auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (3 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

ปฏิรูปประเทศไทยปฏิรูปจิตสำนึก : จิตสำนึกเปลี่ยน ทุกอย่างเปลี่ยน

chrome_reader_modeคำอธิบาย

พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2554 พิมพ์ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2555

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

# ปฏิรูป ประเทศไทย ## ปฏิรูป จิตสำนึก 035/2556 นักเปลี่ยน ทุกอย่างเปลี่ยน หมายอายุ 19/01/2567 สปร. สำนักงานปฏิรูป เพื่อสังคมไทยที่เป็นธรรม ประเวศ วะสี 597703 TULIB 3 1379 01371741 9 # ปฏิรูป ประเทศไทย ## ปฏิรูป จิตสำนึก ### จิตสำนึกเปลี่ยน ทุกอย่างเปลี่ยน 26 ก.ค. 2559 สปร. สำนักงานปฏิรูป เพื่อสังคมไทยที่เป็นธรรม คอก ประเวศ วะสี # ปฏิรูปประเทศไทย ปฏิรูปจิตสำนึก ## ประเวศ วะสี พิมพ์ครั้งที่ 1 มีนาคม 2554 20,000 เล่ม - สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) (สรพ.) - สำนักงานปฏิรูป (สปร.) 035/2556 จัดพิมพ์โดย สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) (สรพ.) ชั้น 2 อาคารกรมการแพทย์ 6 ถนนติวานนท์ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทร. 02-9510102-3 โทรสาร 02-9510238 สปร. สำนักงานปฏิรูป เพื่อสังคมไทยพัฒนธรรม สำนักงานชั่วคราว เลขที่ 126/146 ชั้น 4 อาคาร 10 ชั้น หมุดอายุ 19/01/256 สถาบันบำราศนราดูร ซ.ติวานนท์ 14 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทร. 02-965-9531-3 โทรสาร 02-9659534 พิมพ์ที่ หจก.มณัสฟิล์ม 02-968-3081 จิตสำนึก เป็นประดุจ พลังนิวเคลียร์ ในตัวมนุษย์ พลังจิตสำนึก เปลี่ยนชีวิต และ โลกได้ หมดอายุ 19/01/2567 # สารบัญ ๑. ปฏิรูปประเทศไทย .................................................................................... ๑ ๒. พลังจิตสำนึก : * พลังนิวเคลียร์ในตัวมนุษย์ (Human nuclear energy) ------ ๕ ๓. คนที่กำลังจะฆ่าตัวตายกลายเป็นประสบบรมสุข --------------------- ๙ ๔. พลังจิตสำนึกใหม่ ทำให้คนธรรมดากลายเป็นพระพุทธเจ้า ------ ๑๕ ๕. เมล็ดพันธุ์แห่งความดีในหัวใจ --------------------------------- ๑๙ ๖. การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่า ความเป็นคนของคนทุกคน -------- ๒๓ ๗. โครงสร้าง INN - โครงสร้างจิตสำนึกใหม่ ----------------------- ๒๙ ๘. การปฏิรูปการบริหารประเทศ : * จากการเอากรมเป็นตัวตั้ง เป็นเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง -------- ๓๓ ๙. สรุปการปฏิรูปจิตสำนึก ---------------------------------------- ๓๗ ๑๐. ปฏิรูปประเทศไทย - ปฏิรูปจิตสำนึก --------------------------- ๔๑ หมดอายุ 19/01/2567 ๑. ปฏิรูป ประเทศไทย พม่า 19/01/2567 # ปฏิรูปประเทศไทย คือ การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประเทศ ไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ ที่คนไทยจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ประเทศที่น่าอยู่จะต้องมีความเป็นธรรม ไม่มีความเหลื่อมล้ำกัน มากเกิน มีการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนอย่าง เท่าเทียมกัน ประเทศไทยวิกฤตมากขึ้นเรื่อย ๆ จนพูดว่าวิกฤตสุด ๆ มีความ แตกแยกและรุนแรงมากขึ้น ๆ จนเกรงกันว่าจะเกิดมิคสัญญีกลียุค คง ต้องตั้งคำถามว่าทำไม ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยมีทรัพยากรมากมาย จึงไม่ สามารถจัดระบบการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ลงตัว และมีศานติสุข เราเป็นเมืองพุทธและพุทธศาสนาก็เป็นของดี แต่ไฉนจึงมีความ เสื่อมเสียทางศิลธรรมมาก การฆ่ากันตายและทำร้ายกันก็สูง การลัก ขโมยฉ้อฉลคอร์รัปชั่นเต็มแผ่นดิน มีการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่าง รุนแรง ขาดธรรมาภิบาลในทุกสถาน มีอะไรที่ขาดหรือผิดไปในความรู้สึกนึกคิดจิตสำนึกของคนไทยหรือ สิ่งหนึ่งที่จับได้คือ คนไทยขาดความคิดเชิงโครงสร้างของสังคม คิดว่าอะไรดีชั่วก็อยู่ที่พฤติกรรมของปัจเจกบุคคล เสมือนไม่มี โครงสร้างของสังคม จึงเพ่งเล็ง บ่มเพาะ เฉพาะบุคคล ซึ่งไม่ใช่ว่าไม่ควรทำ แต่ไม่ได้ผล การขาดความเป็นธรรมยังคงอยู่และมากขึ้นจนเกิดสภาวะวิกฤต หมายอายุ 19/01/2567 สุด ๆ โครงสร้างกำหนดคุณสมบัติ ในทางวัตถุเห็นได้ง่าย เช่น ของที่ทำด้วยเหล็กเหมือนกัน แต่ คุณสมบัติต่างกัน ถ้าโครงสร้างเป็นเรือมันลอยน้ำได้ ถ้าโครงสร้างเป็นมีด ดาบมันใช้ฟันได้ ถ้าโครงสร้างเป็นลูกระเบิดมันระเบิดได้ โครงสร้างทางสังคมก็กำหนดคุณสมบัติของสังคม เช่น โครงสร้างอำนาจรัฐ โครงสร้างการจัดสรรทรัพยากร โครงสร้างทางเศรษฐกิจ โครงสร้างทางกฎหมาย ฯลฯ โครงสร้างเหล่านี้มีผลอย่างแรงต่อความเป็นไปของสังคมที่ พฤติกรรมของปัจเจกบุคคลไม่เพียงพอที่จะคัดง้างได้ ที่ผ่านมาเราคิดแต่ เพียงเรื่องความดีความชั่วส่วนบุคคล โดยไม่พยายามเข้าใจและแก้ไข โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม จึงสร้างความเป็นธรรมไม่สำเร็จ การปฏิรูปประเทศไทยเป็นการปฏิรูปโครงสร้างของประเทศให้เป็น ธรรม ในเอกสารข้อเสนอปฏิรูปประเทศไทย* ได้พูดถึงโครงสร้าง ๘ ประการที่ถักทอกันเป็น "เข่ง" หรือคุกที่ขังคนไทยไว้ในความไม่เป็นธรรม คือ (๑) โครงสร้างทางจิตสำนึกที่ขาดความเป็นธรรม (๒) โครงสร้างสังคมแนวดิ่ง (๓) โครงสร้างอำนาจรัฐรวมศูนย์ (๔) โครงสร้างทางกฎหมาย (๕) โครงสร้างการจัดสรรทรัพยากร (๖) โครงสร้างทางเศรษฐกิจ (๗) โครงสร้างทางการศึกษา (๘) โครงสร้างทางการสื่อสาร * ประเวศ วะสี " (ร่าง) ข้อเสนอปฏิรูปประเทศไทย", ๒๕๕๓, สำนักงานปฏิรูป ๓ ในที่นี้จะไม่พูดถึงรายละเอียดและแนวทางการปฏิรูป ซึ่งอาจหาอ่านได้จากเอกสารของสำนักงานปฏิรูป เพียงแต่กล่าวโดยย่อเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปจิตสำนึก อาจมองรูปใหม่ของประเทศไทยที่มีโครงสร้างความเป็นธรรมว่าเหมือนรูปพระเจดีย์ ซึ่งประกอบด้วย ๓ ส่วนใหญ่ ๆ คือ ![Diagram of a Buddhist stupa with three main parts](image) - **ปฏิรูปจิตสำนึก**: The core spiritual essence. - **ปฏิรูประบบต่าง ๆ ให้เชื่อมยอดกับฐาน**: The various systems are connected to the base. - **ปฏิรูปสร้างฐานประเทศไทยให้กว้าง**: The Thai foundation is made wide. - **โครงสร้างของประเทศที่เป็นธรรม**: The structure of the country that is spiritual. ๑. **ยอดพระเจดีย์** ชี้สู่สิ่งสูงสุด คือ ปฏิรูปจิตสำนึกและความเป็นธรรม ๒. **ฐานพระเจดีย์** ต้องกว้างและแข็งแรง ได้แก่ชุมชนท้องถิ่น ต้องปฏิรูปการบริหารประเทศจากการเอากรมเป็นตัวตั้งซึ่งรวมศูนย์ไปสู่การเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งหรือเทศาภิวัฒน์ (เทศะ = พื้นที่) ๓. **องค์พระเจดีย์** ได้แก่ระบบต่างๆ ต้องเชื่อมระหว่างยอดกับฐาน เช่น ระบบการศึกษา ระบบเศรษฐกิจ ระบบความยุติธรรม ฯลฯ สำหรับการปฏิรูปการบริหารประเทศเพื่อกระจายอำนาจไปสู่ฐานของประเทศ คือชุมชนท้องถิ่นนั้น มีการประชุมใหญ่ เรื่อง "ฟื้นพลังชุมชน ท้องถิ่นสู่การอภิวัฒน์ประเทศไทย" ที่ศูนย์ไบเทค ในวันที่ ๑-๓ มีนาคม ๒๕๕๔ ในการนี้มีการผลิตเอกสารและสื่ออื่น ๆ จำนวนมากที่ผู้สนใจหาอ่านได้ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะเรื่องการปฏิรูปจิตสำนึก ๒. พลังจิตสำนึก พลังนิวเคลียร์ ในตัวมนุษย์ (Human nuclear energy) พ.ศ. 2567 ในนิวเคลียสในอะตอมของสสารมีพลังซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งเมื่อปลดปล่อยออกมาเป็นพลังนิวเคลียร์มหาศาล ดังที่ระเบิดนิวเคลียร์ลูกเดียวสามารถทำลายเมืองทั้งเมือง หรือสสารนิดเดียว ทำไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ หรือพลังงานจากดวงอาทิตย์ที่กระจายไปทั่วจักรวาลมาประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านปี และจะยังมีอยู่ต่อไปอีก ๕,๐๐๐ ล้านปีก็เป็นพลังงานนิวเคลียร์ พลังนิวเคลียร์เป็นพลังมหาศาลทางกายภาพ ในตัวมนุษย์ก็มีพลังมหาศาลซ่อนอยู่ คือ พลังจิตสำนึก ศักยภาพสูงสุดของมนุษย์ ไม่ใช่พลังความรู้ แต่เป็นพลังจิตสำนึก นักปราชญ์ฝรั่ง ๓ คน คือ Laslo, Grof และ Russell คุยกันเรื่องความเป็นไปของโลก และสรุปว่า อารยธรรมตะวันตกซึ่งเป็นอารยธรรมวัตถุนิยมบริโภคนิยม กำลังพาโลกทั้งโลกไปสู่วิกฤตการณ์อย่างรุนแรง ความรุนแรงของมันนั้น ทำให้มนุษยชาติไม่มีทางออกอื่นใดเลย์ นอกจาก ปฏิวัติจิตสำนึก (Consciousness Revolution) ไอน์สไตน์เอง ก่อนตายก็เห็นแล้วว่า มนุษยชาติจะไปไม่รอด กล่าวว่า "ถ้ามนุษยชาติจะอยู่รอดได้ ต้องการวิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง" (We shall need a radically new manner of thinking, if mankind is to survive) แต่วิถีคิดขึ้นกับจิตสำนึก ถ้าจิตสำนึกยังเป็นแบบเก่า ๆ ก็จะมีวิถีคิดแบบเก่า ๆ วิถีคิดใหม่จะมีได้ก็ต่อเมื่อมีจิตสำนึกใหม่ (New Consciousness) มนุษย์ตระหนักมากขึ้นทุกทีว่าต้องการจิตสำนึกใหม่ หนังสือตระกูลที่ ๖ หมดอายุ 19/01/2567 ขายดีที่สุดในโลกเป็นหนังสือในตระกูลจิตสำนึกใหม่ แสดงให้เห็นว่า กระแสใหญ่ (Mega Trend) ของโลกคือกระแสจิตสำนึกใหม่ ตัวอย่างของการเกิดจิตสำนึกใหม่ร่วมสมัยที่ประชาคมจิตสำนึก ใหม่นำมาเป็นตัวอย่างก็คือ เรื่องของมนุษย์อวกาศชื่อ Edgar Mitchell (เอ็ดการ์ด มิทเชลล์) เมื่อไปอยู่ในอวกาศและมองกลับมายังโลก เห็น "โลกทั้งใบ" ลอยฟ่องอยู่ในอวกาศ จิตของเขาเปลี่ยนโดยสิ้นเชิง เขากล่าวว่า "ผมกลับมายังโลกกลายเป็นคนที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง" (I came back to Earth a totally changed man) กลายเป็นคนที่ ... มีจิตใจเป็นอิสระไม่ถูกบีบคั้น มีความสุขอย่างล้ำลึก ประสบ ความงาม อันล้นเหลือ เกิดความรักอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์ และธรรมชาติทั้งหมด ที่ล้อมกรอบไว้นี้ อาจเป็นการสรุปคุณสมบัติของจิตสำนึกใหม่หรือ จิตสำนึกใหญ่ ตามธรรมดา มนุษย์มีจิตสำนึกเล็ก มีความรู้สึกนึกคิดและเจตจำนง ที่เล็ก แคบ และแยกส่วน รู้เห็นและคิดแคบ ๆ เฉพาะตัวหรือพวกตัว ไม่รู้เห็นความจริงทั้งหมด ความจริงนั้นใหญ่และเชื่อมโยงกันทั้งหมดเป็น หนึ่งเดียวกัน (The Same Oneness) แต่เมื่อมีจิตสำนึกเล็ก แคบ และแยกส่วน จึงตกอยู่ในความ บีบคั้น อะไรที่แยกส่วนจากความเป็นทั้งหมดจะตกอยู่ในความบีบคั้น ไม่เป็นอิสระ ความบีบคั้นไม่เป็นอิสระคือความทุกข์หรือความขัดแย้ง เมื่อเอ็ดการ์ด มิทเชลล์ มองเห็นโลกทั้งใบ เข้าถึงความเป็นหนึ่ง เดียวของโลกทั้งใบ จิต (สำนึก) ของเขาจึงเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากการเข้า ถึงความจริงของความเป็นทั้งหมด ซึ่งเป็นของใหม่สำหรับการรับรู้ของ เขา เมื่ออยู่บนโลกเขารับรู้ชุดความจริงเก่า ที่เห็นอะไรแยกเป็นส่วน ๆ เพราะ จิตเล็กรู้เห็นได้คับแคบและแยกส่วน ๗ หมดอายุ 19/01/2567 เมื่อจิตของเขาไปเชื่อมกับธรรมชาติหรือความจริงอันใหญ่และ เป็นหนึ่งเดียว เกิดสภาพจิตใหญ่หรือจิตใหม่ที่หลุดพ้นจากความบีบคั้น ของความคับแคบ จึงรู้สึกเป็นอิสระ อิสรภาพหรือความสุขเป็นสิ่งเดียวกัน เขาจึงรู้สึกเป็นสุขอย่างล้ำลึกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การเข้าถึงความเป็นทั้งหมดทำให้ประสบความงาม ความงามเกิดจากความเป็นทั้งหมด ดอกไม้ที่ว่าสวยหรือผู้หญิงที่ว่างาม ก็เกิดจากความเป็นทั้งหมด ถ้าแยกย่อยไปเป็นส่วนประกอบ เช่น สสาร ธาตุ ตับ ไต ไส้พุง อุจจาระ ปัสสาวะ ความงาม ก็จะหายไป ฉะนั้นเมื่อเอ็ดการ์ด มิทเซลล์ เข้าถึงความเป็นทั้งหมดจึงประสบความ งามอันล้นเหลือ การเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับทั้งหมด ว่าทั้งหมดคือเรา เรา คือทั้งหมด ไม่แยกเป็นเขาเป็นเรา จึงเกิดความรักอันไพศาลต่อเพื่อน มนุษย์และธรรมชาติทั้งหมด ความรักอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และ ธรรมชาติทั้งหมดยิ่งทำให้มีความเป็นอิสระและความสุขมากขึ้น เอ็ดการ์ด มิทเซลล์ รู้แล้วว่าจิตสำนึกใหม่นี้ช่างดีจริงหนอ ช่างมี ประโยชน์จริงหนอ จึงเกิดฉันทะวิริยะอย่างแรงกล้าในการจัดตั้ง Institute Of Noetic Science (IONS) เพื่อศึกษาวิจัย เผยแพร่ และอบรม เกี่ยวกับจิตสำนึกใหม่ สถาบันอันนี้ตั้งอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย ใน ๓๐ ปีที่ผ่าน มาได้ทำวิจัย เผยแพร่ และฝึกอบรม เกี่ยวกับจิตสำนึกใหม่เป็นอัน มาก มีคนไทยเคยสมัครไปเข้าประชุมปฏิบัติการกับเขาด้วย ๘ หมดอายุ 19/01/2567 ๓. คนที่กำลังจะ ฆ่าตัวตาย กลายเป็น ประสบบรมสุข กระทาชาย นายเอ็คฮาร์ท โทลเล่ เป็นคนมีความทุกข์มาก จะฆ่าตัวตายอยู่หลายครั้งแล้ว เช้าวันหนึ่งตื่นมารู้สึกมีความทุกข์จน ทนไม่ไหว ว่าวันนี้ต้องเอาแน่ เขาพูดกับตัวเองว่า "ฉันอยู่กับไอ้ตัวเองคนนี้ไม่ไหวแล้ว" (I can no longer live with myself) คำว่า "ฉัน" หรือ I กับ "ตัวเอง" หรือ myself กระตุกความคิดของ เขาว่า เอ๊ะ นี่มันยังไงกัน ฉันกับตัวเองนี่มันคนละคนกันหรืออย่างไร ถึงว่า ฉันอยู่กับไอ้คนนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว แล้ว "ฉัน" มันใครกัน "ตัว เอง" มันใครกัน การกระตุกว่า "ฉัน" กับ "ตัวเอง" มันคืออะไรกัน ได้นำเขาไปสู่ สภาวะใหม่โดยสิ้นเชิงโดยไม่รู้ตัว เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเองโดยสิ้น เชิง เขาไปนั่งที่ไหนหรือทำอะไรๆ ก็มีความสุขทั้งเนื้อทั้งตัว เป็นความรู้สึก อันมหัศจรรย์แปลกประหลาดมาก เขาก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร อยู่มา กี่เดือน ๆ มันก็เป็นอยู่อย่างนั้น เป็นการถาวร จากคนที่จะฆ่าตัวตายกลาย เป็นประสบสภาวะบรมสุข เขากลายเป็นครูสอนเรื่องความสุข หรือเรื่องจิตสำนึกใหม่ที่มีชื่อ เสียง เขาเขียนหนังสือชื่อ "The Power of New" หรือ พลังแห่งปัจจุบัน ขณะ อันหมายถึงจิตที่ตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันทำนองเดียวกับ "ปาฏิหาริย์แห่ง การตื่นอยู่เสมอ" ของท่านติชนัทธันห์ ๑๐ อาจกล่าวว่า จิตของเอ็คฮาร์ท โทลเล่ เปลี่ยนจากสภาพหนึ่งไปสู่ อีกสภาพหนึ่ง แปลว่ามีสภาวะหรือธรรมชาติอยู่ ๒ สภาวะกระนั้นหรือ สภาวะหนึ่งเต็มไปด้วยความทุกข์ อีกสภาวะหนึ่งสุขสงบสันติ (สสส) ฮึ่ม ! เรากำลังจะทำความเข้าใจอะไรที่สำคัญ สภาวะ ๒ สภาวะที่ ต่างกันหรือธรรมชาติ ๒ ธรรมชาติ ธรรมชาติหนึ่งเป็นแดนทุกข์ อีก ธรรมชาติหนึ่งเป็นแดนสุขสงบสันติ มันดำรงอยู่ใกล้ ๆ กันหรือทับซ้อนกัน นายเอ็คฮาร์ท โทลเล่ เขาจึงหลุดจากสภาวะหนึ่งเข้าไปสู่อีกสภาวะ หนึ่ง โดยเขาไม่ได้นั่งเครื่องบินไปที่ไหนเลย ที่จริงพระท่านบอกเราถึง ๒ สภาวะนี้อยู่ทุกวี่ทุกวัน เวลาท่านชัก บังสุกุล แต่เราไม่เข้าใจเอง หรือบางทีพระเองก็อาจจะไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าและฟังกันไปตาม "รูปแบบ" เท่านั้น ไม่ได้เอา "สาระ" คือตอน ที่เริ่มต้นว่า "อนิจจา วะตะ สังขารา" แล้วก็จบลงตรงว่า "เตสัง วูปะสะโม สุโข" แล้วทุกคนก็ยกมือขึ้นสาธุนั่นแหละ ท่านพูดถึง ๒ สภาวะ เราก็สาธุไปอย่างนั้นเอง ที่จริงคำว่า "สาธุ" แปลว่า yes ใช่แล้ว แม่นแท้ แต่ความจริงเราไม่รู้หรอกว่าท่านพูดถึง สภาวะ ๒ สภาวะ จะค่อยๆ แกะตรงนี้ให้ท่านฟัง "อนิจจา วะตะ สังขารา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ อุปปาทะวยะ ธัมมิโน มีความเกิดขึ้นแล้วมีความเสื่อมไป เป็นธรรมดา อุปปัชชิตวา นิรุชฌันติ ครั้นเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป เตสัง วูปะสะโม สุโข " ความสงบระงับสังขารทั้งหลายเป็นสุข อย่างยิ่ง หมดอายุ 19/01/2567 สามวรรคแรกพูดถึงสภาวะปรุงแต่ง คำว่า "สังขาร" หมายถึง ธรรมชาติที่ปรุงแต่ง ๑๑ สภาพไม่ปรุงแต่ง สงบนิ่งนิรันดร์ ไม่มีเกิดไม่มีตาย ระเบิดตูมใหญ่ เมื่อเป็นธรรมชาติที่ปรุงแต่ง มันจึงเปลี่ยนแปลง (อนิจจา = เปลี่ยนแปลง) คือ เกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา (อุปปาทะ = เกิดขึ้น : วยะ = เสื่อมไป) เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป (อุปัชชิตวา = เกิดขึ้นแล้ว : นิรุชฌันติ = ย่อมดับไป) พรรคที่สี่กล่าวถึงอีกสภาวะหนึ่ง คือสภาวะที่ไม่ปรุงแต่ง การระงับสังขารแปลว่าหยุดปรุงแต่ง (วูปะสะโม = สงบระงับ) สภาวะไม่ปรุงแต่งนั้นสุขสงบสันติ ท่านกล่าวถึง สภาพ ๒ สภาพหรือธรรมชาติ ๒ อย่าง คือ สภาพที่ปรุงแต่งเรียกว่า สังขาร สังขารหมายถึง การปรุงแต่งทุกชนิด เช่นการเกิดขึ้นของจักรวาล ดวงดาว ดวงอาทิตย์ โลก ต้นไม้ สัตว์ มนุษย์ ร่างกาย จิตใจ ทางวิทยาศาสตร์ว่า จักรภพ สสารพลังงาน กาล-สถาน (Time- Space) เกิดจากการระเบิดตูมใหญ่ (Big Bang) เมื่อประมาณ ๑๕,๐๐๐ ล้านปีก่อน ก่อนหน้านั้นไม่มีอะไร อาจจะเขียนเป็นภาพข้างต้น ในเมื่อการปรุงแต่งมันเริ่มเมื่อ ๑๕,๐๐๐ ล้านปีก่อน แล้วก่อนหน้านั้นที่ว่าไม่มีอะไรนั่นน่ะมันคืออะไร ก็ตรงไปตรงมา คือ สภาพที่ไม่ปรุงแต่ง ดำรงอยู่เช่นนั้นเป็นนิจนิรันดร์ ๑๒ หมดอายุ 19/01/2567 สภาพปรุงแต่งต่าง ๆ ธาตุ พลังงาน ดวงดาว โลก มนุษย์ ร่างกาย จีตใจ = สังขาร มีเกิด มีตาย ตรงนี้ค่อย ๆ พิจารณาให้ดี เพราะปรกติเราไม่รู้ไม่เห็นสภาวะนี้ รู้แต่สภาวะที่ปรุงแต่ง เช่น โลก วัตถุสิ่งของ ต้นไม้ สัตว์ คน ความรู้สึก นึกคิดจิตใจ เหล่านี้ถือเป็นสังขารหรือสภาพที่ปรุงแต่งทั้งสิ้น อะไรที่ ปรุงแต่งมีสภาพเปลี่ยนแปลง (อนิจจัง) มีเกิดมีตาย สภาวะที่ไม่ปรุงแต่งมีมาก่อนการปรุงแต่ง ยังมีอยู่ ไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดสิ้นสุด สงบ นิ่ง นิรันดร์ ภาษาพระท่านเรียกว่า อสังขตะธรรม ใน ทางพระพุทธศาสนาถือว่ามีธรรมชาติ ๒ อย่างคือ สังขตะธรรม = ธรรมชาติที่ปรุงแต่ง อสังขตะธรรม = ธรรมชาติที่ไม่ปรุงแต่ง ถ้าจิตของเราหยุดปรุงแต่ง ก็จะเข้าไปอยู่ในธรรมชาติที่ไม่ปรุงแต่ง สงบ นิ่ง มีความสุข จิตพระอรหันต์เข้าไปอยู่ในสภาพไม่ปรุงแต่ง จึงว่า ท่านไม่มีเกิด ไม่มีตายอีกแล้ว หมจิตของเอ็ดฮอร์ท โทลเล่ ได้หลุดเข้าไปสู่สภาวะที่ไม่ปรุงแต่งจึง หมดทุกข์โดยลิ้นเชิง ทำไมเขาจึงตั้งชื่อหนังสือของเขาว่า "The Power of Now" หรือพลังแห่งปัจจุบันขณะ Now หรือปัจจุบันขณะ หมายถึง การมีสติรู้อยู่กับปัจจุบัน ๑๓ ปรกติมนุษย์อยู่ในความคิดปรุงแต่งหรือสังขาร ทำให้ไม่รู้อยู่กับปัจจุบัน การอยู่ในความปรุงแต่ง ทำให้ไม่สัมผัสความจริงที่ไม่ปรุงแต่ง จึงอยู่ในความทุกข์ความบีบคั้น แต่เมื่อเจริญสติรู้อยู่กับปัจจุบัน ไม่อยู่ในโลกของความคิด จึงสัมผัสความจริงที่ไม่ปรุงแต่ง ทำให้สุขสงบสันติ (สสส) ผู้ที่เจริญสติแล้วจิตสงบจนสงัด จะพบความเป็นอิสระ ความสุขอันลึกล้ำ ประสบความงาม อันล้นเหลือ อะไร ๆ ก็เต็มไปด้วยความงาม มีความเมตตากรุณา อันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติทั้งหมด เป็นสภาพที่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง รู้สึกรุ่มรวยไปด้วยความสุขและความงาม อยากให้ผู้อื่นประสบสภาวะเช่นนี้บ้าง การเจริญสติจึงเปิดประตูสู่จิตสำนึกใหม่ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตัวเอง (Transformation) ความเห็นแก่ตัวลดลงหรือหมดไป เอ็คฮาร์ท โทลเล่ กล่าวว่า พระพุทธองค์เป็นมนุษย์คนแรกที่ค้นพบ "อนัตตา" ๑๔ หมดอายุ 19/01/2567 ๔. พลังจิตสำนึกใหม่ ทำให้คนธรรมดา กลายเป็น พระพุทธเจ้า หมายเหตุ 19/01/2567 เจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อเป็นมกุฎราชกุมาร ได้ศึกษา ศิลปวิทยาที่มีอยู่ขณะนั้นทั้งหมดที่เรียกว่าศิลปวิทยาทั้ง ๑๘ แต่ศึกษา แล้วก็ยัง ยังงั้น ๆ ต่อเมื่อเสด็จหนีออกจากวังไปสัมผัสความจริงของชีวิต เช่น คนจน คนแก่ คนเจ็บ คนตาย จึงเกิดจิตสำนึกใหม่ ตั้งพระทัยอย่างแน่วแน่ ที่จะ หาทางให้มนุษย์พ้นทุกข์ ซึ่งเป็นความตั้งใจที่ยิ่งใหญ่เหนือธรรมดา เพราะ ธรรมดามนุษย์ก็ต้องมีความทุกข์ จะพ้นทุกข์ไปได้อย่างไร พระองค์เกิดฉันทะวิริยะอย่างแรงกล้าที่จะหาความรู้นี้ให้ได้ ถ้าไม่ แรงกล้าสุด ๆ ใครจะทิ้งลูกที่เพิ่งเกิดใหม่ไปได้ พลังจิตสำนึกใหม่ทำให้เกิดฉันทะวิริยะอย่างแรงกล้า ควรสังเกตว่าขณะนั้นยังไม่ทรงมีความรู้ ดังที่ไปทรงลองผิดลองถูก อยู่ถึง ๖ ปี พลังจิตสำนึกและฉันทะวิริยะอันแรงกล้ามาก่อนความรู้ ฉันทะวิริยะนั้นแรงกล้ามากขนาดตายก็ยอม จะต้องหาความรู้ให้ ได้ ซึ่งในที่สุดก็ทรงค้นพบความรู้นั้น อันเป็นแสงสว่างทางปัญญาให้โลก มากว่า ๒,๕๐๐ ปี พลังจิตสำนึกใหม่ทำให้คนธรรมดากลายเป็นพระพุทธเจ้าได้ หมดอายุ 19/01/2587 พลังจิตสำนึกใหม่ทำให้โจรใหญ่อย่างองคุลีมาล กลายเป็นพระ อรหันต์ได้ จิตของโจรกับจิตของพระอรหันต์ต่างกันลิบลับ นั่นแหละความหมายของจิตสำนึกใหม่ จิตสำนึกจึงเป็นพลังมหาศาลที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตัวมนุษย์ คือยกระดับความเป็นมนุษย์อย่างก้าวกระโดด น่าเสียดายที่ระบบการศึกษาไม่รู้จักความมหัศจรรย์แห่งจิตสำนึก จัดการศึกษาขึ้นเพื่อท่องความรู้ในตำรา และวนเวียนอยู่ใน " ความรู้ - อำนาจ - เงิน " หรือ " อำนาจ - เงิน - ความรู้ " หรือ " เงิน - ความรู้ - อำนาจ " วนเวียนอยู่ในมายาคติ ไม่สามารถพัฒนาความเป็นมนุษย์ ให้สูงขึ้น ซ้ำร้ายกลับทำให้เลวลงได้ กำแพงวังของกรุงกบิลพัสดุ์กั้นเจ้าชายสิทธัตถะไว้จากการสัมผัส ความจริงของชีวิต ฉันใด สังคมปัจจุบันได้สร้างกำแพงแห่งมายาคติขึ้นมากักขังมนุษย์ไม่ให้ สัมผัสความจริงของชีวิตเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นกำแพงอำนาจรัฐ กำแพงกฎระเบียบ กำแพงการศึกษา กำแพงเงิน ฯลฯ มนุษย์เหมือนถูกจองจำอยู่ใน "คุกที่มองไม่เห็น" (The Invisible Prison) ตัดขาดจากการสัมผัสความจริงของชีวิตและการอยู่ร่วมกัน ทำให้พลังจิตสำนึกใหม่ ซึ่งเป็นพลังมหาศาลที่สุดของมนุษย์ไม่มีโอกาส งอกงามขึ้น หรือระเบิดออกจากภายในใจของมนุษย์เอง เรากำลังเข้าสู่หัวใจของเรื่องจิตสำนึกแล้ว ถ้าเราเข้าใจจะมีวิธีการ เยอะแยะที่จะสร้างจิตสำนึกใหม่ จะเรียกว่าปฏิรูปหรือปฏิวัติจิตสำนึก ก็ได้ เราลองมาดูกันต่อไป หมดอายุ 19/01/2567 ๑๗ " ระบบการศึกษา ไม่รู้จักความมหัศจรรย์แห่งจิตสำนึก จัดการศึกษาขึ้นเพื่อท่องความรู้ในตำรา และวนเวียนอยู่ใน " ความรู้ - อำนาจ - เงิน " หรือ " อำนาจ - เงิน - ความรู้ " หรือ " เงิน - ความรู้ - อำนาจ " วนเวียนอยู่ในมายาคติ ไม่สามารถพัฒนาความเป็นมนุษย์ให้สูงขึ้น ซ้ำร้ายกลับทำให้เลวลงได้ " หมดอายุ 19/01/2567 เมล็ดพันธุ์ แห่งความดี ในหัวใจ 250173401/2567 มนุษย์ทุกคนมีเมล็ดพันธุ์แห่งความดีอยู่ในหัวใจ ดังหลักฐาน และเหตุผลที่จะกล่าวดังต่อไปนี้ ในสมองของมนุษย์มีส่วนที่เรียกว่า สมองทางสังคม (The social brain) ที่มีความไวต่อการรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่น จากสีหน้า แววตา สุ้มเสียง ท่าทาง ถ้าอารมณ์ความรู้สึกนั้นเป็นความทุกข์ ความยากลำบาก จะเกิด ความเห็นใจ (Empathy) และอยากทำประโยชน์เพื่อเพื่อนมนุษย์หรือมี น้ำใจเพื่อคนอื่น (Altruism) ความเห็นใจและน้ำใจเพื่อคนอื่นนั้นเป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในตัว มนุษย์ทุกคน ดังที่เราจะเห็นว่าเมื่อมีหายนภัย เช่น คลื่นสึนามิ คลื่นน้ำใจของ มวลชนที่หลั่งไหลออกมานั้นใหญ่กว่าคลื่นสึนามิ แสดงว่าความเห็นใจ และน้ำใจนี้มีอยู่ในตัวคนอยู่แล้ว ถ้าไม่มีจะไหลออกมาจากที่ไหน. การได้เห็นสีหน้าและแววตาของผู้คนจึงเป็นเรื่องสำคัญ มีการกล่าวว่าถ้าผู้พิพากษาได้ไปสัมผัสสีหน้าและแววตาของคน ยากจน แทนที่จะดูแต่ตัวหนังสือในกระดาษ การตัดสินคดีจะไม่เหมือนเดิม การเอามิติของความเป็นมนุษย์เข้ามาสัมผัสกัน ดังที่เรียกว่า human touch จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งนัก ในการทำให้เมล็ดพันธุ์แห่ง ความดีในหัวใจได้มีโอกาสงอกงามขึ้น แต่เราได้เอามายาคติต่าง ๆ เข้ามาขวางกั้นปฏิสัมพันธ์แห่งความ เป็นมนุษย์ เช่น กฎหมาย กฎ ระเบียบ ตำแหน่ง ฐานะ เงินตรา รูปแบบ วิชาความรู้ การศึกษา ๒๐ หมดอายุ 19/01/2567 หลายปีมาแล้ว อาจารย์บัณฑร อ่อนดำ ไปคุยกับเกษตรตำบลที่ จังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน อาจารย์บัณฑรถามว่า "เกษตรกรในตำบลที่คุณรับผิดชอบ คุณรู้ไหมว่าใครพึ่งตนเองได้ ใครพึ่งตนเองไม่ได้" "ผมไม่รู้หรอกครับ" เกษตรตำบลตอบ "ผมเกลียดมัน ผมบอก อะไรให้ มันก็ไม่เชื่อ" สิ่งที่เกษตรตำบลบอกชาวบ้านคือ ความรู้ทางเทคนิค เช่น การใช้ปุ๋ย ใช้ยาฆ่าแมลง เรียกว่าเอาเทคนิคเป็นตัวตั้ง ขาดมิติแห่งมนุษย์ อาจารย์บัณฑรจึงชวนเกษตรตำบลไปคุยกับชาวบ้าน กับป้าคนนี้ กับลุงคนนั้น กับน้าคนนี้ ว่าเขาทำอะไร เขาอยากทำอะไร เขาทำได้ไม่ได้ เพราะอะไร พอคุยแล้วเกษตรตำบลเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เกิดรู้จักชาวบ้าน รักชาวบ้าน เห็นอกเห็นใจ และรู้ว่าจะทำงานกับชาวบ้านอย่างไรต่อไป ทั้งนี้เพราะเอาความเป็นมนุษย์เข้ามาสัมผัสกัน ไม่ใช่เอาเทคนิคเป็นตัวตั้ง แต่ในอาชีพต่าง ๆ เรามักเอาเทคนิคเป็นตัวตั้ง เช่น แพทย์ดูคนไข้ก็อาจจะเห็นแต่ "ไข้" แต่ไม่เห็น "คน" หรือครูก็อาจจะเอาแต่เทคนิคการสอนเป็นตัวตั้ง จนลืมมิติความ เป็นคน มีพนักงานธนาคารออมสินคนหนึ่งที่จังหวัดอุบลราชธานี ก็เหมือน นายแบงค์ทั้งหลายที่นั่งรอลูกค้าอยู่ในห้องแอร์ คราวหนึ่งธนาคารมีนโยบายให้สินเชื่อเกษตรกร เขาจะต้องไปคุย กับเกษตรกรที่หัวไร่ปลายนา ทำให้เขาไม่พอใจ เพราะเคยนั่งในห้องแอร์ สบาย ๆ หมดอายุ 19/01/2567 แต่ทำไป ๆ เขาเกิดความสุขที่ไม่เคยเจอมาก่อน เพราะหัวใจของ ความเป็นมนุษย์เข้าไปสัมผัสกัน เดิมมีแต่มิติเรื่องเงินเท่านั้น ๒๑ เขากล่าวว่าตอนนี้รายได้เขาน้อยลง แต่ความสุขมากขึ้นที่ได้ทำงาน ใกล้ชิดกับชาวไร่ชาวนา เขาไม่อยากกลับไปทำอย่างเดิมอีกแล้ว จิตสำนึก ของเขาเปลี่ยนไปแล้วจากการที่มีสัมผัสแห่งความเป็นมนุษย์ อาจกล่าวได้ว่า ร้อยทั้งร้อย ถ้ามนุษย์ได้เอาความเป็นมนุษย์เข้า มาสัมผัสกัน ความเห็นใจ และน้ำใจจะไหลหลั่งออกมา มีนักศึกษาที่ไปอยู่กับชาวบ้านที่ยากจน ชาวบ้านก็รักเด็ก หากบ หาเขียดให้กิน ดูแลเป็นอย่างดี นักศึกษารักชาวบ้านหมดทุกคน เรียกเขา เป็นพ่อเป็นแม่ เวลาจะจากกันน้ำหูน้ำตาไหล เรามีนักเรียนนักศึกษาเป็นล้าน ๆ คน แต่เราเอาเยาวชนเหล่านี้ มากักขังไว้ในรั้วของการศึกษาหมด ลองนึกภาพว่า ถ้าเยาวชนเป็นล้าน ๆ คนเหล่านี้ได้อยู่กับชาวบ้าน ทำงานร่วมกับชาวบ้าน เขาจะเกิดจิตสำนึกใหม่ หัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์ ร้อยทั้งร้อย เพราะเมล็ดพันธุ์แห่งความดีในหัวใจมีโอกาสงอกขึ้นจาก การที่มนุษย์กับมนุษย์เอาหัวใจไปสัมผัสกัน เราควรปลดปล่อยมนุษย์ออกจาก "คุกที่มองไม่เห็น" คือมายา คติต่าง ๆ ที่มาขวางกั้นให้มนุษย์ได้สัมผัสความจริงของชีวิตและการอยู่ ร่วมกัน ด้วยประการต่าง ๆ จะเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นในสังคม เพราะพลังจิต สำนึกใหม่อันท่วมท้น ๒๒ หมดอายุ 19/01/2567 # ๖. การเคารพศักดิ์ศรี ## และคุณค่า ความเป็นคน ของคนทุกคน พมจ. 19/01/2567 คนจิตสำนึกเล็ก หรือจิตเล็ก คือ คนที่มีความรู้สึกนึกคิด จำกัดอยู่ในที่แคบ ๆ ตื้น ๆ ที่ตัวเองไม่เห็นแก่คุณค่าของคนอื่นและสิ่งอื่น จิตสำนึกใหญ่ คือ การที่มีความรู้สึกนึกคิดกว้าง เข้าใจ และเห็น คุณค่าของคนอื่นและสิ่งอื่น สรรพชีวิตและสรรพสิ่งย่อมมีคุณค่าในตัวเอง การเคารพศักดิ์ศรี และคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนเป็นจิตสำนึกที่ใหญ่ ทุกคนนั้น หมายถึงตัวเองด้วย เราถูกมายาคติต่าง ๆ ที่สร้างกันขึ้นไว้มาครอบงำ จนทำให้เป็น เสมือนติดคุกที่มองไม่เห็นดังกล่าวข้างต้น ขาดอิสรภาพ จำกัดศักยภาพ บีบคั้น ลองนึกภาพของคนที่ติดคุกดูก็แล้วกัน ทุกคนเท่าที่เป็นไปได้ และช่วยกันให้เป็นไปได้ สกัดตัวออกไปจากมายาคติ สำนึกในศักดิ์ศรี และคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตัวเอง ๒ ๔ หมดอายุ 19/01/2567 ติดคุกที่มองไม่เห็น ขาดอิสรภาพ จำกัดศักยภาพ สำนึกในศักดิ์ศรีและคุณค่า ความเป็นคนของตัวเอง การสำนึกในศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตัวเองจะทำให้เกิดความสุขอย่างล้ำลึก ตระหนักรู้ว่าตัวเองมีศักยภาพที่จะทำอะไร ดี ๆ การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนจะก่อให้เกิดสัมพันธภาพใหม่ ซึ่งเป็นไปเพื่อความเจริญถ่ายเดียว โดยทั่วไปมีความสัมพันธ์ทางดิ่ง เพราะใช้อำนาจจากบนลงล่าง ไม่ว่าจะเป็นที่พ่อแม่ทำกับลูก ครูทำกับนักเรียน หรือความสัมพันธ์ในองค์กรต่าง ๆ จิตสำนึกเล็ก ↓ ↓ ↓ ↓ ↓ ความสัมพันธ์ทางดิ่ง ใช้อำนาจจากบนลงล่าง จิตสำนึกใหญ่ ↑ ↑ ↑ ↑ ↑ ความสัมพันธ์ทางราบ ความเสมอภาค ภราดรภาพ รวมตัวร่วมคิดร่วมทำ ในความสัมพันธ์ทางดิ่ง จิตสำนึกจะเล็ก เป็นการใช้อำนาจ ขาดการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เป็นทุกขสัมพันธ์ ขาดการเรียนรู้ และความสร้างสรรค์ ทฤษฎีการศึกษา ๒๕ ความสัมพันธ์ทางราบ ที่ผู้คนมีความเสมอภาค ภราดรภาพ สามารถรวมตัวร่วมคิดร่วมทำอย่างเท่าเทียมกัน เป็นสุขสัมพันธ์ มีการเรียนรู้ร่วมกัน สร้างสรรค์อย่างยิ่ง ความสัมพันธ์ทางราบที่ให้เกิดสังคมประชาธรรม (Civil Society) หรือประชาสังคม การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกันเป็นจิตสำนึกทางสังคม เป็นพื้นฐานให้เกิดความดีงามทางสังคมต่างๆ เช่น ประชาธิปไตย การเคารพสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม กิจการทุกชนิดไม่ว่า การศึกษา การทำงาน ศิลปะ กีฬา จิตตภาวนา การสื่อสาร การโฆษณาธุรกิจ ควรนำไปสู่การสร้างจิตสำนึกใหม่แห่งการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน มีรูปธรรมอยู่ที่การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ และการเชื่อมโยงกันทางสังคม จิตสำนึกใหญ่นำไปสู่การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำนำไปสู่จิตสำนึกใหญ่ ต่างส่งเสริมกันไปมา จิตสำนึกใหญ่ = การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำจึงเป็นรูปธรรมที่นำไปสู่การสร้างจิตสำนึกใหญ่ เพราะในการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำจะมีวัตถุแคบเอาต้นหามานะที่จิส่วนตัวเป็นที่ตั้งไม่ได้ ต้องเคารพคนอื่น ลดความเห็นแก่ตัวลง เรียนรู้ร่วมกัน ประคับประคองซึ่งกันและกัน นำไปสู่ความสำเร็จและความเจริญ พระพุทธองค์จึงตรัส สรรเสริญคุณของอปริหานิยธรรมเป็นอันมาก ว่าเป็นธรรมะเพื่อความเจริญถ่ายเดียว ๒๖ ข้อแรกของอปริหานิยธรรม ๗ คือ (๑) หมั่นประชุมกันเป็นเนื่องนิตย์ (๒) พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันกระทำกิจที่พึงกระทำ ๒๖ หมายอายุ 19/07/2567 จะเห็นได้ชัดเจนว่า เป็นหมวดธรรมะเพื่อความเข้มแข็งทาง สังคม เป็นการสร้างความสัมพันธ์ทางราบ เพราะถ้าเป็นทางดิ่ง ก็ไม่ต้อง มาประชุม ใช้อำนาจสั่งการไปเลย พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียง กันกระทำกิจที่พึงกระทำ ก็คือการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ ที่ไหนมีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำเรียกว่า ที่นั่นมีความเป็นชุมชน การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ ควรจะเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ ในทุกองค์กร และในทุกเรื่อง ถ้าเป็นไปตามนี้จะเกิดจิตสำนึกใหม่และพลังทางสังคม เต็มประเทศ เป็นการปฏิรูปประเทศไทยอย่างมีคุณภาพที่เดียว ๒๗ หมดอายุ 19/01/2567 กิจการทุกชนิดไม่ว่า การศึกษา การทำงาน ศิลปะ กีฬา จิตตภาวนา การสื่อสาร การโฆษณาธุรกิจ ควรนำไปสู่การสร้างจิตสำนึกใหม่ แห่งการเคารพศักดิ์ศรีและ คุณค่าความเป็นคนของคนทุกคน อย่างเท่าเทียมกัน มีรูปธรรมอยู่ที่การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ และการเชื่อมโยงกันทางสังคม หมดอายุ 19/01/2567 # ๗. ## โครงสร้าง INN โครงสร้าง จิตสำนึกใหม่ กม. 1/01/2567 # นี่เป็นการสรุป สิ่งที่กล่าวในตอนที่แล้วอีกแบบหนึ่ง โครงสร้าง INN เป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้เอง ไม่ต้องรอกฎหมาย กฎระเบียบ หรือขอนุมัติจากใคร เมื่อทำแล้วเกิดความสุข ความสร้างสรรค์ และความสำเร็จ I = Individual = ปัจเจกบุคคล แต่ละคนสำนึกในศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของตัวเอง ตระหนักรู้ในศักยภาพของตัวเอง แล้วลงมือทำอะไรดี ๆ ตามที่ตนชอบและถนัด โดยมุ่งให้เกิดประโยชน์ส่วนรวม N = Nodes = กลุ่ม มีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำเป็นกลุ่ม กลุ่มละสี่คนห้าคน หรือหกคนเจ็ดคน ทำสิ่งที่กลุ่มสนใจ โดยมุ่งประโยชน์ส่วนรวม N = Networks = เครือข่าย บุคคลก็ตาม กลุ่มก็ตาม มาเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย แต่ละคนแต่ละกลุ่มเป็นสมาชิกได้หลายเครือข่าย ปัจเจกบุคคล - กลุ่ม - เครือข่าย หรือ INN นี้เป็นโครงสร้างทางรางที่ทุกคนมีบทบาทสร้างสรรค์ได้ด้วยตัวเอง มีส่วนร่วม มีความเสมอภาค มีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ตรงข้ามกับโครงสร้างทางดิ่งที่บีบคั้น ๓๐ ใน INN ทุกคนจะมีความสุขและความสร้างสรรค์ เมื่อทำงานร่วมกันไป ๆ จะเกิดความเชื่อถือไว้วางใจกัน (Trust) ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่ามหาศาล เพราะทำให้มีความสุข ลดต้นทุนเพิ่มผลสำเร็จ ความไม่เชื่อถือไว้วางใจกันบีบคั้นทำให้จิตแคบ ความเชื่อถือไว้วางใจกันทำให้จิตเป็นอิสระ เปิดกว้างอยู่ในฐานะจะเรียนรู้ได้ง่าย สังคมไทยยังเป็นสังคมทางดิ่งทุกแห่งหน ทำให้จิตสงบ บีบคั้นมีการเรียนรู้น้อย มีความสำเร็จน้อย ทำอะไรก็ติดขัด แก้ปัญหาไม่ได้ ขัดแย้งและแตกแยกกันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจจะเข้าไปสู่มิคสัญญีกลียุค หัวใจของการเปลี่ยนแปลงหรือการปฏิรูปประเทศ คือ การเปลี่ยนจากการเป็นสังคมทางดิ่งไปสู่การเป็นสังคมทางราบ โดยมีการกระจายอำนาจไปโดยทั่วถึง ไปสู่บุคคล กลุ่ม ชุมชนท้องถิ่น การที่จะรอให้คนอยู่ในโครงสร้างอำนาจเข้าใจ มีฉันทะวิริยะในการกระจายอำนาจนั้น ชักช้าไม่ทันการ ประชาชนมากที่สุดที่จะมากได้เกิดจิตสำนึกใหม่ สำนึกในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และศักยภาพของตนเอง ลงมือทำอะไรดี ๆ และรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในรูปต่าง ๆ และในเรื่องต่าง ๆ ให้เต็มประเทศ คณะกรรมการปฏิรูปทั้ง ๒ คณะ มีความเห็นสอดคล้องกันว่าประชาชนเป็นผู้ปฏิรูป คณะกรรมการสนับสนุนกระบวนการประชาชนในการปฏิรูป คนไทยทุกภาคส่วน ควรจะส่งเสริมสนับสนุนให้คนไทยรวมตัวร่วมคิดรวมทำเต็มพื้นที่ คือทุกชุมชนทั้ง ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน ทุกท้องถิ่น และในเรื่องต่าง ๆ เช่น การสร้างสัมมาชีพให้เต็มพื้นที่ ในการดูแลอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ในเรื่องธรรมะ การศึกษา ศิลปะ วัฒนธรรม ๓๑ การสื่อสาร ทำงานวิชาการในเรื่องต่าง ๆ รวมตัวกันเป็นบริษัทธุรกิจเพื่อ สังคมขนาดเล็ก (SSE = Small Social Enterprise) ซึ่งมีเรื่องน่าทำ มากมาย หรือทำเรื่องคุณภาพโรงพยาบาลอย่างที่ประชาคม HA ทำอยู่ ภาคธุรกิจซึ่งเป็นภาคที่มีการจัดการสูงกว่าภาคอื่นน่าจะเข้ามา ช่วยสร้างความเข้าใจของสังคมที่จะรวมตัวร่วมคิดร่วมทำเพื่อสังคมใน เรื่องต่าง ๆ อย่างเต็มที่ ถ้ามีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำเต็มสังคม ประเทศไทยจะเปลี่ยน จิตสำนึกจะเปลี่ยน จิตสำนึกใหม่ จะเปลี่ยนประเทศไทย ประเทศไทยเปลี่ยน จิตสำนึกเปลี่ยน ๓.๒ หมดอายุ 19/01/2567 ๘. การปฏิรูป การบริหารประเทศ จาก การเอา กรมเป็นตัวตั้ง เป็นเอา พื้นที่เป็นตัวตั้ง # กุญแจ ของการปฏิรูป อยู่ที่การปฏิรูปการบริหารประเทศจาก การเอากรมเป็นตัวตั้งไปเป็นการเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เรื่องที่พูดมาทั้งหมด ถ้าคิดทำ "ข้างบน" หรือในส่วนกลาง จะมองไม่ออกว่าทำให้สำเร็จได้อย่างไร แต่ถ้าเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เช่น หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด จะเห็นชัดเจนและง่ายขึ้น เพราะบนพื้นที่มีคนองค์กร และทรัพยากรต่าง ๆ อย่างครบครัน ชุมชนท้องถิ่นครอบครองพื้นที่ทุกตารางนิ้ว ถ้าชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง ประเทศจะมั่นคง ถ้าชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งทุก ๆ ทางจะเป็นการอภิวัฒน์ ประเทศไทยจริงๆ บนพื้นที่นอกจากชุมชนท้องถิ่นแล้ว ยังมีองค์กรภาครัฐต่าง ๆ ภาคธุรกิจ และการรวมตัวของประชาคมในรูปต่าง ๆ ในแต่ละจังหวัดจึงควรมีการรวมตัวกันเป็นภาคีเพื่อพัฒนาจังหวัดอย่างบูรณาการ และช่วยกันพัฒนาจังหวัดอย่างบูรณาการให้เต็มพื้นที่ ภาคีพัฒนาจังหวัดนี้ จะหนีไม่พ้นที่จะต้องมีภาคธุรกิจ-ภาครัฐ- ภาคประชาสังคม ที่ควรจะฝึกรวมตัวกันทำงานแล้วจะพบพลังสร้างสรรค์ อย่างมหัศจรรย์ เพราะเป็นการเอาจุดแข็งของแต่ละภาคส่วนมาร่วมและลดจุดอ่อนของแต่ละฝ่ายลง ขอให้ทดลองสามเหลี่ยมธุรกิจ-รัฐ-ประชาสังคม กันในทุกจังหวัด หมดอายุ 19/การพัฒนาโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งในรูปของชุมชนเข้มแข็ง ท้องถิ่นเข้มแข็ง และภาคีพัฒนาจังหวัดอย่างบูรณาการ น่าจะเป็น การเปิดการมีส่วนร่วมสำหรับทุกคนและองค์กรทุกชนิด ๓ ๔ เรียกว่าเป็นการเปิดพื้นที่ทางสังคม และพื้นที่ทางปัญญาอย่าง กว้างขวางทั้งแผ่นดิน การเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญา ทำให้จิตสำนึกเล็ก และคับแคบ การเปิดพื้นที่ทางสังคมและทางปัญญาอย่างกว้างขวาง เป็น เสมือนการ "เปิดฝา" ให้จิตสำนึกขยายใหญ่ พลังทางสังคมขยายใหญ่ พลังทางปัญญาขยายใหญ่ การปฏิรูปประเทศไทย มองในแง่หนึ่งคือการ "เปิดฝา" ประเทศ ที่อุดกลั้นให้พลังจิตสำนึก พลังสังคม พลังปัญญา เติบโตอย่างก้าว กระโดดสู่การอภิวัฒน์ประเทศไทย ฉะนั้น ขอให้ทุกคนและทุกฝ่ายช่วยกันศึกษาพิจารณาการพัฒนา โดยเฉพาะพื้นที่เป็นตัวตั้งให้ดี ๆ และร่วมกันเป็นภาคีในการพัฒนาโดยเฉพาะ พื้นที่เป็นตัวตั้ง หรือเทศาภิวัฒน์ (เทศะ = พื้นที่) เทศาภิวัฒน์ คือ การอภิวัฒน์โดยเฉพาะพื้นที่เป็นตัวตั้ง เปิดพื้นที่ ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวางทั้งแผ่นดิน เมื่อเอาแผ่นดินเป็นตัวตั้ง มีความมั่นคงดีแล้ว ใครจะพัฒนา เรื่องอะไรให้วิจิตรพิศดารสูงส่งอย่างไรย่อมทำได้สะดวก ในทางธรรมนั้น จะไปทะลุโลกุตตระเลยย่อมได้ เมื่อแผ่นดินแข็งแรงตั้งมั่นแล้วจะมี ผู้บรรลุธรรมกันจำนวนมากทีเดียว สามเหลี่ยมจิตสำนึกใหม่ ภาคธุรกิจ-ภาครัฐ-ภาคประชาสังคม หมายเหตุ: ภาคธุรกิจ/ภาครัฐ และภาคประชาสังคม ต่างมีจุดแข็งและข้อจำกัด ต่างกัน ถ้าต่างคนต่างทำพลังไม่มาก แต่ถ้าทั้ง ๓ ภาคมาทำงานร่วมกัน จะเกิดพลังจิตสำนึกใหม่และพลังของความสำเร็จมหาศาล ๓๕ # ภาคธุรกิจ ## "สามเหลี่ยมจิตสำนึกใหม่" ### ภาคธุรกิจ มีจุดแข็งเรื่องการจัดการและนวัตกรรม แต่ขาดการเข้าถึงสังคม ### ภาครัฐ มีจุดแข็งเรื่องความชอบธรรมและทรัพยากร แต่ขาดการเข้าถึงสังคมและการจัดการ ### ภาคประชาสังคม มีจุดแข็งเรื่องการเข้าถึงสังคม แต่ขาดการจัดการและทรัพยากร น่าจะล้าสมัยแล้วที่จะต่างคนต่างอยู่และตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กัน ซึ่งก็เป็นการคิดเชิงดิ่ง ถ้าเข้ามารวมตัวร่วมคิดร่วมทำกัน จะขยายจิตสำนึกให้ใหญ่และ เสริมพลังซึ่งกันและกัน ปัจจุบันมีปัญหาต่าง ๆ ซึ่งสลับซับซ้อนและ ยากต่อการแก้ไข เช่น ความยากจน ความอยุติธรรมในสังคม การทำลาย สภาวะแวดล้อม การเกิดหายนภัยทางธรรมชาติ ซึ่งนับวันจะมีมากขึ้น ๆ การบริหารประเทศแบบรวมศูนย์อำนาจที่เอากรมเป็นตัวตั้งไม่มีทางแก้ ปัญหาประเทศได้อีกต่อไปแล้ว หมุดอายุ 19/01 ธรรมศูนย์อำนาจ ทำให้จิตสำนึกต่ำกันไปเลยทั้งกรมก็มี ต้องกระจายอำนาจไปเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ให้มีการรวมตัวกันในแนวราบ การรวมตัวกันในแนวราบจะทำให้มีพลังทางจิตสำนึก พลังทางสังคม พลังทางปัญญาร่วม สามารถเผชิญกับปัญหาและทำการพัฒนาได้ดีกว่ากรม ศ. สรุป ปฏิรูปจิตสำนึก พ.ศ. 2567 การปฏิรูปจิตสำนึก คือ การปฏิรูปจากจิตเล็กให้เป็น จิตใหญ่ **จิตเล็ก** คือ จิตที่เห็นแก่ตัวสุดๆ ทำให้เกิดความบีบคั้นและความ สัมพันธ์ที่ไม่ดี **จิตใหญ่** คือ จิตที่เห็นแก่คนอื่นและสิ่งอื่น หรือมีจิตสาธารณะ ลดความเห็นแก่ตัวลงเรื่อยๆ เข้าถึงความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ และอาจเข้าถึง ความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติทั้งหมด ทำให้เป็นอิสระ ประสบความสุข ความงาม มีความรักอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติทั้งหมดเป็นไป เพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ จิตเล็ก จิตสาธารณะ จิตแท้ถึงธรรม(ชาติ) ๓๘ หมดอายุ 19/01/2567 จิตใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด จิตสำนึกใหม่หรือจิตใหญ่ เกิดจากประสบการณ์และปัญญา ที่ทำให้ไปพ้นความคับแคบในตัวเอง เช่น (๑) สัมผัสความทุกข์ยาก หรืออารมณ์ความรู้สึกของเพื่อนมนุษย์ หรือสรรพชีวิตอื่น (๒) กิจการทางสังคม เช่น การเป็นอาสาสมัคร การรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำเกิดความเป็นชุมชน การปรับเปลี่ยนสังคมทางดิ่ง ที่คับแคบเป็นสังคมทางราบที่เปิดกว้าง (๓) ทำการงานที่มุ่งประโยชน์ส่วนรวม การสร้างความยุติธรรม (๔) ศิลปะ และการออกกำลังกาย ที่ดึงใจออกจากส่วนตัวไปสู่ ส่วนรวม (๕) การสัมผัสกับธรรมชาติที่มีความใหญ่ เช่น ท้องฟ้า มหาสมุทร ป่าใหญ่ โลก จักรวาล ที่ดึงจิตไปเชื่อมกับความเป็นหนึ่งเดียว กับธรรมชาติ (๖) การสำนึกถึงศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตนเอง การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคน อย่างเท่าเทียมกัน (๗) การเจริญสติทำให้สามารถเข้าถึงธรรมอันปราศจากการ ปรุงแต่ง สุข สงบ สันติ เป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ (๘) พยายามเข้าถึงสิ่งสูงสุดอยู่เสมอๆ สุดแต่ว่าสิ่งสูงสุดนั้น คือ พระผู้เป็นเจ้า หรือความจริง ความดี ความงาม หรือ ปรมาตมัน หรือนิพพาน จิตสำนึกใหม่เป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างลงตัว ปัญหาของประเทศไทยและของโลก คือ ความไม่สามารถอยู่ร่วมกัน อย่างลงตัว หมดอายุ 19/01/2567 สรรพสิ่งล้วนสัมพันธ์ ไม่มีอะไรอยู่โดด ๆ ถ้าองค์ประกอบถูกต้องและสัมพันธ์กันอย่าง ถูกต้อง ระบบทั้งหมดดำเนินไปอย่างราบรื่น เช่นอย่างเครื่องจักรที่ฟันเฟือง ๓๙ ทุกตัว ทั้งเล็กทั้งใหญ่ มีความสำคัญ ถ้าทุกตัวถูกส่วนและสัมพันธ์กัน อย่างกลมกลืน ระบบก็ขับเคลื่อนไปได้อย่างราบรื่น ถ้าฟันเฟืองทุกตัวถูกสัดส่วนและสัมพันธ์กันอย่างถูกต้อง ระบบ ก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น ถ้าฟันเฟืองตัวใด คด โก่งงอ ระบบย่อมติดขัด ถ้าฟันเฟืองทุกตัวถูกสัดส่วนและ สัมพันธ์กันอย่างถูกต้อง ระบบก็ ดำเนินไปอย่างราบรื่น สังคมก็เช่นเดียวกัน ที่ทั้งคนและสิ่งแวดล้อมต้องสัมพันธ์กัน อย่างลงตัว จึงจะเกิดการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การมีคนจิตสำนึกเล็ก คำนึงถึงแต่ส่วนตัว ขาดจิตสาธารณะ ไม่คำนึงถึงการอยู่ร่วมกันของทั้งหมด สังคมย่อมติดขัดหรือล่มสลายลง ฉะนั้น การปฏิรูปจิตสำนึกของคนทั้งหมด ให้มีจิตใหญ่ คำนึงถึง ส่วนรวมทั้งหมดจึงมีความจำเป็นเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างลงตัว การปฏิรูปประเทศไทย คือ กระบวนการจัดความสัมพันธ์ใหม่ของ สังคม ให้มีการอยู่ร่วมกันอย่างถูกต้องเป็นธรรมและสันติ การปฏิรูป จิตสำนึกจึงมีความจำเป็น ทุกคน ทุกภาคส่วน และทุกกิจกรรม ควรนำ ไปสู่การสร้างจิตสำนึกใหม่ ๔๐ หมดอายุ 19/01/2567 ๑๐. ปฏิรูปประเทศไทย ปฏิรูปจิตสำนึก วันอังคาร 19 มี.ค. 2567 # ขอให้ย้อนกลับไปดูตอนที่ ๑ ที่ว่าโครงสร้างของประเทศ ที่เป็นธรรมเป็นรูปเหมือนพระเจดีย์ ที่ประกอบด้วย ๓ ส่วน คือ (๑) **ยอดพระเจดีย์** ชี้สู่สิ่งสูงสุด คือ ปฏิรูปจิตสำนึกและ ความเป็นธรรม (๒) **ฐานพระเจดีย์** ต้องกว้างและแข็งแรง ได้แก่ ชุมชน ท้องถิ่น ต้องปฏิรูปการบริหารประเทศ จากการเอากรมเป็นตัวตั้ง ซึ่งรวมศูนย์ ไปสู่การเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง หรือ เทศาภิวัฒน์ (เทศะ = พื้นที่) (๓) **องค์พระเจดีย์** ได้แก่ระบบต่าง ๆ ต้องเชื่อมระหว่าง ยอดกับฐาน เช่น ระบบการศึกษา ระบบ เศรษฐกิจ ระบบความยุติธรรม ฯลฯ เมื่อได้อ่านมาทั้ง ๙ ตอน จะเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างยอดฐาน และองค์พระเจดีย์ ว่าเมื่อทั้งสามส่วนเชื่อมโยงย่อมส่งผลถึงกันและกัน โดยทั่วตลอด (ตามรูป) จิตสำนึก ย่อมมีผลให้ฐานของประเทศแข็งแรงและระบบต่าง ๆ มี ความถูกต้อง ฐานของประเทศแข็งแรง ย่อมทำให้จิตสำนึกใหญ่และระบบต่าง ๆ มี ความถูกต้อง ระบบต่าง ๆ มีความถูกต้อง ย่อมทำให้จิตสำนึกใหญ่และฐาน ของประเทศแข็งแรง ๔๒ หมดอายุ 19/01/2567 Extract all text from the image. Instructions: - Only return the clean Markdown. - Do not include any explanation or extra text. - You must include all information on the page. Formatting Rules: - Tables: Render tables using <table>...</table> in clean HTML format. - Equations: Render equations using LaTeX syntax with inline ($...$) and block ($$...$$). - Images/Charts/Diagrams: Wrap any clearly defined visual areas (e.g. charts, diagrams, pictures) in: <figure> Describe the image’s main elements (people, objects, text), note any contextual clues (place, event, culture), mention visible text and its meaning, provide deeper analysis when relevant (especially for financial charts, graphs, or documents), comment on style or architecture if relevant, then give a concise overall summary. Describe in Thai. </figure> - Page Numbers: Wrap page numbers in <page_number>...</page_number> (e.g., <page_number>14</page_number>). - Checkboxes: Use ☐ for unchecked and ☑ for checked boxes. โดยประการฉะนี้ คนไทยทั้งหมดสามารถร่วมสร้างประเทศไทยได้ และก็จะเข้าใจสิ่งที่ครูสน รูปสูง แห่งบ้านท่านางแนว อำเภอ แวงน้อย จังหวัดขอนแก่น กรรมการสมัชชาปฏิรูป ที่กล่าวว่า "ประชาชนเป็นผู้ปฏิรูป (นั่นคือเราทุกคน) ปฏิรูป ๓ ระดับ ๑. ปฏิรูปตนเอง (นั่นคือปฏิรูปจิตสำนึก) ๒. ปฏิรูปองค์กร (นั่นคือสร้างฐานของประเทศให้แข็งแรง) ๓. ปฏิรูปนโยบาย" (นั่นคือจัดระบบต่างๆ ให้ลงตัว) เมื่อประชาชนเป็นผู้ปฏิรูป ด้วยพลังจิตสำนึก ด้วยพลังทางสังคม จากการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำและมีองค์กรจัดการ ด้วยพลังทางปัญญา เชิงนโยบายและด้วยสันติวิธี จะเป็นพลังของความถูกต้องชอบธรรม อันมหาศาล ไม่มีอะไรจะทานพลังของประชาชนอันถูกต้องชอบธรรมอัน มหาศาลได้ พลังนี้จะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทย หรือการร่วมสร้าง ประเทศไทยที่น่าอยู่ที่สุด ของเราทุกคนร่วมกัน ความปรองดอง ความสมานฉันท์ ความสร้างสรรค์ จึงบังเกิดขึ้น ด้วยประการฉะนี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่เพื่อนคนไทยทุกคน ๔๔ หมดอายุ 19/01/2567 # จิตสำนึก เป็นประดุจ พลังนิวเคลียร์ ในตัวมนุษย์ ## พลังจิตสำนึก สปร. สำนักงานปฏิรูป เพื่อสังคมไทยที่เป็นธรรม เปลี่ยน ชีวิต และ เปลี่ยนโลกได้ 19/01/2567 ปฏิรูป ประเทศไทย ปฏิรูป จิตสำนึก DOC 2012 626840 ทุกอย่างเปลี่ยน ประเวศ วะสี

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2011

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
คุยกับผู้อ่าน : ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสุข (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 315 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548)
24% Match
คุยกับผู้อ่าน : ยาม้าฆ่าคนบนถนน (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 140 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2533)
24% Match
ปฏิรูปตำรวจ: ประชาชนถนอมรักตำรวจ – ตำรวจถนอมรักประชาชน
19% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• การปฏิรูปสังคม

• การพัฒนาประเทศ

• การเปลี่ยนแปลงทางสังคม

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2011

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้