒๐หอ๓655 ๕ ปทโอะ๕๐๒๐ตตอ๓อ๐) เป็นข่ายใยอย่างแยกกันไม่ออกได้อย่างชัดเจน ดัง เจ, 9, %” ง, =.ซ2. - ถ้อยคําของหัวหน้าเผ่าซีแอดเดิลที่มักได้รับการอ้าง ถึงกันอยู่เสมอ ส นธ์ มพ์ ฑ วิ ชื ระบบนิเวศ : สรรพ' ลกทางชวภาพและสงคม โ เช 1 ส ๕๓ เละ การลดน้อยถอยลงหรือการทีพันธุ์พืช พันธุ์ เ” - ง สัตว์ สิงมีชีวิตอื่นใดสูญหายไปจากโลกอย่างถาวร - 4.2 ร ดังกล่าว ถือเป็นความรุนแรงรูปแบบหนึงทีมนุษย์ ๑ เค ซ่ ซ่ กระท่าต่อธรรมชาติ เป็นการตัดสายใยที่เชือมโยง เล = - 2 -: สัมพันธ์สรรพชีวิตในธรรมชาติออกจากกัน ซึงมี มนุษย์หรือคือนายของธรร ง = ธัย โซ = หลายสิงหลายอย่างทีมนุษย์ยังไม่ตระหนักรู้ หรือ อาจกล่าวได้ว่ามนุษย์รู้จักธรรมชาติน้อยมากว่า 4 อ *. ะไรสัมพันธ์คับอะไร เพราวะฉะนันควรหรือไม่ที่ มนุษย์จะพยายามเข้าไปแทรกแซงครอบงําหรือ 9 = 9 4 ซ่ๆ = ทําลายธรรมชาติ อันอาจก่อผลที่ไม่คาดคิดได้ เลศี ทุกวันนี สังคมของมนุษย์ที่เดิบโตอย่างรวด ซู ซ่ =- ๑ เร็วและโคดเดียวจากธรรมชาติ การทํากิจกรรมของ มนุษย์ได้เข้าไปรบกวนหรือหยุดชะงักการคําเนินไป ของระบบนิเวศ อันเป็นผลมาจากพัฒนาการของ สังคมและความคิดมนุษย์ในด้านสิงแวดล้อมสมัย ใหม่ (ถา0ส๐ อกหระอกอกเล11จ5) โดยเฉพาะ = จ ซ่ ๑ ซ่ 2 ณ์ กระแสความคิดหลักที่กําหนดทิศทางความสัมพันธ์ ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติในปัจจุบันคือ แนวคิด ซ่ | =. ที่เฉ้นเรื่องการจัดการทางวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีในเชิงเหตุและผล โดยมองว่า สิ่งแวด- = 2 ล้อมทางธรรมชาติ (๓ล๒๐) นัน มีความเป็นกลาง (ท๐0ชม) ซึ่งมนุษย์จะต้องเรียนรู้และทําความเข้าใจ โดยการพัฒนากระบวนการทางวิทยาศาสตร์และ ส 4 ซัเคร เทคโนโลยี เพื่อใช้ในการควบคุมและเอื้ออํานวย ง น” %/. เช” ซี ห วิด. คต่อการพัฒนาความก้าวหน้าของสังคมมนุษย์ ด้วย = ๕ = ว 9 ก ก แนวคิดนี จึงเป็นที่มาของคํากล่าวที่ว่า. มนุษย์คือ (1หลต 15 ปัน๐ เทล5166 0 ตลแพอ) ดังนั้นวิทยา- ศาสตร์และเทคโนโลยีจึงเป็นเครื่องมือในการเข้า ควบคุมจัดการธรรมชาติ และทรัพยากรธรรมชาติมี: , ฐานะเพียงปัจจัยการผลิต (1๒0น6)-ของระบบ,: เศรษฐกิจ ) ) การพัฒนาและใช้เทคโนโลยี ในฐานะที่เป็น: เครื่องมือของมนุษย์ในการควบคุมธรรมชาติและ.. อยู่เหนือธรรมชาตินี้เอง จึงนํามาสู่ความห่างเหิน:. เจ้านายของธรรมชาติ มนุษย์อยู่เหนือธรรมชาติ . และแยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติทีละเล็กทีละน้อย และโตยสิ้นเชิง ในยุคนี้มนุษย์มีความสามารถสูง มาก มีวิทยาการที่ก้าวหน้าจะสร้างอะไรก็ได้ จะ เจาะโลกให้ลึกเท่าใดก็ได้ ไม่เพียงเท่านั้นเรากําลัง จะผลิตมนุษย์ให้มีคุณสมบัติและรูปร่างหน้าตา อย่างไรก็ได้ เพราะเรามีความเจริญทางวิทยาการ ด้านพันธุวิศวกรรม วิถีชีวิตของมนุษย์ในสังคมทุก วันนี้จึงมักผูกพันใกล้ชิดอยู่กับเทคโนโลยีมากกว่า ธรรมชาติ โดยเฉพาะมนุษย์ในสังคมเมือง ยิ่งไป กว่านั้น มนุษย์ยังต้องดํารงชีวิตอยู่อย่างพึ่งพิงพึ่งพา และเสพติดเทคโนโลยี (6๐๓๒๐-ล@๕๐6) อีกด้วย ทําให้มนุษย์ไห้ความสําคัญต่อเทคโนโลยีมากไปกว่า ธรรมชาติ มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีมาก กว่าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมซาติไปแล้ว จึงไม่ต้อง แปลกใจที่แม้มนุษย์จะพัฒนาและใช้เทคโนโลยีขึ้น มาแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือการอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติมากขึ้นเท่าใด ก็ดูเหมือนจะยิ่งเป็นการ สะสมปัญหาหรือยิ่งเป็นการทําสายธรรมชาติรุนแรง มากขึ้นทุกที นอกจากนี้ ความเจริญเติบโตของอุตสาห กรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจเองก็ได้ส่งผลให้การ ดีความความหมายของคําว่า “ธรรมชาติ” ที่มีนัยยะ ของการสร้างสรรค์และพลังของความเจริญงอกงาม ผิดเพี้ยนไป “ธรรมชาติ” ถูกแปรเปลี่ยนและใช้ ประโยชน์เป็นเพียงแค่ “ทรัพยากรธรรมชาติ”” หรือ “วัตถุดิบ” (เกอน6) ในทางการผลิตและการค้า ๓อข้น เ เท่านั้น ในสมการทางเศรษฐศาสตร์ คําว่า “เงิน และการลงทุน” จึงถูกให้ความสําคัญมากเทียบเท่า เล ส๕== = เซ กับ “กระบวนการทีมีชีวิตของธรรมชาติ” (|11๐ 106อ5ร อร ตร๐) ยย่างไรก็ตาม เราลืมไปว่า ว ลึ่งสรรหณิเต์กนั้น เงิบไม่ เงินเป็นเพียงสิ่งสมมติเท่านั้น เงินไม่สามารถเปลี่ยน == เล, ฉะ 9, ซืดง, เซ เซ เ๓ ชีวิตได้ คังคํากล่าวที่ว่า “เมือคุณตัดต้นไม้ต้นสุดท้าย จับปลาตัวสุดท้าย ก่อมลภาวะในแม่น่าสายสุดท้าย ส ะ เล 4, : เมื่อถึงเวลานัน คุณจะตระหนักได้ว่า คุณไม่สามารถ บริโภคเงินได้อีกต่อไป” การพัฒนาระบบผู้ชํานาญการและเทคโน- เซ”, 5 = 2 โลยีสมัยใหม่เพื่อมุ่งเอาชนะธรรมชาติและสร้างความ เล, = 3 ๑ ๆ ' มังคั้งทางเศรษฐกิจนีเอง ทําให้มนุษย์เรามุ่งพัฒนา 5 ซ่ สฮ= ส่ สังคมของตน โตยละเลยต่อสังคมของสิงมีชีวิตอิน และละเลย “ขีดจํากัดทางธรรมชาติ” ความสัมพันธ์ ง. ล =@ เซ ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติจึงถูกแปรเปลี่ยนไป ล้ 2 อ ะ| จากพื้นฐานของความรับผิดชอบ ขีดจํากัด การเป็น ป ส ส บ้ ส่วนหนึ่ง และการแลกเปลี่ยนตอบแทน ไปสู่พื้นฐาน . โอคัคงไช้ขีที่ฉิ้นสุด อ้าบ๊ ของการใช้ประโยชน์อย่างไม่มีที่สินสุด ตังนัยยะ ของการพัฒนาเศรษฐกิจในปัจจุบัน : อ ส = นี่หรือไม่ คือการกระทําที่เย่อหยิงอวดดี การ 4, เจ จ ที่ได้ร๊1 ง (ณี ๆ ทรนงตนว่าเป็นผู้ฉลาดล้า ผลที่ได้รับคือมนุษย์กําลัง เจอทางตัน พบกับวิกฤติด้านสิงแวดล้อม ทุกสิงทุก 4 ๑ เๆ 5 ส, อย่างกําลังหวนกลับมาหาตัวมนุษย์เอง โดยทีมนุษย์ เว เซี่2พ4๑4 เซซ่ ๑๕ มักจะหลงลืมที่จะหันไปมองข้อเท็จจริงทีเคยเกิดขิน ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติว่า การทําสายธรรม- =๕ 8, -= ชาติก็คือการทําลายตนเฮง เด็กตือทีเคยสนุกสนาน กับการทดลองอันหลงระเร็งเริมดระหนกตกใจต่อ เซ| “ล มหาภยทตนเองกอขน 9ทรัพยากรธรรมชาติ คําว่า “ทรีพยากร” แด่เดิมหมาย ถึง “ชีวิต” มีรากศัพท์มาจากภาษาลาดินว่า ธ๒86 ซึ่ง บ่งบอกถึงการเกิดและเติบโดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากแผ่นดิน และการแลกเปลี่ยนดอบแทน (๐๐1๒5๐๐ม1) ดังนั้น คําว่า ทรัพยากร หรือ ๐5๐๒๐๐5 นั้นจึงหมายถึง การเกิดขึ้น ครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างต่อเนื่อง แนวคิดนี้จึงให้ความฮําคัญต่อ พลังธรรมชาติอันสร้างธรรค์และไม่บีวันจบอิ้น พันธ์ 1 ระบบนิเวต : สรรพชีวิตสัมพัน: 227 - มนุษย์กับธรรมชาติ ' 0 0 (หรือไม่?) ข ะสังคม ในปลายคริสตทศวรรษ 1960 ถึงต้นคริสต ทศวรรษ 1970 แนวคิดทางนิเวศวิทยาได้งอกงาม ขึ้นมา เป็นพื้นฐานของอุดมการณ์ทางการเมืองแนว ใหม่ที่ปฏิเสธทุนนิยมอุตสาหกรรมที่สร้างวัฒนธรรม แบบบริโภคนิยมขึ้นมาทําลายคุณค่าของความเป็น มนุษย์ ตลอดจนการเน้นย้าปัญหาความเสื่อมโทรม ของสภาพแวคล้อมที่ทําลายคุณภาพชีวิตของมนุษย์ รวมทั้งการเสนอวัฒนธรรมทวนกระแสและจริยธรรม ของถารอยู่แบบร่วมมือกันแทนการแข่งขัน นอกจาก นี้ยังมีความพยายามที่จะเสนอภาพของสังคมใหม่ ที่เน้นการพึ่งดนเองและการเข้าหาธรรมชาติ จุดสนใจแรกดู เหมือนจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ราเซล คาร์สัน (ผล๐๒๐| 0๒550) เขียนหนังสือเรื่อง ฤดูใบไม้ผลิที่เงียบงัน (5ป๑๓6 3กก์ก9) ขึ้นมาใน ปี 2508 จ- เ= ด ๕ คาร์สันเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ลุกขึ้นมาชีให้ ส ระใน8ี2 เห็นถึงมหันตภัยของสารเคมีต่างๆ ที่ใช้กันในชีวิต ประจําวันของมนุษย์และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการ เกษตรกรรมซึ่งมนุษย์ต้องเป็นผู้บริโภคกลับเข้าไป ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เรื่องน่วดื่นตระหนกยังตามมา ด้วย เมื่อสโมสรแห่งโรม (0๒5 ๐[ @๐๓๐) พิมพ์ รายงานเรื่อง “ขีดจํากัดของการเจริญเดิบโด”(โยะ 1โตบ์15 6 ๐๒๓) ขึ้นมาในราวปี พ.ศ. 2515 “ถ้าแนวโน้มการเดิบโดของประชากร อุตสาห- กรรม มลภาวะ การผลิตอาหาร และการใช้ ทรัพยากรธรรมซาติ ยังดําเนินต่อไปไม่เปลี่ยน แปลง โลกจะถึงจุดจ่ากัดของการเดิบโตภายใน 100 ปีข้างหน้านี้ และผลอาจจะร้ายแรงถึงขนาด เกิดการลดจํานวนประชากรและสมรรถนะทาง อุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วรุนแรง” นี่คือส่วนหนึ่งของการทํานายทายทักถึง หายนะของโลกโดยนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งที่ พยายามชี้ให้เห็นว่า โลกจําเป็นจะต้องมีขอบเขตการ เดิบโตทางเศรษฐกิจและประชากร เพราะโลกมี ทรัพยากรจํากัด และรองรับประชากรได้จํวกัดเช่น กัน แต่หากปล่อยให้ทุกอย่างเติบโดอย่างไม่จํากัด อย่างที่เป็นอยู่ ผลก็คือการทําลายตนเอง หากไม่ หาทางเลือกใหม่แล้วล่ะก็ มนุษยชาติไปไม่รอดแน่!! ทางเลือกที่ว่านั้น ดูเหมือนจะเน้นไปในแนว ทางของการปลุกสํานึกที่มนุษย์ควรย่าเกรงธรรม- ชาติขึ้นมาใหม่ ยิ่งเมื่อยานอวกาศอพอลโล 8 ถ่าย รูปของโลกจากอวกวาศลสงมาให้มนุษย์เห็นผืนพิภพ ว โลกทางชีวภาพแล: 15 5 ๑๐ ( ของตนเองเป็นครั้งแรกด้วยแล้ว “ เศ1 ยิงช่วยกระดตุ้นเดือน ให้เห็นว่าที ๆ เล ผ่านมานันมนุษย์แยกตัวออกจาก - โลกที่เป็นจริง ใช้เวลาส่วนใหญ่ กับคอนกรีต พลาสติก และคอม- พิวเตอร์ ลืมไปว่าความเป็นอยู่ของ คนเรานั้นมาจากพื้นพิภพและการ = = อ กระทําใดๆ ก็ตามล้วนโยงไปหา ส % จ พื้นพิภพแทบทั้งสิน การทําลาย ธรรมชาติเท่ากับการฆ่าตัวเอง เพราะสรรพชีวิตต่างต้องอยู่ร่วมกัน “ ซุู- - "ง อันทิจริง วิกฤตสิงแวดล้อม (ต 8 อ ล นันได้รับความสนใจอย่างกว้าง โพ6 พ0พ0 บ0เหตแรรเยผ 0พ [ผมเหดผา 4ผด ทณะเตทหะพผา 4 ๑ ๆ 9/ " การทําให้ความเข้าใจ การตินตัว ของประชาชนไนโลกในระยะ 2 " ทศวรรษทีผ่านมา กลายเป็นการ ด ซ่ เจ กระทําขินมาเพือการเปลี่ยนแปลง ว 7 ส = ไปสู่แนวทางการพัฒนาทียังยืน 4เออ๓สีล 21 ระบุว่า ประชากร การบริโภค และเทคโนโลยี คือ . . = พลังผลักดันหลักที่ทําให้เกิดการ ” 5ง เปลี่ยนแปลงของสิงแวดล้อมโลก ณ ช๊ ๓= 9, คง จ ดังนั้นมีความจําเป็นทีจะต้องมี | การดําเนินการอะไรบ้างที่จะลด ซ่ ซีย รูปแบบการบริโภคที่ฟุ่มเฟือย และไร้ประสิทธิภาพ และสนับ ว = ซ่ ขวางจากประเทศต่างๆ หรือประชาคมโลกเรือยมา อ ด =๑ส นับแต่การจัดประชุมขององค์การสหประชาชาติที่ กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ในปี 1972 และนํา ไปสู่การจัดตังหน่วยงานรับผิดชอบด้านสิงแวดล้อม มุ 9 ส = ง ของประเทศต่างๆ ในเวลาต่อมา ซึงในอีก 15 ปีต่อ ว ส มา เอกสารเผยแพร่ของสหประชาชาติในชื่อ 0๒ธ (อเหอต โจนแพะอ ก็ถือได้ว่าสร้างความฮือฮาได้มาก เฉ ซ่, + เซ - =@ ด้วยการเรียกร้องให้ชาวโลกเปลี่ยนแปลงวิถีการ เจ ส =. ดําเนินชีวิตที่ฟุ่มเฟือย และเปลี่ยนแปลงวิถีทางใน 8 - ฒาซิ่ น/ การพัฒนาในลักษณะที่ปลอดภัยต่อสิงแวดล้อม / เ“ จ, - ตี และให้สอดคล้อง กับข้อจํากัดของธรรมชาติมากขึน ว เ 2จ ซี ทีเรียกกันว่า การพัฒนาทียังยืน (5๒5(ลบาล16 โว@- ง ล สง ๑ « ซ่ ขฯ@๕ไ100เอ๓เ) รายงานดังกล่าวยังมีส่วนสําคัญที ทําให้เกิดการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิงแวด ล้อมและการพัฒนา หรือ โท โลก 5แททา์1 ใน ฮ่2.- ฟู ซ ปี 1992 ที่กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ใน เว ค ๑ 9 ฆ 4 = การประชุมตังกล่าวนี้มีเอกสารสําคัญฉบับหนึ่ง คือ แผนปฏิบัติการ 21 (/เธอ0สล 21)'? ซึ่งถือเสมือน ง, / 4+ เป็นแผนแม่บทของการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกเลย ซีร. ซ ทีเดียว เพราะสิ่งที่ท้าทายในทศวรรษ 1990 ก็คือ 1เธกฝ8 21 มีนัยถึงว่า เป็นแผนการดําเนินงาน ซื เซ ข้. ะ ผาล ” เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงศตวรรษที่ 21 ฒ” ซ่ ว ย- ง สนุนการพัฒนาที่มีความสมคุลอย่างยังยืนระหว่าง การบริโภค ประชากร และสมรรถนะของโลกใน การค้าจุนสิงมีชีวิต (๒อะย5 ไช 5ถ000ธ5นกอ ๐ล0ล๓๑๒) รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและเทคนิค จ. ฮ่ ต่างๆ ที่จะตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ขณะ = » ล =- เดียวกันกับที่มีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ 1 4 - ส 4 ณะ- : อย่างระมัดระวัง ประเด็นที่มักได้รับการกล่าวถึง ณี เจ =- ๆ เสมอในปัญหาเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิงแวด- ล้อมเกือบทุกด้าน ก็คือความสามารถในการรองรับ ง : ๑ส่= (๐ลหเ๓อ 6ลหล๐1๒)'17 ของธรรมชาติทีมีต่อ ประชากร รวมถึงภาวะของทรัพยากรและปัจจัยทาง ด้านสิงแวดล้อม เช่น ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ =- -- และความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นต้น นีอาจ 5 สลขี่ซี้ใช้เฉ็ขา เวตสี่ จะเป็นสัญญาณเดือนที่ชีให้เห็นว่า ระบบนิเวศซึ่ง เป็นระบบสนับสนุนชีวิต (]บ์๐ 5000056 59618๓า) กําลังอยู่ในภาวะวิกฤติ แนวทางด่างๆ มากมายได้ถูกนําเสนอใน ส , 2 จ« - ๑ 2เ8อ0๕ล 21 เพื่อต่อสู้กับความเสือมโทรมของดิน “ดวามสามารถในการรองรับที่มีการนิยามกันใน เจ ส 2๐0@ล 21 หมายถึง ความสามารถของฐานทรัพยากรที จะสนับสนุนและดอบสนองความต้องการต่างๆ ของมนุษย์ได้ โดยไม่บังเกิดการสูญสลาย ผันธ์ ว 5 ร เว ๑ เล จี ค ๒ เว 5ร ง อ ว ม เกทางชวภาพและสงคม อากาศ นั้า การอนุรักษ์บําไม้และความหลากหลาย ของชนิดพันธุ์สิ่งมีชีวิต การต่อสู้กับความยากจน การ แก้ไขปัญหาการบริโภคที่ฟุ่มเฟือย การวางแผน ด้านประชากรและการตั้งถิ่นฐาน การจัดการศึกษา สุขภาพอนามัย การแก้ปัญหาของเมืองใหญ่ๆ ปัญหาเรื่องการเกษตร โดยเห็นพ้องกันว่าจําเป็น ต้องอาศัยบทบาทของคนทุกๆ กลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น รัฐบาล นักธุรกิจ สหภาพแรงงาน นักวิทยาศาสตร์ อาจารย์ คนพื้นเมือง สตรี เด็กและเยาวชน ที่ สําคัญก็คือ ความร่วมมือและความรับผิดชอบร่วม กันในระดับโลกเพื่อการพัฒนาอย่างยังยืนเท่านั้นที่ โลกใบเดียวกัน...แ วิกฤดสิ่งแวดล้อมที่กําลังเผชิญกันอยู่ในเวลา นี้ได้รับการยอมรับว่ามีปฐมเหตุมาจากการมองโลก ทีแตกต่างกัน และการปฏิบัติการด่างๆ ดามการมอง โลกนั้น การมองโลกที่ถูกโจมตีอยู่เสมอก็คือความคิด ที่แบ่งสิ่งต่างๆ ออกเป็นหน่วยย่อยๆ การฟื้นฟูความ สัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาตินั้น จําต้อง อาศัยโลกทัศน์ที่แตกต่างไปจากเดิม ไม่ว่าโลกทัศน์ นั้นจะมาจากการดีความ การคิดค้นขึ้นใหม่จาก = อารยธรรมเคิม การแลวงหาขากา6 วด ไลกก ป วัฒนธรรมอื่นก็ตาม การทําความเขช้งโจกใหน่91 ซ“ ย่อยๆ ของระบบนิเวศซึ่งเป็น จะทําให้มั่นใจว่าทุก ๆ ประเทศทั่วโลกจะมือนาคคที่ มั่งตั้งและปลอดภัยร่วมกัน จุดนี้อาจจะทําให้พอมองเห็นถึงกระแสความ เคลื่อนไหว ความดื่นตัวในระดับโลกที่หันมาสนใจ เรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็น เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพนั้นได้รับการกล่าว ถึงอย่างกว้างขวางในฐานะเป็นระบบค้้าจุนสิ่งมีชีวิต ของโลกหรือชีวาลัย การอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั้งยืน ย่อม เป็นหลักประกันทางด้านอาหาร สุขภาพอนามัยและ อื่นๆ ของประชากรโลก ศาสตร์ที่มุ่งครอบงําและควบคุมธรรมชาติ การเชื่อ ว่าโลกของสิ่งมีชีวิตทํางานอย่างเครื่องยนต์กลไก อันเป็นลักษณะเดียวกับการทํางานของจักรวาล ซึ่ง เราสามารถเข้าใจการทํางานหรือกลไกนี้โดยย่อส่วน ลงไปดูองค์ประกอบย่อยสุดก็คือ อนุภาค ที่มี ลักษณะของแข็ง มีมวล แยกไม่ได้ และเคลื่อนไหว ได้ ในทางดรงกันข้ามฟิสิกส์โหม่สํารวจโลกของ อนุภาคในอะตอม และพบว่าเป็นเพียงสนามของ มม เไปได้ว่า อนุภาคอิสระที่เป็นวัตถุนั้นอาจ ํ หรือเป็นเพียงแนวคิดนามธรรม และเรา (ใม่อิงจนิยกูมัอนุภาคนี้ได้โดยตัวมันเอง คุณสมบัติ ธรรมชาติว่าสัมพันธ์กันอย่างไร ๓ กูตีรัะหนักถึง ฯซผิ่งมันจัะนิก้ถมได้ก็ต่อเมื่อมันมีความสัมพันธ์หรือ ความเป็นเห ตุปัจจัยซึ่งกันและกันข องสิงด่างๆ เน กระทบกับระบบอื่นๆ เท่านั้น นอกจากนี้กฎของ เรียกว่า *องค์รวม” ย่อมทําให้เรา ละเธียดอ่อนขึ้นัติธัยความไม่แน่น้อนอันเป็นพื้นฐานของควอนดัมฟิสิกส์ ที่จะสัมพันธ์กับโลกธรรมชาติ มน วิซาฟิสิกส์ใหม่ที่พัฒนาขึ้นม น ศตวรรษที่ 20 ดูเหมือนจะช่วยคธิผี้ยั้ว ความมั้นใจขึ้นต่อการมองโลกอย่างอ โลกทัศน์เก๋าที่คุกคามความอยู่รอดข . ด้วยการพัฒนาวิธีการและ เป้าหมายทางวิทยา- บั แสดงให้เห็นว่า ผู้ ผู้สังเกตหรือผู้ทดลองนั้นก็มีได้ เรทดลองของเขาเอง ฟรีจ๊อบ คาปรา ผูเชียฟี “เด๋าแห่งฟิสิกส์” และ “โย๐ “๐๒ อรุ65 จึงสรุป เป็นทฤษฎีทางนิเวศวิทยาว่า “เรา ทาร ถึงธรรมชาติโดยไม่พูดถึงตัวเราเอง ไปพร้อมๆ กัน” 230' จากแนวติตตังกล่าว ธาจ ทําไห้เราพอมองเห็นว่า วิทยา- ศาสตร์ในแต่ละยุคสมัยยธิบาย โลกต่างกัน แสละตูกนํามาใช้ ดีความ และขยายการอธิบาย สังคมของมนุษย์กับสรรพชีวิต อื่นๆ ในโลกต่างกัน ทําไมเป็น เช่นนั้น? ...นี้ยาจเป็นผลของการ คันพบ การแสวงหาความรู้และ การรับรู้ไหม่ๆ ของมนุษย์ที่ไม่ หยุดนิ่ง เพื่อการพยายามหาคํา อธิบายใหม่ต่อปรากฏการณ์ ธรรมชาติ รวมถึงการตระหนักว่า การมองความสัมพันธ์ระหว่าง มนุษย์กับธรรมชาติในแง่มุมเก่า ไม่สามารถช่วยให้ปัญหาความ เสื่อมโทรม และการลคน้อยถอยลงของทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดีขึ้นได้ ปัจจุบัน โลกทัศน์แบบแยกส่วนกําสังถูก แทนที่ด้วยโลกทัศน์แบบองค์รวม อันตั้งอยู่บนพื้น ฐานของการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าที่สุด (ฟิสิกส์ใหม่) ในขณะนี้ รวมถึงสอดคล้องกับหลัก ทางนิเวศวิทยาด้วย นั้นคือสัมพันธภาพระหว่าง สรรพรชีวิตที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน และนั้นอาจหมาย ถึงการยินอยู่บนหลักแห่งความเสมอภทคหรือการ คํารงอยู่ของความหลากหลายในโลกธรรมชาติ ที่ผ่านมา กระแสความคิดหรือการมองโลกใน แนวทางนิเวศวิทยาเกิตขึ้นไนหสายทิตทาง ไม่ว่าจะ เป็นศาสนาตะวันออก ความเชื่อของกลุ่มซาติพันธุ์ ไนท้องถิ่นต่างๆ ดํานานยุตบรรพกาส หรือการค้น พบของฟิสิกส์ที่ลงลึกกว่าอะตอมตังกล่าว เป็นตัน ตัวอย่างหนึ่งก็คือ ดํานานปรัมปราเกี่ยวกับ “กายา” (0มล) ซึ่งเป็นตํานานกําเนิตโลกของดินแดนแถบ เมดิเตอร์เรเนียนในยุคก่อนอารยธรรมกรีกและโรมัน ความคิดความเชื่อในเรื่องนี่ได้รับการกล่าวถึงกัน ไม่นัอย 2 ภาพวาดแสดงดํานานปรับปราเกี่ยวกับกําเนิดโลกหรือ “กายา” (6ซ่ล) ตามความเชื่อของกลุ่มซนแถบเมติเตอร์เร.นียนในยุคกอน อารยธรรมกรีกและโรบัน “เป็นอิสระจากทั้งความเกิดและความคับสูญ จากทั้งกาลเวลาและสถาน จากทั้งรูปแบบและ เงื่อนไข ก็คือความว่าง จากความว่างอันเป็นนิรันคร์ ภายารํายรําออกมาและม้วนกายของพระนาง เป็น พิภพที่หมุนกว้าง พระนางก่อรูปขุนเขาตามกระตูก สันหลังและหุบเขาก็เกิดจากรอยเว้าของเนื้อหนัง .+ พืชพันธุ์งอกเงยจวกรูขุมชนพระนาง เติมมหา- สมุทรและหนองบึงให้เต็ม เปิดทางให้แม่น้้าไหลรี่ ผ่านริ้วรอยย่น พระนางกายาเฝ้าอแลให้พืชพันธุ์ และสัตว์น้อยใหญ่เจริญวัยและเมื่อถึงเวลา พระนาง ก็ให้กําเนิคหญิงและชายฝ่ายละหกคนจวกพระ ครรภ์... ภายาผู้เป็นแม่พระธรณี่มองของขวัญผ่าน ผิวพรรณของพระนางและรับผู้ส่วงลับดับสูญคืนสู้ ร่างอย่างมิมีหยุคหย่อน ดังนี้พระนางจึงเป็นที่บูชา ของเหล่าผู้มีอันดับสูญ ผู้ถวายน้้าผึ้งและขนมบั้น ให้แก๋พระนาง วางทิ้งไว้ในหลุมก่อนที่จะเก็บเกี่ยว ทั้งยังสร้างพระวิหารใกล้รอยแยกแห่งแผ่นคิน เพื่อ พันธ์ ระบบนิเวศ : สรรพชีวิตสัมพัน: ะ) ( เล สังคม 23 ) โลกทางชีวภาพแล ร บวงสรวงถวายขนมหวานคืนสู่พระครรภ์ ในความ มืดมิดภายในพระครรภ์นี่แล กายารับของบูชาจาก เหล่าผู้มีอันดับสูญ” ลู ฮู๊ ดํานานแห่งกายาดังกล่าวอาจไม่ได้เป็นที่ยืด ถือและปฏิบัติตามตัวอักษร แต่การหยิบยกขึ้นมา กล่าวถึง ประเด็นสําคัญดูเหมือนจะอยู่ที่การซี้ให้เห็น ว่ามีการแสวงหาโลกทัศน์หรือมุมมองเรื่องธรรมชาติ และลิ่งแวดล้อม รวมทั้งความสัมพันธ์ที่มนุษย์มีต่อ ธรรรมชาติที่แตกต่างออกไป ซึ่งอาจทําไห้พอมอง เห็นถึงประเด็นทางนิเวศวิทยาได้บางประการ เช่น คตีเรื่องแม่พระกายาก็ดุจเดียวกับคติเรื่องแม่พระ ธรณี พระภูมิเจ้าที่ ผีขุนน้า เป็นต้น อันเป็นคดิ ความ เชื่อเกี่ยวกับแผ่นดิน ป่าเขา และผืนน้้า ไม่ว่าผู้คน จะยืดถือเป็นจริงเป็นจังหรือเป็นเพียงอุปมาอุปไมย แต่การมองธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในลักษณะนี้ ย่อมทําให้มนุษย์ตระหนักในชีวิต ลมหายใจ เลือด เนื้อ และจิตวิญญาณ ที่ตํารงอยู่ร่วมกันได้มากขึ้น แทนที่เห็นเป็นเพียง "ทรัพยากร” หรือวัตถุที่จะนํา มาใช้ประโยชน์ตามแต่ชีตความสามารถของมนุษย์ เอง หรือความเชื่อและพิธีกรรมที่ปรากฏในดํานาน ทําให้เห็นว่า มนุษย์ควรตระหนักในความดับสูญที่ จะต้องเกิดแก่ตน ชีวิตมีอยู่ได้ก็ด้วย “ของขวัญ” ที่ กายามอบไห้ แต่ในที่สุดก็ต้องคืนร่างกลับสู่ค้นกําเนิต เตดิม ความเชื่อนี้ย่อมก่อให้เกิดจิตสํานึกผูกพันกับ สิ่งแวดล้อม และแสดงออกด้วยการมอบสิ่งที่ดีที่สุด คืนให้ต้นกําเนิต ก่อนที่จะรับของขวัญสําหรับกาล เวลาที่ชีวิตจะยังคําเนินอยู่ต่อไป ประเด็นนี้อาจนํามาสู่แง่คิดในเรื่องความ สัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ซึ่งโยงกับ ภาวะจิตใจของมนุษย์เอง เพราะเมื่อชาดจิตสํานึก ผูกพันกับพื้นพิภพและสภาวะแวดล้อมรอบดัว ไม่ ว่ามนุษย์จะเชื่อว่ามีชีวิตหรือจิตวิญญาณหรือไม่ เพียงใด มนุษย์จึงรู้สึกพร่อง ขาด แปลกแยก ยัน เป็นภาวะจิตใจของมนุษย์ในสังคมที่ระบบนิเวศเสื่อม .ทราม ซึ่งมีผู้ตีความว่าแท้จริงแล้วมนุษย์ต้องการ จิตที่ผูกพันกับชีวิตรอบข้าง อันขยายขอบเขตไป กว้างขวางกว่าตรอบครัว ซุมชน แต่หมายถึงสิ่ง ต่างๆ ทั้งมวลที่ประกอบเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มนุษย์เอง แต่ภาวะเก็บกด ปิดกั้นความผูกพันที่มี ต่อธรรมชาติย่อมสร้างปมปัญหาในสภาวะจิตใจ ของมนุษย์ และบางทีปัญหาหลายอย่างที่เรามอง ว่าเป็นปัญหาส่วนตัว ปัญหาทางสังคม ปัญหาทาง วัฒนธรรม อาจมาจากสภาพจิตของมนุษย์ที่กําลัง วิกฤตจากภาวะปิดกั้นตัวเองในต้านที่เกี่ยวข้องกับ นิเวศวิทยาหรือสัมพันธ์กับ สภาวะแวดล้อมรอบ ตัวก็เป็นได้ กายาหรือเทพเจ้าแห่งแผ่นดินนั้น ต่อมาได้ กลายไปเป็นชื่อของแนวคิดที่มองว่า โลกเป็นสิ่งมี ชีวิต ซึ่งเสนอโดยเจมส์ เลิพล็อค นักวิทยาศาสตร์ ชาวอังกฤษที่เข้ามารับภารกิจให้กับองค์การนาซ่า ในการพิสูจน์ว่าดาวอังคารนั้นมีลิ่งมีชีวิตอยู่หรือไม่ หรือสิ่งมีชีวิตจะอยู่บนตาวอังคารได้หรือไม่ แต่ แทนที่จะใช้วิธีการส่งเครื่องไม้เครื่องมือหรือขึ้นไป ดั้งสถานีสํารวจกันบนตาวอังคาร เขากับเพื่อนเห็น ว่า น่าจะใช้วิธีตรวจสอบว่าชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้ม โลกและดาวอังคารนั้นมืองค์ประกอบใดบ้างและ เอามาเปรียบเทียบกันดู ซึ่งจากองค์ประกอบของ ก๊าซต่างๆ ที่ห่อหุ้มดาวอังคาร สรุปได้ว่าสิ่งมีชีวิตอยู่ บนดาวอังคารไม่ได้แน่ แต่... สิ่งที่เป็นผลพวงตามมาด้วยก็คือ การ ศึกษาบรรยากาศของโลกนี่เองที่ทําให้เขาค้นพบ สมมติฐานว่า โลกคือองคาพยพที่มีชีวิต และต่อมา ได้พัฒนาเป็นทฤษฎีกายา ซึ่งมองว่า สิ่งมีชีวิตของ โลกได้ปรับสภาพทางกายภาพและเคมีของโลกอยู่ ตลอดเวลา เพื่อให้เหมาะสมกับความจําเป็นในการ คําเนินชีวิต นั้นคือ วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตกับ วิวัฒนาการของก้อนหิน คินทราย และดิน ฟ้าอากาศ นั้นดําเนินไปด้วยกัน โลกเป็นลิ่งมีชีวิตที่ทํางานด้วย พลวัตของขํายความสัมพันธ์แห่งชีวิตอันหลากหลาย เป็นสิ่งมีชีวิดขนาดใหญ่ที่มีมนุษย์และสรรพชีวิตอื่นๆ เป็นล้านๆ ชนิด เป็นเสมือนเซลล์ในเนื้อเยื่อต่างๆ 8, เว - ณั 4 ของโลก การทํางานร่วมกันของสิงมีชีวิตทั้งหลาย ว ๑. == ร ซั = ทําให้โลกดํารงชีวิตอยู่ได้ ในแง่นิ่มนุษย์ก็เป็นเพียง ๑ 5 จ เค ร ซนิดพันธุ์หนึ่งในหลายล้านชนิดบนโลก มนุษย์จะ = 2 จส ส ฆ ๓ ส๕ - มือนาคตยืนนานได้จึงขึ้นกับความสัมพันธ์ที่ถูกต้อง กับถายาหรือโลก มนุษย์จะถึงซึ่งความพินาศหรือ การฆ่าตัวตายทางนิเวศวิทยาเอง ถ้าความสัมพันธ์ ต่อชีวิต สืบชะตา.., เซือมโยงชีวิตคนกับธรรมซาติ #. ย อ 9 ๑ นั้นเป็นไปในทางทําลายล้าง แต่โลกก็จะยังดําเนิน ' ๑ว 0 “ล ด ย ต่อไป แนวคิดนมองว่ามนุษย์ไม่ใช่ศูนย์กสลาง แต่ 9 2 ฯ 2 ๕ จ สนับสนุนหลักการพึงพาอาศัยเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกัน และกันของสิงมีชีวิตทั้งหลาย และด้วยข้อจํากัดใน พลวัตของชีวิตโลกก็จะเป็นหนทางในการแสวงหา วิถีการต่ารงชีวิตร่วมกัน ใ # ไ เก ๑ ซ่ ส่ นสงคมเทยเอง กิมความคดความเชอชง ว จ”, ส 4 = เ ” - เกี่ยวข้องในประเด็นเรืองระบบนิเวศเช่นเดียวกับ ดํานานแห่งกายา ดังจะเห็นได้จากวิถีชีวิควัฒน- ท ะ ธรรมของชุมชนท้องถินกับป่า แม่นํา ดําเนินควบคู๋ 5, จ ๕ » เว กันไปด้วยความผูกพันและเยืออํานวยต่อกันมาช้า นาน ในกระบวนการดํารงชีวิตของชุมชนคนท้องถิน ก็ได้สั่งสมประสบการณ์และการจัดการในการคํารง ร 4 ๆ เร " อยู่ร่วมกันและพึงพาอาศัยภัน อันเป็นพินฐานของ ก 7” ส < [2 - - สังคมวัฒนธรรมที่เห็นได้ชัดเจนในเรืองป่าชุมชน ซึง “ ซ๊ - เป็นการรักษาป่าบนพินฐานความเชือบางประการ อ สุ4 เร ส4 เซ่น ความเชือเรืองผีขุนนําของภาคเหนือ ความเชือ - = บ ส เรืองคอนปู่ดาของภาคอีสาน เป็นต้น ความเชือ ๕ = 9 . ว ง เหล่านีก่อให้เกิดประเพณีการโช้ป่าอย่างอ่อนน้อม %, ซุ จ ซั ๕4 2 " ยําเกรงในบุญคุณและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตอยู่ในป่า 7. สาช้ ซ= 6 และได้พัฒนาเป็นพื้นฐานทางศีลธรรมในภารจัดการ เ= = 4 4 ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเชื่อมโยง โดยตรงกับรูปแบบการผลิตในภาคเกษตร เช่น ใน = %2 4- - จ2 ซ่ - ภาคเหนือนั้นที่ดินทํากินจํากัดเพียงเขตทีราบ ง. ยุ 4 - ระหว่างเชา และเกษตรกรจ่าต้องพึงพิงการควบคุม จ เ-ฯ ะ ๑ 4 = การจัดการทรัพยากรน้าในการผลิตเพื่อให้ได้ผลดี เซ. = ซ๊ “ย ภายในบริบทของระบบนิเวศนี่ ทําให้ชุมชนภาค = ะ ง ส - เหนือมีการจัดดังกลอุ่มเหมืองฝ่าย เพื่อเป็นสึอกกลาง ล เ ง " 9 ในการจัดความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนซึงทําการ “ล: = เ " = ผลิตกับปําดันน่า ชุมชนจะมีการทําพิธีบวงสรวงผี ร 2 *. 9 ะ 4. ขุนนําเพื่อแสดงความกดัญญต่อผีขุนนํา ทีช่วย ดูแลรักษาป่าคันนําและให้น่าในการผลิตกับชุมชน สัร "" นอกจากนี ปัจจุบันมีรูปธรรมให้เห็นมากมาย ย < ว่าองค์กรชาวบ้าน ชุมชนในหลายพื้นทีได้ร่วมกัน วักษาป่า เช่น ชุมชนในเขตป่าของภาคเหนือ อัน เป็นต้นน่าของแม่นําสายสําคัญ คือ ปิง วัง ยม น่าน ด เอเลื ล ะ ะ ซึ่งไหลหล่อเลียงคนลุ่มนําเจ้าพระยาทั้งหมด ได้ เล ส = ประยุกต์พิธีกรรมเป็นกุศโลบายที่ผสมผสานแนวคิด =- - - เซ ความเชือและพิธีกรรมดตามแนวพุทธศาสนา ให้เป็น กลใกในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ โดยการจัด พิธีบวซป่า สืบซะตาแม่นํา พิธีสืบชะตาเป็นประเพณี คื ส๓ ซึ นีหนึ่งที่ชี้ให้เห็ ท้องถินของภาคเหนือ อีกประเพณีหนึ่งทีซีให้เห็น ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรมชาติ หมู่บ้านใน " 2๑ ฒ- 4 %, ภาคเหนือมักประทอบพิธีสืบซะตาบ้านเพื่อให้คนไน หมู่บ้านอยู่เย็นเป็นสุข เป็นภารรักษาทางจิตวิญญาณ ะล ว = นี้ได้ ให้พันจวกความป่วยไข้ทั้งใจกาย การสิบซะตานีได้ ก้าวเลยมาถึงบ้านหลังที่ใหญ่กว่านั้นคือ สายน้า ”. 7 - และป่าไม้ที่รวมกันเป็นระบบนิเวศของซูมซน เป็น 4 = ๑ ===« เซ หนึ่งเดียวกับวิถีชีวิต การบวชป่าและตืบชะตาแม่น่า เณ” ม ๑ - ๓ ' = ตังกล่าวจึงเป็นสือและสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความ ๓ 4 - - ล เศ =- ผูกพันและพึงพาอาศัยกันระหว่างคนกับธรรมชาติ และการปลุกพลัง ปลุกจิตวิญญาณของคน ขุมชน อเลื้ด ฟ้ ะ สาธารณะให้อุกชีนมาปกป้องผินป่า และสายน่าใน =ส# 46. วถทางทยงยน ซีวิตสัมพันธ์ ระบบนเวต ., สรรพ 233 ซั ส = ๕ วี่ ๒ ว3 3 ะ เซ ๆ ๕ ร 5> 2 ะ เรี่ = - ฆ่ ส= « เ ความเชือในเรืองผีปู่ตาในภาคอีสาน ก็เช่น = ค กัน ช่วยให้เกิดกฎเกณฑ์ ข้อปฏิบัติร่วมกันในการ " จ”. ” ม ใช้ป่าของชาวบ้านในชุมชน ซึงไม่เพียงแต่ช่วยใน 8ร การจัดการทรัพยากรในชุมชนเท่านัน แต่ยังให้ คอกผลระยะยาวต่อการอนุรักษ์ความหลากหลาย ของพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ในบริเวณป่าปู่ตาด้วย ฒ 0ึง 3 4 ง เจ กระแสแนวคิดต่างๆ ทีเกิดขึนดังกล่าวข้าง ฒ = ๑ ๆู9 ซี !. ต้นนัน ดูเหมือนจะทําไห้เรามองเห็นได้ว่า ในโลก 9 = "ฏี เดจ ใบเดียวกันหรือในระบบนิเวศโลกนี่ ความสัมพันธ์ ของสรรพชีวิตในระบบนิเวศ หรือหากจะมองความ ขาควัง6ร่ «ล ศศ สัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติก็ตาม ก็เป็น 1 " : ๆ = ล9 . คว เรืองของความเคลื่อนไหวไม่หยุดนึ่ง มีทั้งส่วนที่ กําลังถักทอสายใยหรือความสัมพันธ์เข้าด้วยกัน " =ู5 . - (1๓๒๐อแกล1๐๕ พ๐๒) และมีทั้งส่วนทีกําลังตัดขาด 4 รร.ซึ่ ซ่ ซะ. แยกจากกัน เป็นเรืองของการเปลี่ยนแปลงและเข้า หาสมดุลใหม่อยู่ตลอดเวลา แต่ก็ชี้ให้เห็นว่า กระแส ๓ง - ทีเน้นการมองเชิงระบบ และรวมเอาการแสวงหา การให้ความสําคัญกับรากฐานทางวัฒนธรรมและ ภูมิปัญญาในการคําเนินชีวิตของมนุษย์ ตลอดจน จิตวิญญาณ เข้ากับการจัดการและการแก้ปัญหา ทางคด้านสิงแวดล้อมกําลังเป็นทางเลือกใหม่กับ 9 ๑ ร่ ส๑ ซุ ่ ส ซ่ ล เส้นทางเดิมทีมนุษย์เริมตีบต้น ซึ่งบางทีการฝ่าฟัน = จ ,' เ" 5” วิกฤตของมนุษย์อาจจําเป็นที่จะต้องหันกลับมา เรียนรู้และทําความเข้าใจระบบความสัมพันธ์และ - = ซ่ ไว ความเชซือมโยงภายในระบบนิเวศที่ตนเองเป็นส่วน สุงย เจ้2 หนึ่งด้วยนันเอง บทเรียนจากระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ ชีวาลัย (๒1๐501๒๐) เป็นส่วนหนึ่งของ โลกที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ ซึ่งก็ได้แก่ บริเวณที่เป็น ทะเลหรือมหาสมุทร น้้าจืด บรรยากาศ และชั้นดิน บางส่วน มีผู้เปรียบเทียบว่า ถ้าให้โลกของเราสูงเท่า กับคึก 3 ชั้น ชีวาลัยจะมีความหนาเพียงนิ้วครึ่ง เท่านั้น แสดงว่าบริเวณที่สิ่งมีชีวิตอยู่อาศัยได้นั้น บางมาถ ทรัพยากรธรรมชาติจึงมีจํากัดเกินกว่าที่ เราคาคคิด และมนุษย์เราก็เป็นเพียงส่วนน้อยนิค ของชีวาลัย ทั้งยังต้องพึ่งพาอาศัยลิ่งมีชีวิตอื่นและ สภาพแวดล้อมในชีวาลัยเพื่อการมีชีวิตรอด การมอง ระบบนิเวศตามธรรมชาติจึงนําจะทําให้มนุษย์เข้าใจ ถึงฐานะของตนเองว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบ เท่านั้น บนพื้นฐานของธรรมชาติ มีบทเรียนมากมาย ที่บอกเราหรือเป็นแบบอย่างให้เราสําหรับการจัด ระเบียบของสังคมมนุษย์หลายประการ เช่น ความ หลากหลาย การพึ่งพาอาศัยกันและกัน เพราะ ธรรมชาติดํารงอยู่อย่างหลากหลาย ผสมผสานกัน จึงดํารงอยู่ได้อย่างยั่งยืน ในทางสังคมมนุษย์ก็เฉก เดียวกัน อาจบ่งบอกนัยเรื่องความใจกว้าง ความ อดทน การยอมให้มีทัศนะและการปฏิบัติที่แตกต่าง หลากหลายกันได้ ซึ่งถือเป็นกุญแจของการดํารง อยู่ ของสรรพชีวิตในระบบนิเวศตามธรรมชาติและ ในระบบสังคมมนุษย์ ลักษณะที่สําคัญอีกประการหนึ่งคือ ความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันและกันของสรรพสิ่ง นิทาน ของชาวกะเหรี่ยงเรื่อง งู่เห่ากับเด่าแข่งกันลุยกองไฟ เหมือนจะบอกนัยกับเราว่า ไม่มีอะไรเหนืออะไรใน ธรรมชาติ เรื่องมือยู่ว่า วันหนึ่งเมื่อเต่าเจอกับงูเห่าก็มีการทักทายกัน เต่าบอกว่า “คุณไม่มีขายังเดินได้อีกนะ” งูเท่าตอบ ว่า “คุณมีกระดูกข้างนอกก็ยังเดินได้” นันคือต่าง ล = - 97 จ ฝ่ายต่างก็เก่ง ทีนีเลยเกิดความคิดว่า แล้วใครล่ะ เล่งกว่ากัน จึงท้ากันแข่งขันกัน ก็ตกลงกันว่าใคร ะเก่งกว่ากันต้องวิงลงกองไฟแข่งกัน ผลปรากฏว่า ๕ "ด ว ซูน น/. ะ งูนั้นพอเลื่อยเข้ากองไฟก็ร้อนจนต้องลงไปในนํา ถั่ว 6 อ5 ด ส่วนเต๋าคลานเข้าไปเจอขอนไม้ทําให้หลงวนเวียน ทน 4 ง เซี 3 อ, อยู่พักหนึง แต่แล้วก็ต้องคลานลงนํามาเจอกับงูเท่า พอเจอกันจูเห่าก็ถามว่า ทําไมคุณมาช้า เต่าตอบว่า “นึกว่าคุณยังไม่ออกมา เรามัวหาคุณอยู่ แต่คุณลง 9 ย ง ) 1ใ.,เ3. เร มาก่อน” ไม่ว่าใครจะมาก่อนหลัง แต่ในที่สุดแล้ว ทั้งสองฝ่ายกีต้องสูญเสีย โดยงูเห่าต้องลอกคราบ ") เ -. ออก ขณะที่กระดองเต่าก็มีสภาพหงิกงอ เพราะโดน เด ฯ “ ซั ไฟไหม้จนมาถึงทุกวันนี่ - จ๕ ส = เท่ากับว่าไม่มีใครแพ้ไครชนะ นี่ดูเหมือนจะ เป็นหลักแห่งความเสมอภาคทั้งระหว่างมนุษย์ด้วย กันเองและระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ระบบนิเวศตามธรรมชาติมีความสมดุล มี : เดล = การพึ่งพาอาศัยกันของสรรพสิงในโลก เป็นความ ๓ ดๆ "ด ถู = = ซั่ สัมพันธ์ที่ถักทอขึนเป็นข่ายไยของชีวิต แนวคิดเรือง ย ข้าเรี สล ข่ายความสัมพันธ์ (๓๐เ๒๐๕๕) จึงได้กลายมาเป็น ๑ลูอ อ สาะ 2 เศ แนวคิดสําคัญที่ใช้อธิบายความสัมพันธ์ในทุกๆ 4 ๑ 22 เร เท ระดับของระบบสิ่งมีชีวิต (นัจักย 556@๒5) ได้เป็น อย่างดี เช่น ร่างกายของสิงมีชีวิตเกิดจากข่ายความ เ ๕ 9 4 ง ส สัมพันธ์ของเซลล์ อวัยวะแต่ละส่วน และทีประกอบ "ด 2 1 เง = -. ขึ้นเป็นระบบอวัยวะ เช่นเดียวกันกับระบบนิเวศที เป็นข่ายความสัมพันธ์ของสิงมีชีวิตชนิดต่างๆ มุม ” เห ธ์นี้ได้1 มองเรื่องข่ายความสัมพันธ์นีได้กลายมาเป็นแกน กลางของการศึกษาทางนิเวศวิทยา และไม่เพียง ๑ ๑ อ 7 ": เช็ฑ์ เป็นกุญแจสําคัญในกวรทําความเข้าใจเกียวกับ พันธ์ ร ระบบนิเวศ : สรรพซวตสมพน: ชวภาพและสงคม เง |เ ๒ เวร ระบบนิเวศเท่านั้น แต่รวมไปถึงธรรมซาติของชีวิต (กลเน๐ ๐[ ]น์๐) เลยทีเดียว มุมมองดังกล่าว อาจจะช่วยชี้ให้เห็นว่าวิกฤต- การณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้น เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องหันหน้าเข้าหากัน รวมทั้ง ต้องตระหนักว่าธรรมชาติมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้อง กันตั้งแต่หัวดอยถึงทะเล เช่น หากคนด้นน้้าดูแล แต่คนปลายน้้าทําลาย ปัญหาก็จะยังคงเหมือนเติม เหมือนกับชีวิตคนเราก็จําเป็นต้องดูแลทุกส่วนของ ร่ายกาย ทุกอย่างต้องพึ่งพาอาศัยกัน มนุษย์จึง ควรอ่อนน้อมถ่อมตน ลดละอัตตาที่ถือว่าเราเป็น นายหรือเป็นศูนย์กลางของธรรมชาติ แต่ควรมี ความรักต่อสิ่งแวดล้อมที่เราเกิดและคํารงชีวิตอยู่ รวมทั้งเผื่อแผ่ความรักนั้นต่อการดํารงอยู่ร่วมกัน ทั้งสําหรับตนเอง เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และสรรพชีวิต อื่นๆ ในระบบธรรมชาติทั้งมวล ว โลกทาง ซ้ = นอกจากนีระบบนิเวศ ความสมตุลตามธรรม- " ๑, โคมโคอลด รั จ ชาติ และการตํารงอยู่อย่างยังยืนนั่น ไม่ได้จํากัด จ ซ่ - = ความหมายเฉพาะกับสิงแวดล้อมธรรมชาติที่เป็น 4 เว นซ่ เรืองของกายภาพเท่านัน แต่เป็นเรืองขององค์รวม เว จ ๕ ซ่ = - ของทั้งหมด นั้นคือรวมเรื่องของระบบนิเวศสังคม - - ด| 1 ทีสร้างสรรค์ความถูกต้องเป็นธรรม และเรื่องของ = เร”, = = ส +. เ จ นิเวศทัศน์ทางจิตวิญญาณที่ต้องไปพร้อมๆ กัน จ” ๐ 4 จ - ด้วย โดยเฉพาะความรู้สึกที่มักหตหายไปด้วยกับ การบริโภค การพล่าผลาญทรัพยากรอย่างละโฆบ เ ม« 9 ว ก็คือ การรู้จักใจของดนเอง อันเป็นที่มาของการ %. ” 3 9ใ.”. ดระหนัก ความระวังระไว ที่จะทําให้ความประมาท ความหลงผิดลดลง นันคือการตระหนักว่า ธรรมชาติ 2 ' ค: -, เร เล ง นั้นสมบูรณ์ที่สุดแล้วโดยตัวมันเอง ฉะนั้นมนุษย์จึง จ = 3 ง5. ๓| ไม่ควรคิดการใดๆ ทีนึกว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของ สิงทั้งปวง สังคม-วัฒนธรรม .เด น. ๑ ซ่ “6 นาเรอง มนุษย์เป็นสัตว์สังคม นั้นคือ ต้องอยู่รวมกลุ่ม มิฉะนั้นจะไม่รอดชีวิต ลูกมนุษย์ ต่างจากลูกสัตว์อื่นๆ ที่พึ่งตนเองไม่ได้เป็นช่วงเวลานาน ต้องอาศัยความเมตตาเลี้ยงดู จากพ่อแม่ หรือคนอื่น'โดยสัญชาคญาณมนุษย์จึงมีความเมตดาและปรารถนาการอยู่ ร่วมกัน วิถีชีวิตร่วมกันในสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ เรียกว่า วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมแต่ละ แห่งบนพื้นพิภพแตกต่างกัน.วัฒนธรรมจึงมีความหลากหลายไปตามสิ่งแวดล้อมที่แตก ต่างกัน ในแต่ละแห่งมนุษย์ต้องเรียนที่จะอยู่รอดได้ แล่ะอยู่ได้ดีในสิ่งแวดล้อมนั้นๆ วญาระของอยกิโนทอชัโลกกับคนไทยทอู่ใหลเนศนย์รกจงคก้น และไม่ -ๆรจะเหมือนคัน เขฮงคมิโร่มกับคนอ์เซียฎีไม่เหมือนกันวิ วิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชน วัต6 แล ะประก่อปัตัวยการทํามาหากินัหรีอ่เติรษฐกิแล้ว” ยังมีขนบธรรมเนียม ป พื่อให้การอยู่รัวมีกันเป็นไปด้วยดี และมีมิติทางจิตวิญญาณหรือคุณค่าหรือ ส-- 4, ความเชื่อร่วมกัน ในครั้งโบราณมินุษย์อยู่ตามกลุ่มวัฒนธรรม จะเรียกว่าซนเผ่าหรือ 0 . อะไรก็ตาม ในบางพื้นที่ชนที่มีวัฒนธรรมร่วมกันมีขนาดใหญ่ก็เรียกว่าอารยธรรม เช่น -! “.อัารัย์ธรรมลุ่มแม่น้าไทกริส อารยัธรรมลุ่มแม่น้้าไนล์ อารยธรรมลุ่มแม่น้้าสินธุ อารย- แล - เธ์รรมลุ่มแม่นั้วแยงซีเกี๊ยง 6 -< 42รัตนธรร์ปช่วยให้รยติชีว ศั และมีความเป็นปีกแผ่นทางสังคม์ มนุษย์เรียนรู้ใน วัฒนชร์ว์ผ้า ทังที่โดยไม่รู้ติว“คือถู้กิหล่อหลอมมาเองในวัฒนธรรมหนึ่งๆ ' หรือโดยรู้ตัว. . ในวัฒนธร์รมจึงมีการเรื รียนรู้และการสะสมความรู้ รู้ ต้องเข้าใจว่าความรู้ของมนุษย์ไม่ได้ <-ฯ ง2 รห่แร แต่ส่วน ญี่และนานู, , ววผู มรู้ที่มาจากหางวัฒนิธ์รรม หรือภูมิปัญญาตั้งเติม ภูมิปัญญชีทวงีวัฒนธรรม์๕% น น ยื่มโยง์เพื่อกรรอยู้ีีีกันซึ่งรีวมมิติกางธิ วิญีญาณด้วย แต่ความรู้ท่างวิทยา-# ( ศาสตธ์บัก์เป็นตวามรูบบ แยกสํา กนบ เรื่อ อุ ๆชาดมิติท่างจิตวิญญาณ และการอยู่ร่วม ซ่ ” ซวภาพและสงคม : โลกทาง จฆ99 1 เง สังคมเป็นอนิจจัง มีการเปลี่ยนแปลงเป็นพลวัต ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ โดยเฉพาะ ด้วยเทคโนโลยีที่นํามาใช้ เทคโนโลยีการเกษตร เทคโนโลยีอุตสาหกรรม และเทคโน- โลยีสารสนเทศ ล้วนทําให้ลักษณะสังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง จนถึงขั้นเรียกว่ามี การปฏิวัติตามชื่อของเทคโนโลยีทั้ง 3 นั้น กลุ่มวัฒนธรรมต่างๆ มีพัฒนาการแตกต่าง กัน เซ่น บางกลุ่มยังเป็นกลุ่มล่าสัตว์และหาของป่า ในขณะที่บางกลุ่มเป็นสังคมสาร- สนเทศ ที่จริงความหลากหลายเป็นของดี แต่กลุ่มที่มีอํวนาจมากกว่ามักเข้าแย่งซิง และทําลายล้างกลุ่มที่มีอํานาจน้อยกว่า ในขณะที่กลุ่มชนทางซีกโลกตะวันออกเคยมี ความสมบูรณ์ทางธรรมชาติและมีความสนใจทางจิตวิญญาณมากกว่าจนเป็นบ่อเกิด ของศาสนาต่างๆ ทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม และอื่นๆ คนในยุโรปมีธรรมชาติที่ยากลําบาก ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดมากกว่า เมื่อสามารถสร้างความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้ ก็เอาไปใช้ทางเศรษฐกิจ และการสงครามทําให้มีอํานาจมากกว่าตะวันออก และได้ใช้ อํานาจนั้นเข้าครองโลกและพยายามเปลี่ยนแปลงโลกให้เป็นอารยธรรมเดียว คืออารย- ธรรมวัตถุนิยม-บริโภคนิยม โลกควรจะมีความหลากหลาย เพราะความหลากหลายทําให้เกิดความยั่งยืน ความงามและการผุดบังเกิดของสิ่งใหม่ การทําให้โลกมีอารยธรรมเดียวกันจึงเป็นเรื่อง อันตราย โดยเฉพาะเมื่อเป็นอารยธรรมแบนๆ ทางวัตถุที่ขาดความลึกทางจิตวิญญาณ ในความเป็นมนุษย์นั้นขาดมิติทางจิตวิญญาณไม่ได้ ขณะนิ้มนุษย์ในอารยธรรม วัตถุนิยมบริโภคนิยม กําลังเป็นโรคพร่องทางจิตวิญญาณ (5015(แล่ ส๑ฎี๐1๐๓๐9 ส15อ859)) ซึ่งก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ ทั้งวิกฤตการณ์ในตัวมนุษย์เอง วิกฤตการณ์ทาง สังคม และวิกฤตการณ์ทางสิ่งแวดล้อม หรือโด ยรวมเป็นวิกฤตการณ์แห่งการอยู่ร่วมกัน หรือวิกฤตการณ์ทางวัฒนธรรมนั้นเอง การที่มนุษย์จะพันวิกฤตแห่งยุคสมัยได้ จะต้องมีปัญญาเข้าใจความเป็นทั้งหมด อันเป็นวัตถุประสงค์ของหนังสือเล่มนี้และบทนี้ ความรู้แบบแยกส่วนทางวิทยาศาสตร์ ไม่เพียงพอที่จะทําไห้มนุษย์พันวิกฤต หรือกลับก่อให้เกิดวิกฤตมากขึ้น คนสมัยใหม่ จะต้องรู้จักเรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมกัน อันเรียนไม่ได้จากการเรียนทางตําราอย่างเดียว แต่ เรียนจากชีวิตจริงในวิถีชีวิตของการอยู่ร่วมกัน ฯฆ่ บทท 13 ความเป็นมนุษย์ กับพัฒนาการทางสังคม-วัฒนธรรม ามน มนุษย์หรือคนเป็นสัตว์โลกชนิดหนึ่งที่มี วิวัฒนาการมาจากสัตว์เลือดอุ่นเลี้ยงลูกด้วยนม (ถาลกหทล1) ในขั้นตอนก่อนที่จะเป็นมนุษย์นั้น มี บรรพบุรุษที่มีรูปร่างหน้าตาและท่าทางคล้ายกับลิง จนกระทั่งคนที่ไม่เข้าใจ ในปัจจุบันและอดีดมักจะ พูดกันว่าคนมาจากลิง คําพูดที่ใกล้เคียงกับความ เป็นจริงมากที่สุดคือ มาจากมนุษย์วานร เพราะ เมื่อมีวิวัฒนาการแล้วคนไม่ใช่ลิง ในขณะที่ลิงก็คือ ลิง แตกต่างไปจากคนอย่างชัดเจน ทั้งในด้านรูปร่าง หน้าตาและทําทาง วิวัฒนาการของความเป็นคนหรือ มนุษย์นั้น ปรากฏทั้งในต้านร่างกายและจิตใจควบกู่ กันมา โดยที่ความเป็นมนุษย์ (1ร้๐๒๒0 5@ฆ์๐09) เกิด ขึ้นเมื่อร่างกายเหยียดตรง เดินเหินได้อย่างสบาย พร้อมทั้งมีกะโหลกศีรษะที่บรรจุมันสมองมากกว่าลิง ในขณะที่ทางด้านจิตใจนั้นมีความสามารถในการ ง ( + เรียนรู้ที่เกิดจากการรู้สึก การเห็น การจดจํา และการ = สฆ่ ผ่ 4 8 เร เท นึกคิดที่อาจสือสารระหว่างมนุษย์ด้วยกันได้ทาง ฆู๓ ล สุอ ง ภาษาและระบบสัญลักษณ์อินๆ ซึงสิงต่างๆ เหล่านี = เ ง 5 พวกลิง และสัตว์อินๆ ไม่สามารถจะทําได้ ดังนั้น ฮาจกล่าวได้ว่าสิงทีโคดเด่นทําให้มนุษย์ แตกต่างไปจากสัตว์โลกยื่นๆ อย่างสินเชิงก็คือ ความ สามารถในการเรียนรู้และการใช้ภาษาเป็นระบบ น2 5๐ ซื 4 ซ่ ฮะ.7.5. เว สัญลักษณ์ในการสือสาร นับเป็นสิงที่ทําให้มนุษย์ มีความสามารถเหนือบรรดาสัตว์ยืนๆ จนกระทัง กลายเป็นสัตว์เจ้วาโลกไปทีเดียว มนุษย์ทําตัวให้อยู่ เหนือธรรมชาติได้ และควบคุมธรรมชาติได้ในระดับ ว ” ซ่ 7 ๆ หนึ่ง ในขณะที่สัตว์โลกอื่นๆ ล้วนตกอยู่ใต้อํานาจ ศศ ด ธรรมชาติแทบทั้งสิน ความสามารถในการเรียนรู้ ย์กับพัฒนาการทางสังคม - วัฒนธรรม รๆ ความเป็นมนุษ ะสังคม 3 ธี เซ ๕< @ ๒ เวี่ ๐ ะ เธ ๐ 5 และการใช้ภาษาเป็นระบบสัญลักษณ์ในการสื่อสาร ดังกล่าวนี้ เป็นสิ่งที่ทําให้มนุษย์สร้างสิ่งหนึ่งขึ้นมา เพื่อการดํารงชีวิตอยู่ สิ่งนั้นคือสิ่งที่เรียกว่า “วัฒน- ธรรม” จนกล่าวได้ว่า วัฒนธรรม คือเครื่องมือ หรือ อาวุธที่ทําให้มนุษย์ดํารงชีวิตอยู่ได้ก็ได้เพราะมนุษย์ เป็นสัตว์โลกที่ไม่มีเชี้ยวเล็บเป็นอาวุธเหมือนกับสัตว์ อื่นๆ นั้นเอง เมื่อเปรียบเทียบกับบรรดาสัตว์ทั้ง หลายในโลกในด้านพฤติกรรมความเป็นอยู่ มนุษย์ จัดอยู่ในประเภทสัตว์สังคม เช่นเดียวกันกับพวกลิง ผึ้ง มด ปลวก เป็นต้น เหตุที่ต้องเป็นสัตว์สังคมก็ เพราะอยู่ลําพังคนเดียวไม่ได้ ต้องอยู่รวมกันกับผู้อื่น ดังจะเห็นได้ว่า เมื่อมนุษย์เกิดมาเป็นเด็กนั้น ถ้าไม่มี พ่อแม่หรือผู้อื่นเลี้ยงดูต้องตายอย่างแน่นอน ผิด กับลูกเสือ ลูกวัว ควาย และซ้าง ม้า ที่พ่อแม่เลี้ยงดู และดูแลด้วยระยะเวลาอันสั้นก็แข็งแรงอยู่ด้วยตน เองได้ ทํานองตรงข้ามมนุษย์ที่เป็นเด็กจะเดิบโต และพอช่วยตัวเองได้นั้นใช้เวลาหลายปี ยิ่งกว่านั้น ถึงจะช่วยตัวเองได้ในการเดินเห็นกินอยู่หลับนอน ก็หาเพียงพอไม่ ยังต้องเรียนรู้และได้รับการอบรม วิถีทางในการดํารงชีวิตจากบุคคลอื่นๆ ในสังคม จน กระทั่งถึงวัยบรรลุนิติภาวะ จึงจะสมบูรณ์ มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ไม่เหมือนกับสัตว์ สังคมอื่นๆ ในโลก แม้แต่บรรดาลิง ค่างที่มีความ ใกล้ชิดกับความเป็นมนุษย์มากกว่าสัตว์อื่นๆ เช่น ผึ้ง มด ปลวกก็ตาม ก็หาเหมือนกับมนุษย์ไม่ ทั้งนี้ เพราะสัตว์อื่นๆที่อยู่รวมกันได้นั้นเกิดจากสัญชาต- ญาณเช่น ผึ้ง มด ปลวก พอเกิดมาก็อยู่รวมกันแล้ว ธรรมซาติกําหนดให้มีสัญชาตญาณในการทํางาน สร้างรัง และเลี้ยงลูกอย่างร่วมกัน เป็นไปอย่างมีแบบ แผนและระบบที่อาจเรียกได้ว่าเป็น วัฒนธรรม เพราะ เป็นสิ่งที่ทําให้สัตว์เหล่านี้ดํารงชีวิตอยู่ได้ร่วมกัน มี การสิบสานเผ่าพันธุ์ร่วมกัน แต่ธรรมชาติไม่ได้สร้าง สัญชาตญาณเช่นนี้ในหมู่มนุษย์ กลับให้ศักยภาพ ในการเรียนรู้แท่มนุษย์แทน จึงทําให้การอยู่ร่วมถัน ของมนุษย์เกิดจากความสามารถในการเรียนรู้ และ กระบวนการในการเรียนรู้ร่วมกัน ทําให้มนุษย์ สามารถสร้างรูปแบบในการเรียนรู้และการอยู่ร่วม กันที่เรียกว่า “วัฒนธรรม” ขึ้นมาได้ เมื่อมาถึงตรง นี้ จะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมของมนุษย์แตกต่างไป จากวัฒนธรรมของสัตว์สังคมอื่นๆ กล่าวคือวัฒน- ธรรมของสัตว์สังคมอื่นเกิดจากสัญชาดญาณ แม้แค่ ลิงและค่างเอง การคํารงชีวิตอยู่ร่วมกันเกิดจาก สัญชาตญาณเป็นการส่วนใหญ่ และมีกระบวนการ เรียนรู้ผสมด้วยเป็นส่วนน้อย แต่วัฒนธรรมของ มนุษย์นั้นเกิดขึ้นจากศักยภาพและกระบวนการใน การเรียนรู้เป็นลําคัญ ซึ่งผู้รู้หลายท่านถือเอาเรื่อง การเรียนรู้เป็นหลักในการตัดสินว่าอะไรเป็นวัฒน- ว สลาคภ': ส ธรรม ทําให้มีการปฏิเสธลิงที่สัตว์โลกอื่นๆ สร้าง ", ส ๑ == ง ขึนมาเพื่อดํารงชีวิตอยู่ร่วมกันว่าเป็น ๓ ฉ่สี่ วัฒนธรรม เพราะเป็นสิงที่เกิดจาก สัญชาตญาณนันเอง อย่างไรก็ตาม สิง ซ่ ณ ๓ . ที่แสดงให้เห็นชัดว่าวัฒนธรรมของ มนุษย์แตกต่างจากวัฒนธรรมของ เ = " ๑ จ สัตว์สังคมอื่นๆ ก็คือวัฒนธรรมของ 6 ๓ " น มนุษย์เป็นสิงทีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ ล ” เก " เรื่อยๆ ไนขณะทีของสัตว์สังคมอื่นๆ - ง ง าส ขี มีลักษณะหยุดนิง ไม่เปลี่ยนแปร เช่น เ= กี่ปีกี่ ๑๕5 0 การสร้างรังผึ่ง รังปลวก ก็ปีกีชาติก็ยังอยู่ เช่นนัน เป็นการกระทําตามสัญชาตญาณ ส ส ที่กําหนดมา ในขณะทีกระบวนการเรียนรู้ของ เ "อ ว มนุษย์ได้ทําให้รูปแบบ และเนื่อหาของวัฒนธรรม ฆ จณั . เปลี่ยนแปลงอยู่เรือยๆ ทั้งในด้านการเปลี่ยนแปลง = ฟี, เซ่ ว อย่างช้าๆ (๐๐ในม้๐๓) และการเปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเร็ว (๐๐1๒ฎ์๐8) ในที่สุดความเด่นชัดในความเป็นมนุษย์ ร= 9 ๓ซ้. ของคนก็คือการมีศักยภาพในการเรียนรู้ที่สามารถ ฆซู 3 "ด ส ๑ ' สร้างวัฒนธรรมขืนมาเพื่อดํารงชีวิตอยู่ร่วมกันได้ ซ่ส ๆ ร = และเป็นวัฒนธรรมทีไม่ได้สยบต่อธรรมชาติหรือ ว จ ซ่ สัญชาตญาณอยํางของสัตว์ หากมีศักยภาพที่จะ ซ่ - = ควบคุมและเปลี่ยนแปลงธรรมชาติได้ มนุษย์ยิงมี กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันมากเท่าใดก็ยิ่งสามารถ เซ ๓< ๑ซู เป เปลี่ยนแปลงและปรับปรุงธรรมชาติได้เท่านั้น และ กระบวนการเรียนรู้นี้เองที่ทําให้มนุษย์ในแต่ละ ท้องถิ่น และภูมิภาคของโดกมีความแดกต่างกันใน ทางสังคมและวัฒนธรรม ถ้าหากมองวิวัฒนาการ ของมนุษย์ ตั้งแต่มีวิวัฒนาการจากมนุษย์วานรมา เป็นคนหรือมนุษย์ประมาณแสนปีมาแล้วนี้ ([รือก๓๐ 5ลฏ1อกร ก๐ลตส๐ะฝ่าล1อกระร มีชีวิตเริ่มตั้งแต่ 125.000 ปีมาแล้ว) มนุษย์มีวิวัฒนาการทาง วัฒนธรรมอย่างรวดเร็ว เริ่มแต่สมัยพึ่งพิงธรรมชาติ มาเป็นควบคุมธรรมชาติและควบคุมโลกในปัจจุบัน จนมีหลายตนคิดก้าวไกลออกไปว่า มนุษย์ใน ปัจจุบันไม่เพียงแต่สร้างวัฒนธรรมขึ้นมาเพื่อการ ดํารงอยู่ของตนเองและเผ่าพันธุ์เท่านั้น หวก ยังสร้างขึ้นมาเพื่อทําลายตนเองและโลก ด้วย เพราะไม่มีสัตว์โลกใดจะทําลาย มนุษย์และโลกได้เท่ากับมนุษย์เอง ถ้า จะมองดูความเป็นมนุษย์อย่างที่เห็น ในปัจจุบันนี้ในลักษณะที่เป็นภาพรวม สามารถพูดได้เต็มปากว่า มนุษย์คือ สัตว์โลกที่กําลังกบฏต่อธรรมชาติ อย่างนําวิตก เพราะสิ่งต่างๆ ที่เป็น ธรรมชาติของโลก โดยเฉพาวะสภาพ- แวดล้อมธรรมชาติได้ถูกทําลายลง อย่างมากมาย จนนําความทุกข์ยากมาสู่ มวลมนุษย์เองในลักษณะที่ขว้างงูไม่พันคอ อย่างไรก็ตาม การมองโลกในลักษณะเช่นนี้ เป็น มุมมองที่ค่อนข้างแคบ โดยเน้นวิวัฒนาการในทาง วัตถุเป็นสําคัญ หาได้เข้าใจความละเอียดอ่อนของ ความเป็นมนุษย์อย่างเพียงพอไม่ เพราะตามความ เป็นจริงแล๊ว มนุษย์ก็คือสัตว์โลกที่อยู่ในกรอบของ ธรรมชาติ และพยายามแหกกรอบในเวลาเดียวกัน มนุษย์คือสัตว์โลกที่ธรรมชาติได้สร้างให้มีศักยภาพ ในการเรียนรู้ที่มีความคิดเป็นคู่ๆ ที่ซัดแย้งกัน (ห่ฉะ 000051ย๐0 ) เช่น ความดีกับความชั่ว ชาว กับด่า กล้ากับกลัว รักกับเกลียด เป็นต้น ความ คิดเช่นนี้มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิด การคัดสินใจ การ ให้ความหมายและคุณค่าแก่สรรพสิ่งทั้งปวงที่ เกี่ยวข้องกับการดํารงชีวิตของมนุษย์ ทั้งในด้าน อุดมคติ และการประพฤติปฏิบัติ วัฒนธรรมนับเป็นสิ่งที่จําเป็นที่สุดของมนุษย์ ถ้าไม่มีวัฒนธรรมมนุษย์ก็สิ้นสุดความเป็นมนุษย์ และสัตว์สังคม อาจกลายเป็นสัตว์ป่าชนิดหนึ่งก็ได้ ดังเซ่น เมาคลีลูกหมาป่าเป็นตัวอย่าง วัฒนธรรมคือ สิ่งที่มนุษย์ที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นสังคมสร้างขึ้น เพื่อดํารงอยู่ร่วมกันและมีซีวิตรอดร่วมกัน ในการ ดํารงอยู่ร่วมกัน มนุษย์สามารถปรับเปลี่ยนธรรม- ชาติที่เป็นของดิบให้ได้รับการคัดแปลงปรับปรุงให้ เป็นของสุก คือวัฒนธรรม ในฐานะสัตว์สังคมที่จะ ต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ท่วมกลวงธรรมชาติสภาพ- แวดล้อม มนุษย์และสภาพแวดล้อมคือธรรมชาติ เป็นของคิบ ในขณะที่ในกระบวนการปรับเปลี่ยน ธรรมชาติให้กลายเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับการมีชีวิต รอตร่วมกัน คือวัฒนธรรม หรือของที่ปรุงแต่งให้สุก แล้ว โดยนัยเช่นนี้ธรรมชาติและวัฒนธรรมคือของ สิ่งเคียวกันที่มีสองตด้าน เสมือนกับการมีสองด้าน ของเหรียญเงินฉะนั้น แต่โดยทั่วไปแล้วธรรมชาติ กับวัฒนธรรมในลักษณะที่เป็นของคิบของลุกเช่นนี้ ค่อนข้างเข้าใจยากและหันใปใช้คําใหม่แทนธรรม- ชาติว่า “สังคม” เพราะเหตุว่า คําว่าธรรมชาติกว้าง ขวางเกินไป แต่ถ้าใช้คําว่าสังคมดูลงตัวกว่า คือ ธรรมชาติของมนุษย์ที่จะต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เหล่านั้น คือสิ่งที่เรียกว่า สังคม นั้นเอง สังคมและ วัฒนธรรมจึงเป็นของสิ่งเดียวกัน แต่คนละด้าน ของเหรียญในเชิงมานุษยวิทยา และสังคมวิทยานั้น การพูดถึงวัฒนธรรมลอยๆ แต่เพียงอย่างเคียว โดย ขาดบริบททางสังคมวัฒนธรรมนั้นย่อมเป็นสิ่งที่ หยุดนิ่ง ไร้ความหมาย และกลายเป็นสิ่งที่ห่างความ เป็นมนุษย์ใป หลายๆ คนถือว่าวัฒนธรรมต้องเป็น ของกลุ่มชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อดํารง ชีวิตอยู่ร่วมกัน จึงเท่ากับว่า วัฒนธรรมต้องเป็นของ สังคมใดสังคมหนึ่งนันเอง เพราะฉะนั้น ค่าว่ว “สังคม และวัฒนธรรม” จะต้องเป็นสิงที่เกี่ยวก้อยไปด้วย กันเสมอ คําจํากัดความที่เข้าใจง่ายสําหรับคําว่า กับพัฒนาการทางสังคม - วัฒนธรรม 5 2 ร 3 3 2 ฐี เซล ม ลี ะสังคม ซ 3 = เฒ ๑ 6 ปง ”> 8 ะ เว ง 5 ”! สู2ส ว วัฒนธรรมในที่นี้ หมายถึงวิถีชีวิตของคนกลุ่ม ว "” หนึง หรือสังคมหนึ่ง นั้นเอง ” @ 4 = ๕ การที่วัฒนธรรมของมนุษย์เป็นสิงที่เกิดขึ้น จากศักยภาพในการเรียนรู้และการใช้ภาษาเป็น ระบบสัญลักษณ์นัน ได้ทําให้วัฒนธรรมของมนุษย์ มีความแดกต่างไปจากวัฒนธรรมของสัตว์สังคม - ซ= ว สุ๕4 4 - ง อืนๆ อีกอย่างหนึ่งก็คือเรืองของความเชื่อ เราไม่ อาจพิสูจน์ได้ว่าสัคว์มีความเชือที่ลุ่มลึกเป็นระบบ สัญลักษณ์ แต่มนุษย์มีและเป็นเอกลักษณ์หรือเป็น สิงสากลในความเป็นมนุษย์ทัวทุกแห่งหนในพื้น ณิก ซี่ ว จาจภัจเจ้จเขื้ออค พิภพ ซึงความแตกต่างระหว่างกันนันขึ่นอยู่ว่ามาก = ว จ๓ ฉ่ะส น้อยแก่กันเท้าใดเท่านัน เหตุทีเกิดมีความเชือขึน ร ด ๕๓ 9 ๕< ก็เพราะการทีมนุษย์มีความสามารถในการรู้สึกนึก คิดนันเอง และสิงสําคัญในภาวะคววมคิดคํานึงของ มนุษย์ คือการตั้งคําถามและการหาคําตอบในเรื่อง = 2 5. เท เหตุและผล สิงทีมนุษย์สามารถหาคําตอบได้ด้วย การพิสูจน์และด้วยหลักของเหตุผล คือสิงที่มนุษย์ สามารถควบคุมได้ นับเป็นความคิดและกระบวน - เล ว ส การทางวิทยาศาสตร์ นับเป็นส่วนที่มนุษย์เข้าใจ ๑1 ณุ = และควบคุมธรรมชาติได้ แต่มีอีกหลายอย่างที่มนุษย์ 2" ก 5 ตังคําถาม แล้วหาคําตอบไม่ได้โดยหลักของเหตุผล ซ = คัซิลี่งซี่ และการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ยังเป็นสิงที่มาก ลึกร้้าณี่เชี่องทค๓ เลว้ว ด4๓อ้” 4โจหจ์ไจซี้ มายลึกอําทีเรียกว่า “จักรวาล” ก็ว่าได้ นับเป็นสิง = ๑4 ๑ นอกเหนือธรรมชาติทีมนุษย์มักแสวงหาคําอธิบาย 9, น ส ว - หรือคําตอบ ด้วยความเชือที่ตนเองคิดว่าควบคุม งเป่ณ ซ่ว่ จ ได้และไม่ได้ ถ้าหากเป็นสิงที่ควบคุมไม่ไค้มนุษย์ มักอธิบายด้วยการสยบต่อภาวะนอกเหนือธรรม - 0ว ว - +, ชาติเหล่านั้นโดยสร้างเป็นระบบความเชื่อที่เรียกว่า “ "ด '= 1. ศาสนา (๐บย์อย) ขีนมาอธิบาย แต่ถ้าหากเป็น มอ ซ่ - : ความเชือในสิงนอกเหนือธรรมชาติที่มนุษย์คิดว่า ควบคุมได้ด้วยระบบสัญลักษณ์ ก็เรียกว่า ไสย- ศาสตร์ (รล1๐0) 2๕-= - 2 จากความนึกคิดและการเรียนรู้ในเรื่อง 5 - ฮั 29.ะ. เร็๕ ๕ จักรวาลทึกล่าวมานี ทําให้มนุษย์สร้างความรู้ขึ้นมา น ว ส *: 2 สองอย่างด้วยกัน อย่างหนึ่งคือความรู้ที่สร้างและ -. เด” ๑.4 3๓๑ 2 อธิบายได้จากความเป็นจริงที่เรียกว่า วิทยาศาสตร์ :242 ซ์ และมนุษย์นําเอาความรู้ในเรื่องนี้มาสร้างเป็นเทค- โนโลยีเพื่อควบคุมธรรมชาติและจักรวาล ส่วน - 1ว 3 -= ” 1 ซ่ ๆ ความรู้อีกอย่างหนึ่งคือ เรืองความเชือ ถ้าหากเป็น ซ่ <. ได๕ซีเรีเล่+ซี่ ความเชือทีมนุษย์สยบและควบคุมไม่ได้ก็เป็นสิงที เรียกว่าศาสนา ในขณะที่สิ่งที่มนุษย์คิดว่าควบคุม ได้นั้นเรียกว่าไสยศาสตร์ ทั้งศาสนาและไสยศาสตร์ ว [1 - เ จ จ ล นี่มนุษย์สือและอธิบายให้เข้าใจได้ด้วยระบบสัญ - ลักษณ์ ปัจจุบันการดํารงชีวิตของมนุษย์ทุกหน ก ศัส = จ- ฆ่ 2 แห่งในพื้นพิภพมีความสัมพันธ์กับความเชือ ทั้งใน สิ่งที่เป็นธรรมชาติหรือวิทยาศาสตร์ กับความเชื่อ ในเรื่องสิงนอกเหนือธรรมชาติหรือจักรวาลนีเหมือน ว] ก 5 กัน ความแตกต่างกันนันขีนอยู่กับว่า เชืออะไรมาก ๒= ๕ ดศา| ฑ์ น้อยกว่ากันเทํานั้น ซึงความแตกต่างตังกล่าวนีมีผล มาถึงการวัดระดับและขันตอนในความเจริญทาง “ คง ง วัตถุของมนุษย์ในขณะนี ซึงจะได้กล่าวถึงไนคอน ต่อไป - จ ศร 2 การประกอบพีธีขับไอ่ผีดาบความเชื่อของชนเผ่าที่นับถือ ลัทธิวด ว9 ความ เหมือนกันแล ะความแตกต่างกันของมนุษย์ ทางสังคม และวัฒนธรรม | .์ใ จ/ 4 ความเป็นมนุษย์ในด้านสังคมและ วัฒนธรรมนันมีทั้งคล้ายคลึงกันและแตกต่างกัน ใน 2 " = ะ = ลักษณะที่เหมือนกันนันก็คือ มนุษย์ทุกชาติทุก ป๑๕5 ส ฮั . 0.ส0 ภาษาทุกเผ่าพันธุ์ในพื้นพิภพนี ต่างมีศักยภาพใน การเรียนรู้และการใช้ภาษาเป็นระบบสัญลักษณ์ใน ซ่ = 2 ศศ เว การสื่อสารเหมือนกันหมด อีกทั้งมีโครงสร้างไน ซ่ ม9 ๑ ๑ ว่ ณี - ฮ่ %- เรื่องความรู้สึกนึกคิดที่นําไปสู่พฤติกรรมที่เหมือนกัน นันคือ มนุษย์มักจะข้องแวะอยู่กับสิงสําคัญในการ 9, 2 จ ซ่ ร 9 2 ดํารงชีวิตอยู่ 3 เรืองใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ (1) โครง- สร้างสังคม (2) เศรษฐกิจ และ (3) จักรวาล ด =๑ส และความเชือ (โปรดดูแผนภูมิที 1) 2 4 3 4 ง ร ทั้งสามเรื่องนี่อาจกล่าวได้ว่า อยู่ในความ ร๕ =@ = - โจ - == รู้สึกนึกคิดและการปฏิสัมพันธ์กับคนอินๆ ในชีวิต อูณ ซู 4 ซ่ "- ณะ ประจําวันก็ว่าได้ เรืองแรกคือ โครงสร้างสังคม (50- 4 ฆ= ว่ จ ๕ ๓ไฟ่| รยน๐๓) เป็นสิงที่แสดงให้เห็นความเป็น จ๕3 ห พวีซิ๑๓ค สัตว์สังคมของมนุษย์ มนุษย์จะมีชีวิตอยู่อย่างโดด " ๑ เซ ณะ จ 1๕ จ มซ่ เดี่ยวตามลําพังไม่ได้ ต้องอยู่ร่วมกับผู้อืนใน เอ ซ่ งส่ เศท 0 ว ลักษณะที่เป็นกลุ่มที่มีความสัมพันธ์ต่อกันอย่าง ฮี| น อ ซ่ ๕ ส ๕ ว เป็นองค์กร (0๐58ฆณ์28แ๐ก) องค์กรทีเล็กทีสุด ง 2 = ๕ = ม และที่ใกล้ชิตที่สุดคือ ครอบครัว เหนือขนไปคือ กลุ่ม โครงสร้างสังคม 86 ฐ จักรวาลและความเซอ ง่ ง 5 เง เช สจั้ = ๐ " กมิที่ + : โครงสร้าง 3 ประการที่กําหนดความรู้สึกนึกคิดและพฤลีกรรมของมนุษย์ ซึงรวมเรยกวาวฒนธรวม ย์กับพัฒนาการทางสังคม - วัฒนธรรม จ 1 ความเป็นมนุษ ลกทางซวภาพและสงคม เครือญาติและชุมชนที่มีหลายขนาดและหลายรูป แบบ มนุษย์คือสมาชิกของกลุ่มหรือองค์กรต่างๆ เหล่านี้ และในการเป็นสมาชิกจําเป็นต้องรู้ว่าจะ ต้องมีความสัมพันธ์กับใครบ้างในเรื่องต่างๆ อย่างไร ความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้คือ ความสัมพันธ์ทางสังคม หรืออีกนัยหนึ่งคือ โครงสร้างสังคม นั้นเอง เช่นไน การเป็นสมาชิกของครอบครัว แต่ละบุคคลต่างมี ตําแหน่ง (๒๐๕อก) บทบาท (016) และสถาน- ภาพ (5เล5) ที่จะต้องปฏิบัติต่อกัน เพื่อที่จะดํารง ชีวิตร่วมกัน ในสมัยก่อน เด็กถ้าเกิดมาไม่อยู่ใน ครอบครัวก็ไม่น่าจะมีชีวิตอยู่ได้ แม้กระทั่งปัจจุบัน ที่ทางรัฐหรือเอกชนจะจัดให้มีสถานที่เลี้ยงดูเด็ก ขึ้นมา ความสุขและความอบอุ่นหาได้เท่าเทียมกับ การอยู่กับพ่อแม่และพี่น้องไม่ เหนือจากครอบครัว ก็เป็นกลุ่มของเครือญาติที่มีความสัมพันธ์อันเนื่อง มาจากการเป็นเชื้อสายเดียวกัน หรือดองกันใน ด้านการแต่งงาน และเหนือจากกลุ่มเครือญาติก็เป็น ซุมชน อันเป็นกลุ่มคนที่มาจากหลายครอบครัว และเครือญาติมาอยู่รวมกัน ถ้าหากเป็นชุมชนขนาด เล็กก็เรียกว่า บ้าน หรือหมู่บ้าน แต่ถ้าเป็นขนาด ใหญ่เรียกว่า เมือง นคร และประเทศตามลําดับ การอยู่รวมกันเป็นหมู่เป็นกลุ่มเหล่าตามที่ กล่าวมานี้เรียกได้ว่าเป็นสังคม เพราะเป็นเรื่องที่มี โครงสร้างสังคมที่แสดงว่าใครจะสัมพันธ์กับใคร ใน ทํานองไหน ในวิธีอะไร เพื่อที่จะปฏิบัติต่อกันอย่าง มีเป้าหมายและบรรลุเป้าหมาย เป้าหมายที่ว่านี้คือ การมีชีวิตอยู่รอดร่วมกันอย่างสืบเนื่อง นั้นคือการ ดํารงอยู่ของคนในกลุ่มหนึ่ง หมู่หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัวหรือชุมชน จะไม่อยู่เพียงชั่วชีวิตคนรุ่น หนึ่งเท่านั้น หากจะลืบเนื่องไปถึงรุ่นลูกหลานและ หลายๆ รุ่นหลายยุคหลายสมัยต่อมา แต่ปัญหามี อยู่ว่า ถ้าหากสังคมมีขนาดใหญ่โตและซับซ้อน มัก จะเกิดความขัดแย้งขึ้นเสมอ ทําให้การอยู่รวมกัน ต้องมีการกําหนดแบบแผน แบบปฏิบัติและกติกา ต่างๆ ในการควบคุมให้อยู่ร่วมกันโดยสันดิ และ ควบคุมความขัดแย้งไม่ให้รุนแรงจนกระทั่งควบคุม (249) 4 เฟม ส4 ๆ.ม2 ซ่.ว่ อะไรไม่ได้ ความพยายามในเรืองนี่ทําให้เกิดสิงที่ ๆ| = ซ = ๕. " เป็นขนบธรรมเนียม จารีต และประเพณีขีน เพื่อ *. = น จ = = =๑2 .ว่ ให้สมาชิกของกลุ่มชนต้องยืดถือปฏิบัติ เกิดสิงที่ เป็นสถาบันในด้านกลไก 2 อย่างคือ การแต่งงาน = ส ใน ๊ 'ฯ ส3ู9ะๆ. และรฐขน การแต่งงานเป็นสถาบันสากลที่ทําให้ = เ- 9 เกิดครอบครัว และการสืบเนื่องของวงศ์ตระกูลใน รุ่นหลังๆ ลงมา การแต่งงานทําให้มนุษย์ยกระดับ เณ2 0 - -- ค ตัวเองสูงกว่าสัตว์โลกอื่นๆ เพราะการสิบเผ่านันธุ์ 5 - ๕ ๑ - ไว ของลัตว์โลกอินๆ นั่นมักเป็นเรื่องของการสมสู่ (เลแกอ) และสําส่อน (อธ5๐ทท5๐แอ05) จน นับไม่ได้ว่าใครเป็นลูกใครเป็นพ่อเป็นแม่ ในขณะ ว ซ์ ๕ 9 ๆูยฯ เด ไซ ทีการแต่งงานของมนุษย์ทําให้มีการรับรู้กันว่า ใคร เป็นสามี ใครเป็นภรรยา แล้วยังกินความหมายไป ถึงสิทธิและสถานภาพของลูกเต้าในการสืบมรดก และวงศ์ตระกูลด้วย ถ้ากล่าวอย่างสรุปก็คือ การ ข่ 5 49” 7 9 " แต่งงานเป็นสถาบันทางสังคมที่ทําให้มนุษย์รวม เล เ เลด: ง, ' เษ. ภันเป็นกลุ่มเดียวกันทีเรียกว่ากลุ่มเรา (ไก อแอนท) ๕ การแต่งงานเป็นสถาบันสากลที่ทําให้เกิดครอบครัว และ การสืบเนื่องของวงศ์ตระกูลในรุ่นหลังๆ ลงมา ในแด่ละสังคม อาจจะบีประเพณีที่แดกด่างกันในการแต่งงาน ในภาพ เป็น พิธีแต่งงานตามแบบคริสต์ จ สซ่= 2 ง. แต่ในขณะทีมีกลุ่มเรา ก็จะมีกลุ่มเขา (อ๐นะ 8อนอ) =-๕ ๆ จ ส ญ่ ส เกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึงเป็นผลให้มนุษย์มีความ แตกต่างกัน มีการแข่งขันและขัดแย้งกัน ถ้าหาก สังคมยังมีขนาดเล็ก อาจจะประนีประนอมกันได้ ง 5 : ด้วยกลไกทีไม่สลับซับซ้อนอะไร แต่ถ้าหากเป็น เ :2่๓ ! สังคมขนาดใหญ่ที่มีความหลากหลายของกลุ่มคน ส่ ฏู %” ซ้ จ - =: ทีแตกต่างกันออกไปทั้งในด้านชาติพันธุ์และอาชีพ จ ซ่ = ๑ - - ง 4 จําเป็นทีจะต้องมีสถาบันทางสังคมอีกอย่างหนึ่ง ๑ ม ๕ 8. เพ ง เ” คือรัฐ ขึ้นมาทําหน้าที่เป็นตัวกลางในการจัดการ ซ่ ปู 8 =” : ล - 9 เรื่องต่างๆ ในการดํารงชีวิตอยู่ร่วมกันของผู้คนใน สังคม ทั้งในด้านความสงบเรียบร้อยภายในและ 5 ชั ซี ถารป้องถันการรุกรานจากภายนอก ทั้งหมดนีนํา =” เ ส ง, = ไปสู่กิจกรรมทางสังคมทีเรียกว่า การเมืองและการ จ2 ส2 .434 ค 8” (ซ๊, ปกครอง นับเป็นสิ่งที่มีพบอยู่ในทุกสังคมมนุษย์ที่ ส. ๕ เว ซิลจื ล มีพัฒนาการขึนเป็นบ้านเป็นเมืองและเป็นประเทศ ชาติ ๓ 7 . 323 การอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเหล่าทีมีความ ๕ ปาคอง หรือกะเหรี่ยงคอยาว นิยมสวมห่วงทองเหลืองไว้ ที่ลําคอตามตํานาน (กทยํ) ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เดิบอาศัย อยู่ที่บริเวณชายแดนพม่า ต่อมาบีผู้นําอหยพเข้ามาเป็น “สินค้า" สําหรับนักท่องเที่ยว สัมพันธ์ทางสังคมต่อกันยังเป็นความจําเป็นที่ยัง ไม่เพียงพอต่อภารมีชีวิตรอตร่วมกัน เพราะมนุษย์ ยังมีความจําเป็นที่จะต้องจัดการกับกิจกรรมทาง ด้านวัตถุที่เป็นปัจจัยให้ดํารงชีวิตอยู่ได้ เช่น เรื่อง ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม อาหารการกิน และยา รักษาโรค ที่เรียกรวมกันว่าเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจ หรือการทํามาหากินนั้นเอง มนุษย์ต้องสร้างระบบ เศรษฐกิจขึ้นมาเพื่อการดํารงอยู่ เป็นระบบที่มีความ สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติในท้องถิ่น หรือภูมิภาคที่มนุษย์ตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัย และความ แตกต่างกันในเรื่องสภาพแวดล้อมธรรมชาติคังกล่าว นี้เอง คือพื้นฐานสําคัญที่ทําให้สังคมมนุษย์มีความ แตกต่างกัน นั้นคือทําให้มนุษย์มีรูปแบบในการ คํารงชีวิตแตกต่างกัน เพราะต้องปรับตัวเองเข้ากับ สภาพแวดล้อมที่ต่างกันนั้นเอง ยกตัวอย่าง เช่น กลุ่ม ชนหรือสังคมที่ตั้งถิ่นฐานและแหล่งทํามาหากิน อยู่ ในที่ราบลุ่มตามหุบเขา (หล]1๐+) มีความแตกต่าง กับสังคมของพวกที่อยู่ตามชายทะเลในเรื่องการทํา การเกษตร กับการประมง เป็นต้น เป็นสิ่งที่นําไป สู่ความแตกต่างกันในด้านอื่นๆ ของการดํารงชีวิต อยู่รัวมกัน โดยเฉพาะขนาดและ ะความชับข้อนทาง สังคม ดังตัวอย่างเช่น สังคมมนุษย์ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ บนที่สูง ตามป่าเชา ทําให้การทํามาหาถินขึ้นอยู่ กับการหาของป่า ลําสัตว์ และทําไร่นาแบบเลื่อนลอย จะผลิตสิ่งที่เป็นอาหารและสิ่งของจําเป็นอื่นๆ ใน การดํารงชีวิตได้น้อย ไม่ตอบสนองคนเป็นจํานวน มากได้ ทําให้ขนาดของสังคมเล็ก มีคนอยู่รวมกัน ไม่มาก อีกทั้งไม่มีการแบ่งงานกันทําเป็นหน้าที่ เฉพาะอย่างเท่าใด เลยทําให้เกือบทุกคนรู้จักกัน เห็น หน้าค่าตากัน และมีระดับความเป็นอยู่เสมอกัน ไม่มี ความเหลื่อมล้าทางสถานภาพที่ทําให้เกิดเป็นชนชั้น ขึ้น สังคมในภูมิประเทศสภาพแวดล้อมแบบนี้มี พัฒนาการอยู่ในระดับชุมชนหมู่บ้าน และมีความ โดดเดี่ยวของเผ่าพันธุ์เกิดขึ้น ในเมืองไทยเห็นได้ จากพวกซาวเขา เช่น พวกมัง เย้า อาขํา เป็นต้น ในขณะที่สังคมที่อยู่บนพื้นที่ราบลุ่ม เช่น ตามอุ่ม ย์กับพัฒนาการทางสังคม - วัฒนธรรม ศ์ 6] ว 2 2ง ธี ฉ่ 6 ย | เะสังคม โลกทางชีวภาพแส: 2 220 วรรษเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีการใช้ เทคโนโลยีบุกเบิกทําลายพื้นที่ป่าเป็นจํานว มห าศาล แล: แม่นั้ง หรือตามที่ราบลุ่มในหุบเขา และตวามแถว ชายทะเลมักเป็นสังคมที่มีพัฒนาการขึ้นมีขนาดใหญ่ มีความขับข้อน และความเหลื่อมล้าในต้วนสถาน- ภาพของอาชีพที่นําไปสู่การมีชนชั้นเกิดขึ้น ทั้งนี้ เพราะบริเวณที่เป็นพื้นที่ราบลุ่มนั้นสามารถพําการ เพาะปลูกพืชพันธุ์เป็นจํานวนมากได้ อีกทั้งการที่ มีน้้าท่วมถึงตามฤตูกาล เช่น ใน๓ตฝนทําให้เกิด การทับถมและสะลมของคินทรีย์วัตถุที่เป็นปุ๋ยธรรม- ชาติเป็นประจํา เป็นเหตุให้การเกษตรสามารถอยู่ ติดที่ ไม่ต้องโยกย้ายที่ทํากินเหมือนการหําไร้เลื่อน สอยบนที่สูง ผลที่ตามมาก็คือ สามารถผลิตกาหาร เลี้ยงคนเป็นจํานวนมากได้ ยิ่งกว่านั้นการผลิตที่มี จํานวนมากดังกล่าวนี้เห็นลิ่งที่ทําให้เกิด (1) การแบ่งงานกันทํา เกิดกลุ่มคนที่ทํา อาชีพและหน้าที่เฉพาะ (506๐12117ลเร่อก) ขึ้น เพราะไม่ต้องใช้เวลาและแรงงานไปแต่เพียงการ เพาะปลูก เพื่อผลิตอาหารและกิจกรรมที่จําเป็นไม่ กี่อย่างแบบคนที่อยู่บนที่สูง และผลของการมียาชีพ หรือการทํางานเฉพฯะอย่างตังทล่าวนี้ คือ สิ่งที่ทําไห้ 246) -ซ์ รับเปลี่ยนการทําใจ่เลื่อนลอยไปสู่การ,พาะปลูกห็ซขนิดเดียวเพื่อการค้า เกิดต งามเหลี่ยมล้้าดําสูงที่นําไปสู่การเกิดชนชั้นขึ้น (2) การแบงงานและการเกิดหน้าที่เฉพาะ อย่าง นําไปสู่การมีเวลาแตะโอกาสที่จะคิดตันสิ่ง ไหม่ๆ ขึ้น ทั้งในสิ่งที่เป็นความรู้และเทคโนโลยีที่ สามารถควบคุมธรรมซาติได้ จึงเป็นผดให้สังคมนั้น นยกจากมีขนาดใหญ่ มีความซับซ้อนทางสังตม และยังมีอํานาจ มีความก้าวหน้าที่จะพัฒนาตัวเอง เกิตเป็นบ้านเป็นเมืองเป็นรัฐเป็นประเทศขึ้น ปัจจุบันนี้อาจพูดได้ว่า สิ่งที่ทําไห้สังคมมนุษย์ มีพัฒนาการไหญ่โด และความขับข้อนนั้นส่วนใหญ่ เป็นปัจจัยที่มาจากผลผลิคทางเศรษฐกิจและเทค- โนโลยี ซึ่งเป็นผลให้เกิดความมั่งตั้ง (พ๐ป่ป แตะ อํานาจ (00๒๓๕) ขึ้น จนอาจกล่าวได้ว่า ความมั่งคั้ง และอํานาจเป็นของสิ่งเดียวกันอย่างแยกกันไม่ออก และเป็นอํานาจที่เกิดจากด้านวัตถุโต| บตรง หรืออาจ พูดอีกอย่างหนึ่งได้วา อํานาจทางวัด ตยุเป็นสิ่งที่ครอบ งําโสกอยู่ในขณะนี้ก็ว่าได้ จนทําให้คุดยภาพของ โลกที่เคยมีมิติของจิตวิญญาณ (501วลน์เห) เป็น ส่วนหนึ่ง สต ลงไปจนต้องเสียการทรงตัวอยู่ในขณะนี้ สยศาสตร์กับ การดํารงอยู่ของสังคมมนุษย์ ต้ามองแต่ เพียงต้านโครงสร้างตังคมและเศรษฐกิจแล้ว ก็จะ หยุดอยู่เพียงแต่มิติทางวัตถุ ยันเป็นสิ่งที่ต้องการ และจําเป็นเหมือนกันกับสัตว์โลกอื่นๆ แต่ความเป็น มนุษย์ที่พัฒนาขึ้นเหนือความเป็นสัตว์โลกทั้งหลาย ก็คือ เรื่องของความนึกคิดที่จะหาคําตอบในหลายๆ สิ่งในจักรวาลที่มนุษย์ยังไม่สามารถศึกษาหาคําดอบ ด้วยข้อเท็จจริงได้ เมื่อไม่ได้ มนุษย์กีต้องหาคํา อธีบายอื่นมาเป็นคําตอบให้แก่ตัวเอง นั้นคือ เรื่อง ความเชื่อ (๒๐|๑๐ก) นั้นเอง เป็นสิ่งที่นับเนื่องนอก เหนือธรรมชาติที่พิซูจน์ด้วยข้อเท็จจริงไม่ได้ แต่ อาจชื่อฮารแสดงความเข้าใจได้ด้วยการกระทําทาง ด้านสัญลักษณ์ (5๓801) ที่เรียกว่าประเพณี พิธีกรรม (ก่แม่) สิ่งนอกเหนือธรรมชาติครอบงํา ความนึกคิดของมนุษย์จนเกิดเป็นความกลัว (ก๐๕6) เพราะเป็นสิ่งที่มนุษย์ควบคุมไม่ได้นั้นเอง ความกลัวตังกล่าวนี้จึงเป็นที่มาแห่งอํานาจ นอกเหนือธรรมชาติ ที่อาจนําทั้งความสุขแพะความ . สร้างความสบายใจว่าสามารถแก้ปมปัญห์าโนเรื่องนี้: ตก มนุษย์ทุกชาติทุกภาษามีคว่าขิศุดเห็นเกี่ยว กับอํานาจนอกเหนือธรรมชาติเบ็นีตองอยวงดัวยภันเร: คือ สิ่งที่ตวิบคุมไม่ได้ กับสิ่งที่สมัธุติว่าควบคุมได้*- ' บ พ ใหมอๆ ล มาในสิทีคัห้อึงกกร-โด้ เกตสดรสจ ' คื เหลัปนรอเรรัวาติกนอกัโอทั .ทําให้เอิดระบบคัวามเชื่ออีกสี[ติงหนึงขึ้นหที่เรียก ทุทข์ให้บังเกิดแก่มนุษย์ได้ เพื่อปรับความคิดและ: - 5 ไม่ใคร่เกิดผลร๊าย. ตังเช่นไนเรื่องศาตนาและไรย- : ศกสต์ร์ศาสนาคือองค์ความรู้ที 'ธรมจริยธรรบ ถ้าแยถออกจากไสยศาสตร์ซึ่งเป็น เครื่องมือแ ว่า ไสยศาสตร์ (ธาล๓๐) ทั้งสองอย่างนี้มีความหมายต่อการคํารงอยู่ รํวมกันของมนุษย์ในต้านจิตใจ (50๒1แมโญ) เป็น อย่วงมาก อีกทั้งเป็นสิ่งที่สะห้อนให้เห็นถึงพัฒนา- การในค้านความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ไนขั้นตอน ต่างๆ ของวิวัฒนาการด้วย นั่นคือถ้ามองในมิคิของ ความเชื่อกับตวามจริงแล้ว จะแลเห็นของที่เป็นคู่ กันดังนี้ คือ ระหว่างศาสนาซึ่งเป็นความเชื่อกับ วิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นเรื่องของความจริงคู่หนึ่ง กับ ไลยศาสตร์ที่เป็นความเชื่อ กับเทคโนโลยีที่เป็น ความจริงอีกคู่หนึ่ง ทั้งสองตู่แตกต่างกันในลักษณะ ที่ว่า ทั้งตาสนาและวิทยาศาสตร์ คือตวามรู้ที่ทําไห้ มนุษย์มีความติตที่เป็นเหตุเป็นผล ในขณะที่ทั้ง "ไดยศาสตร์และเทคโนโลยี คือเครื่องมือ เครื่องใช้ ในการดําเนินการในเรื่องไตเรื่องหนึ่งไห้บรรลุเป่า หมาย ทั้งสิ่งที่เป็นความรู้และเครื่องมือนั้น ถ้าหาค 'ไม่แยกออกจากกัน คือจะทําอะไรก็ต้องมีความรู้ และความคิดแล้ว. มักจะเป็นการกระทําที่มีเหตุผล จ้าไปผู้หารอยู่ร่วม กันอย่างสันติในปวงมนุษัย์: และเป็นหลักของคีด ททากัทําอะไรไปโดยปราตศธากครามร กับหัฒินาการทางสิงิคม - วัฒนธรรม กับ ความเป็นมนุษ ไวคลัอมัฯ, สํวกเตสาร กริ ชซวภาพและสงคม (2) โลกทาง' ฉ่สสร๑๐. สิงมีชีวิตทั้งมวลในโลก ในการประเมินความเจริญก้าวหน้าของ - ค” ะ. มนุษยชาติบนพื้นพิภพนี มนุษย์คูกันที่ความรู้ทั้ง าน ส ค ป เรื่องทีเป็นความเชือและความจริง แต่ความแตกต่าง ' = ” 5 เษร์ 1ล ส กันจะอยู่ที่ทางตะวันออกให้นําหนักในเรื่องความ ซ่ เง: 1 เชือทางศาสนาเป็นสําคัญ ในขณะที่ทางตะวันตก = 6ง ” เน้นความจริงทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่ง 1 ฆ «. ในทีสุดทางตะวันตกสามารถครอบจงําความรู้และ ความคิดของมนุษย์โลกได้เกือบหมด เลยเป็นผล ให้คนส่วนใหญ่หันมาประเมินความเจริญก้าวหน้า กันทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้วพยายาม ฒ == " น, ตัดมิติทางความเชือ เช่น ศาสนาและไสยศาสตร์ "| จิกใช้เคิดื้งยีเชื่อเรากร ช่ข้ากอุลงป ออกไป ผลที่ตามมาทําให้เกิดสิงที่เรียกว่า ก้าวหน้า 8/ ว เ สฮั 4 และล้าหลังขึน สังคมมนุษย์ในพื้นที่ต่างๆ ใน ฆ ฝุ ว่ง. เ= ภูมิภาคต่างๆ ของโลก ทีไม่สามารถปรับตัวเองได้ ม - ง ซ่ ฉ@.4 เค มักถูกเรียกว่าเป็นประเทศโลกที่สาม สิงที่สะท้อน ให้เห็นถึงสภาพความเป็นจริงของบรรคาประเทศ ง 7 ซ่ สํ เหล่านีคือ เป็นสังคมที่ระบบความเชือทางศาสนา ความ ทางวัฒนธรรม แปรปรวน และหลายๆ แห่งให้ความสําคัญกับไสย- ศาสตร์มากกว่าศาสนา อย่างเช่นสังคมไทยใน ท 8 ๕ซ้“ จ ปัจจุบัน เป็นต้น แต่ที่โดดเด่นทีสุดก็คือ นําเทคโน- โลยีมาใช้จนเกินตุลยภาพกับความรู้ทางวิทยา- ศาสตร์ เป็นเหตุให้เกิดการทําลายสภาพแวดล้อม เ "ด "= 2 ซ่4. และดัวเองขึ้น ไนขณะที่สังคมทางตะวันตกที่แม้ว่า ฒ ๑ จ ซ่ ซ่ ต ๕ จะให้ความสําคัญในเรืองความเชือ เช่น ไสยศาสตร์ : 3ลั๑ จงซ่ น้อยลงจนแทบไม่เหลือก็ตาม แต่ยังธํารงในสิงที่ เป็นศาสนาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใหญ่ๆ เช่น พุทธศาสนา คริสตศาสนา ศาสนาอิสลาม เป็นต้น แต่เริ่มมีแนวโน้มที่จะให้ความสําคัญกับศาสนาใน เว ส "ต ฮ่ = ลักษณะทีเป็นอภิปรัชญามากขึนทุกที ซึงเป็นสิง 2 เล ค 4 ซ่ 3 ร -. พิสูจน์อย่างหนึ่งให้เห็นว่าความเชือยังคงเป็นสิงที ง จฯ ข้องเกี่ยวและอยู่ในความรู้สึกของมวลมนุษย์ ยิง ว ซีซือนซี ซ่ ซ่ กว่านั้นในหลายๆ แห่งทีเดียวทีความเชือในเรือง เพ๓เซี่ ด ววิ เซ้ ศาสนาเก่าๆ เสือมไป เกิดลัทธิศาสนาใหม่ขึ้นมา จ เซฒ่ =" = - แทน แม้นต่เรื่องความจริงเช่น วิทยาศาสตร์ยังถูก ณา ซ่ อ ส =< มองไปได้ว่า คือความเชื่อชนิดหนึ่งทีเดียว การกล่าวถึงเรื่องโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ และจักรวาล และความเชื่อนั้น เพื่อแสดงให้เห็นว่า ไนความเป็นมนุษย์ของคนเรานั้นแทบทุกเมื่อเชื่อ วันจะยุ่งเกี่ยวกับทั้งสามสิ่งใหญ่ๆ ดังกล่าวนี้เสมอ คังจะเห็นได้ว่าในวันหนึ่งๆ พอคนเราดื่นนอนมาก็ จะเห็นและพบประกับพี่น้อง และการพูดคุยกันถึงคน อื่นๆ ที่คนมีความสัมพันธ์กัน พูดถึงเศรษฐกิจว่า วันนี้จะทําอะไรจะกินอะไร เป็นต้น และในขณะเดียว กัน ก็ข้องแวะกับโชคลาภ ลางร้าย ลางคี อะไร ต่างๆ ที่มีผลต่อความมั่นคงของชีวิต และอาจกล่าวได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์คิดขึ้นในเรื่องทั้งสามนี้ คือสิ่ง ที่เรียกว่า วัฒนธรรม มนุษย์ทุกชาติทุกภาษา มี นะ "ล จ ง ซี วัฒนธรรมแบบนีเหมือนกันหมด และแต่ละเรือง ฝุ น ง '= ตูณ ส ฆ่ ล แต่ละอย่างต่างก็มีหน้าที่ความสําคัญที่เชือมโยงกัน สล่ 4 9 9.5, เ2 อย่างมีคุลยภาพ เพื่อที่จะทําให้มนุษย์ในฐานะสัตว์ สังคมมีชีวิตรอดร่วมกัน เอไดี่อะรา คช้ง ค รีอแรรเมทรรสน อย่างไรก็ตาม ทั้งๆ ทีมนุษย์ทุกชาติทุกภาษา มีวัฒนธรรมเหมือนกันหมด แต่มนุษย์ก็มีความแดก จกัว เล่จงคื่อจัญ หัองที่ขนวืกซื้บซี่ซึ่งบี ต่างกัน เพราะอยู่ต่างถินกัน ท้องถินหรือพื้นทีซึ่งมี สภาพแวดล้อมทางภูมิประเทศและภูมิศาสตร์เป็น ณ ๒ 2 เศ ล ตัวกําหนด คือปัจจัยสําตัญที่ทําให้วัฒนธรรมและ ๑ เก็, 3๓ ๑รัว <ี่5 = 6 สังคมของมนุษย์แตกต่างกัน ทีเป็นเช่นนีก็เพราะ ๑ ส ม สชั 2 ป ระบบทางวัฒนธรรมที่มนุษย์สร้างขึนเพื่อการดํารง อยู่นัน คือระบบของการปรับตัวเข้ากับสภาพแวด ล้อมทางธรรมชาติในท้องถิ่นที่กลุ่มคน หรือสังคม มนุษย์ตั้งถิ่นฐานอยู่ จึงเป็นเหตุให้รปแบบในการ ดตํารงชีวิตหรือวัฒนธรรมแดกต่างกันไป ยกตัวอย่าง เช่น สังคมทีอยู่ตามชายฝั่งทะเดย่อมแตกต่างจาก สังคมที่อยู่บนที่สูงตวมบําเขา เป็นต้น คนที่อยู่ตาม ชายฝั่งทะเลมีการทํามาหากินหรือเศรษฐกิจแบบ ทําประมงจับปลา นับถือผีหรือเทพเจ้าทางทะเด เป็นตัน ในขณะที่ผู้ที่อยู่ตามป่าเขา มิชีวิตเร่ร้อน ลําสัตว์ ทําไร่เลื่อนลอย และนับถือผีป่า เจ้าเขา เป็นที่พึ่งอะไรทํานองนั้น สภาพแวดล้อมตังกลาว นี้มีผลไปถึงการมองโลก วิธีคิดและขนบธรรมเนียม ประเพณีต่างกันไปด้วย ถ้าหากจะแสดงแผนภูมิให้ เห็นถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมและสังคมตัง กล่าวนี้ เป็นแต่เพียงใสวงกลมล้อมรอบรูปสาม เหลี่ยมลงไปอีกทีหนึ่ง เป็นภารเพิ่มพื้นที่และกรอบ ให้ จะแลเห็นภาพพจน์ของสังคมและวัฒนธรรมดี ค ๓ ยิงขืน (โปรดดูแผนกูบีที่ 2 ตามที่กล่าวมานส้วนี้จะเห็นได้ว่า สังคมและ วัฒนธรรมเป็นของคู่กัน คนหรือมนุษย์ต้องอยู่รวม กันเป็นสังคม และสร้างวัฒนธรรมเพื่อการดํารง ชีวิตรวมกันขึ้นมา วัฒนธรรมคือติ้งที่กลุ่มคนหรือ สังคมในพื้นที่หนึ่งปรับตัวเองเข้ากับสิ่งแวดล้อมทาง โครงตร้างสังคม เศรษฐกิจ และจักรวาล หรือความ เชื่อ ทําให้เกิดเป็นรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ดัง นั้น การพูดถึงวัฒนธรรมอย่างลอยๆ โดยใม่มีดําว่า สังคมรวมอยู่ด้วย จะไม่ทําให้เกิดความเช้าใจใน เรื่องความเป็นมนุษย์ เพราะว่าไม่สามารถระบุได้ว่า วัฒนธรรมนั้นเป็นของคนกลุ่มใด ทําให้บีลักษณะ ทั้งอยู่ลอยๆ และเป็นภาพนิ่ง ที่ว่าเป็นภาพนึ่งนั้น เพราะสังคมที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรม คือกลุ่มชนที่ มีชีวิตจิตใจ มีภาวะที่ต้องขึ้นอยู่กับเวลา เช่น มนุษย์ ทุกคนต้องมีอายุเปลี่ยนไปตามกาลเวสาแต่เกิดจน กระทั่งตาย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ทําให้ =. ส จซืช้อื่อ = ล วัฒนธรรมทีมนุษย์สร้างขึนเพื่อตํารงอยู่ร่วมกันมี สภาพแวดล้อม ๆ ส จกรวาลและความเซอ =ส่ ว 5 ส แผนภูมท 2 : วัฒนธรรมหลากหลายไปภามสภาพแวดล้อมหนึ่งๆ การเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหาได้ เปลี่ยนแปลงไปตามขั้นตอนอายุของมนุษย์ไม่ เพราะทั้งสังคมและวัฒนธรรมอยู่เหนือการสิ้นสุด ตามอายุขัยของมนุษย์ ดังเซ่นสังคมไทยยังคงดํารง อยู่ทํามกลางความเปลี่ยนแปลงมาหลายยุคหลาย สมัย ในขณะที่มนุษย์ที่เป็นปัจเจกบุคคลและเป็น สมาชิกของสังคมล้มหายศายจากมาหลายชั่วคนแล้ว วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มีพลวัต คือมีการเปลี่ยนแปลง และมีความหมายความสําคัญต่อสังคมมนุษย์ที่พอ อนุมานได้เป็น 3 อย่างคือ เพื่อดํารงชีวิตรอด (5บ๕- “หม่) เพื่อการศึกษาอบรม (๐ท่๐๒เฉนอก) และ เพื่อการคมนาคมสื่อสาร (๐๐สพฑ์อลษ์อท) เรื่องความสําคัญของการมีชีวิตรอด (5นะ- “โหม่) นั้นได้กล่าวไปแล้ว เรื่องค่อไปคือ การศึกษา อบรม (๐ฆ่อยเลยอ0) นั้นคือ ในการดํารงชีวิตอยู่ ร่วมกันอย่างราบรื่นนั้น สังคมจําเป็นต้องมีการจัด ระเบียบ มีกฎเกณฑ์และกติกาให้บรรดาผู้เป็น สมาชิกรับรู้และปฏิบัติต่อกัน เด็กที่เกิดขึ้นมาใน สังคมหนึ่งๆ จะได้รับการเรียนรู้ทั้งทางตรงและทาง อ้อม ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว เป็นกระบวนการศึกษา ร่วมกันของสมาชิกตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย นับเป็น วัฒนธรรมกับการพัฒนา การอบรม (506โฆ่[2๑มอก) หรือการปลูกฝังทาง วัฒนธรรม (๐๓๐แกธอย์0 ) ที่เป็นไปโดยอัดโนมัติ สําหรับบรรดาสมาชิกของคนในสังคม กระบวนการ ศึกษาดังกล่าวนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นการศึกษาอบรม เพื่อความเป็นมนุษย์ เพราะต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่นใน กลุ่มเหล่าของตนเอง เป็นสิ่งที่ทําให้คนมีวัฒนธรรม และมีเอกลักษณ์ เพราะเมื่อเกิดปะทะสังสรรค์กับผู้ อื่นที่มาจากสังคมอื่นแล้วจะรู้ได้ทันทีว่ามีความแตก ต่างกันอยู่กันคนละกลุ่มเหล่า ซึ่งเท่ากับว่าวัฒนธรรม มีความหมายและหน้าที่อีกอย่างหนึ่งคือ ในด้าน คมนาคมสื่อสาร (๐๐ชมถนญ์๐ล8นอก) นั้นเอง เพราะเป็นสิ่งที่ทําให้รู้จักกันและเข้าใจกันว่าเหมือน กันและแตกค่างกันอย่างไร และการเข้าใจดังกล่าว เป็นสิ่งที่นําไปสู่ความคิดและกดิกาที่จะอยู่ร่วมกัน วัฒนธรรมในความหมายเพื่อการศึกษา อบรมนั้น ทําให้มนุษย์รู้จักคัวเอง รู้จักกลุ่มเหล่าของ ดนและถิ่นกําเนิตตลอดจนประเทศชาติ ในขณะที่ วัฒนธรรมในความหมายเพื่อการคมนาคมสื่อสารนั้น ทําให้คนในสังคมที่ต่างกันรู้จักกัน การรู้จักเป็นสิ่ง ที่นําไปสู่ความเข้าใจซึ่งกันและกัน กับเป็นสิ่งที่นํา ไปสู่ความคิดที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ทุกวันนี้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในโลก มีสาเหตุ พื้นฐานมาจากคว้ามลุ่มหลงตนเอง และเชื่อว่ากลุ่ม เหล่าของคนหรือชาติพันธุ์ของตนหรือสังคมของ ตนดีกว่าผู้อื่นสูงกว่าผู้อื่น จึงเป็นเหตุให้เกิดความ รู้สึกทั้งในเชิงบวกและเชิงลบขึ้นมาได้ ในเชิงลบก็ คือเกิดความเกลียดชังที่จะต้องทําลายล้างหรือไม่ ก็เพื่อเอาประโยชน์และเอาเปรียบจากฝ่ายตรงข้าม ฉังตัวอย่างเช่นในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ง เจ4 9 จู0 ส ทีพวกนาซีเยอรมันทําลายล้างเผ่าพันธุ์ของพวกยิว เป็นต้น ส่วนในเชิงบวกนั้นเกิดจากความรักความ สงสารอยากให้ผู้อื่นพันทุกข์ และดีเหมือนกับพวก ดน ทําการช่วยเหลือโดยเอาสิ่งที่เห็นว่าดีงามใน สังคมตนเองเป็นบรรทัตฐานหรือเป็นตัวอย่าง โดย หารู้ไม่ว่าคนในสังคมอื่นนั้นมีวิถีชีวิตและความรู้สึก นึกคิดที่แตกต่างไปจากของกลุ่มดน ตัวอย่างเช่นนี้มักแลเห็นได้จากการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมในบรรคาประเทศโลกที่สาม ที่ ประเทศไทยเป็นสังคมหนึ่ง การพัฒนาเป็นกระบวน- เพพัฒนาการทางสังคม - วัฒนธรรม 5 ความเป็นมนุษย์กับ เง เค จ การปะทะสังสรรค์ระหว่างคนสองทอุ่มที่มีความ แตกต่างทางวัฒนธรรม คือกลุ่มผู้ที่จะไปพัฒนา หรือไปเปลี่ยนแปลงเขา มักเป็นตนไนสังคมเมืองพี่ อยู่ในระบบราชการ กับฑอุ่มคนผู้ที่จะถูกพัฒนา หรือเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่วนใหญ่คือผู้คนดามท้องถิ่น ต่างๆ ในชนบท แต่สมัยโบราณ ครั้งบ้านเมืองยัง อยู่ในระบบการปกครองแบบสมบูรณาญาติทธิราชย์ มีความเหลื่อมล้ากันระหว่างกลุ่มคนในเมืองและ ข้าราชการกับผู้คนในชนบท อันเนื่องมาจากการ จัดระบบลังคมให้เป็นแบบศักดินา ที่แบ่งคนออกเป็น ชนชั้นปกครองเป็นเจ้าขุนมูลนาย กับชนชั้นที่ถูก ปกครองอันได้แท่พวกไพร่และทาส ความสัมพันธ์ ระหว่างคนทั้งตองชั้นที่มีลักษณะเป็นระบบอุปถัมภ์ ที่ทําให้ชนชั้นปกครอง คือผู้ที่มีความรู้ มีอํานาจ และมีความถูกต้อง ท่าให้การเปลี่ยนแปลงบาจาภ ข้างบนหรือชนชั้นปกครองเท่านั้น ชนชั้นที่ถูก ปกครองมีความเป็นอยู่ตามชุมชนหมู่บ้านและเมือง เล็กๆ ที่กระจายกันอยู่ตามที่ต่างๆ อยางค่อนข้าง โดดเดี่ยวและเป็นตัวเอง เพราะการคมนาคบระหว่าง เมืองและซนบทไม่สะดวก ผู้คนดามชนบทเหล่านี้ มักมีความรู้เกี่ยวกับชนชั้นปกครองและสังคมเมือง พอสมควร เพราะต้องมารับใช้เป็นแรงงานให้กับรัฐ และเจ้าขุนมูลนาย แต่บรรดาชนชั้นปกครองหรือ เจ้าขุนมูลนายนั้นแลเห็นคนในชนบทและสภาพ ท้องถิ่นต้างๆ ในซนบทนัยยกว่าที่คนในชนบหรู้จัก เมือง และมักมองคนในชนบทจากท้องถิ่นที่คนมี ประสบการณ์หรือคุ้นเคย เลยทําให้ชนบทเป็น. เหมือนกันหมดในสายตาและความรับรู้ของคน> ตังนั้น เมื่อมีโครงการพัฒนาหรือแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคบขึ้น จึงเป็นการดําเนินงานแบบ ครูพักลักจํามาจากด่างประเทศ คือเห็นเชาพัฒนา กันก็เยาตัวอย่างเพื่อที่จะโอให้โดกเห็นว่าบ้านเมือง 'ของตนเองมีความเจริญมีพัฒนาการตามมาตรฐาน ตะวันตก ทําให้ละเลยสิ่งที่เป็นหัวใจในการพัฒนาเสีย สิ้งที่เป็นอุดมการณ์ที่สําคัญในการพัฒนา เศรษฐกิจและลังคมของประเทศฝ่ายเสรีประชาธิป- ไดยนั้น คือการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม ที่เรียกว่าการ เปลี่ยนแปลงอย่วงมีแผน (ถูไธ๓๓6ส ๐๒๒8๐) ความ มุ่งหมายหาได้มุ่งที่จะให้ได้ผลทางเศรษฐกิจเต็มร้อย เปอร์เซนต์ไม่ หากต้องการให้ตนในลังคมท้องถิ่น ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงมีส่วนร่วมในทารคําเนินงาน และการตัดสินใจในการเปลี่ยนแปลง ถึงแม้จะได้ผล ประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่เต็มร้อยก็ดาม บางคน ถึงจึงพูดว่าเพียงแต่สามลิบ หรือสี่ลิบเปอร์เซนต์ ก็ นับว่าดีแล้ว เพราะมุ่งหวังให้คนในท้องถิ่นปรับตัว เองได้ค้วยทระบวนการเรียนรู้ร่วมกันและการมี ส่วนรวมไนการตัดสินใจนั่นเอง นั่นคือสิ่งที่ทําให้ ผู้คนที่จะต้องเปลี่ยนแปลงมีความเป็นตัวเอง มีความ เชื่อมั่นที่จะดูแลตัวเองและปลูกจิตสํานึกในเรื่อง ความเสมอภาคขึ้นในหมู่คนในสังคม แต่ในการ คําเนินงานตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศ ตั้งแต่แผนแรกจนแผนล่าธุดนั้น หา ได้เป็นไปดามสิ่งที่เป็นอุดมคดิตังกล่าวไม่ กลับ เป็นเรื่องของการพัฒนาแต่เพียงเศรษฐกิจอย่างเดียว '' มักจะเน้นเป้าหมายในเรื่องรายได้และผลิตผลทาง ' เศรษฐกิจเป็นตําคัญ อย่างเช่น ทารเน้นทารผลิต เหล่านี้ ทั้งๆ ที่ในชนบทมีผู้คนอยู่ มาถมายหลาย« “ ใ ท้องถิ่นที่แตกตํางกันทั้งสิ้น ครั้นมาถึงสมัยโป๊ลี่ย์น 'แบบอุตลาหกรรมและการล่งออก เป็นค้น อาจกล้าว- 'ได้ว่าไม่มีมิติทางสังคมแม้แต่น้อย์ เพราะไม่มีคนใน: ท้องถินที่จะได้รับผลจากการพัฒนาเข้ามามีส่วน. ซาเนา นฎี อวัด1 ๕ การพัฒนาประเทศนับตั้งแต่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ เป็นต้นมา เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น การคมนวคม สาธารณูปโภคต่างๆ เป็นกํารพัฒนาที่กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่อย่างเซ้นกรุงเทพมหานค์รี ทอัตทึงภาคิ การเกษตรในชนบท ทําให้ซุบชนท้องถิ่นล่มสลาย คนไนซนบทต้องหลังไหลมาทํา แต่การปกครองสมัยโบราณนั่นเอง ผลที่ตามมา เลยทําให้การพัฒนาเป็นแบบการบังคับให้เปลี่ยน แปลง (1๐1๐๐๕ ๐กลก06) ตามแบบที่ทํากันใน ประเทศสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์ แต่ที่เลวร้าย ไปกว่าพวกคอมมิวนิสด์ก็คือ อิ่งพัฒนาไปยิ่งทําให้ คนในชนบทยากไร้ พึ่งตนเองไม่ได้อย่างแต่ก่อน เกิด ความแตกแยกและความยากจนอย่างที่ไม่เคยมีมา และในที่สุดทําให้ครอบครัวและซุมชนอยู่ไนสภาพ ที่ล้มละลายและล่มสลาย ดังเห็นได้ตามซนบทมาก มายหลายแห่งทั่วประเทศไนขณะนี้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ เพราะเอาความรู้สึกนึกคิดและลิ่งที่เห็นว่าดีงามใน วัฒนธรรมของกลุ่มผู้ที่จะเปลี่ยนแปลงเขา คิดแทน และตัดสินแทนคนอื่นนั้นเอง ยิ่งกว่านั้นความไม่เข้าใจในเนื้อหวและความ หมายของสังคมและวัฒนธรรมทั้ง 3 อย่าง คือ เพื่อ มีชีวิตรอด เพื่อการศึกษาอบรม และเพื่อการสื่อสาร นไนเมือง เกิดเป็นสลัม ดังเช่นในภาพ คมนาคม เป็นสิ่งที่ทําให้สังคมที่อ่อนแอทั้งหลาย รวมทั้งสังคมไทยด้วย ถูกมอมเมาเป็นเหยื่อโลกา- ภิวัตน์จนอยู่ในขั้นล้มละลายในขณะนี้ เพราะนับ แต่ยุคสงครามเย็นซึ่งเริ่มช้นภายหลังการสิ้นสุด ของสงครามโลกครั้งที่สองนั้น สังคมไทยมีความ สัมพันธ์กับภายนอกในทางเศรษฐกิจและการเมือง มากกว่าครั้งใดๆ โดยเฉพาะในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น อาจกล่าวได้ว่า เป็นยุคเริ่มดันของกระบวนการนําประเทศให้ทัน สมัย (อ๐ยอ๑กชน์2ลกอก) ทีเดียว ที่กล่าวเช่นนี้ก็ เพราะว่าเป็นสมัยที่มีการสร้างระบบการคมนาคม และการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานทางอุตสาห- กรรมไปตามท้องถิ่นในภูมิภาคต่างๆ จนเป็นเหตุ ให้การดํารงอยู่อย่างโดดเดี๋ยว และค่อนข้างเป็น อิสระของสังคมในชนบทอย่างที่เคยมีมาก่อนนั้น ค่อยๆ หมดสินไป โดยเฉพาะทําให้คนในชนบท นุษย์กับพัฒนาการทางสังคม - วฒนธรรม อ. )1 ความเป็นม 3 เวร แว ม ๕ ร เจ เซ เ= น ล เว 2 ะ = = รร ละทิงวิถีชีวิตและอาชีพอย่างพอเพียงแต่เติม เช้า จ = - = ๕ มาหางานทําในเมือง หรือประกอบอาชีพเพื่อ = -% ๕ ซ่ เศรษฐกิจแบบเงินตรามากขึ้น ในขณะที่คนใน สังคมเมืองมีการขยายตัวทางอยาชีพด้านพาณิชย- = ล กรรม การบรการ และการอุตสาหกรรมมากขน รวม เ 2 เช่” = = 6 ทั้งแพร่หลายทั่วไปในชนบทจนเกิดเมืองทีเป็น = ช่. ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจสังคมเพิ่มชีนอย่างมากมาย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ได้ทําลายวัฒนธรรม หรือวิถีชีวิตเดิมที่ดํารงอยู่ได้ด้วยระบบเศรษฐกิจ แบบพอเพียงลงไป ดังเห็นได้จากการที่คนในสังคม เง ฉิงซึ้เจีอกกัฉ่า คร ตัดงริ่ ท้องถินละเลยสิงท์เรียกกันว่า ภูมิปัญญาท้องถินไป จนกระทังในปัจจุบันมีการร้องเรียกหาอย่างโหยไห้ =. เว « ภูมิปัญญาตังกล่าวนีแท้จริงคือศักยภาพในการปรับ จ เณ ๑รรว ฉ่อให้ซี ตัวเองกับสภาพแวดล้อมอย่างมีตุลยภาพ เพื่อให้มี ซีวิตรอดของกลุ่มชนในสังคมท้องถินนันเอง ศักย- ภาพทีทําให้เกิดการเรียนรู้ด้วยการสังเกต การจดจํา และการทดลองแบบผิดๆ ถูกๆ (ยวัม มาส ๓๓๐) จนเป็นกฎเกณฑ์ เป็นระบบแล้วถ่ายทอดกันสืบมา 0 1 = =ูชั 9 ด้วยวาจา การกระทํา หรือการเขียนขีนเป็นตํารา ผลผลิตของศักยภาพในการเรียนรู้ร่วมกัน - ล่ 5%”, ว สฮั -= ส ที่คําเนินมาหลายชัวคนดังกล่าวนี คือองค์ความรู้ที มีทั้งระบบเศรษฐกิจ ระบบสังคม และระบบความเชื่อ อันเป็นองค์ประกอบของวัฒนธรรมนันเอง ถ้าหาก เช”, ส ซั ม ณ ๕ 24๑ ว - เข้าใจในเรืองนี้แล้วจะเห็นว่า สิงที่เรียกว่าเศรษฐกิจ แบบพอเพียงในพระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จ จ % ส= ค พระเจ้าอยู่หัว คือวัฒนธรรมที่มีความหมายในเรือง การดํารงซีวิตรอดของมนุษย์นันเอง เพราะเป็นยิง กว่าระบบเศรษฐกิจเฉพาะเรือง หากเป็นองค์รวม เป็นวิถีชีวิตทีเดียว นันคือ การทํามาหากินหรือ เศรษฐกิจต้องตอบสนองต่อการดํารงชีวิตของผู้คน 5 ร - ๑2 = ๑ คง ในสังคมอย่างเพียงพอเสียก่อน หรืออีกนัยหนึ่ง ง ฮ่ ณั ๕ = เด 0 ตอบสนองกลุ่มคนที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ไม่ใช่ตอบ ค ส สนองปัจเจกบุคคลคนใดคนหนึ่ง และคนทุกคนมี จ ๆ4 ๑ 4 เ" หน้าที่ซึงจะปฏิบัติต่อกันตามโครงสร้างของสังคม สง ล ส@ 4 ๑ 9, เร็ ทีกําหนดไว้ และเพื่อที่จะทําให้ทุกคนอยู่ในกฎเกณฑ์ ก็ต้องมีการควบคุม การลงโทษ และการให้รางวัล (5๐๐ ๐อกขอ1 ฆา๕ รอ๐ไล| รล๓๐น์อก) กลไกที่ ทําหน้าที่ ในเรื่องนี้มาจากระบบความเชื่อ อาจจะ มาจากศาสนาบ้าง และจากไสยศาสตร์บ้าง เพราะ ความเชื่อเป็นที่มาของอํานาจนอกเหนือธรรมชาติ ที่มนุษย์ยอมสยบมากกว่าอํานาจอื่นๆ การพัฒนาเศรษฐกิจแต่สมัยจอมพลสลฤษดิ์ ธนะรัชด์ คือการทําลายรากเหง้าทางวัฒนธรรมของ สังคมไทย ระบบเศรษฐกิจแบบเพียงพอที่เกิดจาก ภูมิปัญญาในท้องถิ่นแต่เดิมถูกมองว่าส้าหลังและ ยากจน ต้องเปลี่ยนแปลงมาเป็นระบบเศรษฐกิจ แบบทุนนิยมที่มุ่งแต่การผลิตเพื่อให้ได้เงินตราแต่ เพียงอย่างเดียว เพราะเชื่อว่าถ้ามีเงินตราแต่เพียง อย่างเดียวก็สามารถซื้ออะไรต่อมิอะไรได้ทั้งปวง รัฐทําหน้าที่เป็นกลไกที่สําคัญในการกระจายและ ขยายตัวของระบบเศรษฐกิจแบบนี้ ซึ่งมีผลกระทบ ไปถึงการทําลายกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมและ วัฒนธรรมชองคนโนท้องถิ่นด้วย การศึกษาจาก โรงเรียนและสถาบันฝึกอาชีพจากภายนอกเช้ามา แทนที่ระบบการศึกษาร่วมกันจากภายในตามวัด ในชุมซน เป็นเหตุให้คนมืความต้องการทางวัตถุ จากภายนอกมากกว่าการอยู่อย่างพอมีพอกิน ความ สัมพันธ์ทางสังคมที่เตยเชื่อมโยงให้คนอยู่รวมเป็น กอุ่มอย่างไม่แสดงการมีตัวตนของปัจเจกบุคคลก็ เปลี่ยนไป เกิดปัจเจกบุคคลขึ้นมากมายที่เห็นแก่ ได้และเห็นแก่ตัว ทําให้มีการละเมิดระเบียบแบบ แผนและจารีตประเพณีที่เคยควบคุมให้คนอยู่รวม กันเสีย คังจะเห็นได้ว่าแต่ก่อนคนสําคัญของท้องถิ่น ที่นอกจากผู้เฒ่าผู้อาวุโสผู้ปทครองแล้ว ก็มีพวก นักเสงโตที่มักเป็นคนใจคอกว้างขวางไม่เห็นแก่ตัว รักพวกพ้องและปกป้องคุ้มครองหมู่คณะ แต่ปัจจุบัน เกิดพวกเจ้าพ่อและอันธพาลที่ช่มชู่เอาเปรียบผู้คน แทน ที่สําคัญคือ มักจะเอาอํานาจของกฎหมายบ้าน เมืองและสิทธิพิเศษที่ได้รับมาจากภายนอกด้วยวิธี การฉ้อฉลมาเบียดบังเอาทางทรัพยากรท้องถิ่น และช่มเหงผู้คน ผลที่ตามมาก็คือการชาดดุลยภาพ ในระบบสังคมเศรษฐกิจและวัฒนธรรมในสังคมไทย เกิดความขัดแย้งทัวไปดังเห็นได้ในทุกวันนี้ จริงอยู่ที่วัฒนธรรมเป็นสิงมีพลวัต จะต้อง เซ ก “- พ: = -สซั เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และมีวัฒนธรรมใหม่ๆ เกิดขึ้น 4 52 เซ่= =. แต่วัฒนธรรมใหม่ทีมีรากฐานมาจากเศรษฐกิจแบบ ทุนนิยมที่เห็นอยู่นี่ยังอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน ยังไม่มี ตุลยภาพ อาจจะต้องใช้เวลานานกว่าที่จะสว้างดุลย- “ซี » % วั๕ เ= ภาพขึนมาได้ ทังนีเป็นเหตุมาจากการพัฒนาทาง เศรษฐกิจที่รับอะไรใหม่ๆ เข้ามายึดถืออย่างรวดเร็ว สต. เ= ง โดยทีไม่มีการกลันกรองว่าอะไรเหมาะอะไรควร และ ในขณะเดียวกันก็ทอดทิงและดูถูกของเก่าวําล้าสมัย 5 ง จอ๑ซี ว ทงๆ ทีหลายอย่างยังดีและมีความหมายอยู่ ๑ ๕ ๕ซ่=๑๑ สังคมมนุษย์เป็นสิงทีมีวิวัฒนาการจาก การอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ เริ่มแต่ครอบครัวมา เป็นชุมชน หมู่บ้าน เมือง รัฐ และประเทศดตามลําดับ สิ่งที่เป็นหัวใจของการเดิบโดตคือ การเกิดหลายกลุ่ม เหล่าที่แตกต่างกันในทางชาติพันธุ์ ภาษา และความ เป็นมาทางประวัติศาสตร์ กล่าวโดยย่อคือ เกิดกลุ่ม เขากลุ่มเราขึ้นมากมาย เป็นเหตุให้มักมีความขัดแย้ง เกิดขึ้นเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นการที่จะอยู่ร่วม กันเป็นสังคมที่ราบรื่นได้ มนุษย์จําเป็นที่จะต้อง จัดการให้คนแต่ละกลุ่มในสังคมมีความเป็นอิสระ ในการดํารงชีวิตที่แตกต่างไปดามสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นเหตุที่ทําให้เกิดวัฒนธรรมท้องถิ่นที่หลาก หลายขึ้น ในขณะเดียวกันถ้าหากจะรวมอยู่เป็นรัฐ เป็นประเทศเดียวกัน บรรดากลุ่มซนต่างๆ ตาม ท้องถิ่นที่หลากหลายเหล่านั้นจําเป็นที่จะต้องมี อะไรเหมือนกัน เป็นพวกเดียวกันและสื่อสาร คมนาคมกันได้ จากความเป็นจริงในเรื่องทั้งสองอย่างนี้ ได้ ทําให้เกิดพัฒนาการของวัฒนธรรมสองระดับขึ้น วัฒนธรรมหลวงและวัฒนธรรมราษฎร์ เหตุค่างๆ ดังกล่าวนี้ทําให้คนส่วนใหญ่ใน สังคมปรับตัวไม่หทัน เกิดภาวะความก้าวหน้าและ ความล้าห ลังขึ้นในบรรดาคนกลุ่มต่าง ๆ ตามท้องถิ่น ต่างๆ ในสังคม คนที่อยู่ในภาวะถ้าวหน้าย่อมได้ เปรียบ เพราะมีความรู้ความเข้าใจกว้างขวางกว่า เลยเป็นผู้ฉลาดที่มีโอกาสเหนือผู้ศนที่อยู่ในภาวะ ล้าหลังที่กลายเป็นผู้ต้อยโอกาส และในยามที่ ระบบความเชื่อเป็นศาสนาอันเป็นเสาหลักของศีล- ธรรมและจริยธรรมคลอนแคลนลง อาจทําให้คนที่ ฉลาดกว่าประพฤติชั่วเอารัตเอาเปรียบคนที่ด้อย โอกาสได้ ในสังคมที่เป็นบ้านเมืองเป็นรัฐและประเทศ คือ วัฒนธรรมราษฎร์ อันเป็นวัฒนธรรมระดับล่าง ของบรรดากลุ่มชนที่ดํารงชีวิตอยู่ตามท้องถิ่นต่างๆ ในชนบท หรือไม่ก็เป็นวัฒนธรรมของกลุ่มอาชีพ ต่างๆ ในสังคมเมือง และวัฒนธรรมหลวง อันเป็น วัฒนธรรมระดับบนที่สร้างขึ้นโดยบรรดากลุ่มชนชั้น ปกครองหรือรัฐ ที่มีความมุ่งหมายจะบูรณาการ บรรคาวัฒนธรรมราษฎร์ตามท้องถิ่นและตามกลุ่ม อาชีพที่หลากหลายให้มีความเหมือนกัน สื่อสาร กันรู้เรื่องและเกิดสํานึกว่าเป็นพวกเดียวกัน เช่นเป็น คนของเมือง ของชาติ ของประเทศขึ้น ดังเช่นประเทศไทย หรือชาติไทยเป็นตัวอย่าง สังคมของคนในชาติที่เรียกว่า “คนไทย” นั้นก่อน ที่จะมาเรียกว่าประเทศสยามหรือประเทศไทย ได้ มีวิวัฒนาการมาแล้วนับพันปี จากสังคมหมู่บ้าน และเมืองเล็กๆ ที่ต่างอยู่ตามท้องถิ่นต่างๆ มาเป็น เมืองที่มีศูนย์กลางอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ แล้วจึงเกิด เป็นรัฐ และอาณาจักรที่มีศูนย์กลางทางการเมือง การปักครองที่อยุธยาและกรุงเทพฯ จนในที่สุด เพัฒนาการทางสังคม - วัฒนธรรม นมนุษย์กับ 1 ความเป็' เงซีเภาพและสังคม โลกทฯ 10 9 2 «2 ๕ ประเพณีสํากัญของไทยซึ่งเคยมีกวามหลากหลายในแค่! เป็นรัฐชาติ เง็นประเทศสยาม หรืกประเทศไทยขึ้น ปัจจุบันถ้าหากบลงสงไปในระดับล่าง คือระดับ ทักงถิน จะพบหารดํารงคยู่ของกลุ่มชนที่มีภาษาพูด แตกต่างกันแลกไป เช่น ท้างพูตภาษามอญ ภาษา กระเหรี่ยง ภาษาถาว เป็นต้น หรือบางแห่งมีการ ผสมณสานกันระหว่างกลุ่มชาติผันธุ่แล้วสร้างภาษา ท้องถิ่นเฉพาะตนขึ่น เช่น ลาวครั้ง ลาวแง้ว ธะไร ลางๆ เหล่านี้เป็นต้น ด่างกลุ่มต่างมีรูปแบบทาง วัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตที่เหมาะสมก็บลภาพแวดล้อม ของห้องถิ่น ทําให้เกิดขนบประเพณี แคะจารีตที่ แตกต้างกั้นออกไป สิ่งที่กล่าวมาแล้วนี่คือ ความ เป็นเฉพาะตัวของท้องถิ่นที่เรียกว่า วัฒนหรรม ท้องถิ่น หรือวัฒนธรรมราษฎร์ เป็นสิ่งที่มีความ หมายต่อการดํารงชีวิตรอดร่วมกัน แต๋เพื่อทําให้ กลุ้มชนดางกลุ่มเหล่าที่มีวัฒนธรรมห้องถิ่นกระจาย กันอยู่คามภูมีภาคต่างๆ ของประเทศ เกิดสํานึก ความเป็นคนไทยด้วยกัน รัฐหรือพางศูนย์กลาง ทางการปกครองจึงต้องสร้างวัฒนธรรมหลวง หรือ ประเพณีหลวงไห้คนที่แตกล่างกันเหล่านั้นมีร่วมกัน ห้องถิ่น ในปัจจุบันไส่วับอิทธิผลของวัฒนขวามหลวงจน กระทั่งบีแบบลย่างคล้ายฉลิงหันทั้งประเทศ ในภาพเป็นประเพณีก ฝาป| เน เพื่อเกิตสํานึกและการอยูรวมกัน สิ่งที่เป็นองค์ ประกอบของวัฒนธรรมหลวงที่สําคัญคือ ภาษาไทย ศาสนาพุทธ และระบบคักดีนาหรือระบบราชการ ฮงค์ประกอบของวัฒนธรรมหลวงเหล่านี้จะแทรก ซึมเพื่อสร้างความเป็น “คนไทย” อยู่ในบรรดา วัฒนธรรมราษฎร์ของกลุ่มชนตามท้องถิ่นค่างๆ ยกต้วอย่างเช่น ตามหมู่บ้านลาวพวนในเขตอําเกอ โลกสําโรง คนในท้องถิ่นเวลาพบปะสนหนากันมัก ใช้ภาษาพวน แต่ว่าเมื่อพบปะกับผู้คนดํางถิ่นที่ไม่ ใช่พวกลาวพวนด้วยกันก็จะพูดและลื่อกันด้วยภาษา ไทย เป็นตัน ในค้านศาสนานั้น พุทธควสนาคือศาสนา ประจําธาติที่ผู้คนส่วนใหญ่นับถือ ทางคูนย์กลางที่ เป็นฝ่ายปกครองมักจะสร้างขนบประเพณีที่เป็น แบบอย่างเคียวกันส่งทอดลงไประดับล่างเพื่อให้ คนในท้องถิ่นบืดถือปฏิบัติร่วบกัน ตังเช่น ประเพณี ในการสร้างวัดว่าควรมีรูปแบบทางขาปัตยกรรม อย่างไร รูปแบบศิสปะของพุทธประดิมากรรม ประเพณีเทศนัมหาซาติ ประเพณีลงกรานต์ ทอด กฐิน ลอยกระทง ประเพณีการบวชนาค แรกนาขวัญ และอื่นๆ เช่นในสมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงการ ปกครองมีประเพณีถือน้าพระพิพัฒน์สัตยา เป็นต้น ในเรื่องนี้อิทธิพลของพุทธศาสนา ยังสร้าง ความสัมพันธ์ไปยังกลุ่มชนที่นับถือศาสนาอื่นใน บ้านเมือง เช่นศาสนาฮินดู ศาสนาคริสต์ ศาสนา อิสลาม เป็นต้น โตยการผ่านสถาบันพระมหา- กษัตริย์ และระบบศักดินาข้าราชการ นั้นคือพระพุทธ ศาสนาไม่รังเกียจการมี อยู่ของศาสนาอื่น และพระ- มหากษัตริย์ทรงประพฤติธรรมราชา โดยเฉพาะวาง พระองค์เองเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภก ให้การดูแล ช่วยเหลือและคุ้มครองบรรดาผู้ที่นับถือศาสนาอื่น ในประเทศไทย ดังจะเห็นได้ว่า พระมหากษัตริย์ พระราชทานที่ดินให้ผู้ที่นับถือศา สนาอื่นสร้างวัด และสร้างที่อยู่อาศัย และในเวสามีประเพณีพิธีกรรม ที่สําคัญก็เสด็จไปร่วมเป็นประธาน เป็นต้น ในขณะ ที่ระบบศักดินาข้าราชการที่เปิดโอกาสให้ผู้คนที่นับ ถือศาสนาอื่นหรือเป็นสัญชาติเผ่าพันธุ์อื่นที่เห็นว่า มีความสื่อสัตย์มีความรู้และจงรักภักดีต่อบ้านเมือง เข้ามาเป็นขุนนาง ข้าราชการ มีตําแหน่งยศถา บรรตาศักดิ์ เช่นเดียวกันกับคนอื่นๆ ที่เป็นคนไทย และนับถือพุทธศาสนา ยกตัวอย่างเช่น ในสมัย กรุงธนบุรี และสมัยกรุงเทพฯ ตอนต้น ขุนนางชั้น เสนาบดี เซ่น สมุหนายกและสมุหพระกลาโหม หรือ ผู้ที่เป็นแม่ทัพเรือ คือผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม เป็นต้น ทั้งวัฒนธรรมหลวงและวัฒนธรรมราษฎร์ ในสังคมไทยหรือประเทศไทย หาได้ต่างฝ่ายต่าง แยกกันอยู่ไม่ หากมีลักษณะปะทะสังสรรค์กันคลอด เวลา อีกทั้งเป็นเหตุให้มีการให้อิทธิพลซึ่งกันและ กันด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่มีผลในค้านบูรณาการทาง สังคมเกิดขึ้นด้วย นับเป็นสิ่งนอกเหนือไปจากความ หมายทางด้านบูรณาการทางวัฒนธรรมอีกโสดหนึ่ง จนเป็นสิ่งที่นําสังเกตได้ว่าบทบาทของวัฒนธรรม หลวงในประเทศไทย มีผลมากกว่าวัฒนธรรมหลวง ของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า อินโดนีเซีย และ มาเลเซียเป็นตัวอย่างเพราะบทบาทของวัฒนธรรม หลวงในประเทศอื่นที่กล่าวชื่อมาแล้วนั้น สามารถ สร้างบูรณาการทางวัฒนธรรมได้ในระดับการสื่อสาร เป็นส่วนใหญ่ หาได้มีผลมาถึงการผสมผสานทาง สังคมและวัฒนธรรมไม่ ดังเห็นได้ว่าสังคมของพม่า มาเลเซีย เป็นสังคมพหุลักษณ์ (ถ[แรม1 50๐1๐๒9) เมื่อมาเปรียบเทียบกับของไทยที่อาจเรียกได้ว่า เป็นสังคมเอกลักษณ์ (๒๐๓๐๕๑๓๐๐บ3) เลยทําให้ วัฒนธรรมหลวงของคนไทยกลายเป็นวัฒนธรรม ของทุกกลุ่มเหล่าที่หลากหลายไป เวลาที่คนจาก ภายนอกก็ดีหรือคนภายในมองเข้ามาและมอง ตนเองจึงแลไม่ไคร่เห็นความหลากหลายทางวัฒน- ธรรมราษฎร์ที่มีอยู่ทั้วไปดตามท้องถิ่น มักจะแลเห็น แต้ลิ่งที่เป็นเอกลักษณ์จากบรรดาสัญลักษณ์ของ วัฒนธรรมหลวงเท่านั้น ความเข้าใจดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่นํามาซึ่งความ เข้าใจผิดในเรื่องความคิดว่าอะไรคือวัฒนธรรมของ คนไทยด้วย นั้นคือ เป็นการมองแต่สิ่งที่เป็น วัฒนธรรมหลวงเท่านั้น เช่น ประเพณีสงกรานต์ การ รดน้าดําหัว การตักบาตร การบวชนาค รูปแบบทาง ศิลปะของโบราณสถาน และศิลปกรรมต่างๆ เป็นต้น ๑, 7 ซ่. ฉ่ ง เลยทําให้วัฒนธรรมกลายเป็นภาพทีหยุดนิง ไม่มี ร ซ่ เซ " การเคลื่อนไหว อีกทั้งต้องเป็นสิ่งอนุรักษ์เปลี่ยน เซวภาพและสงคม ร โลกทาง . สไล้. 5 แปลงไม่ได้ไป ในที่นีอาจเรียกวัฒนธรรมคังกล่าวนี่ จ4. " เร ใหม่ว่า “ศิลปวัฒนธรรม” เพื่อให้ตรงข้ามกับ เ" 4๕4 =ซ๓= เว ม วัฒนธรรมราษฎร์ทีเป็นวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิน ๓ , 2 5 ”. ญ่ หรือตามกลุ่มอาชีพทีมีพลวัตความเปลี่ยนแปลงอยู่ " ด (2 ตลอดเวลา ที่เรียกว่า “ชีวิตวัฒนธรรม” ทั้งสอง ว “ว ซ๊ร= = 2 ระดับที่แตกต่างกันมากในขณะนีก็คือศิลปวัฒนธรรม ซ่ 1ร ๓ ส เป็นเรืองของการมองแบบแยกส่วน คือแยกสิงทีเป็น = - - ศิลปะและประเพณีพิธีกรรมออกจากความหมายที 2 เณ 9๕) = 2๓ ส๕ 5 สัมพันธ์กับวิถีชีวิตของผู้คน ในขณะทีชีวิตวัฒนธรรม - ๕ ซ่ ( 6 คือองค์รวมที่แลเห็นวิถีชีวิตมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไป = =. ณั ดามอิทธิพลที่มาจากภายในและภายนอกนันเอง ซั = 1ลน ม ฒ ในสังคมไทยขณะนี่การไม่เข้าใจว่าอะไรคือ วัฒนธรรมหลวง และวัฒนธรรมราษฎร์ ได้ก่อให้เกิด เ เช ! ความขัดแย้งหลายๆ อย่างขึ้น แต่ทีเป็นปัญหาอยู่ใน กล จ ง ง ส่ว< 4 ขณะนีและที่จะน่ามากล่าวในทีนี่ คือเรืองความเป็น ซ่ ๑ ซา. ซี| ตพุ่ม จ คนไทย ทีอาจวิเคราะห์ออกเป็น 2 ประเด็นด้วยกัน - ฒ่ = คือ เรืองคนไทยมาจากไหน และความเป็นคนไทย ฆั ๆ - เรื่องแรกเป็นปัญหาทางวิชาการที่ลืบเนื่องมา จากการสร้างความรู้สึกชาตินิยมในสมัยจอมพล ป. ซ่ « =- @: 1 .@ พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนเรืองหลังคือ - จ 9 5 ความรู้สึกทีตกค้างมาจากการปลูกสํานึกชาตินิยม ดังกล่าว สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นเวลา ส4ฯ ”: ณา " อ ๓ส ง, ทีมีการเปลี่ยนชือประเทศ ซึงแต่เดิมเรียกว่าประเทศ สยามหรืออาณาจักรสยาม ที่มีกรุงศรีอยุธยาและ กรุงเทพมหานครเป็นราชธานี มาเป็นประเทศไทย : ฮ่ ” คําว่า “ไทย” แต่เดิมเป็นชื่อภาษาและชื่อที่คนส่วน ใหญ่ในประเทศสยามเรียกตนเอง โดยสรุปก็คือ คํา ๑ ๒ “ " = 2= ส3๓ ว่า “สยาม” เป็นซือของประเทศหรือดินแดนที่มี อ ส3 9 =ูส มาแต่โบราณกาล ในขณะที่คําว่าไทยคือชื่อของ - ฝุ ง ภาษาและชือของคนกลุ่มใหญ่ที่อยู่ในประเทศสยาม ซ่ 1 4 การเปลี่ยนแปลงก็คือ การเอาชือของกลุ่มชนมา วู - = ๑ @= เป็นชือของดินแดนแล้วลบชื่อดินแดนเกิดเสียนั้นเอง = จ ๓ 2 เซ แด่ในชณะเดียวกันภ็มีการดันคว้าแต่งเรื่องความเป็น ฒา สล้. - ก มาของชนซาติไทยขึน โดยเอาไปเชือมโยงกับการ = ” จะ, 4, โยกย้ายถิ่นฐานและการเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนไท .@ - ส หรือได ที่พูดภาษไทยที่อยู่นอกเขตประเทศสยาม 258, คืออยู่ทางตอนได้ของประเทศจีน เข้ามาตั้งหลัก แหล่งในดินแดนประเทศไทย แต่ครั้งสมัยกรุงสุโขทัย คือประมาณพุทธศควรรษที่ 18-19 ลงมา ปัจจุบัน ปัญหาและข้อถกเถียงกันถึงเรื่องคนไทยภาษาไทย มาจากไหนดังกล่าวนี้ยังไม่สิ้นสุด คือบางคนยังเชื่อ ว่าคนไทยคือผู้ที่อพยพโยกย้ายเข้ามาจากดินแดน ตอนได้ของประเทศจีน ยังมีการเดินทางออกไปคัน หาสืบสาวราวเรื่องอยู่ แต่บางคนพอจะแยกแยะออก ได้ว่าการเกี่ยวข้องระหว่างคนไทยที่อยู่ในดินแคน ประเทศสยามกับกลุ่มคนไทยหรือไตนอกประเทศ เป็นเช่นใด จนถึงมีการแยกแยะให้เห็นว่า คนไทย ที่มี "ย' ต่อท้ายคําว่าไท นั้นหมายถึงคนที่อยู่ใน ประเทศไทย ที่ไม่จําเป็นจะต้องเป็นพวกเดียวกัน กับคนไทหรือคนไดที่อยู่นอกประเทศทั้งหมด แต่ ทั้งนั้นทั้งนี้กียอมรับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชน ทั้งสองพวก ส่วนปัญหาเรื่องที่สองคือ ความเป็นคนไทย ที่เป็นกระแสชาตินิยมที่สว้างขึ้นในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามนั้น ทําให้เกิดความสํานึกที่ขัดแย้งกัน ขึ้นในบรรดาหมู่ชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่ไม่ใช่กลุ่มที่เป็นคน ไทหรือไต โดยเฉพาะคนจีนนั้นมีความรู้สึกที่ขัดแย้ง มากที่สุด เพราะการสร้างกระแสชาตินิยมเรื่องชน ชาติไทยในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามนั้น มุ่งที่ จะกีตกันกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นเจ๊กหรือคนจีนใน ประเทศโดยตรง ผลที่ตามมาก็คือทําให้เกิดความ ขัดเคืองและแปลกแยกขึ้นในชาติ กลุ่มชาติพันธุ์ที่ เป็นคนจีนโพ้นทะเลที่ควรจะกลับกลายมาเป็นคน ไทย กลับถูกกีตกันว่าเป็นคนจีน เป็นคนจากภาย นอกที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจจาก ประเทศไทย จนเป็นต้นเหตุให้มีสินบนแก่บรรดา ช้าราชการและผู้มีอํานาจทางการเมือง ซึ่งสืบเนื่อง มาจนทุกวันนี้ แม้กระทั่งในปัจจุบัน ความรู้สึกใน เรื่องการเป็นตนสองสัญชาติ คือเป็นคนไทยก็ได้ เป็น คนจีนก็ได้ ยังเป็นสิ่งที่ดํารงอยู่ โดยเฉพาะในบรรตา พ่อค้า คหบดีที่เป็นนายทุนช้ามชาติ ปัญหาเรื่องความเป็นคนไทยและความรู้สึก ชาตินิยมที่กล่าวมานี ถ้าหากได้เข้าใจถึงวิวัฒนา- การทางสังคมและวัฒนธรรมที่เกิดเป็นวัฒนธรรม หลวงและวัฒนธรรมราษฎร์ขึ้นแล้ว คงจะเกิดความ เข้าใจที่ถูกต้องขึ้น นั้นคือ เป็นสิ่งที่พัฒนาขึ้นตาม ขั้นตอนและกระบวนการของความเป็นมนุษย์นั่นเอง ความเป็นคนไทย หรือคนไทที่มี “ย' ต่อท้ายนั้น เป็น เรื่องของวัฒนธรรมหลวงที่เกิดขึ้นเพื่อการบูรณา- การให้คนหลายเผ่าพันธุ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นั้นเอง การที่ซื่อราชอาณาจักรหรือประเทศเรียกว่า สยาม นั้นเป็นสิ่งบ่งซี้ให้เห็นว่า สังคมในสมัยโบราณ ได้เลือกซื่อนี้ ซึ่งเป็นชื่อของดินแดนให้มีภาวะความ เป็นกลางที่จะเป็นเบ้าหลอมให้ความเป็นชาติพันธุ์ ต่างๆ ของผู้คนไม่ว่าจะเป็น ลาว เขมร ญวน เจ๊ก จีน และไทย หรือไต ให้เป็นชาวสยามไปหมด ต่อ จากชื่อของประเทศหรือดินแดนก็เป็นชื่อของ ภาษากลางที่ใช้ร่วมกัน คือ ภาษาไทย เพื่อทําให้ คนในชาติพันธุ์ใดก็ตามที่พูดภาษาไทยได้สามารถ สื่อสารกับประชาชนคนอื่นๆ ในราชอาณาจักรหรือ ประเทศเรียกว่า คนไทย เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาล ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามพยายามบอกว่า คนไทย กับ คนไท หรือ ไต เป็นพวกเดียวกันทั้งหมด นั้นคือ ความคิดและการกระทําที่ถอยหลังเข้าคลอง วัฒนธรรมไทยเป็น “สินค้า” บูสําหรับนักทองเทียว ตางประเทศ และเน้นเฉพาะ ไนด้านศิลปหัดถกรรมที่เป็น รูปแบบของวัฒนธรรมหลวง ฯ ทีสํ โดยแท้ นับเป็นการฝืนกระแสพัฒนาการทางสังคม และวัฒนธรรมนั้นเอง ยิ่งกว่านั้นในปัจจุบันความไม่เข้าใจในเรื่อง วัฒนธรรมหลวงและวัฒนธรรมราษฎร์ตูเหมือนจะ เป็ นปัญหาทางสังคมและวัฒนธรรมที่มีผลกระทบ ต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ไม่น้อย นั่น คือตั้งแต่สมัยเศรษฐกิจแบบฟองสบู่ยัง ไม่เสื่อมสลาย จนกระทั่งยุคพัฒนาการท่องเที่ยวที่เรียกว่า “อะเมซซึ่งไทยแลนด์” (ฆาล2เท๕ โกลปลกส) เช่น ทุกวันนี้ การพื้นฟูวัฒนธรรมไทย เพื่อให้เป็นที่มา ของรายได้สําคัญของประเทศดูเป็นนโยบายที่ สําคัญของรัฐบาลทุกรัฐบาลเลยทีเดียว วัฒนธรรม ไทยที่เป็นเป้าหมายของภารพัฒนาและอนุรักษ์ก็คือ วัฒนธรรมหลวง หรือศิลปวัฒนธรรม เพราะมีความ เข้าใจว่า วัฒนธรรม หมายถึงสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งรวม ของคนในชาติ และสามารถดําเนินการอนุรักษ์และ พัฒนาได้อย่างเป็นรูปธรรม ทําให้การมอง วัฒนธรรมหยุตอยู่เพียง แต่เป็นเรื่องของเอกลักษณ์ ไป กลายเป็นสิ่งที่เป็นภาพนิ่ง แลไม่เห็น ความ หมายที่เกี่ยวตองกับพัฒนาการทางสังคมและ วัฒนธรรมแต่อย่างใด ยิงกว่านั้นยังมีการแต่งสีสัน ย้อมความหมายความสําคัญเชิงวัตถุไปในลักษณะ ย์กับพัฒนาการทางสังคม - วัฒนธรรม 5: , เด “๒๐ ศร ': ความเป็นมนุษ % ๕ ร ซ์ ว ๕ 3 ะ เซ ๑ ๕ แง เว ว ะ เรี ๕ ซื ที่ทั้งมอมเมาคนเองว่าโดดเด่นไม่เหมือนไคร (ญ่สุน๐) เพื่อให้คนอื่นสนใจจะได้มาเที่ยวมาชม จนมีผู้ที่เป็นห่วงเป็นไยบ้านเมืองมักพูดวิจารณ์ เป็นเสียงเดียวกันว่า การทะนุบํารุงศิลปวัฒนธรรม ของบ้านเมืองในปัจจุบันนี้ คือการขายวัฒนธรรม เพื่อการท่องเที่ยว เหตุผลอีกอย่างหนึ่งที่ทําให้มองวัฒนธรรม หลวงเป็นสําคัญ ลืบเนื่องมาจากบ้านเมืองมีการ ปกครองแบบรวมศูนย์มาช้านาน ผู้มีหน้าที่ในการ จัดการบริหารและการปกครองมีความเคยชินต่อการ มองและสั่งการจากข้างบนลงมา จึงมองไม่เห็นและ ไม่เข้าใจวัฒนธรรมราษฎร์หรือชีวิตวัฒนธรรมดาม ท้องถิ่นตํางๆ ที่มีความหลากหลาย และเมื่อใดที่เกิด ความขัดแย้งขึ้นไนสังคมท้องถิ่น ทางส่วนกลางหรือ เบื้องบนก็จะมักไม่ยอมรับและหาว่าเป็นการกระทํา ที่ก่อความไม่สงบขึ้นในบ้านเมือง ต้องมีการจัดการ หรือดําเนินการทางกฎหมาย และในบางครั้งก็ใช้ กําลังปราบปราม และเพื่อที่จะให้การปกครองและ บริหารบ้านเมืองไปตามความคิดเห็นจากส่วนกลาง หรือเบื้องบน รัฐได้สร้างกลไกในการควบคุมที่ สําคัญขึ้น คือกรมดํารวจ (ปัจจุบันคือสํานักงาน ดํารวจแห่งชาติ) ที่มีแต่เติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง จน เป็นองค์กรและสถาบันที่เลียนแบบกองทัพ มี ตํารวจขั้นผู้น้อยผู้ใหญ่ที่มียศฐาบรรดาศักดิ์เช่น เดียวกันกับทหาร เพราะฉะนั้นอาจนับได้ว่า กรม ตํารวจก็เป็นสถาบันอย่างหนึ่งในวัฒนธรรมหลวง ที่มีไว้ในการปฏิเสธการดํารงอยู่อย่างธรรมชาติ ของวัฒนธรรมราษฎร์ที่เป็นชีวิตวัฒนธรรม การ ดํารงอยู่ และการคําเนินงานของกรมตํารวจเองก็มี ลักษณะเป็นการอนุรักษ์และปกป้องการเมืองการ ปกครองแบบรวมศูนย์ (๐๐๓ย17๑แอ0) ทําให้ เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการกระจายอํานาจในการ ปกครองที่จะต้องพัฒนาสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่น ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงตามธรรมชาติของ สังคมมนุษย์ และการปกครองในระบอบประชา- - เค ฯ เ-= ธิปไตย อันเป็นที่ยอมรับของสังคมโลกในขณะนี้ ไม ซ์ สังคมเมืองและ ค ๑๑ เล เมื่อมองในมิติทางโครงสร้าง วิวัฒนาการ ของสังคมและวัฒนธรรมชองมนุษย์เมื่อมาถึงขั้น เกิดเป็นบ้านเป็นเมืองและเป็นประเทศซาติแล้ว จะ เกิดสภาพสังคมขึ้นสองอย่างด้วยกันคือ สังคมเมือง (หอลท ร๐66๒/) และสังคมชนบท (ล| 500โ1๐๒) ทั้งสองอย่างนี้มีความแตกต่างกันทั้งในสภาพทาง ภูมิศาสตร์และโครงสร้างทางประชากร ในค้านสภาพภูมิศาสตร์ สังคมเมืองจะดํารง อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติน้อย เพราะมี การปรับและทําลายธรรมชาติเพื่อการสร้างสรรค์ สถานที่ทํากิน สถานที่อยู่อาศัย และความสะดวก สบายในการคมนาคม การดํารงชีวิตสําหรับกลุ่มชน ที่หลากหลายในด้านอาชีพเป็นจํานวนมาก ในเรื่อง นี้สังคมเมืองที่มีผู้นําและประชาชนที่โง่เขลาเบา ปัญญา มักจะมีสภาพความเป็นอยู่ที่เต็มไปด้วยของ เทียม เช่น ป่าค อนกรีตในภรุงเทพมหานครในขณะนี้ ในด้านโครงสร้างทางประชากร ในพื้นที่ของสังคม เมืองเป็นที่อยู่ของกลุ่มคนเป็นจํานวนมาก ที่มีความ หลากหลายทางอาชีพ ทางชาติพันธุ์ และสถานะทาง สังคม ซึ่งความจริงและความหลากหลายคังกล่าวนี้ เองทําให้เกิดความซับซ้อนทางสังคมและวัฒนธรรม ที่มีผลทําให้เกิดการปรับตัวเองเข้ากับสภาพแวด- ล้อมที่แตกต่างไปจากสังคมชนบท ส่วนสภาพทางภูมิศาสตร์ของสังคมชนบท นั้น ยังมีพื้นที่ว่างทางธรรมชาติอยู่มาก มีการทําลาย และการปรับเปลี่ยนน้อยกว่า อันเนื่องมาจากมี จํานวนประชากรน้อยกว่า อีกทั้งผู้คนส่วนใหญ่มักมี อาชีพที่ใกล้เคียงกัน จนทําให้มีความรู้สึกนึกคิด และควกมชอบคล้ายคลึงกัน เป็นสังคมที่ไม่แออัด และไม่ซับซ้อนเช่นสังคมเมือง ถ้าเปรียบเทียบกัน สิงคมชนบท ะ ะ | บ ในด้านโครงสร้างทางสังคมแล้ว สังคมชนบทเปรียบ ฆ - ” ”: ซ้ 7 เสมือนเครื่องจักรเครื่องยนต์ที่ทุกสิงทุกอย่างใน องค์ประกอบต้องสอดคล้องไปด้วยกัน เช่นเห็นได้ เอ๓ซี ซะเก จากการมีอาชีพเป็นชาวนา ชาวไร่ หรืออาชีพทาง เกษตรกรรมเหมือนกัน เคยคิดอะไรทําอะไรมักจะ เ” เ ต่ สอดคล้องกันไปหมด ซึ่งความสัมพันธ์ที่สอดคล้อง จะเธ ศ์ กันนี นอกจากมีความนึกคิดอะไรที่คล้ายคลึงกันแล้ว ยังมีความเสมอภาคอีกด้วย เพราะฉะนั้น สังคมใน ซนบทสํวนใหญ่มักไม่ใคร้มีปัญหาในด้านชนชัน ทัง ฮ่ ห ง ที่อาจมีคนจนและคนรวยอยู่รวมกันก็ตาม เช่น เร ว ไว งณ์ ๑ สังคมในชนบทไทยแต่เดิมๆ ที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังทํา 2 ส๑ 9 นาเป็นอาชีพหลัก อาจมีคนที่ผลิตข้าวได้มากและ ขายได้เงินทองมากกว่า แล้วนํามาบปลูกบ้าน ปลูก ตั โอทโวรัซ่ พ ยุ้งข้าวให้ใหญ่โตกวําผู้อื่น รวมทั้งมีเครื่องเงินทอง สําหรับตกแต่งในเวลามีงาน จนทําให้เกิดมีคนรวย "ล ก ล ง และคนจนขึ้น แด่ก็หาเป็นชนชั้นไม่ เพราะรูปแบบ ในการดํารงชีวิตไม่แตกต่างกัน ยามปรกติยังแต่ง ตัวตามประเพณีเหมือนกัน ทําบุญวัดเดียวกัน เวลา น อารี ไปวัดฟังเทศน์ฟังธรรมเหมือนกัน รวมทั้งกินอาหาร ร่วมกันในเวลาทําบุญ ” 1 ๓ รี ฒ เณ ๕ ในขณะที่สังคมเมืองนั้น ความสัมพันธ์หรือ ณะ ห ส โครงสร้างสังคมเปรียบเสมือนร่างกายของคนที่ บรรดาอวัยวะต่างๆ เช่น หู คอ จมูก ปาก หัวใจ ง, จ 4 [ด แขนบขา เท้า ต่างก็มีลักษณะพึ่งพาซึ่งกันและกัน (ไตแอะส6รง๓สือ๓!) จึงจะดํารงชีวิตอยู่ได้ นันคือ เป็นองค์ประกอบด้วยสิ่งต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน และ สอ ซึ่รึล์ ต่างต้องพึ่งพิงกัน คังเห็นได้จากการที่มีกลุ่มคน ซ่ 4 ย หลากหลายอาชีพที่อยู่รวมกัน และแต่ละอาชีพก็มี ความรู้สึทนึกคิดและความชอบแตกต่างกันออกไป ทําให้มีรูปแบบในการดํารงชีวิตหรือวิถีชีวิตแตกต่าง กันไปด้วย จากความแตกต่างดังกล่าวนี้ ทําให้มี ความคิดและความรู้สึกที่จะวัดระดับความสําคัญสูง ตําในเรื่องสถานภาพทางสังคมขึ้น ซึ่งก็เป็นที่มา ของการเกิดชนชั้นขึ้นในสังคมเมือง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสังคมเมืองและสังคม ชนบทจะมีความแตกต่างกัน แต่หาได้หมายความ ว่าจะเป็นสิ่งที่แยกจากกันโดยไม่มีความสัมพันธ์ กันแต่อย่างใดไม่ ในทางตรงข้ามกลับเป็นสิ่งที่แยก กันไม่ออก เนื่องจากสังคมชนบทแม้ว่าจะมีพื้นที่ และสภาพแวดล้อมกว้างขวางกว่าสังคมเมือง แต่ กลับไม่มีสภาพที่สมบูรณ์ในตัวเอง และเป็นเพียง ส่วนหนึ่งของสังคม (๒๓1 506[๐[7) ที่ใหญ่กว่า คือ สังคมเมืองเท่านั้น เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เป็นเพราะคน นั่นเอง ในสังคมเมืองนอกจากมีผู้คนมากมายหลาย กลุ่มเหล่าแล้ว ยังมีผู้นําความเจริญในเกือบทุกด้าน ที่คนในสังคมชนบทยอมรับและยืดเป็นเยี่ยงอย่าง ดังจะเห็นได้ว่าคนในชนบทชอบที่จะให้ลูกหลาน ของตนไปเล่าเรียนในเมือง ไปมีความเป็นคนเมือง และในชีวิตประจําวันของตนก็ขวนขวายที่อยากจะ ได้วัตถุจากเมืองมาเป็นของดนเองในชนบทบ้าง ความเป็นจริงในเรื่องนี้ยังคงเห็นได้จาก ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองและชนบทในสังคมไทย ทุกยุคทุกสมัย และยิ่งในยุคเศรษฐกิจแบบฟองลบู่ ที่แล้วมาจะเห็นได้ว่าคนชนบทพากันหลั่งไหลเข้า มาหางานทําในเมืองกันแทบทุกภาค จนไม่มีใคร อยากกลับไปอยู่ในชนบทอีก ยกเว้นการกลับไป เยี่ยมบ้านในช่วงเทศกาลเท่านั้น ไนทํานองตรง ช้ามขณะที่คนในชนบทมีหัวจิตหัวใจอยู่ที่สังคมเมือง คนในสังคมเมืองมักมีความคิดที่จะแสวงหาผล ประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับสังคมชนบทในด้าน % กับพัฒนาการทางสังคม - วัฒนธรรม ๆ ความเป็นมนุษย์ สังคม โลกทางชีวภาพแล: ทรัพยากร ในด้านการลงทุนและทางเกษคตรกรรม อุตสาหกรรม และธุรกิจการค้าค้านอื่นๆ ที่มีผล ทําให้เกิดการปรับปรุงการคมนาคม การสร้างถนน หนทาง และการใช้เทคโนโลยีในการแสวงหาผล ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การขยายตัวทางวัคถุดัง กล่าวนี้ นับเป็นการขยายความเป็นเมือง (๒รณณ์- 2ลถ์อ0) เข้าไปยังชนบทอยู่คลอดเวลา การปะทะสังสรรค์กันทั้งในด้านวัฒนธรรม และเศรษฐกิจกับเทคโนโลยีระหว่างสังคมเมือง และสังคมชนบทเช่นที่กล่าวนี้ แต่ละสังคมมนุษย์ ในโลกมีประสบการณ์และได้รับผลที่คามมาไม่ เหมือนกัน แต่ที่เห็นได้ชัดคือ ระหว่างสังคมทาง คตะวันตกกับตะวันออก อันเนื่องมาจากพื้นทาง ความเป็นมาทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์แดก พัฒนาการของสลังคม นุษย์โดยสังเขป จากการศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์และ โบราณคดีเกี่ยวกับพัฒนาการของสังคมมนุษย์ขึ้น เป็นบ้านเป็นเมืองเป็นรัฐและอาณาจักรนั้น ปัจจุบัน เป็นที่ยอมรับว่าบริเวณที่เก่าแก่ที่สุดอยู่ในบริเวณ สุ่มน้าใหญ่ ๆ ที่สําคัญของโลกได้แก่ ลุ่มแม่น้้า ยูเฟรติส-ไทกริส ในตะวันออกกลาง ลุ่มแม่น้้าไนล์ ในอาฟริกา ลุ่มแม่น้าคงคาและสินธุในอินเคีย และ อุ่มแม่น้้าวฮวงโหและแยงซีเกียงในประเทศจีน ซึ่ง ทั้งหมดนี้ล้วนนับเนื่องเป็นด้านตะวันออกของโลก ทั้งสิ้น สังคมเหล่านี้ได้พัฒนาขึ้นเป็นอาณาจักร และมหาอาณาจักรที่มีความก้าวหน้าทั้งในด้าน วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี อันเป็นเรื่องทางวัตถุ กับ ศาสนา ประเพณี พิธีกรรม และปรัชญา อันเป็นเรื่อง ทางจิตวิญญาณ ความก้าวหน้าโนทั้งสองมิตินี้ ก่อให้เกิดสิ่ง ที่เป็นระบบพางวัฒนธรรมที่ได้รับการยอมรับอย่าง แพร่หลาย จนเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อารยธรรม ด่างกัน สังคมทางตะวันตกมักควบคุมปฏิสัมพันธ์ ให้อยู่ในสภาพที่ราบรื่นได้ ในชณะที่สังคมทาง ตะวันออกควบคุมไม่ได้ อันเนื่องมากจากการ ปรับตัวไม่พันของคนในสังคมชนบท เมื่อเกิดการ ขยายตัวทางสังคมเมืองเข้ามา เป็นเหตุให้เกิดความ ล้าหลังทางวัฒนธรรมขึ้น (๐๒1๒๐๐ ]ล8) สาเหตุ สําคัญที่ทําให้สังคมตะวันออกควบคุมความสัมพันธ์ ระหว่างสังคมเมืองและสังคมชนบทไม่ได้เหมือน กับสังคมทางตะวันตก เนื่องมาจากสังคมตะวันออก พยายามที่จะเอาเยี่ยงอย่างสังคมตะวันตก โดยที่ไม่ มีความรู้ความเข้าใจอย่างเพียงพอนั้นเอง เพื่อที่จะ ให้เข้าใจในเรื่องนี้อย่างเป็นภาพรวม จึงใคร่เท้าความ ให้เห็นพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ระหว่างสังคม ทางตะวันตกและตะวันออกดังต่อไปนี่ ลักษณะร่วมกันของบรรดาอารยธรรมของสังคม ตะวันออกเหล่านี้ที่สําคัญก็คือ โลกทัศน์ที่เห็นว่า มนุษย์ในโลกนี้จะยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม แค่ต้องสยบ กับความยิ่งใหญ่ของจักรวาลและไม่มีผู้ใดควบคุม จักรวาลได้ จากโลกทัศน์ดังกล่าวนี้เองที่เป็นที่มา ของการให้ความสําคัญในมิติของจิควิญญาณ จนมี พัฒนาการทางศาสนาใหญ่ๆ ของโลกเกิดขึ้นไม่ว่า จะเป็นศาสนาชินดู พุทธศาสนา เต๋า ขงจื้อ คริสด- ศาสนา และศาสนาอิสลาม ต่างก็พัฒนาขึ้นในสังคม ตะวันออกทั้งสิ้น ในขณะที่ทางตะวันออกมีความ เจริญก้าวหน้าทั้งทวงด้านวัดถุและจิควิญญาณนั้น ดินแตนทางชีกตะวันตกของโลกยังมีคนอยู่น้อย และมิภูมิประเทศสภาพแวดล้อมที่หนาวและกันตาร จนยากแก่การปรับตัวเองให้มีพัฒนาการทางบ้าน เมืองเกิดขึ้นได้ จนกระทั่งความเจริญทางตะวัน ออกได้แพร่หลายเข้าสู่บริเวณรอบ ๆ ทะเลเมติเตอร์- เรเนียน เกิดรัฐและอาณาจักรของพวกกรีกและ .โทร 5บยฉุด!อ [อ” 01๒๓โล| 00พทลโตล. 1700- -1763. เ- 2ววรซินรร ไร ศว [0 6ครนค น แลนร เก ณ5. เซ แพว อรวรว ! 1 วาคณ์ แผนที!ลกระหว่าง ค.ศ.1700-1763 ยุคสําอาณานีคม แสดงถึงพื้นที่ซิงถูกจักรวรรดินิยมอังกฤษ ฝรั่งเศส โปรตเกส เ ล บ0, ง. 9, ๑. - =, ว ยโจกวนสื้ ซท์ (เนเชอร์แลนด์) ใช้กําสังอาวุธไล่ล่าประเทศต่างๆ ในหวีปแอฟริกา เอเชีย และลาคินอเมริกา เป็นเมืองขึ้น โรมันขึ้น ทําให้ความเจริญทางตะวันตกเกิดขึ้น และ เป็นความเจริญที่เน้นทางด้านวัตถุมากกว่า จิต- วิญญาณ ทั้งนี้เพราะความยากลําบากในด้านดิน ฟ้าอากาศและการคั้งถิ่นฐานที่จําเป็นต้องใช้ความรู้ ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ เป็น เหตุให้เกิดความถ้าวหน้าทางด้านนี้ขึ้น และเป็น ผลให้เกิดโลกทัศน์ในเรื่องจักรวาลว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์ ควบคุมได้ จึงเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้คนตะวันตก เป็น กลุ่มชนที่ชอบการผจญภัยและเรียนรู้ธรรมชาติ และ มีการเคลื่อนไหวตื่นดัวอยู่เรื่อยๆ การลิ้นสุดของสงครามครูเสด อันเป็นสงคราม ทางศาสนาในพุทธศตวรรษที่ 16-21 นั้น เป็นการ เปลี่ยนแปลงทางความคิดที่สําคัญของโลก เกิด สมัยพื้นฟูศิลปวิทยาการ (โ๑๓ณ์65๓๓๐๐) ที่ทําให้ การค้า การคมนาคมทางทะเล และความเจริญทาง วัตถุ ก้าวหน้าควบคู่ไปกับความเจริญทางวิทยา- ศาสตร์และเทคโนโลยี คนในสังคมตะวันตกได้ปลด แอกตัวเองออกจากความกลัวและความเชื่อทาง ศาสนา หันมาหาความเจริญทางวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีเพื่อการครองโลก และควบคุมจักรวาล โดยตรง มีการสร้างอาวุธและกองทัพขยายตัวทั้ง การค้าและการรบมาทางตะวันออก จนสามารถยืด ครองบรรดาบ้านเมืองทางตะวันออกที่เคยเจริญ รุ่งเรืองทางอารยธรรมมาก่อนได้ พร้อมกันนั้นก็ ขยายตัวเข้าครอบครองดินแดนในที่ต่างๆ ของ โลกที่ยังห่างไกลความเจริญมาเข้าเป็นอาณานิคม ของตดนด้วย กล่าวโดยย่อคือ ทางตะวันตกมีความก้าว หน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและความ เจริญทางวัตถุที่สามารถเอาชนะทางตะวันออก และครอบโลกได้นั้นเอง และสิ่งที่เรียกว่าอารยธรรม ก็เปลี่ยนแปลง จากที่เคยเป็นความก้าวหน้าทาง ศิลปกรรม สถาปัดยกรรม มาเป็นความก้าวหน้าทาง เทคโนโลยีแทน นมนุษย์กับพัฒนาทารทางสังคม - วัฒนธรรม แร 3 อ 6@ เญี 263 พ เรี 5 เงร เว ๕ 3 * เซ 4 ๓ วัด จ> อ ะ เร ซ แม้ว่ายุคอาณานิคมที่เป็นการครองโลกทาง เศรษฐกิจและการเมืองของสังคมตะวันตคจะสิ้นสุด ลงภายหลังพุทธศดวรรษที่ 24 ก็ตาม บรรดารัฐ และบ้านเมืองทางตะวันออกที่ปลดแอกทางการเมือง ออกจากตะวันตกได้ก็หาได้เป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ ไม่ เพราะบรรดาผู้นําชาติบ้านเมืองเหล่านั้น ส่วน ใหญ่คือผู้ที่ได้รับการศึกษาอบรมในประเทศตะวัน ตกในช่วงเวลาที่เป็นอาณานิคมอยู่ ซึ่งถึงแม้ว่าจะ มีความฉลาดและรู้จักตะวันตกดี แต่แนวคิดและวิธี คิดล้วนถูกครอบงําโดยตะวันตกอย่างไม่รู้ตัว และ มักจะอ้างว่าอะไรต่างๆ ที่ได้ปรับปรุงและเปลี่ยน แปลงขึ้นในสมัยเป็นเอกราชนั้น คือการปรับตัวเข้า กับความทันสมัย (๓๐ส่อกญ์2ลย์0๐0) ซึ่งคงหมาย ความว่าทันกับทางตะวันตก หวรือเหมือนตะวันตก ('พอรเอ๕พน่28น้อก) นั้นเอง สําหวับสังคมไทยหรือประเทศไทยนั้น แม้ ว่าจะรอดจากการเป็นอาณานิคมทางการเมืองการ ปกครองของตะวันตกก็ตาม แต่หาได้รอดพันจาก การเป็นผู้ตามทางปัญญาของตะวันดกไม่ ดังจะเห็น ได้ว่าความพยายามปรับปรุงบ้านเมืองให้ทันสมัย ในสมัยรัชกาลที่ 4 และที่ 5 คือตัวอย่างของสิ่งที่ เรียกว่าปรับให้ทันสมัยตามแบบอย่างตะวันตกนี้ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่เป็นจุด เริ่มต้นของความชื่นชมในเรื่องวัตถุมากกว่าจิต- วิญญาณขึ้น เช่น ในด้านที่เป็นรูปธรรมนั้นเห็นได้ จากรูปแบบอาคารบ้านเรือน ถนนหนทาง รวมทั้ง บางส่วนในวัดและวังของเจ้านายด้วย ที่ล้วนได้รับ อิทธิพลศิลปวัฒนธรรมทางตะวันตก ทั้งนี้ทั้งนั้น รวมไปถึงการแต่งกายและเสื้อผ้าที่เปลี่ยนไปจาก เดิมด้วย ส่วนในด้านที่เป็นนามธรรมนั้นคือเรื่องการ ศึกษาและค่านิยมที่ทําให้คนไทยโดยเฉพาะชนชั้น ปกครองนิยมแบบอย่างทางตะวันตก เกิดโรงเรียน ขึ้นแทนการศึกษาตามวัดหรือในวัง แต่เดิม การ ศึกษาของไทยทางโลกและทางธรรมไปด้วยภัน พอ รับอิทธิพลตะวันตกเข้ามาก็ทําให้แยกจากกันไป คนละทาง อีกทั้งเน้นกระบวนการทางโลก (5อ๐๒- 264 1๑ฑ์2ลย์อก) เป็นพิเศษ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่จะนําเอา ความเป็นเรื่องทางธรรมชาติมาอธิบายการดํารง ชีวิตและการดําเนินกิจกรรมตํางๆ ทางเศรษฐกิจ และสังคม หรืออาจพูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่า พยายาม นยกความเชื่อออกไปแล้วเอาแต่ความจริงทาง วิทยาศาสตร์มาเป็นหลักนั่นเอง อิทธิพลการ ศึกษาแบบตะวันตกนี้ทําให้เกิดการศึกษาแบบเป็น ทางการที่มีโรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถาบัน วิชาชีพต่างๆ เกิดขึ้นในเวลาต่อมา และยังคงสืบ เนื่องอยู่จนทุกวันนี้ แต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์สําคัญ อีกอย่างหนึ่ง ของสังคมตะวันตกที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทางสังคมเศรษฐกิจและวัฒนธรรมอย่างมหาศาล ในโลกนี้ก็ว่าได้ คือการเกิดและการขยายตัวของ อุตสาหกรรม (1หสนร5ยวลใร่2ลแอก) ที่เรียกว่าการ ปฏิวัติอุตสาหกรรม (โถณัน5นวุอ| ๐๒๐!หน้อกต) เพราะ เป็นสิ่งที่ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จน ผู้คนในประเทศตํางๆ ปรับตัวไม่ทัน ทําให้เกิดกลุ่ม ก้าวหน้าและล้าหลังขึ้น ซึ่งก็แน่นอนที่กลุ่มก้าวหน้า คือกลุ่มตะวันตกที่มีทั้งอํานาจทางเศรษฐกิจ การ เมืองและการทหาร ในขณะที่กลุ่มล้าหลัง คือ บรรดาบ้านเมืองและประเทศทางตะวันออกทั้งหลาย ที่นอกจากจะต้อยกว่าในด้านเศรษฐกิจ การเมือง การทหารแล้ว ยังเป็นเป้าหมายของทางตะวันตก ที่จะครอบงํา เพื่อการนําเอาทรัพยากรธรรมชาติ ด่างๆ ไปเป็นวัตถุดิบให้กับโรงงานอุตสาหกรรมของ ดน แล้วผลิตสินค้าต่างๆ รวมทั้งของฟุ่มเฟือยมา มอมเมาบ้านเมืองทางตะวันออกอีกทีหนึ่ง พัฒนาการของอุดสาหกรรมเป็นพัฒนาการ ในมิติทางวัตถุ ที่ทําให้เกิดการเสียดุลยภาพกับมิติ ทางจิตวิญญาณอย่างมากมาย ผลที่ตามมาจึงเกิด ความขัตแย้งกันในบรรดาประเทศทางตะวันตก และบรรดาประเทศอื่นๆ ที่มีพัฒนาการทางอุตสาห- กรรมเช่นกัน นั้นคือเกิตกลุ่มคนที่ได้เปรียบและ เสียเปรียบขึ้น ผู้ได้เปรียบคือบรรดาพวกคนรวย และนายทุนทั้งหลาย ส่วนพวกเสียเปรียบคือ พวก เ- ซ่ <| 9 ๆูห ซี ลูกจ้างกรรมกรที่เป็นแรงงาน ทําให้สังคมแบ่งแยก ออกเป็นพวกที่นิยมทุนนิยมกับพวกที่เป็นสังคมนิยม ผลทีตามมาคือ การปฏิวัติ เกิดความขัดแย้งภายใน , จ” ส ๕ ที่ส่งผลให้เกิดความรุนแรงขึ้นทัวไป ภายหลัง สงครามโลกครั้งทีสอง โลกได้แบ่งออกเป็นสองขั้ว อิทธิพลของตะวันตกต่อสังคมไท อิทธิพลของการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่มีต่อ ประเทศไทยยังไม่มากนัก แม้ว่าประเทศไทยจะมี การติดต่อกับต่างประเทศมากขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4-5 ลงมาจนถึงสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม อาจกล่าวได้ว่าไม่มีผลกระทบต่อสังคมไทยโดยรวม เพราะเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศยังเป็นเรื่อง เกษตรกรรม โดยเฉพาะไนชนบทที่ห่างไกลภาค กลาง เกษตรกรรมแบบยังชีพ ยังคํารงอยู่ควบคู่กับ ชุมชนบ้านและเมืองที่ต่างคนต่างอยู่ จนกระทั่งถึง สมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดติ์ ธนะรัชต์ อันเป็นยุค สงครามเย็น สังคมไทยจึงถูกครอบงําจากตะวันตก โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา ทั้งระบบอุตสาหกรรม และระบบการศึกษา ในด้านอุตสาหกรรมมีการ ปรับปรุงและสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน ทางอุตสาหกรรมและเกษตรอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่การสร้างถนน การชลประทาน เขื่อน พลังงานไฟฟ้า รวมถึงการสร้างหน่วยงาน ใหม่ๆ ขึ้นมากมาย ส่วนในด้านการศึกษานั้นก็ ดําเนินไปแบบทิ้งของเก่าอย่างสิ้นซาก แล้วรับเอา ของใหม่จากตะวันตก โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา เป็นสําคัญ ดังเห็นได้จากมีการขอทุนความช่วย เหลือจากสหรัฐอเมริกาและให้ทุนนักเรียนไทยไป เรียนที่สหรัฐอเมริกาและประเทศในเครือข่ายกัน อย่างมากมาย เน้นการศึกษาวิชาสําคัญที่จะมาใช้ใน การปรับปรุงประเทศ เช่น เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การศึกษา วิทยาศาสตร์และ สองค่ายคือ ฝ่ายทุนนิยมประชาธิปไดย กับสังคม- นิยมคอมมิวนิสต์ ทั้งสองค่ายนี้ได้ทําสงครามเย็น เพื่อการมีความชอบธรรมในการครองโลก ทั้งๆ ที่ ความขัดแย้งที่เถิดขึ้นนี้ เป็นผลผลิตในมิติทาง วัตถุทั้งสองฝ่าย เทคโนโลยี พร้อมๆ กันนั้น ภายในประเทศก็มี การจัดตังสถาบันทางราชการเพื่อการพัฒนาและ ค ๕ % รารฟรีว๓ใจเค การศึกษาให้สอดคล้อง จนอาจกล่าวได้ว่าในช่วง เวลา 30-40 ปีที่ผ่านมานีบรรตาผู้บริหารราชการ ในกระทรวงทบวงกรมต่างๆ รวมทังในด้านการค้า = 2. จ = ง, = ธุรกิจด้วย ล้วนเป็นผลิตผลของสิงทีเรียกว่า เมดอิน อเมริกา (ลส๐ เก ฝ่ง๐ ป.5.4.) หรือประเทศ ทางตะวันตกที่เป็นเครือข่ายของทุนนิยมประชา- = เง# ธิปไตยทั้งสิน ในการทําสงครามทังเย็นและร้อนกับประเทศ ฝ่ายคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐอเมริกาครอบงําและมอมเมาประเทศไทยมาก = 1 ง ซ่ ง. = "” ล ยิ่งกว่าประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในค่ายทุนนิยมเหมือนกัน เพราะใช้เป็นฐานทัพในการไปโจมตีประเทศใกล้ เคียง และความสําเร็จของสหรัฐอเมริกานันหาได้อยู่ "| =, ด ง ง " ที่การมีชัยชนะเหนือประเทศคู่สงครามทีเป็นฝ่าย = ง ซ่ . สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ไม่ หากเป็นเรื่องของการได้ ประเทศไทยเป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจและทาง ร ๑ เร ง ว 2 ปัญญานั้นเอง ดังจะเห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่ทั้งเด็ก ง " " ซะ ๑ ส4 และผู้ใหญ่คิดอะไรไม่เป็น มีแต่เชือและอ้างอิงพึงพิง ความคิดอํานชองสหรัฐอเมริกาและทางตะวันตกเป็น สําคัญ คนไทยกลายเป็นพวกวัศถุนิยมและบริโภค- นิยมจนสุดโต่ง ทั้งในสังคมเมืองและสังคมชนบท 9 ๑, - 2. แต่ก่อนผู้นําบ้านเมืองทีอยู่ในสังคมเมืองเป็น ผู้มีสติปัญญาคิดเป็นและมีความเป็นตัวเอง มักรู้ว่า ผู้ ง ฯ ว= 1ส ส่ ฯ ง ซ่ เซ สิ่งใดที่ดี และไม่ดีที่เคยมีมาก่อน และสิงใหม่ๆ ที่มา “ความเป็นมนุษย์| ทบพฒนาการทางสงคม - วฒนธรรม ๕ เซ ย ฆญ่ จากภายนอก ทั้งอะไรควรรับหรือไม่รับ อีกทั้ง สามารถนําทั้งสองอย่างจากภายในและภายนอกมา สังเคราะห์ให้เป็นสิ่งใหม่เพื่อใช้ในบ้านเมืองได้ ดัง เช่นเรื่องของการแต่งกาย เป็นต้น ข้าราชการแต่ ก่อนนุ่งผ้าม่วง สวมถุงเท้ายาว ไส่เสื้อราชปะแดน ดูแล้วแลเห็นสิ่งที่ผสมผสานระหว่างเก่าและใหม่ อย่างมีเอกลักษณ์ ผ้าม่วงหรือผ้าโจงกระเบน เป็น แบบอย่างที่มีมาแต่เดิมในราชสํานัก นับเป็นสิ่งที่ เหมาะกับภูมิอากาศ เพราะเป็นประเทศเมืองร้อน เมื่อพวกฝรั่งเข้ามาในเมืองไทยก็ต้องปรับตัวโดยนุ่ง กางเกงสั้น และสวมถุงเท้ายาวเพื่อดูความเป็น ระเบียบเรียบร้อย เช่นเดียวกันกับที่ใช้ในประเทศ ของดนในเวลาหน้าร้อน ทางไทยเลยยืมถุงเท้ายาว มา แต่ไม่เอากางเกงขาสั้น ส่วนเสื้อนั้นถ้าเป็นพิธี รีตรองก็ใส่เสื้อราชปะแดนที่ยืมจากฝรั่งมา แต่ใน ยามธรรมดาก็ใส่เสื้อคอกลมบางๆ แทน นี่คือตัวอย่างของการเลือกเฟ้นและผสม ผสานระหว่างของเก่าและใหม่อย่างมีสดิปัญญา เป็น ลักษณะของผู้นําในสังคมเมืองที่สร้างสิ่งที่เป็น ประเพณีหลวงหรือวัฒนธรรมหลวงขึ้นก่อนที่จะ ผ่านลงไปยังวัฒนธรรมราษฎร์ในท้องถิ่นต่างๆ ตาม ชนบท ในส่วนสังคมชนบทก็รับมาให้เข้ากับกาละ เทศะ ในการดํารงชีวิต นั้นคือ การนุ่งผ้าม่วงสวม ถุงน่องรองเท้าและใส่เสื้อนอกนั้นจะใส่กันก็ต่อเมื่อ มีงานสําคัญเท่านั้น และไม่ใช่ทุกคนจะมีหมด หาก สามารถยืมกันใส่ได้ ดังนั้น ประเพณีหลวงจึงไม่มี ผลในทางลบกับชาวบ้านในสังคมชนบทแต่อย่างใด ต่างกันกับผู้นําสังคมเมืองในปัจจุบันที่ไม่มี ความคิดที่จะกลั่นกรองอะไรจากภายนอกและ พิจารณาว่าของอะไรบ้างที่ยังคีอยู่แค่เดิม มักมอง ว่าของนอกดีโดยตลอด จึงทําให้เกิดเอาของนอก มาเป็นแฟชั่นมากมาย มอมเมากันเองภายใน สังคมเมืองไม่พอ ยังผ่องถ่ายไปยังชนบทด้วย ยก ตัวอย่างการแต่งกายแบบคาวบอยอเมริกันที่ใช้ เสื้อยืนส์และกางเกงยืนส์ ได้ผ่านจากสังคมเมือง ไปสู่สังคมชนบทอย่างรวดเร็ว ทําให้คนชนบทต้อง ซื้อเสื้อยืนส์และกางเกงยืนส์กัน เทินตัวเกินฐานะ ไปตามๆ กัน ยิ่งกว่านั้น นอกจากไม่กรองของใหม่และ ของเก่าแล้ว ยังลุ่มหลงในของเก่าที่ไม่เหมาะสมที่ นําไปสู่ความล้าหลังด้วย คือค่านิยมในเรื่องความ เหลื่อมลั้วที่ติดมาแต่สมัยระบอบการปกครองแบบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในสมัยนั้นระบบศักดินาคือ ระหว่างชนชั้น เห็น ได้จากการมียศถา , บรรดาศักดิ์ และ เครื่องแสดงฐานะ เช่น พวกขุนนางมี ขันน้้า พานรอง และเชียน พระราชทานอีกทั้งนั่งเสลียงมีคนหาม และพระสงฆ์ มีพัดยศที่ได้รับพระราชทาน เป็นต้น ใครได้ยค ถาบรรดาศักดิ์ และเครื่องแสดงจฐานะก็เปนคน มีหน้ามีตา มีเกียรติยศมีอํานาจ นับเป็นสิงที่ทั้งคน ในซนบท และในเมืองมุ่งหมายกัน จนมีคําพิงเพย กล่าวว่า “สิบพ่อค้าไม่เท่าพระยาเลี้ยง” ผลที่ตามมา คือทําให้คนไทยมีความระมัดระวังในเรื่องการมีหน้า มีคา แตที่สําคัญก็คือ การเสียหน้าไม่ได้ ซึ่งเป็น สิงที่นําไปสู่ความขัดแย้งนานาประการ โดยเฉพาะ การใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยในสิงทีไม่จําเป็น แต่เพียง ต้องการมีหน้ามีตาเท่านั้น อันทึจริงคํานิยมในความเหลือมล่า แต่ก่อน นี้ก็ไม่ได้เลียหายอะไร เพราะเป็นลิงที่อยู่บนรากฐาน และกรอบทางความคิดที่แตกต่างไป จากปัจจุบัน มาก กล่าวคือตั้งอยู่บนฐานของการยอมรับว่าคน ไม่มีความเท่าเทียมกัน อันเนื่องมาจากบุญ หรือ บาปที่ได้ทํามาในอดีตชาติ ตามคําสอนในพุทธ ศาสนาในสบัยนั้น ในขณะเดียวกันผู้ที่มีฐานะเหน็ค คนอื่น โดยเฉพาะพวกขุนนางและเจ้านายนั้น ต้อง ประพฤติอยู่ในกรอบของคุณธรรมที่มีกําหนดไว้ใน ศาสนาและคววมซอบธรรมในด้านศีลธรรม และที่ สําคัญต้องมีหน้าที่ปฏิบัติต่อผู้ต่ากว่าด้อยกว่าด้วย กุศลเจตนาในระบบอุปถัมภ์ ซึ่งเป็นสิงที่กําหนดให้ ผู้ที่ตํากว่าต้องปฏิบัติต่อผู้สูงกว่าด้วยความภักดี เช่นกัน ระบบอุปถัมภ์ระหว่างคนทั้งสองกลุ่มจึงมี ทั้งทารปกป้องดูแลและการเสียสละระหว่างกัน โดย ย่อก็คือความเหลื่อมล้าสมัยก่อนนั้นเป็นสิ่งที่มี ระบบศีลธรรมและคุณธรรมในมิติทางจิตวิญญาณ ควบคุมดูแลอยู่ แต่พอสังคมเปลี่ยนมาเป็นระบอบ ประชาธิปไตยที่ต้องการให้มนุษย์มีความเสมอภาค ตามแบบอย่างทางตะวันตก มีระบบและกติกาทาง ถกฎหมายนละจรรยาบรรณคามแบบอย่างของเขา เป็นการควบคุม ตนไทยกลับไม่รับเอามาทั้งหมด หากเอาแต่คําว่าประชาธิปไตยมาเพื่อเป็นข้ออ้าง ทางการเมือง อีกทั้งไม่ยอมรับความสําคัญความ ศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและกติกาในการควบคุม ความเหลื่อมล้าและความเอารัดเอาเปรียบกัน ใน ขณะเดียวกันยังคงรักษาความเชื่อและความคิดใน ความไม่เท่าเทียมกันเซ่นเด็ม แต่ละทึ่งพื้นฐานและ กรอบทางจริยธรรมที่เป็นมิติทางจิตวิญญาณแต่เติม เสีย ผลที่ตามมาคือ ความเหลือมล่ายังคงดํารงอยู่ โดยไม่มีอะไรควบคุมและเป็นสิ่งที่สนับสนุนการ เมืองการปกครองที่รวมอํานาจไว้ที่คูนย์กลาง ซึ่ง ขัดแย้งกับย เรเมืองแบบประชาธิปไดยทีจะต้องมี การกระจายอํานาจไปให้ผู้คนไนห้องถินจัดการ กันเอง สมัยก่อนมักมีคํานินทาคนที่ประพฤติไม่ ถูกต้องในสังคมว่า “ยศชซ้างขุนนางพระ" แต่ ปัจจุบันดูเหมือนจะเลวร้ายไปกว่า เพราะเป็นเรื่อง ของ “ยศพระขุนนางพ่อค้า” ไป คํานิยมแห่งความเหลื่อมล้าที่ปราศจาก กลไกทางกฎหมายและมิติทางวิญญาณควบคุม อย่างในสมัยภ่อนนี้ คือสาเหตุสําคัญอยางหนึ่งแห่ง ความล้าหลังทางวัฒนธรรม (อ๒1!เพ๐ |ล8) และเมื่อ นํามาผนวกเข้ากับกระแสเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่ เข้ามาพร้อมกับความคิดทางการเมืองแบบประชา- ธิปไตยแล้ว ทําให้เกิดพฤติกรรมที่ชั่วร้ายและ ความวิบัติอย่างใหญ่หลวงขึ้นในสังคมไทยในทุก วันนี้ เพราะหัวใจของเศรษฐกิจแบบทุนนิยมนั้น คือความไม่เพียงพอ ผู้ที่เชื่อในลัทธินี้จะถูกกระดุ้น ให้มีความดื่นตัว คิดคันวิธีใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ เพื่อการผลิตและการจัดการทรัพยากรอยู่เรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ทรัพยากรของโลกที่มีอยู่ในขณะนี้จํากัดลง เต็มทีแล้ว ผลที่ตามมาก็คือการแย่งซิงทรัพยากรกัน คนในเมืองที่ฉลาดกว่า มีความรู้ทางโลกทางวัตถุ มากกวาก็เอาเปรียบคนที่อยู่ในสังคมชนบท ประเทศ ที่มีความก้าวหน้ากว่าก็เอาเปรียบประเทศที่ล้าหลัง อิ่งกว่านั้นกลุ่มผู้นิยมในเศรษฐกิจแบบทุนนิยมยัง สร้างกฎเกณฑ์และกติกาต่างๆ เพื่อแสดงความ ชอบธรรมของตนในการแย่งทรัพยากรของผู้อื่นอีก ด้วย ความล่มสลายของชุมซน ทรัพยวกรและสภาพ แวดล้อมในสังคมชนบทคือสิ่งที่ถูกกระทําโดยความ โลภและความไม่พอเพียงของลัทธิทุนนิยมที่ว่ามานี นุษย์กับพัฒนา การทางสงคม - วัฒนธรรม : ความเป็นม โลกทางชีวภาพและสังคม สังคมโลกกับสังคมท้องถิน จากที่กล่าวมาข้างต้น ได้แสดงให้เห็นว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่จะต้องอยู่รวมกับผู้อื่นจึงจะ มีชีวิครอด และการที่จะต้องอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มนี้ ทําให้เกิดกอุ่มขึ้นหลายกลุ่ม และแบ่งเป็นกลุ่มที่ ตรงข้ามกันขึ้น คือกลุ่มเขากับกลุ่มเรา ที่มีทั้งความ ขัดแย้งและความสอดคล้องกันในเวสาปะทะสังสรรค์ กันทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ลักษณะ การรวมกลุ่มที่มีทั้งปรองดองและขัดแย้งกันเช่นนี้ คือสิ่งที่เรียกว่าสังคม และทุกสิ่งทุกอย่างที่สร้างขึ้น เพื่อการอยู่ร่วมกันเพื่อการมีชีวิตรอดร่วมกัน คือสิ่ง ที่เรียกว่าวัฒนธรรม ทั้งสังคมและวัฒนธรรมมนุษย์ ต่างมีวิวัฒนาการ (6ขอใหถ่อ๓) คือการเติบโตเปลี่ยน แปลงจากกลุ่มเล็กๆ มาเป็นกลุ่มใหญ่ จากครอบ ครัวมาเป็นชุมชน บ้านเมือง รัฐ และประเทศซาติ ใน แต่ละประเทศชาติซึ่งเป็นสังคมใหญ่ก็มีความแตก ต่างทางด้านวัฒนธรรมระหว่างสังคมเมือง และ สังคมชนบท แต่เป็นความแตกต่างที่ต้องพึ่งพากัน มีกลไกที่จะควบคุมความชัดแย้ง จึงจะทําให้อยู่รวม กันเป็นประเทศชาติ แต่อย่างไรก็ดาม ในวิถีทาง ของวิวัฒนาการนั้นสังคมมนุษย์ไม่ได้หยุดอยู่เพียง แต่การเป็นประเทศชาติในลักษณะที่เป็นประเทศ ใครประเทศมัน หากต้องมีความสัมพันธ์ต่อกัน ทั้ง ในตด้านความขัดแย้งและความร่วมมือกัน ในคด้านความขัดแย้งนั้นเห็นได้จากการเกิด สงครามระหว่างกันขึ้น แต่เมื่อมีสงครามแล้วต้องมี สันติภาพ ดังเช่นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เกิด องค์การสหประชาชาติชิ้นเพื่อประสานการอยู่ร่วม กันอย่างสันติ เป็นต้น ปัจจุบันความสัมพันธ์ ระหว่างกันและการร่วมมือกันของบรรดาประเทศ ซาติทั้งหลายในโลก ได้วิวัฒนาการมาจนถึงขั้น ตอนขั้นหนึ่งในขณะนี้คือความสัมพันธ์ระหว่าง เ 2 = ๐ - จ สังคมโลกกับสังคมท้องถิน แต่ก่อนที่จะทําความ เป๊ะ. ๕ 2ย จ เค =- เช้าใจในเรืองนีจําเป็นที่จะต้องอธิบายความเป็นมา ในทางวิวัฒนาการของสังคมโลกให้เกิดความเข้าใจ ขันพืนฐานเสียก่อน วิวัฒนาการ (อฯ0ในย่อก) คือกระบวนการ เปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป สังคมมนุษย์ ทุกซาติทุกภาษาต่างมีวิวัฒนาการทั้งสิน แต่ในการ เซ ล เจ้- 4 4 ง เปลี่ยนแปลงขันตอนใดขั้นคอนหนึง ที่เรียกว่าเป็น การเปลี่ยนผ่าน(ผล๓5บ่อถม) นันมักจะมีปรากฏ- 6 น, - " = ๕ การณ์ที่เรียกว่าการปฏิวัติ (๐๐ใหย้00) เกิดขืน การปฏิวัติคือการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่ทําให้ = เอ ล ล 2 เว เกิดความขัดแย้งและสารพัดปัญหาขึ้นในสังคม ถ้า หากว่าบรรตาคนในภอุ่มต่างๆ ของสังคมปรับตัว ไม่ทัน นั้นคือ บางกลุ่มสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่ง ใหม่ๆ ได้ จะทําให้การดํารงชีวิตมีความราบรืน แค่ ถ้าหากปรับไม่ได้จะเกิดสิ่งที่เรียกว่าล้าหลัง ทําให้ มีปัญหาและความขัดแย้งเกิดขึ้น ในวิวัฒนาการของสังคมโลกของมนุษย์นั้น อาจกล่าวได้ว่าเท่าที่มาถึงขณะนี้ มีสิ่งที่เรียกวําการ เปลี่ยนแปลงแบบปฏิวัติอยู่ 3 ขั้นตอน ขั้นตอนแรก คือ การเกิด ยุคหินใหม่ขึ้น (4๑๐น์ฟัข่๐ แซฯอ0ในน์อ๓) ที่เปลี่ยนแปลงสังคมนุษย์ที่มีมาแต่สมัยหินเก่า ซึ่ง มนุษย์มีระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพิงธรรมชาติด้วย การลําสัตว์และเก็บผลหมากรากไม้กิน ([๐๐๕ 8ลเหอฑตต# ๑๐๑๓อกบ) มาเป็นระบบเศรษฐกิจ แบบการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ทําให้สามารถ ผลิตอาหารขึ้นมาได้ ([๐๐4 อ5๐04แต๓่๓8 ๐๐๐๓๐ฎาร/) หรืออาจเรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่าเป็นสมัยที่มนุษย์มี การตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่ง และเกิดชุมชนบ้าน เมืองขึ้น จนมีพัฒนาการเป็นรัฐเป็นอาณาจักร ต่าง กันกับยุคก่อน คือยุคหินเก่าที่มนุษย์มีสภาพสังคม และเศรษฐกิจแบบเว่ร่อน อยู่ตามป่าเขา และตาม ริมแม้น้้าลําธาร โดยมีเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทําด้วยไม้ กระดูกสัตว์ และหินกะเทาะอย่างหยาบในการลํา สัตว์และขุดเผือกมันกิน ยุคหินใหม่นี้อาจเรียกได้ ว่าเป็นยุคการปฏิวัติทางเกษตรกรรมก็ว่าได้ ที่มี ผลทําให้สภาพของสังคมมนุษย์และวัฒนธรรมส่วน ใหญ่ในโลกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมสมัยหินเก่า อย่างมากมาย การปฏิวัติในขั้นที่สองคือ การปฏิวัติอุตสาห- กรรม (โ๒๕บ5ยวม ร๐9๐นม0ก) ที่เกิดขึ้นแต่พุทธ ศตวรรษที่ 23 เป็นตันมา โดยเกิดขึ้นมาจากความ รู้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์แดะเทคโนโลยีของ สังคมทางตะวันตก เป็นผลให้เกิดสังคมอุดสาห- กรรมที่ใช้เครื่องจักรเครื่องยนต์แทนแรงงานคน และสัตว์ เกิดสังคมเมืองขนาดใหญ่และการใช้ ประโยชน์กับทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวด- ล้อมอย่างไม่มีภารควบคุม เกิดภาวะความแตกต่าง ระหว่างประเทศที่เป็นอุดสาหกรรมและเกษตรกรรม อย่างมากมาย รวมทั้งความแตกต่างระหว่างสังคม เมืองกับสับคมชนบทด้วย การเดติบโตของสังคมอุตสาหกรรมทําให้มี พัฒนาการทางด้านคมนาคมไปอย่างล้ายุค ทั้งทาง น้า ทางบก และทางอากาศ เป็นผลทําให้บรรคา ประเทศบ้านเมืองทั้งหลายในโลกติดต่อถึงกัน มี ความสัมพันธ์ทวงเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม ค่อกัน และเกิดความแตกต่างระหว่างกันขึ้น ใน ทางวัดถุเกิดเป็นประเทศพัฒนากับต้อยพัฒนาขึ้น แต่ที่โดดเด่นคือความก้าวหน้าของประเทศทาง ตะวันตก และความล้าหลังของประเทศทางตะวัน ออก ในยุคนี้สิ่งที่แสดงถึงความก้าวหน้าและความ รุ่งเรืองทางอารยธรรม คือความก้าวหน้าทางวิทยา- ศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่บคบังความ เจริญทางศิลปวิทยาการ และความเจริญทางศาสนา และปรัชญาที่มีพัฒนาการมาแต่สมัยเกษตรกรรม อย่างสิ้นเชิง ในสมัยสงครามเย็น คือนับแด่สงครามโลก ครั้งที่สองเป็นตันมา มีการสู้รบทั้งด้วนความคิด และกําลังอาวุธ ระหว่างสังคมใหญ่ๆ ที่มีพื้นฐานเป็น วัตถุนิยมทั้งสองค่าย คือด้านทุนนิยมประชาธิปไดย และสังคมนิยมตอมมิวนิสต์ ความขัดแย้งในยุค สงครามเย็นตังกล่าวนี้ได้สิ้นสุดลงไปไม่นานมานี้เอง โตยที่ทางฝ่ายทุนนิยมประชาธิปโดยเป็นฝ่ายได้ เปรียบและมีชัยชนะ รวมทั้งมีโอกาสครอบงํา ซะ ยทบพฒนาการทางสงคม - วัฒนธรรม : ความเป็นมนุษ' (269: ๓ ชิวภาพและสงคม ร โลกทาง 7 ด. ง ค สังคมมนุษย์ในโลกได้มากกว่า ประเทศที่เป็นผู้นํา ของโลกได้ออกมาแถลงการณ์ถึงการจัดระเบียบโลก , ว -: (]งอพ “อะใส่"5 อเสื่อก) ภัน และนําการเปลี่ยน แปลงเข้าสู่การปฏิวัติสังคมโลกในขันที่สามคือ การ = ง ง่ - -. ปฏิวัติข่าวสารข้อมูล(ไซ์๐๓ลแอก 1๐+01แม่00) ที่ อาศัยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโน- โลยีเป็นเครื่องมือส่งเสริม - 5 5 ล. ว 9 9ๆ.๒ การปฏิวัติทางค้านข่าวสารข้อมูลนีเอง ทําให้ สังคมมนุษย์ในโลกไร้ทั้งพรมแดนและเวลา เพราะ การสือสารถึงกันโดยใช้คอมพิวเตอร์ ดาวเทียม ด. เซ - จ เว ฯ และอื่น ๆ นั้น สามารถสือไห้ถึงกันได้จากขัวโลกหนึ่ง ๒ 4 5 "| = 7ๆ ซะ, มายังอีกขัวโลกหนึ่งได้โดยเกือบจะไม่ต้องใช้เวลา เลย ชุมชนมนุษย์เล็กๆ ที่อยู่บนยอดเขา หรือบน เกาะที่ห่วงไกลความเจริญ ยากแก่การติดต่อทาง ปุ ฆํ ด้านคมนาคม อาจรู้ข่าวสารข้อมูลที่เป็นไปในโลก เ - ๆ ซ้ = ได้เท่าเทียมและทันเวลากับบรรดาผู้ที่อยู่ในภูมิภาค เ ๆ ส ส เค และท้องถินที่เป็นบ้านเป็นเมืองเหมือนกัน ซึ่งเมื่อ มองอย่างผิวเผินแล้วดูเหมือนว่าทําให้สังคมมนุษย์ ในโลกมีความเสมอภาค มีโอกาสที่จะได้รับข่าวสาร มไทยภายได้กระ อํานาจและภาวะครอบงําทางเศรษฐกิจและ 7 ส - ไว ": ฉะ ๒ วัฒนธรรมทีเกิดจากศูนย์อํานาจทางโลกทีจะชักนํา “ » ให้มนุษย์ในสังคมในที่ต่างๆ ของโลกมีความรู้สึก นึกคิดเหมือนกันและปฏิบัติหรือประพฤติคล้ายกัน ๓ ง วรั= = 4 เ ณะ 6 = ดังกล่าวนี คือสิงทีเรียกกันว่า โลกาภิวัตน์ (ธโ๐0ฆร่- " ซั ๑ «๐ 7ลยนอก) ในขณะนี้อิทธิพลของโดกาภิวัตน์จะมีผล เด ทา ง ฒ กระทบมากกับสังคมมนุษย์ที่มีจุดอ่อนในเรือง - ”- ซั =- ความคิดและสติปัญญาที่ไม่สามารถปรับตัวเองให้ เว ซ่ จ 5 ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ อาทิเช่น สังคม ฮ่ ง เซ 9 ไทยที่ระบบการศึกษาไม่สอนหรือสนับสนุนให้คน =@่ซี| อ จ ๒ - = ส คิตเป็น แต่เอาแต่จําและเชือตามสิงที่มอมเมามา จากภายนอก โดยเฉพาะจากการโฆษณาที่มีลูกเล่น กาภิวรัตน์ ๆ เต ข้อมูลทัดเทียมกันหมด กับเป็นการแสดงให้เห็น - อ จ สอ12 9/ ถึงความเจริญก้าวหน้าที่ยากจะมีผู้ปฏิเสธได้ แต่ทว่าหากคิดทบทวนและไตร่ตรองให้ดี ถึง ส่ 7 ๓ จ เล เรื่องศักยภาพของมนุษย์ในการปรับตัวเข้ากับสิง ใหม่ๆ สังคมแต่ละแห่งแต่ละท้องถิน ล้วนมีความ แตกต่างกันในด้านวิถีชีวิค วิธีคิด และความเจริญ 2 ง 52- 9 ทางวัตถุ เป็นเรื่องที่ยากแก่การปรับตัวเองให้ทัต ร69 8 . ศศม จ เทียมกันได้ การมีปฏิกิริยาตอบโต้กับข่าวสารข้อมูล คบ " เ%” งซ่ 9 ๑, = 1 ที่ได้รับย่อมไม่เหมือนกัน แต่ที่สําคัญมีโอกาสที่จะ ๑ จูบ ฆ = ซ่ ถูกมอมเมาทําให้เกิดผลร้ายและเป็นเหยื่อของพวก ส ๓ ซ ฆณ ๕ = น [ล ทีเป็นมิจฉาชีพได้ ทั้งนี่เพราะเปิดซ่องให้มนุษย์ ล จ ๑ ” สามารถเอาเปรียบกันได้มากกว่าเดิม คือผู้ไดที่ ว จี 39 ก . "5ว ควบคุมเครื่องมือในการส่งข่าวสารได้ ผู้นันก็มี ย 0 เรณี ซิ” เ, อํานาจ สามารถชักจูงผู้ยินให้หลงตามหรือคล้อย ง ๓ ร ฉ่ ๑ย ส 2ัณ ตามได้ง่าย และที่แน่นอนผู้ที่ได้เปรียบในเรืองนี่ก็ คือประเทศทีมีความก้าวหน้าทวงเศรษฐกิจและ ส 1เร่ 5 '“ จ เทคโนโลยี หรือไม่ก็กลุ่มบุคคลที่เป็นบริษัทข้ามชาติ 3่๓ ๑ =. " 0 ที่มีอํานาจทางเศรษฐกิจการเมืองทีอยู่เหนืออํานาจ และอธิปไตยของรัฐและประเทศชซาตินันเอง = ฝุ ฮ่ ฝ และศิลปะในการโกหกต่างๆ นานาทีปรากฏอยู่ใน ฯ ซ้. สือมวลชนทั้งหลาย และความหายนะของประเทศ = ซี่, ว ซั ในทางเศรษฐกิจที่ประสบอยู่ขณะนี ก็มีมาจากการ ซ่ ง, ร ร โฆษณาชวนเชือดังกล่าวส่วนหนึ่งด้วย อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของโลกาภิวัตน์นัน สูชี เจย 6 ๑ ๆ๒. เง มีทั้งแง่ร้ายและแง่ดี แง่ร้ายคือ ทําให้สังคมท้องถิน 3 ะ. เ: เด 7 ที่ล้าหลังทวงวัฒนธรรมปรับตัวไม่ทันและเป็น ฆ = 4 : ลูณี เหยื่อของเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบมายังวิถีชีวิต นร, , สภาพแวดล้อม และความเป็นอยู่อย่างที่เห็นใน = ฆ ย กๆ เมืองไทยทุกวันนี้ แต่ในแง่ดีคือทําให้มนุษย์ต้อง เง เส ก" ปรับตัวให้ทันกับการเปลียนแปลงอย่างเหมาะสม เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ เพราะโดยปรกติ (270) เร มนุษย์ทุกชาติทุกภาษามีศักยภาพในการเรียนรู้อยู่ แล้ว ถ้าหากใช้ศักยภาพในด้วนความคิดและสติ ปัญญาให้เป็นประโยชน์ ย่อมสามารถที่จะปรับตัว ให้ทันสมัยกับขบวนการโลกาภิวัตน์ได้ไม่ยาก การปรับตัวที่ว่ามานี้คือ จะต้องดูว่าอะไรดี หรือไม่ดีจากทั้งภายในและภายนอก ที่ว่าภายใน นั้นคือ การรู้จักคนเองว่าวัฒนธรรมของคนในท้อง ถิ่นนั้น คือสิ่งที่เกิดจากประสบการณ์และความคิด ในด้านภูมิปัญญาที่สร้างสรรค์และสะสมกันนาน และ การดํารงชีวิตอยู่ร่วมกันที่แล้วมา อะไรที่ทําให้เกิด ความร่วมมือและอะไรที่ทําให้เกิดความขัดแย้ง หรือ อะไรดีหรือไม่ดี ถ้ารู้แล้วก็สามารถอนุรักษ์สิ่งที่ดีที่ มีประโยชน์ไว้ และละทิ้งสิ่งที่ไม่เหมาะสมไม่มี ประโยชน์เสีย ส่วนที่ว่าภายนอกนั้นคือ การไม่ ปฏิเสธที่จะรับรู้กระแสและอิทธิพลทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีการเมืองและวัฒนธรรมที่มาจากภายนอก โดยเฉพาะที่แพร่มาจากกระบวนการโลกาภิวัตน์ แต่การรับรู้นั้นต้องเป็นการทําให้คิดให้เปรียบ เทียบว่าอะไรดีและอะไรไม่คี ไม่เหมาะสมกับสิ่งที่ มีอยู่ภายใน เมื่อคิดได้และเข้าใจได้ก็ควรรับสิ่งที่ เห็นว่าดีเหมาะสมมาผสมผสานกับลิ่งที่ดีอยู่แล้ว ภายใน ผลของการเลือกเฟ้นและการผสมผสานจะ ทําให้มีการปรับตัวได้ ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมขึ้นไนสังคม ท้องถิ่น นับเป็นการปรับตัวให้ทันสมัยก็ว่าได้ กระบวนการที่คนในท้องถิ่นเลือกเฟ้นสิ่งที่ ดีจากภายนอกมาผสมผสานกับสิ่งที่ยังมีความ หมายความเหมาะสมจากภายในดังกล่าวนี้อาจเรียก ได้ว่าเป็นกระบวนกํารท้องถิ่นพัฒนา (]0๐1๑ย์๐ก) ๑8. 2ล.๑+4 ๑2 เป็นสิ่งที่เป็นปฏิกิริยากับกระบวนการโลกาภิวัตน์ (ฮู109ลมี9รน์๑อก) เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าถ้ามอง โดยศักยภาพในการเรียนรู้และปรับตัวเองของ มนุษย์ที่เป็นพื้นฐานธรรมชาติของทุกสังคมและ เผ่าพันธุ์แล้ว การคุกคามของกระบวนการโลกา- ภิวัตน์ที่จะทําให้มนุษย์เป็นอะไรที่เหมือนๆกัา กัน หรือ เป็นไปตามการบงการของผู้ที่มีอํานาจในโลกนั้น หาใช่สิ่งที่นํากลัวไม่ เพราะจะมีพลังโต้แย้งและ ปรับปรนจากผู้คนที่อยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เศมอ ยกเว้น สังคมที่ปรับตัวเองไม่ทันอันเนื่องมาจากการถูก มอมเมาให้ดูถูกตัวเองและลืมภูมิปัญญา ของ ตนเองที่มีอยู่ภายในจนคิดไม่เป็น เซ่นสังคมไทย ในขณะนี้เท่านั้น ในประเทศไทยกระแสของเศรษฐกิจ ทุนนิยมโลกแบบโลกาภิวัตน์ ทําให้ผู้นํารัฐบาล และผู้มีอํานาจทางเศรษฐกิจ ในสังคมพยายาม ปรับเปลี่ยนเมืองไทย ที่แต่เดิมเป็นสังคม เกษตรกรรมให้กลายเป็นสังคมอุตสาหกรรมไหม่ที่ เรียกว่า นิคส์ (1ง้๐๒ไข โกสนรณ์ล| (0อนททร) นั้น ได้สร้างความพินาศย่อยยับไห้แก่สังคมชนบทถึง ขั้นบ้านแตกทีเดียว การขยายตัวของโรงงาน อุตสาหกรรมเข้าไปในที่ต่างๆ ในชนบท ได้ทําลาย ทั้งสภาพแวดล้อมและคววมเป็นอยู่ของมนุษย์ที่ เตยอยู่ในครอบครัวและชุมชนให้เปลี่ยน แปลงไป จากเดิมอย่างสิ้นเชิง เกิดคนกลุ่มใหม่ตามท้องถิ่น ที่มุ่งเข้ามาหากินแบบกอบโกยผลประโยชน์ ใน ขณะเดียวกันคนในชนบทก็เกิดความต้องการทาง วัตถุ ขายที่อยู่อาศัยและที่ทํากิน เข้าไปหางาน ทํา ในเมืองในด้านแรงงานและการบริการ จนเกิด ความแออัดและปัญหาในเรื่องการจราจร และที่อยู่ อาศัย จนทําให้เกิดสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมและ มลภาวะอื่นในเมืองอย่างมากมาย จนเกินที่กฎหมวย และกติกาที่รักษาความราบรื่นและความเรียบร้อย แต่ก่อนจะรองรับได้ เกิดภาวะการเอารัตเอาเปรียบ และละเมิดกฎหมายต่างๆ นานา จนอาจกล่าวไค้ว่า ในขณะนี้สังคมไทยทั่วประเทศอยู่ในสภาวะที่เสีย ดุลยภาพของความเป็นมนุษย์ในมิติทางวัตถุและ จิตวิญญาณก็ว่าได้ ผลที่ตามมาก็คือภาวะล่มสลายในด้านศีล- ธรรมที่นําไปสู่ทารทําลายความเป็นมนุษย์ชาติ ดัง เห็นได้จากปรากฏการณ์หลายๆ อย่างในขณะนี้ เช่น ในสถาบันทางศาสนานั้น พระสงฆ์ที่เป็นผู้นําและ หลักทางศีล-ธรรมกลับเป็นอลัชซี ประพฤติชั่วช้า = = ๕ เร เ4 ว ๕ 3 เจ เซ ๑% @ เม "7 8 ๆ เซ ๕ อ ในด้าน กามคุณ และแสวง หาผลประโยชน์ทางวัตถุ ในขณะที่สถาบัน ครอบครัวล่มสลายซึ่งเห็นได้จาก พ่อข่มขืนลูก และลูกฆ่าพ่อ และคนในสถาบันการ ปกครองแสวงหาผลประโยชน์จากการค้าและขาย ยาเสพติด เป็นต้น โดยเฉพาะในกรณีหลังนั้นนับ ว่าแพร่หลายระบาดกันทั่วไปจนเป็นปัญหาระดับ โลกทีเดียว แต่ท่ามกลางการเสียดุลยภาพนี้สังคม ไทยทก็ยังหาอยู่ในสภาพที่สิ้นหวังไม่ เพราะยังมี กลุ่มปัญ ญาซนที่รู้เท่าทันโลกาภิวัตน์ออกมา เคลื่อนไหวต่อด้านอยู่เป็นเนือง ๆ เพื่อสร้างภาวะ กดคันและเสนอแนวทางที่จะฟื้นฟูสังคมและ วัฒนธรรมให้มีตุลยภาพตังเติม ตังเห็นได้จากการ เรียกร้องให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นเพื่อเปิด โอกาสให้คนส่วนใหญ่ ที่ถูกเอารัดเอา เปรียบได้ เรียกร้องสิทธิและป้องกันตัวเอง การเกิดมูลนิธิ และองค์กรเอกชน ที่เปิดโอกาลให้คนรุ่นใหม่ที่มี ความคิดและมีความรักมนุษย์และบ้านเมืองให้เข้า ไปช่วยเหลือคนที่ต้อยโอกาสตามซนบท หรือการ รวมพลังของคนในท้องถิ่นและซนชั้นยังชีพที่เรียก ร้องและกดต้นรัฐบาลให้รับรู้และแก้ไขการกระทํา อันไม่ซอบด้วยความเป็นธรรม รวมไปถึงการมีนัก วิชาการจากสถาบันต่างๆ ออกมาแสดงความคิด เห็นและคัดค้านการกระทําหรือการดําเนินการของ วัฐในด้านการทําลายสภาพแวดล้อมธรรมชาติ เช่น การสร้างเขื่อน การสร้างอ่างเก็บน้้า และทําให้เกิด มลภาวะของบรรดาโรงงานอุตสาหกรรมด้วย แต่เรื่องที่จะมีพ ลังมากที่สุดในขณะนี้ก็คือ การเริ่มต้นที่จะหันมาทบทวนและพัฒนาเศรษฐกิจ แบบเพียงพออันเนื่องมาจากกระแสพระราชดํารึ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งนับว่าสถาบัน พระมหากษัตริย์ยังเป็นหลักที่พึ่งในด้านความมั่นคง ของสังคมอยู่เช่นเติม อีกทั้งมีศักยภาพพอเพียงที่ จะต่อด้านกระแสโลกาภิวัตน์อยู่ไม่น้อย ที่เป็นเช่น นี้ใด้ก็เพราะโดยราชประเพณี พระมหากษัตริย์คือ ผู้นําของสังคมทั้งในด้านทางโลกและทางธรรม หรือ อีกนัยหนึ่งทั้งด้านวัตถุและจิตวิญญา ณนั้นเอง ๕ ซะ 4 ในผ้านวัตถุนันทรงดูแลให้ประชาราษฎร์มีที เลง จล วั, อยู่อาศัย มีที่ทํากินอย่างทัวหน้ากัน ถ้าจะมองย้อน กลับไปในอดีตสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น แผ่น - ๆ ” ง " ดินเป็นของพระมหากษัตริย์ คนอินในแผ่นตินไม่มี = ๕ เจ” ปุ ฆฒ - ว กรรมสิทธิ์ แล้วแต่พระมหากษัตริย์ หรือพระเจ้า เร ฒ ส เณ แผ่นดินจะทรงพระราชทานให้ ซึ่งพระมหากษัตริย์ ทุกพระองค์ต้องทรงปฏิบัติตดามโบราณราชประเพณี จ 4 “2๑ ที่จะต้องพระราชทานที่ดินให้ราษฎรของพระองค์มี ส ม 4 5 ส » -= เค จ 9จ2 ทีสร้างทีอยู่อาศัยและทีทํากินโดยทัวหน้ากัน มาก 1 ปล วนทั้นโอไฟ น้อยแต่ไหนนั้นขึ้นอยู่ตามสิทธิหน้าที่และสถานภาพ ทางสังคมของแต่ละปัจเจกบุคคล โดยย่อก็คือผู้คน » เณละ ในบ้านเมืองทุกคนทีเป็นคนไทยรวมทังผู้ที่เข้ามา ซ่ = " พึงพระบรมโพธิสมภารด้วย จะไม่มีไครขาดแคลน ม/ ไฟ จ 5 ฯ . - " น ม ๕2 ในด้านที่อยู่อาศัยและที่ทํากินอย่างเช่นทุกวันนีที่ บ้านเมืองถูกปกครองด้วยระบบประชาธิปไตยแบบ ทุนนิยม ยิงกว่านั้นพระมหากษัตริย์และรัฐบาลก็ ดูแลสนับสนุนการเกษตรกรรมและอาชีพในการ ฯ 0 ม เว เกษตรของประชาชนมีการจัดการเรืองนําทํา น่าฝน ร "| ะ ให้อยู่ในสภาพที่ประชาชนสามารถมีนําใช้ในการ จ จ 4 7 เล. เกษตรและอุปโภคบริโภคได้ นีคือการจัดการต้าน ข้. * 4 . เซ จ พื้นฐานทางวัตถุที่กล่าวได้วํามีความยังยืนมาหลาย ซ่ 4 = 4. = ศตวรรษ จนเป็นทีเลืองลือทั่วไปว่าประเทศสยามมี ความสมบูรณ์เป็นอู๋ข้าวอู๋นํา การค้าของส่งออก โดย เร ๐๕ พ่ 6 ป - เ เฉพาะข้าวก็เอาแต่สิงที่เป็นส่วนเกินออกไป ถ้าเกิด " ! จ 4. คว ง ขาดแคลนก็ต้องนํามาแจกจ่ายเพื่อยังชีพก่อน ซึ่ง เว 9 ซ์ ล ณะ จ ก็เห็นได้จากการที่ทางราชการจัดการให้มียุ้งฉาง - และนาหลวงไว้เพื่อส่วนรวม ในด้านจิตวิญญาณพระมหากษัตริย์คือผู้นํา ในทางโลกและเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกของทั้ง -. เต พระพุทธศาสนาที่เป็นศาสนาหลักและบรรดาศาสนา เธ -, จ = ทั้งปวงทีอยู่ในแผ่นดิน ทรงประพฤติพระองค์เอง ให้เป็นแบบอย่างของพระธรรมราชามหาสมมติราช อันมีแบบอย่างในอุดมคติมาจากพระมหาเวสสันตร จ ง จ, ที่ทรงนํารายได้ที่มาจากภาษีอากรและแม้แต่ของ = *, [ว 4 พระองค์เองบริจาคในการทําบุญทําทานเพือยก ฉ่เอ๓5 อาจาใจ ซี ค ระดับจิตวิญญาณของผู้คนให้สูง เป็นผู้มีความเสีย สละและอยู่ในศีลธรรมอันดี รวมทั้งการมองไปไกล ถึงความสุขในโลกหน้าอีกด้วย พระมหากษัตริย์ที่ 'ทรงธรรมในฮดีตนั้น ในมิติทางวัตถุทรงมีทั้งบทบาท ที่เป็นพระราชาธิราชผู้บีพระเคชในการปกป้อง ประชาราษฎร์ให้พันภัยจากการคุกคามทั้งภายนอก และภายใน ทรงเป็นผู้ชนะโลก (ไต04ใส ๐0สุน๐เ๒) แต่ในมิติทางจิตวิญญาณพระยงค์คือ ผู้สละโลก (ดะใส่ พ๐๓อนต๐6แ) พี่ต้องทรงอุทิศทั้งทรัพย์สิน และพระวรกายในการสร้างความสงบลุขให้แก่แผ่น คิน รวมทั้งชี้ทางที่เป็นทั้งความสุขทางวัตถุและจิค- วิญญาณให้แก่ประชาราษฎร์ด้วย ถ้ามองให้อีกลงไปจากกระแลพระราชดํารัส เรื่องเศรษฐกิจแบบพอเพียง โดยทบทวนกันสิ่งที่ พระมหากษัตริยาชิราชเจ้าในอดีตได้ทรงปฏิบัติมา นั้น จะเห็นได้ว่าถ้าหากมองเผินๆ โดยไม่คิดก็เป็น เรื่องของอาชีพเท่านั้น แค่ถ้าคิดแล้วสิ่งนั้นเป็นยิ่ง กว่าฮาชีพ คือเป็นวิถีชีวิต (ฒลษ ๐6 !บ๐) ทีเดียว อีกทั้งเป็นวิถีชีวิตที่มีทั้งมิติทางวัตถุและจิตวิญญาณ ที่ได้คุลยภาพกัน นั้นคือในภารผลิตทางเศรษฐกิจหั้น ผลิตแค่พอมี ไม่เครียดและไมโลภ พอยังซีพก่อน แล้วส่วนเกินจึงขายออกไป อันมีลักษณะครงข้าม กับการผลิตแบบทุนนิยมที่ทําให้เกิดความล่บจม เนื่องมาจากไม่พีจารณาในเรื่องยังซีพก่อน และ ค้าวกระโคดไปผลิตเพื่อขาย เอาเงินตราเป็นสําคัญ เมื่อไม่มีทุนพอ ไม่มีตลวด และแรงงานสนับสนุน กีขาตทุน เกิดความเครียด และในที่สุด เป็นอันตราย แก่ซีวิตและครอบครัว ในทางตรงข้ามสมัยที่บ้าน เมืองยังมีระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง ซาวนาชาวไร่ ทําการเพาะปฐกแต่พอควรศาเมฤดูกาล พอปอูกพืซ เสร็จก็มีเวสาพักผ่อนทั้งในด้านร่วงกายและการหา ความสุขทางจิตวิญญาณ ซึ่งในสมักท่อนนั้นจะมี ปฏิทินในรอบปีที่กําหนดกิจกรรมทั้งทางไลกและ ทางธรรมไว้แน่นอน ในรูปของประเพณีสิบลองเดือน ซึ่งนับเป็นกรอบทั้งในต้านความคิดแตะพฤติกรรม ที่นําคนไปสร้างความสัมพันธ์ทั้งระหว่างคนกับ สภาพแวดล็อมธรรมชาติ ระหวางคนกับคน และ ในที่สุดระหว่างคนภับจิตวิญญาณที่เป็นซิ่งนอกเหนือ ธรรมชาติที่อาจเวียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่า จักรวาด ย์กับพัฒนาทารทางสังคม - วัฒนธรรม ตวามเป็นมนุษเ ะสังคม ซีวภาพแล: 1 โลกทาง1 มนุษย์กับจักรวาล ปัจจุบันในกระแสโลกทุนนิยมมองมนุษย์ เป็นเพียงแต่ทรัพยาทรทางเศรษฐกิจ ที่เรียกว่า “ทรัพยากรมนุษย์” ที่จะต้องมีการพัฒนาและจัดธรร คันต่างๆ นานา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นความนึกคิดใน เรื่องวัดถุนิยมทั้งสิ้น ผลที่ตามบาทําให้คนมองไม่ เห็นตนหรือความเป็นมนุษย์ หากเป็นแต่เพียง แรงงานเพื่อการผลิตที่ซื้อขายกันได้ หรือในบางที่ ก็ถูกเอารัดเอาเปรียบและได้รับการปฏิบัติเสมือน 'ทาสแบบในโลกตะวันตกแต้ก่อน ความทิตและการมองมนุษย์ไนลักษณะเช่น นี้กําลังเป็นอันดรายอย่างยิ่งในบรงคาโลกที่สาม เซ่นในประเทศไทยเป็นตัวอย่าง เพราะเป็นเรืองที่ ปราศจากภูมีคุ้มกัน อันเนื่องมากจากการทิ้งคุณคํา ของมนุษย์ที่มีมาแค่เด็มเสียแล้วหันไปโช้กรอบ และแนวคิดแนบสังคมตะวันตกแทน ยกตัวอย่างเช่น การร้องแรกแหกกระเณอในเรื่องสิทธิมนุษยชน นละความเป็นประชาธิปไตยกัน โตยที่ไม่เข้าใจถึง ความสัมพันธ์ทั้งแกนและกะพี้ของสังคมตะวันตก แม้แต่น้อยว่าเขามีการควบคุมและป้องกันกันอย่าง ใด และผลของการขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ จึงทําให้เกิดสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมและ เศรษฐกิจที่เลวร้ายอยู่เสมอ เช่น นายจ้างกักขัง และทารุณแรงงานที่เป็นเต็กและสตรี เกิดโสนาณีเด็ก และการขายบริการทางเพตอันเป็นเรื่องผิดคีดธรรม และชาดความเป็นมนุษย์ เป็นพฤติกรรมที่กลายเป็น ความเคยชินและธรรมพาสําหรับสังคมมนุษย์ไป เรื่องการมองมนุษย์นป็นเซ่นทรัพยากรและ แรงงานเช่นนี้แทบไม่มีในอดีคของคนไทยและ คนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงได้ก็ว่าได้ แบ้ว่า นักวิชาการทางสังดมตาสตร์หลายท่าน จะกล่าว เป็นเสียงเดียวกันวาการรบทัพจับศึกแค่ละครั้งนั้น ก็เพื่อการกวาดต้อนผู้คนมาเป็นแรงงาน และมักใช้ 4 ภาพ “กําเนีตมนุษย์” ติฉปิน ธุรเศ แก้วท่าไม้ าาดตาม ความเชื่อในพงศาวดารจ้านข้าง บริเจพที่ 2 อรามว่า ทีนั้นแต พระยาแถนจึงไห้เขาไปดยู่ง แห้งจึงบกเป็นพื้นแผ่นดิน เขาจึงใหว้ชอพระยาแถนตูว่า ดูข้อยนี้ อยู่เมืองบนบ่นกวน แสนเมืองฟ้าบเป็น ๕ข้อยขอไปอยู่เมืองลุ่ม งคอนแถนแตพั้นแล แต่นั้นนําจึง ลิตเลียง เมืองเพียงพักยอมหุ้นเทอญ เนือนั้นพระยานถนจึงใต้ เตาผงบาส่ง ทั้งให้ตวายเชาผู่แก้เขา จึงเอากันลงมาตั้งอยู่ที่นาน้อย อง นก. ท เซิคน อ๊อยหนูก่อนหั้นหล แต๋นั้นเบาจึงเฮาควายนั้นเช็ดบากิน นวน ./เ ส (ซี สล. ประมาณ 3 ปี ควายเขาก็ตายเสีย...อผู้บ่นานเท่าใด เครืยหมาก นังก็เกิดอยกยูตังควายคัวดายนั้นออกยาวมาแล้วก็ออกมาเป็น หมากน้าเต้าบูง 3 หน่วย แคะหน่วยนั้นใหญ่ประมาณเท่าวินเขา ปลูกซ้าวนั้น เมื่อเครือหมากนั้นแก้แล้ว คนทั้งหลายก็เกิดมาอาศัย ซึ่งหมาหน้เป็นตังหางอาสังโนเก็ดในท้องคอกบัว เจ้าฤานีมว เลี้ยงไว้ คนทั้งหลายฝูงเกิดในผลหมากน้าเต้าฝูงนั้นทีรัยงก้อง นี่ มันมาหนักในหมากน้านั้นแล..” ภาพถ่ายจากผนังห้องนีทรรศพาร ศูนย์มานุษยวิทยาสีรีนธรฯ ให้ก่อสร้างปราสาทราชวังและศาสนสถานที่ใหญ่โต มโหพารก็ตาม แต่หลักฐานทางด้านเอกสารและ ลายลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงโลกทัศน์และความ นึกคิดของคนในอดีคนั้นหาเป็นเช่นนั้นไม่ ยังคงมอง ตนเป็นมนุษย์อยู่นั้นเอง เช่น ในศิลาจารึกสุโขทัย ที่กล่าวว่า พ่อขุนรามต่าแหงนั้น เวลาไปทัพไปศึก ได้ชัยซนะได้ผู้คนมานั้นไม่ฆ่าไม่แทงแค่เอามาเป็น พลเมือง อีกทั้งมีค้าว่าไพร์บ้านพลเมือง ไพร่ฟ้า หน้าใส หามีข้าทาสไม่ นอกจากคําว่าช้าพระ ซึ่ง หมายถึงพวกชาวบ้านชาวเมืองที่ทางกษัตริย์ เจ้า นาย และขุนนางอุทิศให้กับวัดหรือศาลนสถาน เพื่อ ไห้เป็นผู้ดูแลรับใช้ ซึ่งแท้จริงแล้วการสร้างวัด สร้าง ศาสนสถานแต่ละแห่ง คือการสร้างชุมชนนั้นเยง เพราะเป็นโครงสร้างทางกายภาพที่จะทําให้เกิด โครงสร้างสังคมที่เป็นชุมชนขึ้นมา เป็นเรืองที่แตก ต่างจากการสร้างบ้านจัดสรรในเวลานี้อย่างสิ้นเชิง ในสมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงเทพฯ ซึ่งเมืองไทย พัฒนาขึ้นเป็นราชอาณาจักร การมองคนคือมนุษย์ ก็ไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะเป็นสังตมที่มีชนชั้นลด หลั้นจากที่สูง ตั้งแต่พระมหากษัตริย์ เจ้านาย ลง มาจนถึงข้าทาสก็ตาม หาได้มองอย่างแยกส่วนว่านี่ เป็นเจ้าเป็นนายนี่เป็นข้าทาสในเชิงวิเคราะห์ แต่ สังเคราะห์ไม่ได้เช่นในปัจจุบันไม่ หากเป็นองค์รวม ที่เป็นระบบตวามสัมพันธ์ในทางอุปถัมภ์ที่แยกกัน ไม่ออก เพราะเป็นสิ่งที่มีการกําหนดบทบาทหน้าที่ และฐานะที่จะปฏิบัติต่อภันเพื่อการอยู่ร่วมกันใน สังคมอย่างชัดเจน นั้นคือไนค้านสังคมและเศรษฐกิจ อันเป็นมิติในทางวัตถุนั้น มนุษย์ย์อมชีความแตก ด่างกันและไม่ทัคเทียมกัน แต่จะอยู่ร่วมกันได้โดย การมีความสัมพันธ์ที่อุปถัมภ์ค้าซูซึ่งกันและกัน เพื่อ ให้บรรลุเป้าหมายในการดํารงชีวิตทั้งต้านวัตถุและ จิตวิญญาณ กับพัฒนาการทางสังคม - วัฒนธรรม ตวามเป็นมนุษย์| 3 เว ว6 เที 3 จ โซ ฉร ๕ เรื เว ชร ะ เรี เว ซ็ กร ส่วนในด้านจิตวิญญาณนั้นดรงข้ามกับทาง ค้านวัตถุ คือเห็นมนุษย์เท่ากันหมด เสมอภาคกัน หมดในการเกิดแก่เจ็บตาย แต่ที่อิ่งกว่านั้นคือเป็น การมองแบบกระบวนการในการทําลายอัตตาและ ความมีตัวคนอย่างซัดเจน อย่างเซ่นพระธรรมคํา สอนของพระพุทธเจ้าที่มุ่งให้คนเข้าถึงพระนิพพาน เป็นคัน แนวความคิดเช่นนี้คงคล้ายๆ กับศาสนา อื่นที่เป็นศาสนาใหญ่ ๆ เช่น ศาสนาฮินดู ศาสนา คริสตค์ และศาสนาอิสลาม ที่มุ่งให้คนละโลกทาง วัตถุไปสู่สวรรค์ หรือโลกแห่งธรรมเป็นต้น ในพิธีกรรมทางศาสนาซึ่งเป็นระบบทาง สัญลักษณ์นั้น เช่น การกราบไหว้พระบรมธาตุเจดีย์ ไนทางพระพุทธศาสนาก็ดี การเช้าโบสถ์ของคริสต- ศาสนาก็ดี หรือการทําละหมาดของคนมูสลิมก็ดี ทําให้เห็นว่า ต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นของสูงสุด ในจักรวาลนั้น มนุษย์ทุกรูปทุกนามไม่ว่าผู้คีมีจน กษัคริย์ เจ้านายและช้าทาส ทุกคนต้องอ่อนน้อม และสยบเท้าเทียมกันหมด และการยอมรับในความ สําคัญของสิงศักดิ์สิทธิ์ที่นอกเหนือธรรมชาติตัง กล่าวนี้แหละ คือทีมาแห่งอํานาจที่แท้จริงในจักรวาล เพราะเป็นสิ่งที่ผ่องถ่ยให้คนนํามาจัดการในการ ดูแลและควบคุมกันเพื่อการอยู่ร่วมกันนั้นเอง การ สยบต่ออํานาจ นอกเหนือธรรมชาติในทางศาสนานี้ คือที่มาที่ทําให้มนุษย์ในหลายๆ สังคมโดยเฉพาะ ทางตะวันออก มีค่านิยมในเรื่องการกลมถลืนกับ จักรวาล หรือธรรมชาติอย่างสําคัญ ซึ่งเป็นที่มา ของการมองโลกอย่างมีคุณภาพทั้งในด้านวัตถุ และจิตวิญญาณ หรืออย่างน้อยก็มองเห็นในความ เป็นมนุษย์นั้น มีทั้งสิ่งที่เป็นมิติทางวัตถุ และจิตใจ อยู่ด้วยกันนั่นเอง และความเข้าโจที่ว่านี้คือ สิ่งที่ นําไปสู่ความคิดและมุมมองที่เห็นว่า มนุษย์คือ จุลภาคของจักรวาล (ตบ๐๐๐๐) เพราะจักรวาล คือสิ่งที่มีและไม่มีในเวลาเดียวกัน ในขณะที่มนุษย์ ซึ่ง เป็นเรื่องทางวัดถุ กับสิ่งที่ไม่มีคือเรื่องของจิต- นันมีสถานภาพอยู่ตรงชายขอบ ระหว่างสิ วิญญาณ การดํารงสภาวะอยู่ตรงชายขอบที่เป็น น 276 ล กึ่งวัตถุ และจิตวิญญาณเช่นนี้ ทั้งศาสนาคริสต์ และอิสลามถือว่าอยู่ในชั้นทดลองที่มนุษย์จะต้อง เลือกทางใดทางหนึ่ง ถ้าเลือกทางวัตถุที่เป็นของ หยาบก็ลงนรกเมื่อตายไปแล้ว หรือถ้าเลือกทางจิตใจ หรือจิตวิญญาณก็ไปสวรรค์อยู่กับพระเจ้า แต่ที่จะ กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกเห็นอะไรไม่มี ซึ่งคล้ายๆ กับทางพุทธศาสนาในลักษณะที่ว่าถ้ายังเน้นวัตถุกี ยังมีกิเลส ทําให้เกิดมีตัวคนอยู่ หรือยาจจะมองได้ วํา ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ แต่ถ้าเน้นในด้านจิต- วิญญาณอาจนําไปสู้นิพพานที่หมดความเป็นตัว ตนได้ ความเป็นมนุษย์ทั้งในด้านวัตถุและจิต- วิญญาณนี้แลเห็นได้ชัดเจนจากเรื่องราวในชาคก และพุทธประวัติที่ใช้สอนกันในโลกของชาวพุทธ ทั้งหลายซึ่งมักจะแตกต่างกันออกไปทั้งเวลาและ สถานที่จนทําให้เกิดความเข้าใจที่ขาดวิ่นและไม่ เป็นกระบวนการในทางพัฒนา ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของชาตกที่ปรากฏในสังคมไทยและสมัยกรุง ศรีอยุธยาลงมา ที่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องทศชาติที่มา จากมหานิบาดชาดก และปัญญาสชาตกเป็นตัน เรื่องหลังนี้เป็นชาดกนอกนิบาค เป็นของที่ปรุงแด่ง ขึ้นเองในภูมิภาคเอเชียดะวันออกเฉียงใต้นี้เพื่อชี้ ให้เห็นว่า การพลัดพรากเป็นสิ่งธรรมดาในชีวิต มนุษย์ ชาดกดังกล่าวนี้เป็นที่มาของนิทานแบบมู่ สอนหลสาน ในชุมชนหมู่บ้าน หรือไม่ก็นําไปแต่งเป็น บทกลอนและบทละครกันในสังคมเมือง แค่ก่อนนี้ ในขณะที่เรื่องแรกนั้นเป็นเรื่องของทางราชสํานัก เป็นผู้เริ่มคันนํามาอบรมสั่งสอนผู้คนในสังคมให้ เช้าใจสถาบันพระมหากษัตริย์และพระพุทธศาสนา ดังจะเห็นได้จากการที่สมเด็จพระบรมไดรโลกนาถ ทรงพระราชนิพนธ์มหาชาติคําหลวงขึ้นแล้วโปรด ให้ใช้สวดกันในวัต และพระมหากษัตริย์ไนสมัยต่อ มาจนถึงรัชกาลที่ 4 ก็ยังทรงสนับสนุนการแต่ง มหาชาติให้มีการเทศน์กันตามวัตและในฮมัยหลอัง ลงมาทางราชการยังได้กําหนดให้เป็นหนังสือเรียน ของเด็กชั้นมัธยมปลายอึกด้วย แค่ที่โดดเด่นคือ ตาม เลง”/ 2 ะบารมีที่ยี 'การให้ เป็นพร: มี คือ' 3 อ เรงบําเพ็ญทา มหาเวสสันกร ท: เรกรรมฝาผนังถี จิต 3 วร่ 5 ง เหี ๕ 3 ลี่ อ ๕ ไรง เม เว รี่ เรี เร ๕ ผนังของพระอุไบสถและพระวิหารตามวัดก็มีประเพณี เขียนภาพ จิตรกรรมพระเจ้าสิบชาติ และพุทธประวัติ ก้นแทบทุกหนแห่งจนกระทั้งทุกวันนี้ ทั้งทศชาดกและพุทธประวัตินั้นคือ สิ่งที่ อบรมให้คนรู้จักทั้งพระพุทธเจ้าและพระมหากษัคริย์ เพราะเป็นผู้ที่มาตามคัลลองเดียวกัน นั้นคือก่อนที่ จะครัสรู้นั้น พระพุทธเจ้าคือพระโพธิสัตว์ที่จะต้อง ทรงบําเพ็ญทศบารมี และผู้ที่จะเป็นพระมหากษัตริย์ ก็คือผู้ที่ต้องมีทศบารมีเซ็นเดียวกัน โดยเฉพาะ พระซาติสุตท้ายก่อนที่จะเป็นพระพุทธเจ้านั้นคือ การที่มาเกิดเป็นพระมหาเวสสันตร ความยิ่งใหญ่ ของพระมหาเวสสันตรคือทรงบําเพ็ญทานบารมี คือ การให้ เป็นพระบารมีที่ยิ่งใหญ่ทั้งการที่จะครัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและการเป็นพระมหา กษัตริย์ โดยเฉพาะในเรื่องพระมหากษัตริย์นั้น พระ มหาเวสสันตรคือแบบฉบับหรือต้นแบบของการ เป็นพระสมมติเทวราชนั่นเอง เพราะคดิของการ เป็นกษัตริย์ในพระพุทธศาสนานั้นไม่ได้มาจากการ อวตารจากพระเทวราชแบบการปกครองในศาสนา ฮินดู เช่นที่พบในสังคมขอมกัมพูชาโบราณ หาก เป็นมนุษย์ธรรมตาที่ได้บ่าเพ็ญดะบะและบารมีจน เป็นที่ยอมรับของผู้คนในสังคมนั้นเอง แต่ถ้าหากหันไปดูคติและความคิดในเรื่อง การสอนและเผยแพร่พระพุทธศาสนาด้วยมหา- นิบาตซาตก หรืออีกนัยหนึ่งที่เรียกว่า พระเจ้าห้าร้อย ชาติ จากอินเดีย ตรีลังกา พุกามในพม่าและที่เมือง สุโขทัยในไทย ครั้งสุโขทัยแล้วจะเห็นได้ว่าเป็นเรื่อง ของการแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของความเป็น มนุษย์ทีเดียว ถ้ามองเผินๆ โดยเปรียบเทียบกับ วิวัฒนาการของมนุษย์จากการเป็นสัตว์ตามขั้น ตอนต่างๆ ในด้านชีววิทยาแล้ว จะทําไห้คิตไปได้ ว่าพุทธศาสนามีความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ทีเดียว เพราะเรื่องของชาคกพระเจ้าห้าร้อยชาตินั้น กล่าว ถึงการเสวยพระชาติต่างๆ ของพระพุทธเจ้าตั้งแต่ เป็นสัตว์ชั้นต่า สัตว์น้า สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์บก จน เป็นสัตว์ใหญ่ เช่น ช้าง และม้า ก่อนที่จะมาเกิดเป็น เพ 2 ฯ จาซ่ มนุษย์ แต่ถ้าหากพิจารณาให้ถีถ้วนแล้ว เป็นการ แสดงพัฒนาการทางด้านจิตควบคู่ไปกับทางต้าน ร ฮัง = = รํางกายและสมอง เหตุนีจึงเรียกการเสวยพระชาติ ของพระพุทธเจ้าแต่ละพระชาติหรือชาดกว่า พระ 6๐ น-. 2 งผล 6อ่ เร " จ โพธิสัตว์ ซึ่งแปลว่าสัตว์ที่ดื่นแล้ว และเมื่อได้ตรัสรู้ เด , แล้ว คือผู้ที่ดื่นแล้วเป็นพระพุทธองค์ ไป ๕ - เพราะฉะนันเรื่องราวในมหานิบาตซาดก ๑ ม ม ฒณ ซฆูฆ เ, เต หรอพระเจาหารอยซาต กคอ สิงทีสะท้อนให้เห็นถึง ความเป็นมนุษย์ทั้งในด้านวัตถุและด้านจิตวิญญาณ เละ ฒณ 9 อ ว เว ฏี นันเอง ด้านวัดถุคือการตํารงอยู่ของร่างกายในโลกนี่ 3449 - - ในขณะทีเรืองของจิตมองออกไปนอกเหนือปรากฏ- การณ์ไนทางวัตถุ ที่มุ่งไปสู่โลกหน้าและการเป็น "พะ ๑ ซ่ ไว ยันหนึ่งอันเดียวกับจักรวาลที่กว้างไกล พัฒนาการ เดิน ง ร เว ของทั้งสองสิงนีต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรม - = เซ = === - ส ซาติ นั้นคือการมีมิติทางเวลา มนุษย์เติบโตขึ้นทั้ง ป ”: =. ฒซู ๕ ทางร่างกายที่เป็นวัตถุและความรู้สึกทางค้านจิตใจ เว1 เณ เฑ ง อันเป็นเรืองของจิตวิญญาณ ความเป็นวัตถุจะค่อยๆ 2 ฒณ 9 เสือมสลายลงไปตามกาลเวลา แต่ในขณะจิตยังดํารง 4 ส@ ๕ ๑ %* เณ 8 - อยู่ในลักษณะที่สูงขึ้นหรือตําสงได้ ถ้าหากดําลงคือ คี่ ๕ 9 ” อ : การที่ยังมีสํานึกในเรืองการปรุงแต่งตัวตนทางวัตถุ "ด ซ 5. ": เด ขึ้นมาอีกในลักษณะที่อาจหวนไปเป็นสัตว์หรือ มนุษย์ที่อยากมีตัวดนอีกได้ แต่ถ้าหากมีระดับจิต ชื่องสี้. ล้+๕- , ล ที่สูงขึ้นจะสามารถทิงตัวตนทางวัดถุไปสู่มิติทาง =2@ สๆ.ะ5. จิตวิญญาณที่ไม่มีทั้งกาละและเทศะในจักรวาล พัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมของ “ ืไืูืู เดล ๆ มนุษย์ในโลกนี่ แต่อดีตมาจนปัจจุบันนั้น อาจกล่าว ได้ว่าก่อให้เกิดความนิยมในการมองโลก มองจักรวาล *“ ๓ ส ออกเป็นสองอย่างที่ตรงข้ามกัน อย่างแรกคือความ = ส9 เว คิดและความเชื่อที่ว่ามนุษย์ควรสยบและทําตัวให้ ๑ = ๓ ซั กลม กลืนภับชรรมชาติและจักรวาล คํานิยมแบบนี้ ๆสะ= ฝุ เซ ส > ส เป็นของที่มีมาแต่โบราณ สมัยทีมนุษย์ยังต้องพึง " = ส พิงธรรมชาติ และพัฒนาระบบความเชือมาเป็น ตศาสนาใหญ่ๆ ของโลก เช่น ฮินดู พุทธ คริสต์ และ อิสลวมรวมไปถึงความคิตในตด้านปรัชญาและอภิ- จ2. ซะ. เว ด ว ปรัชญาค้วย ซึงถ้ามองในแนวตั้งแล้วก็คือ โครงสร้าง ว ” | ข้างบน (5แ๒๐6๒๐๒๐) เช่น ความเชื่อในเรื่อง 5 = ส่ ศาสนาและจักรวาล คือสิงที่กําหนด และควบคุมความคิดและการ ซ่ เ- เปลียนแปลงทางสังคม และเศรษฐกิจของ มนุษย์ พัฒนาการ จรง ของสังคมมนุษย์ที่ จ พค สัมพันธ์กับคํานิยม ที่โอนอ่อนต่อ ะ. ๒พ จักรวาลคดังกล่าวนี ' ซูไซ แลเห็นได้จาก พัฒนาการของรัฐ จดอถื ล, และบ้านเมืองไนสมัย ส = โบราณทีมีสถาบันทาง ศาสนาและกษัตริย์เป็นใหญ่ จนเกิดเป็นอาณาจักรและจักรวรรคิ ๕ ๑ 0 ซู5.4ีื่ 2ล” ขึ้น อีกทั้งเป็นสิงที่พบมากในสังคมของชาว ตะวันออก ส่วนค่านิยมอีกอย่างก็คือ ความคิดและความ ซ่ 4 - = เชือที่ว่ามนุษย์สามารถควบคุมธรรมชาติและจักรวาล เ ฐส "ญี ๆ จ ร ได้ เป็นค่านิยมที่พัฒนาขึ้นภายหลัง เมื่อมนุษย์มี ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จนสามารถสร้าง ๕ ม ฒ เทคโนโลยีขึ้นคัดแปลงควบคุมสภาพแวดล้อม =. ะ 2 ม ง ธรรมซาติจนสามารถตั้งถินฐานและพัฒนาการอยู่ เฯ =.3- =ๆ1 นิ” อาศัยในท้องถิ่นที่มีธรรมชาติไม่สะดวกสบายได้ 0 =*2 "ล เ 5 ”. เป็นค่านิยมที่พัฒนา ขึ้นในสังคมตะวันตกหลังยุค = - ซ่ ฟื้นฟูติลปวิทยากรโนพุทธศตวรรษที่ 20-21 ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโน- ฮั: ฉ่ฮะ , โลยีนี้คือ สิ่งที่ทําให้มนุษย์มีความอหังการและ ท้าทายจักรวาล และเมื่ออาศัยความก้าวหน้าทาง เทคโนโลยีในเรื่องอาวุธและการคมนาคมเข้าไป สัมพันธ์กับบ้านเมืองอื่นๆ ในสังคมตะวันออกอย่าง ได้เปรียบแล้ว ความคิดในเรื่องการครองโลกก็เกิด ฐส 2 :. = 2, ว - ขึนเพื่อครอบงําบ้านเมืองต่างๆ ที่เคยรุ่งเรืองมาแล้ว ทั้งในด้วนการเมืองและเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการล่า อาณานิคมและการเอาทรัพยากรธรรมชาติของบ้าน , 2 เมืองต่างๆ เกือบทั่วโลกไปใช้เป็นประโยชน์ใน สสอ๕@ กณุคณ< 171 สังคมของพวกตน ทําให้เกิดความ มั่งตั้งทางเศรษฐกิจและ พัฒนาการทางวัตถุนิยม ขึ้นอย่างสุดโต่ง เป็น ที่มาของระบบ เศรษฐกิจแบบ ทุนนิยมที่นอก จากจะสร้างภาวะ ที่ไม่เท่าเทียมกัน ในเรื่องความทัน สมัยและความล้า หลังให้กับสังคม มนุษย์ในภูมิภาคค่างๆ แล้ว ยังกระตุ้นให้เกิดความ ทะเยอทยานอย่างไม่สิ้นสุดใน เรื่องการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ สร้าง เทคโนโลยี เพื่อควบคุมโลกและจักรวาล ดัง ตัวอย่างเช่นการสร้างอาวุธปรมาณและนิว เคลียร์ที่ ใช้ทั้งในสงครามร้อนและสงครามเย็น และการแข่ง ขันกันส่งจรวดไปโลกพระจันทร์ โลกพระอังคาร เป็นต้น ผลที่ตามมาของพัฒนาการของเทคโนโลยี คังกล่าวนี้คือการทําสลายสภาพแวดล้อม ทําลายคน และทําลายโลกในที่สุด สิ่งที่ทําให้คนตะวันตกและผู้ที่มีค่านิยมแบบ ควบคุ มจักรวาลอื่นๆ มองโลกในทํานองที่แตกต่าง ไปจากคนตะวันออกก็คือ ขณะที่คนทางตะวันออก ให้ความสําคัญกับโครงสร้างข้างบนในเรื่องศาสนา และความเชื่อนั้น คนทางคตะวันตกกลับเน้นในเรื่อง โครงสร้างพื้นฐาน (บห์กล5ยน๐๐) แทน ซึ่งเป็น เรื่องทางวัตถุที่ทําให้บรรลุวัดถุประสงค์ได้โดยอาศัย ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นสําคัญ ถ้าหากจะประเมินขั้นตอนต่างๆ ในวิวัฒนา- การของลังคมมนุษย์โดยสังเขปแล้วจะเห็นใด้ว่า ใน ระยะแรกๆ นั้นให้ความสําคัญกับมิติทางจิดวิญญาณ และความกลมกลืนกับจักรวาดก่อนพัฒนาการเกิด ของรัฐ อาณาจักรและจักรวรรดิที่มีกษัตริย์ปกครอง เวจง: ซ่ . ความเป็นมนุษย์ กับพัฒนาการทางสังคม - วัฒนธรรม ] นั้นคือ สุดยอดของพัฒนาการ เมื่อถึงขั้นสุดยอดนั้น ภาวะสุดโด่งก็เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากผู้เป็นใหญ่ใน แผ่นดินแต่ละแห่งคิดว่าตนเองและบริวาร คือผู้ที่ สูงสุดในโลกในจักรวาล ปกครองและบริหารบ้าน เมืองอย่างเอารัดเอาเปรียบจนเกิดภาวะเสียดุลขึ้น ระหว่างมิติทางจิตวิญญาณและวัตถุ โดยให้ความ สําคัญกับมิติแรกจนเกินไป ไม่เอาใจใส่ในค้านทาง วัตถุที่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจและสังคมอันเป็น โครงสร้างพื้นฐาน จึงเป็นเหตุให้เกิดการปฏิวัติทาง เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมขึ้น อันเป็นผลให้คน ส่วนใหญ่ค่อยๆ เปลี่ยนการให้ความสําคัญกับมิติ ทางจิตวิญญาณอันเป็นเรื่องศาสนา ความเชื่อและ จักรวาลมาเป็นเรื่องวัตถุแทน เกิดความขัดแย้ง ระหว่างความจริง (ทางวิทยาศาสตร์) กับความเชื่อ ขึ้น อะไรที่เป็นความเชื่อมักเป็นเรื่องที่งมงายรับ ไม่ได้ สังคมที่ก้าวหน้าทางวัตถุนั้นสร้างกระบวน การปฏิเสธความเชื่ออย่างเป็นทางการ ซึ่งเรียกว่า การทําให้เป็นทางโลก (5๑๐บ1ละ17ลนอก) ตัง ตัวอย่างที่เห็นได้ซัดก็คือ ในการดําเนินการงานอย่าง ใดอย่างหนึ่ง นั้นจะไม่มีความเชื่อหรือพิธีรีตรองมา เกี่ยวข้อง เช่น การเปิดสํานักงาน หรือเริ่มต้นโครง การก็ไม่ต้องเชิญพระมารดน้ามนต์ หรือเปิดป้าย อะไรทํานองนั้น กระบวนการทําให้เป็นทางโลกนี้ คือสิ่งที่พวกฝรั่งมักโอ่เสมอว่าเป็นการปฏิวัติทาง วิทยาศาสตร์ (5๐๐๓ย์บี๐ ร๐๒อในนอด) อันเป็นสิ่งที่ ทําให้เกิตพัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ และเทคโน- โลยีใค้ จนกลายเป็นการให้ความสําคัญอย่างสุดโต่ง ในขณะนี้ คือการละเลยในเรื่องมิติทางจิตวิญญาณ แล้วหันมาเน้นมิติทางวัตถุแต่เพียงอย่างเดียว ความสุดโต่งในมิติทางวัตถุที่เหนือจิตวิญ- ญาณนั้น เห็นชัดเจนมาแล้วตั้งแต่ยุคสงครามเย็น ซึ่งโลกแบ่งออกเป็น 2 ค่าย คือ ค่ายทุนนิยมเสรี ประชาธิปไตย กับค่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสด์ ทั้ง คู่แตกต่างกันในเรื่องระบบสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่ง ล้วนอยู่ในมิติทางวัตถุนิยมเหมือนกัน อีกทั้งต่าง ปฏิเสธมิติทางจิตวิญญาณเหมือนทัน ทําให้เกิด การแข่งขันกันในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ หรือ การสังยานอวกาศไปโลกพระจันทร์ โลกพระ- อังตาร รวมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีที่มีผลให้เกิดการ ทําลายสภาพแวดล้อมอีกมากมาย และในที่สุด ทาง ค่ายคอมมิวนิสต์ก็พับไป แต่ชัยชนะของค่ายเสร็ ประชาธิปไคยนั้นไม่ใช่ว่าจะดีอะไร ดูเห็มเกริมเป็น อย่างมาก ในระยะแรกถึงกับประกาศการจัด ระเบียบโลกใหม่ทีเดียว และตามมาด้วยแนวคิดใน เรื่องโลกาภิวัตน์ (อ10ธม12อน์00)) ที่เป็นเรื่อง การขยายอภิมหาอํานาจทางเศรษฐกิจอย่างโจ่งแจ้ง นําโลกเช้าสู่ยุคการปฏิวัติทางข่าวสาร (ไพโอฑาลบ่อก รอ0๒ยย่อก) ที่ทําให้การครอบงําโลกทางเศรษฐกิจ ของฝ่ายที่มีอํานาจเป็นไปอย่างไร้มิติทางเวลาและ พรมแดน 2 การแข่งขันกันส่งมนุษย์อวกาศไปลงดวงจันทร์ระหว่าง สหรัฐอเมริกาภับสหภาพโซเวียตในยุคสงคราม ประเทศและสังคมที่ถูกมอมเยาอย่างโงหัว ไม่ขึ้นอันคับแรกคือประเทศไทย เพราะถูกมอมเมา มาตลอด แต่สมัยแรกเว็บของลงความเย็น พอถึง ยุคโลกาภิวัตน์ก็ประกาศตักตาวาจะเป็นเลือทาง เศรษฐกิจตัวหนึ่งของภูมีภาคที่เรียกว่า นิคย์ (1๐5-|ง่อ๑ไข ไตส่นะแทห่ง| อพณเตอร) เลยเป็น เหตุให้วัฐแตะสังคมมุ่งที่จะปรับเปลี่ยนประเทศที่ เคยเป็นสังคมเกษตรกรรมบาแล้วเป็นพันปีให้เป็น สังคมอุดสาหกรรมแบบทุนนิยมเสรีดามแบบญี่ปุ่น เกาหลี และอื่นๆ อย่างเร่งรีบ ผลที่ตามมาก็คือการ ขยายตัวทางวัดถูอย่างไม่มีระเบียบ และกฎเกณฑ์ เกิดเมืองแออัตมากขึ้น รวมทั้งการขยายเขคเมือง (เะ๒มา(2อเโคต) และนิตมอุตสาหกรรมอยางยบาก มายเข้าสู่ซนบท ทําไห้เกิดการทําสายสภาพแวด- ล้อมและทรัพยากรธรรมซาติ รวมทั้งการโยกย้าย กันว่าเงินจํานวนเพียงแค่หนึ่งล้านเหรียญ สหรัฐสาบารถช่วยให้เด็กนับล้านคนในทวีปแอฟริกา ถิ่นฐานของผู้กน จนเกิดสภาพบ้านแตกและครอบ ครัวต้มสลายอย่างที่ไม่เคยปรากฏในยุคใด มาก่อน ในขณะเดียวกันบรรตาคนรวย คนมีอํานาจ ต่างตก เป็นเหยื่อของภารมอมเมาทางเศรษฐกีจจากภาย นอกที่เปิดโอกาสให้กู้เงินด้วยดอกเบี่ยตํามาให้กู้ตอ และลงทุนกิจกรรมที่ใหญ่เกินตัวภายในประเทศ จน ต้องประสบความหายนะอย่างใหญ่หลวง เมื่อค่า เงินบาทออนด้วสง ทําให้เป็นหนี้เป็นชินกันทั้งชาติ ความพินาศทั้งหลายนี้ยอมมีที่มาจากการ เน้นความสําคัญทางด้านวัตถุเป็นใหญ่นั้นเอง แม้ กระทังเวลานี้ที่อาจเรียกว่ากําลังอยู่ในนรกทีนับวัน จะเลวลงไปอิกกิตาม คนโทยสวนใหญ่โคยเฉพาะ คนที่เดยร่ารวยและซนชั้นกลาง ยังหาได้ซํานึกไม่ ยังมีตวามเขื่อมันในสิงอมๆ แล้งๆ ว่า ความเดือด ร้อนคงจะมือยูขัวคราว ในใม่ช้าคงจะหมดไป เฉย เฝ้าแตรอตอยไดยไมคิดทีจะทบทวนและไตร่ตรอง ด้วยสดิปัญญา สังคมไทยที่คําเนินไปในลักษณะที่เสีย ดุลยภาพระหว่างมิติทางวัดถุและมิติทางจีตวิญญาณ ในขณะนี้ กําลังอยู่ในภาวะขั้นคอนทางการลมสลาย ทางระบบตีตธรรม (ฝ่อกาเหล]178610ก) ที่จะมีผล นําไปสูภาวะการสูญเลียความเป็นมนุษยชาติอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ (@๐กแกรมณ์2ลต์อก) และถ้าหาก จะมีการทบทวนและคิดหาทางให้อยู่รอดจาก ความล่มสลายดังกล่าวนี้ จําเป็นอย่างยิ่งที่ต้อง หันไปสนใจในเรื่องมิติทางจิตวิญญวณ ฟื้นฟู พระศาสนาให้เป็นหลักของศีลธรรม หันมาพึ่ง เศรษฐกิจแบบพอเพียง และสนับสนุนความ สัมพันธ์พื้นฐานทางสังคมที่จะนําไปสู่การมีอยู่ ของครอบครัวและชุมชนอย่างแท้จริง กับพัฒนาการทางสังคม - วัฒนธรรม ภุ พู่ เว เว 3 ง 1ร ะรู 8 5 ไร่ ว ฮ่ นอกตัว ถ้าเช่นนันก็มีความจําเป็นที่จะต้องมีบูรณาการระหว่าง ศาสนากับวิทยาศาสตร์เพื่อความสมบูรณ์ ต บูรณาการภาพสูงสุดในโลก คือการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ ระหว่างมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับสรรพสิ่งหรือธรรมชาติ ทั้งหมด การอยู่รวมกันด้วยสันติควรจะเป็นอุดมการณ์และ ระเบียบวาระร่วมกันของมนุษยชาติ การอยู่ร่วมกันด้วยสันติจะ เป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีความถูกต้อง (ธรรม) ในทุกเรื่องและทุกขั้น ยู่ร่วมกันด้วยพันติต้องการทั้งความถูกต้องในปัจเจก- เวื ซ่ 1 4 = ๐ 1 เป็นการข้าและเพิ่มความเด่นของเรื่องบูรณาการจึงนํามากล่าว จ ไว้เป็นอีกตอนหนึ่งต่างหาก 1 ซา“ ยบนบทแกิ :, ซี เนม 2งู่ บทท 15 บูรณาการระหว่าง ศาสนากับวิทยาศาสตร์ ประสาน ต่างใจ ๕๒ลม น์นร: ขะ ด้วยคุณด่าหรือ นันว่าด้วยความจริง ศาสนานันว่า ตความดี ส่วนวิทยาศาสตร์ มนุษย์นําจะต้องการทั้ง ความดีและความจริง แต่ ทําไมศาสนากับวิทยา- ศาสตร์ จึงดูเป็นเรืองทีห่าง ไกลกันหรือหันหน้าไปคนละทาง จะเป็นไปได้หรือที่ศาสนาจะเป็น เรืองของความดีทีปราศจากความจริง และ ความดี สิ่งที่ดีที่สุดนําจะเป็นความดีในความจริงและความจริงในความดี นั้นคือบูรณาการระหว่างศาสนา - ๕ , ซนล่ - วิทยาศาสตร์จะเป็นเรื่องความจริงทีปราศจาก ๑ ๑ ส . = ๑ จ ก = ซ่ ง ร กับวิทยาศาสตร์ ซึ่งน่าจะมีความสําคัญต่ออนาคตของมนุษยชาติ การทีจะบูรณาการระหว่างศาสนากับ วิทยาศาสตร์จําเป็นทีจะต้องทําความเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร และอะไรที่เป็นแก่นแกนหรือหลักสําคัญ (๐55๐๓๐๐ ) อะไรที่เป็นส่วนประกอบ และอะไรที่เป็นการใช้อย่างผิด ๆ (ลบน5๐) ศาสนาเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของ มนุษย์ คนสมัยปัจจุบันด้วยทําทีของความเป็น สมัยใหม่ในการศึกษาและสังคม จะโดยรู้ตัวหรือ ไม่รู้ก็ตาม ถูกหล่ อหลอมมาให้รังเกียจศาสนา เห็น เป็นเรื่องครําครี โบราณ ไม่ทันสมัย ไม่เป็นวิทยา- ศาสตร์ ไม่เป็นความจริง ปิดกั้นเสรีภาพของบุคคล จึงเป็นเรื่องไม่จําเป็น จริงอยู่ศาสนา โดยเฉพาะใน ยุโรป เคยบังคับความเชื่อของประชาชน เคยได่ สวนและลงโท ษผู้ไม่เชื่ออย่างรุนแรง วิทยาศาสตร์ ที่เกิดขึ้นในยุโรปจึงเป็นปฏิกิริยาหรือกบฏค่อความ เชื่อทางศาสนา เป็นการค้นคว้าหาความจริงมา ปลดปล่อยมนุษย์ให้หลุดพันไปจากความบีบคั้น -- ขบรณาการระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์ ซ่ บูรณาการ ของศาสนา ความบืบคั้นเป็นของไม่ดี การหลุดพันความ บีบค้นไปสู่ปัญญาเป็นของดี แต่การกระเด็นหรือ ทะลักไปเพราะแรงบีบค้้นไตยชาดปัญญาไม่น่าจะดี ปัญญาคือการรู้เห็นความจริงทั้งหมด ไม่ใช่รู้เป็น ส่วนๆ วิทยาศาสตร์ยังไม่ใช่ปัญญา แต่เป็นความรู้ ที่รู้เป็นสวนๆ คนปัจจุบันที่ว่าอยู่ในฐานทางวิทยา- ศาสตร์จึงต้องรู้เท่าทันว่า วิทยาศาสตร์ยังไม่ใช่ ปัญญาหรือการรู้เห็นความจริงทั้งหมด ยังเป็น ความรู้ที่เป็นส่วนเสี้ยว และทําให้เข้าไปติดอยู่ไน ความเป็น ส่วนเลี้ยวนั้นได้ ทําให้เราเป็นคนแยกส่วน การแยกส่วนอยางหนึ่ง คือทําให้คนปัจจุบันไม่ เข้าใจว่า ศาสนาเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ ท่าให้เกิดการบกพรองทางปัญญา และก่อให้ เกิตความเสียหายเหลือคณานับที่มนุษย์ในปัจจุบัน พัฒนามาโดยขาตความสมบูรณ์แห่งความเป็น มนุษย์ แม้โดยชีววิทยามนุษย์จะเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง แต่ก็ต่างจากสัตว์ที่มีจิตใจสูง สัตว์จะทําอะไรไม่มี บุญมีบาป มีแต่ธรรมชาติของความเป็นสัตว์ แต่ มนุษย์มีจิตสํานึกทางคุณค่าหรือความดีแตะขาด ความดีไม่ได้ ถ้าขาดความดีมนุษย์จะขาดความ สมบูรณ์ในตัวเอง และเป็นโรคพร่อง ซึ่งก่อพยาชิ- สภาพในตัวเองและสังคมต่อไป จิตสํานึกทาง 2ล = ส คุณคําหรือความดีเป็นฐานของศาสนา เนื่องจาก พ จ := = ส , ๕ - จิตสํานึกในสัตว์ไม่มี มีแต่ในมนุษย์เท่านั่น จึง 1 1 - 4 กล่าวว่าตาสนาเป็นชรรมซาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ 6 2 » หรือคือความเป็นมนุษย์ ความเป็นศาสนาอยู่ในจิตของมนุษย์ จิตของ มนุษย์ในยุคต่างๆ ไม่เหมือนกัน ลักษณะของ ยุ ๆ เร ศาสนาจึงแตกต่างกัน มนุษย์แต่เริมต้นนันวิวัฒ- นาการออกมาจากสัตว์ สัตว์ไม่มีศาสนา มีแดต่ สัญชซาตญาณเป็นส่วนใหญ่ มนุษย์เริมแรกคือ ๒๐อทททแส่ร ก็คิดคล้ายๆ สัตว์ คือคิดด้วยสัญ- ง , @ 2 = ะ - ชาตญาณเป็นส่วนใหญ่ ถือว่าเป็นจิตแบบคังเดิม หรือคึกคําบรรพ์ (ล๕๐ล1๐) ต่อมาเพราะความ ฒณ ณั่น ซ่ ม เณ ๆ : เป็นมนุษย์ มนุษย์เริมสัมผัสอะไรทีเร้นลับ ที่ไม่ใช่ วัตถุ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าเป็นอะไร เข้าใจว่ามีอํานาจ = ๑ ซ่ 9 = ก ม ๆ เหนือธรรมซาติ เมืออยากได้อะไรก็ใช้ร้องขอ ทํา = 7 ณ่ พิธีกรรม บวงสรวง อ้อนวอน บูซายันต์ เพื่อให้ ไว เล = =ูซ้ ” , อํานาจเร้นลับเหนือธรรมชาตินั่นพอใจ อาจเรียกว่า ไซ ฒณ 4 เซ ธะ - เป็นการนับถือผี หรือไสยศาสตร์ (กาล8๐8]) ซึ่ง ซ่ = 4 เป็นเรื่องปรกติธรรมดาของมนุษย์ไนยุดที่จิต = 4 2 0 ' วิวัฒนาการมาอยู่ในขั้นนั่น ต่อมามนุษย์คิดด้วย ฮั : ซั เหตุผลมากขึน เข้าใจอะไรต่ออะไรมากขึ้น เข้าใจ จ. -= -คล: เร วําเทพหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะเยืออ่านวยประโยชน์ให้ เซ น” อ = 4 ง๑ คนนัน คนจะต้องกระทําความดี นีจะเห็นว่ามีการ 2 ๕ = 0 4 2 พัฒนาขึ้นอีกขั้นหนึ่ง จากการอ้วนวอนร้องขอเอา เฉยๆ มาเป็นว่าตัวนั้นแหละจะต้องทําความดี เทพ เ= เจ ซ่จ ถุ จึงจะรักและให้สิงทีต้องการ ช่วง ร = ง = ๕ นี้เป็นช่วงทีศาสนาใหญ่ ๆ เกิดขึน จิตของมนุษย์ในช่วงนี้ได้พัฒนา ฯ -= ง2 มาเป็นยุตทีเรียกว่านับถือเทพ หรือ ถาษฝบ๐ล1 คือยังสัมพันธ์ จกรยาอาลังเล้วเหรื ล กบอานาจเรนลบหรอเทพ แต่ได้ 7 สุูธม่ . «๓ ฟู, พัฒนาไปถึงขันว่าตัวต้องกระทํา เณซื น ความดี เทพจึงจะพอใจ นับว่าเป็น พัฒนาการทางปัญญาอย่างสําคัญ : =-ช้ อ, ศาสนาใหญ่ๆ เกิดขึ้นในช่วง ส ม4 5,000 - 2.000 ปีที่แล้วนีเอง ใน ช่วงนี้จากที่เคยนับถือเทพหรือเทวดาองค์ย่อยๆ หลายๆ องค์ จะเหลือน้อยองค์ หรือองค์เดียว เช่น พระพรหมของศาสนาพราหมณ์ หรือฮินดู พระเจ้า (๐0๐๕) ของศาสนาฮิบรูของยิว และของศาสนา คริสต์ พระอัลเลาะห์ของศาสนาอิสลาม พระผู้เป็น เจ้าคือผู้สร้างจักรวาลหรือเป็นจักรวาลนั้นเอง บุคคล ต้องท่าความดี คือลดละความเห็นแก่ตัว จึงจะเข้า ถึงหรือเข้าไปรวมกับพระผู้เป็นเจ้าได้ พระผู้เป็นเจ้า คือสิ่งสูงสุด บุคคลมีหน้าที่เข้าถึงสิ่งสูงสุด การเข้า ถึงสิ่งสูงสุด คือการหลุดจากความคับแคบในตัวเอง เข้าไปรวมกับสิ่งที่ใหญ่ที่สุด เมื่อหลุดออกจากความ บีบคั้นในความคับแตบของตัวเองไปรวมกับสิ่งที่ ใหญ่ที่สุด จึงเป็นอิสระและเกิดความสุขอันท่วมทัน (๒155) หรือความสุขอันเป็นทิพย์ ที่เรียกว่า ความ สุขทางจิตวิญญาณ (5ถธณ์[ล] ก20โทอ655) ผู้ ที่มีศรัทธาในศาสนารุ่นแล้วรุ่นเล่าจะมีประสบการณ์ อันเป็นทิพย์นี้ ซึ่งยืนยันตรงกัน ในทางพุทธศาสนา และลัทธิเต๋าซึ่งเกิดขึ้นใน เวลาไล่เรียกัน คือก่อนคริสตศาสนาประมาณ 500 - 696 ปี ไม่มีพระเจ้า แต่ถือการเข้าถึงนิพพาน เป็นสิ่งสูงสุด นิพพานคือภาวะสงบเย็นจากความ เห็นแก่ตัว เข้าถึงความว่าง (สุญญตา) เกิดความ หลุดพันหรือวิมุติ และประสบความสุขอย่วงยิ่งจาก การหลุดพันที่เรียกว่าวิมุติสุข ศาสนาหลากหลาย 6 0 แต่มีวัตถุประสงค์เหมือนกัน ศาสนามีหลายศาสนา เพราะศาสนาเกิดขึ้น ในกลุ่มชนต่างวัฒนธรรม จะมีศาสนาเดียวไม่ได้ กลุ่มชนด่างๆ ย่อมมีภาษาและวัฒนาธรรมแตก ต่างกัน แด่ทุกศาสนาล้วนสอนให้มนุษย์มีความ เมดดาต่อกัน เอื้ออาทรค่อกัน ไม่ทําร้ายกันเพื่อ อยู่ร่วมกันด้วยดี ซึ่งเป็นหลักของทานและศีล และ ทุกศาสนาจะมีส่วนที่เป็นพัฒนาการทางจิตวิญญาณ คือการลดละความเห็นแก้ตัว จะด้วยการเข้าถึง พระผู้เป็นเจ้าหรือพระนิพพานก็แล้วแต่ การลดละ ความเห็นแก่ตัว นอกจากช่วยให้ชีวิตของตัวเอง สมบูรณ์ เกิดความสุขแล้ว ยังเป็นไปเพื่อการอยู่ ซี - จ= ร่วมกันได้ดีขิน ด เจ ทุกศาสนาจึงเป็นหลักปฏิบัติหรือการดําเนิน ชีวิตทีประกอบด้วยการให้ (ทาน) ด้วยการไม ซี ฯ เฉซ่ ซ 8, ๑ = เบียดเบียนผู้อื่น (ศีล) และด้วยการพัฒนาจิตใจ ให้สูง (ภาวนา) ทั้งหมดเป็นไปเพื่อชีวิตและสังคม ที่ดี เป็นชีวิตและสังคมที่เจริญ นีคือ แก่นแกนที สําคัญร่วมกันของศาสนาต่างๆ ซ่ ๓ =ซ ซ่ ความเชือ ลัทธิ และพิธีกรรมทีมา ร่วมกับศาสนา ศาสนาเป็นหลักปฏิบัติร่วมกันของคน จํานวนมาก นอกเหนือไปจากเรื่องหลักคือศีลธรรม และการพัฒนาจิตให้สูงแล้วยังประกอบด้วยความ เชื่อ ลัทธิ (ส๐๕๓2) และพิธีกรรม มากหรือน้อย แตกต่างกัน ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะศาสนาเกิดใน ยุคตาบเกี่ยวระหว่าง กาล81๐ล1 กับ ณะปน๐ล1 ดัง กล่าวทั้งต้น เรื่องความเชื่อ ลัทธิ พิธีกรรม จึงเป็น ปรกติธรรมคาของยุคสมัย คนสมัยใหม่อาจรู้สึก ขัดข้องว่าความเชื่อบางอย่างไม่ตรงกับที่วิทยา- ศาสตร์ค้นพบ เช่น วิทยาศาสตร์พบว่าจักรวาล เกิดจาก “บิ๊กแบง” เมื่อ 15.000 ล้านปีก่อน (ดูบท ที่ อ) ไม่ตรงกับที่ว่าพระเจ้าสร้างโลกไน 6 วัน นอกจากนั้นยังมีเรื่องปรัมปราเกี่ยวกับความวิเศษ มหัศจรรย์ต่างๆ ซึ่งไม่ตรงดามหลักวิทยาศาสตร์ เรื่องเหล่านี้ควรคิดว่ามนุษย์มีความเชื่อได้ต่างๆ กัน ความเชื่อที่แตกต่างกันไม่ใช่ประเด็นสําคัญ อีก ประการหนึ่งภาษาที่ใช้อาจให้ความหมายแตกต่าง กัน “ภาษาคน - ภาษาธรรม” ตังที่ท่านพุทธทาส อธิบายก็เป็นต้นเหตุของความเข้าใจแตกต่างกัน อีกประการหนึ่งวิทยาศาสตร์แบบคสาสติทกิเข้าไจ [ หว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์ รณาการร ซะ ” 287 ) -- 9 9่ 6| 5 -”- : 7 แต้สิงที่เป็นรูปธรรม แต๋วิทยาศาสตร์ใหม่ที่ค้าวหน้า ทําให้เข้าใจความเชือมโยงระหว่างรูปธรรมกับนาม- พ ธรรมได้ดีขึน ดังที่จะกล่าวต่อไป ซ่ ๕ ศศ7 % = ทีสําคัญก็คือ ความเชีอ นิทานปรัมปรา พิธี- กรรมที่มากับศาสนา แม้นไม่ตรงกับความเข้าใจ ของคนสมัยใหม่ ก็ไม่ควรทําลายคุณคําที่แท้จริง ของศาสนา คือ เรืองทางศีลธรรมและพัฒนาการ ทางจิตวิญญาณ ดังกล่าวข้างต้น การประยุกด์ใช้ศาสนาไม่ถูกต้อง ศาสนาเป็นปัญญาใหญ่ เกิดจากคําสอนของ มหาบุรุษผู้บรรลุธรรม จึงเป็นเรื่องที่ครอบคลุม ทั้งหมด พระผู้เป็นเจ้าก็ต้องเป็นพระผู้เป็นเจ้าของ มนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์ทั้งหมด ไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้าของ บางเผ่าพันธุ์ แต่มนุษย์ยังมีจิตเล็ก เรื่องสัญชาต- วิทยาศาสตร์อย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน ตั้งต้นในยุโรปเมื่อประมาณ 500 บีมานี่เอง แค่นํา มาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ สังคม และโลก อย่างใหญ่หลวงหรือโดยสิ้นเชิง วิทยาศาสตร์ คือ กระบวนการสร้างความรู้จากหลักฐาน (๕หรส่อน๐ ๒ลร6๕) เป็นความรู้ที่คงทนต่อการพิสูจน์ ทําให้ เข้าใจกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ โดยเฉพาะทาง กายภาพ จากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้นําไปสู่ การประยุกต์ใช้ความรู้ หรือเทคโนโลยีในการผลิต การขนส่ง การคมนาคม การติดต่อสื่อสาร และ การสร้างอาวุธยุทโชปกรณ์ที่มีอํานาจรุนแรง เทค- โนโลยีที่มีฐานอยู่ในวิทยาศาสตร์ทําให้วิถีชีวิต ญาณเผ่า (เท่๒ล| โทรต์ท๐0) เป็นเรื่องที่รุนแรง จึง ใช้สัญชาตญาณเผ่าเข้าไปจับเรื่องศาสนา คิดว่า พระเจ้าเป็นของเผ่าพันธุ์ของตน เผ่าพันธุ์ของตน เป็นผู้ที่พระเจ้าโปรดเป็นพิเศษ คนถือศาสนาอื่น เป็นคนนอกศาสนา เป็นคนไม่ดี เป็นคนบาป สามารถเข่นฆ่าได้โดยไม่บาป เกิดเป็นการฆ่าถัน เพราะศาสนาหรือสงครามศาสนา เป็นต้นเหตุของ ความรุนแรงอย่างยิ่ง ทั้งโนอดีตและปัจจุบัน การ ยืดมั่นถือมั่นในศาสนาจึงเป็นต้นเหตุของความขัด แย้งรุนแรง เพราะความมีจิตเล็กของมนุษย์ที่ไป ดึงให้ศาสนาซึ่งควรจะเป็นเรื่องใหญ่ เล็กลงมาตาม จิตของมนุษย์ และเป็นต้นเหตุของความรูนแรง มนุษย์สมัยใหม่จําเป็นต้องมีจิตสํานึกใหม่ อันเป็น จิตสํานึกใหญ่ เห็นความเป็นหนึ่งเดียวกันของ มนุษย์ทั้งมวล มีความรักสากล มีความเข้าใจ และ มีความร่วมมือกันระหว่างศาสนาและกับที่ไม่มี ศาสนาด้วย ยาศาสตร์ มนุษย์เปลี่ยนและเกิดสังคมในรูปใหม่ขึ้น มนุษย์มี ความสะดวกสบายมากขึ้น เมืองเดิบโดขึ้นเป็น นครใหญ่ ประเทศที่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีกําลัง มากขึ้นทางเศรษฐกิจและทางกําลังรบ ได้ใช้ความ ได้เปรียบทางอาวุธสมัยใหม่รุกราน เข่นฆ่า แย่ง ชิงดินแดน และทรัพยวกรของชนพื้นเมืองไปทั้ว โลก ทําให้ชนเผ่าตั้งเดิมหลายแห่งลดน้อยหรือ สูญพันธุ์ไป คนผิวชาวได้เข้าไปยืดครองดินแดน อเมริกาทั้งทวีป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และเกาะ อื่นๆ การแข่งขันแย่งชิงทางเศรษฐกิจได้นําไปสู่ ความขัดแย้ง และสงคราม ทั้งสงครามเล็ก สงคราม โดก และสงครามเย็น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนํามาซึ่งการเกิด ขึ้นของความทันสมัย (๓0ส๐ณ์ัญ) ซึ่งปฏิเสธไม่ ได้เลยว่ามีข้อดีหลายอย่าง เช่น ความสะดวกสบาย การรักษาโรคที่ชะงัด การมีความรู้ การเป็นตัวของ ตัวเอง ความตระหนักในศักดิ์ศรีของความเป็น มนุษย์ ประชาธิปไตย การเรียกร้องถึงสิทธิของ มนุษยชน เป็นต้น ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ ถึงรากถึงโคนที่ไม่สามารถหวนกลับไปเป็นอย่างเดิม ก่อนสมัยวิทยาศาสตร์ แต่ก็มีผลเสียเกิดขึ้นมากับความทันลมัยที่ สําคัญที่สุด คือ ทําให้เกิดการคิดแบบแยกส่วน และการพัฒนาแบบแยกส่วน อันนําไปสู่วิกฤต- การณ์ต่างๆ วิทยาศาสตร์เป็นความรู้แบบแยกส่วน เพราะเป็นการตั้งคําถามเล็กๆ เป็นส่วนๆ ที่ต้อง การความรู้ทีละชิ้นๆ และเน้นการวัดได้แม่นยํา (๒๐๐ไรไอก อะธ์ เทอลรนะออก!) และพิสูจน์ช้าได้ (๐050@แ๐101]1119) เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเข้าไป เกี่ยวข้องกับส่วนของธรรมชาติที่วัดได้สะดวก วัดได้ แม่นยํา พิสูจน์ข้าได้ นั่นคือ ส่วนที่เป็นรูปธรรม หรือวัตถุ แต่ธรรมชาติมีทั้งส่วนที่เป็นรูปธรรมและ นามธรรม ส่วนที่เป็นนามธรรม เช่น จิต และ คุณคํานั้น จับต้องและวัดได้ยาก วิทยาศาสตร์จึง ไม่สนใจ หรือปฏิเสธส่วนที่เป็นนามธรรมไปเลย แต่ ส่วนนี้ คือ จิตและคุณคําเป็นส่วนสําคัญ เมื่อถูก ทอดทิ้งไปเสีย โลกจึงเอียง คือเอียงไปข้างวัดถุ- ธรรม หรือวัตถุนิยม ทําให้เกิดความพร่องทางจิต- วิญญาณ ความรู้ที่เอียงข้างทางวัตถุซึ่งขวดมิติทางจิต- วิญญาณ์ถํากับทําให้เกิดความโลภและลัทธิบริโภค- นิยมสุดโต่ง ทําให้เกิดการพัฒนาแบบแยกส่วนที่ เอาเศรษฐกิจหรือเงินเป็นตัวตั้ง-ทําให้เกิดการ ทําลายสิ่งแวดล้อมจนวิกฤต เกิดลัทธิปัจเจกซน- นิยมสุดโต่งจนเกิดการแตกสลายทางสังคม (50๓ล1 ๕รไหไอธรลนอก) เกิดช่องว่างระหว่างคนจนกับ ตนรวย และระหว่างประเทศจนกับประเทศรวย'- ถ่างกว้างมากขึ้น อันนําไปฮู่ปัญหาการอยู่ร่วมกัน” ด้วยสันติ การขาดการอยู่ร่วมกัน (|ไหโทย 608๐เอก) ด้วยคี และโรคพร่องทางจิตวิญญาณนําไปสู่วิกฤต- การณ์ของมนุษย์ ซึ่งมือาการขาดความสุข มีความ เครียดสูง ความหงุดหงิด การหาความหมายไม่ได้ ความรู้สึกหมดหวัง (ย๒006๐1655ก๐55) การเข้าไปสู่ ความรุนแรง การใช้ยาเสพติด การฆ่าตัวตาย การ ฆ่าผู้อื่น ที่สําคัญอีกอย่างหนึ่งคือ โครงสร้างอํานาจใน โลกได้พยายามจะเปลี่ยนแปลงไห้โลกทั้งโลกมี อารยธรรมเดียว คืออารยธรรมวัตถุนิยม บริโภค- นิยม ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายเป็นอย่างยิ่ง เพราะ ความหลากหลายทําให้เกิดความงามและความยั่ง ยืน ความหลากหลายทางชีวภาพและความหลาก หลายทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องทําให้โลกงามและ ยั่งยืน ไม่ควรที่จะไปเปลี่ยนให้โลกทั้งโลกมี วัฒนธรรมหรืออารยธรรมเดียว บูรณาการระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์ บรณาการ บูรณาการระ มนุษยชาติต้องเรียนรู้เพื่อการหลุดรอด จากวิกฤตในปัจจุบัน สร้างความสุขและคววาม เจริญอย่างแท้จริงในชีวิต และสามารถอยู่ร่วมกัน อย่างสันติทั้งโลก ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และ ะหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ให้เป็นโลกาภิวัตน์ แบบอาวิยะ ศาสนากับวิทยาศาสตร์เป็นความรู้ใหญ่ๆ 2 กระแสที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นความ ถ้าวหน้าอย่างสําคัญของมนุษยชาติ ความสําคัญ ต่อไปอยู่ที่ว่ามนุษย์จะรู้จักใช้ศาสนากับวิทยา- ศา สตร์เป็นเครื่องเรียนรู้อ ย่างบูรณาการเพื่อความ สมบูรณ์ได้อย่างไร มีความพยา ยามที่จะบูรณาการระหว่าง ศาสนากับวิทยาศาสตร์กันอยู่บ้าง แด่เป็นความ พยายามที่จ ะบูรณาการที่ความรู้หรือวิชา อันเป็น เรื่องภายนอกตัวมนุษย์มากกว่าบูรณาการภา ยใน ตัวมนุษย์เอง คือ บูรณาการที่การเรียนรู้ บูรณา การที่ความรู้ระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์ออก จะเป็นเรื่องยากพอสมควร เพราะเป็นความรู้ คนละมิติ มีที่มาและกระบวนการต่างกัน แต่ใน ตัวมนุษย์เองนั้น ด้ องการเรียนรู้ทั้งศา สนาและ วิทยาศาสตร์เพื่อความสมบูรณ์ในความเป็นมนุษย์ ความสมบูรณ์ของความเป็นมนุษย์เป็นสภาวะ บูรณาการ ศาสนากับวิทยาศาสตร์ บูรณาการกัน ในความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นั้น ไม่ใช่อยู่ที่บูรณา การที่ความรู้ที่อยู่นอกตัวมนุษย์ แต่อยู่ในตัว “ มนุษย์เอง การที่มนุษย์จะใช้ศาสนาและวิทยาศาสตร์ เพื่อการเรียนรู้ให้เกิดปัญญาที่สมบูรณ์อยู่ที่วิธีมอง ความเข้าใจ และทําที ตรงนี้อาจจะตรงกับคําฝรั่งว่า อณ์อ๓แลน์อก และตรงกับคําทางพุทธในข้อสัมมาทิธิ งศาสนากับวิทยา และสัมมาสังกัปปะ วิธีมอง ความเข้าใจ และทําที เซ = ว 4 == นั้นที่แท้ คือ การเกี่ยวข้องด้วยปัญญา ก่อนวิธี การหรือเทคนิควิธี คนเป็นอันมากพรวดพราค เข้าไปทําอะไรๆ ด้วยเทคนิควิธีเลย โดยขาดการ มองให้ซัตเจนเสียท่อน จึงผิดพลาดได้ง่ายหรือ ไม่มีพลัง เพราะขาดการมองด้วยปัญญา ศาสนาเป็นคําสอนของศาสดาทีว่าด้วยหลัก - , == 2 ซ่ 8 ปฏิบัติในการคํารงชีวิตที่เป็นศีลธรรมเพื่อการอยู่ ร่วมกัน และความเป็นผู้จิตใจสูง การคันพบความ วู้ในเรื่องศีลธรรมและในการพัฒนาให้จิตใจสูงนับ เป็นความมหัศจรรย์และยิ่งใหญ่ของมนุษย์มาก ติด๕ ศศส ถ้าคิดว่ามนุษย์ในทางชีววิทยาก็เป็นสัตว์ ต้องนับ ว่าเป็นก้าวกระโดดของมนุษยภาพหรือความเป็น < ะ, ศค มนุษย์ มนุษย์ไปพันความเป็นสัตว์ก็อยู่ที่การมีศีล- ธรรมและการมีจิตใจสูง เรืองศีลธรรมและการมี - สนเซ =@ูห 5 2 % เพอ จิตใจสูงเป็นเรื่องปฏิบัติได้จริง ได้ผลจริง ยืนยันได้ จึงเป็น อง1สือก๐๐-92564 อันเป็นหลักการของ = 4 ง, เด เจ ซ่ วิทยาศาสตร์ แต่กระบวนการต่างกัน เป็นเรือง ของถารปฏิบัติและการได้ผลจวกการปฏิบัติ เป็น ปัญญา แต่คนละความหมายกับทางวิทยาศาสตร์ เป็นปัญญาที่แท้ถึงความจริงของโลกและชีวิตโดย ลดละความเห็นแก่ตัว ที่เรียกว่าจิตใจสูง เป็นอิสระ มีความสุข มีมิตรภาพอันไพศาล เกือกูลต่อการอยู่ 2 ๑ = จ ซ่ รํวมกันอย่างยิง โดยกระทบกระเทือนต่อคนอยิน งซ่ , ม วสี่,= ง, ๑5 และต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ที่เรียกว่าการปฏิบัติ เพื่อพัฒนาการทางจิตวิญญาณนับรวมถึงการ เจริญสติ การเจริญสมาธิ (ธา๐๕1เฉน๐5) ด้วย ๑.ซ4 ซ ง ช้ (ง ณณ ๑ ข่อ ความจริงที่ละเอียดอ่อนนันจะเข้าถึงได้ด้วยจิตทีมี ศศ ะ - สมาธิเท่วนั้น แต่เข้าถึงไม่ได้ด้วยการตั้งทฤษฎี และการใช้เหตุผลแบบวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เลิ๑มี้. ส ปัญญาทางศาสนาไม่เกิดขึ้นได้โดยการถกเถียง เชิงความรู้ แต่ต้องใช้การทําสมาธิ นักวิทยา ศาสตร์จะเข้าถึงปัญญาทางศาสนาด้วยทางทฤษฎี ไม่เพียงพอหรือเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องใช้วิธีปฏิบัติที่ พิสูจน์มาแล้วว่าได้ผลจริง ศีลธรรมและพัฒนาการทางจิตวิญญาณคือ หัวใจของศาสนาคงทนต่อการพิสูจน์ และมี ประโยชน์ยิ่ง ส่วนความเชื่อหรือเรื่องปรัมปรา ที่มา กับศาสนาที่ไม่คงทนต่อการพิสูจน์ทา งวิทยศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์พิสูจน์เป็นอย่างอื่น ไม่ควรนํามา เป็นความสําคัญ ทั้งทางบวกหรือทางลบ ไม่มี ประโยชน์ที่จะเอวมาโต้เถียงกัน เลียเวลาเปล่าๆ และทําให้เบี่ยงเบนไปจากแก่นแกนของศาสนา จริงๆ ในขณะเดียวกันถ้าเข้าใจว่าศาสนาไม่ใช่เป็น เรื่องของความรู้อ ย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการ ปฏิบัติและการเรียนรู้ของตัวมนุษย์ หลักธรรมอาจ จะไม่เปลี่ยนแปลง แค่ดัวมนุษย์และสังคมเปลี่ยน แปลงไปมา หรือกล่าวว่าโลกในปัจจุบันต่างไปจาก โลกโบราณเมื่อศาสนาเกิดขึ้นมาก โลกปัจจุบันซับ ซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อันมีผลต่อความ รู้สึกนึกคิดหรือจิตของมนุษย์มาก การเปลี่ยนแปลง ดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถ้านักการศาสนาไม่เข้าใจวิทยาศาสตร์และเทคโน- โลยีย่อมไม่สามารถเข้าใจจิตของมนุษย์สมัยใหม่ และไม่สามารถสื่อสารกันได้ ในขณะที่วิทยาศาสตร์ จําเป็นต้องได้รับการนําทางด้วยศีลธรรมและ พัฒนาการทางจิตวิญญาณ ดังจะได้กล่าวต่อไป แต่ ถ้านักการศาสนาไม่เข้าใจวิทยาศาสตร์เสียแล้ว นัก วิทยาศาสตร์คงไม่ยอมรับการนําจากคนที่ไม่เข้าใจ เขา นี้เป็นความจําเป็นที่จะต้องมีบูรณาการ ระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์ ประโยชน์ยิ่งใหญ่ที่สุดของวิทยาศาสตร์ต่อ มนุษยชาติ คือการทําให้เกิดปัญญา (“ๆ5ส่087) ไม่ใช่เป็นเพียงความรู้และเทคโนโลยี ปัญญาคือ ความเข้าใจความเชื่อมโยงของธรรมชาติของ สรรพสิ่งอย่างเป็นองค์รวมหรือรู้ทั้งหมด ซึ่งรวม ถึงตัวเอง และเกิดการปลดปล่อยตัวเองไปสู่ความ เป็นอิสระ ที่แล้วมวต้องถือว่าวิทยาศาสตร์ยังไป ไม่ถึงจุดนี้ วิทยาศาสตร์ยังเป็นเพียงความรู้และ เทคโนโลยี แต่ขาดมิติทางศีลธรรมและจิตวิญญาณ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ขาดบูรณาการกับ ศีลธรรมและจิตวิญญาณ จึงหําไปสู่โลกที่ซับซ้อน ทางวัตถุ แต่แบนราบทางจิตวิญญาณ เป็นโลกที่ พร่องทางจิตวิญญาณ และก่อให้เกิดปัญหาวิกฤต ของมนุษย์ดังกล่าวแล้วข้างต้น แต่ขณะเดียวกันวิทยาศาสตร์ก็มีความก้าวหน้า ในหลายด้านที่นําไปสู่ความเข้าใจธรรมชาติอย่าง เชื่อมโยงเป็นองค์รวมมากขึ้นเรื่อยๆ การค้นพบ ทฤษฎีความสัมพัทธ์ (?๐ไลน่ง]เท) โดยไอน์สโตน์ ทําให้เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการเห็นอะไรแบบ ตายดัวแยกส่วนไปสู่สัมพัทธภาพหรือความเชื่อม โยงกันอย่างเป็นพลวัต การคันพบฟิสิกส์ควอนดัม และบริบทที่ติดตามมา ทําให้เข้าใจความเป็นอนิจจัง ความไม่มีตัวตนที่แน่นอน และความเชื่อมโยง อย่างมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างสรรพสิ่ง ทั้งรูปธรรม และนามธรรม ทฤษฎีหรือวิทยาศาสตร์แห่งความ ซับซ้อน (0๐๓1๐3) ทําให้เข้าใจปรากฏการณ์ หลายอย่างซึ่งเติมอธิบายไม่ได้ เข้าใจความ สัมพันธ์ของส่วนย่อย (อล5) และความเป็น ทั้งหมด (“๒01๐) และการผุดบังเกิด (๐อ๐๐๓๐6) ของคุณสมบัติใหม่ของความเป็นทั้งหมดอันไม่ เหมือนคุณสมบัติของส่วนย่อย ความเข้าใจเกี่ยว กับสมองและการทํางานของสมอง ทําให้เข้าใจความ สัมพันธ์ระหว่างจิตกับสมองดีขึ้น และระหว่างสมอง กับระบบอื่นๆ ของร่างกาย เช่น ระบบเอ็นโดครีน (อ๓ส๐๐ต๓๐) และระบบภูมิคุ้มกัน ทําให้เข้าใจ ความเชื่อมโยงระหว่าง จิต-สมอง-เอ็นโดครีน- ภูมิคุ้มกัน (๒รหอ๐ - ทอแทด - อทส่0๐เตอ๐- กลย๓อ1087) นั้นคือความเชื่อมโยงระหว่าง นามธรรมกับรูปธรรม จิตเป็นนามธรรม ความ รู้สึกสุขทุกข์ ซอบไม่ชอบ เกลียดโกรธ หรือจิตที่ สงบสบาย ซึ่งเป็นอาการของจิต มีผลต่อสมองซึ่ง « เกการระหว่างศาสนากบวิทยาศาสตร บรณ์ ไล ๓ ๓ 8 ฉี ว ๑ด ล ๆ ว จ "ง 9 อ เป็นกาย และส่งผลต่อระบบอื่นๆ ต่อไป เช่น ซ - - ดี ความเครียดทําให้เบาหวานกําเริบ หอบหืคมากขึ้น ล5 วี ๑๓เซ้ " ซู. "ก ภูมิคุ้มกันดําเป็นโรคติตเชื่อและเป็นมะเร็งมากขึ้น เป็นตัวอย่างที่จิตมีอิทธิพลต่อความเป็นไปของกาย «4 = ส สุ๐ เด ความรู้ที่ว่าจิตกับกายมีผลถึงกันและกันเป็น จุดเซือมโยงระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์ เพราะ 3 4๑ - ญฒ ๕น ศาสนาเน้นที่จิต และวิทยาศาสตร์เน้นทีวัตถุ และ , ซ่ เ= ค จ. : ที่แท้จิตกับวัตถุเชือมโยงกัน ไม่ได้แยกส่วนหรือไม่ เกี่ยวข้องกัน ในการศึกษาควรจะมีบูรณาการระหว่างชีวิต ด - - ม 4 เ เด ความเป็นจริง และวิชาความรู้ ที่พูดกันว่าหลัก สูตรบูรณาการๆ นั้นมักเป็นแต่บูรณาการระหว่าง ๑ 5 ล ว น, 2 ๓๑๓ วิชาต่างๆ เท่านั้น แต่ไปไม่ถึงบูรณาการกับชีวิต และความเป็นจริงด้วย กาย - ใจ - สังคม คือ =- | > 1เจซ่ ชีวิตและความเป็นจริง กายอาจจะไม่เปลี่ยนแปลง มากนักโดยรูปลักษณ์แต่กีได้รับผลกระทบจาก จิต ฉ- อ ซ่ ส ง - สังคม มาก เช่นโรคเครียดซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ ต. ซ๊ = ๆ ทีสุดของมนุษย์ทั่วโลกขณะนี่ เกิดจากความขัด น 4. ม = ล ง แย้งระหว่างกายภับจิต - สังคม สังคมเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว จิตของคนคึกดําบรรพ์กับปัจจุบันกึ ไม่เหมือนกัน เพราะจิตถูกหล่อหลอมมาในสังคม แต่ละช่วง การใช้ทั้งศาสนาและวิทยาศาสตร์เข้า มาในลักษณะบูรณาการกับ กาย - ใจ - สังคม จึง มีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะศาสนาจะช่วยทําให้ เกิดความเจริญทางจิตและจิตวิญญาณ ส่วนวิทยา- จ ล่ ศาสตร์ช่วยเชือมโยงไห้เข้าใจความเป็นจริงที่เปลี่ยน แปลงไป และสามารถพัฒนาได้ในความเป็นจริงใหม่ จ, เมื่อ«อ: ฉะนัน ในการศึกษาเพื่อพัฒนาคนเองและ 7 ๑๕ูป สังคมควรจะใช้ความรู้และวิธีทั้งทางศาสนาและ วิทยาศาสตร์ อยําดูถูกศาสนาค่างๆ ถ้าไม่เข้าใจ 5 ถู ก็ควรอ่อนน้อมถ่อมตัวว่าเรายังไม่เข้าใจ ไม่ควร เณ - ยะโสโอหังยกหูซูหาง ควรคิดว่าที่ไม่เข้าใจเพราะ 7ง เค เ ส = ๕ เราไม่คุ้นเคยภับภาษาและวัฒนธรรม ซึ่งเกิดขึ้น ห่างไกลจากปัจจุบัน แต่ถ้าพยายามศึกษาก็จะพบ ภูมิปัญญาใหญ่และคุณวิเศษในศาสนา ในขณะ ภู คุ ออ๑รร้ง. < วใจโค๓ = เดียวกันวิทยาศาสตร์จะช่วยทําให้การรู้ความจริง า - = ชัคขืน ช่วยให้เข้าใจความเป็นจริงในสังคมที่ ข่ " = ง เปลี่ยนไป แต่ที่สําคัญต้องเข้าใจวิทยาศาสตร์ใหม่ ส - = เซ ร ที่เข้าใจความเซือมโยงของสรรพสิง ไม่ใช่รู้เห็น แบบแยกเป็นส่วนๆ แบบวิทยาศาสตร์เก่า และ วิทยาศาสตร์ใหม่จะนําไปสู่ความเข้าใจระหว่าง รูปธรรมกับนามธรรม อันเป็นจุดบรรจบระหว่าง ศาสนากับวิทยาศาสตร์ สง เร่ เณ” ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของมนุษย์ในปัจจุบัน คือ ปัญหาการอยู่ร่วมกันในทุกๆ ระดับ และการอยู่ บู จกๆ ร ยู ร่วมกับธรรมชาติแวดล้อมอย่างยังยืน เช่น การอยู่ ร่วมกันในครอบครัว ในชุมชน ในองค์กรดํางๆ ใน ณี ประเทศ และในโลก การศึกษาควรจะเป็นไปเพื่อ เลา ๑ ม = ๓4 ร 9 ภารอยู่ร่วมกันด้วยดี ดังที่จะเป็นเรืองของบทต่อไป ะง่ บทท 16 ระบบการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ และการจัดองค์กรแบบใหม่ในโลกแห่งอนาคต ประเวศ วะสึ ปัญหาที่สําคัญทีสุดของ « - มมษุษย์ในปัจจุบัน คือปัญหา การอยู่ร่วมกัน ถ้ามนุษย์สามารถอยู่ ร่วมกันด้วยดี ทั้งระหว่างมนุษย์กับ น มนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับสิงแวด ล้อมก็จะมีความร่มเย็นเป็นสุขและ ความยังยืน แต่ทุกวันนี การอยู่ร่วมกัน มีปัญหามาก ทั้งในระดับครอบครัว ใน ชุมชนไนองค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น องค์การทางการเมือง ทางราชการ ทาง การศึกษา ทางการศาสนา หรือทางธุรกิจ ตลอด ไปถึงการอยู่ร่วมกันในประเทศและในโลก และ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติแวดล้อม การไม่สามารถอยู่ร่วมกันด้วยดีนําไปสู่ความขัดแย้ง ความ รุนแรง ความไม่สร้างสรรค์ ความไม่มีสมรรถภาพของบุคคลและองค์กรที่จะเผชิญกับสภาวะวิกฤต ทําให้ ละในสังคม การศึกษาจึงควรทําความเข้าใจเรืองการอยู่ร่วม เกิดวิกฤตการณ์ทั้งที่ด้วมนุษย์เองโนองค์กรแ พื่อความเกื้อกูลความเป็นมนุษย์ กันเพื่อสร้างระบบ การอยู่ร่วมกันและการจัดองค์กรแบบใหม่ อันจะเป็นไปเพื ความสุข และความยั่งยืน ธรรมชาติของความหลากหลาย ความโกลาหล (๐ก๕๐05) ! 7 "รู่ ง เซ ฆ= และการก่อตัวขึนอย่างเป็นระเบยบ ธรรมชาติ คือการที่เป็นไปเองโดยธรรมชาติ มีผลอยู่ในตัวจึงเป็นเช่นนี ธรรมชาติจึงเป็นตัว = ๑4.ส = = ๆ ซ่ ข่ ๑2้. หรือสิ่งที่เกิดเองโดยธรรมชาติ ไม่ใช่สิงทีเกิดขึน โดยอํานาจ หรือคําสังหรือโดยกวรควบคุม ธรรม- ฮ่ - แบบที่เราควรศึกษา เริ่มตัน ก่อนบิกแบง (818 2ก8) ออกมา ส = " 7. ซ่ เลิะ. ไว = 7 ชาติมีมานาน ใหญ่ที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุด และมีเหตุ เป็นจักรวาลเมือ 15.000 ส้านปีก่อน มีเอกสภาวะ ฝ่ ค์กรแบบใหม่ในโลกแห่งอนาคต ะการจัดอง อ วร 3 ว “ๆ ๒ อู๋ น 2 แวรี่ 3 เซล [ฒ เม 5 เลง 8 เม เ= ว ฉิ บูรณาการ ๑ สุ3 6 จ ฐ ซ่ อันหนึ่งที่อัดแน่นเป็นหนึ่งเตียวและเล็กมาทกที = ร. ง " เรียกว่าพินทุ (โถอนไลกเข) ในสภาพหนึงเดียว อย่างนันย่อมมีสิงมีชีวิตไม่ได้ หลังบิกแบงเมื่อ อุณหภูมิยังสูง เป็นล้านล้านองศา แม้แต่วัตถุยัง เกิดมีไม่ได้ มีแต่พลังงวาน เมือจักรวาลที่เกิดใหม่ 49. "ร 0 เย็นลงพอสมศวรจึง เกิดสสารขึน และมือยู่ชนิดเดียว 4 =่= ฆ ซ่ - คือไฮโครเจน ซึงเป็นสารทีมีโครงสร้างง่ายที่สุด คือ 3 “ = ร รจ โปรตอนหนึงตัวอยู่ตรงกลาง และอิเล็กตรอนหนึง ตัววิงอยู่รอบ ๆ ในดาวที่มีธาตุชนิดเดียว เช่น ไฮโคตรเจน เช่นดวงอาทิตย์ จะเกิดมีสิงมีชีวิตไม่ได้ พ ลรน ค สิงมีชีวิตจะเกิดขึ้นได้ต้องมีความหลาก หลายถึงขนาด สิงมีซีวิตประถกอบด้วยอณุอันหลากหลายและ มีจํานวนมากพอ ถ้ามือณูอยู่ชนิดเดียว ก็ไม่มีสิงมี ชีวิต โลกเมือแรกกําเนิดเมื่อประมาณ 4,500 ล้านปี จู๐ @@ 8== @ 2= ..2 .ว3 ร ยังไม่มีสิงมีชีวิต สิงมีชีวิตเกิดขึนเป็นครั้งแรก 1.000 ล้านปี หลังจากนั้นเมือสภาพเหมาะสมให้เกิดสภาพ เหมาะสม คือมีความหลากหลายถึงขนาด คืออณ ของสสารในรูปต่าง ๆ และมีสภาพโกสาหล (๐๒ล๐05) อันเกิดจากปฏิสัมพันธ์กันใปมาระหว่างอณูต่าง ๆ ส สห ๕ = เป็นสภาพที่ไร้เสถียรภาพ (แก5เฉล01๐) ธรรมชาติ จ - งใด. ร = นันจะเกาะเกียวก่อตัวไปสู่สภาวะเสถียร เช่น การ คณะ? " : เกิดขึ้นของอะตอม การเภาะเกี่ยวก่อตัว (0อณ์ - ' @ 3 2ซั = ๑ .ส8= 28น0ก) เป็นสิงที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ สิงมีชีวิต = ส้ ณี เซ ฮั 2 5 เกิดขึ้นเองจากสิงไม่มีชีวิตเพราะเหตุนี่ ชีวิตเป็น =@ 4 ฯ, = 44. จว =. สิงทีมีระเบียบ (๐๐) สิงทีมีระเบียบเกิดจากสภาพ ไร้ระเบียบ (๐ก209) จึงมีผู้บัญญัติศัพท์ “๐เล๐ณ์๐” ผู 4 จ - เจ ซึ่งมาจากคําว่า ๐ล๐5 + 0ธฝอ6 คือในความไร้ = ส ( ล ๓ ซ่ ระเบียบจะมีการก่อตัวขึ้นมาเอง เป็นองคาพยพที่ มีระเบียบ เช่น สิงมีชีวิต (๐มม์รถา) หรือองค์กร (อ0ธธลณั2ลพ์อก) ชนิดอื่น ดังที่จะได้กล่าวต่อไป = 2 ๆ ซ่ = .ซสั. สิงทีเป็นระเบียบ (อส๐:) จะเกิดขึนมาเอง = ว . ตามธรรมชาติเป็นสภาพทีสร้างตัวเอง (ลบเอ- ฏิ901๐518) เติบโตวิวัฒนาการไปตามธรรมชาติ ตาม ธรรมซาติ หมายถึงไม่มีอํานาจเข้าไปทําลายความ เป็นธรรมชาติ 6 ๓| 2 .4=๑ ซ่ สมองของมนุษย์เป็นโครงสร้างทีวิจิตรที่สุดใน จักรวาลประกอบด้วยเซลล์สมอง (ถนะ๐5) ประมาณ . ' - 2 จะ ฒา แสนล้านตัว แต่ละตัวเซือมโยงกับตัวอื่นๆ ประมาณ 70.000 ตัว ประกอบกันเป็นตาข่ายสมอง (กน00 ท๐เพอะ่ะ) อันวิจิตรและมีสมรรถภาพสฐูงยิง ถ้าโครง สร้างสมองก่อตัวงอกงามไปตามธรรมชาติโดยไม่มี ว. ล : ๑[๓๓2 อํานาจเข้าไปรบกวนก็จะเป็นตาข่ายสมองอันปรกติ ง 8/ 4 ๑, ส3๑ = (รูปก) แต่ถ้ามีอํานาจที่ผิดธรรมชาติเข้าไปรบกวน อํานาจก็จะทําให้โครงสร้างบิดเบ้ เส้นไยถูกดัดขาด , "ก = (ก) ตาขายเซลล์สมองซึ่งก๋อตัวขึ้นตามธรรมชาติ 2. ก ก เ” (ข) ความพิการทางสมองที่ทําให้บิดเบียว ตัดขาด อัน เกิตจากการมีอํานาจเข้าไปกระท่า ส3. กะะะ: ธ 5 คอ ร ส๕ รูปที 2: แผนภาพแสดงตาข่ายเซลล์สมองซึ่งก่อคัวขึ้นคามธรรมชาติ (ก) กันควาบดเบยวสตขาทชากาญารด เข้าใปกระทํา (ข) หรืองอกงามไม่ได้ (รูป ข) อํานาจเป็นการกดทับ การขาดอาหาร โรค ติดเชื้อหรือการโช้อํานาจของพ่อแม่ในการเลี้ยงดู สมองที่พิการอันเกิดจากความบิดเบี้ยวตัดขาด อาจ มีความบกพร่องในการเรียนรู้ หรือมีโปรแกรมที่ ทําให้พฤติกรรมเบี่ยงเบน ธรรมชาติที่ปราศจากการมีอํานาจเข้าไป กระทําย่อมหมายถึงอิสรภาพ อิสรภาพจึงจําเป็น สําหรับการก่อตัว และการเจริญเติบโตขึ้นมาตาม ปกติ อิสรภาพทําให้สามารถรับรู้สิ่งต่างๆ ได้ตาม ความเป็นจริง คนที่ถูกจองจําไร้อิสรภาพย่อมไม่ สามารถรับรู้สิ่งต่างๆ ได้ตามความเป็นจริง การรับรู้ ความจริงเป็นฐานทางปัญญา การมีอิสรภาพใน การคิดทําให้ยกระดับปัญญาขึ้น การรับรู้และการ คิดหาความหมายก็ไปกระตุ้นเซลล์สมองให้แตก กิ่งก้านสาขาเชื่อมโยงมากขึ้น ทําให้ฉลาดมีเหตุมีผล และคุณภาพอื่นๆ ดตามการเรียนรู้ ธรรมชาติหรือ อิสรภาพจึงเกี่ยวข้องกับคุณภาพของการเรียนรู้ โครงสร้างของสมองและพฤติกรรมที่ตามมา ในธรรมชาติลิ่งไม่มีชีวิตและสิ่งมีชีวิตเกี่ยวข้อง สัมพันธ์กันเป็นระบบ ในระบบธรรมชาติมีความ บรรสานสอดคล้อง (ณา๐ล9) เชื่อมโยงกันอย่าง พอดี ของที่ขับถ่ายจากสึงหนึ่งก็ไปมีประโยชน์ต่อ สิ่งอื่น ไม่มีของเสียหรือปฏิกูล (พ๕5๒) ของเสียไม่ มีในธรรมชาติ เพราะมีการรับช่วงกันอย่างพอดี ใน วิถีชีวิตของมนุษย์ซึ่งขาดความพอดีหรือผิดธรรม- ชาติได้เกิดขยะและมลพิษเป็นอันมาก อันก่อให้เกิด การทําลายสิ่งแวดล้อม อันเป็นปัญหาใหญ่ของ มนุษย์ การเชื่อมโยงกันตามธรรมซาติทําให้เกิดความ บรรสานสอดคล้องและการมีระเบียบ ทําให้เกิด ความเป็นปรกติและความยั้งยืน การใช้อํานาจจะ ทําให้ตัดขาดหรือรบกวนความเชื่อมโยงตามปรกติ ทําให้ไม่ปรกติ หรือเจ็บป่วย วิกฤต และไม่ยังยืน ตัวอย่างของสังคมตามธรรมชาติ ธรรมซาติ คือการรวมตัว ธรรมชาตินี้สังเกตได้ตั้งแต่สิ่งไม่มีชีวิต จนมา ถึงสิ่งมีชีวิต การรวมตัวของโปรตอน นิวตรอน และ อิเล็กตรอนเป็นอะตอมของธาตุต่วงๆ ธาตุต่างๆ รวม ตัวกันเป็นอณุ อณูรวมตัวกันเป็นสสาร สสารรวม ตัวและก่อตัวขึ้นเป็นสิ่งมีชีวิต ตัวอะมีบ้าซึ่งเป็น สัตว์เซลล์เดียวเมื่อมันเผชิญสภาวะวิกฤดจะกระจุก ตัวเพื่อช่วยกันทํางาน ผึ้งอยู่กันเป็นองค์กร ปลาอยู่ คด์กรแบบใหม่ในโลกแห่งอนาค๓ บบการอยู่ร่วมกันด้วยสันติและการจัดอง (| ) (295, ๒ 5 เจ เซี เว เธ . 296 4 กันเป็นฝูง หมาไนอยู่กันเป็นฝูงและร่วมมือกันล้ม สัตว์ใหญ่ได้ คนก็เป็นเช่นเดียวกันที่อยู่ร่วมกันเป็น สังคม สังคมที่เล็กที่สุดคือครอบครัว ธรรมชาติของ คนถ้าไม่อยู่เป็นครอบครัวเด็กก็ตายหมด เพราะ คนไม่สามารถไข่แล้วก็ทิ้งไปเลยเหมือนสัตว์บาง จําพวก นอกจากนั้นมนุษย์แต่ดีกดําบรรพ์ก็คัน พบว่าการอยู่กันเป็นกลุ่มดีกว่าอยู่เดี่ยวๆ ดั้งแต่ สมัยลําสัตว์ก็อยู่กันเป็นกลุ่ม และยุคเกษตรกรรม ก็ตั้งบ้านเรือนกันอยู่เป็นหมู่บ้าน การรวมเป็นกลุ่มตามธรรมชาติ หรือสังคมที่ เกิดขึ้นตามธรรมชาตินี้ เรียกว่า “ชุมชน” (๐๐๓า- รนณ์เท) คําว่าซุมชนนี้เป็นคําทั่วไปที่เรียกการ อยู่ร่วมกันตามธรรมซาติ ไม่ว่าจะเป็นในครอบครัว หมู่บ้าน หรือในบริบททางสังคมอื่น ๆ ซึ่งจะปรากฏ ภายหลัง ในความเป็นชุมชนจะมีลักษณะดังต่อไปนี้ คือ “มีความใกล้ชิด มีวัตถุประสงค์ร่วมกัน มีความ เอื้ออาทรต่อกัน มีระบบคุณค่าร่วมกัน (ผ่มมส ฯลในอ) มีการรู้ถึงกันโดยทั่วถึง มีการเรียนรู้ร่วม กันในภารปฏิบัติ มีการแบ่งปันกันโดยยุติธรรม ไม่ใช้อํานาจข่มกัน แต่ใช้ความเป็นกันเอง มี ความเชื่อถือกัน (ยาก56)” คุณลักษณะเหล่านี้เป็น “คุณค่าที่ไม่ใช่เงิน” (ตอลถาอตอนร/ ฯลไน6ร) ซึ่งควรสังเกตให้ดี เพราะ มีความสําคัญอิ่ง คุณค่าที่ไม่ใช่เงินเหล่านี้เป็นมิติ ทางจิควิญญาณที่ผูกพันมนุษย์ให้อยู่ร่วมกันด้วยคี ในสังคมที่มีความใกล้ชิด คือครอบครัว และชุมชน ครอบครัวและชุมชนเป็นสถาบันแห่งการอยู่ร่วม กันของมนุษย์ที่คํารงอยู่ยังยืนเป็นเวลาข้านาน เพราะใช้คุณค่าที่ไม่ใช้เงินตังกล่าวข้างค้น อํานาจ เงินและลัทธิปัจเจกชนนิยมสูดโค่ง จะเข้ามาตดัด สายใยแห่งความผูกพันด้วยคุณค่าเหล่านี้ แล้ว ทําให้ครอบครัวและชุมชนอ่อนแอลง หรือแตก สลาย ความใกล้ซิดและการอยู่ร่วมกันเป็นครอบ ครัวและชุมชนเป็นโครงสร้างทางศีลธรรม เพราะ การรู้จักกันหมดเป็นการควบคุมทางสังคมไม่ให้ คนทําผิด เมื่อครอบครัวและชุมชนอ่อนแอหรือ แตกสลายทําให้มนุษย์อยู่แบบตัวใครตัวมัน ศิล ธรรมก็เสื่อมลง เพราะปราศจากการควบคุมทาง สังคม เมื่อพูดถึงศีลธรรม จึงไม่ควรมองเฉพาะ ปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่ควรมองโครงสร้างทาง สังคมในฐานะเป็นโครงสร้างทางศีลธรรมด้วย อํานาจ เงิน และลัทธิปัจเจกชนนิยม สุดโต่ง กับผลกระทบต่อสังคม อํานาจ เงิน และลัทธิปัจเจกชนนิยมสุดโค่ง ทําลายโยงใยทางสังคมลงด้วยคุณคําที่ไม่ใช่เงิน ทําให้เกิดการแตกสลายทางสังคม ความฐูญเสีย มิดิทางจิตวิญญาณ การไร้ภูมิคุ้มกันทางสังคม เกิด พยาธิสภาพทางสังคม ทําให้สังคมเจ็บป่วยและ วิกฤต การสถาปนาอํานาจในสังคมเกิดจากการต่อสู้ ระหว่างเผ่าและการที่สังคมมีขนาดใหญ่ชิ้น “คุณค่า ที่ไม่ใช่เงิน” และการไม่ใช้อํานาจตังกล่าวช้างคัน ใช้ได้กับสังคมชนาดเล็กที่มีความใกล้ชิต เช่น ครอบ ครัวและชุมชน ธรรมชาติของมนุษย์อีกอย่างหนึ่ง คือสัญชาตญาณเผ่าพันธุ์ (ยโอม วกรถ์๒๐) ซึ่ง ทําให้มีความรุนแรงและสู้รบระหว่างแจ่าพันธุ์ที่แตก ค่างกัน ในการสู้รบต้องมีผู้นําที่มีอํานาจในการ ควบคุมคนเข้าสู้รบกัน จึงมีบางคนสถาปนาตัวเอง และได้รับการยอมรับให้เป็นหัวหน้าเผ่า เมื่อกลุ่ม ยังไม่ใหญ่มาก หัวหน้าเผ่ายังใกล้ชิตกับสมาชิกใน เผ่า แต่เมื่อสังคมมีขนาดไหญ่ขึ้นหัวหน้าเผ่าก็ วิวัฒนาการไปเป็นกษัตริย์และมีโครงสร้างอํานาจ เพื่อการปกครองและการต่อสู้ป้องกันประเทศ หรือ เกิดแบ่งกันเป็นผู้ใช้อํานาจรัฐกับราษฎร เมื่อผู้ใช้ อํานาจรัฐมีความยุติธรรมราษฎรก็อยู่เย็นเป็นสุข แค่เมื่อผู้ใช้อํานาจรัฐไม่ยุติธรรมแบบที่เรียกว่า ทรราชย์ ราษฎรก็เกิดความทุกข์ยาก เกิดการต่อสู้ ในรูปแบบต่างๆ โดยรวม ระบบอํานาจได้สร้าง วัฒนธรรมอํานาจไว้ ซึ่งหล่อหลอมให้ผู้คนคิดเชิง อํานาจ การคิดเชิงอํานาจไปปรากฏที่ไหนก็ไปคัด โยงใยความสัมพันธ์ด้วยดีของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น ในครอบครัว ในที่ทํางาน ในวัด ในสถานศึกษา ใน ระบบราชการ หรือในระบบการเมือง เกิดองค์กร โดยอํานาจ ในสังคมสมัยใหม่ที่ซับซ้อน องค์กร แบบเก่าที่เป็นองค์กรโดยอํานาจทํางานได้ผลน้อย ลงๆ เพราะองค์กรโดยอํานาจผู้คนในองค์กรไม่มี ความลุข ขาดความสร้างสรรค์ ขาดพลังความเมตตา และขาดพลังของการเรียนรู้ เมื่อองค์กรทํางานไม่ ได้ผลทันกับความซับซ้อน ปัญหากับทับถมแล้ว นําไปสู่สภาวะวิกฤต เมื่อเงินเข้ามามีอํานาจมากขึ้นเงินก็เข้าไปตัด คุณค่าที่ไม่ใช่เงินดังกล่าวข้างต้นให้ขาดสะบั้น มนุษย์ขาดเยื่อใยที่จะผูกพันกันทําให้สังคมอ่อนแอ ลัทธิปัจเจกชนนิยมสุดโต่งก็ทําให้สังคมเป็นแบบ ตัวใครตัวมัน ความเป็นปีกแผ่นทางสังคมก็ลดลง มีส่วนเพิ่มความแตกต่างสลายทางสังคม (500โอ] ๕รไทเอลฟ์อท) และเกิดวิกฤตการณ์ทางสังคม ความเป็นชุมชน ประชาสังคม และ การเกิดขึ้นขององค์กรแบบใหม่ เมื่อสังคมอ่อนแอและวิกฤตไม่เป็นระบบการ อยู่ร่วมกันที่เอื้ออํานวยความสุขความสร้างสรรค์ ให้มนุษย์อย่างที่ควร เพราะเป็นสังคมที่ใช้อํานาจ ใช้เงินเป็นใหญ่และถือลัทธิปัจเจกชนนิยมสุดโต่ง ตังกล่าวแล้ว จึงมีการแสวงหารูปแบบของสังคมที่ จะทําให้มนุษย์อยู่ร่วมกันด้วยความสุข ความสร้าง สรรค์ ด้านหนึ่งหันกลับไปคันพบคุณค่าของความ เป็นซุมชน ประชาสังคม และคันพบการจัดองค์กร แบบใหม่อันเป็นองค์กรโดยธรรม ไม่ใช่องค์กรโดย อํานาจแบบเติมๆ ทั้งหมดเป็นการเปลี่ยนการมอง มนุษย์ใหม่และส่งเสริมความสัมพันธ์แบบใหม่ คือ ให้ความสําคัญแก่มนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน มีความเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของ คนทุกคน อันเป็นศีลธรรมพื้นฐาน ทุกคนมีคุณค่า มีความเสมอภาค สามารถมารวมตัวร่วมคิตร่วมทํา กันด้วยภรวตรภาพ หรืออีกนัยหนึ่งใช้ความเป็น มนุษย์เข้ามาเชื่อมโยงกัน ไม่ได้แปลว่าเงินไม่สําคัญ แต่มีการจัดแห่งหนและคุณค่าของเงินเสียใหม่ ถ้า ใช้เงินเป็นอํานาจความเป็นมนุษย์ย่อมดกต่าลง และมนุษย์ไม่เกิดความสุขความพอใจอย่างทั่วถึง ประเนีต และยั่งยืน แค่ถ้าใช้เงินไปสนับสนุนการ รวมตัวร่วมคิดร่วมทํา ด้วยการเอาความเป็นมนุษย์ เป็นดัวตั้ง เงินก็มีบทบาทใหม่ที่สร้างสรรค์ ความเป็นชุมชน หมายถึงการรวมดัวร่วมคิด ร่วมทํา โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน มีความใกล้ชิด มีความเอื้ออาทรต่อกัน มีการเรียนรู้ร่วมกัน มีความ เชื่อถือไว้วางใจกัน ฯลฯ อันเป็นคุณค่าแห่งความ เป็นมนุษย์ดังกล่าวแล้วข้างคัน ถ้าเกิดความเป็น ชุมชน และชุมชนเข้มแข็ง สมาชิกจะมีความสุข มากประตุจบรรลุนิพพาน มีความสร้างสรรค์และมี ความสําเร็จสูงยิ่ง สามารถแก้ปัญหาทุกชนิด เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการเมือง ความเป็นชุมซนจึงเป็น ะบบการอยู่ร่วมกันที่ใช้ความเป็นมนุษย์และส่ง เสริมความเป็นมนุษย์ เป็นเรื่องที่ทุกคนควรศึกษา และฝึกให้สร้างความเป็นซุมชนเป็น เพราะชุมชน เป็นธรรมสังคม เป็นคําตอบในเรื่องชีวิตและสังคม ควรมีการรวมตัวร่วมติดร่วมทําหรือความเป็นชุมชน ในทุกพื้นที่ในทุกองค์กรและในทุกเรื่อง ซึ่งจะ ครอบคลุมหมดทุกคน เพราะคนไดคนหนึ่งคงจะอยู่ ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง อยู่องค์กร เช่น ครอบครัว หน่วยงาน และคงจะเกี่ยวข้องอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ฉะนั้น ที่ว่ามีการรวมตัวร่วมคิตร่วมทําในทุกพื้นที่ ในทุกองค์กรและไนทุกเรื่อง จะครอบคลุมสังคม ทั้งหมด และมีการเชื่อมโยงกันระหว่างขุมชุมเป็น เครือข่ายชุมชน จากเล็กไปสู่ใหญ่ จนเป็นเครือข่าย ชมชนหรือตาข่ายทางสังคม (5๐๐12] ก๐เ๒อ๐๒5) ค์กรแบบใหม่ในโลกแห่งอนาคต ระบบการยยู่ร่วมกันด้วยสันติและการจัดอง ทํานองเดียวกับโครงสร้างในสมองซึ่งเป็นโครงสร้าง ที่เป็นธรรมชาติและดีที่สุด เครือข่ายชุมชนจะเป็น โครงสร้างใหม่ในสังคมแทนที่โครงสร้างอํานาจ โลก ที่มีเครือข่ายชุมชนเชื่อมโยงกันทั้งโลกจะเป็นไลก ไหมที่มีความเป็นอันจะ ยังความสุข ตวามสร้างสรรค์ และความสําเร็จให้มนุษย์ทุกตนและรวมกัน ระยแ ๒6๐ จิตแพทย์อเมริกัน ในหนังสือ ของเขาชื่อ “โลกที่กําลังรยวันที่จะเกิดขึ้น” (ล "หอยไส่| “รูท่ท@ 1๐ 0๐ 8๐เ๓) ได้มองเห็นโลก แห่งเครือข่ายชุมชมเชือมไยงกันทั้งโลก โลกอย่าง นี้เป็นโลกที่มีความเอื้ออาทรต่อกัน มีการเรียนรู้ รวมกัน มีความเชื่อถือกันได้ นั้นคือเป็นโลกแห่ง ความเป็นมนุษย์ หรือโลกที่มีจิตวิญญาณ ความเป็นประชาสังคม (๐โข!1 5๐๐๒๒) หมายกถึงสังคมที่มีการรวมตัวร่วมคิดรวมทําในแนว ราบด้วยครามสมัครใจไนรูปและลักษณะต่างๆ เต็ม สังคม เป็นสังคมที่มีความสัมพันธ์ในแนวราบ (๒อณ์2๐๓12| 16ไลเริอกรท1ธ) ไม่ใช่สังคมที่ สัมพันธ์กันค้วยอํานาจในแนวติ๋ง (ห๐7๒๐8] ระไล- » น่อก8บั0) สังคมที่มีความสัมพันธ์กันด้วยอํานาจ แนวคิ่ง เศรษฐกิจจะไม่ดี การเมืองจะไม่คี และศีล ธรรมจะไม่ดี เพราะความรวมมีขจะน้อย ความ สมานฉันท์น้อย เพราะมีความกดชี่บิบค้้นมาก ความอิจฉาริษยาและการนินทาว่าร้ายวิ่งเต้นเส้น สายมีมาก การเรียนรู้มีน้อย การเห็นแก่สํวนรวม น้อย จึงเป็นสังคมที่อ๋อนแอ มีภูมิคุ้มกันน้อย เกิต เรื่องเกิดราวได้งาย มีความสามารถแก้ปไญหาน้อย และไม่สามารถเผชิญการเปลี่ยนแปสงได้อย่างมี ประสิทธิภาพ เกิดวิกฤตการณ์ทางสังคมได้ง่าย รัฐธรรมนูญแห่งราชฮาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่ส่งเสริมความเป็นประชาสัวคม แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 และฉบับที่ 8 เป็นแผนที่ส่งเสริมความเป็นประชา- สังคม มีความริเริ่มโดยซุมชนบ้าง โดยองค์กรพัฒนา เอกชนบ้าง โดยภาคราชการบ้าง โดยพระสงฆ์บ้าง โดยภาคธุรกิจบ้าง โดยนักวิชาการบ้าง และโดย รงมือกัร๓หรั ต. ความร่วมมือกันระหว่างภาคที่หลากหลายในการ ส่งเสริมไห้เกิดซุมซนเข้มแข็ง และการรวมตัวร่วม - ไซ , 5 ซั เน» 1ง คิตร่วมทําในรูปต่างๆ ทั้งนี้เพื่อการก้าวไปสู้ความ เป็นประชาสังคม การจัดองค์กรแบบใหม่ มนุษย์ในปัจจุบันจะมีชีวิตหรือทํางานอยู่ใน องค์การอย่างใตดอย่างหนึ่ง เช่น ในครอบครัว ใน โรงเรียนในกรมกอง ในกระทรวง ในบรวิษัท ในวัด หรืออะไรอย่างอื่น ในสังคมที่สลับซับซ้อนและยาก ปรากฏว่าองค์กรต่าง ๆ ทํางานได้ผลน้อยลงๆ ไม่ ว่าจะเป็นองค์กรทางการเมือง ทางราชการ ทางการ ศึกษา ทางศาสนา หรือทางธุรกิจ องค์กรเหล่านี้ เน้นที่การใช้อํานาจควบคุมบังคับบัญชาลดหลั้น ฝัน่๑๓๐) นั้นคือมีความสัมพันธ์ทางดิ่ง ธรรม- ชาติและศักยภาพของมนุษย์ถูกกดทับ จึงขาดความ ลุข ความสร้างสรรค์และไม่มีประสิทธิภาพ ได้ผลไม่ คุ้มค่า ดีฮ็อก (โ9๐๐ 1ช้๐๐๐) ชาวอเมริกันที่ยากจน แต่สนใจสังเกตธรรมชาติและศึกษาพฤตกรรมมนุษย์ อย่างกว้างขวาง เข้าทํางานในบริษัทและธนาคาร หลายแห่ง แต่มักถูกไล่ออก เพราะแตกต่างจากผู้ บริหาร ฮ็อกเห็นว่าองค์กรด่างๆ ที่ใช้อํานาจ คนใน องค์การมีพฤติกรรมเบี่ยงเบน ปิดลับ ไม่ร่วมมือ ไม่ สร้างลรรค์และสูญเสียสูง อาศัยประสบการณ์ การ สังเกต การครุ่นคิด และความเพียรพยายาม ดีฮ็อก ได้เป็นผู้ให้กําเนิดแก่องค์การที่มีธุรกรรมการเงินที่ ใหญ่ที่สุดในโลก คี คือ 915/ ซึ่งมีธนาคารทั่วโลก เป็นหมื่นๆ แห่งมีส่วนร่วมโดยสมัครใจ เสมอภาค มีความเป็นเจ้าของ มีลักษณะก่อตัวขึ้นเอง (5๐ไธ้ ฉะ๕ลญ์76ส) เป็นองค์กรเรียนรู้ ปรับตัวและเติบโต เอง (ลน07016515) โดยไม่มีการใช้อํานาจควบคุม สมาชิกมีความสุขความพอใจและความสร้างสรรค์ ช็อกได้บัญญัติศัพท์เรื่องการเกิดขององค์กรแบบนี้ ว่า “๕๒๑๐นู่๐” มาจากคําว่า ๐ล05 กับ 91๕๐: เข้า มาบวกกัน คือในสภาพโกลาหล (๐0ล๐8) ถ้าไม่มี อํานาจเข้าไปทําให้ผิดธรรมชาติ ธรรมซาติจะทําให้ มีการก่อตัวขึ้นเอง (5๑6 ๐๕๕ลญ์2๐4) เป็นสิ่งมีชีวิต (๑8ลณ์ร๓) หรือเป็นองค์กร (๐๕ณณ์2ลนอก) ดัง กล่าวก่อนหน้านี้แล้ว องค์กรแบบใหม่ซึ่งเป็นองค์กร โดยธรรมชาติหรือโดยธรรม จะเข้ามาแทนที่องค์กร แบบเก๋าหรือองค์กรโดยอํานาจมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะ องค์กรแบบเก่าได้ผลน้อยลงๆ และก่อให้เกิดความ ทุกข์ ความขัดแย้งของผู้คนในองค์กรและผู้เกี่ยว ข้องกับองค์กรมากขึ้นเรื่อย ๆ ดีฮ็อกเชื่อว่ายุคใหม่ แห่ง ๐0ล๐ย๐ ทําลังผุตบังเกิดขึ้นแล้ว องค์กรชุมชน และเครือข่ายขององค์กรซุมชน ที่กําลังเกิดขึ้นอย่างมากในประเทศไทยก็เป็น ตัวอย่างขององค์กรโดยธรรมที่เกิดจากการก่อตัว ขึ้นเอง (5๐1[ ๐๕มณ์260) จากความใกล้ซิด การ มีวัตถุประสงค์ร่วมกัน ความเอื้ออาทรต่อกัน การ เรียนรู้ร่วมกัน ความเชื่อถือไว้วางใจกัน อันเป็น คุณค่าที่ไม่ใช้เงิน อันผูกพันคนเข้าไว้ด้วยกัน ทําให้ สมาชิกมีความสุขประดุจบรรลุนิพพาน มีความ สร้างสรรค์ และองค์กรมีประสิทธิภาพสูง ขณะนี้ทั่วโลกกําลังมีความสนใจในเรื่องชุมชน เข้มแข็ง ความเป็นประชาสังคม และการจัดองค์กร แบบใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และจะเกิดโลกแห่งการอยู่ ร่วมถันขึ้นไนอนาคต สมควรที่ทุกคนจะศึกษาให้ เข้าใจ และมีส่วนร่วมในการสร้างชุมชนเข้มแข็ง ความเป็นประชาสังคม และการจัดองค์กรแบบใหม่ ทั้งหมดต้องการจิตสํานึกใหม่ วิธีคิดใหม่ คุณค่าใหม่ และการเรียนรู้ใหม่ ซิ่งเป็นธรรมะในทุกส่วนและ ทั้งหมด หรือการเข้าถึงความจริงทั้งหมดในธรรม- ชาติของสรรพสิ่ง เพื่อความลุขความเจริญของบุคคล และการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ และยั้งยืน กกรแบบโหม่โนโลกแห้ง อนาคต ร้ายจันดินละการจัดอง มลัน ต้ 8 วร : ๓ เลื เจ 3 ล ข่ 299 บรณาการ จ ” (300 | 1 ปัจฉิมกถา คนทุกคนมีศักดิ์ศรีและคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ มนุษย์มี ศักยภาพสูงสุดในการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้ที่คีต้องประกอบ ด้วยอิสรภาพ หลุดจากความตรอบงําที่ทําให้ไม่สามารถสัมผัสความ จริง การสัมผัสความจริงเป็นฐานให้เกิดปัญญา ถ้าเจ้าชายสิทธ์ตถะ ไม่ทรงออกจากการกักขังไนพระราชวัง ออกไปสัมผัสความจริงของ คนจน คนแก่ คนเจ็บ คนตาย ก็คงไม่ทรงมีฐานของความจริงที่จะ ทําให้ทรงบรรลุทางปัญญา ทุกวันนี้มนุษย์ก็ถูกกักขังไม่ให้สัมผัส ความจริงด้วยเครื่องกีดขวางต่างๆ เช่น โดยวิถีชีวิต โดยสถาบันการ ศึกษา โดยความเชื่อที่หลงผิดตามๆ กันมา เป็นต้น ทุกตนควร พิจารณาไตร่ตรองเครื่องกีดขวางเหล่านี้ และปลดปล่อยตัวเองไปสู้ ความเป็นไท เพื่อจักมีความเป็นอิสระในการสัมผัสความจริงและใน การคิด อิสรภาพในการสัมผัสความจริงและในการคิดจะเป็นฐานทาง ฉา๑ญี ศศส่ ปัญญา ตวามรู้อย่างเดียวไม่พอ มนุษย์ควรมีปัญญา .คือเข้าถึงความ จริงทั้งหมดว่า สรรพสิงทั้งหลวยรวมทังตัวเราเองด้วย มีความเป็นหนึ่ง เดียวกัน ปลดปล่อยตัวเองออกจากการถูกกักขังในความคับแคบของ ตัวเองไปสู่ธรรมชาติของความจริงอันไม่มีขอบเขต การบรรลุความจริง จ้”. จ้าร จา, 5 " ในความเป็นทั้งหมด จะทําให้บรรลุความงาม บรรลุมิตรภาพอันไพศาล = เล 22 ซส.สฮร๓๐ชี่,๓3 บรรธุอิสรภาพและความลสุขอันประณีต อันเป็นไปเพื่อชีวิตที่เจริญ และการอยู่ร่วมถันด้วยสันติ . จอจเณ เง ร 2 ฑ์ ค ” . ขอจงมีเมดตาต่อกันและกัน- และช่วยกันแสวงหาการเรียนรู้ทีดี ส ส - ค๑๕ 5 2 เล ที่สุด เพื่อจักยังให้ชีวิตเจริญและการยังเกิดขึ้นของสันติภาพทั้งโลก หนังสืออ้างอิงและค้นคว้าเพิ่มเติม ดตอนที 1 การเข้าถึงความจริงทังหมด พระไตรปิฎก พุทธทาสภิกขุ. คู่มือมนุษย์, อิทับปัจจยตา, บรมธรรม, คู่มืออานาบ่านสติอย่างสมบูรณ์แบบและการ ปฏิบัติ และอื่นๆ, สวนโมกขพลาราม, ธรรมทานมูลนิธิ สุราษฎร์ธานี ป. อ. ปยุตโต ในสมณศักดิ์ พระราชวรมุนี, พระเทพเวที, พระธรรมปิฎก พุทธธรรม และอื่นๆ ล1 1.ลเหล. มีฝน๐ร รวร ผาอ โฟ้ธน ลิด์1ปอเผฑนทท, โจ้ฮพ จต่อท : ไขไทยททอสย 8๑๐15, 1999. % ลถาลทอ12ไ1, ใหโขทอ. 1อ๐ โทหแรแป18 ไวไลอร. ไอ๐โทลรแอร : ชะ 5ห๕๐( ไซอ55. 1999. ไสร21๐, วี. 0ิทด[, 8., ไช้แรร๑ไ, ด. โอ (0ตรอแอนรทอรร ไซฯ01!แม่อก. 5กร์๒๐น, 1โ20156! . ไ5!อ๑๓อก! 8๐0๒5 1.แร1๒๕, 1999. จหเอะ, ทอก. 4 8เข่อร์ 131ร(0เช ๐ร[ ซิงอญงป์นทธู. 8๐รเอท : 5ใหททลไอ, 1996. = ๓7, บทท 8 จกรวาล (ด์๒ไต, โอท. 0๐ทรสม่อก 10 น่า6 (2005เหอร. ไอกสอต : จอไล่อ์อ16 ลที 100ไรอท, 1996. โซ6 ไจ้มไอให้ตรอก ไอ๊ท๐ๆ๐1006๕8, ตอพ 70“ ไฟีเนอก. 0ต์อแย่ : ไฟ61๐อ๓ นท[แรใน่ทฎู, 1992 1๒0๐ ห๒แล] 0ต่อทณเฑ อ1 ฝ่า6 ปัณ์ฯอ58. [ อกส์อต : 0อไมทรู 16ปักสอโรอ”, 1993. พูตูอเก๒๐, 5๒หอด. 1ข๐ 2ร1 1ใบอ๐ ลัขี่สนแอร, ไน0ดฉ่อด : ไดือกแลทล ใจรม0๕๓๒ล๐๕5, 1983. <, บทที่ 10 ทฤษฎีสัมพัทธภาพและทฤษฎีควอนตัม : รากฐานแห่งฟิสิกส์ยุคใหม่ = วันชัย โพธิ์พิจิตร. ฟิสิกส์ยูคใหม่ปริทัศน์. พิมพ์ครั้งที่ 1 (หนที่ 2) กทม. : สํานักพืมพ์อักษรเจริญ ร ทัศน์, 2527. ธี อิทธิ ฤทธาภรณ์. กําเน็ตเอกภพ. สํานักพิมพ์ซีเอ็คยูเคชั่น. ร ธ8ธรอน , 1อ 1ไว. 1๐ 0ท่ดไท อร นํา6 ไปณ์ทอ๐756. 5อ๓๓๐ 1หไลรเย6 5อกอ5. ]งข้อ ช้อ 3 : หมๆ๕ 0อ]1155 ใน0!ไต่ท6๕, 1994. "3 โชล๐. 2 4.24. “โซ๐ ซิฯอในนิอต ๐[ ฝา6 ไททหร๐๒06 1พ6 ฮ์ ใฟแ๐7 5๐6เย์1๐ ร 4ท6ท่อขา, ใหไลท 1963. อ|. 208 ไง่นททธยก 5. ฎ. 45753. + จ1 ย๒ ๐= อ้างอิงและค้นคว้าเพิ่มเติม หนังสือ ร) เล (8 3 โปนกี[, ใหอหล๐] 7. “โทย โไพ๕๐๓ ไคีอททอกไต ได้ท๐เพท ลร 5แท่ทธร,” เจ6ไอภย์ปี๐ คเททอทฑ์อสต, โอ๒เณล ท 1998, ). 54-59. (ไลรร1อล| ลกส ให้0นื่อทท ไทร105, ง๐1.3. โงอพ ทอตะ : วอไทท “/ปไอท ๕ 50๓5, 1974. ไอณทลท, โชเอทละต่: ไจ๐๒อ ป.: ไ อ1ออก, 13. ลเส 5เทนีร, ให้ล1ป่า๐๓. ว7176 1โทพฑณา 1๐๐๐6 0ถ 2แหร108. “อ๐1. ]1 อักลแอ6 42. ไถือแล่, ไ6อกทอฟ่า ห/. (1ลรรไอ| ลทค์ ให้0สื่อทท ปทษรใยร. “อ1.3, ไง้ฮพ ช้อๆ : ]อทท จติอท 50ท5, 1974. (ริลภทอพ, (วีอ๐แยอ. ไห้ก 7อ0กาดไต่งทร นา ไว้สอโลอ ฐ3 ไชส์ไห่อก, (เตหอต์ส่ยอ ไปญ์หอ51เท โอ55, 1965. โรลหใน่ทธ, 5แอ๐ก ห. 4 8ิทขอร์ วั15(อ1 อ โป๊ทอ : 1โจ0แต ขําอ ไ8ไช ไลทธ 0 131ส๐ 1ขอ]อ5. ใชิลทนท 8๐015, 1988. ใจ้อ, โอทห ลผ่ ไห้โ|แอะร, อลม่ท่อ๕. 96 (บลทแท ไปทรหอชรอ. (วรทาไทณ์สือ6 ไปญ์หอแรโญ/ ไหธร5, 1987, 11๐ป1ล”, ไวลห1ส ลหส ไต้อรญ๐, โจ๐0อ๐. เยทศ์สกทอ๓ร อ ไปไทพรไอ5, 5๑๐อต์ โวิด์ไพอก ไวิย- แอสือส “/๕รโอก, อ๓ “ิ/ปอ/ ๕ 5อทร. ไต๐., 1970. ขัอชสไลท, โทอกาลร ได. (2แลทกพท ให้อ๐กลเณญ่อร โท 5ปทฎ16 ให้ลผว ได๊อทท, ไง้อพ ช่อณิ : 7อตท “1ไอลท ๕ 5อ๐05, ไท๐., 1986, โฆแกโทาลทก, “ดปีไท ]. 11]1. 1ล๐% 1ข้อ1อ5 ลกณ์ ไลๆ064 5ฏลอ0ะมัทา6๐. โงอพ “ถ่อ : ไฟ.ช้. ไ๊เออเต ลด| 0๐ลงห, 1979. ไนอกธลพ, ให้.5. 196๐แอผ่อล (อก๐๕ฏ15 ไท ไทบรไอร. (ลเคไหท์สือ๐ : (2ลทบทใส่ซอ ไปกโหอธร1 5อร8, 1984. เฉ่ลท, ไลตร (7. 1เว่หอรโอ165 อร์ แลกกพท 1หโอ๐หรเญ่อร, ไง้อ ไอแรอห ? โรอตพ์อ๕ ไห้ล1!1, 1990. 8แอหอ๓ร, (ตละไอร ได. โย 9#6 (0อ016 โกอ๐ท่อร อ ให้อส่อท ไปทพร1๐5ร. 156 ไวท์นิทย. ใหโลรรล๐ทน- 5อแร โทรพ์แห!๐ ๐[ โอ๐๓อ๐108ห. "โลษใอธ, ไร้ตันไต ได. ลด| ดิ/ท๒อ๐1อะ, โอทท คงอใช้ร]ใส่. 5910ทตธ ใ31ลตือ ไจ้01อ5 ไทยอส์อ๐น่อก 1๐ เ(0ิ6ตอ๐เล[ 2อ1ลน์หโซ/. 8เสด้ไรอต-“หิอรไอฯ โมอทธเฑรท, โต๐., 2000. โทลธ์ไ, วลเอร โหด. 7อ ไปทอ0อ๐๒อ| ได้ไจเละ 4 ปมทร1อ5(15 ไทไอพ อร ไอแผพอ. ไง้อพ ไช้อย : อ!ไอ 28๐๐1๒6, 1985. บทที่ 12 โลกทางชีวภาพ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโด). ภารพัฒนาที่ยั่งยืน (5๒5แส่กล016 ไว๐๒๑ไอเณอท)). กทม. : สํานัก พิมพ์มูลนิธิโกมลคืมทอง, 2540. วิวัฒน์ คดิธรรมนิตย์ (บรรณาธิการ). ความหลากหลายทางชีวภาพกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน. กทม. : สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา, 2536. วิสุทธิ์ ใบไม้. “มนุษย์กับสมดุลของธรรมชาติ” ใน ชัชวาล ปุญปันและคณะ (บรรณาธิการ). 30 ปีสู วิทยาศาสตร์ที่ยังยืน. กทม. : คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม, 2537. หน้า 256- 271. วิสุทธิ์ ใบไม้. สถานภาพความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทย. กทม. : สํานักงานกองทุน สนับสนุนการวิจัย, 2538 วิสุทธิ์ ใบไม้. วิวัฒนาการ. แปลเป็นฉบับภาษาไทย. กทม.: บริษัทแปลนพริ้นท์ติ้ง จํากัด, 2638. วิสุทธิ์ ใบไม้. “ความแปรผันทางพันธุกรรม.” วารสารราชบัณฑิตยสถาน 22, 2540. หน้า 112-120. วิสุทธิ์ ใบไม้. “สรรพชีวิตไม่หยุดนิ่งในสิ่งแวดล้อมที่แปรเปลี่ยน.” วารสารเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม 1, 2542. หน้า 438-456. วิสุทธิ์ ใบไม้. วิวัฒนาการ มนุษย์ และความหลากหลายทางชีวภาพ-รวมบทความวิชาการ. กทม., : บริษัทจิรวัฒน์เอ็กซ์เพรส จํากัด, 2545. ใ8ลรไตก, ” ว76ธ หิ/๐7 อร์ ไงสุณรอ: 1ช้อน/ ม่วธ ไงุหอแร1 อร์ [.น์อ 9นรเลไทร ไม่ร. “ดลรในทธูเอต, โว้0 : โรใไลทส ไเ๐55, 1997. ไธทรกแ, 0. 1ย์6 0ย ๐ 8อนทย์ร. โอพ “ท่อก : จ ฟอกเอด ๕ อือทเตลงกห, 1998. อัเฑทบอ[1, ใจ4.. 3701067. 4'7 อส์. ให็อ๓[๐ ปญ์น, 4 : โโอ 8๑ญ่รถณ์ก/๐นทรหาธร โรงไรไม่ทอ อิ๑ทฑลตช, ไท0., 1996. (รอก, 8. 5มอก! 5ทีกฎ. 3อ5เอท 1โอบชูเอก ใหปห้1ไมท (20ภาผลตห, 1962. โร้กฟาอ1ท, ไ.โจ. ลทส ไททไอใจ, 6.ไฟ. 303 ถิะแท๑น่อก 1 โธ (ลนร6ร ลทกส์ (0005อศุบอ๓๐63 01 นํา๑ 1015ลฏฏ6ลแลต๐6 ย์ 5ฏ6อ๐1อร. โงฮะ “ช่อภะ: ใใลทผ่อา ไอนรอ, 1962. โณน์เอก, 17.8. โรใหทไอท, ..ใช้, ฆทส โขอใส่แอก, 1.]”. 6อ6๐1อ6ท๐๐ : 1700นใลมเอท, ไอรอน1005. ไทหท - 1๐ณาทอ๓. 5ลถ โคณา6ร6๐ : “ห/ไร ไถตออ๓ลท, 1977. โค๊ไส่เอส๐, ใไฟ. 1บน์อ นา ฝ้า6 ใชลไลกออ : ไข้นเถณฑ์เห ชาส ป่า6 810ผไห6ร1 (ทไร15. ไดเต๐๑๐เอท : ไปฑ์ท๑๐เอต โปญ์หลรรโบท ]7ะ๕55, 1998. (3ไออล1 ไมีกหยอพฒา๕๓1 0ชนี๐๐. ปีไจ้5ร ให้ไฟไอเฉ่น ไอ0 อก ผัก๐ ไค๊ตหโทอพอเต(. ร์.อทบี้อนิะ ไอีอมเฟาร๐๓ท โนอ1อลย์อตร 1.แต่., 2000. (แอ๐เหท์ฉ่ออ, 8 , อย. 016๒9 310ผโหอแรเป" 8แพณะร อ เทอ ไฮ๊ป่า1ร 1 วหปม้าย ไจอรอน6อ5. 1..อกส่อท 1 (ทลดทลก ๕% ไสม่1, 1992. ไตแล่ไอห, ใต้. ยีห๑ในย่อก. 1.อทส่อต : ไ3]ล๐1๒๒๕1]1 561อพ่มิ๐ ไน๒แห1๐ลน์อตร5, 1993. ฝีอม(ล-ไ6๒ส่ไล, ใต1 .., “ทไรอท, 0.5., ลทส “หไร0๓, ไ5.0, ๑สร. 2ิไอส์1โหอร1ไซ/ 11: ปิดส่๐รเลเณฑ์ทธ์ ลกฝ ป๊เอ(๑๐น์ทธู 0หะ ใ31010610ล1 ไอรอพะ๐๐ร. “/ลรไนทรแอท» 6: 1๐ร๐ถก ไช้อ๓ โอร5, 1997. ไฟอ!รเอท, 14, 6ส. 8ิ1อ1089, มีนไน่๐5, ลกส์ ฝ่าย (0กไธป้าร 01 ไมน์อ. ไอดส่อต : โอก๐ร จลส ชือแ ไนย(รอ, 1995. โท๐ตา0รอท, 4.ใจ้. “๐ ไซีหอไหนูอต อ 3506๐4อ5 ไตเอ๐น์อกร.” 1999. ริดโล่ทอ6 2841 2116-2118, พุญู!ไรอท, 5.0. 7โท6 0โห6จไซ/ อ[ ไป์อ. (ลเทอทอ86, พ : ไปโฆจหละ(| ปปัญโจ. ไซอ58, 1992. ว้าเพิ่มเติม ย ะค้นควั ดิ ออ้างอิงแลง สี ว3 เร ส่ = = บทท ]3 ระบบนเวศ : สรรพชวัตสัมพันธิ จิรากรณ์ คชเสนี. หลักนิเวศวิทยา. กทม. : สํานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2537. ประชา หุดานุวัตร. การเมืองสีเขียว. กทม. : สํานักพิมพ์มูลนิธิเด็ก, 2541. มานพ เมฆประยูรทอง. แผนปฏิบัติการ 21 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน. กทม. : กระทรวงการด่างประเทศ "โตล (อทแระ กอ: 0นะ 0อททอก โด๊แรอ และสมาคมเพื่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม, 2537.. 4อก, 1อ๓. (ไชส.). โฮิทหอเณอ๓[ 91/92. (อกุทอ๐พ่อน| : โท6๐ โว๊หรไปฉัท โรงอ11รใม่ทฏ 0องฏ, 1991. อัสเรอก, 8. เ9ย่อก! 5อททธ. 1ไลเทอกส0แป่ง : อทธาจัท, 1965. (ลเหล, 1“. 776 หอ๒ อร ไมษ์@, ไง๑พ “ถ่อยไย : เท๐อ โ30015, 1996. ใหแฟ่1๑, 6.โ พรแล่กธ นํา6 ซืลเหก : 4เค ไทเอรลเอณ์ 4เอทรอล๐9. (โนโอทบล : หทลด่5รพอกเท ใดงดแรใน่ทธ อททวลทท, 1994 ให้หอ, โง้อทลก. (941ไ4 1 4เท 4ฝลร อะ์ มิไลทอ1 ให้ลกลยอเตอต โง๐พ “ต๐061 ภัเทอ๐0 1300165, 1984. บทที 14 บูรณาการระทว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์ พระธรรมปิฏก (ป. อ. ปยุตโต). พุทธศาสนาในฐานะเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์. กทม. : มูลนิธิ พุทธธรรม, 2535. ไรนสไทลสัลรล 2. 6ไฟ่ป์รทธไจอ, อส์โแอะ. ซินผ่อไมโรแท มทค 5๐1อ๓๐๐. ไว6ไปญ่. : ใหอน์ไล] โชลทลรร1สลรร ไน!ไรไทยแร โอรวหล16 1 ไทน์1อผ่, 1984. (จถเล, ไอป่อ[. 396 ห๐๒ 0ร 7.ยีอ : 4 1งอพ 91ททน้า6515 อะ ให้ปท์ ฒาส ให้ดสอทก โนอก๕๐ก : 1ร้มอ๕ ฮือมีทร ซน๒11565, 1996. ไช๊แตเตลเญา, ไว, 510หอละ, ไว. ฮิ6หอต์ 4 ฟี/อกส ไ0ให1ส่อส : ไว้นททลก “เพอร ปัก นป่า๐ ไกโก -ใหทต เริแอทอ8 อะ์ ไอ8ล/ 5๕กร. ไ3๐ร(อท : 5ใหลเทไทลไล, 1991. เฮณ์มิฝั้บ 5. 4 ไอพ "ใจแอท อร ไอลมไห/. ไ อตสอก : “ปีไลเฑ อไมเทร 30๓ร % ออ., 1บ!ต่., 1989. “ดปู๒อก, ได้อท. โท6 ให้อทฑไลธ๐ อ 5อกร6 สต| 5อน1 : ไทเอธเลน์ทธ 5๐อก๐๐ สทส โจ๕ไไซโอก. ]ง้อ ๕ “ท้อพะ: ไใลทศ์๑ 1ร่อนร6, 1998. ม เว ง 4 ฐ เม 2 2”, ง ! *% บทท 1]5 ระบบการอยู่ร่วมกันและการจัดองค์กรแบบใหม่ ซ วธิ ชูชัย ศุภวงศ์, ยุวดี คาดการณ์ไกล, บรรณาธิการ. ประชาสังคม : ทรรศนะนักคิดในสังคมไทย. กทม.: ว สํานักพิมพ์มติชน, 2541. ๒3: เสรี พงศ์พิศ. อินแบ่ง-ตัวอย่างเกษตรยั้งยืนเพื่อให้มีกินตลอดชีวิต. กทม. : มูลนิธิหมู่บ้าน, 2542. อเนก นาคะบุตร. คนกับดิน น้า ป่า : จุดเปลี่ยนแห่งความคิด. กทม. : สถาบันซุมชนท้องถิ่นพัฒนา, 2536. ประเวศ วะสึ. ปาฐกถาป่วย อิ้งภากรณ์ : ยุทธตศาสตร์ชาติเพื่อความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ สังคม และ ศีลธรรม. ถทม. : หมอซาวบ้าน, 2541. ไห้๐๐๒, ไว. ชิยผ้า ๐์ ยํา6 (วิลอต์1๐ 4๐. 5ลเท ไกแสเกต๐๐ : ชิ๐๐! -1ไ6๐๐โปอเ ไน115ไอแ5, ไท6., 1999. 2๑๕, 14.5. 4 พตอย์4 “ม่นทธ 1๐ ๒๐ 3๐0๓: 0โขปีงหท ไจอ๓แร๐๐หอ8ผ่. ไงอพ ช้อ0 : 3ลทเลห 13๐๐6๒5, 1993. โปนเหลทฑ, ไข. ให้อไห้ท 1วอภาออหล๐ร หหอยย : (ให1่0 โชลด์1ผ่อกร ใก ให์อส่อฑา ไม่ห. โพ้องท อแรอข : ไทต๐๐เอท ไปเซขอแร1ใช ไวไ๕55, 1993. ปดแอนี[, ง. ไอ๐ ไทรน์แพม่อทล! 6ห๕10ฏแตอทโ. (อณ๐๐ฟีอน! : ไตลเทอก โซอ55, 1986. พูหูลใส่แฉก, ใต้. (อหาฎด1อวต๒/ : โทอ มีททอธุทธ 5๐1อ๓๑๐ ละ ฟา6 มีสู่5๐ อธ์ 0ธส่อท ลทณ์ (0หลอ5. 1มอตต่อก: 7๕ทธาเทัท 13อ๐6๕5, 1994. เพิมเติม อ้างอิงและค้นคว้าแ 1หนังสือ »ษ1] ธี นตด 66 คนทุกคนมีศักดิ์ศรีและคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ มนุษย์มีศักยภาพ สูงสุดในการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้ที่ดีต้องประกอบด้วยอิสรภาพ หลุดจากความครอบงําที่ทําให้ไม่สามารถสัมผัสความจริง การสัมผัส ความจริงเป็นฐานให้เกิดปัญญา...ทุกวันนี้มบุษย์ถูกกักขังไม่ให้ลัมผัส ความจริงด้วยเครื่องกีตขวางต่างๆ เซ่น โดยวิถีชีวิต โดยสถาบันการ ศึกษา โดยความเชื่อที่หลงผิดตามๆ กันมา เป็นต้น ทุกคนควรพิจารณา ไตร่ตรองเครื่องกีตขวางเหล่านี้และปลดปล่อยตัวเองไปสู่ความเป็นไท เพื่อจักมีความเป็นอิสระในการสัมผัลความจริงและในการคิด อิสรภาพ 'ในการสัมผัสความจริงและในการคิดจะเป็นฐานทางปัญญา ความรู้ อย่างเดียวไม่พอ มนุษย์ควรมีปัญญา ตือเข้าถึงความจริงทั้งหมดว่า สรรพสิ่งทั้งหลายรวมทั้งตัวเราเองด้วย มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ปลตปล่อยตัวเองออกจากการถูกกักขังในความดับแคบของตัวเอง ไปสู่ธรรมชาติของความจริงอันไม่มีขอบเขต การบรรลุความจริงใน ดวามเป็นทั้งหมด จะทําให้บรรลุความงาม บรรลุ มิตรภาพอันไพศาล ป กรงหสากราทัรารนิต อันเป็นไปเพื่อชีวิตที่เจริญ และ การอยู่ร่วมกันด้วยสันติ รรมซาติของกรรพถึง .รลพ 974-920180-9 ลิ: | 201800' ราคา 450 บาท บรรณาธิการ : ประเวศ วะสี ธรรมชาติ ของสรรพสิ่ง การเข้าถึงความจริงทั้งหมด สำนักงานพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติและวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

จิตใจ

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2004

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
คุยกับผู้อ่าน : ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสุข (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 315 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548)
25% Match
คุยกับผู้อ่าน : ยาม้าฆ่าคนบนถนน (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 140 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2533)
19% Match
คุยกับผู้อ่าน : นายแพทย์บุตร ประดิษฐวณิช (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 136 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2533)
15% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• ความตระหนักในศักยภาพตน

• การดำเนินชีวิต

history_eduหมวดหมู่

จิตใจ

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2004

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้