auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
เอกสารนี้มีเป็นสารคดีชีวิตชุดบันทึกความทรงจำของนายแพทย์ประเวศ วะสี
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
RA440 ปี 383 ปี ประเวศ วะสี # บนเส้นทางชีวิต ## ขบวนการแพทย์ชนบท ในประเทศไทย โดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี # บนเส้นทางชีวิต : ขบวนการแพทย์ชนบทในประเทศไทย โดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี พิมพ์ครั้งที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ ประเวศ วะสี บนเส้นทางชีวิต : ขบวนการแพทย์ชนบทในประเทศไทย - กรุงเทพฯ พมสารบ้าน 2543 112 หน้า 1. แพทย์-ชีวประวัติ 2. การแพทย์ชนบท 1. ชื่อเรื่อง จวบ.1 ISBN : 974-8317-21-6 ราคา ๘๕ บาท สำนักพิมพ์พมสารบ้าน ๑๑/๖ ซอยประดิพัทธ์ ๑๐ ถนนประดิพัทธ์ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ ๑๐๔๐๐ โทรศัพท์ ๒๓๖-๑๔๕๖, ๒๗๘-๓๐๓๑ โทรสาร ๒๗๔-๑๘๐๖ # คำนำสำนักพิมพ์ หลายประเทศในโลกประสบปัญหาเรื่องแพทย์ไม่อยากออกใบทำงานและรักษาผู้ป่วยในชนบทเสมอมา ในอดีตประเทศไทยเราก็เคยประสบกับปัญหาดังกล่าว หากแต่หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ปัญหาที่ว่านี้ได้คลี่คลายไป เพราะความรู้สึกและจิตใจที่ต้องการรับใช้ประชาชนของนักศึกษาแพทย์หลายรุ่นในช่วงนั้น ก่อตัวขึ้นพร้อมอุดมการณ์ทางการเมืองในครั้งนั้น แพทย์จบใหม่หลายท่านทยอยกันออกไปทำงานเพื่อประชาชนในชนบท และประวัติศาสตร์ ณ จุดนี้เองคือที่มาของ "ขบวนการแพทย์ชนบทในประเทศไทย" หนังสือ บนเส้นทางชีวิต : ขบวนการแพทย์ชนบทในประเทศไทย ที่ท่านกำลังถืออยู่ในมือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่รวบรวมจากข้อเขียนของ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี ที่ดีพิมพ์ลงเป็นตอน ๆ ในนิตยสาร "หมอชาวบ้าน" หนังสือเล่มนี้เป็นอีกแง่หนึ่งที่สำนักพิมพ์หมอชาวบ้านรู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ดำเนินการจัดพิมพ์ขึ้น และด้วยเพราะท่านนายแพทย์ประเวศคือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์และเป็นปูชนียบุคคลคนหนึ่งของแพทย์ชนบทผู้เสียสละ ทั้งยังมีส่วนสำคัญในประวัติศาสตร์ความดีงามของแผ่นดินเกี่ยวกับขบวนการแพทย์ชนบทในประเทศไทย ทางสำนักพิมพ์จึงมั่นใจว่า เรื่องราวความเป็นมาของขบวนการแพทย์ชนบท และคุณูปการเพื่อประเทศชาติในหลาย ๆ ด้านของแพทย์ชนบท ที่ท่านจะได้อ่านในหน้าถัดไปจาก นี้ จะเป็นข้อเขียน ข้อคิดที่แจ่มแจ้งชัดเจนในความเป็นจริงที่สุด หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะยังประโยชน์ดีงามมากน้อยได้บ้างบน เส้นทางชีวิตรองท่าน ด้วยความปรารถนาดี สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน สารบัญ บทที่ ๑ ๑ บทที่ ๒ ๑๑ บทที่ ๓ ๒๐ บทที่ ๔ ๓๕ บทที่ ๕ ๔๗ บทที่ ๖ ๕๗ บทที่ ๗ ๖๗ บทที่ ๘ ๗๙ บทที่ ๙ ๘๙ ดรรชนีบุคคล ๑๐๑ บนเส้นทางชีวิต ปี2560 (เขียนเมื่อ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๐) ขบวนการแพทย์ชนบทในประเทศไทยเป็นปรากฏการณ์ใหญ่ ทางสังคม ที่มีผลกระทบต่อทิศทางและบริการสาธารณสุขตลอดจน ความคิดเห็นทางสังคม ขบวนการแพทย์ชนบทในที่นี้หมายเฉพาะความดื่นตัวทาง อุดมการณ์ของนักศึกษาแพทย์และแพทย์ที่จะออกไปรับใช้คนใน ชนบทที่เกิดขึ้นในช่วง ๑๕ ตุลาคม และต่อมาก่อตัวเป็นชมรมแพทย์ ชนบท และขบวนการที่ตามมาจากชมรมแพทย์ชนบท ประเทศไทย ๆ ก็ประสบปัญหาแพทย์ไม่อยากไปทำงานใน ชนบท ไม่ต้องพูดถึงสหรัฐอเมริกา แม้แต่คืนแดนเล็ก ๆ อย่างฮ่องกงก็ เป็นปัญหา ในเม็กซิโกมีผู้กล่าวว่า มีแพทย์มาขับเท็กซี่ในเม็กซิโกซิตี้ บันเส้นทางชีวิต จบรวมการแพทย์แผนไทย เพราะไม่อยากไปอยู่ชนบท ในอีกปีต์มีการผลิตแพทย์ได้มากเกิน แต่ชนบทก็ขาดแคลนแพทย์ เพราะแพทย์ไปทำงานประเทศอื่นมากกว่า อยากจะออกไปชนบท ก่อน ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ แพทย์จบใหม่นิยมไปทำงานในสหรัฐอเมริกา มีบันทึกในรายงานของคณะกรรมาธิการสาธารณสุขของวุฒิสภาอเมริกันว่า นักเรียนแพทย์รุ่นแรกของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เกือบทั้งชั้นเอกพวกไปสหรัฐอเมริกา ผลเป็นคนชนบทเห็นใจคนชนบท และอยากให้ชนบทดี ได้แต่มองปรากฏการณ์ความขาดแคลนของชนบกด้วยความอนาถาใจ แล้วรู้ ๆ เหมือนลูกระเบิดตก นักศึกษาแพทย์เกิดการตื่นตัวชนบานใหญ่ที่จะไปรับใช้ชนบท มักมากับอุตุนการณ์ ๑๔ ตุลาคม เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการปลูกผังของโรงเรียนแพทย์ แต่มันมากับอุตุนการณ์ทางการเมือง จิตใจเพื่อประชาชนในช่วงนั้นมีขนาดใหญ่จริงๆ อยากจะให้มีใครทำวิจัยเรื่องจิตใจเพื่อประชาชนที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น โดยดูขนาดรายละเอียด สาเหตุ ผลกระทบ และความคลี่คลาย ผมสนิทสนมกับนักศึกษา มีนักศึกษาไปมาหาสู่พูดคุยมากจนมีคนคิดว่าผมไปปลูกกระดมนักศึกษา ความจริงตรงข้ามมากกว่าคือเขาตื่นตัวเพราะเหตุอื่น และเป็นผู้มาปลูกกระดมผม แพทย์จบใหม่คอยกันออกไปอยู่ชนบท แต่มีการเชื่อมโยงกับนักศึกษารุ่นน้องที่กำลังเรียนอยู่ ด้วยการมาบรรยาย มาประชุมรุ่นน้องไปดูงานของรุ่นพี่ในชนบท นี้คือตัวอย่างของแพทย์ชนบทในช่วงนั้น วิธี โชควิวัฒน์ ดูจะเป็นรุ่นที่ที่สุด ท่านผู้นี้ตื่นตัวทางสังคมตั้งแต่เป็นนิสิตจุฬาฯ โดยได้รับอิทธิพลจากอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เมื่อจบแพทย์แล้วไปทำงานอยู่ที่อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม มีความชัดแย้งกับนายชำนาญ พจนา ผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อเกิดเรื่อง ๖ ตุลาคม ๒๕๑๖ ถูกจับไปอยู่ช่วงสั้น ๆ ท่านผู้นี้เป็นนักวิเคราะห์ ๒ บนเส้นทางชีวิต ประเวศ ๒๕๕ สถานการณ์ และสามารถสังเคราะห์ออกมาเป็นบทความได้อย่างคมคาย และลึกซึ้ง ที่อาศัยเป็นอาวุธในการต่อสู้เสมอมา ขณะนี้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ชี ๑๐ กรมควบคุมโรคติดต่อ สุรเกียรติ อาชานานุภาพ จบแพทย์วุ่นแรกของรามาธิบดี ท่าน ผู้นี้ตื่นตัวในเรื่องสังคมตั้งแต่เป็นนักเรียนแพทย์ เมื่อจบแล้วไปทำงาน ที่อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ต่อมาย้ายมาอยู่โรงพยาบาล บางปะอิน และมาเป็นอาจารย์แพทย์อยู่รามาธิบดี ขณะนี้เป็นหัวหน้า ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน และทำนิตยสารหมอชาวบ้าน วีระศักดิ์ จงสุวีวัฒน์วงศ์ จบแพทย์จากรามาธิบดี ไปเป็นแพทย์ คนแรกของอำเภอต่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ต่อมาเข้าป่า แล้ว โมล่มาเป็นนักวิชาการในคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลา- นครินทร์ ขณะนี้เป็นกำลังสำคัญทางการวิจัย บรรจบ กับ ณัฏฐา ชุณหสวัสดิกุล จบแพทย์รามาธิบดี ไป เป็นแพทย์ฝึกหัดอยู่โคราช แล้วไปอยู่ชัยภูมิ คนหนึ่งอยู่อำเภอแก้งคร้อ คนหนึ่งอยู่อำเภอเกษตรสมบูรณ์ ขณะนี้ทำงานส่วนตัว มีชื่อเสียง ทางล้างพิษ ชัย กฤตยาภิชาตกุล จบแพทย์จากศิริราช ไปอยู่อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ทำงานจนมีชื่อเสียงโด่งดัง ย้ายไปทำงานหลายจังหวัด ขณะนี้เป็นผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมสุขภาพเขตอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ สุวิทย์ วิบูลมลประเสริฐ ได้เตรียมตัวจากรามาธิบดี ไม่ยอม รับทุนมูลนิธิ "อานันทมหิดล" เพราะอยากไปเป็นแพทย์ชนบทมาก ไป อยู่อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ต่อมาย้ายไปอยู่อีกหลายอำเภอ เช่น ฝาง ฮอด พล เคยเป็นผู้อำนวยการวิทยาลัยการสาธารณสุข ขอนแก่น ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน ผู้ช่วยปลัดกระทรวง สาธารณสุข คนนี้คือคนที่เคยมีเรื่องกับเสนาะ เทียนทอง กรี ชัยศิริ จบรามาธิบดี รับทุนสภากาชาด สภากาชาด โดย บนเส้นทางชีวิต ขบวนการพลเรือนแบบใหม่ในประเทศไทย เลขาธิการคือหัวสตราจารย์ นายแพทย์ หม่อมหลวงเกษตร สนิทวงศ์ อนุญาตให้ไม่ต้องใช้ทุนที่สภากาชาด แต่กลับไปทำงานที่บ้านเกิดคือ อำเภอประทาย ตามคำเรียกร้องของประชาชนที่นั่นที่มีโรงพยาบาล แล้ว แต่ไม่มีแพทย์ ก็จึงเป็นแพทย์คนแรกของโรงพยาบาลชุมชน อำเภอประทาย ขณะนี้เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ได้เตรียมกองจากรามาธิบดี ไปอยู่อำเภอ ประทาย จังหวัดนครราชสีมา เป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบ สาธารณสุขคนแรกอยู่ ๖ ปี ขณะนี้เป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัย สุขภาพแห่งชาติ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำเริง แหยงกระโหก ชาวโคราช จบแพทย์ที่รามาธิบดี แล้ว ไปอยู่อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา เคยเป็นสาธารณสุขจังหวัด อุบลราชธานี รองอธิบดีกรมควบคุมโรคติดต่อ ขณะนี้แหวกแนว อาสาสมัครไปเป็นสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา เพราะชอบลุงงาน ในท้องที่มากกว่าเป็นผู้บริหารในส่วนกลาง อำพล จินดารัตนะ จบแพทย์ที่ศิริราช แล้วไปเป็นแพทย์ อยู่อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เคยเป็นสาธารณสุขจังหวัด หลายแห่ง เช่น ปิโสธร อุดรธานี พิษณุโลก ขณะนี้เป็นผู้อำนวยการ สถาบันพระบรมราชชนก เป็นบรรณาธิการวารสารหมออนามัย สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เรียบแพทย์ที่รามาธิบดี ช่วงที่เกิด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เป็นนายกสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ไป เป็นแพทย์ที่อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัด นครราชสีมา เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน ผู้ช่วยปลัดกระทรวงสาธารณสุข ขณะนี้ดูแลโครงการปฏิรูประบบ บริการสาธารณสุข ชูชัย ศุภวงศ์ เรียบแพทย์ที่จุฬาฯ ข้ามมาคุยกับผมที่ศิริราชตั้ง ๔ บันทึกทางชีวิต ประจำตัว แต่เป็นนิสิตแพทย์ปี ๒ เคยอยู่โรงพยาบาลชุมชนที่อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ขณะนี้เป็นนายแพทย์ใหญ่กรมอนามัย ทำ รายการลานบ้านลานเมืองกับอาจารย์เจิมจักดี ปิ่นทอง สมชัย (รวินันท์) ศรีกนกวิไล หรือโต้ว เรียนแพทย์ที่ศิริราช ตัว โตกว่าเพื่อน ตอนเกิดเรื่อง ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เป็นนักเรียนแพทย์ปี สุดท้าย (เขาเล่ากันว่า) ก่อนตำรวจบุกค้นหอ ปิ่นเอาหนังสือไปซ่อนบน เพดานแล้วตกลงมา เป็นผู้อำนวยการคนแรกของโรงพยาบาลอำเภอ ชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา ที่ชุมพวงเป็นสำนักบ่มเพาะแพทย์ชนบท ที่กระจุกตัวกันทำงานหลายคน เช่น สมชัย (เบ๊) วิโรจน์แสงอรุณ, บุษกร อนุชาติวรกุล, โกมาตร จึงเฉลียรทรัพย์ และคนอื่นๆ โต้วเคย เป็นสาธารณสุขจังหวัดสิงห์บุรีและอยุธยา แพทย์ชนบทยังมีอื่นๆ อีกมาก แต่ที่ยกตัวอย่างมาให้ดูข้าง ต้นเพื่อให้เห็นตัวตน แพทย์หนุ่มสาวที่มีอุดมการณ์ที่พากันออกไป รับใช้ชนบทในช่วงต้นๆ นั้น ได้ทำกิจกรรมต่างๆ โดยรวม ๕ กรณี (เบญจกรณี) ดังนี้ ๑. ให้บริการประชาชนคนยากจนอย่างสุดจิตสุดใจ ๒. กระตุ้นนักศึกษาแพทย์รุ่นน้องให้มีกไม้ในชนบท ๓. ช่วยกระทรวงจัดอบรมแพทย์จบใหม่ที่ไปทำงานในชนบท ๔. ช่วยกระทรวงทำคู่มือมาตรฐานการบริหารโรงพยาบาลชุมชน ๕. เคลื่อนไหวเพื่อความยุติธรรมในสังคมและสิ่งที่ถูกต้อง ดีงาม เรื่องบริการประชาชนคนยากจนในชนบทนั้นคือวัตถุประสงค์ หลักของแพทย์เหล่านี้ที่มุ่งออกสู่ชนบท ยิ่งตั้งใจบริการประชาชน คนไข้ยิ่งมารับบริการอย่างท่วมท้นที่โรงพยาบาลชุมชน อย่างหมอกวี ชัยศิริ ที่โรงพยาบาลประทายนั้น มีคนไข้มาตรวจที่โรงพยาบาลวันละ ๒๐๐-๓๐๐ คน (ต่อแพทย์คนเดียว) ดกกลางคืนออกหมู่บ้านอีก ผม ๕ # บนเส้นทางชีวิต ## ขบวนการแพทย์ชนบทในประเทศไทย เตือนว่าทำงานหนักอย่างนี้จะไปไม่รอด หมอบรรจบอยู่แก้งคร้อ ก็ ตรวจคนไข้เสียจนหมดแรง ผมเคยออกไปเยี่ยมหมอวีระศักดิ์ที่ ต่างชุมพล เขาเอาสิ่งไม้จำแนกต่อทำเตียงตรวจคนไข้ ผมอยากให้มีใครไปทำวิจัยและบันทึกถึงจิตใจและบริการ เพื่อคนจนที่เกิดขึ้นกับแพทย์ชนบท ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่งดงามจริงๆ ในสังคมที่ตามปกติทอดทิ้งและรังเกียจคนจน ดังที่เคยเล่ามาก่อนแล้ว ผมทำหนังสือถึงแพทย์ชนบท ประมาณ ๒๐ แห่ง เพื่อสอบถามว่าเมื่อมีโรงพยาบาลชุมชนที่ทำงานดี แล้ว จะเหลือคนไข้สักเท่าใดที่ต้องเดินทางเข้าไปโรงพยาบาลจังหวัด เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการผลักดันนโยบายให้สร้างโรงพยาบาลชุมชน ให้ครบครุกอำเภอทั่วประเทศ งานที่โรงพยาบาลชุมชนนั้นเป็นงานยากสำหรับแพทย์จบใหม่ แพทย์ชนบทรุ่นที่ก็ถือเป็นธุระช่วยกระทรวงจัดการอบรมแพทย์ใหม่ และทำคู่มือมาตรฐานการบริหารโรงพยาบาลชุมชน เป็นการแบ่งเบา ภาระของกระทรวง ซึ่งถ้าจะทำในทางราชการก็คงทำไม่ได้เท่าที่ชมรม แพทย์ชนบททำ เพราะทำด้วยฉันทะและทำโดยผู้ที่กำลังปฏิบัติงานจริง อยู่ในโรงพยาบาลชุมชนขณะนั้น เรื่องนี้คนที่ทราบเรื่องดีและเห็น คุณค่าผ่านจะเป็นนายแพทย์อุทัย สุดสุข ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้อำนวยการ กองสาธารณสุขส่วนภูมิภาค เพราะเมื่อผมไปเป็นวิทยากรในการอบรม ด้วยเป็นบางครั้ง ก็เจอกับคุณหมออุทัยซึ่งไปร่วมเป็นวิทยากรด้วย เรื่องการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อความยุติธรรมในสังคมและสิ่งที่ ถูกต้องดีงามกับขบวนการแพทย์ชนบทเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ทัน ทั้ง เรื่องในระบบสาธารณสุขเอง เรื่องในระบบราชการอื่น ๆ และเรื่อง ในสังคม ในสังคมที่โดยพื้นฐานภาครัฐขาดความถูกต้อง กลชื่อข่มเหง ราษฎร และตัวเองก็ขาดความสุจริตและโปร่งใส ความคลื่อนไหวอย่าง นี้ของแพทย์ชนบทย่อมต้องขัดแย้งกับระบบอำนาจเป็นธรรมดา หมอ 6 บันเส้นทางชีวิต ปี2560 วิชัยที่พยัคฆภูมิพิสัยขัดแย้งกับนายชำนาญ พจนา ผู้ว่าราชการจังหวัด กรณีความยุติธรรมเกี่ยวกับคิวรถเมล์ หมออภิเชษฐ์ นาคเลขา หรือ หมอเมืองพร้าว อยู่อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ชอบเขียนมาลง หนังสือพิมพ์ประชาชาติเพื่อเปิดโปงถึงความฉ้อฉลต่าง ๆ หมอเลิศ จีระศิริ โรงพยาบาลโคราช แม้จะรุ่นอาวุโส แต่ก็หนุนขบวนการรุ่น น้อง และชอบเคลื่อนไหวปลุกระดมให้เห็นความไม่ถูกต้องของผู้มี อำนาจ เมื่อเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เมื่อกระแสข่าวจัด ตีกลับ จึงไม่แปลกใจว่าแพทย์ชนบทที่ก้าวหน้างจะถูกหาว่าเป็น คอมมิวนิสต์ ในสมัยนั้นการพูดถึงคนจน พูดถึงความถูกต้องเป็น ธรรม ก็เพียงพอแล้วที่จะถูกหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ บางคนถูกจับ คน ที่ช่วยผ่อนหนักเป็นเบา ในกระทรวงสาธารณสุขก็มีนายแพทย์ไพโรจน์ นิ่งสานนท์ กับนายแพทย์ชนะ คำบุญรัตน์ นายแพทย์ชนะเป็นคน สุโขทัยบ้านเดียวกับพลเอก สายหยุด เกิดผล รองประธาน กอรมน. กอรมน. มีบทบาทต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ พลเอก สายหยุดเป็นกำลังสำคัญ ของ กอรมน. แต่เป็นคนที่มีจิตใจเป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่ง ช่วยให้เหตุ ร้ายกลายเป็นดี ประเทศไทยยังโชคดีที่ไม่ปิดอุดมการณ์จนแยกข้าง กันตายตัว ทำให้ไม่เกิดการแตกหักเสียหายร้ายแรงเหมือนบางสังคม ขบวนการแพทย์ชนบทได้ตั้งชมรมแพทย์ชนบทเป็นเครื่องมือ ประสานงาน และมูลนิธิแพทย์ชนบทเป็นเครื่องมือสนับสนุน มูลนิธิ แพทย์ชนบทมีอาจารย์ นายแพทย์เสมอ พริ้งพวงแก้ว เป็นประธาน ขบวนการแพทย์ชนบทมีแพทย์ผู้ใหญ่บางคนเป็นขวัญกำลังใจหรือจิต วิญญาณ เช่น อาจารย์เสมอ พริ้งพวงแก้ว นายแพทย์ไพโรจน์ นิ่งสานนท์ นายแพทย์บรรลุ ศิริพานิช ชมรมแพทย์ชนบทและมูลนิธิแพทย์ชนบท จะเข้าไปช่วยเหลือสนับสนุนแพทย์ชนบทเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ไม่ว่า จะเป็นปัญหาการงานหรือเรื่องส่วนตัว เช่น ดูแลจัดตั้งกองทุนและ ๗ บันเส้นทางชีวิต ของกรมธรรม์ชนบทในประเทศไทย ป่าถูกถานายแพทย์พีรี คำทอน นายแพทย์พีร์เป็นแพทย์ชนบทรุ่นอาวุโส เป็นคนอุทิศตัว ชื่อสัตย์สุจริต หมอบรรถ สิริพานิช ซึ่งเป็นรองปลัดกระทรวงต้อง การส่งไปปราบคอร์รัปชันในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในภาคอีสาน แล้ว ไปถูกสอบยิงเสียชีวิต ขบวนการแพทย์ชนบทได้เข้าไปเป็นธุระดูแล จัดให้มีป่าชูกาพีร์ คำทอน ในการประชุมประจำปีของชมรมแพทย์ ชนบท เป็นต้น การสูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง เมื่อ ๑๐ ปีเศษ มาแล้ว ชมรมแพทย์ชนบทได้จัดการวิ่งรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ โดย มีแพทย์ชนบทริ่งเข้ามาจากทุกภาคของประเทศ รวบรวมรายชื่อของ ผู้สนับสนุนการไม่สูบบุหรี่มาด้วยระหว่างทาง ได้กว่า ๕,๐๐๐,๐๐๐ ชื่อเมื่อทุกสายมารวมกันที่กรุงเทพฯ ได้นำรายชื่อทั้งหมดมอบให้ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งขณะนั้นคือนายชวน หลีกภัย เพื่อเป็น สัญลักษณ์ว่าคนไทยรวมใจต้านภัยจากบุหรี่ พวกที่ต้องการรวบรวมรายชื่อ ๕๐,๐๐๐ ชื่อ เพื่อยื่นขับไล่ นักการเมืองก็ดี หรือเพื่อเสนอร่างกฎหมายก็ดี ขอเชิญปรึกษา ขบวนการแพทย์ชนบทได้ เพราะเขาเคยรวบรวมมากกว่านั้นตั้ง ๑๐๐ เท่า คือ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ชื่อ การที่คนไทยทำอะไรไม่สำเร็จ อย่างหนึ่งคือการขาดมิติการ จัดการ การจัดการเป็นมิติทางภูมิปัญญาที่ขาดไปจากการคิดคำนึงของ คนไทยโดยทั่ว ๆ ไป เพราะลักษณะการศึกษาของเราที่เน้นการเรียน เป็นวิชา เป็นเรื่อง ๆ ไม่ค่อยเรียนที่จะทำอะไรให้สำเร็จ การทำอะไรให้ สำเร็จต้องการการจัดการ ลองดูคน ๓ ประเภท ที่แสนจะไม่มีการ จัดการคือ ครู แพทย์ และพระ ที่จริงคนอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน แพทย์ ที่ทำงานเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน จึงได้ฝึกการคิดเชิงระบบ และพัฒนาทักษะในการจัดการ แพทย์ที่ทำงานกลางคลินิกในโรงพยาบาล ๔ # บนเส้นทางชีวิต ## ตั้งแต่แรกเริ่ม ใหญ่จะมีโลกทัศน์เชิงเทคนิค แต่ไม่มีโลกทัศน์เชิงระบบและไม่มี ทักษะในการจัดการ ในที่นี้ไม่มีประเด็นว่าตนมีโลกทัศน์เชิงระบบ และมีทักษะในการจัดการดีกว่าตนมีทักษะทางคลินิก เพราะแพทย์มี ทั้งสองอย่างได้ การมีโลกทัศน์เชิงระบบและทักษะในการจัดการทำให้ แพทย์ชนบทมีข้อแตกต่างอีกอย่างหนึ่งจากแพทย์ทั่ว ๆ ไป แพทย์ชนบทรุ่น ๑๔ ตุลาคม เดิมโตมาในทางราชการเป็น ลำดับ หลายคนเป็นสาธารณสุขจังหวัดและเริ่มเข้าไปทำงานในกอง บางคนเป็นผู้อำนวยการกอง เป็นผู้อำนวยการวิทยาลัยการสาธารณสุข เป็นนายแพทย์ใหญ่ เป็นผู้ช่วยปลัดกระทรวง เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นรองอธิบดี เป็นผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน เป็นผู้ดูแล งานประกันสังคม และเป็นผู้อำนวยการสถาบันพระบรมราชชนก เป็นต้น งานเหล่านี้เป็นงานทางวิชาการ เป็นงานนโยบาย และเป็นงาน บริหารระดับสูง ซึ่งมีความสำคัญต่อประเทศมาก แต่ขณะเดียวกัน การเคลื่อนตัวจากการเป็นแพทย์บ้านนอกที่อิสระเสรี เข้ามาใกล้ ศูนย์อำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ นั้น ความอิสระเสรีก็จะน้อยลง ความเครียด ก็จะมากขึ้น เพราะในส่วนกลางของสนามอำนาจมีความเครียดสูง เปรียบเสมือนการเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้นเท่าไร ความร้อนก็จะยิ่ง มากขึ้น และอาจถูกเผาให้ไหม้เป็นจุรณไปได้ การเข้าไปในสนามอำนาจ ต้องมีธรรมะสูงจึงจะเอาตัวรอดได้ แพทย์ชนบทใช้ธรรมะอะไร จะได้กล่าวต่อไปเป็นลำดับ ๙ "... กระบวนการแพทย์ชนบทเริ่มจากการทำงานใน สถานการณ์จริง เมื่อมาทำงานด้านวิชาการ จึงเป็นวิชาการที่อยู่บนฐานของความเป็นจริง นับเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญ และน่าสนใจยิ่งของสังคมไทย..." บนเส้นทางชีวิต ประมวล ๑๐๕ (เขียนเมื่อ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๓) มีปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นเกี่ยวกับแพทย์ชนบท ซึ่งอาจนำมาใช้เป็นทฤษฎีหรือแนวทางทั่วไป คือเมื่อแพทย์ชนบทเหล่านี้ทุ่มตัวทำงานด้วยอุดมการณ์ประมาณ ๓ ปี จะเกิดอาการอ่อนล้า แบบที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า burnt out เหมือนไฟที่ลุกโชนผามลาญ จนหมดเชื้อเพลิงแล้วมอดลง บางคนแปลว่า จิตสลาย ซึ่งอาจจะไม่ตรงนัก แต่ไฟกลับลุกโชนขึ้นใหม่หลังจากมีโอกาสได้ไปเรียนรู้ให้เรียนรู้เป็น หลายคนไปเรียนที่เมืองแอนด์เวิร์พ ประเทศเบลเยียม เช่น นายแพทย์สุรภียรติ อาชานานุภาพ. นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์, นายแพทย์สำเริง แหยะกระโทก. นายแพทย์เฉชัย (รวินันท์) ศิริกนกวิไล ๑๐ บนเส้นทางชีวิต สถานการณ์อยู่แยกในฝ่ายเพศไทย นายแพทย์สมชัย (บี) วิโรจน์แสงอรุณ และนายแพทย์สุริยะ วงศ์คงคาเทพ หลายคนเป็นเพราะมีมือของนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ซึ่งภายหลังจะดึงนักวิชาการจากเบลเยียมมาทำโครงการในประเทศไทย ดังจะได้กล่าวต่อไป นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ไปเรียนที่เมเธอรี-แลนด์ นายแพทย์สุวิทย์ วินุมลประเสริฐ นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ และนายแพทย์โกมาดร จึงเสถียรทรัพย์ ไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา นายแพทย์ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล และนายแพทย์วีระศักดิ์ จงสุวิวัฒน์วงศ์ ไปเรียนที่ออสเตรเลีย นายแพทย์ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล ไปเรียนที่สิงคโปร์และออสเตรเลีย เป็นต้น การได้ไปเรียนรู้ต่างประเทศ ได้พบปะครูบาอาจารย์ที่มีความรู้ ได้แลกเปลี่ยนกับเพื่อนหลายชาติ ได้มีเวลาอ่านหนังสือ มีเวลาคิด มีเวลาเขียน ทำให้ขยายมุมมอง รู้จักตั้งคำถาม รู้จักแสวงหา และสร้างความรู้ เมื่อกลับมาทำงานทำให้เป็นคนกระตือรือร้น ไม่เบื่อ และมีความคิดใหม่ ๆ การทำอะไรซ้ำซาก จำเจ โดยไม่สามารถติดอะไรใหม่ ทำอะไรใหม่ ๆ ที่ท้าทาย จะเบื่อหน่าย ขาดไฟ ขาดความสุข เหมือนเป็นคนตายซาก ความสัมพันธ์เปลี่ยนไปในทางเลวร้าย เรามีคนอย่างนี้เต็มไปหมด เพราะเราขาดวัฒนธรรมการเรียนรู้ ไม่ว่าอาชีพใด ๆ ถ้าไม่ระวัง จะเป็นโรคนี้ ไม่ว่าจะเป็นครู พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ นักพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) หรือแม้อาจารย์มหาวิทยาลัย ไม่ต้องพูดถึงข้าราชการทั้งหมด ผมอยากให้เราเข้าใจโรคร้ายที่กัดกินสังคมไทย จะได้แก้ไขได้ โรคที่กัดกร่อนสังคมไทยจนผุโทรมและไร้ภูมิคุ้มกันคือ "อำนาจ" เมื่อพูดถึงอำนาจ อย่าไปมองถึงกองทัพหรือคนที่เรียกว่าผู้ที่มีอำนาจเท่านั้น เพราะ "อำนาจ" ซึ่งเสมือนไวรัสนี้ได้เข้าไปสู่ชีวิตและโครงสร้างทางสังคมอย่างทั่วถึง ฉะนั้นมันจึงอยู่ในบ้าน อยู่ในโรงเรียน อยู่ในระบบ ๑๒ บันเส้นทางชีวิต ปี2560 ราชการ การเมือง ธุรกิจ เอ็นจีไอ สื่อ พระ หมดทุกหนทุกแห่ง และ อาจจะเรียกว่าทุกคน อำนาจสมบูรณ์การเรียนรู้ ที่จริงการเรียนรู้เป็นธรรมชาติ สนุก น่าชื่นใจ และก่อให้เกิดผล ดีต่างๆ ลองดูเด็กเล็กๆ เช่าสนุกแค่ไหนในการสำรวจพรหมแดน โลก รอบตัว ซึ่งทุกอย่างเป็นของใหม่สำหรับเขา ของใหม่ผุดบังเกิดขึ้นในทุกกาลสถานและเหตุการณ์ที่มนุษย์ ควรจะได้เรียนรู้อย่างสนุก การได้ค้นพบของใหม่ทำให้เกิดความ ชื่นใจ ท่านอาจารย์พุทธทาสเป็นตัวอย่างของคนที่สนุกับการเรียนรู้ ตลอดเวลา ทุกวัน ทุกเรื่อง ทั้งเรื่องในตัวและเรื่องนอกตัว มีคดีของ ท่านข้อหนึ่งคิดไว้ที่พิพิธภัณฑ์ในศึกธรรมทานมูลนิธิหน้าสวนโมกข์ ชื่อ ว่า "เมื่อแตงโมไม่หวาน" ท่านว่าเมื่อกินแตงโมชิ้นใดมันไม่หวาน หรือกินแกงไม่อร่อย อย่าไปโกรธมัน ให้ถือว่าได้ค้นพบของใหม่ การโกรธคือการคิดเชิงอำนาจ การค้นพบของใหม่คือการเรียนรู้ การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกขณะหากไม่ถูกครอบงำด้วยอำนาจ แม้แต่แตงโมไม่หวานหรือแกงไม่อร่อยก็พลิกเป็นการเรียนรู้ได้ อำนาจมันมีตั้งแต่หยาบ ๆ เช่น ดีหัว เอาปืนยิง ใช้อำนาจทาง ราชการ ทางการเมือง ทางกฎหมาย ทางยศ ทางเงิน ไปจนที่ฐิหรือ ความรู้ อำนาจที่ดำรงอยู่ในครอบครัว ในโรงเรียน ในที่ทำงาน ใน วัด ในสื่อ ทำให้คนไทยขาดพลังและความสนุกแห่งการเรียนรู้ ทำ ให้เชิง เปื่อ พายุซาก และเป็นคนเน่าเบื่อได้ง่าย 000 # บนเส้นทางชีวิต ขบวนการแพทย์ชนบทในประเทศไทย ## เอ็นจีโอส่วนใหญ่ไม่เรียนรู้ ผมสังเกตการทำงานของเอ็นจีโอมาเยอะ ส่วนใหญ่เอาแต่ทำด้วยความปรารถนาดี แต่เมื่อทำไม ๆ สักพักก็จะเบื่อ ลาออก เปลี่ยนคนอยู่เรื่อย ไม่สามารถสะสมความรู้ได้อย่างต่อเนื่อง จากประสบการณ์ของผม คนที่มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ยังกินเวลาประมาณ ๑๐ ปีกว่าจะเก่งในเรื่องนั้น ๆ ถ้าเราไม่เก่งในเรื่องหนึ่ง ๆ ก็ทำให้สำเร็จไม่ได้ ยิ่งเรื่องยาก ๆ และสลับซับซ้อนยิ่งต้องการปัญญามาก แต่เอ็นจีโอเข้าไปทำงานเรื่องยาก ๆ และซับซ้อนด้วยอุดมการณ์ ซึ่งคิดว่ามีอุดมการณ์แล้วจะสำเร็จ แต่เมื่อไม่สำเร็จก็ท้อใจ เบื่อ หงุดหงิด หรือโกรธ แล้วเลิกราไป เพราะขาดการนำเอามิติการเรียนรู้เข้าไปสู่งานที่ทำ อันเป็นโอกาสของการเรียนรู้ การเรียนรู้จะทำให้ก้าวหน้าอยู่เรื่อย แม้งานไม่สำเร็จ ถ้าเราเรียนรู้ เราก็ได้กำไร คือกำไรความรู้ ดังเช่นเรื่อง "แตงโมไม่หวาน" ของอาจารย์พุทธทาส การเรียนรู้จะทำให้เรามีกำไรทุกวัน จะทำให้เราเข้าใจความซับซ้อนของปัญหาที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง และมองเห็นสู่ทางจะแก้ปัญหาได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ขบวนการแพทย์ชนบทนั้นยาวไกล มีบทเรียนให้เรียนรู้ได้มาก หวังว่าขบวนการเอ็นจีโอจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ ที่เล่ามา อยากให้เข้าใจวิวัฒนาการของขบวนการแพทย์ชนบทในมิติต่าง ๆ มาถึง ณ จุดนี้จะได้เห็นดังนี้ ๑. มีอุดมการณ์ที่จะทำงานเพื่อคนจนในชนบท ๒. มีประสบการณ์จากการทำงานบริการคนจนในชนบท ๓. เรียนรู้เรื่องการจัดการที่โรงพยาบาลชุมชน ๔. เพิ่มมิติทางวิชาการ ที่กำลังเล่านี้คือการกลายภาพ (metamorphosis) ทางวิชาการ ๑๙ # บนเส้นทางชีวิต ## ปี 2560 ### ซึ่งเป็นภาวะหรือภาพที่สำคัญ ตรงนี้อยากจะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับคำว่า #### การเรียนรู้และวิชาการ ประเทศไทยมีปัญหามากเกี่ยวกับ ๒ คำนี้ และถ้ายังดีประเด็น ๒ คำนี้ไม่แตก ประเทศไทยจะไม่หลุดพ้นจากวิกฤติ การเรียนรู้ มักจะหมายถึงการห่องหนังสือแบบที่เราเห็นตั้งแต่อนุบาลจนถึง มหาวิทยาลัย วิชาการก็มักจะเข้าใจกันว่าก็ดีอย่างที่อาจารย์มหา- วิทยาลัยทำกัน เคยสังเกตกับบ้างไหมว่า ประเทศไทยส่งนักเรียนไปเรียนต่าง ประเทศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ แล้วก็ยังต้องส่งไปเรื่อยๆ เสียเงิน เสียทองไปมหาศาล เพราะเราไม่สามารถสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ ของเราได้ ไปเรียน (หรือที่จริง "เลียน" มากกว่า) อะไรมา ไม่กี่ปีก็ล้า สมัย (obsolete) หรือหมดสภาพแล้ว ลองนึกถึงมากก็ว่า มหาชุมทอง มันอาจเลียนได้เท่ง แต่มันก็อยู่แค่นั้น เพราะมันได้แต่เลียน มันไม่ สามารถเรียนรู้ค้นคว้าให้งอกงามแตกฉานจนแก้ปัญหาได้ นักวิชาการไทยแม้ไปเรียนมาจากต่างประเทศ แล้วก็สามารถสอน สอนโดยเอาวิชาเป็นตัวตั้ง แต่ไม่ได้เอาความจริงของแผ่นดินไทยเป็น ตัวตั้ง เลยเข้าไม่ถึงความจริง จึงอ่อนแอ ฉะนั้น เมื่อผมพูดถึงการเรียนรู้ก็ดี วิชาการก็ดี โปรตมี มาเลิกกว่าผมไม่ได้หมายถึงอย่างที่เข้าใจกันทั่ว ๆ ไป จุดหักเหทางวิชาการของขบวนการแพทย์ชนบท อยู่ที่การที่ ต้องมารับผิดชอบทางวิชาการ และการไปเรียนต่อต่างประเทศดังกล่าว แล้ว แพทย์ชนบททยอยกันเข้ามารับผิดชอบในงานที่เป็นงานทาง วิชาการบวกนโยบายมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น กองแผนงาน สำนักงานคณะกรรมการประสานงานทางการแพทย์และ สาธารณสุข ๑๕ บนเส้นทางชีวิต ของการแสดงสุขอนามัยในประเทศไทย สำนักงานสาธารณสุขมูลฐาน สำนักงานประสานงานวิชาการและพัฒนากำลังคน (สปค.) แพทยสภา กรมควบคุมโรคติดต่อและภารมอนามัย สำนักงานผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย สำนักงานควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งชาติ งานเหล่านี้เป็นงานยาก เพราะต้องการทรรศนะเชิงระบบ ต้องการการสร้างความรู้เข้ามาใช้หรือการวิจัย และต้องการการจัดการ ซึ่งรวมถึงเรื่องนโยบาย การวิจัยเชิงนโยบายเป็นสุดยอดทางปัญญาที่ มีผลกระทบมาก แต่ไม่ค่อยมีใครทำเพราะความยาก ส่วนใหญ่จึง บริหารงานกันไปตามระเบียบราชการมากกว่ามีการจัดการ ตาม ทรรศนะของ Peter Drucker ปรมาจารย์ทางการจัดการ "การจัดการคือการใช้ความรู้เพื่อสร้างความรู้" ถ้าไม่มีการใช้ความรู้และไม่มีการสร้างความรู้ ถือว่าไม่มีการ จัดการ มีแต่การบริหารไปตามระเบียบราชการเท่านั้น ซึ่งเป็นส่วน ใหญ่ในระบบราชการ ทำให้บ้านเมืองไม่เจริญ การที่แพทย์ชนบทซึ่งมีพื้นฐานดังกล่าว เข้ามามีบทบาทใน การจัดการวิชาการบนนโยบายในระดับกลางค่อนไปข้างสูง จึงเป็น เรื่องที่น่าสนใจและศึกษาวิจัยให้ละเอียด ในที่นี้จะขอเล่าเป็นตัวอย่าง แต่เพียงคร่าว ๆ วิ นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน เป็นนักวิชาการแบบพหูสูต สนใจทั้งประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง และอื่น ๆ เป็นนักวิเคราะห์เจาะ ลึกอย่างหาตัวจับได้ยาก ขณะนี้เป็นนักวิชาการควบคุมโรคติดต่อที่มี ความรู้ทางวิชาการควบคุมโรคติดต่อระดับแนวหน้า เป็นผู้ดูแลจริยธรรม การวิจัยของกระทรวงสาธารณสุขมานาน หมอจันทพรช์ วะลี ชมว่าเป็น ผู้อาการเองงาน เป็นหลักเป็นฐาน มีหลักวิชาเป็นที่น่าเชื่อถือได้ ๑๖ บ. น. เดินทางชีวิต ประมวลรายปี ๖ นายแพทย์สุริทย์ วิบูลมลประเสริฐ เข้ามาเป็นผู้อำนวยการ สำนักงานประสานงานวิชาการและพัฒนากำลังคน (สปค.) สำนักงานนี้ ชื่อกับออกเป็นสำนักงานประสานงานทางวิชาการ ต่อมาได้ทุนอิวเปริต อัมพรีย์ ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยกาแลน และไปฝึกงานกับศาสตราจารย์ มิลตัน โรเมอรี่ ที่มหาวิทยาลัยแคสฟอร์เนีย สอสแองเจลิส เคยเป็น ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่ง เป็นงานที่ต้องการงานวิจัยมากนับสนุนมากที่สุด นายแพทย์สุริทย์มีฝีมือทางการจัดการการวิจัย (research management) สูงมาก และเป็นคนหนึ่งในจำนวนที่หายาก ขณะนี้ เป็นบรรณาธิการวารสารระหว่างประเทศ ชื่อ Human Resource for Development Journal (HRDJ) ๖ นายแพทย์วิพุธ พลูเจริญ เป็นแพทย์ชนบทที่สนใจการ วิจัยเรื่อยมา เมื่อเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลต่างซ้าย จังหวัดเลย ก็ได้มาเข้าอบรมเรื่องการวิจัยที่ผมขอทุนองค์การอนามัยโลกมา จัดสำหรับแพทย์โรงพยาบาลชุมชน รุ่นเดียวกับที่นายแพทย์วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร มาเข้า เมื่อไปเป็นนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ก็ใช้ การวิจัยประกอบการทำงานเรื่อยมา ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกอง โรคเอดส์อยู่ ๖ ปี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต้องจัดการการวิจัยอย่างมาก ทั้ง ทางชีวการแพทย์และทางสังคมศาสตร์-จิตวิทยา หมอวิพุธทำงาน เรื่องโรคเอดส์อย่างมีคุณภาพสูง บัดนี้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขต่อจากนายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหวัฒน์ ๖ นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหวัฒน์ เข้ามาทำงานมาองแผนงาน ได้รับมอบหมายให้ดูแลศูนย์ประสานงานทางการแพทย์และสาธารณสุข เคยเป็นผู้อำนวยการ สปค. ที่กล่าวแล้วข้างต้น ระหว่างนั้นคุณหมอ สมศักดิ์และผมได้เชิญคุณบดีคณะแพทยศาสตร์ที่ขณะนั้นมี ๔ คณะ ไปประชุมที่เชียงใหม่ เพื่อจัดตั้ง Consortium of Medical Schools ๑๐๗ # บนเส้นทางชีวิต ขบวนการลดหย่อนแบบในประเทศไทย in Thailand ต่อมาเป็นผู้อำนวยการกองสถิติ และเป็นผู้อำนวยการ คนแรกของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) อยู่ ๖ ปี คนไม่ย่างเป็น ผู้อำนวยการ สวรส. ไม่ได้ นายแพทย์สมศักดิ์มีสมองที่สามารถลงราย ละเอียดทางวิชาการได้อย่างมหัศจรรย์ จากแพทย์บ้านนอกมาเป็นผู้ อำนวยการสถาบันวิจัยชั้นนำของประเทศ เป็นตัวที่ยวไกลทางวิชาการ ๖ นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เข้ามาทำงานสำนักงาน สาธารณสุขมูลฐาน ต่อมาที่กองแผนงาน เคยเป็นผู้อำนวยการกอง แผนงาน เป็นผู้ดูแลการประกันสุขภาพ เงินงบประมาณรักษาพยาบาล ผู้มีรายได้น้อย และงานวิจัยปฏิรูประบบบริการสุขภาพ (Health Care Reform) นายแพทย์สงวนเมื่อไปเรียนที่เบลเยียม ได้ติดต่อให้แพทย์ ไทยไปเรียนที่นั่นเรื่อยมาจนกระทั่งบัดนี้ เพราะสร้างสัมพันธภาพ อันดีไว้กับครูบาอาจารย์ที่นั่น จนกระทั่งชวนกันไปขอทุนประชาคมยุโรป (EU) ได้มาประมาณ ๑๒๐ ล้านบาท สมทบด้วยตนเองค์การอนามัย โลกอีก ๑๐ ล้านบาท ทำโครงการวิจัยปฏิรูประบบบริการสุขภาพ เมื่อ พระราชบัญญัติประกันสังคมออก ต้องการการวิจัยอย่างรีบด่วนถึง ข้อดีข้อเสีย และความต้องการในการปรับปรุงมหาวิทยาลัยขณะนั้น ไม่มีนักวิชาการที่จะมาทำเรื่องนี้เลย นายแพทย์สงวนเป็นหัวแรงใน การรวบรวมพรรคพวกมาทำวิจัยในเรื่องนี้ ทำให้กลุ่มนี้เป็นผู้มีความ รู้เรื่องระบบประกันสุขภาพดีที่สุดขณะนี้ เมื่อเราติดกันว่าควรจะ มี สวรส. นายแพทย์สงวนเป็นผู้ยกร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ๖ นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ ไปเรียนเรื่องอนามัยสิ่งแวดล้อม ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เคยทำวิจัยสถานภาพอนามัยสิ่งแวดล้อมใน ประเทศไทย เป็นผู้ผลักดันการรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ร่วมกับ นายแพทย์ ททัย ชิดานนท์ และนายแพทย์ประกิต วาทีสาธกกิจ ระยะหลังสนใจ เรื่องประชาสังคมกับสุขภาพ เป็นบรรณาธิการ หนังสือชื่อนี้ ที่หนังสือ พิมพ์มติชนดีพิมพ์ ขณะนี้ทำรายการลานบ้านลานเมืองร่วมกับ ๑๘ # บนเส้นทางชีวิต ปี2560 อาจารย์เจิมศักดิ์ ปินทอง เพื่อให้เป็นเครื่องมือสร้างประชาสังคม * แพทย์หญิงจันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ เป็นนักวิจัยทาง ระบาดวิทยา เคยช่วยบริหารงานคณะกรรมการระบาดวิทยาแห่งชาติ ตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งต้องประสานงานการวิจัยอย่างมาก และตัวเองก็ ทำการวิจัยด้วยงานวิจัยชิ้นใหญ่คือ รายงานสถานะสุขภาพคนไทย ซึ่ง ได้จากการตรวจจริงๆ เป็นครั้งแรกของประเทศไทย และในอีกหลาย ๆ ประเทศ ขณะนี้เป็นผู้ประสานงานการวิจัยเรื่องเด็ก เยาวชน และ ครอบครัว ของ สกว. อันเป็นงานที่ใหญ่มาก * นายแพทย์วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร จากแพทย์บ้านนอกที่ อุบลราชธานี ไปเรียนที่ลอนดอนจนได้ปริญญาเอกทางการคลังสุขภาพ (Health Care Finance) สังกัดสำนักนโยบายและแผน ทำการวิจัยอยู่ กับ สวรส. มหาวิทยาลัยหลายแห่งอยากให้ย้ายจากกระทรวงสาธารณสุข ไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่นายแพทย์วิโรจน์เลือกที่จะอยู่กระทรวง สาธารณสุข จะได้ใกล้ชิดระบบและเพื่อเป็น receptor ทางวิชาการให้ แก่กระทรวง กระทรวงใดไม่มี receptor ทางวิชาการก็จะอ่อนแอ นายแพทย์วิโรจน์ได้รับการยกย่องจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการ วิจัย (สกว.) ให้เป็นเมธีวิจัยอาวุโส ขณะนี้กำลังฝึกลูกศิษย์อยู่ ๔ คน ให้ทำปริญญาเอกในเรื่องที่เขาชำนาญ * นายแพทย์กาญจนศักดิ์ ผลบูรณ์ จากแพทย์ชนบทไป ทำปริญญาเอกทางอนามัยสิ่งแวดล้อมที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นับเป็น ผู้ได้ปริญญาสูงสุดและกำลังทำวิจัยทางด้านนี้ * นายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ จากชุมพลมาอยู่กอง แผนงาน แล้วไปเรียนมากุญชวิตยาการแพทย์ (Medical Anthropology) ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดกับศาสตราจารย์ Arthur Kleinman ที่ผมเคย เล่าแล้วว่าผมไปพบโดยบังเอิญอย่างอัศจรรย์ที่เบลลาจีโอ ไปเรียนอยู่ ถึง ๖ ปีกว่าจะได้รับปริญญาเอกทางด้านนี้ นับว่าเป็นผู้มีฉันทะและไป ๑๙ บ น. แสต้นทางชีวิต ขบวนการแพทย์ชนบทในประเทศไทย เรียนมาอย่างสูงสุดทางมานุษยวิทยาการแพทย์ มานุษยวิทยามีความสำคัญในทุกเรื่อง ถ้าจะให้ความสำคัญแก่แม่มของความเป็นมนุษย์ ๒ แพทย์ชนบทที่ไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แพทย์ชนบทบางคนไปเป็นอาจารย์หรือนักวิจัยในมหาวิทยาลัยที่ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มีอยู่กระจุกหนึ่ง เริ่มตั้งแต่หัวหน้าคือ นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ, นพ.ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล, พญ.บุษกร อนุชาติวรกุล และ นพ.สมเกียรติ อีสศิธร นายแพทย์ไพบูลย์นั้นสนใจเรื่องอุบัติเหตุจราจรและถนนปลอดภัย ขณะนี้ได้ช่วยรับภาระเป็นเลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติที่ผมเป็นประธานอยู่ด้วย ๒ นายแพทย์ธงบุตร จรธรรม ไปเรียนที่ฮาร์วาร์ด แล้วมาเป็นนักวิจัยในสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นนักวิจัยของ สวรส. เป็นที่ปรึกษางานวิจัยในหลายประเทศ ขณะนี้อยู่ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน โรงพยาบาลรามาธิบดี ๒ นายแพทย์วีระศักดิ์ จงสุวิวัฒน์วงศ์ จากชนบทและป่าเขาไปเป็นหัวหน้าหน่วยระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทำโครงการสอนนักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกมีเครือข่ายทางวิชาการกับต่างประเทศมาก เป็นนักวิจัยและครูสอนการวิจัยที่มีคุณภาพสูง นี้เป็นตัวอย่างของแพทย์ชนบทกับความเป็นนักวิชาการและต้องการพูดถึง ๒ ประเด็นในที่นี้ คือ หนึ่ง ความสำคัญของการฝึกแพทย์โรงพยาบาลชุมชนให้เป็นนักวิชาการ เรื่องนี้น่าจะได้รับความสำคัญเป็นอันดับสูง เพราะจะเกิดประโยชน์ใหญ่ ๆ อย่างน้อย ๓ ประการ คือ (๑) ช่วยให้แพทย์โรงพยาบาลชุมชนอยู่ทำงานที่นั่นได้นานขึ้น (๒) ช่วยให้แพทย์โรงพยาบาลชุมชนอยู่ทำงานที่นั่นได้นานขึ้น (๓) ช่วยให้แพทย์โรงพยาบาลชุมชนอยู่ทำงานที่นั่นได้นานขึ้น ๒๐ # บนเส้นทางชีวิต ## เพราะสมุกและเกิดปีติในงานวิชาการ (๒) ถ้าโรงพยาบาลชุมชนแข็งแกร่งทางวิชาการทั้ง ๓ ด้าน คือ บริการ วิจัย และสอน จะเป็นฐานในการพัฒนาคนที่ใหญ่ มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ และมีความยืดหยุ่นต่อความผันแปรทางเศรษฐกิจสูง (๓) แพทย์โรงพยาบาลชุมชนเหล่านี้ ส่วนหนึ่งจะไปเป็นผู้ บริหาร จะได้เป็นผู้บริหารพันธุ์ใหม่ที่มีวิชาการ ### สอง เครือข่ายทางวิชาการของกลุ่มแพทย์ชนบท ในงานวิชาการของกลุ่มแพทย์ชนบทดังที่กล่าวมา มีเครือข่าย ทางวิชาการกับต่างประเทศอย่างมาก เช่นกับลอนดอน สกอตแลนด์ เบลเยียม สวีเดน มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และองค์การอนามัยโลก บุคคล เหล่านี้กับเครือข่ายของเขาเป็นเพชรทางวิชาการที่มีค่าและหาได้ยากยิ่ง ควรจะรีบมาเจียระไนให้วาวและมีค่ายิ่งขึ้น ก่อนที่จะจมโดลนตมสูญ หายไปกับกาลเวลา ### สิ่งที่ควรทำคือการจัดองค์กรให้เครือข่ายวิชาการนี้กระชับขึ้น และนำมาสร้างนักวิชาการที่มีคุณภาพรุ่นใหม่ให้ได้มากอย่างเป็นระบบ เพราะภารกิจที่สำคัญของสังคมไทยคือ การปฏิรูปวัฒนธรรม จากวัฒนธรรมอำนาจไปสู่วัฒนธรรมความรู้ เราจึงจะมีพลังของความจริง พอที่จะรักษาสังคมของเราไว้ได้อย่างยั่งยืน ความปลอมไม่สามารถ นำไปสู่ความเจริญได้ เช่น การศึกษาปลอม พระปลอม ข้าราชการปลอม นักการเมืองปลอม ความปลอมมาจากเชื้อโรคร้ายที่กล่าวข้างต้นคือ "อำนาจ" ความปลอมอย่างหนึ่งเกิดเพราะการ "ลอยตัว" (nog- dongod) ที่ไปเอาวิชาเป็นตัวตั้ง ไม่เอาสถานการณ์จริงเป็นตัวตั้ง ขบวนการแพทย์ชนบทเริ่มจากการทำงานในสถานการณ์จริง เมื่อ มาทำงานวิชาการจึงเป็นวิชาการที่อยู่บนฐานของความเป็นจริง ไม่ใช่ วิชาการแบบลอยตัว ที่ลงมดุจมากนี้ไม่ได้หมายความว่ามีแต่แพทย์ชนบท ๒๐ บนเส้นทางชีวิต ของการแพทย์ชนบทในประเทศไทย เท่านั้นที่วิเศษ คนอื่นไม่ได้ความ มีใช้อย่างฉัน แต่นี้กำลังชัยณรื่องขบวน การแพทย์ชนบท ซึ่งก็เป็นเพียงส่วนเดียวเท่านั้นของสังคมไทย แต่ก็ เป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญและน่าสนใจยิ่ง ผมกำลังนำมาเล่าให้ฟังใน ฐานะของคนแก่ที่ใกล้ชิดเหตุการณ์ แต่อาจมีอคติ จึงอยากเห็นมีการ วิจัยขบวนการแพทย์ชนบทอย่างละเอียด เป็นกลาง ด้วยทรรศนะ กว้างไกล และโดยการมุ่งก่อให้เกิดประโยชน์ ๒๒๓ # บนเส้นทางชีวิต ประจำชาติ ## (เขียนเมื่อ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๒)  นายแพทย์อมร นนทสุด เมื่อเป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นบุคคลสำคัญที่นำแพทย์ชนบทเข้ามาวางในตำแหน่งที่สำคัญ ในวัยที่ตามปกติยังเลื่อนมาไม่ถึง คุณหมออมรไม่ใช่คนที่ทำงานลอยตามน้ำไปวัน ๆ หนึ่ง แต่มีแนวทางชัดเจน และใจกล้าที่จะวางตัวคนไว้ทำงานตามแนวทางนั้น แนวทางของคุณหมออมรคือชนบท และก็คุ้นเคยกับแพทย์ชนบท เชื่อว่าเขาเป็นคนดีมีความรู้ความสามารถ เมื่อเป็นปลัดก็เอาแพทย์ชนบทเหล่านี้แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ตามที่กล่าวแล้วในตอนก่อน เมื่อแพทย์ชนบทเหล่านี้มาทำงานในองค์กรส่วนกลาง เช่น กองแผนงานสำนักงานคณะกรรมการประสานงานทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักงานเภสัชกรรมสุขภาพ สปค. [Image Description](image-url) บันเดินทางชีวิต ขอการแพทย์ฉุกเฉินในประเทศไทย เป็นต้น ก็มีองค์กรที่ทำหน้าที่ประสานงานเชิงวิชาการและนโยบาย ทำให้มีโอกาสเชื่อมโยงประสานงานและเรียนรู้ในเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น **แพทยสภา** แพทยสภาเป็นฝ่ายองค์กรหนึ่งที่แพทย์ชนบทเข้าไปมีบทบาท แพทยสภาตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติประกอบวิชาชีพเวชกรรม ๒๕๑๑ มีการเลือกตั้งกรรมการครั้งแรกเมื่อ ๒๕๑๒ ผมไปเป็นกรรมการอยู่ ๒ เสมอ ๘ ปี แล้วก็ไม่ได้สมัครรับเลือกตั้งอีก ในการเลือกตั้งปี ๒๕๑๓ มีแพทย์ชนบท ๒ คน คือ นายแพทย์มานิตย์ ประพันธ์ศิลป์ ประธานชมรมแพทย์ชนบทคนแรก และ นายแพทย์สุวิทย์ วิบูลผลประเสริฐ ไปสมัครรับเลือกตั้ง แต่ไม่ได้รับเลือก ในปี ๒๕๒๔ สมัครอีก ได้รับเลือกทั้ง ๒ คน เป็นประวัติศาสตร์ที่แพทย์ชนบทได้รับเลือกเป็นกรรมการแพทยสภา ก่อนหน้านั้นมีแต่อาจารย์โรงเรียนแพทย์กับแพทย์ผู้ใหญ่ผู้มีชื่อเสียงเท่านั้นที่ได้รับเลือก ในการเลือกตั้งปี ๒๕๓๗ แพทย์ชนบทได้รับเลือกตั้งถึง ๘ คน จากกรรมการที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ๑๔ คน ได้แก่ นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์, นายแพทย์มณิตย์ ประพันธ์ศิลป์, นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน์, นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์, นายแพทย์สมชัย ศิริกนกวิไล, นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหวัฒน์, นายแพทย์สุวิทย์ วิบูลผลประเสริฐ และนายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ แพทย์เหล่านี้มีการจัดองค์กรต่อชมรมแพทย์ชนบทเป็นกลุ่มก่อน โอกาสที่จะได้รับเลือกจึงมีมากกว่าผู้ที่ไม่มีการจัดตั้ง การที่มีแพทย์ชนบทได้รับเลือกตั้งเข้าไปจำนวนมาก ย่อมก่อให้เกิดความรู้สึกตกใจหรือกังวลใจแก่แพทย์อื่นเป็นธรรมดา ได้แก่ กลุ่มผู้อำนวยการโรงพยาบาลจังหวัด และอาจารย์โรงเรียนแพทย์ ซึ่งภายหลังก็มีความพยายามจัดตั้งเป็นกลุ่มก่อน ทำให้ได้รับเลือกตั้ง ๒๔ บันเส้นทางชีวิต ปี 2530 เลขที่ มากขึ้น ใน พ.ศ. ๒๕๒๙-๒๕๓๐ ช่วงที่นายแพทย์ไพโรจน์ นิ่งสกลต์ เป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุข และนายแพทยสภา ได้ตั้ง นายแพทย์สุวิทย์ วินุกูลประเสริฐ เป็นเลขาธิการแพทยสภา นับ เป็นแพทย์ชนบทคนแรกที่ดำรงตำแหน่งนี้ แพทย์ชนบทที่ดำรง ตำแหน่งเลขาธิการแพทยสภาถัดมาก็มีนายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน และนายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ นับว่าแพทย์ชนบทเข้ามามีบทบาทในแพทยสภาเป็นอย่างมาก เป็นแพทยสภาผุดใหม่ที่นำเอาการมองเชิงระบบเข้าไปใช้ ในขณะที่ แพทย์ทั่ว ๆ ไปจะมองเชิงเทคนิค มีการทำแผนของแพทยสภาโดยการ กระตุ้นจากนายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา ซึ่งเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ในฐานะคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วน งานจะดีหรือไม่ดีแค่ไหนน่าจะมีการประเมิน งานที่เด่นน่าจะเป็นงาน ทางจริยธรรม อันได้แก่ งานสืบสวนสอบสวนและลงโทษแพทย์ที่ทำ ผิดมารยาทวิชาชีพเวชกรรม เพราะแพทย์พวกนี้เป็นพวกที่เคร่งครัด ทางจริยธรรม ไม่ยอมประนีประนอมง่ายๆ เมื่อเป็นอย่างนี้ก็จะมี สมาชิกจำนวนหนึ่งที่ชอบ ที่จะเห็นว่ามีความเคร่งครัดเพื่อรักษาศักดิ์ศรี ของวิชาชีพ แต่แพทย์อีกจำนวนมากมักคงจะไม่ชอบที่จะถูกแพทยสภา มาเคร่งครัด มีความรู้สึกว่า "ทำไม่ควรจะจิกตากา" สำหรับผมเองมี ความรู้สึกว่าในตำแหน่งที่มาจากการเลือกตั้ง เราไม่สามารถทำอะไรที่ ก้าวหนักกว่าความรู้สึกของสมาชิกที่เลือกเรามา เพราะถ้าเราทำสิ่งที่เขา ไม่ต้องการ ต่อไปเขาก็ไม่เลือกเรา สำหรับองค์กรวิชาชีพอย่างแพทยสภา การรักษามาตรฐาน ทางจริยธรรมมีความสำคัญสำหรับความเชื่อถือและศักดิ์ศรีของ สมาชิกและองค์กร เรื่องนี้ แพทยสภาทำมากกว่าที่สาธารณทราบ เพราะจะมีการสืบสวนสอบสวนอยู่ตลอดเวลา ที่จะเป็นข่าวก็เฉพาะ ๒๕๖ # บนเส้นทางชีวิต ## ของการแพทย์ชนบทในประเทศไทย กรณีดัง ๆ เท่านั้น มีข้อน่าสังเกตอย่างหนึ่งคือ ปกติแพทย์เป็นผู้มีอำนาจในสังคม ไม่ค่อยยอมอะไรใครง่าย ๆ แต่เมื่อถูกเชิญด้วยมาสืบสวนหรือสอบสวนจะร่วมมือเสมอ เพราะกรรมการแพทยสภาเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย เรื่องการศึกษาเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่แพทยสภาทำมาก แม้จะไม่สามารถทำให้ก้าวหน้ามากอย่างที่บางคนอยากให้เป็น รวมทั้งผมด้วย ในแพทยสภา มีราชวิทยาลัยต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่ดูแลการศึกษาของแพทย์ ในสาขาเฉพาะทางต่าง ๆ ถ้าเทียบกับวิชาชีพอย่างสื่อมวลชน ซึ่งมีความสำคัญต่อสาธารณะเท่ากันหรือมากกว่าในบางด้าน วิชาชีพแพทย์มีการจัดระบบที่ครบวงจรกว่ามาก อาจเป็นตัวอย่างการจัดระบบให้องค์กรวิชาชีพอื่น การประชุมคณะกรรมการแพทยสภาจะมีการโต้เถียงกันจริง ๆ จัง ๆ มาตั้งแต่แรกตั้งแพทยสภา แต่เป็นในหมู่แพทย์ผู้ใหญ่แพทย์ชนบทที่เข้าไปเป็นกรรมการแพทยสภา มีอาวุโสค่อนข้างน้อย แต่หลายคนก็มีความจริงจังในแง่การโต้เถียง การเข้าไปรับเลือกตั้งเป็นกรรมการแพทยสภา ก็เป็นการแข่งขัน เมื่อเป็นการแข่งขันก็ย่อมมีคู่แข่ง ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้ง กล่าวหาและแตกแยกกันได้ ซึ่งตอนหลังก็จะมีอาจารย์ในโรงเรียนแพทย์บ้าง และแพทย์อาวุโสบ้าง จับกลุ่มกันเป็นทีมสมัครแข่งกับทีมแพทย์ชนบท ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดขึ้น เท่าที่ผมทราบไม่เกิดการแตกแยก เพราะต่างมีวัฒนธรรมและให้การยอมรับกัน แม้มาต่างทีม เมื่อเป็นกรรมการแพทยสภาแล้วก็ไม่มีแยกข้าง คงทำไปตามเหตุผลของแต่ละคนซึ่งอาจแตกต่างกัน ในระยะหลังความกระตือรือร้นของแพทย์ชนบทที่จะเป็นกรรมการแพทยสภาเด่นน้อยลง บางคนที่เคยลงรับเลือกตั้งก็ไม่ลงบางคนที่เคยได้รับเลือกตั้งก็ไม่ได้รับ เพราะสมาชิกมีการเลือกที่ ๒๖ บันเส้นทางชีวิต ประมวล ระดับ หลากหลายมากขึ้น ในปัจจุบันเหลือแพทย์ชนบทที่เป็นกรรมการ แพทยสภาอยู่ ๔ คน คือ นายแพทย์ชูชัย สุภวงศ์, นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน์, นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ และนายแพทย์สุวิทย์ วิบูลยประเสริฐ การเข้าไปมีบทบาทในแพทยสภาของแพทย์ชนบททำให้ขยาย โลกทัศน์ ได้พบครูบาอาจารย์และแพทย์อื่น ๆ ซึ่งหลายคนเป็นคนเก่ง และคนดี ได้เรียนรู้จากคนเหล่านี้ และได้สัมผัสงานในแง่มุมที่หลากหลายไปจากเดิม แต่เดิมปลัดกระทรวงสาธารณสุขจะได้รับเลือกเป็นนายก แพทยสภา แต่ไม่ใช่โดยตำแหน่ง โดยการเลือกของคณะกรรมการ แพทยสภา เพิ่งมาเมื่อนายแพทย์วิทูร แสงสิงแก้ว เป็นปลัดกระทรวงฯ ที่ให้คนอื่นเป็น อาจจะเบื่อที่จะมาฟังการโต้เถียง โดยเฉพาะจาก แพทย์รุ่นน้อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นสภานายก พิเศษของแพทยสภาตามกฎหมาย ตามปกติรัฐมนตรีก็ไม่ได้มาบุ๋ง อะไรกับแพทยสภา เมื่อตอนนายเสนาะ เทียนทอง เป็นรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงสาธารณสุข คราวหนึ่งมีการเชิญนายเสนาะมาในงาน เลี้ยงของคณะกรรมการแพทยสภา มีผู้เล่าร้านายเสนาะได้ขึ้นพูดในงาน เป็นทำนองว่าถ้าแพทย์คนใดสนใจจะสมัครเป็นผู้แทนราษฎร คนก็ ยินดีจะให้คำแนะนำ ซึ่งบางคนไม่พอใจที่ได้ยินวิสัยทัศน์อย่างนั้น ผมลองนั่งพบดาวนบทบาทของแพทย์ชนบทที่เข้าไปมีส่วนร่วม หรือผลักดันทางนโยบาย เห็นมีหลายประการ เช่น - เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข (กล่าวแล้ว) - การควบคุมการบริโภตยาสูบ - การแพทย์แผนไทย - พลวธรรมแห่งการพัฒนาสถานีอนามัย - การออกวารสารหมออนามัย ๒๐๗ บนเส้นทางชีวิต ของการแสดงสุขและโศกเศร้า - คณะกรรมการระบาดวิทยาแห่งชาติ - มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ - มูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา - สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข - แพทยสภา (กล่าวแล้ว) - การตั้งกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กล่าวแล้ว) - การพัฒนา อป. - การพัฒนากำลังคน - สำนักงานองค์การอนามัยโลก และการสาธารณสุขระหว่างประเทศ ผลอาจจะทราบไม่หมด ใครทราบอย่างอื่นก็มาเพิ่มเติมได้ การควบคุมบริโภคยาสูบ นายแพทย์หทัย ชิตานนท์ เมื่อเป็นรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นคนผลักดันให้ตั้งสำนักงานคณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งชาติ นายแพทย์ศิริวัฒน์ ทิพย์สราดล แพทย์ชนบทคนหนึ่ง เป็นหัวหน้าสำนักงานคนแรก และได้พยายามทำงานเรื่องนี้อย่างเต็มที่ นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ เป็นอีกคนหนึ่งที่ร่วมผลักดัน ชมรมแพทย์ชนบทได้จัดการวิ่งรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ดังกล่าวแล้ว การแพทย์แผนไทย การแพทย์แผนไทยเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก แต่ในรูปการจัดองค์กรไม่ชัดเจนว่าจะทำอย่างไร เมื่อครั้งนายชวน หลีกรัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เราได้จัดประชุมเชิงนโยบายการแพทย์แผนไทย และเชิญรัฐมนตรีมาร่วมประชุมด้วย ที่ประชุมได้ บนเส้นทางชีวิต ประเวศวงศ์ เสนอให้มีการตั้งสถาบันการแพทย์แผนไทย ซึ่งรัฐมนตรีก็เห็นด้วย และมีการตั้งสถาบันนี้ในกรมการแพทย์ เป็นสถาบันที่แพทย์หญิง เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ เป็นผู้อำนวยการในปัจจุบัน โดยก่อนหน้านั้น พวกเราไปดูงานที่วิทยาลัยอายุรเวช (วิชาโภชนาการกัจจ์) ที่อาจารย์หมออวย เกตุสิงห์ เป็นผู้ตั้ง ขณะนั้นอยู่ที่วัดบวรนิเวศ ทุกคนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ มีประโยชน์ต่อการสาธารณสุขมาก จึงผลักดันให้มีการตั้งสถาบันดังกล่าว **ทศวรรษแห่งการพัฒนาสถานีอนามัย** เรื่องนี้ต้องถือว่ากลุ่มแพทย์ชนบทเป็นผู้ผลักดันโดยแท้ โดย ปรึกษาหารือกันที่สวนสามพราน ด้วยเห็นว่าการพัฒนาโครงสร้าง บริการสาธารณสุขได้ผ่านมา ๒ ยุค คือ ยุคที่ ๑ สร้างโรงพยาบาล จังหวัดให้ครบทุกจังหวัด ยุคที่ ๒ สร้างโรงพยาบาลอำเภอหรือ โรงพยาบาลชุมชนให้ครบทุกอำเภอ ยุคที่ ๓ ก็ควรจะเป็นยุคพัฒนา สถานีอนามัย สถานีอนามัยนั้นมีครบทุกตำบลอยู่แล้ว แต่ควรส่งเสริมให้ มีสมรรถนะมากขึ้น เพราะหมออนามัยเป็นหมอแนวหน้าของการ สาธารณสุข พวกแพทย์ชนบทก็ศึกษาและทำแผนกันว่า ใน "ทศวรรษ แห่งการพัฒนาสถานีอนามัย" ควรจะต้องมีการเพิ่มเติมบุคลากร เครื่องมือ และส่งเสริมสมรรถภาพของเจ้าหน้าที่อย่างไรบ้าง เรื่องนี้มี ตนถามว่าคุ้มหรือไม่ แต่ก็ทำไปแล้ว ควรจะมีการวิจัยประเมินผลว่า คุ้มค่าหรือไม่ **วารสารหมออนามัย** แพทย์ชนบทเป็นผู้เห็นคุณค่าของหมออนามัย ใครที่สนใจ เรื่องการสาธารณสุขก็ต้องเห็นคุณค่าของหมออนามัยทั้งสิ้น เพราะ หมออนามัยเป็นหมอแนวหน้าของการสาธารณสุข เป็นผู้ที่ใกล้ชิดชาว ๒๙ บันเส้นทางชีวิต ของการแพทย์ชนบทในประเทศไทย บ้านมากที่สุด ได้ช่วยควบคุมโรคต่าง ๆ และรักษาความเจ็บไข้ได้ป่วย ให้ประชาชน กลุ่มแพทย์ชนบทได้ปรึกษากันว่า เราจะทำวารสาร หมออนามัยเป็นเวทีสื่อสารทางวิชาการ งานและปัญหาของหมออนามัย เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ นายแพทย์สุวิทย์ วิบูลผลประเสริฐ เป็นบรรณาธิการคนแรก ผมเป็นประธานกรรมการ หมอสุวิทย์ซักชวนสาธารณสุขจังหวัดให้มา สนับสนุน กิจการเจริญดี เป็นเวทีให้หมออนามัย และมีเงินเหลือ หลายล้านบาทไว้ใช้บำรุงกิจการทางวิชาการของหมออนามัย หมออำพล จินดาวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบันพระบรมราชชนก ซึ่งคนใจหมออนามัย อย่างยิ่ง มารับเป็นบรรณาธิการต่อจากหมอสุวิทย์ คณะกรรมการระบาดวิทยาแห่งชาติ (National Epidemiology Board) เรื่องนี้ได้เคยเล่าไปแล้วเป็นบางส่วนหลายครั้ง ว่าเป็นโครง การที่มูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์สนับสนุนทางการเงิน มีผมเป็นประธาน นายแพทย์ประยูร กุนาศล เป็นเลขานุการ แพทย์หญิงจันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ และเป็นผู้ที่ลงแรงในการทำงานนี้ มากที่สุด มีแพทย์ชนบทต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมอบยำงมาก นายแพทย์ สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เป็นคนช่วยยกธงโครงสร้างขององค์กรนี้ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ เป็นองค์กรที่ตั้งมาพร้อมกับคณะกรรมการระบาดวิทยาแห่งชาติ ในสมัยที่นายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ เป็นรัฐมนตรี และนายแพทย์ ไพโรจน์ นิ่งสานนท์ เป็นปลัดกระทรวง ที่ว่าตั้งมาคู่กันก็โดยที่คาด หมายไว้ล่วงหน้าว่าคณะกรรมการระบาดวิทยาแห่งชาติอยู่ในกระทรวง สาธารณสุข เป็นราชการ จะประสบปัญหาได้ง่าย ซึ่งก็เป็นความจริง ๑๐ บันทึกทางวิชาการ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๑ เพราะเมื่อนายบุญพันธ์ แซ่จัตนะ เป็นรัฐมนตรี ได้สั่งยุบองค์กรนี้ เพราะโครงงานแพทย์ท้าย ซิตารณส์ ไปวิจารณ์รัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่อง บุหรี่ ในมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติก็มีแพทย์ชนบทเข้าไปช่วยทำงาน **มูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา** ตั้งมาในสมัยเดียวกับองค์กรทั้ง ๒ ที่กล่าวก่อนหน้านี้ โดย นายแพทย์สงวนเจรจาชักจูงนายแพทย์ Scott Halstead จากมูลนิธิ ร็อกกีเฟลเลอร์ ให้มาสนับสนุนโครงการนี้ แต่ไม่สำเร็จ หมอสงวนก็ เลยช่วยยกธุระการตั้งมูลนิธินี้ ขณะนี้นายแพทย์สงวนก็เป็นประธาน ของสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนาภายใต้มูลนิธินี้ **สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)** ความคิดเรื่องการจัดตั้งสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขก็ชื่นใน งานปฏิรูประบบสาธารณสุขอันเป็นงานหนึ่งของคณะกรรมการระบบ วิทยาแห่งชาติ ในงานนี้แพทย์ชนบทหลายคน โดยเฉพาะ สมศักดิ์ สุวิทย์, สงวน, ชูชัย, จันทร์เพ็ญ ได้ร่วมระดมความคิด ใช้เวลามาก ได้ขอให้อาจารย์นิติค้าท่านหนึ่งคือ อาจารย์ปฐม มณีโรจน์ มาช่วยทำ รายงานขึ้นนี้ด้วย องค์กรหนึ่งที่เสนอให้จัดตั้งขึ้นใหม่คือ สวรส. ผมจำได้ ตอนนั้นคุณหมอไพโรจน์ นิ่งสานนท์ เป็นรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงสาธารณสุขในรัฐบาลอาณัติ ปันภารชุม พวกเราได้นัด ท่านมาประชุมที่โรงแรมเอเชีย และกินอาหารที่ห้องอาหารเวียดนาม พร้อมกับเสนอเรื่องนี้ ท่านเห็นชอบด้วย สงวนเป็นผู้ได้รับมอบให้ ไปยกร่างพระราชบัญญัติ สวรส. เข้ามานิติบัญญัติ เข้าใจว่ารับสุดท้าย พร้อมกับ พ.ร.บ. เกี่ยวกับการควบคุมการบริโภคบุหรี่ ๒๐ ฉบับ ที่ คุณหมอท้าย ซิตารณส์ และคุณหมอปรีดา วาทีสารธกิจ อุ้มอยู่เลข หัวใจวาย เพราะวันนั้นเป็นวันสุดท้ายของสภาแล้ว และมีร่างพระราช- บันทึก หนังสือราชการ ขออนุญาตออกใบประกาศโดย บัญญัติรถเข้าหลายฉบับด้วยกัน เรื่อง สวรส. นี้เคยเล่าไว้ก่อนหน้านี้บ้างแล้ว แต่ที่นำมาเล่าในสิ่งนี้เกี่ยวกับบทบาทของแพทย์ชนบทคือ นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหวัฒน์ หนึ่งในกลุ่มแพทย์ชนบทได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการอยู่ ๒ สมัย เป็นเวลา ๖ ปี คุณหมอสมศักดิ์เป็นคนที่มีความสามารถทางวิชาการ และมี integrity คือความซื่อสัตย์สูง คนที่จะบริหารองค์กรใด ๆ ต้องมีความซื่อสัตย์สูง เป็นที่ไว้ใจ ไม่เป็นที่เคลื่อนแคลงของตนทั้งหลาย จึงจะทำให้องค์กรนั้นมีความมั่นคง ข้อนี้คงจะตรงกับข้อสุทธิของท่านอาจารย์พุทธทาสนั่นเอง สวรส. เป็นองค์กรสำคัญที่มี พ.ร.บ. จัดตั้งขึ้นในลักษณะที่อิสระ คล่องตัว และต่อเนื่อง เพื่อสามารถสร้างและสะสมปัญญาได้ต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบ แพทย์ชนบทหลายคนได้ร่วมงานกับ สวรส. ทางใดทางหนึ่ง มีนายแพทย์ศุภกรบัวสาย, ยงบุตร จงธรรม, อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล, วิโรจน์ ตั้งเจริญ-เสถียร, สวน นิตยารัมภ์พงศ์, ชูชัย ตุราวงค์, สุริทย์ วิบูลยประเสริฐ, อำพล จินดาวัฒนะ, ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล และจันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ เป็นต้น งานที่ สวรส. เป็นงานที่มีความสำคัญมาก ที่จะนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูประบบสุขภาพ โดยอาศัยการสร้างความรู้เชิงระบบ ระบบสุขภาพชั้นซ้อนและละเอียด ถ้าไม่วิจัยสร้างความรู้ก็ปฏิรูปไม่ได้ ความรู้เป็นขั้น ๆ ที่แยกกันก็ไม่พอที่จะเกิดพลังของการปฏิรูป ต้องเป็นความรู้ที่เชื่อมโยงเป็นระบบ สังเคราะห์ไปเป็นประเด็นเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก ไม่ค่อยมีใครวิจัยเชิงนี้เพราะขาดความเข้าใจระบบ แพทย์ชนบทมีพื้นฐานทางการจัดการมาก่อน จึงอยู่ในฐานะจะเข้าใจระบบ และเมื่อบวกด้วยเครื่องมืออย่างอื่น จึงทำให้สามารถสร้างความรู้เชิงระบบได้ ผมคิดว่าเรื่องงานวิชาการ ๓๒ ของแพทย์ชนบท ทั้งที่เกี่ยวข้องกับ สวรส. และไม่เกี่ยว มีความ สำคัญมาก เพราะตรงนี้คือการสร้างปัญญา ที่จะนำไปสู่การปรับปรุง เปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพเพื่อประโยชน์ของประชาชน ผมมีความ ภูมิใจที่มีส่วนเสนอให้ตั้งสถาบันแห่งนี้ และได้วิ่งเห็นงานต่าง ๆ ที่แพทย์ เหล่านี้ทำ ซึ่งไม่ได้เล่ารายละเอียดไว้ที่นี้ ตรงนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่น่าจะ มีการวิจัยและบันทึกไว้ เพราะเป็นหลักไม่สัมผัสหนึ่งในชีวิตของกลุ่ม แพทย์ชนบทและการสาธารณสุขไทย ผมพบว่าการมีทรรศนะและแสวงหาความรู้เชิงระบบ ช่วย กล่อมเกลาคนให้ทันไปทางธรรมมากขึ้น ถ้าเราทำอะไรเฉพาะส่วน หรือแยกส่วน เราก็อยู่กับตัวคนเดียว ไม่ต้องคำนึงถึงหรือเห็นคุณค่า ของคนอื่น จึงอาจเอะอะมะเทิ่ง มีอัธยการสูง คล้ายดาบอดคลำช้าง แต่ระบบใครระบบที่มีคนเกี่ยวข้องมาก ณ จุดต่างๆ เราจำเป็น ต้องเข้าใจเขาและเห็นคุณค่าของเขา จึงจะทำให้ระบบเคลื่อนไปอย่าง เป็นคุณได้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน เมื่อคำนึงถึงประโยชน์ของ ประชาชนก็ต้องพยายามมองให้เห็นระบบทั้งหมด มีความนอบน้อม ถ่อมตนและเห็นคุณค่าของคนอื่น ถ้าไม่ระวัง แม้การที่พูดว่าเอา ประชาชนเป็นตัวตั้ง (people-centered) แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ หาก เอาตัวกูของภูเป็นตัวตั้งมากกว่า เพราะฉะนั้น ในการทำงานเชิงระบบ ที่แท้จริงควรจะมีล่มมากล่อมเกลาตัวเองให้เห็นคุณค่าของทั้งหมด อันทำให้ตัวตนของตนเองน้อยลง นั่นคือเกิดพัฒนาการทางจิตวิญญาณ (spiritual development) การทำงานหรือการเรียนรู้ทุกชนิด ถ้าโยงให้ไปเชื่อมกับความ เป็นตั้งหมด หรือบูรณาการ จะก่อให้เกิดพัฒนาการทางจิตวิญญาณเสมอ การทำงาน การเรียน และชีวิต จึงเป็นเรื่องเดียวกัน " การทำอะไรช้ามาก จำเจ โดยไม่สามารถคิดอะไรใหม่ ทำอะไรใหม่ ๆ ที่ท้าทาย จะทำให้เบื่อหน่าย ชาติไพ่ ขาดความสุข ความสัมพันธ์เปลี่ยนไปในทางเลวร้าย ... " บนเส้นทางชีวิต ประมวล ๑๕๐ (เขียนเมื่อ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๒) <figure> A black and white photograph shows three young people, likely students, in what appears to be a classroom or school setting. The person in the center is looking down at an object, possibly a book or a project. To their right, another person is also looking down at the same object. The third person is partially visible on the left. All three are wearing what looks like school uniforms or casual attire. The overall scene suggests a moment of study or engagement. </figure> ขบวนการแพทย์ชนบทเป็นขบวนการที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับ เรื่องต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง กว้างขวางเกินกว่าที่ผมจะรู้ไปทั่วถึงหรือ จำได้หมด ผมจึงใช้วิธีลงมือเขียนไปก่อนคร่าว ๆ เท่าที่นึกออก และ เชิญชวนให้ตัวแพทย์ชนบทเองที่รู้เห็นในเรื่องต่าง ๆ เขียนมาเล่า ซึ่งจะ ทำให้สาธารณณะได้ทราบข้อเท็จจริงในแง่มุมที่หลากหลาย และด้วย สไตล์การเล่าที่ต่าง ๆ กันไป ก็ได้ผลครับ ในฉบับนี้ ผมขอเอาจดหมายของนายแพทย์อำพล จินดา- วัฒนะ และของนายแพทย์สุรเกียรติ อาชานานุภาพ ลงให้อ่านกันดัง ข้างล่างนี้ นายแพทย์อำพลเคยเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลพัฒนานิคม ๓๕ บนเส้นทางชีวิต ขบวนการแตกแยกในประเทศไทย จังหวัดลพบุรี เป็นสาธารณสุขจังหวัดยโสธร อุดรธานี และพิษณุโลก ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการสถาบันพระบรมราชชนกของกระทรวงสาธารณสุข ส่วนนายแพทย์สุรภียรติ อาชานาญภาพนั้น ขณะนี้เป็นหัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี สถาบันพระบรมราชชนก ๕๓๐๑๙๓๐-๒๑ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๓๒ ## กราบเรียนอาจารย์ประเวศ ที่เคารพรักอย่างสูง ผมขอเสนอประเด็นเกี่ยวกับขบวนการแพทย์ชนบทที่สามพราน ตามที่อาจารย์แจ้งไว้ ดังนี้ครับ ### ๑. ประเด็นการเกิดของมูลนิธิแพทย์ชนบท เป็นกลไกหนึ่งในการประสานแกนนำของขบวนการแพทย์ชนบทอย่างต่อเนื่อง และมีหลักยิงที่เป็นทางการ มีคุณพ่อสมเป็นประธานสืบมา จนกระทั่งมีอาจารย์ไพโรจน์เป็นประธานอยู่ในปัจจุบัน มีพี่มรกตเป็นรองประธาน เพื่อเตรียมสถานต่องานในอนาคต (ผมเป็นเลขาธิการอยู่) โดยทำงานเชื่อมโยงเกื้อหนุนอยู่กับชมรมแพทย์ชนบท แพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนต่อเนื่องตลอดมา เช่น มีโครงการคัดเลือกแพทย์ดีเด่นในชนบท กองทุนนายแพทย์คนพักตั้ง พูลเกษตร ทุกปี โครงการเยี่ยมแพทย์ในถิ่นทุรกันดารที่ทำเป็นประจำทุกปี ฯลฯ เป็นตัวอย่างบางส่วน ### ๒. ประเด็นการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ปี ๒๕๓๐ ที่มีการรวมตัวกันของแพทย์ชนบทและทีมงานด้านสุขภาพ ห่วงประเทศ แบ่งเป็น ๔ สาย วิ่งรณรงค์เข้าสู่กรุงเทพฯ ลำรายชื่อ ๓๖ บันเส้นทางชีวิต ปี2560 ประชาชนสนับสนุนการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ๕ ล้านชื่อ เสนอ ต่อประธานสภาฯ (นายชวน หลีกภัย) สายตะวันออก มีสุวิทย์เป็น แกนนำ สายใต้มีพี่วินัยกับชูชัยเป็นแกนนำ สายอีสานมีสำเริง (แหยง) เป็นแกนนำ สายเหนือมีผมกับอุกฤษฎ์ มิลินทางกูร เป็นแกนนำ โดยมีคุณพ่อสมเป็นปู่ชนียบุคคลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ กิจกรรมรณรงค์ด้านสุขภาพระดับชาติครั้งนั้น เป็นตัวอย่าง ของการรณรงค์ที่แท้จริง มีส่วนผลักดันร่วมกับ NGO และหน่วย งานต่าง ๆ สร้างกระแสรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่จนเป็นกระแสสังคม และมีแพทย์ชนบทหลายคน เช่น ชูชัย สุวิทย์ ร่วมกับอาจารย์อีก หลาย ๆ ท่าน เช่น อาจารย์ทักษิย อาจารย์ประกิต อาจารย์ไพโรจน์ ฯลฯ ผลักดันให้มีกฎหมายควบคุมการบริโภคยาสูบ ซึ่งถือว่าเป็นความ ก้าวหน้านักที่สุดประเทศหนึ่ง ๓. การมีกัลยาณมิตรหลายระดับ ขบวนการแพทย์ชนบทและเครือข่ายเชื่อมโยงอย่างกว้างขวาง นอกจากมีการสร้าง critical mass เกาะเกี่ยวกันเอง มีจิตใจถึงกัน ผูกพันกันในระดับหนึ่ง (กรณีเหตุการณ์ของผมเมื่อปี ๒๕๒๘, กรณี การเจ็บป่วยของโค้ว, กรณีการเสียชีวิตของทรงกิจ, กรณีการเจ็บ ป่วยของหมอธารา ฯลฯ เป็นตัวอย่างว่าพวกเราไม่ทอดทิ้งกัน ช่วยเหลือ กันเท่าที่จะช่วยกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านจิตใจ) การทำงานของ แต่ละคน นอกจากแยกกันทำ แยกกันรับผิดชอบตามความถนัดตาม โอกาสของแต่ละคนแล้ว ก็มีการเกาะเกี่ยวร่วมกันคิดร่วมกันทำอยู่ เนื่อง ๆ ในเกือบจะทุกเรื่อง ที่สำคัญคือ การมีปู่ชนียบุคคลเป็นกัลยาณมิตร โดยขบวนการ แพทย์ชนบทยึดถือประเพณีไทยที่เป็นลักษณะเด่นคือ ให้ความเคารพ ศรัทธาต่อผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นคนดี มีวิชาการ เชื่อถือได้ เช่น คุณ พ่อสม, อาจารย์อารี, อาจารย์ไพโรจน์, อาจารย์บรรลุ, อาจารย์ ๓๗ คุณหญิงปรียา อาจารย์ประเวศนอง พี่มรกต พี่ดำรงค์ พี่มงคล ฯลฯ โดยมีความผูกพันเชื่อมโยงทั้งด้านจิตวิญญาณ สติปัญญา วิชาการ ซึ่งเป็นการหล่อหลอม เสริมสร้างกำลังใจ ยึดมั่นในความดีงาม การใช้วิชาการ และการเรียนรู้อย่างไม่หยุดนิ่ง รูปธรรมที่เห็นจึงมีทั้งการทำงานวิชาการร่วมกัน การมีการเคลื่อนไหวต่อสู้ความไม่ถูกต้องร่วมกันหลายครั้งหลายคราว ในขณะเดียวกันก็มีแพทย์ชนบทรุ่นกลางและรุ่นน้อง ๆ เดินโตเข้ามาร่วมชุมชนการ ถ่ายทอดวิธีคิด อุดมการณ์ และการทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นธรรมชาติ เรียนรู้ร่วมกัน (ซึ่งไม่สามารถสร้างได้ด้วยการจัดตั้ง) เช่น พงเดช สุพัตรา พงษ์พิสุทธิ์ ปรีดา แต่อารักษ์ (อดีตประธานชมรม ตอนนี้มาช่วยงานติดตามผลกระทบด้านสุขภาพที่เกิดจากวิกฤติเศรษฐกิจ), พิเชษฐ์ (สสจ.สกลนคร ที่ไปเป็น สสจ.ที่ไหน ก็ต้องรบกับคนแควมา ๔ จังหวัดแล้ว), บุญชัย สมบูรณ์สุข (ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย เคยเป็น สสจ.หนองบัวลำภู เคยทำงานชมรมแพทย์ชนบท), ลุกฤษฎิ์ มีสินทางกูร (เคยอยู่โรงพยาบาลอำเภอปาย แต่ต้องถอน ถึง ๗ ปี ขอรานพัฒนากำลังคนกำลังขยายงานเครือข่ายพัฒนาแพทย์โรงพยาบาลชุมชน และขยายความเชื่อมโยงกับต่างประเทศ ขณะนี้เป็นรองผู้อำนวยการสถาบันพระบรมราชชนก), หมอสุรเชษฐ์ จบศัลย์แต่ไปอยู่ต่อที่โคกสำโรงเป็นสิบปีแล้ว หมอธงยศ หมอพงษ์เทพ อยู่จังหวัดน่าน หมอพงศ์ธร อยู่อำนาจเจริญ เรียนระบาดวิทยาจบ กลับไปอยู่โรงพยาบาลชุมชนต่ออีก, หมอประทีป ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำนาจเจริญ, หมอสุริยะ สสจ.ลพบุรี, หมออภิสิทธิ์ และหมอทานทิพย์ โรงพยาบาลน้ำพอง, หมอวีระพันธ์ (โรงพยาบาลคูณ์ขอนแก่น), หมอบุญเดิม ที่ สสจ.ลำปาง, หมอพิสิทธิ์ ที่ สสจ.น่าน, หมอชาตรี เจริญศิริ ที่โรงพยาบาลน่าน, หมอสุเทพ ที่ สสจ.สงขลา และคนอื่น ๆ อีกมากมาย ๓๘ บนเส้นทางชีวิต ปี 2560 ## ๔. ประเด็นแพทยสภา แพทย์ชนบทสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในองค์กรวิชาชีพแพทย์ ซึ่งเป็นวิชาชีพที่มีพลัง ไม่ว่าจะไปทางบวกหรือทางลบ โดยที่วิชัย สุวิทย์, ผม. ซูซับ, สงวน และอีกบางคน เป็นกลุ่มแกนที่เข้าไปด้วยระบบ เลือกตั้งหลายกรรมหลายวาระ บางช่วงเข้าไปทำงานบริหาร ไปช่วย กันจัดระบบงาน จัดระบบสร้างมาตรฐานด้านจริยธรรม ฯลฯ กล่าว ได้ว่ามีส่วนเข้าไปก่วงคุลในเวทีวิชาชีพ มีให้แอนเยี่ยงปกป้องในเวทวง วิชาชีพอย่างไม่ลืมหูลืมตา ผลักดันให้ทันมาเป็นช้างประชาชนได้มาก ขึ้นในระดับหนึ่ง ## ๕. ประเด็นการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการต่อต้านความไม่ถูกต้อง และ การผลักดันเรื่องสำคัญ ๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ การผลักดันกระแส ปฏิรูปการเมือง (การว่างรัฐธรรมนูญก่อนมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ช่วงมี สสร.) การผลักดันแนวทางการพัฒนาชุมชนแบบยั่งยืน ฯลฯ ส่วนมีแพทย์ชนบทที่ถนัดต่างกัน ชอบต่างกัน สอดแทรกเป็น ยาต่ำเข้าไปมีส่วนร่วมแทบจะทุกเรื่อง ยิ่งเหตุการณ์ในกระทรวงสาธารณสุขโดยตรง เช่น กรณีภัย พึ่มรถตอย่างไม่เป็นธรรม, กรณีเทเลเมดิซีนของสุวิทย์ และกรณี ทุจริตยา แพทย์ชนบทเป็นแรงสำคัญในการต่อสู้ทุกเรื่อง โดยการ ต่อสู้แต่ละครั้งมีแกนนำเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ และมีการผนึกกำลัง แบบธรรมชาติ ไม่มีการร้องขอ ไม่มีการทะเภาณฑ์ ไม่มีการจัดตั้ง เคียงแต่มีการประสานงานอย่างห่วง ๆ เหตุการณ์บางอย่างที่ร่วมกันทำ ร่วมกันต่อสู้ เข้าให้ใครฟัง เขาก็ไม่เชื่อว่าเกิดโดยธรรมชาติ มิได้คัดหมาย คล้ายๆ กับมีการชูธงในหัวใจของทุกคน โดยไม่ต้องพัดหมายหรือ เรียกร้องใด ๆ สำหรับจุดนี้ ผมซึ่งมีส่วนร่วมด้วยหลายครั้งได้ข้อสรุปว่า สิ่ง จบ บนเส้นทางชีวิต ขบวนการพลอยแบบใหม่ประจำชาติ ที่เกิดขึ้น ผลักดันและต่อสู้สำเร็จ เกิดจากจิตวิญญาณของการรัก ความถูกต้องร่วมกันจริงๆ จากนั้นจึงแปรออกมาเป็นการเคลื่อนไหว อย่างสอดประสานเป็นธรรมชาติ ซึ่งจุดอย่างนี้จัดตั้งไม่ได้ แต่ได้ หล่อหลอมมายาวนาน เป็นจิตวิญญาณที่สำคัญอย่างหนึ่งของขบวน การแพทย์ชนบท ๖. ประเด็นกลุ่มสามพราน อาจารย์ทราบดี ผมคิดว่าตรงนี้เป็นที่หล่อหลอมเพื่อการ พัฒนาจิตวิญญาณ วิธีคิดและวิชาการของแต่ละคน เป็นหนึ่งในความ งดงามของขบวนการแพทย์ชนบท และเป็นหนึ่งของกลไกที่ทำให้ ขบวนการแพทย์ชนบทมีพัฒนาการด้วย ๗. ความเชื่อมโยงของการทำงานวิชาการ สร้างองค์ความรู้ ผลักดัน นโยบาย และปรับแนวคิดในเรื่องต่าง ๆ ตรงนี้อาจารย์เขียนไปบ้างแล้ว ผมมองเห็นว่า เมื่อแพทย์ ชนบทแต่ละคน แต่ละกลุ่ม (ที่ชอบเหมือน ๆ กัน) มีโอกาสทำงานมา ขึ้น สูงขึ้น ยากขึ้น แต่ละคนก็พยายามใช้ศักยภาพสร้างงาน บางครั้ง ดูเหมือนต่างคนต่างทำ แต่จริงๆ แล้วมีการเชื่อมโยง เกื้อหนุน เสริม กันและกันอยู่เสมอ ๆ - โครงการอนุรุยา (โต้ว, ทวีเกียรติ (แห้ง), สมชัย (เบ้), มะน้อย ฯลฯ) - โครงการปฏิรูประบบสุขภาพ (สงวน พงษ์พิสุทธิ์, สุจัตตรา ยงยุทธ ฯลฯ) รวมทั้งการผลักดันการปฏิรูประบบการ เงินการคลัง, สปช., ประกันสังคม ฯลฯ - โครงการวิจัยระบบสาธารณสุข (สมศักดิ์, วิพุธ, อนุวัฒน์, วิโรจน์, สุภกร, สุวิทย์, ชูชัย, ผม ฯลฯ) - งานควบคุมโรคติดต่อ (พี่วิชัย, วิวัฒน์ โรจนพิทยากร, สุภมิตร ฯลฯ) ๔๐ บันเส้นทางชีวิต ประจำปี 2560 - งานอนามัยสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมสุขภาพ ประชาสังคม (ชูชัย, กาญจนศักดิ์, โกมาตร ฯลฯ) - งานพัฒนา family care (สุพัตรา, รุจิรา-โคราช, ยงยุทธ, พีรพล-นครสวรรค์, อภิร-หาดใหญ่ ฯลฯ) - งานพัฒนากำลังคน-ประสานส่งคนไปเรียนหนังสือเมืองนอก ที่ดีๆ สร้างเครือข่ายแพทย์โรงพยาบาลชุมชน เครือข่าย การพัฒนาชุมชนยั่งยืน เครือข่ายส่งเสริมสุขภาพ กลุ่ม พัฒนาทักษะการทำงานระดับนานาชาติ สร้างองค์ความรู้ ด้านกำลังคน การผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบท การ สนับสนุนหมออนามัยอย่างต่อเนื่องให้หลายรูปแบบ ฯลฯ (อำพล, สุวิทย์, อุกฤษฎี, ปรีดา, บุญชัย ฯลฯ) - โรงเรียนแพทย์ (พี่สุรเกียรติ, ไพบูลย์, บุษกร, สุวัฒน์- เชียงใหม่ ฯลฯ) - งานผลักดันนโยบายสำคัญต่างๆ ก็ช่วยกันทำเมื่อมีโอกาส และอยู่ในจุดที่แต่ละคนมีความเหมาะสม ผมคิดได้ขณะนี้ ๖-๗ ประเด็น ติดว่าคงเป็นประโยชน์กับ อาจารย์บ้างตามสมควร ถ้าอาจารย์ต้องการข้อมูลอะไรเพิ่มเติม ผม ยินดีครับ ถ้าผมมีและรู้ ผมคิดว่าขบวนการแพทย์ชนบทมี crucial points อยู่ ๖-๗ อย่าง คือ ๑. มีอุดมการณ์กระแสเดียวกัน (แม้ไม่ตรงกันหมด แต่ก็เป็น ทิศเดียวกัน) ๒. มีจิตวิญญาณถึงกัน มีการพัฒนาทางจิตวิญญาณร่วมไป ด้วยตลอด มีผู้ใหญ่ ผู้กลาง และผู้น้อง มีความผูกพันถึงกันอย่าง งดงามเป็นธรรมชาติ ๓. มีกลุ่มแกนกลางที่เกิดโดยธรรมชาติ และเป็นไปโดย ๔๑ บันเส้นทางชีวิต ขบวนการแพทย์ชนบทในประเทศไทย ธรรมชาติ ซึ่งคงเป็น critical mass โดยไม่ทันรู้ตัว และมีลักษณะ เป็น collective leadership ๔. มีการเรียนรู้ พัฒนาตน พัฒนาความคิด พัฒนางาน โดย การเอางานและเอารวิชาการ ๕. มีจิตใจของการไม่ยอมรับความไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม เหมือน ๆ กัน ๖. มีความชอบ ความถนัด จริตที่หลากหลาย มีกลุ่มย่อยๆ หลายกลุ่มในขบวนการใหญ่ แต่สามารถสอดประสานกันได้ดีพอสมควร ๗. มีทั้งที่ทำงานในส่วนกลาง ในระบบต่างๆ ของสังคม และ ในพื้นที่ เมื่อเชื่อมกันจึงเชื่อมได้กว้าง เข้าใจความเป็นจริงได้ชัดเจน มากพอสมควร ด้วยความเคารพว่าอย่างสูง อำพล จินดารัมนะ (อำพล จินดาวัฒนะ) เรียนอาจารย์ประเวศ ที่รักเคารพ ในการรวมตัวของแพทย์ชนบท ผู้ที่มีบทบาทสำคัญคือ นายแพทย์ มานิตย์ ประพันธ์ศิลป์ จบจุฬาฯ เป็นแพทย์ใช้ทุนรุ่น ๒ หรือ ๓ (ผมเป็นแพทย์ใช้ทุนรุ่น ๑) จำได้ว่าขณะที่เขากำงานเป็นหัวหน้าศูนย์ การแพทย์และอนามัย (ศพอ.) อำเภอประโคนชัย บุรีรัมย์ ได้ร่อน จดหมายระบายความรู้สึกอึดอัดชัดคร้องต่อระบบราชการ และเสนอ ให้มีการพบปะพูดคุยกันในหมู่แพทย์ชนบท (ประมาณปี ๒๕๑๗ หรือ ๒๕๓๘) ขณะนั้น มีแพทย์อนามัยรุ่นที่ ๆ (ที่รับทุนการมอนามัยก่อนมี การบังคับใช้ทุน) ที่มุกเบิกงานรักษาพยาบาลในระบบอำเภอ เช่น นายแพทย์อุเทน จารณศรี อำเภอปากช่อง, นายแพทย์ประสพ พาลท่าย (เคยอยู่ปากน้ำชุมพร ซึ่งผมไปฝึกงาน ๒ เดือน ในช่วงแรกของการใช้ทุน พ.ศ. ๒๕๑๕ ต่อมาได้ย้ายมาที่บางปะอิน ซึ่งผมก็ได้บ้างจากโกสุมพิสัยมาสมทบด้วยในปี ๒๕๑๖ พี่หมอประสพเป็นแพทย์ที่ชอบทำผ่าตัด เช่น ผ่าไข้ตึง, ได้เลื่อน C/S ในขณะที่สภาพของ สพจ. ยังขาดทีมงานและอุปกรณ์สนับสนุน ต่อมาได้เป็น สสจ. ที่มุกดาหาร, สหบุรี, นนทบุรี และเสียชีวิตจาก CHD หลังทำ bypass) พี่หมอคม ป้องขันธ์ (ตอนนั้นอยู่ที่บางละมุง) ฯลฯ ก็ได้ร่วมกับแพทย์ชนบททุ่มใหม่ จัดประชุมเตรียมการก่อตั้ง "สหพันธ์แพทย์ชนบท" (เข้าใจว่าชื่อนี้ หมอวิชัย โชค-วิวัฒน์เป็นผู้นำเสนอและผลักดันตามกระแสการเมืองในขณะนั้น- ต้นปี ๒๕๑๙) มีการประชุมครั้งแรกที่เขาใหญ่ (๒๔-๒๕ เมษายน ๒๕๑๙) และครั้งที่ ๒ (๕-๖ มิถุนายน ๒๕๑๙) (ดูรายละเอียดในเอกสารชุด ๒ ที่แนบมา เอกสารชุดนี้ผมเป็นผู้เขียน ในนามประชาสัมพันธ์ และสารนิยการคนแรกของหนังสือ "แพทย์ชนบท" ซึ่งออกได้เพียง ๑ ฉบับ หลังเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ได้เลิกไปโดยปริยายทั้งสหพันธ์แพทย์ชนบท และหนังสือ "แพทย์ชนบท") ## แพทย์ชนบท ### ครั้งที่ ๑ "แพทย์ชนบท" การร่วมการสหพันธ์ นายแพทย์อุเทน เป็นประธาน, นายแพทย์ประสพ เป็นรองประธาน และนายแพทย์มานิตย์ เป็นเลขานุการ (ตอนนั้นย้ายไปที่ ส๓ บันเดินทางชีวิต แบบการแพทย์แบบใหม่ประมวลโดย โรงพยาบาลศรีเชียงใหม่) ส่วนระเบียบสหพันธ์ ผมยังมีหนังสือ "แพทย์ชนบท" ฉบับดังกล่าวอีกไว้ ๑ เล่ม หากอาจารย์สนใจ จะฝากมาให้ดูภายหลัง ในเล่มนี้อาจารย์ได้กรุณา เรียนเรื่อง "รูปแบบเพื่อการกระจายบริการสาธารณสุขให้ทั่วถึงโดย รวดเร็วสำหรับประเทศไทย" รายละเอียดอื่นๆ ผมจะลองค้น diary ที่เขียนในช่วงนั้นดู หากมีอะไรสนใจ จะเขียนฝากมาถึงอาจารย์อีกครั้ง สุรศิลป์ ๒๐ ก.ค. ๑๖ หมายเหตุ: ความจริงการก่อตัวของแพทย์ชนบทน่าจะเริ่มตั้งแต่วัฐบาล ประกาศมาตรการบังคับนักศึกษาแพทย์ใช้ทุนในปี ๒๕๑๐ (ผมเรียน อยู่ปลายปี ๓) ซึ่งเป็นจำนวนให้มีการประชุมสัมมนา "ปัญหาขาดแคลน แพทย์". การออกไปสัมผัสโรงพยาบาลต่างจังหวัดของนักศึกษาแพทย์ ในช่วงปิดเทอม, การก่อตั้ง "ศูนย์นิสิตนักศึกษาแพทย์ (ศนนท.)" และการออกวารสาร "นักศึกษาแพทย์สัมพันธ์" ๙๔ Extract all text from this image. Instructions: - Only return the clean Markdown. - Do not include any explanation or extra text. - You must include all information on the page. Formatting Rules: - Tables: Render tables using <table>...</table> in clean HTML format. - Equations: Render equations using LaTeX syntax with inline ($...$) and block ($$...$$). - Images/Charts/Diagrams: Wrap any clearly defined visual areas (e.g. charts, diagrams, pictures) in: <figure> Describe the image’s main elements (people, objects, text), note any contextual clues (place, event, culture), mention visible text and its meaning, provide deeper analysis when relevant (especially for financial charts, graphs, or documents), comment on style or architecture if relevant, then give a concise overall summary. Describe in Thai. </figure> - Page Numbers: Wrap page numbers in <page_number>...</page_number> (e.g., <page_number>14</page_number>). - Checkboxes: Use ☐ for unchecked and ☑ for checked boxes. ... ระบบใดระบบที่มีคนเกี่ยวข้องมาก ณ จุดต่าง ๆ เราจำเป็นต้องเข้าใจเขาและ เห็นคุณค่าของเขา ระบบจึงจะเคลื่อนไปเป็นคุณ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชน ... เมื่อคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน ก็ต้องพยายามมองระบบทั้งหมด มีความนอบน้อมถ่อมตน และ เห็นคุณค่าของผู้อื่น ... " บนเส้นทางชีวิต ประเวศวารี (เขียนเมื่อ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๔๑) จากจดหมายของนายแพทย์สุรเกียรติ อาชานาฏภาพ และ นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ ที่นำลงฉบับที่แล้ว จะเห็นจุดกำเนิด ของขบวนการแพทย์ชนบทและเรื่องที่แพทย์ชนบทเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ว่ากว้างขวางและสำคัญเพียงใด ที่สำคัญคือ กระบวนการนี้เกิดขึ้นได้ อย่างไร มีอะไรเป็นองค์ประกอบ ซึ่งควรทำการวิจัยขึ้นไว้ เพื่อเป็น บทศึกษาต่อการเกิดและเติบโตของกระบวนการสร้างพลังในชาติหรือ พลังแผ่นดิน เพื่อรักษาแผ่นดินนี้มิให้แตกสลาย มีกำลังที่จะเผชิญ วิกฤติ และสามารถพัฒนาไปสู่ความเจริญบนเส้นตัวบท ผมเห็นพลังแผ่นดินจะเกิดจากองค์ประกอบดังนี้ ๑. พลังแห่งอุดมคติ หรืออาจเรียกว่าพลังทางจิตวิญญาณ ๔๗ บนเส้นทางชีวิต ของการแพทย์ชนบทในประเทศไทย ๒. พลังแห่งการผนึกตัวทางสังคม ๓. พลังทางปัญญา เพื่อสนับสนุนการวิจัยเรื่องขบวนการแพทย์ชนบท บัดนี้ นายแพทย์วิจารณ์ พานิช ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้เยี่ยมป่ากว่า สกว. ยินดีสนับสนุนโครงการวิจัยนี้ จึงขอแจ้งมาให้ทราบทั่วกัน การต่อต้านการทุจริตกรณีซื้อยาและเวชภัณฑ์ ๑,๔๐๐ ล้านบาท ในกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมไม่เกิดขึ้นในกระทรวงอื่น ทั้ง ๆ ที่ทุกกระทรวงหรือแทบทุกกระทรวงคงจะมีเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน การที่จะเข้าใจว่า ทำไมราชการในกระทรวงสาธารณสุขจึงกล้าออกมาเปิดโปงการทุจริต คงจะต้องเข้าใจที่มาหรือรากของปรากฏการณ์ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ๆ โดยไม่มีราก การจะเข้าใจรากฐานของเรื่องนี้ก็ต้องเข้าใจขบวนการแพทย์ชนบทในประเทศไทย ผมจะนำหัวข้อบางหัวข้อที่คุณหมออำพลเขียนไว้ในฉบับที่แล้วมาเล่าขยายความ องค์กรของแพทย์ชนบท การที่จะทำอะไรให้มีพลังของความสำเร็จควรคำนึงถึงองค์ประกอบ ๔ อย่างให้ครบ ถ้าไม่ครบก็ขาดพลัง องค์ประกอบ ๔ อย่างนั้นคือ * อุดมคติ * ความรู้ * การเรียนรู้ * การจัดองค์กร ๔๘ บันเส้นทางชีวิต ประเวศ ๑๕๔ ถ้าขาดไปอย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่มีพลัง เช่น มีพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นแหล่งความรู้ แต่ไม่มีพระเรียนรู้หรือมารวายเรียนรู้ ความรู้นั้นก็ไม่มาสู่การใช้ประโยชน์ ในทางตรงข้าม ถ้ามีการเรียนรู้ แม้จะทำให้ต้นพบความรู้เองก็จริง แต่ลองคิดดูว่า ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้ามาสร้างความรู้ให้ การเรียนรู้จะช้าแค่ไหน หรือกรณีความรู้ยาก ๆ คนทั่วไปยังอาจค้นไม่พบความรู้นี้เลยก็ได้ เช่น ความรู้ที่พระพุทธเจ้าค้นพบหรือไอน์สไตน์ค้นพบ ฉะนั้น การสร้างความรู้ด้วยการคิดค้นวิจัยให้ได้ความรู้นั้น ๆ มาจึงมีความสำคัญ ความรู้ที่ดีมีความงามที่อาจก่อให้เกิดความบันดาลใจให้ผู้คนอยากเรียนรู้และจัดองค์กรด้วยก็ได้ กรณีพุทธธรรมได้ก่อให้เกิดสงฆ์หรือชุมชนผู้เรียนรู้ ซึ่งเป็นทั้งการจัดองค์กรและการเรียนรู้อุดมคตินั้น หมายถึงคติอันสูงส่ง หรือความดีซึ่งไปพ้นตัวตน เช่น อุตมคติของพุทธศาสนาคือนิพพาน อุดมคติทำให้เกิดพลังชีวิตและพลังสังคม ชีวิตหรือสังคมที่ขาดอุตมคติย่อมอ่อนแอ ระส่ำระสาย และแตกสลายได้ง่าย ตราบใดที่พระพุทธศาสนามีองค์ประกอบครบถ้วน ๔ คือ อุดมคติ หลักธรรม (ที่จริงหลักธรรมนั้นมีอุดมคติเป็นยอด) การเรียนรู้และการจัดองค์กร พุทธศาสนาจะมีพลังอย่างยิ่ง บัดนี้พระพุทธศาสนาในประเทศไทยอ่อนกำลังไปมาก เพราะขาดการเรียนรู้และการจัดองค์กรที่ดี และมีการตัดคำสอนอุดมคติเรื่องนิพพานออกไปหรือบิดเบือน มีท่านพุทธทาสภิกขุและพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ที่พยายามนำเรื่องนิพพานมาสับมาอยู่ในที่ที่ควรอยู่ การก่อตัวของขบวนการแพทย์ชนบทอาจย้อนหลังไปถึงการก่อตัวของ "ศูนย์นิสิตนักศึกษาแพทย์" พ.ศ. ๒๕๑๐ ในช่วงนั้นมีการถาปัญหาขาดแคลนแพทย์กันมาก มีการประชุมสัมมนากันบ่อย ๆ มีการไปดูงาน และในที่สุดมีการก่อตั้ง "ศูนย์นิสิตนักศึกษาแพทย์" ขึ้นมีการออกราชสาร "นักศึกษาแพทย์สัมพันธ์" เพื่อส่งเสริมความรู้และ ๔๙ # บนเส้นทางชีวิต ขบวนการแพทย์ชนบทในประเทศไทย อุดมการณ์ โดยเฉพาะเกี่ยวกับชนบท ผมจำได้ว่ามีนักศึกษาแพทย์ สุรเกียรติ อาชานาญภาพ นักศึกษาแพทย์ปิตุลท้ายที่รามาธิบดี ขอ สัมภาษณ์ผมเพื่อไปลงในวารสาร "นักศึกษาแพทย์สัมพันธ์" โดยมี อาจารย์คือ นายแพทย์อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้นัดให้ และใช้ ห้องคุณหมออรรถสิทธิ์เป็นที่สัมภาษณ์ การมีเครื่องมือติดต่อสื่อสาร ถึงกันเป็นเครื่องมือของการมีองค์กร นอกจากไปจากการประชุม และการทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งในช่วงนั้นมีมาก ในช่วง ๑-๔ ตุลาคม ๒๕๑๖-๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ นักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลชั้นชื่อว่าเป็น พวกหัวก้าวหน้าที่สุดในทางการเมือง ในการอีกข่วนให้เกิดการรวมตัวของแพทย์ชนบทนั้น บันทึกของ บุคคลต่าง ๆ ตรงกันหมดว่า นายแพทย์มานิตย์ ประพันธ์ศิลป์ เป็น ผู้ริเริ่ม นายแพทย์สุวิทย์ วิบูลยประเสริฐ บันทึกไว้ว่า ต้นปี พ.ศ. ๒๕๑๙ นายแพทย์มานิตย์ ประพันธ์ศิลป์ แพทย์ใช้ทุนรุ่นที่ ๓ ขณะ นั้นเป็นผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์และอนามัย* ครึ่งเชียงใหม่ จังหวัด หนองคาย ได้ประสบปัญหาต่าง ๆ ของแพทย์ที่ทำงานในศูนย์แพทย์ และอนามัยอำเภอ เกิดความคิดว่า มีแต่การร่วมมือกันในระหว่างผู้ มีปัญหาด้วยกันเท่านั้น จึงจะหาทางบรรเทาปัญหาได้ จึงออกตระเวน เยี่ยมแพทย์ชนบท และออกหนังสือเวียนไปชักชวนให้มาร่วมประชุม หลักการของการเกิดองค์กรคือ มีใครสักคนหนึ่งชักชวนให้ มาประชุมกัน คนคนนี้ต้องใช้ความเพียรเป็นอย่างมากและอดทน เพราะเมื่อชวนใหม่ ๆ คนจะยังไม่อยากมาประชุม แต่ถ้าไม่ละความเพียร ในที่สุดคนถูกชวนจะเห็นใจคนชวนและยอมมาร่วมประชุม กระบวน การชักชวนนี้อาจกินเวลา ๓-๔ เดือน ผู้ชักชวนนี้คือนายแพทย์มานิตย์ ประพันธ์ศิลป์ *ศูนย์การแพทย์และอนามัยอำเภอ เปลี่ยนมาจากสถานีอนามัยชั้น ๑ แต่ต่อมาคือ โรงพยาบาลอำเภอ หรือโรงพยาบาลชุมชน ๕๐ บนเส้นทางชีวิต ประเวศ ๑๕๔ ในที่สุดมีการประชุมครั้งแรกที่เขาใหญ่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เมื่อ ๒๔-๒๕ เมษายน ๒๕๑๙ มีมติให้ตั้ง "สหพันธ์แพทย์ชนบท" ขึ้น โดยมีนายแพทย์อุเทน จารณศรี ผู้ อำนวยการศูนย์การแพทย์และอนามัยปากช่อง เป็นประธาน ผมจำ ได้ว่าซากสับผมแวะเยี่ยมโรงพยาบาลปากช่องของคุณหมออุเทน และ หมออุเทนพาดูเครื่องทำฟันที่ประดิษฐ์ชั้นเองที่ฉัน การประชุมครั้งที่ ๒ จัดขึ้นที่พัทยา ชลบุรี เมื่อ ๕-๖ มิถุนายน ๒๕๑๙ มี พ.ต. นพ.คม ป้องชันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์และ อนามัยบางละมุง เป็นหัวแรงสำคัญ "พี่คม ป้องชันธ์" ที่จริงมีอาวุโส อายุมากกว่าผม แต่มีสปิริตแห่งการเป็นแพทย์ชนบทสูงมาก เดี๋ยวนี้ ตั้งบ้านเรือนอยู่ในชนบทที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ น่าจะมีการ วิจัยชีวิตและงานของนายแพทย์คม ป้องชันธ์ นำมาให้อนุชนคนรุ่น หลังได้ศึกษา และมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับทำฟันผู้นี้ เพื่อเป็น การปลูกอุดมคติแห่งการรับใช้คนยากจนจน สหพันธ์แพทย์ชนบทได้ตกลงให้ทำการสาร "แพทย์ชนบท" โดยมีนายแพทย์สุรเกียรติ อาชานานุภาพ เป็นประชาสัมพันธ์และ สาราณียกร ตามที่หมอสุรเกียรติเล่าให้ฟังและนำมาแสดงในหมอชาว บ้านฉบับที่แล้ว วารสาร "แพทย์ชนบท" ออกมาได้ฉบับเดียวคือ ฉบับสิงหาคม ๒๕๑๙ พอดีเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ทำให้กิจกรรมต่าง ๆ ทางการเมืองต้องยุติไปหมด "สหพันธ์แพทย์ ชนบท" และวารสาร "แพทย์ชนบท" ก็ยุติไปด้วย เหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ไม่ได้ฆ่าเฉพาะคน แต่ฆ่า อุดมคติด้วย ๔๐ ปีที่ผ่านมา ในการพัฒนาสมัยใหม่ เรามีความรู้ต่าง ๆ แบบ ตะวันตกเพิ่มขึ้นมาก แต่อุดมคติของสังคมลดลงหรือมีน้อย สังคม ที่ขาดอุดมคติย่อมไม่เข้มแข็งและแตกสลายได้ง่าย ควรพิจารณาว่า ๔๑ # บนเส้นทางชีวิต ## จนถึงการตายด้วยความในอิสรภาพ ### แพทย์ชนบทกับการพัฒนา อัย. อัย. หรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคทางด้านอาหารและยา องค์กรในระบบราชการใดๆ อาจมีปัญหาเรื่องคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความซื่อสัตย์สุจริตได้เสมอ โดยเฉพาะองค์กรที่มีอำนาจ อำนาจกับการแสวงหาผลประโยชน์จะไปด้วยกัน อัย. ถ้าเป็นไปด้วยตีย่อมมีความสำคัญยิ่งนัก เมื่อคุณหมอสันต์ สิงหภักดี เป็นเลขาธิการ อัย. ท่านเป็นคนเก่งและตั้งใจดีคนหนึ่งของกระทรวงสาธารณสุข ได้ริเริ่มนำเรื่อง "นโยบายยาแห่งชาติ" เข้ามาเป็นหลักในการปรับปรุงงานเกี่ยวกับยา โดยมีองค์การอนามัยโลกสนับสนุน มี ดร.รามจันทราณ อติคเคชาธิการของ อัย. ยินดี เป็นผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา ผมเคยเป็นกรรมการในคณะกรรมการนโยบายยาแห่งชาติ พบว่าเรื่องยาเป็นเรื่องยากเรื่องหนึ่ง เพราะมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งทางการเมือง ทางธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ และของคนในภาครัฐเอง บางครั้งจะพบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐทำหน้าที่คุ้มครองบริษัทมากกว่าคุ้มครองผู้บริโภค คนที่ทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคจะถูกทำร้ายโดยขบวนการผลประโยชน์เสมอ เช่น กลุ่มศึกษาปัญหายา และอื่น ๆ มีขบวนการที่เชื่อมโยงกับองค์กรของบริษัทด่างประเทศ เชื่อมโยงกับนักการเมืองบางคน และคอสัมมิสต์บางคนในหนังสือพิมพ์บางฉบับ ที่จะลงโจมตีขบวนการที่ดูและผลประโยชน์ของประชาชนอยู่เป็นประจำแม้ทุกวันนี้ เมื่อคุณหมอมรกต กรเกษม ซึ่งเป็นคนสุจริตและมีความสามารถได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการ อัย. ได้ชวนนายแพทย์มงคล ณสงขลา เป็นรองเลขาธิการ และนายแพทย์สุวิทย์ วิบุคผลประเสริฐ ไปเป็นผู้อำนวยการกองวิชาการ ๓ ทหารเสือ หรือ The Three Musketeers พยายามจะลุยทำให้ อัย. เป็นองค์กรที่ดี ซึ่งก็จะเป็นที่กระทบกระเทือนผลประโยชน์ของคนบางคน หมอมรกตชั้นเคยถึง ๕๔ # บนเส้นทางชีวิต ปวงเวต วาสิ กับลูกย้าย ครม. ก็ไม่มีตัวไปแล้ว แต่ต่อมาต้องกลับมติเพราะมีเสียง ต่อต้านมาก มูลนิธิแพทย์ชนบทได้จัดพิมพ์หนังสือชื่อ "ไม่ใช่เพราะเขา ซื้อ มรกต กรรม" เมื่อกันยายน ๒๕๓๗ นี้ก็เป็นบทบาทเด่นของ ขบวนการแพทย์ชนบทอีกอย่างหนึ่ง คือการเชิดชูคนดี ดังที่เคยพิมพ์ "ปูชนียบุคคลสาธารณสุขในดวงใจแพทย์ชนบท" มาก่อน ในการ ทำงานนี้ทำให้นายแพทย์สุริทย์กลายเป็นบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจ ระบบยาดีที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย คุณหญิงปรียา เกษมสันต์ ยอมรับไปเป็นเลขาธิการ อป. อยู่พักหนึ่งก่อนไปเป็นอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ คุณหญิง ปรียาเป็นหญิงเหล็กที่ตรง มุ่งรักษาประโยชน์ส่วนรวม และอาจว่า พวกผู้ชายที่เกเรได้ด้วย เป็นอีกคนหนึ่งที่พยายามสร้างความถูกต้อง ในเรื่องยา บัดนี้ได้รับเลือกเป็นกรรมการใน ปชช. ปัจจุบันนายแพทย์มงคล ณ. สงขลา เป็นเลขาธิการ อป. ท่านผู้นี้เป็นนักสุขภาพดั้งแต่เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลพิมายโน่นแล้ว เมื่อเป็นเลขาธิการ อป. ก็เป็นที่คาดหมายกันว่าควรจะต้องมีเรื่อง ประกันแน่ เพราะแรงทั้งฝ่ายรุกและฝ่ายต่อต้านการรุก เมื่อมีกรณี ทุจริตซื้อยาและเวชภัณฑ์ ๑,๔๐๐ ล้านบาท ในกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นข่าวใหญ่โต และแพทย์ชนบทเข้าไปมีบทบาท เป็นอย่างสูง ปรากฏแก่สาธารณชนทั่วไปนั้น ชื่อของนายแพทย์มงคล ณ สงขลา ก็ปรากฏในสื่อมวลชนมากขึ้นในฐานะฝ่ายต่อต้านการทุจริต นายแพทย์มงคลถูกตั้งกรรมการสอบสวนว่าเรียกเก็บค่าธรรมเนียมไป ตั้งเป็นกองทุนของ อป. เพื่อเร่งรัดงานทะเบียนที่ตั้งค้างให้เร็วขึ้น หมอมงคลเป็นคนประเภท "ยอมทำไม่ถูกระเบียบ ถ้ามีประโยชน์ ต่อส่วนรวม" แต่ "ไม่ยอมกอดระเบียบ โดยไม่ทำประโยชน์ให้ส่วน รวม" ปรากฏลักษณะเช่นนี้ตั้งแต่ทำงานที่โรงพยาบาลพิมายเนิ่นนาน มาแล้ว ๕๕ บนเส้นทางชีวิต ของการแสดงออกในประเทศโดย ปัจจุบันมีนายแพทย์ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล อติคแพทย์ชนบท เป็นรองเลขาธิการคนหนึ่ง ทำนผู้นี้เคยเป็นผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมบริโภคยาสูบแห่งชาติ ตามที่เคยเล่ามาแล้ว เป็นสาธารณสุขจังหวัดหนองคาย เป็นนักรถแรงดีคนหนึ่ง เมื่อตอนอยู่หนองคายรถแรงด์เรื่องให้ลูกกินนมแม่ ผมได้รับแจกเสื้อมาตัวหนึ่งโดยปักว่า "Bread is Best" และคราวหนึ่งจัดให้มีการเดินรถแรงด์ แผ่นผ้าผืนหนึ่งมีข้อความว่า "นายกชาวบังคุดนมแม่ถ้วน" ถ้าได้ยินอะไรแปลกๆ ดีๆ ที่ อบ. ก็ให้ระลึกว่าอาจเป็นมือของ "หมูไม่กส่วนร้อน" อีกด้วยหนึ่งที่ชื่อ ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล ๔๖ # ยนต์ดินทางชีวิต ประเวศ ๒๕๔ ## ๖ (เขียนเมื่อ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๐) องค์การอนามัยโลกและการสาธารณสุขระหว่างประเทศ ย้อนหลังไปอีก ๒๕ ปี คนในกระทรวงสาธารณสุขร่วมหนุ่ม ที่ถูกใช้งานทางด้านสาธารณสุขต่างประเทศมี ๒ คน คือ หมอดำรงค์ บุญยืน กับหมอสำลี เปลี่ยนบางช้าง เพราะคิดได้ เข้าใจเรื่อง สาธารณสุข และพูดภาษาอังกฤษได้คล่อง ฉะนั้น เมื่อรัฐมนตรีหรือ ปลัดกระทรวงจะไปประชุมองค์การอนามัยโลก หรือมีแขกจากต่าง ประเทศมา ก็มักจะต้องใช้คนใดคนหนึ่งใน ๒ คนนี้ การเวลาล่วง มาช้านานก็ยังมี ๒ คนเท่านั้น และว่ากระทรวงสาธารณสุขไม่ ค่อยได้สนใจพัฒนาคนให้เก่งในเรื่องการสาธารณสุขระหว่างประเทศ เท่าใดนัก ๔๗ # บนเส้นทางชีวิต ## ของการแพทย์สมัยใหม่ คนไทยที่ไปทำงานกับสำนักงานองค์การอนามัยโลกส่วนภูมิภาคที่กรุงนิวเดลี ก็มักจะไปแบบชาดกันกับกระทรวง หรือไปเพราะมีเรื่องไม่พอใจกับกระทรวง เช่น นายแพทย์สมพงษ์ ชูทราณแท้ หรือนายแพทย์สำลี เปลี่ยนบางข้างเองในตอนหลัง ที่กระทรวงเองมีสำนักงานผู้แทนองค์การอนามัยโลกตั้งอยู่ มีสตาฟฟ์ชาวต่างประเทศและมีงบประมาณองค์การอนามัยโลกสำหรับประเทศไทยจำนวนหนึ่ง ประมาณปีละ ๑๐๐ ล้านบาท กระทรวงก็ไม่ค่อยได้ใช้กลไกองค์การอนามัยโลกให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคนไทยเท่าไร คงใช้เป็นแหล่งเงินมากกว่าเป็นแหล่งความคิด ที่จริงองค์การอนามัยโลกสามารถเข้าถึงความเชี่ยวชาญในเรื่องต่างๆ ทั่วโลก และงบประมาณถึงแม้มีน้อยแต่ก็คล่องตัว ถ้าใช้เป็นเครื่องกระตุ้น (catalyst) ให้เกิดนวัตกรรมก็ทำได้มาก แต่ใช้เป็นเงินเสริมการใช้จ่ายของกระทรวงงบประมาณขององค์การอนามัยโลกก็น้อยนิด ### เงินบาทต่อบาทมีค่าไม่เท่ากัน #### สุดแต่การใช้ คนไทยในมหาวิทยาลัย เช่น นายแพทย์ณัฐ ภมรประวัติ หรือนายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา ไม่สู้จะยินดีกับวิธีการใช้งบประมาณองค์การอนามัยโลกของกระทรวงสาธารณสุขเท่าใด ป่นว่ากระทรวงคิดว่าเป็นเงินของกระทรวงมากกว่าคิดถึงประเทศทั้งหมด บางครั้งมีการคิดกันบ้าง แต่ไม่สู้จะจริงจังเท่าใดนัก ว่าไม่ควรจะเป็นกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้นที่ผูกขาดเป็นองค์กรของรัฐบาลที่ติดต่อสัมพันธ์กับองค์การอนามัยโลก เมื่อแพทย์ชนบทเดินโดดขึ้น ก็เข้าไปมีบทบาทเกี่ยวกับองค์การอนามัยโลกและการสาธารณสุขระหว่างประเทศมากขึ้น เริ่มจากที่เมื่อผมพูดกับองค์การอนามัยโลกให้จัดคนไทยเข้าไปช่วยดูแลโปรแกรมต่าง ๆ ในสำนักงานผู้แทนองค์การอนามัยโลก เพื่อ ๕๘ บันเส้นทางชีวิต ประเวศ ระยิส เป็นการฝึกคนไทย ก็มีแพทย์ชนบทหลายคนเข้าไปทำงานที่นั้น ทำให้ เรียนรู้ระบบขององค์การอนามัยโลก นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัตน์ เป็นคนกล่องแคล่ว ติดเร็ว พูดเร็ว และพูดภาษาอังกฤษได้คล่อง จึงมักถูกผู้บริหารใช้ให้ไปประชุมต่างประเทศบ่อย โดยเฉพาะในช่วงที่ นายแพทย์สมศักดิ์ วรคามิน และนายแพทย์อุทัย สุดสุข เป็นปลัด กระทรวง และต้องไปประชุมสมัชชาองค์การอนามัยโลกที่เจนีวา หรือ ประชุมงานของภูมิภาคที่นิวเคลียส ขณะเดียวกันแพทย์ชนบทอีกจำนวนมากก็มีการเชื่อมโยงกับ การสาธารณสุขต่างประเทศ นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์นั้น สนิทกับประชาคมยุโรปมาก ถึงกับได้ทุนของอียู (EU) มาทำโครงการ ปฏิรูประบบริการสุขภาพตั้งกว่า ๑๐๐ ล้านบาท และมีผู้เชี่ยวชาญ ชาวเบลเยียมมาประจำทำงานด้วย นายแพทย์สุวิทย์ วิบูลผลประเสริฐ กับนายแพทย์วีโรจน์ ตั้งเจริญเสถียรนั้น เดินทางไปประชุมที่เจนีวา เป็นว่าเล่น และไปแสดงฝีมือคนไทยไว้ในแวดวงองค์การอนามัยโลก ไม่ใช่น้อย ระยะหลังนายแพทย์สุวิทย์ถูกมอบหมายให้เป็นเลขานุการ ของคณะกรรมการที่ดูแลเรื่ององค์การอนามัยโลกในประเทศไทย ทำงาน ถูกขากับเภสัชกรภักดิ์ โพธิ์ศิริ เมื่อตอนเป็นรองปลัดกระทรวง และ ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องการสาธารณสุขระหว่างประเทศ นาย แพทย์วิพุธ ทูลเจริญ เมื่อเป็นผู้อำนวยการกองโรคเอดส์ก็ต้องมีความ สัมพันธ์กับต่างประเทศเป็นอย่างมาก เพราะเอดส์เป็นโรคระหว่าง ประเทศ และความพยายามควบคุมโรคเอดส์ก็เป็นการสาธารณสุข ระหว่างประเทศ นายแพทย์ยงยุทธ จรธรรมนั้นถูกขอร้องให้ไปเป็น ที่ปรึกษาโครงการในประเทศต่าง ๆ เป็นประจำ นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัตน์ เมื่อเป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) นั้น มีความสัมพันธ์ติดต่อกับประเทศแอฟริกาได้อย่างใกล้ชิด งานของ สวรส. โดยธรรมชาติก็ต้องเชื่อมโยงประสานงาน ๕๙ # บนเส้นทางชีวิต ## ขบวนการแพทย์ชนบทในยุคเทคโนโลยี กับวารวิชาการประเทศต่างๆ เป็นธรรมดา เช่น นายแพทย์ศุภกร บัวสาย รองผู้อำนวยการ สวรส. นั้น ในงานส่งเสริมสุขภาพ สนิทสนมกับ Vic Health หรือองค์กรส่งเสริมสุขภาพของรัฐวิกตอเรีย ประเทศ ออสเตรเลีย เป็นต้น นอกจากนั้น ผมยังเห็นนายสุ่มแพทย์ชนาวาศกิจสมม กับกลุ่มที่สอดออกโอล์งกับ Goran ทั้ง ๒ คือ Goran Sturkey และ Goran Thomson ยังมีกลุ่มออนไลน์และกลุ่มที่สอดแลนด์อีก ที่ ผมเล่ามาก็เป็นบางส่วนเท่านั้น แต่โดยสรุปคือ แพทย์ชนบทได้เดินทางไกลจากชนบทไทยไปถึงโลกภิวัตน์ ทางสุขภาพ From Village Community to World Community นับเป็นหนทางที่กว้างไกล แต่ก็สะท้อนความเป็นจริงและ ความจำเป็นว่า ในสมัยโลกภิวัตน์ต้องการปัญญาใหญ่จากหมู่บ้านถึงโลก ซึ่งมักจะขาดไปในภูมิปัญญาของคนไทย โดยเฉพาะในทางการเมือง ด้วยเครือข่ายต่างประเทศอันกว้างขวาง จึงมีคำถามว่า ขบวน การแพทย์ชนบทจะใช้ให้เป็นประโยชน์ในทางงอกงามและยั่งยืนอย่างไร มิฉะนั้นจะเป็นการเสียโอกาสและไม่ได้ใช้สิ่งที่มีให้คุ้มค่า ผมคิดว่า ควรจะใช้งบประมาณขององค์การอนามัยโลกสำหรับประเทศไทย อาจสมคบด้วยงบประมาณของสำนักงานส่วนภูมิภาคที่นิเวศดีตั้ง สถาบันนานาชาติเพื่อการวิจัยและพัฒนาสาธารณสุข International Institute for Health Research and Development โดยมีลักษณะการทำงานเป็นเครือข่ายกับหน่วยงานต่างๆ ใน ประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง ประเทศในงานวิจัยและพัฒนา และการผลิตนักวิจัยและนักพัฒนา ทั้งนี้โดยไม่ไปแย่งงานของหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว เช่น ที่จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แต่ให้เคลื่อนกำลัง ๖๐ # บนเส้นทางชีวิต ## ประวัติ ไปช่วยกันให้หน่วยงานนั้นๆ แข็งแรงขึ้น และช่างมากขึ้น สถาบันนี้ จะช่วยเป็นเกลไกต่อเชื่อมโครงสร้างขององค์การอนามัยโลกในภูมิภาค และระหว่างภูมิภาค ให้ความรู้และเทคโนโลยีไปหนุนช่วยกันและ เรียนรู้จากกันระหว่างประเทศต่างๆ มากยิ่งขึ้น ## งานอนามัยสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมสุขภาพ ประชาสังคม เรื่องสุขภาพไม่ใช่เรื่องมดหมอ หยูกยา และโรงพยาบาล เท่านั้น แต่ต้องมองไปที่เรื่องอื่นๆ อีกด้วย เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่อง ส่งเสริมสุขภาพ เรื่องประชาสังคม โดยทั่ว ๆ ไป สังคมไทยทั้ง ประชาชนและสถาบันการศึกษาแพทย์ยังมองเรื่องสุขภาพในแง่มุมของ "สุขภาพเสีย" คือตั้งรับรอรักษาผู้ป่วยเมื่อสุขภาพเสียแล้วมากกว่า สนใจเรื่อง "สุขภาพดี" ทำให้ประเทศไทยสูญเสียเหลือคณานับ ทั้ง ทางเศรษฐกิจ ชีวิต จิตใจ และสังคม เป็นที่น่าดึงใจว่าในหมู่แพทย์ ชนบทได้ให้ความสนใจเรื่อง "สุขภาพดี" เป็นอย่างมาก ทำให้ความ สนใจเกี่ยวกับสุขภาพกว้างขวางออกไป นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ ไปเรียนมาทางอนามัยสิ่งแวดล้อม ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เคยทำวิจัยและเขียนหนังสือไว้เล่มใหญ่เกี่ยว กับอนามัยสิ่งแวดล้อม นายแพทย์กาญจนศักดิ์ ผลบูรณ์ ไปทำ Ph.D. ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมโดยตรง เรื่องสิ่งแวดล้อมกับสุขภาพเป็นปัญหายิ่งใหญ่สำหรับประเทศไทยที่ ยังแก้ไม่ตก คงจะต้องเข้ามาดูกันอย่างเป็นระบบจริงๆ มิฉะนั้นคงจะ มีผลกระทบต่อสุขภาพคนไทยต่อไปอีกยาวไกล ถ้าจะปฏิรูประบบสุขภาพจากระบบตั้งรับรอรักษาเมื่อป่วย แล้วมาเป็นระบบรุก การส่งเสริมสุขภาพของคนและการป้องกันโรค จะต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง การส่งเสริมสุขภาพเป็นเรื่องที่จะทำให้มหาศาล ทั้งทางคุณภาพชีวิตและทางเศรษฐกิจ เพียงเรื่องการสูบบุหรี่อย่าง ๖๑ # บนเส้นทางชีวิต ## จบมาการแพทย์แผนไทยประเพณีโดย เดียวก็ทำลายสุขภาพเสียจนคุณหมอทัย ชิตานนท์ พูดบ่อย ๆ ว่าวันหนึ่ง ๆ คนตายเนื่องจากโรคที่เกิดขึ้นเพราะการสูบบุหรี่เท่ากับ เครื่องบินจัมโบ้เจ็ดดอก ๒๐ ลำ นาน ๆ เครื่องบินตกสักล้านหนึ่งก็เป็น ที่แสดงสังเวช แต่ตายเพราะโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่เท่ากับเครื่องบิน จัมโบ้เจ็ดดอกวันละ ๒๐ ลำ ลองนึกดูว่าสุญเสียขนาดไหน คงจะ ได้ความบันดาลใจจากโครงการรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ จึงมีความพยายาม ที่จะหาระบบการทำงานส่งเสริมสุขภาพที่จะได้ผลจริงๆ นายแพทย์ศุภกร บัวสาย รองผู้อำนวยการ สวรส. ได้ ผลักดันเรื่องนี้เป็นอย่างมาก โดยทำงานร่วมกับกระทรวงการคลัง บัดนี้คณะรัฐมนตรีได้รับหลักการในการออกกฎหมายตั้งกองทุน ส่งเสริมสุขภาพ โดยใช้ส่วนแบ่งจากภาษีบุหรี่และสุรา ซึ่งจะได้ ประมาณปีละ ๑.๔๐๐ ล้านบาท เงินจำนวนนี้ ถ้ามีองค์กรที่เป็น อิสระและมีสมรรถนะสูงก็จะทำงานส่งเสริมสุขภาพได้เป็นอันมาก ความเข้าใจเรื่ององค์กรอิสระยังมีน้อย จึงต้องช่วยกันดูแลให้ดี ถ้า ตั้งออกมาเป็นระบบราชการ ก็จะต้องรับผิดชอบต่อประวัติศาสตร์ ของความล้มเหลวกันด้วย ประชากรกลุ่มหนึ่งอันได้แก่ เด็ก เยาวชน และครอบครัว ซึ่ง ถ้ามีพัฒนาการที่ดีแล้วจะเป็นฐานทางสุขภาพที่ยิ่งใหญ่ คุณหมอ จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ หญิงเหล็กแห่งวงการสาธารณสุข เป็นผู้ ประสานงานโครงการวิจัยเกี่ยวกับเด็ก เยาวชน และครอบครัว ของ สกว. ซึ่งเป็นโครงการที่ใหญ่และมีความสำคัญยิ่ง คุณหมอจันทร์เพ็ญ เป็นคนเก่งและอาจริเริ่มเอาจังเป็นอย่างยิ่ง เคยเป็นเลขานุการคณะ กรรมการระบาดวิทยาแห่งชาติอยู่นาน ต้องคิดต่อประสานงานทั้งใน ประเทศและต่างประเทศอย่างกว้างขวาง เรื่องเด็ก เยาวชน และ ครอบครัวนี้ ถ้าทำโครงสร้างให้ครบวงจร ก็จะทำให้คุณภาพชีวิตของ คนไทยจำนวนมากก้าวกระโดดอย่างอภิรัตน์ ๖๒ # บนเส้นทางชีวิต เรื่องประชาสังคมกับสุขภาพเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญ ยิ่ง เพราะความเป็นประชาสังคม (Civil Society) เป็นปัจจัยทำให้ เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี หรือโดยสรุป ทำให้ "บ้าน เมืองอยู่เย็นเป็นรูช" ตามคำของ ดร.วทัญญู ณ ถลาง บ้านเมืองที่ อยู่เป็นเป็นสุขดีบ้านเมืองที่มีสุขภาพดี คุณหมอชูชัย สุภวงศ์ ถึง กับกระโดดไปเป็นบรรณาธิการหนังสือเรื่องประชาสังคมกับสุขภาพ เลยทีเดียว หมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เป็นประธาน และหมอพลเดช ปิ่นประทีป เป็นเลขาธิการ สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนาที่พยายาม ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความ เป็นประชาสังคม หมอภัสิทธิ์ และหมอทานทิพย์ ธำรงวรางกูร ที่ โรงพยาบาลอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ทำงานเรื่องเศรษฐกิจชุมชนมา ๕-๖ ปี ได้ผลดีมากจนกล้าประกาศเป้าหมายว่า จะทำให้คนอีสาน ๑ ล้านครอบครัวเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ มีการตั้ง วปอ. ภาคประชาชน ได้แก่การประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ขบวนการเศรษฐกิจพอเพียงและชุมชนเข้มแข็งกำลังขยายตัวอย่างต่อ เนื่องและศึกค้ามากขึ้น ด้วยแรงกระตุ้นของแผน ๘ จากรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ จากกระแสพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง และจากกองทุนทางสังคม ในกระแสเนี้ยงเป็นการไม่ยากที่จะแล เห็นแพทย์ชนบทหลายคนอยู่ในนั้น แท้ที่จริง เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกับความเข้มแข็งของชุมชนนี้ คือการสาธารณสุขมูลฐานอย่างดี แนวคิดเรื่องสาธารณสุขมูลฐานของไทย แต่เดิมวางอยู่ที่อาสา สมัครสาธารณสุข ซึ่งค่อนข้างแยกส่วนและโน้มเอียงไปว่า อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) เป็นแอเยนต์หรือจัดตั้งของ กระทรวงสาธารณสุข ต่างจากกระบวนการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำให้เกิด ชุมชนเข้มแข็งเพื่อเสริญปัญหาและพัฒนาทุกด้าน ในทำนกลางกระแส ๖๓ # บนเส้นทางชีวิต ของการแพทย์แผนไทย วิกฤติเศรษฐกิจส่งผลอันเชี่ยวชาญ แนวคิด อสม. ไม่สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนพอที่จะแก้ปัญหาวิกฤติได้ เมื่อชุมชนแห่งสลาย ความร่วมเป็นเป็นสุขหรือสุขภาวะก็ดำรงอยู่ไม่ได้ ชุมชนเข้มแข็งเป็นบุคคลวิธีเชิญ วิกฤติของชุมชน และนี้คือการสาธารณสุขมูลฐานที่เข้มแข็งกว่า อสม. กระทรวงสาธารณสุขมีฐานอยู่ในชุมชนมาก คือมีโรงพยาบาลชุมชนทุกอำเภอ และมีสถานีอนามัยทุกตำบล ถ้ากระทรวงสาธารณสุขปรับแนวคิดเรื่องสาธารณสุขมูลฐานใหม่ มาใช้แนวคิดชุมชนเข้มแข็งก็จะสามารถมีบทบาทอย่างสำคัญในการสร้าง "บ้านเมืองอยู่เป็นสุข" สิ่งที่ตามมากับบทบาทประชาสังคมก็คือการสื่อสารมวลชน ประชาคมก็คือการที่ประชาชนมีการติดต่อสื่อสารถึงกัน ถ้าต่างคนต่างอยู่ หรือแม้อยู่ใกล้กันแต่ไม่มีการติดต่อสื่อสารกัน ก็ไม่เรียกว่าประชาคม เมื่อมีการติดต่อสื่อสารถึงกันจะทำให้เกิดโครงสร้างใหม่ที่มีพลังในการแก้ปัญหา ตัวอย่างสด ๆ ร้อน ๆ ที่เห็นได้ชัดคือ กรณีที่นักศึกษาพม่าบุกเข้ายึดสถานทูตพม่าและจับตัวประกัน เมื่อวันที่ ๑-๒ ตุลาคม ๒๕๓๖ รายการวิทยุ "ร่วมด้วยช่วยกัน" ได้เข้ามาเชื่อมโยงผู้ที่เกี่ยวข้องให้รู้ถึงกัน ทั้งตัวนักศึกษาผู้จี้ ผู้ถูกจับเป็นตัวประกัน ญาติตัวประกัน ตำรวจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีช่วยราชการกระทรวงการต่างประเทศ และสาธารณะ การที่ทุกฝ่ายรู้ถึงกันทำให้ลดความเครียดและป้องกันความรุนแรง อยากให้คนไทยสนใจ ## อำนาจ * เขาเลว * เราดี โครงสร้างที่ ๑ โครงสร้างแนวติ้ง เน้นการใช้อำนาจ จากบนลงล่าง โครงสร้างที่ ๒ โครงสร้างแยกข้าง เป็นฝ่ายเลว ฝ่ายดี ชายตัว มากส่วน ๖๕ # แผนเส้นทางชีวิต ประจำตัว ## ตัวประกัน - นักศึกษาพม่า - ญาติ - สารารณะ - ตำรวจ - รมว. ต่างประเทศ - รวมมหาดไทย ## โครงสร้างที่ ๓ ### โครงสร้างเครือข่ายที่รู้สึกกัน "โครงสร้างใหม่" ของการแก้ปัญหาด้วยภาพดังข้างบนนี้ ในโครงสร้างที่ ๓ ทั้งผู้ก่อปัญหา ผู้เสียหาย ผู้พยายามแก้ปัญหา เข้ามาเชื่อมโยงเป็นโครงสร้างเดียวกันที่พยายามแก้ปัญหาร่วมกัน โปรดสังเกตว่า รมว.มหาดไทยซึ่งตามปกติอยู่ในโครงสร้างที่ ๑ โดยอาจสั่งการไปเลยโดยไม่รู้ และมีผู้คนล้มตายในเหตุการณ์นี้ แต่สนั่นมาอยู่ในโครงสร้างที่ ๓ โดยพูดคุยกับฝ่ายต่างๆ รับรู้และให้กำลังใจในการเคลื่อนย้ายปัญหาด้วยสันติวิธี ในโครงสร้างที่ ๒ นั้นคือการติดแบบตายตัว ใครดีแล้วก็แยกจากกันชัดเจนในลักษณะที่เรียกว่าแยกส่วนตายตัว นำไปสู่ความรุนแรงได้ง่าย ในโครงสร้างที่ ๓ ไม่ได้แยกส่วนตายตัว แต่การเชื่อมโยงทำให้เกิดโครงสร้างใหม่ โครงสร้างใหม่ทำให้เกิดคุณสมบัติใหม่ เป็นคุณสมบัติของโครงสร้าง ไม่ใช่คุณสมบัติของส่วนประกอบอีกต่อไป ตรงนี้สำคัญ แต่ยังเป็นการยากที่ผู้ที่เคยชินกับการติดแบบแยกส่วนจะเข้าใจ ผมชอบยกตัวอย่างเรื่องน้ำ อนุของนำประกอบ ๖๕ # ยนเส้นทางชีวิต ขบวนการลดหยั่งแบบในประเทศไทย ด้วยไฮโดรเจน (H) ๒ อะตอม และออกซิเจน (O) ๑ อะตอม เขียนเป็นสูตรว่า H2O ความเป็นน้ำเป็นคุณสมบัติใหม่ที่ไม่ใช่ คุณสมบัติของไฮโดรเจนหรือออกซิเจน ไฮโดรเจนหรือออกซิเจนมี คุณสมบัติที่บางไก่จากความเป็นน้ำอย่างมองไม่เห็นเลย ความเป็นน้ำ เป็นคุณสมบัติที่ผุดบังเกิดขึ้นใหม่ จากโครงสร้างใหม่คือ H2O แต่ ไม่ใช่คุณสมบัติของส่วนประกอบคือ H หรือ O ถ้าคิดแบบ ๒ ว่าไอ้สนั่นมันเป็นคนไม่ดี หรือตำรวจเป็นคน ไม่ดี คนไม่ได้ คนคิดก็ดิดได้ แต่แก้ปัญหาไม่ดี คนที่คิดอย่างนี้มี มากก็เดียว และสนั่นหรือตำรวจจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่เมื่อมากเชื่อมโยง กันเกิดเป็นโครงสร้างใหม่ (ตาม ๓) ก็เกิดคุณสมบัติใหม่ จึงอยาก ฝากสังจะข้อนี้ไว้ว่า โครงสร้างใหม่ทำให้เกิดคุณสมบัติใหม่ ในขณะที่เรายังไม่มีวิธีทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ เราอาจสร้าง โครงสร้างใหม่ได้ เรื่องของประชาสังคมเป็นเรื่องโครงสร้างใหม่ของ สังคม การสื่อสารถึงกันเป็นเครื่องมือสร้างโครงสร้างใหม่ เราจึงเห็นแพทย์ชนบทไปเล่นเรื่องสื่อสารมวลชน เช่น หมอ สุวิทย์กับหมออ้าพลไปทำรายการวิทยุกันหลายปีแล้ว หมอชูชัยไปทำ รายการ "ลานบ้านลานเมือง" กับ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และเมื่อเร็วๆ นี้หวุดหวิดจะไปเป็นผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท. ทีเดียว หมอสุวิทย์เป็น ดาราทำรายการ "กรองสถานการณ์" ที่มีคนคิดใจกันมาก จากหมอบ้านนอกมาทำรายการโทรทัศน์ ก็เป็นอีกเส้นทาง หนึ่งของแพทย์ชนบท ก็อย่าได้แปลกใจเลย ถ้าจะมีความก้าวหน้าต่อ ไปอีกในบทบาทของแพทย์ชนบทกับการสื่อสารมวลชน เพราะ การสื่อสารมวลชนเชื่อมต่อผู้คนเข้าด้วยกัน ทำให้รวมตัว ร่วมคิดร่วมทำ เป็นโครงสร้างใหม่ที่จะทำให้เกิดคุณสมบัติใหม่ เป็น พลังแผ่นดินเพื่อสร้าง "บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข" ๖๖ บนเส้นทางชีวิต ประเวศ ๒๕๔ (เขียนเมื่อ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๔๑) ผมเขียนแล้วเรื่องนี้แบบนึกอะไรออกก็เล่าไปเรื่อยๆ ตามสบาย ได้ข้อมูลอะไรหรือนึกอะไรได้เพิ่มเติมก็นำเรื่องเก่ามาเล่าขยายอีก ผม คิดว่าเรื่องแพทย์ชนบทในเวทีสาธารณสุขโลกเป็นเรื่องที่ยาวไกล จาก หมอบ้านนอกไปประชารวมกับผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ซึ่ง เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศตะวันตกประเทศหนึ่งนั้น ไม่ใช่ เรื่องธรรมดา ผมไปขอข้อมูลเล่าเรื่องราวเหล่านี้มาได้เพิ่มเติม จึงขอ นำมาลงไว้ดังต่อไปนี้ แพทย์ชนบทในเวทีสาธารณสุขโลก ในยุคโลกาภิวัตน์ อะไรๆ ในโลกดูเชื่อมโยงกันไปหมด และ ๖๗ บนเส้นทางชีวิต รายงานผลพวงชนในประเทศไทย มหาอำนาจประเทศต่างๆ ก็พยายามที่จะจัดระเบียบโลกใหม่ แต่มิใช่ อาศัยอำนาจจากอาวุธร้ายแรงแบบที่เคยเป็นมาในอดีต อำนาจแบบ ใหม่ที่เขาใช้กันคืออำนาจเงิน และอำนาจปัญญา คุณณรงค์ โชควัฒนา เคยเล่าว่า มหาอำนาจพยายามจัด ระเบียบโลกใหม่ด้วยการเข้าไปจัดตั้งและครอบงำองค์กรระหว่าง ประเทศที่สำคัญ ๆ คือ จัดตั้งธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาประจำภูมิภาคต่าง ๆ ก็เพื่อที่จะกำกับ ควบคุมให้การพัฒนาประเทศต่าง ๆ ในโลกเป็นไปใน ทิศทางที่เขาต้องการ คือมุ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ มุ่งการส่งออก จัดตั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ก็เพื่อกำกับ ควบคุม ระบบการเงิน การธนาคารของประเทศต่าง ๆ ให้เปิดเสรีอย่างที่เขา ต้องการ เพื่อให้การถ่ายโอนเงินเป็นไปอย่างเสรีและรวดเร็ว ผู้ที่มี เงินมาก ๆ สามารถเข้าไปทำกำไรจากดอกเบี้ย และจากสถาบันการเงินใน ประเทศต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว และจัดตั้งองค์การค้าโลก ก็เพื่อกำกับ ควบคุมกลไกการ ค้าโลกให้เป็นไปโดยเสรี จะได้ไม่มีอุปสรรคกีดขวางการตักตวงผล ประโยชน์จากประเทศด้อยพัฒนากว่า นอกจากกลไกหลักทั้ง ๓ อย่างนี้แล้ว ประเทศมหาอำนาจ ยังมีอำนาจครอบงำองค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดคือ องค์การ สหประชาชาติ และองค์การชำนัญพิเศษต่าง ๆ ภายใต้องค์การ สหประชาชาติด้วย องค์การชำนัญพิเศษต่าง ๆ เหล่านี้ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวน การแพทย์ชนบทไทยก็คือ องค์การอนามัยโลก องค์การอนามัยโลภมีภารกิจหลักคือ การสนับสนุนทางวิชา การแก่ประเทศสมาชิกในการพัฒนาสุขภาพ จุดแข็งขององค์การอนามัยโลกมี ๓ ประการ ๖๔ บันเส้นทางชีวิต ปี 2540 **ประการแรก** องค์การอนามัยโลกได้รับการยอมรับในสังคมโลกสูงมาก พูดอะไร เสนออะไรที่เกี่ยวกับสุขภาพ ก็เป็นมาตรฐานที่รัฐบาลประเทศต่างๆ เชื่อถือ **ประการที่ ๒** องค์การอนามัยโลกสามารถเข้าถึงสุดยอดทางวิชาการทุกแขนงจากทั่วโลกได้ สามารถขอข้อมูล สามารถเชิญนักวิชาการที่เก่ง ๆ จากประเทศต่างๆ มาเป็นผู้เชี่ยวชาญ ช่วยคิดช่วยวางแผนที่สำคัญ ๆ ได้ **ประการสุดท้าย** องค์การอนามัยโลกมีเครือข่ายหน่วยงานสาขาต่าง ๆ ทั้งระดับภูมิภาคและระดับประเทศอยู่มากมายทั่วโลก เครือข่ายเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนข่ายใบของระบบประสาท ที่จะทำหน้าที่รับและส่งข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานขององค์การอนามัยโลกในอดีตจึงประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เช่น การกวาดล้างโรคไข้หวัด การรณรงค์วัคซีนป้องกันโรคจนใกล้จะกวาดล้างโรคไปสิ่งโอได้แล้ว และการใช้นโยบายสุขภาพดีล้วนหน้าที่ของอนามัยสาธารณสุขมูลฐาน ในการพัฒนาศักยภาพการดูแลสุขภาพของประชาชน โดยเชื่อมโยงกับระบบบริการสาธารณสุขเพื่อกระจายบริการสาธารณสุขที่จำเป็นไปถึงทุกคนให้ได้ แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา องค์การอนามัยพิเศษต่าง ๆ ขององค์การสหประชาชาติเริ่มอ่อนแอลง เพราะประเทศมหาอำนาจบางประเทศขัดใจที่ไม่สามารถจูงใจให้สมาชิกลงมติตามความเห็นของตนในประเด็นที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของประเทศคนได้ จึงชะลอการจ่ายค่าสมาชิก ทำให้ขาดแคลนงบประมาณ นอกจากนี้ยังอาศัยกลไกเครือข่ายประเทศกำลังพัฒนาที่ตนเองหนุนหลังอยู่ ช่วยสนับสนุนแต่ต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ของตนเองด้วย ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายมักจะมีกำลังทรัพย์น้อย และไม่สามารถส่งคนเก่ง ๆ ในจำนวนที่เพียงพอเข้าร่วมประชุมที่สำคัญ ๆ ๖๙ # บนเส้นทางชีวิต ## จนถึงการแยกตัวของคนไทย ขององค์การอนามัยโลกได้ เช่น การประชุมสมัชชาอนามัยโลก ดังนั้นจึงขาดศักยภาพที่จะใช้ประโยชน์จากเวทีโลกแห่งนี้ และบ่อยครั้งยังตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มประเทศมหาอำนาจตะวันตกด้วย แพทย์ชนบทหลายคนได้มีโอกาสเข้าไปเป็นผู้แทนไทยในเวที สาธารณสุขโลก และได้แสดงบทบาทสำคัญอย่างสำเร็จ จนเป็นที่ ประจักษ์ของคนทั้งโลก แพทย์ชนบทคนแรกที่ได้แสดงบทบาทในเวทีโลกคือ คุณหมอ สมศักดิ์ ชุณหรัศมี คุณหมอสมศักดิ์ได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นคนที่ ดีแท้ พึง และพูดภาษาอังกฤษได้เร็วกว่าฝรั่งเสียอีก ว่ากันว่าสามารถ เถียงกับแขกได้สบายๆ คุณหมอสมศักดิ์มีบทบาทสำคัญในการเป็น ผู้แทนไทยในการประชุมสมัชชาอนามัยโลกหลายครั้ง ได้รับเชิญ เป็นกรรมการระหว่างประเทศที่สำคัญๆ เช่น เป็นกรรมการสภาวิจัยเพื่อ การพัฒนาสุขภาพ และได้รับเชิญเป็นที่ปรึกษาในการพัฒนาสุขภาพ และการพัฒนางานวิจัยของประเทศต่างๆ มากมาย รวมทั้งเป็นที่ ปรึกษาองค์กรระหว่างประเทศ อย่างเช่น องค์การอนามัยโลก องค์การ UNICEF และองค์การพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา คุณหมอ สมศักดิ์จึงเป็นหมอชนบทที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสาธารณสุข ระหว่างประเทศมากที่สุด เมื่อปีที่แล้วยังประสบความสำเร็จในการนำ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขเข้าร่วมกับองค์กรวิชาการจัดการเพื่อสุขภาพ (MSH) ของสหรัฐอเมริกา ประมูลงานที่ปรึกษาตามโครงการพัฒนา สาธารณสุขในประเทศไทย ด้วยเงินจากธนาคารพัฒนาแห่งเอเชียได้ เป็นผลสำเร็จ และสร้างผลงานเป็นที่ประทับใจทุกฝ่าย คุณหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เป็นหมอชนบทอีกคนหนึ่งที่ เก่งกาจเชี่ยวชาญในการเกลี้ยกล่อมและเจรจากับฝรั่ง ให้เข้ามาร่วม โครงการพัฒนาสุขภาพในประเทศไทย (โดยเอาเงินเข้ามาด้วย) ขณะที่ ไปเรียนปริญญาโทด้านสาธารณสุขที่เบลเยียม คุณหมอสงวนสามารถ ๓๑๐ # บนเส้นทางชีวิต ประเด็นที่ สร้างเครดิต จนสถาบันโรคเขตร้อนที่เบลเยียมยินยอมให้ทุนหมอชนบทไทยไปเรียนหลักสูตรปริญญาโทด้านสาธารณสุขทุกๆ ๒ ปีครั้งละ ๓-๕ คน โดยมอบให้คุณหมอสงวนเป็นคนคัดเลือก มีหมอชนบทกว่า ๒๐ คน ที่ได้ทุนนี้ด้วยฝีมือคุณหมอสงวน นอกจากนี้ยังเชิญอาจารย์จากสถาบันนี้มาทำโครงการพัฒนาบริการสาธารณสุขระดับต้นในเมืองไทย ที่เรารู้จักกันในชื่อ "โครงการอยุธยา" และต่อมาบังเจรจาได้เงินสนับสนุนจากสหภาพยุโรปกว่า ๑๐๐ ล้านบาท มาทำโครงการ "ปฏิรูประบบวิทยาสุขภาพ" อีกด้วย จึงนับเป็นแพทย์ชนบทที่เป็นเอตทัคคะในด้านการเจรจาและพัฒนาโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศที่ไม่มีใครเสมอเหมือน คุณหมอวิวัฒน์ โรจนพัทยากร เป็นหมอชนบทอีกคนที่ได้ตั้งมาก ในเรื่องการคิดค้น พัฒนาโครงการถุงยางอนามัย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นับเป็นการวิจัยพัฒนา "วัดชีนทางสังคม" เพื่อป้องกันโรคเอดส์ในประเทศไทย ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงในการลดการติดเชื้อเอดส์จนองค์การอนามัยโลกเอาไปเป็นตัวอย่าง และเชิญไปเป็นที่ปรึกษาในหลายๆ ประเทศ เช่น กัมพูชา พิลิปปินส์ รวมทั้งขอให้เขียนเป็นคู่มือดำเนินการที่จะนำไปใช้ทั่วโลก ขณะนี้ยังได้ขอตัวไปเป็นหัวหน้าทีมของ UNAIDS ประจำภูมิภาคนี้ด้วย คุณหมอวิชัย โชควิวัฒน์ เป็นหมอชนบทอีกคนหนึ่งที่เชี่ยวชาญในเรื่องการวิจัยในคนอย่างหาตัวจับยาก จนองค์การอนามัยโลกเชิญไปเป็นคณะที่ปรึกษาเพื่อพิจารณาด้านจริยธรรมของโครงการวิจัยในคนซึ่งขอทุนจากองค์การอนามัยโลก นอกจากนี้ยังขยันเรียนเกี่ยวกับประสบการณ์ของประเทศต่าง ๆ ในการควบคุมโรคด้วย คุณหมอวิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร ร่วมกับ คุณหมอสุวิทย์ วิบูลดลประเสริฐ ก็เป็น ๒ หมอชนบทที่เป็นผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมสมัชชาอนามัยโลก ในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมา และได้รับการยอมรับ ๗๑ # บนเส้นทางชีวิต ## ขยายการเผยแพร่แนวคิดในประเทศไทย ให้เป็นผู้แทนของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใน การนั่งโต๊ะเจรจากับผู้แทนของภูมิภาคอื่นๆ ในเรื่องงบประมาณของ องค์การอนามัยโลก จนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ทำให้ชื่อเสียง ของประเทศโด่งดังขึ้นในเวทีสาธารณสุขโลก โดยเฉพาะในปี ๒๕๔๑ มีมติจากคณะกรรมการบริหารของ องค์การอนามัยโลก ให้ปรับลดงบประมาณที่จะให้แก่ภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ลงถึงครึ่งหนึ่ง เพื่อนำไปให้แก่ประเทศในภูมิภาค ยุโรปและแอฟริกา (เป็นความเคลื่อนไหวของประเทศมหาอำนาจโดย หวังจะซื้อใจประเทศสมาชิกในยุโรปและแอฟริกา ซึ่งรวมกันแล้วมี จำนวนสมาชิกถึงครึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมด ข้อเสนอนี้ทำให้เกิด ความแตกแยกอย่างรุนแรง เข้าทำหนังแบ่งแยกแล้วปกครอง) ส่วนของ ประเทศไทยจะถูกตัดถึงกว่าร้อยละ ๘๐ ซึ่งหมายถึงว่าจะต้องปิด สำนักงานในประเทศไทยไปเลย แพทย์ชนบททั้ง ๒ ท่านของเรานี้ก็ได้เข้ามั่งโต๊ะเจรจาต่อรอง ซึ่งเป็นเวทีเจรจากับมาราธอนถึง ๓ วัน ๓ คืน บางทีก็เจรจากันถึง ๕ ทุ่ม ในที่สุดการปรับลดงบประมาณของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่คณะกรรมการบริหารองค์การอนามัยโลกมีมติให้ลดลงครึ่งหนึ่งนั้น ถูกปรับลดลงเพียงร้อยละ ๑๑ เท่านั้น (นับว่าช่วยรักษางบประมาณ ของภูมิภาคนี้ รวมแล้วเกือบ ๑๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว ๔,๐๐๐ ล้านบาท) คุณหมอวิโรจน์ยังเป็นผู้แทนไทยในคณะกรรมการบริหาร องค์การอนามัยโลกอยู่ถึง ๓ ปี และได้แสดงฝีมือจนปรากฏว่า ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกคนปัจจุบัน (พญ.ไกร ฮาเลม บรูนด์แลน อติคนาบกวัฐมนตรีนอร์เวย์) ได้เชิญเข้าร่วมทีม เพื่อ เตรียมการก่อนการเข้ารับตำแหน่งด้วย แต่คุณหมอวิโรจน์เห็นว่างาน ในประเทศไทยสำคัญและมีคุณค่ายิ่งกว่า จึงปฏิเสธไป หากคุณหมอ ๗๒ บนเส้นทางชีวิต 2565 ปี วิโรจน์ตอบรับในตอนนั้น ขณะนี้ก็คงจะดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงขององค์การอนามัยโลกไปแล้ว กล่าวกันว่าเมื่อเดือนพฤษภาคมปี ๒๕๔๐ ขณะที่การเจรจางบประมาณกำลังเป็นไปอย่างคุ้มคิดเม็ดมัน และทำท่าว่าจะเกิดความแตกแยกอีกครั้ง พญ.บุรุนด์แลน ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ก็ได้ขอพบเจรจาขับผู้แทนไทย (ซึ่งเป็นแพทย์ชนบท) เพื่อปรึกษาหารือหาแนวทางประชิประนอม ซึ่งในที่สุดก็สามารถบรรลุการประชิประนอม ที่ได้ประโยชน์แก่ทุกฝ่าย แต่ก่อนจะจากกัน แพทย์ชนบทผู้แทนไทยได้พูดกับ พญ.บุรุนด์แลนว่า "Madame D.G. may I say a few sincere words to you. I am sorry if these sincere words may offend you." (ท่านผู้อำนวยการครับ ขออนุญาตกล่าวคำพูดด้วยความจริงใจบางประโยคนะครับ และถ้าคำพูดนี้ทำให้ท่านไม่พอใจ ผมก็ต้องขออภัย) "Yes, yes, why not go ahead" (ได้จิตใจ เชิญเลยค่ะ) พญ.บุรุนด์แลนตอบ "We in Thailand are very happy that you become the D.G. at the WHO. We think that this is the very good chance for the rebirth of the WHO. But after 10 months in office, you really disappointed us." (พวกเราในเมืองไทยดีใจ มีความสุขมากที่ทราบว่าท่านมาเป็นผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลก เราคิดว่านี่เป็นโอกาสที่องค์การอนามัยโลกจะได้เกิดใหม่อีกครั้ง แต่หลังจากที่ท่านรับตำแหน่งได้ ๑๐ เดือน ท่านทำให้ราษฎรทั่วมาก) แพทย์ชนบทพูด "Why what's wrong please tell me." (อ้าว ทำไมสะช่วยบอกดีฉันหน่อยสิคะ) ๗๓ บนเส้นทางชีวิต ขบวนการแพทย์ชุมชนในประเทศไทย "You put a very big flag on TFI but you give it only $US 1.8 million. This money almost can not cover the salary of the staff in TFI. We tell that we are cheated by you." (ท่านปักธงอันเบื้องเริ่มบนโครงการปลอดบุหรี่ แต่ท่านให้รับประมาณโครงการนี้แค่ ๑.๘ ล้านเหรียญสหรัฐฯ เงินแค่นี้ จ่ายเงินเดือนเจ้าหน้าที่ก็หมดแล้ว เรามีความรู้สึกว่าเราถูกท่านหลอก) แพทย์ชนบทตอบ "I know, I am also disappointed about that. I will do my best to see through that this $US 8 million you give to the HQ today will be allocated mainly to TFI - (ดิฉันทราบค่ะ และก็รู้สึกผิดหวังเหมือนกัน จะพยายามจัดการให้ งบประมาณที่ได้เพิ่มอีก ๘ ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในวันนี้ ได้รับ จัดสรรให้โครงการปลอดบุหรี่มากที่สุด) พญ.บรูนด์แลนตอบ หลังจากนั้น ๒ เดือน ก็ได้ทราบข่าวว่าโครงการปลอดบุหรี่ ขององค์การอนามัยโลก ได้รับงบประมาณเพิ่มอีก ๔.๒ ล้านเหรียญ สหรัฐฯ (เพิ่มขึ้นอีกเกือบ ๓ เท่า) แพทย์ชนบทท่านเดียวกันนี้คือคุณหมอสุวิทย์ วิบูลผลประเสริฐ ก็ได้ผลักดันให้องค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดสรรงบประมาณแก่โครงการปลอดบุหรี่ในภูมิภาคนี้ จาก ๔ แสน เหรียญสหรัฐฯ เป็น ๑ ล้านเหรียญสหรัฐฯ และจัดสรรงบประมาณ องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยแก่โครงการปลอดบุหรี่ ๒ แสนเหรียญสหรัฐฯ ยังมีแพทย์ชนบทอีกคนหนึ่ง ซึ่งได้แสดงวิรกรรมในการประชุม ณัฐชาติอนามัยโลกในเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๒ นี้เอง คือคุณหมอชาตรี เจริญศิริ จากโรงพยาบาลเรณูนคร จังหวัดนครพนม ขณะนี้ย้ายมา อยู่ฝ่ายเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลน่าน ๗๙ คุณหมอชาตรีเป็นสมาชิกในโครงการพัฒนานักวิชาการสาธารณสุขระหว่างประเทศของกระทรวงสาธารณสุข และได้รับคัดเลือกให้เข้ารับการอบรมเรื่องสาธารณสุขระหว่างประเทศ รวมทั้งเป็นผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมสมัชชาอนามัยโลก ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๖ ด้วย โดยมีเงื่อนไขว่าคุณหมอชาตรีจะต้องยกมือขอพูดอย่างน้อย ๑ ครั้ง ในเวทีประชุมโลก (ซึ่งมีผู้แทนประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมประชุมหลายร้อยคน) เงื่อนไขนี้มีขึ้นเพื่อพัฒนาทักษะและภาวะผู้นำของนักวิชาการสาธารณสุขระหว่างประเทศโดยเฉพาะ และคุณหมอชาตรีก็ไม่ได้ทำให้รุ่นพี่ ๆ มิลตหวัง เมื่อยกมือขอพูดเพื่อคัดค้านข้อเสนอร่างมติของผู้แทนประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่ง ที่เสนอให้องค์การอนามัยโลกมีมติให้ทุกประเทศจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดหายารักษาโรคเอดส์แก่คนจนทุกคน ข้อเสนอนี้ดูเถิน ๆ ก็น่าจะดี เพราะสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงยารักษาโรคเอดส์ แต่ที่จริงแฝงด้วยเจตนาค้ากำไร เพราะทุกคนทราบดีว่าขณะนี้ยังไม่มียารักษาโรคเอดส์ที่ได้ผล ยาที่มีอยู่เพียงทุเลาอาการและชะลอความทรรมานออกไปเท่านั้น ที่สำคัญมีราคาแพงมหาศาล ไม่มีประเทศไหนในโลก (แม้แต่ประเทศร่ำรวย) ที่จะมีเงินซื้อยามากให้พรีแก่คนทุกคน หากองค์การอนามัยโลกมีมติเช่นนี้ ก็จะทำให้บริษัทยาในประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ ร่ำรวยมหาศาล บางประเทศอาจถึงขนาดกู้เงินธนาคารโลกมาซื้อยาแจกก็มี เช่น ประเทศหนึ่งในละตินอเมริกา ร่างข้อเสนอของประเทศมหาอำนาจนี้ มีประเทศในแอฟริกาซึ่งเป็นอดีตอาณานิคมของมหาหลายประเทศสนับสนุน แต่คุณหมอชาตรียกมือค้าน! โดยให้เหตุผลว่าจะเป็นการทำให้ปัญหาโรคเอดส์ ซึ่งเป็น ๗๕ บันเส้นทางชีวิต จบวารแพทย์ฉบับแปลในประเทศไทย ปัญหาสังคม กลายเป็นปัญหาทางการแพทย์ (คุณหมอชาตรีใช้คำว่า Medicalize AIDS) และไม่มีประเทศไหนที่จะสู้ค่าใช้จ่ายได้ หน้าช้ำจะทำให้การรณรงค์ป้องกันการติดเชื้อและชุมชนบำบัดได้รับ ความสนใจน้อยลง ทันทีที่คุณหมอชาตรีพูดจบ ก็มีประเทศหลายประเทศสนับสนุน เช่น เม็กซิโก ญี่ปุ่น และอินเดีย จนในที่สุดผู้แทนประเทศมหาอำนาจที่เสนอร่างกฎจัดตั้งนี้ (ซึ่ง เป็นเปลัดกระทรวงของประเทศมหาอำนาจนั้น) ต้องขอถอนร่างนี้ออกไป ด้วยอย่างวิรกรรมของคุณหมอชาตรีนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ ของแพทย์ชนบท ที่เดินทางจากอำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ที่ ไม่มีใครในที่ประชุมสมัชชาอนามัยโลกรู้จักเลย แต่มีความกล้าหาญ และสดใบัญญาที่จะลุกขึ้นคัดค้านในสิ่งที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ในเวทีระดับโลกได้ ลองคิดตัวว่า แพทย์ชนบทไทยคนหนึ่ง ซึ่งเพิ่งเคยไปประชุม ในเวทีระดับโลกเช่นนั้นเป็นครั้งแรก สามารถยกมือคัดค้านข้อเสนอ ของปลัดกระทรวงสาธารณสุขของประเทศมหาอำนาจ (ซึ่งเข้าร่วม ประชุมสมัชชาอนามัยโลกมาแล้วหลายครั้ง) ได้สำเร็จ เป็นเรื่องที่น่า อัศจรรย์ยิ่งนัก และยังเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง ของเวทีสุขภาพระดับโลก ที่ถูกใช้เป็นเวทีแสวงหามลประโยชน์ของ ประเทศมหาอำนาจมากขึ้น เล่ามาถึงตอนนี้ รู้สึกภูมิใจว่าคนไทยที่เป็นคนเก่งและรักชาติ บ้านเมืองยังมีอยู่ ถ้าคนเก่ง คนดีเหล่านี้มาร่วมกันคิด ร่วมกันทำการกู้ชาติ อิสรภาพของประเทศไทยก็คงอยู่ไม่ไกล ยังมีแพทย์ชนบทอีกหลายท่านที่นิบหนาพสุขในเวทีสาธารณสุข ๗๖ # บนเส้นทางชีวิต ## ปวงเวตร์ โลก แต่ยังขาดข้อมูลที่จะเล่าถึง ถ้าใครมีข้อมูลยังไงก็ขอให้ส่งมาเล่า สู่กันฟังด้วย มีคำถามว่า หมอพวกนี้มาจากบ้านนอกแห่งๆ ทำไมจึงสามารถ พัฒนาตนเองจนแสดงบทบาทนำในเวทีระดับโลกได้ อันนี้คงจะมี ปัจจัยหลายประการ ## ประการแรกคือ ภาวะผู้นำ การทำงานในชนบท ในโรงพยาบาล อำเภอในฐานะผู้อำนวยการ เป็นการบ่มเพาะภาวะผู้นำที่ดีที่สุด โรง พยาบาลอำเภอจึงเป็นมหาวิทยาลัยสร้างผู้นำสาธารณสุขที่สำคัญที่สุด ของประเทศ ภาวะผู้นำอันหนึ่งคือ ความกล้าที่จะแสดงความคิดเห็น ในสิ่งที่ถูกที่ควร ไม่กลัวที่จะต้องพูดในสิ่งสาธารณะต่อหน้าชาวต่างชาติ หลายร้อยคน ## ประการที่ ๒ คือ การทำงานเป็นทีม เครือข่ายแพทย์ชนบท เหล่านี้ นอกจากมีความเชื่อมโยงในประเทศแล้ว เขายังเชื่อมโยงกัน ทำงานระหว่างประเทศอีกด้วย การทำงานเป็นทีมทำให้เกิดความเข้ม- แข็ง ทั้งในแต่ละบุคคลและในภาพรวม ## ประการที่ ๓ คือ ความไวต่อความไม่ถูกต้อง แพทย์ชนบท อยู่กับความทุกข์ยากของชาวบ้าน อยู่กับของจริง ชีวิตจริง อยู่กับความ ถูกต้อง จึงมีความไวต่อความไม่ถูกต้องค่อนข้างสูง การออกมาเปิด โปงทุจริตจัดซื้อยาร่วมกับชมรมเภสัชชนบท จนโด่งดังไปทั่วประเทศ และทั่วโลก จนรัฐมนตรีต้องลาออกไปถึง ๒ คน เป็นตัวอย่างที่ดี ## ประการที่ ๔ คือ มีความมานะอดทนสูง ไม่ยอมแพ้ร้าย ๆ การทำงานในชนบทเป็นงานหนักตลอด ๒๔ ชั่วโมง บ่มเพาะความ มานะอดทนให้แก่แพทย์ชนบทเป็นอย่างดี การแสดงบทบาทในเวทีโลก เช่น การเจรจาต่อรอง บางครั้งต้องอดทนอยู่ดึก ๆ ตื่น ๆ ตลอดเวลา ## ประการสุดท้ายคือ มีพื้นฐานสดีปัญญาดี อย่างน้อยจะต้องมี ทักษะภาษาอังกฤษที่ดีระดับหนึ่ง และมีสติปัญญาที่จะรู้เท่าเส้นหกล ๗๓ บันทึก หนังสือ ขออนุญาตออกโฉนดที่ดิน ของผู้แสวงหาประโยชน์ได้ มีคำถามต่อไปว่า แล้วเราจะสร้างแพทย์ชนบทให้เข้มแข็งใน เวทีระดับโลกให้มาก ๆ ได้อย่างไร ประเทศไทยเราจะได้ไม่เสียเปรียบ และจะสามารถนำศักยภาพของคนไทยไปช่วยพัฒนาโลกได้ด้วย ๗๘ บันเส้นทางชีวิต ประจำตัว (เขียนเมื่อ ๓ ธันวาคม ๒๕๔๒) ความสัมพันธ์กับผู้บริหาร การต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง การ ผลักดันเรื่องสำคัญ ๆ ในสังคม ผู้บริหารระดับปลัดกระทรวงในช่วงที่กล่าวถึงเรียกันคงมีดังนี้ ๑. นพ.อมร นนทสุด ๒. นพ.ไพโรจน์ นิ่งสานนท์ ๓. นพ.สมศักดิ์ วรคามิน ๔. นพ.อุทัย สุดสุข ๕. นพ.ไพจิตร ประบุตร ๖. นพ.วิทูร แสงสิงแก้ว ๗. นพ.ปรากรม วุฒิพงศ์ ๗๙ # บนเส้นทางชีวิต ## ขบวนการแพทย์ชนบทในประเทศไทย ซึ่งเป็นช่วงเวลานานพอสมควร ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แต่ละคนมีภูมิหลัง บุคลิก และศีลาชีวิตต่างกัน ความสัมพันธ์กับ ปลัดกระทรวงมีความสำคัญต่องานและวิถีชีวิตของแพทย์ชนบทได้มาก เพราะปลัดกระทรวงสามารถย้าย แต่งตั้ง มอบหมายงาน หรือไม่ มอบหมายงาน ในระบบที่ผู้บริหารระดับบนงวดลง การแต่งตั้งเข้าสู่ ตำแหน่งก็มีสูง ซึ่งอาจทำให้เกิดความเป็นการเมืองได้ง่าย และในที่นี้ หมายถึงใครจะพอใจหรือไม่ การริ่งเด้นเส้นสาย โดยเฉพาะการที่แช่ง กันมาเป็นปลัด อาจทำให้เกิดการแยกกลุ่ม แยกพวก ว่าใครสายไหน พวกไหน แพทย์ชนบทได้ประกาศตัวเป็นกลาง ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการ ที่ว่าใครจะเป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุข อาจมีผู้ที่สนิทสนมกันเป็น พิเศษมาแต่เดิม ซึ่งก็อาจถูกเพ่งเล็งได้ เช่น "กักโคราช" หมายถึง กลุ่มที่เคยอยู่โคราชสมัยนายแพทย์ไพจิตร ประบุตร เป็นสาธารณสุข จังหวัดที่นั่น มี "หมอแหยง" (นพ.สำเริง แหยงกระโทก), นพ.ณศักดิ์ ชุณหรัศมี, นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ และ นพ.สมชัย ศิริกนกวิไล หรือพวก "๔ ส" แน่นอนว่า ๒ ท่านแรกคือปลัดอมร นนทสุด และปลัด ไพโรจน์ นิ่งสานณห์ เป็นผู้ที่แพทย์ชนบทสนิทด้วยมากที่สุด เพราะมี อุดมการณ์ร่วมกันในเรื่องการสาธารณสุขชนบทและการอุทิศตัวเพื่อ สังคมเหมือนกัน ปลัดอุทัย สุดสุข กับปลัดไพจิตร ประบุตร ก็ สนิทกับแพทย์ชนบทและแพทย์ชนบทสามารถเข้าถึง ส่วนปลัดสมศักดิ์ วรคามินนั้นไม่ค่อยสนิทสนมกัน แต่ปลัดสมศักดิ์ชอบใช้หมอสมศักดิ์ ชุณหรัศมี เป็นพิเศษ คงจะเห็นว่าเป็นคนคล่องแคล่ว การที่เจ้านาย เลือกใช้ใครเป็นพิเศษ อาจทำให้เพื่อนฝูงระแวงได้ แต่แพทย์ชนบท ก็ดูจะรักษาความเป็นกลุ่มก้อนไว้ได้ ช่วงนั้นการแช่งซัดกันระหว่าง ปลัดสมศักดิ์กับปลัดอุทัยค่อนข้างรุนแรง แพทย์แบ่งออกเป็นสายว่า ๘๐ # บนเส้นทางชีวิต ประจำชาติ เชียร์ใคร แต่ผมเข้าใจว่ากลุ่มแพทย์ชนบทสามารถวางตัวเป็นกลางได้ สำเร็จ ช่วงปลัดวิทูรมีปัญหาความสัมพันธ์ค่อนข้างมาก เรื่องนี้ผม มองเห็นล่วงหน้าว่าจะเกิดเป็นความขัดแย้งเชิงบุคคลิก ที่จริงปลัดวิทูร ไม่มีประวัติด่างหรือทางคอร์รัปชันเช่นบางคน แต่ผมก็มองเห็น ตั้งแต่ก่อนท่านเป็นปลัดกระทรวง ว่าท่านคงจะเป็นปลัด และคงจะมี ความขัดแย้ง เพราะท่านเน้นเรื่องความภักดี แต่กลุ่มแพทย์ชนบทรัก ความอิสระและความถูกต้อง อีกประการ ตำแหน่งปลัดกระทรวงอยู่ ตรงจุดที่ค่อนข้างลำบาก เพราะข้างหนึ่งเป็นนักการเมือง คือวัฐมนตรี กับชาวคณะทั้งหลายของท่าน กับอีกข้างหนึ่งคือข้าราชการ ซึ่งเป็นผู้ ได้บังคับบัญชาหรือรุ่นน้อง ถ้าวัฐมนตรีกับรุ่นน้องขัดแย้งกัน ปลัด กระทรวงจะวางตัวลำบากอย่างยิ่ง และเรื่องมันก็เกิด เมื่อนายเสนาะ เทียนทอง มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข คุณเสนาะ อาจจะเป็นที่รู้จักของชาวบ้าน เพราะพรรคพวกของท่านได้รับเลือกตั้ง มาหลายสิบคน แต่กับคนชั้นกลาง บุคลิกของท่านเป็นที่ขวางหูขวาง ตาและเป็นที่ระแวง หมอสุวิทย์ วิบูลผลประเสริฐ ขณะนั้นเป็นผู้อำนวยการ สำนักนโยบายและแผน โดยออกมาวางโครงการเพลเมดิซิน หรือ การแพทย์ทางไกล เพราะมาระจะมีการเขียนหรืออะไรทำนองนั้น มี การให้ข่าวได้กันไปมาทางหน้าหนังสือพิมพ์* และในที่สุดหมอสุวิทย์ ถูกย้ายออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน ซึ่ง ปลัดกระทรวงก็ต้องไม่สบายใจเป็นธรรมดาที่มีลูกน้องไปชิดวัฐมนตรี ได้เรียกหมอสุวิทย์กับหมออำพล จินดาวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบัน *ช่วงนี้หนังสือพิมพ์สัมภาษณ์ผมว่ารักอย่างไรที่มีการรับกันไป/ร่วมกันมา ผมว่า นักการเมืองบางคนทำตัวเหมือน "หมาบ้า" หนังสือพิมพ์คาดหวังกันเกรียว เพราะพูด อย่างนี้เขาล้า แต่ผมก็ไม่ค่อยได้พูดทำเองนี่บ่อยเท่าไร ๘๑ พระบรมราชชนามาพบ มีคำพูดบางคำสะกิดใจกัน ก็เลยกลายเป็น เรื่องระหว่างปลัดกระทรวงกับหมอสุวิทย์และหมออ๊าพล ซึ่งจุดเริ่มต้นอยู่ที่รัฐมนตรี หมออำพลแถลงข่าวกับนักข่าวหนังสือพิมพ์วิจารณ์ ปลัดกระทรวง ซึ่งจุดนี้ทำให้ปลัดวิทูรเจ็บลึกอยู่นาน เพราะท่านซึ่ง นั้นความภักดี ย่อมเห็นว่าเป็นไปได้อย่างไร "ที่น้องมาเล่นงานเพื่อ ทำแคบชวนผมไปกินข้าวที่โรงแรมรอยัลบริ้นซง และปรารภ ความเจ็บปวดนี้กับผม ท่านพยายามหาเหตุว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ผมก็เข้าใจและเห็นใจ ผมแนะนำท่านไปว่า "ท่านปลัดอย่าไปถามหา เหตุอยู่เลย พาพวกนี้ไปเลี้ยงข้าวก็แล้วกัน" จากประสบการณ์ผมรู้ ว่าเวลาขัดแย้งกัน ถ้าพยายามใช้เหตุผลต่อไป ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะใช้เหตุผลคนละอย่าง ต้องใช้ "ใจ" ปลัดวิทูรชวนหมอสุวิทย์ ไปกินข้าวที่บ้านท่าน เรื่องก็ดูสงบไป แต่ผมเชื่อว่าเรื่อง "น้องเล่นงานเพื่อ นี้ทำให้ท่านเจ็บลึก ๆ อยู่นาน มาถึงปลัดปรากรม วุฒิพงศ์ เมื่อเริ่มต้นก็ดูจะดี ปรากรม นี้เป็นลูกศิษย์ผม ที่ผมจำได้ดีและมีความสนิทสนม เป็นคนมีความ ตั้งใจทำงานมากกว่าปลัดกระทรวงบางคน เสียดายที่มามีเรื่องกันเสีย กรณีทุจริตยาในกระทรวงสาธารณสุข ตามที่ทราบกันอยู่แล้ว เรื่องนี้ ผมคิดว่าตัวการสำคัญอยู่ที่นักการเมือง ซึ่งไปล้วงลูกข้าราชการ ชู่ บังคับให้ทำต่าง ๆ นานา เพื่อแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัวเองหรือเข้า พรรค ยากที่ข้าราชการจะทานได้ และทำให้แตกแยก ถูกสอบสวน และลงโทษ ตราบใดที่ยังไม่จัดความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองกับ ฝ่ายข้าราชการประจำเสียใหม่ จะเกิดความระส่ำระสายเสียหายเรื่อยไป ตำแหน่งปลัดกระทรวงและอธิบดีกรมควรจะมีวาระทำนองเดียวกับ อธิการบดีและคณบดี ข้าราชการจะได้ไม่ต้องวิตกกังวลว่าจะถูก รัฐมนตรีบ้าหรือปลดวันไหน แต่ไม่ใช่ว่าย้ายหรือปลดไม่ได้ ทว่าควร ทำด้วยการประเมิน ไม่ใช่โดยใช้อำนาจ ๔๒ การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการต่อต้านความไม่ถูกต้องและมลักดัน เรื่องสำคัญๆ ในสังคม จะมีแพทย์ชนบทเข้าไปเกี่ยวข้องเสมอ สมัย ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖-๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ นักศึกษาแพทย์จากมหาวิทยาลัย ถือว่าก้าวหน้าที่สุด ประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่แพทย์ชนบทจะสนใจเป็น พิเศษ ในช่วงที่พลเอก สุจินดาและคณะกำรัฐประหารเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๔ นั้น และต่อมาเกิดเหตุการณ์รุนแรงพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ คงจำ ได้ว่ามีโรงพยาบาลหลายแห่งยกป้ายต่อต้านเมติจการ ซึ่งให้กำลังใจ แก่ผู้ต่อต้านเมติจการอย่างแรง หลังพลเอก สุจินดาลาออก ได้มี การจัด "ชมัชชาสาธารณสุขเพื่อประชาธิปไตย" เพราะความตื่นตัวทาง ประชาธิปไตยของบุคลากรสาธารณสุข มีหมอทัย ชิดานนท์ เป็น ประธานจัด มีหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เป็นเลขาธิการ โดยได้รับ การสนับสนุนทางการเงินจากเศรษฐีผู้รักความเป็นธรรม ผู้ชอบปิด ทองหลังพระ ก่อนมีสารร่างรัฐธรรมนูญ แพทย์ชนบทก็ร่วมเรียกร้องการ ปฏิรูปการเมือง แพทย์ชนบท ๒ คน คือนายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน และนายแพทย์ชูชัย สุภวงศ์ เข้าร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการ พัฒนาประชาธิปไตย (คพป.) ที่มีแม่เป็นประธาน แพทย์ชนบทใน จังหวัดต่างๆ จัดกิจกรรมหนุนช่วยการเคลื่อนไหวทางการเมืองใน ลักษณะต่างๆ นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตนายกสโมสร มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อออกไปอยู่ในโรงพยาบาลจังหวัดอุบลราชธานี ก็จัดการเคลื่อนไหวสังคมในเรื่องต่างๆ เช่น การเมือง สังคม สิ่งแวดล้อม เป็นประจำ ที่คลินิกส่วนตัวถึงกับทำห้องประชุม และมี ที่พักผู้มาเข้าประชุมเพื่อการเคลื่อนไหวระดมความคิด และจัดประชุม ที่ตลาดประชาชนของจังหวัดน้อยๆ ในเรื่องเกี่ยวกับสังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม หรือการเมือง คุณหมอนีรินดร์เคยเชิญผมไปพูดที่ศาลาประชาคม สมัย ๘๓ คุณสายสิทธิ์ พรเทพ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ปกติผู้ว่าฯ สายสิทธิ์ ท่านไม่ค่อยชอบผู้ที่เคลื่อนไหวทางสังคมนัก แต่ยอมให้หมอนิรันดร์ จัดเพราะเป็นหมอที่ดูแลท่าน การเป็นแพทย์ ถ้าพยายามช่วยเหลือ ผู้คนด้วยน้ำใจ และพยายามสอดแทรกประเด็นทางสังคมเข้าไปด้วย จะเป็นคุณแก่ประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง ได้ข่าวว่าคุณหมอนิรันดร์อาจ จะลงสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภา พูดเรื่องนี้ทำให้นึกได้ว่า แพทย์ชนบท หลายคนเป็นกรรมการในคณะกรรมการเลือกตั้งจังหวัด เมื่อคุณหมอมรรถ กรมชม ถูกย้ายจากเลขาธิการคณะ กรรมการอาหารและยาอย่างไม่เป็นธรรม แพทย์ชนบทก็ออกมา เคลื่อนไหวต่อต้าน จนกระทั่ง ครม. ซึ่งมีมติไปแล้วต้องทบทวนมติ ใหม่ ด้วยความที่เภสัชย์ความอยุติธรรมและการทุจริตคอร์รัปชันเป็น พื้นฐาน เพราะฉะนั้น เมื่อปรากฏเป็นที่แน่ชัดว่ามีการทุจริตเรื่องยาใน กระทรวงสาธารณสุข จึงไม่แปลกเลยที่ชมรมแพทย์ชนบทออกมา เคลื่อนไหวตัดต้าน จนกระทั่งมีรัฐมนตรีลาออกไป สำพันธ์ฐาน ถ้า ปราศจากกลุ่มเคลื่อนไหวกดดันนอกสภา ก็คงไม่ท่าอะไรจริงจัง เป็น ที่เอื้อมระอาและเป็นจุดต่างของรัฐบาลอย่างยิ่ง มีผู้ปรารภว่าการโกงกินคอร์รัปชันคงจะมีทุกกระทรวง แต่ ทำไมข้าราชการจึงเงียบ มีแต่กระทรวงสาธารณสุขเท่านั้นที่ข้าราชการ กลัวออกมาต่อต้าน อาจเป็นเพราะ ๒ สาเหตุใหญ่ ๆ คือ (๑) แพทย์เป็นอาชีพอิสระ ไม่รับราชการก็ไม่อดตาย (๒) ชมรมแพทย์ชนบทมีประวัติศาสตร์และเครือข่ายโยงใยมา นาน หรือเรียกว่ามีฐานกร้างขวางและลึกดังที่เล่ามาทั้งหมด ไม่ใช่อยู่ ดี ๆ ก็ปูเป็นภิดชิ้น อีกเรื่องหนึ่งที่ควรนำมากล่าวคือ บทบาทของแพทย์ชนบท กับการแพทย์แผนไทย ที่จริงควรจะเป็นแนวทางวิทยาลัยหรือสถาบันการ แพทย์ หรือการเมืองที่ควรจะเป็นผู้นำในเรื่องนี้ เพราะการแพทย์แผน ๘๙ # บนเส้นทางชีวิต ประจำตัว พื้นบ้านหรือแผนวัฒนธรรมนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง แต่ถูกทอดทิ้งไป ชมรมแพทย์ชนบทเคยไปดูงานที่วิทยาลัยอายุรเวท (ชีวกโกมารภัจจ์) ของท่านอาจารย์หมออวย เกตุสิงห์ ที่วัดบวรนิเวศ และมีความประทับใจว่าเป็นของที่มีประโยชน์ จึงพยายามส่งเสริมให้มีการแพทย์แผนไทยขึ้นในโรงพยาบาลชุมชน ขณะนี้ได้ทราบว่าในโรงพยาบาลชุมชนกว่า ๕๐ แห่ง มีการแพทย์แผนไทยควบคู่ไปกับการแพทย์แผนปัจจุบัน และเมื่อมีกระแสชีวจิตพิเรอร์ซึ่งเป็นการแพทย์ทางเลือกเกิดขึ้น ก็มีอดีตแพทย์ชนบท เช่น นายแพทย์ชวลิต สันติภิกขุรุ่งเรือง ที่เคยอยู่โรงพยาบาลกระนวน จังหวัดขอนแก่น เข้าไปผลักดันอย่างเจาะจง ถึงกับตั้งเป็นโครงการขึ้นมาได้ในกระทรวงสาธารณสุข คุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ซึ่งสนใจเรื่องนี้มาก่อนที่จะไปเรียนมนุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ก็เข้ามาพยายามช่วยอธิบายปรากฏการณ์ของกระแสชีวจิตในทางที่เป็นคุณ เพราะการมีการแพทย์ทางเลือกจะทำให้การแพทย์มีความสมบูรณ์ขึ้น แม้ในสหรัฐอเมริกาซึ่งเจริญสุดขีดทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็ยังต้นมาสนใจการแพทย์ทางเลือก หนังสือหนังหาเกี่ยวกับการแพทย์ทางเลือกจึงออกมาจากสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมาก การแพทย์ทางเลือกเป็นทิศทางใหญ่อีกอย่างหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้น และในนั้นเราเห็นแพทย์ชนบทมากกว่าแพทย์อื่น ๆ เรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องทิศทางการพัฒนา ในรอบ ๔๐ ปีที่ผ่านมา เมื่อประเทศไทยหันไปพัฒนาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง คนพวกหนึ่งเห็นว่าประเทศกำลังเข้าไปสู่สภาวะวิกฤติ จึงหันมาให้ความสนใจต่อเกษตรทางเลือก อันหมายถึงเกษตรแบบผสมผสาน ซึ่งเป็นเกษตรกระแสหลักตั้งเดิม (แต่ทิศทางการพัฒนาประเทศได้มาเปลี่ยนวิถีการเกษตรเช่นนั้น ให้ไปเป็นปลูกพืชเชิงเดี่ยว อันก่อให้เกิดการ ๘๕ บนเส้นทางชีวิต จบมาจากการแพร่ขยายแบบใหม่ประเทศไทย เสียความสมดุลของธรรมชาติ ของชีวิต และของเศรษฐกิจ) และ สร้างความเข้มแข็งของชุมชน จนมีความมั่นใจว่าเกษตรแบบผสมผสาน และความเข้มแข็งของชุมชนคือคำตอบต่ออนาคตของสังคมไทย กระแสทางเลือกนี้เติบโตมากขึ้นจนสามารถเข้าไปอยู่ในรัฐธรรมนูญ และอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑ อีกเช่น เคย เรามองเห็นแพทย์ชนบทหลายคนที่อยู่ในกิจทางการพัฒนาใหม่นี้ นายแพทย์พรหมินทร์ แดงสุริยศรี ได้ส่งเสริมความเข้มแข็ง ของชุมชนที่อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น ต่อมานายแพทย์อภิสิทธิ์ และหมอทานทิพย์ ช่างรวรากูร แห่งโรงพยาบาลอุบลรัตน์ ได้ขยาย การส่งเสริมการทำเกษตรผสมผสานออกไปหลายสิบหมู่บ้าน และเห็น ผลดีชัดเจนจนตั้งเป้าหมายว่าจะขยายตัวให้ได้ ๑ ล้านครอบครัวใน ภาคอีสาน และถึงกับก่อตั้ง วปอ. ภาคประชาชน นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป กับนายแพทย์ทวีศักดิ์ นพมาส ได้เริ่มต้นทำงานโรคเอดส์ในจังหวัดพิษณุโลก และต่อมาขยายงานไป ทำงานประชาคมจังหวัด และเรียกที่ตรงนั้นว่าเป็นสี่แยกยินได้จีน เพราะพิษณุโลกเป็นสี่แยกจริง ๆ เหนือเป็นอุตรดิตถ์ ได้เป็นพิจิตร ตะวันออกเป็นเพชรบูรณ์ ตะวันตกเป็นสุโขทัย แพทย์ทั้งสองร่วมกับ พลเอก ศิริ ทิวะพันธุ์ อติตแม่ทัพกอภิบาลภาคที่ ๓ ได้ร่วมกันทำงาน ประชาคมสี่แยกยินโดจีน จนเกิดความมั่นใจว่าประชาคมจังหวัดคือ คำตอบ มีมูลนิธิมูลนิธิหนึ่งชื่อมูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ซึ่งผมเป็น ประธาน และนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เป็นผู้มีบทบาทใน การก่อตั้ง ภายใต้มูลนิธิมีสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา โดยการพัฒนา โครงการโดยคุณแอนก นฤตะบุตร ได้รับทุนอุดหนุนจาก CIDA เป็น เงินเกือบ ๙ ล้านดอลลาร์แคนาดา เป็นเวลา ๗ ปี ศาสตราจารย์ แสนห์ จามเริก เป็นประธานคนแรกของสถาบันนี้ และใช้สถาบันนี้เป็น ๔๖ บันทึกทางวิชาการ ประจำภาค ๒๕๔๑ ที่ทำงานวิชาการเกี่ยวกับชุมชนท้องถิ่น จนมั่นใจว่าชุมชนท้องถิ่นคือ คำตอบ ขณะนี้นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เป็นประธานคณะ กรรมการบริหาร และนายแพทย์พลเดช ปั่นประทีป เป็นเลขาธิการ ของสถาบันชุมชนท้องถิ่นเพื่อพัฒนา ระยะหลังสถาบันนี้ได้ช่วยรัฐบาลทำงานผ่านสำนักงานคณะ กรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จนกระทั่งมีบทบาทช่วยทำ แผนพัฒนาฯ โดยสภาพพัฒน์ได้จัดงบประมาณจำนวนหนึ่งให้ไปช่วย จัดการให้ประชาคมจังหวัดทุกจังหวัดร่วมแสดงความคิดเห็นว่าถึงทาง การพัฒนาในแผนพัฒนาฯ ควรเป็นอย่างไร หมอพลเดชเป็นนัก ยุทธศาสตร์ ได้ทำยุทธศาสตร์การพัฒนาเสนอในเวทีหลายแห่งได้เป็น ที่ประทับใจผู้ร่วมประชุมมาก คราวหนึ่ง ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล นั่งฟังอยู่ด้วย ฟังเสร็จ แล้วบอกว่า "นี่ต้องเป็นพวกอย่างว่าแน่" แต่ก็เห็นด้วย เส้นทางการชุดงค์จากชนบทและป่าเขา มาเป็นผู้เสนอ ยุทธศาสตร์การพัฒนาของชาติ เป็นเส้นทางที่ยาวไกล แต่ก็เกิดขึ้น ได้กับชีวิตหมอชนบท ๘๗ "...คนเราไม่จำเป็นต้องเข้าใจเหมือนกัน/รักกันได้ การไปพยายามให้เข้าใจเหมือนกันเสียอีก จะก่อให้เกิดการไม่รักกัน จุดสำคัญคือการยอมรับความแตกต่าง หลากหลาย..." # ยนเส้นทางชีวิต ประเด็นที่สำคัญ ## ๙ (เขียนเมื่อ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๒) กลุ่มสามพราน (The Rose Garden Group) "กลุ่มสามพราน" หมายถึงกลุ่มแพทย์ชั้นบกที่พบปะกันที่สวนสามพรานเดือนละครั้ง มาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปีแล้ว แม้ ๒ ข้อแรกในอปริหานิยธรรม ๗ จะมีความว่า (๑) หมั่นประชุมกันเป็นเนื่องนิตย์ (๒) พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันกระทำกิจที่ดีทั่วๆ อันเป็นธรรมะเพื่อความเจริญ ธรรมะเพื่อความรักใคร่ปรองดอง และธรรมะเพื่อความเข้มแข็งของหมู่คณะ แต่ได้รับการปฏิบัติกันน้อย หรือปฏิบัติดี ๆ จึงไม่เจริญ ไม่รักใคร่ปรองดอง และไม่เข้มแข็ง ๘๙ บนเส้นทางชีวิต ของการแพทย์แผนไทยในสมัยแรก คำว่า "พร้อมเพรียง" มีความหมายว่า ด้วยใจและการมีส่วนร่วมเต็มที่ การนัดหรือสั่งให้มาประชุมเพื่อมารับคำสั่ง ไม่เข้าในธรรมะข้อนี้ แพทย์ชนบทได้ค้นพบกระบวนการในธรรมะข้อนี้ในนามของ "กลุ่มสามพราน" เดิมที่มีการนัดหมายพบปะเพื่อ "ปรับความเข้าใจ" ให้ตรงกัน ผมได้ยินเข้าจึงห้ามไว้ว่าอย่าไปประชุมเพื่อ "ปรับความเข้าใจ" เพราะบ่อย ๆ ครั้งยิ่งปรับยิ่งไม่เข้าใจ คนเราไม่จำเป็นต้องเข้าใจเหมือนกันก็รักกันได้ การไปพยายามให้เข้าใจเหมือนกันเสียอีก จะก่อให้เกิดการไม่รักกัน จุดสำคัญคือการยอมรับความแตกต่าง หลากหลาย สโมสรมักเป็นการพบปะกันเพื่อความบันเทิง เช่น กินเหล้าเล่นไพ่ เล่นมือเสียด ไทยยังขาดวัฒนธรรมการพบปะกันเพื่อความรู้ อาจารย์ระพี สาคริก เคยเล่าว่า เวลานคนไทยพบปะกันเรื่องกล้วยไม้มักจะเน้นว่าใครจะเอาของใครมาที่สวยที่สุด แต่ถ้าฝรั่งนัดพบกันเรื่องกล้วยไม้ เขาจะหยิบอะไรก็ได้ที่มีอยู่ เอามาคุยกันเรื่องความรู้ ความรู้ทำให้เกิดความสุขได้ ในความรู้มีความงาม มีปัญญา และมีจิตวิญญาณ ถ้าความรู้นั้นเป็นไปเพื่อให้เพื่อนมนุษย์หรือส่วนรวมดีขึ้น "กลุ่มสามพราน" พบปะกันเพื่อความรู้ อาจมีการโองภาประครับ กระเจ้าบ้านหย่ ซึ่งก็เป็นไปตามปกติวิสัย แต่วัตถุประสงค์หลักเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยจะเป็นความรู้จากประสบการณ์ หรือความรู้จากการไปศึกษาต้นคว้าทบทวนในเรื่องนั้น ๆ หรือนำเรื่องที่ไปเรียนมา หรือเชิญผู้รู้มาพูดคุย มีจุดมุ่งไปสู่นโยบาย การที่จะคิดเรื่องนโยบายได้ จะต้องสามารถสังเคราะห์ ๙๐ # บนเส้นทางชีวิต ประมวล ๑๕๕ ความรู้ไปสู่ภาพรวมได้ อาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะรู้เป็นส่วน ๆ ตามสาขาของ ตน จึงไม่เห็นภาพรวม แต่เป็นประโยชน์ไม่ได้ ประเทศไทยจึงอ่อนแอ เพราะขาดความรู้ จะพูดไปก็เหมือนตาบอดคลำข้าง ถ้ารู้เป็นส่วน ๆ แต่ไม่เห็น ข้างทั้งตัว ก็ไม่รู้ว่าข้างคืออะไร และกำลังจะเดินไปไหน หรือในภาพ ต่อหรือจิ๊กซอว์ การรู้ส่วนใดส่วนเดียว ก็ไม่รู้ว่าทั้งหมดคือภาพอะไร นั่นแหละคือสถานภาพทางวิชาการในมหาวิทยาลัยเป็นส่วนใหญ่ แพทย์ชนบทมีเหตุปัจจัยให้สะสมภารมีดังนี้ ๑. มีอุดมการณ์ ๒. ทำงานในชนบท สัมผัสอยู่กับความเป็นจริงของแผ่นดินไทย ๓. เคยเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน ทำให้มีโลกทัศน์ เชิงระบบ และมีทักษะในการจัดการ ๔. ทำงานเกี่ยวกับนโยบายในระดับต่าง ๆ ๕. ทำงานวิชาการ จึงอยู่ในฐานะที่จะเห็นภาพรวมและสังเคราะห์ไปสู่นโยบาย ได้ ในระบบราชการมีช่องโหว่ใหญ่ที่ข้าราชการย้ายตำแหน่งบ่อย ย้าย แล้วก็ทำอะไรเรื่องเก่าไม่ได้ เพราะมีคนใหม่เข้ามาแทนที่ แต่การที่ จะทำอะไรให้เก่งสักอย่างกินเวลาประมาณ ๑๐ ปี เมื่อไม่เก่งก็ทำ อะไรให้สำเร็จได้ยาก ในระบบราชการจึงเต็มไปด้วยคนไม่เก่งและ มีความสำเร็จน้อย กระทบกระเทือนผลประโยชน์ของประชาชน และคำว่าผลประโยชน์นั้นอาจหมายถึงการสูญเสียชีวิตโดยไม่จำเป็น ทีเดียว เวที "กลุ่มสามพราน" เป็นกลไกของความต่อเนื่องทางปัญญา แพทย์ชนบทที่เป็นสมาชิกของกลุ่มสามพราน ไม่ว่าจะโยก ๙๑ # บนเส้นทางชีวิต ## ของการออกซิเจนภายในประเทศไทย อ้ายงานไปอย่างไร ๆ ก็ใช้กลุ่มสามพรานเป็นที่แลกเปลี่ยนเรียกรู้เรื่อง สำคัญๆ เมื่อเริ่มแรกนายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน เป็นสาธารณสุข จัง หวัดสุพรรณบุรี จนบัดนี้เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง แต่ก็ยังมา ประชุมกลุ่มสามพรานอยู่อย่างเดิม คนอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะ เป็นนายแพทย์สุวิทย์ วิบูลยลประเสริฐ, นายแพทย์เฉศักดิ์ ชุณหวัฒน์, นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์, นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ, นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์, นายแพทย์สมชัย (รวินันท์) ศิริกนกวิไล, นายแพทย์ศิวิวัฒน์ ทิพย์ธราดล, นายแพทย์โยมาดร จึงเสถียรทรัพย์ และคนอื่นๆ รวมทั้งแพทย์ชนบทรุ่นหลัง ๆ บางคน สมาชิกบางคนลาไปศึกษาต่างประเทศ แต่กลับมาก็เข้ากลุ่ม ตามเดิม เช่น นายแพทย์สุวิทย์ไปเรียนที่หลุยเซียนาและแอลเอ นายแพทย์ชูชัยไปฮาวัวร์เว็ด นายแพทย์โยมาดรไปฮาวัวร์เว็ด รายหลังนี้ไป ถึง ๖ ปี ซึ่งเป็นเวลานานมาก กลับมากลุ่มสามพรานก็ยังอยู่ ทุกคนที่ ไปเรียนมาจะได้รับการขอร้องให้สรุปเรื่องที่ไปเรียนมาว่ารู้อะไร และ ติดอย่างไรต่อไป สิ่งที่นำมาคุยกันนั้น ได้ออกไปเป็นนโยบายและทิศทางการ ทำงานหลายเรื่องหลายราวด้วยกัน เช่น เรื่องทศวรรษแห่งการพัฒนา สถาบันเมมัย, เรื่องเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข, เรื่องสถาบันวิจัยระบบ สาธารณสุข, เรื่องการพัฒนากำลังคน, เรื่องการพัฒนาระบบยา, เรื่องประชาสังคมกับสุขภาพ, เรื่องการปฏิรูประบบบริการสุขภาพ และเรื่องปฏิรูประบบสุขภาพ เป็นต้น ### จุดสุดยอดคือการนำไปสู่การปฏิรูประบบสุขภาพ การปฏิรูประบบสุขภาพเป็นเรื่องยากสุด ๆ อาจจะเรียกว่าไกล เกินผันที่สังคมใดสังคมหนึ่งจะพึงคิดไปถึงว่าจะทำได้ แต่ก็เป็นเรื่องที่ มีความสำคัญสูงสุดต่อชีวิตของคนทั้งแผ่นดิน ๙๒ # บนเส้นทางชีวิต สัปดาห์ที่ ๑ ปัดนี้มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามจะปฏิรูประบบสุขภาพ และมั่นใจว่าจะทำได้ คนกลุ่มนี้มีแพทย์ชนบทและรัตยาณมิตรของพวกเขา และมี "กลุ่มสามพราน" เป็นที่เพาะชำรินตนจากการ ความไม่ฝัน และปัญญา ## การปฏิรูปที่ลึกสุดคือปฏิรูบรีชิด สังคมไทยถูกทำให้ติดเรื่องสุขภาพอย่างทึ่นและแคบ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาตามมาเหลือคณานับ คือเมื่อติดเรื่องสุขภาพก็ติดถึงโรงพยาบาล มดหมอ หยูกยา เท่านั้น ซึ่งเป็น "โรคภาพ" หรือ "โรคภาวะ" ไม่ใช่ "สุขภาพ" สุขภาพเป็นเรื่องที่กว้างใหญ่ไพศาลกว่านั้นมาก เกี่ยวกับชีวิตทั้งหมด สังคม สิ่งแวดล้อม และจิตวิญญาณ เพราะ สุขภาพ = สุขภาวะอย่างสมบูรณ์ (complete well-being) - ทางกาย - ทางจิตใจ - ทางสังคม - ทางจิตวิญญาณ (spiritual well-being) ลองหยุดคิดตรงนี้นาน ๆ สุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางจิตวิญญาณ" จะไร้จะขนาดนั้น นี้เป็น "สังคมนิพพาน" ขัด ๆ เป็นจินตนากาที่ใหญ่อะไรขนาดนั้น ครับ สุขภาพเป็นจินตนากาที่ใหญ่มาก พ่อ ๆ กับจินตนากา "บุคคลพระศรีอารีย์" คือคนทั้งหมดมีความสุข หรือคนทั้งหมดกันทุกข์ได้ ถ้าต้องการเห็นสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นกับมนุษยชาติ เราต้องมีจินตนากา ใหญ่ที่อาจดูเหนือจริง หรือเกินกว่าที่จะเป็นไปได้ แต่จินตนากาจะพามนุษย์ไปถึงได้ เจ้าชายสิทธัสดระทรงมีจินตนากาว่า "มนุษย์พันทุกข์ได้" ซึ่งเป็นจินตนากาที่ใหญ่เหลือเชื่อ เพราะมนุษย์ย่อมมีความทุกข์เป็น ๙๓ บมจ. เดินทาง ซีริค รายงานการเผยแพร่ข้อมูลภายในประเทศไทย ธรรมชาติ จะพ้นทุกข์ไปได้อย่างไร แต่คำสอนของพระองค์ก็พิสูจน์มา แล้วว่ามนุษย์ทั้งทุกข์ได้จริง อย่างน้อยในระดับปัจเจกบุคคล ก็มีคน จำนวนมากได้ประสบ "สุขภาวะที่สมบูรณ์" ศาสดาทุกพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า พระเยซูคริสต์ หรือพระมะหะหมัด ถ้วนทรงมุ่งการอยู่ร่วมกันด้วยความสุข หรือ สังคมที่เป็นสุข หรือสังคมที่มีสุขภาวะ เรื่องความสุขของคนทั้งมวลไม่ใช่ไม่มีคนคิดมาก่อน แต่อาจ ใช้ภาษาต่างกัน การปฏิรูประบบสุขภาพเป็นการรื้อฟื้นความไม่ฝันที่ ต้องการจะเห็นสังคมที่คนมีสุขภาวะถ้วนหน้า สุขภาวะเป็นสิ่งที่สร้างได้ โรงพยาบาลอย่างที่เป็นไปใช้ที่สร้างสุขภาพ แต่เป็นสิ่งที่ย่อมสุขภาพ สุขภาพ ต้องสร้างนอกโรงพยาบาล คือที่ตัวเอง ในครอบครัว ในที่ทำงาน ที่ โรงเรียน ในวัด ในระบบเศรษฐกิจที่ดี ในระบบสิ่งแวดล้อมที่ดี นั่นคือ เกิดจากความถูกต้องในระบบชีวิตและสังคมทั้งหมด ฉะนั้น องค์ประกอบ ของระบบสุขภาพที่ดีน่าจะประกอบด้วยองค์ใหญ่ ๆ ๓ องค์ ดังนี้ ๑. การส่งเสริมสุขภาพ หรือการส่งเสริมระบบชีวิตและสังคมที่ ดี ซึ่งพอจะเห็นองค์ประกอบใหญ่ ๆ ดังนี้ - คนทั้งมวลมีพฤติกรรมสุขภาพ - เศรษฐกิจพอเพียงและประชาสังคม - สิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อสุขภาพ ทั้ง ๓ ถ้วนเป็นเรื่องฉกรรจ์ที่มีผลต่อสุขภาวะของคน ทั้งมวล ๒. ระบบการป้องกันโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคติดต่อหรือโรคไม่ ติดต่อ เช่น โรคหัวใจ, มะเร็ง, อุบัติเหตุ, ติดยาเสพย์ติด ฯลฯ ถ้วน บ่อนทำลายความสุขของประชาชน จะต้องป้องกันให้ได้ ซึ่งต้องการ การปฏิรูประบบการป้องกันโรค ถ้าระบบการป้องกันโรคนั้นเป็นแบบ ปัจจุบัน ประชาชนจะเจ็บป่วยสัมตายเป็นเบื่อโดยไม่จำเป็น ๙๙ # บทเล่มที่ 2 ชีวิต ประมวล 1983 ๓. ระบบบริการสุขภาพที่ดี ระบบบริการที่ดีหมายถึงระบบที่ - มีความเป็นธรรม (Equity) ประชาชนเข้าถึงบริการได้ อย่างเป็นธรรม - มีคุณภาพ (Quality) - มีประสิทธิภาพ (Efficiency) นี่เป็นการกล่าวแบบสั้นและใช้ภาษาทางเทคนิค ในระบบ บริการที่ดีประกอบด้วยอนุระบบอีกมาก เช่น ระบบบุคลากร, ระบบ เทคโนโลยี, ระบบการเงิน, ระบบประกันคุณภาพ และระบบสร้างความรู้ เป็นต้น ทั้งหมดข้อข้อนและยากอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างเช่น จะปฏิรูป ระบบบุคลากรสาธารณสุขและระบบยาอย่างไร จึงจะเป็นประโยชน์ต่อ ประชาชนมากที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องที่เกือบทำไม่ได้เลย เพราะในนั้นมี ความยืดมั่นในที่ฐิ ยึดมั่นในความเคยชิน ยึดมั่นในความเป็นวิชาชีพ (professionalism) ยึดมั่นในความเป็นสถาบัน (institutionalism) และยึดมั่นในผลประโยชน์ การปฏิรูประบบสุขภาพจึงเป็นเรื่องใหญ่และยากอย่างยิ่ง ใหญ่และยากจนไม่กล้าคิดที่จะทำกัน แต่ถ้าไม่ทำ ทั้งประชาชนและ บุคลากรก็จะถูกระบบที่ไม่ถูกต้องทำร้ายจนเหมือนตกนรกันทั้งมวล (Hell For All) แต่เราก็ได้เรียนรู้มาแล้วว่า การที่จะเขยื้อนสิ่งยากๆ ประดุจ การเขยื้อนภูเขาขั้นทำอย่างไร ดังนี้ ๑. สิ่งที่เป็นปัญหาเชิงระบบ แก้ไม่ได้เพียงแค่การเทคนาสิ่ง สอนศีลธรรม หรือการปรับปรุงหลักสูตร แต่ต้องปฏิรูประบบ ๒. การปฏิรูประบบต้องการการออกกฎหมายที่ดี ซึ่งจะกำหนด ระบบ โครงสร้าง กลไก และพฤติกรรมใหม่ ๓. การที่จะออกกฎหมายที่ดีได้ ต้องการการทำงานเชื่อมโยงใน ๙๕ # บนเส้นทางชีวิต ## ขบวนการแตกตัวแบบใหม่แห่งประเทศไทย ลักษณะที่เรียกว่า "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" ดังนี้ ๑. การสร้างความรู้หรือการทำงานทางวิชาการ ๒. การเคลื่อนไหวสังคม ๓. การเชื่อมต่อภัยการเมือง อยากให้คนทั้งหลายที่ต้องการขยับเขยื้อนเรื่องยาก ๆ เพื่อให้บ้านเมืองดีขึ้น เข้าใจวิธีการสามเหลี่ยมนี้ คือ ๑. การสร้างความรู้ที่ชัดเจนในเรื่องนั้น ๆ ในภาพรวม ในโครงสร้าง และกลไก เพื่อเขียนกฎหมายที่จะกำหนดระบบ โครงสร้าง กลไก และพฤติกรรม ตรงนี้ต้องการความสามารถทางวิชาการสูง นักวิชาการของเรามักไปไม่ถึง เพราะไม่วิจัยบ้าง หรือวิจัยแต่ทำแต่ระดับวิเคราะห์แล้ววิจารณ์บ้าง แต่ไปไม่ถึงการสังเคราะห์ที่จะเข้าใจภาพรวมและการจัดการ ถ้าขาดความรู้ที่ชัดเจน องค์ประกอบอีก ๒ องค์ข้างล่างก็ทำงานไม่ได้ การสร้างความรู้หรืองานทางวิชาการจึงจำเป็นอย่างยิ่ง ในการแก้ปัญหาของบ้านเมือง แต่ยังขาดความเข้าใจและการเห็นคุณค่ากันโดยทั่วไป แม้ในมหาวิทยาลัยเอง ๒. การเคลื่อนไหวทางสังคม หรือการเรียนรู้ทางสังคม จะสะท้อนไปทำให้เกิดการทำงานทางวิชาการที่มีความหมายขึ้น และการเมืองเข้ามาสนใจ แต่การเคลื่อนไหวทางสังคมต้องการองค์ประกอบที่หนึ่งคือความรู้ที่ชัดเจน มิฉะนั้นจะเคลื่อนไม่ออกหรือเคลื่อนแล้วเพี้ยนไปทางอื่น ความรู้ทางวิชาการต้องแปรรูปให้สามารถเข้าใจได้ง่าย จึงจะสามารถเพิ่มอำนาจ (empower) ให้คนทั่วไปได้ การประชุมการมีส่วนร่วม สื่อทุกชนิด เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเคลื่อนไหว ๓. การเชื่อมต่อกับการเมือง ไม่ว่าการเมืองจะเป็นอย่างไร ๙๖ บันเดินทางชีวิต ปี 2540 ตอนที่ 168 ถ้าเชื่อมต่อกับองค์ประกอบอีก ๒ องค์ข้างต้นก็สามารถทำสิ่งที่ดีได้ การเมืองเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง ถ้าขาดไปก็ไม่สำเร็จประโยชน์ เพราะการเมืองเป็นส่วนที่ตัดสินใจการใช้ทรัพยากรภาครัฐ เช่น คน งบประมาณ สื่อ และเป็นผู้ออกกฎหมาย นักวิชาการและนักอุดมคติจำนวนไม่น้อยที่รังเกียจการเมือง ไม่อยากยุ่งด้วยเพราะมีความชั่วร้าย แต่สำพันธ์วิชาการและอุดมคติก็ยังไม่สำเร็จประโยชน์ เพราะโครงสร้างไม่ครบ คนจำนวนมากมักว่าหรือเกือบทั้งหมดเพ่งเล็งเฉพาะการเมือง อยากให้การเมืองสะอาดบริสุทธิ์ และมีความสามารถสูง จะได้แก่ปัญหาประเทศได้ ซึ่งก็ควรจะหวังอย่างนั้น แต่การที่ไปหวังอย่างนั้นเพียงอย่างเดียวก็ผิดหวังมาเรื่อยๆ ไม่สำเร็จประโยชน์ และไม่ทำอย่างอื่น แต่ที่จริงไม่ว่าการเมืองจะเป็นอย่างไร ถ้าทำองค์ประกอบที่ ๑ และที่ ๒ จะเชื่อมต่อกับการเมืองอย่างที่เป็นอยู่โดยไม่ยาก และสำเร็จประโยชน์ได้ การปฏิรูประบบสุขภาพกำลังใช้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวนี้ ความรู้เชิงระบบได้สร้างไว้มากพอสมควร นับตั้งแต่คณะกรรมการระบาดวิทยาแห่งชาติ, สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และวิทยาลัยการสาธารณสุขที่จูฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขตั้งขึ้นมา ๗ ปี ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ในการนำไปสู่การปฏิรูประบบสุขภาพ ปัจจุบันนายแพทย์วิพุธ พูลเจริญ อติตย์ผู้อำนวยการกองโรคเอดส์ เป็นผู้อำนวยการ นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหวัฒน์ อติตย์ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ยอมรับไปเป็นผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเชื่อมต่อการปฏิรูประบบสุขภาพ นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ และคณะ ได้สะสมความรู้ ๙๗ # บทเส้นทางชีวิต ## ขบวนการแพทย์แบบใหม่ประเทศไทย เชี่ยวชาญการปฏิรูประบบบริการสุขภาพมากที่สุดในประเทศ ก็พร้อมอยู่แล้ว นายแพทย์วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร เป็นผู้เชี่ยวชาญที่สุดในเรื่องการเงินในระบบบริการสุขภาพ นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ ทำเรื่องส่งเสริมสุขภาพ ประชาสังคม และสื่อ นายแพทย์ศุภกร บัวสาย จับเรื่องกองทุนส่งเสริมสุขภาพไปอยู่แล้ว นายแพทย์อนุวัฒน์ ศุภชูดิกุล จับเรื่องคุณภาพโรงพยาบาล ก็ไปรออยู่แล้ว นายแพทย์ไพนูญย์ สุริยะวงศ์ไพศาล พิจารณาเรื่องการบริหารโรงพยาบาลที่เป็นอิสระ นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน ชำนาญเรื่องระบบการควบคุมโรคมากที่สุด และเรื่องระบบสุขภาพโดยทั่วไป นายแพทย์สุวิทย์ วิบูลผลประเสริฐ เป็นผู้เข้าใจภาพรวมทั้งหมด นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ ซึ่งไปเป็นผู้อำนวยการสถาบันพระบรมราชชนก ก็ยินดีกระโดดเข้ามาขับเคลื่อนระบบการปฏิรูประบบสุขภาพอย่างเต็มตัว นอกจากนั้นทางกลุ่มยังไปเชิญนายแพทย์วิจารณ์ พานิช ประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ผู้อำนวยการ สกว. มาเป็นหัวหน้ากลุ่ม ทั้งนี้โดยมีรุ่นธราคือ นายแพทย์ไพโรจน์ นิ่งสานนท์ นายแพทย์อาวี วัลยะสวี และนายแพทย์ประเวศ วงศ์เป็นกองทุน บัดนี้การจัดกระบวนทัพพร้อมแล้ว เพื่อจะผ่าพันธุ์สรรค์ไปสู่การปฏิรูประบบสุขภาพเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวสยาม ๙๘ บ น เต็ม หาง ชีวิต ประจำชาติ ผมจึงกล่าวแต่ต้นว่า จุดสุดยอดของขบวนการแพทย์ชนบทคือ การนำไปสู่การปฏิรูประบบสุขภาพ ขอให้คนไทยทั้งมวลรวมตัวกันเป็น ประชาคมเพื่อปฏิรูประบบสุขภาพ เพื่อประโยชน์สุขของเราทั้งหมด แพทย์ชนบทไม่ใช่เทวดา เป็นปฤณเคนธรรมดาที่มีกิเลส ตัณหา มีถูก มีผิด แต่ที่น่าสนใจคือกระบวนการทั้งหมดที่คนเหล่านี้ ผ่านมา ทั้งอุดมการณ์ ประสบการณ์ในชนบท ประสบการณ์ทางการ จัดงานทางวิชาการเชิงนโยบาย การรวมกลุ่มครือข่าย และมิติทางจิต วิญญาณ สะสมเป็นพลังแห่งการปฏิรูปเพื่อประโยชน์สุขของมหาชน ที่ผมนำมาเล่านี้เป็นเพียงบางส่วน ควรจะมีการวิจัยเรื่องขบวน การแพทย์ชนบทให้ละเอียดกว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะมีความลึกซึ้ง เชื่อมโยง กว้างขวาง และมีผลกระทบต่อทิศทางการสาธารณสุขและ สังคมไทยมาก สำหรับผมเองเห็นว่า ขบวนการแพทย์ชนบทเป็นความงาม ของแผ่นดินไทย และเป็นโชคดีบนเส้นทางชีวิตของผมอย่างมากที่ได้ รู้จักและสนิทสนมกับคนดี ๆ เหล่านี้ และด้วยความพร้อมของกระบวนทัพเพื่อการปฏิรูปสุขภาพ ซึ่งจะเคลื่อนไหวไปได้เป็นลำดับ ผมสามารถตายหาหลับใต้ด้วยความ แน่ใจว่าประโยชน์สุขจะเกิดแก่มหาชน ผมจะยุติการบันทึกบนเส้นทางชีวิตตอนขบวนการแพทย์ชนบท ไทยไว้เพียงเท่านี้ นอกจากว่าเมื่อหมอวิชัย โชควิวัฒน์ ซึ่งจะเขียนเรื่อง "กลุ่มสามพราน" เสร็จเมื่อใด ก็จะนำมาพิมพ์เพิ่มเติมไว้ ๙๙ # บรรณีบุคคล ## ชื่อ กนกศักดิ์ พูลมาศ, นายแพทย์ ๓๖. ๕๓ กวี ชัยศิริ, นายแพทย์ ๓. ๕ กาญจนศักดิ์ แสงบูรณ์, นายแพทย์ ๑๙. ๖๑ ศิริพงษ์ จรัญญา, นายแพทย์ ๕๓ เกศพร เสน่หวงห์, ศาสตราจารย์ นายแพทย์ หม่อมหลวง ๔ โกร สานม บุรนต์แสน, แพทย์หญิง ๓๒ โกมาดร จึงเสถียรทรัพย์, นายแพทย์ ๕. ๑๒. ๑๙. ๘๕ สวัฏชัย วิศิษฐานนท์, นายแพทย์ ๕๓ สม ป้องรัตน์ พันศรี นายแพทย์ ๘๓. ๕๑ โคกน้ำแมน อาร์เธอร์ (Arthur Kleeman) ศาสตราจารย์ ๑๙ จรัส สุวรรณมาลา, นายแพทย์ ๒๕. ๕๓ จันทร์ศรี วะสี, แพทย์หญิง ๑๖ จันทร์เพ็ญ สุประภาวรรณ, แพทย์หญิง ๑๙. ๓๐. ๓๒. ๖๒ จินดาภา สย์อภิรสิต, แพทย์หญิง ๕๓ เจมศักดิ์ ปินทอง, ดอกเตอร์ ๕. ๑๙. ๖๒ ชนะ คำบุญรัตน์, นายแพทย์ ๗ ชลน่าน สวีแก้ว, นายแพทย์ ๕๓ ๑๐๑ บันเส้นทางชีวิต ขบวนการแพทย์แผนไทยประเพณีไทย ชวน หมึกเรีย ชวลิต สันติภัจรุ่งเรือง, นายแพทย์ ชัย กฤตยานิชาตกกุล, นายแพทย์ ชาตรี เจริญศิริ, นายแพทย์ ชำนาญ พจนา ชูชัย ศุภวงศ์, นายแพทย์ ณรงค์ โชควัฒนา ณัฏฐา สุขผลสวัสดิกุล, แพทย์หญิง ณัฐภ ภมรประวัติ, นายแพทย์ ศริกานตร์, ปิตอร์ (Peter Drucker) คำวงศ์ บุญยืน, นายแพทย์ หวังศักดิ์ นพมาส, นายแพทย์ พรศิริชญ์ ธำรงธงราษฎร, แพทย์หญิง พรศิลป์ ไชยนันท์ นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ, นายแพทย์ บรรจบ สุขผลสวัสดิกุล, นายแพทย์ บวรกุล ศิริพานิช, นายแพทย์ บวร สังฆกุมภกร, นายแพทย์ บุญชัย สมบูรณ์สุข บุญทินธ์ แซ่หวัฒนะ บุญยงค์ วงศ์รักมิตร, นายแพทย์ บุษกร ธนูชาติวรกุล, แพทย์หญิง ๔. ๒๘, ๓๗ ๘๕ ๓. ๔๕ ๗๙ ๒. ๗ ๔. ๑๒, ๑๘, ๒๙, ๒๕, ๒๓, ๒๘, ๓๒, ๕๑ ๖๑, ๖๓, ๘๓, ๙๒, ๑๐ ๖๘ ๓ ๕๗ ๑๖ ๕๓ ๘๖ ๖๓, ๗๖ ๑๐ ๔๓ ๒. ๗ ๗, ๘ ๙๕ ๓๔ ๓๑ ๕๒ ๕, ๒๐ ๑๐๒ # บนเส้นทางชีวิต ช่วงเวลา ๑๕๐ <table><tr><td>ปฐม มณีโรจน์</td><td>๓๑</td></tr><tr><td>ประกิด วาทีลาธากิจ, นายแพทย์</td><td>๑๘, ๓๑</td></tr><tr><td>ประทีป ธนกิจเจริญ, นายแพทย์</td><td>๕๓</td></tr><tr><td>ประยูร กุนาศล, นายแพทย์</td><td>๓๐</td></tr><tr><td>ประเวศ วชิร, นายแพทย์</td><td>๔๕, ๙๘</td></tr><tr><td>ประสาท พาลพ่าย, นายแพทย์</td><td>๔๓, ๔๕</td></tr><tr><td>ปรากรม วุฒิพงศ์, นายแพทย์</td><td>๗๙, ๘๒</td></tr><tr><td>ปรีดา แต่อารักษ์</td><td>๓๘</td></tr><tr><td>ปรียา กาชมสันต์, คุณหญิง</td><td>๕๕</td></tr><tr><td>พรหมินทร์ แตงสุรียศรี, นายแพทย์</td><td>๘๖</td></tr><tr><td>พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต)</td><td>๔๓</td></tr><tr><td>พงเดช ปิ่นประทีป, นายแพทย์</td><td>๖๓, ๘๒, ๘๗</td></tr><tr><td>พีรี คำทอน, นายแพทย์</td><td>๘</td></tr><tr><td>พุทธทาฬิกฤติ</td><td>๑๓, ๑๔, ๔๙</td></tr><tr><td>เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, แพทย์หญิง</td><td>๒๙</td></tr><tr><td>ไพจิตร ประบุตร, นายแพทย์</td><td>๗๙, ๘๐</td></tr><tr><td>ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล, นายแพทย์</td><td>๑๒, ๒๐, ๓๒, ๙๘</td></tr><tr><td>ไพโรจน์ นิ่งสานนท์, นายแพทย์</td><td>๗, ๒๕, ๓๐, ๓๑,</td></tr><tr><td></td><td>๕๒, ๗๙, ๘๐, ๓๘</td></tr><tr><td>ภักดี โพธิ์ศิริ, เภสัชกร</td><td>๕๙</td></tr><tr><td>มงคล ณ. สงขลา, นายแพทย์</td><td>๕๔, ๕๕</td></tr><tr><td>มรกต กรเกษม, นายแพทย์</td><td>๕๓, ๕๔, ๕๕, ๘๔</td></tr><tr><td>มานิตย์ ประทีปศิลป์, นายแพทย์</td><td>๒๔, ๓๐, ๙๕, ๕๖,</td></tr><tr><td></td><td>๕๒</td></tr><tr><td>ยงกุล ขจรธรรม, นายแพทย์</td><td>๒๐, ๓๑, ๕๙</td></tr></table> 900 # บนเส้นทางชีวิต รวบรวมการแพทย์แผนไทยโบราณ <table><tr><td>ระดี สุขศิริ, ศาสตราจารย์</td><td>๓๐</td></tr><tr><td>รวมจันทราณ, ดอกเตอร์</td><td>๕๔</td></tr><tr><td>โรเมอร์, มิลคัน ศาสตราจารย์</td><td>๑๗</td></tr><tr><td>เลิศ จิระศิริ, นายแพทย์</td><td>๗</td></tr><tr><td>วิญญู ณ ถลาง, ดอกเตอร์</td><td>๒๓</td></tr><tr><td>วิจารณ์ พานิช, นายแพทย์</td><td>๔๘, ๕๗</td></tr><tr><td>วิริย์ โชคศิริวัฒน, นายแพทย์</td><td>๒, ๑๖, ๒๔, ๒๕, ๒๗, ๓๖, ๔๐, ๕๑</td></tr><tr><td>วิทูร แสงสินแก้ว, นายแพทย์</td><td>๒๗, ๓๖</td></tr><tr><td>วิทูร พูลเจริญ, นายแพทย์</td><td>๑๓, ๕๙, ๗๗</td></tr><tr><td>วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร, นายแพทย์</td><td>๑๗, ๑๙, ๓๒, ๕๔, ๗๒</td></tr><tr><td>วิวัฒน์ เอียรวิบูลย์, นายแพทย์</td><td>๔๕</td></tr><tr><td>วิวัฒน์ โรจนพิทยาธร, นายแพทย์</td><td>๓๑</td></tr><tr><td>วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์, นายแพทย์</td><td>๓, ๑๒, ๒๐</td></tr><tr><td>ศิริ ทิวะพันธุ์, พนักงาน</td><td>๔๖</td></tr><tr><td>ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล, นายแพทย์</td><td>๑๒, ๒๘, ๕๖, ๗๒</td></tr><tr><td>ศุภกร บัวสาย, นายแพทย์</td><td>๓๒, ๖๐, ๖๒, ๗๔</td></tr><tr><td>สงวน นิตยารัมภ์พงศ์, นายแพทย์</td><td>๔, ๑๑, ๑๒, ๑๘, ๒๔, ๒๗, ๓๐, ๓๒, ๕๙, ๖๑, ๗๐, ๘๐, ๘๓, ๘๖, ๑๗, ๑๙, ๓๒</td></tr><tr><td>สมเกียรติ อิสศิธร, นายแพทย์</td><td>๒๐</td></tr><tr><td>สมชัย วิโรจน์แสงอรุณ, นายแพทย์</td><td>๕, ๑๒</td></tr></table> ๓๐๗ # บนเส้นทางชีวิต ประจำชาติ สมชัย (รวินันท์) ศิริกนกรีไล, นายแพทย์ ๕. ๑๑, ๒๔.๘๐, ๙๒ ณพงษ์ ชูทวานนท์, นายแพทย์ ๕๘ ธงศักดิ์ ชุณหวัฒน์, นายแพทย์ ๔. ๑๒, ๑๗, ๒๔, ๓๒ ๕๙. ๗๐, ๘๐, ๙๒, ๙๓ สมศักดิ์ วรคามิน, นายแพทย์ ๕๙ สันต์ สิงห์ภักดี, นายแพทย์ ๕๔ สายสิทธิ์ พรเทพ ๘๔ สายหยุด เกิดผล, พนักงาน ๗ สำเริง แพทยกระโทก, นายแพทย์ ๔. ๑๑, ๘๐ สำลี ณัฐยนภรช้าง, นายแพทย์ ๕๗. ๕๘ สุเมธ สันติเวชกุล, ดอกเตอร์ ๘๓ สุวรีย์วงศ์ อาชานาญภาพ ๗. ๑๑, ๒๐, ๓๕, ๙๒ ๔๕. ๔๗, ๕๐, ๕๒ สุภักษณ์ ศิวรักษ์ ๒ สุรียะ วงศ์คงคาเทพ, นายแพทย์ ๗๒ สุวัฒน์ วิชิตพิทักษกุล, นายแพทย์ ๕๓ สุวิทย์ วิบูลยประเสริฐ, นายแพทย์ ๓. ๑๒, ๑๗, ๒๔, ๓๕ ๒๗. ๓๐, ๓๒, ๕๐ สิริ, ๕๑, ๕๔, ๕๙ พิชิต. ๗๕, ๘๑, ๙๐ สุริยะ ๗๔ เสน่ห์ จามริก, ศาสตราจารย์ ๘๖ เสนาะ เทียนทอง ๓. ๒๗, ๘๑ สม พรีชพวงแก้ว, นายแพทย์ ๗. ๕๒ หทัย ชิตานนท์, นายแพทย์ ๑๘. ๒๔, ๓๑, ๖๒ ฉลาก ธงอาจ วชิรพันธ์สกุล, นายแพทย์ ๔๕ ๑๐๕ # บนเส้นทางชีวิต จบจากการอพยพในประเทศไทย อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล, นายแพทย์ ๓๒, ๔๘ อภิเชษฐ์ นาคเสรา, นายแพทย์ ๗ อภิสิทธิ์ ธำรงวรางกูร, นายแพทย์ ๖๓, ๘๖ อมร นนทสุข, นายแพทย์ ๒๓, ๗๙, ๘๐ อรวรดิสทรี เวชชาชีวะ, นายแพทย์ ๕๐ อวย เกตุสิงห์, นายแพทย์ ๒๙, ๗๕ อาภัณฑ์ ปันยารชุน ๓๑ อารี วัฒนะศรี, นายแพทย์ ๔๘ อำพล จินดาวัฒนะ, นายแพทย์ ๔, ๒๔, ๓๐, ๗๒, ๓๕ ๔๑, ๔๗, ๕๒, ๘๑ สุกฤษฎ์ มีสินทางภูร, นายแพทย์ ๓๗, ๓๘ อุทัย สุดสุข, นายแพทย์ ๖, ๕๙, ๗๙, ๘๐ อุเทน จารณศรี, นายแพทย์ ๔๓, ๔๕, ๕๑, ๕๒ เอนก นาคะบุตร ๘๖ อัลสเต็ด, สโตร์ตด์ (Scott Halstead) นายแพทย์ ๓๑ พิมพ์ที่ พิมพ์ดี ๒๔/๒๗๒-๔ ซอยคลองถนนใหญ่ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ ๑๐๓๕๖ ๑๐๖ ขบวนการแพทย์ชนบทในประเทศไทยเป็นปรากฏการณ์ใหญ่ทางสังคม ที่มีผลกระทบต่อทิศทางและบริการสาธารณสุข ตลอดจนความคิดเห็น ทางสังคม ...ความตื่นตัวทางอุตมการณ์ของนักศึกษาแพทย์และแพทย์ที่จะออกไปรับใช้ประชาชนในชนบท ที่เกิดขึ้นในช่วง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๐๖ ก่อตัวเป็น ชมรมแพทย์ชนบท และกลายเป็นขบวนการแพทย์ชนบทในประเทศไทย แพทย์จบใหม่ทยอยกันออกไปอยู่ชนบท แต่มีการเชื่อมโยงกับนักศึกษา รุ่นน้องที่กำลังเรียนอยู่ ด้วยการมาบรรยาย มาประชุมรุ่นน้อง พาไปดูงาน ของรุ่นพี่ในชนบท แพทย์รุ่นหนุ่มสาวผู้มีอุตมการณ์ที่พากันออกไปรับใช้ชนบทในช่วงต้น ๆ นั้น ได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยรวม ๕ กรณี (เบญจกรณี) ดังนี้ ๑. ให้บริการประชาชนคนยากจนอย่างสุดจิตสุดใจ ๒. กระตุ้นนักศึกษาแพทย์รุ่นน้องให้ฝึกได้ในชนบท ๓. ช่วยกระทรวงจัดอบรมแพทย์จบใหม่ที่ไปทำงานในชนบท ๔. ช่วยกระทรวงทำคู่มือมาตรฐานการบริหารโรงพยาบาลชุมชน ๕. เคลื่อนไหวเพื่อความยุติธรรมในสังคมและสิ่งที่ถูกต้องดีงาม "สำหรับผมเองเห็นว่า ขบวนการแพทย์ชนบทเป็นความงามของแผ่นดินไทย และเป็นโชคดีบนเส้นทางชีวิตของผมอย่างมากที่ได้รู้จักและสนิทสนมกับ คนดี ๆ เหล่านี้" ประเวศวสิ หมอยาวบ้าน หนังสือภาษาไทยปิดผู้ดูแลบริษัทความกรองข้า 000 นายแพทย์ประเวศ วสิ ISBN 978-612-23-4 9786122345 317210 เอกสารนี้ หนังสือจดหมายการศึกษาคู่มือนักความร่างกาย 000 นายแพทย์ประยูร วชิร หากชีวิตมิใช่ความฝัน เราก็อาจกำให้จดหมายได้อย่างที่คิด เรียนรู้ชีวิตของคนดี ๆ ที่มีอยู่มากมายในแผ่นดิน บนเส้นทางชีวิต ขบวนการแพทย์ชนบท ในประเทศไทย "สำหรับผมเองเห็นว่า เรื่องของขบวนการแพทย์ชนบท เป็นความงามของแผ่นดินไทย" สำหรับเพื่อการศึกษาและการอ้างเท่านั้น For educational use and reference only CT 1548 .ป.467ป.46 46 - เวศ วะสี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2000
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• การแพทย์ชนบท
• อนามัยชนบท
• ชีวประวัติ
history_eduหมวดหมู่
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2000
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้