auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

นโยบายและแนวทางการวิจัยของชาติระยะยาว : ความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย

chrome_reader_modeคำอธิบาย

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

นโยบายและแนวทางการวิจัยของชาติระยะยาว ความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย โดย ศ.นพ.ประเวศ วะลี # นโยบายและแนวทางการวิจัยของชาติระยะยาว ความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย เลขามาตรฐานสากลประจำหนังสือ ๙๗๘-๙๗๔-๓๒๖-๔๖๒-๗ พิมพ์ครั้งที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๐ จำนวน ๓,๐๐๐ เล่ม จัดพิมพ์และเผยแพร่โดย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) รูปเล่ม วัฒนสินธุ์ สุวรัตนานนท์ พิมพ์ที่ โรงพิมพ์เดือนตุลา " ... เทฺว เม ภิกฺข เว อนฺตํ ... " ส่วนสุดทั้งสองภิกษุไม่ควรเสพ ธัมมจักกัปปวัตนสูตร " ... ตถาคตไม่เข้าใกล้ส่วนสุดทั้งสอง ตถาคตจะสอนทางสายกลาง เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงมี เพราะสิ่งนี้ไม่มีสิ่งนี้จึงไม่มี ... " อันตะหรือส่วนสุด หมายถึง ตายตัวสุดโต่ง (extremes) เมื่อสุดโต่งตายตัวก็ไม่มีทางไป นอกจากขัดแย้งแตกหักรุนแรง อำนาจคือความสุดโต่งตายตัว ไม่สามารถฝ่าความยากของความซับซ้อนไปได้ ทางสายกลางคือทางแห่งปัญญา มีแต่ปัญญาเท่านั้นที่จะฝ่าความยากไปได้ อนาคตของสังคมไทยคือการปรับจากสังคมแห่งอำนาจ ไปสู่สังคมแห่งปัญญา เอกสารประกอบการบรรยายนำ ในการประชุมเรื่อง "โครงสร้างนโยบายและแนวทางการวิจัยของชาติระยะยาว (๑๐ ปี)" วันเสาร์ที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๐ เวลา ๑๓.๓๐ น. ณ ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ สารบาญ ตอนที่ ๑ ความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทยใน ๑๐ ปี ข้างหน้า ๖ ๑. สังคมแห่งปัญญา ๘ ๒. การวิจัยสำหรับคนทั้งมวล - คนทั้งมวลเพื่อการวิจัย ๙ ๓. ความมุ่งมั่นร่วมกัน "ความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย" ๑๑ ๔. แนวคิดความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน ๑๓ ตอนที่ ๒ แนวทางการวิจัยเพื่อส่งเสริมความอยู่เย็นเป็นสุข ร่วมกันใน ๑๐ ปี ข้างหน้า ๑๘ ๑. การวิจัยและพัฒนายุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ๒. การวิจัยเพื่อสันติภาพและสันติวิธี ๒๑ ๓. การวิจัยเพื่อความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น ๒๒ ๔. การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพคน ๒๔ ๕. การวิจัยเพื่อความธรรมทางสังคม ๒๖ ๖. การวิจัยทรัพยากรของไทย ๒๗ ๗. การวิจัยเพื่อสร้างเศรษฐกิจสมดุลและพอเพียง ๒๘ ๘. การวิจัยเพื่อสร้างประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล ๒๙ ๙. การวิจัยเพื่อสร้างกองทัพหลังสมัยใหม่ ๓๐ ๑๐. การวิจัยเพื่อความเข้มแข็งทางวิทยาศาสตร์พื้นฐานและเทคโนโลยี ๓๑ ตอนที่ ๓ กลไกทางนโยบายการวิจัยของชาติ ๓๔ # ตอนที่ ## หลักสูตรท้องถิ่น ค้นคว้ากระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ของครู ภูมิปัญญา ผู้เรียน โครงการกำหนดพื้นที่ ผลิตของชำสายสุขภาพ (ภูตโรค) ความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย ใน ๑๐ ปี ข้างหน้า ๔ # ๑. สังคมแห่งปัญญา สัตว์เซลล์เดียวเช่นอะมีบาใช้การรับรู้ที่ผนังเซลล์เพื่อเคลื่อนไหว หลบหลีกจากสิ่งแวดล้อมที่อันตราย สัตว์ที่มีหลายเซลล์และมีขนาดใหญ่ขึ้น ต้องมีสมองที่ใหญ่ตามตัว เพื่อความอยู่รอด สังคมที่ใหญ่และซับซ้อนก็ต้องมีสมองหรือปัญญาที่รู้เท่าทันความ ซับซ้อนและจัดการตัวเองให้อยู่ในดุลยภาพได้ จึงจะมีความเป็นปรกติหรือ รอดพ้นจากวิกฤตการณ์ได้ สังคมทุกวันนี้มีหลายมิติ เชื่อมโยงกันหมดทั้งโลก เคลื่อนไหวเปลี่ยน แปลงโดยรวดเร็ว เป็นระบบที่ซับซ้อน (Complex system) ในระบบที่ซับ- ซ้อน ความโกลาหล (Chaos) เกิดขึ้นได้ง่าย และอาจจะเกิดจากเหตุน้อยนิด และอยู่ห่างไกล จนมองไม่เห็น แต่ส่งแรงกระเพื่อมเข้ามาในความเชื่อมโยง และทวีความแรงขึ้น แบบที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์ผีเสื้อกระพือปีก" ในสังคมที่ซับซ้อนสับสนและยากเช่นนี้ คงจะออกจากวิกฤตการณ์ ไม่ได้ ถ้าไม่ปรับตัวไปเป็นสังคมแห่งปัญญา แต่สังคมที่มีโครงสร้างทางดิ่ง อย่างสังคมไทย คือสังคมที่มีความสัมพันธ์กันด้วยอำนาจจากบนลงล่าง การจะปรับไปเป็นสังคมแห่งปัญญาเป็นเรื่องยากมาก เพราะสังคมชนิดนี้มี การเรียนรู้น้อย แต่มีการใช้อำนาจมากทั้งอำนาจรัฐและอำนาจเงิน ดังจะเห็น ได้ว่าไม่ว่าการพัฒนาใด ๆ ค่อนข้างติดขัดหรือล้มเหลว ทั้งเรื่องการเมือง สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม จนวุ่นวาย สับสน และรุนแรง ๕ ฉะนั้น ถ้าคิดว่าการวิจัยเป็นกระบวนการทางปัญญา คงจะต้องตอบ โจทย์ใหญ่ ว่าการวิจัยจะช่วยปรับเปลี่ยนสังคมแห่งอำนาจไปสู่สังคม แห่งการเรียนรู้และปัญญา เพื่อผ่านวิกฤตการณ์ไปสู่ความร่มเย็นเป็นสุขได้ อย่างไร นโยบายและแนวทางการวิจัยของชาติใน ๑๐ ปีข้างหน้าควรเป็น อย่างไร # ๒. การวิจัย ## สำหรับคนทั้งมวล - คนทั้งมวลเพื่อการวิจัย (Research for All – All for Research) มีผู้ปรารภนานแล้วว่า "การวิจัยคือวิถีชีวิต" เพราะวิถีชีวิตคือการเรียนรู้ และการวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ความจริงตามธรรมชาติ คือ ความเป็นอนิจจังหรือการเปลี่ยนแปลง มนุษย์จะต้องรู้ความจริง จึงจะอยู่รอดได้ การเรียนรู้ทำให้รู้ความจริง การ วิจัยคือการนำเอาสิ่งที่รับรู้มาวิเคราะห์ สังเคราะห์ เป็นความรู้ที่ชัดขึ้น สูงขึ้น ลึกขึ้น และทำให้ความรู้อยู่ในสภาพที่เหมาะกับการใช้งาน และประเมินการ ใช้ความรู้ว่าได้ผลมากน้อยเพียงใดเพื่อปรับตัวให้รู้ดียิ่งขึ้น และทำได้ดียิ่งขึ้น อย่างต่อเนื่อง ในสังคมปัจจุบันที่ซับซ้อน จะเข้าถึงความจริงได้ยากด้วยการรับรู้ เท่านั้น เพราะจะถูกหลอกให้เข้าใจผิดได้ง่าย ต้องสามารถแยกแยะอะไรจริง อะไรไม่จริงและวิเคราะห์สังเคราะห์ให้เกิดความรู้ที่ชัดขึ้น สูงขึ้น ลึกขึ้น จึงจะ เข้าถึงความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความซับซ้อนนั้น ๆ ฉะนั้น การเรียนรู้เพียงการรับรู้เท่านั้นจึงไม่พอ แต่ต้องสามารถวิจัยให้เข้าถึงความจริงภายใต้ความซับซ้อนอันเป็นปรกติวิสัยของโลกในปัจจุบัน การวิจัยจึงต้องเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ที่ไหนมีการเรียนรู้ที่นั่นมีการวิจัย การเรียนรู้เป็นวิถีชีวิต การวิจัยจึงต้องเป็นวิถีชีวิต หรือเป็นวัฒนธรรม ที่ชาติอ่อนแอทางปัญญาเพราะเราไปแยกการศึกษาและการวิจัยออกจากกันเป็นคนละกระบวนการ การศึกษามีมาก แต่การวิจัยมีน้อย เราจึงอ่อนแอทางปัญญา การวิจัยต้องเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ถ้าที่ไหนมีการศึกษาที่นั่นมีการวิจัย การวิจัยก็จะมีมากและช่วยให้เกิดความเข้มแข็งทางปัญญา มีตัวอย่างของชาวบ้านและชุมชนที่เมื่อวิจัยแล้วทำให้พ้นวิกฤต ลุงคำป่วน ที่อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ปลูกดอกไม้เมืองหนาวขายลุงแกมาดูที่สวนจตุจักรว่าดอกไม้อะไรขายได้และราคาเท่าไร ซึ่งอาจเรียกว่าวิจัยตลาด ในการปลูกลุงแกทำหลายวิธีเปรียบเทียบกันดูว่าวิธีไหนให้ผลคุ้มค่า (Cost - benefit) กว่า แกก็เลือกวิธีนั้นมาทดลองต่อไปและปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรียกว่าวิจัยตลอดเวลา ทำให้ลุงคำป่วนมีรายได้ดียิ่งนัก ลองนึกดูว่าถ้าแพทย์ทำอย่างลุงคำป่วน คือวิจัยว่าการตรวจรักษาอย่างใดให้ผลคุ้มค่า ผู้ป่วยและประเทศชาติจะได้ประโยชน์สักเพียงใด มีชุมชนที่สามารถทำวิจัยเรื่องของชุมชนเอง เช่น วิจัยรายรับรายจ่ายของชุมชน ทำให้ปรับพฤติกรรมการผลิตและการบริโภค หลุดพ้นจากความยากจนอย่างถาวร ชุมชนอย่างนี้กำลังมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ฉะนั้น ที่ว่าการวิจัยเป็นวิถีชีวิตนั้น ไม่เพียงแต่วิถีชีวิตทางปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่หมายถึงวิถีชีวิตขององค์กรต่าง ๆ ด้วย เช่น ชุมชน กรมกอง บริษัทโรงเรียน โรงงาน กองทัพ เป็นต้น จึงเรียกว่าเป็นการวิจัยเพื่อคนทั้งมวล และคนทั้งมวลเพื่อการวิจัย และการวิจัยก็จะเป็นวัฒนธรรม ฉะนั้น การที่การวิจัยจะก่อให้เกิดพลังทางปัญญาของชาติ ต้องไม่มองการวิจัยแบบแยกส่วน เป็นเรื่องจับจ้อยก๊อก ๆ แก็ก ๆ หรือเรื่องของบางส่วนบางคนเท่านั้น แต่การวิจัยเป็นเรื่องของทั้งหมด ๓. ความมุ่งมั่นร่วมกัน “ความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย” การจะทำอะไรๆ ให้มีพลังต้องสร้างความมุ่งมั่นร่วมกัน หากองค์กรหรือสังคมหรือประเทศมีความมุ่งมั่นร่วมกันแล้วจะเกิดพลังสร้างสรรค์มหาศาล ขณะนี้องค์กรและสถาบันต่าง ๆ ต่างก็มีวัตถุประสงค์ของตัวเองแยก ๆ กัน ขาดพลังขับเคลื่อนร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การศึกษาสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม การเกษตร ความยุติธรรม ตำรวจ ทหาร ศาสนาแต่ละเรื่องก็มองแบบแยกส่วน และทำแบบแยกส่วน ไม่มีพลังร่วม แม้เรื่องการวิจัย ถ้าเอาการวิจัยเป็นตัวตั้งก็จะมีการมองว่าเป็นเรื่องของคนพวกหนึ่งตนไม่เกี่ยว ฉะนั้น การที่จะทำให้การวิจัยมีพลัง ต้องหาตัวตั้งที่คนทั้งหมดเห็นร่วมกันและมีความมุ่งมั่นร่วมกัน แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนที่ ๑๐ ซึ่งเป็นผลจากวิวัฒนาการทางความคิดของคนไทยจำนวนมากร่วมกันมาเป็นเวลานานพอสมควร ว่าเป็นแผนเพื่อ “ความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย” ๑๑ ๑๐ ๑๓ น่าจะเป็นตัวตั้งที่ทุกภาคส่วนร่วมกันได้ ไม่มีภาคส่วนใด ๆ ในสังคม ที่ไม่เกี่ยวกับการสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็น เรื่องเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม การเกษตร ความยุติธรรม ตำรวจ ทหาร ศาสนา ฯลฯ ล้วนเกี่ยวข้องกับความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันใน สังคมไทยทั้งสิ้น ควรสังเกตว่า แผนฯ ๑๐ เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เดิมแผนพัฒนาการเศรษฐกิจเอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง ต่อมาก็เติมคำ ว่าสังคม แต่ตัวตั้งก็ยังเป็นเศรษฐกิจ แผนฯ ๘ ว่าเอาคนเป็นตัวตั้ง แต่ในแง่ ปฏิบัติก็ยังเอาวัตถุเป็นตัวตั้ง มาแผนฯ ๑๐ นี้เอาความอยู่เย็นเป็นสุขเป็นตัว ตั้งเสียเลย และมีคำว่า “ร่วมกัน” อยู่ด้วย ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะการพัฒนาในโลกทุกวันนี้เป็นการพัฒนาแบบทอดทิ้งกันและทอดทิ้ง สิ่งแวดล้อม คำว่า “ร่วมกัน” หมายถึงวิถีชีวิตร่วมกัน (Living together) ซึ่ง ย่อมต้องหมายถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติทั้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์และ ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม จริง ๆ แล้วมนุษย์ไม่มีทางเลือกอื่นอย่างลงตัว ได้เลยนอกจากไปให้ถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ฉะนั้น ทุกภาคส่วนในสังคมควรมีความมุ่งมั่นร่วมกันที่เป้าหมาย ของแผนฯ ๑๐ คือ “ความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย” ซึ่งควรพยายาม ทำให้ได้ภายใน ๑๐ ปีข้างหน้า การวิจัยใน ๑๐ ปีข้างหน้า ก็คือการวิจัยที่จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุ เป้าหมาย “ความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย” ๔. แนวคิด “ความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย” ถ้าทำความชัดเจนว่า “ความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย” คืออะไร และขึ้นกับปัจจัยอะไร ก็สามารถนำไปทำแผนพัฒนาและแผนการ วิจัยได้ แนวคิดอาจมีหลายรูปแบบ ในที่นี้จะนำเสนอ ๕ รูปแบบ คือ ๔.๑ แนวคิดความอยู่เย็นเป็นสุขตามแผนฯ ๑๐ แผนฯ ๑๐ มองว่าความอยู่เย็นเป็นสุขหมายถึงสภาวะที่คนมี คุณภาพชีวิตที่ดี ดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพทั้งจิต กาย ปัญญา ที่เชื่อมโยง กับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างเป็นองค์รวม และสัมพันธ์กันได้ ถูกต้องดีงาม นำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างคนกับคน และอยู่ร่วม กันอย่างสมดุลระหว่างคนกับธรรมชาติแวดล้อม มีองค์ประกอบสำคัญ ๖ ประการ ที่เป็นปัจจัยพื้นฐานในการสร้างความสุข คือ ๑. การมีสุขภาวะที่ดี ๒. ครอบครัวอบอุ่น ๓. ชุมชนเข้มแข็ง ๔. เศรษฐกิจที่เข้มแข็งและเป็นธรรม ๕. สภาพแวดล้อมดี ๖. สังคมประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาล ๔.๒ แนวคิดความอยู่เย็นเป็นสุข คือ “ดุลยภาพ” ดุลยภาพ คือ การที่องค์ประกอบทุกอย่างเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน อย่างถูกต้องแล้วเกิดความสมดุล ทำให้เกิดความเป็นปรกติและความยั่งยืน สุขภาวะเกิดจากความเป็นปรกติและความยั่งยืน ๑๒ ๑๓ ๑๔ ดุลยภาพต้องมีทั้งภายในตัวเองและกับภายนอก ประเทศไทยตั้งอยู่ ในกระแสโลกาภิวัตน์อันเชี่ยวกราก ซึ่งอาจชัดให้ประเทศไทยล้มทั้งยืน นั่น คือเสียดุลยภาพอย่างยิ่งและไม่สามารถรักษาความเป็นปรกติสุขได้ การจะ รักษาดุลยภาพกับโลกได้เราจึงต้องมีความสามารถสูงที่จะเข้าใจโลกและมี สมรรถนะในการเผชิญกับภัยคุกคามในรูปต่าง ๆ ดุลยภาพในตัวเองขึ้นกับความสัมพันธ์อย่างถูกต้องระหว่างคน สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม หรือเรียกว่ามีความเป็นธรรมทางสังคม ความเป็นธรรมทางสังคมทำให้มีสุขภาวะ การขาดความเป็นธรรม ทำให้เกิดความระส่ำระสาย ความขัดแย้ง ความรุนแรง หรือมิคสัญญีกลียุค การจะมีความเป็นธรรมทางสังคม คนต้องมีจิตสำนึกทางศีลธรรม และมีกลไกของรัฐที่ส่งเสริมความเป็นธรรม พระปฐมบรมราชโองการที่ว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" นั้น ชี้ ให้เห็นว่า ประโยชน์สุขของมหาชน จะเกิดขึ้นต่อเมื่อแผ่นดินมีธรรมครอง ธรรมคือความถูกต้อง ๑๕ ## ๔.๓ แนวคิดความอยู่เย็นเป็นสุข คือ "ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์" ศักดิ์ศรีและคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์เป็นเรื่องสำคัญที่สุด การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนคือ ศีลธรรมพื้นฐานของสังคม และเป็นรากฐานของสิ่งดีงามทั้งปวง เช่น ประชา- ธิปไตย สิทธิมนุษยชน สิทธิสตรี สิทธิเด็ก สิทธิคนพิการ สิทธิผู้สูงอายุ สิทธิ คนขายของ ความเป็นธรรมทางสังคม ถ้าคนมีสำนึกในศักดิ์ศรีและสิทธิ ความเป็นมนุษย์ของตนจะมีความสุขอย่างลึกล้ำ และถ้าสังคมเคารพศักดิ์ศรี และคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกันจะนำไปสู่ความเป็น ธรรมทางสังคม ทำให้เกิดความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน ฉะนั้น การพัฒนาทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม การเมือง ต้องมีการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนทุกคน เป็นตัวตั้ง ## ๔.๔ แนวคิดความอยู่เย็นเป็นสุข คือ "สันติภาพ" สันติภาพหรือสันติภาวะคือสภาวะสงบ ไร้ความรุนแรง ไร้สงคราม สงครามและความรุนแรงทำให้ขาดสุขภาวะและขาดโอกาสในการพัฒนา ความรุนแรงอย่างโจ่งแจ้ง เช่น การใช้อาวุธทำร้ายกัน การฆ่า สงคราม แต่มี ผู้เรียกความยากจนและความอยุติธรรมในสังคมว่าเป็นความรุนแรงอย่างเงียบ ก็มี ความยากจนและความอยุติธรรมในสังคมก่อให้เกิดความตายและความ ทุกข์ให้แก่ประชาชนจำนวนมากกว่าที่เกิดจากสงครามหลายเท่า ความขัดแย้งมีเป็นธรรมดาในทุกสังคม สังคมต้องมีความสามารถ ในการคลี่คลายความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ป้องกันไม่ให้ลุกลามไปเป็นความ รุนแรง ยุคปัจจุบันซึ่งเป็นอารยธรรมวัตถุนิยมบริโภคนิยมเงินนิยม มีความ ขัดแย้งและความรุนแรงมากขึ้น บ่อนทำลายการอยู่ร่วมกันด้วยความสุข สงครามในตะวันออกกลางเกิดจากคู่ขัดแย้งขนาดใหญ่ ซึ่งบางคนเรียกว่า เป็นสงครามทางอารยธรรม ซึ่งมีขอบเขตกว้างขวาง อันอาจดึงประเทศอื่น รวมทั้งประเทศไทยเข้าไปสู่ความขัดแย้งและสงครามได้ ความรุนแรงใน รูปที่ ๑ ประเทศไทยอยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์ อันเชี่ยวกราก ซึ่งอาจชัดให้เราล้มทั้งยืนได้ จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งยังแก้ไขไม่ได้ เป็นตัวอย่างของการขาดความ อยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันเพราะขาดสันติภาพ สันติภาพคือความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน ก็เป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่ สามารถเชื่อมโยงกับแนวคิดความอยู่เย็นเป็นสุขอื่น ๆ ได้ทั้งหมด แต่ดึงเรื่อง สันติภาพและสันติวิธีขึ้นมาให้เด่น เพราะสังคมในยุคเปลี่ยนผ่านไปหาจุด ลงตัวใหม่นี้ จะต้องผ่านความเสียดทานสูง ถ้าสังคมมีสมรรถนะในสันติวิธี การเปลี่ยนผ่านก็จะเจ็บปวดน้อยลง ๔.๕ แนวคิดความอยู่เย็นเป็นสุข คือ “ประชาสังคม" โครงสร้างของสังคมกำหนดคุณสมบัติของสังคม สังคมที่มีความสัมพันธ์ทางดิ่ง (Vertical relationship) คือความ สัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจข้างบนกับผู้ไม่มีอำนาจข้างล่าง ผู้คนจะขาดความ เสมอภาค และภราดรภาพ ไม่สามารถรวมตัวร่วมคิดร่วมทำได้ มีการเรียนรู้ (ก) ความสัมพันธ์ด้วย อำนาจทางดิ่ง (ข) ความสัมพันธ์ด้วยความเสมอภาค และภราดรภาพทางราบ รูปที่ ๒ สังคมทางดิ่ง (ก) และสังคมทางราบ (ข) น้อยมีการใช้อำนาจมาก ผู้คนมีพฤติกรรมเบี่ยงเบน ในสังคมทางดิ่ง เศรษฐกิจจะไม่ดี การเมืองไม่ดี และศีลธรรมจะไม่ดี ทำอย่างไร ๆ ก็ไม่ดี ถึงมี การเลือกตั้งประชาธิปไตยก็ไม่เกิด เพราะสังคมยังสัมพันธ์กันด้วยอำนาจ สังคมที่มีความสัมพันธ์ทางราบ (Horizontal relationship) คือ สังคมที่มีความเสมอภาค ผู้คนสามารถเข้ามารวมตัวร่วมคิดร่วมทำด้วย ภราดรภาพ สังคมที่มีความสัมพันธ์ทางราบที่เรียกว่ามีความเป็น "ประชา สังคม" (Civil Society) เศรษฐกิจจะดี การเมืองจะดี และศีลธรรมจะดี แท้ ที่จริงประชาสังคมคือประชาธิปไตย เพราะมีความเสมอภาค ภราดรภาพ และมีส่วนร่วม โครงสร้างทางดิ่งทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมทางสังคม ฉะนั้นภาย ใต้โครงสร้างอย่างนี้ จะพัฒนาเศรษฐกิจและศีลธรรมอย่างไร ๆ ก็แก้ความ ยากจนและสร้างสังคมศีลธรรมไม่ได้ เพราะความยากจนเกิดจากความ อยุติธรรมในสังคม ภายใต้โครงสร้างทางดิ่งจึงไม่มีทางสร้างความอยู่เย็น เป็นสุขร่วมกัน การปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมจากโครงสร้างทางดิ่งไปสู่ โครงสร้างทางราบหรือประชาสังคม จึงจำเป็นต่อการสร้างประชาธิปไตย และความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน แนวคิดความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันคงจะมีแบบอื่น ๆ อีก ที่กล่าวมา ๕ แบบ ก็มีอะไรที่เชื่อมโยง ทับซ้อน และเสริมกัน แต่เป็นการดึงบางแง่มุมให้ เด่นขึ้น แต่ละแบบที่กล่าวมาเพียงย่นย่อ อาจนำไปขยายความได้อีกมาก จากการผสมกันทั้ง ๕ แบบ นำไปสู่หัวข้อใหญ่ ๆ ของแนวทางการพัฒนาและ การวิจัยในระยะ ๑๐ ปีข้างหน้าดังที่จะกล่าวถึงในตอนที่ ๒ ๑๗ ๑๖ # ตอนที่ ๒ แนวทางการวิจัย เพื่อส่งเสริมความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน ใน ๑๐ ปีข้างหน้า ๒๑ เรื่องนี้เป็นการวิจัยที่ใหญ่และต้องอาศัยนักวิจัยจากหลายสาขาที่ เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย และอาจต้องมีสถาบันวิจัยที่ว่าด้วยเรื่องนี้เป็น เครื่องมือ ๒. การวิจัย เรื่องสันติภาพและสันติวิธี จากแนวคิดความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน ที่กล่าวถึงในตอนที่ ๑ ข้อ ๔ ข้างต้น สามารถนำมาเป็นเรื่องที่ควรพัฒนาและวิจัยใหญ่ ๆ ๑๐ เรื่อง ดังต่อ ไปนี้ ## ๑. การวิจัยและพัฒนายุทธศาสตร์ชาติ ในกระแสโลกาภิวัตน์ที่มีผลกระทบเข้ามาถึงประเทศไทยได้อย่าง รุนแรงและรวดเร็ว เพื่อความสัมพันธ์กันอย่างไม่เสียดุล เราต้องมีความ รอบรู้และรู้เท่าทันเกี่ยวกับสถานการณ์ในโลกทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเงิน การเมือง การทหาร วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี กฎหมาย การฑูต การ ดำเนินการขององค์กรระหว่างประเทศในด้านต่าง ๆ เพื่อนำมาวางยุทธศาสตร์ ชาติ ไม่ให้เราเสียเปรียบหรือป้องกันผลกระทบทางลบ แต่เพิ่มโอกาสในด้านดี การวิจัยเรื่องนี้ต้องทำอย่างเข้มแข็งและทันการ มิฉะนั้นจะตกเป็น ฝ่ายถูกกระทำจากเรื่องที่เกิดขึ้นในโลก หรือทำให้เราก้าวผิดถูกดึงเข้าไปสู่ ความขัดแย้งที่ดึงอันตรายมาสู่ประเทศของเรา ในขณะที่มีความขัดแย้งในเรื่องต่าง ๆ เต็มไปหมด ประเทศมี สมรรถนะในการแก้ความขัดแย้งด้วยสันติวิธีน้อยมาก ประเทศแคนาดาซึ่ง เล็กกว่าไทย มีศูนย์จัดการความขัดแย้งในมหาวิทยาลัยถึง ๑๐ แห่ง รวมทั้งมี กลไกการจัดการความขัดแย้งอื่น การแก้ความขัดแย้งด้วยสันติวิธียังรวมถึง ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative justice) ด้วย ถ้าเราไม่วิจัยสร้างความรู้และทักษะในการแก้ความขัดแย้งด้วย สันติวิธี รวมทั้งการส่งเสริมสันติภาพ บ้านเมืองจะติดขัด ขัดแย้ง ปะทะ รุนแรง หรือถูกดึงเข้าสู่สภาวะสงครามได้ การวิจัยเรื่องสันติภาพและสันติวิธีจึงมีความจำเป็นต่อความอยู่เย็น เป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย ๒๐ ๓. การวิจัย เพื่อความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น (แนวคิดเรื่องสร้างพระเจดีย์จากฐาน) การที่เราทำอะไรไม่สำเร็จล้มแล้วล้มอีก เพราะว่าเรา "สร้างพระเจดีย์จากยอด" อะไร ๆ ที่สร้างจากยอดโดยไม่มีฐานก็จะต้องพังลง ๆ ประชาธิปไตยเราก็สร้างแต่ข้างบน แล้วก็ล้มลุกคลุกคลาน เศรษฐกิจเราก็สร้างข้างบน และใช้คำพูดว่าให้มันกระเด็นลงข้างล่าง (Trickle down) แล้วก็วิกฤตซ้ำซาก แก้ความยากจนไม่ได้ ดังที่มีคนพูดว่าจนอย่างดักดาน การศึกษาก็เช่นเดียวกัน ที่ไม่ได้ช่วยให้ชาติเข้มแข็งทางปัญญาได้ทัน การ การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมก็ไม่สำเร็จ ป่าไม้ถูกทำลายไปจนเกิดปรากฏการณ์แห้งแล้งและน้ำท่วมมากขึ้นและบ่อยขึ้น วัฒนธรรมก็สนใจแต่ วัฒนธรรมข้างบนไม่สนใจวัฒนธรรมข้างล่าง เลยไม่สามารถใช้วัฒนธรรมสร้างความเข็มแข็งให้เศรษฐกิจสังคมสิ่งแวดล้อม มีปัญหาเรื้อรังเรื่องความขัดแย้งระหว่างระบบราชการรวมศูนย์กับวัฒนธรรมท้องถิ่น อาการของความขัดแย้งมีหลายอย่าง อย่างหนึ่งคือปัญหาความรุนแรงที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ฯลฯ การสร้างพระเจดีย์ต้องสร้างจากฐาน ถ้าฐานพระเจดีย์แข็งแรง ก็จะรองรับองค์และยอดพระเจดีย์ให้แข็งแรงมั่นคงและสง่างาม ฐานของสังคมคือชุมชนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานของการพัฒนาทุกชนิดทั้งประชาธิปไตย เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ ควรวิจัยส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นเข็มแข็งทุกด้าน และให้การพัฒนาทุกด้านเชื่อมโยงและเกื้อกูลกันกับความเข็มแข็งของชุมชนท้องถิ่น รูปที่ ๓ ชุมชนท้องถิ่นเปรียบประดุจฐานของพระเจดีย์ การพัฒนาทุกชนิดต้องเชื่อม กับฐาน ยอดพระเจดีย์คือศีลธรรม ความดี ความงาม เมื่อชุมชนท้องถิ่นหรือฐานของสังคมแข็งแรงแล้ว จะช่วยให้สังคมทั้งสังคมอยู่ในดุลยภาพได้ง่าย เพราะฉะนั้นในเป้าหมาย "ความอยู่เย็นเป็นสุข ร่วมกันในสังคมไทย" จะขาดการวิจัยเพื่อความเข็มแข็งของชุมชนท้องถิ่นไม่ได้เลย สิ่งที่น่าทำมากคือการพัฒนาอย่างบูรณาการทั้งจังหวัดโดยมีชุมชนท้องถิ่นเป็นฐาน และมีมหาวิทยาลัยอย่างน้อยหนึ่งแห่งเข้าร่วมวิจัย อย่างที่เรียกว่าหนึ่งมหาวิทยาลัยต่อหนึ่งจังหวัด ๒๓ ๒๒ ๒๕ # ๔. การวิจัย เพื่อพัฒนาคุณภาพคน การที่จะมีความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันได้ คนจะต้องมีคุณภาพสูง มี มนุษย์สำนึกแห่งความถูกต้องและการอยู่ร่วมกันอย่างแข็งแรงพอที่จะไม่ ถูกอำนาจเงินชัดขาดให้ล้มระเนระนาดทางศีลธรรม เคารพศักดิ์ศรีความ เป็นมนุษย์ สามารถสร้างสรรค์ประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล ประกอบ สัมมาชีพ สามารถเรียนรู้อย่างได้ต่อเนื่อง ในยุคสมัยแห่งความซับซ้อนและสับสน คงจะไม่มีทางออกจาก วังวนแห่งวิกฤตการณ์ ถ้าประเทศไทยไม่เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ถ้าทุก คนในทุกภาคส่วนของสังคมมีกระบวนการเรียนรู้ที่ดีที่เหมาะสมกับวัยและ สอดคล้องกับลักษณะหรือความถนัดเฉพาะตัว สังคมทั้งหมดจะเป็นสังคม แห่งปัญญา หรือสังคมอุดมปัญญา เช่น (๑) เด็กปฐมวัยในทุกครอบครัวมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี (๒) ผู้เรียนในสถานศึกษาทั้งหมดมีกระบวนการเรียนรู้ที่ดี (๓) คนในชุมชนทั้ง ๘ หมื่นหมู่บ้าน ๘ พันตำบลมีการเรียนรู้ที่ดี (๔) คนในองค์กรทุกชนิดมีการเรียนรู้ที่ดี (๕) ผู้ใช้แรงงาน ผู้สูงอายุ คนพิการ คนชายขอบ และคนกลุ่มอื่นใด มีการเรียนรู้ที่ดี ทั้ง ๕ ข้อข้างต้นน่าจะครอบคลุมทุกคนในทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อให้สมกับคำว่า "การศึกษาสำหรับคนทั้งมวล" (Education for All) หรือการเรียนรู้ที่ดีสำหรับคนทั้งมวล เมื่อคนทั้งมวลที่ไหนมีการเรียนรู้ที่ดี สังคมที่นั่นก็จะเป็นสังคมแห่งปัญญา ซึ่งถ้ากล่าวโดยพื้นที่ก็เช่น (๑) ทุกตำบลเป็นตำบลแห่งปัญญา (๒) ทุกเทศบาลเป็นเทศบาลแห่งปัญญา (๓) ทุกเมืองเป็นเมืองแห่งปัญญา (๔) ทุกจังหวัดเป็นจังหวัดแห่งปัญญา (๕) กรุงเทพฯ เป็นมหานครแห่งปัญญา เป็นต้น ควรจะร่วมกันแสวงหาและพัฒนาการเรียนรู้ที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดย เข้าใจว่าการเรียนรู้ไม่ได้มีแต่การท่องหนังสือเท่านั้น แต่มนุษย์มีการรับรู้ทุก ทางอายตนะอย่างหลากหลาย เช่น จากการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและ สิ่งแวดล้อม จากการเล่น จากกิจกรรม จากการทำงาน จากการรับรู้ข้อมูล ข่าวสารทางสื่อต่าง ๆ เช่น การอ่าน ทางวิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต ศิลปะเป็นสิ่งเร้าการเรียนรู้และการหลอมรวมใจ สติและสมาธิเป็น เครื่องช่วยการรับรู้ให้ตรงต่อความเป็นจริงและเข้าถึงปัญญา กระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรือการวิเคราะห์สิ่งที่รับรู้ให้รู้ความ จริงที่ตรงและลึกมากขึ้น ควรจะอยู่ในการเรียนรู้ทุกเรื่อง ไม่ใช่มีเฉพาะใน วิชาวิทยาศาสตร์เท่านั้น เป็นต้น นอกจากกระบวนการเรียนรู้แล้ว ทุกพื้นที่ควรสนใจจัดการแหล่ง เรียนรู้ เช่น การมีห้องสมุดชุมชนในทุกหมู่บ้าน อินเตอร์เน็ตชุมชน พิพิธภัณฑ์ ชุมชน วิทยุชุมชน เป็นต้น การส่งเสริมการอ่านให้เป็นวัฒนธรรม และการมีหนังสือดี ๆ ให้ อ่านกันได้อย่างทั่วถึง เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการพัฒนาปัญญาของชาติ การมีนโยบายและวิธีการส่งเสริมให้วิทยุและโทรทัศน์มีรายการที่ประเทือง ปัญญามากขึ้น การส่งเสริมให้มีการสร้างวรรณกรรม ละคร ภาพยนตร์ที่ดี ที่ ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง จะเป็นการพัฒนาสติปัญญาของคนทั้งชาติ โดยรวดเร็ว ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องยากแต่ต้องทำให้ได้ ต้องอาศัยการสร้างเป้า- หมายและวิสัยทัศน์ร่วมกันของคนทั้งชาติในการวิจัยและการจัดการความรู้ ขนาดใหญ่ ๒๔ ๒๕ ๒๗ # ๕. การวิจัย เพื่อความเป็นธรรมทางสังคม ความเป็นธรรมทางสังคมเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับความ สามัคคีของคนในชาติ ความสงบ และความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน สังคมต้อง มีจิตสำนึกเรื่องความเป็นธรรมทางสังคม แล้วทำความเข้าใจในเรื่องความ เป็นธรรมในทุกด้าน เช่น * ความเป็นธรรมในการเข้าถึงทรัพยากร ถ้ามีการเข้าถึงทรัพยากร อย่างเป็นธรรม คนจะไม่ยากจนและสามารถรักษาและเพิ่ม ทรัพยากรได้ * ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ระบบเศรษฐกิจที่เอื้อรายใหญ่ มากกว่ารายย่อย ความแตกต่างทางเศรษฐฐานะที่ห่างมากเกินไป ทำให้ช่องว่างระหว่างอำนาจใหญ่มากนำไปสู่ความไม่เป็นธรรม นานาชนิด อาชญากรรมทางสังคม และอาชญากรรมทางการเมือง * ความเป็นธรรมทางกฎหมาย ขณะนี้มีกฎหมายที่ไม่ยุติธรรมต่อ คนจนมาก * ความเป็นธรรมทางการปกครอง การปกครองที่รวมศูนย์ อำนาจ ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม * ความเป็นธรรมทางการศึกษา * ความเป็นธรรมเรื่องสวัสดิการสังคม * ความเป็นธรรมทางสาธารณสุข * ความเป็นธรรมต่อสตรี คนพิการ คนชายชอบ ผู้ด้อยโอกาส ต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นต้น ระบบความยุติธรรมเป็นระบบใหญ่ที่ซับซ้อน ซึ่งต้องใช้การวิจัยเป็น อย่างมากเพื่อปฏิรูประบบความยุติธรรม # ๖. การวิจัยทรัพยากรของไทย หลักใหญ่ของการสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขคือการจัดการการใช้ ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ฉะนั้นจึงต้องมี การวิจัยให้ทราบสถานภาพ แนวโน้ม และการใช้อย่างถูกต้อง ต้องรวม ทรัพยากรหรือทุนทุกชนิดทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม เช่น ทรัพยากรคน ทรัพยากรธรรมชาติ โครงสร้างต่าง ๆ องค์กร ทุนทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรม ความรู้ ซึ่งรวมถึงความรู้ในตัวคนและเทคโนโลยีต่าง ๆ ด้วย การวิจัยเกี่ยวกับทรัพยากรที่เป็นคนนั้น ถ้าทำด้วยการเปลี่ยนมุม มองใหม่จากการมองว่าผู้คนบางกลุ่มเป็นภาระ (Burden) แต่มองว่าเป็น ทรัพยากรหรือทุน (Asset) เช่น ผู้สูงอายุและคนพิการ จะทำให้เรามองว่า ในผู้สูงอายุก็ดี คนพิการก็ดี มีความรู้ความสามารถอะไรบ้าง และจะทำ ประโยชน์ได้อย่างไร อันจะทำให้เกิดพลังใจและพลังสร้างสรรค์ ถ้ามองว่าทุกคนมีศักดิ์ศรี มีคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ และมี ศักยภาพในการสร้างสรรค์ สังคมจะมีพลังสร้างสรรค์มหาศาล รูปธรรมใน เรื่องนี้คือการเคารพความรู้ในตัวคน ความรู้ไม่ได้มีแต่ในตำราเท่านั้น แต่ใน ทุกคนมีความรู้อยู่ในตัวที่ได้มาจากการทำงานและประสบการณ์ชีวิต ถ้าเรา เคารพความรู้ในตัวคน คนทุกคนจะกลายเป็นมีเกียรติ และมีส่วนร่วมในการ สร้างสรรค์ ควรมีการทำแผนที่มนุษย์ (Human mapping) ในทุกพื้นที่ ว่า ใครมีความรู้ความถนัดในเรื่องอะไรบ้าง แล้วนำมาใส่ไว้ในระบบข้อมูลทาง อิเล็คทรอนิกส์ที่ทุกคนเข้าถึงได้ การวิจัยแผนที่มนุษย์ดังกล่าวจะสร้างความ ภูมิใจและกำลังใจให้คนทั้งแผ่นดิน เกิดแหล่งเรียนรู้ทั่วประเทศ และเป็นฐาน ของเศรษฐกิจ วัฒนธรรม อันกว้างกว้างใหญ่ไพศาล ทุกพื้นที่ เช่น ตำบล อำเภอ จังหวัด ควรวิจัยให้ทราบว่าในพื้นที่ของ ตนมีทรัพยากรอะไรอยู่บ้าง และจะจัดการเพื่อการอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันได้ อย่างไร ๒๖ ๒๙ # ๗. การวิจัย เพื่อสร้างเศรษฐกิจสมดุลและพอเพียง เศรษฐกิจสมดุลและพอเพียงเป็นปัจจัยให้เกิดการอยู่เย็นเป็นสุข ร่วมกัน เศรษฐกิจสมดุลและพอเพียงขึ้นกับหลักสำคัญ ๓ ประการ คือ ## ๑. การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ## ๒. ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง ## ๓. เศรษฐกิจมหภาคเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจชุมชนอย่างเกื้อกูลกัน สัมมาชีพหมายถึงอาชีพที่ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม มีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่จะขจัดอบายมุขต่าง ๆ ออกไป เช่น การลัก ขโมย การพนัน ยาเสพติด และก่อให้เกิดความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน ทุก พื้นที่ควรพยายามสร้างสัมมาชีพให้เต็มพื้นที่ ทุกฝ่ายสนับสนุนให้มีสัมมาชีพ เต็มพื้นที่ ทั้งทางฝ่ายนโยบาย ฝ่ายวิชาการ และการศึกษา ฝ่ายการเงินการคลัง ฝ่ายกฎระเบียบภาครัฐ ฝ่ายธุรกิจ และฝ่ายการพระศาสนา เพราะนี่คือการ พัฒนาศีลธรรมที่ใหญ่ที่สุด ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งจะช่วยให้เกิดความสมดุล เศรษฐกิจชุมชน และเศรษฐกิจท้องถิ่นต้องเกื้อกูลกัน และเป็นปราการที่ป้องกันไม่ให้ทุนขนาด ใหญ่เข้ามาทำลายให้เสียสมดุล เศรษฐกิจมหภาคกับเศรษฐกิจชุมชนควรจะเชื่อมโยงอย่างเกื้อกูลกัน จะทำให้เกิดความแข็งแรงและมั่นคงไปด้วยกัน เศรษฐกิจมหภาคที่ไม่เชื่อม- โยงกับฐานเศรษฐกิจชุมชน คิดแต่พึ่งตลาดภายนอกอย่างเดียว จะสุ่มเสี่ยง รูบวาบ และวิกฤต ได้ง่าย เชื่อมโยงไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองอยู่บ่อย ๆ เรื่องที่กล่าวข้างต้นยังมีผู้เข้าใจน้อย ต้องการการวิจัยและการเรียนรู้ ร่วมกัน เพื่อทำให้เกิดเศรษฐกิจสมดุลและพอเพียง เพื่อสังคมไทยจะ สามารถพัฒนาจากพื้นฐานที่เป็นธรรมและแข็งแรง # ๘. การวิจัยเพื่อ สรรค์สร้างประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล ประเทศไม่สามารถก้าวหน้าไปได้โดยปราศจากประชาธิปไตยที่แท้- จริงและธรรมาภิบาล ท่ามกลางการขาดจิตสำนึกและโครงสร้างที่เป็น ประชาธิปไตย เพียงแต่การเลือกตั้งก็ไม่ทำให้เกิดประชาธิปไตย เป็นแต่เพียง การต่อสู้เพื่อเอาชนะกันโดยมีการใช้อำนาจเงินและอำนาจรัฐมากกว่าความรู้ และความถูกต้อง ฉะนั้นจึงมีการวิจัยเพื่อสรรค์สร้างประชาธิปไตยและ ธรรมาภิบาล ควรสร้างความเข้าใจว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงประกอบด้วย อะไรบ้าง เช่น * มโนธรรมสำนึกต่อส่วนรวม และความถูกต้อง * การถกเถียงกันด้วยเหตุผลและสันติ * ความเสมอภาค และการรวมตัวกันทำกิจกรรมสาธารณะที่เรียก ว่ามีความเป็นประชาสังคม * ประชาชนมีบทบาทในการกำหนดนโยบายและตรวจสอบการใช้ อำนาจรัฐทุกระดับ * มีความเข้มแข็งของประชาธิปไตยชุมชน และประชาธิปไตยท้องถิ่น เป็นต้น ๒๘ ๒๙ การปฏิรูปภาครัฐให้มีประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลเป็นเรื่องใหญ่ และยาก แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำ ถ้าสังคมไทยจะหลุดพ้นไปสู่วิกฤตและ ธรรมาภิบาลได้ การปฏิรูปด้วยอำนาจคงจะทำได้ยาก เพราะภาครัฐนั้นมี อำนาจสูงสุดอยู่แล้ว แต่เป็นอำนาจที่ไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลง จึง ต้องการการวิจัยและจัดการความรู้ให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ เพื่อ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตัวเอง (Personal transformation) ในองค์กร (Organizational transformation) และในสังคม (Social transformation) ประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีการเปลี่ยน แปลงขั้นพื้นฐานใน ๓ ระดับดังกล่าวมา การวิจัยและการพัฒนาทุกเรื่องต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้น พื้นฐานทั้ง ๓ ประการนั้น จึงจะเกิดการอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน ๙. การวิจัย เพื่อสร้างกองทัพหลังสมัยใหม่ คำว่ากองทัพหลังสมัยใหม่ (Postmodern) ผมเอามาจากอาจารย์ ปณิธาน วัฒนายากร กองทัพเป็นทรัพยากรอันมโหฬารของชาติ ถ้ากองทัพ ไม่เข้ามาเล่นการเมือง ไม่ถูกแทรกแซงทางการเมือง และมีความเป็นทหาร อาชีพ จะมีความหมายต่อประชาธิปไตยและความเข้มแข็งของประเทศมาก หากกองทัพเข้ามายุ่งเกี่ยวกับอำนาจทางการเมืองหรือถูกแทรกแซงทางการ เมือง กองทัพจะแตกแยกอ่อนแอ และไม่สามารถพัฒนาเป็นทหารอาชีพได้ ๑๐. การวิจัยเพื่อความเข้มแข็ง ทางวิทยาศาสตร์พื้นฐานและเทคโนโลยี สังคมสมัยใหม่มีความเชื่อมโยงสลับซับซ้อนและเคลื่อนไหวเปลี่ยน แปลงอย่างรวดเร็ว ยากที่จะรักษาดุลยภาพในตัวเองและกับโลก ถ้ากองทัพ เทอะทะโบราณล้าหลังย่อมไม่สามารถร่วมสร้างสรรค์หรือถึงกับตกเป็น ภาระของประเทศชาติได้ เช่นเดียวกับสถาบันสงฆ์ที่ยากที่จะปฏิรูปตัวเองได้ ภายในสภาพที่ปิดอยู่กับตัวเอง นอกจากจะเปิดให้สังคมมีส่วนร่วม และ สังคมต้องมีจิตสำนึกว่ากองทัพเป็นสถาบันหรือทรัพยากรที่สำคัญของสังคม ซึ่งต้องช่วยกันให้สามารถปรับแนวคิด โครงสร้าง และภารกิจ ให้เป็นกองทัพ หลังสมัยใหม่ ว่องไว ปราดเปรื่องทางปัญญาและกำลัง ที่จะเผชิญปัญหา สมัยใหม่อันซับซ้อนและสร้างสรรค์สังคมที่เข้มแข็งดีงามเพื่อการอยู่เย็น เป็นสุขร่วมกัน ในการปรับกองทัพไปสู่การเป็นกองทัพหลังสมัยใหม่อาจทำได้ ด้วยอำนาจ แต่ด้วยการวิจัยที่สร้างความรู้และเรียนรู้ร่วมกันทุกฝ่ายไปพร้อม กัน ปีหนึ่ง ๆ เราขาดดุลทางเทคโนโลยีกับต่างชาติหลายหมื่นหรืออาจ กว่าแสนล้านบาท เพราะเราใช้แต่ทำเองไม่ได้ งานทางวิศวกรรมที่ยากเราก็ ต้องจ้างที่ปรึกษาต่างชาติด้วยอัตราสูงมาก ควรจะสำรวจว่าเราขาดดุล เทคโนโลยีเรื่องอะไรบ้าง แล้วพยายามพัฒนาความสามารถในเรื่องนั้น ๆ โดยเร่งด่วน โครงการใหญ่เป็นพันหรือหมื่นล้านบาทควรมีมาตรการว่าต้อง ๓๑ ๓๐ ๓๓ ใช้งบประมาณด้วยสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์ของโครงการเพื่อการวิจัยและการ พัฒนากำลังคน คงจะไม่ยากที่รัฐบาลจะกำหนดสัดส่วนของงบประมาณ ดังกล่าว แต่ต้องมีวิธีการที่ชัดเจนว่าจะใช้งบประมาณดังกล่าวเพื่อการวิจัย และการพัฒนากำลังคนอย่างไร แต่งานวิศวกรรมที่ยากและซับซ้อน เราจะทำไม่ได้ถ้าวิทยาศาสตร์ พื้นฐานเช่นคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ของเราไม่เข้มแข็ง เรายังมีจำนวนนัก คณิตศาสตร์และนักฟิสิกส์ที่เก่ง ๆ ไม่มากพอ จำเป็นต้องมีนโยบายและ แผนที่จะสนับสนุนมหาวิทยาลัยบางแห่งเร่งสร้างมวลวิกฤตของนัก วิทยาศาสตร์พื้นฐานดังกล่าว อาจจะต้องถึงแห่งละ ๑๐๐ - ๒๐๐ คน และ จัดสภาพการทำงานให้สามารถทำการวิจัยที่มีคุณภาพสูงและผลิตนัก วิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ได้ ในอีกด้านหนึ่งคือเทคโนโลยีชาวบ้านหรือเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับ ชุมชน ควรมีการวิจัยสำรวจในทุกพื้นที่ว่าชาวบ้านได้ค้นพบและใช้เทคโนโลยี ที่มีประโยชน์สูงประหยัดสุดอะไรบ้าง แล้วนำมาขยายผล ในขณะเดียวกัน ชุมชนก็ขาดเทคโนโลยีที่เหมาะสม ถ้ามหาวิทยาลัยทำงานกับชุมชนแล้ววิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม จะช่วยให้เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง การช่าง ทุกชนิด เทคโนโลยีชีวภาพ ทิสซูคัลเจอร์ การวิจัยพลังงานชุมชนเป็นที่ต้องการ มาก ถ้าชุมชนสามารถผลิตพลังงานทางเลือกขึ้นพอใช้ในชุมชน จะมีความ หมายต่อดุลยภาพทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมมาก การมีนโยบายให้ทุกมหาวิทยาลัย ทำการวิจัยโดยเอาพื้นที่เป็นตัว ตั้งโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันเต็มพื้นที่มีความ สำคัญอย่างยิ่ง ที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ได้กล่าวถึงการวิจัยเป็นรายภาค เช่น การวิจัย ด้านการเกษตร การวิจัยด้านสาธารณสุข การวิจัยด้านศาสนา การวิจัยด้าน อุตสาหกรรม การวิจัยด้านต่าง ๆ เหล่านี้เป็นที่รู้จักกันดี มีองค์กรรับผิดชอบ ที่มีความเข้มแข็งมากน้อยต่างกัน อันเป็นเรื่องที่จะต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น แต่ ถ้าภาคต่าง ๆ ศึกษาแนวทางการวิจัยเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันทั้ง ๑๐ ประการดังกล่าวข้างต้น จะสามารถปรับให้การพัฒนาในด้านต่าง ๆ เหล่านั้น เชื่อมโยงกับการส่งเสริมเป้าหมายอยู่เย็นเป็นสุขได้ดีขึ้น และเชื่อมโยงกัน ระหว่างสาขา เพราะเป้าหมายความอยู่เย็นเป็นสุขควรเป็นเป้าหมายร่วมของ ทุกสาขา อย่างเรื่องสุขภาพหรือสุขภาวะในความหมายที่ครอบคลุมนอก เหนือไปจากเรื่องโรคและโรงพยาบาลแล้ว ย่อมไปทับซ้อนอย่างแนบแน่นกับ “ความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย” ฉะนั้น การวิจัยใน ๑๐ เรื่องที่ กล่าวข้างต้นล้วนตกอยู่ในกรอบใหญ่ของคำว่าระบบสุขภาพ จริง ๆ แล้ว การวิจัยทุกสาขาล้วนตกอยู่ในสภาพคุ้ยเขี่ยหากินเอง ตามยถากรรม เพราะขาดกลไกการทำงานทางนโยบายตามที่จะกล่าวถึงใน ตอนที่ ๓ ซึ่งถ้าสร้างให้มีขึ้นก็จะทำให้การวิจัยในด้านต่าง ๆ เข้มแข็งขึ้น การวิจัยทั้ง ๑๐ เรื่อง เป็นเรื่องใหญ่และยากไม่สามารถทำได้ด้วย กลไกการจัดการการวิจัยเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน จำเป็นต้องคิดถึงกลไกทาง นโยบายการวิจัยที่สามารถทำนโยบายการวิจัยขนาดใหญ่และมีทรัพยากรที่ จะทำให้ปฏิบัติตามนโยบายได้จริง ดังจะได้นำเสนอในตอนต่อไป ๓๒ ๓๓ กลไกทางนโยบายการวิจัยของชาติ ตอนที่ ๓ การวิจัยทั้ง ๑๐ เรื่องดังกล่าวในตอนที่ ๒ เป็นเรื่องใหญ่และยาก องค์กรต่าง ๆ ๗ องค์กร ที่กล่าวในหน้าถัดไป คือ สภาวิจัย สภาพัฒน์ฯ สกว. สวทช. สสส. สช. สวรส. อาจสนับสนุนบางเรื่องหรือบางส่วนของเรื่อง แต่ คงจะทำทั้งหมดไม่ได้ เพราะมีข้อจำกัด เมื่อมีการตั้งสภาวิจัยแห่งชาติใน พ.ศ.๒๕๐๒ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี ใช้คำว่า "เพื่อให้เป็นสมองของชาติ" ซึ่งเป็นแนวคิด ที่ดีมาก แต่ขาดการคิดเชิงระบบว่าระบบอะไรที่จะเอื้ออำนวยให้ระบบการ วิจัยมีประสิทธิภาพ ก็เลยจับสภาวิจัยใส่ในระบบราชการ ระบบราชการเป็น ระบบควบคุมมากกว่าเป็นระบบที่สนับสนุนความงอกงาม งานพัฒนาถ้าจับ ใส่ระบบราชการอาจจะแคระแกรนได้ง่าย ที่ผ่านมาการวิจัยในประเทศไทยเปรียบเหมือนต้องคุ้ยเขี่ยหากินเอง ตามยาถารรรมที่ปราศจากความเข้าใจและสนับสนุนจากฝ่ายนโยบายและ ฝ่ายจัดสรรทรัพยากรของประเทศ เราจึงอ่อนแอทางปัญญา และไม่น่าจะฝา วิกฤตต่อไปได้ด้วยระดับสติปัญญาขนาดนี้ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้อำนวยการ สำนักงบประมาณ จะปล่อยให้การวิจัยของชาติอยู่ในสภาวะอ่อนแอต่อไปอีก ไม่ได้แล้ว จำเป็นต้องเข้ามาทำความเข้าใจเรื่องการวิจัยของชาติอย่างจริงจัง การจะทุ่มเททรัพยากรเพื่อการวิจัยและการสร้างนักวิจัยนั้น ถ้ารัฐบาลเห็น ความสำคัญก็มีวิธีทาง "การเงินการคลังเพื่อสังคม" เยอะแยะไป ในที่นี้คือ "การเงินการคลังเพื่อการวิจัย" สักปีละ ๑-๒ หมื่นล้านบาทก็ทำได้โดยไม่ยาก สำนักงานคณะกรรมการนโยบายการวิจัยแห่งชาติ ควรมีการตั้ง "สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิจัยแห่งชาติ" เป็น หน่วยงานของรัฐที่เป็นอิสระ มีผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับนโยบายและยุทธศาสตร์ การวิจัยที่เก่ง ๆ ประมาณ ๑๐ คน และเจ้าหน้าที่ประมาณ ๒๐ คน สำนักงาน นี้เป็นอิสระที่เชื่อมโยงกับองค์กรที่มีสมรรถนะทางนโยบาย ดังต่อไปนี้ ๑. สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (สภาวิจัย) ๒. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ๓. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ๔. สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ๕. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ๖. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ๗. สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) คณะกรรมการควรมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กรรมการประกอบ ด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ผู้บริหาร องค์กรทั้ง ๗ ข้างต้น และผู้ทรงคุณวุฒิทางนโยบายการวิจัย ไม่ว่านายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือผู้ อำนวยการสำนักงบประมาณจะเปลี่ยนไปอย่างไร ๆ ก็ตาม ต้องมีความ พยายามเป็นพิเศษที่จะให้ท่านเข้าใจและเห็นคุณค่าในนโยบายการวิจัยแห่ง ชาติและความจำเป็นที่จะต้องเคลื่อนไหวทรัพยากรขนาดใหญ่และคล่องตัว เข้ามาทำให้ทำตามนโยบายได้ โดยเฉพาะหากนายกรัฐมนตรีเข้าใจในเรื่อง การวิจัยใหญ่ ๆ ๑๐ เรื่องดังที่กล่าวในตอนที่ ๒ ก็จะเห็นคุณค่าว่าการวิจัยทั้ง ๑๐ เรื่องนั้นคือเครื่องมือที่จะทำให้รัฐบาลทำงานที่สำคัญแต่ยากให้สำเร็จ นั่นเอง ฉะนั้นจึงไม่น่ามีนายกรัฐมนตรีคนใดที่ไม่ต้องการเครื่องมือของความ สำเร็จดังกล่าว ๓๗ ๓๖ หากนายกรัฐมนตรีเข้าใจและเข้ามาเป็นผู้นำในการพัฒนาและขับ เคลื่อนนโยบายการวิจัยของชาติ การที่จะปรับสังคมให้เป็นสังคมแห่งปัญญา พาชาติออกไปจากวิกฤตการณ์เรื้อรังก็เป็นไปได้ง่ายขึ้น สังคมบอบช้ำมามากจากวัฒนธรรมอำนาจและการต่อสู้เชิงอำนาจ ถึงเวลาที่คนไทยจะช่วยกันปรับเปลี่ยนไปเป็นสังคมแห่งปัญญา จึงจะหลุด จากวิกฤตการณ์ไปสู่ความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันได้ ๓๘ นโยบายและแนวทางการวิจัยของชาติระยะยาว ความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย โดย ศ.นพ.ประเวศ วะลี

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2007

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
คุยกับผู้อ่าน : ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสุข (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 315 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548)
25% Match
คุยกับผู้อ่าน : ยาม้าฆ่าคนบนถนน (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 140 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2533)
23% Match
สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่
16% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• วิจัย -- นโยบายของรัฐ

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2007

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้