auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
เนื้อหาในเอกสารมาจากปาฐกถาในการสัมมนาวิชาการเรื่อง"การปกครองท้องถิ่นที่ประชาสังคมมีส่วนร่วม" วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 ณ ห้องมลฤดี โรงแรมสยามซิตี้ จัดโดย ศูนย์ศึกษาและพัฒนาการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลักสูตร นักบริหารท้องถินระดับสูง รุ่นที 1 เอกสารประกอบดคดําบธรยาย การปกครองส่วนท้องถินเป็นราคฐานสําคัญของการปกครองในระบอบ ง 54 ร 6ร ๆ โ ศี ง ง งอิ่งใ แซ = ' ไข 3 ณ” " ล ซุณรฐฯ1 ประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิงในยุคปัจจุบันทึประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญทีมุงกระจาย ฒ ษ จ ซ์ เ 44 ร= ร : ควม 8 เร <์4 7 อํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถินทั้งในแง่ -งาน เงิน และคน” อย่างไม่เคยมีมาก่อน ไนประวัติศาสตร์ การกระจายอํานางจตั้งกล่าวได้รับการตอ อกย้าจากการตร ากฎหมายกําหนด เดนและขั้นคอนกาโธสิต์า์เศลก งไป ตอขจ ที่ตราขึ้นในปี พ.ศ. ๐ = 3: ง ซ ๕ ฉ ' ซ์ ' 2542 และแผนถารกระจายอํานาจและแผนปฏิบัติการถ่ายโอนอํานาจให้แก่องก์กรบกครอง ง ว = 4รัง เล ๓ สถู เม ง ๑ ษ 4< ส่วนทห้องถิน มอกจากนีการเกิดองค์กรยิสระหลายองค์กรที่ทําหน้าที่ใบการตรวจสอบ หท้คงถิ่น และกฎหมายที่มุ่งปฏิรูประบบการทํางานของท้ลงถิ้นล้วนแต่เป็นสกาพแวดล้อมที่มี ผลกระทบต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งสิ้น ง เง 4 ๒7 ” เจ 5 4 ฒ/ ย * ว ๓ การทีจะพัฒนาทัคงถิน ให้บรรสุตามวัตถุประสงค์และสอดคล้องกับสถานการณ์ที่ ใน2 =ข ย จ ซ ง บ 9 ฆซ ว " ซี ต ซ่ = ฆ ลง เปตี่ยนแปลงไปอย่างรวคเร็วคังกล่าวข้างต้น จําเป็นที่ผู้บริหารท้องยินอะต้องมีความรู้ ณญ่ มา ร ๑= ป%้ กวามสามารถอย่างสูงโดยการพัฒนาตนเองให้มีความรู้ใบยบบสหสาขาวิชาทั้งทางค้าน ส๒ อ ฆ ญ ๓ ณะ วี นโยบายสาธารณะ กฎหมายมหาชน เศรษฐศาสตร์ การบริหารและการจัดองค์กรสมัยใหม่ ให้ @- ส 4๑ - ฑํล, ๕ เพื่อให้สอดคล้องคับการเปลี่ยนแปคงของสถานการณ์ในปัย ภูบัน ด =๊ ด้วยเหตุนี่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย และ สถามันวิจัยและให้คําปรึกษา ๕น เว " ๓ ด ซ์ ๐ ๓ ซ มหาวทหยากยธรรมศาสตร ได้เห็นความสําคัญและประ โยซน์ถึง ใด้จัดหลักสุตร “นุ้กบริหาร ขบ ง : 000 ซ่ 1 3 ษฆซ = - ณ/ ญู/ ทอ งุถันระตดับสูง รูบท1ขน เตยมุงหวงทจะ เหลบจหารทคานหลกสูด ตรนี้มือวามรู้ ทกชะ ร 3 วู โพ ” : นตะความสามารถเพอลน่า11 !พัฒน าห้องถิ่นและประ เทศาดาคิ ให้ถ้าวหนี าที ว้า31 การเปลี่ยนแปลง น. สารบัญ ม หวขอ ประชาธิปไตยในระดับรากหญ้า การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครอง รัฐธรรมนูญจุดเปลี่ยนสําคัญของการปกครองท้องถิน ษ กฎหมายกําหนดแผนและขันตอนการกระจายอํานาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิน แผนการกระจายอํานาจและแผนปฏิบัติการถ่ายโอน ภารกิจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิน ฑ ' ง . กฎหมายข้อมูลข่าวสาร : กฎหมายเพื่อความโปรงใส ของท้องถิน กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและความรับ ผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที ศาลปกครองกับการตรวจสอบการคําเนินงาน ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิน = ข้ข ๑= ”ข 5=๑ การเลือกตังผู้บริหารท้องถินโดยตรง บทบาทของผู้ตรวจการแผ่นคินของรัฐสภาทีมี ต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิน ' ขุ ส ม การปกครองส่วนท้องถินในทศวรรษหน้า การปกครองส่วนท้องถินทีประชาสังคมมีส่วนร่วม % % % % * % * % % * % % % %: 4 % % % % % โดย รศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ “ รศ.คร.สายทิพย์ สุคติพันธ์ ฆฒ รศ.คร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ รศ.คร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ ผศ.วุฒิสาร ต้นไชย | ผศ.สมยศ เชื่อไทย ดร.ฤทัย หงส์สิริ ๓% = ณ์ “ รศ.คร.วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ รศ.นรนิติ เศรษฐบุคร ปราโมทย์ โชติมงคล ศ์ ๓ ฒ ๓ รศ.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ๓“ = ศ.นายแพทย์ประเวศ วะสึี ประชาธิปไตยในระดับรากหญ้า โดย รศ.คร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มธ. และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สารบัญ เด หน้า คํานํา (5) ม = 6๐ บททหี 1 เถกวินนา 1 ม ฆ บทที่ 2 กรมธิปไตย 7 ม ม «๑ บททหี 3 การปกครองทห้องถิน 27 ฆ้ ๑ 1, บทที 4 การทําให้ราชการและการปกครองสนองตอบ ง ฆ "ร ต่อการเมืองมากขึน 33 | 4ฉี . อ 2 2 เด บทหี 5 เครือข่ายฝึกฝ่ายระคับจังหวัด 57 จ เว บททหี 6 บทปิคขช่าย ร7 เชิงอรรถ 83 คํานํา เสชด๑ลิ่ จชีดฟี่๑1๑๑๓๓ซิ “เหตุอยู่ที่ท้องถิน” เป็นหนังสือที่มุ่งจะอธิบายปัญหาการเมืองการปกครอง 7 - 7 ง =ห้1 4 เจ ระคับชาติที่มีสาเหตุมาจากการปกครองท้องถินทีไม่เพียงพอ ในแง่นี 7 : จ ง 7 ๒๑ 9» หนังสือเล่มนี้จะเป็นส่วนขยายหรือส่วนต่อของ “สองนัคราประชาธิปไตย เฑ ๕ ฯ ฆ=ุ ป บ ๕๑ 4 นอกจากนันยังจะเป็นส่วนหนึ่งของกระแสเรียกร้องการปกครองท้องถินที = ๑ เก จ/ = ๑ มีบทบาท อํานาจ หน้าที และทรัพยากรมากยิงขีน ม เวฒาเ 4 ฆํ ฆ ผมหวังว่าผู้อ่านจะเห็นความเชือมโยงของการเมืองการปกครอง 3 ระดับ : ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิน และจะเห็นความสําคัญ ฆ้ 7 %/7 ๑7 «7 เฑ ฆ้ ของการเมืองทีระคับจังหวัดอันเกิดจากความเชือมโยงของการเมืองการ ย 7/ ง ง ณฆ "ร ง ฆ ๒ ปกครองทั้ง 3 ระดับดังกล่าว และเกิดความคิดขีนมาว่าการปฏิรูปการเมือง ฆ้ 7 เค ง เม ฆ %7 ง การปกครองทีแท้จริงนั้นน่าจะอยู่ทีการปฏิรูปการปกครองท้องถิน ฆ เซ ' ร ม7 «7 ) ตง ษบ เซ ในการเขียนหนังสือเล่มนี ผมได้รับความช่วยเหลือทางด้านข้อมูล และแง่คิดจากคณาจารย์ และนักศึกษาของโครงการ ให408 ซึงเปิดสอน ส=็ม เ. ๑ 7 9 จ« 1 ฆ7 %. %/ ทีจังหวัดลําปาง และยังได้รับแง่คิดจากนักการเมือง ข้าราชการ ประชาชน ในจังหวัดภาคเหนือตอนบนอีกมากมาย ยิงไปกว่านัน ผมยังได้รับความ ๑ สนับสนุนจากมูลนิธิส่งเสริมการปกครองท้องถิน ซึงมีคุณอุดร ตันติสุนทร และ ดร.อรทย กกผล เป็นหัวแรงสําคัญในการเผยแพร่งานชินนี งนน = 4ฐ4 ฯ ง ฆ ? ง =๊ หากจะมีคุณงามความดีอะไรทิจะเกิดจากหนังสือเล่มนี ผมขออุทิศคุณ ดีนี้ให้ 1 ฯ< ' ฐ ฆ งามความดน ห้แก่คณะบุคคลทีกล่าวมาในเบืองต้น เอนก เหล่าธรรมทัศน์ คณบดคีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฆ ฝุ ฆ ๑2= = 59 ๐ ๓๒ป เก ฯ "ง เพ ม 4 | เขียนมองการปฏิรูปการปกครองท้องถินต่างจากผู้เชียวชาญเรืองการ ปกครองท้องถินส่วนใหญ่ ม/ % ๑ «๑ ศณ ง เ=. / ประการแรก ผู้เขียนไม่จํากัดความคิดว่าอยู่ทีการปรับปรุงเทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตําบล หรือกรุงเทพมหานคร โฆ 7 4 ๕ ม 4 = ซิ และเมืองพัทยา ซึงเป็นองค์การปกครองท้องถินตามนิยามของกฎหมาย ศ์ สร ศ ศ ๒ น/ คือ เป็นนิติบุคคล มีงบประมาณของตนเอง และมีสมาชิกสภาและผู้ - ว 4 20 บ เม จรี่ บริหารทีมาจากการเลือกตังของประชาชนในท้องถิน แต่ผู้เขียนกลับเห็น ง ฆ ๑ุๆม จ” ง น/ = ง ว่าในปัจจุบันสิงที่มีความสําคัญต่อชุมชนและท้องถินมากกว่าการปกครอง ท้องถิน คือ การปกครองภูมิภาค (หมายถึงจังหวัดและอําเภอ รวมไปถึง ฟู @ 7 7 ง 1 ฯ ฯ สณ์ หน่วยงานประจําจังหวัดและอําเภอของกรมต่างๆ ด้วย)ซึ่งทึจริงการปกครอง ฆ เรง ซ่ย ง น/ ' ส4 < ภูมิภาคก็คือการปกครองทีท้องถินโดยข้าราชการแล ะหน่วยงานซึ่งเป็นแขน 4 9 “ <=- 4 = . ขาหรือกลไกรัฐบาลโดยตรงนันเอง การปฏิรูปการปกครองท้องถินได ๆ ที ส4 ฆ ม เด 4 ส จะมีผลจริงจัง จึงต้องรวมเอาการปรับเปลี่ยนการปกครองส่วนภูมิภาคไว้ 4 4 ' ฆ 'แ ฯ9 ! เ "| ฑฆ ด้วย หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่าหากไม่ปรับเปลี่ยนการปกครองส่วนภูมิภาค พอสมควร ก็ป่วยการที่จะปฏิรูป “การปกครองท้องถิน” ไต้จริง ๆ จัง ๆ 4 ฯ ฆ : น 4จ” 1 ประการทีสอง ผู้เขียนเชือว่าคนไทยส่วนใหญ่ อันได้แก่เกษตรกร และชาวชนบหทนันสนใจการปกครองท้องถิน พลวัตรหรือแรงขับเคลื่อนที 1 ม ฆ 4 ม ๑ เซ สําคัญของการเมืองไทยคือ เรืองของท้องถิน คนไทยส่วนใหญ่นันก่อน มอร ««, ซะ. ง ว” เลซะ ฑู «6 % %ณ7?? 4, อินเป็น “คนท้องถิน” จากนันถึงเป็น “คนของจังหวัด” และ “คนของ 4 อ ประเทศ” พวกเขาสนใจความเป็นไปและการเปลี่ยนแปลงในท้องถิน 4 ม ๑ 4 บ % ประสงค์การปกครองท้องถินซึงสนองตอบความต้องการพินฐานของเขา ห วรัง. น ๒ , แต่ในเมืองไทยเขาหาสิงนีไม่ได้เพราะการปกครองท้องถินนันมีอํานาจ / ”- เศซี จ๒ ๒ จ หน้าที่และทรัพยากรน้อยนิด ส่วนการปกครองภูมิภาคซึงเป็นการปก " ไข: “ว ครองท้องถิน “ไม่แท้” หากเป็นการปกครองทีรัฐทําให้ท้องถินนัน แม้จะมี " ม ะ 3.๑ บทบาทหน้าทีสูงพอควร แต่เนืองจากมันเป็นระบบราชการ จึงมิสู้จะสนอง 7 ๒- เ4 4 ม ศ์ ไวรู เง ข้อเรียกร้องหรือคล้อยตามความคิดเห็นของประชาชนเท่าไร ประชาชน ฯ%« = มฆม ง บ 4 4 ล จึง “ลอบเปลี่ยน” การเมืองระดับชาติให้กลายเป็นเครื่องมือในการพัฒนา ม ม 4๑ ตามความต้องการของคนท้องถินไป « 7 ง 4 = 09» | «6 4 เร ๒ฯ จ9» ความรักถินฐานบ้านเกิด” อยากทีจะ “สร้างบ้านแปลงเมือง 4 ๕6๑2 ๒ บบ ง จ9» ' * 7” เณ/7 -- จ หรือ “นําความเจริญมาให้ท้องถิน” ในหมู่ชาวไทยนันนับวันจะมีมากขีน ' เว % - ฆ ทว่า ความต้องการเหล่านีหาได้แสดงออกทีการเสนอให้ปฏิรูปการปกครอง บ ๑ เ 4 ง 9 ม ฆ ๑ ม ๆช " ท้องถินอย่างเดียว ตรงกันข้าม ชาวบ้านและผู้นําของเขากลับใช้การเมือง การปกครองส่วนกลางและภูมิภาคอํานวยประโยชนให้แก่ท้องถินของตน 7 ะ < ะ ฒ/ < เล แทน ดังนั้น การเมืองและการปกครองทังสามระดับในประเทศเราจึงได้ เศคศคล ง ซ่ | 8/ ๑ ซ/ = บุ พัวพันกันแนบแน่น ผู้ใดต้องการเป็นผู้ชํานาญการปกครองท้องถินอย่าง เด 7/ 8/ «๑7 ถ่องแท้ ผู้นันจําต้องศึกษาการเมืองการปกครองระดับชาติอย่างจริงจัง และ ขบ 72 4 ห ในทางกลับกันความพยายามใดๆ ทีจะปฏิรูปการปกครองท้องถินให้ได้ผล ' ดง จ่ ๒ ฆ่ «7 ณ์ ย่อมหลีกเลียงการแก้ไขระบบและกลไกการเมืองการปกครองทีระดับชาติ ไม่ได้ ง ศั| ศัม| จ ว่ การปกครองท้องถินเป็นระบบเปิด มิใช่ระบบปิด เป็นระบบที พัวพันกับการเมืองระดับชาติ และการปกครองส่วนภูมิภาค เรามิอาจ วิเคราะห์มันได้โดยแยกมันออกจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคได้ คนไทย เง 4 = % ง ง ง ส่วนใหญ่ต้องการการปกครองท้องถินมากขีน มิใช่เมินเฉยแหนงหน่ายค่อ ม ๑๑ เม เ ” ฆม «๑ 4สๆ่4« “ ๑ ปัญหาของท้องถิน แค่เมือไม่มีการปกครองท้องถินทีมีบทบาทหรืออํานาจ - ๒ ฒา ศิ เพียงพอ พวกเขาจึงเอาการเมืองและการปกครองส่วนกลางและส่วนภูมิ ะ - ฐ ภาคไประคมทรัพยากรให้ท้องถินมากขึน ในประเทศไทยแม้การปกครอง กล ล ก 0 ง: 2ง , ท้องถิน “แท้” หรือการปกครอง “โดย” ท้องถินจะไม่สําคัญ แต่การปก «สรื่อ ชรอ4 พ ฆซู จ่ ครอง “ที” ท้องดินหรือการปกครอง “ให้” ท้องถินนับวันจะเป็นทีสนใจ % 2 เง ง ด ของประชาชนมากขีนทุกที (ดังจะขยายความต่อไป) ผู้เขียนจึงมุ่งอธิบาย ! ษ- 7 ะ ฆ่ จ/ 7, ข/ ๑ ว่าการเมืองการปกครองสามระดับนันเกียวข้องกับชีวิตของคนในท้องถิน : เง เจ ฆฒ ฆ> : ฒซ่ จ7 เค หนึ่งๆ อย่างไร และเพ่งพิศความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันของการเมืองทังสาม 7 ง «7 7” ๕ - "| ๒- เซ 7 ระดับ และชีว่าจังหวัดคือทีที่การเมืองการปกครองทังสามระดับประสาน สอดรับกันอย่างมีนัยสําคัญ ดังนั้น การศึกษา “การเมืองการปกครองที่ 7 7 , สสง้ ๑ ลื่งเย งหวัด” ซึ่งมีทังความเป็นส่วนกลางส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถินอยู่ด้วย นบ ง ๑เมี่ ๑ ฉ่ ซึ่งเป็นกุญแจสําคัญที่จะไขเข้าสู่การปฏิรูปการปกครองท้องถิน เ= เก ๑ หง66@แนแกด “ธั ญา บ ๆ รง รมะ ๆ ง: และแม้ว่าผู้เขียนจะเห็นว่าเวลานีรัฐให้ความสําคัญกับท้องถิน ร %/ ง “ 7 ฆ ๓ๆ ง ๓ ๓ ๑ มากขีน และแม้ว่าการเมืองระดับชาติจะมีการแข่งขันกันจนนําไปสู่การ สปบป่ @ ..9 4 ป ปกครองทีท้องถินหรือการปกครองเพื่อท้องถิน โดยราชการส่วนกลาง = 1 ๓4 ง %/ และราชการส่วนภูมิภาค ซึงก็ไวต่อความต้องการของประชาชนพอควร ร เ. ร๕ ๆ ! : 1 6๓ แต่สภาพเช่นนีก็ยังมีจุดอ่อนอยู่มากในแง่ประสิทธิภาพ และการประสาน งานภายใน ยิงไปกว่านั้นการพัฒนาท้องถินซึงอาศัยราชการส่วนภูมิภาค | ๑” บุบ 3 และส่วนกลาง แทนทีจะเป็นการพัฒนาด้วยท้องถินเองโดยอาศัยประชาชน ส3 เ ฒู3ช ม 3 4 1 % ทีมีความรู้สึกว่าคนเป็นเจ้าของท้องถินและมีส่วนร่วมไนการปกครองหรือ ซ่ ง 4 1 จุ่กงญ/ 7 4 = ดูแลท้องถินเองให้มากขีน อาศัยกําลัง ปัญญา และทรัพยากรของท้องถิน | ว ร ๑ ณ๊ ว่ เองให้มากที่สุด สภาพเช่นนี่ทําให้เราขาดโรงเรียนประชาธิปไตยที่จะฝึก ปรือประชาชนให้เป็น “พลเมือง” ผู้มีศักดิศรี รู้จักหวงแหนสิทธิทางการ เมือง มีวิจารณญาณในทางการเมืองทีเป็นอิสระจากภาระหรือหนีทางสังคม 4 ง 9 เ ร ” ได้ กว่าหกทศวรรษทีผ่านมา ระบบรวมศูนย์การปกครองทีส่วนกลางและ ส่วนภูมิภาคทํางานแทนท้องถิน กอปรกับการหาเสียงจากประชาชนอย่าง เอาเป็นเอาคายของนักการเมืองระดับชาติ (การแข่งขันกันเป็นสมาชิกสภา เค ส้ ผู้แทนราษฎร) ได้ฝึกให้ชาวชนบทกลายเป็น “ไพร่” ขึนมาอีก พวกเขาพา ย, =จ่ 24จ ง จ7 จ |๑, « ว9 กันแสวงหาชีวิตทีดีกว่าด้วยการเอานักการเมืองมาเป็น “มูลนาย” ของตน ว 1 บม 3 ๆป=% 1 บ แทนทีจะปรับปรุงการปกครองท้องถินให้มีบทบาทมากขี่น แล้ว ว 3 ล่ เลื้กค่ อาศัยการปกครองนีไปสร้างความเจริญให้ท้องถิน ประชาชนกลับยอแย่ง แสวงหาทรัพยากรและช่องทางในการทํานุบํารุงห้องถินและชุมชนจาก 4 ฆ 2 9ๆ ร ข, “มูลนาย” ซึ่งเป็นคนภายนอก และนับวัน “มูลนาย” จะหมายถึงนักการ ว 7 ะ ง จ ล เมืองหรือข้าราชการหรือเจ้าพ่อนักเลงทังหลาย หากปล่อยให้สภาพเช่นนี 4 (4 ฆม ๑ 7 ๒๑ ดํารงอยู่เรือยไป ก็เป็นการยากทีจะทําให้การเมืองระดับชาติปลอดจากระบบ อุปถัมภ์และท้องถินนิยมไปได้ ฆสป ม บ ง ส 4๕ ! การเมืองไทยทีล้าหลังและรัฐบาลไทยชุดแล้วชุดเล่าที่เวียนว่าย 9 4 ๕ ฉ/ 7 ล/ เร อยู่ในสังสารวัฏของการฉ้อราษฎร์บังหลวงและการรัฐประหารนัน แม้จะ ส (ง 2 ห 0 เป็นปัญหาทิปรากฏทีระดับชาติ แต่รากเหง้าของปัญหาอยู่ทีท้องถิน อยู่ท จ 4 ". เราขาดการปกครองท้องถินทีเข้มแข็งและสามารถเพียงพอที่จะแก้ปัญหา จ ฐ 1 ท้องถินได้เองโดยพืนฐานนันเอง เลย์ «4๕=- สอ ๐ 2ล2ู ภะเฉยอวธรวัิญ /*ะห »ะดั“จ แฆ 3งง ห เจ แท ) จั 7ต9 %๐7 รค เฉพ22 "| บทท 2 กรมธิปไตย ด งที่ได้เกริ่นมา ในประเทศไทยนั้น ราชการส่วนกลางและราชการส่วนภูมิ ภาคครอบงําและกระทํากิจแทนราชการส่วนท้องถิ่นเกือบลิ้นเชิง - หากคิด เป็นสัดส่วนงบประมาณ พบว่าเมื่อเร็วๆ นี้ ก่อนจะมีความพยายามปฏิรูป ใดๆ คือ เมื่อปี 2535 งบประมาณขององค์กรปกครองท้องถิ่นทั้งหมดทุก ชนิดทุกรูปแบบทั่วประเทศมีมูลค่าคิดเป็นเพียง 5.5% ของงบประมาณ ทั้งหมดของรัฐ ในขณะทึ่งบประมาณของราชการส่วนกลางและภูมิภาค รวมกันคิดเป็น 94.5% ของงบประมาณทั้งหมด"? กล่าวอีกนัยหนึ่ง งบ ของราชการส่วนท้องถิ่นมีขนาดไม่ถึง 6% ของงบส่วนกลางและภูมิภาค รวมกัน ยกตัวอย่างจังหวัดมุกดาหาร พบว่าเมื่อปี 2538 งบของราชการ ณฆ ซ่ = ๑/ จ/ จ/ จ” ส่วนกลางและภูมิภาคเฉพาะทีเบิกจากคลังจังหวัดมีรวมกัน 1,220 ล้าน ใดไนกง อ ง แขยอดแนแ ซ หยถะอ9แแปกอนแก บาท โดยประมาณ ขณะทึ่งบประมาณขององค์กรปกครองท้องถิ่นทั้งหมด รวมกันคิดเป็นมูลค่าประมาณ 80 ล้านบาท สรุปว่างบประมาณของส่วน ท้องถิ่นโดยประมาณมีค่าเพียง 6.5% ของงบส่วนภูมิภาคและส่วนกลาง รวมกันเท่านั้น'% ต้องย้าว่าฝรั่งเศสซึ่งเรามักอ้างกันเสมอว่าเป็นแม่แบบการปกครอง ๒ 4 ภูมิภาคและท้องถิ่นของไทยนั้น ปรากฏว่างบประมาณส่วนท้องถิ่นของเขา คิดเป็น 50-60% ของงบราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค“7 บางท่าน อาจแย้งว่า นี่เป็นสัดส่วนหลังการเคลื่อนไหวกระจายอํานาจใหญ่เมื่อ ปี 1982 แต่ข้อเท็จจริงก็คือว่า แม้ในช่วงก่อนปี 1982 สัดส่วนของงบ ท้องถิ่นในฝรั่งเศสก็อยู่ในราว 20% ของงบส่วนกลางและภูมิภาครวมกันอยู่ : 2 ย เซ้ @ ' การอ้างว่าไทยมีการปกครองท้องถินแบบฝรั่งเศสจึงฟังไม่ขึน แล้ว เพราะฝรั่งเศสให้บทบาทและความสําคัญกับการปกครองท้องถิ่นมากกว่าเรา อย่างเทียบไม่ได้อันที่จริงไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีการปกครองรวมศูนย์ที่สุด มี “ราชการส่วนท้องถิ่น” ที่เล็กติดอันดับโลกในแง่งบประมาณเมื่อเทียบ กับงบของ “รัฐบาล” ในแง่ของจํานวนบุคลากรก็เช่นกัน องค์กรปกครองท้องถิ่นไทย ทั่วประเทศมีพนักงานประจํา (เทียบเท่ากับข้าราชการประจํา) ในปี 2538 เพียงประมาณ 57,115 คน (ไม่นับพนักงานประจําของ อบจ. และ อบต. ซึ่งมีน้อยมากในขณะนั้น) ซึ่งกว่า 50% ของจํานวนนี้ก็คือ ข้าราชการหรือ พนักงานประจําของ กทม. (30,063 คน) โปรดเทียบกับจํานวนข้าราชการ ของรัฐบาล (ส่วนกลางรวมกับส่วนภูมิภาค) ซึ่งมีมากถึง 947,536 คน ฯ 7 4 เทียบกันแล้วจํานวนข้าราชการและพนักงานประจําขององค์กรปกครอง ท้องถินทังมวลของไทยแล้ว มีสัตส่วนไม่เกิน 5% ของจํานวนข้าราชการ ของรัฐบาล“ ฒ/ ' ฒ/ ฆ/ โซ๓ ฆ้ ข/ ยกตัวอย่างจังหวัดมุกดาหารอีก เพื่อให้เห็นสัดส่วนบุคลากรของ ฒฆ/ ๑7 ฒฆ/ ฒฆ7 มฆ้ ฒ/ ฒ7 ว ราชการในจังหวัดเล็ก ๆ จังหวัดหนึ่ง เมือปี 2540 จังหวัดนีมีข้าราชการ ส่วนภูมิภาค 2,805 คน ข้าราชการส่วนกลาง (ไม่น้อยกว่า) 3,997 คน รวมแล้วส่วนกลางและภูมิภาคมีข้าราชการ 6,802 คน เทียบกับข้าราชการ ง -: ณ์ ๑ ศ์ ส่วนท้องถินซึ่งมีข้าราชการและพนักงานประจําเพียง 115 คน“คิดแล้ว บุคลากรของท้องถินมีจํานวนคิดเป็นเพียง 1.6% ของบุคลากรราชการส่วน กลางและภูมิภาค เว ๑ เว ฯไซ เว ฆ - ในแง่ขอบเขตของอํานาจหน้าทีก็เช่นกัน ทีราชการส่วนกลาง ฆ ๑ ฆ้ | ง “ เว "ง และราชการส่วนภูมิภาคทํางานได้แทบทุกเรือง แต่องค์กรปกครองท้องถิน จําต้องทําแต่งานสร้างและบํารุงรักษาถนนหนทางและสาธารณูปโภค การ เก็บและกําจัดขยะ งานสุขอนามัย และการศึกษา ซึ่งภารกิจทังหมดทีว่า ซโซม เว เส เว ' ฆ เะงู ' เท มานีก็ยังทําได้แต่โครงการง่าย ๆ ขนาดไม่ใหญ่ และกินขอบเขตเล็ก ๆ เท่านัน เว จ ส ฯ ง # ๑ ในสี่ทศวรรษแห่งการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ผ่านมา โดยมีรัฐทํา " ะ ะ 2 1 หน้าทีนําหรือสนับสนุนนั้น การปกครองส่วนท้องถินของไทยแทบไม่ได้ 7 บ/ ๑ 24 ” ! เว ฆ "ร ง! รับการมอบหมายให้ทําหน้าที่ใหม่ๆ เพิ่มขืนเลย ในขณะทีราชการส่วน ๒ 7 ง อ : กลางและราชการส่วนภูมิภาคเข้าแบกรับงานใหม่ๆ และสําคัญ ๆ ซึงมีงบ ส“% ฆ่๑ ฆ เน . ฆ ย ประมาณ หรือมีกําลังคนมากมายและมีความรู้ความชํานาญสูง มีการดัง 3 ' " กระทรวงทบวงกรมขีนมาใหม่ และกระทรวงทบวงกรมเหล่านีก็มักตัง ธิ เว ๒ ๕=% ๓ 7, ง หน่วยงานส่วนกลางและหน่วยงานส่วนภูมิภาคของตนขีนในจังหวัดต่างๆ ” ! ! ศุ เพื่อปฏิบัติงานใหม่ๆ โดยไม่ได้สนใจการปกครองท้องถินเลย แนแป๊@แนา ะ0ฉ0น แนกอแนา หง0ะด ๒๕ ๐ ม/ ดง ง 4 7 ศฆ "| ผู้เขียนมีแง่คิดว่าการที่ไทยพัฒนาเศรษฐกิจในรอบสามสี่สิบปีที่ ง ษ 4 ฆ ง 97 เค 7 ผ่านมาด้วยการให้ราชการมีบทบาทสูงกว่าในประเทศตะวันตกนัน รัฐไทย งพบษบ บ ๑ ๒ง ๑ ! 7 7 - จ| ไม่ได้เข้าไปนําพาเอกชนหรือทํางานร่วมกับเอกชนตามตัวแบบญี่ปุ่น ใน พู บ 1 สบู4จ่ง จ7 บ ความเป็นจริงแล้ว รัฐของญี่ปุ่นทีมีบทบาทในการพัฒนา ในการสร้าง สถาบันการศึกษาและการวิจัยชันสูง ในการสร้างโครงสร้างขนส่งคมนาคม ะ๕ง ะ| 0 ะ4 ขนาคมหึมา และในการจัดการสิงแวดล้อม ตังแต่หลังสงครามโลกครังที่ จลเสว : สองจนถึงทุกวันนีนันได้แก่ ม = 4 ง ' ง ม “รัฐบาลท้องถิน” ซึ่งสําคัญไม่น้อยไปกว่า “รัฐบาลกลาง” เลย ดังเห็นได้ว่าแผนพัฒนาภูมิภาคและการคึงการลงทุนมาสู่ภูมิภาคต่างๆ ใน ช่วงหลังสงครามโลกนันเป็นผลงานของจังหวัดและเทศบาลทังหลายซึ่ง สป2 4 เป็นองค์กรท้องถินทั้งคู่ เทศบาลของมหานครในญี่ปุ่นเป็นเจ้าของมหา วิทยาลัยที่ใหญ่โคพอ ๆ กับมหาวิทยาลัยแห่งชาตคิ การสร้างสนามบินกันไซ - ส สฆ จ 4จ7 # ซึ่งเป็นสนามบินนานาชาติระคับโลกเป็นผลงานของหลายจังหวัดและ หลายเทศบาลร่วมกันทํา นอกจากนันเทศบาลมหานครหลายแห่งของ จก จ” ณดฆ - 7 จจ” ญีปุ่นยังเป็นเจ้าของระบบรถไฟใค้คินทีใหญ่โตคทันสมัย และประการ จ7 -: จ7 0 เว จ สุดท้ายนโยบายรัฐบาลกลางทีเน้นการรักษาสิงแวคล้อมไม่ค้อยไปกว่าการ ภี้ไฟ ฯ4 ๕ บ บ พัฒนาเศรษฐกิจนั้น เริมต้นก็เป็นเพียงนโยบายขององค์กรท้องถินโดยแท้ ศี 9 ง7 จ7 | 4 เบ่ง ๓๓ ป เจ4 "ร 1 ' คือจังหวัดและเทศบาลบางแห่งซึงมีผู้นําหัวก้าวหน้าทําขึ่นก่อน ต่อมา 4 ง 7 ยู 3 จ | ฆ/ เมือพบว่าประชาชนพากันเรียกร้องนโยบายเช่นนีมากขึ่นๆ ในที่สุครัฐบาล -« ห 7 ซอ๑ 7) จึงต้องยอมรับเอามาเป็นนโยบายของคนเองด้วย ! . = พึงสังเกตว่าการที่องค์กรปกครองท้องถินในประเทศไทยมีบทบาท ม เซ ปุ ” ที่ให้อํ ม 4 น้อยมากนันยังเป็นเพราะว่า กฎหมายเฉพาะเรองทเหอานาจหนาทรฐบาล ในการควบคุมตรวจสอบจัดสรร อนุมัติ และดูแลการพัฒนา ดูแลการใช้ บม 4 4: ๆ ม ๑ บ การแสวงหาและการได้มาซึงกรรมสิทธิในทรัพยากรหรือสิงแวดล้อมและ ธรรมชาติ ตลอดจนการประกอบกิจต่าง ๆ ของเอกชนและสังคมนัน ได้ ข ง | ข์.๑ คื มอบหมายให้ราชการส่วนกลางโดยเฉพาะกรมต่างๆ เป็นผู้ใช้อํานาจนันๆ ม ง “ ย 3๑ เจ ' ทัวราชอาณาจักร โตยองค์กรปกครองท้องถินแทบจะไม่มีส่วนแบ่งใน ๑ ฆ 1 6 เป เล อํานาจหน้าทีเหล่านันแต่อย่างใด ส4เจ 4 เม่ ส 4 สฬ4 ๕ มีเรืองที่น่าสนใจอยู่เรืองหนึ่งคือ เมือปี 2537 กระทรวงมหาดไทย ๑ ฒฆ/ < ง - - 7 7 1 4 4 งํ ทําหนังสือถึงกรมต่างๆ ซึงมีอํานาจในลักษณะดังกล่าวมาข้างต้น เพื่อ ง <= ๑ +/ ส444 ' สอบถามว่ากรมใดจะมอบหมายภารกิจและอํานาจหน้าทีทีมอยู่ตาม 1 [: 4 ๑ 4 น หุ เฮ กฎหมายต่างๆ แก่ราชการส่วนท้องถินได้แค่ไหนและอย่างไรบ้าง ปรากฏ [ก เั๒ ม : ฯร เง ๑ ว ว่าไม่มีกรมหรือหน่วยงานเทียบเท่าใดในจํานวนหลายสิบกรมทีสอบถาม ร ! ๑ ยบูๆ4 บุงบ จ บ -: ส ไปเห็นว่าจะมอบอํานาจหน้าทีที่มีอยู่ให้แก่ท้องถินด้วยความเต็มใจ มีอยู่ ขบ ร | บ 4 เซ เค้ง สองสามกรมที่จะมอบหน้าทีบางอย่างให้แต่ก็ตังเงื่อนไขบางอย่างไว้ด้วย ร ง ฟึ เง ง ง เหตุผลทีกรมต่างๆ ไม่ยอมให้อํานาจ คือ ประการแรก อํานาจ ย 4 เว ม/ โซ จ ม ! หน้าทีเหล่านั้นกฎหมายมอบให้กรม หรือในทางกลับกันบางกรมอ้างว่า ๑ บ/ ช/ ง าท ง 1 4 ๕ มอบอํานาจให้ท้องถินไม่ได้เพราะกฎหมายไม่ระบุว่าให้องค์กรปกครอง 4 = 9๑๐ ย 2 5 2 ง เซศู 3 ข่ ง ๑. เข .! ท้องถินมีอํานาจหน้าที่นั้นๆ แม้ว่าสิงเหล่านันเป็นสิงทีท้องถินทําได้แน่ๆ เล่ เช่นกรมการขนส่งทางบกเห็นว่าการสร้างสถานีขนส่งผู้โดยสารทางบกนัน ฆม ๑ .หทุทหย ย ๕ ย 4 ราชการส่วนท้องถินทําไม่ได้ เพราะกฎหมายมอบให้เป็นหน้าทีของกรม 4 ง ง ๐ ร | ะ «7 ย 44 .4 ประการทีสอง กรมทังหลายมักจะอ้างว่าภารก๋จและอํานาจหน้าททตนม ' ๑ 4 44 <= ง ะ นู๋ 2 ง 4 เอ ๑ ต อยู่นัน ไม่ใช่สิงทีราชการส่วนท้องถินพึงทําหรือพึงมี เพราะการปฏิบัติ ย ๑ 4 ๑%ช๑» บ 4 จั บ บ บบ บ4ส94 เว ภารกิจหรือใช้อํานาจหน้าทีเหล่านี ล้วนต้องใช้เจ้าหน้าทีผู้มีความรู้ความ ฉานนา «๕3- 3ม ๐๑ ๑2. 11 ถนนแนา สามารถสูง ซึงองค์กรปกครองท้องถินไม่มี กล่าวได้ว่า ในสายตาของกรมทังหลายนัน การปกครองส่วนท้อง เด๒ ง ฆ ฆ ง ฐ3 7 ถินคือกิจการบ้านเมืองชนิดง่ายๆ พืนๆ และพนักงานหรือข้าราชการส่วน ห้องถินทังหลายก็คือมือสมัครเล่นเท่านั้น ฉะนันกิจการของรัฐทีสําคัญ ๆ แม้จะทําในต่างจังหวัด ในอําเภอ ในตําบลก็ยังควรให้กรมต่างๆ เป็นผู้ทํา ให้” การบริหารราชการแผ่นดินของไทยนันรัฐบาลกํากับควบคุมหรือ ทําการในท้องถินต่างๆ ได้ ไม่เพียงแต่โดยอาศัย “ราชการส่วนกลาง” เง ะ ฒ7 สฆ บษ บ = เรื ฆ้ย เท่านัน หากยังอาศัยราชการส่วนภูมิภาคได้อีกด้วย ซึงในทังสองกรณีทีว่า ลั สม ๑ ซ่ ม ซ่ ง =. ง เค มานีหน่วยงานทีรับผิดชอบเป็นหลักก็คือกรมต่างๆ ซึงสังกัดกระทรวงทัง หลายนันเอง การกํากับควบคุมหรือทําการในท้องถินผ่าน “ราชการส่วนกลาง” ค เจ จ7 ' ฆม จ7 ฯฆ 7 ” นัน ทําได้ในลักษณะสองอย่างคือ ลักษณะแรก กรมจะมีสํานักงานอยู่ที “2 " ส่วนกลางเท่านัน แต่กรมจะส่งงาน ส่งเงิน ส่งคน และส่งคําสังไปที ังหวัด ลักษณะที่สองกรมจะตังสํานักงานในจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะ จ7 จ7 ม ง โฆ๒ง ๑ ญ่ งหวัดทีเป็นศูนย์กลางของภาคต่าง ๆ และส่งงาน เงิน คน และคําสังไป 7 ๓ 3 " ฆ7 ง ฉั = ฆ7 ' 3 | งจังหวัดต่างๆ โดยผ่านสํานักงานเหล่านี โดยทีสํานักงานเหล่านีจะเป็น =ฆ ญู 7 = เค เม เด ๑จุ ร อิสระจากองค์กรปกครองท้องถิน ทังไม่ต้องอยู่ใต้การกํากับควบคุมหรือ 7 บังคับบัญชาของผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย ตัวอย่างของหน่วยงานส่วนกลาง ส เจ 7 7 7 จ7 จ7 จ7 ' ทีตั้งในจังหวัด (ทุกจังหวัด หรือเพียงบางจังหวัด) และมีบทบาทต่อความ ฆ 4 */ 7 7 เจม ' ณ เจริญก้าวหน้าของจังหวัดได้เป็นอย่างมากก็เช่น กรมทางหลวง กรมชล ประทาน กรมเจ้าท่า มหาวิทยาลัย สถาบันราชภัฏ โรงเรียนของกรม สามัญศึกษา โรงเรียนของสํานักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ ศาลยุติธรรม สํานักงานอัยการสูงสุด กองทัพ กรมการบินพาณิชย์ ไปรษณีย์และโทรเลข เป็นค้น เซ : รป « ร9 = แม้ว่าการทําการที่ท้องถินโดย “ราชการส่วนกลาง” จะมีความ สําคัญไม่น้อย แต่โดยทัวไปแล้วรัฐหรือรัฐบาลของเราทําการในท้องถิน ม“ม . บบ โจ , ' ว่ หรือทําการให้ท้องถินโดยราชการส่วนภูมิภาคมากกว่า และหน่วยงานที ๕ 7 2/ ๑7 ฆ เง ฆ ว จ/ ง| = 4 เป็นหลักให้กับราชการส่วนภูมิภาคก็คือกรมอีกเช่นกัน แต่ในกรณีนีจะ ' จ ส4 4 ! 4 นู ขบ ปบ ต่างไปจากกรณีของของกรมทีมีแต่ราชการส่วนกลางซึงกล่าวมาข้างค้น ว จ - เซ ร 2 ตรงทีกรมที่มีราชการส่วนภูมิภาคนันไม่เพียงต้องตังสํานักงานอยู่ในจังหวัด ฆ ๑ ป่ ม ๑ 7 ม7 1 ง ฒ/ และส่งงาน เงิน คน และคําสัง เพื่อทําการในจังหวัดต่างๆ ผ่านสํานัก ! จ ง ๒ซ่ 7 ง ร ม/ ม/ งานเหล่านี แค่สํานักงานและข้าราชการของกรมเหล่านียังต้องอยู่ใค้การ จ7๑๑ว บง ง ว 0ยูบ = ป 4 ม บังคับบัญชาของผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย ทังต้องมีหน้าที่ประสานงานกับ ราชการส่วนภูมิภาคของกรมอินๆ และร่วมดูแลกิจการทัวไปของจังหวัด ส ปบ อีกด้วย «7 44 บางกรมนอกจากมีราชการส่วนภูมิภาคในจังหวัดแล้วยังมี จ7 โซ- "| 0๑ ฆ บ ง 4 ฆ « สํานักงานหรือราชการทีระดับอําเภออีกด้วย โดยอยู่ภายใต้การบังคับ ๒ซ่ @ พณ์ 7 ม7. จ ัญชาของนายอําเภอ การปกครองส่วนภูมิภาคในจังหวัดหนึ่ง ๆ นอกจาก มีผู้ว่าราชการจังหวัด นายอําเภอแล้ว ยังมีข้าราชการส่วนภูมิภาคของกรม ง « 7, ' ส4 ' ๆ ง ต่างๆ อีกประมาณ 30-40 กรม ตัวอย่างของกรมหรือหน่วยงานเทียบเท่า = ฆ ม/ ง ซ์ @ กรมทีมีราชการส่วนภูมิภาค ได้แก่ สํานักงานปลัตกระทรวงมหาดไทย (ต้นสังกัดของผู้ว่าราชการ รองผู้ว่าราชการ และหัวหน้าสํานักงานจังหวัด) กรมการปกครอง (ต้นสังกัดของปลัดจังหวัต นายอําเภอ และปลัดอําเกอ) ฉไแนา «๐๐- ส3ม 3๐ 2ู 13 -- = 0 ๓2 «๕2 ซม =๐ 2 <= ว2. = 14 กรมตํารวจ กรมโยธาธิการ สํานักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท กรมที่ดิน กรม ธนารักษ์ (ดูแลที่ราชพัสดุในจังหวัด) กรมการขนส่งทางบก กรมทรัพยากร ธรณี กรมส่งเสริมการเกษตร กรมป่าไม้ สํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณ สุข (ต้นสังกัดของนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด และ ข้าราชการสาธารณ สุขส่วนใหญ่ในจังหวัด) / เณ/ 7 ฒ/ รม ๒ 1 -ฆ ศ ณ์ - ทุกวันนีข้าราชการส่วนภูมิภาคไม่เพียงปฏิบัติงานทีตัวจังหวัด ๑ ง ะ ๑ ง 4 = จั | 4 และอําเภอเท่านั้น หากลงไปทํางานในตําบลและหมู่บ้านมากยิงขีนด้วย | ด มบู สณ บ ๆ บ บ - กิจการของรัฐทีประชาชนได้รับหรือต้องเกียวข้องด้วยในทุกส่วนทุกบริเวณ ของจังหวัดจึงเป็นกิจการของราชการส่วนภูมิภาค และกิจการของราชการ แง ษ (หรือรัฐวิสาหกิจ) ส่วนกลาง ส่วนกิจการของส่วนท้องถินนัน มีขอบเขต บทบาท หรือผลน้อยมากจนแทบไม่มีความหมายอะไรเลย ' เง ม ๆ -หๆ = ม ' อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมิได้มีเจตนาจะบรรยายเกียวกับการแบ่ง ส่วนราชการแผ่นดินและลงสู่รายละเอียดของราชการในระดับต่างๆ หาก แต่ต้องการหยิบยกบางจุดบางประเด็นของการปกครองส่วนภูมิภาคและ | ส ร๐๑๑ชื่ชลี่ จ ส่วนกล่างในฐานะทีเป็นการปกครองการบริหารทีท้องถินหรือให้ท้องถิน ฒ7 ๑ จ้ จ7 เง 7 3 ได้ชัดเจนยิงขีน ดังจะได้กล่าวต่อไปดังนี สส ประเด็นทีหนึ่ง ' จ7 =- (ดู ง 7 ๓ 5 เล ม ๕| หน่วยงานรัฐบาลทีปฏิบัติงานในต่างจังหวัดนัน ไม่ว่าจะจัดเป็น ราชการส่วนกลาง หรือราชการส่วนภูมิภาค ก็คือแขนขาหรือกลไกของ ษ ษ ษ “ส่วนกลาง” ทั้งสิน ข้าราชการส่วนภูมิภาคนันก็คือข้าราชการของกรมใด ร : 4 กรมหนึ่งของ “ส่วนกลาง” หน่วยงานส่วนภูมิภาคทีรับผิดชอบเรืองต่างๆ ในจังหวัด แม้จะทํางานภายใต้การกํากับดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดหรือ ฒ/ ม . ะ ส = ๕ ๕ 4 บ ฒ/ ) นายอาเภอนน ทิจริงก็เป็นราชการส่วนหนึ่งของกรมต้นสังกัดเช่นกัน มิ ม ใ/ ง ' ฯ4 ฒ/ ฒ/ | ว่ ฒ/ พักต้องพูดถึงหน่วยงานทีถูกจัดประเภทให้เป็นราชการส่วนกลางซึงมาตัง หรือมาปฏิบัติงานในจังหวัดหรืออําเภอ เพราะหน่วยงานและข้าราชการใน วา ง เย4 ๑ ณ/ ฒ/ ๑ เจจ้ ประเภทนีไม่อยู่ใต้การกํากับดูแลของจังหวัดและอําเภอเลย หากแต่ขีน ท กับกรมค้นสังกัดเท่านัน ทังภารกิจของราชการส่วนกลางและราชการส่วน 4ส | ส ณิ ณ/ 7 6 ไง 4 7 ๑ 7 ภูมิภาคทีปฏิบัติกันอยู่ในจังหวัดต่างๆ ล้วนใช้กําลังคนและงบประมาณ ย ของกรม แผนงานและโครงการในการทํางานก็ต้องได้รับการเห็นชอบจาก ฆ กรม และกรมทั้งหลายรวมทั้งกรมที่มีราชการส่วนภูมิภาคด้วยนั้นก็คือ ส่วนหนึ่งของราชการส่วนกลางนั้นเอง ผู้รู้บางท่านโดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสตราจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช ได้ชี้เอาไว้ว่าการบริหารราชการแผ่นดินของไทยถือเอากรมเป็นส่วนที่สําคัญ 9 ด้วยการ ที่สุดหรือเป็นส่วนมูลฐานที่สุด (1)ให้กรมมีฐานะเป็นนิติบุคคล (ต้นสังกัดของกรมคือกระทรวง หรือทบวงก็เป็นนิติบุคคล แต่หน่วยงานที่ตํากว่ากรมเช่นกองหรือหน่วย งานส่วนภูมิภาคของกรมไม่เป็นนิติบุคคล) (2)ให้กรม มิใช่หน่วยงานที่อยู่เหนือกรมหรืออยู่ใต้กรมเป็นหน่วย พื้นฐานในการจัดทํางบประมาณแผ่นคิน นอกจากเหตุผลสองประการดังกล่าวมาแล้ว กรมยังมีความสําคัญ ง ๑ 7 เง 7 ฯ4 เง เป็นลั้นพ้น เพราะ “ส่วนกลาง” ของไทยไม่จํากัดตัวเองอยู่ทีการทํางาน เณ” /. ๑ «ณี = สม| !๑ เ« ช-=- ๑ ๑/ ระดับชาติหรือนานาชาติและมิได้ไม่จํากัดอยู่ทีการให้ทิศทางและกํากับ ข ฑ์ «“ เซ "ง เสซ่ ม 2 เง ดูแลงานขององค์กรปกครองท้องถินเท่านั้น หากยังเข้าไปทํางานโดยตรง " 1 " ่้ ไม ในต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นทีระดับตัวจังหวัด ตัวอําเภอหรือกระทังทีตัว +2= «4๕๐- ซสม 3๐ ๑ 15 ต และแนูแป๊อนแก1 เง เม ฆ/ 7 = 1 1 ซ์ ตําบลและหมู่บ้านเองด้วย และดังทึกล่าวมา ไม่ว่าจะเป็นปริมาณงาน 4 1 ร ., 9 7 ความหลากหลายของงาน หรือความสําคัญของงานที ส่วนกลาง” เข้าไป ทําให้จังหวัด อําเภอ ตําบล และหมู่บ้านนั้น มีมากมายเกินกว่าที่เทศบาล สุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด และองค์การบริหารส่วนตําบลจะ ๑ ได้ เค = 4 มย์ เเส้นชู ม ทําใด้ ด้วยเหตุนี้กรมทั้งหลายจึงมีความสําคัญ เพราะกรมเหล่านีได้พากัน เข้าไปบริหาร ไปบริการ ไปสังการ ไปควบคุม และไปปกครอง ณ พื้นที ต่างๆ ทัวราชอาณาจักร ฆ ฆ ๑ ฯ ๓ ฒ ในทางทฤษฎี ประเทศไทยมีบุคคลจํานวนหนึงซึงรับผิดชอบ % ที่ใ «/ ง ว 7 ๒-1 7 ฆ ง การปกครองพื้นทีในระดับต่างๆ เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอําเภอ นายกเทศมนตรี ภู ๒ 7 จ7 ๕ ฆ ๑ | 4 นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนตําบล เป็นต้น แต่ในทางปฏิบัติกรมหรือหน่วยงานเทียบเท่ากรมของบรรดากระทรวง เที 1เ.ูบ เซ 1 ะ และทบวงทังหลาย (ไม่จําต้องเป็นกรมของกระทรวงมหาดไทยเท่านัน) คือผู้ปกครองเมืองไทยที่สําคัญกว่าบุคคลและ องค์กรปกครองพื้นที่ตาม กฎหมายเสียอีก : 2 1! ' เวลานีไทยเป็นประชาธิปไตยหรือยัง ยังไม่มีคําตอบทีชัดเจน แต่ "| 7 = เ: เง ฆ ทีตอบได้ชัดเจนยิงก็คือกว่าหกสิบปีล่วงมาแล้วของระบอบประชาธิปไตย เราก็ยังปกครองท้องถินด้วย “ส่วนกลาง” (ไม่ว่าในนามของราชการส่วน ง ฆ ส๕ , 34 จ7 ฯ เะ2๒ง กลางหรือส่วนภูมิภาค) และ “ส่วนกลาง” ทีว่านีที่สําคัญทีสุดก็คือกรม ง «4 ศฑจ ฆ เว ประเทศไทยในแง่หนึ่งจึงเป็นกรมธิปไตยนันเอง ประเทศไทย (แทบ) ไม่ , 1 มีการปกครองที่มีบูรณาการในแนวราบ (หรือไม่มี /เธ๐๓] 80ฯ๐พบทอกเ ง * . ๐ . ง ๒ ธ "| ง ว คงมีแต่ ง๑1๐ล1 ล๕ทนัก15(ธลน์อก) แต่กรมธิปไตยเช่นทีว่านีเป็นปัญหา เพราะนันหมายความว่าเราเน้นการปกครองในแนวดิง หรือเราปกครอง- = 4 4 ' เ ๓ ๕ 4๑ เล บริหารงานในพืนทีโดยกรมต่างๆ เป็นหลัก เป็นการรวมศูนย์อํานาจหน้าที ส ย 4 โดยส่วนกลางทีอาศัยกรมทังหลายเป็นเครื่องมือ - ประเด็นที่สอง การปกครองและการบริหารรัฐกิจในอาณาบริเวณหนึ่ง ๆ ตามแนว อ ะ ) %#/ / - ะ " 0 ดิง หรือแนวตัง (“/๑๓๒๐ล1 4เกนัก[5น์อก) นัน เห็นได้ชัดเจนทีสุด == ๕ 2 ส เม ๑ 4 4 ในกรณีทีเป็นราชการส่วนกลางในจังหวัด ซึ่งเท่ากับกรมทํางานในพืนที ซะ. 1 ล่ ส เง เล โซ- เว เซ/ เง ด้วยหน่วยงานทีเป็น “แขนขา” หรือ “ลูกน้อง” ของตน ด้วยแผนงาน และงบประมาณของตนเองโดย (แทบ) ไม่ต้องสนใจ ไม่ต้องประสานงาน ษบ ด้วย และไม่ต้องอยู่ใต้การกํากับดูแลของจังหวัด อําเภอและองค์กรปกครอง ' 4 ๒ง เด จ7” ' ฆ่ 7 เล ท้องถินทังหลาย หรือ (แทบ) ไม่ต้องเกียวข้องกับหน่วยงานและการงาน 1. ๑ อ “ ทีเป็นราชการส่วนภูมิภาคและราชการส่วนกลางของกรมยินๆในจังหวัด เสียด้วยซํา ยิงในระยะหลังๆ มานี ราชการส่วนกลางในจังหวัดเพิมขีน ! ส "2 อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมือได้มอบการประถมศึกษาไปขีนกับส่วนกลาง ข/-= 7 จ ณ/ ณ/” 1 จ/ 1 และให้มีการมัธยมศึกษามากขีนในจังหวัดต่าง ๆ โดยสังกัดส่วนกลางเช่น กัน ทําให้จํานวนข้าราชการส่วนกลางในจังหวัดหลาย ๆ จังหวัดมีมากกว่า ษ ศร @ , - 1 ข้าราชการส่วนภูมิภาคเสียด้วยซํา เช่นที่มุกดาหารปรากฏว่าในปี 2539- เด๋ เค 2540 นัน ข้าราชการส่วนภูมิภาคทั้งจังหวัดมีประมาณ 2,800 คน ใน ข่ เฉ ณ/ ฆ จ7 10 ขณะที่ข้าราชการส่วนกลางทั้งหมดในจังหวัดกลับมีประมาณ 4,000 คน"” ษ การปกครองหรือบริหารในแนวตังไม่ได้เป็นลักษณะเด่นของราชการ ส่วนกลางในจังหวัดเท่านั้น การปกครองส่วนภูมิภาคซึงแม้จะออกแบบ 4 : ณ/ 7 ฒ/ "ลี่ "| งู น ให้เป็นการปกครองพื้นทีซึ่งอยู่ใต้ผู้ว่าราชการจังหวัดก็มี กษณะเป็นการ ขย ๒ “ง หยะ0@แแป๊อ6นก ๑ ” เร ถ ปกครองหรือการบริหารในแนวตังไม่น้อย ดังจะกล่าวต่อไป - 4 - การปกครองส่วนภูมิภาคของไทยเป็นการปกครองทีมีทวิภาวะ 0๐0 ร ล 4 คือในแง่หนึ่งมันเป็นการปกครองแนวราบหรือการปกครองพื้นที่ (%เ6๐ล1 5 ๑ เณ บ ส4 < 80ขอ๑เทฑาอ๓0) ของจังหวัดและอําเภอ แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นการปกครอง หรือบริหารในแนวตังของกรมต่างๆ ร่วมกัน โดยแต่ละกรมก็ปกครองและ ๒๓ง | เจ 9 ๑ | บริหารงานเฉพาะที่ตนมีความชํานาญหรือมีอํานาจหน้าที่ตามกฎหมาย 4 «/ " ' ม ' เฉพาะเรือง (ดังที่กล่าวมาในตอนต้น) โดยอาศัยคนและหน่วยงานของ 7 %/ เว สม # ง ตนในจังหวัด และใช้งบประมาณของกรมเองในการทํางานทีจังหวัดต่างๆ 4 - 4 “ 1 ง = บ 4 ทึจริงแล้วเจตนารมณ์ของการบริหารราชการแผ่นดินของไทยต้องการให้ - ๕ 444 « การปกครองภูมิภาคเป็นการปกครองพืนทีที่มีบูรณาการแนวราบเป็นหลัก เร ชื เง ศฑ๑ ฯ เง จ . อาจกล่าวได้ด้วยซําว่าต้องการให้ปกครองภูมิภาคโดยเฉพาะทีระดับจังหวัด เป็นการปกครองท้องถิน แต่เป็นการปกครองท้องถินโดยส่วนกลาง เช่น มีการกําหนดให้จังหวัดเป็นส่วนราชการ และยิงไปกว่านัน ได้ให้ฐานะ ะ ๒ ง 4 ซิ นิติบุคคลแก่จังหวัดเสียด้วยซํา (พิจารณาเปรียบเทียบว่า จังหวัดในฐานะ ราชการส่วนภูมิภาคของฝรั่งเศสไม่ใช่นิติบุคคล ในฝรั่งเศสมีแค่รัฐและ องค์กรปกครองท้องถินเท่านันทีเป็นนิติบุคคล ส่วนจังหวัดในฐานะราชการ ศฆ เจง ศ๑ณ๑ - 7 บ๑ ๑ เว ส่วนภูมิภาคไม่มีฐานะนิติบุคคล) อนีง กฎหมายไทยยังได้กําหนดตําแหน่ง [ 7 “> เ | ! «๑ 7 ร าราชการจังหวัดให้เป็นหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกว่าจังหวัดนี และเป็น ภู ต .*7 งคับบัญชาของข้าราชการส่วนภูมิภาคของทุกกรมในจังหวัดด้วย ๐2๐ ๕๑2๐ สน จ7 4 ๑ | แต่ในทางปฏิบัติ จังหวัดของไทยทําหน้าทีปกครองแนวราบได้ ' ทู1สั ส4. : ยากเพราะเหตุผลต่อไปนี หนึ่ง อํานาจตามกฎหมายในการดูแลควบคุม เล มบมูมบ ม « ด การงานดานตางๆ (ยกเว้นค้านการปกครองทัวไป และรกษาความสงบเรยบ ร้อย) อํานาจในการตูแลรักษาทรัพยากรส่วนรวม และการอนุมัติ อนุญาต การประกอบการและการได้มาซึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของเอกชนหรือ 4 ะ ๓ ' 4% ๕ ง เว ประชาชน เกือบทังหมดอยู่กับกรมต่างๆ หรือเป็นของกรมต่างๆ แม้ว่า ง ง 3รงะ -! %7 ฆ 13/ ฐ ว 7 ง ง ๑ สิงเหล่านีทังหมดจะเกียวข้องกับผู้คนและพนทีของจังหวัด ทว่า อํานาจ ง ยม 4ไ4ไ44 % ม>43 ะ ซ๕ ' หน้าทีทีเกียวข้องกับสิงเหล่านีเกือบทังหมดเป็นของกรมต่าง ๆ “4 หูเ 4 , จอออว เมือไม่นานมานี ความขัดแย้งระหว่างจังหวัดกับกรมแสดงออก งเข ม 4 ม ม 4 เง เ ส เว ม ค่อนข้างชัดเมือจังหวัดเชียงรายต้องการสร้างท่าเทียบเรือในแม่นําโขงเพื่อ โฆ๒ ! ฯ4 ฆ7 สศส 7 4 4 ส่งเสริมการท่องเทียวและพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัด แต่ความต้องการ 7 รบ 4/ 4 ย 4 ๑ 'แ 4ะ 1 โร ฆ อันนีต้องขัดกับกรมเจ้าท่าในเรองแบบและตําแหน่งที่ตังของท่าเทียบเรือ บ ! ๕ เง ฆ ณฆ เง เพราะกรมเจ้าท่าเป็นผู้อํานวยการตามกฎหมายการเดินเรือ ผูวาราชการ 7 «7 ง -ฯ ง ง «/ ใ%/ « ' 6 ฯ เง เว๕ จงหวดเชยงรายถงกบบนกบผูเขยนวา กรมซงอยูถงกรุงเทพฯ จะรูด ร (011) 4จ7 กว่าจังหวัดได้อย่างไรว่าจะสร้างท่าเทียบเรือชนิดใด และในที่ใด 4/ ๑ ๒ 7. แ ฯ 4 ๒ - ๓ 7 ง เชื่ ร%4 | อีกตัวอย่างหนึ่งคือ กรณีจังหวัดลําพูนกับการขุดรอกแม่นําลิซึงเป็น ว ะ ฆ้ 7 ฒ/ %/ จ ๒ สศ ง แม่นําทีอยู่ในเขตจังหวัดและได้เกิดตืนเขิน จนส่งผลกระทบในเชิงลบต่อ ึง เล ฆ ฆ ! ฒ7 ฒ7 ง ซ/ ' ฒ/ ม เย4 สิงแวดล้อมของจังหวัด ปรากฏว่าจังหวัดวิงเต้นอย่างหนักเพื่อให้กรม = ธ ะ %/7 [ เง งฆ ยอมมอบอํานาจในการดูแลแม่นําให้แก่ตน แม้ว่ากรมจะไม่มีความ ง เร "ล เง %/ ๑ ซิ/ «7 7 ฆ สามารถขุดรอกแม่นํานี แต่ก็หาได้ยอมมอบอํานาจให้จังหวัด จนในทีสุด ว ๑ มฆ่ [ว ” ฆ ฆซ «ม 4 ๑ ต้องนําเรืองเข้าคณะรัฐมนตรี ใช้มติคณะรัฐมนตรีมาบีบให้กระทรวงและ กรมยอมมอบอํานาจให้จังหวัดเป็นกรณีพิเศษ “” แม้ว่าปัจจุบันมีกรมจํานวนหนึ่งได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัด «4 ส 2๑9. - = ะ หรือคนของกรมในพื้นทีใช้อํานาจแทนกรมหรือกระทําการต่างๆ แทนกรม บ จ 1๑ บม 44 4 เส - ว ได้มากขีน แตอานาจหนาททยงเหลออยูทกรมกยงมมหาศาล มหนาซา ะ < จ4=. ซม 3๐ เ=, 4๕๑ =. = 20 : ม 4 บ พ ดจู รย ส่ 5 อํานาจหน้าทีให้ไปแล้วจะเอากลับคืนก็ได้ และเมือใดทีจังหวัดและกรม ขัดแย้งกันในเรื่องอํานาจหน้าที่หรือเกิดความคลุมเครือกันขึ้น กรมก็ยัง | ม ๑ 7 เป็นผู้ถืออํานาจในขั้นสุดท้ายอยู่ดี สอง อํานาจในการปกครองบังคับบัญชาข้าราชการภูมิภาคถึง ฯ4 ๕๕ บะ บ ปบ = ทีสุดก็เป็นของกรม เพราะโดยสังกัดแล้ว ขาราชการภูมภาคทุกคน รวม ห เง ทังผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอําเภอเป็นคนของกรมต่างๆ เพียงแต่ถูก ๑ , 7 7 7 ส่งมาทํางานที่จังหวัด ในประเทศไทยหาได้มีข้าราชการของจังหวัดเอง ศ 5 4 7 % 7 7 หรือของ “ราชการส่วนภูมิภาค” เอง สิงทีเรียกกันว่าข้าราชการของจังหวัด “4 บ - เจ ส4 ๕ ฆ ปบ « หรือข้าราชการส่วนภูมิภาคนัน ทีจริงก็เป็นเพียงข้าราชการของ “ส่วน ก ซึ ๑ ซี ด กลาง” (หมายถึงกรมต่างๆ ทีมาทํางานให้จังหวัดหรืออําเภอนันเอง การ โยกย้ายเข้าออกออกจังหวัด หรือกระทั่งการเลื่อนตําแหน่งและโยกย้าย ง 7 ศภ ณฑ์ รจ้ 7 ฉ7 ซ/ 7 7 เจ ในจังหวัดในทางปฏิบัติก็ขึนกับหัวหน้าส่วนราชการของกรมในจังหวัดนันๆ 4 ใ%/ «/ 7 ฒฆ/ บ ฆ้ ฒฆ” เว 1 หรือผู้บังคับบัญชาชั้นสูงที่กรมนันๆ ไม่ใช่ผู้ว่าราชการจังหวัด การให้ขันเงินเดือนประจําปีแก่ข้าราชการส่วนภูมิภาคก็เช่นกัน โดยปก์ติแล้วแม้ผู้ว่าราชการจะมีอํานาจให้ขึ้นเงินเดือนตามความดีความ ง 4 ฐู เค เง เท ศู ณ์ ชอบแก่ข้าราชการของทุกกรมทีอยู่ตังแต่ระดับ 7 ลงมา แต่ในทางปฏิบัติ เง 7 ฆม ซ่ ข ๕ณ - 7 4 ผู้ว่าราชการจังหวัดก็มอบให้เป็นวิจารณญาณของหัวหน้าส่วนราชการของ กรม การลงโทษข้าราชการของกรมต่างๆ ก็เช่นกัน คือผู้ว่าราชการโดยมติ ของ อ.กพ.จังหวัดสามารถลงโทษได้ แต่ก็ต้องผ่านไปที่กรม ให้กรมเห็น ชอบและส่งไปที่กระทรวงค้นสังกัดแล้วจึงลงมาที่ผู้ว่าราชการจังหวัดอีก ะ4 ครั้งหนึ่ง สําหรับข้าราชการภูมิภาคแล้วนายใหญ่ของพวกเขาจริงๆ คืออธิบดี ณ์ .ณ/ ขา จ7 ร 2 435 ' - ๕< < ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดทีบังคับบัญชาเขาในพื้นทีนัน อย่างดีทีสุดก็เป็น ๆ เล ” 4 จร [ว " เฟ ) ๑7 ม เพียงนายคนทีสอง มิหน้าซํา ข้าราชการภูมิภาคส่วนใหญ่ถือว่าหัวหน้า ! ฒ ฒ/ " ฒ/ เธ ฐ ว่ 1 หน่วยงานระดับจังหวัดของกรมที่ตนสังกัดเป็นนายในพื้นทีเสียมากกว่า 2 - ม ม 4 สี่ =๑= ความสําคัญของกรมที่มีต่อความก้าวหน้าหรือเสื่อมถอยในชีวิตการงาน เว "“ ร หม ก ๑ เว ของข้าราชการส่วนภูมิภาค จะเห็นได้จากการทีข้าราชการจํานวนล้นหลาม ฒ7 7 ฒ7 ฆ | ศั ๒ง 4 มักพากันมาคอยรับคอยส่ง “อธิบดี” ของตนที่สนามบิน พาอธิบดีซึ่งเป็น ณ/ ฯ สม ณ7 “นาย” ตัวจริงของตนเที่ยว เอาอกเอาใจ “นาย” ด้วยวิธีการสารพัด หาก เมด บังเอิญในเวลาเดียวกันนันผู้ว่าราชการจังหวัดขอนัดพบก็จะพยายามหลีก = 4 ฆ ' ฒ/ 1 เลี้ยงหลบหลีกให้ได้ เพราะ “นาย” ทีเป็นอธิบดีย่อมสําคัญกว่า สาม จังหวัดหรือราชการส่วนภูมิภาคไม่มีงบประมาณของตนเอง - ณ7 ง 7 ณ ง9 ซ่| ง งบประมาณที่รองรับงานต่างๆ ในจังหวัดล้วนเป็นงบประมาณของกรมต่างๆ นันเอง หากผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอําเภอเห็นว่าควรมีแผนการหรือ โครงการใดในจังหวัด โดยทัวไปก็ต้องของบไปยังหน่วยงานส่วนกลางโดย 4 งณาม ม ' ง ฒ/ ฒ/ ตรง หหรือไม่ก็ต้องบอกให้หน่วยงานของกรมต่างๆ ในจังหวัดของตนขอ งบไปยังกรมค้นสังกัดให้ เช่นถ้าเห็นว่านําตกสวยงามแห่งหนึ่งควรได้เป็น ง = 7 7 แผ % เว สท เ: แหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดก็จะของบพัฒนาแหล่งท่องเทียวจากการท่อง " ง บ ก ม เค เทียวแห่งประเทศไทย พร้อมกันนันก็จะขอให้กรมทางหลวงตังงบขยาย โง ฒ7 - ๑ 7 | 4ะ ะ ง ะ หรือปรับปรุงทางหลวงทีผ่านอําเภออันเป็นทีตั้งของนําตกแห่งนัน และ ฆมี่ 4 = ๑ ง ๓ ๕ ม ” เพื่อทีจะให้ถนนทีเชือมอําเภอกับตัวนําตกเองรองรับพาหนะของนักท่อง - ๑ 4 ม/ 7 เด เป ฆ/ ๑ ฒ/ เทียวจํานวนมากได้ อาจต้องให้สํานักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทประจําจังหวัด เ ของบประมาณไปยังค้นสังกัดในกรุงเทพฯ ให้ตังงบทางหลวงชนบทใน ก ช่วงนันให้ หถะอนูแก้อดนนกา 1ง 1ง ฆ บ ม ม๓ 4 ฆ หบ ๕ บ เว 1 ม2 ม ฆ ซ่ หรือถ้าจังหวัดหนึ่งๆ เกิดได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับชาติ ก็ เต๋ ต้องให้หน่วยงานส่วนกลางหลาย ๆ หน่วยตังงบประมาณและจัดทําแผนงาน 1 7 7 ม7. เจ เว เ“ ต่าง ๆ ไว้ให้กับจังหวัด เช่น การการกีฬาแห่งประเทศไทยตังงบสร้างสนาม ร 7” 1 ศฯ ว เฉ 7 กีฬาและหมู่บ้านนักกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยตังงบประชาสัมพันธ์ ให้ ส่วนกรมทางหลวง กรมโยธาธิการ และสํานักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท เค บ เน = บ ๕ เ ตั้งงบบูรณะและขยายถนนหนทางให้ เป็นต้น ยิงถ้าเป็นการแข่งขันกีฬา ศฑ ย 7 7 ' เสม” ฆ่ นานาชาติ เช่นจังหวัดเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพการแข่งขันซีเกมส์เมื่อไม่กิปี จ% ๑ ไอง ม ! ๕ 7 เล “ มานี ยิงมองเห็นได้ว่าเป็นการจัดการแข่งขันโดยส่วนกลางนันเอง (หมาย จ ธ ศฑ ง เว / 7 จ อู ถึงหน่วยราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคต่าง ๆ ช่วยกันจัด) เพียงแต่ไป จ7 จ | ง ง 7 จ เข ม 7 เว 4 = จัดขึนทีต่างจังหวัดเท่านั้น หาได้เป็นการจัดการแข่งขันโดยท้องถินเอง ๒ เว - ง ราชการส่วนภูมิภาคของไทยนันแม้จะได้ชือว่าเป็นส่วนราชการ และ ฆ ๒ ๆ ' ม ณ/ 7 เ๊๒ จ ๑ เฉ/ มีสถานะเป็นนิติบุคคล แต่เมื่อจังหวัดไม่มีงบประมาณเอง ไม่มีกําลังคน ฯ เม ฯ4 ๕ สม ในสังกัดเอง และไม่มีแผนงานทีเป็นของตนเอง ก็ค้องกลายเป็นการ บริหารและปกครองจังหวัดโดยกรมต่างๆ ร่วมกันเป็นหลัก ร่วมกันทํางาน 1 ม ฆสม 7 - 4 ๑ ฯ ฆ ฉา 7 7 ต่างๆในเขตพืนทีจังหวัดหนึ่งๆ หรืออําเภอหนึ่งๆ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด ง ม ง ม ฐ ม ๊ และนายอําเภอเป็นผู้ประสานงานมากกว่าทีจะเป็นการปกครองพื้นทีจริงๆ ๒ - ฆ ง จ 7 7 ฆ ย "ย ฯ4 การปกครองส่วนภูมิภาคซึ่งมีผลต่อชาวต่างจังหวัด และมีผลต่อพื้นที ส ส เส่ มากทีสุด จึงเป็นการปกครองทีรวมศูนย์อยู่ทีส่วนกลางมาก และเป็นการ โซ 7 ม ปกครองหรือบริหารงานของรัฐทีขาดบูรณาการในแนวราบ หรือขาดความ เง 1 ง ง "อ ม เป็นเอกภาพในการทํางานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นทีด้วย ม 1 จ7” ง ๓๑ ดู ง ะ ง ทีเรากล่าวกันว่ารัฐไทยปกครองอย่างรวมศูนย์ยิงนันเป็นการกล่าว - 4 4 4 ง ท” 1 “ ซ์| ความจรงเพยงครงเคยว ควรกล่าวด้วยว่าการรวมศูนย์ของไทยเป็นการ รวมศูนย์อย่างแตกกระจายตามสายงานของกรมต่าง ๆ อีกด้วย (โธลอหาอต1อส ๐อทูฬัล1ไรทา) ต้องย้าคําว่าแตกกระจายตามสายงานกรม เพราะกรมต่างๆ แม้ อยู่ในกระทรวงเดียวกันก็ถือว่าเป็นอิสระจากกันและกันในด้านงบประมาณ และแผนงาน ยกตัวอย่างกระทรวงการคลังซึ่งมีเอกภาพและมีการรวม ศูนย์สูงที่สุด ก็ยังมีถึงสี่กรมที่มีราชการส่วนภูมิภาคคือ กรมธนารักษ์ (ราช พัสดุจังหวัด) กรมสรรพสามิต (สรรพสามิตจังหวัด) กรมสรรพากร กรม บัญชีกลาง (คลังจังหวัด) แต่ปรากฏว่าราชการภูมิภาคของสี่กรมนี้ต่างคน ต่างทํางานไปโดยแทบไม่ได้เกี่ยวข้องกัน ข้าราชการของกรมต่างๆ เหล่านี้ สั แทบไม่รู้จักกัน แม้ทุกคนจะอยู่กระทรวงเดียวกัน การขอความร่วมมือ ม ง 4 ง ป « 1 4 จากกันและกันหรือเพียงแต่ขอข้อมูลจากกันและกันก็ทําได้ไม่ง่าย อนง ว 6 7 กระทรวงการคลังยังมีงานศุลกากรในบางจังหวัด ซึงขืนกับกรมศุลกากร น6 «/ เฮ 4 เจ้ ณ์ ณ/ ฆ เ ส่ «7 และจัดเป็นราชการส่วนกลาง ซึงไม่ขีนกับจังหวัดและไม่ยุ่งเกี่ยวกับ = "| 4 จ] ม ราชการภูมิภาคของกรมอยินๆ ในกระทรวงเดียวกันเสียด้วย การจัดกระจายจนขาดบูรณาการในเชิงราบนันแสดงออกมาใน ะ 45 ว! 1 หลายรูปแบบ บางครั้งแสดงออกด้วยงานทีซําซ้อนกัน เช่น การขุดบ่อนํา เด ในชนบทนั้นจะแบ่งหรือแย่งกันทําโดยหน่วยงานอย่างน้อยก็ห้าหน่วยด้วย «7 «ฆ ฆ/ «7 ฆ «7 «7 7 7 ฆ/ กัน คือ รพช. จังหวัด สํานักงานจังหวัด (สังกัดสํานักงานปลัตกระทรวง มหาดไทย) ปกครองจังหวัด โยธาธิการจังหวัด ชลประทานจังหวัด จน สเณ เ! ว ม ๑ 4 ๕« เ = -: ม 9 เว มีผู้กล่าวอย่างเย้นหยันว่า “หากไม่มีการโกงกินและเกียงงานกันบ้างแล้ว ฟ ร เล ะ ป่านนีประเทศไทยต้องเป็นบ่อพรุนไปทุกตารางเมตรแล้ว” บางครั้งการ เ= ๑ ฆัท ! 1 งูบ ขาดบูรณาการแสดงออกเป็นการทํางานทิไม่ประสานงานกันกระทังขัดแย้ง 2 ๕๕๐๐ ฬ3 =< ว. 23 กันเอง ดังที่เรามักเห็นกันเป็นประจําในการขุดกลบถนน ซึ่งอาจเงิ่มจาก พวกประปามาขุดถนนและกลบ หลังจากนั้นไม่นานก็มีพวกโทรศัพท์ มาขุดและกลบอีก แล้วต่อด้วยพวกวางท่อระบายน้าจะมาขุดและกลบอีก รอบหนึ่ง แทนที่สามหน่วยงานนั้นจะรู้งานของกันและกัน ประสานงาน = บ ง บ «/ ๐ ' ข= บ กน แลวจงขดถนนดวยกนครงเดยว วางทุกอย่างลงไปใต้ดินแล้วกลบ ฯฆ ถนนครังเดียว ไม่ใช่ขุดๆ กลบๆ ถนนสายเดียวกันตลอดปี “ฆ ฒ/ วุ๋ < ๒๓ 1 ะ จ ฆ/ ฒ/ ๑ | " อีกตัวอย่างหนึ่งคือการขุดรอกแม่นําลีของจังหวัดลําพูนเมือไม่ ร4 ม ฆฑ์ เ «8 6 4 7 นานมานีซึ่งต้องใช้คนและงบประมาณของกรมต่างๆ ถึงหกกรมด้วยกัน เ- 7 บ ฆ พบว่ามีปัญหาการประสานงานกันมากเพราะบางกรมหางบได้เพียงพอกับ 1 หมุา ' ย เจ็โซ ย บ แผนทีวางไว้ แต่บางกรม หาได้ไม่พอกระทังหางบไม่ได้เลย ครันได้งบมา ๑ฆ/ ๕๕ ๓ ฆ เง ๒ ฆฑ ' ข/ แล้วก็ยังมีปัญหาว่าบางกรมเบิกงบประมาณมาใช้ได้แล้ว แต่บางกรมต้อง 4 % ' ฯ ฆ่! ง 4 ๆ รอจนเกือบจะสินปีงบประมาณเพราะแต่ละกรมมีการเบิกจ่ายไม่เหมือนกัน ๕ 4 ประเด็นที่สาม นอกจากการปกครองส่วนภูมิภาคของไทยจะเป็นการปกครองให้ 4 ง ฆ ฆ 4 ๑7 เว 9/ ง | % =% ท้องถินทีขาดบูรณาการในเชิงราบแล้ว ยังมิใช่การปกครองท้องถินทีแท้จริง บ -ทว/ ม เค เพราะผู้ปกครองมิได้มาจากการเลือกตังของประชาชนเอง หากเป็นการ : ซู 1 ปกครองโดยข้าราชการประจํา ค้วยนโยบายทีอาจไม่เป็นไปตามข้อเรียกร้อง ต้องการท้องถิน อธิบดีซึ่งเป็น “นาย” ผู้ให้คุณให้โทษข้าราชการภูมิภาค ได้จริงจัง ก็มิได้อยู่ในท้องถิน มิได้ถูกกําหนดกดดันด้วยความคิดเห็น อ 6 " และความต้องการของท้องถิน แม้ว่าหน้าทีการงานของข้าราชการภูมิภาค = 0 4 นันอยู่ที่ท้องถิน แต่สายตาของพวกเขามองไปทีกรุงเทพฯ ชีพจรพวกเขา บ ๑7 “« ๑ บ เต้นตามจังหวะของนโยบายและการเมืองภายในกรมซึงอยู่ไกลออกไป ข้า 7 ฆ/ เด๋ ราชการภูมิภาคชันผู้ใหญ่จํานวนมากใช้เวลาต้อนรับผู้บังคับบัญชาจาก ง ๑ง 7 | ง . 1 กรมหรือเดินทางไปประชุมรับนโยบายทีกรมในเดือน ๆ หนึ่งมากกว่าการ ฉ่ ๑ 3 4 4.4 ออกเยียมประชาชนและทํางานในพื่นทีเสียอีก เง 7 7 ง เสียงเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตังซึงดัง ขบ ส 4 ฆ ๕ ร | 4 ๕4 บ 53 4 กระหืมขึ้นมาในระยะห้าปีมานี ในแง่หนึงก็คือเสียงของคนท้องถินที เว - =ฯ5 ม ย 4< ร อยากได้การปกครองภูมิภาคทีขีนกับประชาชนและท้องถินมากขึีน พูด - , ส ง เตช ซี่ , บ จ อีกอย่างหนึ่งคือพวกเขาไม่ได้พอใจแค่การปกครอง เพอ ทองถน หาก «เว๊ เว บ ร ข ๑= บ เง ต้องการการปกครองท้องถิน “โดย” คนท้องถินเองคด้วย อย่างไรก็ตาม ๑ๆ 5๕: จ ถ้าการปกครองภูมิภาค มิได้รับการแก้ไขให้เป็นการปกครองพืนทีจริงๆ ฆ่ ๒ ย ! ส ึ 2 มีกําลังคนในสังกัดเอง มีหน่วยงานทีทํางานด้านต่างๆ ของตนเองจริงๆ มี ข/ 7 ฆ ง 7 7 ร งบประมาณของตนเองจริง ๆ ผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตังก็ ฎ. ไม่มีอํานาจอะไร และการทํางานค้านต่างๆ ของจังหวัดก็จะยังอยู่ในสภาพ กระจัดกระจายไม่เป็นเอกภาพกันต่อไปอีก โดยเปรียบเทียบ การปกครองส่วนภูมิภาคของไทยต่างจากการปก 6 9 โซ- 4 ๑/ «7 4 เ แซ่ ครองมลรัฐของอเมริกาหรือการปกครองจังหวัดของญีปุ่นในปัจจุบัน ใน เซหู1รขา ภ่ “4 0ะ - แง่ทีไม่มีผู้ว่าราชการทีมาจากการเลือกดังแต่ในเวลาเดียวกันก็ต่างไปจาก | ง| 7 ด ๒ การปกครองของญี่ปุ่นและปรัสเซียในอดีตซึ่งมีการปกครองภูมิภาคโดยผู้ ! - ง ะ ) | % 4 ๑ ว่าราชการซึ่งแต่งตังจากส่วนกลาง แต่เป็นการปกครองพนทีึจริง ๆ เพราะมีงบประมาณและกําลังคนในสังกัดจริงๆ ทํานองเดียวกัน การ ปกครองภูมิภาคของไทยต่างจากการปกครองมณฑลต่างๆ ของจีนใน «/ ส บ4 บุป 4 . จ/ ปัจจุบัน ซึ่งแม้จีนจะปกครองด้วยผู้ว่าการมณฑลทีกําหนดตัวมาจาก ๒๑ ' | 7 ฑฆ 'แ ส่วนกลาง แต่ก็เป็นการปกครองทีมีข้าราชการในสังกัดจริงๆ มีหน่วยงาน = 4 เฉล «=. สม ซ=๐ ๐ ๕๑ ซู = 25 ร จ ทสังกัดมณฑลโดยตรงและมีงบประมาณของมณฑลเอง ซ่ - 4 ฆ 4 7 เป็นความจริงทีว่าการปกครองส่วนภูมิภาคของไทยคล้ายกับ ย “, 4 2 ะม ของฝรั่งเศสในปัจจุบัน ในแง่ทีการปกครองภูมิภาคของฝรั่งเศสเป็นการ ฆจ เฑ่ ปกครองโดยข้าราชการประจํา คือผู้ว่าราชการมาจากการแต่งตังของรัฐ และจังหวัดของฝรั่งเศสก็ไม่มีงบประมาณและกําลังคนในสังกัดเช่นกัน แ: จ เ: ะ ง 4 2 ! “ ล แต่ต้องอย่าลืมว่า ตังแต่ครังอดีตกาลการปกครองพืนที่ในฝรั่งเศสไม่ได้มี ' โณ [ 7 ง ส4 แต่การปกครองภูมิภาค หากยังมีการปกครองท้องถินทีมีบทบาทและ อํานาจพอควรเคียงคู่กันมาคลอด อ 4 2 ย ยิงในปัจจุบันซึ่งการปกครองท้องถินของฝรั่งเศสมีบทบาทและ @ เ ซฒ 7 = เซ = % ย อํานาจมากกว่าการปกครองภูมิภาคชัดเจน ยิงกล่าวได้ชัดเจนยิงขีนว่า จ 4 | ฝรั่งเศสไม่ได้ขาคการปกครองที่มีบูรณาการมากอย่างทีเราชาด การปกครอง ๒ “ซู เว ๒ ๒- ู เค เว - ภูมิภาคของไทยจึงไม่เหมือนอารยประเทศ และมีจุดอ่อนทังในค้านทีขาด บ 4ม ๑ ม ๑ เว ที่ไ ' การควบคุมจากประชาชน ในด้านที่รัฐทําการแทนท้องถินและในด้านทีไม่ «น %/ มีเอกภาพภายในด้วย | บทท 3 การปกครองหทห้องถิน เ ส4ง! = -: จ๕4 ารปกครองท้องถิ่นตามกฎหมายที่ว่ามา นอกจากจะมีขนาดเล็กและไม่มี ๑ ซี =4 4 ม ซ่น/ ! ง วม อํานาจหน้าที่ที่สําคัญแล้ว ยังมีข้ออ่อนต่อไปนีด้วย : (1) ขาดอิสระ เป็นตัวของตัวเองน้อย ต้องพึ่งพิงและอยู่ได้การ ควบคุมอย่างใกล้ชิดและเข้มงวดของราชการส่วนภูมิภาคและราชการส่วน < เล ซัซ จ 5ะ กลางองค์กรปกครองท้องถินทุกประเภทรวมทังทมผู้นํามาจากการเลอกตัง น ต้องอยู่ภายใต้การกํากับดูแลอย่างใกล้ชิดของนายอําเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ๕. - ะ ไทยใ จืดจ๕ 1 (13) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในเรองต่างๆ เชน 1.1 เทศบาลต้องขออนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ม มหาดไทย ในเรือง - การกู้เงินจากกระทรวง ทบวง กรม นิติบุคคลต่างๆ จ - ร่วมกับบุคคลอิ่นก่อตังบริษัทหรือถือหุ้นบริษัท +๑9 «๕=- ซม ๑ 27 - กระทําการนอกเขตปกครอง ฒฑ๒ 1 ฒ/7 7 ว 1 ว 1.2 เทศบาลต้องขออนุมัติผู้ว่าราชการจังหวัดในเรืองต่อไปนี บ เ" การจายเพอการลงทุน การจ่ายเงินอุดหนุน การดราเทศบัญญัติใช้ชัวคราวกรณีฉุกเฉินไม่สามารถ เรียกประชุมสภาเทศบาลได้ ' เซ ะ๑4 เ ฆ ๓๑ ม | 7” ฆ ร่างเทศบัญญัติทีจะมีผลบังคับใช้เป็นเทศบัญญัติ ฒ/ ง สม ณ” ' จั 1.3 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีสิทธิดังต่อไปนี - ยุบสภาเทศบาล - ให้สมาชิกสภาเทศบาลออกจากตําแหน่ง - ให้คณะเทศมนตรีหรือเทศมนตรีลาออก 1.4 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสามารถยุบสภา จังหวัดได้ ฯ จ ฒ/” ณฆณ (2) เป็นองค์กรปกครองทีมีความคล่องตัวในการบริหารงานน้อย เพราะอาศัยหลักการทํางานและกฎเกคณฑ์ระเบียบแบบแผนแบบราชการ ๑ , “ ษม ูจ ะ2 ฆูๆป การทํางานต่าง ๆ ขององค์การปกครองท้องถินไทยนันเปิดให้ประชาชนและ ๕” 4 “ ๒ 1 | 4๓6 ๕ องค์กรเอกชน หรือองค์กรภาคสังคมมีส่วนร่วมได้น้อย เพราะกฎเกณฑ์ ๑ “ ยข “=% -=หุข/4 เ= และกระบวนการทํางานขององค์กรปกครองท้องถินมิได้มีความเป็นราชการ ะ น้อยกว่าการปกครองส่วนภูมิภาคและส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็นการปกครอง . ๑ 4 ม ณ เห เท ๑ ๑ ย .=. ทีระดับใดเราก็มักจะใช้ระบบราชการและข้าราชการประจําทํางานแทบทังสิน 1. 3๐ ๐ (3) ประชาชนไม่มีความรู้สึกตนเป็นเจ้าของการปกครองท้องถิน <= เน ๓ และไม่รู้สึกใกล้ชิดกับการปกครองท้องถิน ในทางหลักการการปกครอง 28 2 ๑ ห . ' ท้องถินควรจะใกล้ชิดประชาชนทีสุด เปิดให้ประชาชนเข้ามาร่วมและเข้า ฯง ธิ| ณี มามีส่วนเป็นเจ้าของมากทีสุด แต่ในความเป็นจริงเราเข้าใจระบบและ กระบวนการทํางานขององค์กรปกครองท้องถินน้อยมาก เราสนใจและ ติดตามการเมืองการปกครองส่วนกลางและภูมิภาคมากกว่าการเมืองการ ปกครองท้องถินอย่างเทียบกันไม่ได้ การเป็นเจ้าของการปกครองท้องถิน เว ฆ ฆ7 !แ8 ๓๑ เม ฆ ฆ โพ๒ ก็มีน้อย มักมองกันว่ามันเป็นการปกครองของข้าราชการและนักการเมือง เหมือนกับการปกครองส่วนกลางและส่วนภูมิภาค คนไทยส่วนใหญ่ถือว่า บทบาทของตนในการปกครองท้องถินมีเพียงการลงคะแนนเสียงและการ 2 ษห ฉ่ ๒ จ ฆ ๒ ๒ -: % วิงเต้นขอความช่วยเหลือต่าง ๆ จากนักการเมืองหรือข้าราชการซึงไม่แตก ง ร 4 ม 4 ต่างไปจากความรู้สึกทีมีต่อการเมืองการปกครองในระดับยินๆ ง ง ๑ เง ล | เง 4 ๒ อุ ไม่เพียงแต่ระบบการทํางานเท่านันทีทําให้ประชาชนเห็นห่างจาก ฆ 4@ ฆ 1 ๑๑ ๑9ย4๕4 24 4 ส ฆ ๑ การปกครองท้องถิน แม้แต่การริเริมให้พื่นที่หนึ่งๆ มีการปกครองท้องถิน , ะ๕2๕ 4 4 เ ๕ฆซ ม« ฆ จ ๕ เช่นจะให้พืนที่หนึ่งๆ เป็นเทศบาลก็ดี หรือการยกสุขาภิบาลขึนเป็นเทศบาล ตําบลก็ดี ล้วนไม่สอบถามประชาชนหรืออาศัยประชามติว่าประชาชนต้อง « ' 5 หท 14 เวว - ฆ ร4 ๑==๑ วว การหรือไม่ รวมทังไม่มีกระบวนการให้ประชาชนเรียกร้อง หรือริเริมให้ 2 44 ขย ๕ ฆข ๕๑ 4« ๓ ๕ ทางการยกพื้นทีที่ตนอาศัยให้เป็นเขตการปกครองท้องถินหรือยกระดับเป็น คง 4 4๕ ะ องค์กรปกครองท้องถินในรูปแบบทีสูงขีน กรมการปกครองมักเป็น % ๑ 0 ง [ ร เร 4 ซ่ %/ ' บ ฆ ผู้กําหนดสิงต่างๆ เหล่านีเองทังสิน และแม้แต่เกณฑ์ในการให้มีการ ฆ 4๑ 2% 4 4 ๕ ค4่ ย 4 ปกครองท้องถินในพืนที่หนึ่งๆ ก็มักเป็นเกณฑ์เรืองรายได้ เรืองความ สามารถทางการเงินการคลังเท่านัน แทนทีจะดูความตินตัวความกระตือ “« เ- ๓ 4 ๒5 9 4 รือรันของประชาชนในการปกครองดูแลตนเองเป็นหลัก ซึ่งบางครังท้องที ว่ ย เข 44< =เทย ที่ยากจนอาจพร้อมในถารปกครองดูแลตนเองมากกว่าท้องทีเก็บภาษีได้ +@ «๕@- ซม 3๐ ๐ว.ู 29 สูงกว่าก็เป็นไปได้ ม/ 7 54 ง เซี 4 บ 3 4 แม้ชาวบ้านไม่รู้สึกว่าตนเป็นเจ้าของการปกครองท้องถินที่ราชการ เค ตังให้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่มีการปกครองของตนเองเสียเลย ในความเป็นจริง ชาวบ้านกลับรู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วมและมีส่วนเป็น 4 ) เข ส เส ซ ฆ7 ซ/ ว เจ้าของการปกครองในหมู่บ้านทีมีผู้ใหญ่บ้านเป็นหัวหน้า ในหลายๆ แห่ง ชาวบ้านมีการปกครองตนเอง “แบบธรรมชาติ” ภายในหมู่บ้าน ซึ่งพวก เขายอมรับและเข้าร่วมอย่างสนิทใจ เช่น ระบบการให้ผู้อาวุโสประจําหมู่ บ้านตัดสินข้อพิพาทขัดแย้งต่างๆ ภายในชุมชน การร่วมกันบริหารระบบ สงเคราะห์กันในการจัดงานศพของคนในหมู่บ้าน การร่วมกันบริหารดูแล 4 ง เล , ระบบชลประทานเหมืองฝายและแบ่งปันนําใช้เพื่อการงเกษตร แต่ทาง ! ร ราชการไม่สนใจสร้างการปกครองท้องถินขืนมาบนรากฐานแบบแผนและ ๑ ฉ่ คตินิยมของการปกครองดูแลตนเองและชุมชนโดยชาวบ้านเอง เมือมีการ 1 ' ษ ประกาศให้ตําบลหรือหมู่บ้านหนึ่งเป็นการปกครองท้องถินนั้นมักเป็นการ « ข่» ร ส.ง 3 .ร5 เง ประทานให้” จากเบืองบน โดยทีองค์กรท้องถินนันขาดความต่อเนื่อง ม เง ษ กับองค์กรปกครองตนเองดังเดิมของตําบลและหมู่บ้าน ยิงไปกว่านัน ๒ซ่ เเอ่ เ-ง่ ซี - | ฆ ๑ 64 ๓ง ค1 มักพบว่าเมือใดก็ตามทิเกิดองค์การบริหารส่วนตําบลหรือสุขาภิบาลขึน ง ฐํ ง ล ปรากฏว่าบรรดาชาวบ้านซึ่งเคยช่วยเหลือการงานและรับผิดชอบในการ ดูแลหมู่บ้านตําบลของดนกลับเลิกสนใจกิจการของส่วนรวม มักกล่าวกัน 1 เง จ3 ' ๑ ' | ว่า “ต่อไปนีสบายแล้ว ไม่ต้องทําอะไรอีกแล้ว ปล่อยให้เป็นหน้าทีของ องค์การฯ หรือสุขาฯ ก็แล้วกัน ““ ง 2 . ฆ < การปกครองท้องถินไม่ว่าจะเป็นการปกครองท้องถินตามทึกฎ หมายกําหนด หหรือการปกครองท้องถินโดยราชการส่วนภูมิภาคและ ง ๊ 1 ง เล ! ราชการส่วนกลางซึงเดิมเป็นไปอย่างเฉือยชา ไม่ตอบสนองต่อประชาชน ง ส= 1! ร , ส เดปศศ” ๕ ส 4 - ยูณี่ ม ดังทึกล่าวมานี ต่อมามีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว เมือมีการเลือกตังที่ระดับ ฆ ' ณ๑ ผฒ/ ' จ - ฒ/ ชาติอย่างจริงจังและต่อเนื่องในรอบสองทศวรรษทีผ่านมา กอปรกับเกิด ส : ขี่ " เขส่ ความตืนตัวในหมู่ประชาชนในอันทิจะสร้างความเจริญให้แก่ท้องถินและ [ 1 = ร ชุมชนของตนเองในช่วงกว่าหนึ่งทศวรรษทีผ่านมานี 4 4๕=- รม 3๐ ๑๐02 31 ภณเฉยอวธรวัิญ /*ะ๒=--- »ะดัจจ แฆ ง เณ ล0ห จั 27ัฒิต /%๕7 รค เว แ บทที่ 4 ๑ ขฆ/ การทําให้ราชการและการปกครอง ง ฯ ซ้ สนองตอบตอการเมองมากขน ๓ ะ ะ ม้เราเปลี่ยนแปลงการปกครองมาตั้งแต่ปี 2475 แต่ในสี่ทศวรรษแรกนั้น « ะ ม ๕ ฯ ง 4 ๑ «7 ส4 "ร การเลือกตังหาได้เป็นพาหนะทีสําคัญทีสุดในการนําพานักการเมืองขีน สู่อํานาจ ช่วงปี 2475 - 2500 มีการเลือกตังสมําเสมอ แต่ในช่วงนัน รัฐธรรมนูญอนุญาตให้ทหารและข้าราชการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 7 ฆ «ฆ 7 ๒ 4 เค 9 ๑3 จ และรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีได้ด้วย ในเวลานันการรัฐประหารเกิดขึน ล สส่ห๑1 ย ะ ะ สมําเสมอด้วยความถิทีไม่แพ้การเลือกตัง รัฐบาลต้องอาศัยการสนับสนุน ๕ 7 ง 7 @ 43 เง "ย จากกองทัพมากกว่าการสนับสนุนจากผู้แทนราษฎรด้วยซํา เหตุนีตําแหน่ง . 6”- 7 -ฆ ! = ส ซ่ 4 นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างๆ จึงอยู่ในมือของทหารและข้าราชการซึง ร » ซ่ --ฑ ฆ/7 ฒ7 ขึนสู่อํานาจโดยการรัฐประหารได้รับการสนับสนุนจากกองทัพและสามารถ ครอบงําพรรคและนักการเมืองได้ ในช่วงปี 2500 - 2511 การเลือกตัง 9 ฆ โซ ม เง 7 7 ส ซึ่งมีความหมายหรอความสําคัญน่อยอยู่แล้ว ยังถูกขจัดไปจากการเมือง + 4๕=@- ซม ซะ เซ 33 ฉนุแป้นน1 แ: เล เว ฟั โดยสิ่นเชิงเมือคณะทหารภายใต้การนําของจอมพลสฤษดิ-ถนอม-ประภาส นําประเทศไทยเข้าสู่ระบอบเผด็จการสมบูรณ์แบบ 4 0 ส จ เมือเกิดการเคลือนไหวประชาธิปไตย “14 ตุลาคม 2516” แล้ว ศด ๕ ซี ซื อิทธิพลของคณะทหารและการรัฐประหารลดน้อยลง การเลือกตังมีความ สําคัญยิงยวดในการขึ้นสู่อํานาจของนักการเมืองและในการจัดตังรัฐบาล ในรอบสองทศวรรษจากปี 2518 ถึงปี 2538 มีการเลือกตังทัวไป 7 ครัง " ะ ะย, เฉลียแล้วมีการเลือกตังทุกสามปี และตังแต่ปี 2526 เป็นต้นมา (ยกเว้น ' ง ๒ ร ส ช่วง 2534 - 2535) สภาผู้แทนราษฎรมีอํานาจมากกว่าวุฒิสภาซีงสมาชิก เ,ะ ฯ บ ฆ จ ฯร 4 มาจากการแต่งตั้ง และมีการห้ามทหารหรือข้าราชการเป็นรัฐมนตรีหรือ ม นายกรัฐมนครี ตังแต่ปี 2531 เป็นต้นมา ตําแหน่งรัฐมนตรีส่วนใหญ่รวม ถึงคําแหน่งรัฐมนครีของกระทรวงสําคัญๆ มักตกเป็นของสมาชิกสภาผู้ เค แทนราษฎร และตังแต่ปี 2535 เป็นต้นมารัฐธรรมนูญกําหนตด้วยว่า ษ นายกรัฐมนตรีต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น การพยายาม ม ย ซ..๑3 9 .๕ ม บ4 ง ' เอาชนะการเลือกตังจึงกลายเป็นสิงจําเป็นสําหรับผู้ทีปรารถนาตําแหน่ง 7 3 ม 6-. 4 ๑ ง “ «7 4 รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือตําแหน่งการเมืองสําคัญ อินๆ ฆ 0 . ๆูป 4 ม «, - ตทู่ง =- การเลือกตังทําให้นักการเมืองระดับชาติ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร หรือบรรดารัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี ต้องหาความนิยม ห ง ฆฑฆ ไอร จากประชาชน ต้องไวต่อปัญหาและความคิดเห็นของประชาชน และตอบ เด ง สนองความต้องการของชุมชนในเขตเลือกตังของตนอย่างจริงจัง ยิงการ ฆ ะ4 เ แดลศก ส3 ส4 " เลือกตังมีการแข่งขันกันเข้มข้นเท่าไร -- ซึงนีคือสภาพทีดํารงอยู่ในขณะ ส 2.4 ข่ตคมองร นีดังเห็นได้จากข้อเที่จจริงทีว่า ในการเลือกตังทัวไปครั้งหนึ่งๆ จะมีคน เด๋ ! หน้าใหม่ได้รับการเลือกตังเข้ามาประมาณร้อยละ 30 "9 ยิงต้องแย่งขันกัน จ/ ง เล เอาใจประชาชนในเขตเลือกตัง แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเลือกตังก็ทําให้ 2 = 0: 2 ส4 ' ค 9 กรมธิปไตย ตองขนกบนกการเมอง เพราะกรมตางๆ เวลานม นาย ง ฒ7 คือ รัฐมนตรีมาจากการเลือกตัง ประชาชนขี่นกับการปกครองหรือการ บริการของ “กรมธิปไตย” แต่ “กรมธิปไตย” กลับขึ้นกับนักการเมือง «8 ง และนักการเมืองกลับขึ่นต่อการสนับสนุนของประชาชนอีกทอดหนึ่ง < เร ง ๑ 4 ะ ๕4 4 : ม « ยิงการเลือกตังมีเขตเลือกดังเล็กลงคือประชากรหนึ่งเขตเลือกตัง เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ 1-3 คน และในปัจจุบันเหลือเพียงเขต ฆซ่ = ม ม 4 9 หนึ่งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เพียง 1 คน ประกอบกับการคมนาคม ฯง ง เง ฆ ม ทีเข้าถึงทุกจุดในประเทศโดยไม่ยากเย็น ทําให้นักการเมืองและเครือข่าย ม เ# 4 4 ย เ!เ4 4 ของเขาเข้าถึงและรู้จักประชาชนหรือชุมชนในเขตเลือกตังอย่างดิ ซึง เซ . ค: เม ประชาชนส่วนใหญ่ก็คือชาวชนบททียากจนซึ่งไม่ต้องการกฎหมาย นโยบาย 4 7 =ฆ “# |เ(! =ฯ. = หรือพันธะสัญญาเชิงอุดมการณ์อย่างทีตําราประชาธิปไตยปรารถนา ฆ/ ศศ ม7 ฆ ว| สื่อมวลชนและนักวิชาการในระยะหลังๆ มักชีว่า ประชาชนต้อง ศณ ๒ซี แง = การเงินจากนักการเมือง แลกกับคะแนนเสียงที่พวกเขาจะมอบให้ มอง ฆ ! ส ะ ซี| «ม วร 7 1 4 7 เฯ4 กันว่าการเลือกตังเป็นการ “ซือขาย” เสียงกันค่อนข้างชัดเจน แม้ว่าส่วน ง จ 2 เง 7 ฆ ใหญ่การ “ซือ” จะซือผ่านหัวคะแนนของนักการเมือง และการ “ขาย” ะ 99 5 เซ 7 ฆ ง เ=ง นนจะ “ขาย กันเป็นครอบครัวหรือชุมชนมากกว่ารายบุคคลก็ตาม ใน ฯ ฒ ๑ พ: ๕ณ «ฆ 1 «ล เคี่ “ ฆ ขณะทีนักวิชาการจํานวนหนึ่งก็เตือนว่าการ “ซือขายเสียง” นันถึงจะมี ณุฒู, ฆ เ 4 ะ ม 4 มากมาย ก็เป็นเพียงส่วนเดียวของการแข่งขันในการเลือกตัง ปัจจัยที «7 , จั ๑7 4 ๑ ! 4 สําคัญกว่าและชีขาดชัยชนะในการเลือกตังยิงกว่าคือการหาเสียงตลอด ณ/ “๕ เวลาในรูปของการอยู่ใกล้ชิดทางความคิดจิตใจและการให้ความอุปถัมภ์ ๕ เด '” คําจุนแก่ชาวบ้านในเขตเลือกตังอย่างสมําเสมอ การใกล้ชิดทางความคิด 4 4๐2 ซม = ๐ๆ)». 35 ก กร ฆ เธ ง่ ฒ น7 ส่. «7 ! ล7 <= จิตใจอาจเป็นการไปพบปะเยียมเยียนชาวบ้าน แต่ทิสําคัญกว่านันคือการ ไปเป็นประธานในพิธีการและงานบุญงานกุศลหรืองานสังคมต่างๆ การ ห ห ! ! อุปถัมภ์คําจุนอาจมีตังแต่การให้เงินทองไปจนถึงการให้วัตถุสิงของสิง จ ษ 1 ฆ7 ง จ @ ก่อสร้างต่างๆ รวมทั้งการช่วยเหลือเกือกูลอํานวยความสะดวก และแก้ 7 ง ปัญหาสําคัญต่าง ๆ ในชีวิตประจําวันให้แก่ชาวบ้าน " ” ๑ = 4ส44 ง เซ เหท่ษ ง จ/ จําต้องขอเพิ่ม ณ ทีนีว่า ชาวชนบทนันไม่ได้สนใจแต่ตัวเองและ ฆ ง ะ ฆั = ซ ครอบครวเทานน พวกเขามีจิตสํานึกความเป็นชุมชน (0๐ถาถานกล1 ธธแอ อยู่ด้วยค่อนข้างสูงกว่าคนในเมือง ฉะนันความใกล้ชิดทางจิตใจ จ” ๕4 ฆ ๒ 4 ฆม ๓ ๓ และการอุปถัมภ์ทีคนในชนบทต้องการนัน พวกเขาต้องการให้มันเกิดกับ สณส ม «๑ ปบ บ ข่ ฯ ' ชุมชนหรือท้องถินด้วย คนชนบทต้องการให้นักการเมืองไปร่วมงานหรือ ฆ้ ศิ เง ฆ= ไปเป็นประธานในงานกุศลหรืองานรีนเริงและงานสังคมต่างๆ ของท้องถิน- ชุมชนด้วย ในทํานองเดียวกันก็อยากให้นักการเมืองนําเอา “ความเจริญ” เ เบ ปบ ย 4 = ๑. หย 4 เฉจ ุย- มาให้ตําบลและหมู่บ้านด้วย ครังหนึ่งนักการเมืองทําได้เพียงอยู่ใกล้ชิด ทางจิตใจกับชุมชนในเขตเลือกตั้ง แต่ต่อมาได้เพิ่มไปสู่การชิงกันเอา « 7 มบ ๑ บ ว เอ เ สุ! ความเจริญ” มาให้ท้องถินด้วย ซึ่งในตอนค้นเป็นเพียงสิงทีมีมูลค่าไม่ ฆ โอ 7 เ 7 ย่ | «7 สูงและอาศัยเงินทองหรือทรัพยากรส่วนตัวของนักการเมืองเองเป็นหลัก แล้วก็กลายเป็นการแสวงหาทรัพยากรหรือโครงการต่าง ๆ ของราชการจํานวน มากมาให้เขตเลือกตังของใครของมัน ศด ๑ ๑* ง 1 1 ๑ จิตสํานึกชุมชน (0๐๓ณากถล1 50150 นี่ไม่เพียงแต่ทําให้ชาว ชนบทเรียกร้องความเจริญก้าวหน้ามาสู่ท้องถินและชุมชนเท่านัน หากยัง ทําให้ข้อเรียกร้องดังกล่าวได้รับการตอบสนองค่อนข้างดี เพราะมีจิตสํานึก 2 สี เซ เ 7 เช่นนี้เอง ชาวบ้านจึงคล้อยตามหัวคะแนน และร่วมคันลงคะแนนเสียง ไปในทางเดียวกัน กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือพวกเขามีพลังการเมือง และการ «7 = ” ส4 ๕ ซ่ สนับสนุนของพวกเขาเป็นที่ต้องการของนักการเมืองยิง ก็เพราะพวกเขา ลงคะแนนเสียงเป็นกลุ่มก้อน (31๐๐๒ ๐เ๐๑) ต่างไปจากผู้เลือกตังใน เขตเมืองซึงมักจะลงคะแนนเสี่ยงแบบตัวใครตัวมัน เป็นการลงคะแนน เสียงแบบปัจเจกชนมากกว่าเป็นกลุ่มก้อน 4 ฆ เต เจ โง ๑ ร ๒ ในขณะทีการเลือกตังทัวไปทวีความสําคัญขีนและการชิงหาความ นิยมใหม่หรือการรักษารากฐานเสียงเดิมในหมู่ประชาชนด้วยการนําเอา 6 9» ๓ เจ 9 ซ่ ๑/ ความก้าวหน้า” ต่างๆ ไปให้เขตเลือกตัง เป็นสิงทีนักการเมืองทุกคน ๑. ง ฆ ฆ "' ซ่| เส4่ ฆ ๕ ง คํานึงถึง แต่ขณะเดียวกันการบริหารทีจะเป็นแหล่งทีมาหรือเป็นทางผ่าน ๑ ง ' งจั ง ฆ” ง นําสิงเหล่านีไปให้ท้องถินและชุมชนก็ยังเป็นของกรมด่างๆ ในระบบ “รวม ศูนย์อย่างแตกกระจาย” (ถะลธถาอก6๐๕ ๐๐๓เธล115ถ0) ทําให้กรมต่าง ๆ ย | ง เซ ต้องกลายเป็นหน่วยราชการทีอยู่ภายใต้แรงกดตันของประชากรและชุมชน ะ | ฆ เค «/ ในเขตเลือกคังด้วย เมือประชาชนในเขตเลือกตังได้พากันใช้ปัญหาและ เว บม ๑ ๕ 4 =- บ ความต้องการของท้องถินเป็นเกณฑ์สําคัญในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร « ฆ. ส ม 4๑ ย -. ป ๕ คนดี” ทีประชาชนและท้องถินสนับสนุนในการเลือกตังก็คือ , มย= ย « อ ฆ คนทิคลุกคลีใกล้ชิดพวกเขาและให้เกียรติพวกเขาสมําเสมอ ขณะเดียว กันคนเหล่านันก็สามารถนําโครงการต่างๆ โดยเฉพาะถนนหนทาง ไฟฟ้า ะ โซ๒ ๑ ล ง เฒ ๑ ประปา นํา บาดาล โรงพยาบาล โรงเรียนอันเป็นพื่นฐานแห่งชีวิตประจํา ๑ 4 บบ ฆ ฒณ 3ว% ง ' จ ง วันมาให้พวกเขาได้ด้วย โดยมิพฬักต้องถามสิงเหล่านีจะมาโดยผ่านการ - = ร่ ปกครองส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หรือส่วนท้องถิน และตราบใดทีระบบ <= 2ภ 1เ » 4 เ “7 บ “รวมศูนยอย่างแดกกระจาย ทีมีกรมเป็นฐานยังตอบสนองได้ ชุมชน 4 «3 สม =๐ เล 37 ฆม ๑= ๕๕=หท เน 2 ฯ เน < และท้องถินก็มิได้เรียกร้องให้มีการกระจายอํานาจมาให้องค์กรปกครอง บ ฆ ม เว ยุ. ง ส ท้องถินแท้ๆ ตรงคันข้าม ชาวบ้านและชุมชนได้ “ลอบเปลี่ยน” การเลือก ๓ จ ฆ " ตังทัวไปให้เป็นการเลือกตังท้องถิน พร้อมกับแปรสภาพการปกครองภูมิ ภาคและส่วนกลางให้เป็นการปกครองท้องถินแฝงรูปเช่นกัน ในสายตาของคนกรุงเทพฯ คนชั้นกลางและนักวิชาการหรือสื่อ 4 เล นี ๑/ ม «4 เซ เคี = ' ค ส มวลชน การเลือกดังทัวไปคือการเลือกตังระดับชาติ แต่สําหรับคนที่ไปลง คะแนนเสียงในชนบท พวกเขาคาดหวังและดีค่าการเลือกตังนันประดุจ กําลังเลือกตังเพื่อแก้ปัญหาให้ท้องถินโดย (แทบ) ไม่สนใจประเด็นระดับ - ซ่ « ข่ «7 ฆ ม 4 ชาติหรือผลงานหรือชือเสียงของนักการเมืองและพรรคการเมืองทีแสดง ม ฒ/7 ร จ ๒ ง =ฆ ออกทิระดับชาติ กระทังบางครังประชาชนก็เลือกคนและพรรคซึงถูกวิพา ๆ แ 7 สี่ ฆ 4 4 กษ์โจมตือ ย่างหนักจากสือมวลชน วงวิชาการและแวดวงคนในเมืองหรือ ง 2% ง ส ม“ สๆ.ป 6 คนในกรุงก็ตาม ตราบใดทีนักการเมืองคนหนึงยังให้ความอุปถัมภ์คําจุน ชาวบ้านอย่างสมําเสมอ และสามารถนําเอาแผนการ โครงการ และ ทรัพยากรต่างๆ จากทางราชการมาให้ชุมชนและท้องถินอย่างไม่ขาดสาย เขาก็จะได้รับการสนับสนุนจากเขตเลือกตังในชนบทเช่นเดิมต่อไป แม้ว่า - แช รล้ว 4 ป =๕4 คนคนเดียวกันนีอาจเป็น “รัฐมนตรีย์” ในสายตาของใครทีระดับชาติก็ ห เ" เจ เจ เจ เซิม” ' ตาม ประเด็นไม่ได้อยู่ทีว่าการเลือกตังไม่มีการแข่งขัน หรือประชาชนไม่ ฆฑูม ฆ/ โร เ=: เร่! เจย เค งพ รู้จักพิจารณาผลงานของนักการเมือง ประเด็นอยู่ทีว่าการแข่งขันนันไม่ได้ ซ่| เ 4 โคร ร ฒ/ ๊ เป็นการแข่งขันเพื่อสร้างผลงานและความพึงพอใจของประชาชนทระดับชาติ 1 ๕ 4 ๆ ญี = หากแต่เป็นการสร้างผลงานโฆษณาผลงานและพิสูจน์ความจริงใจในการ 1 อาชัด จสื้จ๕ ทํางานทีระดับท้องถินให้ประชาชนและชุมชนในระดับท้องถินได้รับทราบ อันทิจริงการเลือกตังที่ระดับชาติก็ดําเนินไปพร้อม ๆ กับการเลือกตัง 4 2 4 . ะ ะ ที่ระดับท้องถิน (เช่น การเลือกตังสมาชิกสภาเทศบาล และการเลือกตัง สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นต้น) แต่ประชาชนก็ให้ความสําคัญ หว ๓ 4 ๑7 = ' 9 เต =่ กับการเมืองและการเลือกตังทีระดับชาติมากกว่าการเลือกตังระตับท้องถิน ๑/ ' «7 | = เพราะทราบกันดีว่าทรัพยากรและบทบาทหน้าทีขององค์กรปกครองท้องถิน เร «ง ๒ ฒ7 1 ฆ ๑ ฆ ฆ7 <= นันมีจํากัด ไม่อาจตอบสนองชุมชนและท้องถินได้มากนัก ในขณะเดียว ะ ) 4 4 กันพวกเขาก็ไม่สนใจการสร้างการปกครองท้องถินทีเป็นการปกครองของ = 4 « 7 ม ยม 2= 44 ! , ” " พวกเขาจริงๆ หรือเรียกร้องให้การปกครองท้องถินทีมีอยู่ขณะนีมีอํานาจ ย =- ๑ "1 ม ป9 จ ณ/ 4 6 4 ง เ 4 หน้าที่เพิ่มขี่น ตรงกันข้าม ประชาชนกลับสันทัดและรู้สึกคุ้มค่ากว่าทีจะ ใช้อิทธิพลอันเกิดจากการมีคะแนนเสียงเป็นกลุ่มก้อนของตนไปกดดัน ฆ/ 4 4 %/ ! นี้ใช้ ' เด นักการเมือง เพื่อให้คนเหล่านีใช้ลู่ทางและโอกาสจากทรัพยากรและแผน งานของราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ดึงเอาความเจริญก้าวหน้ามา ให้ท้องถิน โดยไม่ต้องแตะต้องโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นคินเดิม แต่อย่างไร อย่างไรก็ตาม มิใช่ว่าประชาชนจะไม่สนใจการปกครองท้องถิน โง ๓ ! %/ ง ฆ ซ่ ๒ หรือมิได้หมายความว่าการปกครองท้องถินจะซบเซาเงียบเหงาโดยสินเชิง - | จ7 ฆซ์ สฆ จ7 ฆ ฆ7 ในภาวะทีประชาชนพากันหันไปเอาการเมืองการปกครองระดับชาตคิมารับ 4 4๑ เซ ก ใช้ท้องถิน ทึจริงแล้วการเลือกตังทัวไปทีเป็นไปอย่างเข้มขันในรอบสอง - " โง ม 4 จ ทศวรรษทีผ่านมา โดยทีโครงสร้างการบริหารราชการมิได้เปลี่ยนแปลงแต่ ษ เง 6๕ จ7 ฆ ฆ์ ง ประการใด ได้ทําให้การเมืองการปกครองทังสามระดับสอดเกียวกันอย่าง สนิทแน่น โดยการ “รวมศูนย์อย่างแตกกระจาย” และการบริหารโดยกรม ๓ ฒ7 ณ์ ๐ ง เป็นหลักยังดํารงอยู่ การให้มีเลือกตังทัวไปโดยไม่ให้อํานาจแก่จังหวัดซึ่งเป็นการปก ๑- = 4 ๐ ๕๕๐32 ซอ. ฯ3« ๑ « ๑๑. ล 40 "อ ฯ ' «< ฒ/ ฯ ง %/ ๑ ' %7 ง ว ครองพินที เช่นเดียวกับทีไม่ได้ให้อํานาจแก่การปกครองท้องถินมากขึน 1 ฒ/ " 1 > ด จ เท่ากับว่าไทยเราไม่เลือกเอาการกระจายอํานาจ (0๐๐๑๓แล112ลย์๐0) ฒ” ฆ ๑ %/ หากกลับเลือกทําให้ราชการและการปกครองส่วนกลางและส่วน ภูมิภาคสนองตอบต่อแรงกดดันทางการเมืองทีมาจากท้องถินมากขึ้น (0๐001617ลแอท ๐ ใจ้ลน์อกล| 4เ4ตาไท1ร5ลนเอท) - ง ม 4 ๑ ๑ป «24 หรือเท่ากับเราได้เลือกทําให้การรวมศูนย์ทิแตกกระจายตามสาย : ฐร ป งานของกรมสนองตอบต่อการเมืองมากขีนนันเอง ” ฯ 1 ง ร การเมืองการปกครฮงสามส่วนที่สอดประสานกันอย่างแนบแน่น กล่าวมาในข้างต้นแสดงออกมาเป็นปรากฏการณ์หลายอย่าง เช่น ส.ส. ม ซู ส.จ. และ ส.ท. และกํานันผู้ใหญ่บ้านเป็นหัวคะแนน : ส.ส. มีความ สัมพันธ์ใกล้ชิดผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการของกรมต่างๆ ในจังหวัด เช่น รพช. จังหวัดโยธาธิการจังหวัด : ส.ส. กดดันให้ย้ายผู้ว่า ๑๑0 ข = ค = บ ราชการจังหวัดและข้าราชการส่วนภูมิภาคทีไม่ถูกใจ ส.ส. วิงเต้นขอให้ บ ส 5 * 04 เค ข้าราชการมีความสัมพันธ์กันอย่างดีมาลงในพืนทีเลือกตังของตน : ส.ส. ช่วยคนของตนลงแข่งเป็น ส.จ. ส.ท. กรรมการสุขาภิบาล กรรมการ อ.บ.ต. หรือกํานัน ผู้ไหญ่บ้าน : ส.ส. และข้าราชการส่วนภูมิภาคช่วยกันวิงเต้น ของงบประมาณจากกรมค้นสังกัดมาลงยังจังหวัด : เทศบาลและองค์การ บริหารส่วนจังหวัดขอให้ ส.ส ช่วยบีบเอางบและโครงการจากกระทรวง มหาดไทยและกระทรวงอินๆ มาลงพื้นทีของตน : ส.ส. หนุนกํานันและ ผู้ใหญ่บ้านให้เดินขบวนขับไล่ข้าราชการชันผู้ใหญ่ในจังหวัด : ส.ส. ร่วมกับ เทศบาลและจังหวัตวิงเต้นขอให้รัฐบาลตังมหาวิทยาลัยและขยายสนาม โฆ๒. ฆ ม7” ฆ ฆ/7 ง ร ศส ธ บินในจังหวัด ฯลฯ ความเกียวโยงกันสามส่วนเช่นนีเป็นมิติใหม่ของการ ศ“4 -: ฆ ๑ เซ ' ฒ/ 3 เมืองการปกครองไทย ซึ่งเกิดจากตรรก และความจําเป็นใหม่ ๆ ดังนี (1) นักการเมือง (ส.ส., รัฐมนตรีช่วย, รัฐมนตรีว่าการ) ต้องพึง ๑ จ จ ฆ/ ๑ เจ คะแนนเสียงประชาชนในการนําตัวเองขีนสู่อํานาจและรักษาอํานาจนันเอา ง เซ 8 ง 4 / ไว้ ดังนัน พวกเขาต้องเอาใจประชาชน ถามว่าจะเอาใจอย่างไร? ทีสําคัญ เง เรง ฆ จ/ ก็ด้วยการก็ด้วยการเอาเงินทองส่วนตัว เอางบ ส.ส. เอางบประมาณและ ! "ง | เว ' โครงการต่าง ๆ มาลงพื้นที ถามว่างบประมาณและโครงการต่างๆ ของ ' 6 4 เ”' เรซี ขชา เ” ราชการทีจะเอามาได้อยู่ทีไหนบ้าง? ตอบได้ว่าอยู่ทีการปกครองส่วนกลาง การปกครองส่วนภูมิภาค และการปกครองส่วนท้องถิน จะเอางบและโครงการจากส่วนกลางได้ นักการเมืองต้องทําอะไร “% . , “ «“ เน “ 4 หรือทําอย่างไร? ที่สะดวกทีสุต คือ อาศัยการเป็นข้าราชการการเมืองทีคุม กระทรวงหรือกรมทีมีงบประมาณและโครงการทีจะเอาไปลงยังพืนทีทีต้อง การได้ หรือไม่ก็ต้องมีเส้นสายกับรัฐมนตรีหรือมีอิทธิพลเหนือรัฐมนตรี “ ม ฯ41 « ง7 « ฆ ๑ ส "ว่ เหนอร์ฐมนตครชวย เหนือปลัคกระทรวง หรอเหนออธบดของกรมนนๆ เด๋ ณุ ๓ขุม .4 นอกจากนั้นบ่อยครั้งยังต้องมีเส้นสายกับข้าราชการสํานักงบประมาณ และมีบทบาทหรืออิทธิพลอยู่ในกรรมาธิการงบประมาณของสภาผู้แทน ราษฎรเพื่อต่อสายหรือโยงใยไปเอางบประมาณและโครงการต่างๆ ซึ่งตั้ง ไว้ที่กรมต่างๆ ไปลงในพื้นที่เลือกตั้งของตน นักการเมืองหน้าเก่ามักได้ เปรียบนักการเมืองหน้าใหม่เพราะรู้จักข้าราชการและนักการเมืองมาก และเพราะเหตุนี้บางคนจึงตึงงบและโครงการมาได้เสมอแม้ในช่วงที่ตน เป็นฝ่ายค้านอยู่ก็ตาม แต่โดยทั่วไปการเป็นฝ่ายรัฐบาลย่อมมีโอกาสดีกว่า มากในการแย่งงบประมาณและโครงการ การได้เป็นรัฐมนตรีอย่างสม่า เง =«: - « 4 ม เสมอโดยเฉพาะถ้าได้คุมกระทรวงทีมีอํานาจทางการเงินหรอมงบพัฒนา จ ๒๕ แลป ห ร ตั ธะ หนะฉแแก6แกา ๓ ๒ มหาศาล เช่น เกษตร คมนาคม คลัง ศึกษาธิการ สาธารณสุข เป็นสิง 1จ ม ภู่ -= -ฆ = - ฐจั 414 ลั สําคัญ และได้ผลทิ่สุดในการดึงงาน ดคึงเงิน ดึงคน มาลงพื่นทีเลือกตัง ของนักการเมือง 4 ง ดู 4 ณ์ เว ร 6 1 เมือไม่นานนี คุณเนวิน ชิดชอบ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการ จ ค ' ม * กระทรวงการคลังครังหนึงได้เปิดเผยว่าการได้คุมกระทรวงการคลังของ ๑ เป็นประโยชน์ยิงสําหรับการพัฒนาของจังหวัดบุรีรัมย์ « ง จั ม% ๑ ข 4๑ ง เจ ผมอยู่ครงนี ผมถือเงิน คนต้องวิงมาขอสตางค์ผม ขอผมร้อย 4 4 4 ะ หนึ่งได้ไหม เอ้า... เอาไปร้อยหนึ่ง ร้อยหนึ่งเอาไปทั้งประเทศนะ ษ ไง ม7 ณ์ 1 แต่ขอบุรีรัมย์ 20 บาท ถ้าไม่ให้ก็ไม่ให้มึงทั้งร้อย” "7 ๑ ง ฯร เณซ่ ๓ง ส / ง 2 ๕ ม 7 คํากล่าวนีอาจเป็นการพูดเกินจริงไปบ้าง แต่มันก็สอดคล้องกับ บ ม เข ' ฯ4 -= ง ส ข้อสังเกตของผู้คนทัวไปว่า ระยะหนึ่งถึงสองทศวรรษมานีสุพรรณบุรี อยุธยา ฯ ม ม บ 4 งเม ม ข่ ปทุมธานี เป็นต้น ได้เจริญรุคหน้า มีถนนหนทางมากมายกว่าจังหวัดอินๆ 1 ๕ 7 เค 6 ฆ 7 ง ด ๒ ท ๒ - อย่างเห็นได้ชัดเจน ทังนีเพราะจังหวัดเหล่านีมักมีนักการเมืองที่ดึงเอางบ ประมาณและโครงการต่าง ๆ นับไม่ถ้วนมายังจังหวัดตนเองได้ สังเกต ๓ เ ๓ ษบ เ= ม ด้วยว่าการพิจารณางบประมาณของสภาคผู้แทนราษฎรไม่กีปีมานีได้มีการ จ ง 4 บ ง ษ๒ูบ 4ญ่ ๓ พจารณากน เพื่อมิให้งบประมาณถูกดึงไปยังบางจังหวัดทีมีนักการเมือง ๑ ม ว เค 4 ง ร๑ 4 อิทธิพลเป็นผู้แทนราษฎรอยู่ ทังหมดนีส่อว่ามีการใช้อิทธิพลการเมือง ง ม7 | จั = ม “แย่งชิง” ทรัพยากรจากส่วนกลางไปหล่อเลียงชุมชนและท้องถินหลายแห่ง ขา ! ะ 6« จุณ๊ 5» ' อ ๑ ๑ ง ' 6 1 เง แมวาบอยครงการ แยงชง เช่นนีจะกระทําทําอย่างไม่สุจริตหรือไม่เป็น ฒ, เฉ จ7 4 ง ฒ ง ค 4 ฆ# ธรรมกับจังหวัดอิน ๆ แต่สําหรับประชาชนในเขตเลือกตังแล้ว นักการ ฟู “4 1 ส้ ร๑, « ' 3 < เมืองเหล่านียังเป็น “วีรบุรุษ” แม้ว่าคนในกรุงเทพฯ อาจมองพวกนีเป็น «6 เว น. ง เค เว เ ร้ เษ ศา * โจร” แต่ในสายตาของท้องถิน “โจร” เหล่านีคือ “โรบินยัด” นันเอง ขบ จะเอางบและโครงการจากส่วนภูมิภาคได้ นักการเมืองต้องทํา เว ฆ์ ฆ้ ฆ7 ร อะไร? อย่างไร? พวกเขาต้องมีความสัมพันธ์ทีดีกับกรมซึ่งเป็น “นาย” บ = เว ม สไข 4 = =..2 ร ของข้าราชการส่วนภูมิภาค พร้อมๆกับทีต้องมีบารมีและอิทธิพลเหนือ ข้าราชการส่วนภูมิภาคโดยเฉพาะหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดต่าง ๆ ราชการ = ซุ ง จ ฆ้ ๑ 8/ จ จ7 ส่วนภูมิภาคทีเป็นแหล่งใหญ่ของงบประมาณและโครงการทีจะทําให้จังหวัด ง ๓ ' | เฆญ่ ๑ บ ๕๓ณ่« +- ฑ์ ฒ ฒฆ/ อย่างเป็นกอบเป็นกําได้ ก็มีอาทิ โยธาธิการจังหวัด เร่งรัดพัฒนาชนบท / 7 ซ่ 4 ๑/ 7 ส เล ฆ ภณ ณ จังหวัด เป็นค้น แม้ในจังหวัดขนาดเล็กเช่นจังหวัดพิจิตร งบโยธาธิการ 4 ะ 8 ฆณะทึ่งบทั้งหมด 7 ฆ 4 จังหวัดปีหนึ่ง ๆ (2539) อาจสูงเกือบ 200 ล้านบาท 4 โซ๒ ฒ/ 7 "| อ ซ/ ของเทศบาลและองค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งเป็นองค์กรปกครองท้อง ถินรวมกันแล้วไม่เกิน 200 ล้านบาท การมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ %/ ๒ ! «ฆ ๑ %/ «/ ๒ ๒ง ฟ่ ข้าราชการส่วนภูมิภาคไม่เพียงทําให้นักการเมืองสามารถดึงโครงการและ โฆ 4ะ เจ ๒๐ น เจ ฒณะ เงินทองทีตังไว้และหรือมีอยู่แล้วในแผนงาน และงบประมาณมาลงยัง --. ม ะ ข่ ) ๐5 ม ๑ ๆช ม ป๑ เขตเลือกตังของตนได้เท่านั้น หากยังทําให้นักการเมืองรู้ถึงทิศทางแผน เจ เ: เง ฆ ย 7 ฒ/ การทํางานและลู่ทางต่างๆ ทิกรมและหน่วยราชการในจังหวัดของกรมไว้ 4 โอ %/7 «7 มฆ ฆ «/ ๑ 7 «๑/ ๒ง! หรือเตรียมเอาไว้ในอนาคต การรู้จักและไว้วางใจกัน ยังทําให้นักการเมือง %/ เว / ง ซ่ ฆ ฆ ฆ « | ฯ เล และข้าราชการช่วยกันวิงเต้นกรมและนักการเมืองทีคุมกรมอีกทิหนึงให้ เอาโครงการมายังจังหวัดได้เป็นอย่างดี ในบรรดาข้าราชการส่วนภูมิภาคนัน ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคน ” ฆ ป9 - «/ สม ม 7๓ สําคัญทีนักการเมืองต้องผูกไมตรีด้วย เพราะหลังจากทีหัวหน้าส่วนจังหวัด ง รู่บ ๑ ปบ บ บ บ 4 4บ๒ ของกรมตางๆ เห็นด้วยและวิงเต้นเอาโครงการให้แล้ว ตองผ่านเรองทผู 1 7 7 "! ฒ/ 7 4 = เ. ว่าราชการจังหวัด และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดส่งเรืองไปทีกรมด้วย ผู้ว่า 7 ฆ* จ่ 7 ง [ 2 ง 4 ราชการจังหวัดที่ดียังช่วยราบรวมปัญหาต่างๆ พร้อมทังช่วยหาลู่ทางและ ว น จง ' โอกาสในการแสวงหางบประมาณและโครงการทีจะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว 7 ฆ 4 # ง ' ฒ/ โจ๒ๆ ง 4 น/= ๑ = จากกรมต้นสังกัดต่าง ๆ และรวมกบนกการเมองวงเคนกบคูมอานาจท ง ” โฆ๒ ง ง ว ไซ ส่วนกลางเพื่อเอาองบประมาณและโครงการเหล่านันมาลงทีจังหวัด อนึง ฯ- เง " “ ะ - ๑. คูป ๕ บางช่วงยังมีการตัง “งบ ส.ส.” เพื่อการพัฒนาจังหวัดด้วย ทําให้เป็นอีก - จ ง ง “7 - เจ้ เหตุหนึ่งที ส.ส. และข้าราชการส่วนภูมิภาคต้องร่วมมือกันใกล้ชิคขีน ษ ะ ร ว ๑ เพราะการตัง “งบ ส.ส” นีก็ต้องไปฝากเอาไว้กับงบส่วนภูมิภาคของกรม ง 4 ๕ งุม 7 = เฉ ๑ ต่างๆ ซึ่งก็หมายความว่าต้องอาศัยข้าราชการส่วนภูมิภาคทังในการทํา เรืองตังงบและในการเซ็นเบิกจ่ายงบนัน ฯ จ ฐั 4ไ44« นอกไปจากปัญหาการคึงเอางบส่วนภูมิภาคมาลงพืนทีเลือกตัง บ บ ม 9 ฯ มุ๕ไขง ป - ให้มากๆ แล้ว ส.ส. ยังต้องการมีความสัมพันธ์ทีดีกับข้าราชการส่วนภูมิ ม น/ เส ฆ จ่ ซ ฆ ภาคเพราะเหตุผลอินๆด้วย แต่ทีสําคัญทีสุดก็ค่อ บรรดาหัวคะแนนและ ด๓ๆ เค 7 9/ ' จ ม : 4 4 น/ ประชาชนในเขตเลือกตังมักขอให้ ส.ส. ช่วยจัดการเรืองต่างๆ ทีเกียวข้อง ง ฑ ๒ๆ 4น”. ม ! ๑ กับราชการส่วนภูมิภาควันละหลายๆ เรือง ไม่ว่าจะเป็นการขออํานวยความ โร๒ๆ เว่ จ7 ๑ "| ย 7 ธิ สะดวกเป็นกรณีพิเศษ ขอให้เร่งรัดทําบางเรืองให้ ขอให้ผ่อนผันไม่เอา « ง บส4 . = “= ถึ - โทษหรือหย่อนโทษให้เมือทําผิดกฎหมาย ฯลฯ ทังนีก็เพราะชีวิตของคนใน เด ต่างจังหวัดโดยเฉพาะในชนบทนันอยู่ในการกํากับควบคุมและโดยราชการ ส่วนภูมิภาคเป็นหลัก ยิงงานปกครองปราบปราม และทะเบียนราษฎร์ - -! ษ 4๑/ เน ๑ ๓/ ฐ ซ่ ๒ ซึ่งเกียวข้องกับชิวิตประจําวันพืนฐานของพวกเขาก็อยู่ในม่อของราชการ - ง/ . ฆ ส4 «๐ ๓« ฯ ส่วนภูมิภาค แม้บางจังหวัดจะมีราชการส่วนกลางซิงมกําลังคนและมงบ ” ประมาณสูงกว่าราชการส่วนภูมิภาคก็ตาม แด่ราชการส่วนภูมิภาคก็ใกล้ ฆ ฉ่ ม สฆ ง ส น ' ฆ/ 0 ชิตเกียวข้องและมีผลกระทบต่อชีวิตของคนไทยส่วนใหญ่ในต่างจังหวัด ะ | = บ 4 ม ปชา ฉะนน ส.ส. ทีชาญฉลาดจึงต้องการความสัมพันธ์ทราบรนกับผู้ว่าราชการ ข 7 : ง คาวี่ น, ล จังหวัด นายอําเภอ และข้าราชการส่วนภูมิภาคอิน ๆ และรักษาความสัมพันธ์ ซ ฒ/ ฆ ฆ นันให้คงทนยืนนาน 1าข ม 4 ฆ่ห ม ๆ ' แต่ถ้าเมือใดก็ตามทีไม่อาจแสวงหาความสัมพันธ์และความร่วม ฆ“ สๆ บ ฆ่= เหม สป 9 บม ปบ " มือที่ดีจากข้าราชการที่มีอยู่ได้ ก็ต้องหาทางกดดันโยกย้ายข้าราชการทียืน 4 4 ะ4 ' ขวางทางตนให้ออกไปจากพืนทีเสีย บางครังวิงเต้นดี ๆ ไม่ได้ก็อาจต้องใช้ 221 ส ม ๓ 4< ง เส4 ม ๑ วิธีก่อม๊อบขับไล่ กรณ ส.ส. จงหวดหนงถูกมองวาอยูเบองหลงชมรมกานน เว ณ/ ม เ=: ผู้ใหญ่บ้านทําการเดินขบวนขับไล่ผู้ว่าราชการจังหวัด ก็คือตัวอย่างหนึ่ง ขบ ของความไม่ลงรอยกันอย่างหนักระหว่างนักการเมืองกับข้าราชการส่วน สฒ ฒ/ 7 ฒณ์ ร๒. เก เด จร ซ่ ภูมิภาค แต่ในทางกลับกัน นักการเมืองทีต้องการจะ “สร้างผลงาน” ก็๊ ม ญ = บ ฆ่ เว ฆม 4 ๑ป . ม2 มักต้องดึงข้าราชการที่ตนไว้วางใจและเชือมือให้มาทํางานในจังหวัดของ ม ' ฆ ๓ หบ ม ส= ม ฆ ๑ ตน เพื่อจะประสานงานและร่วมมือกันได้ดี หรือกรณีนักการเมืองวิงเต้น ฒฆ/ ฒณ์” ฒ” ง ฒณ์ ฒ/ ขอย้าย “เด็ก” ตัวเองข้ามจากจังหวัดอิน มาลงจังหวัดของตนเอง หรือ - ฆ 4 ๓% ส< บบ กรณีข้าราชการบางคนวิงมาหา ส.ส หรือรัฐมนตรีขอให้ย้ายตนเองลงมา ฒฆ/ ฒ/ ศม =เบ ฆ/ ง เร ฒฆ/ ง ม จังหวัดของ ส.ส หรือรัฐมนตรีผู้นัน โดยรับปากอย่างแข็งขันว่าถ้าได้มา ลงจริงจะทํางานสนอง “นโยบาย” ของรัฐมนตรีในจังหวัดของท่านอย่าง -- เตมท บย 2% จะเอางบและโครงการของการปกครองส่วนท้องถินมาได้ นัก ณ/ ฆ ป ๑ ง ' ส่ ฆข “ ” การเมืองต้องทําอะไร? อย่างไร? ก่อนอิน ต้องมีความสัมพันธ์ทีดิกับนั เฉย จ ปขบ ๕๑ 4 ง - ฆฯ ม การเมืองท้องถินทีอยู่ในอํานาจ หรือไม่ก็ต้องส่งคนของตนหรือสนับสนุน ฆ่ เน ม ๓ “ ะ4 ม 9ข ๆ่ ะ คนที่ตนไว้ใจได้ลงสมัครรับการเลือกตังทีระดับท้องถิน นอกจากนันอาจ ก ท «4@2 ฐ3ม ๐๑ ๆ). 45 หแฉนูแก๊ดแนา < ล่อ ม เว ๕ เอ ง = เอ ๒ ง ฒณ7 จะต้องช่วยองค์กรปกครองท้องถินวิงเต้นของบพิเศษต่าง ๆ ไปยังกรมการ - เร เ = “ ปกครองและบางกระทรวงทีเกียวข้อง เช่น กระทรวงวิทยาศาสตร์ และ สิงแวดล้อม แต่โดยทัวไปแล้วการปกครองส่วนท้องถินมีงบประมาณและ โครงการน้อย บรรตา ส.ส. อาศัยองค์กรปกครองท้องถินและนักการเมือง บ ๕๑ ๕ สี่ ซี บ 6 18 4 รัญู4) ท้องถินเป็นสื่อสัมพันธ์กับชาวบ้านและเป็นหัวคะแนนในการเลือกตังทัว [ ป " ไปมากกว่าอาศัยมันเป็นแหล่งงบประมาณและโครงการเพื่อการพัฒนา เย บ = 4 0! ย4 ง บ 4 บ จังหวัดและท้องถิน มีบ่อยครังทีการณ์กลับเป็นตรงข้าม คือ ส.ส. ต้องหา งบ และโครงการจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเสริมงานของส่วนท้องถิน ฯ4 ๕ เ ฆม บ ๑ 4 บ ๓ < เพื่อเป็นหนุนช่วยนักการเมืองท้องถินทีอยู่ใต้การอุปถัมภ์ของตน (2) นักการเมืองระดับชาติไม่เพียงคต้องเอาใจประชาชนในเขต ฆ เค ม จ ง จ7 ฆ เลือกตังของตน หากต้องเอาใจใส่และอุปถัมภ์คําชูบรรตาหัวคะแนนที่ สําคัญคือผู้ใหญ่บ้าน กํานัน และสมาชิกสภาจังหวัดซึ่งมีสายสัมพันธ์กับ ม เค ประชาชนและมีอิทธิพลต่อการเลือกตังในเขตชนบทอย่างสูง แต่บางครัง หัวคะแนนก็เป็น สมาชิกสภาเทศบาล แม้แต่เทศมนตรี นายกเทศมนตรี และประธานสภา อบจ. ก็อาจเป็นหัวคะแนนคนสําคัญของนักการเมือง ระดับชาติ 7 ม ' = 7 7 = 7 หัวคะแนนทีเป็นผู้ใหญ่บ้านและกํานันมักเป็นผู้นําพานักการ โฆ 7 ฆ งม/ เบ ขบ 19 ๑ ง ' เมืองระดับชาติเข้ามาในหมู่บ้าน มารู้จักผู้นําและประชาชนกลุ่มต่างๆใน หมู่บ้าน เป็นตัวกลางนําปัญหาข้อเสนอและความต้องการของชาวบ้านไป บูม ฯ « ซู ชะ = ฐ4 2 ๑= ๆ.ช.+ ม บ ให้นักการเมือง หรือเป็นผู้จัดกิจกรรมหรือเชอเชิญให้นักการเมืองเข้ามา ในหมู่บ้านร่วมกิจกรรมของหมู่บ้านมาใกล้ชิดชาวบ้าน ผู้ใหญ่บ้านและ ฆ ๓ ซี จ7 : รามสีวลี้. ๑ ะ กํานันยังเป็นผู้ชักนําหรือชีชวนให้ชาวบ้านประเมินผลงานของนักการเมือง ในการ “นําความเจริญ” มาสู่ท้องถินไปในรูปแบบวิธีการต่าง ๆ นานา และ 4 ย 4 ง เม ๑ ๓ 0. ซี ” ทีสําคัญทีสุดคือผู้ใหญ่บ้านและกํานันมักเป็นตัวดังดตัวตีในการรวบรวม “2 ฯ | 4 %/ หาเสียงและชีนําประชาชนในการลงคะแนนเสียง ซึ่งในบางแห่งทีชาวบ้าน ส4 ม ป๑ ฉั ๑ ะ ม เชือถือผู้นํามากการชีนํานันก็ได้ผลมาก 4 4“ , ๑ ฆ/” ฝุ เจ ๒ๆ 7 ในหลายพืนที่ผู้ใหญ่บ้านและกํานันไม่เพียงแต่ชนําหากยังเป็นผู้ 2 ว - เพๆ ง เว ม “« ป =ฆฆ่าเช/ รับมอบเงินจากผู้สมัครมาแจกจ่ายให้ชาวบ้านอิกด้วย กรณทหมูบานและ เว ๒ ณ อ บูู ง ต : เป ๑9 ., ตําบลมีความสัมพันธ์กับผู้สมัครมากกว่าหนึ่งคน ผู้ใหญ่บ้านและกํานันใน เษ ะ เฉ/ น%/ ๑ บ 4 / ม/ จ ฒ่| 1 หมูบานนนๆ งค้องทําหน้าที่มอบหมายให้ชาวบ้านรวมกันเป็นกลุ่ม ๆ เต๋ = 9” ม 3 1 มบ ม เฉ ร ม และจัดสรรให้กลุ่มนันกลุ่มนีลงคะแนนเสียงให้ผู้สมัครคนนันคนนี เพื่อ เง เฉ มง จ =ฆ . ให้ผู้สมัครทังหลายได้รับคะแนนเสียงพอเหมาะพอสมควรกับเงินทีแต่ละ เ๕9 เม ๑ คนให้กับคนในหมู่บ้านและดําบล ๒ | ๒ ๒ ส่วนหัวคะแนนทีเป็นสมาชิกสภา อบจ. สมาชิกสภาเทศบาล เทศมนตรีโดยเฉพาะของเทศบาลตําบลนัน สมาชิกสภา อบต. ฯลฯ มี ญฆฒ ง เศซี่ 4 ๑ ง ฯ เซ ษ อิทธิพลต่อชาวบ้านได้เพราะสามารถนําโครงการต่าง ๆ ทีชาวบ้านได้มาโดย 4 ลจ ะ 7 4 4 = ร รจัม ซ่ านราชการส่วนท้องถิน นอกจากนันนักการเมืองท้องถินเหล่านียังเป็น 2 สป« ๒ 4 เษห ๑ ๑ เ ณุ่ณ ทีรู้จักมักคุ้นกับผู้ใหญ่บ้าน กํานันและผู้มีซือเสียงอิทธิพลในชุมชนและ ๒ง ' ฆ | ม4“ 7 ซม ท้องถินต่างๆ ทังเป็นผู้ทีบุคคลประเภทหลังๆ นีต้องเกรงใจเพราะกุมงาน @ ๕2๐ = ว 2 4 กุมงบประมาณของราชการส่วนท้องถินทีสามารถส่งไปลงยังพินทีของคนได้ 4 " 0 0 สส อนึง ในระยะหลังๆ มานีนักการเมืองท้องถินจํานวนหนึ่งทีอยาก จั ,- ๑ูด 9 จ ขู่ ชาร .,. «/ จะทะยานขึ่นเวทีระดับชาติหรือบังเอิญต้องรับหน้าทีเป็นหัวคะแนนหลัก «๕ ฆ/ ฆจ 7 ฆ ฆ ซ่ จ ข โซ ของนกการเมองระดบชาต มักอาศัยการเป็นหัวหน้า ฝ่ายบริหารขององค์ กรท้องถิน เช่น นายก อบจ. หรือนายกเทศมนตรี เอาเกียรติภูมิ นย08อ890แแน้ดนา ” ศ ๒ 48 ะ. #๕< "ล : งู ทรัพยากรและกําลังคนขององค์การท้องถินไปรับใช้หรือช่วยเหลือในเรือง =ใให! ง บ 4 ง เ= ทีไม่อยู่ในขอบเขตและอํานาจหน้าทีขององค์กรปกครองท้องถินด้วย เช่น เจ = 7 «อ ฆใบ ฆ้ "” จ7 ช่วยวิงเต้นกับเจ้าหน้าทีตํารวจหรือเจ้าหน้าที่ป่าไม้เพื่อขอผ่อนโทษให้กับ ล " ' ประชาชนในเขตเทศบาลตําบลหรือเทศบาลเมืองของตนทีทําผิดกฎหมาย หรือเอารถบรรทุกนําของเทศบาลตําบลส่งนํากินนําใช้ไปบริการประชาชน ในเขตรอบๆ เทศบาล หหรือวิงเต้นขอให้กรมทางหลวงตัดถนนหรือขยาย ล่ค ล ถนนทีวิงผ่านเทศบาลและเทศบาลตําบล เป็นต้น กรณี “กํานันเป๊าะ” นายกเทศมนตรีเทศบาลตําบลแสนสุขจังหวัด เจ7 แง ฆ ๑ ฆ/ ฝุ๋ เง ชลบุรีเป็นตัวอย่างที่ดี กํานันเป๊าะไม่ได้ทํางานในฐานะนายกเทศมนตรี ง ะ ๓ คุบ ย« 7 ฆ บ ฆ ฒ/ เท่านั้น หากยังใช้ทรัพยากรส่วนตัวหรือบารมีเส้นสายทางการเมืองอุปถัมภ์ ๕ คําจุนชาวบ้าน ตลอดจนคึงโครงการและงบประมาณจากราชการส่วนกลาง เซิม. ร "| ฆา 7 ๑ 1 มาลงยังพันทีเทศบาลแสนสุขและบริเวณใกล้เคียง ดังคํากล่าวของเขา : 4 ศซ 9/. น7 ' ฯ 7 "| เว ..-เรืองฐานการเงินสําคัญ เราต้องไปหาหน่วยงานทีมันเกียวข้อง จ ฆ ว - ๒ง ' อย่างกรมทางฯ นีเราขอเขามาไม่พอ เราก็วิงไปขอ ททท. อีก เขา ก 1จเพื่อ (19) มเงนสนบสนุนการทองเทยว สรุปว่านักการเมืองท้องถินเป็นหัวคะแนนของนักการเมืองระดับชาติ ะ 4 : เพราะกุมหัวใจชาวบ้านได้โดยตรงส่วนหนึ่ง และมีบารมีเหนือผู้ใหญ่บ้าน 7 ๑ .9, 4 จ ๒ อ ฆ ๒ จ บ 4 กับกํานันซึ่งเป็นหัวคะแนนชันพินฐานในการเลือกตังทัวไปได้ อีกส่วนหนึง นักการเมืองระดับชาติเอาใจหัวคะแนนอย่างไร หาหัวคะแนนใหม่ๆ ณุ 7 โซ ฆ 7 ส ฒฆ์7 "ง อย่างไร รักษาและเสริมสร้างความผูกพันภักคีทีบรรดาหัวคะแนนมีต่อตน บ = 3 4 ป !เ ให้เพิมพูนขึนเรือย ๆ ได้อย่างไร แน่นอน การจ่ายเงินให้ในช่วงการเลือกตังเป็นสิงสําคัญและ ๑ ซี ฐ ซ่ ย «7 4 ง ง ! ๕ เร จําเป็นในหลายๆ พื้นทีแต่ปัจจุบันนีพบว่าการทุ่มจ่ายเงินให้หัวคะแนน ' ๓ง ง “ ณททุ!) ส ง+/ ส= ง ๓ อย่างเดียวในช่วงรณรงค์หาเสียงก็ไม่เพียงพอเสียแล้ว เพราะมีคนแข่งกัน ง เด จ่ายมากมาย ยิงกว่านัน ผู้นําและประชาชนกลุ่มต่างๆในหมู่บ้านตําบลก็ ณั2 ง ๒ท 1เ1 สศฆ ณ์ ว 3 ๑ เซ/ ๑ 7 จ เร ใช่ว่าจะยอมปฏิบัติตามคําชีนําของผู้ใหญ่บ้านและกํานันโดยไม่ดูว่าผู้สมัคร 6๕๑2 , ขยสภั 4ท7 = ส«4 ' คนใดลงมาคลุกคลีใกล้ชิดและ “นําความเจริญ” มาให้พืนทีได้จริงหรือไม่ ๓ง เพ เห 3 ๕ ร แมฒ7 ซ 1 สฆ4 1 การเลือกตังทัวไปขณะนีเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าคนดีที่จน ๆ แทบจะไม่มีโอกาส บ ซีทู1 ,. » ซี 4 ชนะ แต่ในทางตรงข้ามคนรวยทีไม่มี “ผลงาน” ก็แทบจะไม่มีโอกาสชนะ ๒ «/ ว เม เง % 7 ๒ / <= ๑ - เหมือนกัน เมือเป็นเช่นนี นักการเมืองระดับชาติจํานวนมาก จึงอาศัย การดึงโครงการและงบประมาณต่างๆ จากราชการส่วนภูมิภาคและส่วนกลาง ๒ ๕ 4 0 4 4 ๑9 ร ! ฯ.. 9ร มาลงยังพื้นทีฐานเสียงของตน ทังนีเพื่อให้ประชาชนเห็นว่าตนมี “ผลงาน เฆ่ «7 ฆ ! ม ง 7 น/ ๓๑ «จ/ 7 ง เ 4 แต่ทีสําคัญยิงไปกว่านันคือยังหาทางให้บริษัทรับเหมาก่อสร้าง ของบรรตาหัวคะแนนในระดับต่าง ๆ ของตนได้รับโครงการก่อสร้างสาธารณูป ” ณฆ ' ฆ7 โภคและโครงสร้างพืนฐานทางเศรษฐกิจดต่างๆ นับเป็นการใช้โครงการและ ฆ - 7 ฆ/ เว4 ฯ ๑ฆ 4 งบประมาณของราชการเพื่อยืดโยงและผูกพันหัวคะแนนเอาไว้ ซึงวิธีนี ได้ผลมากกว่าการจ่ายเงินให้หัวคะแนนโดยตรงอย่างเดียวในช่วงหาเสียง แด่ ฒ ๓ 7 27 ๑ เร 9» ศิ แ อ # ห ทังยังทําให้ชาวบ้านเห็นว่ามี “ผลงาน และวิธีการเช่นนี่นักการเมืองไม่ 7 ง ฆฆ ๒ จข้ว ๑ว : "2 ต้องจ่ายเงินเอง มิหน้าซํา นักการเมืองจํานวนหนึ่งยังจัดตังบริษัทรับเหมา งเว ป 4 ฆ « บ « -= , สส4 ขบ , ก่อสร้างหรือบริษัทขายสินค้าหรือบริการต่างๆ ทีเกียวข้องกับโครงการต่างๆ ฆ งั 4 น/ จ , 4น . # 9 «/ ซี “ ของรัฐบาลขีนมาเองแล้วใช้บริษัทเหล่านีไปรับงานจากรัฐ นับเป็นการเบียด บังแบ่งปันผลประโยชน์จากงบประมาณของรัฐร่วมกับเหล่าหัวคะแนนทัง ว ะ:ฉแนกิด ค ๒ง 49 ไห ณ หงด๑ดนนกอนแแก แม ๐๑ หลายอย่างเป็นลําเป็นสัน จ ไง 4 เ2 3 = ง+ พึงสังเกตว่า การทึงบประมาณโครงสร้างพินฐานเศรษฐกิจต่างๆ ซ ะ ฯๆ่๓ ๒ ฯ ม กลายเป็นสินนําใจทิยืดโยงนักการเมืองกับหัวคะแนนและประชาชน และ «7 7 ล เสข่ ผันให้เป็นทรัพย์สินในการรณรงค์ทางการเมืองนันมิได้มีอยู่ทีเมืองไทย ง ะ ง 4 เร ร๕ ๒ % ฆ= เวล ฆ7 = 4 6 เด เท่านัน แต่เมือเร็ว ๆ นีก็เกิดขีนในเกาหลีและได้หวัน และยิงในญีปุ่นด้วย แล้วเรืองทีนักการเมืองใช้เงินได้โต๊ะจากการให้ประมูลโครงการรัฐมาหล่อสิน « 9» , « - ง ร? ซี ร กลไก” หรือ “เครื่องจักร” หาเสียง กลายเป็นเป้าหมายหนึงทีขบวนการ ศัณ 4จง เว เง ปฏิรูปการเมืองญีปุ่นมุ่งจะทําลายให้ได้ ๆ ๊ (3) ข้าราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเกรงใจและเกรงกลัว 2 ม 9 =- ม จะรัติ จ7 ๑. ๆ«๓ จ 7 นักการเมืองระดับชาติ การเลือกตังทัวไปทําให้นักการเมืองต้องเอาใจ เว4 ฆ* 7 ณ/ 6เซ่ ๑ ม/ และสนใจชาวบ้าน ชุมชน และหัวคะแนน แต่ในทางกลับกันก็ทําให้ บ " ม จฆ้ | ๓ ฯ 4 ข้าราชการส่วนกลางและภูมิภาคต้องขึนต่อนักการเมืองซึ่งมาจากการ ๒ ะ 7 อู ซ์| เว < จ ! ๒๒1 เลือกตังของประชาชน นักการเมืองบางคนอาจเป็นรัฐมนตรีว่าการหรือ «7 เซ ซี 7 ฯฆ 6 | ง | %/ ๕ ๊ ฯฆ บ ฯ ซี รัฐมนตรีช่วยว่าการซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของอธิบดีกรมต่างๆ ซึงเป็นผู้ ณ) 7 7 ม/ ซั จ ศ= ๒ บังคับบัญชาของข้าราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทัวประเทศอิกทีหนึ่ง การเป็นรัฐมนตรีทําให้นักการเมืองสามารถคุมหน่วยงานราชการซึงเป็น ม ง จ รจ 1 ๒ ม/ เว เจ้าของโครงการและงบประมาณต่างๆ ซึงมีผลต่อความเจริญก้าวหน้า ม/ ง เซ «ส 4 ะ ของท้องถินและความอยู่ดีกินดีของประชาชนในเขตเลือกตังของตนโดย แ เ๓ ฒฆ7 ฆ 4 7 ๒ «7 4 ๕ ตรง เช่น เป็นนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีร่วมคณะกัน หรือเป็น 4 ม/ ! 7 โ๒ ง ' 6 @ 7 «7 อ เลขานุการหรือผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี สิงเหล่านีล้วนทําให้รัฐมนตรี 4 ศศ ฆ่ 9/ เล หรืออธิบดีเจ้าของงบประมาณและโครงการ ต้องยอมเอางบประมาณและ เร๋ 4 ง่ ฆ ๒- ' เค ม โครงการนันๆ ไปลงพีนที่ของนักการเมืองเหล่านันด้วย ๓ 4 «๑ ส ฯ3 ย เทย เ6 ว 4 เซ ๕ ยังมีนักการเมืองบางคนซึ่งแม้จะไม่ได้อยู่ในคณะรัฐมนตรี แต่ก็เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในซีกฝ่ายรัฐบาล แม้แต่นักการเมืองในฝ่ายค้าน เองบางคนก็มีอิทธิพลมากพอควร เพราะเป็นประธานคณะกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎร หรือเป็นกรรมาธิการพิจารณางบประมาณ เป็นต้น [จ ๕ ร ซ์| = ย เว กระทังบางคนก็อาศัยเพียงการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาช้านาน ' ฆ « ฒฆ7 “ม 7 ม ฒ/ ฆ่ «ส เว เคยอยู่หลายพรรค รู้ กนักการเมืองระดับผู้ใหญ่ในคณะรัฐมนตรีหรือทํา ๑ 7 ฒฆ7 ศู ฆ ฒฆ/ เว: เอ บุญทําคุณกับนักการเมืองด้วยกันมาก ทําให้ได้งบประมาณและโครงการ : ฐร 4 จากกรมต่างๆ ไปลงพืนทีมากมาย ง เะร ฆ/ เซี่ ง ๑ ฆม ฒ/ 4 = ซ/ อย่างไรก็ตาม ต้องยําว่าอิทธิพลทีนักการเมืองมีต่อกรมและข้า จั ฒ ซ์| ฆ้ ๑ 7 ม ง . ฆ ราชการในเวลานี ยังเป็นเรืองของการกําหนดกดดันหรือชีนําทางทิศทาง ๒- 4 %/ ' ฒ ภณ๑ ฆ้ ฒฆ7 ๒ หรือเนื้อหานโยบายน้อย ต่างกับอิทธิพลที่นักการเมืองในระบอบประชา "จ ฆสม ม 4 6! ม ฆ้ ธิปไตยทีพัฒนาแล้วมีต่อระบบราชการของเขา ในประเทศไทยพลังที กําหนดกดดันนโยบายของราชการก็คือ วงการธุรกิจ สื่อมวลชน - แวดวง วิชาการ องค์กรระหว่างประเทศ และปัจจัยเศรษฐกิจการเมืองระดับโลก 4๕4 ฒ/ ๕น ซ์| ๑ ฒ/ ๒ ะ «4 ๑ ๑ หรือระดับภูมิภาค เป็นอาทิ ส่วนพรรคและนักการเมืองนันมีส่วนริเริม จ ง4ง. ฆมม ม ฯ เฟ๑ ๓ หรือชี่นํานโยบายให้กับราชการน้อยมาก พรรคการเมืองของไทยไม่มีกําลัง จ 4 ฒฆ/ ฒฆ/ เเ4 เม คนและหน่วยงานที่จะผลักดันนโยบายของพรรคให้กลายเป็นนโยบาย ของกระทรวงทบวงกรมต่างๆ อย่างจริงจัง ตรงกันข้ามพรรคส่วนใหญ่ ปล่อยให้สมาชิกของตนในฐานะรัฐมนตรีกําหนดนโยบายเอาเอง แต่ รัฐมนตรีจํานวนมากขาดความรู้ความเข้าใจและวิสัยทัศน์เชิงนโยบาย ทัง 7 4 7. น เภ เจ 7 ง 7 ญฒ7 ผลัดเปลี่ยนกันมาบริหารในช่วงเวลาสันๆ ยังไม่ทันจะซึมซับปัญหาและ ๆ 4 ๕ ย ๕ บ บพ6 กลั่นกรองประสบการณ์ออกมาเป็นความสร้างสรรค์ทางนโยบาย ทังยังไม่ +@ แฉแนแกด ร ” ! ๕ 51 หยะฉนูแนม้@แนา เม ๒ง เณ = ง % ฆ 1ใ%7 ง มีเวลาที่จะทุ่มเทให้กับการคิดค้นและวางนโยบายใหม่ ๆ ม 4 ' ม - ม = ็“““ ผู้เขียนพบว่า รัฐมนตรีทีมาจากเขตเลือกตังต่างจังหวัดใช้เวลา 4 ไน ห ' ในหนึ่งอาทิตย์ไปกับการเยียมเยียนและแก้ปัญหาให้ราษฎรในพืนทีไม่ 7 1 ๓ง / ฆ / ง %7 น้อยกว่าสองถึงสามวัน อีกสองวันหมดไปกับการประชุมสภาผู้แทน เว =@ ราษฎรประชุมกรรมาธิการ และประชุมพรรค อีกหนึ่งวันหมดไปกับการ 7 ฯ ปลง เง ประชุมคณะรัฐมนตรี ตกลงเหลือเวลาทีครุ่นคิดสร้างสรรค์นโยบายแค่ ๑- - โจ = ซี ฯ ม จังม ' อาทิตย์ละหนึ่งวัน มิหน้าซําหนึ่งวันนียังต้องไปงานสังคมและร่วมใน ๒ ๒ - - " - 6 4 พิธีกรรมหรือพิธีการต่างๆ อีกด้วย ๑า9 ม ปซ่ ง ม 43 4 ความจํากัดทางความรับรู้ก็ดี ความจํากัดทางด้านเวลาก็ดี เมือ .# ฆ 1 3 /”. ผนวกเข้ากับความตค้องการที่จะหาเสียงอย่างง่ายๆ กับราษฎรและความ ม " -ฆ ซ่ ง 4 ” ' - ง ฆ ต้องการที่จะหาเงินทองเพื่อตัวเองหรือเพื่อเครือข่ายสายพันธ์หัวคะแนน -- 9 4 4 4 - จว ของคนก็ดี ทําให้นัการเมืองเลือกทีจะแทรกแซงหรือกดดันระบบราชการ ง ะ. ลั4 เฉพาะเรืองจะให้ไครได้รับเหมาหรือประมูลงาน จะให้ไครในพืนทีไหนได้ ประโยชน์จากโครงการและงบประมาณของรัฐบ้าง และมากน้อยแตกต่าง 7 ฟุ 4 --ฑ่ | 1 กันอย่างไร ส่วนการวางนโยบายหรือเปลี่ยนปรับนโยบายทีเป็นแก่นสาร ะ 7 ' ๑7 7 จ | ๑ นันกลับปล่อยให้ข้าราชการกับพลังหรือปัจจัยอิน ๆ เป็นผู้กระทํา การเลือกตังไม่เพียงแต่ทําให้กรมและข้าราชการอยู่ใต้อิทธิพลและ การกดดันของนักการเมืองเท่านันแต่ยังทําให้สถานภาพของหัวคะแนน ม 7 -ฆ "ร ง จ เมื่อเปรียบเทียบกับข้าราชการส่วนภูมิภาคแล้วสูงขึนกว่าเดิมมาก ผู้ใหญ่ ฆ์7 =: ณ์ 7 ฆ 7 ๑ บ้านและกํานันซึ่งตามกฎหมายเป็นเพียงผู้ได้บังคับบัญชาของปลัดอําเภอ . ฒ 7 ญ/ เจง 7 ล/ ฆ/ งก | 4 ฒ่ นายอําเภอ ปลัดจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัด บัดนีได้อาศัยการเป็น , 4 ม ม =-ขย 4 = ๑. ๑ูม9 = หวคะแนนซงนกการเมองระดบชาตคองพงพง ทําให้ข้าราชการส่วนภูมิ 7 1 ร ณฆ ธ์ 4 ๓ ! สซ | ร 1 9/ ภาคเหล่านีต้องฟังความคิดเห็นหรือมีท่าทีปรึกษาหารือผู้ใหญ่บ้านและ ๑ 9 จ นุ ส« ! เด เศว เมิ/ ฯ ค กํานันมากขึน ไม่อาจถือว่าผู้ใหญ่บ้านและกํานันเป็นลูกน้องทิรอรับคําสัง ม «7 เล ฆ 1 1! ไง จ จ ๑ ณ7 อย่าง “เชืองๆ” อย่างแต่ก่อนได้ต่อไป ยิงผู้ใหญ่บ้านและกํานันทีเป็นหัว น = คง ม คะแนนใหญ่และมีสถานะทางเศรษฐกิจสูงรวมถึงพวกทีเป็นผู้รับเหมา ขบ ฆ/ ๑ ๑ ณ๑ ฯ ' ซี บ ! 3 ะ ' อทธพลทกลาวมาขางคน ปรากฏว่าบ่อยครังปลัดอําเภอและนายอําเภอไม่ ม เง ใ ฆ «๓ ฆ คก ม ส ฒ เข สามารถสังการบังคับบัญชาพวกนีได้ มิพกต้องพูดถึงผู้ใหญ่บ้านและ ขบ ๑ อณ/ ฯ4 . 4 4 ง« 1 ๑ ม ง ฆ/ 7 กํานันทีนําประชาชนประท้วงหรือขับไล่นายอําเภอและผู้ว่าราชการจังหวัด 7 บณญู «% 1 ฒฆู 4 % ๑ , เม ได้เป็นเนื่องนิจ ย่อมเป็นทีเกรงของปลัดอําเภอทีกํากับดูแลหมู่บ้านและ ตําบลนันๆ อย่างแน่นอน ง ซ๊ป « ฆ่ 4 บุ ง ส4 4 ไม่นานมานีผู้เขียนมีโอกาสไปเยียมตําบลแห่งหนึงทีมีโรงงาน 7 «47 ๑ - ม ฆ เข ๑ / 4 อุตสาหกรรมและบ้านจัดสรรจํานวนหนึ่งได้พบกับผู้ใหญ่บ้านและกํานันที ล จเณ เจิ๊โคลั7 716 «จลีกลิจค์3 เดินทางมาประชุมกันด้วยรถ “ปิกอัพ” แต่ละคนพกพา “แพ็กลิงค์” และ ๕ 0 ฯ= ๕ . คบมม่ ฆ่ ม ๐ง = โทรศัพท์มือถือ ภาพทีเห็นทําให้ตินตาตินใจและชวนให้กระหวัดคิดถึง ฆ/ ๑ ส4ม ฆ ๑ รวั ฒฆ 4 %/ ภาพของปลัดอําเภอทีรับผิดชอบตําบลนีซึ่งบังเอิญได้พบก่อนจะมาพบผู้ ง เด ใหญ่บ้านและกํานันยุค “ไฮเทค” สักสองสามชัวโมง ปลัดอําเภอผู้นันมี ฆ ๕ ฆ ศ | เ ฆ สี่ รถจักรยานยนต์โทรมค้นหนึ่งเป็นพาหนะแล้วพกพาวิทยุสือสารเชยๆ ง 6 4 ฯง ร9 ฆ เว -: ม ประเภทที่ต้องคอยพูคว่า “ทราบแล้วเปลี่ยน” ของราชการติดตัวหนึ่งเครอง ศิ ง ๑ ฑ์ | ศั สถานภาพทางเศรษฐกิจของผู้ใหญ่บ้านและกํานันได้เปลี่ยนไปจากเดิมมาก ฆ ฆ เกียรติภูมิของพวกเขาเทียบกับปลัดอําเกอและนายอําเภอช่างแตกต่างกับ ยบ สมัยก่อนอย่างมาก ในหนังสือบันทึกความทรงจําของคุณจํานง เทพหัสดิน จ เว ม ง ะ ร ' เล่าไว้ว่าเมื่อสี่สิบหท้าปีก่อนนั้นมี “ห้องตรา” ของมหาดไทยให้นายอําเภอ ฉ/ ๑ บู ' ๑ |/ ขย(2( และปลัดอําเภอทกคนยืดถือว่าห้ามใช้ผั้ใหญ่บ้านหรือกํานันจงม้าให้'““” จ ข ขช +<2 4 ซม๒ =๐ = 53 ล6”แง 23๐ 54 เข "ๆ ะ ะ24 4 บ/ สถานภาพของผู้ใหญ่บ้านและกํานันในครังกระนันเมือเทียบกับข้าราชการ 9 ย =ูป บ ปบ เอ คงตําต้อยน้อยหน้ามากถึงกับต้องออกข้อห้ามเช่นนัน 7 ง 7 = เง โฆ” 9 ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการส่วนภูมิภาคกับนักการเมืองท้อง จส .!รฐ . บ 4 ๑ ๑ ถินก็เปลี่ยนแปรไปเช่นกัน ตามกฎหมายแล้วองค์การบริหารส่วนตําบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด และเทศบาลล้วนต้องอยู่ใต้การควบคุมกํากับ ๑ ไง 7 7 ซั ฒ7 ร ดูแลของนายอําเภอและผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ปัจจุบันนีข้าราชการสาย ปกครองต้องให้เกี่ยรติและหารือกับนักการเมืองท้องถินมากขึ้น เพราะอีก . ฆ 9/ ฆ บ 9 «7 ๕<« ๓2 9 , ม ด้านหนึ่งของนักการเมืองท้องถินก็คือการเป็นหัวคะแนนของนักการเมือง ฆณุ ู ง 4 ฆ 4 ส4 ซุู่บ 1 ม ซึงควบคุมกรมหรือมีอิทธิพลต่อกรมซึงเป็นต้นสังกัดของข้าราชการส่วน ง ฆ - ง ข่ 4 4 « - ง ม ปบยง ภูมิภาคเหล่านีอีกทีหนึ่ง ยิงเทศบาลเมืองหรือเทศบาลนครด้วยแล้ว ผู้ว่า ราชการจังหวัดแทบไม่อยากไปยุ่งด้วยมากนัก อาจกล่าวได้ว่าประชาธิปไตย ง ะ จ7 ฆู ม 7 งท่/ ๑ “. ๑ ฆ 1 และการเลือกตังระดับชาติแม้จะยังไม่ได้นํามาซี่งการกระจายอํานาจให้แก่ 4 <= ขบ 4< เฉห ย. ๑ ไล 2 ช= การปกครองท้องถิน แต่ก็ได้ทําให้ประชาชนและคนที่ใกล้ชิดหรือยืตกุม จั เก จ . ส4 ม 4 บ |! ๆ=่ ประชาชนได้มีอํานาจขีนมา อํานาจทางการเมืองได้เคลือนลงข้างล่างยิงขึน แต่ยังลงไปไม่ถึงประชาชนส่วนใหญ่จริง ๆ ม % ๓4 "ร «7 แม้ประชาชนจะได้รับการพะเน้าพะนอเอาใจมากขีนจากนักการ “ ง๑ “ 4ม่ 4จ ม ๕ = เมือง แต่อํานาจการเมืองที่เคลือนย้ายจากศูนย์เดิมในระยะเวลาสอง =เ ร% ฆ ๑ ฆ 4ม ทศวรรษที่ผ่านมานี เริมจากการเคลื่อนออกจากอํามาตยาธิปไตยไปที่นัก ง "ง ม ม "1 ธุรกิจและคนชันกลางในกรุงเทพฯ จากนนลงมาทนกธรกจ - การเมือง จ 4 นักธุรกิจทัวไป คนชันกลางในเขตเมืองของต่างจังหวัด พรอมๆ กบท ฆ , ม 4 “« 4่ ฯ4 4 เคลอนมาทนกการเมองเขตกงเมองกงชนบท เคลอนทมาทเขตชนบท ง ง ไล *” ฆ เจ แต่ลงมาล่างที่สุด ก็ได้แค่มาหยุตอยู่ทีบรรดาหัวคะแนนในชนบททังหลาย ฯ ม เว ฆ/ ง ๑ ' รัง 7 1 ส %7 คือ ผู้ใหญ่บ้าน กํานันผู้ใหญ่บ้านตําบล คนเหล่านีคือคนในระดับล่างทีได้ อ «4 ๑ ' ร ' ฆ/ ประโยชน์และมีอํานาจต่อรองมากขีนอย่างชัดเจน 0 ง ฆ/ ก / เพ ม «4 ฒ/ ๕” (4) เช่นเดียวกับที่ข้าราชการและนักการเมืองต้องมีความสัมพันธ์ ๑ง เ [ ' 4 7 «7 เง : ฆ7 แบบสองทางคือต่างฝ่ายต่างอาศัยซึงกันและกัน ผู้ใหญ่บ้านกํานัน และ «/ ” ฆม ๑ สม 4 = ๓ ม ๑/ =๑ม 8 จ/ นักการเมืองท้องถิน เองก็ต้องพึงพิงนักการเมืองระดับชาติด้วย มิใช่นัก ม ” ฆา ฆ 14เปบ เล «7 ส ม = ๕ การเมืองระตับชาติฝ่ายเดียวทีต้องการผู้นําและนักการเมืองท้องถินเป็น หัวคะแนน ประการแรก การสนิทสนมใกล้ชิดกับนักการเมืองระดับชาติ ๑ ฆบบ เจ ม «= ณฆ ร% 7 "| จ ทําให้ข้าราชการทั้งหลายเกรงใจและให้เกียรติพวกเขามากขึีนตังทิึกล่าว 2 ' | ส 3 = ๑ มาในเบืองต้น ประการต่อมา การทีพวกเขามีสถานะสูงขึน มีอํานาจ ๒ "ร่ ฆ ๆ เล บารมีสูงขีน และมีช่องทางหาประโยชน์จากโครงการและงบประมาณของ 7 เว "ร / | ฆ้ 7 ร ' ฆ” ๓. รัฐได้มากขึน อันเป็นผลจากการเชือมโยงกันมากขึนระหว่างนักการเมือง สฆฒ / ๒ เล ล ๑ โด๓ โซ๓ ง ร ๑ เง 4 ระดับชาติกับผู้มีอํานาจและอิทธิพลในท้องถินมากขึ้น ทําให้ตําแหน่งผู้ ข ๑ ฆ/7 ณฆ : " ด “ ใหญ่บ้าน กํานัน และนักการเมืองท้องถิน เป็นทีต้องการและแสวงหากัน 7 ฯ= ง อ ” ' ะ1 ป อ มากยิงขึ้น การแข่งขันกันในการเลือกตังทีระดับหมู่บ้าน ตําบลตลอดถึง องค์การบริหารส่วนตําบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด สุขาภิบาล และ ๒๓ง ฆ ปบ "ร โฆ %/ ! ฒ- ฆ/ «7 เทศบาล ทวีความเข้มข้นขีนมีการใช้จ่ายเงินทองกันมากมายมหาศาล ดัง "| ก ฆฑ 1 ” เม ๕ ม บา ฆ ๓ เป็นทีทราบกันดีว่าแม้แด่การเลือกผู้ใหญ่บ้านก็อาจต้องใช้จ่ายเงินกัน “| ฆ « เค จ/ ะ 7 เหยียบล้านบาท ส่วนการเลือกตังระดับเทศบาลนันแม้แต่ในเขตเทศบาล น ๒ ซ่ บ เวล ฆ์ ๑@ «๕4 เมืองขนาดกลางๆ ในภาคเหนือตอนบนก็อาจต้องใช้เงินทองกันถึงทีมละ มฆม 4 ม เกือบยีสิบถ้านบาท ร เว - ร งั( %/ ฉ/ =- 4 = เวลานีในบางแห่ง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้นักการเมืองท้องถิน พยายามดํารงอยู่อย่างเป็นอิสระจากนักการเมืองระดับชาติ แต่ในอีกหลายๆ 4 462.> ซ3 =๐ 2 55 ฯ จ ซี4 เละ ส4 ขุ 3 ูรว่ย แห่งซึ่งนับวันจะมีมากขีนกลายเป็นว่าบรรดานักการเมืองท้องถินทีต้อง ส 7 1 เดม”, ง ฆ่ เง ฒ ๑ เผชิญกับการแข่งขันกันสร้างผลงานทีเข้มข้นและการทุ่มเงินทองจํานวน มหาศาลเข้าโรมรันกันอย่างไม่ลืมหูลืมตา จึงล้วนไม่สามารถยืนอยู่อย่าง เพ . 3/ ๑๐ ง ม เง ณุ ชุ เป็นอิสระ บนลําแข้งลําขาตอนเองต่อไปแล้ว หากแต่ต้องเอนหลังพักพิง นักการเมืองระดับชาติ ขอความสนับสนุนจากบุคคลเหล่านี้ในรูปของงบ - ฆ ! ประมาณและโครงการจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อว่าผลงานของ 1 ๑.จ้ ง - 0 4 ุป ๑= ป ตนจะดูโดดเด่นยิงขึน ส่วนในอีกทางหนึงเล่า นักการเมืองท้องถินต้องขอ ความสนับสนุนเป็นตัวเงินจากนักการเมืองระดับชาติ (สมาชิกสภาผู้แทน ส 4 ๑ นื๑ ราษฎร หรือผู้ที่เตรียมแข่งขันเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร) เพื่อนําไปใช้ ! “ จ่ายในการหาเสียงเลือกตังโดยตรง ะ 2 : ะ 4 4 ในการเลือกตังสมาชิกสภาเทศบาลเมืองลําปางในครั้งหนึ่งเมือไม่ 3 ม : จ 4 «4 ย ส« ฒ ป๓ นานมานี ผู้เขียนทราบมาว่าทีมทีชนะการเลือกตังเกือบจะยกทีมนัน ”: -ฆ ค « บ 4 4 4 - สามารถพึงตนเองทางการเงินในการรณรงค์เลือกตังเพียงกึงหนึ่ง ส่วนอิก -: - บ” ฆ7 ฆ โญ. ฒ/ | - กึ่งหนึ่งต้องอาศัยการสนับสนุนของนักการเมืองระดับชาติในสภาพทีการ . ฆ ' ฯง 8 หาเสียง ต้องใช้เงินมหาศาล และก็ไม่มีธรรมเนียมทีปัจเจกชน กลุ่ม สมาคม หรือแม้แต่นายทุนนักธุรกิจในต่างจังหวัดจะสนับสนุนพรรคการ ฆ* 2 เมืองในการเลือกตังท้องถินอย่างเปิดเผยและแพร่หลาย ทําให้ผู้นําชาว %/ 7 ๒- / ง ๑ "ร ฆ่ เ « ฆ่ บ้านและนักการเมืองท้องถินจํานวนมากขีนเรือยๆ ไม่มีทางเลือกอินใด 1จ, - ฯ4 - นอกจากเข้าไปเป็นหัวคะแนน เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบทีเกิดจาก ฑ์ %/ 4 : เว การประสานสอดรับกันฆกงการเมืองการปกครองสามระดับซึงจะกล่าวถึง ต่อไป ม๋ " บทท 5 สง ย ย 2 ฆ 2 เครือข่ายฝึกฝ่ายระดับจังหวัด 7 ฯ ง 7 ซ่ ง แซ กจะเข้าใจกันว่าการเมืองไทยเป็นเรืองของบรรดานักการเมืองทีแข่งขัน เจรเล ส ะ. ะ หรือแย่งกันซ้อเสียงจากประชาชนเพือเข้าไปเป็นรัฐมนตรี และหลังจาก เซ ฆ/ ฆ ป ๕ ง ขบ ล เป็นรัฐมนตรีแล้วก็จะถอนทุนคืนด้วยการหาผลประโยชน์จากโครงการ 7 ข ณ์ ม่ ขบ/ ณฆ เฮซี เกซี และงบประมาณของรัฐ ด้วยวิธีการทีถูกกฎหมายบ้าง ผิดกฎหมายบ้าง ผู้ = เส 4 บุบ บ บ ๕ ซื เขียนไม่มีอะไรทีจะแย้งข้อสังเกตข้างค้นนี นอกจากจะบอกว่ามันเป็น ๑2 ส 4 เว ศศ ส ความจริงเพียงครึงเดียว ผู้เขียนพยายามชีตั้งแต่ต้นแล้วว่าการเมืองไทย | ง ฆ/ ๓ง เว เป็นเรืองอันเกิดจากปัญหาและความต้องการของประชาชนและชุมชน ลอเต่าร๓มี่ ! : ท้องถินต่าง ๆ ที่อาศัยการลงคะแนนเสียงเป็นกลุ่มก้อนไปต่อรองหรือกด ดันให้นักการเมืองดึงเอาโครงการและงบประมาณจากราชการส่วนภูมิภาค ๑ บม= 4รจับป ,! เว. บ และส่วนกลางมาสู่ภูมิลําเนา ผู้เขียนชด้วยว่าการใช้อํานาจหน้าทีตลอดจน 4 โฒ- ๒ ฆ ง ณ์ =จ เส้นสายและบารมทางการเมองเพอ แย่งกันดึงเอางบประมาณและโครงการ ฉนแน1! 8อ816แน1 ของรัฐไปลงพื้นที่เลือกตั้งนั้นเป็นเพียงปรากฏการณ์หรืออาการแสดงออก ของโรค “รวมศูนย์” หรือ “เบี่ยงเบน” ไปจากตัวแบบประชาธิปไตย กี จริงสิ่งเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนของปัญหาจริง อิ่งกว่านั้นคือการปราศจาก การปฏิรูปให้การปกครองท้องถิ่นมีอํานาจหน้าที่และอิสระมากยิ่งขึ้น ในลําดับต่อไปผู้เขียนใคร่จะเสนอให้ประจักษ์ชัดอีกประเด็นหนึ่ง 7/ ร ร ๑ 4 4 ซึ่งขัดกับความเห็นของคนจํานวนหนึ่งที่เฝ้ามองการเมืองไทยตลอดมา ร ง ๓ ๊ฯ- ๕ ๒ - มบู 9 « 4 คอ เขียนเห็นว่าองค์กรการเมืองทีเชือมโยงมวลชนเข้ากับนักการเมือง ๐2๐ ม ' 2๑ 5 จ 4 ง อย่างถาวรกําลังทวีความสําคัญขึ่น การเมืองไทยหาได้เป็นเรืองการต่อสู้ เ ม” จ7 ฆ์7 เ ฆ่า เค เว แข่งขันกันของนักการเมืองเป็นราย ๆ โดยไม่มืองค์กรทีว่านันไม่ใช่พรรค 4 " ร จ 4 การเมืองและกลุ่มผลทีเห็นทุกวันนี หากเป็นองค์กรทีทําหน้าที่ที่พรรค การเมืองทุกวันนี้ไม่ทํากัน คือยืดโยงชาวบ้านผู้ลงคะแนนเสียงโดยเฉพาะ ชาวชนบท และกลุ่มผู้สนับสนุนการเมืองอย่างเอาการเอางาน(หัวคะแนน) %/ «๓ ฒณ์ อ/ โจ๒ เว เจว ' ฆ้ %/ เข้ากับตัวนักการเมืองเองอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่องยาวนาน และสะท้อน ง บ 4 ม 4ส41 ๓ม บ | 4 , ส4 4 = ปัญหากับความต้องการทีชาวบ้านมีต่อรัฐด้วย กล่าวอีกแง่หนึ่งคือขณะที 0 4 4 0 คนจํานวนหนึ่งยังมองการเมืองไทยเป็นเรืองของการต่อสู่ทํากันกันอย่าง ' ' “0ฝ0 ไม่มีการจัดตังถาวร หากจะมีก็เพียงการจัตตังเพื่อซื้อเสียงจากชาวบ้านใน เว เจ เง เจร ฒ/7 [ ว่ 7 จ ช่วงเลือกตังเท่านัน ผู้เขียนกลับมองว่ามืองค์กรที่มีลักษณะถาวรที่ใกล้ชิด "| 7 » หรือเชือมโยงกับไปถึงประชาชนจํานวนมาก และประสานการเมืองการ เค เด 7” เ ร . 7 เ: เด ร ปกครองทังสามระดับเข้าด้วยกัน และองค์กรเหล่านี่กําลังก่อ ตัวขึนใน จังหวัดต่างๆ อย่างน่าสนใจ '%) จะ- 20.ส้ ๕“ ฆ้ ง รัง ๒ ' เล ส 7 4 7 องค์การทีว่านีคือเครือข่ายฝักฝ่ายทีนักการเมืองระดับชาติจัดตังขึน ๓ ณ ๓ ๓ ณ์ สม «๓ ๓๑ เว ในระดับจังหวัดเพื่อเชือมโยงตนเองเข้ากับหัวคะแนน และจากหัวคะแนน ๑ |! ซู ง ง่ เว ข ยขะ. บ 4๑ 4 =% = < ส. เชือมโยงเข้าสู่ชาวบ้านและผู้นําท้องถินยินๆ อีกทีหนึ่ง ทีใช้คําว่าเครือข่าย เ=1 ณ/ ๕1 ๑7 ซ่| เม จ่ %/ ! ซ่ “ ส ก็เพราะยังมีลักษณะเป็นองค์กรที่หลวมๆ แม้ว่าจะเป็นองค์กรทีมีลักษณะ ง 1าพ ๑เทม ง ๑ ณฆ 4 ๑ ด๊ 4 ง ข์ ส ถาวร คือไม่ได้มีไว้เพื่อทําการเฉพาะกิจหรือทําภารกิจเพียงในช่วงสัน ๆ ท ๒ ธิ ลก ธิ ร 7 | ใช้คําว่าฝักฝ่ายเพราะเครือข่ายนีมีลักษณะเป็นซีกเป็นฝ่าย เป็นพรรคพวก 1๑ ! 7 เค ซ้ ว่ 7 โจ๒ ฯ< ๒ ! ไม่ใช่เป็นกลาง จัดตังขีนมาเพื่อนักการเมืองคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใด '" ร3 ม ) «ๆ น ' ว ๕“ ” 7 กลุ่มหนึ่งชัดเจน แต่เครือข่ายฝักฝ่ายนีต่างไปจากองค์กรหาเสียงทีนักการ 2( เมืองจัดตังขึนในช่วงเลือกตังตรงทีว่า ฆ/ เล ฆร4 ง เท (1) งานหลักขององค์กรอยู่ในช่วงปกติที่ไม่มีการเลือกตัง แม้ว่า ค เล รจ ม ร ส= ม องค์กรจะมุ่งทํางานเพื่อรักษาฐานเสียงและขยายฐานเสียง เพื่อเตรียมไว้ สําหรับการเลือกตังก็ตาม ร ง ซ่ (2) องค์การนีไม่ได้รักษาฐานเสียงและขยายฐานเสียงด้วยการ ง ฒ- บ น/= ฆ «ซ่ เซ 'แ " 4“ ง <ฆ ป จ่ายเงินให้ผู้มีสิทธิเลือกตังโดยตรงอย่างทีองค์การหาเสียงในช่วงเลือกตัง ฆ# เง ง ! ฆ ง ฆ มักจะทํา หากแค่มุ่งไปทีการหาเงือนไขหรือสร้างโอกาสให้นักการเมืองสร้าง ความสัมพันธ์และสร้างบุญคุณกับหัวคะแนนและประชาชนกลุ่มต่างๆ อย่างสมําเสมอ ควบคู่ไปกับการสดับตรับฟังหัวคะแนนและประชาชน ฆ่ ม ฆณ ๓ ป ม เพื่อรับปัญหาและความเรียกร้องต้องการของประชาชนและท้องถินไปแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิงต้องพยายามดึงงบประมาณโครงการและหน่วยงานต่างๆ ฆ ของราชการมาแก้ปัญหาเพื่อสนองความต้องการของประชาชนและชุมชน น/ " 1 ' ฆ [ ร - ไอ ฆม ' ใครบ้างที่อยู่ในเครือข่ายทีกล่าวมานี? ทีศูนย์กลางของเครือข่าย ' ฆ 7 โจ๒ๆ ฯ 9 ๑ ' ฆฒ เซ ฝักฝ่ายคือนักการเมืองทีพยายามรักษาตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 9/ - บ ๕<๕4 ง 4 4 :' ๑ ' เอาไว้ให้ได้ หรือมิฉะนันก็คือนักการเมืองที่พยายามช่วงชิงเอาตําแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาให้ได้ในการเลือกตังครังต่อไป เครือข่ายฝัก <@ 4๕462 3ม 3๐ ซ๑). 59 หยกะฉนนนิอนนา ฝ่ายทีมีศักยภาพสูงในการ “ดึงความเจริญ” มาให้ท้องถิน และชี้ให้เราเห็น ปัญหาของการเมืองระดับชาติอันเกิดจากการขาดการปฏิรูปการปกครอง บ ๑= หทมบ 4 ฆ . > บ ฯ4. ง ท้องถินได้ดี คือ เครือข่ายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทีมีตําแหน่งเป็น ฆ ฆจษ ะ ฆ เว 4 ท ม/ จ “ฆ ง ฯง รัฐมนตรีด้วย บางครังเครือข่ายหนึ่ง ๆ อาจรับใช้นักการเมืองมากกว่าหนึง รู/ ฆจ วอบ «% 2 ขนน ษ เทป ๑ คน แต่นักการเมืองทีใช้เครือข่ายร่วมกันนันต้องไว้วางใจกันได้จริง ๆ 7=@ ๓ เซ ฆ ง ฆ่ น/ ฆ/ ส่วนใหญ่จึงมักเป็น สามี - ภรรยา พ่อ - ลูก พี - น้องกัน [1 ษ ฆ จ ' | ญ่ ซ่ ง จม 4 ผู้ทีแวดล้อมนักการเมืองอยู่ในองค์กรเครือข่ายนีมักประกอบกัน ะ ว “เจต : ด เข้าเป็นสองวง คือวงชันในและวงชันนอก ที่วงชันในจะเป็นผู้ใกล้ชิดและ ฆ ฆ ๒ซ์ ง ยู # เง ไว้วางใจของนักการเมืองมากที่สุด มักมีสมาชิกอยู่ 6-12 คน จัดว่าเป็น ษ 7, @/ ง -ซ ม “๒ หัวคะแนนระดับสูงก็ว่าได้ บางครั้งอาจเป็นเพื่อนสนิทหรือเป็นวงศ์วาน ง - จ 4 - ไว “ม 1 ง 4ฯ ย่านเครือของนักการเมืองซึ่งเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายเองแต่ลักษณะที ขาคไม่ได้จริงๆ ของบุคคลทีเป็นวงชันใน ได้แก่ 7, ฆ ๑ " เง 4 เดณา (1) เป็นหัวคะแนนที่มีดําแหน่งอันจะทําให้ใกล้ชิดและมีบารมีใน เจ9 ป ๒-] " เษ ง | ๓ หมู่หัวคะแนนชันรองๆ หรือในหมู่ประชาชนในหมู่บ้านตําบลเป็นอย่างยิง เช่น เป็นผู้ใหญ่บ้านหรือกํานันอาวุโส โดยเฉพาะถ้าเป็นประธานชมรม กํานันผู้ใหญ่บ้านได้ก็ยิงคี หรืออาจเป็นนักการเมืองท้องถินทึกว้างขวาง เษ ๕2 เ “ จั บ4 ในหมู่ข้าราชการและนักธุรกิจ ขณะเดียวกันก็ชอบช่วยเหลือเกือกูลผู้อิน เม « ม4 และขยันไปมาหาสู่ประชาชนอย่างไม่รู้จักเบือหน่าย ยิงมีตําแหน่งใหญ่โต แล่ ผู ศฆ ง 4 4 ส น/ ซ่ ง เชน นายก อบจ. นายกเทศมนคร หรอเทศมนตรดวยกยงค ฆ ฆ้ ซ่ 7 จ7 จ7 (2 ต้องเป็นผู้ทีมีความซือสัตย์และจงรักภักดีกับนักการเมือง บ - . เ ๆ 4 บย เจ้าของเครือข่ายนันๆ เท่านั้น ไม่แบ่งปันความผูกพันธ์ภักดีให้กับนักการ “ม ม ม ขู , มฆ สไซู บ , เมองอน ๆบุคคลในวงชั้นในมัก เรยกนกการเมองท เป็นเจ้าของ เครอขายนน 1ณี ฒ/ ว่า “นาย” และพวกเขาแม้จะอยู่ในวงชันในเหมือนกัน แต่ก็มักมองความ สัมพันธ์ในหมู่พวกเขากันเอง (ความสัมพันธ์เชิงราบ) ว่าไม่มีความสําคัญ มากนัก ในช่วงหนึ่งสัปดาห์นัน พวกเขาอาจพบกันเองบ่อยๆ แต่ก็จะไม่ มฆ่ เ ฒณ | 7 ซู 1 / 7 คุยเพื่อร่วมกันตัดสินใจในเรื่องสําคัญ ๆ ของเครือข่ายด้วยกัน กลับรอเอา | ณ/ ซิ7 06 99 ๑ เห เว เรืองสําคัญ ๆ ให้ “นาย” ตัดสิน โดยทุกคนจะตังตารอคอยช่วงปลาย 4@ ๕ ฯ .., 99 ๑25 ' , ' สัปดาห์ซึงเป็นเวลาที “นาย” กลับจากกรุงเทพฯ อย่างใจจดใจจ่อ กล่าว ได้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขากับ “นาย” เป็นแบบผู้ให้การอุปถัมภ์-ผู้ รับการอุปถัมภ์ (2ล๒๐๓-๐๒๐๓0 นั้นเอง แต่คนในวงชันในต้องไม่ลักษณะ «๕ บ " ง 9 า ว9 ส4 เ ข้าสองเจ้า บ่าวสองนาย” คือต้องมีความภักคีต่อ “นาย” คนเดียวเท่านัน ง ง 7 ม” จ ง ะ 7 ลักษณะตรงนีสําคัญเพราะเป็นตัวแบ่งระหว่างบุคคลในวงชันในกับบุคคล ะ, “% 6 . (22 ในวงชันนอกของเครือข่าย ฯ ณ/ ซื ค | 1 ม ซี ฆ/ พวกที่ประกอบกันเข้าเป็นวงชันนอกของเครือข่าย มักเป็นหัว 5 เณ - โง ฯ ๑ จ ง ! คะแนนชันรองๆ ลงไป มีอิทธิพลหรือบารมีในขอบเขตที่ไม่กว้างขวางเท่า ง ซ่| เล ๑0.๑9 เร่ เจๆ ง พวกแรก ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ใหญ่บ้านและกํานันทึกระจายอยู่ทัวเขตเลือก ะ เว ม ม 4 ง = ซู,ช ตังของนักการเมืองเจ้าของเครือข่าย จํานวนอาจมีเป็นร้อยๆ คน บุคคล . 4. 9 เพม ด ฆ , 44 3ง ง ง ' เหล่านีจํานวนหนึ่งไม่ได้อยู่ในเครือข่ายเดียว แต่ว่าพวกเขาส่วนใหญ่ไม่ “แบ่งใจ” ให้ฝักฝ่ายต่างๆ อย่างเท่าเทียมกัน หากมักมีความผูกพันภักดี ณ/ 7” ฒา . 1 ฒณ์ ฒ/” ๒ ย 4 ๒ง เ กับนักการเมืองคนหนึ่งคนใดหรือมักสังกัดอยู่ในเครือข่ายหนึ่งเครือข่ายใด ๕ จัณ ณะ 3! ฒ ม จ่า «% ๓ เป็นหลัก ตรงนีก็นับว่าเป็นลักษณะทีน่าสนใจของการเมืองไทย คือหัว ฆ/ คะแนนและหมู่บ้านต่างๆ มักไม่มีความผูกพันภักดีเฉพาะกับนักการ ' ๒ เมืองคนใดคนหนึง กลับใช้วิธีประนีประนอมเพือว่า “บัวจะได้ไม่ชํา นํา ศม ผ่ จะได้ไม่ขุ่น” คือติดต่อสัมพันธ์และรับความช่วยเหลือรวมทังรับเงินและ ลนนาง พ แนยะสนูนกิดนแง ฮ่ง ๒ง รับปากจะลงคะแนนให้หลาย ๆ คน หลายๆฝ่าย แม้ว่าพวกเขาจะมีนัก - ขะง ฯ ป๑๕ง “ ชมเซี เซ < การเมืองและฝักฝ่ายทีซือสัตย์และผูกพันธ์กันเป็นพิเศษหรือเป็นหลักก็ ะ ซ่ ฯ ะ 8ไห ตาม หัวคะแนนทีประกอบกันเป็นวงชันนอกทําหน้าทีเป็นตัวเชือมโยง ๕--ะ " ส ประชาชนและชุมชนเข้ากับวงชันในของเครือข่าย ในขณะทีวงชั้นในมัก ไม่ได้สัมผัสกับประชาชนและชุมชนมากเท่าไร รอ ! - ร ่10. .8 น ม จ ๕ ประเด็นต่อมาคือ เครือข่ายทํางานอย่างไร? นักการเมืองทีเป็น ส ง ง เง | ๑” ตะง ศูนย์กลางเครือข่ายต้องแบ่งเวลาทํางานทีระดับชาติ คือกรุงเทพฯ และ เด ฒฆ/ ๒ ๑ = 9ร9จม ยู บ ๑3 4 ๕ ฯ การทํางานทิระดับจังหวัดและท้องถินซึ่งเป็นเขตเลือกตังของตนเอง นั การเมืองจํานวนมากมักจะใช้วันเสาร์ - อาทิตย์ทํางานกับเครือข่าย แต่ ขม «4 อ เค ล 4ง ฆ %- เก4 บางคนอาจใช้วันคืนศุกร์และเช้าวันจันทร์ด้วย นักการเมืองบางคนให้ความ สําคัญกับเครือข่ายมากจนแทบอยู่สลับกันวันเว้นวันระหว่างกรุงเทพฯ กับ ณ7 «7 ง ๑7 7 ๕2-@ 2ณา บ ฆณ ป ห จังหวัดของตนในช่วงวันจันทร์ถึงวันศุกร์ก็ว่าได้ ปกติแล้ว วงชันในจะ ๒ เง ๑ ง % «๑ ฒ เดรียมประเด็นและแผนการดําเนินงานต่างๆ เอาไว้ให้นักการเมือง ง ร ม ส «ณ/ < ๓ 7 คณ์ เด 5/ 9» พลันทินักการเมืองกลับถึงจังหวัดเขาจะเปิดประชุมกับ “ลูกน้อง เซ% 7 ต- 6 4 4 เ ง ซี่ ในวงชันในรับฟังปัญหาและความเรียกร้องต้องการของกลุ่มฝ่ายต่างๆ นับ ๓ เด แต่ของคนในวงชันในเอง ของคนในวงชันนอก ของหัวคะแนนระดับรองๆ = 4. 4 ยป .ะ ' เข . ไปถึงประเด็นทีเกียวข้องกับกลุ่ม ชุมนุม ชมรม หมู่บ้าน ตําบล ปัญหา ฆ/ ร% ฯ4 1 ส 4 เทษ๕๕ % โอ๊ะง ประชาสําคัญ ๆ ของพื้นทีต่างๆ อย่างหนึ่งทีชาดไม่ได้ก็คือการพิจารณาหรือ ๊ โฆ ณ7 4“ ฐ์ 41 ประเมินความนิยมของนักการเมืองในสายตาประชาชนในพื้นทีต่าง ๆ ตรง ๑ ส ไหนความนิยมลดน้อยลงไปหรือมีแนวโน้มทีจะลดลงไป เพราะเหตุใด ' อ จะหาทางสร้างความนิยมให้เพิ่มขึ้นได้อย่างไร ควบคู่ไปกับการพิจารณาว่า หัวคะแนนคนไหนผูกพันใกล้ชิดกับเครือข่ายมากขีน หรือลดน้อยลงไป ฒ/ 66 เพราะเหตุใด จะหาทางแก้ไขสถานการณ์อย่างไร ทําอย่างไรจึงจะ “เจาะ” ะ ะ . " " วงชันนอกและวงชันในของฝ่ายตรงข้าม หาทางดึงเอาคนที่ลังเลหรือโลเล ง = ห จ» 1 ม/ ซ่ ง หรือเริมไม่พอใจ “นาย” เก่าให้ออกจากชันนอกและชันในของฝ่ายตรง ข้ามมาอยู่กับฝ่ายเรา ฯลฯ การเกาะติดใกล้ชิดและพินิจพิจารณาการเคลื่อน ไหวหรือการสร้างผลงานของฝ่ายตรงข้ามก็เป็นเรืองสําคัญที่นักการเมือง ม «/ % 2 จะต้องถกกับสมาชิกวงชันใน ง ย ส 7 | 4 66 จ9 ฆ้ บ่อยครังที่การประชุมกับวงในกลายเป็นเรืองของ “นาย” ทีจะ อ "' ง " ซักไซร้ไล่เบีย “ลูกน้อง” ซึ่งเป็นผู้ใหญ่อยู่ในการปกครองท้องถินระดับ ต่างๆ พูดกันถึงงานการของพวกเขาว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคอย่างไร รวม ษ ทั้งช่วยเสริมงานของพวกเขาในองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การ ๆ ๑ 4 7 จ ๑ ฯ< 7 บริหารส่วนคําบลไปพร้อม ๆ กัน และเนืองจากคนวงในจํานวนหนึ่งมัก - . ส ' เป็นประธานชมรมกํานันผู้ใหญ่บ้านด้วย ในที่ประชุมหารือของเครือข่ายนี 44 ค้องที่ในจังหวัดหนี่ เองทีเรองของการปกครองท้องถินและการปกครองท้องทีในจังหวัดหนึ่งๆ */ ญฒ7. ศั บ ฆ้ ขิ "| ได้รับการอภิปรายอย่างทัวถึงและค่อนข้างเป็นระบบเสมือนประธานที จ/ ฒ/ ง ๑7 7 <= ๑ ง ไง ประชุมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด และที่สําคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ ในการ ขบ โอ. ง 4 ร เด พูตคุยถึงสภาพการณ์ทัวไปและปัญหาหรือความเรียกกร้องต้องการของ 2 - - เด๒ เค ๑๒ แ ะ ฆ 97 ๑ «ด พื้นที่ต่างๆ ซึ่งอยู่ในเขตเลือกตังของเครือข่ายนั้น มักต้องพาดพิงไปถึง การทํางานของผู้ว่าราชการจังหวัด นายอําเภอ ข้าราชการส่วนภูมิภาคและ แง ซ่ 7 ง จ๒๑ ' - เง ส่วนกลางต่างๆ ที่อยู่ในจังหวัด รวมไปถึงการพิจารณาว่าปัญหาทีมีอยู่จะ แก้ไขด้วยการเอางบประมาณและโครงการต่าง ๆ ของราชการส่วนภูมิภาค และส่วนกลางมาใช้ได้อย่างไร ส 2 : ในทีประชุมของเครือข่ายนีเอง ทีประเด็นปัญหาและสภาพการณ์ อ๒นา «2 สม 3« ๒2 ๕ ๓. = 64 เช่ 4 ": ฟุ 7 7 4 ของการเมืองการปกครองทังสามระดับที่ปรากฏอยู่ในจังหวัดหนึ่งๆ ถูก เข ง ฯ9 ฯ จ7 บา . มองอย่างเป็นองค์รวม เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน แม้ว่าการทํางานของ ซ่ 1 “= เม 4 ๒ ฆ ฆอ ม % เครอข่ายมีเจตนาอยู่ที่การสร้างความนิยมและความภักดีให้เกิดและขยาย 7, เล5” จ/ 1 ' ณ - ง ฯ4 ๑ ตัวไปในหมู่หัวคะแนนกับประชาชนกลุ่มต่างๆ เป็นหลัก แต่ผลที่เกิดตาม เค เค %/ ง # จิ # ง มา โดยตังใจหรือไม่ตังใจ โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม คือการเชือมโยง ฆ เจ 4 ฆ ๑. .เรี่ 2 ๑=๑๑ 0 สซั ความเรียกร้องต้องถารอันจําเป็นสําทรับชีวิตขันพื่นฐานของประชาชน ส่วนใหญ่ของประเทศเข้ากับระบบการเมืองและระบบราชการ คู่ขนานไป 7 ว ส 7 จ "| - 4 กับการนําการเมืองการปกครองสามระดับในพินทีหนึ่งๆ เข้าสู่บูรณภาพ 4 บ ส4 บุ่บ ว วาระและประเด็นปัญหาตลอดจนข้อเรียกร้องต้องการทีเป็นรูป เค ธรรมในการประชุมระหว่างวงชันในกับ “นาย” รวมถึงการถอดความเรียก เ4 7 จ7 ร้องต้องการออกมาเป็นโครงการและงบประมาณของการปกครองในระดับ เค จ ฒฆ7 7 ? =- 7 ฯ< ไหน ของหน่วยงานใด มักได้รับการตระเตรียมและครุ่นคิดมาขันหนึ่ง ง 4 วรุ«๓ ๓ ศี «7 ' ง ก่อนแล้ว โดยคนวงในจะแบ่งกันรับฟังและหารือกับบุคคลกลุ่มต่าง ๆ ใน วงนอก บุคคลในวงนอกที่ใกล้ชิดปัญหารูปธรรมมากกว่าจะถ่ายทอดความ -: ม ม . ฆืป ม ม เห็นและข้อมูลให้คนวงใน หลังจากที่ผู้เขียนได้พูดคุยกับหลายๆ คนทีอยู่ ในวงในและวงนอกของเครือข่ายฝักฝ่ายในจังหวัดภาคเหนือตอนบนแทห่ง -: 4 ณ๕ เวด ง 1 ร เง เง %/ - หนึ่งแล้ว ก็เกิดความประทับใจว่าคนเหล่านีช่างรู้ถึงขอบเขตหน้าที่ บท @ 7. เว ง ะ บาทอํานาจของการปกครองระดับต่างๆ ตลอดจนถึงจุดทีการปกครองทัง «” ฆ้ ง 7» | เว "ง สามระดับมาเชือมต่อกันเป็นอย่างยิง ม - -: ง เมือใดทีได้ยินข้อเรียกร้องทิเป็นรูปธรรมของประชาชน เช่น ะ ขิ ะพาน ถนน บ่อนํา ประปา ไฟฟ้า เป็นค้น พวกเขาจะถามว่าต้องการ ฐิ - ะ ให้ไปสร้างที่ไหน ขนาดของโครงการใหญ่แค่ไหน จากนันพวกเขาก็จะ บา บ 4 ง . ส ! ' บอกได้ว่าต้องไปให้หน่วยงานไหน หน่วยงานเดียวหรือหลายหน่วยงาน ตังงบประมาณและโครงการให้ บางครังยังเสนอให้ขอรวม ๆ กันทั้งจาก หน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิน เป็นอันว่า การ ผื 5 '" ปกครองสามส่วน - กลาง ภูมิภาค และท้องถิน ทีดูจะแยกกันทํางาน และดําเนินงานไปอย่างสับสนวุ่นวายไม่ประสานกันนัน เครือข่ายสามารถ ฆ/ ง ส -= "| ณ/ 4 ณ/ ณ์/ 4 ง เง ร มองมันอย่างเชือมโยงยึดเกียวกันได้และผลักดันให้ส่วนต่างๆ ทํางานเพื่อ บ ฆ=ณ « เว % 24 4 ว สนองตอบข้อเรียกร้องหรือความต้องการของคนในพืนทีหนึ่งๆได้พอสมควร น่าจะพูดได้ว่า เครือข่ายสามารถระดมสรรพกําลังและทรัพยากรของทัง สามส่วนได้อย่างมีพลังและมุ่งไปในทิศทางเดียวกันได้มากกว่าจังหวัดเสียอีก -= ง ณ 7 7 ฆ 'แ เว เง พึงสังเกตว่านับวันคนในจังหวัดจะคิดไม่ออกและมองไม่เห็นผู้ว่าราชการ ฆส = ค ณฆข่ บบา ๕| ฒ 7 / โต เน4 คนไหนทีมีผลงานถึงขันทีเรียกได้ว่าเป็นนักพัฒนาจังหวัด หรือบอกไม่ได้ ง สม 7 ฒ/ ด ค ฉัก ซบ ๕ บา ฒ 7 ว่าทีจังหวัดพัฒนามาถึงขันนีได้เป็นเพราะผลงานของผู้ว่าราชการจังหวัด จว เง ฒ เง เ 4/ ฆ/ คนไหน นันก็คือนับวันประชาชนจะไม่คิดว่าผู้ว่าราชการจังหวัดและการ ทํางานของจังหวัดจะส่งผลอะไรมากมายนักกับการพัฒนาจังหวัด แต่ใน / «๕4 ๑ "ร - ง ศด 7 ทางตรงข้าม กลับมีคนจํานวนมากขีนทุกทีทีคิดว่าสมาชิกสภาผู้แทน ฆ 7 ซ่ 7 7 โ>-ง ง 4 ง = =< ราษฎรบางคนมีบทบาทชัดเจนในการพัฒนาจังหวัด หรือกล่าวได้ว่ายิงทีก็ ฆ ๒ 4 ง ฆ เคง %/ ฆโข่ ยิงจะมีคนเห็นว่าการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทีมีความสามารถใน การดึงงบประมาณและโครงการต่างๆ มาลงจังหวัดได้มาก ๆ ต่างหาก คือ 4 ะ ส " เ ปมเงื่อนสําคัญในการที่สุดในการที่จังหวัดหนึ่งๆ จะก้าวไปข้างหน้าอย่าง ซ่ รวดเร็ว ๑ 1 ฯ ง เซ: ะ คํากล่าวที่ว่า “เมืองสุพรรณเจริญดีเพราะมีคุณบรรหาร” นันจะ «2 4๐2- ซม =< ๆ๑. 6ธ65 = 2 เร2 «๕@=- ซม 3๐ ๐ ๕ = เซ 66 จ” 7 ซ่ ๒ 44 1 แ 1 ข่ ๑ งซ่ ๑ ง ง 7 ๓@ ว เป็นความจริงหรือไม่ ไม่ใช่เรืองสําคัญ แต่ทีสําคัญคือคนต่างจังหวัดไม่ บ 4 «๓« - ไฝ =่4 ๕ "6 น้อยเชือว่า “แนวทางสุพรรณบุรี” คือตัวแบบทีดีของการพัฒนาจังหวัด - ง ง ม ง ' ฒฆ7 ซึงก็ไม่ใช่สิงอืนใดนอกจากแนวทางการใช้เครือข่ายฝักฝ่ายของนักการเมือง ม -= ซ์ ป๑= ม ฒ ก ร ระดับชาติเป็นผู้นํา และผู้ประสานในการพัฒนาจังหวัดนันเอง ธ 7 ฆ7 ร ฯ= ซ่ ส๕” การประชุมระหว่างพวกวงในกับนักการเมืองทีเป็นศูนย์กลางของ ๒ ง ๒ = น9/ 1 ง 2จ 7 9%/ ว9» ๑๐, เว เครือข่ายมีการกําหนดด้วยว่าในอาทิตย์นี่จะจัดให้ “นาย” กับคณะไปทํา “7 | ณฆ ๑ง อะไรกับใครทีไหน และโดยปกติพวกวงในก็จะติดตาม “นาย” ไปลง ร <สป 7 7 ๑ จ/ ฯ= 7 ฯ= : พืนที่ด้วยเสมอ พวกเขามักจะพากันไปทําอะไรกับใครที่ไหน ดังทึกล่าว มาแล้วว่าเครือข่ายมุ่งหาความสนับสนุนจากหัวคะแนนและประชาชนใน ๒ง ะ เซ ฒฆ7 ฆ 2 เขตเลือกตังเป็นหลัก ดังนัน 7 4 เวย ะ ฆ %/ ง ' (1) นักการเมืองและลูกน้องวงชันในมักจะต้องไปร่วมงานต่างๆ 4 เ 5, "ร ะ ม เซ ณฆ< 4 ม เซ ๑ ะ 4 เซ ที่บรรดาหัวคะแนนจัดขึน ทังทีเป็นพิธีการและทีเป็นการทํางาน ทังทีเป็น เด 7 ม ซ์| = ฆ7 ฆ7 ร งานส่วนตัวของหัวคะแนนเอง และทีเป็นงานส่วนรวมทีหัวคะแนนจัดขึน บ ร4๓๕ 4 ๕ ม 4% ๑= ฯ ม ซ่ ,. 9 ส ทังนีก็เพื่อเป็นการให้เกียรติและแสดงออกถึงความสนับสนุนที “นาย” มี ให้กับหัวคะแนน ง ม ว ๆ เว ' (2) นักการเมืองและลูกน้องวงชันในจะต้องไปร่วมงานของชาว เย " ง ร ะ | ซ/ 1 เง ฯ= บ้านกลุ่มต่างๆ ในเขตเลือกตั้งของคน โดยงานทีจะต้องไปร่วมก็คืองานที ม/ น7 จ ' | %/ %7 ฆ/ 4 สะท้อนความต้องการพืนฐานสามอย่างทีชาวบ้านอยากได้จากนักการเมือง - « ๑ 19 "| ม 2 ท 6 หรือจาก “มูลนายยุคใหม่” ประเภทอินๆ ด้วย อันได้แก่ - การยอมรับ - การให้เกียรติ (๐๐๐ธณ์ถ่๐ก ลก@ โ016ณ์๒) : " % จากผู้มีอํานาจวาสนา เป็นทีทราบดีว่าแม้ประเทศไทยจะพัฒนามาพอสมควร แต่ประชาชนยังขาดแคลนด้านวัตถุอยู่มาก เป็นเหตุให้นักการเมืองก้าว ซื ! เช่ม ร เข้ามาช่วยแก้ไขความขาดแคลนเฉพาะหน้าหลายอย่าง แต่ทีต้องยําด้วย เะรง 7 ๑ เง ๑ ตง ง ' ก็คือการพัฒนาของเราทําให้ผู้คนจํานวนมากขาดแคลนเกียรติยศและไม่ ได้รับการยอมรับจากคนชั้นสูงด้วย แน่นอนว่าชาวบ้านนันต้องการถนน สะพาน โรงพยาบาล แต่ชาวบ้านก็ต้องการให้ผู้มีเกียรติไปพบปะพูดคุย ไปร่วมในพิธีกรรมและพิธีการต่างๆ ของตนและของชุมชน และแสดงให้ ๕<๕บู.่บ / ฆม 6. ง เส๓ «ๆ ง ๑ : ร ประจักษ์ชัดแจ้งเห็นว่าไม่ได้รังเคียจเตียดฉันท์ผู้ตําต้อยอย่างตน เชนน ขบ ม ม « - ม % ๓ 2ร่ [วว แล้วนักการเมืองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐมนตรีซึงแม้ ง , บ « จ ฆ่ 9/ ฒ/ ๑ ฆ บ “1 ๑ ' แต่ “เจ้าเมือง” หรือบรรดาข้าราชการยังยําเกรง จึงต้องมีกําหนดการไปร่วม ๑ - ง เ - 7 จ7 ณฒ งานกุศล งานสังคม และงานพิธีต่างๆ ร้อยแปดทีชาวบ้านคนสําคัญเชิญมา ! ย/ ง ม ๑ ซ่ เ๕ 7 ศฆ ง เพื่อแสดงให้ผู้เชิญเองและแขกเหรือยินๆ จํานวนมากทีได้รับเชิญมาเช่น จ/ เน ง/ ๕ ณฆ ง« “7 กันได้ชืนใจและประจักษ์ถึงความจริงใจไม่ถือตัวของตนและพลพรรคใน «ฆ้ ง ะ 4 "ด ฆ 7 ฆ 4 เครือข่าย ขอตังข้อสังเกตในที่นีว่าวงวิชาการมักจะประเมินความต้องการ 4 ฆ เล 4. ง ฆ 7 ง งย ๑ - ด้านจิตใจของประชาชนเช่นนีตํากว่าความจริงเพราะมัวแต่เพ่งพินิจทีปัญหา และความต้องการทางวัตถุ แต่นักการเมืองเองมักให้นําหนักกับความ ร 1 เล เว ต้องการด้านนีค่อนข้างสูง ยอมเสียเวลามากมายกับการไปร่วมงานประเพณี "| ศฆ ฒ/7 ศส ๒ เง งานรินเริงบันเทิง หรือพิธีการศาสนาต่าง ๆ ของชาวบ้าน - การช่วยอํานวยความสะดวกในการติดต่อหรือช่วยแก้ไขปัญหา ' 7 ดฑฆ ง ต๒ 7 ๒ ต่างๆ อันเกิดจากระบบราชการ แม้ชาวบ้านจะชีนชอบและใกล้ชิดกับนั ๒ เล ฆ ง ฆ้ ง - ง การเมือง แต่ในความเป็นจริง ระบบราชการต่างหากคือสิงทีอยู่กับชาว บ้านตลอดเวลา แทบจะทุกมิติของชีวิตประชาชนในชนบทล้วนถูกกระทบ ษ = ๑ 7 แซ่ กําหนด ขีดวง โดยระบบและกระบานการทํางานของราชการชันผู้ใหญ่ที 3 0 ฯ4 เ บ , เน = ๕ จังหวัดหรืออําเภอเพื่อช่วยแก้ปัญหาหลายอย่างให้ประชาชนทีเป็นฐาน 2 «2 1 =๐ =)- 67 8@แ6แา1 «2 ฐสม 3๐ ๐ ๕๑ ๑. = 68 เสียงของตน เช่น ช่วยฝากลูกของใครบางคนเข้าโรงเรียนรัฐบาล ขอให้ เว ม ๆ«4 ๑ บ ๑ ' 1 ม2 ซ = เจ้าหน้าทีเรือนจําดูแลลูกหลานของผู้นํากลุ่มแม่บ้านคนสําคัญเป็นพิเศษ และ ขอให้ผู้ว่าราชการเร่งออกหนังสือสําคัญ นส.3 ให้ราษฎร เป็นต้น - การหาเงินทอง อุปกรณ์ โครงการต่างๆ จากรัฐบาลให้ชุมชน 4 2 ฒ7 ซ่ เอ ง 4 เน ง ซ = ฒ7 4ฯ < และหท้องถิน ดังที่ได้กล่าวมาแล้วหลายครั้งก่อนหน้านี นักการเมืองจึง ง - ณ์ จ” 7” 4 4 ต้องใช้เวลาในช่วงพํานักในจังหวัดไปสํารวจสถานที่ที่ต้องการถนน สะพาน มฆส ว เว «7 ฯจ ๓ ๐. ว) เว ส4 4 โรงเรียน บ่อนํา ฯลฯ พร้อมกับหารือกับผู้นําชาวบ้านและข้าราชการที่เกี่ยว บ ปบ ม บ๑. ' ข้องด้วยเพื่อจะได้ดําเนินการต่อไป ว 4 ฆ ง โง ธ ฆ 4 จะเห็นได้ว่า ข้าราชการจะไม่อยู่ในเครือข่ายนักการเมือง เพราะ « ม ม ฯ ง ๓ เว . ๑ « การถือหางนักการเมืองคนใดคนหนึ่งอย่างชัดแจ้ง อาจทําให้กรมหรือ จ7 จ ฑ์ อ ": เว กระทรวงค้นสังกัดไม่พอใจหรือถูกนักการเมืองอีกฝ่ายหนึ่งเขม่นเอาได้ ะ 4 ม งขม ม * | 7 ง %/ ๑ เง นอกจากนัน ข้าราชการไม่ใช่ผู้ทีอยู่ในพืนทีถาวรดังเช่น ผู้นําหมู่บ้าน ๑ ม% ๓ ฯ ย 5= บม บ ม จ: 4 ม 4 ตําบลหรือนักการเมืองท้องถิน หากต้องย้ายจากจังหวัดหนึ่งไปยังอีก % ๓ - - ย [ห ๕ | ฯจ ! จังหวัดหนึ่งเสมอ จึงไม่อาจเข้ามาเป็นส่วนประกอบทีถาวรของเครือข่าย 1 " ฯ ง ! ง พ! =ฆ ' เ ได้อย่างไรก็ตาม ย่อมเป็นที่แน่นอนว่าเครือข่ายทีมีประสิทธิภาพย่อมไม่ ไจ. ฆ ฒ ๕ " ณ7 อาจละเลยเพิกเฉยการสร้างความสัมพันธ์และการประสานงานทีดีกับ ม ข้าราชการทังหลายอย่างแน่นอน ง ย| ฒณ์ ฒณ7 ส4ม 7 ฒ7. เครือข่ายฝักฝ่ายมักมีสํานักงานที่ตัวจังหวัด และ กระจายไปอีก . 1 ฯ ๕ 4 ะ บ ม ฯ ม ย 4 1 เ” ในอําเภอต่างๆ ทีเป็นเขตเลือกตัง ถ้านักการเมืองหัวหน้าเครือข่ายเป็น ๑ ะ 4. สมาชิอกสภาผู้แทนราษฎร ก็อาจใช้สํานักงาน ส.ส. หรือ ทีทําการสาขา | 7 ะ 7 จ7 เ. ศส พรรคทีนักการเมืองนันสังกัดเป็นสํานักงานของเครือข่ายด้วย สมาชิกวง ชั้นในจะเป็นผู้บริหารสํานักงานเครือข่ายทังหลาย สํานักงานเครือข่าย จ| ฯ 4ม ซี เก 4 ' นอกจากเป็นทีประชุม และทีรับรองหัวคะแนนและชาวบ้านทีมาส่งข่าว ณ๑ ๒ ร หรือมาหารือสมาชิกวงในแล้ว มักจะมียวดยานพาหนะ รถขนส่งนํา รถ เอ ๑ | ๑ 7 เ แทรกเตอร์ รถบรรทุกคนไปทํางานข้ามอําเภอ รถรับส่งศพ ฯลฯ ด้วย ฉ่ ะ ะ 4 เพราะนอกจากจะวิงเต้นหางบประมาณและโครงการของรัฐมาใช้ในพื้นที เว 4 |! เข 4 ฆฑ = 4 เว ง ย 4 4 แล้ว เครือข่ายหลายแห่งต้องมีการให้บริการอิน ๆ ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือ ของตนเองด้วย ดังจะเห็นว่าเครือข่ายของนักการเมืองภาคเหนือมักมีรถ เณ ง ขนส่งนําและรถรับส่งศพให้บริการชาวบ้านทัวไปตลอดปี เครือข่ายในบาง ณ/ ม «ๆ ฆ งหวัดมีรถบรรทุกส่งผู้ใช้แรงงานจากหมู่บ้านคําบลค่างๆ ไปส่งยังโรงงาน ณ/ 7 ณ/ ๓ งอยู่ใกล้ตัวจังหวัดและรับกลับด้วย ระยะหลังๆ มีเครือข่ายจํานวนมาก ม ๒9ล2 ทีหาเสียงด้วยการนําหัวคะแนนและผู้นําชุมชนไปดูงานหรือทัศนศึกษาใน 4 [5 0 ง ฆ - ง ะ ฯ= สฆ กรุงเทพฯ หรือในจังหวัดท่องเที่ยวทีอยู่ไกลออกไป และทุกครังทีเครือ ง 2 ' มัน # % | ฆ เด๒ %, ข่ายนําคนเหล่านีไปทัศนศึกษาหรือท่องเที่ยวจะต้องให้เงินทองติดกระเป๋า ไปใช้จ่ายด้วยเสมอ “” "1 ยู| 4 ก อู| น น น เครือข่ายฝักฝ่ายทีบรรยายมานีไม่ใช่องค์กรของพรรค ไม่ใช่สาขา เๆ “2 ๑ «/ - ฆ ร « พรรค หากเป็นองค์กรส่วนตัวของนักการเมืองโดยแท้ คนทีอยู่ในเครือ ข่ายจํานวนไม่มากไม่สังกัตพรรค หรืออาจสังกัดพรรค แต่เป็นคนละ ฒ7 ณ7 ๒ ม ง ณฆ 7 / 494 เค พรรคกับนักการเมืองเจ้าของเครือข่ายก็มี ในบางจังหวัดมีทังสาขาพรรค และเครือข่ายฝักฝ่ายอยู่ด้วยกัน แต่โดยทัวไปสาขาพรรคจะอ่อนแอไม่ ค่อยมีบทบาทและกิจกรรม ไม่อาจเทียบได้กับเครือข่ายฝักฝ่าย มองใน : ซ่ ณ๕ เ| 4๑จ ! บ ร่ ซ๊ ต = ๓ ๑ ส4 ' แง่หนึ่งจะเห็นว่าเครือข่ายฝักฝ่ายทีบรรยายมานีคล้ายคลึงกับสิงทีเรียกว่า 1 40 " โคเอนไก (1๐๑๓๒๑1) ของญีปุ่น นักการเมืองญีปุ่นจํานวนมากโดยเฉพาะ ย < ส ณิ 4 ศี อย่างยิงพวกทีอยู่ในพรรคเสรีประชาธิปไตยหาได้พึงพิงสาขาพรรคในการ 0๒6แก1 «๐=.2 1 =๐ ก 69 3 แยนะดนูแกอแนา ' บ เน 4 1 ฯ4 ม หาเสียงไม่ หากต้องสร้างองค์กรส่วนตัวขีนมาเพื่อรักษาและขยายฐาน ๒ง 1) 1 ร เสียงในเขตเลือกตังตลอดเวลาเช่นนี " สส ว ม โคเอนไก มีสมาชิกมากมายหลายหมืนซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นหัว , 4ส่ “ ฒฆู, ณ ะแนนเช่นทีเป็นในเครือข่ายของไทย หากเป็นผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตัง “ม สจ บ ง ส< ' เลย นักการเมืองของญีปุ่นต้องพบปะเยียมเยียนและไปร่วมงานสังคม ง ๕ง ง ง ย ร๋ ม ง และพิธีกรรมพิธีการต่าง ๆ ของประชาชนในเขตเลือกดัง ทังต้องใส้ใจช่วย ดึงเงินอุดหนุน งบประมาณ หรือโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ของรัฐบาลกลาง รอ "ร ซ่ ง ฆ 7 | ฆม ม มาลงยังพืนทีของตน แต่ภารกิจหลักของ โคเอนไกเป็นเรืองการจัดผู้เลือก ะ 4 จ7 ง บษ เซ ฯ ฆ4 . ตังให้มารวมกันเป็นกลุ่มก้อน เป็นชมรมชุมนุมหรือสมาคม เพื่อทํากิจกรรม ต่างๆตามความสนใจและตามเพศตามวัยเสียมากกว่า แต่คนในโคเอนไก ฆ ซ้ 7 ก็จะช่วยหาเสียง แสวงหาคนที่สนับสนุนนักการเมืองเจ้าของโคเอนไกด้วย ๒ง ง ฆ โดยอาศัยกิจกรรมต่างๆ ดึงดูดให้คนเข้ามาในโคเอนไก หรือยืดเหนียวให้ ส ะ ะ ฑ์ คนทีอยู่ในโคเอนไกแล้วให้สนับสนุนนักการเมืองคนนันต่อไป ณ เมฆ่ เซ ม ม ฆ 7 ความสําเร็จของโคเอนไกอยู่ทีนักการเมืองต้องหาเงินทองสนับ ฆ้ ! ด «ณี สนุนกิจกรรมของชมรม ชุมนุม สมาคมต่างๆ ทีประกอบกันเป็นโคเอนไก ให้พอเพียง รวมทังให้สินนําใจอิน ๆ ทีไม่ใช่ตัวเงินแก่หัวเรียวหัวแรงใน โคเอนไก น่ําแปลกที่สินนําใจมักเป็นการพาไปเทียวหรือทัศนศึกษา ซึงก็ ฆ่ จ !| 4 ง ศี ไม่ได้ต่างไปจากทีเครือข่ายฝักฝ่ายในไทยชอบทําให้กับสมาชิก “” 4 1 : ะ . มองอีกแง่หนึ่งเครือข่ายฝักฝ่ายของไทยก็คล้ายกับ ใ/โล๐นก๐ ด ลั4 รั : 2ลธฯข ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งปรากฏขึนเมือค้นศตวรรษนี 1ล๐[บัก๐ โณะ19 ะ เล7 [4 7, เด ๒- ง จ7 ม 4 7 ๕ซ่ นันก็มักจะเป็นองค์กรส่วนตัวของนักการเมืองเช่นกัน และหน้าทีหลักก็ ๒ง 7 ' 4 ณ= | 1 ง คือการหาเสียงกับคนยากจนโดยช่วยแก้ปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ ช่วยหา ย. ย เว จ ส่ ย/ ๑ ! งานให้ทํา ให้ความรู้ ความเข้าใจเกียวถับการติดต่อกับราชการและกรอก ' ย 7 4 ส แบบฟอร์มต่างๆ ของราชการ ให้ความอบอุ่นกับคนทีเพิงอพยพมาจาก ' 1 4 ๑ ต่างประเทศ แต่คนยากจนที 1ล๐[นัก๐ 1 ดูแลเป็นคนในเมืองใน 4 4 เ จ/ ซ๕ ฯ | ม ง ขณะทีเครือข่ายของไทยดูแลผู้คนในชนบทเป็นหลัก นอกจากนัน ยังใคร่ '" า ะ " ชด้วยว่า ใตล๐ในท๐ โร9 เป็นองค์กรของนักการเมืองท้องถิน โดยเฉพาะ ๓ 5 ซู ' ย | “” «7 การเมืองของมหานครทังหลาย ส่วนเครือข่ายฝักฝ่ายเป็นองค์กรของนัก ม ๑ . “ ม ส4 ม - เพ ล การเมืองระดับชาติ เป็นองค์กรสําหรับการเมืองระดับชาติ และแม้ว่าทัง ให้ล๑ไม่๓๐ ไ?ละเต และเครือข่ายฝักฝ่ายมักต้องลอบดึงดูดหรือสกัดเอาเงิน ฆ/ ” ๓ ม 1 จ ม ต « งบประมาณของรัฐเพื่อนําไปใช้หล่อเลียงผู้คนและกิจกรรมขององค์กรเอง เด เ. - | เง เล คล้ายกันก็ดาม แด่ 7/โล๐ษัก๐ 7ลณุฯ เน้นทีการเข้าไปเอาตําแหน่งการ ' ม ! บ (25) งานต่างๆ ในราชการของการปกครองท้องถินมาแจกจ่ายให้คนของตน "| เว ' | -# ฬ ขณะทีเครือข่ายของไทยมุ่งทีการให้งานสร้างสาธารณูปโภคของรัฐแก่พรรค พวก หรือ การหัก “หัวคิว” จากผู้ประมูลการจัดจ้างจัดซือต่าง ๆ ของทาง ราชการ ข/ เจ ทัง 1สล๐๓๐ 2ล๓ฯ ก็ดคี โคเอนไกก็ดี และเครือข่ายฝักฝ่ายก็ดี ล้วนไม่ได้เน้นการหาเสียงด้วยอุดมการณ์หรือแนวนโยบาย หากอาศัยการ ๕ ล้ ส จ - อุปถัมภ์คําจุนดูแลเอาใจใส่ปัญหาทีเป็นรูปธรรมในชีวิตประจําวันของ ประชาชน ในกรณีเครือข่ายยังรวมถึงการ “คดึงความเจริญ” จากส่วน 7 ซ่| 8 ฐั , ะ ง ซ่ กลางและส่วนภูมิภาคมายกระดับความเป็นอยู่ในพืนทีเลือกตังอย่างเป็น ลําเป็นสันด้วย ร " : : ในเรืองขอบเขตการจัดตังนั้น ?/ุล๐ใน๓๐ 7๑ และเครือข่าย ฝักฝ่ายมีขอบเขตการจัดตั้งแคบกว่าโคเอนไก คือเป็นองค์กรของนักการ 4๑ ๕๐3 ม ซ= ล =๐ง เซ 71 ผด"นา ห แนพะอนแน “ง ๒ง ฒ/ 7 4 9/ : , ะ เมืองกับหัวคะแนนหรือลูกน้องจํานวนไม่มาก ในขณะทีโคเอนไกรวมเอา ม = ะ ๑ ซื 4 : ' 3 ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงทัว ๆ ไปจํานวนมากเข้ามาด้วย ซึ่งบุคคลเหล่านี แม้จะนิยมนักการเมืองเจ้าขององค์กรอยู่พอควร ก็ไม่จําเป็นต้องเป็นหัว 4 4 คะแนนหรือช่วยในการรณรงค์หาเสียงเลยก็ได้ ณฆ ฯ 1 ฆ จั 1 ข้อสังเกตเชิงเปรียบเทียบข้อสุดท้ายทีใคร่หยิบยกขีนมากล่าว คือ ระหว่าง 1ล๐[นก๐ 0ลแข กับเครือข่ายฝักฝ่ายนั้น */[๑๐[บ์๓๐ 0ลส” มี ลักษณะความเป็นพรรคสูงกว่า แม้จะเป็นองค์กรส่วนตัวแต่ ใ/โล๐[บัก๐ บ จ, ม 1 , , “4 9๓ ต้องสังกัดพรรคและซือสัตย์ต่อพรรคมากทีเดียว หากนักการเมือง เด และ 1ล๐1๓๐ 178ะ9 ของเขาตั้งพรรคใหม่ หรือย้ายไปอยู่กับพรรคใหม่ เว 2.ส3 ะ «/ 4 0 4 เพ ๑= 9 >ะ ษ ก็ยากนักที่จะรักษาชัยชนะในการเลือกตัง หรือกระทังยากยิงทีจะรักษาผู้ สนับสนุนกลุ่มเดิมเอาไว้ได้ ความผูกพันภักดีทีผู้เลือกตังให้ต่อนักการเมือง : “ : ฐ และ 1ล๐น่๓๐ ]ณ159 ของเขานัน ถูกแบ่งไปให้กับพรรคซึงเป็น “ต้น 9 ก : สังกัด” หรือ เป็น “ยีห้อ” หรือ “ฉลาก” ของ 1ล๐[บั๓๐ 0ล9 ด้วย 1 ฑ์ ฯ ห 7 เค ง อาจพูดได้ด้วยว่าความผูกพันที่แบ่งให้กับคนและพรรคนัน แบ่งให้พรรค จ ะ5, 4 04. ซั4< บ ปูป ค จง เง มากกว่าเสียด้วยซํา ซึ่งทึกล่าวมานีก็สอดคล้องกับข้อสรุปทีมีกันมาช้านาน ! ซน จ เค ร ง! ง จ7 7 “ม - ว่า คนอเมริกันนัน ก็เช่นเดียวกับคนยุโรปตะวันตก คือมีความยืดมันกับ พรรค พรรคมีความหมายกับพวกเขาในการออกเสียงเลือกตั้ง พวกเขา จะสนับสนุนนักการเมืองตามพรรคทีนักการเมืองนันๆ สังกัด แน่นอนตัว ง ล] ' 1 7 ม ๒ ฆ ฯ บุคคลก็สําคัญ แต่ไม่เท่ากับพรรค ชาวอเมริกันมักจะสนับสนุนพรรคตามที ' 'ฯ.! จ7 ' ง ง ! «4 " พ่อแม่ปู่ย่าตายายเคยสนับสนุน และไม่ยอมเปลี่ยนพรรคง่ายๆ แต่เครือข่าย เด ษ» ฝักฝ่ายของไทยนันเป็นองค์การส่วนบุคคลชัดเจน ในการเลือกตังนั้น ง 7, เส» 4 4 ฯม ชิ”. ง ประชาชนไทยเลือกตัวบุคคลไม่ได้เลือกพรรค การทีนักการเมองหน้าเก่า งบ เด ล 0 1 + ร 1 7 <= จะไม่ได้รับเลือกตังอีกไม่ใช่ไม่มีในสังคมไทย แต่เหตผลทิไม่ได้รับเลือก % เต๋ ฆ ฆ ๒ซี อีกนันมักไม่ใช่เพราะย้ายพรรค และในทํานองเดียวกันไม่ว่านักการเมือง ฆ 7 4 “ เศ ง ง เซ7 เห " ' หัวหน้าเครือข่ายจะย้ายไปอยู่พรรคใหม่พรรคใด บรรดาลูกน้องทังทีอยู่วง 6 ย เ= ฆ ง ม ฒณ์ เว ชันในและวงชันนอกก็มักไม่ลังเลทีจะย้ายตามไปสนับสนุนอยู่ดี เครือข่ายฝักฝ่ายมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับพรรคในตํารารัฐศาสตร์ ฒ/7 ' [ ฆ 8ร3 7 ฒ/ 3 ง % เว 4 แ สมัยใหม่มากกว่าพรรคทีเห็นกันอยู่ในทุกวันนีเสียอีก เพียงแต่ว่าเครือข่าย | เณ ฆ/ ฒ/ 7 ' 5 ๒ เว ศ“4 เป็นเสมือนพรรคระดับจังหวัด ไม่ใช่พรรคระดับชาติ ที่ว่าคล้ายพรรคคือ เ- «2 44 “ ส จ เปย บ ง ส เป็นองค์กรทีมีการรณรงค์หาเสียงที่ถาวรมันคง ไม่ใช่ตังแล้วยุบง่ายๆ มี ฒ ๕ ขบ ฆ เค ง ง "๑ เซส ความสัมพันธ์กับประชาชนผู้เลือกตังอย่างแน่นแฟ้น ไม่ใช่มีกิจกรรม เว ง ะ ๒ ง ฒ/ ง ฯ เ“ ฆม เฉพาะช่วงหาเสียงเท่านัน เครือข่ายยังไวต่อความเรียกร้องต้องการของ [ว ส ๒ะ7 ภ, จ ม ๕ ประชาชนด้วย มีการจัดตังองค์กรขีนมาหลวม ๆ เพื่อรวมรวมความเห็น ความค้องการของประชาชนและหาทางตอบสนอง แม้ว่าจะตอบสนอง ฒ ซั ๒ - 4 ง ๒ จุ เวร นู แบบระบบอุปถัมภ์และมีลักษณะท้องถินนิยมอยู่สูงก็ตามฝ่ายประชาชน ๑7 - ม «2 เ ม ม ฯ เส ๕ ส และหัวคะแนนก็มีความผูกพันธ์อย่างมันคงกับเครือข่ายซึงเป็นเสมือน งท จ ฒ/ % ๒=. สง ฆ ง < ะ พรรคระดับจังหวัดนีสูง ดูเผินๆ เหมือนกับว่าประชาชนไทยเลือกตังโดย ไม่ดูว่าใครสังกัดพรรคไหน จะเป็น “พรรคไหนก็ได้” แต่ถ้ามองเครือข่าย “๒. 7 ซ์ ' «๑« ว» ฆ ณ7 เป็นเสมือนพรรค กลับจะเห็นว่า “พรรค” มีความหมายสําหรับคนไทย โอ๒ ง ขงง ณซ- ม 7 «๑ 99 ง «« ร» ฯ หรือกล่าวได้ว่าคนไทยก็ยึดมันกับ “พรรค” อยู่กับ “พรรค” หนึ่งๆ ยาว 4 ะ ะ 3 ” นานทีเดียว ไม่ใช่เปลี่ยนไปสนับสนุนพรรคนันพรรคนีโดยไม่มีหลักการ อย่างที่นักวิชาการและสื่อมวลชนไทยมักมองกันอยู่ในทุกวันนี้ " ๒ ู ง ซ่ ฒ/ ฒฆ/7 ฒฆ/ เท ย/ ง ทีว่าเครือข่ายฝักฝ่ายเป็นพรรคระดับจังหวัดไม่ได้หมายความว่า ฆข ปงม ณ ณ/ | « ฉัผลฤฝ ค! จัดตังขีนเพื่อการเมืองระดับจังหวัดตรงกันข้าม เครอขายจดตงขนมาเพอ 9 «4๕. รม =< ว2ว)ว. 73 7 ง 7 ศดฑ จ เซ ' การเมืองระดับชาติ จุดหมายปลายทางของเครือข่ายอยู่ทีระดับชาติ แต่ ขบ เ อ วิธีการนันมุ่งสร้างความสนับสนุนที่ระดับจังหวัดและท้องถิน ทังนีก็เพราะ เด๋ ฆ ฆ้ ๒ ๑ ง ฒณ์ % ว ศ ในเมืองไทยนันการรณรงค์เพื่อชิงตําแหน่งหรือรักษาคําแหน่งสมาชิกสภา ฒ/ ง ษ เด๋ ผู้แทนราษฎรนัน อาศัยเพียงการแข่งขันกันในระดับเขตเลือกตังหรือ ๕ ๑ ระดับจังหวัด ขอเพียงนักการเมืองให้ความอุปถัมภ์คําจูนให้ดี ให้ตนเอง 7 ฒ ! ปรากฏต่อสายตายของคนในเขตเลือกตังจนถึงระดับจังหวัดว่าไม่ถือตัว เอาใจใส่ความเป็นอยู่ของประชาชน ช่วยเหลือประชาชน แก้ปัญหาชีวิต ประจําวันของพวกเขา และนําความเจริญรุ่งเรืองมาให้ท้องถิน ก็จะได้รับ ๒ง 2 ๑ ๑ ธ ๆ จ| จ -๒พ่น/ การเลือกตังไปคํารงตําแหน่งทางการเมืองทีระดับชาติได้ เล็ ศฆั "อ โ-- ' 6 4 โจ๒ “| ฯฆ หน่วยชีวิตพ่นฐานหรือว่า “เซลล์” ของการเมืองไทยคือเครือ ง | "อ เด9 ง เว ข่ายฝักฝ่ายนีเอง ไม่ใช่นักการเมืองเป็นคน ๆ ไม่ใช่สาขาพรรค ไม่ใช่มุ้งใน ร บ = จ) - -- พรรค และแน่นอนไม่ใช่พรรค อย่างคีทีสุด พรรคระดับชาติของไทยก็คือ 6 เด ฯ4 - ฒ/ - 1 ง ง ส9 ๕ สหพันธ์” ทีเกิดจากการรวมตัวของเครือข่ายฝักฝ่ายในจังหวัตซีงเป็น ' ะ เงร ะ เซ เหมือน “รัฐกึงอิสระ” ทั้งหลายเท่านัน พรรคทังหลายของไทยนันมีแต่ ง ม ม เซ โจ ฆ ง ย ๑” ง เปลือกนอกคือชือพรรคเท่านันทีเหมือนเดิม แต่ เนือใน อันหมายถึง เหล่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทีสังกัดพรรคนันเว้นเสียแต่ส่วนทีเป็น ฆ 7, เง -. ม จ, %/. 1 ง หัวหน้าระดับสูงแล้ว ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนไปเรือยๆ ขีนกับว่าก่อนการ ง ะ9 - ' ง 6 « เด ง จ/ «6 เ/, เง เลือกตังนันเครือข่ายฝักฝ่ายหรือ “พรรคระดับจังหวัด “แยกตัวจาก สหพันธ์” เดิม มาอยู่ใน “สหพันธ์” ใหม่กันอย่างไร แต่เครือข่ายกลับ 2/ ๓ ง ง 1 ฆ จ มลกษณะคตรงกนขาม คือไม่ว่าอะไรจะเกิดขึน ลูกน้องในวงในและวงนอก โณฑ์ 7 จ ฒ7 ฯ และประชาชนผู้สนับสนุนมาแต่เดิม ก็ยังอยู่กับนักการเมืองคนเดิมหรือ โซ๒ ฆ/ ฯ ' ง ฆ เก ส4ม เว ) ป ม อยู่กับเครือข่ายเดิม แม้ว่าพรรคทีหัวหน้าเครือข่ายย้ายไปสังกัตจะกลาย เป็นอีกพรรคหนึ่งไปแล้วก็ตาม % 7 ' ๓ เซ 7 ธ ฯ= เราเคยชินกับการมองว่าการเมืองไทยไม่มีปัจจัยความแน่นอน ที จ ' ส ร<4 7 ๒ซ่ ธ์ ! ', 1 ไม่แน่นอนทีสุดก็คือการสังกัดพรรคของนักการเมือง แต่ในความไม่แน่ 0 ฒ 44 จ ง 4 1 ซ่ เ นอนอันนันกลับมีความแน่นอน ต่อเนื่อง ไม่แปรเปลี่ยนง่ายๆ ของการ สังกัดเครือข่าย ในบางจังหวัดพบว่าไม่เพียงแต่ปัจจัยภายในของเครือข่าย ฆ ง เค ทั้งหลายจะมันคงลงตัวแล้วเท่านั้น หากความสัมพันธ์และดตุลกําลังระหว่าง « ง เฉ ซ่ง 7 7 6 4ง ฒ/ 7 เว เครือข่ายทังหลายก็ค่อนข้างลงตัว พอจะบอกได้ว่าในจังหวัดนันมีระบบ “พรรคระดับจังหวัด” อย่างไร บางแห่ง เช่น สุพรรณบุรี น่าจะเป็นระบบ «๑ ง วร» 4 4 ง 4 ๑ เล «7 พรรคเดียว” คือเครือข่ายของคุณบรรหารเข้มแข็งครอบงําได้ทังจังหวัด ๑ ' ๕ 4 อ “« 4 4 0 ง ก ลําป่างน่าจะเป็นระบบสองพรรคครึง คือมีเครือข่ายหลักทีเข้มแข็งพอๆ 7 3 ง ง ส จ « 7 ฆ 1 กันสองเครือข่าย คือเครือข่ายคุณบุญชู ตรีทองกับเครือข่ายคุณไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ส่วนเครือข่ายคุณพินิจ จันทรสุรินทร์ อ่อนกําลังกว่าอีกสอง @-: ' ”. ' 1 ฆ ๓ พ 4 ! ว่ เครือข่ายทึกล่าวมาก่อน เสมือนมีกําลังเทียบได้แค่ครึงพรรค ภาพรวม ฑ์ ร่ 3 ” ของทังจังหวัดจึงเป็นระบบสองพรรคครึ่งเพราะเหตุนี ส่วนทีเป็นจังหวัด ส เซ 0 ย ง ส ๕ ! เชียงรายนันสมัยหนึ่งเข้าใกล้ระบบสองพรรค คือ มีเครือข่ายของคุณ มงคล จงสุทธนามณี กําลังสู้กับเครือข่ายของคุณฉัฐวัสส์ มุตตามระ ซึง ขบ ๕ «ย ม “4 เอล: เด เข้มแข็งพอๆ กัน การศึกษาเรืองเครือข่ายฝักฝ่ายยังต้องทําอีกมาก ผู้เขียน ฆ่ ง ฆ่ จก เ ง ๑ 9/ อ9/ 8/ ง ชือว่าการศึกษาเรืองนีไม่เพียงแต่จะทําให้เข้าใจการปกครองท้องถินและ = " ๑๑๐ฑํวใช้เล้กาใดเมื่ การปฏิรูปการปกครองท้องถินได้ดีขึ่น หากยังจะทําให้เข้าใจเรืองพรรค ปัญหาของการพัฒนาพรรค และระบบพรรคทระดบชาตมากขน ภณเฉยอ2ร2 /*ะห === »ะดจจ แฆซ่ 3ง3ง3วภ เห แทร “จ. 7ฒิต %๑7 รค7 เพ2 4 บทท 6 บทปิดท้าย ๒ "ร « ง ง ซ่ ๑ ) ง ฯง ฒณ7 ารเกิดขีนของเครือข่ายฝักฝ่ายเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของขบวนการรัก ม7 ฆ -: ๒ ว] เศษขม ฒ7 4 สถม ท้องถินซึ่งเกิดขีนมา โดยไม่ได้ท้าทายหลักการพืนฐานของการบริหาร ง ศิ < @ < จ 0 จ ฒ/ ราชการแผ่นดินทีรวบอํานาจไว้ทีส่วนกลางอย่างหนาแน่น แต่กลับหาทาง ไจ) จ| ง ร่ ดัดแปลงหรือเบี่ยงเบนระบบรวมศูนย์อํานาจที่มีกรมเป็นรากฐานนี้ให้ตอบ ฆม ๑ ม « 7 «4 ฆ/ จ สนองข้อเรียกร้องหรือความต้องการของท้องถินมากขีน ในรอบสอง | เว คี «ม ! ส ' สร <4 7 ทศวรรษทีผ่านมานีคการเมืองไทยไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนไปเพราะมีพลัง นอกระบบราชการมาท้าทายและขอแบ่งอํานาจจากพลังแห่งอํามาตยาธิปไตย เท่านัน“” ง «7 "| เสซ่๕ 7 ง «7 7 ณ/ ใ%/7 ง 4 ร แต่ยังเปลี่ยนไปในแง่ทีมีพลังต่างจังหวัด พลังท้องถิน ซึงห่วง ใยท้องถินหรือต้องการนําความเจริญก้าวหน้าไปส่ภูมิลําเนา ขบ ฒณ ๑ <์ ฒ/ ' ร <= ย ย เ พลังเหล่านี นอกไปจากเครือข่ายฝักฝ่ายแล้วก็ยังมีขบวนการหอ การค้าจังหวัด สมาคมอุตสาหกรรม - การธนาคารต่างๆ ของแวดวงธุรกิจ <@ «=.2 ซดม =๐ 2. 77 .@ «@- ฐวม 3ะ ๑). 78 4 4 บ เว ว = 4 ฆข่ม 4 ง ซึ่งเรียกร้องการแก้ปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัด ให้ทัดเที่ยมกับ | ฆ ส ! 1 ฆ 7 ไ จ/ 7 จังหวัดอินๆ หรือเพื่อหาลู่ทางและโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจให้แก่จังหวัด รจัง ฆ ฒ/ ฒ/ ฆ/ ข่ ๒ ฆ/ เซ เค 9 นอกจากนียังมีชมรมพัฒนาจังหวัด ซึ่งสมาชิกมักจะเป็นคนชันกลางซึ่ง ' ณิ ส | ณ7 โซ3 7 ไม่เพียงแต่เรียกร้องเศรษฐกิจที่ดี แต่ยังต้องการให้ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม 1 «- “ ซ ม 0 บ ไป.ไเมบ รักษามรดกทางประวัติศาสตร์ และสร้างรักษาสิงแวดล้อมทีดีด้วย ในบาง จ7 7 " เต เฉ % ณ/ ฯ= ฆ/ 49 จังหวัดทีมีสถาบันอุดมศึกษาตังอยู่มักจะมีปัญญาชน - นักวิชาการ ซึ่ง ง ฯ 7 72 7 สนใจค้นคว้าและเผยแพร่ความรู้เงกียวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม น/ ฆ เค ง จ/ จ7 ๑7 เล / | ผู่ ณ/ ท้องถิน คนชันกลางในต่างจังหวัดบางส่วนยังได้เข้าร่วมกับองค์กรพัฒนา , ส ง 7 9 | ภาคเอกชน (ไง6095) ต่างๆ เพื่อต่อด้านคัดค้านโครงการพัฒนาทีมีผล ! ฆ 1397 จ 4 จ๒ ง กระทบทางลบต่อชีวิตผู้คนและสิ่งแวดล้อมในเมืองและชนบท แค่ขบวน การท้องถินขณะนีไม่ได้จํากัดอยู่ที่นักธุรกิจและคนชันกลางแล้ว มีขบวน เง 0 ฯ ง 8 เว เล | - ส การประท้วงต่อด้านสิงทีคนท้องถินเห็นว่าไม่ถูกไม่ควรส่วนหนึ่ง ซึ่งสมาชิก เป็นชาวนาหรือเกษตรกรทัวไป เช่น สมัธชาคนจน สมัชชาเกษตรกรราย ย่อย และขบวนการประท้วงการทําลายสิงแวดล้อม เช่น ประท้วงเทศบาล ห . ทิงขยะในหมู่บ้านตําบล ประท้วงโรงไฟฟ้าลิกไนท์ปล่อยอากาศเป็นพิษ เป็นค้น ม ปซ "ง ฯ ง เซ 4 3% เซ ในบรรดาขบวนการรักท้องถินทึกล่าวมาข้างต้นนี ไม่มีขบวนการ ฯ44ง ฯ ๑ เ๓ เซ , ง ไหนทีมีขนาดใหญ่โต มีการทํางานเป็นระบบ เป็นกระบวนการต่อเนื่อง และสัมพันธ์กับประชาชนได้มากเท่ากับเครือข่ายฝักฝ่ายของนักการเมือง แต่ปัญหาของเครือข่ายก็คือไม่ได้แสวงหาการพัฒนาท้องถินด้วยการขยาย อํานาจและบทบาทของการปกครองท้องถิน แต่กลับปล่อยให้ระบบรวม ๑ ฯ4 ๑ พ ง "! ง 6 อํานาจรวมศูนย์ที่ส่วนกลางดําเนินอยู่ต่อไป เพียงแค่สัดทัดในการใช้ ๑ ซม ศด ม อํานาจและอิทธิพลทางการเมืองเพื่อฉวยดึงเอาประโยชน์จากแผนงาน และงบประมาณของราชการส่วนกลางและภูมิภาคไปให้ประชาชนและ ม 4 ง -== ศั ศ์ ชุมชนท้องถินตนเองให้มากทีสุดเท่าทีจะทําได้ ' ฆขเ ม ขม 4< สฆ่ " กล่าวได้ว่าขบวนการรักท้องถินยินๆ นอกเหนือไปจากขบวนการ องค์กรพัฒนาเอกชน ปัญญา - นักวิชาการ และขบวนการเรียกร้องผู้ว่า ราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตัง แทบทุกขบวนการไม่แตะต้องหลัก 2 ' ซ์ ๓ ๑ การของระบบรวมศูนย์ทีให้กรมต่างๆ ในส่วนกลางเป็นตัวกําหนดความ 0. ห ฆย 2๑ ม ม ข 3๑ ' เจริญก้าวหน้าของท้องถินตรงกันข้าม ขบวนการรักท้องถินส่วนใหญ่ ฆม ปบม 7 4 ๑ 7 ซิ7 ง ฆ ส่ ๒- พยายามโน้มน้าว ชักจูงหรือกําหนดกดดันให้กรมต่างๆ สนใจท้องทีหรือ ยม 4๑ 4 ร เรซรั« ฆ ท้องถินของตน แทนทีจะเห็นขบวนการเหล่านีเรียกร้องให้ กทม. เทศบาล โง ๒ < % = ณฑ "1 7 ซ์ ร ร สุขาภิบาล มีอํานาจหน้าทีและอิสระภาพมากขีน กลับเห็นพวกเขาล้อบป๊ ให้กรมการบินพาณิชย์มาสร้างสนามบิน การนิคมอุตสาหกรรมมาสร้างนิคม อุตสาหกรรมกรม ทางหลวงมาสร้างถนนสี่หรือหกช่องทาง ทบวงมหา วิทยาลัยมาสร้างมหาวิทยาลัยให้กับจังหวัด < รซิลย ๕ ! «1! ฆ่ 6, 0ฝฝว กรณีศึกษาชีให้เห็นอย่างดีว่า การเคลือนไหวเพื่อท้องถินของ 7 ใ/ = ยะ ฆ/ เ ' ' ฒ/ ๕ ร ขบวนการรักท้องถินทั้งหลาย มักไม่มีอะไรมากไปกว่าการแย่งกันล็อบบี « “- » ร4ม ด ฆ ม ม ส=« กรมธิปไตย” ก็คือการรณรงค์ของพวกหอการค้าจังหวัดเพื่อดิงความ " ฆ ฆซม ๓ =ส๓ 4 เ-: ๕ เจริญทางเศรษฐกิจมาให้จังหวัดของตน ยุทธวิธีทีเกือบจะเป็นสูตรสําเว็จ (7 อยู่แล้วก็คือ เชิญวิทยุ “เนชัน” ของคุณสุทธิชัย หยุ่น ร่วมจัด ” ' เพราะ = โตง ส ๑ ต้องการสื่อสารของส่วนกลางที่มีอิทธิพล ดึงผู้มีอํานาจในส่วนกลางเข้า ! = ๕ ณ7 ๕๕4 =ฆ ๑ แส ร่วมรายการทีเป็นหัวใจของการรณรงค์คือการอภิปรายในทํานอง “ศักยภาพ : 7 7 7 ต0 %= ศณี โต๒ ซ่ ของจังหวัดในการพัฒนาเศรษฐกิจ” ผู้จัดต้องพยายามเชิญวิทยากรทีเป็น % แขะอนูนย้อนนา “จงู ๒ เว ” . จะ ซ่ = 1 ร กง ผู้มีอํานาจเหนือกรมสําคัญ ๆ ที่สามารถเนรมิตรสิงต่างๆ ทจังหวัดต้องการ ง -ฆ จเลี ได้ เช่นอธิบดีกรมทางหลวง (เพราะต้องการถนนของเขา) อธิบดกรมการ บินพาณิชย์ (อยากได้สนามบินของเขา) ผู้ว่าราชการรถไฟ แห่งประเทศไทย [จ0 ' ไจ. 1 ฉิจเสลี่ . (ยังไม่มีรถไฟไปถึงจังหวัด อยากให้เขาเอารถไฟมาให้ อธิบดิกรมเจําท่า ม7 7 ๑ ง 4 ฆ « เชือจ 4 ฯ ณ/7 ' (อยากให้เขาสนับสนุนการทําท่าเรือเทียบเรือในแม่นําโขงเพือดงดูดนักท่อง , เข จ 5 )ง «7 บ - 9 เที่ยวมายังจังหวัดมากขึ้น) ปลัดทบวงมหาวิทยาลัย (อยากได้มหาวิทยาลัย ใหม่) อธิการบคืมหาวิทยาลัยในส่วนกลาง (ต้องการให้เขาขยายวิทยาเขตมา ฆจม «7 %» เะง ฆ ฆ7 - ร 5 ๕ ซ- ทีจังหวัด) บางครังก็อาจเชิญรัฐมนตรีทีดูแลกรมสําคัญ ๆ มาด้วย รฐมนตร เต ยอคนิยมก็คือรัฐมนตรีว่าการหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการคมนาคม บางครัง ฆ ฆ/ ๑7 น «4 ซา อาจเชิญสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดมาร่วม โดยเฉพาะถ้ามี ตําแหน่งรัฐมนตรีค้วยต้องเชิญให้ได้ ง ะ พี่ซี ะ สิงที่น่าแปลกใจสําหรับผู้คนที่มาจากประเทศทีมีการกระจาย : เซ ข่ = 5 คี่ลื อํานาจพอสมควร แต่เป็นเรื่องแสนจะปกติธรรมดาสําหรับคนไทย ก็คือ ๑ ๓ ง ม ฆ «7 ณ/ 1 อ เซ ะ บนเวทีกําลังอภิปรายเรื่องจะพัฒนาจังหวัดอย่างไรอย่างเอาเป็นเอาตายนัน ! «7 0 - «ส ะได้รั ๑ ร ฆ อาจไม่มีคนของจังหวัดเลย นายกเทศมนตรีหรอจะได้รับเชญขนพูด ม่ พักต้องพูคถึงเทศมนตรี ประธานสภา สมาชิกสภาจังหวัด ประธานคณะ - -: ๑ บ เปาเ กรรมการสุขาภิบาลซึ่งคุมองค์การปกครองท้องถินอยู่ แม่แต่ผู้วาราชการ 7 7 ร ะ ง ร จ ฆ ' เ=: < จังหวัดเองบ่อยครังก็ไม่มีใครเชิญขึ่นเวทีแล้ว นังฟังข้างล่างก็พอ บนเวท ที่พดเรื่ ทิ จ จังหวัดล้วนเป็นคนแปลกหน้า ทีพูดเรืองศักยภาพและทิศทางการพัฒนาของจังหวัดด้วนเปนคนแ ศ์ด 25 ง «๑ ฆขง คนจากกรุงเทพฯ ล้วนเป็นคนที่ไม่รู้จักท้องถินนั้นๆ แต่กลับได้รับความ ขบ | = "- 2= ร4 สนใจจากผู้ชมและผู้ฟังเป็นอย่างยิงเพราะเชอกันว่าเขามมุมมองทกว่าง . ง 5 ดง 6 = ว9» ขวางยาวไกลและถูกต้องกว่า ยิงไปกว่านั้นพวกเขาค่อ กรมธิปไตย ในความคิดของคนในจังหวัดตังแต่ผู้ว่าราชการลงไปจนถึงคนทัวไป ม บ เ! ๑ฆ บ ส4 ๑ ฯงเ 2 1 ร หรือแม้แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคือคําถามทีว่า “ทําอย่างไรพวกนีจึง เด ๒ง [ ๒๓ง ส4ม ฒ7 9ร๑ ฒฆ/ 1 จะรับปากหรือสัญญาว่าจะเอาอะไรดี ๆ มาลงทีจังหวัดเรา?” หลังจากเสร็จ ม ง ฯ ฆม ฆ ม ๓ 9 งานแล้วทุก ๆ ฝ่ายทีจะได้รับความนิยมจากประชาชนในจังหวัดต้องตามไป หว่านล้อมจูงใจเอาอกเอาใจ หรือกตตันให้ “กรมธิปไตย” ทําตามสัญญา หรือยอมทําตามหรือยอมทําตามความต้องการของจังหวัดไม่มากก็น้อย 2ล ' ศศ ม ฆู ! ซ่ ง เว 4 แม้แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและเครือข่ายของเขาก็ไม่อยู่ในข้อยกเว้น «“ ! ' ม ล บมบ ๑ ๕ 4 ! ๕๕= เครือข่ายฝักฝ่าย แม้จะทํางานให้ท้องถินเต็มทีอย่างไร ก็มิอาจ ม “๑ ฆ« ๑ ม | ฟฆจอู่ ทดแทนการปกครองท้องถินทีมีบทบาทและประสิทธิภาพได้ อย่างดีทีสุด ๕ ม ๕ « ม บ ๑ 4 ง ทีเครือข่ายฝักฝ่ายจะเป็นได้ ก็ คือขบวนการรักท้องถินทีอยู่ใต้การครอบ ๑ « < : 9 ม ๑ 4= « งําของระบบอุปถัมภ์ (0ล(อกลธ6๑ 1โ.0๐ล11ร0) การพัฒนาท้องถนทมเครอ ข่ายฝักฝ่ายเป็นแกนนําทําให้ท้องถินไม่เรียกหาความเป็นอิสระ ไม่พยายาม - 4ส 7 ง 7 ะู 7 พงพงคนเอง หากหวังแต่การอุปถัมภ์ดําจุนและการดูดดึงเอาทรัพยากร น | ๆ ฉั้ จากส่วนกลาง ยิงร้ายกว่านัน การ “สร้างบ้านแปลงเมือง” ด้วยวิธีการนี ”" " “0 4 ไม่ให้ความเป็นธรรมแก่จังหวัดและท้องถินต่างๆ อย่างทัวถึง เพราะในทีสุด การจัดสรรทรัพยากรของรัฐให้ท้องถินต่างๆ ถูกกําหนดด้วยอิทธิพลและ ซี «ฟู | 7> อ 7 ๒ ๑ 7 โจ๒ « ง เส้นสายทางการเมืองเป็นหลัก จังหวัดใดทีมีนักการเมืองและเครือข่ายฝัก ๆ 4 | ๑ =ู๑ 5ะ ม ง ฝ่ายที่เข้มแข็งก็ได้เปรียบอย่างยิง มิหน้าซําการรักท้องถินโดยอาศัยระบบ อปถัมภ์ไปเอาทรัพยากรจากส่วนกลาง ยังได้เปิดช่องให้นักการเมือง หัว ร ง ฆ ๑ ๒ คะแนน และนักธุรกิจจํานวนหนึ่งฉกฉวยเอาประโยชน์จากงบประมาณ ว ณ 1 ง ” 7 ย ฆ7 ณฆ แผ่นดินอย่างไม่สุจริต สร้างความรู้สึกทีเย้ยหยันไม่ยอมรับประชาธิปไตย %/ = ธั้ ง ๑ เร แบบไทยๆให้เกิตขึ่นในหมู่ชุมชนจํานวนมาก โดยเฉพาะในบรรดาคนชัน ฉ0๒นาง ๕«22 ซฬดม = =ู 81 ศุ 1 จ ย/ ะ 1 5 | 1 4 ฒ7 «๑๑57, กลางและชาวเมือง หลายท่านเชือด้วยซําว่าสิงทีอยู่เบ้องหลังการ “พัฒนา ฆ 2 3 ๑๑ มฆูๆ บ จ/ ส ศ์“ง ม ท้องถิน” อย่างกระติ่นรือล้นของนักการเมืองและเครือข่ายของเขาคือการ แสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง ฆ7 เว จ 4 ย ' 7 ๕๑ง ฒ/ การพัฒนาท้องถินโดยเอาเครือข่ายฝักฝ่ายของนักการเมืองระดับ ชาติเป็นแกนนํา แม้จะโยงใยเอาการปริหารและการปกครองทังสามระดับ ฒ/7 ยู| น ฆ ฆด เข้าด้วยกันได้ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาทีเมืองไทย “ปกครองท้องถินด้วยส่วน กลาง และปกครองส่วนกลางด้วยท้องถิน” คือราชการส่วนภูมิภาคและ ”# 2 4 น " ราชการส่วนกลางไม่ใช่ราชการส่วนท้องถินทีเป็นหลักในการปกครองที่ ม ๑ เณ7 ขั6». ม ฆ 4 ท้องถิน แต่ในทางกลับกัน คณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นยอดสุดของการปกครอง ' ะ 7 ซ่| ฆ7 ๒ ฆ่ เว ฆ้ เว 7 ๒ ส่วนกลาง บ่อยครั้งกลับเป็นนักการเมืองทีมาจากท้องถิน เป็นนักบริหาร ส " ะ 2 ทีมีความรู้ความสามารถ และความสนใจในการงานทีอยู่ในระดับท้องถิน มากกว่าระดับชาติ =: ม ส จ/ เว 1 ประเด็นสุดท้ายที่ผู้เขียนอยากฝากข้อสังเกตไว้คือ การพัฒนา ท้องถินโดยเอาเครือข่ายฝักฝ่ายเป็นแกนนํา ไม่ได้เป็นแต่เพียง“ผล” ของ เง: ฆม 2= 4 ๐ ม 4 <=- ศด การไม่มีการปกครองท้องถินทีมีอํานาจหน้าที่และเอกสิทธิอิสรภาพที่พอ เพียง หากอาจเป็น “เหตุ” ของการไม่มีการกระจายอํานาจให้ท้องถิน อย่างจริงจังในปัจจุบันอีกด้วย ผู้ที่ได้รับประโยชน์และหวงแหนระบบรวม เม ศั| ู ฯ<= . ศูนย์ในปัจจุบัน มิได้ให้เพี่ยงกระทรวงมหาดไทยอย่างทีคนส่วนใหญ่เข้าใจ มิได้มีเพียงบรรดากรมทังหลายในส่วนกลาง หากอาจรวมไปถึงนักการเมือง โ๒- 1 เว 4 ) ฆ ' 7 ๑ จ) “ และเครือข่ายของเขาซึงไม่เพียงแต่สันทัดในการทํางานกับระบบรวมศูนย์ 7 ตก ง ง 4 ! เช่นทุกวันนีได้เป็นอย่างดี แต่ยังได้ประโยชน์จากระบบนีอยู่มากทีเดียว เช็งอรรถ (1) (2 เฉอ เซอ, (65) 6 7 (68) จากการรวบรวมของ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ตัวเลขจากคลังจังหวัด โล๐ดุน6 ให05๐ลน , ศาสตราจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ปารีส, 11 มิถุนายน 2539 โล๐สุน๐ ให้0๓๐ลน, 11 มิถุนายน 2539 พนักงานเทศบาลสามัญทั่วประเทศ มี 11.834 คน เฉพาะเมือง พัทยามีข้าราชการประจํา 158 คน พนักงานสุขาภิบาล ที่เป็น ข้าราชการ มี 3,266 คน พนักงานครูเทศบาลไม่สังกัดสถานศึกษา มี 743 คน พนักงานครูเทศบาล ที่สังกัดสถานศึกษา มี 11 651 ะ ฐ : คน ทังหมดนีถือเป็นข้าราชการประจําขององค์กรปกครองท้อง ฆ้ เ= ฒ/7 เด ษ จ/ ร ถินของไทย (ไม่นับ อบจ. และ อบต.) ตัวเลขทังหมดข้างค้้นนี สํารวจเมื่อ 2 ต.ค. 2538 ในขณะเดียวกัน ปรากฏว่าจํานวน ข้าราชการประจํา (ส่วนกลางและภูมิภาค) มีรวม 947,536 คน จาก สมุดสถิติรายปีประเทศไทย 2538 (กรุงเทพฯ : สํานักงาน สถิติแห่งชาติ, 2538), น. 401 ตัวเลขจากคลังจังหวัด 5เอขอ๓ ไ. ไจ๑๐๕, โลฏลทอ5ร6 ไอ1๐๐เนอ5 ลทย 0110ขเทญิ- ไก6 (ไ้แนรอนทฮไท : ไปโทเข6611 ๐1 ไรอนเธ0, 1986), อร60. 6ีทล(5 3 ลกท< 4. ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์, สมาชิกคณะกรรมการปรับปรุงระบบการ - = + ๐ «๑2 3< ซ <= ๑ = 84 ๐๑9 40) 1) จ2) (13) 49 (13) เจ 9, 4แ7 บริหารการปกครองท้องถิ่น 9 มิถุนายน 2539 ชัยอนันต์ สมุทวณิช “สังคมสยามในรัฐไทย”, ใน ประชาธิปไตย กับอนาคตการเมืองไทย (กรุงเทพฯ : ผู้จัดการ , 2538), ดูหน้า 95-96 ) 100-101 : 105-108 ตัวเลขจากคลังจังหวัด คํารณ บุญเชิด, ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย, 3 กันยายน 2539 นิคม เกิดขันหมาก, ปลัดจังหวัตลําพูน, 31 กรกฎาคม 2539 พรชัย รัศมีแพทย์ ,หลักกฎหมายการปกครองท้องถิ่นไทย (นนทบุรี : สํานักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2538 พิมพ์ครั้ง ที่ 3 จรูญ ปานบุญ, ผู้นําองค์กรพัฒนาเอกชนจังหวัดลําพูนและเชียง ใหม่, 31 กรกฎาคม 2539 การคํานวณและประมาณของผู้เขียน สมบัติ จันทรวงศ์, เลือกตั้งวิกฤติ (กรุงเทพฯ : คบไฟ , 2536): 4 ๓6๒ 1,.ล0ฝาลหาลโล5, “4 โลไอ๐ 0ธ์ โพ๐ ไว๊อท๓06ล80165: (อีอกป์11๐น์ทธ 6๐6ม์อทร ๐1 ไชีไอ๐นอกทร ลท4 ไว้อทา0๐0ธล๐9 ไท โหลไลหส” 1ท ไจ.ไป. ไลขไอร, อส์., โก6 0๐11พ65 อ๐ ไชไอ6- นอก ไท 5อนฟัทอลร1 (โง้อพ ช้อๆ: อเทเทูส่ธอ๑ ปต1งอ5119/ 2๑55, 1996), อ0. 201-223. เนชั่นสุดสัปดห์, 24-30 พค., 2439, น.10 (19) วิศิษฐ์ ตันสิริ, ผู้ช่วยโยธาธิการ จังหวัดพิจิตร, 25 พ.ค. 2539 (19) เวียงรัฐ เนติโพธิ, เจ้าพ่อในทัศนะของข้าราชการฝายปกครองและ (20) (21) (9 (23) (24) ตํารวจ (วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ปี 2537, น. 173 จํานง เทพหัสคิน ณ อยุธยา, 32 ปีแห่งชีวิตนักปกครอง (กรุงเทพฯ: ประพันธสาส์น, 2519), น. 47 แง่คิดและข้อมูลที่ใช้เขียนเรื่อง “เครือข่ายฝักฝ่าย” นี้ ได้จากการ พูดคุยกับนักศึกษาในโครงการปริญญาโทสาขาการปกครองสําหรับ นักบริหาร คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย-ธรรมศาสตร์ และจาก การอ่าน : ศรันท์ ชนะนนท์, ทําไม สส. ถึงต้องมีบทบาทในการ พัฒนาท้องถิ่น : ศึกษาเฉพาะกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ (ภาคนิพนธ์ โครงการปริญญาโทสาขาการปกครอง สําหรับนักบริหาร คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย-ธรรมศาสตร์, พ.ศ. 2538 กมล พูลสวัสดิ์, องค์กรอิสระของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ภาค นิพนธ์ โครงการปริญญาโทสาขาการปกครองสําหรับผู้บริหาร คณะ รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พ.ศ. 2539 วิชัย พรหมศิลป์, บทบาทสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนอกสภา(ภาค นิพนธ์โครงการปริญญาโทสาขาการปกครองสําหรับนักบริหาร คณะ รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พ.ศ. 2538 (๑แลส่ อืนไร, ไว1อ๐ผ่อท (ลเทล1อทโทธ งลฏลก๕5อ 5ไห!อ (ผ้อพ ปอ6 : 0๑1นทฑไแล ไปโตเงอ1เท ไว้เอร55, 1971), อ0.11, 33,39-52,127-151, ไข้1แดรไม| 4 0อ, ไห้นทอหน1 5ไกไหส๐, ลต4 ร5รินสล[แทน ได้ลเมลเ10, 1776 (70หอ6เทททอก[ ลกทส์ 1ใ๐นีน์๐5 อ์ @แนกง «๕2 ฬฟม 3 ๑. 86 (25) 0209 (7 งลลกท (โอ๐แข9๐: 'โอแข๐ ไปโท1จอร1ให ไอร5, 1994), อีทลเอะ 16. โลหฑธ85 (6. 5๐๐แ1, 60๐ทลแลน์ง๐ 7]7011น0๐ล1 (6๐๓นทมนีอต (ฉีทธไอ๕เพ๐๐ส๕ (611ปโร: ไชอทพี๐6๐ - ไสล11, 1972), อีทลดเอ 7. 42เทอ๑๒ [ ล0เลาลเลร, 3นร0655 456600เลน์0ทร ลทส์ เทอ ง้อนง/ 10พิผ่อ๑1 ไ๐่อ๐ท0ทาร ๐ร 1ทละไลทย์ (ไรอนไสือช : “ต้อรเห1อเพ 175655, 1992). ตัวอย่างเช่น พิษณุโลกจัดสัมมนา “พิษณุโลก เมืองยุทธศาสตร์ ภาคเหนือตอนล่าง” โดยเชิญ นายอํานวย วีรวรรณ รองนายก รัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ, ปลัดกระทรวง คมนาคม อธิบดีกรมการผังเมือง, รองเลขาธิการ “สภาพัฒน์”, รองผู้ว่า ททท. ในวันที่ 29 มีนาคม 2539 ทั้งหมดนี้รายงานใน ฆ์ โฆ๒ ศั ฆ ฆ7 .: หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันที่ 1 มีนาคม 2539 การมีส่วนร่วมของประชาชน ข ๑=ฉ% ในการปกครองท้องถิน โดย รศ.ดร.สายทิพย์ สุคติพันธ์ รองศาสตราจารย์ประจําคณะรัฐศาสตร์ มธ. และรองอธิการบดีศูนย์ลําปาง มธ. ส4 1 ' ๑ ๒ จ7 การมีส่วนร่วมทางการเมืองในบริบทสังคมไทย รศ.คดร.สายทิพย์ สุคติพันธ์ การมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองของสมัยใหม่ ถ้าเรามีชีวิตอยู่ใน การเมืองไทยสมัยเมื่อปี 2475-2510 เรื่องนี่คงไม่ใช่เรืองสําคัญ หรือถ้าเรามีชีวิตอยู่ที่บ้านเมืองอยู่ใน ๑ มซี่๑๕๐, ส๐ 1 เชื่า«รี่ เรรี่ อํานาจของคณะทหารที่จะจัดการแก้ไขปัญหาทุกอย่างโดยมีอํานาจค่อนข้างเด็ดขาด คงไม่เห็นมีอบ ง ม แว ต่าง ๆ หนังสือพิมพ์ที่ไล่รัฐบาลทุกวันนี่เราก็คงไม่เห็น คัดเอ้าท์ขนาดใหญ่ที่บอกให้รัฐบาลลาออก เง ง ๑ ง 6 จี้ = ร ร อยู่บนทางด่วนทุกวัน ๆ เราก็คงไม่ต้องเห็น ปรากฏการณ์เหล่านี่เกิดขึนได้ด้วยเงื่อนไขของระบบ ม ส การเมืองขณะปัจจุบันที่เราเรียกกันว่าเป็นระบบการเมืองแบบเปิด เปิดให้มีการแสดงผลประโยชน์ ง ฒฆ 1 1 ฆ ซ ได้หลากหลาย ต่อรองผลประโยชน์กันได้อย่างหลากหลาย ถ้าจะถือว่าเป็นการพัฒนาการเมือง ก็๊ ฒ ส4 จๆจ่ ง เ” ฆ ๑ ฆม=๐ ง | ๕ เป็นการพัฒนาจากการเมืองที่ประชาชนเป็นฝ่ายรับผลของการตัดสินใจของผู้มีอํานาจแต่อย่างเดียว มาเป็นการเมืองที่ประชาชนพยายามจะผลักคันให้ผลประโยชน์ของตนเองให้ได้รับการสนองตอบ การมีส่วนร่วมทางการเมือง ในการศึกษารัฐศาสตร์ในประเทศตะวันตกเป็นเรื่องที่ได้เกิด ษ จ ล ง ความสนใจตั้งแต่ปี 1960 กว่า ๆ เป็นหัวข้อทางรัฐศาสตร์ที่สําคัญเมือสัก 30-40 ปีที่แล้ว ในแวควง 1 ม ล ง ย การศึกษารัฐศาสตร์อเมริกันก็รู้สึกว่าเรืองนีเป็นเรื่องสําคัญ ในตําราทีเกี่ยวกับประชาธิปไตยมากมาย , ๓ ง ๑ " 4 ๑ ๑ ก็บอกว่า ดัชนีที่ชีถึงความเป็นประชาธิปไตยในประเทศหนึ่ง ๆ นอกจากดูเรื่องสิทธิเสรีภาพ การมี การแข่งขันทางการเมืองแล้ว ต้องดูเรื่องในส่วนทีเกียวกับประชาชน คือ ประชาชนในระบบการ ม เมืองนั้น ๆ มีโอกาสเข้ามีส่วนร่วมอย่างอิสระเสรีในทางการเมืองหรือเปล่า หลายตําราก็ใช้การมี ' " เส ๑ 0ไ1ไ1 ส ะ ส่วนร่วมในทางการเมืองเป็นส่วนชีวัคประชาธิปไตย อาจจะมีการเลือกตั้ง อาจจะมีกฎหมายรัฐ ม ธรรมนูญ การรับรองสิทธิเสรีภาพอย่างกว้างขวาง ถ้าสังคมนั้นไม่มีช่องทางให้ประชาชนเข้ามีส่วน ร่วมทางการเมืองอาจจะเรียกได้ว่ายังเป็นประชาธิปไตยได้ไม่เต็มที เคยมีนักรัฐศาสตร์อเมริกันเห็น ว่าเป็นดัชนีที่สําคัญของประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมทางการเมืองไม่ได้เกี่ยวอะไรมากมายนักกับ กฎหมายและสถาบันทางการเมือง มันเป็นด้านของการเมืองที่ไม่ค่อยเป็นทางการเท่าไหร่ อย่างเช่น ตัวอย่างการชุมนุมประท้วง ไม่ได้มีกฎหมายอะไรรับรอง มักไม่ได้มีสมาคมประท้วงแห่งประเทศ ไทย ไม่ได้มีกติกาของการประท้วงว่าจัดได้เมื่อไหร่นอกจากกฎหมายของรัฐธรรมนูญที่กําหนดไว้ กว้าง ๆ เป็นเรื่องส่วนประชาชนรู้สึกว่าเขาอยากจะผลักดัน เขาอยากจะกดคันให้ผู้มีอํานาจทางการ ส ขฆ๑ ' จ ข เมืองตัดสินใจบางอย่างในทางที่เขาต้องการ ๕ ฒ = นิยามของแนวคิดในการมีส่วนร่วมทางการเมืองในทฤษฎีรัฐศาสตร์อเมริกันก็มักนิยามว่า เป็นกิจกรรมของคนธรรมดา คนธรรมดาในที่นีไม่ใช่นักการเมืองหรือข้าราชการ กิจกรรมที่ประชา ๑ ม ส ๐ ฆ สูข ๕ ชนธรรมคาจะทําการลงไปโดยมุ่งหวังที่จะกดดันผู้มีอํานาจ อาจจะเป็นรัฐบาลหรือรัฐสภาอะไรก็ ะ ๑ร = ง ม 4 เซ ตามให้ตัดสินใจในทิศทางที่ตนเองต้องการ ความหมายอันนีก็ใช้กันทัว ๆ ไป เพราะฉะนันกีครอบ ษ» คลุมกิจกรรมเยอะแยะ ไปหมด ถ้าเราใช้ความหมายอันนี่จะครอบคลุมกิจกรรมอันไหนได้บ้าง “เดิน เง ฆ " 1 ๑ ลี ๑ูขมณ ๐ ซ้ ง ขบวน” “ประท้วง” “เผาตัวตาย” ฯลฯ คือการกระทําการเพื่อให้ผู้มีอํานาจสนใจเขา เพื่อจะบอกว่า ร.ส่ สอ๓ซื่อออเวจ๓, ร 3. ฆ ส ขม ๕ สิ่งที่เขาเรียกร้องมันสําคัญ มีความหมายมากถึงกับเขายอมเสียสละตัวเอง เพื่อจะให้รัฐบาลหรือคน อื่น ๆ เข้าใจ สจ ง ณ/ ๑ ๕ = 4๕๑ สร ๓4 7 ห -. เมื่อสัก 1960 กว่า ๆ สมัยประธานาธิบคีโงคินเดียมในเวียดนามได้มีความขัดแย้งทางเรือง ศาสนา ประธานาธิบคีเป็นคาทอลิคและใช้อํานาจข่มเหงกลุ่มชาวพุทธค่อนข้างมาก พระชาวพุทธถึง ๕ จ ม ไม ง กับเอานํามันราดตัวเองแล้วนังสมาชิอยู่กลางถนนแล้วเผา เป็นการชีว่าสิงที่เขากําลังเรียกร้อง » ษ» ฆฒณู๕๑ ฆฑ ต้องการมันสําคัญขนาดที่ว่าสละชีวิตอย่างทรมานได้ ครั้งนั้นการเผาตัวของพระชาวพุทธในเวียด นามปรากฏว่าทําให้ประชาชนอเมริกันตกใจมากกว่ารัฐบาลอเมริกันทําอะไรอยู่ในเวียดนาม ฆ ฆม ส่ .,ซ ณ ฆ% ร ๐.” 1๑ ซ@ ๕ ส4 ทข .เ สนับสนุนรัฐบาลที่เผด็จการ สนับสนุนรัฐบาลที่ทําร้ายประชาชนอยู่ในอีกซีกโลกหนึ่งได้อย่างไร ฆ ๕= ๓ง 1 ณส ง 4 ไจ ร เสซฉซ่ ร ฆขเง ฒ ๓ฒณ อันนี่อาจจะถือว่าเป็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่ไม่มีวิธีอื่นแล้วที่จะใช้ช่องทางในการกดคันรัฐ บาล 1 1 ๕ส = 1 1 ๑ "จ ส่วนมากเราจะพบว่ามีรูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมือง 3-4 ประเภทใหญ่ ๆ ประเภท ส - 4 ฆ้ ๕ ส 1 " แรกที่มักจะลืมคือ การลงคะแนนเสียงเลือกตังกีเป็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองพื้นฐานในระบอบ ษ ษ» ษ ประชาธิปไตย การหย่อนบัตรเลือกตั้งเป็นการบอกว่าเราอยากได้คนนี เราอยากได้นโยบายนีให้เป็น - ว ล็อกตั้งเป็ ' แนวทางในการจัดการบ้านเมือง เพราะฉะนั้นการลงคะแนนเสียงเลือกตังเป็นรูปแบบพื้นฐานที่สุค ฑ 4 4 ! ว่ ฆม ง ๐ ย ฆ ร ' ม อันหนึ่งที่ไม่ต้องเสียงภัย ไม่ต้องลําบาก ไม่ต้องเจ็บตัว นอกจากที่การ ไปหย่อนบัตรลงคะแนนเสียง มีคนอีกบางกลุ่มที่ต้องการมากกว่านั้นไม่ต้องการแค่ผ่านตัวแทนเลือกตัวแทนไป เช่น เขาอยากให้ กลุ่มนี้พรรคนี้ได้คะแนนเสียงเลือกตั้งเยอะ ๆ ให้เขาไปตัดสินใจในทางการเมืองที่เขาเห็นสมควร เพราะฉะนั้นกิจกรรมพวกการไปช่วยรณรงค์หาเสียง ไปร้วมในกิจกรรมของพรรคการเมืองเหล่านี้ ถือเป็นการมีส่วนร่วมในทางการเมืองได้เหมือนกันถ้าเราคิคว่าเป้าหมายท้ายสุดของการที่เราไปช่วย ใครต่อใครหาเสียง อันนี้ถือเป็นกิจกรรมที่มีส่วนร่วมทางการเมืองที่ไม่เสี่ยงภัย ไม่ถึงกับทําให้ต้อง ทุ่มเทอะไรมากนัก ง ะ . นอกจากกิจกรรมที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยตรงแล้วทั้งหลาย เรายังสามารถมีส่วนร่วมใน การเมืองแบบอื่น ๆ ได้อีก เช่น ปัจจุบันเราจะพบกิจกรรมของกลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มสมาคม กลุ่ม ธุรกิจอะไรพวกนี้ออกมากคดันเสนอความต้องการของเขาเพื่อจะให้รัฐบาลเอาไปพิจารณาตัคสินใจ กลุ่มผลประโยชน์เหล่านี้อาจจะหมายถึงสมาคมวิชาชีพ สมาคมธุรกิจ สหภาพแรงงานต่าง ๆ เหล่านี้ เ) เจะ5 ๕ท ว่ 1 ส4่ ฆขม เ ฆขม ง ก็ได้ เพราะในทีสุคกลุ่มเหล่านีก็มีผลประโยชน์ทีอยากให้รัฐบาลส่งเสริมอยากให้รัฐบาลคุ้มครอง 1เณ่ม ส4 ! จ ๑ล เร่ ง ม ม ม: แต่กี่ยังมีกลุ่มผลประโยชน์ประเภทอิน ๆ อีก สมาคมวิชาชีพก็ต้องการวิชาชีพได้รับการรับรองให้มี มาตรฐานถ้ามีกฎหมายอะไรมากระทบกระเทือนวิชาชีพเขา เขากี่จะพยายามจะเสนอกคค้นอะไร ง =) ง ๓ ง รม ร ” ป็ ต่าง ๆ หรือสมาคมหอการค้า สภาอุตสาหกรรม กลุ่มผลประโยชน์เหล่านีมันจะมีลักษณะเป็นผล ประโยชน์ของแต่ละอาชีพ หลัง ๆ มาพวกเราจัดกลุ่มอย่างเช่น กลุ่มเพื่อนช้าง, กลุ่มเพื่อนหญิง พวก ที ' ' ว ค = 4 4 ๑= นี้เราเรียกว่าเป็นกลุ่มผลประโยชน์สาธารณะ เขาจะเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดนโยบายในเรืองทีเขาคิด พฐา๕๓ ริ ! เฉ4 ญี่ 1ล 2 ว่าสําคัญ กิจกรรมกลุ่มผลประโยชน์สาธารณะจะเป็นกลุ่มที่พบในการเมืองสมัยใหม่มากขีน ความ ส ร่ ส "ร ร 4 ๑..2 ญ < ฮ์ 4ส4่ง. ) ๕ ๕4 ๐ ๆ.ปร ตื่นตัวที่พวกเรามีมากขึ้น เราอาจจะเห็นเรื่องสิทธิของสัตว์เป็นเรื่องที่ไม่ไกลตัว เป็นเรืองทีทําให้จิต ๕ ฮั 4 ม ฐ 4๕ "ร = ใจมนุษย์อ่อนโยนมากขึ่น ซึ่งในอนาคตความรับรู้ในเรืองนี่จะมากขีน ๆ แล้วเราจะพบกิจกรรมของ , ๆ ฐ เปปวไ65ช่ ข> ๑๐๑. ว เง ) กลุ่มผลประโยชน์สาธารณะมากขึ่น อย่างเช่นเรื่องผู้หญิง เรืองการเอารัคเอาเปรียบผู้ที่ต้อยโอกาส อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมในทางการเมืองที่นักวิชาการอเมริกันชอบพูดถึงอยู่บนฐานที ง ร ๓ เ= . ส ๐ ฆมฆุ๑ร ง ง ร. ' ว่าการเมืองเป็นการเมืองที่มีประชาชนอยู่อีกฝ่ายหนึ่ง แล้วกีมีผู้มีอํานาจตัดสินใจอยู่อีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ ษ อ ว่าการจะไปลงคะแนนเสียงเลือกตังเพื่อให้มีคนของเราไปอยู่ในรัฐบาล การช่วยให้พรรคของเรา ษ อ ” ไว ชนะในการเลือกตั้งเพื่อจะได้ไปทํางานในแบบที่เราชอบ การรวมผลประโยชน์เพื่อให้รัฐบาลออก ร่ , ง ส ว กฎหมายที่เป็นประโยชน์แก่เรา เป็นกลุ่มผลประโยชน์สาธารณะเพื่อให้รัฐบาลออกกฎหมาย เรากค ว ฆ ๐ ง ๑ ๓ ฑขุ๑ ๐ 4 ' เ ' ดันเพื่อให้รัฐบาลทํา หน่วยราชการทํา ระยะหลัง ๆ มีนักคิดอีกจํานวนหนึ่ง บอกว่าการมีส่วนร่วม 1 ร ณ 4 1 เว จ 2 จ ร . ทางการเมืองอย่างนี้เหมือนกับประชาชนอยู่วงนอก คือเราเห็นว่าควรจะทําอย่างนั้นอย่างนีหาวิธีกด ดันรัฐบาล ไม่ได้มองว่าเราจะต้องไปช่วยเขาทํา กิจการของการเมืองเป็นเรื่องของมืออาชีพ อาจจะ เป็นพรรคการเมือง นักการเมือง หรือข้าราชการ เราทีเป็นประชาชนเรากคคัน เราผลักคัน เรา สนับสนุนสิ่งที่เราชอบ เราคัดค้านสิงที่เราไม่ชอบ ประชาชนกับผู้มีอํานาจอยู่กันคนละส่วน ประชา นิ. [จ + าท 1 ง ๑ ส่ ง 1 ชนเหมือนกับคนดู คนเชียร์ คนโห่ไล่ เราไม่ต้องไปทําเอง นีเป็นส่วนร่วมของการเมืองในแบบ ง ร เดิม ๆ นั้นคือการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบบประชาธิปไตย ตัวแทน ระบบประชาธิปไตยที่มี การเลือกตั้ง พอได้คนที่รับผิดชอบแล้วเราก็บอกคนที่รับผิดชอบว่าเราอยากได้อะไร อยากให้แก้ อะไร ระยะหลัง ๆ มาพวกเราก็คิดถึงว่าประชาชนไม่ควรจะทําตัวเป็นแค่คนอยู่วงนอก มีตั้งหลาย อย่างที่ไม่เห็นต้องเริ่มว่าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบ เรื่องทางการเมืองไม่ได้ว่าติดอยู่ในภาพการเลือกตั้ง พรรคการเมือง ไม่จําเป็นต้องหมายถึง เฉพาะการตั้งรัฐบาล, ลั้มรัฐบาล ถ้าเรามองคําว่าการเมืองในความหมายว่าเป็นกิจการสาธารณะ (ซึ่ง ความหมายนี้ใช้ได้คีในการปกครองระดับท้องถิ่นด้วย) กิจการสาธารณะคือกิจการของชุมชนหรือผู้ คนในชุมชนที่อยู่ด้วยกันมีส่วนได้ส่วนเสีย ช่วยกันทํา เป็นอีกนัยหน้าที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วม ในการเมือง ไม่ใช่เฉพาะเราจะกดดันให้รัฐบาลทําอย่างนั้นทําอย่างนี้ แต่เราเป็นประชาชนที่จะทํา อะไรที่เป็นกิจการสาธารณะ ได้ไหม โดยทั่วไปการมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นคําที่มีความหมายในทางดี ทําให้รู้สึกว่าเราเป็น เจ้าของบ้านเมือง รู้สึกว่าผู้มีอํานาจทางการเมืองอยู่ในมือเรา เราผลักคันได้ ไม่เป็นเบี้ยล่างของผู้มี อํานาจทางการเมือง แต่ว่าในประเทศกําลังพัฒนาจํานวนมากที่ประสบปัญหาในช่วงที่เกิดการขยาย ตัวของการมีส่วนร่วมทางการเมือง คําที่กล่าวมาแล้วว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นปรากฏการใหม่ ในสังคมระบบโบราณ คั้งเดิมทั้งหลาย ระบบกษัตริย์ ระบบขุนนาง ระบบศักคินา คํานี้ไม่มีความหมาย เพราะการมีส่วน ร่วมทางการเมืองเป็นภาคของประชาชน ซึ่งในการปกครองจาริดคั้งเดิมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ประชาชนเป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน เป็นผู้เช่าที่ดิน เป็นทาส ปรากฏการณ์การมีส่วนร่วมทางการเมือง เป็นปรากฏการณ์ของสังคมสมัยใหม่ในกรณีประเทศตะวันตกการมีส่วนร่วมทางการเมืองจะค่อย ๆ ขยายตัวขึ้น จะเริ่มจากการตื่นตัวในผลประโยชน์ของเขา อันนําไปสู่การพยายามจะเข้าไปมีส่วนใน การตัดสินใจทางการเมือง แต่ในกรณีของประเทศที่เกิดความเป็นประชาธิปไตยค่อนข้างฉับพลัน มี ปัญหาของความต้องการมีส่วนร่วมทางการเมืองนั่นแหละ คือกลุ่มคนต่าง ๆ ในสังคมนั้นเกิดความ ต้องการมีส่วนร่วมในการเมืองมาก ๆ โดยไม่มีสถาบันทางการเมืองพัฒนาขึ้นมารองรุ้บ กลายเป็น ความวุ่นวายทางการเมืองระสําระสายได้ แซมมวล ฮันติงตัน เขียนหนังสือมีชื่อเสียงมากในปี 1960 กว่า ๆ ตั้งข้อสังเกตว่าในประเทศที่กําลังพัฒนาทั้งหลาย พอได้เป็นเอกราชก็จะมีการพัฒนาทาง เศรษฐกิจ มีการเปลี่ยนแปลงประเทศให้ทันสมัยเกิดขึ้น ข้อมูลข่าวสารมากขึ้น คนมีชีวิตความเป็น อยู่ล้าหลังในที่ห่างไกลเริ่มมีชีวิตในตัวเมืองมากขึ้น ที่ฮันดิงต้นเห็นว่าในประเทศที่มาพัฒนาระยะ หลัง ๆ เหล่านี้ เมื่อเกิดความทันสมัยสักระยะหนึ่ง แทนที่จะเกิดระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคง เหมือนตะวันตก ปรากฏว่าเกิดการประท้วง การใช้ความรุนแรงรําสําระสายอย่างในอินโคนีเซีย พม่า แทนที่เมื่อมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจแล้วจะค่อย ๆ เกิดพรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ เกิด การเลือกตั้งอย่างมีระบบระเบียบ เคารพกติกาอย่างในตะวันตก อันติงตันจําตั้งข้อสังเกตว่า 1ใ40วธธาง176170าง ไม่ว่าทางเศรษฐกิจ ทางการศึกษา ทางสังคม จะทําให้คนมีชีวิตแบบในตัวเอง ไม่ได้อยู่ในชนบทที่ล้าหลัง 1๕00ธ๒ง176เ1101ง จะทําให้คนเกิดความคาดหวังสูงขึ้น (ก่๑๒6 ๑๓06๐๐เลน์อต) รู้สึกว่าสังคมนี้เป็นสังคมที่เขาจะมีโอกาสมากขึ้น เกิดความหวังใหม่ ๆ ในชีวิต ถ้า ระบบสังคมระบบการเมืองนั้นเป็นระบบการเมืองระบบสังคมที่ยึดหยุ่นพอ มีการสร้างงาน มี โอกาสใหม่ ๆ ให้คนเหล่านี้ได้ตามความหวังของเขา มีธุรกิจ มีการลงทุน มีการจ้างงาน มีระบบการ เมืองที่เปิดรับความต้องการใหม่ ๆ ก็จะพัฒนาไปราบรื่น แต่ถ้าในประเทศกําลังพัฒนา การเมือง อ่อนแอ การเมืองก็ยังเป็นการเมืองแบบเก่าที่กลุ่มอํานาจมีอยู่เพียงไม่กี่คน ยังไม่สามารถเปิดเป็นการ เมืองที่ทุกคนมีส่วนได้ ก็จะเกิดปัญหา ตัวอย่างที่คีมากคืออินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศที่มีการศึกษาดี = ว 1 ๕ เณ 4๕ ฆ ส ' 4 ๐ ง ๑ มหาวิทยาลัยมากมาย พม่ากี๊เช่นกันที่มีสถาบันการศึกษาที่วางรากฐานที่ดี เป็นการเมืองที่ผู้มีอํานาจ ๑ [ ฯ ง = ) ง ง ' เ, ร่ ฆ ฒ จํากัดอยู่ในแวดวงผู้นํา แต่สังคมของอินโดนีเซียและพม่าไม่เปิด ไม่มีความก้าวหน้าพอที่จะพอรับ 3 <=๑ ม ง ษ น : คนรุ่นใหม่เหล่านี้ คนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษามีความหวังว่าชีวิตจะคีขึ้น แต่พวกเขาต้องทนยากจน ไม่ เอ สจ== ร๕ สู๑๑ ู ซ์ ๑ ๕ = ง นู 4 ' มือภิสิทธิ์ คนมีการศึกษาก็เกิดขึ้น และยิ่งเขาไม่รู้สึกจะมีชีวิตที่ดีขึนได้เป็นเพราะว่าการเมืองไม่เปิด ๑ ล 4 ส่ = โอกาส จะทําให้เกิดความเครียด โกรธแค้น ใช้ความรุนแรงเพื่อการเปลี่ยนแปลง จะเกิดความ ํา ฯ ฮั » ระสําระสายทางการเมืองขึ้นมาไค้ ณฑ เด ญ/, = 1 ที 7 ๐อู่ญ ส4 สมมุติฐานของฮันติงตัน มีกรณีมายืนยันหลายประเทศด้วยกัน ในประเทศกําสังพัฒนาเมือ เกิดการพัฒนาในเศรษฐกิจระยะแรก ๆ ระบบการเมืองที่ปรับตัวไม่ทันจะทําให้คนเกิดความ ง ง เล เล หงุดหงิคคับข้อง เกิดความผิดหวัง เกิดความรู้สึกว่าสิงที่เขาควร ได้กลับไม่ได้ สมมุติฐานอันนีเคยมี คนมาอธิบายกับการเมืองไทยในสมัยจอมพลสถฤษตีต่อเนื่องมาถึง 2516 กล่าวคือ ยุคจอมพลสฤษดิ ถึงแม๊การเมืองมีการใช้อํานาจเผด็จการ แต่ทางด้านเศรษฐกิจสังคมมีการปรับปรุงให้ทันสมัยอย่าง = 1 เร เว = ' ร่ เว 1 = ซ์ มาก จนเกิดคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาคนทําธุรกิจรุ่นใหม่ ๆ ที่ต้องการเข้ามีส่วนร่วมในกิจการบ้าน เห เจจ สี่ ง ว ๕ เมือง เพราะฉะนั้นจะว่าไปแล้วคนที่ทําการเปลี่ยนแปลงระบอบของจอมพลถนอมเมือปี 2516 ก็คือ 4 ซ่ รึ , ' ม รี่ คนที่เกิดมาจากการพัฒนายุคของจอมพลสฤษดี่ มาจากการศึกษาที่ขยายตัวในช่วงนั้น มาจากคนที่มี โอกาทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ในช่วงนั้น ทีกลายมาเป็นผู้นําในยุค 14 ตุลาคม 16 ร 1 ศศค 7 รี่ ท อ ู ซู ซ ซ๊ นอกจากนั้นการมีส่วนร่วมทางการเมืองยังเกิดในสังคมที่เคยถูกปิดกันจํากัดสิทธิพลเมือง ในการปกครองตนเอง เช่น ในประเทศทีเคยมีประสบการณ์อาณานิคมกี่จะเกิดความตื่นตัวความ ห ณส ะ ง 4 %! ณ= ' ณซ่ ส ม เซ เ!เ ต้องการความมีส่วนร่วมในการเมืองจะสูง มีคนเคยอธิบายว่า คนไทยมีความตื่นตัวน้อย ไม่รู้สึกว่า สิทธิในการเลือกตังสําคัญ ขายสิทธิขายเสียงตัวเองง่าย ๆ เพราะสิทธิทางการเมืองไม่เคยมีความ สําคัญกับชีวิตเรา ไม่เหมือนในประเทศทีเคยเป็นอาณานิคม สิทธิทางการเมือง สิทธิที่จะปกครองตัว เองเป็นเรื่องใหญ่ เพราะว่าเขาเคยอยู่ในประสบการณ์ที่เขาไม่มีสิทธิในอะ ไรเลยแม้ว่าเขาจะอยู่ใน บ้านเกิดของตัวเองในอินโคนีเซีย/อินเดีย คนในชนบทจํานวนมากเข้าร่วมการต่อต้านการเข้าร่วม = ง = = ร ๑ ง อาณานิคม ถ้าเรามองการต่อต้านอาณานิคมเป็นขบวนทางการเมืองชนิดหนึ่งก็จะเกิดการตื่นตัวทาง 3 ช้ ๐ ไร รส = เป ง 6 ๕ เ ฯ = การเมือง เพราะฉะนั้นตําบลไหนเมืองไหนที่เคยมีพ่อค้า ขุนนาง มาข่มขู่ มาเก็บส่วย ภาษี ปลิ้นชิง ษ เซ เอาพืชผล โดยอยุติธรรมเหล่านี่ ความไม่ยุติธรรมคับแค้นเหล่านี่ก็กลายเป็นความตื่นตัวทางการ ณ ร 6 เส ๑= ส ๕ = = ฆ้ เมือง ตัวเลขที่น่าสนใจกี่คือว่าเมืออินโดนีเซียได้เอกราชในปี 1949 (2482) อินโดนีเซียมีการเลือกตัง , ก 1 ๕ ๑ ซ์ 5 - อยู่หลายครั้งช่วงปี 2482-2489 ปรากฏว่ามีคนออกมาใช้สิทธิ์ 70% เพราะมีความตื่นตัวทางการเมือง เข้าสังกัดพรรคการเมืองอย่างกว้างขวาง บางคนบอกว่าการตืนตัวมีส่วนร่วมทางการเมืองไทยมีน้อย ร ๕๕ ฆ๑ ส่ง เหตุผลหนึ่งกี่คือเหตุผลทางประวัติศาสตร์ที่ต่างกัน ส 4 4 ๑= 1 ๐ 4 = ๑=% สี่ ซ่ ! ข ม อีกเหตุผลหนึ่งทีอธิบายว่าทําไมพลเมืองไทยจึงเกิดความตินตัวค่อนข้างช้า บางการ วิเคราะห์บอกว่ามาจากความสัมพันธ์ในระบบไพร่ในอดีตของเราเอง ในอดีตของสังคมอื่นสามารถ ที่จะเกิดเสรีชน เกิดคนที่เป็นอิสระ คนที่เป็นพ่อค้า เป็นนักอุตสาหกรรม เป็นช่างฝีมืออิสระต่าง ๆ รสะ ' ส ม , ง ร ร= ฆ ง ไ ขณะที่สังคมไทยอยู่ในระบบที่มีขุนนาง เจ้านายคูแลบ่าวไพร่ เพราะฉะนั้นเราจึงมองกันว่าแต่ไหน 1 โซ ซ่ เ4 ล ร ร เม ง ๑ ร 8 ๑ รู 3 แต่ไรเราจะมีชีวิตที่คีหรือไม่อยู่ที่มีนายที่ดีหรือเปล้า? ถ้าเราอยู่กับนายที่ดี อยู่กับเชื่อพระวงศ์ที่เมตตา ษ : ย กรุณาชีวิต เราก็จะคี ต่อให้เป็นทาสในข้านท่านเหล่านีก็ยังมีชีวิตที่คีกว่า เป็นคนอิสระที่ไม่มีใครคุ้ม ครองคูแล ๑๑2? ร ง ๓ ง 1 ความคิดทํานองนี่ทําให้คนไทยที่เป็นสามัญชนไม่ได้เป็นกลุ่มคนที่พยายามต่อสู้เพื่อจะให้ ได้สิทธิทางการเมืองของตัวเองมากนัก เพราะเรามีชีวิตที่คีได้จากคนที่มีสถานะ/อํานาจเหนือกว่า = 1 ข้ = ง จ ง ข = หลายคนอธิบายว่าอาจจะเป็นเพราะระบบการปกครองคั้งเคิมของเราไม่โหคร้ายอะไรทีจะก่อให้เกิด ร«6 2 จ5 ! ล ความพยายามต่อสู้ เพื่อจะให้ได้การปกครองของตัวเองขีนมา ไม่ได้มีการขูครีคข่มขู่ดุเดือดเหมือน ษ ง ในประเทศอาณานิคมพวกนั้น จึงทําให้คนไทยส่วนใหญ่รู้สึกว่าเรามีชีวิตที่ดีได้โดยมีคนช่วยคุ้ม ครองดูแล โดยไม่ต้องพยายามดูแลตัวเองเท่าไร เว ม ง จากความสัมพันธ์ในระบบไพร่ ค่านิยมที่มากับศาสนาพุทธแบบพื้นบ้าน เรืองบุญกรรม - ว ง๑ ๑ ส4 ๕มบ ง = ร ๐ ๆ.ข เจ ม เรื่องบุญวาสนา ถ้ามองในแง่จิตวิทยาการเมืองกี่ต้องบอกว่า ความคิดแบบนี่ทําให้เราไม่เกิดความรู้ ง ษ ไง สึกทางจิตวิทยาที่เป็นพื้นฐานของความต้องการในการมีส่วนร่วม ไม่มีความรู้สึกมันใจว่าเราจัดการ เก ม ๑ ขร3 ป 4 ช่ ม๕๐ เศ - ส กับบ้านเมืองได้ เกิดความรู้สึกว่าบ้านเมืองเป็นเรื่องของผู้มีอํานาจ บ้านเมืองเป็นเรืองของคนมีบุญ วาสนาสําหรับพวกเราชาวบ้านธรรมดาถ้าหากว่าเรามีพระมหากษัตริย์ที่ทรงธรรม เรามีขุนนางที่มี ษ : บุญญาบารมี บุญบารมีของท่านเหล่านั้นก็จะปกป้องให้พวกเราที่เป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นคินเป็นสุขไป ฆ เร “ ๑ : ด้วย เพราะฉะนั้นในสมัยอยุธยาเมื่อเกิดการต่อด้านพระมหากบัตริย์บางพระองค์ ราษฎรไม่ได้ ง) ญ =๑9๕4 ! ะ ต่อด้านว่าเขาต้องการจะเป็นผู้ปกครอง แต่เป็นเพราะมหากบษัตริย์ที่อยู่ตอนนั้นหมดบุญญาธิ-การ ไม่ ง ส 4ร มีบุญที่จะทําให้ไพร่ฟ้าอยู่เป็นสุข ทําให้ข้าวยากหมากแพง ทําให้ชาวบ้านเคือคร้อน เซ เ# ง ตัวอย่างเหล่านีวิธีคิดแบบนีก็ตกมาถึงสมัยใหม่ เช่นในยุคแรก ๆ หลัง 2475 ที่พบว่าประชา ชนร้องเรียนกับทางราชการ อยากให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา ถ้าสมัยโบราณกี้คือการเขียนฎีกา ถ้าสมัย ใหม่ขึ้น ความพยายามที่ประชาชนธรรมคาตัคสินใจจะให้รัฐบาลช่วยเหลือมีลักษณะเป็นการร้องขอ ให้ช่วย ไม่ใช่เป็นการกคคันให้ช่วย เช่นปี 2491 มีข่าวบอกว่า พ่อค้าตลาดนัดเรียกร้องรัฐว่าถูกเรียก ม ม ร้องค่านําชาพิเศษ ขอให้นายกจะช่วย ราษฎรเลียงหมู ร้องทุกข์จอมพลว่า หมูราคาตก ชาวไร่อ้อย ม ๑ ง 61 ๑ ข ๕ซุ ม - เซ่ > ร้องทุกข์อําเภอว่าโรงงานไม่จ่ายเงินให้ เสร็จแล้วนอนคอยฟังผล ราษฎรอีสานถูกไล่ที่ ร้องทางการ ม ' นู "๑ ' = สร , งี เ กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกแดง แผงลอยเทเวศร์วิงหาท่านผู้หญิงละเอียด ซึ่งอยู่ในฐานะที่จะช่วย ๕ซ๕=@ %๐๓ ชี ม ข้ ๑== ๐ ร ๑ซ๑=๑ ร ชีวิตอันเป็นทุกข์ของเขาหายจากทุกข์ไปได้ เพราะฉะนันวิธีคิดทํานองนีจะเป็นวิธีคิคของคนไทยที่ ม ง ร ว่ากันว่าน่าจะมาจากโครงสร้างทางสังคมคังเคิมที่เราอยู่ในการคุ้มครองและมีชีวิตที่ดีจากการอยู่กับ ส๕ นายทค เต ก ง 7 ถ้ามองในแง่นี้แล้วความตื่นตัวที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองของคนสามัญใน 7 ง ' -@ 1 1 '= ฒ ๓๓ 4 ร สังคมไทย อาจจะวิเคราะห์ได้ว่าเป็นผลของปัจจัยภายนอกอย่างมาก กล่าวคือในสมัยรัชกาลที 4 ที เราเปิดประเทศรับความรู้ ความคิดของตะวันตก การที่มีมิชชั่นนารีฝรั่งที่พ่อค้าฝรั่งเข้ามาและ วิพากษ์วิจารณ์ระบบบ้านเมืองของเรา คนธรรมดาสามัญคงไม่ได้รับรู้รับทราบในระยะแรก แต่คนที รับรู้รับทราบก็คือคนที่มีการศึกษา คนที่มีโอกาสติดต่อกับฝรั่งว่าจะ ไปแล้วจุดเริมต้นของความ ต้องการการมีส่วนร่วมทางการเมืองน่าจะมาจากคนที่ไม่ใช่สามัญชนธรรมคา ความพยายามที่จะให้ราษฎรธรรมคามีส่วนมีเสียงปรากฏในสมัยรัชกาลที่ 5 ในหมู่ปัญญา ร ฆม ๑ ' เ 4 !เ ๕ ร3 4 4ส4) ม จ 4๕ ชน คนทีเป็นนักคิดอย่างเช่นเทียนวรรณ หรือว่า สกร. กุหลาบก็พูคถึงเรืองทีว่า บ้านเมืองนีราษฎร = = 1 ง 7 -@ | ๑ ง่ ควรจะมีสิทธิ์มีเสียงแล้ว แต่ก็ปรากฏว่าราษฎรสามัญกลับไม่ได้เป็นผู้ทําการเปลี่ยนแปลง 2475 เป็น ษ ง เ? เล . คนชั้นนํา ข้าราชการ ทหาร เป็นผู้ที่เปลี่ยนแปลง คนกลุ่มนีเป็นคนที่บอกว่าราษฎรธรรมคาควรมี 1 = 6 # สฯ ง ซัระ = ฆม ส่วนมีเสียงในบ้านเมือง คนกลุ่มนีกีรับความคิดมาจากโลกตะวันตก การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 เป็นการเปลี่ยนแปลงระคับชาติคือเปลี่ยนแปลง รส ขู=24๕ ฒ ม ส1เ ง สฯ ะ จากที่กษัตริย์มีอํานาจ กลายเป็นสามัญชน ทหาร ข้าราชการ ประชาชนมีส่วนร่วมในการเมืองครัง ร ส ฆ - สูข้ - ร เว้ ข แรกที่การเมืองระดับชาติคือการเลือกตั้งหลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง ขณะที่หลายท่านตังข้อ จ ะ เ ษ ว แว ง จ สังเกตว่าประชาธิปไตยที่มันคงในที่อื่น ๆ นั้นเริมจากประชาธิปไตยที่ท้องถินเริมจากการปกครอง ตัวเองในระดับเมืองเล็ก ในเมืองไทยแม้จะเปลี่ยนการปกครองมาเป็นสามัญชนแล้วก็ตาม ก็ยังเป็น ฆ ซ่ ม ไร| ณ = สามัญชนที่เป็นชนชั้นสูงในการเมืองระคับชาติ เมื่อ พ.ศ.2475 เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็เป็นการเปลี่ยนระดับชาติ การมีส่วนร่วม ร่,@-ฮั้ร " 2 9จ4ฉฝไ1 4 ส่๑ร้. ของไทยที่เกิดขึ่นครังแรกในการเลือกตังก็เกิดที่ระดับชาติ กลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ทีเกิดขึนยุคแรก - ม 1 ท ว ๑ «๓ ๕ = ฆม สร 4 เเส ก็ค่อนข้างจะเป็นกลุ่มของคนชั้นสูงในระดับชาติ อันนี่อาจจะเป็นสมมติฐานอันหนึ่งหรือเปลา ที่จะ บอกว่าทําให้ประชาธิปไตยของเราไม่ค่อยเข้มแข็ง มันเกิดประชาธิปไตยระดับประเทศแต่ไม่เกิค ประชาธิป ไตยในระดับท้องถิน ฆ = 1 ' ง1 ฆข ๑ « เรามองการเมืองเป็นเรื่องในระดับชาติเป็นส่วนใหญ่ แต่ก่อนการปกครองท้องถินเราถือ จ ๓ ๑2 ฆม จง ง ๐ จ เป็นเรื่องของการจัดคบริการสาธารณะให้กับท้องถินเป็นเรื่องสําคัญของการปกครองท้องถิน เพราะ ษ ฆ เ= ' ฆ 1 น ๐ ๓ ง ๑ เ ฉะนันประเด็นไม่ได้สําคัญว่าประชาชนปกครองหรือไม่ปกครอง สําคัญว่าข้าราชการทําไม่ดี เจ้า หน้าที่ท้องถินบริการคีหรือไม่ สุขาภิบาลสมัยแรก ๆ เป็นสุขาภิบาลที่มีนายอําเภอมีบทบาทอีกบท ไช ป เต = ๑9.9ช ๓ ฉ่น รี่ ๐๑. ๕ บาทหนึ่ง เป็นการปกครองท้องถินที่ราชการภูมิภาคทําให้ ในยุคปัจจุบันเราเริมเห็นความสําคัญอีก =๑ 4 จ ง๑ 1 13๐ ง 0 ๑ ' มิติหนึ่งว่า ท้องถินคงไม่ใช่แค่ทําตลาดหรือท่าเรือให้สะอาด แต่สําคัญว่าจะทําให้ประชาชนรู้สึกว่า เขาได้ดูแลชุมชนของเราด้วย การปกครองท้องถินในปัจจุบันจึงมีความสําคัญในมิติการมีส่วนร่วม ไจ ทางการเมอง 1 ส ส ไจ 1 . ๑ ง ส่ ภั ถ้าถามว่าคนไทยมีความตื่นตัวทางการเมืองค่อนข้างจะตํามานาน เกิดการเปลี่ยนแปลงเมือ ' เจ ง ๕3 สลี้/ เง ร 7 ง ง [ๆ ไหร่อย่างไร ช่วงก่อนปี 2516 ถ้าเราจะขีดปีนี่เป็นจุดแบ่ง ซึ่งเรามักจะบอกว่าก่อนนั้นการเมืองไทย ๑ =่๐ ๐ ' ฆ้ ๑ ๑ ง ไร] เป็นอมาตยาธิปไตย คนที่คํารงตําแหน่งในระบบราชการประจําทังหลายดํารงตําแหน่งทางการเมือง ม» ๆ 4 ฆ ๑ 4 เช ง ๐ ข ๐ พร้อม ๆ กันไปด้วย การตัดสินใจในระบบการเมืองเหล่านั้นมักจะอยู่ในอํานาจของทหารผู้นําพล = ฆ % = ร4 ข ๑ ห ส ๒๓ง [ รื ห ร. 4 เรือน นั้นเป็นนิยามของอมาตยาธิปไตยที่เราใช้กัน บางช่วงมีการเลือกตัง บางช่วงมีพรรคการเมือง ง! 4 ส » ซ่ 1๕ น บางช่วงมีสหภาพแรงงานที่เข้มแข็ง แต่ก็ขาดตอนเป็นช่วง ๆ กรณีของประเทศตะวันตกพรรคการเมืองเป็นสถาบันการเมืองสําคัญทีจะช่วยจัดการมีส่วน ร่วมทางการเมืองของประชาชน นักรัฐศาสตร์ตะวันตกมักจะลงความเห็นว่า การมีส่วนร่วมทางการ ส ู ป ๕ ฆ ฆซ ง ม ๓ , เ) ไร. ม .@ ๓ ส เมืองต้องมีสถาบันรองรับ เป็นช่องทาง ถ้าสังคมที่ไม่มีสถาบันทางการเมืองรองรับหรือจัดระเบียบ การมีส่วนร่วมมันจะจบด้วยความรําสําระสายจบด้วยการประท้วง ความรุนแรงไร้ระเบียบ ในทัศนะ ของนักวิชาการที่ให้ความสําคัญต่อเสถียรภาพจะเห็นว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบไม่มี สถาบันจะทําให้ระบบการเมืองเสื่อมล่มสลาย หลายคนก็๊ยกตัวอย่างว่าการพยายามเข้ามีส่วนร่วม ทางการเมืองช่วงปี 2516-19 เป็นตัวอย่างที่ดีของสภาพการนี่ กล่าวคือปัญหาทีสะสมมาตลอดในยู = ว ๑/ ๑ ง = คอมาตยาธิปไตยมากมาย เมื่อการเมืองมาเปิดโดยฉับพลันใคในปี 16 ปัญหาชาวนาชาวไร่เกิดมาจาก ส ๑= ฆ ว ๕ เ, การสะสมเป็นเวลานาน ซึ่งเกิดมาจากกระแสพัฒนาประเทศซึงกระจายผลประโยชน์ในการพัฒนา ' อ ๓ ซ่ .9. เล 0 ๑ ไม่สมคุลย์ การพัฒนาที่เน็นการเกษตรการอุตสาหกรรมก้าวหน้า ซึ่งทําให้ชาวไร่ชาวนาเกิดปัญหา หนี้สินที่สูญเสียที่ดินตลอดมา ชาวไร่ชาวนาไม่มีทางอะไรที่จะบอกถึงปัญหาของเขาอย่างมากก็คือ ความพยายาม'ไปร้องเรียนอําเภอต่าง ๆ เวลามีสัญญานู้ที่ไม่เป็นธรรม แต่กี่ไม่มีใครแก้ไขได้ แต่เมือ กติกาของการเมืองเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในปี 16 สิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่มในการประท้วง ง ๓ ะ. ซอ๑ลิ้. ' ฮ่ ว . การเดินขบวนได้รับการยอมรับในสังคมขึ้นมา กลุ่มคนที่เดือดร้อนทั้งชาวนาและกรรมกรก็ปะทุมา - ) ส ๕ - ส ซ่ ม ๕ เป็นการเรียกร้อง ความเดือคร้อนของกรรมกรก็เป็นอีกส่วนหนึ่งทีเข้ามามีบทบาท 4 ซี =๑ =ง4 ร่ ท ไจ, ง ๑ ถ้าจะมองการพัฒนาประชาธิปไตย หมายถึง การทีสถาบันการเมืองต่าง ๆ สามารถทํางาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง มีกติกา สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ ก็อาจประเมินว่าช่วง 2516- ร 4 ง 2519 นั้นเองมันยังไม่ได้บอกถึงผลว่าการสร้างการเมืองที่ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมทีมีประสิทธิภาพ คือสามารถแก้ไขปัญหาอะไรต่าง ๆ ได้ เป็นสถานการณ์ที่ดูระสําระสาย ปัญหาแก้ไขไม่ได้ ดู เหมือนเป็นความแตกแยกในสังคมอย่างรุนแรง แต่ถ้านับเป็นจุดเริมต้นก็นับเป็นจุดเริมต้นที่คี ม ง เพราะว่าตรงนั้นเองท่ามกลางการประท้วงมากมาย ท่ามกลางทีรัฐบาลประชาธิปไตยดูเหมือนแก้ " อ ล่ - รฯ ปัญหาไม่ได้ ปัญหาทั้งหลายทีสะสมมาในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ทีเราพัฒนาประเทศนันมันสะ สมมาเป็นสิบปี แล้วกิ๊กลายมาเป็นข้อเรียกร้องต่อระบบการเมืองในช่วงเวลาทีระบบการเมืองใหม่ ส ๐3...7 ฆณ ฆณูทู ส ส4 รส ๐ = ข้ - เท ่! มันยังไม่พร้อมที่จะทําหน้าที่ นีเป็นสาเหตุหนึ่งทําไมระบบประชาธิป ไตยตอนนัน 3 ปีถึงอยู่ไม่ได้ ” เ ฆม ร ) ะ ะ 4 - ฆญู ๑ มันถึงต้องจบด้วยการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่งในปี 2519 ทังที่รัฐธรรมนูญปี 2517 ก็มีบทบัญญัติ 2 ก ญี่ ย ะ ซ่2ใจ24! ความเป็นประชาธิปไตยมาก ๆ ฉบับหนึ่ง แต่ปัญหาที่มาเป็น ๑๓ล๑๓4 เข้าสู่ระบบรัฐบาลที่ตังใหม่ เข้าสู่รัฐบาลที่กติกายังไม่ชัดเจน ประเพณีต่าง ๆ ประชาธิปไตยยังไม่เกิด การมีส่วนร่วมทางการ ๑ ๕ ' ฆญ 1 ฆ ธ โอหี 1 เถ 4 เมืองเกิดขึ้นมาก แต่สถาบันยังอ่อนแอ ยังไม่สามารถจะคูคซับปัญหาต่าง ๆ เหล่านีได้ = สูาข ฆ ! ง ร เป]. ถ้าคิดแบบทฤษฎีฝรั่งตะวันตกก็จะบอกว่า ปัญหาของชาวไร่ชาวนาก็ต้องเข้าสู่กลุ่มของ » ง ง ชาวไร่ชาวนาทั้งหลาย ต้องดูว่าปัญหามีกี่ประเภท ต้องแก้ไขอย่างไร เสนอผ่านพรรคการเมือง แต่ . ร ' , ส่๑ สจั้ ร๕ะ ง พรรคการเมืองไทยไม่ได้มีนโยบายอะไรที่แตกต่าง พรรคการเมืองต่าง ๆ ที่เกิดขืนกียังเป็นพรรคที ฒ เท ษ= ๒= : 4 ๑ ข้ ฟุ แซ 5 ง ศา - "ร ' ยังไม่ได้มีรากฐานลงไปถึงปัญหาเท่าไหร่นัก เพราะฉะนั้นสถาบันทางการเมืองต่าง ๆ ที่เกิดขึนใหม่ ง ม หละ ในขณะนั้นไม่สามารถจัดการกับปัญหาที่ถูกนําเสนออย่างมากมายเหล่านั้นได้ ทําให้เกิดความไม่มี เสถียรภาพทางการเมือง เกิดการเผชิญหน้าทางการเมือง ว ม ๕ สด 1 ง ส ๕ 4 ๕4 ส เ ! ปลาย ๆ ยุคนั้นเราได้เห็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองอีกแบบหนึ่ง ก็คือ การมีส่วนร่วมใน ส ม เฮส ๑= มฆ ป ๕ ๕ อ ส= การเมืองโดยการระคมพลัง เมื่อเกิดการขัดแย้งทางอุดมการณ์หรือผลประโยชน์รุนแรง มีการระดม - เจ็0 : น ก พลังกลุ่มขึ้นมาคัดค้านอํานาจซึ่งกันและกัน บางคนมองว่าการมีส่วนร่วมในช่วงนั้นไม่ได้เกิดจาก การมีจิตสํานึกความตื่นตัวทางการเมือง ไม่ได้เกิดจากปัญหาผลประโยชน์ของตัวเองอย่างแท้จริง ง เ ' ม แต่เกิดจากการปลุกระคมทําของฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงและไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง กีมีคนชี บอกว่าอย่างเช่นกลุ่มสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ หรือกลุ่มกรรมกรเองก็ตามที่เคลื่อนไหวในช่วงปี 2516- 2519 ก็ไม่ได้เกิดจากความตื่นตัวของเขาโดยลําพัง มีกลุ่มนักศึกษา มีกลุ่มปัญญาชนลงไปจัดการให้ ล ม เกิดความตื่นตัวในทางการเมืองแบบนั้น ตรงนันไม่น่าจะเรียกว่าการขยายตัวของการมีส่วนร่วม ป ง ม 9 ไร. ค จ“ 4 ง ม ส่ ต้องบอกว่าเป็นการระดมผู้คนเข้ามาในแวควงทางการเมือง เพื่อต่อสู้ทางการเมืองมากกว่า ยุคสมัยที เรามองกันว่าเกิดการขยายตัวของการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างจริงจัง อยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจกําลัง ไว ม เปลี่ยนแปลง ตั้งแต่สมัย 2520 เป็นต้นไป ง 4 ๑ ม ๑ ๓% ส๑= 4ั ร ขม ส่ ' = เป่ กล่าวคือ ธุรกิจ-พลังทางเศรษฐกิจสังคมที่เกิดขึนตรงนีเป็นพลังที่แตกต่างไปจากเคิม เช่น เ) ด๑เรงเรี่ช น ซูขู่ เม, ง ม อ นักธุรกิจเดิมที่ต้องอยู่ในระบบอุปถัมภ์กับผู้นําราชการ แต่ด้วยเศรษฐกิจของโลกก้าวหน้ามาก และ ๑ ซ่ ม ๑ , ง ๑ ๑ เศรษฐกิจไทยไปเชือมโยงกับเศรษฐกิจโลกไทย การส่งออกการลงทุนจากต่างประเทศ จะทําให้เกิด ๑๓๓2๑มี่2 2 2 กลุ่มธุรกิจที่อิสระมากขึ่น กลุ่มธุรกิจที่เชือมโยงทุนต่างชาติมากขีน กลุ่มธุรกิจทีเคยอาศัยเชิญท่าน นายพลมาเป็นประธานบอร์ด เชิญอธิบคีมามีหุ้นอยู่ในกิจการต่าง ๆ เป็นธุรกิจสมัยเดิม ค่อย ๆ ลค ซ ' บทบาทลง นอกจากนันตั้งแต่ปี 16 เป็นตั้นมา จนกระทังยุคพลเอกเปรมเกิดนักวิชาการ นักวิชาชีพ ว สี่ ป ' ๑๐ 1 0๕4 4 5 ๕ ' ส๐๑ ขึนมา สือมวลชน เป็นกลุ่มอํานาจกลุ่มหนึ่งเหมือนกันแม้ไม่ค่อยมีสตางค์มากแต่พูดมาก มีอํานาจ ว = ฮ่ จ ๑ เว ด้วยการพูดมาก โน้มน้าวความคิดความเชื่อคนได้มาก สหภาพแรงงานเริมเข้มแข็ง ผู้นําแรงงานทั้ง ฆม ู ๑ = = ' ร ส ! ม ซ่ หลาย การไฟฟ้า รัฐวิสาหกิจ ธุรกิจเอกชนบางประเภทเช่น สิ่งทอ มีสหภาพค่อนข้างแข็ง หอการค้า สมาคมการค้า กลุ่ม ง00 ฆ ๒ ะม ร์ บข ส ส ๓ง ฆ้ ง 4 ส หลังจากยุคพลเอกเกรียงศักคิแล้ว เมืองไทยมีการเลือกตังต่อเนื่องมาตลอด เกิดนักการเมือง ประเภทใหม่ นักการเมืองที่เป็นนักธุรกิจต่างจังหวัด แต่เดิมนักการเมืองจะมีมาจากอดีตข้าราชการ บ้าง นักวิชาชีพ นักกฎหมาย ครู แต่นักการเมืองในช่วงหลังเริมมาจากกลุ่มธุรกิจที่มีฐานในท้องถิน เงเณญู ขุ มณญ ข์ ส๑ ล «0 ส ๑.,ว3 ส ต่างจังหวัด ดังนั้น ชีวิตของคนในต่างจังหวัดเริ่มเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร จากเดิมซึ่งเป็นโลกที่มี ข้าราชการ นายอําเภอ ปลัดอําเภอดูแลชีวิตเขาหรือข่มเหงรังแกเขาก็ว่ากันไป กลายเป็นชีวิตที่มีนัก ง ษ ง การเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง มีการเลือกตั้งสมําเสมอ ส.ส.ส่วนใหญ่ของเราก็มาจากเขตชนบท 200 กว่า ม ' คน เพราะฉะนันชีวิตของชาวบ้านก็เปลี่ยนไป ไม่ใช่อยากจะได้ถนน อยากจะฝาย อยากจะขุคลอก ต้องไปรอปลัดอําเภอแล้วรอพัฒนาการ เขารอ ส.ส. หรือหัวคะแนน ส.จ. กํานันผู้ใหญ่บ้าน โลกของ คนในหมู่บ้านเปลี่ยนแปลงไปจริง ๆ ๓ ง ๐ 1๐ ง ๐ ว 4 ๑ ๕ ๕ม เราจะเริ่มได้ยินว่ามือบล้อมอําเภอ ม็อบไล่กํานัน ม็อบไล่นายอําเภอเป็นเรื่องทีเกิดขึ่นในปี นู๋ เด ! ๐ ๑ 0 4 ร4 '= ห 4 ๕<= ๕ 2530 เป็นต้นมา เพราะชาวบ้านไม่ใช่มีแต่นายอําเภอ ปลัดอําเภอเป็นที่พึง เขามีคนอื่นที่มีประสิทธิ ร ส บู 4 4๑ รั เส [ 2ว0 ส ฆ ภาพสูง ซึงเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เกิดขึนใหม่ที่มาจากฐานต่างจังหวัด คือนักการเมือง หัวคะแนน ส. จ. ส.ท. 4 เร ๕ 0ง = ฆ 4 ฒ แล! ในโครงสร้างเหล่านี่เราจะเห็นว่าเกิดความหลากหลายในสังคมการเมืองไทย มันไม่ใช่การ ส4 ส =ชข้ ๐ ะ 4 1 ๐ ร เ ' ' ' นี้เป็ เมืองไทยซึ่งมีขัวอํานาจขัวเดียว การแย่งอํานาจที่เคยแย่งในกลุ่มนายพลสายต่าง ๆ ต่อไปนีเป็นการ ม เ, แย่งชิงของคนหลายกลุ่มมากมาย สภาพการเมืองไทยตั้งแต่ปี 2520 เป็นอย่างน้อย เป็นสภาพที่เรา = ง " . ส= ข้ ๓ ๑ ๓ ซ่ โร ส ฒ เรียกว่า ๒112ลแอก มีการแตกขัวในทางผลประโยชน์ ในทางความคิดมันกีไปในทิศทางเดียวกัน ทางความคิดเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกคู่กันว่าลิเบอรัลไลเซชัน (บ3890.174110ม) คือเกิดความ เสรีทางความคิดขึ่นมาด้วย พลูรัลไลเซชั่น (1ปัญแ1246110ม) ทางผลประโยชน์ กลุ่มผล ๕ ๑ ร ย ๑ = ๑ 4 มย - ร 434 บะ ๕ ฆ้ ประโยชน์เกิดหลากหลายขึน ในทางความคิดเกิดความคิดทีเปิดกว้างเสรีมากขีน ซึงอันนีมาจากทัง ว มษ ง เงื่อนไขระหว่างประเทศ ธ100ฉ1๒๑น๐๓ ทําให้ค่านิยมสากลทั้งหลายเป็นค่านิยมที่เข้ามาในเมืองไทย ษ ง ' ความคิดในบาปบุญคุณโทษอะไรต่าง ๆ เหล่านีอาจจะลดน้อยลงไปเยอะ ความคิคทีเชือมันในตัวเอง ช่ เ เกิดขึนมาแทนที่ ปรากฏการณ์ของ 1.๒๓ณ์12ลย่๐๓ ค่อย ๆ เกิด ค่อย ๆ เกิดจากสื่อมวลชน ค่อย ๆ เกิดจาก = = /-เ=% ง ร ง , กระแสบริโภคนิยมการใช้ชีวิตอะไรต่าง ๆ ของเราซึ่งโน้มไปทางเปิดกว้างเสรีโดยค่อยเป็นค่อยไป ะง ง ๑ ฆฑ ฆ ร= ส๑= % ร แล้วเราก็พบว่าเสรีภาพความคิดเห็น ความเป็นตัวของตัวเอง เป็นสิ่งที่เกิดในสังคมที่มีการศึกษา ง ร ษ สังคมของคนที่อยู่ในเมืองไปแล้วจนอาจเรียกได้ว่าพวกเราที่เป็นชนชันกลางมีกจรศึกษา ไป ๆ มา ๆ ม ง ว = ฆ ๕ , ง ๑ ร ๑ แล้วพวกเรารักและหวงแหนส่วนที่เป็นลิเบอร์รัลเสรีภาพ ส่วนที่เป็นเสรีทางความคิดเห็นเสรีในวิถี ม ชีวิตเราสนใจลิเบอร์รัลมากกว่าประชาธิปไตย คือเราไม่สนใจว่าจะ ได้เลือกตังหรือเปล้า? ม ษ ง ม อ ส เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งที่เราถือว่าเป็นการมีส่วนร่วมพื่นฐานของเรา เนื่องจากมีความบก ' , ง ส 4 ฆณ อ๑๓ สซ่ ข่. พร่องในกลไกอะไรหลายอย่าง และก็พรรคการเมืองซึงเป็นสถาบันสําคัญทีเกียวข้องกับกระบวน ะ 4 เล ง ๐๑ การเลือกตั้งจะต้องคัดสรรคนโดยคํานึงถึงจํานวนคนที่อยู่ในชนบทเป็นส่วนใหญ่ จึงทําให้กระบวน ข้ ง ส่ เ = ร ง่ ๑ สซ การเลือกตั้งเป็นส่วนที่พวกเราในเมืองไม่ถูกใจเสมอ ๆ พิสูจน์ได้ตอนหนึ่งคือตอนทีเกิด รสช. ปี 34 : ร่ ท่ = ๓ วี 5) ตอนนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกว่านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ได้ทําให้เกิดรัฐบาลที่คี เป็นรัฐ ร [ ฆ ง ง ฆม ง ม ม รึ บาลที่หาประโยชน์ส่วนตัว พวกเราที่อยู่ในเมืองสื่อมวลชนรู้สึกกันว่า ถ้าจะมีรัฐบาลที่มีความ สว้ 4 เง4 ฆ ' เ ง ข้ ง สามารถสูงที่ขึ้นชื่อว่าชื่อสัตย์ฝีมือคีมาเป็นรัฐบาล เราโอเค ถ้าไม่มายุ่งกับการว่าปิดก้นเสรีภาพเที่ยว ล ง 1 ! ออกกฎหมายควบคุมเรา เสรีภาพพวกนี่เป็นส่วนที่เราเรียกว่าเป็นลิเบอร์รัลเป็นส่วนเสรีนิยม แต่ เรส่ 2 ย ซ่ ย ว่ ข้ เทชร ส่วนที่เป็นประชาธิปไตยก็คือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง บางทีที่เราเป็นชนชั้นกลางเราไม่ได้เห็น ร ง ด = ณฆ 1 ฯ 1 ความสําคัญของทั้งสองอย่างเท่ากัน เราเห็นส่วนที่เป็นร่างของสิทธิเสรีภาพของเรามาก แต่เรื่องส่วน ที่มาจากประชาธิปไตยเราไม่ค่อยสน เราอยากจะ ได้การปกครองที่คีไม่สนใจการเป็นประชาธิปไตย ม ซ่ 1 ซี ๕ = 4=4 ส4 = ง 4 4 ๑= หว ด้วยซํา ตรงช่วงรัฐบาลพลเอกเปรมก็เกิดสภาวะแบบนี่ขึ้นในการเมือง และในอีกค้านหนึ่งซึงเกิดขีน ๑ ู๑ูป =% ส= ! ง 4 4๑3 ! ม ๓ ร= ๕4 เ ฆ% ส ง และทําให้เกิดการมีส่วนร่วมทางการเมืองซึ่งค่อนข้างมันคงขีน ก็คือส่วนของสถาบันการเมืองต่าง ๆ ฆ ส4 1 เค็ว นันก็คือบรรคากลุ่มผลประโยชน์ทั้งหลาย ม ส์ ง ง ๑ = - เว ในยุคพลเอกเกรียงศักดิ์เราอาจจะเรียกว่าเป็นยุคกึงประชาธิปไตย ประชาธิปไตยครึงใบ รัฐ ฑ ๕ " ” ฒ ๑ ๐ ณฆ เล ห ย ๐ 1 ธรรมนูญฉบับ 21 กํากิ่ง ค้านหนึ่งเหมือนยังรักษาอํานาจอธิปไตยอยู่ ในช่วงแรกไม่ได้กําหนคว่าข้า ราชการประจําเป็นข้าราชการการเมืองไม่ได้ ไม่ได้กําหนดว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. ขณะ สุม 4๕= 1 4 = เม ง จ ไร ส เล เคียวกันก็มีส่วนทีเป็นประชาธิปไตยอยู่ด้วย เช่นการเลือกตังพรรคการเมืองเสรีภาพ ผสมอยู่ในรัฐ ธรรมนูญปี 21 ช่วงที่ใช้รัฐธรรมนูญปี 21 โดยตังใจหรือไม่กีตาม สถาบันการเมืองทีสําคัญคือกลุ่ม เซ ส ฒ 7 1 ง ส4 ฒ/ ง ' +% ผลประโยชน์และพรรคการเมือง มันพัฒนาอย่างต่อเนื่องมันไม่ขาดตอน กลุ่มผลประโยชน์ทั้งหลาย ม ม โดยเฉพาะสมาคมของนักธุรกิจ ได้รับการยอมรับเข้าสู่กระบวนการทางนโยบายทั้งสิน พรรคการ เมืองมีการเลือกตั้งสมําเสมอ ทําให้ความตืนตัวทางการเมืองมันเกิดไปทั่วในหมู่คนในชนบท 0 ๆ.! : ร วิธีการมีส่วนร่วมของคนจน ไม่ใช่เป็นปัญหาใหม่ ๆ เป็นปัญหาสองพันสามพันปีตั้งแต่ สมัยกรีก ประชาธิปไตยกรีกถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นประชาธิปไตยทางตรงกิ่จริง แต่เป็น ประชาธิปไตยของคนโง่และคนจน ซึงไม่มีทางจะสร้างการปกครองที่คีได้ เพราะคนโง่และคนจน เป็นเหยื่อของคนที่ไปชักนํา ปัญหาของการโน้มน้าวจูงใจไม่ได้เป็นปัญหาใหม่ เหมือนกับทีเรา ม ง ง วิพากษ์วิจารณ์ว่าประชาธิปไตยโดยการเลือกตังที่อยู่ในชนบทไม่ใช่ระบอบทีดี สถาบันทางการ [ว รี้๑ ง ' ล ว ว ๐ ๑ เว 1 เมืองเหล่านีทําให้การมีส่วนร่วมทางการเมืองการเลือกตั้งเกิดขึ่นสมําเสมอ ทําให้การมีส่วนร่วมทาง การเมืองในรูปการผลักคันกลุ่มผลประโยชน์มีสมําเสมอ ง่ง ง จ ง ง 1 เล ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจล่าสุดกี่คือ การมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยผ่านกลุ่มผลประโยชน์ . เ น้อพลรี่ รั 4 สาธารณะกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองในรูปการประท้วง อันนี่พบเห็นมากขีนเรือย ๆ ในอนาคต เซ 1 ส ห ไจ ๕ ส๕ และจะมีปัญหาในงานการของท่านทุกสาขาอาชีพ ปัญหาใหม่ ๆ ของพวกมือบเขาจะเป็นมือบที่มี ฮั 4 1๑ ! รี เล: สๆส่ ฆ ' คุณภาพมากขึ่นเรื่อย ๆ ไม่ใช่ฝูงชนที่โกรธแค้น ไม่ใช่คนที่รวมตัวด้วยผลเฉพาะห้าบางอย่าง ” ม ' ๑” ในรูปแบบการเมืองที่พูดมาทั้งหมดที่มีรัฐบาลเป็นคนตัดสินใจแล้วเรากคดัน แต่ในอนาคต ข้างหน้าการมีส่วนร่วมทางการเมืองจะเปลี่ยนรูป ไปเยอะทีเคียว จากความก้าวหน้าของข้อมูลข่าว ฆ = ส - สาร ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี พวกนักอนาคตวิทยา พวกชอบเขียนเรื่องโลกศตวรรษหน้า เขา จะพูคถึงว่าศตวรรษหน้าตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นไป หรือยุคสารสนเทศประชาธิปไตยแบบตัวแทนซึ่ง เราเลือกตัวแทนและให้รัฐบาลทํางานให้เราทุกอย่างจะหมดยุคประชาธิปไตยโคยมีส่วนร่วมโดย 1 ซ ร ตรง จะหมดยุคการเมืองแค่ตอนที่ประชาชนไปเลือกตั้ง แค่สังกัดพรรคการเมือง จะเป็นยุคที่ประชา 1 7 6! 4 9' 5ง เว ฆ ส จ ง ชนแต่ละคนเข้าสู่การเมืองได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านตัวแทนหรือพรรคการเมือง หลายคนมองว่า พรรคการเมืองเป็นสถาบันโบราณ ที่พวกเราบอกว่าต้องพัฒนาการเมืองเดี่ยวต้องคิดใหม่ เพราะว่า ประชาชนที่มีข้อมูลได้เอง ไม่จําเป็นต้องอาศัยพรรคการเมืองในการส่งผ่านความต้องการของตน ส ส ค ง 9 เซ ไจ. ร - ส4 ! ซี เองอีกแล้ว พรรคการเมืองจะเป็นเพียงแค่การสังกัดของนักการเมืองที่จะจัดตังรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แต่ที่นักวิชาการสมัยศตวรรษที่ 20 บอกว่าประชาธิปไตยจะพัฒนา การมีส่วนร่วมทางการเมืองจะ พัฒนาเพราะว่าพรรคการเมืองจะให้การศึกษาประชาชน พรรคการเมืองจะส่งข่าวสารมาให้ประชา »่ เซ ชนในการตัดสินใจโดยจะรวบรวมประเด็นปัญหาของประชาชน ทังหมคนี่ถ้าคิดแบบนักอนาคต = ซ่ ง ฆ ฯ ส ฒ งท่าเษ 4 =ัรี 4 ง วิทยาก็บอกว่าเป็นนักการเมืองโบราณ พรรคการเมืองสมัยใหม่ไม่ต้องอะไรเหล่านีอีกแล้ว เพราะว่า ถ้าจะสนทนาทางการเมืองอีกหน่อยคุณจะสนทนาในอินเตอร์เน็ต อยากจะเข้าฝึกอบรมทางการเมือง อะไรเราไปกับกลุ่มผลประโยชน์สาธารณะดึกว่า เราสนใจเรื่องสิทธิเด็กก็ไม่ต้องรอพรรคการเมือง ว่ามีนโยบายอย่างไร เราไปทํางานกับมูลนิธิเด็กอะไรกีได้ พรรคการเมืองจะเหลือแค่เพียงจัดกลุ่มใน » ' ๑ , เ - ' การแบ่งสรรอํานาจทางการเมืองอย่างเป็นทางการเท่านั้นเอง ภาระกิจอิ่น ๆ ไปสร้างในกลุ่มผล ประโยชน์สาธารณะคีกว่า ประชาชนจะตื่นตัวในทรรศนะของนักอนาคตวิทยา ประชาชนอาจสนใจ 4 ม ๑.ช ส ฆ บมู่ ส จ การเมืองระดับชาติน้อยลง ประชาชนจะสนใจการเมืองของตัวแทนน้อยลง สนใจการเมืองท้องถิน ษ ' ง 9 ง มากขีน เพราะการเมืองระดับชุมชนท้องถินจะมีไดเร็คพาทิซิเทชันได้ มาตรการทั้งหลายที่เสนอใน รัฐธรรมนูญมากมาย ที่จริงแล้วท่านที่มีความรู้ทางกฎหมายการเมือง การจะใช้กระบวนการตามนี ไม่ได้ง่าย ๆ เป็นได้ยาก ความรับรู้ของคนที่จะทํางานร่วมกันจนกระทั่งผลักคันระดับชาติไม่ใช่ของ ง ,) ๑ ๕ จ เ๕๑ ส่ 4 ม ข 4๓๕ เ ง่าย แต่จะเกิดปรากฏการณ์ว่าประชาธิปไตยทางตรงเหล่านีเกิดทีการเมืองระดับท้องถินอันนีจะน่า สนใจ ประชาชนทําได้เป็นไปได้มากกว่า การที่ประชาชนจะมานังพิจารณาเสนอพระราชบัญญัติ อะไรสักอย่างระดับชาติ ประชาชนจะถอดถอนกรรมการ อบต. เป็นไปได้มากกว่ารวบรวมหลักฐาน ถอดถอน ส.ส. เรืองกระบวนการกันมันห่างไกล ที่ระดับ อบต. ประชาธิปไตยทางตรงสามารถเกิด "ล ขีนได้เยอะ ไง ม อนาคตของการมีส่วนร่วมทางการเมือง บางทีเราไม่ต้องมานั้งสนใจการเลือกตั้ง ส.ส.ระดับ ชาติ ไม่ต้องสนใจกิจกรรมการหาเสียงของนักการเมืองระดับชาติ แต่ที่น่าสนใจที่จะเป็นเวทีใหญ่ ๆ ม ถ้ามองในทางสร้างสรรค์เกิดจากเวทีของกลุ่มผลประโยชน์สาธารณะทั้งหลาย และดูแสผล ประโยชน์ของประเทศชาติเป็นส่วน ๆ ไป แนวทางการปกครองส่วนท้องถิน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 โดย ญ์ อ0่จ7 ฉั๋ เด ง รศ.ตร.นนทวฒน บรมานนท ฉู้ ๐ ๒ ฉั ซั ซุ ๑7 อาจารย์ประจําคณะนิติศาสตร์ จูฬาลงกรณมหาวทยาลย แนวทางการปกครองส่วนท้องถิน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ์. ๒๕๕๓ ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๕๐) ได้วางหลักเกณฑ์ใหม่ สําหรับใช้ในการปกครองส่วนท้องถิ่นโดยมีสาระสําคัญเป็นการกระจายอํานาจเพื่อให้ท้องถิ่น , พึ่งตนเองและมีอิสระในการดําเนินงาน บทบัญญัติที่ถือว่าเป็น “หลักสําคัญ” ในการกระจาย อํานาจ คือ มาตรา ฒ๕ ซึ่งปรากฏอยู่ในหมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ . โดยมีใจความ สําคัญ คือ “มาตรา ซ๕ รัฐต้องกระจายอํานาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการท้องถิ่น ได้เอง พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการตลอดทั้งโครงสร้าง พื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความ พร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคํานึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชน ในจังหวัดนั้น” ' . บทบัญญัติดังกล่าวถูกกําหนดขึ้นเพื่อให้เป็นแนวทางที่รัฐจะดําเนินการกระจายอํานาจ ก. 'การปกครองไปสู่ส่วนท้องถิ่นเพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีส่วนในการปกครองหรือดูแลท้องถิ่น ของตนได้มากขึ้น ซึ่งจะมีผลตามมาคือเป็นการแบ่งเบาภาระของส่วนกลาง ย นอกเหนือจากบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว. รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังได้บัญญัติไว้ใน หมวด ๓ เกี่ยวกับการปกครองส่วนท้องถิ่นรวม ๑๐ มาตราด้วยกัน คือ มาตรา ๒๕๒ ถึง . มาตรา ๒๓๑๐ และต่อมาเมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้บังคับก็ได้มีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับ | การปกครองส่วนท้องถิ่นให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ รวมทั้งมีการตรากฎหมายขึ้นมาใหม่หลาย | ฉบับเพื่อให้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด ๓๕๒ ๑ การปกครองส่วนท้องถิน ๒.๓ บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ «7 ก = รัฐธรรมนูญได้บัญญัติเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่น ไว้ในมาตรา ๒๕๒ ถึงมาตรา ๒๓๕๐ โดยมีสาระสําคัญรวม ฒ ประการ คือ ๒.๓.๓ หลักสําคัญในการปกครองส่วนหท้องถิ่น : ความเป็นอิสระ มาตรา ๒๕๒ แห่งรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นมาตราแรกของบทบัญญัติในหมวดการ ปกครองส่วนท้องถิ่น ได้บัญญัติถึงหลักสําคัญในการปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ว่า รัฐจะต้อง . ให้ความเป็นอิสระแก่ท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชน ในท้องถิ่น โดยการให้อิสระดังกล่าวจะต้องไม่กระทบกับ “รูปแบบของประเทศ” ที่บัญญัติ ไว้ในมาตรา ๑ แห่งรัฐธรรมนูญ คือ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่ง แยกมิได้ ความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถินมีได้ในกรณีต่าง ๆ ดังต่อ ๑=ซ 5 2 ๐9 (ก) ความเป็นอิสระในการกําหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการปกครองท้องถิ่น ของตน ได้แก่ การที่รัฐมอบอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะมีอิสระในการกําหนด นโยบายเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่นหรือการบริการท้องถิ่นเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการดําเนิน งานและเพื่อจัดทําบริการสาธารณะที่ดีและเหมาะสมกับความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น ข) ความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคล การบริหารงานบุคคลของตนเอง ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเครื่องชี้วัดถึงความเป็นอิสระ ขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น การมีอํานาจบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหมายถึงการที่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นมีอํานาจปกครองและบังคับบัญชาพนักงานของตน กล่าวคือ มีอํานาจ กําหนดตําแหน่ง สรรหาบุคคลมาดํารงตําแหน่ง จัดการเกี่ยวกับเงื่อนไขในการทํางาน ตลอด จนให้คุณให้โทษพนักงานรวมทั้งให้สิทธิประโยชน์เมื่อพันจากงาน”” ความเป็นอิสระในการ บริหารงานบุคคลดังกล่าวมาแล้วหากเป็นไปได้ดีและมีประสิทธิภาพ ก็จะทําให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างประสบผลสําเร็จ (ค) ความเป็นอิสระด้านการเงินและการคลัง เนื่องจากภารกิจสําคัญขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นคือการจัดทําบริการสาธารณะ ดังนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึง ““จรูญ ศรีสุกใส, แนวทางการสร้างความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคลขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น, (วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ๒๕๕๐, หน้า ๓. นันทวัฒน์ บรมานันท์ @ ๓๓ จําเป็นต้องมีเงินมาเพื่อใช้จ่ายและดําเนินการ ซึ่งหากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีอํานาจ ฒ ๕ม 1 ฆ” ฒ” ส ”. เ2 *” ในการจัดหาเงินมาใช้จ่าย ก็จะต้องรอรับการจัดสรรเงินจากส่วนกลางซึ่งจะส่งผลทําให้ความ - [, ๑=- ๕ [ง ง ฒา เได้ ซ่ ไฟ ม เป็นอิสระด้านการเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถินไม่อาจเกิดขึ้นได้ เพราะเมื่อส่วนกลางได้ ๑ ร - 41 4 0 ๑ จัดสรรเงินมาให้ก็จะต้องเข้าไปควบคุมตรวจสอบการใช้จ่ายเงินซึ่งก็จะเกิดผลกระทบต่อการดําเนิน ง ฆ ๑ จ 4 บ =- กิจการต่าง ๆ .ขององค์กรปกครองส่วนท้องถินในระดับหนึ่ง ดังนั้น ความเป็นอิสระทางด้าน - ๓ 4ไฟย ซ่ ว ม ๕ เว การเงินและการคลังจึงได้แก่การทีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีงบประมาณและรายได้เป็นของ ตนเอง โดยมีอํานาจในการใช้จ่ายเงินเหล่านั้นได้อย่างอิสระพอสมควร ซึ่งจะส่งผลทําให้องค์กร ปกครองส่วนทห้องถินสามารถดําเนินกิจการต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง ส่วนการที่องค์กรปกครองส่วนห้องถินจะมีงบประมาณและรายได้เป็นของ ตนเองได้นัน ก็จ ะต้องได้รับมอบอํานาจในการจัดเก็บภาษีบางประเภทจากรัฐ เพราะองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถเรียกเก็บภาษีจากประชาชนได้โดยตรง ๒.๑.๒ โครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนห้องถิ่น แต่เดิมนั้นโครงสร้างของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมักจะประกอบด้วย “ผู้ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง” เข้าไปมีส่วนร่วมปกครองท้องถิ่นในบางระดับ ซึ่งส่วนใหญ่จะได้แก่ การเข้ามาเป็นฝ่ายบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัดไนองค์การ บริหารส่วนจังหวัด กํานัน ผู้ใหญ่บ้านในองค์การบริหารส่วนตําบล หรือกํานันในสุขาภิบาล เป็นต้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเสียใหม่ โดยกําหนดโครงสร้างและรูปแบบขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นไว้ในมาตรา ๒๕๕ โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้ คือ 1 (ก) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องประกอบด้วยสภาท้องถิ่นและคณะ ผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (มาตรา ๒๕๕ วรรคหนึ่ง) บทบัญญัติดังกล่าวมีขึ้นเพื่อให้ สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย คือ มีการแยก “ฝ่ายนิติบัญญัติ” และ “ฝ่ายบริหาร” ออก จากกัน เมือรัฐธรรมนูญประกาศใช้บังคับบทบัญญัติดังกล่าวก่อให้เกิดผล กระทบกับ โครงสร้างของสุขาภิบาลซึ่งมีอยู่เพียงองค์กรเดียว คือ .คณะกรรมการสุขาภิบาลซึ่งทําหน้าที่เป็น คณะผู้บริหารกิจการทั้งปวงของสุขาภิบาล รับผิดชอบทั้งด้านบริหารและนิติบัญญัติ (ข) สมาชิกสภาท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้ง (มาตรา ๒๕๕ วรรคสอง) ง 'บทบัญญัติดังกล่าวมีลักษณะเช่นเดียวกันกับบทบัญญัติที่ผ่านมาคือมีขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับ «๕ ๑ การปกครองส่วนท้องถิน หลักประชาธิปไตย คือ มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นจากประชาชนในเขตท้องถิ่นนั้นเข้าไป เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อท้องถิ่น เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้บังคับ บทบัญญัติดังกล่าวเกิดผลกระทบต่อโครงสร้าง ของสุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนตําบลและเมืองพัทยา ที่มีสมาชิกสภาท้องถิ่นประกอบ ด้วยบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งหรือเป็นสมาชิกสภาเนื่องมาจากดํารงตําแหน่งต่าง ๆ เช่น กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นต้น (ค) คณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ของประชาชนหรือมาจากความเห็นชอบของสภาห้องถิ่น (มาตรา ๒๕๕ วรรคสาม) เพื่อให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับการบริหารโดยตัวแทนของประชาชนในเขตท้องถิ่นนั้น จึงมี การกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีผู้บริหารท้องถิ่นเพียงคนเดียว หรือ อาจเป็นในรูปของคณะผู้บริหารท้องถิ่นได้ โดยผู้บริหารท้องถิ่นหรือคณะผู้บริหารท้องถิ่นเหล่านั้น มีที่มาได้ ๒ ทาง คือ มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนดังเช่นที่ใช้กันอยู่ในกรุงเทพ- มหานครที่มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครโดยตรงหรือมาจากความเห็นชอบของสภา ท้องถิ่นดังเช่นที่ใช้กันอยู่ในเทศบาลที่สภาเทศบาลเลือกสมาชิกมาทําหน้าที่เป็นนายกเทศมนตรี และคณะเทศมนตรี จ7 จ เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้บังคับ บทบัญญัติดังกล่าวเกิดผลกระทบต่อ โครงสร้างของสุขาภิบาลและองค์การบริหารส่วนตําบลที่มีคณะผู้บริหารของส่วนที่ไม่ได้มาจาก การเลือกตั้งทั้งทางตรงและทางอ้อม (ง วิธีการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งสุมาชิกสภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหาร ห้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (มาตรา ๒๕๕ วรรคสี่) ในวรรคสองและวรรคสามของมาตรา ๒๕๕ แห่งรัฐธรรมนูญ ได้กําหนดให้สมาชิกสภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหารห้องถิ่น หรือผู้บริหาร ห้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้ง ดังนั้น ในมาตรา ๒๕๕ วรรคสี่ จึงได้กําหนดถึงวิธีการเลือกตั้ง ไว้ว่า .ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นที่มาจากการ เลือกตั้งโดยตรงของประชาชนให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับ ระบบการเลือกตั้งระ ะดับชาติถึงการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (จ) วาระการดํารงตําแหน่ง (มาตรา ๒๕๕ วรรคห้า) ทั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นต่างมีวาระการดํารงตําแหน่งที่เท่ากัน คือคราวละ ๕ ปี การที่รัฐธรรมนูญกําหนดวาระการดํารงตําแหน่งไว้ดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบ ต่อโครงสร้างของเทศบาลที่มีอยู่ เพราะพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๕๕๒ และที่แก้ไข เพิ่มเติมได้กําหนดให้สมาชิกสภาเทศบาลมีวาระการดํารงตําแหน่ง ๕ ปี นันทวัฒน์ บรมานันท์ @ ๓๕ (ฉ) ข้อห้ามของผู้ดํารงตําแหน่ง (มาตรา ๒๕๕ วรรคหก) มีการถําหนด ถึงข้อห้ามของผู้ดํารงตําแหน่งคณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นไว้ว่า ห้ามเป็นข้าราชการ ซึ่งมีตําแหน่งหรือเงินเดือนประจํา พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจหรือ ของราชการส่วนท้องถิ่น ๒.๓.๓ อํานาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐธรรมนูญบัญญัติถึงอํานาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้หลาย ประการในหมวด ๕ การปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีรายละเอียดดังนี้ คือ (ก) ลักษณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (มาตรา ๒๕๕) รัฐธรรมนูญ ได้กําหนดลักษณะสําคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ว่าให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีความเป็นอิสระในการกําหนดนโยบาย การปกครอง การบริหาร การบริหารงานบุคคล การ เงิน และการคลัง เพื่อให้เป็นไปตามหลักการดังกล่าว ได้กําหนดถึงการดําเนินการเพื่อให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเป็นอิสระไว้ในมาตรา ๒๕๕ ว่า จะต้องมีกฎหมายกําหนดอํานาจและ หน้าที่ระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง โดยคํานึงถึงการกระจายอํานาจเพิ่มขึ้นให้แก่ท้องถิ่นเป็นสําคัญ . และเพื่อให้การกระจายอํานาจ 1 เพิ่มขึ้นให้แก่ท้องถิ่นเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ รัฐธรรมนูญจึงได้บัญญัติให้มีการจัดทํา กฎหมายกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจซึ่งจะต้องประกอบด้วยส่าระสําคัญบางประการ เช่น มีการกําหนดอํานาจและหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะ ะระหว่างรัฐกับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นและระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง มีการจัดสรรสัดส่วน ภาษีและอากรระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยคํานึงถึงภาระหน้าที่ของรัฐกับองค์กร ' ปกครองส่วนท้องถิ่นและระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญ . ฐ ยังได้กําหนดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมากําหนดอํานาจหน้าที่ และกิจการทั้งหลายดัง : กล่าวด้วย เตล 0 แสส 1 ไก่นี | (ข) ภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ ๒ กรณี ด้วยกัน (ข.๑) หน้าที่และสิทธิในการจัดการท้องถิ่น (มาตรา ๒๕๑0 รัฐ- , ธิรรมนูญกําหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทําหน้าที่บํารุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิ . ปัญญาท้องถิ่นหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังกําหนดให้องค์กรปกครองส่วน , ห้องถิ่นสามารถจัดการศึกษาอบรมและการฝึกอาชีพตามความเหมาะสมและความต้องการภายใน «๕๒ ๑ การปกครองส่วนท้องถิน ท้องถิ่นรวมทั้งยังสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอบรมของรัฐ (ข.๒) อํานาจหน้าที่เพื่อส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม (มาตรา ๒๕๓๕๐) เพื่อส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอํานาจ หน้าที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งจะได้แก่ การจัดการ การบํารุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในเขตพื้นที่ การเข้าไปมีส่วนร่วม ในการบํารุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่นอกเขตพื้นที่เฉพาะในกรณีที่อาจ มีผลกระทบต่อการดํารงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ และอํานาจหน้าที่เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมใน การพิจารณาเพื่อริเริ่มโครงการหรือกิจกรรมใดนอกเขตพื้นที่ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อคุณภาพ สิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่ ม “ อ ฆม ๑๕๑ ๒.๑.ฆ่ รายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิน เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถินสามารถดําเนินการจัดทํากิจกรรมต่าง ๆ ม ซูส@ ๓« ๕2 จ/ 7๕ (| 9 น. 4 'ได้อย่างเต็มที่ รัฐธรรมนูญจึงได้บัญญัติไว้ให้มีการจัดสรรสัดส่วนภาษีและ ะอากรระหว่างรัฐกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกัน โดยจะต้องบัญญัติ เรื่องดังกล่าวไว้ในกฎหมายกําหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอํานาจ (มาตรา ๒๕๕) ๒.๓.๕ การบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างและอํานาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีความเป็นอิสระจากส่วนกลางมากขึ้น มาตรา ๒๕๕ แห่งรัฐธรรมนูญจึงได้บัญญัติถึงเรื่อง การบริหารงานบุคคลไว้ว่า (ก) การแต่งตั้งและการให้พนักงานและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พันจากตําแหน่งต้องเป็นไปตามความต้องการและความเหมาะสมและต้องได้รับความเห็นชอบ จากคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นก่อน ส่วนคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นนั้น รัฐธรรมนูญได้กําหนดให้ประกอบด้วยผู้แทนของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นและผู้ทรงคุณวุฒิ (ข) การโยกย้าย การเลื่อนตําแหน่ง การเลื่อนเงินเดือนและการลงโทษ พนักงานและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้บังคับ บทบัญญัติดังกล่าวเกิดผลกระทบต่อ องค์กรบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอยู่ คือ คณะกรรมการข้าราชการ กรุงเทพมหานคร คณะกรรมการพนักงานเทศบาล คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วน จังหวัด และคณะกรรมการพนักงานสุขาภิบาล ก็จะต้องถูกยกเลิกไป นันทวัฒน์ บรมานันท์ ๑ ๕๑ ๒.๑.๒ การมีส่วนร่วมของประชาชนในถารปกครองส่วนท้องถิ่น นอกจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหารหรือผู้บริหารห้องถิ่น แล้ว ประชาชนยังมีส่วนร่วมในการปกครองส่วนท้องถิ่นได้ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้อีก ๒ กรณีด้วยกัน คือ (ก) การถอดถอนสมาชิกสภาห้องถิ่นหรือผู้บริหวรท้องถิ่น รัฐธรรมนูญให้ สิทธิแก่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจํานวนไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๕ ของจํานวนผู้มีสิทธิเลือกตึ้งที่มาลงคะแนนที่จะถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เมื่อเห็นว่าสมาชิกสภาห้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้ใดขององค์กรปกครองส่วนห้องถิ่นไม่สมควร ดํารงตําแหน่งต่อไป (มาตรา ๒๕9) รายละเอียดของการถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้อง ถิ่น ถูกบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๒ ดังจะได้ศึกษาในส่วนต่อไป (ช) การเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติห้องถิ่น รัฐธรรมนูญให้สิทธิแก่ประชาชนผู้มี สิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจํานวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะสามารถเข้าชื่อร้องซอต่อประธานสภาท้องถิ่น เพื่อให้สภา ท้องถิ่นพิจารณาออกข้อบัญญัติท้องถิ่นได้ แต่จะต้องจัดทําร่างข้อบัญญัติห้องถิ่นเสนอมาด้วย (มาตรา ๒๕๕) รายละเอียดของการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติห้องถิ่นถูกบัญญัติไว้ในพระราช บัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๒ ดังจะได้ศึกษาในส่วนต่อไป ไ๒.ซ. การกํากับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น | แม้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีอิสระในการดําเนินงานของตน แต่ความ เป็นอิสระนั้นก็จะต้องไม่มากเกินไปจนกระทั่งเกิดผลกระทบต่อการปกครองประเทศของส่วนกลาง ดังนั้น เพื่อให้การปกครองประเทศเป็นไปอย่างเป็นระบบและถูกต้อง ส่วนกลางจึงยังคงมี อํานาจในการกํากับดูแลองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นอยู่ รัฐธรรมนูญได้บัญญัติเรื่องการกํากับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ว่า การกํากับตูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องทําเท่าที่จําเป็นตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่ ต้องเป็นไปเพื่อการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นหรือประโยชน์ของประ ะเทศเป็น ส่วนรวม โดยจะกระทบถึงสาระสําคัญแห่งหลักการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชน ในท้องถิ่นหรือนอกเหนือจากที่กฎหมายบัญญัติไว้ไม่ได้ (มาตรา ๒๕๓) «๕ ๑ การปกครองส่วนท้องถิน เง เง ๐ ไรฯ ฉ๑7 'แ @ ๓ ม ' ไซ.ไ๒ การดําเนินการตามรัฐธรรมนูญในส่วนทีเกี่ยวกับการปกครองส่วน บ ๑๕ ทองถน ภายหลังจากที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้บังคับ ได้มีการดําเนินการจัดทํากฎหมายที่เกี่ยว 2 ร ย ๑4.ล ซ่ ส่อ5-.. < ข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถินซึ่งมีทั้งการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วน เร ส3 ๆ ย ย เว ย คูม= , รสะ ห้องถิน เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการตามรัฐธรรมนูญและการจัดให้มีกฎหมายใหม่ตามที่รัฐธรรมนูญ กําหนด จ สส่ ล» 4 « ย ๕ ในส่วนที่เกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น จะ ได้ทําการศึกษาอย่างละเอียดในบทต่อไปที่จะกล่าวถึงรูปแบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับ การปรับปรุงให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะกฎหมายใหม่เกี่ยวกับการ ปกครองส่วนท้องถิน รวม ๕ ฉบับด้วยกัน คือ ไ๒.ไ๒.๑ พระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนห้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๓๒ . เนื่องจากมาตรา ๒๕๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้บัญญัติ ให้มีกฎหมายกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจเพื่อพัฒนาการกระจายอํานาจให้แก่ ท้องถิ่นเพิ่มชื้นอย่างต่อเนื่อง จึงได้มีการจัดทํากฎหมายฉบับดังกล่าวขึ้นและมีผลใช้บังคับ เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒ . กฎหมายฉบับดังกล่าวประกอบด้วยสาระสําคัญดังนี้ คือ (ก) ขอบเขตของกฎหมาย มาตรา ๕ แห่งกฎหมายดังกล่าวได้กําหนดถึง คํานิยามของคําว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ว่า หมายความถึงองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตําบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้ง (ข) คณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อ ให้การดําเนินการกําหนดแผนและขั้นตอนในการกระจายอํานาจเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ จึงได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขึ้น โดย บัญญัติไว้ในมาตรา ๒ แห่งกฎหมายว่าด้วยการกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ข.๑) องค์ประกอบ คณะกรรมการประกอบด้วย - นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน นันทวัฒน์ บรมานันท์ @ ๓๕๓๕ - กรรมการโดยตําแหน่ง ๑๑ คน ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวง การคลัง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เลขาธิการคณะกรรมการ กฤษฎีกา เลขาธิการ ก.พ. เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้ อํานวยการสํานักงงบประมาณ และอธิบดีกรมการปกครอง - กรรมการผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๑๒ คน ได้แก่ ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัด ๒ คน ผู้บริหารเทศบาล ๓ คน ผู้บริหารองค์การบริหาร ส่วนตําบล ๕ คน และผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารเมืองพัทยาหรือผู้บริหารองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายกําหนดจัดตั้งขึ้นโดยให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ละประเภทเลือกกันเองตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่นายกรัฐมนตรีกําหนด - กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ๑๒ คน ได้แก่ ผู้มีความรู้ความ เชี่ยวชาญในด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ด้านการพัฒนาท้องถิ่น ด้านเศรษฐศาสตร์ ด้าน การปกครองส่วนท้องถิ่นในสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์และด้านกฎหมายกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในตําแหน่งคราวละ ๕ ปี และอาจได้รับการสรรหาเป็นกรรมการอีกได้ไม่เกิน ๒ วาระติดต่อกัน - เลขานุการของคณะกรรมการ ได้แก่ หัวหน้าสํานักงานคณะ กรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ข.๒) อํานาจหน้าที่ มาตรา ๑๒ และมาตรา ๒๐ ของกฎหมาย ว่าด้วยการกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้กําหนด อํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการไว้ดังนี้ คือ | - จัดทําแผนการกระจายอํานาจและแผนปฏิบัติการโดยความ เห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและรายงานต่อรัฐสภา - เสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการกรณี ที่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจไม่ดําเนินการตามแผนการกระ จายอํานาจ - เสนอแนะคณะรัฐมนตรี (๑) ให้มีการกระจายอํานาจ การอนุมัติ หรืออนุญาตให้ท้องถิ่น (๒) ในการจัดสรรเงินงบประมาณที่จัดสรรเพิ่มขึ้นให้ท้องถิ่น กรณีมีการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลาง (๓) ให้มีการตรากฎหมาย กฎ ระเบียบ ที่จําเป็น ต่อการดําเนินการตามแผนการกระจายอํานาจและเร่งรัดให้มีการตรากฎหมายดังกล่าว - เสนอรายงานการกระจายอํานาจต่อคณะรัฐมนตรีอย่างน้อย ' ปีละ ๑ ครั้ง ๑๐๐ ๑ การปกครองส่วนท้องถิน - รายงานต่อรัฐมนตรีเพื่อดําเนินการแก้ไขกฎหมายที่มีผลให้ ท้องถิ่นไม่อาจดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ด้วยตนเอง หรือมีลักษณะเป็นการซ้้าซ้อนกับการปฏิบัติ หน้าที่ในการบริการสาธารณะระหว่างรัฐกับท้องถิ่น หรือระหว่างท้องถิ่นด้วยกัน - กําหนดการจัดระบบการบริการสาธารณะตามอํานาจและหน้าที่ ระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง - ปรับปรุงสัดส่วนภาษีอากรและรายได้ระหว่างรัฐกับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นและระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง - กําหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนการถ่ายโอนภารกิจจากส่วน กลางและราชการส่วนภูมิภาคให้ท้องถิ่น - ประสานการถ่ายโอนกําลังคนระหว่างส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับอํานาจหน้าที่ การจัดสรรภาษีอากร เงินอุดหนุน เงินงบประมาณที่ ส่วนกลางโอนให้ท้องถิ่นและการถ่ายโอนภารกิจ - พิจารณาหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนให้ท้องถิ่น - กําหนดว่าท้องถิ่นมีอํานาจหน้าที่ส่วนใดกรณีที่กฎหมายกําหนด ให้ท้องถิ่นมีอํานาจหน้าที่อย่างเดียวกันหรือคล้ายคลึงกัน - กําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข อัตราการจัดสรรการ นําส่งเงินรายได้ และการได้รับเงินรายได้สําหรับท้องถิ่น - เสนอแนะมาตรการด้านการเงิน การคลัง การภาษีอากร การงบประมาณ และการรักษาวินัยทางการเงินการคลังของท้องถิ่น - เสนอแนะและจัดระบบตรวจสอบและการมีส่วนร่วมของ ประชาชน (ค) สํานักงานคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนห้องถิ่น มาตรา ๑๕ แห่งกฎหมายว่าด้วยการกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจาย อํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้จัดตั้งสํานักงานคณะกรรมการการกระจายอํานาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขึ้นโดยเป็นหน่วยงานในสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการ ศึกษาวิเคราะห์การกระจายอํานาจ ร่วมมือและประสาน งานกับราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจ ติดตามและประเมินผลการ ปฏิบัติตามแผนตามที่คณะกรรมการมอบหมาย . (ง) อํานาจและหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะขององค์กร นันทวัฒน์ บรมานันท์ @ ๑๐๑ ปกครองส่วนท้องถิ่น หมวด ๒ ของกฎหมายว่าด้วยการกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจาย อํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้กําหนดอํานาจและหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นในการจัดระบบการบริการสาธารณะไว้ ดังนี้ (ง.๑) อํานาจและหน้าที่ของเทศบาล เมืองพัทยาและองค์การบริหาร ส่วนตําบลในการจัดระบบการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น รวม ๓๑ ประการ คือ (มาตรา ๑9) - จัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่นของตน - จัดให้มีและบํารุงรักษาทางบก ทางน้า และทางระบายน้้า - จัดให้มีและควบคุมตลาด ท่าเที่ยมเรือ ท่าข้าม และที่จอดรถ - การสาธารณูปโภคและการก่อสร้างอื่น ๆ - การสาธารณูปการ - การส่งเสริม การฝึก และประกอบอาชีพ - การพาณิชย์และการส่งเสริมการลงทุน - การส่งเสริมการท่องเที่ยว - การจัดการศึกษา - การสังคมสงเคราะห์และการพัฒนาคุณภาพชีวิต เด็ก สตรี คนชรา และผู้ต้อยโอกาส - การบํารุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาห้องถิ่น และ วัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น - การปรับปรุงแหล่งชุมชนแออัดและการจัดการเกียวกับที่อยู่ อาศัย - การจัดให้มีและบํารุงรักษาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ - การส่งเสริมกีฬา - การส่งเสริมประชาธิปไตย ความเสมอภาค แลงสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน - ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของราษฎรในการพัฒนาท้องถิ่น - การรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของ บ้านเมือง - การกําจัดมูลฝอย สิงปฏิกูล และนําเสีย - การสาธารณสุข การอนามัยครอบครัว และการรักษาพยาบาล ๑๐๒ ๑ การปกครองส่วนท้องถิน การจัดให้มีและควบคุมสุสานและฒาปนสถาน เข การควบคุมการเลียงสัตว์ จ - เล ว การจัดให้มีและควบคุมการมฆ่าสัตว์ การรักษาความปลอดภัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อยและการ อนามัย โรงมหรสพ และสาธารณสถานอื่น ๆ 7 ๑ เๆ */ เล 8/ - การจัดการ การบํารุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากป่าไม้ ทีดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิงแวดล้อม - การผังเมือง การขนส่งและการวิศวกรรมจราจร การดูแลรักษาที่สาธารณะ การควบคุมอาคาร - การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย - การรักษาความสงบเรียบร้อย การส่งเสริมและสนับสนุนการ ป้องกันและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน - กิจการอื่นใดที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตาม ที่คณะกรรมการประกาศกําหนด | (ง.๒) อํานาจและหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดในการจัดระบบ การบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นรวม ๒๕ ประการคือ (มาตรา ๑๓) - - การจัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง และประสานการ จัดทําแผนพัฒนาจังหวัดตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกําหนด - การสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในการพัฒนา ท้องถิน ม ง 4 ๑๑ ม 4 ว - การประสานและให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถินอื่น - การแบ่งสรรเงินซึ่งตามกฎหมายจะต้องแบ่งให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถินอืน ง ง เต - การคุ้มครอง ดูแล และบํารุงรักษาป่าไม้ ที่ดิน ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม - การจัดการศึกษา - การส่งเสริมประชาธิปไตย ความเสมอภาค และสิทธิเสรีภาพ นันทวัฒน์ บรมานันทห์ ๑ ๑๐๓ ของประชาชน - การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของราษฎรไนการพัฒนาทห้องถิน การส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม การจัดตั้งและดูแลระบบบําบัดนําเสียรวม การกําจัดมูลฝอยและสิงปฏิกูลรวม การจัดการสิงแวดล้อมและมลพิษต่าง ๆ การจัดการและดูแลสถานีขนส่งทั้งทางบกและทางนํา การส่งเสริมการท่องเทียว - การพาณิชย์ การส่งเสริมการลงทุน และการทํากิจการไม่ว่า ะดําเนินการเองหรือร่วมกับบุคคลอื่นหรือจากสหการ - การสร้างและบํารุงรักษาทางบกและทางน้้าที่เชื่อมต่อระหว่าง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น - การจัดตั้งและดูแลตลาดกลาง - การส่งเสริมการกีฬา จารีตประเพณี และวัฒนธรรมอันดีงาม ของท้องถิ่น - การจัดให้มีโรงพยาบาลจังหวัด การรักษาพยาบาล การป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อ ) : - การจัดให้มีพิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุ - การชนส่งมวลชนและการวิศวกรรมจราจร - การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย - การจัดให้มีระบบรักษาความสงบเรียบร้อยในจังหวัด - จัดทํากิจการใดอันเป็นอํานาจและหน้าที่ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นอื่นที่อยู่ในเขตและกิจการนั้นเป็นการสมควรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นร่วมกัน ดําเนินการหรือให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดจัดทํา ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด - สนับสนุนหรือช่วยเหลือส่วนราชการ หรือองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นอื่นในการพัฒนาท้องถิ่น - การให้บริการแก่เอกชน ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐ- วิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ) - การสังคมสงเคราะห์และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก สตรี คนชรา และผู้ต้อยโอกาส ๑๐๕ ๑ การปกครองส่วนท้องถิน = - จัดทํากิจการอื่นใดตามที่กําหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมายอื่นกําหนดให้เป็นอํานาจและหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด - กิจการอื่นใดที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น ตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด (ง.๓) อํานาจและหน้าที่กรุงเทพมหานครในการจัดระบบการบริการ สาธารณะ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นนั้น มาตรา ๑๕ แห่งกฎหมายว่าด้วยการ กําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้กําหนดให้ เป็นไปตามมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑ คือ มีอํานาจและหน้าที่รวมทั้งหมดของเทศบาลเมือง พัทยา องค์การบริหารส่วนตําบล และองค์การบริหารส่วนจังหวัดดังกล่าวมาแล้วในข้อ (๒.๑) และข้อ (๒.๒) (ง.๕) อํานาจและหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ในอนาคต หากมีการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบอื่นขึ้นมา กฎหมายว่าด้วยการกําหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ได้กําหนดไว้ถึงภารกิจของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเหล่านั้นในมาตรา ๑๓ รวมสองกรณีด้วยกัน คือ กรณีที่มี กฎหมายกําหนดให้จัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษไม่เต็มพื้นที่จังหวัดก็จะมี อํานาจและในการจัดระบบการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง ตามมาตรา ๑๐ คือ มีอํานาจและหน้าที่เช่นเดียวกับเทศบาล เมืองพัทยา และองค์การบริหาร ส่วนตําบล ถ้าเป็นกรณีที่มีกฎหมายกําหนดให้จัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ เต็มพื้นที่จังหวัด ก็จะมีอํานาจและหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของ ประชาชนในท้องถิ่นของตนเองตามมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑ฒ คือ มีอํานาจและหน้าที่เช่น เดียวกับกรุงเทพมหานครนั่นเอง (จ) การหทํางานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ แห่งกฎหมายว่าด้วยการกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นได้กําหนดถึงรูปแบบในการทํางานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ว่าองค์กรปกครอง . ส่วนท้องถิ่นอาจร่วมมือกันดําเนินการตามอํานาจและหน้าที่ทั้งหลายที่กล่าวถึงมาแล้วในข้อ (ง) ได้ หรืออาจร้องขอให้รัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นดําเนินการแทนได้ และนอก จากนี้ องค์กรปกครองส่วนห้องถิ่นอาจมอบให้เอกชนดําเนินการตามอํานาจและหน้าที่แทนได้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กําหนดในกฎกระทรวง (ญ การจัดสรรสัดส่วนภาษีและอากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กฎหมาย ว่าด้วยการกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้กําหนด นันทวัฒน์ บรมานันท์ @ ๑๐๕ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้จากภาษีอากร ค่าธรรมเนียม และเงินรายได้ โดยแยก ประเภทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ดังนี้ คือ (ฉ.๑) เทศบาล เมืองพัทยา และองค์การบริหารส่วนตําบล มาตรา โ๒๓ แห่งกฎหมายว่าด้วยการกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นได้กําหนดให้เทศบาล เมืองพัทยา และองค์การบริหารส่วนตําบลอาจมีรายได้ จากภาษีอากร ค่าธรรมเนียม และเงินรายได้จากที่ต่าง ๆ รวม ๒๐ กรณีด้วยกัน คือ ๑ ภาษีโรงเรือนและที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน ๑ ภาษีบํารุงห้องที่ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีบํารุงท้องที่ ๑ ภาษีป้ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีป้าย ๑ ภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากรที่ได้รับการจัดสรรในอัตรา ซึ่งเมื่อรวมกับการจัดสรรตามมาตรา ๒๕ (๓) และมาตรา ๒๕ (๒) แล้ว ไม่เกินร้อยละ สามสิบของภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บได้หักส่วนที่ต้องจ่ายคืนแล้ว โดยเป็นหน้าที่ของกรม สรรพากรที่จะจัดเก็บ . ๑ ภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร โดยออกข้อบัญญัติ จัดเก็บเพิ่มขึ้นในอัตราซึ่งเมื่อรวมกับอัตราตามมาตรา ๒๕ (๕) แล้วไม่เกินร้อยละสามสิบ ของอัตราภาษีที่จัดเก็บตามประมวลรัษฎากร โดยเป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรที่จะจัดเก็บ ๑ ภาษีสรรพสามิตตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต ภาษี สุราตามกฎหมายว่าด้วยสุราและค่าแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ซึ่งเก็บจากการค้า ในเขตเทศบาล เมืองพัทยา และองค์การบริหารส่วนตําบล โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มขึ้นใน อัตราไม่เกินร้อยละสามสิบของอัตราภาษีที่กรมสรรพสามิตจัดเก็บ และให้ถือเป็นภาษีและค่า แสตมป์ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น โดยเป็นหน้าที่ของกรมสรรพสามิตที่จะจัดเก็บ ๑ ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์ รวมทั้งเงินเพิ่มตามกฎหมาย ว่าด้วยรถยนต์ ภาษีรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก และค่าธรรมเนียมล้อเลื่อนตาม กฎหมายว่าด้วยล้อเลื่อน ๑ ภาษีการพนันตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน ๑ ภาษีเพื่อการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ๑ อากรการฆ่าสัตว์และผลประโยชน์อื่นอันเกิดจากการฆ่าสัตว์ ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการฆ่าสัตว์และจําหน่ายเนื้อสัตว์ | ๑ อากรรังนกอีแอ่นตามกฎหมายว่าด้วยอากรรังนกอีแอ่น ๑๐๒ ๑ การปกครองส่วนท้องถิน ๑ ค่าภาคหลวงแร่ตามกฎหมายว่าด้วยแร่หลังจากหักส่งเป็น รายได้ของรัฐในอัตราร้อยละสี่สิบแล้วดังต่อไปนี้ - องค์การบริหารส่วนตําบลหรือเทศบาลที่มีพื้นที่ครอบคลุม พื้นที่ตามประทานบัตรให้ได้รับการจัดสรรในอัตราร้อยละยี่สิบของเงินค่าภาคหลวงแร่ที่จัดเก็บ ได้ภายในเขต - องค์การบริหารส่วนตําบลและเทศบาลอื่นที่อยู่ภายใน จังหวัดที่มีพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่ตามประทานบัตรให้ได้รับการจัดสรรในอัตราร้อยละสิบของเงิน ค่าภาคหลวงแร่ที่จัดเก็บได้ภายในเขต - องค์การบริหารส่วนตําบลและเทศบาลในจังหวัดอื่น ให้ได้รับการจัดสรรในอัตราร้อยละสิบของเงินค่าภาคหลวงแร่ที่จัดเก็บได้ภายในเขต ๑ ค่าภาคหลวงปิโตรเลียมตามกฎหมายว่าด้วย ปิโตรเลียมหลัง จากหักส่งเป็นรายได้ของรัฐในอัตราร้อยละสี่สิบแล้ว ดังต่อไปนี้ - องค์การบริหารส่วนตําบลหรือเทศบาลที่มีพื้นที่ครอบคลุม พื้นที่ตามสัมปทาน ให้ได้รับการจัดสรรในอัตราร้อยละยี่สิบของเงินค่าภาคหลวงปิโตรเลียมที่จัด เก็บได้ภายในเขต - องค์การบริหารส่วนตําบลหรือเทศบาลอื่นที่อยู่ภายใน จังหวัดที่มีพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่ตามส้มปทาน ให้ได้รับการจัดสรรในอัตราร้อยละสิบของเงิน ค่าภาคหลวงปิโตรเลียมที่จัดเก็บได้ภายในเขต - องค์การบริหารส่วนตําบลและเทศบาลในจังหวัดอื่นให้ ได้รับการจัดสรรในอัตราร้อยละสิบของเงินค่าภาคหลวงปีโตรเลียมที่จัดเก็บได้ภายในเขต ๑ ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับ อสังหาริมทรัพย์ที่มีทุนทรัพย์ภายในเขต ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมาย ว่าด้วยอาคารชุด ๑ ค่าธรรมเนียมสนามบินตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามอัตราและวิธีการที่คณะกรรมการกําหนด . ๑ ค่าธรรมเนียมดังต่อไปนี้ โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มขึ้น ในอัตราไม่เกินร้อยละสิบของค่าธรรมเนียมที่มีการจัดเก็บตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น - ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขายสุราตามกฎหมาอว่าด้วยสุรา - ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเล่นการพนันตามกฎหมายว่าด้วย การพนัน นันทวัฒน์ บรมานันท์ @ ๑๐๑ ๑ ค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต และค่าปรับในกิจการที่กฎหมาย มอบหมายหน้าที่ให้เทศบาล เมืองพัทยา และองค์การบริหารส่วนตําบลเป็นเจ้าหน้าที่ดําเนิน การภายในเขตทห้องถิ่นนั้น ๆ และให้ตกเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนห้องถิ่นดังกล่าว ในกรณีกฎหมายกําหนดให้เทศบาลเป็นผู้จัดเก็บค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต และค่าปรับ ให้นํารายได้มาแบ่งให้แก่องค์การบริหารส่วนตําบลที่อยู่ภายในเขตจังหวัดตามที่คณะกรรมการ กําหนด ๑ ค่าใช้น้าบาดาลตามกฎหมายว่าด้วยน้าบาตาล ทั้งนี้ให้เป็นไป ตามสัดส่วนที่คณะกรรมการกําหนด ๑ ค่าธรรมเนียมใด ๆ ที่เรียกเก็บจากผู้ใช้หรือได้รับประโยชน์ จากบริการสาธารณะที่จัดให้มีขึ้น ๑ รายได้อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นของเทศบาล เมือง พัทยา และองค์การบริหารส่วนตําบล (ฉ๒) องค์การบริหารส่วนจังหวัด มาตรา ๒๕ แห่งกฎหมายว่าด้วย การกําหนดแผนและชั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้กําหนดให้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดอาจมีรายได้จากภาษีอากร ค่าธรรมเนียม และเงินรายได้จากที่ต่าง ๆ รวม ๑๓ กรณีด้วยกัน คือ ๑ ภาษีบํารุงองค์การปริหารส่วนจังหวัด สําหรับน้ามันเบนซินและ น้ามันที่คล้ายกัน น้ามันดีเซลและน้้ามันที่คล้ายกัน ก๊าซปิโตรเลียมที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงสําหรับ รถยนต์ซึ่งเกิดจากการค้าในเขตจังหวัด โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มได้ไม่เกินลิตรละสิบ สตางค์สําหรับน้้ามัน และกิโลกรัมละไม่เกินสิบสตางค์สําหรับก๊าซปิโตรเลียม ๑ ภาษีบํารุงองค์การบริหารส่วนจังหวัดสําหรับยาสูบ ซึ่งเก็บ จากการค้าในเขตจังหวัด โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มได้ไม่เกินมวนละสิบสตางค์ ๑ ภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากรที่ได้รับการจัดสรรในอัตรา ซึ่งเมื่อรวมกับอัตราตามมาตรา ๒๓ (๕) และมาตรา ๒๕ (๒) แล้วไม่เกินร้อยละสามสิบ ของภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บได้ หักส่วนที่ต้องจ่ายคืนแล้ว โดยเป็นหน้าที่ของกรมสรรพากร ที่จะจัดเก็บ ๑ ภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร โดยออกข้อบัญญัติ จัดเก็บเพิ่มขึ้นในอัตราซึ่งเมื่อรวมกับอัตราตามมาตรา ๒๓ (๕) แล้วไม่เกินร้อยละสามสิบ ' ของอัตราภาษีที่จัดเก็บตามประมวลรัษฎากรโดยเป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรที่จะจัดเก็บ . ๑ ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์รวมทั้งเงินเพิ่มตามกฎหมาย ๑๐๕ ๑ การปกครองส่วนท้องถิน ว่าด้วยรถยนต์ ภาษีรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก และค่าธรรมเนียมล้อเลื่อนตาม กฎหมายว่าด้วยล้อเลื่อน ๑ ภาษีเพื่อการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ๑ อากรรังนกอีแอ่นตามกฎหมายว่าด้วยอากรรังนกอีแอ่น ๑ ค่าภาคหลวงแร่ตามกฎหมายว่าด้วยแร่ ให้ได้รับการจัดสรร ในอัตราร้อยละยี่สิบของค่าภาคหลวงแร่ที่จัดเก็บได้ภายในเขตขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนั้น ๑ ค่าภาคหลวงปิโตรเลียมตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม ให้ได้รับการจัดสรรในอัตราร้อยละยี่สิบของค่าภาคหลวงปีโตรเลียมที่จัดเก็บได้ภายในเขตของ องค์การบริหารส่วนจังหวัดนั้น ๑ ค่าธรรมเนียมบํารุงองค์การบริหารส่วนจังหวัดโดยออกข้อบัญญัติ เรียกเก็บจากผู้พักในโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม : ๑ ค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต และค่าปรับในกิจการที่กฎหมาย มอบหมายหน้าที่ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นเจ้าหน้าที่ดําเนินการภายในเขตองค์การ บริหารส่วนจังหวัดนั้น และให้ตกเป็นรายได้ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ๑ ค่าธรรมเนียมใด ๆ ที่เรียกเก็บจากผู้ใช้หรือได้รับประโยชน์ จากบริการสาธารณะที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดจัดให้มีขึ้น ๑ รายได้อื่นที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นขององค์การบริหารส่วน จังหวัด (ฉ.๓) กรุงเทพมหานคร มาตรา ๒๕ แห่งกฎหมายว่าด้วยการกําหนด แผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้กําหนดให้กรุงเทพ- มหานครอาจมีรายได้จากภาษีอากร ค่าธรรมเนียม และเงินรายได้จากที่ต่าง ๆ รวม ๒๑ กรณีด้วยกัน คือ -" - ซ่ ว « ๑ ภาษีโรงเรือนและที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน ' ม 4 ส ๑ ม 4 ๑ ภาษีบํารุงท้องที่ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีบํารุงท้องที่ ๑ ภาษีป้ายตามกฎหมาอยว่าด้วยป้าย ม ม*/ ๑ ภาษีบํารุงกรุงเทพมหานครสําหรับนํามันเบนซิน และนํามัน รส่ม ง« เว น้ามันที่คล้ายกัน ก๊าซปิโตรเลียมที่ใช้ ณ์ ๓๑ 9 0/ ๕ ทคล่ายกัน นํามันดีเซลและนํามันทีคล้ายกัน ก๊าซปิโตรเลียมทีใช้เป็นเชื่อเพลิงสําหรับรถยนต์ ซึ่งเก็บจากการค้าในเขตกรุงเทพมหานคร โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มได้ไม่เกินลิตรละ สิบสตางค์สําหรับนํามัน และไม่เกินกิโลกรัมละสิบสตางค์สําหรับก๊าซปิโตรเลียม นันทวัฒน์ บรมานันท์ ๑ ๑๐๕ ๑ ภาษีบํารุงกรุงเทพมหานครสําหรับยาสูบซึ่งเก็บจากการค้า ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มได้ไม่เกินมวนละสิบสตางค์ ๑ ภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากรที่ได้รับการจัดสรรในอัตรา ซึ่งเมื่อรวมกับอัตราตามมาตรา ๒๓ (๕) และมาตรา ๒๕ (๓) แล้วไม่เกินร้อยละสามสิบ ของภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บได้หักส่วนที่ต้องจ่ายคืนแล้ว โดยเป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรที่จะ จัดเก็บ ๑ ภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร โดยออกข้อบัญญัติ จัดเก็บเพิ่มขึ้นในอัตราไม่เกินร้อยละสามสิบของอัตราภาษีที่จัดเก็บตามประมวลรัษฎากร โดยเป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรที่จะจัดเก็บ . ๑ ภาษีสรรพสามิตตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต ภาษี สุราตามกฎหมายว่าด้วยสุราและค่าแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายว่าด้วยยาสูบซึ่งเก็บจากการค้า ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มขึ้นในอัตราไม่เกินร้อยละสามสิบของอัตรา ภาษีที่กรมสรรพสามิตจัดเก็บ และให้ถือเป็นภาษีและค่าแสตมป์ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น โดยเป็นหน้าที่ของกรมสรรพสามิตที่จะจัดเก็บ ๑ ภาษีเพื่อการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ๑ ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์ รวมทั้งเงินเพิ่มตามกฎหมาย ว่าด้วยรถยนต์ ภาษีรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนสังทางบก .และค่าธรรมเนียมล้อเลื่อนตาม กฎหมายว่าด้วยล้อเลื่อน ๑ ภาษีการพนันตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน ๑ ค่าภาคหลวงแร่ตามกฎหมายว่าด้วยแร่ที่จัดเก็บภายในเขต ของกรุงเทพมหานครในอัตราร้อยละ ะสี่สิบของค่าภาคหลวงแร่ที่กรมทรัพยากรธรณีจัดเก็บได้จริง ๑ ค่าภาคหลวงปิโตรเลียมตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียมที่จัด เก็บภายในเขตของกรุงเทพมหานครในอัตราร้อยละสี่สิบของค่าภาคหลวงปิโตรเลียมที่กรม ทรัพยากรธรณีจัดเก็บได้จริง ๑ อากรการฆ่าสัตว์และผลประโยชน์อื่นอันเกิดจากการฆ่าสัตว์ ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการฆ่าสัตว์และจําหน่ายเนื้อสัตว์ ๑ ค่าธรรมเนียมบํารุงกรุงเทพมหานคร โดยออกข้อบัญญัติ เรียกเก็บจากผู้พักในโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม ๑ ค่าธรรมเนียมสนามบินตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ ห ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามอัตรวและวิธีการที่คณะกรรมการกําหนด ๑๑๐ ๑ การปกครองส่วนท้องถิน ๑ ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหา- ริมทรัพย์ทีมีทุนทรัพย์ ย์ตามประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด ๑ ค่าธรรมเนียมดังต่อไปนี้ โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มขึ้น ในอัตราไม่เกินร้อยละสามสิบของค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น - ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขายสุราตามกฎหมายว่าด้วยสุรา - ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเล่นการพนันตามกฎหมายว่าด้วย การพนัน ๑ ค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต และค่าปรับในกิจการที่ กฎหมายมอบหมายหน้าที่ให้กรุงเทพมหานครเป็นเจ้าหน้าที่ดําเนินการภายในเขตของกรุงเทพ- มหานคร และให้ตกเป็นรายได้ของกรุงเทพมหานคร ๑ ค่าธรรมเนียมใด ๆ ที่เรียกเก็บจากผู้ใช้หรือได้รับประโยชน์ จากบริการสาธารณะที่กรุงเทพมหานครจัดให้มีขึ้น ๑ รายได้อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นของกรุงเทพมหานคร (ฉ.๕) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ในอนาคตหากมีการจัดตั้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบอื่นขึ้นมา กฎหมายว่าด้วยการกําหนดแผนและขั้นตอน การกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ได้กําหนดไว้ถึงรายได้ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเหล่านั้นไว้ในมาตรา ๒๒ รวมสองกรณีด้วยกัน คือ กรณีที่มีกฎหมายกําหนด ให้จัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษไม่เต็มพื้นที่จังหวัด ก็จะมีรายได้จากภาษี อากร ค่าธรรมเนียม และเงินรายได้อื่นตามมาตรา ๒๓ คือ เป็นเช่นเดียวกับเทศบาล เมือง พัทยาและองค์การบริหารส่วนตําบล ส่วนถ้าเป็นกรณีที่มีกฎหมายกําหนดให้จัดตั้งองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเต็มพื้นที่จังหวัด ก็จะมีรายได้จากภาษีอากร ค่าธรรมเนียม และเงินรายได้อื่นตามมาตรา ๒๓ และมาตรา ๒๕ คือ มีรายได้เช่นเดียวกับเทศบาล เมือง พัทยาและองค์การบริหารส่วนตําบลประกอบกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด นอกจากภาษีอากร ค่าธรรมเนียม และเงินรายได้อื่นดังกล่าว มาแล้วทั้งหมดในหัวข้อนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจมีรายได้จากภาษีและอากรประเภท อื่นอีก โดยมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๒ ได้กําหนดให้เป็นอํานาจของคณะกรรมการการ กระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อาจกําหนดให้เป็นภาษีและอากรร่วมกันระหว่าง รัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรืออาจกําหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บเพิ่ม ได้เพื่อให้สอดคล้องกับการถ่ายโอนภาระหน้าที่และงบประมาณจากส่วนกลางที่ถ่ายลงมายังองค์กร นันทวัฒน์ บรมานันท์ ๑ ๑๑๑ ปกครองส่วนท้องถิ่นตามแผนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ช) รายได้อื่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นอกเหนือจากรายได้ที่เป็น ภาษีอากร ค่าธรรมเนียม และรายได้อื่นดังกล่าวมาแล้วในข้อ (ฉ) มาตรา ๒๕ แห่ง กฎหมายว่าด้วยการกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้กําหน่ดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจมีรายได้จากแหล่งต่าง ๆ รวม ๑๕ กรณีด้วย กัน คือ ๑ รายได้จากทรัพย์สินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๑ รายได้จากสาธารณูปโภค ๑ รายได้จากการพาณิชย์และการทํากิจการ ไม่ว่าจะดําเนินการเองหรือ ร่วมกับบุคคลอื่นหรือจากสหการ ๑ ภาษีอากร ค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต ค่าปรับ ค่าตอบแทน หรือรายได้อื่นใดตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ให้เป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๑ ค่าบริการ ๑ เงินอุดหนุนจากรัฐบาล ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๑ 2 « 1 1 เร ง ง ฏ ๑ เงนช่วยเหลือจากต่างประเทศ องค์การต่างประเทศ หรอองคการ ระหว่างประเทศ ๑ รายได้จากการจําหน่ายพันธบัตร ๑ เงินกู้จากกระทรวง ทบวง กรม องค์การ หรือนิติบุคคลต่าง ๆ ๑ เงินกู้จากต่างประเทศ องค์การต่างประเทศ หรือองค์การระหว่าง ประเทศ - « ๕ เณ ส=ขม่ = ๆใ3 ๑ เงินและทรัพย์สินอย่างอื่นที่มีผู้อุทิศให้ ๑ เงินช่วยเหลือหรือเงินค่าตอบแทน 2 ฒ์ ด๕. ง ฆ | 4 ฒ ๕ จ ๑ รายได้จากทรัพย์สินของแผ่นดิน หรือรายได้จากทรัพย์สินของรัฐ- - = ส«ส. ๑ สซ 6เ ๑ 'ไรใ < ม ๑ วิสาหกิจทีดําเนินการเพื่อมุ่งหากําไรในเขตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิน ๑ รายได้จากค่าธรรมเนียมพิเศษ ปัจจุบัน คณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ทําการจัดสรรเงินภาษีและค่าธรรมเนียมบางอย่างให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปบ้างแล้ว ดังปรากฏรายละเอียดในภาคผนวก ๕-๑๑ ท้ายเล่ม (ซ) แผนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สาระที่สําคัญ ๑๑๒ ๑ การปกครองส่วนท้องถิน ที่สุดส่วนหนึ่งของกฎหมายว่าด้วยการกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น คือ การกําหนดแผนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๓๐ ของหมวด ๕ ของกฎหมายดังกล่าว ได้กําหนดถึง แผนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ ๕ กรณีด้วยกัน คือ (ซ.๑) ให้ดําเนินการถ่ายโอนภารกิจการให้บริการสาธารณะที่รัฐดําเนินการ อยู่ในวันที่กฎหมายนี้ใช้บังคับแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายในกําหนดเวลาดังนี้ ๑ ภารกิจที่เป็นการดําเนินการซั้าซ้อนระหว่างรัฐและองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น หรือภารกิจที่รัฐจัดให้บริการในเขตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ดําเนินการ ให้เสร็จสิ้นภายในลี่ปี ๑ ภารกิจที่รัฐจัดให้บริการในเขตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกระทบถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ให้ดําเนินการให้เสร็จสิ้นภายในลี่ปี ๑ ภารกิจที่เป็นการดําเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลให้ดําเนินการ ให้เสร็จสิ้นภายในสี่ปี | ” (ซ.๒) กําหนดขอบเขตความรับผิดชอบในการให้บริการสาธารณะของ รัฐและขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง ตามอํานาจและหน้าที่ที่กําหนดไว้ในกฎหมายนี้ให้ชัดเจน โดยในระยะแรกอาจกําหนดภารกิจ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้แตกต่างกันได้ โดยให้เป็นไปตามความพร้อมขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่ง ซึ่งต้องพิจารณาจากรายได้และบุคลากรขององค์กรปกครอง ส่วนห้องถิ่นนั้น จํานวนประชากร ค่าใช้จ่ายในการดําเนินงาน- ตลอดจนคุณภาพในการให้บริการ ที่ประชาชนจะได้รับ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินระยะเวลาสิบปี (ซ.๓) กําหนดแนวทางและหลักเกณฑ์ให้รัฐทําหน้าที่ประสานความ ร่วมมือและช่วยเหลือการดําเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพ (ซ.๕) กําหนดการจัดสรรภาษีและอากร เงินอุดหนุน และรายได้ อื่นให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้สอดคล้องกับการดําเนินการตามอํานาจและ หน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภทอย่างเหมาะสม โดยในช่วงระยะเวลา ไม่เกิน พ.ศ. ๒๕๕๕ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มชื้นคิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้ ของรัฐบาลไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบ และในช่วงระยะเวลาไม่เกิน พ.ศ. ๒๕๕๓ ให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้ของรัฐบาลในอัตราไม่น้อยกว่าร้อย ละสามสิบห้า ทั้งนี้ โดยการเพิ่มสัดส่วนตามระยะเวลาที่เหมาะสมแก่การพัฒนา ให้องค์กร %” 4 2 « นันทวัฒน์ บรมานันท์ @ ๑๑๓ ปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดําเนินกิจการบริการสาธารณะได้ด้วยตนเอง และโดยการจัดสรร สัดส่วนที่เป็นธรรมแก่องค์กรปกครองส่วนห้องถิ่น โดยคํานึงถึงรายได้ขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นนั้นด้วย (ซ.๕) การจัดตั้งงบประมาณรายจ่ายประจําปีในส่วนที่เกี่ยวกับการ บริการสาธารณะในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้รัฐจัดสรรเงินอุดหนุนให้เป็นไปตาม ความจําเป็นและความต้องการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น จะเห็นได้ว่า กฎหมายได้กําหนดระยะเวลาในการจัดทําบริการสาธารณะ โดยท้องถิ่นเอาไว้อย่างเป็นระบบและ ะเป็นขั้นตอน โดยมีการแบ่งแยกประเภทของบริการ สาธารณะไว้อย่างชัดเจน และนอกจากนี้ กฎหมายก็ยังได้กําหนดถึงที่มาของรายได้ของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอาไว้ด้วยเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถใช้รายได้เหล่านั้น มาดําเนินการจัดทําบริการสาธารณะในเขตพื้นที่ของตน สําหรับระยะเวลาในการจัดทําแผนการกระจายอํานาจดังกล่าวมาแล้ว บทเฉพาะกาล มาตรา ๓๕ ได้กําหนดไว้ให้คณะกรรมการจัดทําให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปีนับ แต่วันที่กรรมการเริ่มปฏิบัติงาน ซึ่งปัจจุบันคณะกรรมการได้จัดทําแผนการกระจายอํานาจให้ แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเสร็จเรียบร้อยแล้วดังปรากฏรายละเอียดในภาคผนวก ๒ ท้ายเล่ม (ฒ) แผนปฏิบัติการเพื่อกําหนดขั้นตอนการกระจายอํานาจตามแผนการ กระจายอํานาจให้ห้องถิ่น มาตรา ๓๒ แห่งกฎหมายว่าด้วยการกําหนดแผนและขั้นตอนการ กระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้กําหนดให้อํานาจและหน้าที่แก่คณะกรรมการ การกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะ ะดําเนินการจัดทําแผนปฏิบัติการเพื่อ กําหนดขึ้นตอนการกระจายอํานาจตามแผนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยกฎหมายมาตราดังกล่าวได้กําหนดถึงสาระสําคัญของแผนปฏิบัติการดังกล่าวไว้ว่าอย่าง น้อยต้องประกอบด้วยเรื่องดังต่อไปนี้ (ฒ.๑) กําหนดรายละเอียดของอํานาจหน้าที่ในการให้บริการสาธารณะ ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละรูปแบบจะต้องกระทํา โดยในกรณีใดเป็นอํานาจและหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินการของรัฐหรือระหว่างองค์กรปกครองส่วนห้องถิ่นด้วยกัน ให้ ถําหนดแนวทางวิธีปฏิบัติเพื่อประสานการดําเนินการให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม (ฒณ.๒) กําหนดหลักเกณฑ์และวิธีดําเนินการในการจัดสรรสัดส่วน ภาษีและอากรให้เพียงพอแก่การดําเนินการตามอํานาจและหน้าที่ที่กําหนดให้เป็นอํานาจ และ หน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ โดยต้องคํานึงถึงภาระหน้าที่ของรัฐในการให้ /ปี๊ริการสาธารณะเป็นส่วนรวมด้วย ๑๑๕ ๑ การปกครองส่วนท้องถิน (ฒณ.๓) รายละเอียดเกี่ยวกับการเสนอให้แก้ไขหรือจัดให้มีกฎหมายที่ จําเป็นเพื่อดําเนินการตามแผนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ณ.๕) จัดระบบการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยกําหนดนโยบายและมาตรการการกระจายบุคลากรจากราชการส่วนกลางและราชการส่วน ภูมิภาคไปสู่ส่วนท้องถิ่น โดยการสร้างระบบการถ่ายเทกําลังคนสู่ท้องถิ่นและสร้างระบบ ความก้าวหน้าสายอาชีพที่เหมาะสม แผนปฏิบัติการนี้จะต้องกําหนดรายละเอียดวิธีปฏิบัติและกําหนด หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ รวมทั้งระยะเวลาในการดําเนินการให้ชัดเจนด้วย สําหรับระยะเวลาในการจัดทําแผนปฏิบัติการดังกล่าว บทเฉพาะกาล มาตรา ๓๕ ได้กําหนดไว้ว่าในวาระเริ่มแรกให้คณะกรรมการจัดทําแผนดังกล่าวให้แล้วเสร็จ ภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่กรรมการเริ่มปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งปัจจุบันคณะกรรมการการกระจาย อํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้จัดทําแผนปฏิบัติการดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้วดัง ปรากฏรายละเอียดในภาคผนวก ๓ ท้ายเล่ม (ญ) ความผูกพันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อคณะกรรมการการกระจาย อํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้จัดทําแผนปฏิบัติการเพื่อกําหนดขั้นตอนการกระจาย อํานาจตามแผนการกระจายอํานาจให้ท้องถิ่นเสร็จเรียบร้อยแล้ว มาตรา ๓๓ แห่งกฎหมายว่า ด้วยการกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้กําหนด ให้คณะกรรมการเสนอแผนปฏิบัติการดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ จากนั้นก็ จะต้องรายงานต่อรัฐสภาเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับต่อไป เม) การติดตามผลการปฏิบัติงานตามแผนปฏิบัติการ มาตรา ๓๓ วรรค ๕ แห่งกฎหมายว่าด้วยการกําหนดแผนและชั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นได้กําหนดให้คณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ ติดตามผลการปฏิบัติงานตามแผนปฏิบัติการและรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบทุกปี แต่ถ้า หากคณะกรรมการพบว่าเกิดมีปัญหาและอุปสรรคที่ทําให้ไม่อาจดําเนินการตามแผนปฏิบัติการได้ ให้คณะกรรมการรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบถึงปัญหาและอุปสรร์ค พร้อมทั้งเสนอแนวทาง แก้ไขด้วย ” กล่าวโดยสรุป เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา ๒๕๕ ของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทยที่บัญญัติให้มีกฎหมายกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจเพื่อพัฒนา การกระจายอํานาจให้แก่ท้องถิ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐสภาจึงได้จัดทํา "พระราชบัญญัติ นันทวัฒน์ บรมานันท์ ๑ ๑๑๕ กําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พุต. เ๒๕๕๒" ขึ้น โดยมีสาระสําคัญคือจัดตั้งคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขึ้นมา จัดทําแผนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้การกระจายอํานาจ เป็นไปอย่างเป็นระบบและมีระยะเวลาที่แน่นอน และนอกจากนี้ สาระสําคัญอีกสองประการ ของกฎหมายดังกล่าว คือ กฎหมายได้กําหนดถึงอํานาจและหน้าที่ในการจัดระบบการบริการ สาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบต่าง ๆ เอาไว้อย่างละเอียด รวมทั้งมีการ กําหนดถึงการจัดสรรสัตส่วนภาษีและอากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบต่าง ๆ และ ระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย า๒.๒.๒ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนห้องถิ่น พ.ศ. ๒๒๕๕ไ๒ โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๒๕๕ ได้ บัญญัติไว้ในวรรคแรกว่า องค์กรปกครองส่วนห้องถิ่นทั้งหลายย่อมมีความเป็นอิสระในการ กําหนดนโยบายการปกครอง การบริหาร การบริหารงานบุคคล การเงินและการคลัง และ มีอํานาจหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะประกอบกับมาตรา ๒๕๕ ที่บัญญัติไว้ให้การแต่งตั้งและ การให้พนักงานและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพั้นจากตําแหน่ง ต้องเป็นไปตาม ความต้องการและความเหมาะสมของแต่ละท้องถิ่น และต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะ กรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นก่อนตามที่กฎหมายบัญญัติ จึงมีการจัดทํากฎหมายว่าด้วย ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นขึ้น กฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒ กฎหมายตดังกล่าวประกอบด้วยสาระสําคัญ ดังต่อไปนี้ ๒๒.๒.๒.๑ ขอบเขตของกฎหมาย กฎหมายฉบับดังกล่าวใช้กับพนักงาน ส่วนท้องถิ่นทุกประเภท อันได้แก่ ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด พนักงานเทศบาล พนักงานส่วนตําบล ข้าราชการกรุงเทพมหานคร พนักงานเมืองพัทยา และข้าราชการหรือพนัก งานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้ง ซึ่งได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ . ปฏิบัติราชการโดยได้รับเงินเดือนจากงบประมาณหมวดเงินเดือนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือจากเงินงงบประมาณหมวดเงินอุดหนุนของรัฐบาลที่ให้แก่องค์กรปกคร้องส่วนท้องถิ่น และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนํามาจัดเป็นเงินเดือนของข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ๒.๒๒.๒.๒ การบริหารงานบุคคลในองค์การบริหารส่วนจังหวัด การบริหาร งานบุคคลในองค์การบริหารส่วนจังหวัดประกอบด้วยองค์กร ๓ องค์กร คือ คณะกรรมการ ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด คณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ๑๑๐ ๑ การปกครองส่วนท้องถิน (ก) คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด มาตรา ๕ แห่งกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น กําหนดให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด แต่ละแห่งต้องมีคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอํานาจครอบคลุมการ บริหารงานบุคคลของพนักงานท้องถิ่นที่อยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัดนั้น คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด ประกอบ ด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และกรรมการอื่นซึ่งประกอบด้วยข้าราชการประจํา ผู้แทน องค์การบริหารส่วนจังหวัด และผู้ทรงคุณวุฒิ มีอํานาจหน้าที่ดังที่กําหนดไว้ในมาตรา ๑๓ คือ อํานาจหน้าที่ในการกําหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของข้าราชการองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดนั้น กําหนดจํานวนและอัตราตําแหน่ง อัตราเงินเดือน วิธีการจ่ายเงินเดือนและ ประโยชน์ตอบแทนอื่น หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการคัดเลือก การบรรจุและแต่งตั้ง การย้าย การโอน การรับโอน การเลื่อนระดับ การเลื่อนขั้นเงินเดือน การสอบสวน การลงโทษ ทางวินัย การให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์และการร้องทุกข์ รวมถึงการกําหนดระเบียบ เกี่ยวกับการบริหารและการปฏิบัติงานของข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด และการกํากับ ดูแล ตรวจสอบ แนะนําและชี้แจง ส่งเสริมและพัฒนาความรู้แก่ข้าราชการองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด (ข) คณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด เพื่อให้การปฏิบัติงานเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดแต่ละแห่ง เป็นไปโดยมีมาตรฐานที่สอดคล้องกัน มาตรา ๑๒ แห่งกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารงาน บุคคลส่วนท้องถิ่นจึงกําหนดให้มีคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดขึ้น คณะกรรมการกลางนี้ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทยหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยซึ่งได้รับมอบหมายเป็นประธาน และ กรรมการอื่นซึ่งประกอบด้วยข้าราชการประจํา ผู้แทนองค์การบริหารส่วนจังหวัดและผู้ทรง คุณวุฒิ มีอํานาจหน้าที่ดังที่กําหนดไว้ในมาตรา ๑ คือ การกําหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเบื้องต้น สําหรับข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด อัตรา ตําแหน่งและมาตรฐานชองตําแหน่ง อัตราเงินเดือนและวิธีการจ่ายเงินเดือนและประโยชน์ ตอบแทนอื่น หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการคัดเลือก การบรรจุและแต่งตั้ง การย้าย การโอน การเลื่อนระดับและการเลื่อนขั้นเงินเดือน วินัยและการรักษาวินัย- และการดําเนินการทางวินัย การให้ออกจากราชการ สิทธิการอุทธรณ์ การพิจารณาอุทธรณ์และการร้องทุกข์ โครงสร้าง การแบ่งส่วนราชการ ' วิธีการบริหารและการปฏิบัติงานของข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด นั้นทวัฒน์ บรมานันท์ @ ๐๑๐ และกิจการอันเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลในองค์การบริหารส่วนจังหวัด การให้ข้อคิดเห็นหรือ ให้คําปรึกษาในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด รวมทั้ง การกํากับดูแล แนะนําและซี้แจง ส่งเสริมและพัฒนาความรู้แก่ข้าราชการองค์การบริหารส่วน จังหวัด จะเห็นได้ว่า คณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดเป็นองค์กรกลางขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยเป็นองค์กรที่จะไม่ใช้อํานาจในการบริหารงานบุคคลโดยตรง การที่ต้องมีคณะกรรมการกลาง นี้ก็เนื่องมาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัดมีเป็นจํานวนมาก ซึ่งอาจกําหนดหลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคลที่แตกต่างกัน ไม่เป็นมาตรฐานและอาจเกิด ความไม่เป็นธรรมกับท้องถิ่นได้ ดังนั้น จึงมีการกําหนดมาตรฐานทั่วไปสําหรับใช้ในการบริหาร งานบุคคลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดทั่วประเทศ ส่วนคณะกรรมการองค์การบริหารส่วนจังหวัด ก็จะทําหน้าที่กําหนดหลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคลตามความต้องการและความเหมาะสมของ ท้องถิ่นของตน เพื่อให้ผู้บริหารห้องถิ่นนําหลักเกณฑ์ไปใช้ในการออกคําสั่งต่าง ๆ เกี่ยวกับ การบริหารงานบุคคลต่อไปภายใต้กรอบมาตรฐานทั่วไปที่คณะกรรมการกลางกําหนด (ค) นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด มาตรา ๑๕ แห่งกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นกําหนดให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมี อํานาจออกคําสั่งเกี่ยวกับการบรรจุและแต่งตั้ง การย้าย การโอน การรับโอน การเลื่อนระดับ การเลื่อนขั้นเงินเดือน การสอบสวน การลงโทษทางวินัย การให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ หรือการอื่นใดที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดกําหนด แต่สําหรับการออกคําสั่งแต่งตั้งและการให้ ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดพ้นจากตําแหน่ง จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะ กรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดก่อน ๒.๒๒.๒.๓ การบริหารงานบุคคลในเทศบาล การบริหารงานบุคคลในเทศบาล ประกอบด้วยองค์กร ๓ องค์กรเช่นกัน คือ คณะกรรมการพนักงานเทศบาล คณะกรรมการ กลางพนักงานเทศบาล และนายกเทศมนตรี (ก) คณะกรรมการพนักงานเทศบาล มาตรา ๒๓ แห่ง กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นกําหนดให้เทศบาลที่อยู่ในเขตจังหวัดหนึ่ง ' มีคณะกรรมการเทศบาลร่วมกันคณะหนึ่งทําหน้าที่บริหารงานบุคคลสําหรับเทศบาลทุกแห่ง | ที่อยู่ในเขตจังหวัดนั้น ๑๑๕ ๑ การปกครองส่วนท้องถิน คณะกรรมการพนักงานเทศบาลประกอบด้วยผู้ว่าราชการ จังหวัดเป็นประธาน และกรรมการอื่นซึ่งประกอบด้วยข้าราชการประจํา ผู้แทนเทศบาลและ ผู้ทรงคุณวุฒิ มีอํานาจหน้าที่เช่นเดียวกับคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด คือ อํานาจหน้าที่ในการกําหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของพนักงานเทศบาล กําหนด จํานวนและอัตราตําแหน่ง อัตราเงินเดือน วิธีการจ่ายเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่น หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการคัดเลือก การบรรจุและแต่งตั้ง การย้าย การโอน การรับโอน การเลื่อนระดับ การเลื่อนขั้นเงินเดือน การสอบสวน การลงโทษทางวินัย การให้ออกจาก ราชการ การอุทธรณ์และการร้องทุกข์ รวมถึงการกําหนดระเบียบเกี่ยวกับการบริหารงานและ การปฏิบัติงานของพนักงานเทศบาล และการกํากับดูแล ตรวจสอบ แนะนํา และชี้แจงส่งเสริม และพัฒนาความรู้แก่พนักงานเทศบาล (ช) คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล เพื่อให้การปฏิบัติ งานเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของเทศบาลแต่ละแห่งเป็นไปโดยมีมาตรฐานที่สอดคล้องกัน มาตรา ๒๕ แห่งกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นจึงกําหนดให้มีคณะ กรรมการกลางพนักงานเทศบาลขึ้น คณะกรรมการกลางประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทยหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยซึ่งได้รับมอบหมายเป็นประธาน และ กรรมการอื่นซึ่งประกอบด้วยข้าราชการประจํา ผู้แทนเทศบาลและผู้ทรงคุณวุฒิ มีอํานาจหน้าที่ เช่นเดียวกับคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด คือ กําหนดมาตรฐาน ทั่วไปเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเบื้องต้นสําหรับพนักงานเทศบาล อัตราตําแหน่ง และมาตรฐานของตําแหน่ง อัตราเงินเดือนและวิธีการจ่ายเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่น หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการคัดเลือก การบรรจุและแต่งตั้ง การย้าย การโอน การเลื่อนระดับ และการเลื่อนขั้นเงินเดือน วินัยและการรักษาวินัย และการดําเนินการทางวินัย การให้ออกจาก ราชการ สิทธิการอุทธรณ์ การพิจารณาอุทธรณ์และการร้องทุกข์ โครงสร้างการแบ่งส่วน ราชการ วิธีการบริหารและการปฏิบัติงานของพนักงานเทศบาลและกิจการอันเกี่ยวกับการบริหาร งานบุคคลในเทศบาล . การให้ข้อคิดเห็นหรือให้คําปรึกษาในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ พนักงานเทศบาล รวมทั้งการกํากับดูแล แนะนําและชี้แจง ส่งเสริมและพัฒนาความรู้แก่ พนักงานเทศบาล (ค) นายกเทศมนตรี มาตรา ๒๓ วรรคท้าย แห่งกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น กําหนดให้นําความเรื่องการออกคําสั่งต่าง ๆ ของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมาใช้กับนายกเทศมนตรีโดยอนุโลม ดังนั้น ในระดับ ฒ/ ฒ/ สืบ/. « นันทวัฒน์ บรมานันท์ ๕ ๑๑๓๕ เทศบาลนายกเทศมนตรีจึงมีอํานาจเกี่ยวกับการบรรจุและแต่งตั้ง การย้าย การโอน การรับโอน การเลื่อนระดับ การเลื่อนขั้นเงินเดือน การสอบสวน การลงโทษทางวินัย การให้ออกจาก ราชการ การอุทธรณ์และการร้องทุกข์ หรือการอื่นใดที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามหลักเกณฑ์ ที่คณะกรรมการพนักงานเทศบาลกําหนด แต่สําหรับการออกคําสั่งแต่งตั้งและการให้พนักงาน เทศบาลพันจากตําแหน่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพนักงานเทศบาลก่อน ๒๒.๒๒.๒.๕ การบริหารงานบุคคลในองค์การบริหารส่วนตําบล การบริหารงาน บุคคลในองค์การบริหารส่วนตําบลประกอบด้วย ๓ องค์กรเช่นกัน คือ คณะกรรมการพนักงาน ส่วนตําบล คณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตําบล และประธานกรรมการบริหารองค์การ . บริหารส่วนตําบล (ก) คณะกรรมการพนักงานส่วนตําบล มาตรา ๒๕ แห่ง กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น กําหนดให้องค์การบริหารส่วนตําบลที่อยู่ ในเขตจังหวัดหนึ่ง มีคณะกรรมการพนักงานส่วนตําบลร่วมกันคณะหนึ่งทําหน้าที่บริหารงาน บุคคลสําหรับองค์การบริหารส่วนตําบลทุกแห่งที่อยู่ในเขตจังหวัดนั้น คณะกรรมการพนักงานส่วนตําบลประกอบด้วยผู้ว่าราชการ จังหวัดเป็นประธาน และกรรมการอื่นซึ่งประกอบด้วยข้าราชการประจํา ผู้แหนองค์การบริหาร ส่วนตําบลและผู้ทรงคุณวุฒิ มีอํานาจหน้าที่เช่นเดียวกับคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด และคณะกรรมการพนักงานเทศบาลดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น (ข) คณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตําบล เพื่อให้การปฏิบัติ หน้าที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลขององค์การบริหารส่วนตําบลแต่ละแห่งเป็นไปโดย มีมาตรฐานที่สอดคล้องกัน มาตรา ๒๒ แห่งกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารงานบุคคลส่วน ห้องถิ่นจึงกําหนดให้มีคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตําบลขึ้น คณะกรรมการกลางประกอบ : ด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยซึ่งได้รับมอบ หมายเป็นประธาน และกรรมการอื่นซึ่งประกอบด้วยข้าราชการประจํา ผู้แทนองค์การบริหาร ส่วนตําบลและผู้ทรงคุณวุฒิ มีอํานาจหน้าที่เช่นเดียวกับคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การ บริหารส่วนจังหวัด และคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาลดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น (ค) ประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตําบล มาตรา ๒๕ วรรคท้าย แห่งกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนห้องถิ่น กําหนดให้นํา : ความเรื่องการออกคําสั่งต่าง ๆ ของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมาใช้กับประธานกรรมการ , บริหารองค์การบริหารส่วนตําบลมาใช้โดยอนุโลม ดังนั้น อํานาจในการออกคําสั่งต่าง ๆ ใน ๑๒๐ ๑ การปกครองส่วนท้องถิน องค์การบริหารส่วนตําบล ดังเช่นที่ปรากฏรายละเอียดในส่วนของอํานาจของนายกองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดดังที่ได้กล่าวมาแล้วในข้อ ๒.๒.๒.๒ ค. ข้างต้น ๒.๒.๒.๕ การบริหารงานบุคคลในกรุงเทพมหานคร มาตรา ๒๕ แห่ง กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นได้กําหนดให้การบริหารงานบุคคลของ กรุงเทพมหานครเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานคร พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม คือ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๒ ได้กําหนดโครงสร้างขององค์กรที่ทําหน้าที่รับผิดชอบการบริหารงานบุคคลไว้ว่า ได้แก่ คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานครประกอบด้วยรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยซึ่งได้รับมอบหมาย เป็นประธานกรรมการและกรรมการอื่นซึ่งประกอบด้วยกรรมการโดยตําแหน่งซึ่งเป็นข้าราชการ ประจํา กรรมการชึ่งเป็นผู้แทนกรุงเทพมหานครและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มีอํานาจหน้าที่ตัง ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๒ ของกฎหมายดังกล่าว คือ เสนอแนะและให้คําปรึกษาแก่รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับนโยบายการบริหารงานบุคคลและจัดระบบราชการกรุงเทพ- มหานคร ออกกฎกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร ข้อบังคับหรือระเบียบ ตีความและ วินิจฉัยปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ ควบคุม ดูแล ตรวจสอบ แนะนําและชี้แจงเพื่อให้ส่วนราชการในสังกัดกรุงเทพมหานครปฏิบัติการตามกฎหมาย จัดการ สอบแข่งขันเพื่อรับทุนของกรุงเทพมหานครในการศึกษา ฝึกอบรม หรือดูงานตามความต้องการ ของกรุงเทพมหานคร กําหนดอัตราค่าธรรมเนียมในการปฏิบัติการตามกฎหมายนี้ รวมทั้งการ รักษาทะเบียนประวัติของข้าราชการกรุงเทพมหานครด้วย ๒.๒.๒.9 การบริหารงานบุคคลในเมืองพัทยา การบริหารงานบุคคลใน เมืองพัทยาประกอบด้วย ๓ องค์กร คือ . คณะกรรมการพนักงานเมืองพัทยา คณะกรรมการ กลางพนักงานเทศบาล และนายกเมืองพัทยา : (ก) คณะกรรมการพนักงานเมืองพัทยา มาตรา ๒๕ แห่ง กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น กําหนดให้มีคณะกรรมการพนักงานเมือง พัทยาขึ้นในเมืองพัทยา ประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีเป็นประธานและกรรมการอื่นซึ่ง ประกอบด้วยข้าราชการประจํา ผู้แทนเมืองพัทยาและผู้ทรงคุณวุฒิ มีอํานาจหน้าที่เช่นเดียวกับ คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด คณะกรรมการพนักงานเทศบาล และ นันทวัฒน์ บรมานันท์ ๑ ๑๒๑ คณะกรรมการพนักงานส่วนตําบลดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น (ข) คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล มาตรา ๒๕ แห่ง กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนหท้องถิ่น กําหนดให้คณะกรรมการกลางพนักงาน เทศบาลทําหน้าที่กําหนดมาตรฐานทั่วไปในเรื่องต่าง ๆ ให้แก่เมืองพัทยาดังเช่นที่กําหนดให้เทศบาล (ค) นายถเมืองพัทยา มาตรา ๒๕ แห่งกฎหมายว่าด้วยระเบียบ บริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น กําหนดให้นําความเรื่องการออกคําสั่งต่าง ๆ ของนายกองค์การ บริหารส่วนจังหวัดมาใช้กับนายกเมืองพัทยาโดยอนุโลม ดังนั้น อํานาจในการออกคําสั่งต่าง ๆ ในเมืองพัทยาจึงเป็นของนายกเมืองพัทยาดังเช่นที่ปรากฏรายละเอียดในส่วนของอํานาจ ของ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดดังที่ได้กล่าวมาแล้วในข้อ ๑.๒.๒.๒ ค. ข้างต้น 0๒๒.๒.ณ คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ใน หมวด ซ ของกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ได้กําหนดให้มี “คณะ กรรมการระดับชาติ” ขึ้นคณะหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคล ส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วยกรรมการโดยตําแหน่งซึ่งเป็นข้าราชการประจํา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนคณะกรรมการกลางขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ ดังที่กําหนดไว้ในมาตรา ๓๓ ของกฎหมายตังกล่าว คือ กําหนดมาตรฐานกลางและแนว ทางในการรักษาระบบคุณธรรมเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล โดยเฉพาะในเรื่องการแต่งตั้ง และ การให้พันจากตําแหน่งของพนักงานส่วนท้องถิ่น การกําหนดโครงสร้างอัตราเงินเดือนและประโยชน์ ตอบแทนอื่นให้มีสัดส่วนที่เหมาะสมแก่รายได้และการพัฒนาท้องถิ่นตามอํานาจหน้าที่ของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยการกําหนดมาตรฐานกลางและแนวทางจะต้องไม่มีลักษณะเป็น การกําหนดหลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคลโดยเฉพาะเจาะจงที่ทําให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ สามารถบริหารงานบุคคลตามความต้องการและ ความเหมาะสมของแต่ละองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นได้ นอกจากอํานาจหน้าที่ดังกล่าว คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วน ท้องถิ่นยังมีอํานาจหน้าที่ที่จะกําหนดแนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น เพื่อรอง รับถารกระจายอํานาจถารปกครองส่วนห้องถิ่น ส่งเสริมให้มีการศึกษา วิเคราะห์ หรือวิจัย เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ให้คําปรึกษา คําแนะนํา และพิจารณาปัญหา เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นแก่องค์กรปกครองส่วนห้องถิ่น รวมทั้งประสานงาน ถับคณะรัฐมนตรี หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการข้าราชการ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการประเภทต่าง ๆ คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงาน ๑๒๒ @ การปกครองส่วนท้องถิน ส่วนทห้องถิ่น และคณะกรรมการข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมให้การบริหารงาน บุคคลส่วนท้องถิ่นมีประสิทธิภาพ คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นมีหน่วย ธุรการ คือ สํานักงานคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น สังกัดสํานัก งานปลัดกระทรวงกระทรวงมหาดไทย 7 เซ ๒.๒.๓ พระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. โ๒๕๕๒ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครอง ห้องถิ่นด้วยการให้ราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งไนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเข้าชื่อร้องขอต่อ สภาห้องถิ่นเพื่อให้พิจารณาออกข้อบัญญัติท้องถิ่นได้ โดยบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๕ ว่า ราษฎร ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดมีจํานวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มี่สิทธิ เลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานสภาท้องถิ่นเพื่อ ให้สภาท้องถิ่นพิจารณาออกข้อบัญญัติท้องถิ่นได้ โดยคําร้องขอต้องจัดทําร่างข้อบัญญัติท้องถิ่น เสนอมาด้วย ส่วนหลักเกณฑ์และวิธีการเข้าชื่อรวมทั้งการตรวจสอบให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งต่อมาก็ได้มีการตรากฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นขึ้นตามบทบัญญัติของ มาตรา ๒๕ แห่งรัฐธรรมนูญ และประกาศใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ พระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๒ มี สาระสําคัญดังนี้ คือ ๒.๒.๓.๑ บุคคลผู้มีสิทธิเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติห้องถิ่น มาตรา ๓ แห่ง กฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นกําหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นจํานวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานสภาท้องถิ่นเพื่อดําเนินการให้สภาห้องถิ่นพิจารณาออกข้อบัญญัติ ท้องถิ่นได้ สําหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย ฉบับนี้ที่กําหนดให้ประชาชนในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น ได้ มาตรา ๓ แห่งกฎหมายดังกล่าวได้ถําหนดไว้ว่า ได้แก่ กรุงเทพมหานคร องค์การบริหาร ส่วนจังหวัด เทศบาล เมืองพัทยา องค์กรบริหารส่วนตําบล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อื่นที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้น แฑ่ อ» ๒๒.๒.๓.๒ คําร้องขอให้ออกข้อบัญญัติห้องถิ่น มาตรา ๕ แห่งกฎหมายว่า ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนหท้องถิน พ.ศ. ๒๕๕ไ๒ แผนภูมิโครงสร้างของคณะกรรมการฯ คณะกรรมการกํากับมาตรฐาน โง เษ ง การบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิน* [ | สน | คณะกรรมการกลางข้าราชการ องค์การบริหารส่วนจังหวัด - รัฐมนตรีว่าการกระทรวง คณะกรรมการกลางพนักงาน เทศบาล - รัฐมนตรีว่าการกระทรวง คณะกรรมการกลางพนักงาน ส่วนตําบล - รัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทยเป็นประธาน มหาดไทยเป็นประธาน มหาดไทยเป็นประธาน คณะกรรมการข้าราชการ คณะกรรมการพนักงานเทศบาล คณะกรรมการพนักงาน คณะกรรมการพนักงาน องค์การบริหารส่วนจังหวัด (๑ คณะ / ๑ จังหวัด) ส่วนตําบล เมืองพัทยา (๑ คณะ / ๑ จังหวัด) - ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น ประธาน - ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น ประธาน (๑ คณะ / ๑ จังหวัด) (ผู้ว่าฯ / รองผู้ว่าฯ เป็นประธาน) (ผู้ว่าฯ ชลบุรี ' เป็นประธาน) *สํานักงานคณะกรรมการฯ อยู่ในสํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย การบริหารงานบุคคล กทม. และองค์กร ท้องถินพิเศษออกเป็นกฎหมาย > 5 น๐๓๕๐ @ แทนเกะก พอะแทหน ๑๒๕ ๑ การปกครองส่วนท้องถิน ม เว ม ๒ ๓๓๑3% ๕ ไทย. 4 ส ..ม เจ เ 0 ด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถินได้กําหนดถึงรายละเอียดของคําร้องขอให้ออกข้อบัญญัติ 6 7 ท้องถินไว้ ดังนี้ (ก) ต้องมีชื่อ ทีอยู่ และลายมือชื่อของผู้เข้าชือทุกคน พร้อม เด 1 ทั้งสําเนาบัตรประจําตัวประชาชน บัตรประจําตัวประชาชนทีหมดอายุ หรือบัตรหรือหลักฐาน อื่นใดของทางราชการที่มีรูปถ่ายสามารถแสดงตนได้ (ข) ต้องเสนอร่างข้อบัญญัติท้องถินที่ต้องการจะให้สภาท้องถิ่น พิจารณาออกมาด้วย โดยร่างข้อบัญญัติท้องถินนั้นจะต้องมีข้อกําหนดที่ชัดเจนเพียงพอ ฆา ๕ 4< เ 8ไ ส ซ่ : ม 4 « ได้ว่ามีความประสงค์จะตราข้อบัญญัติท้องถิ่นในเรื่องใดที่อยู่ในอํานาจหน้าที่ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถินนั้น โดยผู้เสนออาจจัดทําสรุปสาระสําคัญและคําชี้แจงความมุ่งหมายของการกําหนด หลักการในแต่ละข้อกําหนดของร่างข้อบัญญัติท้องถิ่นที่เสนอให้เพียงพอที่จะเข้าใจเหตุผลที่ กําหนดไว้ในแต่ละข้อกําหนดด้วยก็ได้ ง = (ค) ต้องมีรายชื่อผู้แทนของผู้เข้าชื่อที่จะมีอํานาจดําเนินกิจการที่ เกี่ยวข้องกับการเสนอและการพิจารณาข้อบัญญัติท้องถิ่น (ง) ต้องมีคํารับรองของผู้เข้าชื่อตามข้อ (ค) ว่าผู้เข้าชื่อทุกคนเป็น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น และเป็นผู้ร่วมลงชื่อด้วยตนเอง เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผู้ใดร่วมลง ชื่อในการเข้าชื่อดังกล่าวโดยถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ข้างต้นนี้แล้ว ให้ถือว่าการเข้าชื่อ นั้นมีผลสมบูรณ์และจะถอนการเข้าชื่อในภายหลังอีกมิได้ ๒.๒.๓.๓ การตรวจสอบการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย มาตรา ๒ แห่งกฎหมาย ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นมีบทบัญญัติให้อํานาจประธานสภาท้องถิ่นในการตรวจ สอบการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย (ก) เมื่อประธานสภาท้องถิ่นได้รับคําร้องขอให้ออกข้อบัญญัติ ท้องถิ่นแล้วก็จะต้องตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสารเหล่านั้น ถ้าเห็นว่าครบถ้วนแล้วก็จะต้อง ปิดประกาศรายชื่อผู้เข้าชื่อไว้ ณ ที่ทําการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นและเขตชุมชน หนาแน่นในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น (ข) สําหรับบุคคลใดที่มีชื่อเป็นผู้เข้าชื่อด้วยแต่มิได้ร่วมเข้าชื่อ สามารถยื่นคําร้องคัดค้านต่อประธานสภาท้องถิ่นหรือบุคคลที่ประธานสภาท้องถิ่นแต่งตั้งเพื่อให้ขีด ฆ่าชื่อตนเองออกจากบัญชีรายชื่อผู้เข้าชื่อดังกล่าวได้ภายใน ๒๐ วันนับแต่วันปิดประกาศรายชื่อ (ค) เมื่อพันกําหนดระยะเวลาคัดค้านแล้ว ให้ถือว่ารายชื่อของ ผู้เข้าชื่อที่ไม่มีการคัดค้านเป็นรายชื่อที่ถูกต้อง ซึ่งประธานสภาท้องถิ่นจะต้องตรวจสอบอีกครั้ง นันทวัฒน์ บรมานันท์ @ ๑๒๕ หนึ่งว่ามีจํานวนครบตามที่กฎหมายกําหนดคือไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นหรือไม่ หากมีจํานวนครบก็จะต้องจัดให้สภาท้องถิ่นตําเนินการ พิจารณาออกข้อบัญญัติท้องถิ่นต่อไป แต่ถ้ามีจํานวนไม่ครบ ประธานสภาท้องถิ่นจะต้องแจ้ง ให้ผู้แทนของผู้เข้าชื่อทราบเพื่อดําเนินการจัดให้มีการเข้าชื่อเพิ่มเติมให้ครบจํานวนภายใน ๓๐ วัน ถ้าผันกําหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้วมิได้มีการเสนอการเข้าชื่อจนครบจํานวน ให้ประธานสภา ท้อง ถิ่นจําหน่ายเรื่อง สําหรับกระบวนการในการพิจารณาออกข้อบัญญัติห้องถิ่นที่มีการ เจ้าชื่อเสนอนั้นจะต้องเป็นไปตามข้อบังคับการประชุมของสภาท้องถิ่นนั้น ไซ.ไซ.ต พระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิก สกาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕ไ๓ มาตรา ๒๕๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้ราษฎรคผู้ มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถขับสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารห้องถิ่น ให้พันจากตําแหน่งได้โดยกําหนดไว้ว่า ราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนห้องถิ่นใด มีจํานวนไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจํานวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียง เห็นว่าสมาชิกสภา ท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้ใดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นไม่สามารถดํารงตําแหน่ง ต่อไป ให้สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้นั้นพันจากตําแหน่ง หั้งนี้ ตามที่กฎหมาย บัญญัติ ซึ่งต่อมาก็ได้มีการจัดทําพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิก สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๒ ขึ้น และประกาศใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ การลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาห้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นนี้ เป็นหนึ่งในมาตรการตรวจสอบทางการเมืองที่เพิ่มบทบาทประชาชนให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการ ควบคุมและตรวจสอบฝ่ายการเมืองในระดับท้องถิ่นให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความชื่อสัตย์และยุติธรรม กฎหมายว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาห้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นประกอบด้วยสาระสําคัญดังต่อไปนี้ คือ ๒.๒.๕.๑ บุคคลผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารห้องถิ่น มาตรา ๕ แห่งกฎหมายว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิก สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารห้องถิ่นกําหนดให้การเข้าชื่อร้องขอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อดําเนินการ ให้มีการลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นผู้ใดหรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้ใดขององค์กร ปกครองส่วนห้องถิ่นเพราะเหตุที่ไม่สมควรดํารงตําแหน่งต่อไป ให้ถือเกณฑ์จํานวนผู้มีสิทธิ ๑๒๒ ๑ การปกครองส่วนท้องถิน เลือกตั้งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่ง ดังนี้ (ก) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ คน ต้องมีผู้เข้าซือ ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น (ข) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกิน ๑๐๐,๐๐๐ คน แต่ไม่เกิน ๕๐๐.๐๐๐ คน ต้องมีผู้เข้าชื่อไม่น้อยกว่า ๒๐,๐๐๐ คน ของจํานวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนั้น (ค) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกิน ๕๐๐,๐๐๐ คน แต่ไม่เกิน ๑,๐๐๐,2ว๐ คน ต้องมีผู้เข้าชื่อไม่น้อยกว่า ๒๕,๐๐๐ คน ของจํานวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนั้น (ง) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ต้องมีผู้เข้าชื่อไม่น้อย กว่า ๓๐.๐๐๐ คน ของจํานวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น สําหรับการนับจํานวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นให้ถือตามจํานวนบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ครั้ง หลังสุดที่ใช้สําหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น แล้วแต่กรณี ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย ฉบับนี้ที่กําหนดให้ประชาชนในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถลงคะแนนเสียงเพื่อ ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารห้องถิ่นได้นั้น มาตรา ๓ แห่งกฎหมายดังกล่าว ได้กําหนดไว้ว่า ได้แก่ กรุงเทพมหานคร องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนตําบล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้น ๒.๒.๕.๒ คําร้องขอให้มีการลงคะแนนเสียงถอดถอน มาตรา ๒ แห่ง กฎหมายว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารห้องถิ่นได้กําหนด ถึงรายละเอียดของคําร้องขอให้มีการลงคะแนนถอดถอนไว้ ดังนี้ (ก) ต้องมีชื่อ ทีอยู่ และลายมือชื่อของผู้เข้าชื่อทุกคนพร้อม ทั้งสําเนาบัตรประจําตัวประชาชน บัตรประจําตัวประชาชนที่หมดอายุ หรือบัตรหรือหลักฐาน อื่นใดของทางราชการที่มีรูปถ่ายสามารถแสดงตนได้ (ข) ต้องมีรายละเอียดของข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่แสดง ให้เห็นว่ = ต้องถิ่นผ้ใดหรือผับริ ท้องถิ่นผ้ใดในองค์ ม 2= ส ๕ เห้เห็นว่าสมาชิกสภาท้องถินผู้เดหรือผู้บริหารท้องถินผู้ใดในองค์กรปกครองส่วนท้องถินทีประสงค์ จะให้ลงคะแนนเสียงถอดถอนนั้นมีการปฏิบัติหน้าที่หรือมีความประพฤติเสื่อมเสียอย่างใด จนเป็นเหตุที่ไม่สมควรดํารงตําแหน่งต่อไป นันทวัฒน์ บรมานันท์ ๑ ๑๒๑ ง 0 ! =่ = (ค) ต้องมีรายชื่อผู้แทนของผู้เข้าชือทีจะมีอํานาจดําเนินกิจการ ' , ม = อ. 2 = 4 ๕ « = = ย =๕ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดให้มีการลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาท้องถินหรือผู้บริหารท้องถิ ง: เร (ง) ต้องมีคํารับรองของผู้แทนของผู้เข้าชื่อตาม (ค) ว่าผู้เข้าชื่อ ด =..- เฟ ทุกคนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนห้องถิ่นนั้น และเป็นผู้ร่วมเข้าชื่อด้วยตนเอง ๒.๒.๕.๓ การดําเนินการจัดให้มีการลงคะแนนเสียงถอดถอน มาตรา ซ และมาตรา ๕ แห่งกฎหมายว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นได้กําหนดถึงรายละเอียดของการดําเนินการจัดให้มีการลงคะแนนถอดถอนไว้ ดังนี้ (ก) เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับคําร้องขอให้ลงคะแนนเสียง ถอดถอนให้ดําเนินการจัดส่งคําร้องไปให้สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารห้องถิ่นผู้ที่ถูกร้องขอ ให้ลงคะแนนเสียงถอดถอนภายใน ซ วันนับแต่วันที่ผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับคําร้อง และให้ สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้นั้นจัดทําคําชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อแก้ข้อกล่าวหาตามคําร้อง แล้วยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคําร้องจากผู้ว่าราชการจังหวัด (ข) เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับคําชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อแก้ข้อ กล่าวหาของสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารห้องถิ่นดังกล่าวแล้ว หรือเมื่อครบกําหนด ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้แจ้งคําร้องให้ทราบ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแจ้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทราบ ภายใน ฆ วันนับแต่วันที่ได้รับคําชี้แจงหรือวันครบกําหนด แล้วแต่กรณี เพื่อดําเนินการจัด ให้มีการลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารห้องถิ่นต่อไป (ค) ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการลงคะแนนเสียง ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น โดยให้ ประกาศกําหนดวันลงคะแนนเสียงไม่เกิน ๓๐ วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากผู้ว่าราชการจังหวัด (ง) ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดทําบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิลง คะแนนเสียงจากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น และปิดประกาศ บัญชีรายชื่อดังกล่าวพร้อมทั้งคําร้อง คําชี้แจงข้อเห็จจริงเพื่อแก้ข้อกล่าวหาของสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นถ้าหากมี และประกาศกําหนดวันลงคะแนนเสียงไว้ ณ ศาลากลางจังหวัด ที่ทําการองค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่ว่าการอําเภอสํานักงานเทศบาล ที่ทําการองค์การบริหาร ส่วนตําบล ที่ทําการผู้ใหญ่บ้าน เขตชุมชนหนาแน่นที่เห็นสมควร และที่ลงคะแนนเสียง หรือบริเวณใกล้เคียงกับที่ลงคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ๒๐ วันก่อนวันลงคะแนนเสียง ๒.๒.๕.๕ กระบวนการลงคะแนนเสียงถอดถอน กระบวนการในการจัด ๑๒๕ ๑ การปกครองส่วนท้องถิน ให้มีการลงคะแนนเสียงให้ถอดถอนปรากฏอยู่ในมาตรา ๑๓ แห่งกฎหมายว่าด้วยการลงคะแนน เสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถินหรือผู้บริหารท้องถินคือการออกเสียงลงคะแนนให้ใช้วิธี ลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้ทําเครื่องหมายลงในบัตรลงคะแนนเสียงในช่องที่ “เห็นด้วย” หรือ “ไม่เห็นด้วย" กับการให้ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ที่ถูกร้องขอ ให้ลงคะแนนเสียงถอดถอน ไ๒.๒.๕.๕ ผลของการลงคะแนนเสียงถอดถอน มาตรา ๒๓ แห่งกฎหมาย ว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นกําหนดไว้ว่า ในการลงคะแนนเสียงเพื่อให้สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นพันจากตําแหน่งนั้น หาก มีผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงทั้งหมดในองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ให้การเข้าชื่อถอดถอนบุคคลนั้นตกไปและจะมีการร้องขอให้มีการลง ะแนนเสียงถอดถอนบุคคลดังกล่าวโดยอาศัยเหตุเดียวกันอีกไม่ได้ แต่ถ้าหากเป็นกรณีที่มี ผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจํานวนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงทั้งหมดในองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนั้น และมีคะแนนเสียงจํานวนไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๕ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลง คะแนนเสียงเห็นว่าสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นผู้นั้นไม่สมควรดํารงตําแหน่งต่อไป ให้บุคคลนั้นพ้นจากตําแหน่งนับแต่วันลงคะแนนเสียง กฎหมายทั้ง ๕ ฉบับดังกล่าวมาแล้วเป็นกฎหมายใหม่ที่เพิงเริ่มมีขึ้นตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการกระจายอํานาจ ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น กฎหมายกําหนดแผนและขันตอนกระจายอํานาจ ห” 1 ฮั๋ ชู 7 = ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิน โดย = ๊ . ซู๋ รศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ ฉั้ ๐ = ๓ ฉั๋ ง อาจารย์ประจําคณะนิติศาสตร์ มธ., และกรรมการกระจายอํานาจให้แก่ : ธ ษ «๕ องค์กรปกครองส่วนท้องถิน การกระจายอ้านาจตาม พระราชบัญญัติกําหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอํานาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๒ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นรัฐธรรมนูญที่มุ่งก่อให้เกิดการปฏิรูป ในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปการเมือง การปฏิรูปสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชน รวมตลอดถึงการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นในประเทศไทย ในจํานวน ๓๓%» มาตรา รัฐธรรมนูญบัญญัติให้มีเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับการปกครองส่วนท้องถิ่นถึง ๑๐ มาตรา คือ มาตรา ๑๕ ซึ่งอยู่ใน หมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และมาตรา ๒๕๒-๒5๐ ซึ่งอยู่ใน หมวดการปกครองส่วนท้องถิ่น ในจํานวน ๑๐ มาดราดังกล่าว แยกได้ เป็น ๒ เรื่องด้วยกัน นั่นกีคือ ประการแรก รัฐธรรมนูญต้องการให้การปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นการปกครอง “โดย” ประชาชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง สมาชิกสภา ท้องถิ่นจึงต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ส่วนคณะ ผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นจะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของ ประชาชน หรือมาจากความเห็นชอบของสภาท้องถิ่นก็ได้ (มาตรา ๒๓๕) สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นหรือคณะผู้บริหารท้องถิ่นจึงมาจาก ๒๓ การแต่งตั้งไม่ได้ คนของราชการบริหารส่วนกลาง คนของราชการบริหาร ส่วนภูมิภาคซึ่งเคยดํารงตําแหน่งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบ ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในองค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วน ตําบลหรือเมืองพัทยา จึงต้องพันจากตําแหน่งไปเพราะผลของรัฐธรรมนูญ ประการที่สอง รัฐธรรมนูญต้องการให้มีการปรับปรุงองค์กรบริหาร งานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งแต่เดิมแยกจากกันเด็ดขาด อยู่ภายใต้การดูแลของ ก.ท. ก.ก. ก.จ. หรือ ก.สภ. แล้วแต่กรณี มาเป็น ระบบการบริหารงานบุคคลที่มีจุดเชื่อมโยงกันโดยมี ก.ถ. (คณะกรรมการ พนักงานส่วนท้องถิ่น) เป็นจุดศูนย์กลางและกําหนดให้ ก.ถ. เป็นระบบ กรรมการ “ไตรภาคี” ที่ประกอบด้วยคนของรัฐบาล คนของท้องถิ่น และ ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นกลางจํานวนฝ่ายละเท่ากัน (มาตรา ๒๕๕) อันทําให้ ระบบที่ราชการบริหารส่วนกลางเป็นผู้ควบคุมองค์กรบริหารงานบุคคล ส่วนท้องถิ่นแต่เพียงฝ่ายเดียวสิ้นสุดลง ประการที่สาม รัฐธรรมนูญต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการ ปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น โดยให้ประชาชนสามารถถอดถอนสมาชิก สภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นหรือคณะผู้บริหารท้องถิ่น ออกจากตําแหน่งได้ (มาตรา ๒๕๒๐) และให้ประชาชนสามารณข้าชื่อเพื่อเสนอร่างข้อบัญญัติ ท้องถิ่นให้สภาท้องถิ่นพิจารณาได้เช่นเดียวกัน (มาตรา ๒๕๐) ประการที่สี่การปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมุ่งเน้นให้องค์กรปกครอง เ = + = วๆ ย”, ส่วนท้องถินมีความเป็นอิสระ แต่ความเป็นอิสระไม่ได้หมายถึงการที่ ผู้บริหารท้องถิน หรือสมาชิกสภาท้องถินจะดําเนินการใด ๆ ก็ได้ อัน ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของประเทศ 'หรือผลประโยชน์ของประชาชน์ใน ท้องถิ่นนั้นๆ หรือดําเนินการในสิ่งที่ขัดแย้งกับกฎห์มาย รัฐธรรมนูญ่จึง บัญญัติให้รัฐบาลมีอํานาจ “กํากับดูแล”ท้องถิ่นภายในขอบเขดที่ไม่ขัดแย้ง ๓ กับการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น (มาตรา ๒๕๓ วรรค ๒) ประการที่ห้าและประการที่หกรัฐธรรมนูญมุ่งเห้นให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นมีอํานาจหน้าที่และมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยบัญญัติให้มีการตรา กฎหมายกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจขึ้น เพื่อจัดตั้งคณะ กรรมการกระจายอํานาจ ซึ่งเป็นกรรมการไตรภาคีขึ้นให้ทําหน้าที่ในการ จัดสรรอํานาจหน้าที่และภาษี โดยต้องทบทวนการจัดสรรดังกล่าวทุกๆ ะปี กฎหมายกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจ ซึ่งเป็น กฎหมายที่เกี่ยวกับการกระจายอํานาจที่สําคัญที่สุดในยุคปัจจุบันได้ผ่าน ความเห็นชอบของรัฐสภาและประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ โดยมีเนื้อหาที่สําคัญสี่เรื่อง คือ คณะกรรมการการ กระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การกําหนดอํานาจและ หน้าที่ระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและระหว้างองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง การจัดสรรสัดส่วนภาษีอากรและ แผนการกระจายอํานาจ ๐ เอ " ๕ ๑. คณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร 4 ณ@ ปกครองส่วนท้องถิน คณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิน สูู๑ ๑ ส4. ๑. ๑ ะ เป็นองค์กรไตรภาคีระดับชาติ ทีมีบทบาทสําคัญในการกระจายอํานาจให้ ง ์ ง ม ๕ เวล ง 3 ง ๕๕ . แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิน ดังนั่นในส่วนนีจะกล่าวถึง องค์ประกอบ ๐ ม ส ๐ ๐ ง ง อํานาจหน้าที่ ระยะเวลาการดํารงตําแหน่งและหน่วยธุรการของ คณะกรรมการฯ ๑.๑ องค์ประกอบ รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้แต่เพียงให้คณะกรรมการ “ประกอบด้วย ผู้แทนของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยมี จํานวนเท่ากัน” เท่านั้น อย่างไรก็คาม มาตรา ๒ พระราชบัญญัติกําหนด แผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพ.ศ. ๒๕๕๒ ได้กําหนดให้มีคณะกรรมการจํานวน ๓๐๒ คน ประถอบค้วย ๑.๑.@ ผู้แทนของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ๑๒ คน ซึ่ง | เ๓ 4 9 ไว เป็นกรรมการโดยตําแหน่ง ได้แก่ - ฯ = ษ 1 ค ปน ก. ฝ่ายการเมือง มี ๓ คน ได้แก่ นายกรัฐมนตรี 7 เด ” 7 หรือรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประชานรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได «9 ข. ฝ่ายข้าราชการประจํามีทั้งหมด 8 คน โดยมา : ว 3 9 จากกระทรวงที่เกี่ยวข้องโดยตรง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย ๒ คน (ปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมการปกครอง) กระทรวงการคลัง [7 97 ฯ4 4 9 .ณ7 ๑ คน (ปลัดกระทรวงการคลัง) กระทรวงที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับการ กระจายอํานาจ ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ ๑ คน (ปลัดกระทรวง ศึกษาธิการ) และกระทรวงสาธารณสุข ๑ คน (ปลัดกระทรวงสาธารณสุข) อีก ๕ คน มาจากหน่วยงานกลางได้แก่ เลขาธิการคณะกรรมการ กฤษฎีกา เลขาธิการ ก.พ. เลขาชิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งซาติ และผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ เฉ7. ข่ ฒ ”: ๑.๑.๒๒ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิน ๑๒ คน ซึงจะ ต้องเป็นผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิน โดยจํานวนผู้แทนจะ เว ๐ ย ๓ ๕ ะ แปรผันตามจํานวนขององค์กรปกครองส่วนท้องถินประเภทนันๆ ๕ ก. องค์การบริหารส่วนตําบลมีจํานวนมากที่สุด รวมทั้งสิ้น ๒,๑๕๓ แห่ง มีผู้แทนได้ ๕ คน ข. เทศบาลจํานวน ๑,๑๒6 แห่ง มีผู้แทนได้ ๓ คน ค. องค์การบริหารส่วนจังหวัด ๐๕ แห่ง มีผู้แทน ได้ ๒ คน ง. กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาซึ่งเป็นองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษมีผู้แทนได้ ๒ คน ซึ่งก็คือผู้ว่า ราชการกรุงเทพมหานครและนายกเมืองพัทยา อย่างไรก็ตามในอนาคต หากมีการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอื่นๆ ขึ้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษดังกล่าวก็สามารถที่จะเข้าร่วม ในการหาผู้แทนจํานวน ๒ คนร่วมกับกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาได้ รายชื่อผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในปัจจุบันได้แก่ ๑. นายชาญชัย ศิลปอวยชัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ นายภิญโญ ตั้นวิเศษ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี ๓. นายสุรพงษ์ ภู่ธนะพิบูล นายกเทศมนตรีนครระยอง จังหวัด ๕. นายวีระวัฒน์ ภักตรนิกร นายกเทศมนตรียโสธร จังหวัดยโสธร ๕#. นายสมชาย คุณปลื้ม นายกเทศมนตรีดําบลแสนสุข จังหวัด ชลบุรี ษ๒. นายนพดล แก้วสุพัฒน์ ประธานกรรมการบริหารองค์การ บริหารส่วนตําบลอ้อมเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ๑. นายนิยม คล่องดี ประธานกรรมการบริหารองค์การบริหาร ส่วนตําบลมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ๕. นายสรศักดิ์ จิรธรรมประดับ ประธานกรรมการบริหาร องค์การบริหารส่วนตําบลชุมพล จังหวัดนครนายก ธ. นายอภิชาติ สังขาชาติ ประธานกรรมการบริหารองค์การ บริหารส่วนตําบลคลองแห จังหวัดสงขลา ๑๐. นายกิตดิศักดิ์ เมฆขจร ประธานกรรมการบริหารองค์การ บริหารส่วนตําบลชี้เหล็ก จังหวัดเชียงใหม่ ๑๑. นายสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ๑๒. นายสุนทร ประเสริฐดี นายกเมืองพัทยา ๑.๑.๓ ผู้ทรงคุณวุฒิ ๑๒ คน ประกอบด้วยบุคคลซึ่งมี ความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ด้านการพัฒนา ท้องถิ่น ด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านการปกครองส่วนท้องถิ่นในสาขา รัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์และด้านกฎหมาย โดยมีการจัดตั้ง คณะกรรมการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นคณะหนึ่งประกอบด้วย ปลัดสํานัก นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัด กระทรวงมหาดไทย ปลัดทบวงมหาวิทยาลัย เลขาธิการคณะกรรมการ กฤษฎีกา เลขาธิการ ก.พ. เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ และอธิบดีกรมการปกครองเป็นกรรมการ รองปลัด สํานักนายกรัฐมนตรีซึ่งปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็น กรรมการและเลขานุการเพื่อทําหน้าที่ในการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าว . ข้างตัน โครงสร้างคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิน คณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิน ๓๒ คน | ! , ! อ7, จ "ๆ ช่”, ฉ่ ร ง ผู้แทนหน่วยราชการทีเกียวข้อง ๑๒ คน | [ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๑๒ คน| | ผู้ทรงคุณวุฒิ ๑๒ คน | [ [ ง ไว ง กะ ฝ่ายการเมือง ฝ่ายข้าราชการ | | ผู้แทน อบต. | (ผู้แทนเทศบาล| | ผู้แทน อบจ, ผู้แทน ๓ คน ประจํา ธ คน ๕ คน ๓ คน ๒ คน กรุงเทพมหานคร | |! เมืองพัทยา และ ง ง ง 1 1 ไว ท้องถินรูปแบบ นายก หรือ รมต. รมต. คลัง | | กระทรวง กระทรวง | | หน่วยงาน พิเศษอื่น ๒ คน รองนายก | | มหาดไทย โดยตรง ใกล้ชิด กลาง - ปลัดมหาดไทย - ปลัดศึกษา - ปลัดคลัง - ปลัดสาธารณสุข เลขาฯ กฤษฎีกา เลขาฯ ก.พ, เลขาฯ สภาพัฒน์ ผอ, สํานักงบฯ ส ม ๓๑“ จ7 ม รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิในปัจจุบัน ได้แก่ ๑. นายโกวิทย์ โปษยานนท์ ๒. รองศาสตราจารย์จรัส สุวรรณมาลา ๓. นายชาญ กาญจนาคพันธุ์ ๕. รองศาสตราจารย์ธงทอง กจันทรางศุ ๕. รองศาสตราจารย์นริศ ชัยสูตร ๒. นายไพโรจน์ สุจินดา ๑. หม่อมราชวงศ์วุฒิเลิศ เทวกุล ๕. รองศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ ธ. นายสมชัย ฤชุพันธ์ ๑๐. นายสมชาย กรุสวนสมบัติ ๑๑. นายเอนก สิทธิประศาสน์ ๑๒. รองศาสตราจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ๑.๒ อํานาจหน้าาที่ » คณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นมีอํานาจหน้าที่ที่สํากัญ ๑๒ ประการด้วยกัน โดยเน้นหนักไปใน เรื่องการกําหนดอํานาจหน้าที่และการจัดสรรภาษีเป็นสําคัญ และไม่มี อํานาจที่เกี่ยวกับการกํากับดูแลหรือการบริหารบุคคลแต่ประการใด อํานาจ หน้าที่ดังกล่าว ได้แก่ (๑) จัดทําแผนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นและแผนปฏิบัติการเพื่อขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและ รายงานต่อรัฐสภา ธ์ (๒) กําหนดการจัดระบบการบริการสาธารณะคามอํานาจ และหน้าที่ระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และระหว่างองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง (๓) ปรับปรุงสัดส่วนภาษีและอากร และรายได้ระหว่างรัฐ กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้วยกันเอง โดยคํานึงถึงภาระหน้าที่ของรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเองเป็นสําคัญ (๕) กําหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนการถ่ายโอนภารกิจจาก ราชการส่วนกลางและราชการส่วนภูมิภาคให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (๕) ประสานการถ่ายโอนข้าราชการ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น และพนักงานรัฐวิสาหกิจระหว่างส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นกับคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือหน่วย งานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับการกําหนดอํานาจและหน้าที่ การ จัดสรรภาษีและอากร เงินอุดหนุน เงินงบประมาณที่ราชการ์ส่วนกลาง โอนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการถ่ายโอนภารกิจตาม (๒) (๓) และ (๕) (๒) เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีให้มีการกระจายอํานาจ การอนุมัติหรือการอนุญาตตามที่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องขออนุมัติหรือ ขออนุญาตไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยคํานึงถึงความสะดวก รวดเร็วในการให้บริการประชาชน และการกํากับดูแลให้เป็นไปตาม กฎหมายนั้นๆ เป็นสําคัญ . (๑) เสนอแนะมาตรการด้านการเงิน การคลัง การภาษีอากร การงบประมาณและการรักษาวินัยทางการเงินการคลังขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ๑๐ (๕) เสนอแนะการตราพระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา ออกกฎกระทรวง ประกาศ ข้อบังคับ ระเบียบ และคําสั่งที่จําเป็นเพื่อ ดําเนินการให้เป็นไปตามแผนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นต่อคณะรัฐมนตรี (8) เร่งรัดให้มีการตราพระราชกฤษฎีกา ออกกฎกระทรวง ประกาศ ข้อบังคับ ระเบียบ และคําสั่งที่จําเป็นเพื่อดําเนินการให้เป็นไป ตามแผนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (๑๐) เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในการจัดสรรเงินงบ ประมาณที่จัดสรรเพิ่มขึ้นให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากการ ถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลาง (๑๑) พิจารณาหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นตามความจําเป็น (๑๒) เสนอแนะและจัดระบบตรวจสอบและการมีส่วนร่วม ของประชาชนในท้องถิ่น (๑๓) เสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการ ในกรณีที่ปรากฏว่าส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจไม่ดําเนินการตามแผนการ กระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (๑๕) เสนอรายงานเกี่ยวกับการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นต่อคณะรัฐมนตรีอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง (๑๕) ออกประกาศกําหนดตามที่กําหนดไว้ในพระราช บัญญัตินี้ (๑๐) ปฏิบัติการอื่นตามที่กําหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ และกฎหมายอื่น ๑๑ ๑.๓ วาระการดํารงตําแหน่ง. วาระการดํารงตําแหน่งขึ้นกับที่มาของกรรมการแต่ละประเภท ๑.๓.๑ กรรมการผู้แทนของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องไม่มี วาระการดํารงดําแหน่ง ตราบใดที่ยังดํารงดําแหน่งในหน่วยราชการคามที่ กฎหมายกําหนดไว้ก็สามารถดํารงคําแหน่งในคณะกรรมการการกระจาย อํานาจฯ ใต้ตลอด ๑.๓.๒ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีวาระการ ดํารงตําแหน่งเช่นกัน แต่จะพันจากตําแหน่งเมื่อลาออกจากการเป็น กรรมการหรือพันจากการเป็นผู้บริหารท้องถิ่น ๑.๑๓.๕ ผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดํารงตําแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับการสรรหาเป็นกรรมการอีกได้ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน ๒. การกําหนดอํานาจและหน้าที่ระหว่างรัฐกับองค์กร ปกครองสุ่วนท้องถินและระหว่างองค์กรปกครอง ส่วนท้องถินด้วยกันเอง พระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็นพระราชบัญญัติที่มี วัตถุประสงค์กําหนดอํานาจหน้าที่ของรัฐขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขนาดใหญ่ซึ่งได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด และขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นขนาดเล็ก (เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตําบล) ซึ่งมี พื้นที่ทับซ้อนกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดให้ชัดเจน โดยพยายามถ่าย โอนภารกิจหน้าที่หลายประการที่รัฐดําเนินการอยู่ในปัจจุบัน แค่ภารกิจ ดังกล่าวรัฐไม่สมควรดําเนินการต่อไปให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะภารกิจดังกล่าวองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถรับผิดชอบ ๑๒ ดําเนินการได้ เช่น การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน การสร้างและบํารุงถนน โรงพยาบาล การจัดการและดูแลสถานีขนส่งทั้งทางบกและทางน้้า ฯลฯ อย่างไรก็ตาม การกําหนดอํานาจหน้าที่ดังกล่าวอาจจะยังมีความซ้าซ้อน กันอยู่บ้าง อีกทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่งกีอาจยังไม่มีความ พร้อม กฎหมายจึงกําหนดวิธีการเพื่อจัดการปัญหาดังกล่าวขึ้น โครงสร้างองค์กรปกครองส่วนท้องถินของไทย ในปัจจุบัน องค์กรปกครองส่วนท้องถิน | 1 | รูปแบบทั่วไป รูปแบบพิเศษ อบจ. กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา เทศบาล อบต. ๑๓ ๒.๑ อํานาจหน้าที่ของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขนาดเล็ก องค์กรปกครองส่วนท้องถินขนาดใหญ่ และองค์กร ปกครองส่วนท้องถินรูปแบบพิเศษ ๒.๑.๑ อํานาจหน้าที่ของรัฐ ตามกฎหมายฉบับนี้ไม่มีการเขียนอํานาจหน้าที่ของรัฐ แต่ เขียนอํานาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ ซึ่งหมายความ ว่านอกเหนือจากอํานาจหน้าที่ที่เขียนไว้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้ว อํานาจหน้าที่อื่น ๆ จะเป็นอํานาจหน้าที่ของรัฐทั้งหมด เช่น การ ป้องกันประเทศ การต่างประเทศ การอํานวยความยุติธรรม การเงินการ คลังของประเทศ ฯลฯ อํานาจหน้าที่ที่เป็นของรัฐนั้น รัฐอาจมอบให้ ท้องถิ่นดําเนินการแทนได้ (มาตรา ๒๐) ๒.๑.๒ อํานาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขนาดเล็ก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กซึ่งได้แก่. เทศบาล องค์การบริหารส่วนตําบล และเมืองพัทยามีอํานาจหน้าที่ ๓๑ เรื่อง (มาตรา ๑95) ดังนี้ (๑) การจัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง (๒) การจัดให้มีและบํารุงรักษาทางบก ทางน้้าและทาง ระบายน้้า (๓) การจัดให้มีและควบคุมตลาด ท่าเทียบเรือ ท่าข้าม และที่จอดรถ (๕) การสาธารณูปโภคและการก่อสร้างอื่นๆ (๕) การสาธารณูปการ (๒) การส่งเสริม การฝึก และประกอบอาชีพ ๑๕ (๑@) การพาณิชย์ และการส่งเสริมการลงทุน (๑ การส่งเสริมการท่องเที่ยว (8) การจัดการศึกษา (๑๐) การสังคมสงเคราะห์ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก สตรี คนชรา และผู้ด้อยโอกาส (๑๑) การบํารุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น (๑๒) การปรับปรุงแหล่งชุมชนแออัดและการจัดการเกี่ยว กับที่อยู่อาศัย (๑๓) การจัดให้มีและบํารุงรักษาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ (๑๕) การส่งเสริมกีฬา (๑๕) การส่งเสริมประชาธิปไตย ความเสมอภาค และสิทธิ เสรีภาพของประชาชน (๑๒) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของราษฎรในการพัฒนา ท้องถิน (๑๑) การรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ของบ้านเมือง (๑๑) การกําจัดมูลฝอย สิ่งปฏิกูล และน้าเสีย (๑8) การสาธารณสุข การอนามัยครอบครัวและการรักษา พยาบาล (๒๐) การจัดให้มีและควบคุมสุสานและณาปนสถาน (๒๑) การควบคุมการเลี้ยงสัตว์ (๒๒) การจัดให้มีและควบคุมการฆ่าสัตว์ (๒๓) การรักษาความปลอดภัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และการอนามัย โรงมหรสพ และสาธารณสถานอื่น ๑๕ (๒๕) การจัดการ การบํารุงรักษา และการใช้ประโยชน์จาก ป่าไม้ ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (๒๕) การผังเมือง (๒๒) การขนส่งและการวิศวกรรมจราจร (๒๑) การดูแลรักษาที่สาธารณะ (๒๕) การควบคุมอาคาร (๒8) การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (๓๐) การรักษาความสงบเรียบร้อย การส่งเสริมและสนับ สนุนการป้องกันและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน (๓๑) กิจการอื่นใดที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชนใน ท้องถิ่นตามที่คณะกรรมการการกระจายอํานาจฯ ประกาศกําหนด ๑ ” 5 ๒.๑.๓ อํานาจหน้าทีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิน ขนาดใหญ่ « ง จก ๕| 2 ง ฆฒ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิน เซไซซี สอ ณ/ ฉ/ =- ถู ๐ ขนาดใหญ่ทีมีพืนทีซ้อนทับกับเทศบาล องค์การบริหารส่วนตําบล และ ๑ 9 ' “ ง ณ/ .ฉ/ ฆ่ เมืองพัทยา อํานาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดจึงเป็นเรืองการ จัดทําแผน การประสาน ให้ความร่วมมือและสนับสนุนองค์กรปกครอง ง ง "”- | ส่วนท้องถินขนาดเล็ก แต่ในกรณีทีบริการสาธารณะใดทีองค์กรปกครอง ว ๓ ๕ ง.ซ์ ง ๐ๆ ” จ7 ' ฆซู, 9 .4 ส่วนท้องถินขนาดเล็กไม่สามารถทําได้ เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรืองที่ ๕3 4 « อู ม ๑ ฆ้ ” ครอบคลุมพืนที่หลายองค์กรปกครองส่วนท้องถิน เป็นเรืองที่ต้องการ ง, ม ๑ ฆ 4 ความร่วมมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิน เป็นเรืองที่ต้องการความ | ” ฆ่ สฒ = ฆ “ เป็นเอกภาพ หรือเป็นเรื่องทีเกินขีคความสามารถขององค์กรปกครอง ว ม ๑ ๐ ๑ ง ๕ ๑ ส่วนท้องถินขนาดเล็ก กฎหมายก็กําหนดให้อํานาจเหล่านีเป็นอํานาจ ๑๐5 ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งมีทั้งหมด ๒๕6 เรื่อง (มาตรา ๑๑) ดังต่อไปนี้ (๑) การจัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเองและประสาน การจัดทําแผนพัฒนาจังหวัดตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกําหนด (๒) การสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในการ พัฒนาท้องถิ่น . (๓) การประสานและให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (๕) การแบ่งสรรเงินซึ่งศามกฎหมายจะต้องแบ่งให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น (๕) การคุ้มครอง ดคูแล และบํารุงรักษาป่าไม้ ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (๒) การจัดการศึกษา (๑@) การส่งเสริมประชาธิปไตย ความเสมอภาค และสิทธิ เสรีภาพของประชาชน . (@) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของราษฎรในการพัฒนา ท้องถิ่น (8) การส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม (๑๐) การจัดตั้งและดูแลระบบบําบัตน้าเสียรวม (๑๑) การกําจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลรวม (๑๒) การจัดการสิ่งแวคล้อมและมลพิษต่าง ๆ (๑๓) การจัดการและดูแลสถานีขนส่งทั้งทางบกและทางน้้า (๑๕) การส่งเสริมการท่องเที่ยว ๑๓๐ (๑๕) การพาณิชย์ การส่งเสริมการลงทุน และการทํากิจการ ไม่ว่าจะดําเนินการเองหรือร่วมกับบุคคลอื่นหรือจากสหการ (๑9) การสร้างและบํารุงรักษาทางบกและทางน้้าที่เชื่อมต่อ ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (๑๑) การจัดตั้งและดูแลตลาดกลาง (๑๕) การส่งเสริมการกีฬา จารีตประเพณี และวัฒนธรรม อันดีงามของท้องถิ่น (๑8) การจัดให้มีโรงพยาบาลจังหวัด การรักษาพยาบาล การป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ (๒๐) การจัดให้มีพิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุ (๒๑) การขนส่งมวลชนและการวิศวกรรมจราจร (๒๒) การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (๒๓) การจัดให้มีระบบรักษาความสงบเรียบร้อยในจังหวัด (๒๕) จัดทํากิจการใดอันเป็นอํานาจและหน้าที่ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่อยู่ในเขต และกิจการนั้นเป็นการสมควรให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นร่วมกันดําเนินการหรือให้องค์การบริหาร ส่วนจังหวัดจัดทํา ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการการกระจายอํานาจฯ ประกาศ กําหนด (๒๕) สนับสนุนหรือช่วยเหลือส่วนราชการ หรือองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในการพัฒนาท้องถิ่น (๒๒) การให้บริการแก่เอกชน ส่วนราชการ หน่วยงานของ รัฐ รัฐวิสาหกิจหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น (๒๐๑) การสังคมสงเคราะห์ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก สตรี คนชรา และผู้ค้อยโอกาส ๑ ๐ = 4 " (๒๓๕) จัดทํากิจกรรมอื่นใดตามที่กําหนดไว้ในพระราช «๑ ๑๕ ๑ ส4 ๑ ม๕ ๐ ม ส4 อ ญญตคัน หรือกฎหมายอื่นกําหนดให้เป็นอํานาจและหน้าทีขององค์การ บริหารส่วนจังหวัด = 4 ” (๒8) กิจการอินใดทีเป็นผลประโยชน์ของประชาชนใน ท้องถินตามที่คณะกรรมการการกระจายอํานาจฯ ประกาศกําหนด ๑ ฑ 4 ๕ ง ฆ ๑ ๒.๑.๕ อํานาจหน้าทีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิน รูปแบบพิเศษ ก. กรุงเทพมหานคร ซ่ จด@ «“ เนืองจากในเขตกรุงเทพมหานครไม่มีองค์กรปกครอง ส่วนท้องถินขนาดเล็กซ้อนอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร กฎหมายจึง ๐ ณ” ๑ " : กําหนดให้กรุงเทพมหานครมีอํานาจหน้าที่เช่นเดียวกับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถินขนาดเล็กและองค์การบริหารส่วนจังหวัดรวมกัน (มาตรา ๑๓๕) < ว ฆ ๕ = จ ข. องค์กรปกครองส่วนท้องถินรูปแบบพิเศษอิ่น ซฯ ๓ 0๒0 , ในอนาคตหากมีการจัดตังองค์กรปกครองส่วน “ “0 ว ะ ท้องถินรูปแบบพิเศษขึน หากองค์กรนันไม่เต็มพืนที่จังหวัด องค์กรนัน ง ฆม ส4 6 «7 ห ม ๕ '” จะมีอํานาจหน้าที่เช่นเดียวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถินขนาดเล็ก แต่ ๕ จ 02๑ช้ |๕ ๕ 4ง 4 เซ จ7 หากองค์กรดังกล่าวมีพืนทีเต็มพื้นทีจังหวัดเช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร ม ะ๐ = < กฎหมายก็ให้องค์กรนันมีอํานาจหน้าที่มากเช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร (มาตรา ๑8) ๑ธี ๒.๒ การจัดการในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับอํานาจหน้าที่ เนื่องจากกฎหมายไม่สามารถเขียนแยกอํานาจหน้าที่ของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ได้อย่างเด็ดขาด บางกรณีองค์กร เหล่านั้นอาจมีอํานาจหน้าที่ซ้าซ้อนกันได้ เช่น ในมาตรา ๑๒ (6) กฎหมาย บัญญัติให้เทศบาล เมืองพัทยา และองค์การบริหารส่วนคําบล มีอํานาจ “จัดการศึกษา” ในขณะที่มาตรา ๑๑ (9) ก็บัญญัติให้ อบจ. มีอํานาจ ดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน กฎหมายจึงกําหนดวิธีการแก้ไขปัญหาไว้โดย ให้คณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมี อํานาจหน้าที่กําหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดมีอํานาจหน้าที่ มากน้อยแค่ไหน อย่างไรได้ (มาตรา ๒๐) เช่น คณะกรรมการฯ อาจ กําหนดว่าให้ เทศบาล เมืองพัทยา และ อบต. รับผิดชอบการศึกษา จนถึงการศึกษาประถมศึกษาตอนปลาย และให้ อบจ. รับผิดชอบเฉพาะ มัธยมศึกษา เป็นต้น นอกจากนี้ หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดไม่สามารถ จัดทําบริการสาธารณะตังกล่าวด้วยตนเองได้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นั้นก็อาจร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นดําเนินการ หรืออาจ ร้องขอให้รัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นดําเนินการ หรือมอบให้ เอกชนดําเนินการแทน ๓. การจัดสรรสัดส่วนภาษีและอากร กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้กล่าวถึงภาษีและอากรของรัฐ แต่กล่าวถึง ภาษีและอากรที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรจะได้รับ โดยบางกรณี เป็นภาษีและอากรที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะได้รับเป็นครั้งแรก เช่น ภาษีเพื่อการศึกษา บางกรณีเป็นภาษีเดิมที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๒๐ เคยได้รับ แต่กฎหมายฉบับนี้เพิ่มสัดส่วนการแบ่งให้องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นเพิ่มขึ้น เช่น กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งแต่เดิมองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นทั้งประเทศได้รับเพียง ๐.๑% จากที่เก็บจากประชาชน ๑% แต่ตามกฎหมายฉบับนี้จะเพิ่มเป็น ๒.๑% (มาตรา ๒๓ ( ๕) และมาตรา ๒๕ (๓)) เป็นต้น ๓.๑ ภาษีและอากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขนาดเล็ก กฎหมายกําหนดให้มีทั้งหมด ๒๐ ประการ (มาตรา ๒๓) คือ (๑) ภาษีโรงเรือนและที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือน และที่ดิน (๒) ภาษีบํารุงท้องที่ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีบํารุงท้องที่ (๓) ภาษีป้ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีป้าย . (๕) ภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากรที่ได้รับการ จัดสรรในอัตราซึ่งเมื่อรวมกับการจัดสรรให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ะกรุงเทพมหานครแล้ว ไม่เกินร้อยละสามสิบของภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัด เก็บได้หักส่วนที่ต้องจ่ายคืนแล้ว โดยเป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรที่จะ จัดเก็บ (๕) ภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร โดยออกข้อ บัญญัติจัดเก็บเพิ่มขึ้นในอัตรา ซึ่งเมื่อรวมกับอัตราที่องค์การบริหารส่วน จังหวัดกําหนด แล้วไม่เกินร้อยละสามสิบของอัตราภาษีที่จัดเก็บตาม ประมวลรัษฎากร โดยเป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรที่จะจัดเก็บ 1ไ๒๒๑ (๒) ภาษีสรรพสามิตคตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต ภาษีสุราตามกฎหมายว่าด้วยสุราและค่าแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายว่า ด้วยยาสูบซึ่งเก็บจากการค้าในเขตเทศบาล เมืองพัทยาและองค์การ บริหารส่วนดําบล โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มขึ้นในอัตราไม่เกินร้อยละ สามสิบของอัคราภาษีที่กรมสรรพสามิตจัดเก็บ และให้ลือเป็นภาษีและ ค่าแสตมป์ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น โดยเป็นหน้าที่ของกรมสรรพสามิต ที่จะจัดเก็บ การจัดสรรภาษีตามกฎหมายกําหนดแผนฯ ประเภทภาษี เทศบาล เมืองพัทยา อบต. อบจ. ๑๐. ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบํารุงท้องที่ ภาษีป้าย ภาษีสรรพสามิต ภาษีสุรา ค่าแสตมป์ยาสูบ ภาษีการพนัน อากรการฆ่าสัตว์ ค่าธรรมเนียมจดทะเบียน สิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับ อสังหาริมทรัพย์ ค่าธรรมเนียมสนามบิน ขฆขุญณญ๑มญญมพมฟัพ “จัจี มแมแเมม มม %«%% “4% ๒๒ ภาษีของ = ณะ เทศบาล เมองพทยา อบต.ุ| อบจ. ประเภทภาษี ไม 0 0 ๑๑. ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต “ % ขายสุรา ๑๒. ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต “” % เล่นการพนัน ส 5 9 ๑. ภาษีนํามัน ๒. ภาษียาสูบ ๓. ภาษีโรงแรม ๑. ภาษีมูลค่าเพิ่ม ๒. ภาษีธุรกิจเฉพาะ ๓. ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์ ๕. ภาษีเพื่อการศึกษา ๕. อากรรังนกอีแอ่น ๒. ค่าภาคหลวงแร่ ๑. ค่าภาคหลวงปีโตรเลียม ขุฉัญจญฆญัมญมญัพ“พม นม %มม% อฉฉขุ<ุฆุัรญณญญพญพญฆญ“มพจ“ ะ ย (๑) ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์ รวมทังเงินเพิ่มตาม กฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ภาษีรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก : ฆํ ง 4 และค่าธรรมเนียมล้อเลือนตามกฎหมายว่าด้วยล้อเลื่อน (@๕) ภาษีการพนันตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน ล3 4 ง3ย ' (86) ภาษีเพื่อการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่ง ๒๓ (๑๐) อากรการฆ่าสัตว์และผลประโยชน์อื่นอันเกิดจากการ ฆ่าสัตว์ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการฆ่าสัตว์และจําหน่ายเนื้อสัตว์ (๑๑) อากรรังนกอีแอ่นตามกฎหมายว่าด้วยอากรรังนกอีแอ่น (๑๒) ค่าภาคหลวงแร่ตามกฎหมายว่าด้วยแร่หลังจากหักส่ง : เป็นรายได้ของรัฐในอัตราร้อยละสี่สิบแล้วดังต่อไปนี้ ก. องค์การบริหารส่วนตําบลหรือเทศบาลที่มีพื้นที่ ครอบคลุมพื้นที่ตามประทานบัตรให้ได้รับการจัดสรรในอัตราร้อยละยี่สิบ ของเงินค่าภาคหลวงแร่ที่จัดเก็บได้ภายในเขต ข. องค์การบริหารส่วนคดําบลและเทศบาลอื่นที่อยู่ ภายในจังหวัดที่มีพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่ตามประทานบัตร ให้ได้รับการ จัดสรรในอัตราร้อยละสิบของเงินค่าภาคหลวงเร่ที่จัดเก็บได้ภายในเขต ค. องค์การบริหารส่วนตําบลและเทศบาลในจังหวัด อื่นให้ได้รับการจัดสรรในอัตราร้อยละสิบของเงินค่าภาคหลวงแร่ที่จัดเก็บ ได้ภายในเขต . (๑๓) ค่าภาคหลวงปิโตรเลียมตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม หลังจากหักส่งเป็นรายได้ของรัฐในอัตราร้อยละสี่สิบแล้ว ดังต่อไปนี้ ก. องค์การบริหารส่วนตําบลหรือเทศบาลที่มีพื้นที่ ครอบคลุมพื้นที่คามสัมปทาน ให้ได้รับการจัดสรรในอัตราร้อยละยี่สิบ ของเงินค่าภาคหลวงปิโครเลียมที่จัดเก็บได้ภายในเขต =- อ ๑ ส4 4 ข. องค์การบริหารส่วนตําบลหรือเทศบาลอินทีอยู่ «๓ 4๕3 4 2 4 จ7 จ/จ7 «7 ภายในจังหวัดที่มีพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่ตามสัมปทาน ให้ได้รับการจัดสรร 0 ณ 6 สฐ่« 1 ในอัตราร้อยละสิบของเงินค่าภาคหลวงปิโตรเลียมทีจัดเก็บได้ภายในเขต ค. องค์การบริหารส่วนตําบลและเทศบาลในจังหวัด " จ/%/ จ” จ เว ๑ « อื่นให้ได้รับการจัดสรรในอัตราร้อยละสิบของเงินค่าภาคหลวงปีโตรเลียม จ ๕ 9/ ที่จัดเก็บได้ภายในเขต ๒๕ จ ฯ - == ว (๑๕) ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกียว «2 จิจเตารัฑ์มีงีจาจเขทลันเผ์. ะง ย กับอสังหาริมทรัพย์ที่มีทุนทรัพย์ภายในเขต ทั้งนี ตามประมวลกฎหมาย ส งล) ทีดินและกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด (๑๕) ค่าธรรมเนียมสนามบินตามกฎหมายว่าด้วยการเดิน ะ 3 ๆ. จ/ =๑ ย: อากาศ ทังนี ให้เป็นไปตามอัตรา และวิธีการที่คณะกรรมการการกระจาย อํานาจฯ กําหนด ง ฯ เด ร เฉ, เฉ/ เฉอ ฉ/ ๕ (๑9) ค่าธรรมเนียมตังต่อไปนี้ โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บ ณี่๑เสื้จใจเก้า ลิขะ น เพิ่มขึ้นในอัตราไม่เกินร้อยละสิบของค่าธรรมเนียมที่มีการจัดเก็บตาม งุน/ ะ กฎหมายว่าด้วยการนัน ก. ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขายสุราตามกฎหมายว่า ด้วยสุรา ข. ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเล่นการพนันตามกฎหมาย ว่าด้วยการพนัน . ฯ ! ๑๑15 7เล ส (๑๑) ค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต และค่าปรับในกิจการที่ กฎหมาย มอบหมายหน้าที่ให้เทศบาล เมืองพัทยา และองค์การบริหาร ย ๑ 0 ม 4 9 "ว เก ส่วนตําบลเป็นเจ้าหน้าที่ดําเนินการภายในเขตท้องถินนัน ๆ และให้ตก เป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถินดังกล่าว ในกรณีกฎหมาย กําหนดให้เทศบาลเป็นผู้จัดเก็บค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต และค่าปรับ ๐ น/ ' ง จ ง ๑. ฯ4 » ฒ เฉ/ ให้นํารายได้มาแบ่งให้แก่องค์การบริหารส่วนตําบลทีอยู่ภายในเขตจังหวัด - ๐ ๑ ตามทิคณะกรรมการการกระจายอํานาจฯ กําหนด ใสจร้ รอปรคลว้ ะร (๑๓) ค่าใช้นําบาดาลตามกฎหมายว่าด้วยนําบาดาล ทังนี ' 6 - | ๐ ๐. ให้เป็นไปตามสัดส่วนที่คณะกรรมการการกระจายอํานาจฯ กําหนด + , [5 (จ7 (๑8) ค่าธรรมเนียมใด ๆ ทีเรียกเก็บจากผู้ใช้หรือได้รับ <. ๑ ซ= ๆู.ะ=4 ประโยชน์จากบริการสาธารณะทีจัดให้มีขีน ๒๕ 7” ซ่ «0 เฉ๓ๆูม (๒๐) รายได้ยินตามที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นของเทศบาล เมืองพัทยา และองค์การบริหารส่วนตําบล ๓.๒ ภาษีและอากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขนาดใหญ่ กฎหมายกําหนดให้มีทั้งหมด ๑๓ ประการ (มาตรา ๒๕) ซึ่งบางประเภทอาจจะซ้้าซ้อนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กได้ ได้แก่ (๑) ภาษีบํารุงองค์การบริหารส่วนจังหวัด สําหรับน้ามัน เบนซินและน้้ามันที่คล้ายกัน น้้ามันดีเซล และน้้ามันที่คล้ายกัน ก๊าซ ปิโตรเลียมที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงสําหรับรถยนต์ ซึ่งเก็บจากการค้าในเขตจังหวัด |โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มได้ไม่เกินลิตรละสิบสตางค์สําหรับน้ามัน และกิโลกรัมละไม่เกินสิบสตางค์สําหรับก๊าซปิโตรเลียม (๒) ภาษีบํารุงองค์การบริหารส่วนจังหวัดสําหรับยาสูบ ซึ่งเก็บจากการค้าในเขตจังหวัดโดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มได้ไม่เกิน มวนละสิบสตางค์ (๓) ภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากรที่ได้รับการ จัดสรรในอัตราซึ่งเมื่อรวมกับอัตราของเทศบาล องค์การบริหารส่วนตําบล เมืองพัทยาและกรุงเทพมหานครแล้วไม่เกินร้อยละสามสิบของภาษีมูลค่า เพิ่มที่จัดเก็บได้หักส่วนที่ต้องจ่ายคืนแล้ว โดยเป็นหน้าที่ของกรม สรรพากรที่จะจัดเก็บ 4 (๕) ภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร โดยออกข้อ บัญญัติจัดเก็บเพิ่มขึ้นในอัตราซึ่งเมื่อรวมกับอัตราที่เทศบาล องค์การ บริหารส่วนคําบลและเมืองพัทยากําหนดแล้วไม่เกินร้อยละสามสิบของ ๒๐ อัตราภาษีที่จัดเก็บตามประมวลรัษฎากร โดยเป็นหน้าที่ของกรมสรรพากร ที่จะจัดเก็บ (๕) ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์ รวมทั้งเงินเพิ่มตาม กฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ภาษีรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก และค่าธรรมเนียมล้อเลื่อนตามกฎหมายว่าด้วยล้อเลื่อน (๒) ภาษีเพื่อการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่ง (๑) อากรรังนกอีแอ่นตามกฎหมายว่าด้วยอากรรังนกอีแอ่น (@) ค่าภาคหลวงแร่ตามกฎหมายว่าด้วยแร่ให้ได้รับภาร จัดสรรในอัตราร้อยละยี่สิบของค่าภาคหลวงแร่ที่จัดเก็บได้ภายในเขตของ องค์การบริหารส่วนจังหวัดนั้น : (8ธ) ค่าภาคหลวงปีโตรเลียมตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม ให้ได้รับการจัดสรรในอัตราร้อยละยี่สิบของค่าภาคหลวงปีโตรเลียมที่จัด เก็บได้ภายในเขตขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนั้น (๑๐) ค่าธรรมเนียมบํารุงองค์การบริหารส่วนจังหวัดโดย เณ7 เณ ออกข้อบัญญัติเรียกเก็บจากผู้พักในโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม (๑๑) ค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต และค่าปรับในกิจการที่ กฎหมายมอบหมายหน้าที่ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นเจ้าหน้าที่ ดําเนินการภายในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัดนั้นและให้ตกเป็นรายได้ ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (๑๒) ค่าธรรมเนียมใดๆ ที่เรียกเก็บจากผู้ใช้หรือได้รับ ประโยชน์จากบริการสาธารณะที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดจัดให้มีขึ้น (๑๓) รายได้อื่นดามที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นขององค์การ บริหารส่วนจังหวัด ใ๒๐ ส < ง เว ล ๓.๐๓ ภาษีและอากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิน รูปแบบพิเศษ ๓.๓.๑ กรุงเทพมหานครและองค์กรปกครองส่วนท้องถิน = ฆิว ณ4๕4 ส9 ๓ ส่ =๕ ม รูปแบบพิเศษที่มีพื้นที่เต็มพื้นที่จังหวัดที่อาจจะมีขึ้นในอนาคตจะได้ภาษี อวช้าหลดลจค้ว 4จาชัดงถี่ และอากร ที่คล้ายคลึงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถินขนาดเล็กและ ขนาดใหญ่รวมกัน (มาตรา ๒๕) . ง ฒ ๕ =- ซฆ=่=๕3 4 ๓.๓.๒ องค์กรปกครองส่วนท้องถินรูปแบบพิเศษทีมีพินที เซ ๕ ๓จ ๓ - ง ฒ ๑7 <. ไม่เต็มพืนที่จังหวัดมีรายได้จากภาษีและอากรเช่นเดียวกับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถินขนาดเล็ก (มาตรา ๒๒»๒) ๕. แผนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิน ในการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นจะต้อง จัดทําแผนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ แผนปฏิบัติการเพื่อกําหนดขั้นตอนการกระจายอํานาจขึ้น ซึ่งมีสาระ แตกต่างกันไป ๕.๑ สาระสําคัญของแผนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิน แผนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรืออาจจะเรียกว่า “แผนใหญ่” นั้นมีเนื้อหาสาระที่สําคัญ ๒ ประการ ๕.๑.๑ การถ่ายโอนภารกิจหน้าที่ที่รัฐดําเนินการอยู่ใน ปัจจุบันให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในหัวข้อ ๒ ตอนต้น เราได้พูดถึงอํานาจหน้าที่ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็ก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ ๒๕ 1๕: ล อู จ. ซนเร และองค์กรปกครองส่วนท้องถินรูปแบบพิเศษ การกําหนดอํานาจหน้าที ดังกล่าวให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถินก็เพราะกฎหมายเห็นว่าอํานาจ ว ๑จาชัภ๑ถิ่ รคี หน้าที่เหล่านั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถินเป็นผู้ดําเนินการจะเหมาะสม ง 7 "9 ง = ง5 ๑ » ' กว่ารัฐ จึงควรที่รัฐจะถ่ายโอนภารกิจเหล่านันให้แก่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น โดยบางกรณีกฎหมายกําหนดให้มีการถ่ายโอนภายใน ๕ ปี บางกรณีกําหนดให้มีการถ่ายโอนภายใน ๑๐ ปี 0 ๑./ม๕ส = ก. การถ่ายโอนภารกิจหน้าที่ที่ต้องดําเนินการภายใน ๕ ปี ลิลรไร้ซอดรค์ จนต ?%=-= ภารกิจที่รัฐจะต้องถ่ายโอนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิน ภายใน ๕ ปี ได้แก่ = 4๑ ๐ -. «2 ประการแรก ภารกิจที่รัฐดําเนินการอยู่ในปัจจุบัน และเป็น = 4 ๑ เลจ ว เ ภารกิจที่กฎหมายกําหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถินคําเนินการได้ และ ๓จสื่จ1วเจ้ว จเอา๓ ซึ้งสีสี - ท้องถินดําเนินการอยู่ในปัจจุบันด้วย ซึงก็คือ ภารกิจทิรัฐดําเนินการ ซ้้าซ้อนกับท้องถิ่นนั่นเอง เช่น การจัดการศึกษาในระดับประถมศึกษา 1 0: ม๑ล้ การขุดบ่อนําบาคาล การจัดทําและดูแลถนนขนาดเล็กในเขตท้องถิน ฯลฯ ฯ ๑= ส๐ จ ได ประการทิสอง ภารกิจทีรัฐจัดให้บริการในเขตขององค์กร จาเชัดจดิ้ จาชัดจดลี่จาหรีร ปกครองส่วนท้องถิ่นใดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหนึ่ง โดยองค์กร ขาจเอจ ลื้อเจล้ดเงใจโหด๓อาเจ้ว : ๑ ะ ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นยังไม่เคยดําเนินการ แต่กฎหมายกําหนดให้ รจาชัดจดิ้งแวเจ้ว ย 5ผู] องค์กรปกครองส่วนท้องถินดําเนินการได้ เช่น การจัดตั้งและคูแลตลาด =% 6 «7 7 " : ม ส กลาง การปรับปรุงแหล่งชุมชนแออัด และการจัดการเกียวกับทีอยู่อาศัย เป็นต้น -) ๑ ส ๆ2 4 ประการที่สาม ภารกิจที่รัฐจัดให้บริการในเขตขององค์กร ว๑เร๑ลี้ รเกจตี่งเชื่อ !๑ล ปกครองส่วนท้องถินและกระทบถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถินอิน เช่น ง 0 ๑ ๓ 5 ย =- ว - การจัตตังและดูแลระบบบําบัดนําเสียรวม การส่งเสริมการท่องเทียว เป็นต้น ๒6 ) ๑๕ม 9๑6 ประการที่สี่ การกิจที่เป็นการดําเนินงานตามนโยบายของ รัฐบาล เช่น การโอน ขสมก. การโอนตํารวจดับเพลิงให้แก่กรุงเทพมหานคร เป็นต้น ! จลว ข. การถ่ายโอนภารกิจหน้าทีที่ต้องดําเนินการภายใน ๑๐ ! 4 ว 34 ค ซ่ ได้แก่ ภารกิจหน้าที่ที่กฎหมายกําหนดให้องค์กรปกครอง อ ฒ ๕ ๑ ฒ = จ/ บ ' ย = งจ ส่วนท้องถินมีอํานาจหน้าที่คังกล่าว แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถินยัง ง เ = «๑ ง ไม่มีความพร้อมเพียงพอทีจะรับการถ่ายโอนภายในเวลา ๕ ปี ก็ให้มีการ กําหนดขอบเขตความรับผิดชอบแตกต่างกันได้ แต่จะต้องดําเนินการให้ น ๑. 9 ๑ เสร็จสินภายใน ๑๐ ปี โดยในแผนการกระจายอํานาจฯ จะต้องกําหนด จ7 เว - ง จ แนวทางและหลักเกณฑ์ให้รัฐทําหน้าที่ประสานความร่วมมือและช่วยเหลือ การดําเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถินให้มีประสิทธิภาพ เล 7 จ 9 เง ๕.๑.๒ การปรับปรุงสัดส่วนรายได้ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถินต่อรายได้ของรัฐ ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถินต่อ 4 ณ ๕ ส ฆ ู่อ! ซม รายได้ของรัฐ คือประมาณ ธ% ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก กฎหมาย กําหนดให้ภายในไม่เกิน ปี พ.ศ. ๒๕๕๕ รัฐจะต้องดําเนินการให้องค์กร ว ม ๑ = = ๕ - 5 ง 9, เค ปกครองส่วนท้องถินมีรายได้เพิ่มขืนคิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้ของรัฐบาล ไม่น้อยกว่า ๒๐% และภายในปี พ.ศ. ๒๕๕6 ไม่น้อยกว่า ๓๕% ฒ 6 ฉณ์ 6 ย ๐๑ = การเพิมสัดส่วนรายได้ดังกล่าวนั่น รัฐจะดําเนินการด้วยการ ง =ฯ จ , 5 ฆฒ «“ ว เพิ่มภาษี อากร เงินอุดหนุนหรือรายได้อื่นให้แก่องค์กรปกครองส่วน ท้องถินก็ได้ ๕.๒ สาระสําคัญของแผนปฏิบัติการเพื่อกําหนดขั้น ตอนการกระจายอํานาจ แผนปฏิบัติการเพื่อกําหนดขั้นตอนการกระจายอํานาจหรือ ที่เรียกว่า “แผนเล็ก” นั้นมีเนื้อหาที่สําคัญ ๕ ประการคือ (๑) กําหนดรายละเอียดของอํานาจหน้าที่ในการให้บริการ สาธารณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละรูปแบบจะต้องกระทําโดย ในกรณีใดเป็นอํานาจและหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินการของรัฐหรือ ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกัน ให้กําหนดแนวทางวิธี ปฏิบัติเพื่อประสานการดําเนินการให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม (๒) กําหนดหลักเกณฑ์และวิธีดําเนินการในการจัดสรร สัดส่วนภาษีและอากรให้เพียงพอแก่การดําเนินการตามอํานาจและหน้าที่ ที่กําหนดให้เป็นอํานาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ โดย ต้องคํานึงถึงภาระหน้าที่ของรัฐในการให้บริการสาธารณะเป็นส่วนรวมด้วย (๓) รายละเอียดเกี่ยวกับการเสนอให้แก้ไขหรือจัดให้มี กฎหมายที่จําเป็นเพื่อดําเนินการตามแผนการกระจายอํานาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (๕) จัดระบบการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น โดยกําหนดนโยบายและมาตรการการกระจายบุคลากรจาก ราชการส่วนกลางและราชการส่วนภูมิภาคไปสู่ส่วนท้องถิ่น โดยการสร้าง ระบบการถ่ายเทกําลังคนสู่ท้องถิ่น และสร้างระบบความก้าวหน้าสาย อาชีพที่เหมาะสม 7, ง น/ ๐ แผนปฏิบัติการดังกล่าวต้องกําหนดรายละเอียดวิธีปฏิบัติ ๑ จ สล ป 3405 2> เ% และกําหนดหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ รวมทั้งระยะเวลาในการ ดําเนินการให้ชัดเจนด้วย ๓๑ บทสรุป | ซี ซ่ สภ่ จ7 ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็นปีที่มีการตรากฎหมายทีเกียวกับการปกครอง ง ง ๐. ' ซ่ ๐ «7 - ส่วนท้องถิ่นเป็นจํานวนมาก แต่กฎหมายที่มีความสําคัญมากที่สุดก็คือ «7 ๑ ะ ๑ ง พระราชบัญญัติกําหนดแผนและขันตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ป, เ 4 รสง ปกครองส่วนท้องถิน พ.ศ. ๒๕๕๒ ซึ่งเป็นกฎหมายทีมุ่งถ่ายโอน = ว ย ฆ ง ง ง เฉ/ ภารกิจหน้าทีและรายได้ของรัฐให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิน แม้ ขี่ ง ๓ู! ๑ = ย ขณะนีการถ่ายโอนจะยังไม่มีการดําเนินการเพราะอยู่ในขันตอนของการ ๑ ๐ ๑ = 9๑ ซ งส ๓.,ส4 จัดทําแผนการกระจายอํานาจฯ และแผนปฏิบัติการฯ ก็ตามแค่ก็เป็นที จ , , ม มจ7 = ม แน่นอนว่าในอนาคตองค์กรปกครองส่วนท้องถินจะได้รับภารกิจหน้าที 2 ๕ 4 ๐ ลูช, ม ๑ และรายได้เพิ่มขืน ซึ่งจะทําให้ประชาชนในท้องถินสามารถแก้ไขปัญหา ในท้องถินและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อน น เค ฆฒ ๕ สมดังเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เจตนารมณ์ทีต้องการให้คนในท้องถิน มีสิทธิมีเสียงในการปกครองตนเองอย่างแท้จริง แผนการกระจายอํานาจและแผนปฏิบัติ นู จ 9ๆ/ เว การถ่ายโอนภารกิจให้แก่ ๕ บ ๑ องค์กรปกครองส่วนท้องถิน โดย 6ณุ ณ์ ผศ.วุฒิสาร ตันไชย ฮั่ 9 %๕ ฉั ซ้ ๐๑ อาจารย์ประจําคณะสังเคราะห์ศาสตร์ มธ, และกรรมการกระจายอานาจ 9 1 ร ๓ซข =๕ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิน การกระจายอํานาจ การปกครองส่วนท้องถิน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มี เจตนารมณ์ที่มุ่งหวังให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครอง ภายใต้ระบบประชาธิปไตย ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ และ นอกจากนี้ยังได้ให้ความสําคัญกับการกระจายอํานาจทางด้านการปกครอง ไปสู่ห้องถิ่น ซึ่งจะเห็นได้จากการกําหนดหมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐ มาตรา ๑๕ ซึ่งกําหนดว่า “รัฐจะต้องกระจายอํานาจให้ท้องถิ่น พึ่งตนเอง และระบบสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ ตลอดทั้ง โครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขนาดใหญ่โดยคํานึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น” นอกจากนี้ในด้านการปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐธรรมนูญแห่งราช- อาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ยังได้ระบุไว้ในหมวด ธ รวมทั้งหมด ธ มาตรา อันเงิ่มตั้งแต่มาตราที่ ๒๕๒ ถึงมาตรา ๒5๐ ซึ่งโดยรวมแล้ว พบว่ามาตราทั้งหมดกล่าวถึงการที่รัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระแก่ท้องถิ่น ตามหลักแห่งการปกครองตนเอง ตามความต้องการของประชาชนใน ท้องถิ่น โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีอิสระในการกําหนดนโยบาย การปกครอง การบริหาร การบริหารงานบุคคล การเงิน การคลัง และ มีอํานาจหน้าที่ของตนเอง โดยเฉพาะรัฐบาลเป็นเพียงผู้ทําหน้าที่ในการ ๕ กลางและส่วนภูมิภาคจะเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในภารกิจระดับมหภาค และทําหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน และกํากับดูแลการดําเนินงานของ ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น (เท่าที่จําเป็น) ประการที่สาม หลักประสิทธิภาพการบริหารขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น กล่าวคือ ในการกระจายอํานาจต้องคํานึงถึงการเพิ่มขีด ความสามารถ และประสิทธิภาพในการบริหารงานขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น เพื่อเป็นหลักประกันว่าประชาชนในท้องถิ่นจะได้รับการ บริการสาธารณะที่มีคุณภาพ และได้มาตรฐาน ดังนั้นจําเป็นอย่างยิ่งที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องเร่งพัฒนาประสิทธิภาพในการบริหาร จัดการ ตลอดจนการเร่งส่งเสริมให้ประชาชนในท้องถิ่นเข้ามีส่วนร่วมใน การบริหารท้องถิ่น สนับสนุน และตรวจสอบการดําเนินงานขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จากหลักการซึ่งเป็นกรอบความคิดสําคัญของแผนการกระจาย อํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะเห็นได้ว่าแผนการกระจาย อํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้แบ่งสาระสําคัญของแผนการ กระจายอํานาจฯ ออกเป็น ๓ ส่วน กล่าวคือ ส่วนที่ ๑ กล่าวถึง เหตุผล ความจําเป็น การกําหนดวิสัยทัศน์ วัตถุประสงค์ และเป้าหมายของการกระจายอํานาจ ส่วนที่ ๒ กล่าวถึง แนวทางการกระจายอํานาจ โดยกําหนด แนวทางของการถ่ายโอนภารกิจของรัฐให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา ๓๐ ของพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการ กระจายอํานาจโดยการกําหนดความหมายของภารกิจที่จะถ่ายโอน และ หลักการทั่วไปในการถ่ายโอนภารกิจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งประกอบด้วยหลักการทั่วไปจํานวน ๑๕ ข้อ การกําหนดรูปแบบการ ๕ ถ่ายโอนและเงื่อนระยะเวลาการถ่ายโอน การกําหนดกลุ่มภารกิจที่จะต้อง ถ่ายโอน จํานวน » ด้าน ได้แก่ ก ด้านโครงสร้างพื้นฐาน 0 ด้านงานส่งเสริมคุณภาพชีวิต 0 ด้านการจัดระเบียบชุมชน สังคม และการรักษาความสงบ เรียบร้อย ' ค้านการวางแผน การส่งเสริมการลงทุน พาณิชยกรรมและ การท่องเที่ยว ! ด้านการบริหารจัดการ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม พ ด้านศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่วนที่ ๓ เป็นส่วนที่มีสาระสําคัญในการกําหนดแนวทางการ พัฒนาระบบบริหารเพื่อรองรับการกระจายอํานาจ และการเพิ่ม ประสิทธิภาพการบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กล่าวคือ มีการ กําหนดแนวทางการกระจายอํานาจทางการเงิน การคลังและงบประมาณ ทั้งในด้านการปรับปรุงรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจน มาตรการเสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของท้องถิ่น แนวทาง การถ่ายโอนบุคลากรและการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น แนวทางการ พัฒนาระบบการตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชน แนวทาง การปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งในด้านการเดรียมความพร้อม การปรับโครงสร้างภายในขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น การปรับปรุงระบบการวางแผน ติดตาม ตรวจสอบ และรวบรวมข้อมูล ตลอดจนการเพิ่มขีดคความสามารถของบุคลากรและ ย ผู้บริหารท้องถิน แนวทางในการปรับปรุง พัฒนากฎหมายและแนวทาง การสร้างกลไกในการกํากับดูแลการกระจายอํานาจในระยะยาว วิสัยทัศน์และเป้าหมายการกระจายอํานาจ แผนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ: ๒๕๕๓ ได้กําหนดวิสัยทัศน์ จังหวะก้าวของการกระจายอํานาจไว้เป็น ๓ ช่วง กล่าวคือ ในช่วง ๕ ปีแรก (พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๕๐๑) ซึ่งนับ ระยะเวลาที่พระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจฯ กําหนดไว้ให้มีการถ่ายโอนภารกิจที่ซับซ้อน จะพันช่วงของการปรับ บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและบริหารราชการส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค โดยที่ภารกิจบริการสาธารณะจํานวนหนึ่งจะถ่ายโอนไป ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดําเนินการ ในขณะที่ส่วนราชการ บริหารส่วนกลางและภูมิภาคจะทําหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริมการดําเนินงาน ของท้องถิ่น ตลอดจนการกํากับ ดูแล จัดการ การบริการสาธารณะ เหล่านั้นให้ได้มาตรฐาน เพื่อเป็นหลักประกันต่อประชาชน หลังจากระยะเวลา ๕ ปีแรกลิ้นสุดลง จนถึงระยะเวลาการถ่ายโอน ในปีที่ ๑๐ (พ.ศ: ๒๕๕๕ - ๒๕๕๓) การกระจายอํานาจการจัดบริการ สาธารณะต่างๆ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะดําเนินการแล้วเสร็จ ประชาชนจะได้รับการจัดบริการสาธารณะที่ตอบสนองความต้องการได้ มากขึ้น และประชาชนจะเข้ามีส่วนร่วมในการดําเนินงานขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นสูงขึ้นและหลังจากปีที่ ๑๐ (พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นค้น ไป) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นองค์กรหลักในการบริหารจัดการ งานบริการสาธารณะแก่ประชาชนในท้องถิ่น การบริหารจัดการงาน บริการสาธารณะแก่ประชาชนในท้องถิ่นภาคราชการบริหารส่วนกลาง ๓ และภูมิภาค จะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้สนับสนุนการดําเนินงานอย่าง แท้จริง และการปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นการปกครองของประชาชน ในท้องถิ่นเอง จากวิสัยทัศน์ดังกล่าว แผนการกระจายอํานาจฯ ได้กําหนด เป้าหมายของแผนการกระจายอํานาจฯ ไว้ ๕ ประการสําคัญคือ ประการแรก ต้องจัดให้มีการถ่ายโอนภารกิจในการจัดบริการ สาธารณะให้องค์กรปักครองส่วนท้องถิ่นที่มีความพร้อมให้สามารถ ดําเนินการได้ภายใน ๕ ปี เว้นแต่ในกรณีที่ต้องการการสนับสนุนเพื่อ เพิ่มชีดความสามารถของท้องถิ่นก่อน อาจมีช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน ได้อีก ๒ ปี รวมเป็น ๑๐ ปี ประการที่สอง ต้องกําหนดแนวทางการจัดสรรรายได้ให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เป็นไปตามกรอบกฎหมายและสอดคล้อง กับภารกิจที่ถ่ายโอนไป กล่าวคือ ต้องจัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีรายได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ของรายได้รัฐบาลในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ และ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้ไม่น้อย กว่าร้อยละ ๓๕ ของรายได้รัฐบาลในปี พ.ศ. ๒๕๕6 ประการที่สาม ต้องกําหนดแนวทางวิธีการ ในการถ่ายโอน บุคลากรจากหน่วยงานของรัฐ ไปโห้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตาม ภารกิจที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งเร่งสร้างระบบบริหารงานบุคคลท้องถิ่น เพื่อรองรับการถ่ายโอนดังกล่าว ประการที่สี่ เร่งรัดปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถรับการถ่ายโอนภารกิจและ อํานาจหน้าที่ได้ และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถบริหารงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพอยิ่งขึ้น ทั้งนี้เป้าหมายทั้ง ๕ ด้าน ของการกระจายอํานาจมีความจําเป็น - อย่างยิ่งที่ต้องเร่งดําเนินการให้สอดคล้องกันในแต่ละจังหวะถ้าวของการ กระจายอํานาจทั้งในด้านการถ่ายโอนงาน งบประมาณ บุคลากรและ ถกฎหมาย ทั้งนี้เพราะความต่อเนื่องของการกระจายอํานาจโดยรวม แนวทางการถ่ายโอนภารกิจและการจัดแบ่งอํานาจ หน้าที่ระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามที่ พ.ร.บ.กําหนดแผนและขั้นตอนฯ ได้กําหนดอํานาจหน้าที่ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ในมาตรา ๑๒ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๕ นั้น จะเห็นได้ว่าเป็นอํานาจหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะที่มี ขอบเขตกว้างขวางกว่าเดิม และในมาตรา ๓๐ กําหนดให้มีการถ่ายโอน งานบริการสาธารณะที่เป็นการดําเนินการซ้้าซ้อนระหว่างรัฐและองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นหรือภารกิจที่รัฐจัดให้บริการในเขตองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นหรือภารกิจที่รัฐจัดให้บริการในเขตองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นและส่งผลกระทบกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นหรือภารกิจ ที่เป็นการคําเนินการตามนโยบายรัฐบาล ภารกิจทั้งหมดนี้ต้องถ่ายโอน ภายใน ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๕๐) และอาจให้แตกต่างถันได้แต่ไม่ เกิน ๑๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๕๓) ดังกล่าวข้างต้น ดังนั้นแผนการกระจายอํานาจฯ จึงได้ให้ความ หมายของ “ภารกิจที่ซั้วซ้อน” ว่าหมายถึง ภารกิจการให้บริการ สาธารณะที่กฎหมายกําหนดให้รัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมี อํานาจหน้าที่ในเรื่องเดียวกันและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ ดําเนินการตามภารกิจนั้นอยู่แล้ว ส่วนความหมายของ “ภารกิจที่รัฐจัด ทําในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถื่น” หมายถึง ภารกิจการให้บริการ ธี สาธารณะที่กฎหมายกําหนดให้รัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมี อํานาจหน้าที่ แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่ได้ดําเนินการหรือไม่ เคยดําเนินการตามภารกิจนั้นมาก่อน และ “ภารกิจที่รัฐจัดดําเนินการ ในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและส่งผลกระทบต่อองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นอื่น” หมายถึง ภารกิจการให้บริการสาธารณะที่กฎหมาย กําหนดให้รัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอํานาจหน้าที่ และรัฐ ดําเนินการในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหนึ่งแล้วมีผลกระทบเกิด ขึ้นกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นด้วย แต่อยู่เฉพาะภายในเขต จังหวัดไม่ครอบคลุมพื้นที่นอกเขตจังหวัด หลักการทั่วไปในการถ่ายโอนภารกิจจากรัฐสู่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิน เพื่อเป็นแนวทางในการถ่ายโอนภารกิจตามกรอบกฎหมาย ซึ่งได้ กําหนดลักษณะภารกิจที่ต้องถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งกําหนดหลักการทั่วไปในการพิจารณาถ่ายโอนภารกิจไว้รวม ๑๕ ข้อ โดยคํานึงถึงหลักเหตุผลทางวิชาการและข้อเท็จจริงประกอบกับข้อ กําหนดตามกฎหมาย ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้ ๑ ง ณ์ ณุ * ๑ ฒ ๑) หลักการแบ่งความรับผิดชอบระหว่างอํานาจหน้าทิของ ณ์ ณ/” “ ม ง: เง รัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิน และระหว่างองค์กร ณั 7 =- ๐ จ/ ตามหลักเรืองความรับผิดชอบ แผนการกระจายอํานาจฯ ได้ ๐ = 4๑9 ๕ ง จ/ ง กําหนดภารกิจทิถือเป็นประโยชน์ของคนส่วนรวมของประเทศ ได้แก่ งานด้านความมันคง การต่างประเทศ การพิพากษาคดี ตลอดจนงาน จ ฆ จ7 ซ4 จ7 จ ” ค้านการเงินการคลังของประเทศ ซึ่งเป็นภาระของรัฐบาลส่วนกลางที่ ๑๐ ยังคงต้องดําเนินการต่อไป และส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ รับผิดชอบโดยตรงในภารกิจที่เกี่ยวข้องกับงานด้านส่งเสริมคุณภาพชีวิต การยกระดับคุณภาพชีวิค การใช้อํานาจและการจัดบริการสาธารณะที่ เกี่ยวข้องกับชีวิตประจําวันของประชาชนในท้องถิ่น โดยเฉพาะงานด้าน โครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนั้นแผนการกระจายอํานาจฯ ได้จัดแบ่ง อํานาจหน้าที่ภารกิจระหว่างประเภทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ละประเภทควรจะมีความรับผิดชอบแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งโดย หลักการทั่วไปประการหนึ่งกําหนดว่าภารกิจใดจะส่งมอบให้กับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นใด หลักสําคัญคือ ผลที่เกิดขึ้นหรือผู้ได้รับ ประโยชน์จากบริการสาธารณะนั้นตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตพื้นที่ใด เช่น ถ้า บริการสาธารณะส่งผลต่อคนในเขตพื้นที่ท้องถิ่นนั้นโดยเฉพาะ ก็จะถ่าย โอนภารกิจคังกล่าวให้โดยตรง เช่น ถ่ายโอนภารกิจให้องค์การบริหาร ส่วนตําบล (อบตด.) หรือเทศบาล แต่ภารกิจใดเป็นภารกิจที่มีผลกระทบ ต่อคนหรือกลุ่มคนมากกว่าเขตพื้นที่หรือหนึ่งท้องถิ่น ก็จะถ่ายโอน ภารกิจนั้นให้กับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เพื่อดําเนินการค่อไป ดังนั้นโดยสรุปจะเห็นว่าการจัดแบ่งภารกิจการให้บริการสาธารณะระหว่าง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๒ ประเภท ถูกแบ่งโดยหลักความรับผิด ชอบของผู้รับบริการสาธารณะเป็นหลักในเรื่องของการจัดบริการ ๒) หลักความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นอกจากหลักการดังกล่าวข้างคต้น แผนการกระจายอํานาจฯ ยังได้ ๑ จ ว ๑= 4 ฆํ คํานึงถึงหลักความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถินซึงเป็นเรือง เ) 4 ว ๑ ๕ “ < ความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถินแต่ละประเภท อย่างไรก็ตาม ๑ ะ เ ในแผนการกระจายอํานาจฯ นั้น เรื่องความพร้อมขององค์กรปกครอง ๑๑ ส่วนท้องถิ่นไม่ได้เป็นเงื่อนไขของการที่จะมอบหรือไม่มอบภารกิจนั้นๆ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดําเนินการ หากแต่เป็นเงื่อนไขในการ กําหนดเงื่อนเวลาและความพยายามที่จะไปเพิ่มขีคความสามารถให้กับ ท้องถิ่นในการจัดการ ฉะนั้นหากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่พร้อม ในการจัดการ ส่วนราชการจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีแผนพัฒนาความ พร้อมให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อรองรับการจัดและให้บริการ สาธารณะเหล่านั้นได้ ฉะนั้นขีคความสามารถจะไม่ใช่มูลเหตุและเงื่อนไข ของการกําหนดว่าภารกิจนั้นๆ จะสามารถหรือไม่สามารถถ่ายโอนให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ ๓) หลักเรื่องการจัดโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นอกจากเรื่องหลักความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้ว หลักเรื่องการจัดโครงสร้าง สภาพโครงสร้าง และการจัดองค์กรของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อรองรับการบริหารงานในอนาคตที่จะต้อง เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้เพราะการกิจจํานวนหนึ่งได้ถ่ายโอนและมอบหมาย ให้คําเนินการ ฉะนั้นหลักของการกระจายอํานาจที่สําคัญอีกประการหนึ่ง คือ การจัดโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อรองรับการ กระจายอํานาจและภารกิจใหม่ แต่อย่างไรก็ตามในแผนการกระจายอํานาจฯ นั้น ได้กําหนดไว้ชัดเจนว่าโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ จะรองรับภารกิจใหม่ ต้องเพิ่มเติมโครงสร้างเท่าที่จําเป็น ซึ่งเป็นความ พยายามให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีโครงสร้างที่ไม่มีขนาดใหญ่เกินไป อันจะก่อให้การทํางานเกิดความทับซ้อนหรือกลายเป็นปัญหาภาระ ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ฉะนั้นการปรับโครงสร้างใหม่จะเป็นโครงสร้าง เท่าที่จําเป็น ซึ่งเป็นงานหลักหรืองานพื้นฐานขององค์กรปกครอง ๑โ๒๐ % ๒ 2๑ . 1๒ จ ฒ : ฯ ล2 ส่วนท้องถินเท่านั้น แต่หากท้องถินไดมีความต้องการทีจะจัดบริการ ซ่ * [ด + ซ่ สาธารณะไนบางเรืองทีเป็นงานเฉพาะ เช่น งานด้านท่องเที่ยว องค์กร จ ฒ ๕ ฯ4 9 = แน” จ» 9 ปกครองส่วนท้องถินสามารถทีจะดําเนินการเองได้ ดังนั้นองค์กรปกครอง ว » ๕ 0 ม ๓ ส จ2 ลว, ะ3 ส่วนท้องถินจึงไม่จําเป็นต้องมีโครงสร้างหลักทีเหมือนถันทั้งประเทศ ทงน ไง 4จ2 จ = ๑, เ ล 47 ะ ขึนอยู่กับความต้องการหรือความจําเป็นในแต่ละพื้นทีเป็นหลัก ฉะนันใน % จ7 ซ่ | เร เรืองหลักความสามารถจึงเป็นเรืองของการสร้างความพร้อม การเครียม เวด [52 เ "| ณ» ความพร้อม และการจัดโครงสร้างเพื่อการรองรับ ๕) หลักของการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดบริการ หลักอีกประการหนึ่งที่เป็นหลักสําคัญใน ๑๕ ข้อ ของแผน การกระจายอํานาจฯ ซึ่งให้ความสํากัญกับหลักของการประหยัด ขนาด การลงทุนหรือการคํานึงถึงต้นทุนไนการให้บริการ การจัดการบริการ สาธารณะเมื่อถ่ายโอนไปให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นคําเนินการแทน แล้วนั้น ต้องพิจารณาด้วยว่าต้นทุนสูงขึ้นมากน้อยเพียงใด หากเป็น ต้นทุนที่สูงขึ้นนาก แนวทางที่ควรดําเนินการคือ ต้องจัดบริการสาธารณะ ร่วมกันระหว่างท้องถิ่น กิจกรรมบางประเภท หรืองานประเภทที่มีการ ถ่ายโอนหรือส่งมอบให้แก่ห้องถิ่นนั้น บางกรณีท้องถิ่นจําเป็นต้องสรรหา ยุทธศาสตร์ในการทํางานร่วมกันให้มากขึ้น เพื่อให้ขนาดของการลงทุน ถูกลง ๕) การสร้างหลักประกันในการจัดบริการสาธารณะ แผนการกระจายอํานาจฯ กล่าวถึง การสร้างหลักประกันในการ จัดบริการสาธารณะ ว่าเมื่อการบริหารราชการส่วนคลางและส่วนภูมิภาค ยุติการให้บริการและส่งมอบบริการสาธารณะให้กับองค์กรปกครองส่วน ๑๓ ฒม 9 จ 4 เวด เวด ป ท้องถิน สิงสําคัญซึงถือเป็นหลักเกณฑ์ทัวไป คือ องค์กรปกครองส่วน , ม ๑ ท้องถินต้องดําเนินการจัดบริการสาธารณะให้มีคุณภาพ และมีมาตรฐาน สูงกว่า หรือไม่น้อยกว่าการให้บริการของราชการส่วนกลางและส่วน ภูมิภาคที่เคยคําเนินการ ฉะนั้นหลักประกันคุณภาพการจัดบริการ สาธารณะจึงเป็นสิ่งจําเป็นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องยืดถือ หลักเกณฑ์มาตรฐานของส่วนราชการ และเป็นมาดรฐานทางวิชาการจะ เป็นสิ่งที่กําหนดว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจําเป็นจะต้องดําเนินการ = 4 6 ๓ ง ให้บริการขันตําค้านคุณภาพและมาตรฐานอย่างไร ๒) กลไกการกํากับดูแล หรือการส่งเสริม สนับสนุนองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น แผนการกระจายอํานาจฯ ได้ให้ความสําคัญกับภารกิจบางประการ ซึ่งต้องการการดูแลเป็นพิเศษ และความสามารถในวิชาชีพเฉพาะ ภารกิจ ดังกล่าวต้องมีโครงสร้างพิเศษในการดูแล ควบคุม และกํากับ ซึ่งใน แผนการกระจายอํานาจฯ กําหนดไว้ ๓ เรื่อง ได้แก่ การจัดบริการด้าน การศึกษา การจัดบริการค้านสาธารณสุขและการดูแล บริหารจัดการ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งสามภารกิจถือว่าเป็นลิ่งที่ ต้องการความชํานาญเฉพาะด้าน และการมองภาพรวมในระดับจังหวัด - จึงมีการเสนอโครงสร้างของการกํากับและกําหนดนโยบายในรูปของ คณะกรรมการระดับพื้นที่จังหวัด โครงสร้างดังกล่าวถูกกําหนดไว้ในแผน ยุทธศาสตร์เพื่อชี้ให้เห็นว่าภารกิจใดที่ต้องการความร่วมมือ ความสามารถ พิเศษ และต้องการความชํานาญพิเศษเฉพาะด้านต้องมีคณะกรรมการฯ ช่วยดูแลในระดับจังหวัด ๑๕ รูปแบบการมอบหมายภารกิจหรือบริการสาธารณะ ในอนาคต รูปแบบการมอบหมายภารกิจหรือบริการสาธารณะในอนาคตที่จะ เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๕ และ พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นตันไป มีรูปแบบอยู่ ๓ รูปแบบ ได้แก่ ๑) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะดําเนินการเอง เมื่อรัฐบาลหรือส่วนราชการยุติบทบาทการให้บริการสาธารณะ ซึ่ง เป็นบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต และการจัด โครงสร้างพื้นฐาน และถ่ายโอนหรือส่งมอบให้องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นดําเนินการเอง ซึ่งสามารถดําเนินการได้ใน ๓ รูปแบบ ได้แก่ (๑) ภารกิจที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับมอบแล้ว ไม่ว่า องค์การบริหารส่วนดําบล (อบต.) หรือเทศบาล เมื่อรับ โอนภารกิจต่าง ๆ แล้ว สามารถบริหารจัดการด้วยตนเอง ภายใต้ความสามารถของตนเอง (๒) ภารกิจที่ต้องร่วมกันดําเนินการระหว่างองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น เนื่องจากมีภารกิจบางประการอาจต้องคํานึง ถึงความร่วมมือ ดังนั้นกภารกิจบางอย่างต้องมีลักษณะ การทํางานร่วมกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเภทเดียวกัน หรือเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างประเภทกัน (๓) ภารกิจที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องดําเนินการเอง แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถซื้อบริการ มอบหมายหรือจัดซื้อจัดจ้างให้เอกชนตําเนินการแทนได้ ๑๕ ๒) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับหน่วยงานราชการร่วมกัน ดําเนินการ ในการคําเนินการบริการสาธารณะบางการกิจต้องมีการปรับเปลี่ยน เช่น การปรับบทบาทของราชการบริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาคกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใหม่ โดยท้องถิ่นอาจจะเป็นผู้ดําเนินการ หลักในการดําเนินกิจการสาธารณะบางภารกิจ แต่อีกหลายภารกิจยังคง อยู่ภายใต้การกํากับหรือการบริหารจัดการหรือการดําเนินงานของส่วน ราชการ ภารกิจประเภทนี้จะมีการแบ่งบทบาทกันชัดเจนระหว่างรัฐกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น รัฐรับผิดชอบ คําเนินการบริหาร จัดการในภารกิจใด ราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคมีอํานาจเท่าใด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอํานาจเท่าใด อย่างไรก็ตามจะพบว่า ประเด็นซึ่งอาจเป็นบัญหา ได้แก่ ประเด็นเรื่องการทับซ้อนของอํานาจ หน้าที่ระหว่างกฎหมายหลายฉบับ ฉะนั้นในแนวทางของแผนการ กระจายอํานาจฯ และแผนปฏิบัติการ จะเป็นตัวแบ่งขอบเขตอํานาจ หน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับส่วนราชการเดิม ๓) ภารกิจที่รัฐไม่ได้ถ่ายโอนไป แต่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นสามารถดําเนินการได้ ภารกิจบางประการไม่ได้มีการถ่ายโอนให้กับองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น เช่น การจัดการศึกษาสูงกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่ถ้าองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นใดต้องการจัดการศึกษาดังกล่าวก็สามารถดําเนินการ ได้ เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอํานาจหน้าที่ในการจัดการ ศึกษาอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้จะต้องอยู่ภายใต้การพิจารณามาตรฐานตามที่ กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้กําหนด ๑๐ แนวทางการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิน ดังกล่าวแล้วข้างตันว่าแผนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๓ ได้ให้ความสําคัญต่อแนวทางการพัฒนาและ เพิ่มประสิทธิภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อรองรับการถ่ายโอน ภารกิจและการกระจายอํานาจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แนวทางการ พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพดังกล่าวสามารถสรุปได้ กล่าวคือ ๑) แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการคลังท้องถิ่น ในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการศลังท้องถิน แผนการกระจาย : ม < ว ง อํานาจฯ ได้ให้ความสําคัญในประเด็นต่างๆ ไว้ ดังนี่ ๑2 9” «“ ม = (๑) การพัฒนารายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิน แผนการกระจายอํานาจฯ ได้กําหนดให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิน มีรายได้จาก ๓ แหล่งหลัก คือ ฒ ฆุม =ซฆู สจ ๕ ๑ รายได้ภาษีท้องถินทีจัดเก็บเอง จ ฑฯ ง ฆ สไจ 9 ๕ ๑ รายได้จากภาษีและค่าธรรมเนียมทีรัฐจัดเก็บให้หรือ อนุญาตโห้เก็บเพิ่มเติม = ะ - เว จ % เงินอุดหนุน ทั้งในรูปเงินอุดหนุนทั่วไป และเงิน อุดหนุนเฉพาะกิจ จากแหล่งรายได้ทัง ๓ แหล่งข้างค้น แผนการกระจายอํานาจฯ เว ๐ จ 5 ป ม ๑ ู จ” ได้ให้ความสําคัญกับรายได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถินจัดเก็บเอง ” = จ ง - - จ เนื่องจากจะมีส่วนช่วยส่งเสริมความเป็นอิสระในการบริหารงานของ จ > 2๑ ๒0 ง ฒ% ๕ ๐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั่นองค์กรปกครองส่วนท้องถินจําเป็น เฉ» 5) ม ๆ.. =- "ล ต้องพัฒนาระบบการจัดเก็บภาษีท้องถินให้มีประสิทธิภาพมากขีน และ พยายามแสวงหาภาษีใหม่ให้แก่ท้องถิน ๑๐ (๒) การจัดสรรรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิน แม้ว่าการเร่งเพิมประสิทธิภาพทางด้านภาษีท้องถินจะ ดําเนินการอย่างเต็มที่แล้ว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังจําเป็นต้องรับ การจัดสรรรายได้ในรูปแบบอื่น เช่น เงินอุดหนุน เพื่อให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นมีรายได้เพียงพอกับรายจ่าย ตดังนั้น เพื่อความเป็นธรรมต่อ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การกําหนดสัดส่วนการจัดสรรรายได้ให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละประเภท (องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตําบล เมืองพัทยา และ กทม.) จึงจําเป็น ต้องพิจารณาจากภาระรายจ่าย (1%อ๐๓๕5๒1๐) ขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นแต่ละประเภทเป็นหลัก โดยการจัดสรรเงินอุดหนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะมีวัตถุประสงค์หลัก ๕ ประการ คือ ก. เพื่อเป็นหลักประกันที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ษาแรังใจข้- 5ั๑จเริ สจรเค แต่ละแห่งให้สามารถจัดบริการสาธารณะทีรับถ่ายโอน มาได้อย่างทัวถึง เช่น เงินอุดหนุนจะกําหนดเป็น ภาระค่าใช้จ่ายต่อหัวของประชากรในการจัดบริการ ฆํ 4 จ/ เ? สาธารณะเรืองหนึ่งๆ แล้วจัดสรรให้องค์กรปกครอง ง ง ฒณ = ส่วนท้องถินตามหน้าทีความรับผิดชอบ 4 น ว จ/ เพื่อลดช่องว่างของฐานะทางการคลังขององค์กร อ = ง ง ๓ ปกครองส่วนท้องถินแต่ละประเภท และแต่ละระดับชัน ะ234 ๕ ง = จ มุ ทั้งนีเนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถินแค่ละแห่ง ฆ ม ง « 0๓ ๐ อาจมีฐานะรายได้ที่แตกต่างกันมาก ดังนันจึงจําเป็น ม 47 ฆ อ ซ่ ' ง ต้องมีการจัดสรรเงินอุดหนุนบางส่วนเพื่อลดช่องว่าง ณ์ «๑ ง ร เห ง - ทางการคลังดังกล่าว ซึ่งโดยทัวไปอยู่ในรูปเงิน ๑๕ ง. อุดหนุนทั่วไป (๐๐ก๐1 ธณ๓0 ซึ่งจะจัดสรรตาม จํานวนประชากรในเขตพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นแต่ละแห่ง เพื่อเป็นสิ่งจูงใจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดําเนิน กิจการบางอย่างตามนโยบายของรัฐบาลในลักษณะให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้งบประมาณสมทบ (ให้ล1๐ใม่ทธ ธเลท0) เพื่อส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่ม ประสิทธิภาพการจัดหารายได้ ทั้งในรูปภาษีท้องถิ่น (โฉนะ อยีอ0) และรูปแบบอื่นๆ โดยกําหนดให้เงิน อุดหนุนสมทบในกรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดหารายได้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น (๓) การสร้างวินัยทางการคลังท้องถิน แผนการกระจายอํานาจฯ ได้กําหนดให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น กําหนดมาตรการเพื่อเร่งสร้างวินัยทางการเงินการคลังทั้ง ในด้านรายได้และรายจ่าย ตลอดจนการเร่งสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน ในท้องถิ่นในการเข้ามีบทบาทในการตรวจสอบการบริหารการคลังของ - ท้องถิ่นและสร้างความเต็มใจในการเสียภาษีให้แก่ท้องถิ่น ในส่วนของรัฐ ต้องมีการกําหนดมาครการในการกํากับดูแล การบริหารงบประมาณของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้มีประสิทธิภาพภายใต้กรอบแห่งความ เป็นอิสระของท้องถิน ๑ธี ๒) แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น แผนการกระจายอํานาจฯ ได้กําหนดแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้อย่างน้อย ๒ ประการ กล่าวคือ (๑) การปรับโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิน ไจ ง เต 3 7 องค์กรปกครองส่วนท้องถินทุกประเภทซึงได้รับมอบการ ถ่ายโอนภารกิจใหม่ จากส่วนราชการจําเป็นต้องมีการปรับปรุงโครงสร้าง จ] ๐ ะ 5 < 1 เพื่อรองรับการกระจายอํานาจ ทั้งนีโครงสร้างขององค์กรใหม่จะเป็น ส๓ ะ ๕ = 4/ ง2 = ง โครงสร้างที่มีมาตรฐานขันพืนฐานเหมือนกัน กล่าวคือ มีการเพิ่มขยาย ม . ส๐ ๕ ส ๆ.ช “ ง เง โครงสร้างเท่าทีจําเป็น เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถินสามารถ บริหารงานภายใต้ภารกิจใหม่ได้ และองค์กรปกครองส่วนท้องถินแต่ละแห่ง : : = | ม 9” แต่ละประเภท ย่อมมีอิสระทีจะปรับปรุงโครงสร้างองค์กรได้ตามความ จ/ ๑ ส = + อ/ ต้องการในอันที่จะตอบสนองภารกิจทิได้รับมอบหมายในแต่ละด้าน รวม เภ เท ว ม ๑ ๆ9.: ว ทั้งต้องส่งเสริมให้รวมองค์กรปกครองส่วนท้องถินให้มีขนาดที่เหมาะสม ในการคําเนินภารกิจให้มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าการลงทุน ะย จ จ ซ่ นอกจากนันในการบริหารงานบริการสาธารณะบางเรือง ได้แก่ การจัดการศึกษา การสาธารณสุข และการจัดการทรัพยากร = น 4 = ณีจ/ ธรรมชาติและสิงแวดล้อม ซึงเป็นการจัดบริการสาธารณะที่มีลักษณะการ = 7, จ ค เด เป็นวิชาชีพเฉพาะและต้องการการบริการที่มีเอกภาพในภาพรวมของจังหวัด ๐ ๐ ม เว แผนการกระจายอํานาจฯ จึงได้กําหนดให้มีคณะกรรมการระดับพื้นที่ใน จ ๑ ม ส๐ เขตจังหวัด (ค๐ล 90ล86) ทําหน้าทีกําหนดนโยบายและมาคตรฐาน «๓ ฆ้ 6! ๓ ะ «7 การจัดบริการสาธารณะเรืองดังกล่าวในเขตจังหวัด รวมทังการจัดสรร ๒๐ ทรัพยากรทางการบริหารและการกํากับดูแลการดําเนินงานขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมืองค์ประกอบเป็นพหุภาคี ประกอบด้วย ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนวิชาชีพ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทน ประชาชนและภาคประชาสังคม และกําหนดให้องค์การบริหารส่วน จังหวัดทําหน้าที่เลขานุการของคณะกรรมการ (๒) การปรับระบบบริหารงานภายในองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถรับภาระการ จัดบริการสาธารณะที่ได้รับอย่างมีประสิทธิภาพ แผนการกระจายอํานาจฯ ได้กําหนดให้มีการปรับปรุงระบบบริหารราชการภายใน นับตั้งแต่การ พัฒนาระบบการจัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพและเป็น ยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่นระยะยาว รวมทั้งต้องสอดคล้องกับแผน พัฒนาจังหวัด ในลักษณะการผนึกกําลังแบบยงค์รวม นอกจากนั้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจําเป็นต้อง พัฒนาระบบการติดตาม ประเมินผลการดําเนินงาน ระบบฐานข้อมูล ท้องถิ่น ตลอดจนพัฒนาระบบบัญชี แบบ “พึงรับ - พึงจ่าย” เพื่อแสดง ความโปร่งใสในการบริหารและให้รับรู้ซึ่งสถานะทางการเงินขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างแท้จริง (๓) การเพิ่มชีดความสามารถของบุคลากรและผู้บริหาร ท้องถิ่น แผนการกระจายอํานาจฯ กําหนดให้หน่วยราชการที่มี การถ่ายโอนภารกิจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเร่งรัดการเพิ่มขีด ใ๒๐ ความสามารถของบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถ ปฏิบัติงานได้ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีแผนการพัฒนา ทรัพยากรบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของผู้บริหารท้องถิ่น รัฐต้องสนับสนุนให้มี สถาบันเพื่อดําเนินการพัฒนาบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้ความสําคัญกับการสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องปรัชญา อุดมการณ์ แนวคิด และหลักการบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจน การใช้เทคโนโลยีต่างๆ ก่อนเข้ารับตําแหน่ง (๕) แนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หัวใจสําคัญต่อความสําเร็งในการกระจายอํานาจ คือ การ ที่ประชาชน ภาคประชาสังคม องค์กรอาสาสมัครและภาคเอกชน เข้ามา มีส่วนร่วมในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งในรูป การสนับสนุนกิจกรรมและการดําเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเสนอความเห็น การตรวจสอบการทํางานขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น ดังนั้นแผนการกระจายอํานาจฯ จึงได้กําหนดให้กําหนดแนวทาง การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจใน ด้านนโยบายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเข้ารับรู้ ตรวจสอบการ คําเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้เกิด กระบวนการเรียนรู้ในการพัฒนาประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานของชุมชน ท้องถิ่นอีกด้วย ๒๒ (ๆ) การพัฒนาปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับการ กระจายอํานาร 2 -. ๐ เฉ2 จ7 เมือแผนการปฏิบัติการการกระจายอํานาจฯ มีผลบังคับใช้ จ๒» ๐ <ู่ ๒ ต จ7 ฯ= 4 ได 3 ๆ๑.๒ รัฐจําเป็นต้องมีการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนากฎหมายทีเกียวข้อง เพื่อให้ ๑ ๐ =-. น การกระจายอํานาจสามารถตดําเนินการได้อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว นอก จากนันแผนการกระจายอํานาจฯ ยังได้กําหนดให้มีการแก้ไขหรือจัดให้มี ” 4 [52 : ชี่ ง กฎหมายใหม่ทีต้องมีสาระทีเกี่ยวข้องกับประเด็นค่อไปนีด้วย กล่าวคือ เล ซื 4 % การปรับปรุงกฎหมายงบประมาณ เพื่อรองรับการ จัดสรรเงินจากภาครัฐไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิน » "ง ๑ การจัดให้มีกฎหมายว่าด้วยระบบงบประมาณท้องถิ และระบบการตรวจสอบทางการเงิน การคลัง ทั้ง ภายในและภายนอก ”% การปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการกํากับดูแลของ ราชการบริหารส่วนกลาง และภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพ และเชื่อมโยงกับระบบศาลปกครองที่จัดตั้งขึ้น % การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุง โครงสร้างราชการบริหารส่วนภูมิภาคให้สอดคล้องกับ ความเปลี่ยนแปลง % การจัดให้มีกฎหมายว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน และความโปร่งใสขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น % การจัดให้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงาน บุคคลเพื่อรองรับการถ่ายโอนบุคลากรจากหน่วยงาน ของรัฐ ๒๓ (๒) การสร้างระบบประกันคุณภาพบริการสาธารณะ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเป็นหลักประกันในการจัดบริการสาธารณะที่มีคุณภาพ แก่ประชาชน แผนการกระจายอํานาจฯ ซึ่งได้กําหนดให้มีระบบประกัน คุณภาพบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งการ ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเร่งพัฒนาคุณภาพการจัดบริการ สาธารณะให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น การดําเนินงานจัดทําแผนปฏิบัติการ เพื่อให้การกระจายอํานาจฯ ตามแผนการกระจายอํานาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๓ บรรถุวัตถุประสงค์ตาม เจตนารมณ์ของกฎหมาย ในมาครา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัติ กําหนด แผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจ พ.ศ. ๒๕๕๒ ได้กําหนดให้จัดทํา แผนปฏิบัติการเพื่อกําหนดขั้นตอนการกระจายอํานาจตามแผนการ กระจายอํานาจฯ โดยให้มีสาระสําคัญต่าง ๆ ดังนี้ ๑) การกําหนดรายละเอียดของอํานาจหน้าที่ในการให้บริการ สาธารณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งจะเป็นผู้คําเนินการ และในกรณีที่พันอํานาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการดําเนินการของรัฐร่วมกัน ให้กําหนดแนวทางวิธีปฏิบัติเพื่อให้เกิด การประสานงานเพื่อประโยชน์โดยรวม ๒) การกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรสัดส่วนภาษีและอากร ให้เพียงพอต่อการดําเนินงาน ตามอํานาจหน้าที่กําหนดให้เป็นอํานาจของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้คํานึงถึงภาระหน้าที่ของรัฐในการ ให้บริการสาธารณะเป็นส่วนรวมด้วย ใ๒๕ ๓) การกําหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการเสนอให้แก้ไข หรือจัด ให้มีกฎหมายที่จําเป็นเพื่อการคําเนินงานตามแผนการกระจายอํานาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๕) การจัดระบบบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยกําหนดนโยบายและมาตรการการกระจายบุคลากรจากราชการบริหาร ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยสร้าง ระบบการถ่ายเทกําลังคน และสร้างระบบความก้าวหน้าสายอาชีพที่ เหมาะสม ดังนั้นในการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามแผนการกระจายอํานาจฯ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการของ การกระจายอํานาจของประเทศไทย ซึ่งต้องการกลไกและมาตรการที่ จะพัฒนาขึ้นในอนาคตเพื่อให้การกระจายอํานาจบรรลุผลสําเร็จ โดย เฉพาะอย่างยิ่งต้องการความเข้าใจที่ตรงกันและความมุ่งมั่น เชื่อมั่น ต่อปรัชญาและคุณค่าของการกระจายอํานาจจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นับแต่รัฐบาลส่วนราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชน ที่พร้อมจะร่วมกันพัฒนาการการกระจายอํานาจโดยผ่านกระบวนการ การเรียนรู้ที่ต่อเนื่องและมั้นคง ๒๕ หน้า ๒๓ เล่ม ๑๑๕ ตอนพิเศษ ๕ ง ราชกิจจานุเบกษา ๑๓ มกราคม ๒๕๕๕ ประกาศคณะกรรมการการกระจายอํานาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิน เรื่อง แผนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิน พ.ศ. ๒๕๕๓ ตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอน การกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๒ ได้กําหนดให้คณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น มีอํานาจและหน้าที่จัดทําแผนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นและแผนปฏิบัติการ เพื่อขอความเห็นชอบจาก คณะรัฐมนตรี และรายงานต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๓ และ ได้รายงานต่อรัฐสภาทราบ เพื่อใช้เป็นแผนในการกระจายอํานาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อไป จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน ประกาศ ณ วันที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการการกระจายอํานาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๒๐ แผนการกระจายอํานาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิน พ.ศ. ๒๕๕๓ ๐. บทนํา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้ให้ ความสําคัญกับการกระจายอํานาจการปกครองไปสู่ท้องถิ่น โดยได้ กําหนดไว้ในหมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๑๕ กําหนด ให้รัฐต้องกระจายอํานาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเอง และตัดสินใจในกิจการของ ท้องถิ่นได้เอง พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และระบบสาธารณูปโภคและ สาธารณูปการ คลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึง และเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคํานึงถึงเจตนารมณ์ของ ประชาชนในจังหวัดนั้น ในด้านการปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้กําหนดไว้ในหมวด ธ รวม ธ มาตรา ตั้งแต่ มาตรา ๒๕๒ ถึงมาตรา ๒8๐ สรุปได้ว่ารัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระแก่ ท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชน ในท้องถิ่น โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหลายย่อมมีอิสระในการ กําหนดนโยบายการปกครอง การบริหาร การบริหารงานบุคคล การเงิน และการคลัง และมีอํานาจหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะ โดยรัฐบาลเป็น ผู้กํากับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่าที่จําเป็นภายในกรอบของ กฎหมาย และเพื่อกระจายอํานาจให้แก่ท้องถิ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โ๓๓ นอกจากนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ยังบัญญัติสิทธิของประชาชนในการถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือ ผู้บริหารท้องถิ่นให้พันจากดําแหน่ง และการเสนอให้สภาท้องถิ่นออก ข้อบัญญัติท้องถิ่น รวมทั้งการแต่งตั้งหรือพันจากตําแหน่งของพนักงาน และลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องเป็นไปตามความ ต้องการและความเหมาะสมของแต่ละท้องถิ่น โดยได้รับความเห็นชอบ จากคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่น เพื่ออนุวัตตามมาตรา ๒๕๕ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ จึงได้ตราพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอน การกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๒ ขึ้น ซึ่งมีสาระสําคัญในการกําหนดอํานาจและหน้าที่ในการจัดระบบบริการ สาธารณะระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และระหว่างองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง การจัดสรรสัดส่วนภาษีและอากร ระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยคํานึงถึงภาระหน้าที่ของ รัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้วยกันเองเป็นสําคัญ และตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้กําหนดให้คณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น มีอํานาจและหน้าที่จัดทําแผนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นและแผนปฏิบัติการ เพื่อขอความเห็นชอบจาก คณะรัฐมนตรีและรายงานต่อรัฐสภา โดยในบทเฉพาะกาล มาตรา ๓๕ ของพระราชบัญญัติดังกล่าว กําหนดให้ในวาระเริ่มแรก ให้คณะกรรมการ จัดทําแผนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและ แผนปฏิบัติการ ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่กรรมการเริ่มปฏิบัติ หน้าที่หรือภายในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๕ ๒๕ แผนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็น แผนที่กําหนดกรอบแนวคิด เป้าหมายและแนวทางการกระจายอํานาจ ให้เป็นไปตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอน การกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๒ เพื่อให้การกระจายอํานาจบรรลุเจตนารมณ์ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ โดยยืดหลักการมีส่วนร่วมจาก ทุกฝ่าย ไม่เป็นแผนที่เบ็ดเสร็จ มีกระบวนการที่ยืดหยุ่นและสามารถปรับ วิธีการให้สอดคล้องกับสถานการณ์และการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น ๒. วิสัยทัศน์การกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่น ในช่วง ๕ บปีแรก (พ.ศ. ๒๕๕๕-๒๕๕๐) ของการถ่ายโอน ภารกิจตามกรอบของกฎหมายว่าด้วยการกําหนดแผนและขั้นตอนการ กระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะเป็นช่วงของการ ปรับปรุงระบบการบริหารงานภายในขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ราชการบริหารส่วนกลาง และราชการบริหารส่วนภูมิภาค รวมทั้งการ พัฒนายุทธศาสตร์ การสร้างความพร้อมในการรองรับการถ่ายโอนภารกิจ บุคลากร งบประมาณ และทรัพย์สิน รวมทั้งการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของภารกิจที่ถ่ายโอนจะมีทั้งการถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นอย่างสมบูรณ์ และการดําเนินงานร่วมกันระหว่างองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง และระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับ หน่วยงานของรัฐ และจะมีบุคลากรจํานวนหนึ่งถ่ายโอนไปปฏิบัติงาน ภายใต้การกํากับดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลังจากการถ่ายโอนในช่วง ๕ ปีแรกสิ้นสุดลงจนถึงระยะเวลาการ ถ่ายโอนในปีที่ ๑๐ (พ.ศ. ๒๕๕๕-๒๕๕๓) ตามกรอบของกฎหมาย ๒๒ซี ว่าด้วยการกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน มีการปรับบทบาทของ ราชการบริหารส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาค องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชนที่จะเรียนรู้ร่วมกันในการถ่ายโอนภารกิจ มีการปรับกลไกความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับ ราชการบริหารส่วนภูมิภาคอย่างกลมกลืน รวมทั้งปรับปรุงกฎหมายที่ เกี่ยวข้อง อันจะทําให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดําเนินกิจการ สาธารณะที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นคีขึ้น และ ะทําให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงานขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะสามารถพัฒนาขีดความ สามารถในการดําเนินกิจกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความโปร่งใส ในช่วงเวลาหลังจากปีที่ ๑๐ (พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นต้นไป) ประชาชน ในท้องถิ่นจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะได้ อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ประชาชนจะมีบทบาทในการตัดสินใจการ กํากับดูแลและการตรวจสอบ ตลอดจนการสนับสนุนการดําเนินกิจกรรม ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเต็มที่ ในส่วนองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นจะมีการพัฒนาศักยภาพทางด้านการบริหารจัดการและการคลัง ท้องถิ่นที่พึ่งตนเองและเป็นอิสระมากขึ้น ผู้บริหารและสภาท้องถิ่นจะเป็น ผู้มีความรู้ความสามารถและมีวิสัยทัศน์ในการบริหาร ราชการบริหาร ส่วนภูมิภาคจะเปลี่ยนบทบาทจากฐานะผู้จัดทําบริการสาธารณะมาเป็นผู้ ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ และกํากับดูแลการดําเนินงานขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเท่าที่จําเป็นภายใต้ขอบเขตที่ชัดเจน และการ ปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นการปกครองตนเองของประชาชนในท้องถิ่น อย่างแท้จริง ๓๐ ๓. กรอบแนวคิดการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิน กรอบแนวคิดการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ยืดหลักการและสาระสําคัญ ๓ ด้าน คือ ๓.๑ ด้านความเป็นอิสระในการกําหนดนโยบายและ การบริหารจัดการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีอิสระในการกําหนด นโยบายการปกครอง การบริหารจัดการ การบริหารงานบุคคล และ การเงินการคลังของตนเอง โดยยังคงรักษาความเป็นรัฐเดี่ยวและความมี เอกภาพของประเทศ การมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และ ความมั่นคงของชาติเอาไว้ได้ ตลอดจนการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วน ร่วมในการเมืองการปกครองท้องถิ่น ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย | ๓.๒ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินและการบริหาร ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐตด้องกระจายอํานาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่ง ตนเองและตัดสินใจในกิจการของตนเองได้มากขึ้น โดยปรับบทบาทและ ภารกิจของราชการบริหารส่วนกลางและราชการบริหารส่วนภูมิภาค และ เพิ่มบทบาทให้ส่วนท้องถิ่นเข้าดําเนินการแทน เพื่อให้ราชการบริหาร ส่วนกลางและราชการบริหารส่วนภูมิภาครับผิดชอบในภารกิจมหภาค และภารกิจที่เกินกว่าขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ะดําเนินการได้โดยกํากับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในด้านนโยบาย และด้านกฎหมายเท่าที่จําเป็น ให้การสนับสนุน ส่งเสริมด้านเทคนิควิชา การ และตรวจสอบติดตามประเมินผล ๓๐๑ ๓.๓ ด้านประสิทธิภาพการบริหารขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น รัฐต้องกระจายอํานาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อ ให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณะที่ดีขึ้นหรือไม่ตํากว่าเดิม มีคุณภาพ มาตรฐาน การบริหารจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีความ โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และรับผิดชอบต่อผู้ใช้บริการให้มากขึ้น รวมทั้ง ส่งเสริมให้ประชาชน ภาคประชาสังคม และชุมชนมีส่วนร่วมในการ ตัดสินใจ ร่วมดําเนินงานและติดตามตรวจสอบ ๕. วัตถุประสงค์ของแผนการกระจายอํานาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิน แผนการกระจายอํานาจฯ มีวัตถุประสงค์ที่สําคัญ ๓ ประการ คือ ๕.๑ เพื่อให้มีการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้อง ถิ่นอย่างต่อเนื่อง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๒ ๕.๒ กําหนดกรอบทิศทางและแนวทางการกระจายอํานาคสู่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ชัดเจน โดยมีกระบวนการที่ยืดหยุ่น สามารถปรับวิธีการดําเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป และมีการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น ๕.๓ กําหนดแนวทางการดําเนินงานของแผนปฏิบัติการ ซึ่งจะ กําหนดหลักการทั่วไปในการพิจารณาถ่ายโอนภารกิจ รูปแบบการถ่ายโอน ภารกิจที่ราชการบริหารส่วนกลางและราชการบริหารส่วนภูมิภาคจะถ่าย ๓๒ โอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระยะเวลาการถ่ายโอน แนวทางการ จัดแบ่งอํานาจและหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะระหว่างรัฐกับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละรูปแบบ แนวทางการจัดสรรทรัพยากรด้านการเงิน การคลัง และบุคลากรให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สอดคล้องกับอํานาจหน้าที่และภารกิจ ปรับบทบาทและความสัมพันธ์ระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ราชการ บริหารส่วนภูมิภาค และราชการบริหารส่วนท้องถิ่น รวมทั้งแก้ไข กฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ะ. เป้าหมายของแผนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิน ๕.๑ ให้มีการถ่ายโอนภารกิจในการจัดบริการสาธารณะของรัฐ ให้ แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติ กําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๒ โดยกําหนดขอบเขตความรับผิดชอบในการให้ บริการสาธารณะของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และระหว่าง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเองให้ชัดเจน โดยองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นประเภทใดหรือแห่งใดที่มีความพร้อมในการรับถ่ายโอน อํานาจหน้าที่และภารกิจ ให้ดําเนินการถ่ายโอนภายใน ๕ ปี สําหรับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเภทใด หรือแห่งใดที่ไม่สามารถที่จะ รับการถ่ายโอนอํานาจหน้าที่และภารกิจภายใน ๕ ปีให้ดําเนินการถ่ายโอน ภายใน ๑๐ ปี ๓๐๓ ๕.๒ กําหนดการจัดสรรภาษีและอากร เงินอุตหนุนและรายได้อื่น ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้สอดคล้องกับการดําเนินการ ตามอํานาจและหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภท อย่างเหมาะสม โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้นคิด ..เป็นสัดส่วนต่อรายได้รัฐบาลภายในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้น คิดเป็นสัดส่วนต่อ รายได้ของรัฐบาลภายในไม่เกิน พ.ศ. ๒๕๕6 ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๕ โดยการเพิ่มสัดส่วนอย่างต่อเนื่องดามระยะเวลาที่เหมาะสมและสอดคล้อง กับภารกิจที่ถ่ายโอน เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดบริการ สาธารณะได้ด้วยตนเอง และจัดสรรในสัดส่วนที่เป็นธรรมแก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น โดยคํานึงถึงรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นั้นด้วย ๕.๓ การจัดตั้งงบประมาณรายจ่ายประจําปีในส่วนที่เกี่ยวกับการ จัดบริการสาธารณะในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้รัฐจัดสรร เงินอุดหนุนให้เป็นไปตามความจําเป็น และความต้องการขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๕#.๕ จัดระบบของการถ่ายโอนบุคลากรจากหน่วยงานของรัฐ เพื่อ ให้สอดคล้องกับการถ่ายโอนภารกิจ ๕.๕ ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับ การถ่ายโอนอํานาจและหน้าที่ ๓๕ ๒. แนวทางการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิน ขอบเขตการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ๑. รัฐจะกระจายอํานาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ อํานาจการตัดสิน ใจ อํานาจการบริหารจัดการทรัพยากรการเงิน การคลัง และบุคลากร ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเภทต่างๆ สร้างความพร้อมของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่งเสริมให้ประชาชนและภาคประชาสังคมมี ส่วนร่วมในการดําเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๒. รัฐจะดําเนินการปรับบทบาทของราชการบริหารส่วนกลางและ ราชการบริหารส่วนภูมิภาค ปรับโครงสร้างภายในขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง พัฒนาโครงสร้าง และกลไกเพื่อสนับสนุนการกระจายอํานาจ รวมทั้งสร้างระบบติดตาม ตรวจสอบ กํากับดูแล และประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ ๒.๑ การถ่ายโอนภารกิจและการจัดแบ่งอํานาจหน้าที่ ระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและระหว่าง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง ๒.๑.๑ ความหมายของการถ่ายโอนภารกิจตาม มาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอน การกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๒๒ ๓๕ ข้อความในกฎหมาย มาตรา ๓๐ (๑) ให้ดําเนิน การถ่ายโอนภารกิจการให้บริการสาธารณะที่รัฐดําเนินการอยู่ในวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายในกําหนด เวลา ดังนี้ (ก) ภารกิจที่เป็นการดําเนินการซ้้าซ้อนระหว่าง รัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือภารกิจที่รัฐจัดให้บริการในเขต องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ดําเนินการให้เสร็จลิ้นภายในสี่ปี (ข) ภารกิจที่รัฐจัดให้บริการในเขตองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นและกระทบถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ให้ดําเนินการ ให้เสร็จลิ้นภายในสี่ปี (ค) ภารกิจที่เป็นการดําเนินงานดามนโยบายของ รัฐบาลให้ดําเนินการให้เสร็จลิ้นภายในสี่ปี ความหมายตาม (๑) หมายถึง ลักษณะภารกิจ การให้บริการสาธารณะที่จะต้องถ่ายโอนในสี่ปี ได้แก่ ๑) ภารกิจที่ข้้าซ้อน หมายถึง ภารกิจการให้บริการ สาธารณะที่กฎหมายกําหนดให้รัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมี อํานาจหน้าที่ในเรื่องเดียวกัน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มีการ ดําเนินการตามภารกิจนั้นแล้วด้วย ๒) ภารกิจที่รัฐจัดทําในเขตองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น หมายถึง ภารกิจการให้บริการสาธารณะที่กฎหมายกําหนดให้รัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอํานาจหน้าที่ แต่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นยังไม่ได้ดําเนินการ หรือไม่เคยดําเนินการตามภารกิจนั้น ๓) การกิจที่รัฐจัดทําในเขตองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นและกระทบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น หมายถึง ภารกิจ การให้บริการสาธารณะที่รัฐดําเนินการในเขตพื้นที่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นหนึ่งและมีผลกระทบเกิดขึ้นกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นด้วย ๕) กภารกิจตามนโยบายรัฐบาล ข้อความในกฎหมาย มาตรา ๓๐ (๒) กําหนด ขอบเขตความรับผิดชอบในถารให้บริการสาธารณะของรัฐ และของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้วยกันเองตามอํานาจและหน้าที่ที่กําหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ให้ชัดเจน โดยในระยะแรกอาจกําหนดภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ แตกต่างกันได้ โดยให้เป็นไปตามความพร้อมขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นแต่ละแห่ง ซึ่งต้องพิจารณาจากรายได้และบุคลากรขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น จํานวนประชากร ค่ําใช้จ่ายในการดําเนินการ ตลอดจนคุณภาพในการให้บริการที่ประชาชนจะได้รับ ทั้งนี้ด้องไม่เกิน ระยะเวลาสิบปี . ความหมายตาม (๒) หมายถึง ภารกิจการให้ บริการสาธารณะตาม (๑) ภารกิจใดที่หลายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทําใด้ ถ้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดยังไม่พร้อม ให้ขยายเวลาเตรียม ความพร้อมได้ภายใน ๑๐ ปี โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องทํา แผนเตรียมความพร้อม และราชการบริหารส่วนกลางและราชการบริหาร ส่วนภูมิภาค ให้การสนับสนุนแนะนําด้านการบริหารจัดการและเทคนิค วิชาการ ๓๐ ๒.๑.๒ หลักการทั่วไปในการพิจารณาถ่ายโอน ภารกิจ การพิจารณาถ่ายโอนภารกิจ ได้กําหนดขอบเขต ความรับผิดชอบในการให้บริการสาธารณะระหว่างรัฐกับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น และระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง ตามที่ กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ พระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๒ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ให้มี ความชัดเจน โดยยืดหลักการในการพิจารณา ดังนี้ ๑) การถ่ายโอนภารกิจตามแผนการกระจายอํานาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะไม่ครอบคลุมงานหรือกิจกรรมที่ เกี่ยวกับความมั่นคง การพิจารณาพิพากษาคดี การต่างประเทศ และ การเงินการคลังของประเทศโดยรวม ๒) ภารกิจที่กําหนดให้ถ่ายโอน พิจารณาภารกิจ ของส่วนราชการเป็นหลัก สําหรับภารกิจของรัฐวิสาหกิจ และองค์การ มหาชน ให้ถ่ายโอนในกรณีเป็นนโยบายของรัฐบาล หรือเมื่อพิจารณา ความเหมาะสมและประสิทธิภาพของบริการสาธารณะที่ประชาชนจะได้ รับแล้วสมควรถ่ายโอน ๓) การถ่ายโอนภารกิจคํานึงถึงผลลัพธ์และผล กระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหลัก หากผลลัพธ์และผลกระทบเกิดขึ้นกับ ประชาชนในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นหนึ่ง ให้ถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น แต่หาก ๓๕ ผลลัพธ์และผลกระทบเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นมากกว่าหนึ่งแห่ง ก็อาจถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกันดําเนินการหรือถ่ายโอนให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดดําเนินการ ในระยะแรก หากองค์กรปกครองส่วนท้อง ถิ่นยังไม่พร้อมที่จะดําเนินการตามมาตรา ๓๐ (๒) แห่งพระราชบัญญัติ กําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๒ หรือด้วยเหตุใดก็ตาม อาจให้หน่วยงานของรัฐ ดําเนินการไปก่อนจนกว่าจะครบระยะเวลาตามที่กําหนดในแผนการ กระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและแผนปฏิบัติการ ๕) งานหรือกิจกรรมที่มีเป้าหมายดําเนินการครอบ คลุมหลายจังหวัดหรือมีผลกระทบเกิดขึ้นนอกเขตพื้นที่จังหวัดด้วย ให้ หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ดําเนินการ เว้นแต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระดับจังหวัดสามารถทําความตกลงดําเนินการร่วมกันได้ และคณะกรรมการ การกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเห็นชอบด้วย ๕) ในการพิจารณาความพร้อมขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภทและแต่ละแห่งพิจารณาจากรายได้ บุคลากร จํานวนประชากร ค่าใช้จ่ายในการดําเนินงาน คุณภาพในการให้บริการ และประสบการณ์ทางการบริหาร และโอกาสในการพัฒนาศักยภาพเหล่านั้น ซึ่งจะช่วยให้กําหนดระยะเวลาที่เหมาะสมในการถ่ายโอนภารกิจ ษ) การถ่ายโอนภารกิจต้องคํานึงถึงความคุ้มค่า และการประหยัดจากขนาดการลงทุนที่เหมะสม ดังนั้น หากองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นใดไม่สามารถดําเนินการได้โดยลําพัง ก็สามารถร่วม กันจัดตั้งสหการ หรืออาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความพร้อม มากกว่าดําเนินการไปก่อนได้ ๓อธี ๑) การถ่ายโอนภารกิจให้องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นนั้น มุ่งให้ประชาชนพึงได้รับบริการที่รวดเร็ว มีคุณภาพ และ ตรงตามความต้องการ รวมทั้งมีส่วนร่วมในการบริหารงานขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ๕) ในภาพรวมการถ่ายโอนภารกิจของรัฐให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นให้พิจารณาถ่ายโอนทั้งภารกิจ งบประมาณ และ บุคลากร ภายในช่วงเวลาที่กําหนดโดยไม่จําเป็นต้องดําเนินการถ่ายโอน ไปพร้อมกัน ธ8) การกําหนดอํานาจหน้าที่ในการจัดบริการ สาธารณะ และกําหนดกภารกิจที่จะถ่ายโอน มิได้จํากัดเฉพาะในกรอบของ บทบัญญัติของกฎหมายในปัจจุบัน หากแค่พิจารณาถึงอํานาจหน้าที่ของ การจัดบริการสาธารณะตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและ กฎหมายว่าด้วยการกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่กําหนดให้เป็นอํานาจหน้าที่ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งพิจารณาถึงความเหมาะสมและประสิทธิภาพ ของบริการสาธารณะที่ประชาชนจะได้รับเป็นสําคัญ กรณีที่อํานาจหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะ ใด กฎหมายว่าด้วยการกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมิได้กําหนดให้เป็นอํานาจหน้าที่ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นได หากแต่เมื่อคํานึงถึงความเหมาะสมและประสิทธิภาพ ของบริการสาธารณะที่ประชาชนจะได้รับแล้ว สมควรกําหนดให้เป็นอํานาจ หน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น จะได้เสนอคณะกรรมการการ กระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพิจารณาออกประกาศ กําหนดให้เป็นอํานาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นต่อไป ๑๐) อํานาจและหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นตามมาตรา ๑๒ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๕ และมาตรา ๑6 ของ พระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็นภารกิจที่หน่วยงานของรัฐจะ ต้องถ่ายโอนให้ท้องถิ่นตามมาตรา ๓๐(๑) ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ถ้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่พร้อมรับถ่ายโอนเนื่องจากมีข้อ จํากัดด้านขีดความสามารถและสาเหตุอื่นใด องค์กรปกครองส่วนท้อง ถิ่นนั้น อาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นหรือร้องขอให้หน่วยงาน ของรัฐดําเนินการแทนไปพลางก่อน หรือดําเนินการร่วมกับหน่วยงาน ของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น หรืออาจจัดซื้อจัดจ้างจาก หน่วยงานของรัฐหรือภาคเอกชนดําเนินการแทนได้ ทั้งนี้ ให้รัฐดําเนินการเพิ่มขืดความสามารถและ ความรู้ค้านเทคโนโลยี ด้านการบริหารจัดการ ด้านบุคลากร และความ พร้อมด้านการคลังให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ จนกว่าจะ สามารถรับการถ่ายโอนงานหรือภารกิจได้ โดยให้มีความยืดหยุ่นในช่วง เปลี่ยนผ่าน ๑๑) การกิจหนึ่ง ๆ อาจจัดแบ่งขอบเขตของอํานาจ และหน้าที่ความรับผิดชอบระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันได้ โดยมีการกระจายการจัด บริการสาธารณะตามขนาดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละประเภท ตามขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและความเป็นไป ได้ภายในกรอบระยะเวลาที่เหมาะสม ๑๒) การถ่ายโอนภารกิจไปสู่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นแต่ละประเภทและแต่ละแห่ง ควรให้ถ่ายโอนไปพร้อม ๆ กัน เพื่อ ให้สามารถวางแผนกําลังคนและงบประมาณล่วงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ๕๑ ๑๓) การจัดรูปแบบ โครงสร้าง และวิธีการ เพื่อ รองรับการถ่ายโอนของแต่ละภารกิจ คํานึงถึงความสอดคล้องของรูปแบบ โครงสร้าง และวิธีการ ให้เป็นไปในลักษณะเดียวกันให้มากที่สุดโดยไม่ เลือกปฏิบัติ เพื่อไม่ให้เกิดความแตกต่างในรูปแบบ โครงสร้าง และวิธี การถ่ายโอนระหว่างภารกถิจที่มีลักษณะเหมือนกัน ๑๕) ถารถ่ายโอนภารกิจในแต่ละภารกิจอาจมีโครง สร้างการบริหารและการกํากับดูแลที่แตกต่างกันได้ รวมทั้งยังคงต้องมี ระบบกํากับดูแลจากรัฐ เพื่อเป็นหลักประกันในด้านคุณภาพการให้บริการ ความยุติธรรม และความเสมอภาคระหว่างประชาชนในแต่ละเขตพื้นที่ ๑๕) การถ่ายโอนภารกิจ จําเป็นต้องปรับโครงสร้าง ภายในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สอดคล้องกับภารกิจที่ถ่ายโอน เพื่อ เตรียมความพร้อมในด้านการบริหารจัดการ การเพิ่มขีคความสามารถ ด้านการเงิน การคลัง และบุคลากร ก่อนการถ่ายโอนภารกิจนั้นๆ รวมทั้ง การกําหนดความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเภท ต่างๆ ๑9) การถ่ายโอนในช่วงแรก โดยหลักการภารกิจ ส่วนใหญ่จะเป็นภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับและส่งเสริมคุณภาพ ชีวิตของประชาชนและชุมชน งานโครงสร้างพื้นฐานของท้องถิ่น เพื่อให้ เกิดความเข้มแข็งของชุมชนกถ่อนเป็นลําคับแรก หากมีภารกิจอื่นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความพร้อมก็สามารถถ่ายโอนไปในช่วงแรกได้ หลังจากนั้นเป็นภารกิจตามความจําเป็นในด้านอื่นๆ เป็นลําดับต่อไป โดยส่งเสริมให้ประชาชนและภาคประชาสังคม- เข้ามามีส่วนร่วมในการ เสนอแนะข้อคิดเห็น เพื่อการตัดสินใจร่วมดําเนินกิจกรรมและติดตาม ตรวจสอบให้มากที่สุด ๕๒ ๑๑) การถ่ายโอนภารกิจโดยทัวไป ให้โอนทรัพย์สิน ฯ3 4 ได น “ ย ษม ๕ู่จ ม ฉะ ซ่ ทิเกี่ยวข้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถินด้วย ยกเว้นเฉพาะทรัพย์สินที ส๑ เว ง เอ = 9/ ม ' เป็นที่ดินให้องค์กรปกครองส่วนท้องถินใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่โอน <ๆู๒ จ ' ๐ ม กรรมสิทธิ์ให้ เว้นแต่คณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถินจะพิจารณาตามความเหมาะสมเป็นการเฉพาะราย การให้องค์กรปกครองส่วนท้องถินใช้ประโยชน์ =ณพ่ ม ๑ '+ ' «= ๆ 9 ในที่ดินข้างต้น จะคิดค่าเช่าหรือค่าใช้ประโยชน์จากองค์กรปกครองส่วน ม ม » 4ส4 6 = ท เก ฆ .».ๆ3 «๓ ท้องถิ่นใต้ ต่อเมื่อส่วนราชการเดิมได้เสียค่าเช่า หรือค่าใช้ประโยชน์อยู่ ' | ฆ 6 ๓ 7 ก่อนที่จะโอนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิน หรือโดยลักษณะของการ ศศ ง จ๑=๕ลซี2ว ใช้ที่ดิน ก่อให้เกิดรายได้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิน หรือมีลักษณะ เป็นการจัดบริการให้แก่บุคคลเฉพาะราย ๑๕) การจัดการกองทุนต่างๆ ของหน่วยงานของ ฒ ๐ น อ ษ ๐ 0 รัฐที่ดําเนินการอยู่ในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถินให้ดําเนินการไป ม 0 ะ จ” , ตามเจตนารมณ์ของการจัดตั้งกองทุนนั่น เว้นแต่คณะกรรมการการ กระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถินพิจารณาให้ถ่ายโอนให้ ! « ง ม ๑ | |! | แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิน หรือพิจารณาเป็นประการอินตามที่เห็น สมควร ๒.๑.๓ รูปแบบการถ่ายโอน รูปแบบการถ่ายโอนจะมีทั้งการถ่ายโอนอํานาจและ หน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะตามที่ระบุไว้ในกฎหมาย และการ ปรับปรุงอํานาจหน้าที่ระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ สอดคล้องกับการถ่ายโอนภารกิจ ดังนั้นจึงได้กําหนดลักษณะการถ่ายโอน ไว้ ๓ ลักษณะ คือ ๕๓ ๑) ภารกิจที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดําเนิน การเอง ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ ๓ ประเภท คือ ๑.๑) ภารกิจที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดําเนินการหรือผลิตบริการสาธารณะเอง เป็นภารกิจที่แต่ละองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นดําเนินการหรือผลิตบริการสาธารณะนั้นๆ ได้เองโดยมีกฎหมาย ให้อํานาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้แล้ว และ/หรือองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเคยดําเนินการอยู่แล้ว โดยสามารถรับโอนได้ทันทีและ ขอบเขตการทํางานอยู่ในพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๑.๒) ภารกิจที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดําเนินการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นๆ เป็นภารกิจที่กําหนดอํานาจหน้าที่ทั้งรัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดําเนินการ โดยมีผลกระทบต่อ ประชาชนไม่เฉพาะในเขตพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งโดยเฉพาะ แต่มีผลกระทบ ต่อประชาชนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นด้วย หรือมีความจําเป็น ต้องลงทุนจํานวนมากและไม่คุ้มค่า หากต่างคนต่างดําเนินการ ๑.๓) ภารกิจที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดําเนินการแต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจซื้อบริการจากภาค เอกชน ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นอื่น เป็นภารกิจที่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นสามารถซื้อบริการจากภาคเอกชน หรือจากหน่วยงานอื่นที่มี ประสบการณ์ หรือเคยคําเนินการ ๕๕ ๒) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดําเนินการร่วม กับรัฐ เป็นภารกิจที่รัฐโอนให้องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นดําเนินการ และบางส่วนรัฐยังคงดําเนินการอยู่ การดําเนินการจึง เป็นการดําเนินการร่วมกัน ๓) ภารกิจที่รัฐยังคงดําเนินการอยู่แต่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจะดําเนินการได้ เป็นภารกิจที่ข้าซ้อน แต่ยังคงกําหนดให้รัฐ ดําเนินการอยู่ต่อไป ในกรณีนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็สามารถ ดําเนินการได้เช่นเดียวกัน ๒.๑.๕ ระยะเวลาการถ่ายโอน แบ่งเป็น ๒ ระยะ คือ | ๑. ระยะที่ ๑ ระยะเวลา ๑-๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๕๕- ๒๕๕๐) โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความพร้อมสามารถ ดําเนินการได้ และแล้วเสร็จภายใน ๕ ปี โดยเป็นการถ่ายโอนดามมาตรา ๓๐(๑) ของพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๒ ๒. ระยะที่ ๒ ระยะเวลา ๑-๑๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๕๕- ๒๕๕๓) เป็นการถ่ายโอนเนื่องจากการกําหนดอํานาจและหน้าที่ในการ จัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่แตกต่างกันในระยะ ๑๐ ปีแรก ตามมาตรา ๓๐(๒) ของพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้น ตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๒ แบ่งเป็น ๕๕ า๒.๑ ระยะเวลาการถ่ายโอน ๑-๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๕๕-๒๕๕๕) เนื่องจากต้องพิจารณาความพร้อมของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเตรียมความพร้อมให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น หรือการใช้ระยะเวลาในการถ่ายโอนต่อเนื่องเกินกว่า ๕ ปี และคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กําหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่มีความพร้อมที่จะปฏิบัติ ตามอํานาจและหน้าที่บางอย่างตามมาตรา ๓๐(๒) ๒.๒ ระยะเวลาการถ่ายโอน ๕-๑๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๕๓-๒๕๕๓) เนื่องจากต้องพิจารณาความพร้อมของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเตรียมความพร้อมให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น การใช้ระยะเวลาในการถ่ายโอนต่อเนื่องเกินกว่า ๕ ปี หรือเป็นเรื่องไม่เร่งด่วน และจําเป็นต้องสร้างกลไกและระบบควบคุม มาตรฐานมารองรับ และคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นกําหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่มี ความพร้อมที่จะปฏิบัติตามอํานาจและหน้าที่บางอย่างตามมาตรา ๓๐ (๒) ๒.๑.๕ ผลการพิจารณาการถ่ายโอนภารกิจ การถ่ายโอนภารกิจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้อง ถิ่นกําหนดไว้ ๒» ด้าน โดยพิจารณาจากอํานาจหน้าที่ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ตามวัตถุประสงค์ เป้าหมายของแผนการกระจายอํานาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลักการทั่วไป รูปแบบการถ่ายโอน และระยะเวลาของการถ่ายโอน โดยจําแนกงานในแต่ละด้านที่จะต้องถ่ายโอน ข้อกฎหมาย หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ลักษณะภารกิจ รูปแบบ ขอบเขต ๕๐ ระยะเวลา และเงื่อนไขในการถ่ายโอน ซึ่งไม่จําเป็นต้องถ่ายโอนไปพร้อมกัน ขึ้นอยู่กับความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละประเภทที่ จะรับการถ่ายโอน รวมทั้งสร้างกลไกและระบบควบคุมคุณภาพมาตรฐาน มารองรับ ตลอดจนการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง สําหรับแผนปฏิบัติการให้มีสาระสําคัญอย่างน้อย ดังนี้ ๑) ๒) ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ๑.๑) การคมนาคมและการขนส่ง - ทางบก - ทางน้้า ๑.๒) สาธารณูปโภค - แหล่งน้า/ระบบประปาชนบท ๑.๓) สาธารณูปการ - การจัดให้มีตลาด - การจัดตั้งและดูแลตลาดกลาง ๑.๕) การผังเมือง ๑.๕) การควบคุมอาคาร ด้านงานส่งเสริมคุณภาพชีวิต ๒.๑) การส่งเสริมอาชีพ ๒.๒) งานสวัสดิการสังคม - การสังคมสงเคราะห์พัฒนาคุณภาพ ชีวิต เด็ก สตรี คนชรา ผู้ต้อยโอกาส ๒.๓) นันทนาการ - การส่งเสริมการกีฬา - การจัดให้มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ๓) «) ๕๐๓ ๒.๕) การศึกษา - การจัดการศึกษาในระบบ - ถารจัดการศึกษานอกระบบ ๒.๕) การสาธารณสุข - กถารสาธารณสุขและการรักษาพยาบาล - การป้องกันและควบคุมโรคติดค่อ ๒.») การปรับปรุงแหล่งชุมชนแออัดและที่อยู่ อาศัย ด้านการจัดระเบียบชุมชน/สังคม และการ รักษาความสงบเรียบร้อย ๓.๑) การส่งเสริมประชาธิปไตย ความเสมอ ภาค สิทธิเสรีภาพของประชาชน ๓.๒) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการพัฒนาท้องถิ่น ๓๑๓) การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ๑๓.๕) การรักษาความสงบเรียบร้อยและความ ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ด้านการวางแผน การส่งเสริมการลงทุน พาณิชยกรรม และการท่องเที่ยว ๕.๑) การวางแผนพัฒนาท้องถิ่น ๕.๒) การพัฒนาเทคโนโลยี ๕.๓) การส่งเสริมการลงทุน ๕.๕) การพาณิชยกรรม ๕.๕) การพัฒนาอุตสาหกรรม ๕๒0) การท่องเที่ยว ๕๕ ๕) ด้านการบริหารจัดการและการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ๕.๑) การคุ้มครองดูแล บํารุงรักษา ใช้ประโยชน์ จากป่าไม้ ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ๕.๒) การจัดการสิ่งแวดล้อมและมลพิษต่าง ๆ ๕.๓) การดูแลรักษาที่สาธารณะ ๒) ด้านศิลปะ วัฒนธรรม จารีตประเพณี และ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ๒.๑) การจัดการดูแลโบราณสถาน โบราณวัตถุ ๒.๒) การจัดการดูแลพิพิธภัณฑ์และหอ- จดหมายเหตุ ๒.๒ การกระจายอํานาจการเงิน การคลัง และงบ ประมาณให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ) ๒.๒.๑ หลักการปรับปรุงรายได้ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น หลักการทั่วไป . ๑) การจัดสรรรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นต้องพิจารณาปริมาณรายได้ที่พึงได้รับจากการประมาณการค่าใช้จ่าย ของภารกิจที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ มีหน้าที่รับผิดชอบในการ ดําเนินการ ทั้งนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีภารกิจที่แดกต่างกัน ย่อมจะได้รับการจัดสรรรายได้ที่แตกต่างกันไปด้วย ๕ธี ๒) การจัดสรรรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วน ม @ู ต ม 4 « ง ท้องถินต้องพิจารณาภาพรวมของรายได้ ซึงมืองค์ประกอบหลัก ๓ ส่วน = มณี อ ม ส่วนที่ ๑ รายได้ทีองค์กรปกครองส่วนท้องถิน ง ๕ 1 ะ44< =ูม มณั จัดเก็บและจัดหาเองทังทีเป็นภาษีท้องถินและรายได้อื่น ๆ ฆ=ฆ ณะ๕๓จ7 ๑/ จ ฆ ม/ เล ส่วนที่ ๒ รายได้ทีรัฐจัดแบ่งหรือจัดสรรให้ <. อ ม ๑ = 1 | อ , ม องค์กรปกครองส่วนท้องถิน รวมถึงรายได้ทีองค์กรปกครองส่วนท้องถิน จัดเก็บเพิ่ม ”: 9/ = ส่วนที่ ๓ รายได้ประเภทเงินอุดหนุน 4 เซอ จ ป ทั้งนี่ การจัดสรรรายได้ให้องค์กรปกครองส่วน ม ๑ู่ฒ ๑ ฉ/ ๓ ๓ จ 9 ท้องถินต้องพิจารณาให้ความสําคัญกับรายได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้อง 0 ๓ ๕ = « ๐ จ ณส ๆ ๑ ข่ ม ๑ ถินจัดเก็บจัดหาเองเป็นลําดับแรก เพือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิน สามารถพัฒนาขีดความสามารถทางการคลังท้องถิน มีความเป็นอิสระ ส « และพึงตัวเองได้ในระยะยาว ณ7 มณ์ « 1๒.ไต.ไ๒ แนวทางการปรับปรุงรายได้ทีองค์กรปกครอง ง ๕ ส่วนท้องถินจัดเก็บจัดหาเอง หลักการทัวไป 9/ ไง : ม ๕๑ 4๓ ๕ รายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถินทีจัดเก็บ และจัดหาเอง ต้องให้ความสําคัญค่อแนวทางการขยายฐานภาษี การ กําหนดอัตราภาษี การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ความโปร่งใสใน การจัดเก็บภาษี การเพิ่มภาษีหรือรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิน ง 4 ๓ 9 6 = ประเภทใหม่ๆ รวมทั้งสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถินแสวงหา = -: ส # 4 “0 แนวทางเพิมรายได้ในรูปแบบอิน ๆ ทีกว้างขวางขึนเพื่อให้พึงตัวเองใน ระยะยาว ๒.๒.๓ แนวทางการปรับปรุงภาษีอากรที่รัฐจัด แบ่ง จัดสรร หรือจัดเก็บเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลักการทั่วไป รายได้ที่รัฐจัดแบ่ง จัดสรรหรือจัดเก็บเพิ่มให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น การเพิ่มสัดส่วนรายได้ดังกล่าวให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภทต้องคํานึงถึงภารกิจความรับผิดชอบเป็นหลัก โดยกําหนดวิธีการจัดแบ่งหรือจัดสรรที่ชัดเจนและเป็นธรรมต่อองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภท ๒.๒.๕ แนวทางการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น หลักการทั่วไป รายได้ที่เป็นเงินอุดหนุนจากรัฐ การจัดสรรเงิน อุดหนุนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องคํานึงถึงความสมดุลของ วัตถุประสงค์ในการจัดสรร ๕ ประการ คือ ประการแรก เพื่อสนับสนุนให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นสามารถให้บริการสาธารณะได้อย่างมีมาคตรฐานที่รัฐกําหนด อย่างทั่วถึงกัน ประการที่สอง เพื่อลดช่องว่างระหว่างองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่มีฐานะทางการคลังที่แตกต่างกัน ประการที่สาม เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บางแห่งคดําเนินการตามนโยบายของรัฐหรือสามารถดําเนินการแก้ไข ปัญหาในท้องถิ่นซึ่งเกินชีดความสามารถทางการคลังขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนั้นๆ ๕๑ ประการที่สี่ เพื่อกระตุ้นให้องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งตัวเองทางการคลังบนพื้นฐาน รายได้ของตนเองในระยะยาว ทั้งนี้ แนวทางการจัดสรรเงินอุดหนุนให้กระทํา ในลักษณะเงินอุดหนุนเฉพาะกิจเพื่อการถ่ายโอน เงินอุดหนุนเฉพาะด้าน เงินอุดหนุนทั่วไป และเงินอุดหนุนสมทบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๒.๒.๕ การทบทวนการจัดสรรรายได้ให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น หลักการทั่วไป ต้องทบทวนสัดส่วนการจัดสรรรายได้ให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภทอย่างสม่าเสมอ โดยเฉพาะเมื่อมีการ ปรับปรุงภารกิจอํานาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละ ประเภทใหม่ ) ๒.๒.๒ มาตรการเสริมสร้างวินัยทางการเงินและ การคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลักการทั่วไป องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีมาตรการเพื่อเร่ง สร้างวินัยทางการเงิน การคลัง ทั้งในด้านรายได้และการใช้จ่าย รวมทั้ง เร่งสร้างความเข้าใจและความเต็มใจในการจ่ายภาษีของประชาชนในเขต พื้นที่ของคน โดยรัฐต้องกําหนคมาตรการกํากับดูแลและตรวจสอบการ จัดเก็บภาษีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๕๒๒๓ ๒.๓ แนวทางการถ่ายโอนบุคลากรให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น และการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น หลักการทั่วไป ๑) การถ่ายโอนบุคลากรจากราชการบริหารส่วนกลางและ ราชการบริหารส่วนภูมิภาคให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้อง สอดคล้องกับภาระหน้าที่และความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยคํานึงถึงภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรอันจะเกิดกับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น รวมทั้งต้องคํานึงถึงประโยชน์ของท้องถิ่นและประเทศชาติ โดยส่วนรวม ๒) กระบวนการถ่ายโอนต้องมีคว่ามราบรื่น คล่องตัว สอดคล้องกับความจําเป็นและความต้องการขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น โดยการสร้างระบบการถ่ายโอนและระบบการบริหารงานบุคคล ท้องถิ่นที่มีความคล่องตัว ยืดหยุ่น จูงใจให้คนทํางานในท้องถิ่น และมี หลักประกันความก้าวหน้าแก่ข้าราชการที่ถ่ายโอน ข้าราชการที่ถ่ายโอน ไปท้องถิ่นต้องได้รับสิทธิประโยชน์และความก้าวหน้าในการทํางานไม่ตํา กว่าเดิมหรือคีกว่าเดิม โดยคํานึงถึงความหลากหลายของสายอาชีหด้วย นอกจากนี้ รัฐต้องให้การสนับสนุนงบประมาณด้านบุคลากรเท่าที่จําเป็น โดยเฉพาะในระยะแรกที่มีการถ่ายโอน ๓) การบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น จะต้องยืดหลักการ ตามระบบคุณธรรม และมีกลไกดูแลความเป็นธรรม เพื่อให้การบริหาร งานบุคคลสร้างหลักประกันความก้าวหน้าและความเป็นธรรมแก่พนักงาน ส่วนท้องถิ่น ระบบการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นต้องมีความทันสมัย เอื้ออํานวยให้การปฏิบัติงานและการให้บริการสาธารณะมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล เป็นที่พึงพอใจของประชาชน %๕๓ ๕ การบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นต้องมีมาตรฐานใน หลักการและหลักเกณฑ์วิธีการที่สําคัญใกล้เคียงกับมาตรฐานการบริหาร งานบุคคลของเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่นๆ เพื่อให้การบริหารงานบุคคลของ ภาครัฐโดยรวมเกิดเอกภาพ และมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ๒.๕ แนวทางการพัฒนาระบบตรวจสอบ และการมี ส่วนร่วมของประชาชน และภาคประชาสังคม หลักการทั่วไป ๑) การถ่ายโอนภารกิจจากราชการบริหารส่วนกลางไปให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จําเป็นต้องพัฒนาระบบการตรวจสอบและ ระบบการติตตามประเมินผลงานที่มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส ตรวจ สอบได้ ประชาชนและภาคประชาสังคมต้องเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวน การตรวจสอบและติดตามประเมินผล ๒) ปรับปรุงกลไกการตรวจสอบทางการเงินและการใช้จ่าย งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งภายนอกและภายใน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละจังหวัดให้มีประสิทธิภาพและคล่องตัว โดยให้ครอบคลุมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบให้มากขึ้น และ ให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วยเสริมภารทํางานตรวจสอบของภาครัฐ ๓) ส่งเสริมให้ประชาชนและภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วน ร่วมในกระบวนการตัดสินใจในด้านนโยบายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมจัดซื้อจัดจ้างและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและติดตามประเมินผล ๕๕ ๒.๕ การปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ๒.๕.๑ การเตรียมความพร้อมให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น หลักการทั่วไป ๑) ให้หน่วยงานของรัฐที่ถ่ายโอนภารกิจให้ความ ช่วยเหลือ สนับสนุน คําแนะนํา และคําปรึกษา ทางเทคนิค วิชาการ และ การดําเนินงานให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในภารกิจที่ถ่ายโอนดาม ความเหมาะสม ดําเนินการฝึกอบรมและจัดทําแผนงานฝึกอบรมด้านต่างๆ รวมทั้งกฎหมาย กฎ และระเบียบที่เกี่ยวข้อในลักษณะบูรณาการที่ ประสานหน่วยงานอื่นจนกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีความ พร้อมที่จะรับการถ่ายโอนภารกิจ โดยเฉพาะงานด้านการก่อสร้างของ องค์การบริหารส่วนตําบลและเทศบาลดําบล ๒) ให้มีการสนับสนุนและเสริมสร้างสมรรถนะ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อรองรับการถ่ายโอนงบประมาณและ ภารกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นต้นไป จนกว่าจะดําเนินการถ่ายโอนเสร็จลสิ้น และส่งเสริมการเรียนรู้และแลก เปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง ตลอดจนส่งเสริมการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายในการพัฒนาท้องถิ่น ๓) การจัดทําโครงการ/กิจกรรมตามโครงการถ่าย โอนบริการสาธารณะให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระยะแรก เพื่อ ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ควรพิจารณาจาก โครงการ/กิจกรรมของแผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนาอําเภอ และแผน พัฒนาดําบลเป็นหลัก ๕๕ 7 1 < = ล ๕) ส่งเสริมให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดทําหน้าที ในการสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือการดําเนินงานพัฒนาท้องถินของ จ ล7 - อ ๑ รวั 4 เทศบาล เมืองพัทยา และองค์การบริหารส่วนตําบลในพื้นที ฆ* ๓ ๕” ง.๕.๒ การปรับโครงสร้างภายในองค์กรปกครอง ฆ ๕ < เว ง - ส่วนท้องถินเพื่อรองรับการถ่ายโอนภารกิจ ฆ» «» หลักการทัวไป ๑) องค์กรปกครองส่วนท้องถินแคต่ละประเภท = ง) » «2 ๕ ซิ « «7 ง ควรมีการจัดโครงสร้างองค์กรพื้นฐานที่มีมาตรฐานเดียวกันในแต่ละ ง ว ๐ " ๑, สโป อ57 ง ๓ ประเภทและแต่ละแห่ง โดยคํานึงถึงภารกิจหลักที่ได้รับการถ่ายโอนขีด ความสามารถทางการบริหารทางการเงิน การคลัง และอัตรากําลังเป็นหลัก ๒) องค์กรปกครองส่วนท้องถินแต่ละประเภท จ =- ซ้ จ7 2 ะ 3. อณ/ แต่ละแห่งย่อมมีอิสระที่จะปรับปรุงโครงสร้างองค์กร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ๑๑ส่ๆ งวปม ย ) ภารกิจที่ได้รับมบอบหมายในแต่ละด้าน และความต้องการขององค์กร ' ป ๑ 0% ปกครองส่วนท้องถินนันๆ ๓) การปรับหรือขยายโครงสร้างองค์กรต้องคํานึง ถึงต้นทุนของการบริหารและความคุ้มค่า ตลอดจนเอกภาพของการ - เจ บริหารงานในองค์กรนัน ๆ ด้วย ๕) องค์กรปกครองส่วนท้องถินย่อมมีอิสระใน การบริหารงานบุคคลภายใต้กรอบแห่งกฎหมาย ๕) ส่งเสริมให้มีการรวมองค์กรปกครองส่วนท้อง = เ# . | 9 - = ซ่ๆ ๑๑ ถินให้มีขนาดทีเหมาะสมเพื่อให้การดําเนินงานตามภารกิจทีได้รับเป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด ๕๒๐ ๒.๕.๓ การพัฒนาองค์กรในระดับจังหวัดเพื่อรอง รับการถ่ายโอน หลักการทั่วไป ๑) การดําเนินภารกิจขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นบางด้านต้องการความชํานาญในวิชาชีพเฉพาะ และความเป็น เอกภาพในการจัดบริการสาธารณะ เช่น การจัดการศึกษา การสาธารณสุข การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม . เป็นต้น จําเป็นต้องจัด ให้มีคณะกรรมการเฉพาะด้านระดับจังหวัด โดยให้มีอํานาจ หน้าที่ และ ความรับผิดชอบในการกําหนดนโยบายและมาตรฐานการจัดบริการ สาธารณะเรื่องนั้นๆ ในเขตจังหวัด การจัดสรรทรัพยากร การกํากับดูแล และตรวจสอบการดําเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้ง ประสานความร่วมมือระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง กรณีที่มีความจําเป็นเพื่อประโยชน์ในการจัด บริการสาธารณะ คณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นอาจกําหนดให้มีคณะกรรมการเฉพาะด้านระดับเขตพื้นที่ใน เขตจังหวัดแทนคณะกรรมการเฉพาะด้านระดับจังหวัดได้ โดยต้องคํานึง ถึงความเป็นเอกภาพในการจัดบริการสาธารณะ ๒) คณะกรรมการเฉพาะด้าน ตาม ๑) ควร ประกอบด้วย ผู้แทนหน่วยงานของรัฐ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนฝ่ายวิชาชีพ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนประชาชน และ/หรือภาคประชาสังคม ๓) ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดทําหน้าที่ฝ่าย เลขานุการของคณะกรรมการเฉพาะด้าน ตาม ๑) ๕๐ คณะกรรมการเฉพาะด้านระดับพื้นที่ ตาม ๑) วรรคสอง อาจมีมติให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในเขตพื้นที่นั้น ทําหน้าที่ฝ่ายเลขานุการแทนองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ กรณีที่มีความจําเป็นเพื่อประโยชน์ในการจัด บริการสาธารณะ คณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นอาจมีมติให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใด หรือหน่วยงาน ของรัฐใดทําหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการเฉพาะด้านระดับจังหวัด หรือคณะกรรมการเฉพาะด้านระดับพื้นที่แทนองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นตามวรรคหนึ่งและวรรคสองแล้วแค่ กรณีได้ ง ๕) กรณีที่มีกฎหมายซึ่งตราขึ้นตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กําหนดให้มีคณะกรรมการซึ่งมี อํานาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบเช่นเดี ยวกับคณะกรรมการเฉพาะด้าน ตาม ๑) ให้คณะกรรมการดังกล่าวถ่ายโอนอํานาจ หน้าที่ และความรับ ผิดชอบให้แก่คณะกรรมการเฉพาะด้าน ตาม ๑) ภายในระยะเวลาไม่เกิน ๑๐ ปี นับแต่วันที่กฎหมายกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถินมีผลใช้บังคับ ๒.๕.๕ การปรับปรุงระบบการวางแผน ระบบงบ ประมาณ ระบบบัญชี ระบบการบริหารงานบุคคล ระบบ ติดตามตรวจสอบ และระบบข้อมูล หลักการทั่วไป ๑) พัฒนาระบบการจัดทําแผนพัฒนาจังหวัดให้มี ลักษณะเป็นการผนึกกําลังแบบองค์รวม และมีการบูรณาการแผนงาน ๕๕ และโครงการพัฒนาเพื่อลดความซ้้าซ้อนและให้เกิดการประหยัดโดยให้ ประชาชนและภาคประชาสังคมที่เป็นภาคีการพัฒนาต่างๆ มีส่วนร่วมใน กระบวนการตัดสินใจและตรวจสอบติดตามประเมินผล ๒) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดทํายุทธ- ศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่นของตนเองในระยะยาวเพื่อให้ทราบทิศทางและ ความต้องการค่าใช้จ่ายในอนาคต ๓) การจัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่น ให้ประชาชน และภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการกําหนดวิสัยทัศน์และยุทธ- ศาสตร์ การติดตามประเมินผล การพัฒนาท้องถิ่น เพื่อให้กระบวนการ วางแผนของท้องถิ่นสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ๕) เพื่อให้การวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา ระยะยาวถูกนําไปปฏิบัติได้จริง แผนพัฒนาระยะยาวดังกล่าว จําเป็นต้อง จัดทําแผนงบประมาณระยะ ๓ ปี ที่ยึดผลสําเร็จของงานเป็นเป้าหมาย ของการทํางาน และมีลักษณะการจัดทําที่มีความต่อเนื่องในลักษณะที่ เป็นแผนก้าวหน้าเพื่อสร้างความมั่นใจในการจัดสรรงบประมาณเพื่อการ พัฒนานั้นๆ ในทุกๆ ระยะ ๓ ปี ๕) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีการคํานวณ หาต้นทุนต่อหน่วยของการให้บริการสาธารณะที่รับผิดชอบ เพื่อใช้ใน การจัดทํางบประมาณที่เน้นผลผลิตและผลลัพธ์ในการปฏิบัติงาน 0) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องพัฒนาวิธี การจัดทํางบประมาณแบบเน้นผลงานที่เป็นการทําร่วมกันระหว่างฝ่าย บริหารและฝ่ายปฏิบัติการ เพื่อใช้ในการนําเสนอต่อสภาท้องถิ่นและ ระบบงบประมาณดังกล่าวต้องมีความโปร่งใส ชัดเจนและสามารถตรวจ สอบได้ง่าย ๕6 ๑) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องเร่งจัดทํา บัญชีทรัพย์สินและดําเนินการบริหารทรัพย์สินที่มีอยู่ให้คุ้มค่ามากที่สุด พัฒนาระบบบัญชีแบบพึงรับ-พึงจ่าย ที่สามารถแสดงการรับรู้ที่มาของ รายได้จากแหล่งต่างๆ รวมทั้งการรับรู้ของรายจ่าย และภาระหนี้สินที่ เกิดขึ้น ซึ่งระบบบัญชีแบบพึงรับ -พึงจ่ายจะทําให้เกิดความโปร่งใสและรู้ถึง สถานะทางการเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างแท้จริง ๕) พัฒนาระบบข้อมูลการเงินการคลังส่วนท้องถิ่น พัฒนาระบบข้อมูลสนเทศและระบบการรายงานให้ประชาชนทราบ ได้แก่ ข้อมูลฐานะรายได้รายจ่ายท้องถิ่น ตัวชี้วัดที่แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพ การจัดบริการสาธารณะต่าง ๆ ข้อมูลต้นทุน การวัดผลผลิตและผลลัพธ์ ของการทํางานที่มีต่อประชาชน ฯลฯ เพื่อให้เกิดการปรับปรุงประสิทธิภาพ การทํางานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนสามารถตรวจ สอบได้ 8) รัฐบาลต้องเร่งพัฒนาระบบการติดตามครวจ สอบของราชการบริหารส่วนกลางในการส่งเสริมการบริหารงบประมาณ และการใช้จ่ายเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีความโปร่งใส เข้าใจง่าย ๒.๕.๕ การกํากับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลักการทั่วไป ๑) การกํากับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ กระทําได้เมื่อมีกฎหมายกําหนดให้อํานาจและหน้าที่ให้กระทําได้ไว้โดย ชัดแจ้ง ๒๐ =2๓ กรณีที่มีกฎหมายกําหนดเกี่ยวกับการกํากับ ม ดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถินไว้อยู่แล้ว ให้มีการพิจารณาทบทวนและ กําหนดอํานาจและหน้าที่ในการกํากับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใหม่ ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กฎหมาย กําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น และการปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจที่ได้รับการถ่ายโอนตามแผนการ กระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี้ ๒) การกํากับดูแลต้องทําเท่าที่จําเป็นภายในกรอบ ของกฎหมายโดยเคร่งครัด หรือกํากับดูแลได้เฉพาะความชอบด้วย กฎหมายของการกระทําขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๓) การกํากับดูแลต้องเป็นไปเพื่อคุ้มครองสิทธิ ประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น หรือประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวม ๕) การกํากับดูแลจะกระทบถึงสาระสําคัญแห่ง หลักการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น หรือ นอกเหนือจากที่กฎหมายกําหนดไว้ไม่ได้ ๒.๕.๒ การเพิ่มชีดความสามารถของบุคลากร และผู้บริหารท้องถิ่น การเพิ่มขีดความสามารถของประชาชน และภาคประชาสังคมในการตรวจสอบ หลักการทั่วไป ๑) หน่วยงานของรัฐที่ถ่ายโอนภารกิจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น จะต้องจัดการฝึกอบรมบุคลากรขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นให้สามารถปฏิบัติงานได้ ทั้งนี้ ควรดําเนินการให้เสร็จสิ้น ก่อนการถ่ายโอน เมื่อถ่ายโอนไปแล้วจะต้องมีการนิเทศให้คําปรึกษาแนะนํา และฝึกอบรมเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถเป็นระยะๆ ๒๑ ๒) บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะ ต้องได้รับการสนับสนุนส่งเสริมในการศึกษาฝึกอบรมเพื่อประโยชน์ใน การปฏิบัติหน้าที่และความก้าวหน้าในการทํางาน ๓) การจัดการศึกษา อบรม ผู้บริหารและบุคลากร ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถดําเนินการโดยรัฐ หรือองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น หรือเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐกับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษาของรัฐ จะต้องให้ความช่วยเหลือองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นในการฝึกอบรมบุคลากรสําหรับปฏิบัติงานในลักษณะ ที่เป็นวิชาชีพเฉพาะ หรือต้องใช้เทคโนโลยีที่จะต้องมีการฝึกฝนเป็นพิเศษ ๕) รัฐจะต้องสนับสนุนให้มีสถาบันเพื่อการพัฒนา บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้ความสําคัญกับการ ปลูกฝังและส่งเสริมความรู้ความเข้าใจแก่บุคลากรขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ประชาชนและภาคประชาสังคมในท้องถิ่น ในเรื่องปรัชญา อุดมการณ์ แนวคิดและหลักการบริหารของการปกครองส่วนท้องถิ่น ภายใน ๕ ปี โดยในระยะแรกอาจใช้งบประมาณของรัฐแล้วให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารมากขึ้น จนสามารถ ตําเนินการเองได้ในที่สุด ๕) ในการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ต้องมีการกําหนดมาตรการ หรือหลักเกณฑ์เพื่อกระตุ้น ให้เกิดความกระตือรือรันในการพัฒนาดนเอง รวมทั้งการแต่งตั้งให้ดํารง ตําแหน่งสูงขึ้น ตลอดจนต้องให้ความสําคัญกับความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในการทํางาน ๒) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องจัดให้มี งบประมาณ เพื่อสนับสนุนการศึกษา อบรม เพื่อพัฒนาผู้บริหารและ บุคลากรของตนอย่างเพียงพอ ๒๒๒๓ ๑) ให้มีการกําหนดหลักเกณฑ์ทั่วไปเกี่ยวกับการ จัดการฝึกอบรม ในวิชาการด้านต่างๆ ที่จําเป็นต้องใช้ในการบริหาร หรือ การปฏิบัติงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และให้ผู้เข้ารับการอบรม สามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดโดยหน่วยงานของรัฐ สถาบันการศึกษาทั้งของรัฐหรือเอกชน หรือองค์กร/หน่วยงานของ เอกชนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานแล้ว ๕) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถพิจารณา สิทธิประโยชน์อื่น เพิ่มเติมให้แก่บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและ เอื้อประโยชน์แก่การบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เป็นพิเศษ 8) ผู้บริหารท้องถิ่นจําเป็นต้องได้รับการฝึกอบรม ชี้แจง แนะนํา เกี่ยวกับการบริหารงานและการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ก่อน เข้ารับดําแหน่ง ๑๐) องค์กรที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดตั้ง ขึ้นเอง เช่น สันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย สมาคมองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย ฯลฯ ควรทําหน้าที่ประสานความร่วมมือ และสนับสนุนการพัฒนาการบริหารท้องถิ่น ๒.๒ การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบให้สอดคล้อง กับการถ่ายโอนภารกิจ หลักการทั่วไป ๑) กฎหมายกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะ ในเรื่องการถ่ายโอนภารกิจการให้บริการสาธารณะที่รัฐดําเนินการอยู่ให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมตลอดถึงการจัดสรรภาษี อากร เงิน ๒๓ อุดหนุนและรายได้อื่นให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้น หากมี กฎหมายใดขัดหรือแย้งกับกฎหมายนี้ และมีความจําเป็นต้องแก้ไข รัฐจะ ต้องดําเนินการให้มีการแก้ไขอย่างรวดเร็ว ๒) ในกรณีที่แผนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นและแผนปฏิบัติการที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ รายงาน ต่อรัฐสภาและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วมีเนื้อหาที่กระทบต่อ กฎหมายใด รัฐจะต้องดําเนินการให้มีการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวอย่าง รวดเร็วเช่นกัน ๓) การแก้ไขกฎหมายหรือจัดให้มีกฎหมายใหม่จะต้องเอื้อ ประโยชน์ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถรับผิดชอบภารกิจที่ได้ รับการถ่ายโอนอย่างเต็มที่และจะต้องคํานึงถึงการให้องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นมีความเป็นอิสระในการกําหนดนโยบาย การปกครอง การบริหาร การบริหารงานบุคคล การเงินและการคลัง ทั้งนี้ ตามที่รัฐธรรมนูญ บัญญัติไว้ ๕) การแก้ไขกฎหมายหรือจัดให้มีกฎหมายใหม่จะต้องมี สาระที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังต่อไปนี้ด้วย คือ ๕.๑) การปรับปรุงกฎหมายงบประมาณเพื่อรองรับ การจัดสรรเงินจากภาครัฐไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๕.๒) การจัดให้มีกฎหมายว่าด้วยระบบงบประมาณ ท้องถิ่นและระบบการตรวจสอบทางการเงินและการคลัง ทั้งภายในและ ภายนอก ๕.๓) การปรับปรุงระบบการกํากับดูแลของราชการ บริหารส่วนกลางและราชการบริหารส่วนภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพ และ เชื่อมโยงกับระบบศาลปกครองที่ได้รับการจัดตั้งขึ้น อ๕ ๕.๕) การปรับปรุงโครงสร้างราชการบริหารส่วนภูมิภาค ให้สอดคล้องกับทิศทางของแผนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นในปัจจุบัน ๕.๕) การจัดให้มีกฎหมายว่าด้วยความโปร่งไสของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการ ปกครองท้องถิ่น ๕.๒) การจัดให้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร งานบุคคลเพื่อรองรับการถ่ายโอนข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของ หน่วยงานของรัฐ ๒.ฒณ์ กลไกการกํากับดูแลการถ่ายโอนภารกิจและ . ๕ 7 ล %*, การดําเนินการให้เป็นไปตามแผนการกระจายอํานาจให้ ะ “ ว «๕« - ณ๕๒ แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถินและแผนปฏิบัติการ หลักการทัวไป . เพื่อให้การถ่ายโอนภารกิจและการดําเนินการเป็นไปตาม แผนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิน และแผน - . 9 จ7 - 2 ซ่ ปฏิบัติการ จึงกําหนดกลไกการกํากับดูแลและติดตามประเมินผล ดังนี่ ๑. ม ๆ ๑ู 9 จ” เ ๑) ให้มีกลไกทําหน้าที่ในการกํากับดูแลและรับผิดชอบ " จ7 ! ฆ ๑ ง เกี่ยวกับการถ่ายโอนภารกิจตามแผนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถินและแผนปฏิบัติการตามความจําเป็น ประกอบด้วย ผู้แทนส่วนราชการ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิน และผู้ทรงคุณวุฒิ เศ ร7 ว ส5 ทั้งนี่ โดยคํานึงถึงความรวดเร็ว คล่องตัวในการดําเนินงาน และมีอํานาจ 4 จองร เว อ ะ การตัดสินใจในระดับหนึ่ง รวมทั้งได้รับการสนับสนุนทรัพยากรการ บริหารงานอย่างเพียงพอเป็นสําคัญ ๒๕ 2 ๑7 =3 ร ม ส เง ๒) ให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ทีเกี่ยวข้อง เ ": จ7 บู =- และประชาชนโดยทัวไปเกี่ยวกับการถ่ายโอนภารกิจ ม จ ๐ | ๓) ให้มีกระบวนการตัดสินใจและการดําเนินการทีรวดเร็ว | ฆ = ง เพื่อแก้ไขปัญหาอันเกิดจากการถ่ายโอน ๕) ให้มีการศึกษา พัฒนา และปรับปรุงกระบวนการ วิธีการ : "ง จ เว : 4 รูปแบบ และแนวทางในการถ่ายโอนภารถิจอย่างสมําเสมอ ต่อเนือง และ ทันต่อเหตุการณ์ ๒.๕ การสร้างระบบประกันคุณภาพบริการสาธารณะ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลักการทั่วไป ๑) ในการถ่ายโอนการจัดบริการสาธารณะจากราชการ บริหารส่วนกลางไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจําเป็นต้องพัฒนา คุณภาพ มาตรฐานของการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นไปพร้อมกันด้วย ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวคิดของการกระจาย อํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหลักการการส่งเสริมการ บริหารจัดการที่ดี ๒) หน่วยราชการส่วนกลางยังคงต้องกําหนดมาตรฐาน ทั่วไปของการจัดบริการสาธารณะเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติหรือเป็นคู่มือ ปฏิบัติงานให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกํากับดูแลให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ รวมทั้งมาตรฐาน ต่างๆ ที่รัฐเห็นว่าจําเป็นต้องควบคุมดูแลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปฏิบัติตาม ๒๒ ๓) สร้างแรงจูงใจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพัดเนา คุณภาพการจัดบริการสาธารณะ โดยมีการแข่งขันกันระหว่างท้องถิ่น โดยรัฐหรือองค์กรกลางเข้ามาทําการประเมินร่วมกับประชาชนและภาค ประชาสังคม 60 ปี นรนิติ เศรษฐบุตร = จ่ การกระจายภารกิจหน้าที ไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถินยุคใหม่ ผศ.วุฒิสาร ต้นไชย* รัฐธรรมนูญแท่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 78 กําหนด ว่า “รัฐจะต้องกระจายอํานาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเอง และระบบสาธารณูปโภค และ สาธารณูปโภค ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่า เทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่โดยคํานึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น” นอกจากนี้ ในการด้านการปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ยังได้ระบุไว้ในหมวด 9 รวมทั้งหมด 9 มาตรา อันเริ่มตั้งแต่มาตราที่ 282 ถึงมาตรา 290 ซึ่งโดยรวมแล้วพบว่ามาตราทั้งหมดกล่าวถึงการที่รัฐจะต้องให้ความ เป็นอิสระแก่ท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเอง ตามความต้องการของ ประชาชนในท้องถิ่น โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีอิสระในการกําหนด นโยบายการปกครอง การบริหาร การบริหารงานบุคคล การเงิน การคลัง และมี อํานาจหน้าที่ของตนเอง โดยเฉพาะโดยรัฐบาลเป็นเพียงผู้ทําหน้าที่ในการกํากับ ดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่าที่จําป็นภายในกรอบของกฎหมายเท่านั้น เพื่ออนุวัตตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 284 จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้ แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ขึ้น ซึ่งมีเนื้อหาสาระในการกําหนด อํานาจและหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง โดยพยายามถ่ายโอนภารกิจ หน้าที่หลายประการที่รัฐดําเนินการอยู่ในปัจจุบัน ขณะเดียวกันองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นก็สามารถรับผิดชอบในการดําเนินการได้ รวมทั้งกําหนดให้มีการจัดสรรราย ได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เหมาะสมกับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย * ผู้ช่วยศาสตราจารย์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 158 (0 ปี นรนิติ เศรษฐบุตร ตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทย ได้แบ่งโครงสร้าง การบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การบริหารราชการส่วนกลาง การบริหารราชการส่วนภูมิภาค และการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น โดยการบริหาร ราชการส่วนกลางเป็นการรวมอํานาจ (๐๑๓ณ่ม17ลย์0ก 0[ 0พ๑๕) การบริหารราชการ ส่วนภูมิภาคเป็นการแบ่งอํานาจ (โ๊๑๕๓๓๕๓๒๒ย0ก 0๐[ ]0พ๕) และการบริหาร ราชการส่วนท้องถิ่นเป็นการกระจายอํานาจ (โวิ๑๐ล[7ลยอก 0[ โอพ๕) การพัฒนา ประเทศที่ผ่านมามีลักษณะการบริหารแบบรวมศูนย์อํานาจไว้ที่ส่วนกลาง เพื่อความ มั่นคงและความสะดวกในการบริหารงาน และด้วยเงื่อนไขและข้อจํากัดอันเนื่อง มาจากระบบโครงสร้าง ระบบงบประมาณ บุคลากร และศักยภาพในการดําเนินงาน ของการบริหารงานแบบรวมศูนย์ทําให้การดําเนินการต่างๆ ของรัฐบาลไม่อาจตอบ สนองความต้องการที่หลากหลายของประชาชนในด้านการบริการ และการอํานวย ประโยชน์ได้ ดังนั้นจึงเกิดแนวความคิดในเรื่องการกระจายอํานาจการบริหารการ ปกครองให้ประชาชนในท้องถิ่น (ราชการบริหารส่วนภูมิภาค) เพื่อแบ่งเบาภาระ หน้าที่และความรับผิดชอบของรัฐบาล และเพื่อให้การดําเนินการให้บริการและ อํานวยการด้านต่างๆ สามารถดอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง ทั่วถึงและรวดเร็ว และประการสําคัญอีกประการหนึ่ง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนใน ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการปกครองตนเองตามระบอบประชาธิปไตย การแบ่งภารกิจจากประสบการณ์ต่างประเทศ ถ้าพิจารณาถึงการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศต่างๆ ซึ่งมีการ ปกครองในรูป “รัฐเดี่ยว” เช่น ประเทศญี่ปุ่น ฝรั่งเศส สวีเดน และอิตาลี โดย ประเทศต่างๆ เหล่านี้แม้ว่าจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดระเบียบบริหารราชการ แผ่นดินที่แตกต่างกันออกไป เช่น ประเทศญี่ปุ่นแบ่งระดับระเบียบการบริหาร ราชการแผ่นดินเป็น 3 ระดับ ได้แก่ รัฐบาลกลาง (0๐๓๑| (0ขออ๓0 จังหวัด (โห๕(๐๕น๑) และ เทศบาล ([.0๕| (20ข6๕ธนก๐00) ประเทศสวีเดน มีการจัดระเบียบ บริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ราชการส่วนกลาง (๐๓นรล| |69@) การบริหารเขต (00นก๐๒) และ เทศบาล (ใหนญ่๓ชล[0๐) ประเทศอิตาลี มีการ บริหารราชการของประเทศ นอกเขตเมืองหลวงจะมีการจัดการบริหารราชการออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ภาค (โอ0) จังหวัด (๐ห๓๓๑) และเทศบาล (๐๓นท@) และ ประเทศฝรั่งเศสก็เช่นกันทิมีการแบ่งระดับการบริหารราชการส่วนท้องถิน เป็น 3 ระดับ @0 ปี นรนิติ เศรษฐบุตร 159 อันประกอบด้วย ภาค (โ๐อ0 เทศบาล (0๑นก๑) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (ลลกไฮฑ6๕ทป เมื่อพิจารณาถึงบทบาทและอํานาจหน้าที่บริหารราชการส่วนต่างๆ แล้ว จะพบว่าการแบ่งบทบาทอํานาจหน้าที่ในการให้บริการสาธารณะและอํานวยการของ แต่ละประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ประเทศสวีเดน และประเทศฝรั่งเศสนั้นมี ความชัดเจน โดยระบุว่าการบริหารราชการแต่ละระดับมีบทบาทอํานาจในการ ดําเนินการประเภทใด และอย่างไร เช่น การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นของประเทศ ญี่ปุ่นในเชิงของอํานาจหน้าที่มีภารกิจและอํานาจในการให้บริการสาธารณะที่กว้างขวาง โดยรวมไปถึงการดําเนินการ รับผิดชอบด้านโรงพยาบาล การประกันสังคม การศึกษา และการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ เช่น การประปา การไฟฟ้า และนอกจากนี้ภายใต้ การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ระดับ อันได้แก่ จังหวัด (โครงสร้างชั้นบน) และเทศบาล (โครงสร้างชั้นล่าง) โดยที่โครงสร้างชั้นบน อัน ได้แก่จังหวัดจะรับผิดชอบงานและภารกิจที่มีขอบเขตครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ ต้องการความเป็นแบบแผนเดียวกัน และจําเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่ยุ่งยากซับซ้อน ในขณะที่โครงสร้างชั้นล่าง อันได้แก่ เทศบาล จะทําหน้าที่เป็นผู้ให้บริการโดยตรง ในบริการสาธารณะต่างๆ เช่น โรงเรียนประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น การ จัดทําทะเบียนราษฎร การดับเพลิง การกําจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล และระบบ การประปา เป็นต้น ขณะเดียวกันถ้าพิจารณาถึงอํานาจหน้าที่ของของราชการระดับต่างๆ ของ ประเทศสวีเดนแล้วพบว่า องค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่นค่อนข้างมีความเป็นอิสระ มีขอบเขตอํานาจหน้าที่อย่างกว้างขวาง ในขณะเดียวกันราชการส่วนกลางต่างๆ ก็ เป็นองค์กรที่มีขนาดเล็ก เพราะหลักการปกครองของประเทศได้กําหนดเอาไว้ ให้การบริหารราชการส่วนกลางมีขอบเขตอํานาจหน้าที่เพียงการกําหนตนโยบาย และการจัตสรรทรัพยากรเท่านั้น อย่างไรก็ดี หากพยายามที่จะศึกษาถึงบทบาทและ อํานาจหน้าที่ของราชการระดับด่างๆ โดยแยกเป็นรายกิจกรรมแล้ว จะเห็นว่าใน หลายกิจกรรมมีหน่วยงานราชการในหลายระดับเข้าไปมีบทบาทเกี่ยวข้อง และโดย หลักแล้วราชการในส่วนกลางจะต้องรับผิดชอบในงานที่เกี่ยวข้องกับนโยบายต่าง ประเทศ การป้องกันประเทศ ตํารวจ การบริหารงานยุติธรรม การศึกษาวิจัยขั้นสูง ถนนหลัก การรถไฟ เป็นต้น ส่วนราชการส่วนท้องถิ่นก็จะรับผิดชอบในงานที่ สําคัญในระดับรองๆ ลงมา โดยที่ภารกิจต่างๆ ที่ท้องถิ่นดําเนินการนั้นสามารถแบ่ง ได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) ภารกิจที่ถือเป็นอํานาจหน้าที่ปกติของราชการท้องถิ่น แบบ ร ถป ป นรนต เศรษฐกบุตร ตามที่บัญญัติในกฎหมายการปกครองท้องถิ่น 2) ภารกิจพิเศษที่ท้องถิ่นดําเนินการ ตามกฎหมายพิเศษ ส่วนประเทศฝรั่งเศสซึ่งมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3 รูปแบบ ได้แก่ เทศบาล จังหวัด และภาค และรัฐบาลกลางได้มีการกําหนดอํานาจและหน้าที่ของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภท รวมทั้งอํานาจหน้าที่ของรัฐบาลกลางไว้ อย่างซัดเจน อาทิ การฝึกอบรมวิชาชีพ ได้มีการแบ่งภารกิจระหว่างภาคกับรัฐบาล กลาง โดยภาคเป็นผู้มีอํานาจทั่วไป ภาคสามารถจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพ หรือ จัดโปรแกรมการฝึกอบรมของภาคประจําปี และจัดตั้งกองทุนเพื่อการฝึกอบรม วิชาชีพได้โดยมิติของสภาภาค ส่วนรัฐบาลกลางมีอํานาจหน้าที่ในเรื่องการเงิน การ ศึกษา และการฝึกอบรมทักษะ กิจการการฝึกอบรมวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกันตั้งแต่ 2 ภาคขึ้นไป หรือการฝึกอบรมบุคคลพิเศษ เช่น คนพิการ คนไม่มีสัญชาติ คนอพยพ เข้าเมือง รวมถึงการเป็นผู้ประสานงานในภาพรวม และภารกิจเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เป็นอํานาจหน้าที่ที่ซับซ้อนมากที่สุด เพราะทั้งเทศบาล จังหวัด ภาค และรัฐบาล กลาง ต่างก็มีอํานาจและหน้าที่ในเรื่องนี้ คือ รัฐบาลกลางมีหน้าที่ในการให้เงิน อุดหนุนการก่อสร้างซึ่งมีจํานวนเงินในแต่ละปีสูงมาก ส่วนนโยบายการก่อสร้างที่อยู่ อาศัยมักจะเป็นเรื่องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งอาจจะเป็นเทศบาล จังหวัด หรือภาคก็ได้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเหล่านั้น อาจจะสมทบเงินเพิ่มเติมเข้าไป นอกเหนือจากที่รัฐบาลกลางให้ความช่วยเหลือ เป็นต้น ภารกิจหน้าที่ขององค์กรปกครองระดับต่างๆ ในประเทศอิตาลี มีความ ยุ่งยากและสับสน เนื่องจากการหน้าที่ต่างๆ ล้วนดําเนินการโดยองค์กรต่างระดับ กันในห้วงเวลาเดียวกัน และพื้นที่เดียวกัน โดยมีการแข่งขันกัน ทํางานซ้้าซ้อนกัน และมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันผ่านเครือข่ายของโครงสร้างทางนโยบาย และการปฏิบัติงาน ที่แบ่งออกเป็นหลายชั้น และหลายประเภท อาทิ ภารกิจด้านการวางผังเมือง การ พัฒนา และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม จะแบ่งกันให้บริการทั้งในระดับเทศบาล จังหวัดและภาค กล่าวคือ เทศบาลจะรับผิดชอบ ดูแลการวางผังเมือง การควบคุม การก่อสร้าง และดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมลพิษต่างๆ ดูแล บริการสาธารณะขั้นพื้นฐานที่จําเป็นต่อการพัฒนาเมือง การก่อสร้างชุมชน และ การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ดินทั้งในส่วนของพื้นที่สาธารณะและพื้นที่เอกชน จังหวัดเป็น ผู้ดําเนินการและประสานแผนต่างๆ -โดยจะเป็นผู้ใช้ความชํานาญ และปรับใช้ กฎหมายในการกํากับทิศทางของการพัฒนาเมือง การเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ดิน ๑ - เค เฉ ม ณั , ม ส การพฒนาเมอง การพฒนาอุตสาหกรรม และการพัฒนาโครงสร้างพึนฐานต่างๆ หนาท 0 ปี นรนิติ เศรษฐกบุตร 161 ที่เฉพาะซึ่งเป็นของจังหวัด ได้แก่ การดูแลและการบ่ารุงรักษาดิน ทรัพยากรน้า การควบคุมมลพิษทางเสียง การดูแลสัตว์และพืชจําเพาะที่หาได้ยาก และภาคจะ เป็นผู้กํากับการวางผังเมืองเป็นการทั่วไป ทําหน้าที่ควบคุมและกระตุ้นให้มีการ ปฏิบัติตามแผนงานต่างๆ ทีได้วางไว้ และภารกิจด้านการเคหะ หรือที่อยู่อาศัย เป็นหน้าที่ของเทศบาลเป็นส่วนใหญ่ หมายรวมถึงระดับตั้งแต่การควบคุมดูแลการ ก่อสร้าง การบํารุงรักษา และการก่อสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อการสาธารณะประโยชน์ แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าการกําหนดบทบาทและอํานาจหน้าที่ของราชการบริหารแผ่นดิน แต่ละระดับไม่ชัดเจนและมีความซ้าข้อนกัน แต่ในการดําเนินภารกิจบางประการ ก็ได้มีการกําหนดไว้ชัดเจนถึงขอบเขตและอํานาจหน้าที่ เช่น ภารกิจด้านการ สร้างทาง และถนนในเขตเทศบาล จะรับผิดชอบโดยเทศบาล ส่วนจังหวัดจะดูแล และรับผิดชอบถนนที่เชื่อมต่อระหว่างเทศบาล ทั้งนี้ภาคจะดูแลเครือข่ายและ โครงสร้างถนน และนอกจากนี้ภารกิจด้านการขนส่ง มีการแบ่งภารกิจหน้าที่กันใน 3 ระดับ กล่าวคือ การขนส่งในเขตเมือง รถโรงเรียน การจัดการจราจร การดูแล กิจการรถแท็กซี่ จะเป็นหน้าที่ของเทศบาล จังหวัดจะดูแลการขนส่งมวลชนที่มี ขนาดใหญ่ ในขณะที่ภาคจะทําหน้าที่ดูแลสถานที่ การกําหนดทิศทาง และกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง เป็นต้น หลักสากลในการจัดบริการสาธารณะ ดังกล่าวไปแล้วข้างต้นถึงโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินของ ประเทศต่างๆ ทั้ง 4 ประเทศ ซึ่งมีการปกครองในรูปแบบรัฐเดี่ยว และการศึกษา ถึงบทบาทอํานาจหน้าที่ต่างๆ ของราชการบริหารแต่ละระดับแล้ว และการศึกษาถึง หลักเกณฑ์การแบ่งการบริการสาธารณะระหว่างรัฐกับท้องถิ่น พบว่าแนวคิดพื้น ฐานทั่วไปซึ่งเป็นสากลในการแบ่งแยกการจัดกิจการสาธารณะระหว่างรัฐบาลกลาง และท้องถิ่น ได้แก่ 1) หลักผลประโยชน์มหาชน (0แฉ5116 โท(๑๐๐0) ซึ่งสามารถแบ่งได้ เป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ ณ ๆด |! «ส ง เ ฆ (1) ประโยชน์มหาชนของรัฐ ได้แก่ ประโยชน์ทีเป็นส่วนได้ส่วนเสีย - นู เณ , จ 1 โดยตรงของพลเมืองกลุ่มใหญ่ทีสุดของรัฐ เป็นความต้องการส่วนรวมของประชาชน 162 -- - 60 ปี นรบิติ เศรษฐบุตร ทั่วทั้งประเทศ ที่มีลักษณะเหมือนๆ กันและมีความสําคัญต่อความเป็นเอกภาพของ รัฐ ดังนั้น จึงต้องอาศัยองค์กรกลางเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ หรือหากรัฐมอบให้ท้องถิ่น ดําเนินการ รัฐก็จะต้องเป็นผู้ควบคุมนโยบายให้ท้องถิ่นดําเนินการตามนโยบายเพื่อ ผลประโยชน์ของรัฐหรือความเป็นเอกภาพของรัฐ เช่น การป้องกันประเทศ การ รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และความสัมพันธ์กับต่างประเทศ เป็นต้น (9 ประโยชน์มหาชนของหท้องถิน ได้แก่ ประโยชน์ซึ่งเป็นส่วนได้ ส่วนเสียโดยตรงของพลเมืองที่อาศัยอยู่ในท้องถินหนึ่งโดยเฉพาะ 2) ประสิทธิภาพในการจัดการ เป็นการพิจารณาในเรื่องของคุณภาพ ของบริการสาธารณะที่จัดทําขึ้น กล่าวคือ การจัดทําบริการสาธารณะอย่างหนึ่งควร จะต้องก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนได้มากที่สุด ทั้งนี้เนื่องจากภารกิจในการจัด บริการสาธารณะบางอย่างจําเป็นต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูง เป็นกิจการขนาดใหญ่ หรือเป็นกิจการที่จําเป็นต้องมีการประสานงานระหว่างองค์กรต่างๆ หลายหน่วยงาน แต่ภารกิจในการจัดทําบริการสาธารณะบางอย่างเป็นกิจการที่ไม่สลับซับซ้อน หรือ มีเทคนิคมากนัก จึงต้องมืองค์กรที่มีความเหมาะสมทั้งทางด้านการเงิน บุคลากร และความสามารถด้านอื่นๆ ที่จะจัดทําบริการสาธารณะให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด 3) หลักความรับผิดชอบในการจัดบริการ (“๑๐๑๐น๓เล95ป์ธุๆ/) กิจกรรม ฆ ม ุ๋ ๑ ม 6 ที่ตอบสนองความต้องการของหน่วยชุมชนระดับใด ควรมอบให้หน่วยการปกครอง เว ม ๑ - ๐2๕ ๕ ๆ๑ะ ๑ =. เฉ ระดับนั้นเป็นเจ้าของและเป็นผู้ดําเนินการ ทังนีเพื่อให้การดําเนินกิจกรรมนันๆ สนอง 4 -. น 4 ตอบความต้องการของประชาชนในชุมชนได้ดีทิสุด อยู่ภายใต้การควบคุมตรวจสอบ เฉ , - =ฆมะ 9 เ ของชุมชนนั้นๆ แต่หากเป็นกิจกรรมทิต้องสนองตอบความต้องการของหน่วยชุมชน =ณ ๕ ๓ - ฆ ม ม เว ที่สูงขึ้นไปหรือเป็นกิจกรรมทีมุ่งสนองตกบปัญหาความต้องการของผู้คนทั้งประเทศ - =- ๕ ม ม «7 «๓ ฆส ๕ หรือปัญหาของชาติโดยรวม ก็ควรมอบให้เป็นหน้าทีของรัฐบาลระดับทีสูงขืนไปตาม ความเหมาะสม 4) หลักความสามารถของท้องถิ่น ([.๐๐ล1 (ล๒ล5มิ17) เกิดจาก พื้นฐานแนวคิดว่าการดําเนินกิจกรรมสาธารณะทั้งมวลเป็นหน้าที่ของหน่วยการ ปกครองท้องถิ่นในระดับล่างสุดเสมอ หน่วยการปกครองท้องถิ่นในระดับสูงขึ้นไป จะเลือกดําเนินกิจกรรมสาธารณะใดๆ ก็ต่อเมื่อท้องถิ่นระดับล่างไม่มีศักยภาพที่จะ @0 ปี นรนิติ เศรษฐบุตร 163 ๑. = » ๓ ๑ =- ๒» - ๓ » ๑ ซ่ =- ดําเนินการได้ หรือหากดําเนินการได้ก็อาจเกิดปัญหากระทบกับท้องถินยินๆ ทรอ เป็นผลเสียหายต่อประเทศชาติโดยรวม 5) หลักการกําหนดระดับของหน่วยจัดบริการที่มีความรับผิดชอบสูงสุด (0๒นพ์ฑาล| 8๕๕๓๐หทเลไป์117) หน่วยจัดบริการที่มีความรับผิดชอบสูงสุดในที่นี้ หมายถึง หน่วยจัดบริการในระดับใดๆ ก็ตามที่มีคุณสมบัติ 2 ประการ ดังต่อไปนี้ ประกอบกันมากที่สุด (1) เป็นหน่วยจัดบริการระดับล่างสุด มีความใกล้ชิดกับผู้ใช้บริการ มากที่สุด ที่มีความสามารถในการวางแผน จัดการผลิต และหารายได้มาใช้จ่ายใน การจัดบริการได้อย่างสมบูรณ์ (2) เป็นหน่วยจัดบริการที่มีพื้นที่การให้บริการครอบคลุมประชากร หรือพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ และผลกระทบจากการให้บริการโดยสมบูรณ์ และ ประชาชนผู้มีส่วนได้รับผลประโยชน์และผลกระทบจากการจัดบริการสาธารณะ ทั้งหมดสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการวางแผนการผลิต และควบคุมตรวจสอบ ผลการดําเนินงานของหน่วยจัดบริการนั้นๆ ได้โดยตรงมากที่สุด 6) หลักการกําหนดขนาดของการจัดบริการที่มีประสิทธิภาพสูงสุด (0๒นหล| วีย์พี๕|อ๓67 ๐ 56๓6) ขนาดของการจัดบริการที่มีประสิทธิภาพ สูงสุดในที่นี้หมายถึง ขนาดของชุมชน (จํานวนประชากรในชุมชน) ในระดับใดๆ ก็ตาม ที่เอื้ออํานวยให้สามารถจัดบริการประเภทนั้นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด หรืออีกนัยหนึ่งเป็นจํานวนประชากรที่เอื้ออํานวยให้มีต้นทุนการจัดบริการที่ต่าที่สุด นั่นเอง โดยการกําหนดหน่วยจัดบริการโดยคํานึงถึงขนาดของการจัดบริการที่มี ประสิทธิภาพสูงสุดนี้มาจากหลักประสิทธิภาพ (โท6 โหกลัฏไ6๐ ให้2ทลฎูสต ไว้เกิตตเต) ในการจัดบริการสาธารณะที่ว่า การจัดบริการสาธารณะใดๆ ควรต้องประหยัด ถ้า สามารถใช้เงินจํานวนน้อยที่สุดเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้คนจํานวนมากได้ก็นับว่า - เป็นทางเลือกทิดีทิสุด 7 หลักการจําแนกหน่วยกําหนดนโยบายและหน่วยจัดบริการออก จากกัน (5๐๒ลธลน์อก ๐ร ]7๐1167 0๒อ๑เลน์อต ไปตไร) เป็นการนําหลัก เกณฑ์การกําหนดระดับของหน่วยจัดบริการที่มีความรับผิดชอบสูงสุด (00เบทล| 16๐นทเล[ไท) และหลักการกําหนดขนาดของการจัดบริการที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 164 60 ปี นรนิติ เศรษฐกบุตร (0พ์ฑล| ไ้[พิต่๓๓๓/ 6[ 5๕]๑ มาพิจารณาร่วมกันวิเคราะห์บริการสาธารณะแด่ละ ประเภทและจัดสรรบริการลงไปในชุมชนระดับต่างๆ ซึ่งอาจเกิดกรณีที่หน่วยจัด บริการที่น่าจะมีความสามารถและมีความรับผิดชอบต่อผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดสุด ไม่สามารถจัดบริการให้มีด้นทุนต่าที่สุด (หรือมีประสิทธิภาพที่สุด) ทั้งนี้เนื่องจาก หน่วยจัดบริการหรือหน่วยการปกครองที่ใกล้ชิดกับผู้ใช้บริการมากที่สุดและ สามารถหารายได้มาใช้จ่ายในการจัดบริการได้นั้น มักจะมีจํานวนประชากรน้อยเกินไป โดยจํานวนที่จะสามารถจัดบริการให้มีต้นทุนต่าที่สุดก็อาจเป็นประชากรของหลายๆ ตําบล หรือหลายๆ อําเภอ ประกอบกัน ซึ่งทางเลือกที่น่าจะเหมาะสมคือ การให้มี หน่วยกําหนดนโยบายและจัดบริการที่มีความรับผิดชอบสูงสุด และให้หน่วยจัด บริการที่มีต้นทุนตําที่สุด โดยหน่วยงานทั้ง 2 อาจเป็นหน่วยงานเดียวกัน หรือ คนละหน่วยงานก็ได้ 8) หลักการกําหนดหน้าที่จัดทําบริการสาธารณะตามขนาดของ กิจการบริการสาธารณะ สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ (1) บริการสาธารณะที่เป็นกิจการขนาดใหญ่ หมายถึงกิจการที่ ต้องใช้เทคโนโลยี เงินทุน และบุคลากรที่มีความสามารถระดับสูง ดังนั้นผู้จะมี อํานาจตัดสินใจจัดทํากิจการดังกล่าวจึงต้องเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ที่มีขีดความ สามารถพร้อมที่จะดําเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การศึกษาระดับสูง การ คมนาคมทางอากาศ การชลประทานหลวง การขุดเจาะน้้ามันเชื้อเพลิง และ ทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษาวิจัย การวิเคราะห์ประเมินผล เป็นต้น (2 บริการสาธารณะที่เป็นกิจการที่ไม่สลับซับซ้อนและเป็น กิจกรรมที่ไม่สลับซับซ้อน หรือมีเทคนิคมากนัก และมักเป็นกิจการที่เกี่ยวข้องกับ ชีวิตประจําวันของประชาชน ซึ่งหากได้พนักงานท้องถิ่นที่รู้ถึงสภาพท้องถิ่นนั้นๆ เป็นผู้จัดทํา จึงจะมีประสิทธิภาพมากกว่าให้รัฐซึ่งเป็นผู้วางนโยบายดําเนินการใน วงกว้างเป็นผู้จัดท่า -นอกจากนี้การจัดทําบริการประเภทนี้ยังเป็นการดําเนินการที่ใช้ งบประมาณไม่มากนัก เช่น การให้มีสุสาน และฒาปนสถาน การปรับปรุงแหล่ง ชุมซนแออัด การขนส่งสาธารณะในเขตท้องถิ่น การให้มีสถานสินเชื่อท้องถิ่น การ ดูแลชายหาดในเขตท้องถิ่น การจัตให้มีโดคมไฟตามถนนหนทาง เป็นต้น @0 ปี นรนิติ เศรษฐกบุตร 165 9) หลักการแบ่งตามประเภทขององค์การในการเป็นผู้ให้บริการ สาธารณะ (1 บริการสาธารณะที่อยู่ในอํานาจของรัฐ เป็นบริการที่มีความสําคัญ ต่อความเป็นเอกภาพของรัฐ ซึ่งต้องพิจารณาถึงลักษณะสําคัญ 2 ประการ ได้แก่ ๑ เป็นภารกิจที่ประชาชนทั้งประเทศมีส่วนได้ส่วนเสียเหมือน ๆกัน จึงต้องอาศัยองค์กรกลางเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ให้สอดคล้องกัน ทั่วประเทศ - ๑ เป็นภารกิจที่รัฐสามารถจัดทําได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ดังได้กล่าวไปแล้วจึงพอที่จะสรุปภารกิจขั้นพื้นฐานของรัฐ ได้เป็น 4 ประเภท ๒” ฆ่๒ต» ซ์ ก. หน้าทิด้านการป้องกันประเทศ ข. หน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน ค. หน้าที่ในการรักษาความมั่นคง หรือเสถียรภาพในทาง เศรษฐกิจ อ” ฆ่ 6 ฒฆ* ๒” ฒณ์ ณ. «๓ « ง ง. หน้าทิของรัฐในการเป็นตัวแทนในด้านความสัมพันธ์ระห์ว่าง ประเทศ (2) บริการสาธารณะทีอยู่ในอํานาจขององค์กรปกครองท้องถิน - ฆ่ ม «๕ » | ล/ เป็นกิจการทีเกียวกับท้องถินโดยเฉพาะ และเป็นไปเพื่อสนองความต้องการของ คนในท้องถิน โดยมีลักษณะ คือ ๑ เป็นกิจการทีเป็นไปเพื่อสนองความต้องการของคนในท้องถิน ะยะ ม ฆ ฉ. ฆม ' » - นัน ทิสามารถแยกออก หรือมีลักษณะทิแตกต่างจากท้องถิน ฆ่ ย ยินได้ - ที่ใ ม = 4 « ฆ- ๑ “จ” ๑ เป็นกิจการทิใกล้ชิดกับคนในท้องถินเกียวกับชีวิตประจําวัน ของคนในท้องถิน ฆ* เสล 1 ๕ «๑ 'เ2 ส ฆ่ ดังได้กล่าวไปแล้ว จึงพอจะจําแนกประเภทของบริการสาธารณะทีอยู่ใน อํานาจของท้องถิน ได้เป็น " - ก. เรืองทีเกียวกับสวัสดิการของคนในท้องถินโดยตรง ๓ข่ ฆ่ ฆ่ น” ๑7 ม ฒ ข. เป็นเรืองทิเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม และการอํานวย ความสะดวกในการดํารงชีวิตของคนในท้องถิน (9 การจัดทําบริการสาธารณะท้องถินในรูปองค์กรร่วม ในการจัดทํา สน »ะ ๕ ๐ ม = ๑ ๒ ฆ น ะ |! บรการสาธารณะทองถนนน ท้องถินอาจโอนอํานาจหน้าทิบางอย่างของตนให้แก่ 166 60 ปี นรนิติ เศรษฐบุตร องค์กรร่วมดําเนินการได้ เช่น การจัดให้มีสหการ หรือการจัดตั้งบริษัทจํากัดของ ท้องถิ่นต่างๆ เป็นต้น การโอนอํานาจหน้าที่บางอย่างเช่นนี้ ทําให้ท้องถิ่นที่เข้าร่วม ในองค์การร่วมนั้นสามารถตัดทอดภาระหน้าที่โอนไปให้แก่องค์กรร่วมรับผิดชอบได้ (9 บริการสาธารณะที่รัฐและท้องถิ่นร่วมกันดูแล เนื่องจากมีบริการ สาธารณะบางประเภทเป็นเรื่องที่กระทบต่อผลประโยชน์ส่วนรวมทั้งระดับชาติ และ ระดับท้องถิ่น โดยไม่อาจแยกประโยชน์ของมหาชนทั้งสองให้ออกจากกันได้อย่าง เด็ดขาด การจัดทําบริการสาธารณะที่รัฐและท้องถิ่นร่วมกันดูแลนี้อาจแบ่งแยกได้ เป็นลําดับชั้นของกิจการ โดยอาศัยหลักเกณฑ์เช่นเดียวกันกับการแบ่งแยกการจัด ทําบริการสาธารณะระหว่างรัฐกับท้องถิ่น โดยอาศัยหลักทั่วไปคือ หลักประโยชน์ มหาชน และหลักประสิทธิภาพ ซึ่งบริการเหล่านี้เป็นภารกิจลําดับรองที่ทั้งรัฐและ ท้องถิ่นต้องแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบดําเนินการ เชซ่น การจัดการศึกษา ความ ต้องการบริการทางด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นความต้องการของส่วนรวมของคน ทั้งประเทศ โดยกําหนดนโยบายและวางแผนการศึกษาไว้เป็นหลักเกณฑ์ทั่วไป ซึ่ง เป็นสิ่งที่จําเป็นสําหรับการศึกษาขั้นต่อไป และการวัดมาตรฐานการศึกษาซึ่งต้อง เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งระบบ ในขณะเดียวกันการศึกษาในขั้นประถมศึกษา ซึ่ง เป็นความต้องการของคนในท้องถิ่นแต่ละแห่งมีความแตกต่างกันไปด้วย เช่น การ สร้างโรงเรียน การจัดการศึกษาเสริมที่สอดคล้องกับสภาพของชุมชนในแต่ละท้องถิ่น จึงเป็นหน้าที่ของท้องถิ่นที่จะจัดทําในส่วนนี้ ส่วนการจัดการศึกษาระดับสูงจึงเป็น หน้าที่ของรัฐในการจัดทํา และสําหรับการจัดการศึกษานอกโรงเรียน เป็นการ จัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมทักษะและฝึกฝนฝีมือเพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพของ คนในท้องถิ่น ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์มหาชนท้องถิ่นจึงเป็นหน้าที่ของ ท้องถิ่นในการดําเนินกิจการ หรือหน้าที่ในการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่ง แวดล้อมซึ่งรัฐและท้องถิ่นในการดูแลร่วมกัน หลักสําคัญในการจัดบริการสาธารณะตามแผนการกระจายอํานาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จากหลักการสากลดังกล่าวข้างต้น พบว่าภายใต้แผนการกระจายอํานาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีสาระสําคัญเกี่ยวกับการถ่ายโอนภารกิจ หน้าที่ที่รัฐดําเนินการอยู่ในปัจจุบันให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหลัก สําคัญซึงคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิน ใช้ @0 ปี นรนิติ เศรษฐบุตร 167 เป็นหลักการสําคัญในการประกอบการพิจารณาเพื่อการถ่ายโอนภารกิจหน้าที ประกอบด้วย 4 หลักการสําคัญ ได้แก่ 1) หลักผลประโยชน์มหาชนของรัฐ (โ?น116 โทเ๐๐50 โดยหลักความรับผิดชอบของท้องถิ่นแต่ละระดับกับรัฐบาลกลางนี้จะ สะท้อนให้เห็นว่ามีภารกิจบางประเภทหรือบางอย่างที่รัฐยังคงต้องสงวนไว้สําหรับดูแล รับผิดชอบและปฏิบัติเอง ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แก่คนส่วนรวม และเพื่อเสถียรภาพ และความมั่นคงของประเทศ อาทิ (1) ภารกิจด้านการป้องกันประเทศ เช่น กิจการ ทหาร (2 ภาระหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน เช่น กิจการตํารวจ (9 ภารกิจด้านการรักษาความมั้นคง หรือเสถียรภาพในทางเศรษฐกิจ (4) ภารกิจ ด้านการเป็นตัวแทนในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น กิจการทางการทูต ภารกิจดังกล่าวข้างต้นถือเป็นภารกิจรวมของชาติ ซึ่งรัฐบาลส่วนกลาง ยังคงต้องดําเนินการต่อไป ส่วนภารกิจที่ถือว่าน่าจะเป็นความรับผิดชอบโดยตรง ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตําบลก็ควรจะเป็นภารกิจที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นนั้นโดยเฉพาะ และเป็นไปเพื่อสนองตอบความต้องการของคนในท้องถิ่น โดยมีลักษณะคือ เป็น กิจการที่เป็นไปเพื่อสนองความต้องการของคนในท้องถิ่นนั้น ที่สามารถแยกออก หรือมีลักษณะที่แตกต่างจากท้องถิ่นอื่นได้ เช่น การจัดการขยะมูลฝอย การจัดให้มี และบํารุงรักษาทางบก และทางน้้า และทางระบายน้า และการจัดการศึกษาขั้นต่า เป็นต้น 2) หลักความรับผิดชอบของท้องถิ่นในการจัดบริการ (โนอดล1 4๑๑๐หเลไไ11) หลักการทั่วไปที่จะทําให้สามารถแบ่งภารกิจระหว่างองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นแต่ละประเภทในสังคม จะมีความรับผิดชอบแตกต่างกันอย่างไร หลักการ ทั่วไปประการหนึ่งที่จะชี้ให้เห็นว่าภารกิจใดจะส่งมอบให้กับองค์กรปกครองส่วนท้อง ถิ่นรูปแบบใด จะต้องพิจารณาหลักสําคัญ ซึ่งได้แก่ ผลที่เกิดขึ้นหรือผู้ได้รับผล ประโยชน์จากบริการสาธารณะนั้นตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตพื้นที่ใด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าบริการสาธารณะใดส่งผลต่อคนในเขตพื้นที่ท้องถินนั้นโดยเฉพาะ ก็ควรจะมีการ ถ่ายโอนการให้บริการสาธารณะดังกล่าวให้โดยตรง เช่น โอนไปให้องค์การบริหาร ส่วนตําบล หรือเทศบาล แต่ภารกิจใดทีเป็นภารกิจที่ต้องมีผลกระทบต่อคนจํานวน 168 60 ปี นรนิติ เศรษฐกบุตร - 1 ณั ณม = ! = % ม จ « มากคคอ มากกวาเขตพนททองถน ก็ควรจะส่งมอบภารกิจนัน ๆ ให้กับองค์การ บริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เป็นต้น 3) ความสามารถของห้องถิ่น ([.๐๐๕1 ('ล0ล1ไป7) หลักความสามารถของท้องถิ่น เป็นหลักการที่กล่าวถึงเรื่องความพร้อม ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่า การจัดสรรกิจกรรม หรือภารกิจใดก็ตามไปให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภทนั้น ต้องคํานึงถึงความพร้อมของแต่ละ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดด้วย และแม้ว่าความพร้อมของท้องถิ่นไม่ได้เป็น เงื่อนไขของการมอบภารกิจนั้นๆ ไปให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หากแต่เป็น เงื่อนไขในการกําหนดเงื่อนเวลาและความพยายามที่จะเพิ่มขีดความสามารถให้กับ ท้องถิ่นในการจัดการ ฉะนั้น ถ้าบอกว่าท้องถิ่นยังไม่พร้อมในการจัดการ ก็มีความ จําเป็นที่ส่วนราชการจะต้องมีแผนพัฒนาความพร้อมให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อรองรับบริการสาธารณะ เพื่อให้สามารถจัดการบริการสาธารณะเหล่านั้นได้ ฉะนั้น ความพร้อมจะไม่ใช่มูลเหตุของการที่บอกว่ากิจการนั้นๆ จะไม่สามารถถ่ายโอนไป ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ นอกจากนั้นในเรื่องของหลักความสามารถแล้ว การจัดโครงสร้างเพื่อรองรับการบริหารงานใหม่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สภาพในอนาคตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นทิศทางในอนาคต โครงสร้างต่างๆ หรือการจัดองค์กรต่างๆ ของท้องถิ่นต้องเปลี่ยนแปลงไป เพราะภารกิจจํานวนหนึ่ง ได้ส่งมอบ เพื่อรองรับการกระจายอํานาจ และภารกิจใหม่ไปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม โครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะรองรับภารกิจอันใหม่นั้น จะต้องจัด โครงสร้างเท่าที่จําเป็น ซึ่งอาจจะไม่จําเป็นที่จะต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมี โครงสร้างขนาดใหญ่มากเกินไปที่จะไปทําให้การทํางานเกิดความซับซ้อน หรือกลาย เป็นปัญหาภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ฉะนั้นโครงสร้างที่จะเกิดขึ้นใหม่จะเป็น โครงสร้างเท่าที่จําเป็น ที่ถือว่าเป็นงานหลัก หรือเป็นงานพื้นฐานขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น แต่หากท้องถิ่นใดมีความต้องการที่จะจัดงานบางเรื่องที่อาจ เป็นงานเฉพาะ เช่น งานท่องเที่ยว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถที่จะดําเนิน การได้เอง ซึ่งอาจไม่อยู่ในโครงสร้างหลักที่ต้องเหมือนกันทั้งประเทศ ขึ้นอยู่กับ ความต้องการ หรือความจําเป็นในแต่ละพื้นที่เป็นหลัก ฉะนั้นในเรื่องหลักความ สามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็จึงเป็นเรื่องการการสร้างความพร้อม การเตรียมความพร้อม และการจัดโครงสร้างเพื่อการรองรับ (0 ปี นรนิติ เศรษฐกบุตร 169 2) หลักประสิทธิภาพในการจัดบริการ (ให้ลทลธอหทาอท1 8ผีต๕ท๐7) หลักประสิทธิภาพในการจัดบริการ (ให้วกลดู@ทอก โป้กิต่๓๓๓) เป็นหลักที่ ให้ความสําคัญกับการประหยัด ขนาดของการลงทุน หรือการคํานึงถึงต้นทุนในการ ให้บริการ การจัดบริการสาธารณะ เมื่อถ่ายโอนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อดําเนินการแทนรัฐบาล หรือหน่วยงานราชการแล้วนั้น ต้องคํานึงและพิจารณา ด้วยกว่าจะทําให้ต้นทุนแพงขึ้นมากน้อยขนาดไหน หากเป็นต้นทุนที่แพงขึ้นมากๆ แนวทางก็คือ จําเป็นต้องมีการร่วมกันมากขึ้นระหว่างท้องถิ่นอื่น ไม่ว่าจะเป็นท้อง ถิ่นรูปแบบเดียวกัน หรือรูปแบบอื่นๆ กิจกรรมบางอย่าง หรืองานบางอย่างที่มีการ ถ่ายโอน หรือจะมีการส่งมอบให้กับท้องถิ่นแล้ว ท้องถิ่นอาจมีความจําเป็นที่ต้องหา ยุทธศาสตร์ในการทํางานร่วมกันให้มากขึ้น เพื่อให้ขนาดของการลงทุนถูกลง นอกจากนั้นในเรื่องของหลักประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ของประชาชน โดยรวมยังคงต้องพิจารณาถึงการสร้างหลักประกันด้านคุณภาพในการจัดบริการ สาธารณะ กล่าวคือ เมื่อราชการส่วนกลาง หรือบริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ยุติการให้บริการสาธารณะบางอย่างลง และส่งมอบบริการสาธารณะให้กับท้องถิ่น เพื่อดําเนินการ สิ่งสําคัญที่เป็นหลักการทั่วไปคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้อง ดําเนินการจัดบริการสาธารณะนั้นให้มีคุณภาพไม่น้อยกว่าสิ่งที่ราชการส่วนกลางเคยทํา ฉะนั้น หลักประกันด้านคุณภาพการจัดบริการจึงเป็นเรื่องจําเป็นที่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นจะต้องยึดถือไว้ หลักเกณฑ์มาตรฐานซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานในส่วนของ ราชการ หรือเป็นมาตรฐานทางวิชาการก็ยังมีความสําคัญในการที่จะไปกําหนดว่า ท้องถิ่นจําเป็นต้องทําให้ถึงขั้นตําของมาตรฐานนั้นอย่างไร ภารกิจที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับการถ่ายโอนจากราชการส่วนกลาง และราชการส่วนภูมิภาค ภายใต้พระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 หมวด 2 ว่าด้วยการกําหนดอํานาจและ หน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะ มาตรา 16 และมาตรา 17 และมาตรา 18 ได้กําหนดหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบต่างๆ ทั้งองค์การ บริหารส่วนตําบล เทศบาล เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนจังหวัด และ กรุงเทพมหานคร ไว้ โดยกําหนดว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ มีอํานาจ 170 60 ปี นรนิติ เศรษฐบุตร หน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง และกําหนดไว้โดยละเอียด ทั้งนี้อํานาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูป แบบต่างๆ จะมีผลอย่างสมบูรณ์ต่อเมื่อแผนปฏิบัติการกําหนดขั้นตอนการกระจาย อํานาจตามแผนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีผลบังคับใช้ และประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดําเนินการปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะ เป็นการมีส่วนร่วมด้านการปกครอง การบริหาร การเงิน การตัดสินใจอย่างอิสระ และการกําหนตนโยบายของท้องถิ่นตนเองโตยปราศจากการแทรกแซงและอยู่ภาย ใต้การควบคุม กํากับ ดูแลของรัฐบาลเท่าที่จําเป็น พระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ได้จัดแบ่งกรอบการให้บริการสาธารณะออกเป็น 6 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านโครงสร้างพื้นฐาน 2) ด้านงานส่งเสริมคุณภาพชีวิต 3) ด้านการจัดระเบียบชุมชน สังคม และการรักษาความสงบเรียบร้อย 4) ด้านการวางแผน การส่งเสริมการลงทุน พาณิชยกรรมและการ ก่องเที่ยว 5) ด้านการบริหารจัดการ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม 0 ด้านศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่น พระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น กําหนดให้มีคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งคณะกรรมการชุดดังกล่าวพิจารณาและให้ความเห็นชอบ การถ่ายโอนภารกิจทั้ง 6 ด้าน รวมมีการถ่ายโอนทั้งสิ้น 244 เรื่อง มีส่วนราชการที่ ถ่ายโอนภารกิจ 50 กรม ใน 11 กระทรวง ดังนี้ 1) ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีเนื้อหาของงานเกี่ยวกับ ()) การคมนาคมและการขนส่ง (1.1) ทางบก อาทิ การก่อสร้างและบํารุงรักษาถนนและสะพาน การดูแล จัดตั้งสถานีขนส่ง และการจัดการจราจรในเขต ซั พนท 60 ปี นรนิติ เศรษฐบุตร 171 (12) ทางน้้า เช่น การบํารุงรักษาทางน้า การก่อสร้างและดูแล สถานีขนส่งทางน้้า (ท่าเทียบเรือ) (2 สาธารณูปโภค (2.0 แหล่งน้า/ระบบประปาชนบท อาทิ การดูแล รักษา พัฒนา ซ่อมบํารุงแหล่งน้า และระบบประปาชนบท (3) สาธารณูปการ (32.0 การจัดให้มีตลาด อาทิ การจัดให้มีและการควบคุมตลาด (3.2) การจัดตั้งและดูแลตลาดกลาง (33) การผังเมือง อาทิ การจัดทําผังเมืองรวมจังหวัด และการ วางและปรับปรุงผังเมืองรวม (3.2) การควบคุมอาคาร อาทิ การควบคุมอาคาร และการ เปรียบเทียบปรับคดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการ ควบคุมอาคาร จากงานทั้งหมดที่อยู่ภายใต้กรอบงานด้านโครงสร้างพื้นฐานข้างต้น พบว่า งานที่จะมีการถ่ายโอนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจํานวน 88 เรื่อง มีส่วน ราชการที่ต้องถ่ายโอนภารกิจจํานวน 16 กรม ใน 7 กระทรวง 2) ด้านงานส่งเสริมคุณภาพชีวิต (0 การส่งเสริมอาชีพ อาทิ การฝึกอบรม ส่งเสริม พัฒนากลุ่ม อาชีพต่างๆ | (2 งานสวัสดิการสังคม (2.0 การสังคมสงเคราะห์พัฒนาคุณภาพชีวิต เด็ก สตรี คนชรา ผู้ต้อยโอกาส อาทิ งานศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก การสงเคราะห์ เบี้ยยังขีพผู้สูงอายุ การสงเคราะห์เบี้ยยังชีพคนพิการ และ การสงเคราะห์เบี้ยยังชีพผู้ป่วยเอดส์ เป็นต้น (3) นันทนาการ (2.0) การส่งเสริมการกีฬา อาทิ การจัดหาอุปกรณ์กีฬา การ ก่อสร้าง บํารุงรักษาสนามกีฬา (3.2) การจัดให้มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ อาทิ การบริหารจัดการ ดูแล บํารุง รักษาสวนสาธารณะ 172 60 ปี นรนิติ เศรษฐบุตร (0 การศึกษา (6.0 การจัดการศึกษาในระบบ อาทิ การจัดการศึกษาก่อนวัย เรียน หรือปฐมวัย การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการ จัตการศึกษาสงเคราะห์ (62 การศึกษานอกระบบ อาทิ การบริการการศึกษานอก โรงเรียนระดับอําเกอและการจัดการศึกษาระดับเขต งาน ห้องสมุดประชาชน เป็นต้น (5) การสาธารณสุข (5.)) การสาธารณสุขและการรักษาพยาบาล อาทิ การส่งเสริม สุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิต และการส่งเสริม สุขภาพแม่และเด็ก การพัฒนาอนามัยบนพื้นที่สูง (5.2 การป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ อาทิ การควบคุมโรค ติดต่อ งานสนับสนุนเงินอุตหนุนในการสงเคราะห์ผู้ป่วย โรคเรื่อน ค่าสังคมสงเคราะห์และค่าณาปนกิจ (9 การปรับปรุงแหล่งซุมชนแออัดและที่อยู่อาศัย อาทิ การแค้ไข ปัญหาซุมซนแออัด การจัดการเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยสําหรับผู้มีรายได้น้อย งานที่จะมีการถ่ายโอนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจํานวน 102 เรื่อง มีส่วนราชการที่ต้องถ่ายโอนภารกิจจํานวน 27 กรม ใน 7 กระทรวง 3) ด้านการจัตระเบียบชุมชน สังคม และการรักษาความสงบเรียบร้อย (0 การส่งเสริมประชาธิปไตยความเสมอภาค สิทธิเสรีภาพของ ประชาชน อาทิ งานตรวจมาตรา ชั่ง ตวง วัต และการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ความรู้เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคแก่ผู้บริโภค (2 การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนไในการพัฒนาท้องถิ่นอาทิ การป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนในเขตองค์การบริหารส่วนตําบล (9 การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อาทิ การช่วยเหลือผู้ประสบ ภัยเบื้องต้น (4) กถารรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในชีวิตและ ทรัพย์สิน อาทิ การทะเบียนราษฎร และบัตรประจําตัวประชาชน และงานจัด ทะเบียนสัตว์พาหนะ 00 ปี นรบิติ เศรษฐกบุตร 173 ม 1 เ" ฆ น เณ” จ7 « ' สรุปแล้วจะพบว่างานทีจะมีการถ่ายโอนให้กับองค์กรปกครองส่วน > =% ๑ ล่ = - -: 1 = ๑ ท้องถิ่นจํานวน 18 เรื่อง มีส่วนราชการทีต้องถ่ายโอนภารกิจจํานวน 9 กรม ใน 6 กระทรวง 2 ด้านการวางแผน การส่งเสริมการลงทุน พาณิชยกรรม และ การท่องเที่ยว (1) การวางแผนพัฒนาท้องถิ่น อาทิ การจัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่น การประสานจัดทําแผนพัฒนาจังหวัด และการจัดระบบข้อมูลเพื่อการวางแผน ' (2 การพัฒนาเทคโนโลยี อาทิ การบริการ และถ่ายทอดเทคโนโลยี เกษตรซุมชน (2) การส่งเสริมการลงทุน อาทิ งานบริการข้อมูลนักลงทุน และงาน เผยแพร่และซักจูงการลงทุน (0 การพาณิชยกรรม อาทิ งานทะเบียนพาณิชย์ (6) การพัฒนาอุตสาหกรรม อาทิ การกํากับตูแลโรงงาน การ อนุญาตให้ตั้งโรงงาน (0 การท่องเที่ยว อาทิ การวางแผนการท่องเที่ยว การปรับปรุงดูแล บํารุงรักษาสถานที่ท่องเที่ยว และจัดทําสื่อประชาสัมพันธ์ พบว่างานที่จะมีการถ่ายโอนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจํานวน 88 เรื่อง มีส่วนราชการที่ต้องถ่ายโอนภารกิจจํานวน 16 กรม ใน 7 กระทรวง 5) คด้านการบริหารจัดการ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม (1) การคุ้มครองดูแล บํารุงรักษา ใช้ประโยชน์จากป่าไม้ ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาทิ งานพัฒนาป่าซุมชน การควบคุมไฟป่า เป็นต้น (2 การจัดการสิ่งแวดล้อมและมลพิษต่างๆ อาทิ การติดตาม ตรวจ สอบเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและมลพิษ งานสร้างจิตสํานึกด้านสิ่งแวดล้อม งานตรวจ สอบคุณภาพน้้า งานตรวจสอบคุณภาพอากาศและเสียง และการบําบัดน้าเสีย (9 การดูแลรักษาที่สาธารณะ อาทิ การดูแลรักษาและคุ้มครอง ป้องกันที่สาธารณประโยชน์ 174 (0 ปี นรนิติ เศรษฐกบุตร ซ่ นู ม จ ล , ม ๕= ๑ ซ่ งานทีจะมีการถ่ายโอนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถินจํานวน 18 เรอง มีส่วนราชการที่ต้องถ่ายโอนภารกิจจํานวน 9 กรม ใน 4 กระทรวง 6) ด้านศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิน (0 การจัดการดูแลโบราณสถาน โบราณวัตถุ อาทิ การบํารุงรักษา โบราณสถาน (2 การจัดการดูแลพิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุ » นู ฆ ง 2/ ๑ มฏ [' สรุปแล้วจะพบว่างานทิจะมีการถ่ายโอนให้กับองค์กรปกครองส่วน ๒» =% ๑ ฆ่ ง ฆะ ง =- = ท้องถิ่นจํานวน 2 เรื่อง มีส่วนราชการทิต้องถ่ายโอนภารกิจจํานวน 1 กรม ใน 1 กระทรวง บทบาทหน้าที่ของราชการส่วนกลางและราชการส่วนภูมิภาคในอนาคต เมื่อจะต้องมีการปรับเปลี่ยน ถ่ายโอนงานการบริการสาธารณะจาก ราชการส่วนภูมิภาคและราชการส่วนกลาง ให้กับท้องถิ่น ดังนั้นบทบาทราชการ บริหารส่วนภูมิภาคและราชการส่วนกลางในอนาคต พบว่างานซึ่งเป็นภารกิจของ ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคสามารถแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ ภารกิจในฐานะ ผู้ปฏิบัติ ซึ่งหมายถึงภูมิภาคยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนในการปฏิบัติงาน ดําเนินการบางอย่างในฐานะตัวแทนของราชการส่วนกลาง และภารกิจที่ภูมิภาคจะ ต้องดําเนินการเมื่อมีการถ่ายโอน หรือการมอบอํานาจให้กับท้องถิ่นในการดําเนิน การบริการสาธารณะ ในกรณีนี้ราชการส่วนกลางและราชการส่วนภูมิภาคควรจะมี 6 = บทบาท ดังต่อไปนี 1) การส่งเสริม สนับสนุนทางวิชาการ เป็นการดําเนินการส่งเสริม สนับสนุนทางวิชาการ โดยการหาความรู้ เทคนิค และวิธีการพัฒนา และดําเนินการใหม่ๆ และถ่ายทอดให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาทิ การถ่ายทอดองค์ความรู้ (%(ก0พ - 10พ) การวิจัยและพัฒนา (โ๒๐1 ๕ ิ๑เลอทด) ทั้งนี้เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมี ประสิทธิภาพ @0 ปี นรนิติ เศรษฐกุตร 175 2) งานอํานวยการ งานอํานวยการ เช่น ระบบทะเบียน ระบบการใช้ที่ดิน ระบบการ จดทะเบียนรถ การจดทะเบียนสัตว์ ทั้งนี้แม้ว่าจะมีการมอบอํานาจให้กับท้องถิ่น เป็นผู้ดําเนินการแล้ว แต่ระบบอํานวยการใหญ่ต้องมีศูนย์กลาง ต้องมีจุดร่วมที่จะ บริหารและเห็นภาพรวม และเป็นกลไกสําคัญของรัฐบาลในการมองเห็นภาพเหล่านี้ เพราะฉะนั้นลักษณะของการอํานวยการที่จะมีฐานข้อมูลเห็นภาพรวมของประเทศ นู ณ์่ » ๑ ๑ ' ในแต่ละเรือง แต่ละด้านก็ยังมีความจําเป็นอยู่ 3) งานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นการให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติในท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น และ ประชาชนในท้องถิ่น ทั้งนี้เนื่องจากการสร้างความรู้ ความเข้าใจแก่กลุ่มเป้าหมาย ต่างๆ จะทําให้เกิดการเคลื่อนตัวขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการให้ความรู้ แก่ประชาชนในท้องถิ่นก็เพื่อให้ภาคประชาสังคมมีความเข้มแข็ง ซึ่งจะทําให้เกิดการ คานอํานาจกันระหว่างท้องถิ่นกับผู้รับผลประโยชน์ในท้องถิ่น ซึ่งได้แก่ ประชาชน 4) งานกํากับ ตรวจสอบการใช้อํานาจของท้องถิ่น ในการกํากับ ดูแล ตรวจสอบเป็นการตรวจสอบในเชิงมาตรฐาน ซึ่งจะ ต้องมีมาตรฐานกลาง อันเป็นมาตรฐานพื้นฐานที่มีความจําเป็น เพื่อให้ท้องถิ่น ปฏิบัติให้ได้อย่างน้อยให้ถึงมาตรฐานขั้นตํา แต่ทั้งนี้ท้องถิ่นสามารถปฏิบัติงาน ดําเนิน การให้สูงกว่ามาตรฐานของรัฐได้ และการกํากับดูแล ตรวจสอบอีกลักษณะหนึ่ง เป็นการต่รวจสอบ กํากับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเรื่องการใช้อํานาจ ซึ่ง ราชการส่วนกลางและราชการส่วนภูมิภาคจะต้องทําหน้าที่ในการตรวจสอบ กํากับ ดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ดําเนินการได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม 5) การสร้างระบบสนับสนุน (8ล๕% น๒) ให้กับท้องถิ่น ระบบการสนับสนุนเป็นการสนับสนุนให้ท้องถิ่นสามารถดําเนินการได้ อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการสร้างระบบประกันให้กับผู้รับบริการหรือประชาชน ว่า ประชาชนจะได้รับบริการที่ดี 176 60 ปี นรนิติ เศรษฐบุตร เจ ส ส ๕๒ คึง 6) การส่งเสริมประสิทธิภาพท้องถิน การส่งเสริมประสิทธิภาพท้องถินเป็นบทบาทของราชการส่วนภูมิภาคใน ช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งจะต้องสร้างความเข้มข้นในการส่งเสริมขีดความสามารถของ ท้องถินให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รูปแบบการดําเนินการให้บริการสาธารณะในอนาคต ตาม พ.ร.บ.กําหนดแผนและขั้นตอนฯ ได้กําหนดอํานาจหน้าที่ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ในมาตรา 16 มาตรา 17 และมาตรา 18 นั้น จะเห็นได้ว่า เป็นอํานาจหน้าที่ในการจัตบริการสาธารณะที่มีขอบเขตกว้างขวางกว่าเติม และใน มาตรา 30 กําหนดให้มีการถ่ายโอนงานบริการสาธารณะที่เป็นการดําเนินการซ้้า ซ้อนระหว่างรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือภารกิจที่รัฐจัดให้บริการในเขต องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือภารกิจที่รัฐจัดให้บริการในเขตองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นและส่งผลกระทบกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น หรือภารกิจที่ เป็นการดําเนินการตามนโยบายรัฐบาล ภารกิจทั้งหมดนี้ต้องถ่ายโอนภายใน 4 ปี (พ.ศ. 2544 - 2547) และอาจให้แตกต่างกันได้แต่ไม่เกิน 10 ปี (พ.ศ. 2553) ดังกล่าวแล้วข้างต้นว่าจะมีภารกิจในหลายรูปแบบที่รัฐถ่ายโอนให้ท้องถิ่น ดําเนินการ ซึ่งรูปแบบการมอบหมายภารกิจหรือบริการสาธารณะในอนาคตที่จะ เกิดขิ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 และ พ.ศ. 2546 เป็นต้นไป มีรูปแบบอยู่ 3 รูปแบบ ได้แก่ 1) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะดําเนินการเอง เมื่อรัฐบาลหรือส่วนราชการยุติบทบาทการให้บริการสาธารณะ ซึ่งเป็น บริการสาธารณะขั้นพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตและการจัดโครงสร้างพื้นฐาน และถ่ายโอนหรือส่งมอบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดําเนินการเอง ซึ่งสามารถ ดําเนินการได้ใน 3 รูปแบบ ได้แก่ (1) ภารกิจที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับ มอบแล้ว ไม่ว่าองค์การบริหารส่วนตําบล (อบต.) หรือเทศบาล เมื่อรับโอนภารกิจ ต่างๆ แล้ว สามารถบริหารจัดการด้วยตนเองภายใต้ความสามารถของตนเอง (2 ภารกิจที่ต้องร่วมกันดําเนินการระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจาก มีภารกิจบางประการอาจต้องคํานึงถึงความร่วมมือ ดังนั้นภารกิจบางอย่างต้องมี ลักษณะการทํางานร่วมกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิน ไม่ว่าเป็นองค์กร @0 ปี นรนิติ เศรษฐกบุตร 177 ปกครองส่วนท้องถิ่นประเภทเดียวกัน หรือเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ประเภทกัน และ (3) ภารกิจที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องดําเนินการเอง แต่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถซื้อบริการ มอบหมายหรือจัดซื้อจัดจ้างให้ เอกชนดําเนินการแทนได้ 2 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับหน่วยงานราชการร่วมกันดําเนินการ ในการดําเนินการบริการสาธารณะบางภารกิจต้องมีการปรับเปลี่ยน เช่น การปรับบทบาทของราชการบริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาคกับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นใหม่ โดยท้องถิ่นอาจจะเป็นผู้ดําเนินการหลักในการดําเนินกิจการ สาธารณะบางภารกิจ แต่อีกหลายภารกิจยังคงอยู่ภายใต้การกํากับหรือการบริหาร จัดการหรือการตําเนินงานของส่วนราชการ 3) ภารกิจที่รัฐไม่ได้ถ่ายโอนไป แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถดําเนินการได้ ภารกิจบางประการไม่ได้มีการถ่ายโอนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น การจัดการศึกษาสูงกว่าการศึกษาธั้นพื้นฐาน แต่ถ้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ใดต้องการจัดการศึกษาดังกล่าวก็สามารถดําเนินการได้ เนื่องจากองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นมีอํานาจหน้าที่ในการจัดการศึกษาอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้จะต้องอยู่ภายใต้การ พิจารณามาตรฐานตามที่กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้กําหนด ดังนั้นในการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตาม แผนถารกระจายอํานาจฯ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการของการกระจาย อํานาจของประเทศไทย ซึ่งต้องการกลไกและมาตรการที่จะพัฒนาขึ้นในอนาคต เพื่อให้การกระจายอํานาจบรรลุผลสําเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องการความ เข้าใจที่ตรงกัน และความมุ่งมั่น เชื่อมั่นต่อปรัชญาและคุณค่าของการกระจาย อํานาจจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นับแต่รัฐบาล ส่วนราชการ องค์กรปกครอง ส่วนห้องถิ่นและประชาชนที่พร้อมจะร่วมกันพัฒนาการกระจายอํานาจโดยผ่าน - | 1จ 4, กระบวนการเรียนรู้ทิต่อเนือง และมนคง กฎหมายข้อมูลข่าวสาร : กฎหมายเพื่อความโปรงใส โดย ร ผศ.สมยศ เชือไทย น ง ๐ ๑ ๐ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจําคณะนิติศาสตร์ มธ. สรปสาระสําคัญ แม พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๕๐ ๑. สิทธิการรับรู้หรือรับทราบข้อมูลข่าวสารของราชการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ | ส๑ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๕๕ บัญญัติว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบ โณ ข้อมูล หรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือราชการส่วนท้องถิน เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลนั้นจะกระทบต่อความมันคงของวัฐ ความปลอดภัยของประชาชนหรือส่วนได้เสียอันพึงได้ < ' : เนล รับความคุ้มครองของบุคคลอื่น ทังนี ตามทีกฎหมายบัญญัติ” ๒. หลักการและเหตุผลของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารทางราชการ พ.ศ. ๒๕๕๐ ในระบอบประชาธิปไตย การให้ประชาชนมีโอกาสกจ้างขวางในการได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดําเนิน การต่างๆ ของรัฐเป็นสิงจําเป็น เพื่อที่ประชาชนจะสามารถแสดงความคิดเห็นและใช้สิทธิทางการเมืองได้โดยถูก ฆู 2 ๑2.24 เล “. 2อ. « ให้' ส๑ 2 ต้องกับความจริงอันเป็นการส่งเสริมให้มีความเป็นรัฐบาลโดยประชาชนมากยิงขึนสมควรกําหนดให้ประชาชนมีสิทธิ เน ' ส เล ะ 9๑5 ย 4 ง ซ่ ได้รู้ข้อมูลข่าวสารของราชการ โดยมีข้อยกเว้นอันไม่ต้องเปิดเผยที่แจ้งชัดและจํากัดเฉพาะข้อมูลข่าวสารทีหาก เก เซ เปิดเผยแล้วจะเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ หรือต่อประโยชน์ที่สําคัญของเอกซน ทังนี้เพื่อพัฒนาระบอบ = ประชาธิปไตยให้มันคงและจะยังผลให้ประชาชนมีโอกาสรู้ถึงสิทธิหน้าทีของตนอย่างเต็มที่ เพื่อทีจะ ปกปักรักษาประโยชน์ของตนประการหนึ่งกับสมควรคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลในส่วนทีเกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสาร ของราชการไปพร้อม อีกประการหนึ่ง ๓. ประเภทข้อมูลข่าวสารของราชการ จ แช ง ด 0 ซ่.สีร่ เจ "1ฝ01 ส๕.ร่ ข้อมูลข่าวสาร" หมายความว่า สิงที่สื่อความหมายให้รู้เรื่องราวข้อเท็จจริง ข้อมูลหรือสิงใดๆ ไม่ว่าจากสื่อความหมายนั้นจะทําได้โดยสภาพของสิงนันเองหรือโดยผ่านวิธีการใดๆ และไม่ว่าจะได้จัดทําไว้ในรูป ของเอกสาร แฟ้ม รายงาน หนังสือ แผนผัง แผนที่ ภาพวาด ภาพถ่ายฟิล์ม การบันทึกภาพหรือเสียง ๑2=# - การบันทึกโตยเครื่องคอมพิวเตอร์หรือวิธีอื่นใดที่ทําให้สิ่งที่บันทึกไว้ปรากฏได้ “ข้อมูลข่าวสารของราชการ” หมายความว่า ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแล ของหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดําเนินงานของรัฐหรือข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเอกชน ๓.๑ ข้อมูลข่าวสารที่ต้องเปิดเผยเป็นการทั่วไป ๓.๑.๓๑ ข้อมูลข่าวสารที่ลงพืมพ์ในราชกิจจานุเบกษา (๑๓) โครงสร้างและการจัดองค์กรในการดําเนินงานของหน่วยงานของรัฐนัน ด =ซ 9 ๑ (๒) สรุปอํานาจหน้าทีทีสําคัญและวิธีการดําเนินงาน ๑๓ =. (๓) สถานที่ติดต่อเพื่อขอรับข้อมูลข่าวสาร หรือคําแนะนําในการติดต่อกับหน่วยงานของรัฐ (๕) กฎ มติคณะรัฐมนตรี ข้อบังคับ คําสั่ง หนังสือเวียน ระเบียบแบบแผน นโยบายหรือการตีความ ทั้งนี้ เฉพาะที่จัดให้มีขึ้นโดยมีสภาพอย่างกฎเพื่อให้มีผลเป็นการทั่วไปต่อเอกชนที่เกี่ยวข้อง (ๆ ข้อมูลข่าวสารอื่นตามที่คณะกรรมการกําหนด ข้อมูลข่าวสารใดที่ได้มีการจัดพิมพ์เพื่อให้แพร่หลายตามจํานวนพอสมควรแล้ว ถ้ามีการลงพิมพ์ใน ราชกิจจานุเบกษาโดยอ้างอิงถึงสิ่งพิมพ์นั้นก็ให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว (มาตรา ๓) ๓.๑.๒ ข้อมูลข่าวสารที่ต้องลงพิมพ์ตามมาตรา ๓ (๓) แต่ยังไม่ได้ลงพิมพ์ใน ราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ข้อมูลข่าวสารที่ต้องลงพิมพ์ตามมาตรา ซ (๓) ถ้ายังไม่ได้ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา จะนํามาใช้บังคับในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ผู้ใดไม่ได้เว้นแต่ผู้นั้นจะได้รู้ถึงข้อมูลข่าวสารนั้นดามความเป็นจริงมาก่อน แล้วเป็นเวลาพอสมควร (มาตรา ๕) ๓.๑.๓ ข้อมูลข่าวสารที่หน่วยงานของรัฐต้องจัดไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดู ตาม เว เซ ๑๕ ซ่ : ! หลกเกณฑ์และวธการทคณะกรรมการกาหนด ได้แก่ 0 97 9”, (๑) ผลการพิจารณาหรือคําวินิจฉัยที่มีผลโดยตรงต่อเอกชน รวมทั้งความเห็นแย้งและคําสังที่เกี่ยวข้องใน การพิจารณาวินิจฉัยดังกล่าว (๒) นโยบายหรือการตีความทีไม่เข้าข่ายต้องลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา («] * , "270 (๓) แผนงาน โครงการ และงบประมาณรายจ่ายประจําปีของปีที่กําลังดําเนินการ (๓ คู่มือ หรือคําสังเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติงานของเจ้าหน้าทีของรัฐซึงมีผลกระทบถึงสิทธิหน้าที่ของเอกชน “อ ฆ ๑=.4 (๓ สิงพิมพ์ที่ได้มีการอ้างอิงถึงตามมาตรา ๓ วรรคสอง (9) สัญญาสัมปทาน สัญญาที่มีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอนหรือสัญญาร่วมทุนกับเอกชนในการจัดทํา บริการสาธารณะ " ” สงะ ' “ ” (๓) มติคณะรัฐมนตรี หรือมติคณะกรรมการที่แต่งตังโดยกฎหมายหรือโดยมติคณะรัฐมนตรี ทังนี้ ให้ระบุรายชื่อรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริงหรือข้อมูลข่าวสารที่นํามาใช้ในการพิจาณาไว้ด้วย (@) ข้อมูลข่าวสารอื่นตามทีคณะกรรมการกําหนด (มาตรา ๓) ว ร -ซ ๓.๑.๕ ข้อมูลข่าวสารอื่นใดของราชการนอกเหนือจากข้อมูลข่าวสารตามมาตรา ญ่ และมาตรา ๕ และมาตรา ๓ (มาตรา ๑๑) 7 อ ร 7 ๕ซ ๕จ ๓.๑.๕ ข้อมูลข่าวสารทีคัดเลือกไว้ให้ประชาชนศึกษาค้นคว้า (เอกสารประวัติศาสตร์) ได้แก่ ข้อมูลข่าวสารของราชการที่หน่วยราชการของรัฐไม่ประสงค์จะเก็บรักษาไว้หรือข้อมูลข่าวสารของราชการ ตามมาตรา ๑๕ เมือมีอายุครบ ๓๕ ปี และข้อมูลข่าวสารตามมาตรา ๑๕ เมือมีอายุครบ ๒๐ ปี นับแต่วันทีเสร็จ สินการจัดให้มีข้อมูลข่าวสารนัน ให้หน่วยงานของรัฐส่งมอบให้แก่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร หรือ หน่วยงานอืนของรัฐตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกาเพื่อให้ประชาชนศึกษาค้นคว้า (มาตรา ๒9) ฉ/ เง ว ๕| ๓.๒ ข้อมูลข่าวสารของราชการทีเปิดเผยเป็นการเฉพาะ จ น ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล หมายความว่า ข้อมูลข่าวสารเกียวกับสิงเฉพาะตัวบุคคล เช่น การศึกษา ๑๕ เอล“ ณ์ ณณซ์ ะ ฐานะการเงิน ประวัติสุขภาพ ประวัติอาชญากรรมหรือประวัติการทํางาน บรรดาทีมีชือของผู้นั้นหรือเลขหมาย รหัส หรือสิงบอกลักษณะอื่นทีทําให้หมายความรวมถึงข้ อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิงเฉพาะตัวข องผู้ที่ถึงแก่กรรมแล้วด้วย (มาตรา ๓] บุคคล หมายความว่า บุคคลธรรมดาทีมีสั1 บชาติไทยและบุคคลธรรมดาที่ไม่มีสัญชาติไทยแต่มีถินที่อยู่ใน ประเทศไทย (มาตรา ๒๑) เด เ- ที่ไ ง ๕๒| ๓.๓ ข้อมูลข่าวสารท็ไม่ต้องเปิดเผย เว ง 4 ไ แ เก , ส ง ให้ = ๓.๓.๑ ข้อมูลข่าวสารของราชการทีเปิดเผย ม่ไตด้ ข้อมูลข่าวสารของราชการทีอาจก่อให้เกิด «ซ่ ง ฒณ7 ฆ ๕ =ฟม ” ความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์จะเปิดเผยมิได้ (มาตรา ๑๓) ฆ [1 - ฆฒ ซ์ ๕ ง ๓๑» ๓๐ ๑ มิใ เว ๓.๓.๒ ข้อมูลข่าวสารของราชการทีเจ้าหน่าทหรอหน่วยงานของรฐอาจมศาสงม กให้ ฒ - า ๑” < เปิดเผย โดยคํานึงถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐ ประโยชน์สาธารณะและประโยชน์ของ ประชาชนที่เกี่ยวข้องประกอบกัน (๑ การเปิดเผยจะก่อให้เกิดความเสียหายและความมันคงของประเทศความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือความมันคงในทางเศรษฐกิจหรือการคลังของประเทศ (๒) การเปิดเผยจะทําให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพหรือไม่อาจสําเร็จตามวัตถุประสงค์ได้ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับการฟ้องคดี การป้องกัน การปราบปราม การทดสอบ การตรวจสอบ หรือการรู้แหล่งที่มาของ ข้อมูลข่าวสารหรือไม่ก็ตาม ๕2 ะ : ะ - รื่องหนึ่งเรื่องใด แต่ทั้งนี้ไม่ (๓) ความเห็นหรือคําแนะนําภายในหน่วยงานของรัฐในการคําเนินการเรื่องหนึ่งเรืองใด แต่ทั้งนี้ไม่รวม ง ๑ ฒ ๕๕ณู ๓๑ ซู ง ส ฆ [ = « ๑ ถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริงหรือข้อมูลข่าวสารที่นํามาใช้ในการทําความเห็น หรือคําแนะนําภายใน ดังกล่าว (ๆ การเปิดเผยจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัยของบุคคลหนึ่งบุคคลโต «๕ ๕ งจ แร ง ล ว สัน (๕) รายงานการแพทย์หรือข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ซึ่งการเปิดเผยจะเป็นการรุกลําสิทธิส่วนบุคคลโดย ไม่สมควร์ . ส ๑ใช อ ร (>) ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีกฎหมายคุ้มครองมิให้เปิดเผยหรือข้อมูลข่าวสารที่มีผู้ให้มาโดยไม่ ประสงค์ให้ทางราชการนําไปเปิดเผยต่อผู้อื่น =ซส วส่.ะ. ส (ซ) กรณีอื่นตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา 9 2”, คําสังมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการ จะกําหนดเงื่อนไขอย่างใดก็ได้แต่ต้องระบุไว้ด้วยว่าที่ = เปิดเผยมิได้เพราะเป็นข้อมูลข่าวสารประเภทใด นและให้ถือว่าการมีคําสังเปิดเผยข้อมูลข่าวสารทางราชการเป็น เศ 9 ดุลพินิจโดยเฉพาะของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามลําดับสายการบังคับบัญชา แต่ผู้ขออาจอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ เฉ2 รร ๑๐ สะ ฐ วินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารได้ตามที่กําหนดในพระราชบัญญั นี (มาตรา ๑๓ ๕. หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าทีของรัฐ “หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิน รัฐวิสาหกิจ ส่วนราชการสังกัดรัฐสภา ศาลเฉพาะในส่วนทีไม่เกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดี องค์กรควบคุมการประกอบวิชาชีพ ๑๕ หน่วยงานอิสระของรัฐและหน่วยงานอื่นที่กําหนดในกฎกระทรวง "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" หมายความว่าผู้ซึ่งปฏิบัติงานให้แก่หน่วยงานของรัฐ (มาตรา ๑) ง “ศ์ มู้ย ซ่ = - “ . = จรร้ «๓ ว หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องดําเนินการและปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี ดังน «๕.๑ หน่วยงานของรัฐ ต้องจัดพิมพ์หรือจัดให้มีข้อมูลข่าวสารตามมาตรา มาตรา ๕ และ มาตรา ๓ ไว้ ๕ เว ย ! ะ 3 ว = ง : เพื่อให้ประชาชนเข้าตรวจดูแล้วแต่กรณี ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการจะได้กําหนด (มาตรา ๕๒ วรรค ๒) ๕.๒ หน่วยงานของรัฐ ต้องส่งข้อมูลข่าวสารของราชการตามที่กําหนดในมาตรา ซ ลงพิมพ์ใน ราชกิจจานุเบกษา และรวบรวมและจัดให้มีข้อมูลข่าวสารดังกล่าวไว้เผยแพร่ขายหรือจําหน่ายจ่ายแจก ณ ที่ทําการของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นตามที่เห็นสมควร (มาตรา ๓ ๕.๓ หน่วยงานของรัฐ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการจะวาง หลักเกณฑ์เรียกค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับขอสําเนาหรือขอสําเนาที่มีคํารับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสารของราชการก็ได้ ในการนี้ให้คํานึงถึงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยประกอบด้วย ทั้งนี้เว้นแต่จะมีกฎหมายเฉพาะบัญญติไว้เป็นอย่างอื่น ๕.๕ หน่วยงานของรัฐ ต้องจัดหาข้อมูลข่าวสารของราชการนอกจากที่ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาหรือ จัดไว้ให้ประชาชนตรวจดู หรือที่จัดให้ประชาชนได้ค้นคว้า ตามมาตรา ๒» ในลักษณะที่อาจเข้าใจได้ตามสมควรให้ ผู้ขอภายในเวลาอันสมควร เว้นแต่ผู้นั้นจะขอจํานวนมากหรือบ่อยครั้งโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรและถ้าข้อมูล ข่าวสารของราชการนั้นมีสภาพอาจบุบสลายได้ง่าย หน่วยงานของรัฐจะขอขยายเวลาในการจัดหาให้หรือจะจัดทํา สําเนาอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ข้อมูลข่าวสารนั้น ข้อมูลข่าวสารของราชการที่หน่วยงานของรัฐจัดหาให้ข้างต้นต้องเป็นข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่แล้วในสภาพ ที่พร้อมจะให้ได้ มิใช่เป็นการต้องไปจัดทํา วิเคราะห์ จําแนก รวบรวม หรือจัดให้มีขึ้นใหม่เว้นแต่เป็นการแปร สภาพเป็นเอกสารจากข้อมูลข่าวสารที่บันทึกไว้ในระบบการบันทึกภาพหรือเสียง ระบบคอมพิวเตอร์ หรือระบบอื่น ใดทั้งนี้ตามที่คณะกรรมการกําหนด แต่ถ้าหน่วยงานของรัฐเห็นว่ากรณีที่ขอนั้นมิใช่การแสวงหาผลประโยชน์ทางการค้า และเป็นเรื่องที่จําเป็นเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพสําหรับผู้นั้นหรือเป็นเรื่องที่จะเป็นประโยชน์แก่สาธารณะ หน่วยงาน ขอรัฐจะจัดหาข้อมูลข่าวสารนั้นให้ก็ได้ บทบัญญัตินี้ไม่เป็นการห้ามหน่วยงานของรัฐที่จะจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของ ราชการใดขึ้นใหม่ให้แก่ผู้ร้องขอหากเป็นการสอดคล้องด้วยอํานาจหน้าที่ตามปกติของหน่วยงานของรัฐนั้นอยู่แล้ว ให้นําความในมาตรา ๓ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคญี่ มาใช้บังคับแก่การจัดหาข้อมูลข่าวสารให้ตาม มาตรานี้โดยอนุโลม (มาตรา ๑๑) ๕.๕ หน่วยงานของรัฐ ต้องแนะนําให้ผู้ขอข้อมูลข่าวสารของราชการตามมาตรา ๑๑ ที่อยู่ในความ ควบคุมดูแลของหน่วยงานส่วนกลางหรือส่วนสาขาของหน่วยงานแห่งนั้นหรือจะอยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วย งานของรัฐแห่งอื่นก็ตาม ให้ไปยื่นคําขอต่อหน่วยงานของรัฐที่ควบคุมดูแลข้อมูลข่าวสารนั้นโดยไม่ชักช้า รา , ถ้าหน่วยงานของรัฐผู้รับคําขอเห็นว่าข้อมูลข่าวสารที่มีคําขอเป็นข้อมูลข่าวสารที่จัดทําโดยหน่วยงาน 457, ว , ของรัฐแห่งอื่น และได้ระบุการห้ามเปิดเผยไว้ให้ส่งคําขอให้หน่วยงานของรัฐผู้จัดทําข้อมูลข่าวสารนันพิจารณาเพื่อ ง ส จ ง มีคําสังต่อไป (มาตรา ๑๒) ๑๐ « =- เจ/. ๕.๒ หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคําสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการที่มี ลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ก็ได้ โดยคํานึงถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐ ประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้องประกอบกัน (๑) การเปิดเผยจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั้นคงของประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจหรือการคลังของประเทศ ” (๒) การเปิดเผยจะทําให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพ หรือไม่ อาจสําเร็จตามวัตถุประสงค์ได้ ไม่ว่าเกี่ยวกับการฟ้องคดี การป้องกัน การปราบปราม การทดสอบ การตรวจสอบ หรือการรู้แหล่งที่มาของข้อมูล ข่าวสารหรือไม่ก็ตาม “ (๓) ความเห็นหรือคําแนะนําภายในหน่วยงานของรัฐในการดําเนินการเรื่องหนึ่งเรื่องใดแต่ทั้งนี้ไม่รวม ถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลข่าวสารที่นํามาใช้ในการทําความเห็นหรือคําแนะนําภายใน ดังกล่าว (ๆ การเปิดเผยจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัยของบุคคลหนึ่งบุคคลใด (ๆ รายงานการแพทย์หรือข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลซึ่งการเปิดเผยจะเป็นการรุกล้าสิทธิส่วนบุคคลโดย ไม่สมควร = (๒) ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีกฎหมายคุ้มครองมิให้เปิดเผย หรือข้อมูลข่าวสารที่มีผู้ให้มาโดยไม่ ประสงค์ให้ทางราชการนําไปเปิดเผยต่อผู้อื่น (๓) กรณีอื่นตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา ไง สังมิให้เปิ คําสังมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการจะกําหนดเงื่อนไขอย่างใดก็ได้ แต่ต้องระบุไว้ด้วยว่าที่เปิดเผย ไม่ได้เพราะเป็นข้อมูลข่าวสารประเภทใดและเพราะเหตุใดและให้ถือว่าการมีคําสังเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของ ราชการเป็นดุลพินิจ โดยเฉพาะของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามลําดับสายการบังคับบัญชาแต่ผู้ขออาจอุทธรณ์ต่อคณะ = เว ง เว ". จแร กรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารได้ตามที่กําหนดในพระราชบัญญัตินี (มาตรา ๑๕] สื่อใช้ล 5 ลงวัดิร้โรคแร๓ จ1 - เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติว่าข้อมูลข่าวสารของราชการจะเปิดเผยต่อบุคคลใดได้หรือไม่ภาย ใต้เงื ไ นใ = ส=8ขะ. มิให้รั่วไ ให้ ' ๑๐ จส ม ไร จ 05.ร ต้เงือนไขเช่นใด และสมควรมีวิธีรักษามิให้รัวไหลให้หน่วยงานของรัฐกําหนดวิธีการคุ้มครองข้อมูลข่าวสารนัน ทังนี ตามระเบียบทีคณะรัฐมนดรีกําหนดว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ (มาตรา ๑9) ร ข่อขี่ = สซ่ ย [ = 6 ๕.ซ เจ้าหนาทของรฐเหนวา ในกรณีที่การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการใดอาจกระทบถึงประโยชน์ ๑๕26๐ ได้เสียของผู้ใด ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐแจ้งให้ผู้นั้นเสนอคําคัดค้านภายในเวลาที่กําหนด แต่ต้องให้เวลาอันสมควรที่ " นันอาจเสนอคําคัดค้านได้ซึงต้องไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันทีได้รับแจ้ง ผู้ทีได้รับแจ้งตามวรรคหนึง หรือผู้ทีทราบว่าการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการใดอาจจะกระทบถึง ๑ เว ประโยชน์ได้เสียของตนมีสิทธิคัดค้านการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนันได้โดยทําเป็นหนังสือถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบ ในกรณีทีมีการคัดค้าน เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบต้องพิจารณาคําคัดค้านและแจ้งผลการพิจารณาให้ 42 ซ่= ๐ ๑ ัดค้านทราบโดยไม่ชักช้า ในกรณีที่มีคําสังไม่รับฟังคําคัดค้านเจ้าหน้าที่ของรัฐจะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนันมิได้ ๑256 จนกว่าจะล่วงพันกําหนดเวลาอุทธรณ์ดามมาตรา ๑๕ หรือจนกว่าคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร = 2 ได้มีคําวินิจฉัยให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารนันได้ แล้วแต่กรณี (มาตรา ๑๐) ๑๓ ๕๕.๕ การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารใดแม้จะเข้าข่ายต้องมีความรับผิดตามกฎหมายใดให้ถือว่าเจ้าหน้าที่ของ ๆ! : ะ ร ส รัฐไม่ต้องรับผิดหากเป็นการกระทําโดยสุจริตในกรณีดังต่อไปนี (๑) ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา ๑๕ ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ดําเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบมาตรา ๑๒ | ง เจเศษฑ์ - (๒) ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา ๑๕ ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับตามที่กําหนดในกฎกระทรวงมีคําสังให้เปิดเผย "เป็นการทั่วไปหรือเฉพาะแก่บุคคลใดเพื่อประโยชน์อันสําคัญยิงกว่าทีเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ หรือชีวิต ร่างกาย = ๕๕ ๐๑ ๑ ๕ ไข ๑ , ร 4= . สุขภาพ หรือประโยชน์อื่นของบุคคล และคําสังนั้นได้กระทําโดยสมควรแก่เหตุในการนีจะมีการกําหนดข้อจํากัด ส 4 เดน ะ. ง หรือเงื่อนไขในการใช้ข้อมูลข่าวสารนั้นตามความเหมาะสมก็ได้ การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารข้างต้นไม่เป็นเหตุให้หน่วยงานของรัฐพ้นจากความรับผิดตามกฎหมายหากจะพึง " " " ' มีในกรณีดังกล่าว (มาตรา ๒๐) ๕.๕ หน่วยงานของรัฐที่ควบคุมดูแลข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดระบบข้อมูล ง ะ , ข่าวสารส่วนบุคคลดังต่อไปนี่ (๑) ต้องจัดให้มีระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลเพียงเท่าที่เกียวข้องและจําเป็นเพื่อการดําเนินงานของหน่วย «ไป๐ ๕ 9 ว ๑ ฆ ใช9ย ! ส ๑ งานของรัฐให้สําเร็จตามวัตถุประสงค์เท่านั้น และยกเลิกการจัดให้มีระบบดังกล่าวเมื่อหมดความจําเป็น (๒) พยายามเก็บข้อมูลข่าวสารโดยตรงจากเจ้าของข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิงในกรณีที่จะกระทบถึง ะ ประโยชน์ได้เสียโดยตรงของบุคคลนัน 1 ซ่ - ” = เว เท 1 ง 0 ร (๓) จัดให้มีการพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาและตรวจสอบแก้ไขให้ถูกต้องอยู่เสมอเกียวกับสิงดังต่อไปนี (ก) ประเภทของบุคคลที่มีการเก็บข้อมูลไว้ (ข) ประเภทของระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล (ค) ลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติ ณ๑๕ 7 ง ม จ/ (ง) วิธีการขอตรวจดูข้อมูลข่าวสารของเจ้าของข้อมูล งเซ่ ฆ (๑ แหล่งที่มาของข้อมูล (ๆ ตรวจสอบแก้ไขข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลในความรับผิดชอบให้ถูกต้องอยู่เสมอ (๓ๆ จัดระบบรักษาความปลอดภัยให้แก่ระบบข้อมูลข่าวสารตามความเหมาะสม เพื่อป้องกันมิให้มีการนํา ไปใช้โดยไม่เหมาะสมหรือเป็นผลร้ายต่อเจ้าของข้อมูล =ณซ่ ซุ่มข ง เว [ก น ฆๆใช « ฆ ในกรณีที่เก็บข้อมูลข่าวสารโดยตรงจากเจ้าของข้อมูล หน่วยงานของรัฐต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบ ล่วงหน้า หรือพร้อมกับการขอข้อมูลถึงวัตถุประสงค์ทีจะนําข้อมูลมาใช้ ลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติ และกรณีที ขอข้อมูลนันเป็นกรณีที่อาจให้ข้อมูลได้โดยความสมัครใจหรือเป็นกรณีมีกฎหมายบังคับ หน่วยงานของรัฐต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบในกรณีมีการให้จัดส่งข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลไปยังที่ใด ซึ่งจะเป็นผลให้บุคคลทัวไปทราบข้อมูลข่าวสารนัา เด้ เว้นแต่เป็นไปตามลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติ (มาตรา ๒๑) “บุคคล" หมายความว่า บุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย และบุคคลธรรมดาทีไม่มีสัญชาติไทยแต่มีถินที อยู่ในประเทศไทย (มาตรา ๒๑) ๕.๑๐ สํานักข่าวกรองแห่งชาติ สํานักงานสภาความมันคงแห่งชาติ และหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นตามที ๑๕ กําหนดในกฎกระทราง อาจออกระเบียบโดยความเห็นซอบของคณะกรรมการ กําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและ เงื่อนไขที่มิให้นําบทบัญญัติวรรคหนึ่ง (๓) ของมาตรา ๒๓ มาใช้บังคับกับข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความ ควบคุมดูแลของหน่วยงานดังกล่าวก็ได้ หน่วยงานของรัฐแห่งอื่นที่จะกําหนดในกฎกระทรวงนั้น ต้องเป็นหน่วยงานของรัฐ ซึ่งการเปิดเผยประเภท ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลตามมาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง (๓) จะเป็นอุปสรรคร้ายแรงต่อการดําเนินการของหน่วยงาน ดังกล่าว (มาตรา ๒๒) ๕.๓๑ หน่วยงานของรัฐจะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของตนต่อหน่วย งานของรัฐแห่งอื่นหรือผู้อื่น โดยปราศจากความยินยอมเป็นหนังสือของเจ้าของข้อมูลที่ให้ไว้ล่วงหน้า หรือในขณะ นั้นมิได้ เว้นแต่เป็นการเปิดเผยดังต่อไปนี้ (๑) ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานของตนเพื่อการนําไปใช้ตามอํานาจหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐแห่ง (๒ เป็นการใช้ข้อมูลตามปกติภายไต้วัตถุประสงค์ของการจัดให้มีระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลนั้น (๓) ต่อหน่วยงานของรัฐที่ทํางานด้านการวางแผน หรือการสถิติ หรือสํามะโนต่างๆ ซึ่งมีหน้าที่ต้อง รักษาข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลไว้ให้ไม่ให้เปิดเผยต่อไปยังผู้อื่น (ๆ เป็นการให้เพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัยโดยไม่ระบุชื่อหรือส่วนที่ทําให้รู้ว่าเป็นข้อมูลข่าวสารส่วน บุคคลที่เกี่ยวกับบุคคลใด (๕) ต่อหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร หรือหน่วยงานอื่นของรัฐตามมาตรา ๒๒ วรรคหนึ่ง เพื่อการตรวจดูคุณค่าในการเก็บรักษา (๒) ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อการป้องกันการฝ้าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย การสืบสวน การสอบสวน หรือการฟ้องคดี ไม่ว่าเป็นคดีประเภทใดก็ตาม | (๓) เป็นการให้ซึ่งจําเป็นเพื่อการป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิตหรือสุขภาพของบุคคล (๕) ต่อศาล และเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลที่มีอํานาจตามกฎหมายที่จะขอ ข้อเท็จจริงดังกล่าว (@ กรณีอื่นตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลตาม (๓) (๑) (๕) (๒) (๓) (@) และ (๓) ให้มีการจัดทําบัญชีแสตง การเปิดเผยกํากับไว้กับข้อมูลข่าวสารนั้นตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กําหนดในกฎกระทรวง (มาตรา ๒๕) ๕.๑๒ เจ้าหน้าที่ของรัฐจะเปิดเผยรายงานการแพทย์ที่เกี่ยวกับบุคคลใดจะเปิดเผยต่อเฉพาะแพทย์ที่บุคคล นั้นมอบหมายก็ได้ ถ้ากรณีมีเหตุอันสมควร (มาตรา ๒๕ วรรค ๒) ๕.๑๓ หน่วยงานของรัฐต้องส่งมอบข้อมูลข่าวสารของราชการที่ไม่ประสงค์จะเก็บรักษาหรือมีอายุครบ เจ กําหนดเวลา คือข้อมูลข่าวสารของราชการตามมาตรา ๑๕ เมื่อครบ ๕ ปี หรือมาตรา ๓๕ เมื่อครบกําหนด ๒๐ ปี 2 นับแต่วันที ที่เสร็จสิ้นการจัดให้มีข้อมูลข่าวสารให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร หรือหน่วยงานอื่นขอ่งรัฐ ตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา เพื่อคัดเลือกไว้ให้ประชาชนได้ศึกษาค้นคว้า ๑ฒ กําหนดเวลาตังกล่าวอาจขยายออกไปได้ในกรณีดังต่อไปนี้ (๑) หน่วยงานของรัฐยังจําเป็นต้องเก็บรักษาข้อมูลข่าวสารของราชการไว้เองเพื่อประโยชน์ในการใช้สอย โดยต้องจัดเก็บและจัดให้ประชาชนได้ศึกษาค้นคว้าตามที่จะตกลงกับหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร (๒) หน่วยงานของรัฐเห็นว่า ข้อมูลข่าวสารของราชการนั้นยังไม่ควรเปิดเผย โดยมีคําสั่งขยายเวลา กํากับไว้เป็นการเฉพาะราย คําสั่งการขยายเวลานั้นให้กําหนดระยะเวลาไว้ด้วย แต่จะกําหนดเกินคราวละห้าปีไม่ได้ การตรวจสอบหรือทบทวนมิให้มีการขยายระยะ วลาไม่เปิดเผยจนเกินความจําเป็นให้เป็นไปดามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กําหนดในกฎกระทรวง บทบัญญัติตามมาตรานี้มิให้ใช้บังคับกับข้อมูลข่าวสารของราชการตามท์คณะรัฐมนตรีออกระเบียบกําหนด ให้หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องทําลายหรืออาจทําลายได้โดยไม่ต้องเก็บรักษา (มาตรา ๒9) ๕.๑๕ หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องยินยอมให้คณะกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการ ๐ มอบหมายเข้าตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่อยู่ไนความครอบครองของคนได้ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสารที่เปิดเผยได้ หรือไม่ก็ตาม (มาตรา ๓๓ วรวัค ๒) ๕, สิทธิของประชาชนหรือเอกซน นี้ไ 8, 0 ๕๒ 4๕ ณ์ "อ พ.ุรบ.น ตักําหนดสิทธิของประชาชนหรอเอกซน ดงน ๕.๑ สิทธิในการขอคําปรึกษาการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้กับสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีในฐานะ เป็นหน่วยงานทางวิชาการและธุรการให้แก่คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการและคณะกรรมการวินิจฉัยการ เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (มาตรา 9) ๕.๒ สิทธิเข้าตรวจดูข้อมูลข่าวสารของราชการ งง = ฆณ= 4 [ว ฆ เซ , ฒซ= ๑ ขย ๑ ซ ๑ ฒฒง< บุคคลไม่ว่าจะมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องหรือไม่ก็ตามย่อมมีสิทธิเข้าตรวจดู ขอสําเนาหรือขอสําเนาทีมีคํา รับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสารของราชการ ตามมาตรา ๕ ได้ " 6 ย รง คนต่างด้าวจะมีสิทธิตามมาตรานีเพียงใดให้เป็นไปตามทีกําหนดโดยกฎกระทรวง (มาตรา ๓๑) 0 ล - 0 เซซ่ซ่ คนต่างด้าว” หมายความว่า บุคคลธรรมดาทีไม่มีสั บูชาติไทยและไม่มีถินที่อยู่ในประเทศไทยและ == ะ ร นิติบุคคลดังต่อไปนี “ 0 - ็0 " 008ฝไไ1 (๑) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่มีทุนเกินกึงหนึ่งเป็นของคนต่างด้าว ไบหุ้นชนิดออกให้แก่ผู้ถือใ ถือว่าใบหุ้น ะ นั้นคนต่างด้าวเป็นผู้ถือ (๒) สมาคมทีมีสมาชิกเกินกึงหนึ่งเป็นคนต่างด้าว (๓) สมาคมหรือมูลนิธิที่มีวัดถุประสงค์เพื่อประโยชน์ของคนต่างด้าว (๑) นิติบุคคลตาม (๑) (๒) (๓) หรือนิติบุคคลอื่นใดที่มีผู้จัดการหรือกรรมการเกินกึงหนึ่งเป็นคนต่างด้าว นิติบุคคลตามวรรค ๑ ถ้าเข้าไปเป็นผู้จัดการหรือกรรมการ สมาชิก หรือมีทุนในนิติบุคคลอื่น ให้ถือว่า เฉ/ เซ ง -= เง 7 บู ง ล ผู้จัดการหรือกรรมการหรือสมาชิกหรือเจ้าของทุนดังกล่าวเป็นคนต่างด้าว (มาตรา ๑๓) ๕.๓ สิทธิขอข้อมูลข่าวสารอื่นใดของราชการนอกจากข้อมูลข่าวสารของราชการที่ลงพิมพ์ใน ราชกิจจานุเบกษาแล้ว หรือที่จัดไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้เล้ว หรือทีมีการจัดให้ประชาชนได้ค้นคว้าตามมาตรา ๒๐ ๒๒ แล้ว โดยคําขอนั้นได้ระบุข้อมูลข่าวสารที่ต้องการในลักษณะที่อาจเข้าใจได้ตามสมควร (มาตรา ๑๑) ๕.๕ สิทธิที่จะได้รู้ถึงขอัมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับงานซึ่งหน่วยงานของรัฐจะต้องให้กับบุคคลนัน หรือผู้กระทําแทนได้ตรวจดูหรือได้รับสําเนาข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลส่วนทีเกียวกับบุคคลนัน (มาตรา ๒๕ วรรค ๑) ๑ ๑ 2 ย สข่ ๕.๕ สิทธิในการดําเนินการแทนผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถหรือเจ้าของ ข้อมูลที่ถึงแก่กรรม ตามมาตรา ๒๓ เกี่ยวกับการขอข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลหรือการแจ้งข้อมูลข่าวสารส่วน ป [. บุคคลไปยังทีใดของบุคคลดังกล่าว มาตรา ๒๕ เกี่ยวกับการให้ความยินยอมให้หน่วยงานของรัฐทีควบคุมดูแล ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลของตนเปิดเผยข้อมูลต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นหรือผู้อื่น และมาตรา ๒๕ เกียวกับ การได้รู้ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลทีเกียวกับดน การขอให้แก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือลบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที ไม่ถูกต้องตามทีเบ็นจริง รวมทั้งมีสิทธิอุทธรณ์ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีคําสังไม่ยินยอมแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือ จ ะ ลบข้อมูลข่าวสารนัน (มาตรา ๒๕ วรรค ๕) ๕๒ สิทธิในการร้องเรียนผู้ใดเห็นว่าหน่วยงานของรัฐไม่จัดพิมพ์ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา ฒ หรือไม่จัด ข้อมูลข่าวสารไว้ให้ประชาชนตรวจดูได้ตามมาตรา « หรือไม่จัดหาข้อมูลข่าวสารให้แก่ตนตามมาตรา ๑๑ หรือ น1สิหัด พรักเภ้ซิตี้งสืกใสิงัธิษข้าซี่จ่าร้า หรื ง ๆ ะ๕๓ : ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินีหรือปฏิบัติหน้าทีล่าช้า หรือเห็นว่าตนไม่ได้รับความสะดวกโดยไม่มีเหตุ อันสมควร ผู้นั มีสิทธิร้องเรียนต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ เว้นแต่เป็นเรืองเกี่ยวกับการมีคําสังมิ ให้เปิตเผยข้อมูลข่าวสารตามมาตรา ๑๕ หรือคําสั่งไม่รับฟังคําคัดค้านตามมาตรา ๑ หรือคําสังไม่แก้ไข ด เปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลตามมาตรา ๒๕ (วรรค ๑๓) ๕.ซ สิทธิในการอุทธรณ์ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีคําสังมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารไดตามมาตรา ๑๕ ร - 0๐1 = เร ม @ ฆ้. (* หรอมาตรา ๑๕ หรือมีคําสังไม่รับฟังคําคัดค้านของผู้มีประโยชน์ได้เสียตามมาตรา ๑ซ่ ผู้นนอาจอุทธรณตอคณะ กรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมลข่าวสารภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันทีได้รับแจ้งนันโดยยืนคําอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ ข่ จ (มาตรา ๑๑๕) เ9 ๑ ฆ% ๕๑2.2 ๕ แต่ถ้าอุทธรณ์คําสั่งไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูลข่าวสารให้ตรงตามทีมีคําขอ ผู้นันมีสิทธิอุทธรณ์ ๕: ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งโดยยืนคําอุทธรณ์ต่อ คณะกรรมการและไม่ว่ากรณีใดๆ ให้เจ้าของข้อมูลมีสิทธิร้องขอให้หน่วยงานของรัฐหมายเหตุคําขอของตนแนบไว้ กับข้อมูลข่าวสารส่วนที่เกียวข้องได้ (มาตรา ๒๕ วรรค ๓) ๒. สํานักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ สํานักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการสังกัดสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ปฏิบัติ งานเกี่ยวกับงานธุรการและวิชากา รให้แก่คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการและคณะกรรมการวินิจฉัยการ เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ประ สานงานกับหน่วยงานของรัฐและให้คําปรึกษาแก่เอกชนเกี่ยว กับการปฏิบัติตาม ล พระราชบญญตน ญ่. คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารข องราชการ ซ.๑ คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ประกอบด้วยรัฐมนตรี ซึงนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็น ๒๑ ๑ เค ส๕ ม ๕ ประธาน ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน เลขาธิการสภาความมันคงแห่งชาติ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ผู้อํานวยการสํานักข่าวกรองแห่งชาติ ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นจากภาครัฐและเอกชน ท ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตังอีกเก้าคนเป็นกรรมการ ให้ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งข้าราชการของสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งเป็นเลขานุการ และอีกสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ ฑมศศจ๓) ๕.๒ คณะกรรมการมีอํานาจิหน้าที่ ดังต่อไปนี (๑) สอดส่องดูแลและให้คําแนะนําเกี่ยวกับการดําเนินงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐในการ จ ๑๕ ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตน ๑ - ฆู4๕ ง «๓ ส่ 0 ๑=.%= «ฆ จ=ร4 (๒) ให้คําปรึกษาแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินีตาม ทีได้รับคําขอ (๓) เสนอแนะในการตราพระราชกฤษฎีกาและการออกกฎกระทรวงหรือระเบียบของคณะรัฐมนตรี เฉ2 5 ซั ตามพระราชบัญญัตินี (๓ พิจารณาและให้ความเห็นเรืองร้องเรียนตามมาตรา ๑๓ เด ง «2 ๑ ๑ จ9๑ว้ « (๓) จัดทํารายงานเกียวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินีเสนอคณะรัฐมนตรีเป็นครั้งคราวตามความ : | เหมาะสม แต่อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง จ เง. จกเคารเรี (9) ปฏิบัติหน้าที่อืนตามทีกําหนดในพระราชบัญญตินี (@) ดําเนินการเรืองอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย (มาตรา ๒๕) ๓ซ.๓ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตังตามมาตรา ๒๕ มีวาระอยู่ในตําแหน่งคราวละสามปี นับแต่ วันทีได้รับแต่งตัง ผู้ที่พันจากตําแหน่งแล้วอาจได้รับแต่งตังใหม่ได้ (มาตรา ๒๐๓) ๓.๕ นอกจากการพ้นจากตําแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึงได้รับแต่งตังตามมาตรา ๒ พัน จากตําแหน่งเมือ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) คณะรัฐมนตรีให้ออกเพราะมีความประพฤติเสื่อมเสีย บกพร่อง หรือไม่สุจริตต่อหน้าที่ หรือหย่อนควาร สามารถ (๓) เป็นบุคคลล้มละลาย (ๆ) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ ซ่ (9 ได้รับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก เว้นแต่เป็นโทษสําหรับความผิดทีได้กระทําโดย ประมาทหรือความผิดลหุโทษ (มาตรา ๓๐) ฆ.ณ การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึงหนึ่งของจํานวนกรรมการ ๒๒ เต เซ ทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม ให้ประธานกรรมการเป็นประธ้านในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้า คะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด (มาตรา ๓๑) ซ.» ให้คณะกรรมการมีอํานาจเรียกให้บุคคลใดมาให้ถ้อยคําหรือให้ส่งวัตถุเอกสารหรือพยานหลักฐานมา ประกอบการพิจารณาได้ (มาตรา ๓๒) ซ่.ฒ ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐปฏิเสธว่าไม่มีข้อมูลข่าวสารตามที่มีคําขอไม่ว่าจะเป็นกรณีตามมาตรา ๑๑ หรือมาตรา ๒๕ ถ้าผู้มีคําขอไม่เชื่อว่าเป็นความจริงและร้องเรียนต่อคณะกรรมการตามมาตรา ๑๓ ให้คณะ กรรมการมีอํานาจเข้าดําเนินการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารของราชการที่เกี่ยวข้องได้และแจ้งผลการตรวจสอบให้ผู้ ร้องเรียนทราบ หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องยินยอมให้คณะกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมาย เข้าตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองของตนได้ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสารที่เปิดเผยได้หรือไม่ก็ตาม (มาตรา ๑๓) ฆ.๕ คณะกรรมการจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติงานอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่คณะ กรรมการมอบหมายก็ได้ และให้นําความในมาตรา ๓๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม (มาตรา ๓๕) ๓.« ระยะเวลาการพิจารณาของคณะกรรมการต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้ รับคําร้องเรียนในกรณีมีเหตุจําเป็นให้ขยายเวลาออกไปได้ แต่ต้องแสดงเหตุผลและรวมเวลาทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน ๒๐ วัน (มาตรา ๑๓ วรรค ๒) ๕. คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ๕.๑ ให้มีคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาต่างๆ ตามความเหมาะสมซึ่งคณะรัฐมนตรี แต่งตั้งตามข้อเสนอของคณะกรรมการ มีอํานาจหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์คําสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ตามมาตรา ๑๕ หรือมาตรา ๑๕ หรือคําสั่งไม่รับฟังคําคัดค้านตามมาตรา ๑๕ และคําสั่งไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือ ลบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลตามมาตรา ๒๕ การแต่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามวรรคหนึ่ง ให้แต่งตั้งตามสาขาความ เชี่ยวชาญเฉพาะด้านของข้อมูลข่าวสารของราชการ เช่น ความมั่นคงของประเทศ เศรษฐกิจและการคลังของประเทศ หรือการบังคับใช้กฎหมาย (มาตรา ๓๕) ๕.๒ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารคณะหนึ่งๆ ประกอบด้วยบุคคลตามความจําเป็น แต่ต้องไม่น้อยกว่าสามคน และให้ข้าราชการที่คณะกรรมการแต่งตั้งปฏิบัติหน้าที่เป็นเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการ ในกรณีพิจารณาเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานของรัฐแห่งใด กรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูล ข่าวสารซึงมาจากหน่วยงานของธั๊ฐแห่งนันจะเข้าร่วมพิจารณาด้วยไม่ได้ ๒๓ กรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร จะเป็นเลขานุการหรือผู้ช่วยเลขานุการไม่ได้ (มาตรา ๓9) ๕.๓ ให้คณะกรรมการพิจารณาส่งคําอุทธรณ์ให้คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารไดย คํานึงถึงความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารแต่ละสาขาภายในเจ็ดวัน จ7 เฆ ส ฒจฉ่” ๑ ๕ นับแต่วันที่คณะกรรมการได้รับคําอุทธรณ์ คําวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้เป็นที่สุด และในการมีคําวินิจฉัยจะมีข้อ «. ๓ ' ส่ ใช..! ซ่ส่ 5,ซี่อ6๑4 ซ่ ซ่ ก็ได้ สังเกตเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติเกี่ยวกับกรณีใดดตามทีเห็นสมควรก็ ด ให้นําความในมาตรา ๑๓ วรรคสอง คือข้อ ซ.๓ มาใช้บังคับแก่การพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการ วินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารโดยอนุโลม (มาตรา ๓๕) ณ๕.๓ อํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารแต่ละสาขา วิธีพิจารณาและวินิจฉัย ==- และองค์คณะในการพิจารณาและวินิจฉัยให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา (มาตรา ๓๕) ให้นําบทบัญญัติมาตรา ๒๕ เกี่ยวกับวาระของคณะกรรมการคราวละ ๓ ปี นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง มาตรา ๓๐ เกี่ยวกับการพันตําแหน่ง มาตรา ๓๒ เกี่ยวกับการเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคําหรือส่งวัตถุเอกสารหรือพยานหลักฐาน และบทกําหนดโทษที่ประกอบกับบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับกับคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร โดยอนุโลม ๓«. บทกําหนดโทษ ๕.๑ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคําสังของคณะกรรมการที่สังตามมาตรา ๓๒ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามเดือน เด เค 5 = 2 หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทังจําทังปรับ (มาตรา ๕๐) ๓.๒ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อจํากัดหรือเงื่อนไขที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกําหนดตามมาตรา ๒๐ ต้อง เว 9 3.%, ระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึงปี หรือปรับไม่เกินสองหมืนบาท หรือทังจําทังปรับ (มาตรา ๕๑) ๑๐. บทเฉพาะกาล ๕ = จ ฉณ/ ฉ, ฉ่ จ ' ส ๑ ๑๐.๑ บทบัญญัติมาดรา ๓ มาตรา ๕ และมาตรา ๆ มิให้ใช้บังคับกับข้อมูลข่าวสารของราชการทีเกิดขีน ก่อนวันทีพระราชบัญ 5 «2 ฉ ณ๓ ๕ 1 ” ณ «๓ใชซม 1 ส ๆ ให้หน่วยงานของรัฐจัดพิมพ์ข้อมูลข่าวสารตามวรรคหนึ่ง หรือจัดให้มีข้อมูลข่าวสารตามวรรคหนึงไว้ ส ให้ = ง ได้ เ” ' = 5ป903 ม ๕ เละฉิธี ซ่ ะ ะได้ ซ เพื่อให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ แล้วแต่กรณี ทังนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการทีคณะกรรมการจะได้กําหนด (มาตรา ๕๒) ๑๐.๒ ให้ระเบียบว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๑ซ่ ในส่วนทีเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสาร ” 0 ของราชการ ยังคงใช้บังคับต่อไปได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อพระราชบัญญัตินี เว้นแต่ระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกําหนด ตามมาตรา ๑5» จะได้กําหนดเป็นอย่างอื่น (มาตรา ๕๓) ๒๕ กฎหมายและวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และความรับผิดชอบทางละเมิดของเจ้าหน้าที โดย ญ/ ซั ๕๕5 คดร.ฤทย ทงสสลร เณ ๒ รองอธิบดีศาลปกครอง ๓ตวามรับพิต ยองเผ่ายปทตรอวง เฉ2ระ ตวามรับพพิตของเข่าชมปกทตรวง 1. เหตุผลและความจําเป็นของถารศึกษา 2. เหตุและหลักเกณฑ์เกี่ยวกับความรับคิด 3, โครงสร้างของปัญหา 4. หลักเกณฑ์ใน ป.พ.พ. 5. ขอบเขตของการบยังคับใช้ พ.ร.บ. 6. หลักเกณฑ์ใน พ.ร.บ. ๑ 7. ข้อสังเกตประกอบ พ.ร.บ. 8. การยูติกํารดําเนินคดีแห่ง เหตุผลและความจําเป็นของการศึกษา 1. หลักเกณฑ์แตกต่างจาก ป.พ.พ. 2. เป็นวิธีการแก้ไขเยียวยาและควบคุม ฝ่ายปกครองวิธีหนึ่ง ๕ ” 3. ความสําคัญมากขึ้นเนื่องจากรัฐ ส( ฒ/ 1 เว ณ/ มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับประชาชน มากขึน 1. มูลสัญ ญา @ ๑ สัญญาทั่วไป (ป.พ.พ.) ๑ สัญญาทางปกครอง ร มู 2. มูลละเมิด (ป.พ.ฬพ., พ.ร.บ. ความรับผิต ทางละเมิดฯ, ระเบียบสํานักนายกฯ ซี. เ= และความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกถา) ซ้ เอ 3. เหตุอิน เช่น มึกฎหมาย ณ์ เชม ”, <, บัญญัติไว้ (หลักเกณฑ์เฉพาะ) สัโณเบาทางปกตเรอง (มาตรา 3) . สัญญาทางปกครองโดยสภาพ สั 1 2. สัญญาหางปกครองศามนิยามของมาตรา 3 ก) คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายรัฐ ข) ประเภทของสัญญา = สัมปทาน . ให้จัดทําบริการสาธารณะ ๑ = จัดให้มีสิงสาธารณูปโภค * แสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ รับผิดทั้งหมด | ไม่รับผิดเลย ง *ไม่เป็นธรรม อ | ๑ใช้อํานายตามอําเภอไจ หุง/ 3 ๒ "9 น? *ไม่กล้าตัดอืนใจหรือลังการ | "ปฏิบัติหน้ หน้าที่โดยไม่ระมัดระวังเลย ๑ไม่มีจ่าย พพะอ ม ซิ/ เจ้าหน้าที่ ศุ [2 ศรามเสียหาย รัฐ/หน่วยงาน ยู้เสียหาย นส ชดใช้ ย ชดใช้ ๑ใช้อํานาจอธิปไตย| ให้ส่วนรวมรับภาระ ค่าเสียหาย ๑ทําเพื่อส่วนรวม เสียสลละ 5" เพลสวนรวม ส๒๐ ๓์ป ณะ เซ ฒ 1. เจ้าหน้าที่ผู้ทําละเมิดรับผิดเป็นส่วนตัว เ 2. หน่วยงานบของรัฐร่วมรับยิด เพ ๕ ฉ/ ๑ ล้ แล้วไล่เบียจากเจ้าหน้าทีผู้นัน เว ข สัข ๑ ง ณัง 3. เจ้าหนาทรบผดอยางลูกหนรวม เลี| 1. เวลา : 15 พ.ย. 2539 ๑ ในส่วนสารบัญญัติ ๑ ในส่วนสบัญญัติ 2., หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ ๑ ส่วนราชการ ๑ รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายเฉพาะ ๑ หน่วยงานอื่นตามพระราชกฤษฎีกา 3. การกระทําของเจ้าหน้าที่ ๑ ละเมิดแก่บุคคลภายนอก ๑ ละเมิดแถ่หน่วยงานของรัฐ [ ความเสียหายจากเจ้าหน้าที่ ) --- ห การปฏิบัติหน้าที ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ สหหแรร เจ้าหน้าทีของรัฐ หน่วยงานของรัฐ โ ] ไม่จงใจ/ประมาทธรรมตา | [จงใจ/ประมาทร้ายแรง ล [ 1 0 [ ๐ ๐ บางส่วน เตมจานวน - ความบกพร่องของหน่ายงาน ไม่ใช้ห ลักลกหันี้ร่วม - ระบบการดําเนินงานส่วนรวม | ขั้นตอนถารดําเนินการให้รับผิดทางแพ่ง ] | แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับยิดทางละเมิด | 5 ส่ ซั [ รวบรวมหลักฐานและให้ผู้เกี่ยวข้องซีแจง ] ไว 5, ก คณะกรรมการเสนอความเห็นไปยังผู้แต่งตั้ง | ๆ ๓= 9 เลอ, ไล ห1 วินิจฉัยว่ามียู้รับผิดหรือไม่ เท่าใด แต่ยังไม่แจ้งเจ้าหน้าที ] | ส่งสํานวนให้กระทรวงการคลังตรวจสอบและพิจารณา วาร) | 47, ๓ , [ ออกคําสังให้เจ้าหน้าทีชดใช้ตามความเห็นของกระทรวงการคลัง | 1 ระๆ พร = = [ แจ้งคําสั่งแก่เจ้าหน้าที่พร้อมสิทธิฟ้องคดีและอายุความฟ้องคดี | 1. รวมความรับยิดของเจ้าหน้าที่และหน่วยงาน 2. ไม่ใช่หลักการใหม่ทั้งหมด 3. มุ่งกําหนดขอบเขตความรับยิดของเจ้าหน้าที่ให้ เป็นธรรมมากขึ้น 4.ไม่ยกเลิกบทบัญญัติเรื่องละเมิดตาม ป.พ.พ 5. ไม่ใช้ในกรณีความรับยิดที่มี กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ว จ7 ๕๓ ๐ ๐ 6. ไม่เป็นหลักเกณฑ์ทีกําหนดเขตอํานาจศาล ๓ดิละเมิดและตวามรับเพิต ในอําบางสาลปทตรอง 1. การใช้อํานาจตามกฎหมาย 2. กฎ คําสังทางปกครอง หรือคําสังอิน 1 เซ 3. การละเลยต่อหน้าที่ทึกฎหมาย กําหนด ณฒ ฉณ๕ เ 4. การปฏิบัติหน้าทีล่าชา ๓ดิล: ว่านาวย 1 สีวเจ็ว ที่ไม่ใช่ รปกิบัติ ห ๕ . คดีละเมิดที่ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที (เรืองส่วนตัว) ๓ ๓ ๑ ณ๕๐ =- 2. คดีละเมิดทีเป็นการปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่ใช่ เวิดจากการใช้คําฟูโฆร 2 ไป จากกฎ ๐ ง ซี คําสัง การละเลยต่อหน้าที หรือ ๑ ณุ แฉ/ ณั อ 9 การปฏิบัติหน้าทีล่าช้า ฆ = 5" = = ส-. |@ เเดี๊ะนอ ว ห 1. ฟ้องศาลปกครองชั้นต้น (ม.9-11) 2. เสียค่าธรรมเนียมศาล (ม.45) 3. อายุความ 1 ปีนับแต่รู้หรือควรรู้เหตุ หรือ 10 ปี นับแต่วันมีเหตุแห่งการฟ้องคตี (ม.51) 4. ศาลเยียวยาโดยสั่งให้ใช้เงินหรือทรัพย์สิน กระทํา หรืองตเว้นกระทํา (ม.72) 5. การบังคับคดี (ม.72 วรรคสี่) คู่ตวามที่เป็นหน่วยงานของรัฐ 1.มติ ครม. ปี 2496 ห้ามฟ้องร้องกัน 2. มติ ครม. ปี 2513 ยืนยันโดยมติปี 2517 * ยุกเลิกมติ ครม. ปี 2496 *กําหนดขั้นตอนการดําเนินการใหม่ ๑ รัฐมนตรีเจ้าสังกัดตกลงกัน : หากตกลงไม่ได้ เสนอคณะรัฐมนตรีชี้ขาด . หากชี้ขาดแล้วไม่ได้ผล ค่อยฟ้องร้องกัน 3. มติ ครม. ปี 2538 กถกาธยุติการดําเน็นดดีแพ่ง มติ ครม. 11 มีนาคม 2540 1. ยกเลิกมติ ครม. ที่มีมาก่อน 2. ให้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาชี้ขาด การยุติในการดําเนินคดีแพ่ง , . ของส่วนราชการ 6 เจา1 ง ๕จ ๕4 แซ และหนวยงานทเกยวของ คําสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 192/2540 ลงวันที่ 4 มิ.ย. 2540 องค์ประกอบคณะกรรมการ 1. รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ประธาน 2. ปลัดกระทรวงการคลัง - ณ์ 3. เลขาธิการ ครม์. 4. เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา 5. อัยการสูงสุด กรรมการและเลขานุการ มติ ครม. ลงวันที่ 4 พ.ย. 2540 1. ยกเลิกมติ ครม. ที่ผ่านมา โดยให้หน่วยงาน ปฏิบัติตามขันตอนตามมติ ครม. 11 มี.ค. 2540 2. กรณีส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจมีข้อพิพาท 9. ซ์ ๑ เด 4๑4 » ให้ส่งเรืองพิพาทให้สํานักงานอัยการสูงสุด ดําเนินการทันที 0 9๑โ 4 ง,ซี 9/ * สํานักงานอัยการสูงสุดส่งเรืองให๋ ท เด ซ้ คณะกรรมการฯ ชขบขาด แลวแจง ครม. เพอทราบ ข้อสังเกตบางประการเกียวกับพระราชบัญญติ ๑ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าทิี พ.ศ. 2539 ดร. ฤทัย หงส์สิธิ = | ซ่ ฆ่= 1 <= ณ” ฆ % การปฏิรูประบบราชการไทยเป็นเรืองที่มีการกล่าวถึงกันมานาน โดยในอดีต การแก้ ปัญหาระบบราชการมักใช้วิธีการแก้ปัญหาเป็นเรือง ๆ หรือเป็นจุด ๆ โดยไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาของ ระบบกฎหมายในภาพรวม ต่อมา แนวคิดในการปฏิรูประบบราชการเริมเป็นรูปธรรมมากขึ้นใน เ - ณฆ ๐ สมัยของนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารซุน ที่เริมมีการนําหลักเรื่องความโปร่งใส ม (บลทรเลเอกอ๐ง) ในระบบราชการ หลักความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน (ส๐๐๐นทเลอเแม) ตลอดจนแนวคิดของกฎหมายมหาชนมาใช้ในประเทศไทย และเห็นถึงความ สําคัญและความจําเป็นของการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการปฏิรูประบบราชการจึงได้มีการ ยกร่างกฎหมายทางปกครองที่เกี่ยวเนื่องกันขึ้นหลายอบับ เช่น กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทาง บกครอง กฎหมาย ข้อมูลข่าวสารของราชการ เป็นต้น ๑” เง เค พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที พ.ศ. 2539 เป็นกฎหมายทาง ปกครองอีกอบับหนึ่งที่ได้นําแนวคิดของหลักกฎหมายมหาชนดังกล่าวมาใช้ในการปฏิรูประบบ ราชการไทย โดยเห็นว่าการนําหลักเกณฑ์เรืองละเมิดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มฯใช้ บังคับกับความรับผิดของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าทีอันเกิดจากการกระทําละเมิดของ เจ้าหน้าที่นั้นยังไม่เหมาะสม เนื่องจากไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหน้าที และอาจส่งผลให้เกิดปัญหาและ = - 0 - 0(0 ส «๓ ซ่ 4 อุปสรรคในการบริหารงานของรัฐ จึงควรบัญญัติหลักเกณฑ์ความรับผิดในเรื่องนีไว้โดยเอพาะ ให้มีลักษณะที่แตกต่างจากหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เนื่องจากหลักการ ' ลัยการจังหวัดประจํากรม ผู้เชียวชาญศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการวินิจอัยร้องทุกข์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการ การเลือกตัง และกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร - = เ" ": 40 =ะ=====-= ==== ========ะ= วารสารการผาณิชยนาวี ปีที่ 19 จบับที่ 2 ม <-= ของกฎหมายอบับนี้เป็นหลักการใหม่ นักกฎหมายบางท่านก็เป็นห่วงหรือกัง๑ลว่าจะเกิดปัญหา ต่าง ๆ ตามมา โดยเห็นว่าการใช้หลักเกณฑ์ตามกฎหมายฉบับนีจะมีผลเป็น "การแบ่งแยกการ ดําเนินคดีละเมิดออกเป็น 2 ผัก 2 ฝ่าย เป็นการทําลายความเป็นเอกภาพของหลักกฎหมาย และ อาจเป็นการจ์ากัดสิทธิของผู้เสียหายขึงเป็นประชาชนทีมียยู่เดิม” 7 ณ” 1 ณ« ง %7 ส่ ๑” นี้ได้ ๑” ใ เซ ความกังวลดังกล่าวก็มีเหตุผลอยู่บ้าง เนื่องจากกฎหมายฉบับนีได้วางหลักการเหมขน ส ส . , ษณ่งซ่ ย เจ ๕« ย ซึ่งอาจมีผลกระทบอย่างมากต่อผู้ทิเกียวข้องทุกฝ่าย นอกจากนน เมื่อมีการประกาศใช้กฎหมาย 3 อบับนีแล้ว หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าทีก็มี มีข้อสงสัยหรือปัญหาหลายประการในการตีความ และบังคับใช้กฎหมาย เช่น กฎหมายฉบับนี่จะใช้บังคับแก่ละ เมิดที่เกิดขึ้นก่อนกฎหมายฉบับนี้มี ผลใช้บังคับหรือไม่ หากการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดทางแพ่งของหน่วยงานของรัฐนั้นยังไม่เสร็จสิ้น ในวันที่กฎหมายอบับนี้ใช้บังคับ เนื่องจากกฎหมายจบับนี้ไม่ได้บัญญัติบทเฉพาะกาลไว้ ถ้าหาก %, ข ๐ = ' ง ยขเ= เบซ จะต้องดําเนินคดี จะต้องฟ้องภายในอายุความเท่าไร และเมือได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสีย หายไปแล้ว หน่วยงานของรัฐจะใช้สิทธิไล่เบียเจ้าหน้าที่ได้หรือไม่ในกรณีทีเจ้าหน้าทประมาท เลินเล่อเพียงเล็กน้อย และหากจะต้องฟ้องคดีเรื่องละเมิดนี ผู้เลี่ยหายจะต้องฟ้องใคร และฟ้องที ง ง ฆ่ ๑« 3/๕4 «” เซ ศาลไหน ระหว่างศาลยุติธรรมและศาลปกครอง เนื่องจากในปัจจุบันได้มีการจัดตังศาลปกครอง ซั ย ขึนแล้ว ล 1 ว -) , | บทความนีไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษากฎหมายในเรืองนีอย่างละเอียดถีถ้วนทุก เ %» แง่มุม เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีเนื้อหาและรายละเอียดมาก แต่มีวัตถุประสงค์เพียงสรุปหลักการและ เสนอข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที " " 0 | พ.ศ. 2539 เนื่องจากพระราชบัญญัติอบับนีได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานเกือบ 4 ปีแล้ว และใน ปัจจุบันปัญหาและประเด็นต่าง ๆ เงิมมีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขิน พอทิจะสรุปและม ข้อสังเกตเป็นประเด็นต่าง ๆ ได้ดังจะได้กล่าวต่อไป ๓ณ” สม เจร ๕= เ 4 แด ๑% ความรับผิดทางละเมิดเป็่นเพยงส่วนหนังของความรับผดของรจ ๑๓ = ๓ ซ่ะ. บย ๓ =@ 2 ษะ๑ 5 -ซณั ความรับผิดของรัฐหรือการทีรัฐจะต้องรับผิดหรือชดใช้เงินนัน อาจมทมาจากการ กระทําที่ซอบด้วยกฎหมาย เช่น การเวนคืนที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ของเอกซน เป็นต้น แม้รัฐจะ " ' = " 5 พรเพชร วิซิตชลชัย, พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที พ.ศ. 2539 : สรุปสาระลําคัญและ ข้อสังเกต, คู่มือการศึกษาวิชากฎหมายปกครอง, สํานักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา, กรุงเทพมหานคร หน้า 492 41 วารสารถารพาณิชยบาวี ปีที่ 19 ฉบับที่ 2 ======= == ===== ๕«๐ ๑ ๓ ๐ ส4 ส ๐ ซ่ ม» ๐ มีอํานาจทําได้โดยอาศัยอํานาจของกฎหมายเมื่อมีความจําเป็น เพื่อจัดทําสาธารณูปโภคการ ป้องกันประเทศ การได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ การผังเมือง การสล่งเสริมและรักษาคุณภาพ = ย «7 รฯ = เรจ่= ฆ ซ่ ๕< สิ่งแวดล้อม การพัฒนาการเกษตรหรือการอุตสาหกรรม การปฏิรูปทีดิน หรือเพื่อประโยชน์ สาธารณะอย่างอื่น แต่รัฐก็ต้ ต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ทีได้รับความเสียหาย ส « 1ป5 ซ= ๕ปักญ์ ๐ ด“จ่ห ! บ . - ส= ,เ เนื่องจากการเวนคืนนัน * หรืออาจมีที่มาจากการกระทําทีไม่ชอบด้วยกฎหมาย .เช่น การทีหน่วย ๑ โง จ จ จ่ ๐ = | - ๑4 เ# ข่๕ จ/ เด งานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่กระทําละเมิดต่อบุคคลภายนอกในการปฏิบัติหน้าที่ก็ได้ และความรับ ผิดของรัฐอาจมีที่มาจากมูลความรับผิดต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิงในมูลความรับผิดลังต่อไปนี่ ๕9 1.มุลสัญญา รัฐหรือหน่วยงานของรัฐอาจต้องรับผิดต่อคู่ลัญ ญาในกรณีทีรัฐผิด ส9 ญา ไม่ว่าสัญญาดังกล่าวจะ เป็นสัญญาทางแพ่งทั่ว ๆ ไป เช่น โญญาจ้ จัดซือวัสดุเค๋ เรื่องใช้ สํานักงาน จ่งอยู่ภายได้นตเกาหานถึ่ง[ห้ญญจ์ขินัญิติโนประมวลกฎหมายแพ่งแคะ - ไส|ส0. กาก คากาคญี่๕๑ใจรัง ร พาณิชย์ หรือเป็นสัญญาที่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน ลสัญญาทีจัดให้บริการสาธารณะหรือ ๑“ ษี๑ 9 ๕” ณ” คง ซ่ = ๓ จัดให้มีสิงสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ทเรยกราสัญญาทาง [เล 4 ส รู >” ซ่ ง ๑7 ฆ ๑7 ๓๑ ๑ จ่ กครอง ซึ่งสิทธิหน้าที่ของคู่สัญญาต้องบังคับตามหลักเกณฑ์ในเรืองของสัญญาทางปกครอง ที่มีหลักเกณฑ์แตกต่างไปจากหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 4 % 2.มูลความรับผิดที่กฎหมายเฉพาะบัญญัติไว้ ความรับผิดของรัฐอาจเกิดขึน เนื่องจากกรณีเข้าหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายเรื่องนั้น ๆ บัญญัติไว้ เช่น ผู้เสียหายที่ได้รับอันตราย หรือถูกประทุษร้ายเพราะเหตุช่วยเหลือราชการ ปฏิบัติงานของชาติตามที่ได้รับมอบหมายจาก ทางราชการ ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือช่วยเหลือบุคคลอื่นตามหน้าที่ที่กฎหมายกําหนด หรือ ปฏิบัติการตามหน้าที่มนุษยธรรม มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์จากรัฐ ” เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น ใน ปัจจุบัน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้มีบทบัญญัติหลายประการที่ เกี่ยวกับความรับผิดของรัฐ โดยรัฐธรรมนูญกําหนดให้รัฐ มีหน้าที่ช่วยเหลือหรือรับผิดในกรณีต่าง ๆ มากมาย เช่น ต้องช่วยเหลือเด็กและ ะเยาวชนซึ่งไม่มีผู้ดูแล ให้ได้รับการเลี้ยงดูและการศึกษา อบรม? รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 49 ข์ 4 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 3 เม พระราชบัญญัติสงเคราะห์ผู้ประสบภัยเนื่องจากการช่วยเหลือราชการ การปฏิบัติงานของชาติหรือการ ปฏิบัติตามหน้าที่มนุษยธรรม พ.ศ. 2497 มาตรา 4 5 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 53 วรรคสอง 42 ======--====------== วารสารถารพาณิมชยนาวี ขีที่ 19 ฉบับที่ 2 ! ซ ส4 ฆ= = =๑ =ซฆู= « เซ ม =ซ ง เณ” ซ่ ส ช่วยเหลือบุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังซีพ ช่วยเหลือ บุคคลซึ่งพิการหรือทุพพลภาพให้ได้รับสิงอํานวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะและความช่วย เหลืออื่นจากรัฐ” ช่วยเหลือบุคคลที่ได้รับความเสียหายถึงแก่ชีวิตหรือแก่ร่างกายหรือจิตใจ เนื่องจากการกระทําความผิดอาญาของผู้อื่นโดยผู้นั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทําความ ผิด และไม่มีโอกาสได้รับการบรรเทาความเสียหายโดยทางอื่น ตลอดจนกําหนดให้รัฐต้องรับผิด ในกรณีที่บุคคลใดตกเป็นจําเลยในคดีอาญาและถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดี นากต่อมา โรจ 4 ซ่ ฆ= 5 เล.ม ซ = | = =๑ห ย | เวอ ๐ = โชง ศาลพิพากษาถึงที่สุดในคดีนันว่าข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจําเลยมิได้เป็นผู้กระทําความผิด หรือ การกระทําของจําเลยไม่เป็นความผิด จําเลยนันย่อมมีสิทธิได้รับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายตาม = ๑รจ่+< ะ๕«๐ ๑๓ = «๓ รฯร, สมควร ตลอดจนบรรดาสิทธิทิเสียไปเพราะการนันคิน ความรับผิดของรัฐในกรณีนี่ย่อมเป็นไป ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายเอพาะกําหนดไว้ %” 1 1 3. มลละเมิด ความรับผิดอาจเกิดขึ้นเนืองจากการกระทําทิ่ไม่ซอบด้วยกฎหมาย เช่น เทศบาลขยายถนนแล้วลืมรื้อบ่อคอนกรีตข้างถนน และเปิดให้รถเดินไปมาโดยไม่ได้ทําเครื่อง บ ฆ. รซ่ ๕๓” 1๑ 1 บ ม๓ ๑ 10 .ซ ซฆซ่ หมายและให้สัญญาณเป็นทิสังเกต โจทก์ขับรถชนบ่อดังกล่าว เทศบาลต้องรบผด หรอกรณท น2 = ! ลูกจ้างกรมทางหลวงขับรถโดยประมาทชนคนตาย กรมทางหลวงต้องรับผิด'" หรือกรณีทีผู้ว่า ราชการจังหวัดสังให้เทศบาลรือถอนหรือตัดทอนอาคารทิสร้างรุกลําทางสาธารณะ แต่เทศบาล รื้อแผงลอยทั้งหลัง ทั้งส่วนที่ไม่รูกล้าทางสาธารณะด้วย เป็นการเกินคําสัง เทศบาลต้องรับผิด” เป็นต้น 7 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 54 ' รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 55 ขมก์ 4อศวจเลอาเกินช้อยขาด.จเวิจ แจงร5 ) รชีธรรมนญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธ์ศักราช 2540 มาตรา 246 9 คําพิพากษาฎีกาที่ 1201/2502 11 คําพิพากษาฎีกาที 928/2507 =- 12 2@922ิ6208ล๑๑๓เกลี่ภาร์ที่ 1438๑ 4จค๑/2516' วารสารการพาณิชย์บารี ปีที่ 19 อบับที่ 2 ======= -====== =======: ============ 43 จากที่กล่าวมาข้างต้น โดยเอพาะอย่างยิง ในเรื่องความรับผิดของรัฐอันเนื่องมาจาก ณ” ณ-ฑ 5 « %เ ๑” ๕ ณ” ง บ บ ๐๕ < 2 ฒ” กฎหมายเอพาะบัญญัติไว้นัน จะเห็นได้ว่า หลักเกณฑ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มปัจจุบัน ฒ” ๕ ฒ+” ฆ่ ฒณ์” รง: ฒฆ์ % -= %” ! ฒณ” ง| ฆ ๐ '=. «4 ๐ 7”. ของความรับผิดของรัฐที่ขยายตัวมากขึ้น และรัฐอาจต้องรับผิดแม้ว่ารัฐไม่ได้ทําละเมิด หรือทําให้ ซ ๆ ญ่ เดี แด ๐ % ซ2 2 ไง ๕ บุคคลอืนเสียหายโดยจงไจหรือประมาทเลินเล่อก็ตาม โดยคํานึงถึงปัจจัยอืนนอกจากประโยชน์ที่ เป็นตัวเงิน เช่น ความเป็นธรรม ประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ของเอกชนทีเกียวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิง ประโยชน์ของผู้ต้อยโอกาสในสังคม ดังนัน จะเห็นได้ว่า หลักเรื่องความรับผิด เล ๕ ของรัฐนันไม่ได้มีความสําคัญเนื่องจากเป็นกลไกในการควบคุ่มฝ่ายปกครอง และแก้ไขเยียวยา 43 ' 1 ฆ ม ม =ซ ในกรณีที่ จ้าหน้าทีของรัฐก่อให้เกิดความเสียหายแก่เอกชนเท่านัน แต่ยังเป็นหลักเกณฑ์ที กําหนดขึ้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมโดยส่วนรวมด้วย และจากผลของการสัมมนา - ' ว ะ ๑- ป เปรียบเทียบกฎหมายของหลายประเทศ ได้แก่ ประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส แคนาดา เบลเยียม เยอรมัน สกอตแลนด์ อิตาลี นิวซีแลนด์และออสเตรเลีย และไอร์แลนด์นัน ปรากฏว่า กฎหมายทิใช้บังคับกับความรับผิดของรัฐในประเทศต่าง ๆ เหล่านี่ใช้ทังกฎหมายเอกชนและ กฎหมายมหาชนควบคู่กัน ไม่มีประเทศใดเลยที่ใช้เฉพาะกฎหมายเอกชน หรือกฎหมายมหาชน เพียงอย่างเดียว เนื่องจากหลักเรื่องความรับผิดนันไม่ได้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของรัฐทาง ด้านทรัพย์สินเท่านัน แต่เกียวกับความเป็นธรรมในสังคม และประโยชน์สาธารณะด้วย ความรับผิดของรัฐทางละเมิดนั้นจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความรับผิดของรัฐซึ่งมี ขอบเขตกว้างขวางและในปัจจุบันอยู่ภายใต้บังคับของหลักเกณฑ์ของบทบัญญัติแห่งพระราช บัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิด ของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ซึ่งกําหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องนี้ไว้ ตลอดจนคําพิพากษาฎีกาและความ เห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการกฤษฎีกา คณะพิเศษ) ที่ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการ ฑ ๑ง ๕ณ” ๕4 เวด ฒฆ์ ซั14 ตีความและการบังคับใช้กฎหมายจบับนี่ '3 อทก น6(| สทย์ 4เท(ทอทง พ. ธ8กลสเอง, (90หทธฑท/ฑธทเอล| แลอญะ: 4 6๐ทาฏสเฮปีหอ ธร!นช่ห, บฑ์ไธส ทศส่อทฑท ๐๐อ๓๒ลเลนังอธ !สห รธกธร, งด01. 13, โท6ธ ปทเธซฮ่ (ไทยูสต่อทา !งลนยีอทส| 0อทาทเนแฮอธ ๐์ 0๐ทาสแลน์งอ ! ลพ/, แอกส่อก, ปพพอ๐๐! 1991, หน้า 4 อย คู่มีอการใช้กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง่และกฎหมฯยิศรํามรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่(6- ะ น่ ๐ ม« ๑” สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักนายกรัฐมนตรี, กรุงเทพมหานคร, บริษัท ศรีเมืองการพิมพ์ จํากัด, มีนาคม 2543 ซ่! เซ จ ซั ภุ4 ====ะ===== ณะระ2 ธะ๕๕ ===๕๕=== วารสารการพาทัโชยนาวร ษีที่ เ9 อบับที่ 2 ณฉ4 ณ/” ง = งห 9” พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ไม่ได้วาง ๑+ ล ซ” = เว ฆ =ฆ หลกเกณฑ์เฉพาะความรบผดทางละเมดของเจาหนาท เซ ไก ง ฆ่ ๕ ซ่ โดยตั้วไปในเรื่องความรับผิ เดทจงละเมิดที่เกิดขึ้นเนื่องจขากการกระทําของเจ้าหน้าที่นั้นจะ:. น ซ่ ใชร่ น จ ฒ” ฮ ฆ่ เรร มีผู้เกียวข้อง 3 ฝ่าย คือ ผู้เลี่ยหาย เจ้าหน้าที่ และหน่วยงานของรัฐ เนื่องจากการกระทําที่จะเป็น = ๑4 ม 4 ซ่ ฒ” ซู ละเมิดนันต้องปรา กฎว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นและมีผู้เลียหายหรือบุคคลทีได้รับความเสียหาย ย [ ไ 1 =: ๕ อ เร ในเรื่องนั้น ความเสียหายดังกล่าวเกิดจากการกระทําละเมิดของเจ้าหน้าทีของรัฐ ซึงปฏิบัติหน้าที แบร ง ง ๑” ๑” เร ง 5ฟ์ | ณ” 1 ฐ3» ๑” ซ้ เหแกหนวยงานของวัฐ ดังนัน จึงอาจเขียนเป็นแผนผังง่าย ๆ ได้ดังนี เจาหนาทของรฐ ความเสียหาย รัฐหรือหน่วยงานของรัฐ ผู้เสียหาย ซ่ ๑๓ ณ ณี่ = ฆ้ = - ฆ่บ = ซ ซณ= ๑ ในเรืองความรับผิดเพื่อละเมิดนี มีประเด็นง่าย ๆ ทตองพจารณา คอ เมอเกดความ ฆซ จ 3 เ | ซูณ- = ๓ -. ซ่ ๑ ล =: = เสียหายขินแล้ว จะให้ฝายใดเป็นผู้รับผิดชอบหรือรับภาระในความเสียหายที่เกิดขินจึงจะเกิด ง ๕ . ความเป็นธรรมแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ หรือหน่วยงานของ รัฐ และทําให้เกิดประสิทธิภาพและความต่อเนื่องในการบริหารงานของรัฐ เพื่อรักษาประโยชน์ สาธารณะหรือประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน ๑ น 0 1 ในประเด็นนี้ แต่เดิมนั้น ในประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทยหรือต่างประเทศ ต่างใช้หลักว่ารัฐไม่ต้องรับผิดในการกระทําละเมิดของเจ้าหน้าที่ เว้นแต่เข้ากรณีที่กฎหมาย ณ” ยกเจ้นไว้ โดยค้างหลักที่ว่า "พระมหากษัตรวิย์ทรงกระทําละเมิดไม่ได้" (โกอ (๓อ ๐ลก ฮ่๐0 ท0 อ น” พอทอ) หรือหลักที่ว่ารัฐเป็นผู้ใช้อํานาจอธิปไตย ซึงเป็นอํานาจสูงสุด จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ 48 ฑ์ ” ค้าเสียหายในการใช้อํานาจรัฐ ดังกล่าว แต่ต่อมาหลักดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป โดยได้นําข้อยกเว้น ง ย ย ซ่ มาเป็นหลัก นั้นคือ ในปัจจุบันรัฐต้องรับผิดในการกระทําละเมิดของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้า วารสารการพาณิชยนาวี ปีที่ (9 จบับที่ 2 ================= ==== เว้นแต่จะเข้ากรณีที่กฎหมายยกเว้นความรับผิดของรัฐไว้ โดยบางประเทศได้ออกกฎหมาย กําหนดให้รัฐหรือหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดทางละเมิด เช่น ประเทศอังกฤษได้ออกกฎหมาย (๐๓๐พก ๒6๐6อยเกฎร ค๐ 1947 ให้ดําเนินคดีกับราชการได้ ในทํานองเดียวกันประเทศสหรัฐ เมริกาได้ออลภภบมายหํกหลงเดียจถัน คือ -ือส่อ๑5ร0ก ทหร ๐! ในขญะทีในประเทศ ฝรั่งเศสนัน ศาลฝรั่งเศสได้วางหลักเกณฑ์ให้รัฐต้องรับผิดในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าทีไว้ใน ๐ คําวินิจฉัยคดี "บลองโก้" (1.0. 8 1อง 1873, @เลท๐0) ส่วนประเทศไทยได้รับรองสิทธิของ ผู้เล สียหายในเรื่องนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับแรก คือ รัฐธรรมนูญอบับปีพุทธศักราช 2492 «๑7 ตั้งแต่ เนั้นมา แม้ประเทศไ ไทยจะมี เฏหมายให้หน่วยงานของรัฐรับผิดทางละเมิด เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่แล้วก็ตาม แต่ก่อนปี พ.ศ. 2539 ทีพระราชบัญญัติความ จ/ 7 รับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มีผลใช้บังคับ เมื่อเจ้าหน้าที่ของวัฐได้ทํ าละเมิดและ 49 เจ หน่วยงานของรัฐรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายไปแล้ว หน่วยงานของรัฐก็มี มีสิทธิไล่เบียได้ : ๑ ณฆณส เต็มจํานวนจากเจ้าหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในกรณีที่มีเจ้าหน้าที่หลาย คน ร่วมกันทําละเมิด เป็นเหตุให้มีการร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจอัยร้องทุกข์ เรื่อง นายวิชัย = ฆซุูขย - -00 ๕ง เท่บ๑๕ ซ์ | บ๑ ' วิทยากูล อดีตข้าราชการกรมที่ดินซึ่งร้องทุกข์ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการผ่อนใช้เงินให้แก่ ทางราชการจากการกระทําละเมิด เนื่องจากผู้ร้องทุกข์ควรรับผิดเพียงบางส่วน เพราะมี ม เ% ซ่ ๑” ๐ ซ่= เร ศศ" ง เจ 6 ณ” เอ ๕๑ ๕=- เจ้าหน้าทีร่วมกันทําละเมิดหลายคนและกรมทิดินก็ ก็มีส่วนผิดอยู่ด้วย แต่ผู้รองทุกขกลบตองรบผด ย 85๒๐ เต็มจํานวนความเสียหายที่เกิดขึ้น ทําให้สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาทําการศึกษาเปรียบ ฆ ง % ๓ 2๑“ เว ณ” ๕=- ๑ = เทียบกฎหมายของประเทศต่าง ๆ และได้ผลักดันให้มีการตราพระราชบัญญัติความรับผิดทาง ละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ให้จํากัดความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ลงเฉพาะกรณีทิ %, เ ซ่ ๐ = =4 = 1 1 เจ 1 : เจ้าหนาททาละเม ดโดยจงใจหวรือประมาทเลินเล่ออย่างร่ายแรงเทานน ดังนั้น ในประเด็นว่าระหว่างผู้เกี่ยวข้องสามฝ่าย ได้แก่ ผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ และ = เ ๑ เรื ซ่ ณ= ร ม ' ๕| 8/ณ” ซ ๑+” ง หนวยงานของวฐนน เมอเกดละเมดขนแล้ว ใครจะเป็นผู้รับภาระในความเสียหายดังกล่าว โดย ัข่ ๒ ณณ= หลัก ผู้เสียหายย่อมมีสิทธิได้รับชําระค่าสินไหมทดแทนเต็มจํานวนทีได้รับความเสียหาย ปัญหา =: เซ่ 1 ง 3/ % ซ่ ง ๑ ม 7 ฆ่ษ ๑ จงอยู่ทการแบ่งภาระระหวางเจ้าหน่าทและหนวยงานของ3?ฐ หากเจ้าหน้าทีต้องรับผิดเคพาะใน <= กรณ ==ู ซี 5 เรื่องร้องทุกข์รับที่ 51/2525 ของคณะกรรมการวินิจอัยร้องทุกข์ คณะกรรมการกฤษภฎีกา ===ะ==---= ===== วารสารการผาณิมยนารี ปีที่ 19 ฉบับที่ 2 46 ==-== ========== ซ ๑ . 2% ม เวิ= “ 0 จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านัน ในส่วนของค่าสินไหมทดแทนทีเจ้าหน้าทีไม่ต้อง ๑ = เ ฒ ๕ ฒ” | = ง 6 ฒ” ๓ รับผิดห หน่วยงานของรัฐก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย ดังนัน พระราช วัญ ยติความรับผิดทางละ เมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 2ด ผูกรางหลักเกณฑ์ - 8 บงาน ความรับผิดทางละเ็ดห้เกดจากการบฏิบัติหน้าทีของเจ้าหน้าที 'ทั้งของเจ้าหน้ เทิ ' และหน่ 114 ของรัฐด้วย ไม่ใช่เฉพาะของเจ้าหน้าที่ฝ่ายเดียวเท่านั้น เพราะความรับผิดของหน่วยงานของรัฐ %/ ข สซ่= ฆ่ %/ ๑” ๑ ๕6 ๑4 ง 9 และเจ้าหน้าทีมีส่วนเกียวข้องสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ๑7 : ฉณ” ณฆ 9 9/ “จ. น เส พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที พ.ศ. 2539 ไม่ได้ ยกเลิกหลักเกณฑ์ความรับผิดทางละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่ง = ๐ และพาณิชย์ทั้งหมด พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที พ.ศ. 2539 มุ่งกําหนดขอบเขต ๑ ๑ บบู่ ขบ สญ่๑ูป = ว ๐ ๓ ๓! รจ่จ่ ความรับผิดของเจ้าหน้าทีให้ซัดเจนและเป็นธรรมมากขึน โดยกําหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ทเกยง (6 ๐ ๑” ณ์ % 9/ สจ่ส= จ ซ์ ณ เ ง ณ” , เฟทศ» กับความรับผิดของเจ้าหน้าททมต่อบุคคลภายนอกหรอมตอหน่วยงานของ?ฐ แต่ไม่ได้มุ่งกําหนด หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในเรืองของละเมิดทังหมด หลักเกณฑ์ที่กําหนดขึ้นตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ จึงเป็นข้อยกเจ้นของหลักทัวไปในเรื่องละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ในเรื่อง ใดทีพระราชบัญญัติอบับนีไม่ได้กําหนดไว้ ก็ยังคงต้องใช้หลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายแพ่ง = 6๕ และพาณิชย์บังคัง! เช่น มาตรา 5 ของพระราชบัญญัติอบับนีบัญญัติให้หน่วยงานของรัฐต้อง ๓ %/ ซ่ ' -= ซ่ %, เว ซ่ % ๐ = ๑ฉ“ % ซ่ ง รับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดทีเจ้าหน้าทีของตนได้กระทําในการปฏิบัติหน้าที่ แต่การ กระทําอะไรจะเป็นละเมิดหรือไม่นัน พระราชบัญญัติอบับนี้ไม่ได้บัญญัติไว้ จึงต้องใช้หลักเกณฑ์ ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเฉพาะอย่างยิงมาตรา 420 บังคับ เมือวินิจฉัยว่าการ ๑ บ บ๕ซ่= = 0 = , - 30 กระทําของเจ้าหน้าทิเป็นละเมิดแล้ว จึงค่อยมาพิจารณาหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติอบับนีต่อ 1 เว ไปจําระหว่างเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐ ใครจะเป็นผู้รับผิดในความเลียหายทีเกิดขีน และ ัซ่ ฆ ๓ ๑ เว ซ , ง =ฆ๑ู๑ฆ้ เพ ขบณ เ ส ม ๑ หทยููซ : รับผิดมากน้อยเพียงใด แต่ละฝ่ายจะมีสิทธิไล่เบียหรือเรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งรับผิดได้หรือไม่ ซ่ : - จ่-.ส่ : เพียงใดภายในอายุความเท่าไร นอกจากนัน หลักเกณฑ์ในเรืองอื่น ๆ ในประมวลกฎหมายแพ่ง ' คณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการกฤษฎีกา คณะพิเศษ) ให้ความเห็นว่า ค่าเสี่ยหายที่เกิดจากความผิด บ หรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดําเนินงานส่วนรวมนัน ถือเป็นความรับผิดของหน่วย งานของรัฐตามมาตรา 8 วรรคสาม จึงตกเป็นพับแก่หน่วยงานของรัฐแห่งนัน (คู่มือการใช้กฎหมายวิธีปฏิบัติ ราชการทางปฏิกเลยงแล6 เมปความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่. หน้า 73) วารสารการพาณิชยนารี ปีที่ เ๐9 ฉบับนที่ 2 ==========================ะร 47 และพาณิชย์ที่พระราชบัญ วัติฉบับนี้ไม่ได้บัญญัติยกเว้นไว้ย่อมนํามาใช้บังคับด้วย เช่น วิธีการ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและจํานวนค่าสินไหมทดแทนที่ชําระแก่ผู้เสียหาย การลดจํานวนค่า สินไหมทดแทนเนื่องจากผู้ถูกละเมิดมีส่วนผิดอยู่ด้วย นิโทษกรรม เป็นต้น ๐ โซรๆ ณ- - ค ๐ ส ซี ฒ =- , ูห %, คําพิพากพาฏีกาที่ . ร390/2541 โคทก์เป็นลูกจ้ เกางของจาเลยซงเบนรฐาสาหกจละเต. กระทําละเมิดต่อจําเลย ค่าเสียหายที่จําเลยกําหนดให้โจทก์ชําระแก่จําเลยภายในเวลาที่กําหนด ๐| ๕ ๕- =. ๕611 เ ๓ 1๐ ฆ่ ๐ -=. ง ๕ ณ์ ๐๑ ส เร เป็นหนีเงิน เมื่อโจทก์ไม่ซ้าระแก่จําเลยภายในเวลาทีกําหนด ถือว่าโจทก์ผิดนัด จําเลยซึงเป็น ฆ <ณด เ ณซ่ ๒๓= ร ณ+” ฆ ๕ ส | | บ = ฒ” เ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในระหว่างเวลาผิดนัดได้ตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 และพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของ เจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 12,13 ประกอบมาตรา 8,10 ไม่ได้กําหนดให้เจ้าหน้า ที่ผู้ทํ าละเมิด ยู ม๑“« % เบ '=. ๕4 ๓ง ๐ = 1 1 4 <= 7. ง [ด้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียดอกเบี้ยในกรณีที่กระทําละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ จึงต้องนําบท : วัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเรื่องหนี้มาใช้บังคับจําเลยย่อมมีสิทธิคิด เ= อกเบียจากโจทก์ได้ เอล ๓๕2* ๓4* "ง ส <= ง ฒฆ#” พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ไม่ใช่หลัก เซล เ ๕ - สฆ ๓ ล การใหม่ทั้งหมด และไม่ใช้ในเรืองทีมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ @ | พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที พ.ศ. 2539 เป็นกฎหมายทีวาง เซ =<ง4 หลักเกณฑ์จํากัดความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ แต่ไม่ใช่หลักการใหม่ทีเดียว เนื่องจาก แต่เดิม เคยมีกฎหมายบางอบับบัญญัติหลักการจํากัดความรับผิดของเจ้าหน้าที่ทํานองเดียวกัน ไว้ เช่น พระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 147 บัญญัติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ ทรัพย์รับผิดเป็นส่วนตัว เฉพาะกรณีที่ได้กระทําโดยเจตนาร้ายหรือโดยประมาทเลินเล่ออย่าง ร้ายแรง เป็นต้น นอกจากนั้น พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เป็น กฎหมายที่วางหลักเกณฑ์ทั่วไปในเรื่องความรับผิดของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ ดังนั้น จึงไม่ใช้บังคับในกรณีที่มีกฎหมายเฉพาะบัญญัติหลักเกณฑ์ความรับผิดหรือยกเว้นความรับผิด ไว้ เช่น พระราชบัญญัติคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2541 มาตรา 24 คุ้มครองไม่ให้ กรรมการการเลือกตั้ง กรรมการการเลือกตังประจําจังหวัด ผู้อํานวยการการเลือกตังประจํา ======= วารสารภารพาณิชยนาวี ปีที่ 19 อบับที่ 2 48 สอะ2ม ==========๕==--=-== - จังหวัด และอนุกรรมการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้ง ต้องรับผิดทังทางแพ่งและทาง ดาญา หากได้กระทําตามหน้าที่โดยสุจริต หรือตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 20 ที่คุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้ไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย 1 = โตห 'เกได้กระทําการโดยสุจริต์ภายไต้หลักเกฑ์และเงื่อนไซ ที่กําหนดไว้” ในเเรณี่ต่าง ๆ โหล่านี้0 4 ก็ไม่จําต้องใช้หลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้บังคับ เป็นต้น ณ” ๕สณ สณฆ เสซี ” = ไ [ บรอ ซี่ พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน่าท พ.ศ. 2539 เมเซบงคบ 7 เด = สม 9 ๒ ส ๕ กับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน่าททุงหมด พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 นี่ใช้บังคับแก่การ ๕ เซ % 7 จ่ ฉ” 1 ง ขย๓ % ๑ฉ๑” อ” 1 = '= 8 %+ ซ่ การกระทําละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ไม่ได้ใช้บังคับแก่การกระทําละเมิดของเจ้าหน่าท - 8» บ๐ ๒ง” ฆ งย - 1 | ทังหมด เนื่องจากกฎหมายได้จํากัดขอบเขตของการใช้หลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัตินีไว้หลาย ประการ ซึงอาจแยกเป็น 3 ประการใหญ่ ๆ ได้แก่ 34 1. ข้อจํากัดด้านเวลา พระราชบัญญัติจบับนี่และระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีที ง เว , ณ” ซ์ ซ่ % ง 37 ๑” 1 ฮ ณ= <ซ ๑ 3 ๑4 ๓7” 2 3/ ณ- ๑“ <= 2๕3 เกี่ยวข้องย่อมใช้บังคับแก่การกระทําละเมิดทีเกิดขึ้นหลังจากที่พระราชบัญญัตินีใช้บังคับ จึงมี ปัญหาว่าหากเป็นละเมิดที่เกิดขึ้นก่อนพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแล้ว แต่การสอบสวนหาตัว ม เจ สร่บขะ เด 5 เจ้าหน้าท่ผู้ต้องรับผิดหรือการด้าเนินกางชื่นยังไมเสร็จิ้น จะใช้หลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์หรือหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัรตินี้บังคับ เนี่ดงจากพระราชบัญญัตินี้ไม่ได้มี บทเฉพาะกาลในเรืองนีไว้ 17 พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารใดแม้จะเข้าข่ายต้องมีความรับผิดตามกฎหมายใด ให้ถือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ ต้องรับผิดหากเป็นการกระทําโดยสุจริตในกรณีดังต่อไปนี้ (1) ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 15 ถ้า(จ้าหน้าที่ของรัฐได้ดําเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบตามมาตรา 16 (2) ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 15 ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับตามที่กําหนดในกฎกระทรวงมีคําสั่งให้ | เปิดเผยเป็นการทั่วไปหรือเฉพาะแก่บุคคลใดเพื่อประโยชน์อันสําคัญยิ่งกว่าที่เกี่ยวกับประโยชน์ สาธารณะ หรือชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรือประโยชน์อื่นของบุคคล และคําสั่งนั้นได้กระทําโดยสมควรแก่ ก ๐ ร 8ไ9้3 7 ' « รทยษ เหตุในการนี้จะมีการกําหนดข้อจํากัดหรือเงื่อนไขในการใช้ข้อมูลข่าวสารนันตามความเหมาะสมก็ได้ วารสารการพาณิชยนาวี ปีที่ 9 อฉบับที่ 2 ============ะร 49 ๕ ซ้ ๐ ๑” ซ่ ง เชิ/ ร ๑” ในประเด็นนี้ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความและให้ความเห็นตามหลัก กฎหมายทั่วไปวํา ให้แยกพิจารณาหลักเกณฑ์ของกฎหมายเป็น 2 ส่วนว่าเป็นหลักเกณฑ์ทาง ข ฒ” ณจ๑= ๕3 ๑4 6 ๕๕3 ณ” «๑ฉณ<> ณ” ๕ ด้านสารบัญญัติ หรือหลักเกณฑ์ทางด้านวิธีสบัญญัติ ดังน ๆ หลักถาณฑ์ในส่วนที่เป็นสารบัญเบัติ เซ่น คงามรับผิดในทางละเมิด, สิทธิไลเบีย, ความรับผิดอย่างลูกหนีร่วม ฯลฯ ให้ใช้หลักเกณฑ์แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วย - ร ค 25%75”--- ละเมิด ซึงเป็นกฎหมายทีใช้ในขณะทีมีการกระทําละเมิดบังคับ 2 หลักเกณฑ์ในส่วนที่เป็นวิธีสบัญญัติ เช่น ขันตอนการตังคณะกรรมการสอบข้อเท็จ จริง การพิจารณาของผู้มีอํานาจสังการ การรายงานกระทรวงการคลังเพื่อตรวจสอบ การแจ้งผล การพิจารณาให้เจ้าหน้าที่ทราบ ฯลฯ ให้ดําเนินการตามหลักเกณฑ์แห่งพระราชบัญญัติความรับ ผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การ ปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เพราะหลักเกณฑ์การปฏิบัติ ตามระเบียบเดิมถูกยกเลิกไปแล้ว* ตัวอย่างของคดีละเมิดที่เกิดขึ้นก่อนพระราชบัญญัตินีใช้บังคับ เช่น ๐ ศ์ =. ฆ่ ๐ จ่ ๑” ฆ่ ง เลว ณ” | คําพิพากษาฎีกาที่ 21/2540 จําเลยที่ 2 กับที 3 ต่างเป็นพนักงานสอบสวนและเป็น ข้าราชการในสังกัดของกรมตํารวจ จําเลยที่ 1 ได้ยืดรถยนต์พิพาทช่องโจทก์เป็นของกลาง ถือเป็น - 0ไเั0 “ 0 ๑ ญ่ทมะ. ๐0 4 การปฏิบัติหน้าที่อย่างหนึ่งตามระเบียบข้อบังคับและคําสังทีได้รับมอบหมายจากจําเลยที 1 และ " สน ๑ 4่ - (ไจ4ๆฬ =.5= - มีฐานะเป็นผู้แทนของจําเลยที 1 จําเลยที 1 มีหน้าที่กํากับดูแลการปฏิบัติงานของจําเลยที 2 กับที่ 3 มิให้เกิดความเสียหาย ส่วนจําเลยที่ 2 กับที่ 3 มีหน้าทีต้องดูแลรักษาทรัพย์ของกลาง เหมือนเช่นวิญญูชนพึงดูแลทรัพย์สินของตน เมื่อประมาทเลินเล่อไม่ได้ดูแลรักษาตามสมควรเป็น เหตุให้รถยนต์พิพาทสูญหาย จึงเป็นการกระทําละเมิดในฐานะปฏิบัติหน้าทีเป็นผู้แทนของจําเลย ย. ที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 76 วรรคหนึ่ง จําเลยที่ 1 ฆ= ส<% บย : ๑ 9 ซ่ «๓ ซ่ เศ = ขม | =๑ ซ- ง' 6 ขฆ ง จงต้องรวมกบจาเลยท 2 กบท 3 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแก่โจทก์ จะดางวา เณ ๐ «3 5ง = ง ๑” <= งห่ข ตนไม่มีอํานาจในการยึดสิงของในคดีอาญามาปฏิเสธความรับผิดชอบของตนไม่ได้ 1 กติกุล กิตติวโรดม, ความรจับผิดของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ ศ, 2539, นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคําแหง 2542 ๓น์เ๐3 -===================ะ== วารสารการพาณิชยนาวี ปีที่ 19 จบับที่ 2 50 = == ===========- ๐ ๓ณ” »*9” เ ๑ง ฆ” 9/ = ะ“ ว, ! 2. ข้อจํากัดด้านหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ พระราชบัญญัติอบับนี่ใช้เฉพาะแก่ หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่เป็นหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ตามคํานิยามของกฎหมายฉบับนี้” โดยหน่วยงานของรัฐตาม กฎหมายจบับนี้อาจแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ : 0 1) สัยนราชการ ไม่ว่าจะเป็นรวิซีการ์ส่วนกลาง อันได้แก่กระทรวง ทบวง กรม หรือ ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ราชการส่วนภูมิภาค อันได้แก่จังหวัด* และราชการส่วนท้องถิ่น ต่าง ๆ เช่น เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตําบล กรุงเทพมหานคร เป็นต้น ม” = «« «๑ ๑๑= ซ 2) รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขิ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา เช่น การไฟฟ้า ส่วนภูมิภาค องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย การสือลารแห่งประเทศไทย เป็นต้น” ดังนั้น 1 ษ ๑” หน่วยงานของรัฐตามกฎหมายอบับนี่จึงไม่รวมไปถึงรัฐวิสาหกิจทิจัดตั้งขึนตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ในรูปของบริษัท เช่น บริษัทการบินไทย จํากัด (มหาชน) หรือ บริษัทไม้อัดไทย เป็นต้น 9 พุระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที พ.ศ. 2539 มาตรา 4 % คณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการกฤษฎีกา คณะพิเศษ) ให้ความเห็นว่า หน่วยงานของรัฐในราชการส่วน ภูมิภาคหมายถึงจังหวัด โดยจังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ บริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 แต่ไม่หมายความถึงสถานีอนามัย สํานักงานสาธารณสุขอําเภอ สํานัก จร รง ฯ ซึ่งเป็ : (0ู้ ๑ งานสาธารณสุขจังหวัด และโรงพยาบาลต่าง ๆ ซึงเป็นส่วนราชการประจําจังหวัด หรือส่วนราชการประจํา ๐ ม 1 <ฆ เฆ | == ง % ซ่ = อําเภอ แล้วแต่กรณี และไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล (คู่มือการใช้กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและ กฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที, หน้า 52-53) ล 21 ๓=ง ซฆ = %” ซี่อเศ๓ 6 ๕ ซ่ = คณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการกฤษฎีกา คณะพิเศษ) ให้ความเห็นว่า “องค์การเพื่อการปฏิรูประบบ ๑ ' = มฆ่ ฯ ๕ " ะ ๓| ล” สถาบันการเงิน" หรือ “ปรส." นันเป็นรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากเป็นองค์การของรัฐ ซึงมีทุนทังหมดเป็นของรัฐ และการดําเนินงานของ “ปรส." ย่อมมีทังกําไรหรือขาดทุนได้ แต่สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (สํานักงาน ก.ล.ต.) ไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากสํานักงานฯ มีลักษณะเป็นองค์การที่ ๐ ๑ ๐ = = «๓ ม | สอ ร่ะ๐ เซ ควบคุมและกํากับการดําเนินธุรกิจหลักทรัพย์ให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ และระเบียบทีรัฐกําหนด โดยไม่มี 43 วัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการเชิงธุรกิจ เช่น การผลิต การขนส่ง หรือการจําหน่ายแต่อย่างใด (คู่มือการ ซ่ ซี่ ใช้กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและกฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที, หน้า 58 . และ 62-63) 51 - วารสารการพาณิชยนารี ปีที่ 19 ฉบับที่ 2 ==== == ” ง <=ี ๓๑=ณณ์ 3) หน่วยงานของรัฐอื่นทีมีพระราชกฤษฎีกากําหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐตาม กฎหมายอบับนี้ เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สํานักงาน ๑ ๕ กองทุนสนับสนุนการวิจัย องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก” เป็นต้น ม [| เล เร ซิ จ 1 ” ง รัน (2 =' ลงนบ นพนบวบงานของรฐเกทเมอซี าหลักแผนดล์ทั้งสานข้อ5ป่องไปเป็นหน่วยงาน ร! ๑1 น ไช ม 49 % ! ของรัฐตามกฎหมายอบับนี่ และเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานดังกล่าวย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตาม เซ กฎหมายอบับนี่ ส่วน "เจ้าหน้าที่" ตามกฎหมายอบับนี้ มีหมายความกว้างโดยรวมทัง ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตังในฐานะเป็น กรรมการ หรือฐานะอื่นใด เจ้าหน้าที่ตามกฎหมายนี่จึงไม่ได้หมายความเฉพาะข้าราชการหรือ [ 6 ขู่ยะ ซ่สด่= = เณ” - บูซ่ = 2.! ข ๓ เจ้าหน้าที่ที่มีสถานะพิเศษตามกฎหมาย แต่ยังรวมถึงลูกจ้างซึงโดยปกติอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ ของกฎหมายแรงงานด้วย ดังนัน กรรมการในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นเจ้าหน้าที ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ง เ=รู ๑ ๐ [ งจ” บ ฆ่ ฆ= 3/ = %/ : ซ อย่างไรก็ตาม แม้คําว่า "เจ้าหน้าที" จะมีความหมายกรว้างรวมถึงลูกจ้างด้วยก็ตาม ง ง ง = เซ «๕ ง ง =: 9» แต่คณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการกฤษฎีกา คณะพิเศษ) ก็ให้ความเห็นว่าไม่รวมถึงลูกจ้าง ๑” เบ ขององค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.) ซิ่งได้ทําสัญญาว่าจ้างเป็นครั้งคราวเฉพาะงาน ไม่มีการบรรจุแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ขององค์การฯ นิติสัมพันธ์ระหว่าง ลูกจ้างดังกล่าวกับองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.) ย่อมเป็นไปตามข้อตกลงใน สัญญารวมทั้งความรับผิดทางละเมิด ซึ่งต้องนําบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์มาใช้บังคับ” ร ม | นอกจากนัน คณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นว่า คําว่า “เจ้าหน้าทิ” ตามกฎหมาย ก ' ง ร่ะ ๐ «๑ ๐ = % 9 โง ๑ จ ๐ ฆซ่ นีไม่รวมถึงเอกชนทีรับทําจัดทํากิจการให้แก่รัฐหรือแทนรัฐตามสัญญาจ้างทําของ เช่น กรณีที 49 เอ 1 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (ก.ฟ.ภ.) ทําสัญญาแต่งตังให้เอกชนซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือ 2% พระราชกฤษฎีกากําหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 พ.ศ. 2540 มาตรา 3 ! = % คู่มือการใช้กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและกฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่, ย หน้า 54-55 ง = ว เ ==================รร วารสารการพาณิชยนาวี ปีหี่ 19 อนบับทิ 2 52 ==--= ณารรร์ องค์การบริหารส่วนตําบลดําเนินการในหน้าที่อย่างหนึ่งอย่างใดแทนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เช่น = ณุ ฒ ซี %» เป็นตัวแทนเก็บค่าไฟฟ้าจากผู้ใช้ไฟฟ้าแทนพนักงานเก็บเงินของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือแก้ กระแสไฟฟ้าที่ขัดข้องให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้า .หรือก่อสร้างอาคารใด ๆ .ให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ฉะ เป็นต้น บุคคลดังกล่าวย่อมไม่เป็น "เจ้าหน้าที" ตามกฎหมายนี้“ เนื่องจากไม่ใช่เจตนารมณ์ ณ” ๑” ๑๕» ' - - 5 ของกฎหมายที่ขยาย ความรับผิดของหน่วยงานของรัฐให้ต้องรับผิดไปถึงกรณีทีเอกซนหรือบุคคล งท เค! ง่: ๑ = ง =' 4, 2๓๑16 เซ ๓ ๕๒ ภายนอกที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ไปทําละเมิดด้วย ซึ่งโดยปกติ หน่วยงานของรัฐย่อมไม่ต้องรับผิดใน ง ล” ! ๐ = ง เว , | ซซ่ ๑ ๓25 กรณีทีบุคคลดังกล่าวทําละเมิดอยู่แล้ว เว้นแต่จะเป็นกรณีทึกฎหมายกําหนดไว้โดยเฉพาะ 3. ข้อจํากัดด้านการกระทํา พระราชบัญญัติอบับนีมุ่งใช้บังคับแก่การกระทําละเมิด ! ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ทั้งที่เป็นการกระทําละเมิดต่อบุคคลภายนอก เช่น เจ้าหน้าที ขับรถโดยประมาทชนบุคคลภายนอกถึงแก่ความตายหรือได้รับบาดเจ็บ และการกระทําละเมิด ต่อหน่วยงานของรัฐ ไม่จ่าจะเป็นหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่นั้นสังกัดอยู่หรือไม่ก็ตาม เช่น เจ้าหน้าที ขับรถราชการโดยประมาท เป็นเหตุให้รถราชการที่ขับมาควําหรือไปชนรถราชการของส่วน ราชการอื่นเสียหาย เป็นต้น โดยพระราชบัญญัติอบับนี้ได้วางหลักเกณฑ์คุ้มครองเจ้าหน้าที่ไว้ ๐ ซ « 26 ทานองเดยวกน 1 ปฏิ ซ่ * คู่มือการใช้กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและกฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่, หน้า 64-67 25 | ๓ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 ผู้ว่าจ้างทําของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันผู้รับจ้างได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทํา การงานทีว่าจ้าง เจ้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ผิดในส่วนการงานทีสังให้ทํา หรือในคําสังทีตนให้ไว้ หรือในการ ซ่ เวจดว เลือกหาผู้รับจ้าง 6 «ฆ” ๒ - ณ” ฒ เว 7 ซ่ พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที พ.ศ. 2539 มาตรา 10 ๆรรคหนึ่ง ใ ฆเซ่ เอ ซี/. ซ่ ๕31 1 ๐ สซฒ 1 ง ฒ” 1ง ะ ๑ = 4 น ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทําละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐทีผู้นันอยู่ในสังกัด ง ๑ = ง ง ว่ ๑ หรือไม่ ถ้าเป็นการกระทําในการปฏิบัติหน้าที่ การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ ให้นําบท เณ บัญญัติมาตรา 8 มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้ามิใช่การกระทําในการปฏิบัติหน้าที ให้บังคับตามบทบัญญัติ ศี แห่งประมวลกฎหมายแพ่งแล แฉยณ์ วารสารการพาณิชยนาวี ปีที่ 19 ฉบับที่ 2 ========== =====================---=-=== 53 ในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทําละเมิดที่ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ โดยหลักแล้ว ต้องใช้ หลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บังคับเช่นเดิม โดยอาจมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง เช่น โนชื่องอายที วญา คลียกลรดดาน โน้นค ตัดหน่อยงานขดงรัฐ” สึงไป่ใช่ละเบิดทีเกิดจากการง|กิบัติหน้าท พระราชบัญญตค] บี” กถําหนด น ๑7 ๕ «- เจ ซ่อ๐0 = ๓” 2 ให้อายุความขยายเป็น 2 ปีนับแต่วันที่หน่วยงานของร รัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึง ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ไม่ใช่ 1 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นต้น 7” พระราชบัญญัติฉบับนี้มุ่งคุ้มครองเจ้าหน้าที่และกําหนดขอบเขตความรับผิดของ จ จ เธว เว ย ๑/ = เจ้าหน้าทิให้ชัด เจนและเป็นธรรมมากขน ง ม แต่เดิม ความรับผิดของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าทือ อยู่ภายใต้บังคับของ หลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 76” และมาตรา 425 และมาตรา ๐ 426 กล่าวคือ หากเจ้าหน้าที่หรือลู ลูกจ้างกระทําละเมิดในการกระทําการตามหน้าทีหรือในทาง ฆ ติบุคคลนันต้องร รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสีย อ) ซ่ะ ม ซ่ ๕ การทิจ้างหน่วยงานของรัฐทิเป็น บ ข เขยข่ ซ เร 3/ ! 43 หายแก่ผู้เลี่ยหาย แต่มีสิทธิไล่เบียแก่ เจ้าหน้าที่ที่ก่อให้เกิดความเสียหายได้ ดังนั้น แต่เดิม , % %/ ๑” = ณ <- ฆ % «๕ ณ” 6 ความรับผิดของเจ้าหน้าทีจึงมีหลักเกณฑ์พอสรูปได้ ดงน ๑7 ๑7” ๕ = จง 2” พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที พ.ศ. 2539 มาตรา 10 วรรคสอง เวน สิทธิเรียกร้องค่าสินหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ทั้งสองประการตามวรรคหนึ่ง ให้มีกําหนดอายุความสองปีนับ ๑ แต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และกรณีทีหน่วย งานของรัฐเห็นว่าเจ้าหน้าที “นั้นไม่ต้องรับผิด แต่กระทรวงการคลังตรวจสอบเแล้วเห็นว่าต้องรับผิด ให้สิทธิ เฉ็ง 0 เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนั้นมีกําหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐมีคําลังตามความเห็น ของกระทรวงการคลัง % ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 76 ซ่ 8/ เซ =. 4๕4 %/=4 9 ๑ เซ 5 | ฆ - ถ้าการกระทําตามหน้าที่ของผู้แทนนิติบุคคลหรือผู้มีอํานาจทําการแทนนิติบุคคล เป็นเหตุให้เกิดความเสีย ลาดดคสื่บ กด ป เม๑35เกิด๓๓ดใช้ค่ ฉ่ ม ต์ไร] ' หายแก่บุคคลอื่น นิติบุคคลนั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนัน แต่ไม่สูญเสียสิทธิที จะไล่เบี้ยเอาแก่ผู้ก่อความเสียหาย 6 ============== วารสารการพาณิช์ยนาวี ปีที่ 19 ถบันที่ 2 54 =-=----- ในกรณีเจ้าหน้าที่ทําละเมิดที่ไม่ใช่การกระทําในหน้าที่หรือไม่อยู่ในทางการ ซ่ขู่ ย ชะ ร่ย ๑ ล เด ทิจ้างเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว 2. ในกรณีเจ้าหน้าที่ทําละเมิดในการกระทําในหน้าทิีหรือในทางการทีจ้าง ว/ ! ม ซ่ ซี = ส 1 ห " ผู้เลยหายมลีท ธิฟัอ: งเจ้าหน้าหี่และหน่วยงานของรัฐให้รับเผิดร่วมกัน เมือหน่วยงานชุดใช้ค่า' ! ฆซ ซ์ สินไหมทดแทนแก่ผู้เสี่ยหายแล้ว ก็มีสิทธิไล่เบี้ยจากเจ้าหน้าที่เต็มจํานวน นั้นคือ ในชั้นที่สุด เอ ม แตลี บต 4 «” < ส ฒ” | '=. 2 เจ้าหน้าทียังคงต้องรับผิดเป็นส่วนตัวในผลแห่งละเมิดนัน ณฆฒ เว ซ่ ง ๑” ๐ ๕๒ ๑ เ ซ่ ๒ 3 ในกรณีเจ้าหน้าทีหลายคนร่วมกันทําละเมิดในการกระทําในหน้าทิหรือใน ง ณ ขย ทางการที่จ้าง เจ้าหน้าที่ทังหมดต้องรับผิดอย่าง “ลูกหนีร่วม”" เก ม 1 จากหลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้ ทําให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติทังสองด้าน ในด้านหนึ่ง ที่ข เซ ๕ ฒ” ไป ! %, ห 4 ๑ 3% ศศ พ@จ ๕3 เจ้าหน้าที ของรัฐบางคนเกิดความกลัวไม่กล้าสังการ เนื่องจากกลัวต้องรับผิดในทางละเมิดเป็น ฆ ส่วนตัว ทําให้ต้องมีการตั้งคณะทํางานหรือคณะกรรมการเพื่อกลันกรองเรืองดังกล่าว หรือต้องมี การหารือไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อหลีกเลียงความรับผิดอันอาจเกิดจากการสังการของตนทําให้ %, ฆ่ ฒ” ง 4 4%» ซู 4 , ศ- ณ๑” งานในหน้าทีหยุดชะงัก หรอลาชซา เป็นผลเสียแก่การดําเนินงานของรัฐโดยส่วนรวม และ ขฆข ณ=ณณุ 2 0 ๕7 ๐ ๒ - *+ ”-: 1 ง ประชาชนซึงเป็นผู้รับผลโดยตรงจากการกระทํานัน และในอีกด้านหนึ่ง ในกรณีทีเจ้าหน้าที่มี ความรับผิดชอบและกล้าตัดสินใจสังการเพื่อประโยชน์ของทางราชการ เป็นเหตุให้เกิดละเมิดขิน เซ ซ่ 1าท ษ ซ่ <=-= 1 ง = ท ซ์ 4 เว ๐ 9” 39/ เซ ซ่ ะ %» ทังที่ตนเองไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือมีส่วนผิดเพียงเล็กน์อย ทําให้เจ้าหน้าทีนันต้อง ณ- รับผิดในผลแห่งละเมิดทั้งหมดเป็นการส่วนตัว ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมขึน ด้วยเหตุนี้ พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ซึงมีผล ๆ, ณฑ ณ์” ยะ เณ ส่ = | คง ม ๐ 7 บังคับใช้ตังแต่วันที 15 พฤศจิกายน 2539 เป็นต้นมา จึงได้กําหนดมาตรการในการคุ้มครอง เล บูซ่ ว9 ๓ ๓ = บ ย ฆ่ซ๐ ๑@ู๓๑ ขุซ่ทะ เจ้าหน้าที่และจํากัดความรับผิดของเจ้าหน้าที่ที่ทําละเมิดในการปฏิบัติหน้าทีไว้หลายประการ ได้แก่ ณ์ 1. เจ้าหน้าทีไม่ต้องถูกฟ้องคดี โดยกําหนดให้ผู้เสี่ยหายฟ้องหน่วยงานของรวัฐ ฆ เ ๕ง ๐ =- โดยตรง ห้ามฟ้องเจ้าหน้าที่ที่ทําละเมิด” [ 9๑ เซ เด = เ4 เซ5ร- พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที พ.ศ. 2539 มาตรา 5 หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละ เมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทําในการปฏิบัติหน้าที่ .ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานขอังรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ 55 วารสารการพาณินยนาวี ปีที่ 9 ลบับที่ 2 ====================-----= , ง่ ๐ = ซ่=ๆ๑ ๑ = «๑= ง ซ่ ะ. ๓ = แต่ถ้าเจ้าหน้าที่กระทําละเมิดที่มิใช่การกระทําในการปฏิบัติหน้าที เจ้าหน้าทีนันต้องรับผิดใน ม 1 9 ละเมิด ในกรณีนี้ ผู้เสียหายต้องฟ้องเจ้าหน้าที่โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้“ดังนัน โดยหลักแล้ว ผู้เสียหายต้องพิจารณาในเบื้องต้นว่าการกระทําละเมิดนันเกิดขีน เนื่องจากการ ย ฆ ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ หรือเป็นเรื่องส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ .เพื่อพิจารณาว่าจะต้องฟ้องใคร- = ซึ่งหากฟ้องผิดตัว ผู้ที่ถูกฟ้องคดีอาจขอให้ศาลหมายเรียกผู้ที่ต้องรับผิดเข้ามาเป็น คู่ความในคดี โอง ซมฆ่ ๑/ = ง«, ะ รๆ.ข, ม หรือในกรณีที่ศาลยกฟ้องเพราะผู้เสียหายฟ้องผิดตัวนัน กฎหมายก็ให้ขยายอายุความฟ้องร้อง ยมฆ่บ ๓%๓ = ๕ = 1๑2 ณ ๐ = ะ๑ ข่ 31 ผู้ที่ต้องรับผิดซึ่งมิได้ถูกเรียกเข้ามาในคดีออกไปถึงหกเดือนนับแต่วันที่คําพิพากษานันถึงทีสุด แต่ในทางปฏิบัติทีผ่านมา ส่วนใหญ่ ผู้เสียหายมักจะฟ้องทั้งหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ให้รับ ผิดเช่นที่เคยปฏิบั วัติมาในอดีต เพื่อป้องกันปัญหาการข้องผิดตัว และแม้เจ้าหน้าที่จะยกข้อ กฎหมายดังกล่าวขึ้นตัดฟ้องหรือขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาด บื้องต้นก็ตาม ศาลมักจะยก คําร้องและ มักวินิจอัยเรื่องดังกล่าวตอนพิพากษาคดี ทําให้การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวไม่ค่อย ได้ผลสม ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย 0 พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 6 ถ้าการกระทําละเมิดของเจ้าหน้าที่มิใช่การกระทําในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดในการนั้นเป็นการ เฉพาะตัว ในกรณีนี่ผู้เสียหายอาจฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้ 7 แร=. เค = ไรง 31 พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที พ.ศ. 2539 มาตรา 7 ในคดีที่ผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐ ถ้าหน่วยงานของรัฐเห็นว่าเป็นเรืองทีเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดหรือต้อง ง ๑ <= ฆสจ่บย ๓ 7 นิ/ ซ่ 9 4 7 ฆ่ 6 ง ซ่ ฆ่ ' จ 3 เศ ร่วมรับผิด หรือในคดีที่ผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่ ถ้าเจ้าหน้าทีเห็นว่าเป็นเรื่องทีหน่วยงานของรัฐต้องรับผิด - ง ๑ , «๓ ย ยม ฆ่« ง ซฯ = เว = ม เซ เ” บ หรือต้องร่วมรับผิด หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังกล่าวมีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาคดีนันอยู่เรียกเจ้าหน้า " ! ! = ฆ= ที่หรือหน่วยงานของรัฐแล้วแต่กรณี เข้ามาเป็นคู่ความในคดี ถ้าศาลพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าทีที่ถูกฟ้องมิใช่ผู้ต้องรับผิด ให้ขยายอายุ อ «๓ ๑ 4 = ๑ เจ๑ซ่๐ = เว ความฟ้องร้องผู้ที่ต้องรับผิดซึ่งมิได้ถูกเรียกเข้ามาในคดีออกไปถึงหกเด็๑"แต่รั“ที่ําพิพากษานั้นถึงที่สุด ซ%: วารสารการพาณิชยนหาวี ปีที่ 19 ลบับที่ 2 " ม ง ง 1 อย่างไรก็ตาม ในบางคดี ศาลชันต้นมีคําสังไม่รับฟ้องผู้เสียหายโจทก์ทีฟ้องเจ้าหน้าที่ ง ง -% ซ % ซฆ เพราะเหตุละเมิดที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที โจทก์จึงโต้แย้งว่าคําสังศาลดังกล่าง โดยอ้างว่า ๒ ๑๕” พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 นันขัดต่อบทบัญญัติของ ฆ ๑7” น .-.รธุธรรมบูญมาตรา 6 มาตรา 26 มาตรา 27 และมาตรา.29..ศาลแพ่งจึงได้ส่งเรืองให้ศาลรัฐธรรม นูญวินิจฉัยตามมาตรา 264 ของรัฐธรรมนูญ ในคดีนัน ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่ากฎหมายนี ไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าว และไม่ขัดกับมาตรา 62 ของรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิบุคคลฟ้อง หน่วยงานของรัฐให้รับผิดเนื่องจากการกระทําของเจ้าหน้าที่ เนื่องจาก "รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติ ๕" 1 < = = ร่ ซู ย ย จ่ ง ๑/ , 4 = รับรองไปถึงสิทธิของบุคคลที่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานดังกล่าวซึงเป็นบุคคลธรรมดา ด้วย"“ ' ซ ๑” [, ๑ ๕ ในส่วนทีเกี่ยวกับหน่วยงานของรัฐนัน หากการพิจารณาหาตัวเจ้าหน้าทิผู้ต้องรับผิด 2. ทางละเมิดนันได้ผลยุติเป็นที่สุดว่าความเสียหายเกิดจากการปฏิบัติหน้าทิของเจ้าหน้าท ระเบยบ แ สํานักนายกรัฐมนตรีว่า ด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยว กับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที ง! บ ๑” 33 ฆ ง -- จ บม ู ซขย %/ เ= ง -. พุศ. 2539 ห้ามหน่วยงานของรัฐเรียกเจ้าหน้าที่ผู้นันเข้ามาเป็นคู่ความในคดี และหาก บ ซ ย บ บ ๑จะ , ห บ ซ% ฆ ฆ 1 . บ ข่ ย - ก (' = ผู้เสียหายได้ฟ้องเจ้าหน้าทีนันต่อศาลก่อนแล้ว หรือมีการเรียกเจ้าหน้าทีเข้ามาเป็นคู่ความในคดี ก่อนแล้ว หน่วยงานของรัฐต้องแจ้งผลการพิจารณาให้พนักงานอัยการทราบ เพื่อแถลงต่อศาล ซ่ ๆ, % เซ = 7 ๓ 4 <ณฆ เว ๑ เ ๕” ง ฆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีโอกาสพ้นจากการเป็นคู่ความในคดี และให้ขอให้พนักงานอัยการช่วยเหลือ ง ง ม % ซ่ | ะ 6 ทางคดิแก่เจ้าหน้าทีในระหว่างนันด้วย 9๑@๕25 ๑ ฯ ๑ ส่ ซ่ : * คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที 12/2541 ลงวันที 20 ตุลาคม พ.ศ. 2541 เรื่อง ศาลแพ่งส่งความ เห็นของคู่ความ ซึงโต้แย้งว่าพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ขัดต่อรัฐ ธรรมนูญเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจอัย (สํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ, รวมคําวินิจอัยศาล รัฐธรรมนูญประจําปี 2541 หน้า 418-422) 33 ฆ ๑ ๑7 «๓ ณเ3 บ «- เว =.«= ฆ่ «- «๓ ๑ = บ บ ซ่ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกียวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ . พ.ศ. 2539 ข้อ 37 วารสารถารพาณิชยนาวี ปัที่ 19 ฉบับที่ 2 ================ ==================== 5ธ57 ง า ๐ =. ข่ ณ” ง จ่ ' ง ๕ ณ์ ส่วนในกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทําละเมิดในเรื่องส่วนตัวหรือในเรื่องทีไม่ใช่การปฏิบัติ หน้าที่ ยังคงใช้หลักเกณฑ์เดิม กล่าวคือ ผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องให้เจ้าหน้าที่รับผิดเป็นล่วนตัวได้ เว เด ณ” ๑” เหมือนเดิม แต่ไม่อาจฟ้องให้หน่วยงานของรัฐรับผิด” ดังบัน ในการพิจารณาว่าการกระทําใด เป็นการกระทําในหน้าที่หรืดเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม จึ่งลาดนําตัวอย่างในคําพิพากษาภิกาฬ. ณ๕๕๑ แ2๑” ซ่ ร ฆ ๕ ศ์ ๕- บม<ู ณฆ ส ฆ วินิจฉัยในเรื่องนี้แล้วมาเป็นแนวทางหรือพิจารณาประกอบได้ ซึงศาลฎีกาตีความไว้กว้าง โดยรวม ส4 ฆสล่ย ย สจะ ศน โอพณา| ซี, สมั ๓ --๑ ข ๕ ฉ2 ๓ ๓ ถึงกรณีทีเจ้าหน้าที่นันปฏิบัติหน้าที่ตามคําสังของผู้บังคับบัญชา เพื่อประโยชน์ของทางราชการ บมบาเ บ บส๑่ะ เฒ ๐ : ย ซ่ ซฆ =๑«๑= บ ซ่ บ แม้ว่าเจ้าหน้าที่นันจะไม่มีตําแหน่งหน้าที่โดยเฉพาะ หรือปฏิบัติหน้าทินอกเวลาราชการด้วย ๑ ๒ '= ซ่ ๐ พ่ เณฆฒ่๐ ง เว2 ส๓ ง คําพิพากษาฎีกาที 1811-1812/2516 คจําเลยท 1 ไม่มีตําแหน่งหน้าทีขับรถ แต่ ผู้บังคับบัญชาใช้ให้เอารถยนต์ของจําเลยที่ 2 ซึ่งใช้ในกิจการของกองทางไปล้าง จําเลยที 1 ได้ จับรถไปล้างที่ปั๊มน้ามันสามทหางเสร็จแล้วขับรถกลับ ระหว่างทางได้แวะไปเอาของทีบ้านพีสาว ของจําเลยที่ 1 จึงไปกระแทกกับรถบรรทุกนักเรียน ทําให้บุตรของโจทก์ทังสองถึงแก่ความตาย ฒ” '=. '= = ฒ” | ฆ๐ ฆ่ เซ ม ซ่ ! ๐ ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยทีประชุมใหญ่ว่า แม้จําเลยที 1 ไม่มีหน้าทีขับรถ แต่การนํารถไป ล้างโดยมีผู้บังคับบัญชาใช้ให้ไป การล้างรถเป็นกิจการของจําเลยที 2 ย่อมถือได้ว่าจําเลยที 1 ได้ กระทําละเมิดในทางการที่จ้างของจําเลยที่ 2 จําเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของ . 4 จําเลยที 1 ๐ = -= ซ่ ด ๕6๓๑ 6 ๕4 ฮีณ” . คําพิพากษาฎีกาที 702/2517 . บุรุษไปรษณีย์ขับรถยนต์ของกรมไปรษณีย์รับส่ง 37 = = ซ่ = %/ 5 ข้าราชการในกรมนอกเวลาปฏิบัติราชการปกติของทางราชการ เพื่อมิให้มาปฏิบัติราชการสาย เป็นการให้สวรัสดิการแก่ข้าราชการและเป็นประโยชน์แก่ราชการของกรม การขับรถของบุรุษ = ๐3% ๕๐| ๑ ง ๓ ง ๑7 |! = ไปรษณีย์จึงเป็นการทํางานตามทางการที่จ้างของกรมไปรษณีย์ฯ เมือการขับรถนันก่อให้เกิด ร เละซี่ ๓ ซี ส ขย «ม ๑ฉ๑ ู2 ความเสียหายแก่ผู้อิน กรมไปรษณีย์ฯ จึงต้องรับผิดด้วย 3 พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา ค ง เว่ ย ฆ ส ๐ ง ๐ =- ซ่ 4 ง เซ อย่างไรก็ตาม แม้ศาลฎีกาจะตีความคําว่าการกระทําละเมิดทีจะถือว่าเป็น 4 บ ซ่ บม 4 งเณหุเ ๓=ง ๑ = สซ่=๓% ๓ ซ่ “การกระทาตามหน้าท" ได้กว้างก็ตาม แต่ก็ไม่รวมถึงการกระทําละเมิดทีมีลักษณะเป็นเรืองส่วน ๑7 บ บข่ ,เ ๐ ๑ 35 ซู ๐ <ศ! ๑” %ง ว ๐ ตวของเจาหนาท เชน การกระทําโดยทุจริต หรือทําโดยอารมณ์ส่วนตัว แม้ว่าจะได้กระทําลงใน ร“ชรก่างเกคา1|ลิรโช๊อา1กฮาร 72วางเวคาาเกราคารหแกศกป เล คําพิพากษาฏิกาที 1931/2518 จําเลยเป็นข้าราชการสังกัดกรมไปรษณีย์ จอดรถเก็บ ๐ ไปรษณีย์ภัณฑ์ตรงตู้ไปรษณีย์ จํา าเลยด่าเจ้าพนักงานตํารวจจราจรที่สั่งให้จําเลยจอดรถให้ถูกที่ ม ณ” ๑ ณฆซ่ % พเง ส %+ ฒ” ๐ ฒณ์ เจ้าพนักงานตํารวจซะโงกศีรษะเข้าไปในรถแจ้งข้อหาฐานดูหมั่นเจ้าพนกงาน จําเลยขับรถไป ๑” ักตํารวจตกจากรถ'การด่า และการขัดขวางการจับกุมเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยว บ เง โดยเร็ว และผ 9 กรมไปรษณีย์ กรมไปรษณีย์ไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย ๐ ฉ๑ ฆฆ่ 9 ฆ” ณ น9” ๑/ = | ข บ ซ่ย ๓ = ซ ด 2 จํากัดกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องรับผิด กล่าวคือ เจ้าหน้าทิต้องรับผิดเฉพาะกรณีจงเจ หรือประมาทเลสินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น และไม่ต้องรับผิดในการกระทําละเมิดทีเกิดขีนตาม ปกติเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่ไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ปัญหาว่าการกระทําใดถือว่าเป็นการกระ ทําโดยประ มาทเดินเล่ออย่างร้ายแรงนั้น โดยปกติ หน่วยงานของรัฐเป็นผู้พิจารณาในเบื้องต้น และเมื่อหน่วยงานพิจารณาแล้ว จะส่งเรื่อง ให้กระทรวงการคลังพิจารณาตรวจสอบต่อไป ทั้งนี้ เพื่อให้การตีความและบังคับใช้กฎหมายมี ๑” จ่ =ฆซี ณ” ๒ ขย ฆ ๓๑” ๕ ง ณ์” ส ณ” งจ ฆ ลักษณะที่เหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน ในประเด็นน กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้หารือไป ” ณ=ซ ! %/ ฉ” ณิ 1 | ๐๑ - ยังคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าจะใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาว่าเป็นการกระทําโดยประมาท เลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ คณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการกฤษฎีกา คณะพิเศษ) ให้ความ 35 คุณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการกฤษฎีกา คณะพิเศษ) ให้ความเห็นว่า เจ้าหน้าที่เขียนเช็คเบิกเงินเกิน กว่าจํานวนเงินในฎีกาที่ตั้งเบิก และนําไปเบิกเงินจากธนาคาร และรับเงินที่ราษฎรนํามาชําระภาษีและค่า ธรรมเนียมแล้วเบียดบังเงินดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว การกระทําดังกล่าวเป็นการกระทําโดยทุจริต เป็น - ความผิดทางอาญา การกระทําดังกล่าวมิใช่การกระทัจในการปฏิบัติหน้าที่ แม้ว่าเจ้าหน้าที่บั้นมีตําแหน่ง เป็นเจ้าหน้าที่บริหารการเงินและบัญชีก็ตาม (คู่มือการใช้กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและ กฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่, หน้า 81-83) วารสารการพาณิษ์ยหารี ปีที่ เ9 อบับที่ 2 =============-=-= ==== ==== 59 ซ๊ ๑ ๕ม ง «| เ2 เห็นว่า การกระทําโดยประมาทเลินเล่อนัน หมายถึง การกระทําโดยมิได้เจตนา แต่เป็นการกระทํา โดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนันจําต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ ส่วน = , , ป ฆ่ ย ๑๐ ๑ «๓ ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจะมีลักษณะที่บุคคลได้กระทําโดยขาดความระมัดระวังทิ ๓ ๒ , : " : 'เก จ : 8 เบียงเบนไปจากเกณฑ์มาตรฐานอยางมาก เข่น คาดเห็นได้ว่าความเลี้ยหายอาจเกิดขึืนได้หรือ ถ้าระมัดระวังสักเล็กน้อยก็ยังคงได้คาดเห็นว่าอาจเกิดความเสียหายขึ้นเช่นนัน เช่น คําพิพากษา ศาลฎีกาที่ 1789-1790/2518 กรณีโรงงานของจําเลย (กระทรวงการคลัง) เผาเศษปอ ทําให้มี ควันดําปกคลุมถนนจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า เป็นเหตุให้มีรถขับมาชนท้ายรถของโจทก์ซึ่งจอด อยู่ได้รับความเสียหายโดยเหตุการณ์เช่นนี้เค้ยเกิดขึ้นมาแล้ว 2-3 ครัง แต่จําเลยก็คงปล้อยปละ ละเลยไม่เปลี่ยนวิธีการเผาเศษปอ ถือว่าจําเลยได้กระทําโดยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นต้น” ) ณ” ะ «7 2 ๑ ๐ <= ง < ดังนัน จะเห็นได้ว่า การกระทําใดจะเป็นการกระทําโดยประมาทเลินเล่อธรรมดาหรือ %” 3%” = ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงที่จะมีผลให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดหรือไม่นันย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ง ซ่ และพฤติการณ์ในแต่ละกรณี ในบางประเทศ เช่น ประเทศฝรั่งเศส ทิวางหลักการไว้ว่าเจ้าหน้าที , . =% ซซ < เซ ยขย =«= = ) @ ๐ ซฆซ่ = 2 = ๕ ฆฯ = ๑= จะต้องรับผิดเป็นล่วนตัวในละเมิดทีทําใน ในกรณีทีละเมิดนันเกิดขึนนอกเหนือจากการปฏิบัติ บ ณซ่ขะ ขย จ่ 1เ@=@ 1 ฒ” ณ” 6 ๐” ๐ = -ฯ เจงฯง ๐ = ฆ่ หน้าที และไม่มีส่วนสัมพันธ์กับหน้าทิที่ต้องกระทําตามปกติ หรือแม้เป็นการกระทําละเมิดที = #% . = ๑๑ บขย ซ่ = ๕ ๑ = เว บ ส< ฆ=่ = เกิดขืนในระหว่างการปฏิบัติหน้าท ก็เป็นการกระทําละเมิดของเจ้าหน้าที่ในฐานะทีเป็น "บุคคล ธรรมดาที่มีความอ่อนแอ ความปรารถนาหรืออารมณ์ และความประมาทเลินเล่อ" ไม่ใช่ในฐานะ 1 = แซก, ม ฆ่ฆ ๐ ๕=- 1 ว พ 4! ง ม -= ' ๐ ที่เป็น “เจ้าหน้าทีที่อาจจะทําผิดพลาดได้ไม่มากก็น้อย” กล่าวคือ ต้องพิจารณาว่าการกระทา ละเมิดนันเป็นการกระทําละเมิดที่อาจเกิดขืนได้ตามปกติจากการปฏิบัติหน้าทีของเจ้าหน้าที 0 คู่มือการใช้กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและกฎหมายความรับผิดทวงละเมิดของเจ้าหน้าที่, ' หน้า 68-69 3 ความเห็นของนาย !.8[อ"66 นักกฎหมายซาวฝรั่งเศส อ้างใน [ขบ@๓๐, 060!( 4เฮ่กฆ่ท1รยอย์1 0ล1102, ลท่ร, 1980 หน้า 293 60 =====================รชะ วารสารการพาณิษยบนาวี ปีที่ 19 ฉบับที่ 2 ง 7 «, ข่ 4 ล ย ง ซ่ ๑ ฒ 6 หรือไม่ ดังนั้น การทิเมาสุราแล้วขับรถชนผู้อิน คงถือได้ว่าเป็นการกระทําโดยประมาทเลินเล่อ อย่างร้ายแรง” 3 จํากัดส่วนความรับผิดของเจ้าหน้าที่ โดยกําหนดให้หน่วยงานของรัฐทีชดใช้ ค่า ' สินไหมฑละหแร่ถั:รีอบายไปแล้วไม่จําต้ดงเรียกคืนจากเจ้าหน้าที่ทังหมด โดยการใช้สิทธิเรียก คืนจากเจ้าหน้าที่นั้น ให้คําบึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทําและความเป็นธรรมในแต่ละ กรณี และหากหน่วยงานของรัฐมีส่วนบกพร่องหรือการละเมิดเกิดจากระบบการดําเนินงานส่วน 1 ณฑ์>» =. ๕ ซ่ เฆฒ = ฒ” = = รวม เช่น อุบัติเหตุเกิดขึ้นเนื่องจากเบรคของรถราชการไม่ดี หรือ ระบบการคัดเลือกบุคลากรหรือ ร ฒณ์” 1 ๑” 1 «” ง ศ- ระบบงานอินของรัฐบกพร่อง เป็นต้น ให้หักส่วนแห่งความรับผิดดังกล่าวออกด้วย และในกรณี = ซ่ = 2 ย บซ่: ซ๑๑ ของละเมดทเกดจากเจาหนาทหลายคน เจ้าหน้าที่แต่ละคนก็รับผิดเคพาะในส่วนของตนเอง ในเรืองนี่ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เคยวินิจฉัยว่า การทีอัยการจังหวัดแต่งตัง เจ้าหน้าที่เพียงคนเดียวไปรับเงินสุดจํานวนมาก (420.834 บาท) จากสํานักงานคลังฯ เป็นเหตุให้ เจ้าหน้าที่นั้นทุจริตยักยอกเงินดังกล่าวไป เป็นการปฏิบัติหน้าที่ทีไม่เป็นไปตามระเบียบการเก็บ ณ์ฯ =. ๐ ศี 1 ฒ” " 5/ ซ่ % 1 ะ %/ เ ซ่ ง รักษาเงินและการนําเงินล่งคลังของส่วนราชการ พ.ศ. 2520 ขื้อ 68 ทีให้แต่งตังเจ้าหน้าทอย่าง น้อย 2 คนไปรับเงินจากสํานักงานคลังจังหวัด ถือได้ว่าเป็นการกระทําโดยประมาทเลินเล่ออย่าง เจ 4 ซ่ เ % ๕ ๒ | ซ่ ฆ่ ฒ” ศ์ ๕ เจ ซ่ เว 1 @ ณ” ร้ายแรง แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่แล้ว ปรากฏว่า สํานักงาน อัยการจังหวัดมีเจ้าหน้าทีปฏิบัติงานประจําสํานักงานฯ จํานวนน้อย และเจ้าหน้าที่ทีไปรับเงิน เป็นเจ้าหน้าทิการเงินเพียงผู้เดียวและเป็นผู้ไปรับเงินสดมาตลอดเป็นเวลาหลายปี ไม่ปรากฏว่า เคยมีเหตุทุจริตเกี่ยวกับการเงินเกิดชื่นมาก่อน ประกอบกับมีเจ้าหน้าทีไม่เพียงพอต่อการดําเนิน 1 87” ม =๒0 ซ่ 7 % %+ . ซ่ 5 ง -ซ๕ งานเอพาะอย่าง แม้การฝ่าฝืนระเบียบฯ จะเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าทีกระทําทุจริต กรณีก็เป็น 38 เ « == ๐1 ๑ .==@ ปบ ซ่ซ่หู! =ฯ ณ ๑ = กรมบญชกลาง กระทรวงการคลง เคยวินิจฉัยว่าการปฏิบัติหน้าทีทีไม่เป็นไปตามระเบียบการเก็บรักษาเงิน ม , และการน่าเงินส่งคลังของส่วนราชการ พ.ศ. 2520 ข้อ 68 คือมิได้แต่งตังเจ้าหน้าที่ไปรับเงินจากสํานักงาน = ๑ ซ่ - ๑ เง ง. - - คลังจังหวัดอะเชิงเทราครบตามจํานวนที่ระเบียบฯ กําหนดไว้ โดยแต่งตังเจ้าหน้าที่เพียงคนเดียวไปรับเงินสด จํานวนมาก (420,.834 บาท) จากสํานักงานคลังฯ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่นันทุจริตยักยอกเงินดังกล่าวไปถือได้ ว่าเป็นการกระทําโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแล้ว (หนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 0526.6/845 ลงวันที 8 มีนาคม 2543) วารสารถารผาณิชัยบารี ปีที่ 9 จบับที่ ? ===================ะ===รร 61 1 เ” ม น ง) ซฆ ซ่ษ» 2 ความบกพร่องโดยระบบงานด้วย ควรให้ความเป็นธรรมโดยลดหย่อนค่าเสียหายทิต้องชดใช้ให้ จํานวน 1 ใน 4 ส่วน และให้รับผิดเป็นจํานวน 3 ใน 4 ส่วนของค่าเสียหายทังหมด” นอกจากนัน พระราชบัญญัติอบับนี้และระเบียบทีเกี่ยวข้องยังให้ความคุ้มครอง อืน ๆ แก่เจ้าหน้าท็อก เช่น กําหนดหน้าที่ให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีระเบียบเพื่อให้เจ้าหน้าทีซึงต้องรับผิด ฆ่ ๕๑ «๑ฉ เ” ฆ่ 1 ๐ =. สญู้ จ%/ ๑ ะ %/ ๐ «3 «4<=3 เอ เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่สามารถผ่อนชําระเงินที่จะต้องรับผิดนั้นได้โดยคํานึงถึงรายได้ ฐานะครอบครัว และความรับผิดชอบ และพฤติการณ์แห่งกรณีประกอบด้วย““ หรือห้าม หน่วยงานไม่ให้ดําเนินคดีล้มละลายแก่เจ้าหน้าที่ แม้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถชําระหนีได้ เง้นแต่การ | ๑ ย ซ่ห เ ๑ "ๆ ะ/= * ๑๑ ' ข บ ซ่ ที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถชําระหนี้ได้นั้นเกิดจากการประพฤติชัวอย่างร้ายแรงของเจ้าหน้าที หรือ ย บจ่ ๐ ๓ ๕ 2 ๕๑๓ น | จ ซื้อ ซ่ ย 6! ๓7 เท ย๑- เจ้าหน้าทีกระทําการใด ๆ อันเป็นการประพฤติชัวอย่างร้ายแรงเพื่อให้หน่วยงานของรัฐไม่ได้รับ ซําระหนีครบถ้วน"' เป็นต้น ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่หน่วยงานของรัฐเนื่องจากการ ละเมิดที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่เจ้าหน้าทีกระทําละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ หรือกระทําละเมิดต่อบุคคลภายนอก และหน่วยงานของรัฐได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคล ภายนอกไปแล้วก็ตาม หน่วยงานของรัฐมีอํานาจออกคําลังเรียกให้เจ้าหน้าที่ชําระเงิน ดังกล่าว ซ่๐ ข42 ซ่ ' ๐ ๓ ข ย .บ ซ่หู6๐ = «7 ง ภายในเวลาที่กําหนดได้'” และเมื่อหน่วยงานออกคําลังไปแล้ว เจ้าหน้าทีไม่ชําระเงิน ดังกล่าว คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยให้ความเห็นว่า คําสังเรียกให้เจ้าหน้าทีชําระเงินดังกล่าว ะ ๕= ๐ ๕« ส4 บ บ ย ซ่ห 6เ6๐ ' เจ ม ณ” ๑7 นันเป็นคําสังทางปกครอง ซึงถ้าเจ้าหน้าทีไม่ซ้าระ หน่วยงานของรัฐอาจใช้มาตรการบังคับทาง ปกครองยืดหรืออายัดทรัพย์สินของเจ้าหน้าทีผู้นันและขายทอดตลาดเพื่อซําระหนีได้ตามมาตรา 57 แห่ง พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 โดยให้ปฏิบัติตาม - -. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลม ” และหากการใช้มาตรการบังคับทาง 39 หนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 0526.6/845 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2543 4 พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที พ.ศ. 2539 มาตรา 13 ซ่ 4 ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ข้อ 27 4 พระราชบัญญัติความรับมิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 12 งเศจ 1> ๒ ๓ง - ณ” ณ- ม/ 7 ซ่ คู่มือการใช้กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและกฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่, หน้า 84-85 -==ะ= ================ วารสารการพาณิชยนารี ปีที่ 19 จบับที่ 2 62 ปกครองมีข้อขัดข้องด้วยประการใด ๆ หน่วยงานของรัฐอาจฟ้องคดีต่อศาลภายในกําหนด เด อายุความสองปีนับแต่รู้ถึงการกระทําละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิดตามมาตรา10 วรรคสอง ของพระราชบัญญัตินีก็ได้“ ด้ไกรติกหรหิชดไหม้นแก่หน่วยงวมของ ) ศ์ ะซ่ห เม 2 ศ์ ๒) ขน ษุ ๐ ๐ ๕ ง เช0 ซิ ๐0 ญูเนี่ย ยงจแนเงสละเม่ติทเม ได้ม์ เกิดจากก, ารมภาป1 ห ว้าทีแล้ว ค้าลังเรียกให้เจ้าหน้าทข้าว ยงันแมอขิ ๕ ๕7 ' เ” ๐ = สซ เป็นคํ ภําสัง งทางปกครอง และหากเจ้าหน้าที่ไม่ยอมชําระ หน่วยงานของรัฐต้องดําเนินการฟ้องคดิ ต่อศาลภายในอายุความ“* ๒ ๑ฉ๕ «ฉ” ๕ซ้ 5 ณฆณณซ่ ๐ 9” ม = ๕ พระราชบัญญัติฉบับนีใช้บังคับในกรณีทิการกระทําของเจ้าหน้าทิเป็นการ กระทําละเมิดตามกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายอบับนีมุ่งใช้บังคับแก่การกําหนดความรับผิดทางละเมิดระหว่าง ๑” หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ว่าแต่ละฝ่ายจะต้องรับผิดมากน้อยเพียงใด โดยอาศัยหลักเกณฑ์ เ=ซฆ้<่ อย่างไร ดังจะเห็นได้จากถ้อยคําในมาตรา 5 และมาตรา 6 ของพระราชบัญญัตินีซึงใช้คําว่า ซ่ เจว ณ” “หน่วยงานของ รัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทํา..“ (มาตรา 5) และ "ถ้าการกระทําละเมิดของเจ้าหน้าที่มิใช่การกระทําในการปฏิบัติหน้าที่..." (มาตรา 6) ดังนั้น หากการกระทําของเจ้าหน้าที่ไม่เป็นละเมิดตามกฎหมายแล้ว เช่น ไม่เข้า องค์ประกอบของละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 หรือเจ้าหน้าที่ไม่ , «๓ = ๐ ๓ !เ == ต้องรับผิดจากการกระทําดังกล่าวเนื่องจากเป็นนิรโทษกรรม เช่น เจ้าหน้าทียิงผู้ร้ายเพื่อป้องกัน ตัวตามสมควรแก่เหตุ แต่พลาดไปถูกผู้เสียหาย เจ้าหน้าทีไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ' - 6 | ซี ๕ ง = เอ9 บม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 449 เป็นต้น ในกรณีดังกล่าว ก็ไม่จําต้อง พิจารณาหลักเกณฑ์หรือบทบัญญัติของพระราชบัญญัติอบับนี คําพิพากษาฎีกาที 3938/2540 การที่โจทก์นําเจ้าพนักงานตํารวจไปยืดรถยนต์พิพาท ไว้เป็นของกลางก็เพราะมีมูลเหตุเกิดจากพฤติการณ์ที่ ว. หลอกลวงซีอรถยนต์พิพาทไปจากโจทก์ แล้วไปขายต่อให้บุคคลภายนอกโดยไม่นําเงินค่ารถไปชําระแก่โจทก์ ซึ่งเป็นเหตุอันควรสงสัยว่า ' เ” =- = ฉะ ฒณ์ ๕ - ฆ ๕ “ คู่มือการใช้กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและกฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที, หน้า 80-81 5 คู่มือการใช้กฎหมายวิธี ปฏิบัติราชการทางปกครองและกฎหมายความรับผิดทางละ เมิดของเจ้าหน้าที่, หน้า 84-85 วารสารถารพาณิชยนาวี ปีที่ 19 ฉบับที่ 2 ================ะ===-===ะ ====: 63 รถยนต์พิพาทยังเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือ ว. การร้องทุกข์ให้ดําเนินคดีแก่ ว. ถือได้ว่าเป็นสิทธิ ของโจทก์ในฐานะประชาชนที่จะกระทําได้โดยชอบธรรม ไม่เกินกว่ากรณีแห่งการจําต้องกระทํา เพื่อป้องกันมิให้มีการทําละเมิดกฎหมายอันจะเกิดแก่โจทก์ และการ์ทีเจ้าพนักงานตํารวจไปยืด รถยนต์พิพาทมาเป็นของกลาง แม้จะทําให้จําเลยได้รับความเสียหายแต่ก็เป็นดุลพินิจและ ๐ ย ๑ ๓ ๕ ๑ «๑ บ ซ่ ๐ = .=ซ ซ หยเ อํานาจของเจ้าพนักงานตํารวจอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในการดําเนินคดีแก่ ว. ถือได้ว่าเป็นการ ปฏิบัติตามขันตอนทีกฎหมายให้อํานาจไว้ พฤติการณ์แห่งคดียังไม่ถึงขนาดทิจะรับฟังได้ว่าโจทก์ กระทําโดยประมาทเลินเล่อ หรือมีเจตนาจงใจกลันแกล้งโดยมุ่งประสงค์ให้เกิดความเสียหายแก่ 4 | ฆ 0 ง ง ง | = ญณ 5 จําเลยฝ่ายเดียว การกระทําดังกล่าวของโจทก์จึงไม่เป็นการละเมิดต่อจําเลย จ! ๐ = - - ณ/ เด = ฆ ศาลทิมีเขตอํานาจเหนือคดีเกียวกับ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าทิ ข ฆ = ๑” เซ ในเรื่องศาลที่จะฟ้องคดีละเมิดนัน แม้พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของ ! ฆ เจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 จะบัญญัติให้นําคดีทีเ : ๑ = ซ่ ยวกับการละเมิดที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าทิไปฟ้อง ๑๒ 2 ๐ ยังศาลปกครองก็ตาม แต่การฟ้องคดีละเมิดนันจําต้องพิจารณาบทบัญญัติในพระราชบัญญัติจัด ] ดะว ตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เป็นหลัก เนื่องจากพระราชบัญญั ตังกล่าวได้บัญญัติหลักเกณฑ์แตกต่างไปจากพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของ 1 ๕= จ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ใโดยให้ฟ้องคดีละเมิดบางเรืองที่ศาลยุติธรรม บางเรืองที่ศาลปกครอง ๕-= 1 ม ซึงอาจสรุปหลักได้ดังนี ณฒณ ณ์ แฉ+ น/” ๐ " ณฆ ๕” =ฆ= ฆ <ซ์ ล 1.ในกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทําละเมิดในเรื่องส่วนตัวหรือในเรื่องทีไม่ใช่การ ณ= ๑๕ 2” ซ่ ๑« ๑= ฒ” ๕” = , ๑= ปฏิบัติหน้าที่ ผู้เลียหายต้องฟ้องให้เจ้าหน้าทีรับผิดเป็นล่วนตัวโดยฟ้องยังศาลยุติธรรมเช่นเดิม จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้ และโดยทัวไปต้องใช้หลักเกณฑ์ของประมวลกฎหมายแพ่งและ 43 ฒณ” ๓4 1 ฒ” เต = ซ่ ๑= = 00 เจูซี่.ซ่ 0 0 ฆ้ พาณิชย์ในเรืองละเมิดบังคับแก่ความรับผิดของเจ้าหน้าท เว้นแต่ในเรืองทีพระราชบัญญัติอบับนี : @ ง ! ฆซฆ่ % ม ซ่ เร ๑ ๑ - , ง ณ” ง ฉณ ณฆ= = ยกเว้นไว้ เซน ในกรณีทีเจ้าหน้าทีเป็นผู้กระทําละเมิดต่อหน่วยงานของวัฐ หนวยงานของรฐมสทธ ะ ง 3” ซ ขบ บ ซ่๓ = เว ๐ =ฆ๑ 0 ๓ บ๕ เรียกให้เจ้าหน้าทิรับผิดได้ภายในกําหนดอายุความสองปีนับแต่กันทิหน่วยงานของรัฐรู้ถงการ ๓ มฆณ บ บ ซ่๒ ณส ปข ขฆ เ =% ละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน วารสารถารพาณิชยนาวี ปีที่ 19 อบับที่ 2 64 ================================ ฆณซ์ ย มย ๐ = =ฒุู๑๕๑ 2 ณ์ ๑ ๕ = 2.ในกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทําละเมิดในการปฏิบัติหน้าทิ และละเมดนนเกิดจาก ร ย ๐ ฆ ๐ «๕ ณ= 0๐ การที่เจ้าหน้าที่ใช้อํานาจตามกฎหมาย หรือจากการออกกฎ คําสังทางปกครอง หรือคํา ๕«” ฆํ = ฆ่ ณฆ่ ง ย =์ 5ง ๐ ณ= ๑ สังอื่น หรือจากการที่เจ้าหน้าที่ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือ ม งร๊“ ปฟฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวถ่าชังเกินสมีควร ผู้เสียหายต้องฟ้องหน่วยงานขคง งรัฐทีศาลปกครอง“ จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ 3.ในกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทําละเมิดในการปฏิบัติหน้าที และละเมิดนันเกิดจาก การกระทําอื่นนอกจากที่กําหนดไว้ใน 2. ผู้เสียหายต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐที่ศาลยุติธรรม” จะฟ้องเจ้าห น้าที่ไม่ได้ โปรดสังเกตว่า ในกรณีนี่ แม้จะใช้หลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติความรับ = ๕ ./ ม ซ์ ฉณ” 0๓4 4 ณ์ <- ม 3 ซ่๕= <ช ๕1 ง ๐ ผิดท่างละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 บังคับแก่ความรับผิดของเจ้าหน้าทิก็ตาม คดีก็ไม่จําเป็น . ต้องฟ้องยังศาลปกครองเล่มอไป ณ๑ ๑/ ณ์ณ” ๕7% < 6 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) ฆ๐ = = ณซ ๐ ส่ ชุ ศาลปกครองมีอํานาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคําสังในเรืองดังต่อไปนี่ (3) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทําละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ ของรัฐอันเกิดจากการใช้อํานาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คําสั่งทางปกครอง หรือคําสั่งอื่น หรือจากการ ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าข้าเกินสมควร 47 ๑7 ๑ ณ” ๕7 ณ๑ณฒณ ”- พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 106 สิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจอัยร้องทุกข์ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิด ย่ อ่ ๑ ฒ” เบ ม 1 ณุ ของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ในคดีที่ไม่อยู่ในอํานาจของศาลปกครองตามพระราชบัญญัตินี่ ให้ถือว่าเป็นสิทธิ ฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม ลําเนาเอกสารอําคับห คับชี่ ๒ ซานักเสขาธิการคณะรัฐมหหรั ทาเนียบรัฐบาล กถหท 10300 ฎี แร 0205/ว62 - 17 มีนาคม 2540 ' เรือง การยุติการคาเนินคดีแห่งของส่วนราชการและหน่วยงานทีเกี่ยวข้อง เรียน อัยการสูงสุด ด้วยรัฐมนครีประจาสานักนายกรัฐมนตรี (นายโภคิน พลกส) ได้เสนอขอให้คณะรัฐมนต หิจารณาเกี่ยวถับการยุติการดาเนินคดีแห่งของส่วนราชการและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกาหนดแนวุหา บฏิบัติให้ยุติการควเนินการได้ไนฝ่ายบุริหาร “โดยไห้มีคณะกรรมการชุดหนึ่งซึ่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนรี ม เป็นผู้ซ์ขาด ๑. คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2540 ถงมคิ เห็นชอบคางความเท็ บองรัฐมนตรีประจาสานักนายกรัฐมนตรี (นายโภคิน พลกุล) โดยไห้คาเนินการ ดังนี้ 1. ในกรณีเมื่อส่วนราชการมีความเห็นขัดหรือแย้งกับความเห็นของหนักงานอัยการ ใน ตาเนินคดีแพ่ง เมื่ออัยการสูงสุควินิจฉัยชี้ขําติคามระเบียบสานักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการคาเปินคดีเห้ ของหนักงานอัยการ พ.ศ.. 2538 ข้อ 24 ให้เสนอเรื่องไห้คณะกรรมการตามข้อ 2 เป็นผู้พิจารณาชี้บา แล้วเสนอคณะร๊ฐมนตรีต่อไป 2. อนุมัติให้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อหิจารณาชี้ขาตการยุลิในการต่าเนินคคี ของส่วนราชการ ประกอบค้วย 2.1 รัฐมนตรีประจาสานักนายกรัฐมนตรีตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย ประธานกร 2.? ปลัตกระทรวงการศลัง กรรมการ 2.3- เลขาธิการคณะรัฐมนตรี กรรมการ 2.6 เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กรรมการ 2.5 อัยการสูงสุด : กรรมการ | และเลขานบุ 4 ซ 4 : เจิงเรียนมาญีือโปรคหราบ . ขอแสฮคงควางมเนับถือ ' เกร (นายวิษณุ เครืองาง) เถขาธิการคณะรัฐมนตรี สานักบริหารการประชมคยณะร็ฐมนครี ) โทร . 2825844 โทรสศาร 2822708 จ - ง ' หนมายเหต ไคแนบระเบียบสานักงานธอัยการสงสค วาภวยการค้าเปินคกีแนงข่องหนักงานอัยการ --------- บ 1 ม ชุ พกี. 2๐0538 บากรอบนแลว [ ญู 2 หล 0 - เวลา..........- ด จ99ก๑ สานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี .. ทาเนียบรัฐบาล ถท 10300 ที่ นร 0205/ว 27ฯ "7 พฤศจิกายน 2540 “ ง ณฑู ณ«ณ งง เว 4 ฆ ซิ// เรือง การยุติการดาเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานทเกยวข้อง เรียน อัยการสูงลูค ฮู7ชู๒๑ .อ้างถึง หนังสือสานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที นร 0205/ว 62 ลงวันที่ 17 มีนาคม 2540 สิ่งที่ส่งมาด้วย สาเนาหนังสือสานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร 0205/2946/พ ลงวันที 18 กันยายน 2540 ตามที่ได้ยืนยันมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการยุติการดาเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามความเห็นของรัฐมนตรีประจาสานักนายกรัฐมนตรี (นายโภคิน พลกุล) บา เพื่อทราบ ความละ เอียดแจ้งแล้ว นั้น สานักเลขาธิการคฉะรัฐมนตรีได้เสนอขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาทบทวนเกียวกับเรือง 0 “0 | 4 ะ4 การยุติการดาเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานทีเกี่ยวข้องอีกครั้งหนึ่ง ความละเอียดปรากฏตาม ะ๕4 ย สาเนาหนังสือทีส่งมาด้วยนี จ/ 1 24 «๓สณ์ ๑ ๑ ๕ = คณะรัฐมนต์รีได้ประชุมปรึกษา เมือวันที 4 พฤศจิกายน 2540 ลงมติเห็นชอบตามห " นรรี ะ จ : สานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ ทั้ง 2 ข้อ และให้ดวเนินการต่อไปได้ จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ เพื่อถือปฏิบัติต่อไป ขอแสดงความนับถือ ( ๑ (นายวิษณุ เครืองาม) เลขาธิการคณะรัฐมนตรี สานักบริหารการประชุมคณะรัฐมนตรี โทร. 2825844 โทรสาร 2810627 . . บันทึกข้อความ สานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สานักบริหารการประชุมคณะรัฐมนตรี โทร. 2800391 ส่วนราชการ. ทึ่ หร 0205/48แเป วันที่ 5 กันยายน 2540 <6/051> .« เรื่อง การยุติการตาเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กราบเรียน นายกรัฐมนตรี ผ่านรัฐมนตรีประจาสานักนายกรัฐมนตรี (นายโภคิน พลกูล) 1. ซ้อเสนอ สานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีซอเสนอไห้คณะรัฐมนตรีพิจารณาทบหวนเกี่ยวกับเรื่อง การยุติการคาเนินคคีแพ่งจองส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคังนี 1.1 ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2496 วันที่ 4 สิงหาคม 2513 วันที่ 17 ธันวาคม 2517 และวันที่ 28 มีนาคม 2538 ในส่วนที่เกี่ยวกับถาร เถิดกรณีพิพาทระหว่าง ” หน่วยงานชองรัฐด้วยถัน ไดยให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจดาเนินการตามชันตอนตามมติคณะรัฐมนตรี 4 «4 = เมอวนท 11 มนาคม 2540 แทน ๑ 1.2 ให้ยกเลิกข้อความมติคณะรัฐมนตรีเมือวันที่ 11 มีนาคม 2540 ในข้อ 1 จาก "ไนกรณีเมื่อส่วนราชการมีความเห็นจัดหรือแย้งกับความเห็นของพนักงานอัยการ โนการคาเนินคดีแพ่ง .เมื่ออัยการสูงสุดวินิจฉัยชี้จาดตามระเบียบสานักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการคาเนินศดีแพ่งของหนักงานอัยการ ะ พ.ณ์. 2538 ข้อ 24 ให้เสนอเรื่องให้คณะกรรมการตามข้อ 2 เป็นผู้พิจารณาชีขาด แล้วเสนอลณะรัฐมนตรี ต่อไป" โดยแก้ไขเป็น "ในกรณีเกิดกรณีพิพาทระหว่างส่วแราชการกับส่วนราชการ ส่วนราชการถับรัฐวิสาหกิ 0! ะ » 0ฝ0 ๑ รัธวิสาหถิจถับรัฐวิสาหกิจ ส่วนราชการกับเอกชน หรือรัฐวิสาหกิจกับเอกชน ให้ดาเนินการดังน 1.2.1 กรณีส่วนราชการกับเอกชน หรือรัฐวิสาหกิจกับเอกชน 1.2.1.1 ให้เจ้าของเรื่องส่งเรืองให้สานักงานอัยการสูงสุดตาเนินการ ง ง ศศ ญงว เ ฆ” ฆ” ซ ๕ - เด ฆ บ 1? ก็ให้คาเนื ว่าต่างหรือแถ้ต่างให้ หากสานักงานอัยการสูงสุดมีความเห็นห้องจะรับดาเนินการว่าความให้ กิให้ค่าเนินถา ต่อไป แต่ถ้ามีความเห็นแย่ง ให้สานักงานอัยการสูงสุดแจ้งฐานะคดีค่อเจ้าของเรื่องว่าจะไม่รับตาเนินการ] และส่งเรื่องคืนกลับไปให้เจ้าจองเรื่อง หากเจ้าของเรื่องเห็นห้องด้วยกับสานักงานอัยการสูงสูต เป็นอัน ยุติการดาเนินคดี « ง” ส »= มซู «๓ เ “ 1.2.1.2 ถ้าเจ้าของเรืองแจ้งยืนยันให้สานักงานอัยการสูงสุตศาเนนถ 1เ - : 4 = >ู «๑ ๓ ต : ว ว่าต่างหรือแถ้ต่างให้ไนเรืองเคิม ให้สานักงานอัยการสูงสุดเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดชีชาดตามระเบียบ ส“นักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการคาเนินคดีแพ่งของหนักงานอัยการ พ.ูที. 2538 /1.2.1.3 ๑/ ๕ .-97 บันทึกข้้อความ ถ่วนราชการ. 4 ' หึ วันท ”' = ศศ เ.: จ ง ณ่ « % ๕ซื เรือง การยุติการดาเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานหเมียวจ้อง ๒1 2 1.2.1.3 หากอัยการสูงสุดชี้ขาดเห็นห้องกับข้อเสนอของเจ้าของเรื่อง ก็ให้สานักงานอัยการสูงสุดตาเน็นการตามนั้นต่อไป แต่ถ้าอัยการสูงสุดชี้ขาคยืนยันความเห็นแย้ง ก็ให้ส่ง เรื่องให้คณะกรรมการชี้ชาคการยุติในถารุคาเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและนน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาตัดสินชี้ชาต แล้ว เสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อหราบต่อไป 1.2.2 กถรณีส่วนราชการกถับส่วนราชการ ส่วนราชการกับรัฐวิสาหถิจ หรือรัฐวิสาหกิจกับรัฐวิสานถิจ 1.2.2.1 ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ส่ง เรื่องที่มีกรณีพิพาทให้สานักงาน อัยการสูงสุดตาเนินการโดยทันที 1.2.2.2 สานักงานอัยถารสูงสุดคาเนินการส่ง เรื่องให้คณะกรรมการ ขี้ขาดการยุติในการดาเนินคดีแพ่งของส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาคัดสินธี้ชาค แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีเพือทราบต่อไป“ 4 2. เรื่องเดิบ คณะรัฐมนตรีมีมติ (11 มีนาคม 2540) เห็นชอบตามความเห็นของรัฐมนตรี ะ ะ ๑ ๐ ประจาสานักนายกรัฐมนตรี (นายโภคิน พลกุล) โดยให้ดาเนินการ คังนี แ - “๓. 6๕ แฉ '=: เสิ/ 7 ฆณ” ๕ 7 ฒ/ 2.1 ในกรณีทิส่วนราชการมีความเห็นขัดหรือแย้งถับความเห็นของพนักงานอัยการ ศั 1 นว %” ฒฑณฑ %+ ซ้ %” ฒ” ง ในการดาเนินคดีแพ่ง เมื่ออัยการสูงสุดวินิจฉัยชีขาตตามระเบียบสานักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการ ตาเนินคดีแพ่งของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2538 ข้อ 24 ให้เสนอเรืองให้คณะกรรมการตามข้อ 2 ย เป็นผู้พิจารณาชีขาดแล้วเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป ะ ม | ย 2.2 อนุมัติให้แต่งตังคณะกรรมการขีนคณะหนึ่งเพื่อพิจารณาชีขาดการยุติในการ ดาเนินคดีแพ่งของส่วนราชการ และได้มีศาสังสานักนายกรัฐมนตรีที 192/2540 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2540 ษ แต่งตั้งคณะกรรมการๆ ตามมติคณะรัฐมนตร์ตังกล่าวประกอบด้วย /1) บันทึกข้อความ ส่วนราชการ ที ' วันที่ : เรื่อง การยุติการคาเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง | ล , 1) รัฐมนตรีบระจาสานักนายกรัฐมนตรี (นายโภคิน พลกุล) ประธานกรรมการ 2) ปลัดกระทรวงการคลัง 2 8 กรรมการ 3) เลขาธิการคณะรัฐมนตรี กรรมการ : 4) เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ' กรรมการ ณิ เว 5) อัยการสูงสุด กรรมการและเลขานูก ฆ 4 3. สาระสาธัญของเรื่อง ฆ่ เว ค ส ๓ซ่ «๓ : 3.1 ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมือวันที 11 มีนาคม 2540 คณะกรรมการฯ คังกล่าว เก ย ะ4 4 ๑ « ฆซํ ๑ า“ ส ๓ ตามข้อ 2.2 ได้มีการประชุมครั้งที 1/2540 เมอวนพฤหสบดที 14 สิงหาคม 2540 พิจารณาเกียวกับการ คาเนินการตามอานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ซึ่งในการประชุมของคณะกรรมการๆ ได้มีการหิจารณาว่า 4 = ฆ ”- ๑ ๕จ ๑ จ ฆ้ เ” ง แม้คณะรัฐมนตรีจะมีมติ (11 มีนาคม 2540) แล้ว แต่ในทางปฏิบัติกียังเกิดบัญหากถารคาบเกถียวกันระหว่าง = จ - ซ่ 2 จ/ ส «ซ่ - ฒ ส มติคณะรัฐมนตรีหลายเรือง ได้แก่ มติคณะรัฐมนตรีเมือวันที 11 พฤศจิกายน 2496 วันที 4 สิงหาคม 2513 วันที 17 ธันวาคม 2517 และวันธี 28 มีนาคม 2538 กล่าวคือ ส่วนราชการต่าง ๆ ยังมีความเข้าใจว่า ๓ 6 ขะ 2๑ จ ง ณ” ว มติตังกล่าวเป็นการตาเนินการเพื่อยติการดตาเนินคดีแพ่งระหว่าง ส่วนราชการกับส่วนราชการ เท่านัน ไม่รวมกรณีการเกิดข้อพิพาทระหว่าง ส่วนราชการกับรัฐวิสาถิจ รัฐวิสาหกิจกับรัฐวิสาหกิจส่วนราชการกับเอก=1 ฒฆ ฆ ๑ « < ส ๑ จ/ ๕ «ฆ ง ทุ ส หรือรัฐวิสาหกิจกับเอกชน ด้วยเหตุที่เคยมีมติคณะรัฐมนตรีในประเด็นตังกล่าวอยู่หลายเรือง คณะกรรมการฯ 9 ๓ณ ะ ฆซ์ 4 ณ ฉ/ รด ล ได้พิจารณาแล้วเห็นสอดคล้องกันว่าวัตถุประสงค์ของมติคณะรัฐมนตรี (11 มีนาคม 2540) นัน ต้องการให้ “ = " ง ณ์ ง « เ “า เว ค «: = ง ครอบคลุมถึงกรณีทีมีการพิพาทระหว่างกันของหน่วยงานดังกล่าวทุกกรณีว่าจะให้ดาเนินคดิต่อไปหรือไม่ ประการใด ๓ จ เว = ๕ เ ล 3.2 ส“นักเลขาธิการคณะรัฐบนตรีได้พิจารณาแล้วเห็นว่า มีประเด็นทิสมควรเสนอ คณะรัฐบนตรีเพื่อพิจารณาทบทวนเกี่ยวกับการยุติการดาเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานทีเกียวข้อง 4 บ๑ « ด 05้0้ ย ๕ ๑ เพอไม่ให้เกิดบัญหาในทางปฏิบัติ ตังนัน จึงเสนอขอให้คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาตามข้อ 1 จ 0 4. มตคณะรฐมนตรท์เกยวรอง 4.1 คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (11 พฤศจิกายน 2496) ห้ามมิให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ห้องความแพ่งกัน เพราะเป็นของรัฐบาลด้วยกัน /4.2 ... ซ " " บนทกขอความ 4“ 0 «/ ๕ เป วนท รว - ชั ๑ๆ ๓4 ๑ๆ 4 การยุติการคาเนินคดีแห่งของส่วนราชการและหน่วยงานทีเกียวข้อง จ เรอง ว - 4- 4.2 คณะรัฐมนตรีไต้มีมติ (4 สิงหาคม 2513) ในกรณีที่มีข้อพิพาทระหว่างส่วนราชการ กถับรัฐวิสาหกิจ หรือระหว่างรัฐวิสาหภิจด้วยกัน และไม่สามารถตกลงกันได้ให้ดาเนินการเบ็นขั้น ๆ ตามที่ ะทรวงการคลังเสนอ ดังนี้ 4.2.1 ให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดพิจารณาหาความตกลงกันก่อน .-- 4.2.2 ถ้าทากวามตกลงถันตามข้อ 4.2.1 ไม่ได้ ให้เสนอคณะรัฐมนตรีชี้ขาด 4.2.3 ถ้าคณะรัฐมนตรีชี้ขาดแล้ว ยังไม่เป็นผล ก็ให้ตาเนินถารทางศาลได้ . 4.3 คณะรัฐมนตรีได้มีมติ, (17 ธันวาคม 2517) เห็นชอบให้คงขั้นตอนการดาเนินการ เกี่ยวกับเรื่องการห้ามส่วนราชการและรัฐวิสาหถิจห้องร้องระหว่างกัน ตามที่สํานักเลขาชิการคณะรัฐมนตรีเสนอ 4.4 คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (28 มีนาคม 2538) ในกรณีที่มีข้อพิพาทระหว่างส่วนราชการ กถับรัฐวิสาหกิจ หรือระหว่างรัฐวิสาหกิจด้วยกัน และไม่สามารถตกลงกันได้ให้ตาเนินการเบ็นขั้น ๆ ตามที่ ' กระทรวงการคลังเสนอ และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2517 เรื่อง การห้องร้องส่วนราชการ และรัฐวิสาหถิจ ในส่วนที่ให้คงแนวบฏิบัติในเรื่องนี้ไว้ตามเดิม โดยให้เพิ่มเติมกรณีเกิดข้อพิพาทระหว่าง ส่วนราชการด้วยถันไว้ในมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว และให้ส่วนราชการถือปฏิบัติตามขั้นตอนดาเนินการตาม = 0 เม มติคณะรัฐมนตรีในเรืองนีโดยเคร่งครัด 5. ความเห็น | สานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่า เนื่องจากในทางปฏิบัติตาม มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2540 จะเกิดบัญหาการคาบเกี่ยวกันระหว่างมติคณะรัฐมนตรีเคิบ ที่เกี่ยวข้องคามข้อ 4 ซึ่งหําให้ไม่ครอบคลุมถึงในกรณีที่มีการหิฬาทระหว่างกันของหน่วยงานค่าง ๆ. ทุกกรณี ว่าจะให้คาเนินคดีต่อไปหรือไม่ประการไค คังนั้น จึงเห็นควรนาเสนอคณะรัฐบนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป เล 4 ฆ เ=2 ร9๕ ท จงกราบเรียนมาเพอโปรดพจารณา หากเห็นชอบขอได้โปรดอนุมัติคามขอ 5 ต่ | ต ล (นายวิษณู เครืองาม) เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ./ 1 รูง - -คฒ๊-”๊” / . ฝ่าบปิน) ว ๆ1ค่ เว ว ป ะ- ะอก 0 : รทงมยหิวกห . ๕2422 3 . อ 018527ไโัื็ืี็9๑«๒ 6 ที่ นร 0601/ ผูไล้ : วลม | - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ท่าช้างวังหน้า กรุงเทพฯ 10200 ว ตุลาคม 2580 จ ร<= เรื่อง หารือปัญหาการใช้บังคับพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิคของเจ้าหน้าที พ.ศ. 2539 เรียน อธิบคีกรมบัญชีกลาง อ้างถึง หนังสือสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ค่วนที่สุด ที่ นร 0601/3587 ลงวันที 15 สิงหาคม 2540 ร4 4ส่» เ? ร จจู, ณ ๓ณ๑= «ม ๑ = ย ร่ สิ่งนี่ส่งมาด้วย 1. บันทึก เรื่อง การนําหลักการตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที - ฆณ ย ม ๑ = ม ม4 มณุ๓ ๆ9ข ” พ.ศ. 2539 มาใช้บังคับกับการกระทําละเมิดของเจ้าหน้าทีก่อนบังคับใช้กฎหมาย ๓๕ ๕ <=. ๐ 2. . - เว ๓ ๕ มูชั ย ตามหนังสือที่อ้างถึง สํานักงํานคณะกรรมการกฤษฎีกาขอให้กรมบัญชีกลางจัดตังผู้แทน ไปชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่กระทรวงมหาดไทย ขอให้สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาฬิจารณา ฆ ๕ ซุยอข ไส่เนี้ยเรี ให้ ใช้ค่าเลื เ ก ม เก ข้อหารอเกยวกบการคาเนนการ เลเบยเรยกเหชค ช์ค่าเสยหายจากการทําละเมคของเจ้าหนาททกระทากอน พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มีผลใช้บังคับ เล ม ๕ บัดตนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกา(กรรมการร่างกฎหมาย คณะพิเศษ)ได้พิจารณาปัญหา ม ม มบ = ๒ ๑ = ม มบ4ส4 ' ฆฒณู ล๓๕ ข้อกฎหมายข้างต้นแล้ว มีความเห็นว่า การทําละเมตของเจ้าหนาททกระทากอน พระราชบญญตความ ษ ฒณ ๓ - ม ม =่ = มูบ < -๑๓ ซี เว = ง พ รับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มีผลใช้บังคับนั้น จะต้องแยกพิจารณาเป็นสองส่วน กล่าวคือ เดซ่ 0 ะ2 “ 0ไไ 1. ในส่วนที่เป็นสารบัญญัติ เช่น ความรับผิดในทางละเมิด สิทธิไล่เบีย ความรับผิด ' =' จ 4 ง ๑ 3 ๕ = อยางลูกหนรวม ฯด4 เป็นไปตามหลักเกณฑ์แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยเรืองละเมิด = = ส == ๓ = ซึ่งเป็นกฎหมายทหีใช้ไนขณะทีมีการทําละเบิค /. ” ณ ฒณ ด ซ่ ๑๕ จ รู ฆ < ม ๐๕ ๑=๑ 2 ในส่วนทีเป็นวิธีสบัญญัติ เช่น ขันตอนการตังคณะกรรมการสอบข้อเทห็จจริง การ พิจารณาของผู้มีอํานาจสังการ การรายงานกระทรวงการคลังเพื่อตรวจสอบ การแจ้งผลการพิจารณา ฯลฯ ให้ดําเนินการตามหลักเกณฑ์แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที พ.ศ. 2539 และ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ 2 ' ณ/ ๕ 1 ๑๓ ๑ " : ' ร่ = ๓๑๓ ส๑ ซั้ง ฒ ๕ส ส.ศี. 2539 เพราะหลักเกณฑ์ปฏิบัติเคิมถูกยกเลิกไปเล้ว ฉะนัน การกระทําละเบิดทีเกิดขึนถ่อนวันที่ ม 2ค9 ณ7 ส ไ«- เล อ ๕4 7 ณ แว 7. "| ณา พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที พ.ศ. 2539 มีผลใช้บังคับจะต้องนําหลักเรื่องลูกหนีร่วม ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับ รายละเอียคปรากฏคามบันทึกที่ได้ส่งมา ณ/ ภี ๕ พร้อมหนังสือนี จึงเรียนมาเพื่อโปรตพิจารณาคําเนินการต่อไป ขอแสดงความนับถือ (นายอักขราทร จุฬารัตน) เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ฝ่ายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง โทร. ว220ว06-9 ต่อ 335 โทรสาร 020241401 (2 คําสังไม่รับคําฟ้องไว้ (ต. ๑๓ พิจารณา คดีหมายเลขดําที ซู6 คดีหมายเลขแดงที่ ป ๒๕๓๕ ง ๑ ๑ 6 ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ศาลปกครองกลาง วันที ๒๕ เดือน กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๕ กรมสรรพากร ผู้ฟ้องคดี ระหว่าง ” กฟ้องคดี ๕2125๐ เซ « = «๑» ๑ ๕ ๕ = ส นางสมหมายหรือพุทธิมน พัชรพงษ์ศักดิหรือองคศิลป์ ที ๑ นายดนัย ศรีพรหมา ที ๒ =..ซ=์ 2- =๑๑ 4 นายประสิทธิ์ จันทรากุลศิร ที ๓ ส = เรอง ละเมด «๕ « สฆ= ง ย/ ฆส๕ 4 ๓ % ” ย/ ส คดินี ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที ๑ ซึงเป็นข้าราชการในสังกัดของผู้ฟ้องคอี จ/ = ' ย ส๕ «๕« ฉ/” ๑ ช่ สณ- 4 ง%« ๑ 1 %7 - ๕ 6 เ ได้ าจริตต่อหน้าที่เบียดบังเงินค่าภาษีอากรซึงผู้มาชําระแก่ผู้ฟ้องคดีไปเป็นประโยชน์ส่วนตน = ! เซรง เธ <- ร3% | ๕ หรือผู้อืนรวมเป็นเงิน ๕็,๕๓ฒ๕,๑๓๕.๐๕ ปาท และดอกเบย ๑,๓๑๒๓,๕๕๓.๐«๕ บาท รวมเป็นเงิน ข่ เง ง จ/ =< ญู/ฉ9 ฉา” ฉ % มญ จ/ =< ทังสิน ๒,๕๐๓,๑๑๕.๑๕ บปาท ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที ๒ ผู้บังคับบัญชาชันต้นของผู้ถูกฟ้องคดีท 6 =- พ 6 ย ส : ' ๑ «๑ % ส จ/ « ประมาทเลินเลื่อต่อหน้าทีโดยปล่อยปละละเลยไม่ควบคุมดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องค| ที่ ๑ ให้นําเงินภาษีอากรทีจัดเก็บได้เป็นเงินสดไปแลกซือแคชเชียร์เช็คจากธนาคารตามจํานว1 ๑ «4 ๕ จ/ « ง ซ่ ง จ/ ๑” ๕ ขะ 6. = เ= . เงินที่เก็บได้ส่งธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อส่งเข้าคลังเป็นรายได้แผ่นดิน เป็นช่องทางใ' เซ ๕«4๕ เด = , ฆ 4 จ/ - ๕| 7/%แญ/ฉ7 ๑7” งฉ/ =«« ถูกฟ้องคดิที่ ๑ กบพวกทุจรตตอหนาท และผู้ถูกฟ้องคดีที ๓ เป็นผู้บังคับบัญชาผู้ถูกฟ้องคดีที ๒22๕4 ร = ง ง เว งณ” จ/- เ ๕ ส4๑๓ ๕ จ/ ๐ 8” และที ๒ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงโดยไม่จัดให้มีการลงทะเบียนคุมเช็คที่จัดเก็บได้ประจําวัน และไม่ได้ตรวจสอบยอดเงินภาษีทีจัดเก็บมาได้เป็นเงินสดแต่ละวันว่ามีจํานวนเงินตรงตาม =ณ ๕๕ ส 4 - ง เ จจ/ =ณส่ ณ” = เ ย ส แคชเชียร์เช็คทีแลกซื้อจากธนาคารหรือไม่เป็นช่องทางให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับพวกทุจริตต่อหน้าที ขอให้ศาลมีคําบังคับ ดังต่อไปนี้ ๑. ให้ผู้ถู กฟ้องคดีที ๑ รับผิดชดใช้เงินจํานวน ๕,๕๓๑,๑๓๕.๐๕ บาท และ ๕= ๕ ๕เล๕ ส ดอกเบีย ๑,๓๒๐๓,๕๕๓.๐๕ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิน ๒,๕๐๓,๑๑๕.๑ซ ปาท และดอกเบียของ ต้นเงินทีเบียดบังในอัตราดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชําระเสร็จ ๒. ให้ผู้ถู กฟ้องคดีที ๒ร่วมกันรับผิดชดใช้เงินจํานวน ๓๓๒๓๕๕๐.๕๕ บาท 4%+ พร้อมดอกเบียร้อยละ ๕๕ต่อปี เป็นเงิน ซฒ๕,๕๕๒.๕๒ บาท รวมเป็นเงิน ๕๑๑๐๒๕.๐๒ บาท - สู่ «๓ 1 , คณุ ง ” ค - ๓๑. , และขอคิดดอกเบียในอัตราดังกล่าวของเงินทีขอให้ชดใช้นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะ ชําระเสร็จ จ จ/ = ง ณ/ ๕๑ ข/ - = ๓. ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที ๓ ริ่วมรับผิดชดใช้เงินจํานวน ๒,๒๑๕,๒๕๓.๒๓ บาท พร้อมดอกเบียอัตราร้อยละ ๐.๕ต่อปี เป็นเงิน ๕๓๐,๓๕๑.๐9 ปาท รวมเป็นเงิน ๒๕๕%,๐๕๕.๒๕ บาท และขอคิดดอกเบียในอัตราตดังกล่าวของเงินทีขอให้ชดใช้นับแต่วันถัตจากวันฟ้องจนกว่าจะ ชําระเสร็จ สม ๐ ฆฉ+” ส« -= %*” สม ศาลได้ตรวจพิจารณาคําฟ้องลงวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ และได้ตรวจพิจารณา ณ=< ๐ ฉ่ งฆ , สั«ย เว บทกฎหมายและกฎทีสําคัญดังต่อไปนี่ ด้วยแล้ว 1 7๑.ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ๒. พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที พ.ศ. ๒๕๓๕ ๓. พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๓ ๕. พระราชบัญญัติจัดตังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒ = ๑ จ ๕ ๑ ๑ ณ๕ ยข ๕ เ ๕ ๕ สอ. จ/ ศาลพิจารณาคําฟ้องและข้อเท็จจริงในสํานวนคดีนิแล้วเห็นว่า มีประเด็นที่จะต้อง == ส4 ๓ เ ณส«๐ ๑ ๐ นี้ไว้พิ « ย วินิจฉัยในเบื่องต้นว่า ศาลมีอํานาจรับคําฟ้องนีไว้พิจารณาหรือไม่ เด ณา ฉ+” ฉ่4 = จ/ ง ร: ง ฉ” ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า มาตรา ๕๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตัง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒ บัญญัติว่า ผู้ใดได้รับความเดือดร้อน « '- - = - ส่ จ/ เฉ” ” หรือเสียหายหรืออาจจะเดือตร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี้ยงได้อันเนื่องมาจาก ๑ ส« จ/ ๑ ' ส 4 ย 4 ล” การกระทาหรอ การงดเว้นการกระทําของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าทีของรฐ หรือข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองหรือกรณีอื่นใดทีอยู่ในเขตอํานาจของศาลปกครอง ส - %“% ๕ ๓ ส ๊ %“ %“% เซี ตามมาตรา « และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายหรือยุติข้อโต้แย้งนัน ต้องมีคําบังคับตามที่กําหนดในมาตรา ๒ ผู้นันมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง และมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที พ.ศ. ๒๕๓๕ บัญญัติว่า ในกรณีที่ เจ้าหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่หน่วยงานของรัฐได้ใช้ให้แก่ผู้เสียหายตามมาตรา ๕ หรือในกรณีทีเจ้าหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากเจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้กระทํา ละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๑๐ ประกอบกับมาตรา ๕ ให้หน่วยงานของรัฐที่ เต เ «ณ์ เสียหายมีอํานาจออกคําสังเรียกให้เจ้าหน้าทีผู้นั้นชําระเงินดังกล่าวภายในเวลาที่กําหนด ณฉ/” ๑” 4ซิ 4 : « ง ซ์- ง ๐22 ซ่๐ จ/ ซงคาสงดามมาตรา ๑๒ แหงพระราชบญญดดง ล่าวเป็นคําสังทางปกครองทีกําหนดให้ ก ซําระเงินและมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๕ ง 1! ๐ = ๐ บัญญัติว่า คําสังทางปกครองที่กําหนดให้ผู้ไดชําระเงิน ถ้าถึงกําหนดแล้วไม่มีการชําระ ย ง ส 2 %“« %“ ข่ ย/ เซ =. ศั =. 4%” %” ะ- 2 ' ๐ จง %” โดยถูกต้องครบถ้วน ให้เจ้าหน้าทีมีหนังสือเดือนให้ผู้นั้นชําระภายในระยะเวลาที่กําหนดแต่ต้อง ง %” ' < ๑4 %- ะ๕ ๑ ฉั ๐ ส 8 เซ -. %” ณฉณ” ฉณ+ ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ถ้าไม่มีการปฏิบัติตามคําเดือน เจ้าหน้าทีอาจใช้มาตรการบังคับทางปกครอง โดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินข องผู้นันและขายทอดตลาดเพื่อชําระเงินให้ครบถ้วน ง ง ส« , ซ์ = จ/ ๕ซ = = ๕ ' จ/ =สท ย=« ๐ ๑7 ข้อเทห็จจริงในคดีนีปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีได้มีคําสังตามหนังสือ ด่วนทีสุด ที กค ๐ส๕๐๓๓๒๕๒ ลงวนท ๑๕ เมษายน ๒๕๕๕ ท กค ๐๕๐๓/๓๒๕๓ ลงวันที ๑๕ เมษายน ส « ส ๐ «๑ จ เค ๒๕๕๕ และ ที กุค ๐๕๐๓๕/๓๕๕๐ ลงวันที ๑๕ เมษายน ๒๕๕๕ ดามลําดับ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม ฆ ง, ๕ ฆย ,เ จจ” 4 4 « ๐ ฉ่ ซ่ ชตใช้ค่าเสียหายให้แก่ทางราชการภายในวันที ๒๕ เมษายน ๒๕๕๕ ซึ่งเป็นคําสังทางปกครองที่ ๐ «1 ย/ ณ= 2 ๐ '=- ง = ๐ ๐ = %/ เซ ส กําหนดให้ผู้ถูกฟั องคดีทั้งสามชําระเงินและเมื่อถึงกําหนดชําระเงินแล้วผู้ถูกฟ้องคดี เค 1" =- จ/ =« ๕ท ย๕< ฉ” ๕« - ฉ” ๕ ล ส ทั้งสามไม่ชําระเงิน ผู้ฟ้องคดีก็ได้มีหนังสือเดือนตามหนังสือกรมสรรพากร ด่วนทีสุด < จ” 4 ส «4” ส์่ ที กค ๐๕๐๓๑๕ส๕ ลงวันทิ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๕ ที กค ๐๕๐๑๑๕๑ ลงวันที ๓๐ เมษายน ๒๕๕๕ ส ๑7” 4 ๐ 4%“ จ1 จ/ เค ๐ ๑= และ ที กค ๐๕๐๓๕๑๕๐ ลงวันที ๓๐ เมษายน ๒๕๕๕ ตามลําดับ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามชําระเงิน ภายใน ซวัน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยังไม่ปฏิบัติตามคําเตือน ผู้ฟ้องคดีย่อมมีอํานาจใช่ มาตรการบังคับทางปกครองโดยยึดหรืออายัดทรัพ ย์สินของผู้ถู กฟ้องคดีทั้งสาง และขายทอดตลาดเพื่อซําระเงินให้ครบถ้วนตามนัยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวไฮ = % ง % ! 4%” ณฆ ส« %” ส = %/ 4 กรณจงถ อได้ ว่าการแก้ไขหรือบรรเทาความเดื อตร้อนหรือความเสียหายของผู้ฟั องค( 4เ๐๑๐ ณ« ๐ จ จ - ' ฆ” เ ไม่จําต้องมีคําบังคับตามที่กําหนดในมาตรา ซ๒ แหงพระราชบญญ ตจดดงศาล ร3 -= ปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี่ เจ อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลจึงมีคําสังไม่รับคําฟ้องนีไว้พิจารณาและ ให้จําหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าธรรมเนียมทั้งหมดให้แก่ผู้ฟ้องคดี ๑๓0๕ ๕ ๕ ต๊ , ๑ นายประสิทธิศักดิ มีลาภ ขมร เ(7 ตุลาการเจาของสานวน ดุลาการศาลปกครองกลาง ๑ ๕๓ ๕ ๑๓ นายประวิทย์ เอือนิรันดร์ <ะ- ๕ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง นายสมซาย เอมโอช พ,๐ห ตุลาการศาลปกครองกถลาง (ต.19)000044/7.15 ม1ญีก เรื่อง | แนวทางปฏิบัติคามระเบียบสํา เปักัน 1ยกรั่ฐมนต์รี ร ว่าตัวขัหลักก่นท์ ' คารปฏิบัติเลยว่คับคว่ามรับผิดทรงถะเมืดของเ้าหน้าที พ.ศ.2539 ' "สํานักงานปลัคกระทรวงสาธารณสุขมีหนังสือ ท่ สช 020ฆขา12 ลงรั่นที่ 17 กรกฎาคม 2540 จึงสานีกงานคณะกรรมค์เวกอษณีกาค์วามวัร ตามที่ได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ: 2539 และระเบียนสํานักนาย(ร์ฐ์มีนตรี วําด้วยหลักเกณฑ์ การปฏิบัติลียว์กับความรับผิดทางถ่ะเมิดของเจ้าหน้าท พ.ศ. 2539 กฎหมวัชคังกล่าวมีหลักการ . เกี่ยวกับความรับผิตทางละ ะเมิดของเจ้าหน้าที่ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากแนวทางปฏิบัติในเรื่องความรับผิด ทางแฟงี่ท่งราชการเดยถือปฏิบัติทําให้เติดข้อสงสัยและปิญหาในการปฏิบัติ สํานักงานปลัค กระทรวงสาธารณสุขจึงซอหารือในประเด็นดังต่อไปนี้ 00 "หน่วยงานของรัฐ" ตามที่กําหนค'ไว้โนมาครา 4 แห่งพระราชบัญญัติ ความรับผิดทางล่ะเมินี้ของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 แถะข้อ 6 ของระเบียบํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วย หลักเกณีซ์กวัรปฏิบติเสี่ยวกับความรับผิคหางตะเมิดของจ้าหน้ที ฬพ. .ฟ. 2530 สําหรับราช์การ ส่วนภูมิภาคนั้น หมายถึงหน่วยงานโคบ้าง โคยต้องมีฐานะเป็นนิติบุคคลด้วยหรือไม่ หน่วยงานใน สังก้ กัดสํานักงานปลัคกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป็นหน่วยงานในราชการส่วนภูมิภาคมีหลายหน่วยงาน เช่น สถานีอนํามัย สํานักงานสาธารณสุขกําเกย สํานักงานสาร 1รณสุขจังหวัด แล่ะโรงพยาบายค่าง ๆ เหล่านี้ออเป็นน้วยงรันของรัชดามความหมายของบทบัญญัติกฎหม้ายคังค์ล่าวหรือไม : : .2 เมื่อเกิดค่วามเสียหายแก่หนีวยง: านของรัฐ ตามระเบียบฯ ข้อ 8 ก้าหนด์ให้หัวหน้า หน่วยงานของรัฐแต่งดิ้งผณะกรรมการสอถ่บข้อเท็จจริงความรับผิดทางถะเมิด กรัณีที่เคิดความเสียหายขึ้น ในราชการฝ่วนภูมิภาค ผู้ไคเป็นผู้มีอํานวจแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ค้ามระเบียบคังกถ่าว ง * ๑๓๕ 3ิ. ในกรณีที่ระเบียบฯนี้ กําหนตให้กระทร วงการกถังเป็นผู้ยอกข้อกําหนดหรือหลักเกณฑ์ เซ่น ตามข้อ 14 วรรศสอง ข้อ 26 ข้อ 28 หรืกขัล 14 เป็นค้น ไหระหว่างที่ยังไม่มีการคําหนตหลักแนณฑ์ ตังกถ่าว มีแนวทางปฏิบัติกย่างไว . “ 4. ไนกรณีที่มีการคําเนินการตามระบียมฯ ว่าค้วยความรับผิดโนทางแพ่ง(เดิม) แต่ยังไม่แล้วเสร็จตามกระบวนกาว แล้วมีการประกาศใช้ระเบียน" ว่าค้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวก้า| เซี”. “ เล ย วามรัมผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ, 2529 ค วรถือปฏิบัติตามระเบียบฯ กมัยไค เนื่ยงจากระเบียบ อ 9 คน “ท พ ช้ ' ห ทบับใหม่นี้ยกเลิกระเบียบๆ เคิมทั้งหมด และไม่มีบทเฉพาะกาส จ จ ฟ พ” รๆ ภณ 5, ไนยรณีบุคคลภายนอกกระ ะฑําละเบิดต่อา1น่วยงานของวัฐ หรือเจ้าหน้าทีทีปฏิบัติงาน ฯ ตามหน้าที่หรือกรณี|เจ้า 1หน้าที่ของรัฐร วมกังททุคคลก ายนอก กระทําละเมิดต่อส่วนราชการ เช่น ร่วมกันถักทรัพย์ที่ใช้ในราชการ ใหแต่ละกรมีคังกถ่าวจะต้องค้าเป็นการคตามขั้นตอนอย่าง 'ไร เพราะ เคิมมีระ ะเบียบความรับผิดชอบของข้าราชการในทางแห่งฯกําหนคชั้นตอนไว ล อ. . . 6 ในกรณีหน่- วยงานของรัฐหรือเจ้ 1หน้าที่ของรัฐใน7 เชการถ่วนภูมิภาคกระทําถะเมิด ง 'ต่อบุคคลภายนอก หรือมุกคลภายนอกกระ ะทําละเบิดต่อหน่วกง เนขลงรัฐในราชการถ่วนภูมิภาพ ผู้ที ยุ มีอํานาจถงนามในไบแต่งทนายเพื่อฟ้องกดีหรื่อแก้ต่างหมายถึง ผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัคกระทรวง : หรือ อชิบกี่ คี ซึ่งเป็นหน่วยงานค้นสังกัดของส้วนราชก ารประจําจังหวัดนั้น ' ' 2 กรณีเจ้าหน้าที่กระทําอะเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานของรัฐเห็นว่า 6 เ้าหน้าที่ต้องรับคิดในผลแห่งตะเมิดต่อหน่วยง1นของรัฐ โดยผู้แต่งตั้งหณะ ะกรรมการฯได้วินิจฉัย สั่งการอยกคําสั่งให้เจ้าหน้าที่ชําระก่ากินไหมทคแทน ตามข้อ 17หรือข้อ 18 แล้วแต่กรณี คําสั่ง คังกล่าวถือเป็นทําสั่งทางปกตรองคาษทระรารทัญญติวิธัตราชการหางปโกกรอง ห.ศ. 2539 หรือไม่ หากถือเป็นคําสั่งทางปกกรองจะถามารถคําเนินกรรังคับตามยาตรา 57 ของตฎูหมาย คังกถ่าวได้เสยหรือไม่ และจะมีวิธีปฏิบัติตถอคจาเการคําเน็นการ อย่างไร เ เช่น การประสานงานกับ กรมบังคับคผี ๑๕( . คณะกรรมการกฤษฎีกา(กรรมการร่างกฎหมาย คณะพิเศษ)ได้พิจารณาประดินข้อหารือ โดยฟังคําชี้แจงของผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข(ยํานักงานปลัคกระทรวงสาธารณสุข)แล้ว ได้ย้อเทิ่จจริง เพิ่มเติม ดังนี้ ' ! ก. [, แนวทางปฏิบัติเดิมเมื่อเกิดความเสียหายแก่หน่วยงานซึ่งเป็นราชการบริหารส่วนถูมิภาค ในสังกัคุถํานักงานปลัคกระทรวงสาธารณสุข เช่น ถํานักงานสาธารณสุขจังหวัด สํานักงานสาธารณสุข ' อําเกอ หรือโรงพยาบาลต่าง ๆ การแต่งตั้งพณะกรรมการสอบสวนเป็นอําน1จของผู้ว่าราชการจังหวัด คามระเบียนหวามรัวโคิตรยีบช้องจ้าราชกรรในหางแห่งซึ้งดีอกครมมติคณะร์ฐมนตรี .โดยหนังสือสํานัก เลขาธิกจรคณะรัฐมนตรี ค่วน ที่ นว 155/2503 ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2503 แต่เมื่อระเบียบคังกล่าวได้ถูก : ฮกเลิกไปโดย ข้อ3 6 ของระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าค้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิค. ก73: ทางละเมิดของเจ้วหนังที่ พ.ศ. 2539 แนวทางปฏิบัติในเรื่องคังกถ่าวมีความแตกต่างกัน บางหน่วยงาน เช่น โรงพยาบาลบ้านแพง สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดนกรพนมยังคงใช้ตามแนวทางปฏิบัติเคิม คือ ใจ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสถบสวน แต่บางหน่วยงาน-เช่น โรงพยาปาลกถําแพงเพชร สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดกําแพงเพชร ทางโรงพยาหาลกําแพงเพชร เป็นผู้แต่งตั้งณะกรรมการ ยอบสวน 2 ใหกรณีที่เจ้าหน้าที่สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดกระทําการไนหน้าที่แล้วค่อให้เกิด ความเสียหายแก่บุคคลภายน่อก เช่น จับรถของสํานักงามธาธารณสุขจังหวัดไปชนรถของบุคคลภายนอก บุคคลกายันอกิจะฟ้องคดีโดยแบ้งเป็น 2กรณี . : ม ฟ้องเจ้าห์หังที่และฟ้องสํานักง านสาธารณสุขจังหวัดเป็นจําเลยร่วมกัน ซึ้งในกรณีนี้ ศาลจะยกฟ้องในส่วนของสํานักงานสาธารณสุขจังหวัดเพราะไม่มีฐานะเป็นนิติบุกคล 22 ฟ๊ยงเจ้าหน้าที่และฟ้องสํานักงานปลัตกระทรวงสาธารณสุขเป็นจําเฉยร่วมกัน น เว ช้ 3, การพิจารณาว่าข้าราชกกรผู้ไคดสังกัดหน่วยงานใโคจะพิจารณายากคําสังบรรจุแต่งตั้ง ' . ข้าราชการผู้นั้นเป็นเกณฑ์ คณะกรรมการคฤษฎีกา(กรรมการร่างกฎูหมาย คณะพิเศษ)ได้พิจารณาประเด็นข้อหารื้อ ของสํานักงานปลัคกระทรวงสาธารณสุขประกอบหข้อเท็จ่จริงดังกถ่าวแล้วมีความเห็น คังนี้ . ม เฟ «1 เ เณฒ =. ๓ณะ4 เล. 1. ในประเด็นที่หนึ่ง เห็นว่า.ความรับผิดทางละเมิดในเรื่องความเสียหายค่อทรัพย์สิน =" ด เซฑ์ , ๓ ล 5 - หน่วยงานขถงรัฐที่เสียหายคต้องถยู่ไนฐานะเป็นเจ้าบองทรัพย์สินได้ กถ่าวคือ มีฐานะเป็นนิติบุคคล คังหัน 0) หน่วยงานของรัฐในราชการส่วนภูมิภาคจึงหมายถึงจังหวัดโคยจังหวัดมี่ฐานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 52 . แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารร าชการแผ่นคิน พ.ศ. 2534 แต่ไม่หมายความถึงสถานียนามัย ถํานักงาน ชาธารณสุขลําเกอ ถํานักงานสาธารณสุขจังหวัด และโรงพยาบายต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนราหการประจําจังหวัด หวือถ่วนราชการระจําถํา1อ แล้วแต่ทรฟ์ แกะไม่มีฐาทะเรีนนีคิบุคหล 2 ในประเด็นที่ของเห็นว่า เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นกับทรั ัพย์สินของโรงพยาบาล ซึ่งจัดซื้อโคยเงินงงบประมาณของสํานักงานปถัดกระทรวงสาธารณ สุข ถํานักงานปลัศกระทรวงสาธารณสุข จึงเป็นเจ้าของทรัพย์สินคังกล่าว คังนั้น ปลัตกระทรวงสาธารณสุขจึงเป็นผู้มีอํานาจแต่งตั้งคณะกรรมการ สอบข้้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดตามขัย 6 ของระทบียบสํานักนายกรัฐมนตรีฯ และมีอํานาย ง ฟ้องคดีไนกรณีที่ปีผู้กระทําถะเมิดต่อฑรัพย์สินคังกถ่าว ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดแม้จะมีจ้านาจบังคับบัญชา หลสแนนอนนนนนแนนลส นนอา 0 3 3 ้-้- 5 +3 ร3->353ลจ30 0 (ว ะ ว 6มาตรา 52 ให้รวมท้องที่หลาย ๆ ถําเกลตั้งขึ้นเป็นจังหวัดมีฐานะเป็นปีติบุคคล จพ 7. ๆยฯ ตชู้อ่อเมื่อเกิดความไสีย่หายแก่หน่วยงานขลงรัฐแห่งใด และหัวหน้าหน่วยงานหองรัฐแห่งนั้นมีเหตุ อันควรเชี่ยว่าเกิดจากการกระทู1ของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของวัฐแห่งนั้น ให้หัวหน้าหน่วยงานขลงรัฐตั้งกถ่าว แต่งตั้งคุณะกรรมตารสยบขักเท็งจริงความรับผิดทางถะเบิดขึ้นคณะหนึ่งโดยไม่ชักขัง เพื่อพิจารณาเสนอความเห็น เกี่ยวถับตู้ค้องรับผิดและจํานวนค่าฝืนไหมทคแทนที่ผู้นั้นค้องชคใช้ ม แอ ๆยๆ 5 แง @, ร เศ ข้าราชการส่วนภูมิภาคในจังหวัดนั้นก็ตาม ก็ไม่มีอํานายแต่งตั้งคณะกรรมการสอบขั้อเท็จจริงความรับผิค ทางละเมิดหรือพืองผู้กระทําถะเมิดต่อทรัพย์ถิาเคังกล่า 1ว เว้บแต่จะได้รับมอบอ้าน“จ่ติมมาครา 38 (6 แห่งพระราชับัญญัติระเบียบบริหาร์ราชการแต่นคิน พ.ศ. 2534 ซึ่งชืองเกี่ยวกับอานําจทืองนี้กณะกร่รมการ . ร่างกฎหมาย(ที่ประชุมใหญ่)ได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วในเรื่องเสร็จที่ 25ม5 . ] 5 3. ในประเค็นที่สวม เห็นว่า กระทรวงการคลังได้มีหนั่งสือเวียน5 ถําหนดหลักเคิณฑ์ : 463 ่ และ วิธีปฏิบัติในเรื่องการสยบข้ยเท็จจริง การทําบันทึกและการรายงานผลต เมขัอ 1 ววรรค์สอง 0 1 ' “มาครา 38 .อ้านายในการสิ่ง กรรย์อุญ่โธิธิธิตธีต การปฏิทัติธาชการหรือการค้าเป็นการถื่นที่ผู้คารง คําแหน่งใตจะหึงปฏิบัติหรือคําเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคัสั่งไต หรือมดิหถึงคณะรัฐม่นครีในเรื่องไค ' ถ้ากฎหมาย รุะ ระเบยบล .ซื้อบังคับ หรือคัวสั่งนั้น หรือมติชองคณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้น: มิได้กําหนตเรี่องคจิร้มอนถ้านาจไว้ เฟ 2 ๒ะ เป็นอย่างอื่น เหรือมได้ห้ามเชืองการมยบอ้านาจไ วัผู้ค้ารงตําแหน่งนั้นยาจมอบอ้านายให้ผู้ต้ารงคําแหน่งอื่นปฏิบัติราชการ แทนได้ คัเตอไปนี้ เง 0ฝ1 9) ปลัคกระทรวงอาจมยบถํานารให้รถงปถัตกระทรวง ผู้ช่วยปลัคกระทรวง ยชินคี หรือผู้ค้ารงคําแหน่ง เทียปเท่า หรือผู้ว่าร1ชการ จังหวัด : : . 89 7 ฯลฯ “บันทึก เรื่อง หาชือเกี่ยวก็บอ้านาจท้ยง(กรณีทัพย์สืนขอ งโร งหย่าบางหรือสําทักงากาธารถุหจังหว วัค เชียหายเนื่องจากการกระทําละเมิดทางแห่ง สํานักงานปลัคกระทรวงสว้ารณซุขทรีผู้ว่าราชการจั้งหวัดจะเป็นผู้มี ถ้านฯจฟ้อง) สังถึงปัธัต์กระทร่วงสาธารณสุจพร้อมกัทหนั่งสิอที ที่หร050120 ลงว์ เวนท 8 มกราคม 2528 6 หนังสียกระทรวงการคลัง ที่ กค 0526.6/ว 34086 ถงวันที่ 22 กันสายน 2540 : 6 ผู้อ 14 : เน ฯลฯ กระทรวงการคลังอาจกําหนคแหวทางการสองขัอเท็งจริง การทําบันทึก, แถะการรายงานผล เพื่อเป้นแนวทาง ปฏิบัติเป็นการทั้วไปได้ จัย์ . ๑๕๓ 6 . รวมทั้งหลักเกณฑ์แถะวิธีการปฏิบัติเกี่ยวกับการค้าประกัน การวางหลักประกัน หนังสือผ่อนขําระ แถะ สัญญาค้าประกันตามข้ย 267 ของระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีฯ ให้หน่วยงานยองรัฐถือเป็นหลักปฏิบัติ ไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้กําหนดแนวปฏิบัติในเรื่องการประนีประนอมยอมความตามข้อ 28 หรือไนเรื่อง การชคไช้ก่าสินไหมทคแทนให้แก่ผู้ยื่นถําขอ ตามข้อ 14” ของระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีฯ ไนกรณีเช่นนี่ หน่วยงานของรัฐจึงต้องขอความเห็นชองเจากกระทรวังก ารศลังเป็นรายๆ ไป 4 ในประเด็นที่สี เท เห็นว่า เมื่อระ ะเบียบตวามรับผิดชอบของข้าราชการในทางแพ่งซึ่ง ออกตามมติกณะ รัฐมาเตรี วี โดยหนังสึกถํานักเกขาชิการคณะรัฐมนตรี ค่วน ที่ นบนา 155/2503 คงวันที่ 1 ชันวาคม 2503 ได้ถูกยกเถิกโดยขัอ 3 (1)"7 ของระ *บียบสํานักนายกรัฐมนตรีฯแล้ว แถะไม่มีบท(คพาะกาล หัวหน้าหน่วยงานของรัฐจึงต้องแต่งตั้งคณะกรรมกา รสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละ ะเมิดขึ้นให่บัต าม ข้อ 8"? ซองระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีฯ ซึ้งไนประเด็นนี้คณะกรรมการกฤษฎิกรั(กรรมการรํางกฎหมาย กณะพิเศษ)ได้เคยวินิจฉัยไว้แถ้วว่า กรณีมีการแต่งตั้งคณะ ะกรรมการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชอบของ : ๆ ชู้อ 26 กระทรัวงการคถังอาจประกาศกําหนดหลังเกคเต้เกียวกับการค้าประกัน การวางหลักประกัน หนังสือ ซ ฝ่อนชําระ และสัญญาคําประกันก็ได้ ๆ ตจ้ง 2% คารประนีประนอยมยถมความไม่ว่าจะ| ะเกิดขึ้นใบขั้นตอนไคค้องได้รับก วามเห็นซอบจากกระทะวง ร ” ก ! 4 . การพลังก่ยน เว้นแต่กระ ะทรวงการคลังจะประกาศก๊าหนดเป็น(ย่งกืน ๓ ข้อ 34 ในกรณีที่ค้องซดใช้ค่าสินไหมกคแทนให้แตรู้ยนคําหอ ให้หน่วยง' านของรัฐที่ค้องชดใช้ค่าสินไทย ทคแทน ปฏิบัติคามที่กระ ทรวงการคลังกําหนด . : ๆสฯ 9๓9ฯ 69 สู้อ 3 ให้ยกเลิก ' (ท ระเบียพัความรัา บผิดชอบของข้าราขการ์ในทางแฟ ง ซึ่งแลกโคยมติคกะรัฐมนตรี ตามหนังฝือ สํานักเลขาชิการคณะรัฐมนตรี ด่วน ที่ นว 155/2569 (งวันที่ ! ขันราคม 2503 "ๆ ๆกฯ 77โปรตดูเชิงถรรยที่ 2 ” ข้าราชการในทางแพ่งตามนัยหนังสือสํานักเลขาธิการกณะรัฐมนตรี ค่วน ที่ หว 155/2503 ลงวันที่1 - ธันวาคม 2503 และอยู่ระหว่างการสอบสวน คําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสจมคังกถ่าวฮ่อมถูกยกเลิก ) ทันทีตั้งแต่วันที่ระเบียมุถํานักนายกรัฐมนตรี จําด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยงคับคงามรับผิดทางละเมิด .ของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มีผลใช้บังคัม: ดังนั้น.ในกรณีนี้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐจึงค้องแต่งตั้ง กณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทา งละเมิคขึ้นใหม่ ทั้งนี้ ตามเรื่องเสร็จที่.339/2540'” 5. ในประเค็นที่หุ้3 เห็นว่า ครณีบุคคลภายนอกกระทําละเมืดต่อหน่วยงานของรัฐหรือ : กรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกับบุคคลภายนอกกระทําถะเมิดต่อหน้วยงานของรัฐนั้น การคําเนินการในถ่วน ที่เกี่ยวกันความรับผิดท่างละเมิดยองเจ้าหน้าที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กําหนิดไว้ในระเบียบสํานัก นายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิคของเจ้าหน้าที่ ห.ส.2539 ถ่วนศวามรับผิดทางละเมิดของบุกลถ ลภายนอกนั้น ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีฯครอบคกุมไปไม่ถึง : และเมื่อยังไม่มีระเบียบของทางราชการกําหนคหลักเกณฑ์แสะ แนวปฏิ๊บัติในเรื่องนี้ไว้ หน่วยงานของรัฐ อาจพิจารณาคําเนินการไปตามแนวฑางเคิมที่เคยปฏิบัติมา โคยขอทําความตกลงกับกระทรวงการตลัง เป็นราย ๆไป | 6. . ในประเด็นที่หก ได้ไห้คว ามเห็นไว้แล้วในข้อ 2 ] .].ในประเต็นที่เจ็ค เห็นว่า การคอกคําสั่งไห้เจ้าหน้าที่ชําระด่าสินไหมทดแทน ตรมขุ้อ 17 . หรือข้อ 18 ของระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่ าค้วยหลักเณฑ์การร!ฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางถะเมีค . ของเจ้าหน้าที่.พ.ศ: 2539 คําสั่งคังกล่าวจะถือเป็นคําสั่งทางปกทรองตามขระธาชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกศรอง พ.ศ. 2539.หรือไม่ ด้องแยถพิจารณาเป็น 2 กรณี ..: ล " :. = - . "บันทึกเรียง หารือการปฏิบัติเกี่ยวกับกวามรัพผิดทางถะเมิดขลงเจ้าหน้าที ถูงถึงปลัคกระทรวงมหาคไทย พร้อมกับหนังสืย ที่ แช 0601/475 ล่งวันที่.3 กรกถาคม 2540 | ' ฉ่ ลวัดนคว้วซี่ 7.1 ไน่กรณีที่การกระทําละเบิดของเจ้าหน้าทีเป็นการกระทําในการปฏิบัติหน้าที ก“ 0 0 ๑๕๕ 1 ร ง ง ๆ ๓ง จว๑ย ง แล้วเกิดความเสียหายแก่บุคคลภายนอก เป็นเหคุให้หน่วยงานของวัฐค้องชดไช้ก่าสินไหมทคแทนไห้แก่ น ส ง 6 เ) ” ฟิ ฒู01 . จ ื ' ผู้เสียหาย หรือเกิดความเสียหายแก่หน่วยงานขลงรัฐโคยตรง และการกระทั1ถะเมิดคังกลถ่าวเจ้าหน้าที . น ! ๓ ๕4 ภ! ' สร น ' ๑2 ” ได้กระท้าไม่ด้วยความจงไจหรือง|ระมาทเก๋าแถ่ออย่างร้ายแรง ซึ่งหน่วยงานของรัฐทีด้องชดใช้ก่าสินไหม ง ทดแทนไห้แก่ผู้เสียหายหรือหน่วยงานของวัฐที่เพียหายแล้วแค่กรณี ปีอจนาจอยกคําสังเรียกไห้เจ้าห1 ” ใจเณ ๊%. ยจ้ ม เก - เจง ผู้นั้นชําระเงินกายในเวลาที่กําหนคตามบาครา1727 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางถะเบิดของ | ส ห์/ ต ' อ่, | ง ๒ 1 .9 . เจ้าหน้าที่ พ.ศ, 2539 ค้าสังคังกถ่าวถือเป็นถําถั่งทางปกครองคามพระราชมัญญัติจิธีปฏิบัติราชการพาง ปกครอง พ.ห, 2539 หากถึงกําหนคแล้วไม่มีการซําระโดยถูกค้องกรบถ้วน ว ไปจรัชลางใช้. " มาครการบังคับทางปกครองโดยยึดหรุ้อลายัตทรัพย์ถึนขลงเจ้าหน้าที่ตู้นั้นและขายท่อคตถาดเพื่อซําระเงีย ให้ครบถ้วนได้ตามมาตรา 57““ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิทัติรจชการทางบตครอง พ.ศ: 2579 โดย 9จง «% เวด วิธีการยีค การอายัตและก ารขายทยตคตลาดให้ปฏิบัติต 1เมประมากกฎหมายวิธีฟิจารณาความแพ่งโดยอนุโถย " 67 มาตรา 12 โกรณีทีเจ้าหน้า บ้ ที่ต้องชดใช ค่า เดินไหมทดแทนที่หป่วยง| 1นขลงรั รฐได้ช้ให้แต เสียหายตาม มาตร1 8 หรือในกรณีที่เขาหน้าที่ค้ยงใช้ค่าสินไหมทดแทบเนืองจากเจ้าหน้าที่ผู้ตั้นได้กรง 'ทําถะ มิคต่อหน่วยงานกรรัช ตามมาตรา 10 ประกยบฉับมาตรา8 ให้หนึ่ วะงาบข้จงรัฐที่เถงชายมีอํานางอกกค้าสั่งรียกใหเจ้าหน้าที่ผู้ชั้นขํ 1ระเงิน คังกถุ่ฯ ว่ภายในเวกาที่กําหุนต "2มาตร1 57 .ค้าสั่งทางปกครองที่กําหนดไห้ผู้ไคขําระเงิน ส้าถึงคําหนดแล้วไม่มีการชําระ ะโดยถูกค้กง | ครหถ้วน ให้เจ้าหนําทีมีหนังสือเดือนไห้ผู้นั้นจําวะก ายในระยะเรถาที่กําหนุดแต่ด้ยงไม่น้อยกว่าเจ็ตวัน ถ้าไม่ฝีการ ปฏิบัติศามค้าเดียน เจ้าหน้าที่อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองไโคยปืดหรือยาอัคทรัทย์ฝืนของตู้นั้นถะขายทอตคลาด เพื่อข้ารถมื่นให้กรบถ้วน วิธีการกึค ศารถายัคแกะการขายทคตลาดทรัพย์ฝืนให้1ฏิกัติตามประมวรถถฎหมายวิธี่พิจารยเาความแพ่ง โคยอนุโตม ส่วนผู้ปีอําบางสั่งยึดทัร็อถายัตหรือขายทกคตยาคให้เฟ็นไปคามที่ก้าหนุศโทกฎกระทรวง เล ๑๐ 9 ส ลคอ ๑ ร 7.2 ในกรณีที่การกระทําถะเมิดชองเจ้าหน้าที่มิใช่การกระทําในการปฏิบัติหน้าที่ จ ซี่ ศัณา ๑ ญา ศ์ ซี เฒคน มาตรา 10“ วูรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที พ.ศ. 2539 บัญญัติว่า การเรียกร้องค่าสินไหมทคแทนจากเจ้าหน้าที่ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและ: พาณิชย์ คังนัน การออกคําสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ชําระเงินในกรณีดังกล่าวนี้ไม่ถือเป็นถําสั่งทางปกครอง <' ร ! ง ศี จ @. เก๋น. 4 และหากเจ้าหน้าที่ผู้นั้นไม่ยอมชําระ หน่วยงานขยงรัฐต้องคําเนินการฝ้องคคีค่อศาถ (นายอักขาทร จุฬารัตน) เลขาชิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ถํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มิถุนายน 2541 1 จ ว ! ขั, 9 มาตรา 10 ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทําละเมิดค่อหน่วยงานของรัฐไม่ว่างะเป็นหน่วยงานขลงรัฐที่ผู้นั้น อยู่ในสังกัดหรือไม่ ถ้าเป็นการกระทําในการปฏิบัติหน้าที่ การเรียกร้ลงต่าสินไหมทคแทนจากเจ้าหน้าที่ให้นําบทบัญญัติ มาตรา 8 มาใช้บังคับโดยอนุโลม แตต่ถ้ามีใช่การกระท้าในการปฏิ บัติหน้าที่ ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมาย แห่งและพาณิชย์ ๆถฯๆ ฯแ"ฯ ซ่ อํานาจหน้าทีของศาลปกครอง จ 2 “4 และวิธีพิจารณาคดิปกครอง โดย รศ.คดร.วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ ศค ร อธิบดีผู้พิพากษาศาลปกครองกลาง อํานาจหน้าที่ของศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง ๐ ฆม 4 ๑. อานาจหน้าทของศาลปกครอง การพิจารณาอํานาจหน้าทีของศาลปกครองควรแยกออกเป็น ๓ 1 = ' ม มฆม ส4 |, ฆง๑ แง่มุมคือ หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่อยู่ภายใต้อํานาจของศาลปกครอง การกระทําของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ดังกล่าวที่อยู่ภายใต้อํานาจการ ควบคุมตรวจสอบของศาลปกครอง และประเภทของคดีปกครอง ธ ฆฒ ฆฒ ส๕ เ ฒ๐ ๑.๑ หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่อยู่ภายใต้อํานาจของ ศาลปกครอง เด พระราชบัญญัติจัดตังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดี ปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒ เรียกหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่อยู่ภายใต้อํานาจ ะ ! ๑๓๕ ตัง ความรู้เบื่องต้นเกียวกับศาลปกครอง ของศาลปกครองว่า “หน่วยงานทางปกครอง” และ “เจ้าหน้าทีของรัฐ” ย สอ , ศศ ตามลําดับ โดยให้คํานิยามหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ดังกล่าวไว้ในมาตรา ตา ดังนี . “หน่วยงานทางปกครอง” หมายความว่า “กระหทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการทีเรียกชืออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วน = | 2 = ณ ๑ = 1ว มี โ 7 7 ภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิน รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ่นโดยพระราชบัญญัติ หรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอืนของรัฐ และให้หมายความรวม ถึงหน่วยงานทีได้รับมอบหมายให้ใช้อํานาจทางปกครองหรือดําเนิน กิจการทางปกครอง” และ ๑ ม แ ค เค 1 เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หมายความว่า « อ” เค อ ซุฑ์ (๑) ชาราชการ พนกงาน ลูกจ้าง คณะบุคคล หรือผูท ๑๑๑ ย ปฏิบัติงาน ในหน่วยงานทางปกครอง (๒) คณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท" คณะกรรมการ ”: ี่ ซ ให้อํ ? ๐ ๓ ซู ๑= หรือบุคคลซึ่งมีกฎหมายให้อํานาจในการออกกฎ คําสัง หรือมติใด ๆ ทีมีผลกระทบต่อบุคคล และ (๓) บุคคลที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกํากับดูแลของ หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าทีของรัฐตาม (๑) หรือ (๒)” ๑ '= ๕ว = ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง =2 5 ๓ง ง ซะ ๕ พ.ศ. ๒๕๕๒ “คณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท” หมายความว่า “คณะกรรมการที่จัดตัง ฮั " 0 "ง รับการวินิจฉัยซึ้: = ๓๑๕ ขึนตามกฎหมายที่มีการจัดองค์กรและวิธีพิจารณาสําหรับการวินิจอัยชีขาดสิทธิและหน้าที ตามกฎหมาย” วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ เรย ๑๓๕ เมื่อพิจารณาคํานิยามของ “หน่วยงานทางปกครอง” และ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ดังที่ยกมาแสดงข้างต้นแล้ว จะเห็นได้ว่านอกจะ กินความครอบคลุมถึงหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือใน กํากับดูแลของรัฐบาลแล้ว ยังครอบคลุมถึงองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ หน่วยงานอิสระของรัฐ ตลอดจนองค์กรและเจ้าหน้าที่ในสังกัดหน่วยงาน อิสระของรัฐและเอกชนที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อํานาจทางปกครองของ รัฐในการดําเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามกฎหมายแทนรัฐอีกด้วย ซึ่ง ก็สอดคล้องกับมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทาง ปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๓ ที่ให้คํานิยามคําว่า “เจ้าหน้าที่” ที่ใช้ในพระราช บัญญัติฉบับนั้นไว้ว่า “หมายความว่า บุคคล คณะบุคคล หรือนิติบุคคล ซึ่งใช้อํานาจหรือได้รับมอบหมายให้ใช้อํานาจทางปกครองของรัฐในการ ดําเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดติ้งขึ้น ในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐหรือไม่ก็ตาม” ๑.๒ การกระทําของหน่วยงานทางปกครองและเจ๊าหน้าที ของรัฐที่อยู่ภายใต้อํานาจการควบคุมตรวจสอบของศาล ปกครอง เมื่อพิจารณาความในบทบัญญัติมาตรา ๕ แห่งพระราช บัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒ แล้ว อาจกล่าวได้ว่า การกระทําของหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ ของรัฐที่อยู่ภายใต้อํานาจการควบคุมตรวจสอบของศาลปกครองได้ แก่การกระทํา ดังต่อไปนีคือ ๑๓๐๑ ต่ง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับศาลปกครอง ก. การกระทําที่เป็นการใช้อํานาจทางปกครองฝ่ายเดียว 4 หไขย ซึ่งได้แก่ - การออก “กฎ” กล่าวคือ การออกพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิน ระเบียบ ข้อบังคับ หรือบทบัญญัติอื่นใดที่มีผลบังคับเป็นการทัวไป โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้ บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ (มาตรา ๕ แห่งพระราช บัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง'" พ.ศ. ๒๕๓๕ และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) - การออก “คําสังทางปกครอง” กล่าวคือการใช้อํานาจ สด่@ ฒ ๑ จ 6 ง ย 4 ตามกฎหมายที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในอันที่จะ ก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับหรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของ สิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชัวคราว เช่น การสังการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง การรับจดทะเบียน ฯลฯ (มาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๓) หรือการใช้อํานาจในทางปฏิเสธ เช่น การไม่อนุญาต การไม่อนุมัติ การไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ การไม่ รับรอง และการไม่รับจดทะเบียน ฯลฯ ด จย ส =: ใช้อํ - “ปฏิบัติการทางปกครอง” ซึงหมายถึงการไช้อํานาจ ตามกฎหมายดําเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งที่มิใช่การออกฎฏหรือคําสัง ทางปกครอง เป็นต้นว่าการใช้มาตรการบังคับทางปกครองต่าง ๆ ง 2 สส่ 9 6 ณฒ ๕ ๕ ข. การละเลยต่อหน้าที่ที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือ การปฏิบัติหน้าทีดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร เช่น การละเลยไม่พิจารณา วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ [ใช ๑๓๐ คําขอต่าง ๆ หรือการพิจารณาคําขอเหล่านั้นล่าช้ากว่าเวลาที่กฎหมาย กําหนดหรือล่าช้าเกินสมควร ด. “สัญญาทางปกครอง” ซึ่งหมายความรวมถึง สัญญาที่ คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็น บุคคลซึ่งกระทําการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญา =| ที่จัดให้ทําบริกกรสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวง ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ (มาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) สัญญาที่เจ้าหน้าที่ของรัฐทํากับบุคคลอื่นแทนหน่วยงาน ทางปกครองและในนามของหน่วยงานทางปกครองมีอยู่ ๒ ประเภท คือ สัญญาทางแพ่งกับสัญญาทางปกครอง เฉพาะแต่ข้อพิพาทเกี่ยวกับ สัญญาทางปกครองเท่านั้นที่อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาล ปกครอง ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งยังอยู่ในอํานาจพิจารณา พิพากษาของศาลยุติธรรมดังเดิม การที่กฎหมายกําหนดให้ข้อพิพาท เกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาล ปกครองก็ด้วยเหตุผลที่ว่า สัญญาประเภทนี้เป็นวิธีการหรือเครื่องมือใน การปฏิบัติหน้าที่ที่กฎหมายกําหนดให้หน่วยงานทางปกครองต้องปฏิบัติ โดยตรง ต่างกับสัญญาทางแพ่งที่หน่วยงานทางปกครองทํากับบุคคลอื่น เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินและเพื่อจะใช้ทรัพย์สินนั้นเป็นเครื่องมือในการ ปฏิบัติหน้าที่ที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติอีกทอดหนึ่ง กรณีจะเป็นประการใดก็ตาม การกระทําของหน่วยงาน ทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการคัดเลือกคู่สัญญา เช่น 2 ง่ เล ๑๓๕ เหซ่ ความรู้เบียงต้นเกี่ยวกับศาลปกครอง . : สึ่ การกระทําในกระบวนการสอบราคาหรือประกวดราคา ฯลฯ ซึ่งเป็น .. ส ฝีง ร =@ 2 1 ๕ - 4 การกระทําก่อนทีจะเกิดสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง แล้ว ง ณ ณ«% | 3»๐ ง| เ- ๒ ๓« 55 ๕ า แต่กรณี ถือว่าเป็นการใช้อํานาจทางปกครองฝ่ายเดียว ดังนันจึงอยู่ ม แอ ในอํานาจการควบคุมตรวจสอบข องศาลปกครองทั้งสิน ๑.ต ประเภทของคดีที่อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษา ของศาลปกครอง (คดีปกครอง) เมื่อพิเคราะห์บทบัญญัติมาตรา ๓ ประกอบกับบทบัญญัติ มาตรา ฒซ๒ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดี ปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒ แล้ว อาจจําแนกคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทํา ของหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ภายใต้อํานาจการ ควบคุมตรวจสอบของศาลปกครองออกเป็นประเภท ๆ ได้ดังต่อไปนี้คือ ก. คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือ เ 2 ซ่ เว ต 1 7 1 เจ้าหน้าทีของรัฐกระทําการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการ ๒๓ จ 9 โปรดดูกฎกระทรวง๑บับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๕๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติ - ๑ เว ๑. จ เว ม ส่ซ่ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งกําหนดให้การดําเนินการของเจ้าหน้าที่เกี่ยว กับการจัดหาหรือให้สิทธิประโยชน์ในกรณีดังต่อไปนี้เป็น “คําสั่งทางปกครอง” (๑) การสั้งรับหรือไม่รับคําเสนอขาย รับจ้าง แลกเปลี่ยน ให้เช่า ซื้อ เช่า หรือให้สิทธิ ประใยชน์ (๒) การอนุมัติสั่งซื้อ จ้าง แลกเปลี่ยน เช่า ขาย ให้เช่า หรือให้สิทธิประโยชน์ ๆ ฆ 5 เก ฆ่ 5 (๓) การสังยกเลิกกระบวนการพิจารณาคําเสนอหรือการดําเนินการอื่นใดในลักษณะ ” เดียวกัน วรพจน์ วิศรุตพัชญ์ ตัพ ๑๓๕ ๑ ญู ๕ ๑ ณ่ ฆ่ ๑ เณ ๑ ออกกฎ คําสังหรือการกระทําอื่นใด เนื่องจากกระทําโดยไม่มีอํานาจ ” ณ๕ » ม ส่ ส ' ม ” ง หรือนอกเหนืออํานาจหน้าที่ หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ ถูกต้องตามรูปแบบ ขันตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสําคัญที่กําหนดไว้ สําหรับการนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จําเป็นหรือสร้าง ภาระให้เกิดกับุประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ 4วรกราณ์ ง พระ ม (มาตรา «๕ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตังศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) ในกรณีที่มีการฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ ของรัฐกระทําการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลปกครอง มีอํานาจกําหนดคําบังคับโดยสังให้เพิกถอนกฎหรือคําสังหรือสังห้าม ๑ รร 4๕ 4 1 การกระทํา ทั้งหมดหรือบางส่วน (มาตรา ฒ๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่ง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ' พ.ศ. ๒๕๕๒) โดยศาลปกครองจะกําหนดว่าให้มีผลย้อนหลังหรือไม่ย้อน «๓ ๕ ส ไ ใ ”: ะใ ย 4 ก็ได้ ร= ย หลังหรือมีผลไปในอนาคตถึงขณะใดขณะหนึงก็ได้ หรือจะกําหนด ให้มีเงือนไขอย่างใดก็ได้ ทั้งนี้ตามความเป็นธรรมแห่งกรณี (มาตรา ฒฆ๒ วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติจัดตังศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) ข. คดีพิพาทเกียวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติ ง ง | ๑๓๐๑... ซ่ง ม ๑= 4 หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร (มาตรา ๓ วรรคหนึง (๒) เ แห่งพระราชบัญญัติจัดตังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) - เศศ์ จ ๑๕๐ เตพ ความรู้เบื่องต้นเกี่ยวกับศาลปกครอง สซ่= 1 ' ” 0เปไ ในกรณีที่มีการฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที ณ7 ง 27 คํา 4 ศฒ@ %/ ส่ ง %/ ๕๑ จ 1 ม 2» ของรัฐละเลยต่อหน้าทีหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรดังกล่าวข้างต้น ศาลปกครองมีอํานาจกําหนดคําบังคับโดยสังให้หัวหน้าหน่วยงานทาง ปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามหน้าที่ภายในเวลา ทีศาลปกครองกําหนด (มาตรา ฒ๒ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราช บัญญัติจัดตังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) ค. คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทําละเมิดหรือความรับผิด 1 ส ๓ | 4 ๒ 4 จ งจ/ ง อย่างอื่น" ของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าทีของรัฐอันเกิดจาก การใช้อํานาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คําสังทางปกครอง หรือคําสัง ส = ' ย 4 4 . ข่ย, =@ ๓= อื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติ ส เฉ@๓๑ ม 4จ ม = ส4่ หรอปฏิบัติหน้าทีดังกล่าวลาช้าเกินสมควร (มาตรา ๓ วรรคหนึ่ง (๓) ย แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) " " ล่อ 010่ีื ในกรณีที่มีการฟ้องเกี่ยวกับการกระทําละเมิดหรือความ รับผิด่อย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าทีของรัฐอันเกิด ๑ 4่ มะ แ ส ง จากการกระทาท เป็นการใช้อํานาจทางปกครอง ฝายเดียวของหน่วยงาน ๓ ๓ ณี 1ซ้ 1 , "ง ตัวอย่างของความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอัน - ม ว ฆ เค ตคัโ ซ้ ปู เกิดจากการใช้อํานาจทางปกครองฝ่ายเดียวได้แก่ ความรับผิดที่จะต้องจ่ายค่าทดแทนความ ๑ ส่๓ เสียหายแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเพิกถอนคําลั้งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ ะ 4 "เคว - อ ซ่ = แก่ผู้นั้นเนื่องจากการที่ผู้นั้นมีความเชื่อโดยสุจริตในความคงอยู่ของคําสั้งทางปกครองที่ถูกเพิกถอน (โปรดดู มาตรา ๕๓๕ - ๕๓ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๑ๆ) วรพจน์ วิศรูตพิชญ์ ต ๑๕๑ ทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือจากการที่หน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ศาลปกครองมีอํานาจกําหนด คําบังคับโดยสั่งให้ใช้เงินหรือให้ส่งมอบทรัพย์สิน หรือให้กระทําการ หรืองดเว้นกระทําการ โดยจะกําหนดระยะเวลาและเงื่อนไขอื่น ๆ ไว้ ด้วยก็ได้ (มาตรา ๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) ง. คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง (มาตรา «๕ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) ในกรณีที่มีการฟ้องเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ศาล ปกครองมีอํานาจกําหนดคําบังคับโดยสั่งให้ใช้เงินหรือส่งมอบทรัพย์สิน หรือให้กระทําการหรืองดเว้นกระทําการ โดยจะกําหนดระยะเวลาและ เงื่อนไขอื่น ๆ ไว้ด้วยก็ได้ (มาตรา ๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระ ราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) จ. คดีที่มีกฎหมายกําหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทําหรือละ เว้นกระทําอย่างหนึ่งอย่างใด (มาตรา ๓ วรรคหนึ่ง (๕ แห่งพระราช บัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) ในกรณีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้อง คดีขอให้ศาลปกครองบังคับให้บุคคลต้องกระทําหรือละเว้นกระทําอย่าง ส่0! ” : ๑๑5, 5ว หนึ่งอย่างใด ศาลปกครองมีอํานาจกําหนดคําบังคับโดยสังให้บุคคล ๑๕๒ 1! ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับศาลปกครอง ๑ «๕ เ” " 1 4ร่ ง ใ ซ่ ให้ กระทําหรือละเว้นกระท้าอย่างหนังอยาง “ดเพอ ห้เป็นไปตามกฎหมาย 4/- 4 (มาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง (ซิ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศึ. ๒๕๕๒) ฉ. คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกําหนดให้อยู่ใน อํานาจของศาลปกครอง (มาตรา ๕ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) อนึ่ง พึงสังเกตุว่าคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทาง ปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตาม ข้อ ก. หรือคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ ของรูฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติ หน้าที่ตังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามข้อ ข. ข้างต้น อาจมีปัญหาเกี่ยวถับ สถานะของบุคคลหรือสิทธิหน้าที่ของบุคคลเป็น “ปัญหาข้อกฎหมาย เบื้องต้น” ที่ศาลปกครองจะต้องวินิจฉัยก่อนที่จะก้าวล่วงเข้าไปพิจารณา วินิจฉัยประเด็นหลักแห่งคดีก็ได้ เช่น นายแดงยื่นคําขอทําบัตรประจํา ตัวประชาชนต่อนายอําเภอเมืองจังหวัดนครพนม นายอําเภอเมือง จังหวัดนครพนมปฏิเสธไม่ออกบัตรประจําตัวประชาชนให้นายแดง โดยอ้างว่านายแดงมิใช่ผู้มีสัญชาติไทย คําปฏิเสธของนายอําเภอเมือง จังหวัดนครพนมย่อมเป็นคําสังทางปกครอง หากนายแดงเชื่อว่าตนเป็น ผู้มีสัญชาติไทย นายแดงก็อาจฟ้องขอให้ศาลปกครองพิพากษาว่าการที่ นายอําเาอเมืองจังหวัดนครพนมปฏิเสธไม่ออกบัตรประจําตัวประชาชน ม ม แ7 ให้แก่ตนเป็นการกระทําทีไม่ชอบด้วยกฎหมาย และดังนั้นจึงเป็นการ ะ ม , ละเลยต่อหน้าที่ที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติ ดังนี้ ก่อนที่ศาล ารพจน์ วิศรุตพิชญ์ ต ๑๕๓ ปกครองจะก้าวล่วงเข้าไปพิจารณาวินิจฉัยประเด็นหลักแห่งคดี ซึ่งได้ แก่ประเด็นที่ว่า การที่นายอําเกอเมืองจังหวัดนครพนม ปฏิเสธไม่ออก บัตรประจําตัวประชาชนให้แก่นายแดงเป็นการกระทําที่ไม่ชอบด้วย กฎหมาย และดังนั้นจึงเป็นการที่ละเลยต่อหน้าที่ที่กฎหมายกําหนดให้ ต้องปฏิบัติหรือไม่ ศาลปกครองต้องวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้น ซึ่งได้แก่ปัญหาว่านายแดงเป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือไม่ ในกรณีเช่นนี้ หากศาลปกครองวินิจฉัยว่านายแดงเป็นผู้มีสัญชาติไทย นอกจากศาล ปกครองจะมีอํานาจพิพากษาว่าการที่นายอําเภอเมืองจังหวัดนครพนม ปฏิเสธไม่ออกบัตรประจําตัวประชาชนให้แก่นายแดงเป็นการกระทําาที่ไม่ ชอบด้วยกฎหมาย และดังนั้นจึงเป็นการที่ละเลยต่อหน้าที่ที่กฎหมาย กําหนดให้ต้องปฏิบัติแล้ว ศาลปกครองยังมีอํานาจสั่งให้ถือปฏิบัติต่อ นายแดงในฐานะที่เขาเป็นผู้มีสัญชาติไทยอีกด้วย (มาตรา ๒ วรรค หนึ่ง (อ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดี ปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) อย่างไรก็ตาม คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทําที่เป็นการใช้ อํานาจทางปก์ครองฝ่ายเดียวของหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ ของรัฐ คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ ของรุ้ฐละเลยต่อหน้าที่ที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และคดีที่มีกฎหมายกําหนดให้หน่วยงาน ทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้อง กระทําหรือละเว้นกระทําอย่างใดอย่างหนึ่งใช่ว่าจะอยู่ในอํานาจหน้าที่ พิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเสียทั้งหมด เรื่องดังต่อไปนี้ไม่อยู่ใน ๑๕๕ รว ความรู้เบืองต้นเกียวกับศาลปกครอง อํานาจของศาลปกครอง็ ก. การดําเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร ข. การดําเนินการของคณะกรรมการตุลาการตามกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ . ค. คดีที่อยู่ในอํานาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาล แรงงาน ศาลภาษีอากร ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่าง ประเทศ ศาลล้มละลาย หรือศาลชํานัญพิเศษอื่น เมื่อพิเคราะห์อํานาจหน้าที่ของศาลปกครองตามที่มาตรา ๓ มาตรา ๕ และมาตรา ฆ๒ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒ บัญญัติไว้ จะเห็นได้ว่าบท ไตซ่ ร- บัญญัติดังกล่าวได้ขยายอํานาจหน้าที่ของศาลปกครองออกไปกว้างกว่า ที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ บัญญัติไว้ ทั้งในเง่ ของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่อยู่ภายใต้อํานาจของศาลปกครอง และใน แง่ของการกระทําของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ดังกล่าวที่อยู่ภายใต้อํานาจ การควบคุมตรวจสอบของศาลปกครอง โดยมาตรา ๒๕๒ วรรคหนึ่งของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับนี้บัญญัติว่า “ศาลปกครองมี อํานาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ ๕ = =. มาตรา ๓ วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศึ. ๒๕๒๕1๒ ) วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ ตว ๑๕๕ ของรูฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกํากับดูแลของรัฐบาลกับเอกชน หรือ ระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วน ห้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกํากับดูแลของ รัฐบาลด้วยกัน ซึ่งเป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการกระทําหรือการละ เว้นการกระทําที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการ ส่วนห้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หรือ เนื่องจากการกระทําหรือการละเว้นการกระทําที่หน่วยราชการ หน่วยงาน ของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ๊าหน้าที่ของรัฐนั้น ต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมาย ขัญญัติ” ตามบทบัญญัติดังกล่าวของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ภายใต้อํานาจของศาล ปกครองได้แก่ หน่วยราชการ.หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วน ท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกํากับดูแลของ รัฐบาลเท่านั้น และการกระทําของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ดังกล่าวที่อยู่ ภายใต้อํานาจการควบคุมตรวจสอบของศาลปกครองน่าจะมีจํากัด เฉพาะแต่การกระทําที่เป็นการใช้อํานาจทางปกครองฝ่ายเดียวซึ่งได้แก่ การออกกฎ การออกคําสั่งทางปกครองและปฏิบัติก่ารทางปกครองกับ การละเลยต่อหน้าที่ที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือการปฏิบัติ หน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรเท่านั้น ไม่รวมถึงการบังคับ ตามสัญญา ระหว่างหน่วยงานดังกล่าวด้วยกันหรือระหว่างหน่วยงานดังกล่าวถับ เอกชน ทั้งนี้ไม่ว่าสัญญานั้นจะเป็นสัญญาหทางปกครองหรือไม่ก็ตาม ง จ” ดังนันจึงอาจมีบางท่านตังข้อสงสัยว่าบทบัญญัติมาตรา ๓ เจ. 4จ” เง มาตรา ๓ และมาตรา ๒ แทห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง ซ่ ๑๕๐ ตว ความรู้เบืองต้นเกียวกับศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒ มีข้อความขัดหรือแย้งต่อ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ และดังนั้นบทบัญญัติ ดังกล่าวเฉพาะส่วนที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญจึงเป็นอันใช้บังคับมิได้ หรือไม่ (มาตรา ๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐) และศาลรัฐธรรมนูญเองก็มีแนวโน้มที่จะมีความเห็นเช่นนี้ โดยในคํา วินิจฉัยที ๒๕/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓ เรื่อง ะเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ดบับที 7 พ.ศ. ๒๕๕๓ วัธรรมบูญมาตรา ๑๓๕ จ 6 # 2หชา1 (2729ม ม ซ ๕ ศู ป็ ๕6 ๕=่๕=๐ ? รัฐธรรมนูญหรือศาลปกครององค์กรใดเป็นองค์กรทีมีอํานาจในการ ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหรือข้อบังคับที่ผู้ตรวจการ แผ่นดินของรัฐสภาเสนอให้พิจารณาวินิจฉัย แต่รัฐธรรมนูญมาตรา ") ซี่: ณุู ๑ | ? สร่ ๐ ม ซ่ ๒๒ วรรคหนังซึงเป็นบทบัญญัติทัวไปในเรืองอํานาจหน้าที่ของศาล ปกครองบัญญัติว่า “ศาลปกครองมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เป็น ข้อพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทีอยู่ในบังคับบัญชาหรือใน กํากับดูแลของรัฐบาลกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงาน ต ฆม =- ซ ๕ ซี ๑ ๕ 9 ซ่ -% ของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิน หรือเจ้าหน้าทีของรัฐ ที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกํากับดูแลของรัฐบาลด้วยกัน ซึ่งเป็นข้อ พิพาทอันเนื่องมาจากการกระทําหรือการละเว้นการกระทําที่หน่วย ราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิน หรือ เจ้าหน้าทีของรัฐนัน ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หรือเนื่องจากการกระทํา วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ เรย ๑๕๐ หรือการละเว้นการกระทําที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ' [ ซ่ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ต้องรับผิดชอบใน ง 2, ม , การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ทั้งนี้ ตามทีกฎหมายบัญญัติ” เป็นบท บัญญัติให้อํานาจศาลปกครองในการพิจารณาวินิจฉัย “ความชอบ ด้วยกฎหมาย” ของการกระทําของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ ม ๑ 2 ") 8 สฮู ม ม ซ์ ม ฆ่า ! รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ใน บังคับบัญชาหรือในกํากับดูแลของรัฐบาล ดังนั้นอํานาจหน้าที่ของศาล ปกครองในการพิจารณาวินิจฉัยเรืองทีผู้ตรวจการแผ่นดินของรู๊ฐสภา 4๑” ซ่ เสนอตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๓๕ วรรคหนึง จึงต้องหมายความถึง เรืองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วน ฒ = ซู ่» เด ) ม ซ่ ๕/ ฒ ๑” ส ? ๑ «๑ ท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกํากับดูแล ะ ว « ะ | ของรัฐบาลเท่านั้น สําหรับคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นองค์กรทีมี ๕ -# 1 4๕ อ ห . ถ่ ขึ้นตามรัฐธรรมนูญ หมวด = ส่วนที่ ๕ มิใช่หน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกํากับดูแลของรูฐบาล ดังเช่นที่กล่าว ร ๆ ดังนั้นระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งฯ ซึ่งออกโดยคณะกรรมการ 2 การเลือกตัง จึงไม่อยู่ในอํานาจพิจารณาของศาลปกครอง การ พิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของระเบียบคณะกรรมการการ =ู๕ ) โ รสู่5 4 ๐ เลือกตั้งฯ ทีออกโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงเป็นอํานาจของ ศาลรัฐธรรมนูญ.....” 3/ เซ- รว จ 4 ฒ/ ผู้เขียนมีความเห็นส่วนตัวว่า มาตรา ๒๕๒ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นบทบัญญัติที่กําหนดอํานาจ หน้าที่ขั้นตําของศาลปกครองไว้เท่านั้น หาใช่บทบัญญัติทีห้ามมิให้ตรา ล ๆข «, ๐ ฆ ส่ 2/ 98/ กฎหมายขึ้นใช้บังคับโดยขยายอํานาจหน้าทีของศาลปกครองให้กว้าง โฆ“ ฉั. ส ๑๕๕ ตุฒ่ ความรู้เบื่องต้นเกี่ยวกับศาลปกครอง ออกไปไม่ ดังนั้น บทบัญญัติมาตรา ๓ มาตรา ๓ และมาตรา ฒฆ๒ แห่งพระราชบัญญัติจัดตังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ แต่อย่างใด ความจริงแล้วได้เคยมีการตีความบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่กําหนดอํานาจหน้าที่ขององค์กร [ « ” , | 4 47 ะ.% ต ต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญหรือที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้จัดตังขึ้นไปในทํานอง นี้กันเสมอมา ดังจะเห็นได้จากการที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับก่อน ๆ และฉบับที่ใช้บังคับในปัจจุบันได้กําหนดอํานาจหน้าที่ เว ม ม 1 3,๕ ๑ เด ส 2 9 ง๕ ม ของรัฐสภาไว้แล้วว่าให้มีอํานาจหน้าที่กระทําการอะไรบ้าง แต่ก็ได้มีการ «๓ ย๓๑ซ้ ๆยจ จ ๑ ข/จ> - ม 4 ตราพระราชบัญญัติขึ้นใช้บังคับโดยกําหนดให้รัฐสภามีอํานาจหน้าที่ เพิ่มเติมจากทีรัฐธรรมนูญบัญญัติ เช่น พระราชบัญญัติคณะกรรมการ กฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๒๒ บัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ตามลําดับมีอํานาจหน้าที่ให้ความเห็นชอบในการแต่งตังบุคคลให้ดํารง ตําแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา (มาตรา ๒๓ วรรคสาม) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๕๒ บัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาตามลําดับมีอํานาจหน้าที่ให้ความ เห็นชอบในการแต่งตั้งบุคคลให้ดํารงตําแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (มาตรา ๕๒) ในทํานองเดียวกัน มาตรา ๒๕๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับที่ใช้บังคับใน 1 เอ ปัจจุบันได้บัญญัติกําหนดอํานาจหน้าที่ของ “คณะกรรมการวินิจฉัยชี่ขาด ๑ ฒ ๓ ปู » ไรใ 4 เ “ใ ซสซ่= ) อํานาจหน้าทีระหว่างศาล” ไว้ในวรรคหนึงว่า “ในกรณ์ที่มีปัญหาเกียว ณ๓ อ๑ ม ฆ้ ง - ซ่ กับอํานาจหน้าทีระหว่างศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร หรือ ”) ให้พิ ๑๑ «๓ ซึ้ง โ ถึ่งซี่: ศาลอื่น ให้พิจารณาวินิจฉัยชี่ขาดโดยคณะกรรมการคณะหนึงซึ่ง วรพจน์ วิศรุคพิชญ์ 6ใช่ ๑๕๕ ประกอบด้วยประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลอื่น และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกไม่เกินสีคนตามที่กฎหมาย บัญญัติ เป็นกรรมการ” และในวรรคสองว่า “หลักเกณฑ์การเสนอ (7๕ ค 25ซอ ปัญหาตามวรรคหนึงให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ” แต่ก็ได้มีการ ตราพระราชบัญญัติว่าด้วยการชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๕๒ เล 4 7 ๕ ขึ้นใช้บังคับ โดยพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้บัญญัติให้คณะกรรมการ «ค 555 คจค ด ดังกล่าวมีอํานาจหน้าทีวินิจฉัยชีขาดการขัดแย้งกันแห่งคําพิพากษาหรือ คําสังของศาลต่าง ๆ ด้วย ดังจะเห็นได้จากความในมาตรา ๑๕ แห่ง 6//#. ๒ ร ะข่.ต่สม่ , พระราชบัญญัติดังกล่าวทีว่า “อ้ามีคําพิพากษาหรือคําสั่งทีถึงที่สุดระหว่าง ด ใ ซมญ่ซม ๕ ๑ ซ่ ๓« ให้ ศาลขัดแย้งกันในคดีทีมีข้อเห็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้ คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ๑๑” ฆ่ ไล หรือมีความขัดแย้งในเรื่องฐานะหรือความสามารถของบุคคล คู่ความ ป ลซี่. 2/ฉ7 โ ๑ ซูง ๕ « 0 หรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคําพิพากษาหรือคําสั่งดังกล่าว ) 9. ด ” ) - ๑ ว 4๑” ส ณ์๕- อาจยืนคําร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติ ตามคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลดังกล่าวได้ภายในหกสิบวันนับแต่ = 4.ซ่ 4 วันทีคําพิพากษาหรือคําสั่งทีออกภายหลังถึงทีสุด” (วรรคหนึ่ง) “ให้คณะ = ๑ อ/ ” ) ๑ 2 ๕ .! กรรมการพิจารณาคําร้องตามวรรคหนึง โดยคํานึงถึงประโยชน์แห่ง ความยุติธรรมและความเป็น ไปได้ในการปฏิบัติตามคําพิพากษาหรือ คําสังของศาล แล้วให้กําหนดแนวทางการปฏิบัติตามคําพิพากษาหรือ คําสังของศาลดังกล่าว คําวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด” ใหต 2 ” ) (วรรคสอง) และ “ให้นํากําหนดเวลาตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึง (๓) 27 ๑ ๑ ณ/ รซิ1 มาใช้บังคับกับกรณีนี้โดยอนุโลม” (วรรคสาม) มี่ : ๑๕๐ [ไร ความรู้เบื่องต้นเกี่ยวกับศาลปกครอง ณ๕ส ณฒ ง ๒. วิธีพจารณาคดปกครอง คําอธิบายวิธีพิจารณาคดีปกครองจะแบ่งออกเป็น ๑๐ หัวข้อ คือ การฟ้องคดีปกครอง การดําเนินกระบวนพิจารณาของศาลปกครอง วิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดี ผลบังคับของคําพิพากษาหรือคําสั่ง ของศาลปกครอง การร้องสอด การรวมคดี การแยกคดี การโอนคดี และการถอนคําฟ้อง การอุทธรณ์คําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลปกครอง ชั้นต้น การรับฟังพยานหลักฐาน การบังคับคดีปกครอง การระงับการ ขัดแย้งกันแห่งคําพิพากษาหรือคําสั่งอันเป็นที่สุดของศาลปกครอง และ 7 ๕ ๑ ศ ๕๕ ๕«4 ๑ «๓ ๕ «' ! การขอให้ศาลปกครองพิจารณาพิพากษาคดีหรือมีคําสังชีขาดคดีใหม่ ๒.๑ การฟ้องคดีปกครอง - ม ' ซณ๐ = คดีปกครองต้องฟ้องต่อศาลปกครองที่มีอํานาจพิจารณา 2 ส เว ย =.๐๑2 ส , ซ่ พพากษาคดนน และผู้ฟ้องต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ศาลปกครอง ณ=ณ๐ =- = "ๆ 6๐ ฆ= ม ที่มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้นจะรับคําฟ้องไว้พิจารณาได้ ใ๒.๑.๑ ศาลปกครองที่มีอํานาจพิจารณาพิพากษา คดีปกครอง โดยหลักแล้วคดีปกครองต้องฟ้องต่อศาลปกครอง เจ ๑/- จฉะ ม ชั้นต้นก่อน (มาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติจัดตังศาลปกครองและ วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) เมือคู่กรณี (คู่ความ) ฝ่ายใด ก 4 ก ๑ =- ๑ « รร = ฝ่ายหนึงไม่พอใจคําพิพากษาหรือคําสังของศาลปกครองชันต้นจึงจะมีสิทธิ <« อ ๑ ๒ ๕ ป 6 อุทธรณ์คัดค้านคําพิพากษาหรือคําสังนั้นต่อศาลปกครองสูงสุด (มาตรา ม ๑/-๑ย “จ ๑๑ (๕) และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตังศาลปกครองและ วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ ตว ๑๕๑ วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) อย่างไรก็ตาม คดีปกครองบาง คดีต้องฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดเลย โดยไม่ต้องฟ้องต่อศาลปกครอง ชั้นต้นก่อน คดีดังกล่าวได้แก่“ (๑) คดีพิพาทเกี่ยวกับคําวินิจฉัยของคณะ กรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทตามที่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครอง สูงสุดประกาศกถําหนด (๒) คดีพิพาทเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมาย ของพระราชกฤษฎีกา หรือกฎที่ออกโดยคณะรัฐมนตรี หรือโดยความ เห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (๓) คดีที่มีกฎหมายกําหนดให้อยู่ในอํานาจศาล ปกครองสูงสุด ในกรณีดังกล่าว ศาลปกครองสูงสุดก็จะทําหน้าที่ เป็นทั้งศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุดในขณะเดียวกัน การฟ้องคดีที่อยู่ในเขตอํานาจของศาลปกครอง สูงสุดต้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด (มาตรา ๕ซ วรรคสอง แห่ง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) การฟ้องคดีที่อยู่ในเขตอํานาจของศาลปกครอง ชั้นต้น ต้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นที่ผู้ฟ้องคดีมีภูมิลําเนาหรือ ๕ | “ว ==2 - มาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒ : เซ/ฑซน: ๑๕๒ ฉ่ฆ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับศาลปกครอง ไฝไฝ ก ' ที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลปกครองชั้นต้นนั้น (มาตรา ๕ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) คําฟ้องซึ่งอาจยืนต่อศาจ*!กครองชั้นต้นได้สองศาลหรือ หลายศาล ไม่ว่าจะเป็นเพราะภูมิลําเนาของผู้ฟ้องคดี เพราะสถานที่ที มูลคดีเกิด หรือเพราะมีข้อหาหลายข้อหา ถ้ามูลคดีมีความเกี่ยวเนื่องกัน ผู้ฟ้องคดีจะยืนคําฟ้องต่อศาลหนึ่งศาลใดก็ได้ (ข้อ ๒๓ วรรคสอง ของระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธี ๑ " 4 เจง| พิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๓) อนึง บรรดาคดีที่เกิดขึ่นนอกเขต ๑ ส , ๕หย เม ม อํานาจศาลปกครองกลาง จะยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางก็ได้ แต่ทั้งนี่ - 4 ะ ศาลปกครองกลางมีดุลพินิจที่จะไม่รับพิจารณาคดีที่ยืนฟ้องเช่นนั้นได้ เว้นแต่คดีที่โอนมาตามหลักเกณฑ์ของการพิจารณาคดีปกครอง (มาตรา ๕ วรรคสี แห่งพระราชบัญญัติจัดตังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดี ปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) -. ฆ้ ๓ ๐ ๒.๑.๒ เงือนไขแห่งการที่ศาลปกครองจะรับคําฟ้อง 4 ม - คดีปกครองไว้พิจารณาพิพากษา เงื่อนไขแห่งการที่ศาลปกครองที่มีอํานาจพิจารณา พิพากษาคดีปกครองจะรับคําฟ้องคดีปกครองไว้พิจารณาได้มี ๕ ประการ คือ เงื่อนไขเกี่ยวกับผู้มีสิทธิฟ้องคดีปกครอง เงื่อนไขเกี่ยวกับ การที่ได้ดําเนินการเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายครบขั้นตอน 4 : ย 4 " ส ตามที่กฎหมายกําหนดแล้ว เงื่อนไขเกี่ยวกับคําฟ้องคดีปกครอง และ 4 ส - เงื่อนไข เกี่ยวกับระยะเวลาในการฟ้องคดีปกครอง วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ [6โช ๑๕๓ ฆม ๒.๑.๒.๑ เงื่อนไขเกี่ยวกับผู้มีสิทธิฟ้องคดี ปกครอง | กฎหมายวิธีพิจารณาคดีปกครอง ของประเทศต่าง ๆ ส่วนมากจะไม่ใช้หลักการฟ้องคดีปกครองโดย ประชาชน (8๐0ย่๐0 000น!ลก8) กล่าวคือ เปิดโอกาสให้ประชาชนคน ใดก็ได้นําเอากจรกระทําของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ ภายใต้อํานาจการควบคุมตรวจสอบของศาลปกครองมาฟ้องต่อศาล ปกครอง แต่จะใช้หลักการฟ้องคดีปกครองโดยผู้มีส่วนได้เสีย กล่าวคือ ผู้ฟ้องคดีจะต้องมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องกับผลของคดีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ถูเท16661 8 ลยูเท ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้คดีปกครองล้นศาล ปัญหา คงมีอยู่แต่เพียงว่า “ผู้มีส่วนได้เสีย” จะมีความหมายกว้างหรือแคบ เพียงใดเท่านั้น หากพิเคราะห์กฎหมายวิธีพิจารณา คดีปกครองเปรียบเทียบแล้ว” จะพบว่าตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดี ปกครองของบางประเทศ เช่น สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี” นั้น “ผู้มี . ทเอกอ !1000 อ1 ป๐อ๓ - !เไตก่อ พ|๐0หลนง@, แอ ๐๐เห6เอ )นต่ส้ไอไอกทอ1 ๕อ 1ตล่หนดไรไหตไอท, |ท (บหท 8ลแชคผ่ไโ, งสทนร2 แนะไอเฟร| ๑1 อือแทอ หเธงธง, (เสินต่อธร ๐๐อแส่อทท6์อร เวยตก), แอ ๐๐เณ่61อ ๕อ !"สสทาไทไรไต่ไอคต อก ธินเอ๒อ ส่อ 165! @๐1 ๕๐๑ !'0แองไ, 0๕ท่ร, 6๕เพือ๓ร ส่น ออท"อ ตดทหี่๐ท๕| ต่อ ใส อ๐ทอเ๓๐ทอ 5ร6เอททกีก็ตนอ, 1985, 0. 56-63 พ 6๓ท - 5อ61อเ6 8304!เวเหคแงผ, 1อ รทร68ทาอ ส่อร ต๐ป๐อทร อ1! !ส| เวเอ1อ๐- ห้อท สํ'นเฮอท๐อ สตสกร 1อ ๐๐๓อคือน% ตส่เกใหเร้เตไห่6 ตแอถาสกส์, [ๆธงนอ ศศเทอ๓!รอ ส่อ สเอห สตทาไทเรตทัน าา(6) ทอง.- ส่6๐. 7995, เวด. 1145 - าา71 ": ฉี้ลงฉับเกี่ยวกัง ๑๕๕ ตว ความรู้เบื่องต้นเกี่ยวกับศาลปกครอง ส่วนได้เสีย” ที่มีสิทธิฟ้องคดีปกครองได้ต้องเป็นผู้ที่สิทธิของตนถูก กระทบกระเทือนหรืออาจถูกกระทบกระเทือนโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อัน เนื่องจากการกระทําของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าทีของรัฐทีอยู่ภาย ต ซ่ ใต้อํานาจการควบคุมตรวจสอบของศาลปกครองเท่านัน ดังนั้น แม้จะ ปรากฏชัดแจ้งตังแต่แรกว่าการกระทําของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที ของรัฐขัดหรือไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย แต่หากบทบัญญัติ 1 =- ข, เร “ ม, ๕๑ ๕ เ= 7 4 แห่งกฎหมายนันมิได้มีเจตนารมณ์ที่จะคุ้มครองสิทธิหรืออีกนัยหนึ่ง “ประโยชน์อันชอบธรรม” ของผู้ฟ้องคดีอยู่ด้วยแล้ว ศาลปกครองก็ไม่ ฆ» ๑ [ ๑/- ณฒ 9/ ม, ๕3 ศ่๑ ง อาจรับคําฟ้องนั้นไว้พิจารณาพิพากษาได้ เช่น เจ้าของอาคารหรือที่ดินไม่ อาจฟ้องขอให้ศาลปกครองมีคําพิพากษาหรือคําสังเพิกถอนใบอนุญาต . ก่อสร้างอาคารที่เจ้าพนักงานท้องถินออกให้แก่เจ้าของที่ดินข้างเคียงโดย ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารที่จํากัดความสูง ของอาคารได้ แต่มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลปกครองมีคําพิพากษาหรือคําสัง เพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างอาคารที่เจ้าพนักงานท้องถินออกให้แก่เจ้าของ ที่ดินข้างเคียงโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร ง 1 ง เ 2 ที่กําหนดระยะห่างระหว่างตัวอาคารที่จะก่อสร้างกับแนวเขตที่ดินได้ ทั้งนี้ เพราะบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารที่จํากัดความสูง ของอาคารนั้นมีเจตนารมณ์ที่จะคุ้มครองทัศนียภาพของเมืองเท่านั้น หาได้ มีเจตนารมณ์ที่จะคุ้มครองประโยชน์อันชอบธรรมของเจ้าของอาคารหรือ ส๕๑ ย ส4 4๑ 4 4 เว 9 เว [ ' ฒ ๕๑ 1 ที่ดินข้างเคียงที่ดินที่จะมีการก่อสร้างอาคารด้วยไม่ แต่บทบัญญัติแห่ง กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารทีกําหนดระยะห่างระหว่างตัวอาคารที่จะ ก่อสร้างกับแนวเขตที่ดินมีเจตนารมณ์ที่จะคุ้มครองประโยชน์อันชอบธรรม ของเจ้าของอาคารหรอทดนข้างเคยงทดนทจะมการกอสรางอาคารอยู่ดวย วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ ต ๑๕๕ แต่ตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดี ปกครองของบางประเทศ เช่น สาธารณรัฐฝรั่งเศส ราชอาณาจักร เบลเยี่ยม สาธารณรัฐกรีซ็ ฯลฯ นั้น “ผู้มีส่วนได้เสีย” ที่มีสิทธิฟ้องคดี ปกครองได้ไม่จําต้องเป็นผู้ที่สิทธิของตนถูกกระทบกระเทือนหรืออาจ ถูกกระทบกระเทือนโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้เนื่องจากการกระทําของ หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ภายใต้อํานาจการควบคุมตรวจ สอบของศาลปกครองเสมอไป ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการ กระทําของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ภายใต้อํานาจการ ควบคุมตรวจสอบของศาลปกครองก็ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่มีสิทธิ ฟ้องคดีปกครองได้แล้ว ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒ ผู้มีสิทธิฟ้องคดีปกคร่องได้ แก่ผู้ที่ “ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือ เสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการกระทําหรือการงดเว้น การกระทําของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือมีข้อโต้ แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองหรือกรณีอื่นใดที่อยู่ในเขตอํานาจศาล “กเอหอ 100พ 61 งอสก - ใสท่อ พอธ๒หลนบพ๐, เอ๑ ๐๐๓หณอ ในท์ด1๐หอทท6! สอ ใสตักทโคโร้แสปอก, |!ก น 8จ8งไโ, ง๕ทนร2 1510เ5พ| อ1! ๐๑แทอร หเยมยิจ, (ไสแนส่อธร ๐๐๐เสอ๐ททธ์ธร เวฮเ), 1อ ๐๐๓ฑใ16!อ สอ !'ศลกาไกโรไหตทกือก อก ธินเ๐๒อ๐ สอ 1651 อ1! สอ !"อ๐นอร1, ๓ตร, อเห็๐๓ทร สู่น อือก1อ ก๓ทอก๕! ส่อ !ศ 0อ๐ทอ๐ทอ รเอททก็ศุนอธ, ๐0.๐1. หต เศ ๑๕๐ เตง ความรู้เบื้องต้นเกียวกับศาลปกครอง ปกครองตามมาตรา ๓ และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือ ความเสียหายหรือยุติข้อโต้แย้งนั้น ต้องมีคําบังคับตามที่กําหนดใน มาตรา ญฆ่๒...” (มาตรา ๕๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) บุคคลดังกล่าวไม่จําเป็นต้องเป็น ราษฎรหรือเอกชนเสมอไป อาจเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ ของรัฐก็ได้ เช่น สมาชิกสภาเทศบาลหรือสมาชิกสภาองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดมีสิทธิฟ้องว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีคําสั่งยุบ สภาเทศบาลหรือสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด แล้วแต่กรณี โดยไม่ ชอบด้วยกฎหมายและขอให้ศาลปกครองมีคําสั่งให้เพิกถอนคําสั่งดังกล่าว สภาเทศบาลหรือสมาชิกสภาเทศบาล สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดมีสิทธิฟ้องว่ารัฐมนตรีว่า การกระทรวงมหาดไทยออกระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยข้อบังคับ การประชุมสภาเทศบาลหรือออกระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยข้อ บังคับการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด แล้วแต่กรณี โดยไม่ ชอบด้วยกฎหมายและขอให้ศาลปกครองมีคําสั่งให้เพิกถอนระเบียบ กระทรวงมหาดไทยดังกล่าว ฯลฯ ในกรณีที่ผู้มีสิทธิฟ้องคดีปกครอง เป็นบุคคลผู้ไร้ความสามารถ ผู้นั้นจะฟ้องคดีปกครองได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยความ สามารถ (ข้้อ ๒๒ วรรคหนึ่งประกอบกับข้อ ๑๑๒ ของระเบียบของที่ ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง วรพจน์ วิศรุตพชญ์ ต ๑๕๐ พ.ศ. ๒๕๕๓) เช่น ถ้าผู้เยาว์หรือคนไร้ความสามารถเป็นผู้มีสิทธิฟ้อง คดีปกครองก็ต้องให้ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล แล้วแต่กรณี เป็นผู้ฟ้องคดีแทน ถ้าคนเส่มือนไร้ความสามารถเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดี ปกครองก็ต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อนจึงจะฟ้องคดีได้ , ร็ สสฮ่ (มาตรา ๓๕ (๑๐) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) ในกรณีที่ กฎหมายกําหนดให้ต้องมีการอนุญาตหรือต้องได้รับความยินยอมก่อน ดังเช่นกรณีของคนเสมือนไร้ความสามารถ การฟ้องคดีต้องแนบหนังสือ อนุญาตหรือหนังสือแสดงความยินยอมมาพร้อมกับคําฟ้องด้วย (ข้อ ๒๐ วรรคสองประกอบกับข้อ ๑๑๒ ของระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการ ในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๓) อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เห็นสมควร ศาลปกครองอาจอนุญาตให้ผู้เยาว์ ซึ่งมีอายุไม่ตํากว่าสิบห้าปีบริบูรณ์ฟ้องคดีปกครองด้วยตนเองก็ได้ ใน "ๆ ง. 4 9 ๑ แซ ส 4 ๑ เม ข/ ว กรณีเช่นว่านี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลปกครองต้องแจ้งให้ผู้แท้นโดย ชอบธรรมของผู้เยาว์ตังกล่าวทราบ และศาลอาจมีคําสังให้ผู้แทนโดย 2 060ไ มม ๕ 9 ๑. ซ่ ชอบธรรมนันหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องให้ข้อเห็จจริงต่อศาลเพื่อประกอบ . ย ,2 เดๆ ณส ส่ การพิจารณาได้ (ข้อ ๒๕ ประกอบกับข้อ ๑๑๒ ของระเบียบของที่ ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๓) ส่ ใ ๓ร่ นเล อนึง ในกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ของรัฐสภาเห็นว่ากฎหรือการกระทําใดของหน่วยงานทางปกครองหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา มีสิทธิเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลปกครองได้ โดยทําเป็นคําฟ้องมี ๑๕๕ เตฉ่ ความรู้เบืองต้นเกียวกับศาลปกครอง รายการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๕๕ แห่งพระราชบัญญัติจัดตังศาล ปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒ ในการเสนอความเห็น จ/ ' ม ๑ เห = = ฆม ส .๕« 4 ดังกล่าว ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภามีสิทธิและหน้าทีเสมือนหนึ่ง 8/๓๑ ๕ = ง เะร 2 : =- เป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีปกครอง อย่างไรก็ตาม ผู้ตรวจการแผ่นดินของ รัฐสภาจะมอบอํานาจให้เจ้าหน้าที่สํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของ รัฐสภาเป็นผู้ฟ้องคดีปกครองและดําเนินคดีปกครองแทนก็ได้ (มาตรา พ ร่ ๕๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒ และข้อ ๒๕ ประกอบกับข้อ ๑๑๒ ของระเบียบของที ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๓) ๒.๑.๒.๒ เงื่อนไขเกี่ยวกับการที่ได้ดําเนินการ ฮ่ ก้ไ ซู่ย ฆ สี ะ ซ่ เพื่อแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายครบขันตอนตามทึกฎหมาย กําหนดแล้ว ในกรณีที่มีกฎหมายกําหนดขันตอน หรือวิธีการสําหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายในเรื่องใดไว้โดย | ส ๑ห่ม, ส ๕ ๐ ๑= เฉพาะ การฟ้องคดีปกครองในเรืองนั้นจะกระทําได้ต่อเมื่อมีการดําเนิน การตามข้นตอนและวิธีการดังกล่าว และได้มีการสังการตามกฎหมาย นัน หรือมิได้มีการสังการภายในเวลาอันสมควร หรือภายในเวลาที เด ม กฎหมายนันกําหนด (มาตรา ๕๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตัง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) ตัวอย่างของ [ 1 " เด เรื่องทีมีกฎหมายกําหนดขันตอนหรือวิธีการสําหรับการแก้ไขความ เดือดร้อนหรือเสียหายในเรื่องใดไว้โดยเฉพาะได้แก่ คําสังทางปกครอง วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ ตซ่ ๑๕๕ ซึ่ง “คู่กรณี"” มีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งได้ตามขั้นตอนและระยะเวลทที่ กฎหมายกําหนด โดยกฎหมายที่กําหนดขั้นตอนและระยะเวลาอุทธรณ์ โต้แย้งคําสั่งทางปกครองอาจเป็นกฎหมายฉบับที่ให้อํานาจหน่วยงานทาง ปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรูฐออกคําสั่งทางปกครองนั้นก็ได้ ในกรณีที่ กฎหมายฉบับที่ให้อํานาจหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออก คําสั่งทางปกครองมิได้กําหนดขั้นตอนและระยะเวลาอุทธรณ์โต้แย้งคําสั่ง ทางปกครองไว้ และคําสังทางปกครองนั้นไม่ใช่คําสั่งทางปกครองของ คณะกรรมการต่าง คศู- ” หรือของรัฐมนตรี คู่กรณีมีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้ง คําสั่งทางปกครองนั้นตามขั้นตอนและระยะเวลาที่พระราชบัญญัตติวิธี ปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๕ กําหนด (มาตรา ๕๕ วรรค หนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๑ ในทํานองเดียวกัน ผู้ถูกดําเนินการตามมาตรการบังคับทางปกครอง “ ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๕ “คู่กรณี” หมายความว่า “ผู้ยื่นคําขอหรือผู้คัดค้านคําขอ ผู้อยู่ในบังคับหรือจะอยู่ในบังคับ ของคําสั่งทางปกครอง และ, ะผู้ซึ่งได้เข้ามาในกระบวนการพิจารณาทางปกครองเนื่องจาก สิทธิของผู้นั้นจะ ะถูกกระทบกระเทือนจากผลของคําสั่งทางปกครอง” % ความจริงแล้วตามมาตรา ๕๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๓ นั้น “คําสั่งทางปกครองของบรรดาคณะกรรมการต่าง ๆ ไม่ว่าจะจัดตั้งขึ้น ตามกฎหมายหรือไม่ ให้คู่กรณีมีสิทธิโต้แย้งต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามกฎหมาย จ่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและ ะข้อกฎหมาย ภายในเก้าสิบ วันนับแต่วันทีใต้รับแจ้งคําสั่งนั้น แต่ถ้าคณะกรรมการดังกล่าวเป็นคณะกรรมการวินิจฉัย ข้อพิพาท สิทธิการอุทธรณ์และกําหนดเวลาอุทธรณ์ให้เป็นไปตามที่บัญญัติในกฎหมายว่า ด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา” แต่ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติอบับเดียวกันนี้ “เมือ ได้มีการจัดตั้งศาลปกครองขึ้นแล้ว บทบัญญัติมาตรา ๕๕ ให้เป็นอันยกเลิก” ร ฉั ". ๑๐๐ เตง ความรู้เบีองต้นเกี่ยวกับศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๕ ก็มี สิทธิอุทธรณ์การบังคับทางปกครองนันได้ โดยใช้หลักเกณฑ์และวิธี การเดียวกันกับการอุทธรณ์คําสังทางปกครอง (มาตรา ๒๒ แห่ง พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๓) ๒.๑.๒.๓ เงื่อนไขเกี่ยวกับคําฟ้องคดีปกครอง คําฟ้องคดีปกครองต้องใช้ถ้อยคํา สุภาพและต้องมีรายการ ดังต่อไปนี่“ (๑) ชือและที่อยู่ของผู้ฟ้องคดี (๒) ชือหน่วยงานทางปกครองหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกียวข้องอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี (๓) การกระทําทั้งหลายทีเป็นเหตุ ไว ณ ม [ร 4 = ๕ 4 = เล ค 7 แห่งการฟ้องคดี พร้อมทั้งข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ตามสมควรเกี่ยวกับ การกระทําดังกล่าว (๑ คําขอของผู้ฟ้องคดี (@ ลายมือชื่อของผู้ฟ้องคดี ถ้า เป็นการยืนฟ้องคดีแทนผู้อื่นจะต้องแนบใบมอบฉันทะให้ฟ้องคดีมาด้วย อย่างไรก็ตาม คําฟ้องใดมีรายการ 1 ฆ/ ง 2, 3/ 4๕9 าจ7 4 ง 4 ๑ ไม่ครบดังกล่าวข้างต้น หรือไม่ชัดเจนหรือไม่อาจเข้าใจได้ สํานักงาน ศาลปกครองต้องให้คําแนะนําแก่ผู้ฟ้องคดีเพื่อดําเนินการแก้ไขเพิ่มเติม ะ ว ๑๑ 1! จจาคร ==2 - มาตรา ๕๕ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒ วรพจน์ วิศรูตพิชญ์ ยว่ ๑๐๑ คําฟ้องนั้นให้ถูกต้อง ในการนึกฎหมายให้ถือวันทียืนฟ้องครั้งแรกเป็น หลักในการนับอายุความ (ระยะเวลาในการฟ้องคดี) (มาตรา ๕๕ วรรค สอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) นอกจากต้องมีรายการดังกล่าวข้างต้น แล้ว คําฟ้องยังต้องแนบพยานหลักฐานทีเกี่ยวข้องด้วย ในกรณีที่ไม่ อาจแนบพยานหลักฐานทีเกี่ยวข้องได้เพราะพยานหลักฐานอยู่ในความ ครอบครองของหน่วยงานทางปกครอง เจ้าหน้าทีของรัฐ หรือบุคคลอิน หรือเพราะเหตุอื่นใด ผู้ฟ้องคดีต้องระบุเหตุทีไม่อาจแนบพยานหลักฐาน ไปด้วย และในกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ใช่หน่วยงานทางปกครองหรือ เจ้าหน้าทีของรัฐ ผู้ฟ้องคดีต้องระบุชื่อและทีอยู่ของบุคคลซึ่งเป็นผู้ถูกฟ้อง คดีไว้ด้วย (ข้อ ๓๒ ประกอบกับข้อ ๑๑๐ ของระเบียบของที่ประชุม ใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๓) นอกจากนี ผู้ฟ้องคดียังต้องจัดทําสําเนาคําฟ้องและสําเนา พยานหลักฐานที่ผู้ฟ้องคดีรับรองสําเนาถูกต้องตามจํานวนของผู้ถูกฟ้อง - เว ๓ < ม/ ส= รฉ่ม สต เขญ่ = ๐= คดียืนมาพร้อมกับคําฟ้องด้วย ในกรณีที่ผู้ฟ้องคดีไม่จัดทําสําเนา * ล - %” 8 24 0 = ๒ 2/ คําฟ้องและสําเนาพยานหลักฐานให้ครบถ้วน หรือในกรณีที่มีจํานวนผู้ถูก " : " ฟ้องคดีเพิ่มชื่น ศาลปกครองมีอํานาจแจ้งให้ผู้ฟ้องจัดทําสําเนาเพิ่ม ภายในระยะเวลาที่กําหนด ถ้าผู้ฟ้องคดีไม่ดําเนินการภายในระยะเวลา ที่กําหนด ศาลปกครองจะสังไม่รับคําฟ้องไว้พิจารณาและสังจําหน่ายคดี ออกจากสารบบความก็ได้ (ข้อ ๓๓ ประกอบกับข้อ ๑๑๒ ของระเบียบ ของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดี ปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๓) ๑๐๒ ต ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับศาลปกครอง อนึ่ง สมควรกล่าวด้วยว่า การฟ้อง คดีปกครองไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล เว้นแต่การฟ้องคดีเกี่ยวกับ การกระทําละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อํานาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คําสั่งทางปกครอง หรือคําสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่ กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร หรือการฟ้องคดีเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งผู้ฟ้องคดีมีคําขอให้ ศาลปกครองสั่งให้ฝ่ายที่ถูกฟ้องใช้เงินหรือส่งมอบทรัพย์สิน ผู้ฟ้องคดี ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลในอัตราร้อยละ ๒.๕ ของทุนทรัพย์ แต่ ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท (มาตรา ๕๕ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติจัด ตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) โดยชําระ เป็นเงินสดหรือเช็คซึ่งธนาคารรับรอง และพนักงานเจ้าหน้าที่ของศาล ปกครองจะออกใบรับให้ไว้เป็นหลักฐาน ในกรณีที่ผู้ฟ้องคดีหลายคน ร่วมกันยื่นคําฟ้องเป็นฉบับเดียวกัน หากเป็นกรณีที่อาจแบ่งแยกได้ว่าทุน ทรัพย์ของผู้ฟ้องคดีแต่ละคนเป็นจํานวนเท่าใด ผู้ฟ้องคดีแต่ละคนก็ ต้องชําระค่าธรรมเนียมศาลตามส่วนของตน ในการคํานวณทุนทรัพย์ เพื่อประโยชน์ในการคิดค่าธรรมเนียมศาลนั้น ถ้าทุนทรัพย์ไม่ถึงหนึ่งร้อย บาทให้นับเป็นหนึ่งร้อยบาท เศษของหนึ่งร้อยบาท ถ้าถึงห้าสิบบาทให้ ฉับเป็นหนึ่งร้อยบาท ถ้าตํากว่าห้าสิบบาท ให้ปัดทิ้ง และเมื่อได้ชําระ ค่าธรรมเนียมศาลแล้ว ถ้าทุนทรัพย์แห่งคําฟ้องเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะโดยการ ยื่นคําฟ้องเพิ่มเติมหรือโดยประการอื่น ศาลปกครองจะมีคําสั่งให้ผู้ฟ้อง คดีชําระค่าธรรมเนียมศาลเพิ่มภายในระยะเวลาที่กําหนด ถ้าผู้ฟ้องคดีไม่ ดําเนินการตามคําสั่งศาลภายในระยะเวลาที่กําหนด ศาลจะมีคําสั่งไม่รับ วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ เต่ว ๑๐๓ ๑ 9/- 7 จ7 37 ๕1 ศ่ คําฟ้องไว้พิจารณา (ข้อ ๓๕ ประกอบกับข้อ ๑๑๒ ของระเบียบของที่ ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ:ศ. ๒๕๕๓) ส ล่าม ๒.๑.๒.๕ เงื่อนไขเกี่ยวกับระยะเวลาในการ ฟ้องคดีปกครอง . ระยะเวลาในการฟ้องคดีปกครองจะ ส้นหรือยาวแตกต่างกันออกไปตามประเภทของคดีปกครอง ดังต่อไปนี้ ก. การฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็น การออกกฎ คําสังทางปกครอง หรือกระทําการอื่นใดและผู้ฟ้องคดีขอ ให้ศาลปกครองสังให้เพิกถอนกฎ คําสังทางปกครอง หรือสังห้ามการ ก " ๊ - 0 กระทํานัน ทั้งหมดหรือบางส่วน จะต้องยื่นฟ้องภายในเก้าสิบวันนับแต่ ๓ สย ๕ มบ๕ ' ส ! วันที่รู้หรือควรได้รู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี (มาตรา ๕๓ แห่งพระราช บัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) ในกรณีของคําสังทางปกครองนั้น ถ้า คําสังทางปกครองใดอาจฟ้องต่อศาลปกครองได้ ผู้ออกคําสังต้องระบุ วิธีการยืนคําฟ้องและระยะเวลาสําหรับยืนคําฟ้องไว้ในคําสังดังกล่าวด้วย ส=เส่ ง ม ๑ งใ ! =หท ย 2๕ ส ในกรณีที่ปรากฏต่อผู้ออกคําสังใดในภายหลังว่าตนมิได้ระบูวิธีการยื่น คําฟ้องและระยะเวลาสําหรับยื่นคําฟ้องไว้ในคําสังนั้น ผู้นั้นต้องดําเนิน บ ย 4 4 ไว้ในคําสั่งดั. ่าวให้ผ้วับคําส ก การแจ้งข้อความซึงพึงระบุไว้ในคําสังดังกล่าวให้ผู้รับคําสังทราบโดยไม่ ชักช้า ในกรณีเช่นว่านึกฎหมายบัญญัติให้ระยะเวลาสําหรับยืนคําฟ้อง เริมนับใหม่นับแต่วันที่ผู้รับคําสังได้รับแจ้งข้อความดังกล่าว ถ้าไม่มีการ ! 4 ๕ ๑จ ! เพ ว แจ้งข้อความซึงพึงระบุไว้ในคําสังดังกล่าวให้ผู้รับคําสังทราบและระยะ - = 6ซด จน3 ๑๑๕ รา| ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับศาลปกครอง ๑ ๓ ณ่ 9๐ " ม ง 4 เ เวลาสําหรับยื่นคําฟ้องมีกําหนดน้อยกว่าหนึ่งปี กฎหมายบัญญัติให้ ๑จู ส » 4 = เษ สห่ยะ ๑ « ขยายระยะเวลาสําหรับการยืนคําฟ้องเป็นหนึงปีนับแต่วันที่ได้รับคําสัง (มาตรา ๕๐ แห่งพระราชบัญญัติจัดตังศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) ข. การฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครอง =ณ มบมู บส จ7 , ม ส4 . บบย =@.๓๑ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรและผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลปกครอง สังให้หัวหน้าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าทีของรัฐปฏิบัติหน้าที ส ๑ ม 4 ม เ ภายในเวลาที่ศาลปกครองกําหนด จะต้องยืนฟ้องภายในเก้าสิบวันนับ เษ ณส่บ ๑. ม เต ฯ เง ร่ม สหมณ ม ง แต่วันที่พันกําหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องขอต่อ หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าทีของรัฐเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที กฎหมายกําหนดและไม่ได้รับหนังสือชี้แจงจากหน่วยงานทางปกครอง ๕ ย ู มส จ/ ๕ ทขะ เซฒ ๐ ฆ้ ” ๕ ๕สู่าห เส หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือได้รับแต่เป็นคําชี่แจงที่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่มี เหตุผล แล้วแต่กรณี เว้นแต่จะมีบทกฎหมายเฉพาะกําหนดไว้เป็น อย่างอื่น (มาตรา ๕๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตังศาลปกครองและ วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) ค. การฟ้องเกียวการกระทําละเมิด หรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อํานาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คําสังทางปกครอง หรือคําสังอืน หรือการฟ้องเกียวกับการบังคับตามสัญญาทางปกครอง และผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลปกครองสังให้ฝ่ายที่ถูกฟ้องใช้เงิน ส่งมอบ ทรัพย์สิน หรือกระทําการหรืองดเว้นกระทําการ จะต้องยืนฟ้องภายใน หนึ่งปีนับแต่วันที่รู้หรือควรได้รู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกินสิบปี วรพจน์ วิศรุดพิชญ์ [5ใช่ ๑๐๕ นับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี (มาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติจัด ตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) ง. การฟ้องคดีปกครองทีเกียวกับ การคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ เช่น การฟ้องขอให้ศาลปกครองมีคําสัง = สด่๑= ” จ7 จ/ ๑ 6ส4 ๓ ส<่ เพิกถอนโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชน์ที่ออกทับที่ สาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือการฟ้องคดีปกครองที่เกี่ยวกับสถานะ ของบุคคล เช่น การที่นายแดงซึ่งเชื่อว่าตนเป็นผู้มีสัญชาติไทยฟ้องขอให้ ศาลปกครองพิพากษาว่าการที่นายอําเภอเมืองจังหวัดนครพนมปฏิเสธ ไม่ออกบัตรประจําตัวประชาชนให้แก่ตนโดยอ้างว่าตนมิใช่ผู้มีสัญชาติ ไทยเป็นการกระทําที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และดังนั้นจึงเป็นการละเลย เ ม ส4่ 1 ๑ มย ฆ่ ส สจ่ ๕ห ม ต่อหน้าที่ที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติ จะยืนฟ้องคดีเมือใดก็ได้ ไมาตรา ๕๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธี พิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) = 1 ในกรณีที่มีการฟ้องคดีปกครองต่อ ศาลอื่นซึ่งมิใช่ศาล์ปกครอง ถ้าปรากฏว่าศาลนันไม่รับคําฟ้องไว้พิจารณา เพราะไม่มีอํานาจพิจารณาคดีนั้น หรือผู้ฟ้องคดีถอนคําฟ้องจากศาลนั้น เพื่อฟ้องคดีใหม่ต่อศาลปกครอง ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการ งจัสดการ” ในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครองกําหนดให้ถือว่า กําหนดระ ยะเวลาการฟ้องคดีสะ ะดุดหยุดอยู่เท่าระยะเวลาตั้งแต่วันยื่น คําฟ้องจนถึงวันที่คดีของศาลอื่นนั้นถึงที่สุด (ข้อ ๓๑ ประกอบกับข้อ ๑๑5๐ ของระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่า 2» ๕ณ๕ ๓ง ด้วยวิธีพิจารณาคดิปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๓) ษ ร ๑๑๑ เต่ข่ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับศาลปกครอง การฟ้องคดีต่อศาลปกครองต้องยื่น คําฟ้องภายในกําหนดระยะเวลาและตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น คําฟ้องที่ยื่นเมื่อพันกําหนดระยะเวลาการฟ้องคดีแล้ว ศาลปกครองจะสั่ง ไม่รับไว้พิจารณาและสั่งจําหน่ายคดีออกจากสารบบความ (ข้อ ๓๐ ประกอบกับข้อ ๑๑๒ ของระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาล ปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๓) อย่างไรก็ ตามคําฟ้องคดีปกครองที่ยื่นเมื่อพันกําหนดระยะเวลาในการฟ้องคดีแล้ว เ 5 ร) ถ้าศาลปกครองเห็นว่าคดีที่ยืนฟ้องนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมหรือมี เหตุจําเป็นอื่นโดยศาลเห็นเองหรือคู่กรณีมีคําขอ ศาลปกครองจะรับไว้ ไพ. ๕ เว ๑ “ จจ» ๑ ม- %-. 2 ง พิจารณาก็ได้ และคําสังรับคําฟ้องไว้พิจารณาในกรณีเช่นนีย่อมเป็น - ตี่ ที่สุด (มาตรา ๕๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตังศาลปกครอง = - ค ง 2» จ 8/ และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒ และข้อ ๓๐ ประกอบกับข้อ ๑๑» ของระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วย วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๓) คําฟ้องคดีปกครองต้องยืนต่อพนักงาน ง ๆ [ เจ้าหน้าที่ของศาลปกครอง ในการนีอาจยื่นคําฟ้องโดยส่งทางไปรษณีย์ ณ เม ร เร 1 7 ลงทะเบียนก็ได้ และเพื่อประโยชน์แห่งการนับอายุความ (ระยะเวลาใน ส จ7 ๓๑9๑ ๕ ! ๓ ซ่ . เป จ7 การฟ้องคดี) กฎหมายบัญญัติให้ถือว่าวันที่ส่งคําฟ้องแก่เจ้าพนักงาน ไปรษณีย์เป็นวันที่ยืนคําฟ้องต่อศาลปกครอง (มาตรา ๕๒ แห่งพระ เ ราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) จ7 ' ที่ไ 9๕ 5» ' บย ๕ณ ) ๕=ะ ท่ ง นับแต่เวลาทีได้ยื่นคําฟ้องต่อศาลปกครองแล้ว ถือว่าคดีนั้นอยู่ในระหว่าง = ' ซม= ม ๑=๑ๆขยะ ณ=๕ 5»๐ การพิจารณา และผลแห่งการนี้มีว่า (๑) ห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดียืนคําฟ้อง ส ส - 0 ส ส4 ม เรองเดยวกันนันตอศาลเดยวกันหรอตอศาลอนอก และ (๒) ถามเหตุ วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ [5ใม่ ๑๑๐ ว "| 4 4 ง: ง เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในพฤติการณ์อันเกี่ยวด้วยการยืนฟ้องคดีต่อศาลที่มี เขตอํานาจศาลเหนือคดีนั้น เช่น การเปลี่ยนแปลงเขตอํานาจศาลหรือ อ่ ว ร์ 4 ห 2“ การเปลี่ยนแปลงภูมิลําเนาของผู้ฟ้องคดี การเปลี่ยนแปลงเช่นว่านั้นหาตัด อํานาจศาลที่รับคําฟ้องไว้ในอันที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนั้นไม่ (ข้อ ๓๒ ประกอบกับข้อ ๑๑๒ ของระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาล ปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๓) เมื่อได้รับคําฟ้องแล้ว พนักงาน เจ้าหน้าที่ของศาลปกครองจะลงทะเบียนคดีในสารบบความและออกใบ รับให้ผู้ฟ้องคดี แล้วตรวจคําฟ้องในเบื้องต้น ถ้าเห็นว่าเป็นคําฟ้องที่ สมบูรณ์ครบถ้วน พนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลปกครองก็จะเสนอคําฟ้อง ดังกล่าวต่ออธิบดีศาลปกครองชั้นต้นหรือประธานศาลปกครองสูงสุด 9 ง ณ์ ” ๑ ๓ 1 % ๕๐๕ 1 ๑ 1 ง เล ๑ แล้วแต่กรณี เพื่อดําเนินการต่อไป ถ้าเห็นว่าคําฟ้องนั้นไม่สมบูรณ์ครบถ้วน 1ง ย ๕ ล» ณี ๑ | 4 4 1 2 ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ หรือผู้ฟ้องคดีชําระค่าธรรมเนียมศาลไม่ครบถ้วน เ ๑ 2 ส่ 43 ๑ 2, น, ๓ง ๕ พนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลปกครองก็จะแนะนําให้ผู้ฟ้องคดีแก้ไขหรือ ชําระค่าธรรมเนียมให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กําหนด ถ้าเห็นว่าข้อ ที่ไม่สมบูรณ์ครบถ้วนนั้นเป็นกรณีที่ไม่อาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ หรือเป็น คดีที่ไม่อยู่ในอํานาจของศาลปกครอง- หรือผู้ฟ้องคดีไม่แก้ไขคําฟ้อง ๕9 1๑ 1 <ณ 6 ญ ส่ ๑ หรือไม่ชําระค่าธรรมเนียมศาลให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาทีกําหนด «7 ยม ย 4 ณุู่ย ๕ ไทยะ ม . ” ง ' พนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลก็จะบันทึกไว้ แล้วเสนอคําฟ้องดังกล่าวต่อ อธิบดีศาลปกครองชั้นต้นหรือประธานศาลปกครองสูงสุด แล้วแต่ ส=« 4 » = ง ม, ว ส สร่ กรณี เพื่อดําเนินการต่อไป (ข้อ ๓๕ และข้อ ๑๑๒ ของระเบียบของที่ ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๓) ๑อ๕ ตว ความรู้เบืองต้นเกี่ยวกับศาลปกครอง ๒.๒ การดําเนินกระบวนพิจารณาของศาลปกครอง ไรง ๕ ง 4 การพิจารณาพิพากษาคดีปกครองของศาลปกครองต้อง กระทําโดยองค์คณะ โดยศาลปกครองสูงสุดต้องมีตุลาการในศาลปกครอง สูงสุดอย่างน้อยห้าคนจึงจะเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา และศาล ปกครองชันต้นต้องมีตุลาการในศาลปกครองชันต้นอย่างน้อยสามคนจึง ะเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา (มาตรา ๕๕ แห่งพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) อย่างไร ก็ตาม ตุลาการศาลปกครองในองค์คณะพิจารณาพิพากษาอาจถูก จ เ ๑ ม 4 จ/ ม 37 - รส่ 7 ๕»' คัดค้านได้ตามเหตุแห่งการคัดค้านผู้พิพากษาที่บัญญัติไว้ในประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง รวมทั้งเหตุอื่นใดอันมีสภาพร้ายแรงซึ่ง อาจทําให้การพิจารณาพิพากษาคดีเสียความยุติธรรม การขอถอนตัว จากคดี การยื่นคําคัดค้าน การพิจารณาคําคัดค้าน การ์สังให้ผู้ถูกคัดค้าน งดการปฏิบัติหน้าที่ และการสังให้ผู้อื่นเข้าปฏิบัติหน้าทีแทน กฎหมาย บัญญัติให้เป็นไปตามที่กําหนดในระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการใน ศาลปกครองสูงสุด (มาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตังศาลปกครอง ๑๕ =- เ= และวิธีพิจารณาคดติปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒) ส ไยฆยย ๑๐ จ7 ม บ4 เมื่อได้รับคําฟ้องจากพนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลปกครอง =- ย ฆ ๕ ม ง 4 อธิบดีศาลปกครองชั้นต้นหรือประธานศาลปกครองสูงสุด แล้วแต่กรณี รอแรร . 4 ล่ ๑ จะจ่ายสํานวนคดีให้แก่องค์คณะใดองค์คณะหนึ่งเพื่อพิจารณาพิพากษา โดยเร็ว (ข้อ ๓ และข้อ ๑๑๒ วรรคหนึงของระเบียบของที่ประชุม ใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ ๕ไซ๊ ๑๐๓ ๑.๐๑ « 5 %๑๒ ๒๕๕๓) โดยปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้” แม1/7 4 4 2 0๓ ฮ่ (๑) ในกรณีที่มีการจัดองค์คณะที่มีความเชียวชาญใน ประเภทคดีด้านใดด้านหนึ่งเป็นการเฉพาะ ต้องจ่ายสํานวนคดีให้ตรง กับความเชียวชาญขององค์คณะทีจัดไว้ สสล่= ง ง่ ร่ง ฒ- ง 6 (๒) ในกรณีที่มีการแบ่งพื้นที่รับผิดชอบคดีขององค์คณะ 9/ 1 ๑ ฆส่ ดีเกิดขึ้นในพื้นที่ให้แก่ ๕« ที่จัดไว้ ต้องจ่ายสํานวนุคดีที่มูลคดีเกิดขืนในพื้นที่ให้แก่องค์คณะทีจัดไว้ (๓) ในกรณีที่ไม่มีการจัดองค์คณะตาม (๑) หรือ (๒) 4ส4ณ4 ฒฆ/ จ/ -= เด 6 ง 6 ” ” = หรือมีการจัดไว้ลักษณะเดียวกันหลายองค์คณะ หรือองค์คณะที่รับผิดชอบ อ 4 จ สะ 4๕๕7 , . คดีดังกล่าวมีคดีค้างการพิจารณาอยู่เป็นจํานวนมากซึงหากจ่ายสํานวนคดี ให้แก่องค์คณะนันจะทําให้คดีล่าช้าหรือกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรม ม เ ว ๕ 84 ศา 1 %/, เ ๒ 1 ให้จ่ายสํานวนคดีโดยใช้วิธีการใดที่ไม่อาจคาดหมายได้ล่วงหน้าว่าจะ จ่ายสํานวนคดีให้แก่องค์คณะใด กระบวนพิจารณาคดีปกครองของศาลปกครองแบ่งออก เร เท ๕ « ยม ๕ ๑ | ๕ เป็น ๒ ขันตอนคือ การตรวจคําฟ้อง การแสวงหาข้อเท็จจริงแห่งคดี การจัดทําสรุปข้อเทห็จจริง ข้อกฎหมาย และข้อเสนอแนะในการวินิจฉัย = จ ส ” ส ๑ ๑ ๕ ส คดี การนังพิจารณาคดี การประชุมปรึกษาคดีและทําคําพิพากษาหรือ., เซ แร คําสังชีขาดคดี และการอ่านผลแห่งคําพิพากษาหรือคําสังชีขาดคดี ๑๒ 1 '= ๆ =ซ๑ ฆ มาตรา ๕๐ แห่งพระราชบัญญัติจัดตังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พพ.ศี. ๒๕๕1๓ ) - @/ 4 การเลือกตังผูบริหารท้องถินโดยตรง ขบ โดย รศ.นรนิติ เศรษฐกบูตร ๕ ส5 ซู ว: @# % อดตอธิการบดิ มธ. และประธานศูนย์ศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย -. ซ่ . การเลือกตังนายกเทศมนตรีโดยตรง - การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีหรือหัวหน้าฝ่ายบริหารขององค์กร ปถครองส่วนท้องถิ่นนั้น (ถ้าคิดให้ดีก็ไม่ใช่ของใหม่ที่ปรากฏขึ้นใน ประเทศไทย .พร้อมกับุรัฐธรรมนูญฉบับนี้ (พ.ศ., .๒๕๕๐) แต่เคยมีมา แล้วและก็อังมือยู่ในประเทศไทยมาตั้งแค่ พ.ศ, ๒๕๑๕ รูปแบบถ้ารเลือก นายก์เทศมนตรีโดยครงนั้นถีคือ รูปแบบถารปกครองกรุงเทพมหานคร หรือการปกครองเมืองหลวงนั้นเอง เพียงแต่คําแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหาร ในการปกครองท้องถิ่นอย่างเมืองหลวงนั้นเรียกว่า ผู้ว่าราชการกรุงเทพ- มหานคร หเลน นเสเก6 อ "ตัโจ ใน่ควัามเป็นจริงความคิดทัจะไห้องคีกรปักครองส่วนท้องถิ้นท เย เรียกว่าเทศบาล มีการเลือกนายกเทศมนตรีไดยตรงนั้นมีมาประมาณกว่า สองทศัวรรษแล้วเป็นอย่างน้อย ตั้งแต่สมัยรัฐบาลของพลเอกเกรืยงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๑-๒๕๒๒ เจ้าหน้าที่ ระดับสู่งในกระทรวงมหาดไทยแล่ะนักวิชาการที่หารือถิ้นในรูปคณะ แลร , กุรรมการที่ปรึกร รึกษําของกระทรวงหรือของรัฐมนตรี ได้หยิบยกเอ่าเรื่อง 1022 [ล ย. : การไม่มีเสถี่ยร | มกจน| คแท . มาพูดจาหารือกัน "และใด้บี่ การคิดลึงรูปแบบที่จะ น วหน้าผู้บริหารทองถิ่น มีคว่ามเข๊มีแข็งมั่นคงโดยเรียกกันว่า «6นอกธ์ เทลห๐59 ' ซึ่งกีจะต้องให้ นายกเทศมนตรีเป็นผู้ได้ริา รับเลือกจากประชาชนโดยตรง มีระยะเวลาอยู่ใน ตําแหน่งเป็นสมัยที่มีจํานวนปีแน่นอน เรื่องนี้ต้องยกให้ว่าอธิบดีกรมการ ๒ ปกครองและด่อมาเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทยอย่าง นายดํารง สุนทร- ศารทูล เป็นผู้ที่เห็นปัญหาและนํามาคิดหาทางแก้ไขมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่นายดํารง สุนทรศารทูล นั้นโชคไม่ดีอยู่เป็น อธิบดีกรมการปกครองและปลัดกระทรวงไม่นานต้องย้ายไปเป็นที่ปรึกษา กระทรวงม่หาดไทย มีเรื่องโรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่นเป็นปัญหาที่ต้องเสียเวลา ชี้แจงได้จนพันเรื่องพันราว แต่ก็มีปัญหาเรื่องสุขภาพและเสียชีวิตก่อน เวลาอันสมควร เรื่องที่พูดกันเกี่ยวกับการแก้ไขให้การบริหารจัดการงาน เทศบาลมีประสิทธิภาพดีขึ้น จึงเงียบหายไปด้วย กระนั้นงานที่คิดกันครั้ง นั้นก็น่าจะเป็นต้นความคิดของรูปแบบการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพ- มหานครโดยตรงคนเดียว ที่มีขึ้นในภายหลังในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ความคิดที่ต้องการให้แก้ไขในเรื่องรูปแบบของการไค้มาซึ่งผู้บริหาร เทศบาลนี้เงียบหายไปจากกระทรวงมหาดไทยเพราะเหตุใดก็ตาม แต่ใน ส่วนของนายกเทศมนตรีทั้งหลายน่าจะได้มีการคิดกันอยู่รวมทั้งในหมู่ นักวิชาการด้านการปกครองส่วนท้องถิ่นของไทย ซึ่งก็มีอยู่ไม่เกินสิบราย ก็ได้มีความพยายามเสนอให้รับเอารูปแบบการเลือกนายกเทศมนตรีโดยตรง มาใช้ด้วย ทว่ายังไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติ จนกระทั่งทางรัฐบาลที่มีนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีได้ รับขอเสนอของสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย เสนอร่างพระราชบัญญัติ เทศบาลเพื่อให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีโดยตรงทุกเทศบาล ในตอน ที่เตรียมการเสนอนั้น เมืองไทยมีเทศบาลอยู่ทั้งหมดเพียง ๑,๑๒6 แห่ง* *ดูเอกสารประกอบการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติเทศบาล . (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ง อ จ ณะ ๑ = เล” เฉ7 ของวุฒิสภา (ลําดับที่ ๑๓6) จัดทําโดยศูนย์บริการข้อมูลและกฎหมายสํานักงาน เลขาธิการวุฒิสภา. “ข้อมูลประกอบการพิจารณา” หน้า ๕. ๓ เนื้อหาสาระสําคัญของร่างกฎหมายเทศบาลที่นําเสนอผ่านสภา ผู้แทนราษฎรนั้นมีอยู่ดังนี้ “(๑) ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นต่างมาจากการ เลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในเขตท้องถิ่น . (๒) สภาท้องถิ่นทําหน้าที่นิติบัญญัติ โดยการออกข้อบังคับ ท้องถิ่นที่เห็นว่ามีประโยชน์ต่อท้องถิ่น และมีอํานาจถ่วงดุล ฝ่ายบริหารที่เป็นสาระสําคัญได้ ในการพิจารณาข้อบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีแต่ไม่มีอํานาจลัมล้างผู้บริหารได้ เพราะผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เช่นกัน (๓) ผู้บริหารท้องถิ่น ทําหน้าที่ฝ่ายบริหารเพื่อแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนและให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน และมี อํานาจถ่วงดุลฝ่ายสภาท้องถิ่นได้ ในกรณีที่เกิดปัญหามี ความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง อาจเสนอให้ผู้มีอํานาจตาม กฎหมายให้ยุบสภาท้องถิ่นเพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจใน การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นใหม่อีกครั้งก็ได้ แต่โดย ตัวของผู้บริหารเองก็ไม่สามารถที่จะลัมล้างสภาท้องถิ่นได้ เช่นกัน” ” ในช่วงเวลาที่มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติเทศบาลที่แก้ไขกฎหมาย เทศบาลเคดิม เพื่อให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีโดยตรงนี้ ได้มีเสียง วิพากษ์วิจารณ์ความคิดนี้ทั้งในทางที่เห็นด้วยและในทางที่ไม่เห็นด้วย ๒ พิ่งอ้าง หน้า ๓. ๕ ปรากฏออกสู่สายตามหาชน ทั้งนี้เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนวิธีเลือกผู้บริหาร สูงสุดที่เป็นนักการเมืองท้องถิ่นของเทศบาล อันต่างไปจากวิธีเดิมที่เคย ชินคันมาเป็นเวลากว่า ๒๐ ปี เดิมนั้นพระราชบัญญัติเทศบาล ตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๑» เรื่อยมาได้กําหนดให้เลือกผู้บริหารโดยสภาเทศบาล ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน รูปแบบใหม่นั้นประชาชนจะเป็นผู้ เลือกนายกเทศมนตรีโดยตรงเอง ทางสํานักบริหารราชการส่วนท้องถิ่น กรมการปกครอง กระทรวง มหาดไทยได้บันทึกเหตุผลสําคัญในการปรับปรุงกฎหมายเทศบาลเอาไว้ ดังนี้” “(๑) โครงสร้างของเทศบาลปัจจุบันไม่เอื้ออํานวยต่อการบริหาร เพราะคณะผู้บริหารต้องขึ้นอยู่กับเสียงสนับสนุนของสมาชิก . สภาเทศบาล (๒) เป็นการแก้ไขปัญหาที่ทําให้การบริหารองค์กรมีประสิทธิภาพ เป็นที่เชื่อถือศรัทธาของประชาชนที่ต้องได้รับกการคอบสนอง . การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน . (๓) จะไม่เหมือนกับระบบประธานาธิบดี เพราะไม่ได้แยกความ สัมพันธ์กับฝ่ายสภา โดยเด็ดขาด ยังมีความสัมพันธ์ใน ลักษณะการรับผิดชอบร่วมกันคล้ายกรุงเทพมหานคร เพราะหากเกิดความขัดแย้งที่จะนําไปสู่การยุบสภา นายก เทศมนตรีต้องออกจากดําแหน่งด้วย” ๆเพิงอ้าง หน้า ๕. ๕ จากการสรุปเหตุผลการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเทศบาลที่ยกมาให้ ดูนั้นจะเห็นได้ว่าปัญหาการบริหารในข้อที่ ๑ เป็นเรื่องสําศัญ ด้วยเป็นที่ ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าระบบคณะเทศมนตรีที่ได้รับเลือกมาจากสภาเทศบาล นั้นทําให้ “คณะผู้บริหาร” เทศบาลไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร เราคงไม่ลืมกัน ว่าสภาเทศบาลนั้นประกอบด้วยสมาชิกสภาจํานวนไม่มาก เพียง ๑๒ คน สําหรับสภาเทศบาลตําบล ๑๕ คนสําหรับสภาเทศบาลเมือง และ ๒๕ คนจากสภาเทศบาลนคร ที่จริงก็เป็นที่รู้กันทั่วไปว่านายกเทศมนตรีและ คณะเทศมนตรีของเทศบาลทั้งหลายจํานวนไม่น้อยค่อนข้าง “อ่อนแผอ” ตําแหน่งนายกเทศมนตรีและเทศมนตรีต้องผลัดเปลี่ยนเวียนกันเป็นใน ระยะเวลาอันสั้น และสภาเทศบาลได้ใช้มาตรการในการไม่ผ่านงบประมาณ ประจําปีทําให้ฝ่ายบริหารเทศบาลต้องลาออก หรือถอนการสนับสนุน มีข้อมูลจากกรมการปกครองถึงข้อเท็จจริงในการบริหารกิจการ เทศบาลที่ได้รับผลกระทบอันน่าสนใจนําเสนอให้พิจารณาด้วย แม้ตัวเลข จะตําทั้งนี้เป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงตําแหน่งโดยตกลงกันเองและผู้บริหาร ลาออกนั้นไม่ได้บันทึกไว้เป็นหลักฐานในเรื่องความขัดแย้ง “การบริหารงานของเทศบาล (๑) ในระหว่างตุลาคม ๒๕๓๕-ตุลาคม ๒๕๕๒ มีสภาเทศบาล ไม่รับหลักการแห่งร่างเทศบัญญัติงบประมาณจํานวน ธ แห่ง (๒) กรณีเกิดปัญหาความขัดแย้งของฝ่ายบริหารและสภาเทศบาล จนเป็นเหตุให้การยุบสภาในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๓๕ - ๒๕๕๒ มีจํานวน ๓ แห่ง (๓) กรณีสมาชิกสภาเทศบาลได้มีมติให้สมาชิกสภาเทศบาล พันจากตําแหน่งตามมาตรา ๑6 (๑) แห่งพระราชบัญญัติ เทศบาล พ.ศ. ๒๕5» แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็นผลให้คณะเทศมนตรีทั้งคณะต้องพัน จากตําแหน่งตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๕๕65 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๕๒ มาตรา ๕๕ (๕) มีจํานวน ๑ แห่ง (๕) ในระหว่างวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๓6 - ปัจจุบัน การ ร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะผู้บริหารในการ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบมีจํานวน ๑๒๕ เรื่อง” “ แคต่การเสนอปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเทศบาลที่ทางสันนิบาดเทศบาล แห่งประเทศไทยเป็นตัวหลักสําคัญเสนอ และทางรัฐบาลเห็นด้วยนี้ได้รับ การวิพากษ์วิจารณ์กันมากทีเดียวผู้ที่ไม่เห็นด้วยอย่างสําคัญและกล้าแสดง เหตุผลให้ประจักษ์แก่มหาชน โดยเขียนบทความเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ ท่านหนึ่งคือ นายอารีย์ วงศ์อารยะ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้มี ความรู้และประสบการณ์ในการทํางานด้านปกครองได้เสนอความเห็นไว้ ตอนหนึ่งว่า “รูปแบบการบริหารงานคังกล่าว จะเป็นรูปแบบที่ให้อํานาจมากกับ นายกเทศมนตรี โดยฝ่ายสภาจะมีบทบาทน้อยลงอย่างมากในการควบคุม ตรวจสอบการทํางานของนายกเทศมนตรี คือระบบถ่วงดุลอํานาจจะทําได้ ยากขึ้น และเมื่อนายกเทศมนตรีมีอํานาจมากขึ้นในขณะที่ระบบคุลอํานาจ - ' - จ, ส 4เอกสารประกอบการพิจารณา รางพระราชบญญตเทศบาล (ฉบบท...) พ.ศ. .... ” ะ. ส ๑ ง (ให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีโดยตรง) แจกที่วุฒิสภาคอนที่มีการพิจารณาร่าง เด ล ' ๓ ส [9 พระราชบัญญัตินี (ไม่ปรากฏวันที่พิมพ์). หน้า ๑. ๐ ทําได้ยาก นักการเมืองในระดับท้องถินจะมีการแย่งชิงกันเข้ามาเป็น ฯ ร+ " ๕= ซฯ ซ่= นายกเทศมนตรีมากขีน ปัญหาทิตามมาก็คือ เราจะมีคนที่มีศักยภาพ น =๑= «7” «” ซ์ ซ้ «7 ซฯ อย่าง ดร.พิจิตต รัตตกุล สักกี่คนทีจะลงไปสมัครเป็นนายกเทศมนตรี 0 - เอ 7 -= ในเทศบาลต่างๆ ประมาณหนึงพันแห่งทั่วประเทศ ผลลัพธ์ก็คือนายก ซ่ 8/ ว8/ ฉ” ม = ส่ ว เทศมนตรีทีเราจะได้ก็คงไม่พันบรรดานักการเมืองท้องถินทีมีบทบาทอยู่ ๓ ๐ ๑ « ซ่ 0 1ว ในปัจจุบัน และคําถามสําคัญทีเรายังตอบไม่ได้คือ ประชาชนจะได้อะไร ซ์ ย 7 ฯ จากการเปลี่ยนแปลงในครังนิ่นอกจากความสับสนจากการเปลี่ยนแปลง - ,) ง 9 8” 8”- «7 รูปแบบการบริหารงานทีประชาชนส่วนใหญ่คุ้นเคยดี และได้พิสูจน์ตัวเอง 8 วซั้ง : อ/ ซ 0ู «7 มายาวนาน ไปสู่รูปแบบใหม่ที่ไม่มีใครกล้ายืนยันได้ว่าจะเหมาะสมกับ สังคมไทยและเทศบาลไทยทั่วประเทศ” * ส ๓= ๓จ7 จ เว ฆ = เมื่อมีผู้คัดค้านก็ต้องมีผู้สนับสนุน นายธเนศวร์ เจริญเมือง ณ” «7 - เวดค ' นักวิชาการระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึงเป็นผู้ศึกษา 4 ” > ฆ= ง๕ มากคนหนึงในเรืองการปกครองท้องถิน ได้เขียนเอกสารเผยแพร่ชือ เทศบาลในทศวรรษหน้า เลือกตังนายกเทศมนตรีโดยตรง ระบุว่า ม = จ ส ฆ เร ซ จากการศึกษาทางค้านวิชาการ ท่านเชื่อว่า “การเลือกตั้งนายกเทศมนตรี โดยตรงจะทําให้ท้องถินและสังคมไทยได้รับประโยชน์อย่างน้อย ๑๕ ข้อ”” ค 6 ะ และนายธเนศวร์ เจริญเมือง ยังได้ชีแจงข้อที่มีคนเกรงในการแก้กฎหมาย เทศบาลเอาไว้อีกว่า 0 ก การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีโดยตรง : ก้าวเดินของสังคมสู่อํานาจนิยม” มคิชน (๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๒) หน้า ๒. เ: ' < ะ = จ =ู เทศบาลในทศวรรษหน้า เลือกตังนายกเทศมนตรีโดยตรง (เชียงใหม่ : โรงพิมพ์ มิงเมือง, ๒๕๕๒) หน้า ๒. “หลายคนมีข้อห่วงใยเกี่ยวกับอํานาจของนายกเทศมนตรีและข้อ ขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นระหว่าง นายกฯ กับฝ่ายเทศบาล เช่นเกรงว่านายกฯ จะมีอํานาจมากเกินไปหรืออาจมีข้อขัดแย้งกับฝ่ายสภาฯ จนทํางานไม่ได้ หรือเกรงไปว่าจะนําไปสู่การเลือกผู้ว่าฯ ทําให้ผู้ว่าฯ และคนที่ฝันอยากจะ เป็นผู้ว่าฯ คัดค้านการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีโดยตรง กระทั่งเกรงไป ไกลว่าจะนําไปสู่การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรงหรือการสถาปนา ระบบประธานาธิบดี ข้อบังคับเหล่านี้สามารถแก้ไขได้และบางข้อก็ไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ เช่น การออกกฎหมายควบคุมอํานาจของนายกเทศมนตรี การมีประชาชน สื่อมวลชน สภาเทศบาล และตัวแทนของรัฐบาลกลางคอยตรวจสอบการ ทํางานของนายกเทศมนตรีโดยตลอด หรือการให้สภาเทศบาลและนายก เทศมนตรีถ่วงคุลอํานาจกัน เช่นสภาเทศบาลถอดถอนนายกเทศมนตรีได้ นายกฯก็สามารถสั่งยุบสภาเทศบาลได้ ส่วนข้อห่วงใยเกี่ยวกับการระบบ การเมืองการปกครองระดับชาตินั้น บทเรียนจากหลายประเทศชื้ให้เห็น ว่าการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีโดยตรง มิได้ทําลายสถาบันอื่น ๆ” ๑ ร่างพระราชบัญญัติเทศบาลที่รัฐบาลเป็นฝ่ายเสนอผ่านสภาผู้แทน ราษฎรทั้ง ๓ วาระโดยไม่ยาก ทั้งนี้เพราะรัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภา ผู้แทนราษฎรและแม้ว่าจะเป็นรัฐบาลผสมก็ตามที พรรคร่วมรัฐบาลและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหลายก็เห็นคล้อยไปในทางสนับสนุนร่าง พระราชบัญญัติเทศบาล และร่างพระราชบัญญัติเทศบาลก็ผ่านมาสู่ 9เพิ่งอ้าง หน้า ๑๕. ธี วุฒิสภาตามขั้นตอนในวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๒ และในขั้นตอนของ วุฒิสภานี่เอง ก็มีเสียงที่แสดงความเห็นคัดค้านอยู่พอสมควรในระยะแรก รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง นายอาษา เมฆสวรรค์ อดีตอาจารย์มหา- วิทยาลัยที่ศึกษามาในระดับปริญญาเอก และเป็นอดีตข้าราชการสําคัญ ของกระทรวงมหาดไทย เคยเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้กล้า แสดงความคิดเห็นคัดค้านโดยเปิดเผยในการอภิปรายของวุฒิสภาขั้นรับ หลักการในวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๒ มีความตอนหนึ่งว่า “ผมมีประสบการณ์โดยตรงเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะมีการเสนอให้ เปลี่ยนแปลงระบบการปกครองดังกล่าว ในที่ประชุมคณะกรรมการ ปรับปรุงกฎหมายปกครองท้องถิ่น และการกระจายอํานาจไปสู่ท้องถิ่นที่ รัฐบาลตั้งขึ้น และผมได้ร่วมเป็นกรรมการอยู่ด้วย ผมก็ได้ท้วงติงว่าผม ไม่เห็นด้วย เพราะการเลือกคั้งนายกเทศมนตรีโดยตรงนั้นใช้หลัก - “การ แยกอํานาจ” (5๐ลเย่อก ๐[ 0พ6๐๒) ซึ่งเป็นหลักการของ “ระบบ ประธานาธิบดี” ของประเทศสหรัฐอเมริกา อันจะเป็นการสวนทางกับ หลักการปกครองของประเทศไทย ซึ่งยืดถือหลักการปกครองตาม “ระบบรัฐสภา” เป็นแนวทางปฏิบัติตลอดมาเป็นเวลาช้านานแล้ว และ การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จะมีผลกระทบต่อระบบการปกครองของประเทศ ไทยเป็นอย่างมาก . . ผมได้พยายามอธิบายชี้แจงมากแล้วก็ไร้ผล และดูเหมือนจะไม่ ค่อยมีผู้ใดเป็นห่วงหรือสนใจเรื่อง “ระบบ” การปกครองมากนัก ผู้เสนอ และผู้สนับสนุนเรื่องนี้ต่างพูดเน้นแต่เรื่อง “ประสิทธิภาพ” ของการบริหาร เป็นประเด็นหลักอย่างเดียว และยกเรื่องการบริหารของกรุงเทพมหานคร เป็นตัวอย่าง ซึ่งผมก็อธิบายว่า กรุงเทพมหานคร เราจัดเป็นรูปแบบ ๑๐ พิเศษเฉพาะการปกครองเมืองใหญ่ อันเป็นนครหลวงของประเทศ รูป แบบการปกครองกรุงเทพมหานคร เป็น “ข้อยกเว้น” ไม่ใช่ “หลักการ” และ “เป้าหมาย” ของการปกครองท้องถิ่นของไทยแต่อย่างใด” “ หลังจากนั้นก็มีการอภิปรายกันอีกหลายประเด็นทั้งคัดค้านและ เห็นด้วย ซึ่งก่อนหน้านั้นทางวุฒิสภาก็ได้มีคณะกรรมาธิการไปศึกษาใน เรื่องนี้เป็นการล่วงหน้ามาแล้วนัยว่าเป็นการเตรียมการเป็นพิเศษที่รอบคอบ ในวาระแรกเมื่อมีการลงมติ สมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่ก็ได้รับหลักการ และมีมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณา โดยผลการพิจารณา ของคณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไขปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติเทศบาลที่ เสนอมาเป็นอย่างมาก ดังปรากฏร่างแก้ไขในขั้นพิจารณาวาระที่สองใน วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ที่จะให้เลือกคณะผู้บริหารเทศบาลเป็นคณะ และเลือกสมาชิกสภาเทศบาลแบบบัญชีรายชื่อเลยทีเดียว โดยมีเนื้อหา สาระที่ค่อนข้างยุ่งยากดังนี้ “มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติ เทศบาล . พ.ศ. ๒๕ธ6» และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน” “มาตรา ๑๕ องค์การเทศบาลประกอบด้วยสภาเทศบาล และ คณะเทศมนตรี สภาเทศบาลประกอบคด้วยสมาชิกสภาเทศบาลตามจํานวนที่กําหนด ในพระราชบัญญัตินี้ และคณะเทศมนตรีประกอบด้วยนายกเทศมนตรี ะ อาษา เมฆสวรรค์ *ปัญหาการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีโดยตรง เอกสารแจกใน วุฒิสภา (ไม่ลงวันที่พิมพ์) หน้า ๑. ๑๐๑ " - ๐ ซ่ ๐ "= หนึ่งคนและเทศมนตรีตดามจํานวนที่กําหนดในพระราชบัญญัตินี่ ซึ่งสภา เทศบาลให้ความเห็นชอบในการแต่งต่งจากสมาชิกสภาเทศบาลด้วยกัน การได้มาซึ่งสมาชิกสภาเทศบาล นายกเทศมนตรี และเทศมนตรี ให้ดําเนินการดังต่อไปนี้ (๑) เมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลเป็นการทั่วไป ให้ผู้ สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลสมัครเป็นคณะมีจํานวนไม่เกิน จํานวนสมาชิกสภาเทศบาลที่จะพึงมีได้ในเทศบาลนั้น โดยให้จัดทําเป็น บัญชีรายชื่อเรียงลําดับผู้สมัครในคณะของตน ทั้งนี้โดยให้ระบุถําดับแรก ของผู้สมัครในบัญชีรายชื่อเป็นผู้ที่คณะผู้สมัครเสนอให้เป็นนายกเทศมนตรี (๒) ให้ราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเทศบาลมีสิทธิออกเสียงลง คะแนนเลือกบัญชีรายชื่อผู้สมัครที่คณะผู้สมัครจัดทําขึ้นโดยให้เลือกได้ บัญชีเดียว (๓) ผู้ที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาล ให้ใช้วิธีคํานวณ สัดส่วนคะแนนของผู้ที่จะได้รับเลือกตั้งจากจํานวนคะแนนของบัญชี รายชื่อผู้สมัคร โดยให้รวมผลคะแนนทั้งหมดจากบัญชีรายชื่อของคณะ ผู้สมัครทุกคณะ แล้วหารด้วยจํานวนสมาชิกสภาเทศบาลที่จะพึงมีได้ใน เทศบาลนั้น เพื่อให้เป็นจํานวนคะแนนเฉลี่ยต่อสมาชิกสภาเทศบาลที่จะ พึงมีได้ในเทศบาลนั้น เพื่อให้เป็นจํานวนคะแนนเฉลี่ยต่อสมาชิกสภา เทศบาลหนึ่งคนแล้วนําคะแนนเฉลี่ยไปหารคะแนนรวมของบัญชีรายชื่อ แต่ละคณะผู้สมัคร ผลลัพธ์เป็นจํานวนเต็มที่ได้ในแต่ละบัญชีรายชื่อคือ จํานวนสมาชิกสภาเทศบาลที่คณะผู้สมัครได้รับ โดยเรียงลําดับจากรายชื่อ แรกของบัญชีรายชื่อเป็นลําดับไป ถ้าผลที่ได้รับจากการคํานวณสัดส่วนมี ๑๒ จํานวนไม่ครบจํานวนสมาชิกสภาเทศบาลที่จะพึงมีได้ในเทศบาลนั้น ให้ ผู้สมัครที่มีผลลัพธ์ในการคํานวณสัดส่วนเหลือเศษมากที่สุดได้รับจํานวน สมาชิกสภาเทศบาลเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนเรียงตามลําดับจนกว่าจะครบจํานวน ว้ามีจํานวนคะแนนเหลือเศษเท่ากันให้ใช้วิธีจับสลาก (๕) เมื่อมีการประชุมสภาเทศบาลในสมัยแรก หลังจากประกาศ ผลผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลและมีประธานสภาเทศบาลแล้ว ให้สมาชิกสภาเทศบาลในลําดับแรกของบัญชีรายชื่อคณะผู้สมัครที่มี จํานวนสมาชิกสภาเทศบาลที่ได้รับเลือกตั้งสูงสุด ซึ่งคณะผู้สมัครกําหนด ให้เป็นนายกเทศมนตรีเป็นผู้มีสิทธิเสนอรายชื่อเทศมนตรีจากสมาชิก สภาเทศบาลตามจํานวนที่จะพึงมีได้ในเทศบาลนั้นต่อสภาเทศบาลเพื่อให้ ความเห็นชอบเป็นคณะเทศมนตรี ในกรณีที่คณะผู้สมัครตั้งแต่สองคณะ ขึ้นไปมีจํานวนสมาชิกสภาเทศบาลที่ได้รับเลือกตั้งเป็นจํานวนเท่ากัน ให้ สมาชิกสภาเทศบาลในลําดับแรกของบัญชีรายชื่อคณะผู้สมัครที่ได้รับ ะแนนเสียงเลือกตั้งสูงสุดเป็นผู้มีสิทธิได้รับแต่งตั้งเป็นนายกเทศมนตรี ถ้ายังมีคะแนนเสียงเลือกตั้งเท่ากันอีกให้สภาเทศบาลเลือกสมาชิกสภา เทศบาลที่มีคะแนนเสียงเลือกตั้งเท่ากันนั้นคนหนึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับแต่ง ตั้งเป็นนายกเทศมนตรี และให้ผู้นั้นเสนอรายชื่อเทศมนตรีจากสมาชิก สภาเทศบาลต่อสภาเทศบาลเพื่อให้ความเห็นชอบเป็นคณะเทศมนตรี (๕) ในกรณีที่สภาเทศบาลไม่ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้ง คณะเทศมนตรีตาม (๕) ให้สภาเทศบาลเลือกสมาชิกสภาเทศบาลคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในลําดับแรกของบัญชีรายชื่อคณะผู้สมัครที่เหลืออยู่เป็นผู้มีสิทธิได้ รับแต่งตั้งเป็นนายกเทศมนตรี เพื่อเสนอรายชื่อเทศมนตรีจากสมาชิก สภาเทศบาลต่อสภาเทศบาลเพื่อให้ความเห็นชอบเป็นคณะเทศมนตรี ๑๓ (») เมื่อสภาเทศบาลให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งคณะ เทศมนตรี แล้วให้ประธานสภาเทศบาลรายงานต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ภายในเจ็ดวันเพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีคําสั่งแต่งตั้งต่อไป (๑) ถ้าสภาเทศบาลไม่ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งคณะ เทศมนตรีและไม่มีสมาชิกสภาเทศบาลในลําดับแรกของบัญชีรายชื่อ เหลืออยู่หรือสภาเทศบาลไม่อาจให้ความเห็นชอบในสิบห้าวันนับแต่วัน เปิดประชุมสภาเทศบาล ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรายงานรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยเพื่อยุบสภา ในกรณีที่เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลขึ้นแทนตําแหน่งที่ ว่างลงก่อนครบวาระ ให้ใช้วิธีเลือกตั้งแบบรับสมัครเป็นการทั่วไปและลง คะแนนเลือกตั้งเป็นรายบุคคลตามจํานวนตําแหน่งสมาชิกสภาเทศบาลที่ ว่างลง หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลให้เป็นไปตาม กฎหมายว่าด้วยการเลือกคั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น และหลักเกณฑ์และวิธีการในการให้ความเห็นชอบคณะเทศมนตรีให้เป็น ไปดามข้อบังคับการประชุมสภาเทศบาล” 5 แค่ในวันพิจารณานั้นทางกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่มีกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย ๕ ท่าน คือนายชูวงศ์ ฉายะบุตร นายนรนิติ เศรษฐบุตร นายวัลลภ ตคังคณานุรักษ์ และนางสาวศรีสว่าง พั่ววงศ์แพทย์ ได้ขอ เว จ | > = อ ร่างพระราชบัญญัติเทศบาลทีปรากฏในรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณา ว เณฑ ส จ - 7 รางพระราชบญญตเทศบาล (ฉบบที...) พ.ศ. .... วุฒิสภา. (กองกรรมาธิการ สํานักงาน เลขาธิการวุฒิสภา) หน้า ๒-๕. ๑๕ สงวนความเห็นโดยให้แก้ไขต่างออกไป เปิดทางให้เทศบาลแต่ละแห่งจะ = จ ๑3 3 ง ซ= 4 มีการบริหารแบบเดิมทีเรียกว่ารูปแบบคณะเทศมนตรี ทีสภาเทศบาลเป็น ผู้เลือกตามกฎหมายเทศบาลเดิม ฉบับ พ.ศ. ๒๕6๒ หรือแบบนายก = ส่ๆ. % = 4 < ง เจ เทศมนตรีทีให้เลือกนายกเทศมนตรีโดยตรงซึงเป็นแบบทีสภาผู้แทน ราษฎรผ่านมาแล้วก็ได้ อันเป็นการเปิดทางให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ เด - รัฐธรรมนูญมาคตรา ๒๕๕.... ทีว่า « 7, ล ม ว ๑ องค์กรปกครองส่วนท้องถินต้องมีสภาท้องถินและคณะผู้บริหาร ท้องถินหรือผู้บริหารท้องถิน” จ ๑สื้จเคน้ "ว สมาชิกสภาท้องถินต้องมาจากการเลือกตั้ง “๑ เล ร ๑ ๆ๑ ะ คณะผู้บริหารท้องถินหรือผู้บริหารท้องถินให้มาจากการเลือกตั้ง โดยตรงของประชาชน หรือมาจากความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น - 2% ลึ๋ จังเงงา<ทักถิ้ 5 การเลือกตังสมาชิกสภาท้องถินและคณะผู้บริหารท้องถินหรือผู้ 2 ม ๑ 2 ยะ เขล บริหารท้องถินทีมาจากการเลือกตังโดยตรงของประชาชน ให้ใช้วิธีออก เสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ สมาชิกสภาท้องถิน คณะผู้บริหารท้องถิน หรือผู้บริหารท้องถินมี วาระการดํารงตําแหน่งคราวละสี่ปี จังเงิงารหัด๑ลิ่งเหล็ดคัจเฉษารรัด๑ลี้ - ส คณะผู้บริหารท้องถินหรือผู้บริหารท้องถิน จะเป็นข้าราชการซึงมี ตําแหน่งหรือเงินเดือนประจํา พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือของราชการส่วนท้องถินมิได้ พพนธ์ คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตังและผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หลัก วิซีคว๑เสดเชื้อรหรเรณิ ส = ล เกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิน คณะผู้บริหารท้องถิ่นและ. เฉน ฒ ๑ ๆ9., วส่ จ7 ผู้บริหารท้องถินให้เป็นไปตามทีกฎหมายบัญญัติ ๑๕ ในกรณีที่มีการยุบสภาท้องถิ่น หรือในภรณีที่สมาชิกสภาท้องถิ่น พันจากตําแหน่งทั้งคณะตามมาตรา ๒๕ และต้องมีการแต่งตั้งคณะ บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นการชั่วคราว มิให้นําบทบัญญัติ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคหก มาใช้บังคับ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ส ๆ.ช, “ -. เง - เ“ ทีเน้นให้เห็นก็คือผู้บริหารท้องถินจะเป็นคนเดียวหรือคณะนั้นจะ ๕2๐ มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน หรือจะมาจากการเลือกของ สภาท้องถิ่นก็ได้นั่นเอง ปรากฏว่ามติเสียงส่วนใหญ่ของสมาชิกวุฒิสภาในวันนั้น ได้เห็น ตามความเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยในมาตรา ๕ อันมีผลต้องแก้ ในมาตราอื่นให้รับกันต่อมา และเปิดทางให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี โดยตรงได้ด้วย และนั่นก็คือสาระสําคัญของกฎหมายเทศบาลฉบับนี้ แต่ร่างพระราชบัญญัติเทศบาลที่ผ่านมาวุฒิสภาในครั้งนั้นก็ยังต่าง กว่าต้นร่างเดิมที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรมา ทําให้ต้องมีการแต่งตั้งคณะ กรรมาธิการร่วมของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามาตกลงกันอีกในราย ละเอียดบางอย่าง และทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาก็ผ่านร่างพระราช บัญญัติเทศบาลดังกล่าวออกมาเป็นกฎหมายเทศบาล (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๓ ได้ โดยมีผลบังคับวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓” อย่างไรก็ตาม เทศบาลทั้งหลายได้จัดการเลือกตั้งในรูปแบบเดิมไป เกือบทุกแห่งแล้วในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ คงมีเพียงเทศบาล เมืองอีก ๕ แห่งที่จะต้องจัดการเลือกตั้งในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ หลังจากการ = บู ฯ ฯ ส ๑9ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๑ ตอนที่ ๕๑ ก. วันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๓. ๑๐5 ประกาศใช้กฎหมายเทศบาลฉบับใหม่ เทศบาล ๕ แห่งที่ว่านี้ใด้แก่ เทศบาล เมืองคูคต เทศบาลเมืองชุมพร เทศบาลเมืองพะเยา และเทศบาลเมือง บุรีรัมย์ สําหรับพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ ๑๑ พ.ศ. ๒๕๕๓ นี้ที่ เนื้อหาสาระสําคัญจึงอยู่ที่เปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี โดยตรงโดยประชาชนทั่วไปได้นั่นเอง ซึ่งนัยว่าเป็นทางเลือกใหม่ ในขณะ เดียวกันก็เปิดโอกาสให้คนในเขตเทศบาลเองเลือกที่จะเอาแบบเลือก นายกเทศมนตรีโดยตรง หรือยังจะคงเลือกคณะเทศมนตรีโดยสภาเทศบาล ตามเดิมที่ใช้กันมาในอดีตได้ด้วย ดังความในมาตรา ๕ ของ พ.ร.บ. เทศบาล ฉบับนี้ บัญญัติไว้ว่า “มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติ เทศบาล พ.ศ. ๒๕6» และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน” “มาตรา ๑๕ องค์การเทศบาลประกอบด้วยสภาเทศบาลและคณะ เทศมนตรีหรือนายกเทศมนตรีแล้วแต่กรณี เทศบาลแห่งใดจะมีการบริหารในรูปแบบคณะเทศมนตรีหรือนายก เทศมนตรีให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนในเขตเทศบาลแต่ละ แห่งตามวิธีการที่กําหนดไว้ในบทบัญญัติมาตรานี้ ผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลในเขตเทศบาลใดจํานวนไม่ น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจํานวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลในเขต เทศบาลนั้นมีสิทธิเข้าชื่อรข้องขอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อให้จัด ทําประชามติในเขตเทศบาลนั้นว่าจะกําหนดให้การบริหารเทศบาลใช้รูป แบบคณะเทศมนตรีหรือนายกเทศมนตรี ผลของประชามติให้นํามาใช้ เมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลเป็นการทั่วไปในคราวถัดไปจาก ๑๓ « ซ่-= ๑ เด " วันที่มีการออกเสียงประชามติ และให้ใช้รูปแบบการบริหารตามผล ๑= ' ซ =ฆ - - ประชามตินันตลอดไปจนกว่าจะมีการออกเสียงประชามติของผู้มีสิทธิ - 2 - 2 ๑ «๓ เร่ เลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลในเขตเทศบาลนันให้เปลี่ยนแปลงรูปแบบ ฆ- ) ส การบริหารเทศบาล เป็นอย่างอื่น การร้องขอให้ทําประชามติตามวรรคสามต้องเสนอต่อคณะกรรมการ - 2 ,. ฆ่ ๐ ๑ อ 2 การเลือกตังก่อนครบวาระของสภาเทศบาลทีดํารงตําแหน่งอยู่ในขณะนัน ไม่น้อยกว่าสามร้อยหกสิบวัน และจะกระทําในวาระของสภาเทศบาล ส4 ๆ ๓ 4 - 2 ม หนึงได้หนึ่งได้เพียงครงเดียว ๒ =- ะ ๑ ะ ๒ ผู้มีสิทธิเลือกตังสมาชิกสภาเทศบาลในเขตเทศบาลนันเป็นผู้มี ๑ ๑๓4รอ ๊ = สิทธิออกเสียงประชามติ ทั้งนีตามหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทําประชามติ ” ) -= ะ . ทิคณะกรรมการการเลือกตังกําหนด ค” ) - ง ในกรณีทีผลประชามติในเทศบาลใดแสดงความเห็นให้มีการบริหาร ล” จ7 ซ่ - ง ในรูปแบบคณะเทศมนตรีให้บังคับดามบทที่ ๒ นายกเทศมนตรี และไม่ เว ซ่ - - 22 %” «7 นําบททิ่ ๒ ทวิ คณะเทศมนตรีมาใช้บังคับ ซ่ - ซ. น ในกรณีทีผลประชามติในเขตเทศบาลใดแสดงความเห็นให้มีการ บริหารในรูปแบบนายกเทศมนตรีให้บังคับตามบทที่ ๒ ทวิ คณะเทศมนตรี ง ๑ ฆ้ -. 7 ฉ” ๑7 และไม่นําบทที่ ๒ นายกเทศมนตรี มาใช้บังคับ” ะ - ”-. = ซุ” = ทังมาตรา ๕๕ ทวิ ในบทที่ ๒ ทวิ นายกเทศมนตรียังระบุอีกว่า « เซซ่ ๑ ในกรณีทีประชาชนในเขตเทศบาลโดยออกเสียงแสดงประชามติ จ7 - 2 = ฉ่” 2 ฯ= ให้การบริหารในเขตเทศบาลใช้รูปแบบนายกเทศมนตรี ให้เทศบาลนันมี -. ร4 4 [2 2 = « ะ นายกเทศมนตรีคนหนึงซึงเลือกดังโดยราบฎูรผู้มีสิทธิเลือกตังในเขต เทศบาล ๑๕ การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีให้กระทําโดยวิธีออกเสียงลงคะแนน โดยตรงและลับ” โดยรูปแบบดังกล่าวนี้ นายกเทศมนตรีกีดูจะมีเสถียรภาพในการ ทํางาน เพราะมีวาระอยู่ในตําแหน่งได้แน่นอนคราวละ ๕ ปี นับแต่วัน เลือกตั้ง*” และปิดทางไม่ให้นายกเทศมนครีอยู่ในตําแหน่งได้นานติดต่อ กันจนเกินไป โดยกําหนดว่า “จะดํารงคําแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระ ไม่ได้”*” นอกจากเลือกนายกเทศมนตรีได้โดยตรงแล้ว ประชาชนในเขต เทศบาลนั้นๆ ก็ยังเลือกสมาชิกสภาได้เหมือนเดิม จํานวนสมาชิกสภา เทศบาลก็กําหนดไว้เท่าเดิม เพียงแต่แบบใหม่นั้นทั้งสภาเทศบาลและ นายกเทศมนตรีต่างก็มาจากการเลือกตั้ง จากตัวอย่างของการเลือก นายกเทศมนตรีโดยตรงและสมาชิกสภาที่เทศบาลเมืองคูคคนั้น ทําให้เรา เห็นว่าการใช้เขตเลือกตั้งรวมเลือกสมาชิกทั้ง ๑๕ คนของสภาเทศบาล นั้นอาจไม่เหมาะสมก็ได้ ควรจะแบ่งเป็นเขตเล็กๆ เขตเดียวคนเดียวส่วน หนึ่งด้วยก็อาจดี เพื่อให้คนที่ไม่ใช่พวกหรือฝ่ายของนายกเทศมนตรีได้มี โอกาสคีที่จะชนะเลือกตั้งเข้าไปในสภาเทศบาลได้บ้าง เพราะถ้าใช้เขต รวมเพียงเขตเดียว แนวโน้มนายกเทศมนตรีและกลุ่มสมาชิกสภาจะชนะ ทั้งหมดมีอยู่สูงมาก เฉ/ ซ้ ๑๑ ดูมาตรา ๕๕ สัตต ของกฎหมายเทศบาล (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๓. ๑๒ ,พิ่งอ้าง. ๑ธี แต่กฎหมายก็มิได้กําหนดให้เลือกนายกเทศมนตรีโดยตรงแต่เพียง แบบเดียว จะเอาแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับเจตนารมณ์ของประชาชนในเขต เทศบาลนั้นๆ คนอื่นไม่เกี่ยว วรรคสามของมาตรา ๑๕ ระบุไว้ชัดเจนว่าผู้มีสิทธิจํานวนไม่น้อย กว่าหนึ่งในสี่ของจํานวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเป็นผู้ร้องขอต่อคณะกรรมการ เลือกตั้งเพื่อจัดทําประชามติว่าจะเลือกเอารูปแบบนั้น ๆ มาบังคับใช้ หลังจากกฎหมายเทศบาล (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๓ มีผล บังคับใช้เทศบาลนครหรือเทศบาลเมืองที่มีการเลือกตั้งใหม่ “เพราะเหตุมี การยุบสภาหรือถึงคราวออกตามวาระ” เขาก็ให้เลือกนายกเทศมนตรี โดยตรง*” ดังตัวอย่างกรณีการเลือกตั้งของเทศบาลเมืองคูคตเป็นรายแรก หรือกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงฐานะเทศบาลตําบลแห่งใดเป็นเทศบาล เมืองก็ต้องใช้รูปแบบเลือกนายกเทศมนตรีโดยตรงด้วยเหมือนกัน แต่สําหรับเทศบาลตําบลแล้วยังให้ดําเนินการบริหารในรูปแบบ คณะเทศมนตรีไปตามเดิม และเป็นไปตามบทที่ ๒ ที่ว่าด้วยคณะเทศมนตรี ทั้งนี้ก็จนถึงหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ถึงวันเวลานั้นกฎหมาย เทศบาลนี้ก็บังคับใช้กับเทศบาลทุกแห่ง นั่นหมายความว่าเลือกรูปแบบ เองได้ สิ่งที่นําสังเกตในกฎหมายเทศบาลฉบับนี้ จึงน่าจะอยู่ที่รูปแบบการ เลือกนายกเทศมนตรีโดยตรง เพราะแบบที่คณะเทศมนตรีมาจากสมาชิก สภาเทศบาลและสภาเทศบาลนั้น เป็นรูปแบบที่ปฏิบัติกันมานานและรู้จัก คันดีแล้ว แต่กระนั้นแบบการเลือกนายกเทศมนตรีโดยตรงก็จะเป็นแบบ *" คูมาตรา ๒๑ ของกฎหมายเทศบาล พ.ศ. ๒๕๕๓. ๒๐ ที่คนกรุงเทพฯ รู้จักกันดีเป็นเวลา ๑๕ ปี คือตั้งแต่มีพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๕ เป็นต้นมา เมื่อนายกเทศมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และถูกอภิปรายไม่ ไว้วางใจและลงมติให้พันจากตําแหน่งไม่ได้โดยสภาเทศบาล ก็มีคําถาม ขึ้นมาว่านายกเทศมนตรีทําเสียหายจะให้พันจากตําแหน่งได้อย่างไร เรื่อง แบบนี้ก็มีทางอยู่ ๒ ทาง ตามมาตรา ๕๕ ปัญจทศ (๓๕) และ (8ธ) มาตรา ๕๓ (๑ นั้นระบุว่า “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พิจารณาสอบสวนและสั่งให้ออกจากดําแหน่งตามมาตรา ๑๓” มาตรา ๓๑๓ ที่ว่านี้เป็นอํานาจตามกฎหมายเทศบาลเดิมก่อนแก้ไข ซึ่งเป็นที่เชื่อกันว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในยุคประชาธิปไตย จะไม่กล้าใช้อํานาจนี้ง่ายๆ ต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี ฉะนั้นที่น่ากลัวกว่า ดูเหมือนจะอยู่ที่มาตรา ๕๕ ปัญจทศ (68) ที่ว่า “ราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเทศบาลได้ลงคะแนนเสียงให้พัน จากดําแหน่งตามกฎหมายว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิก สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น” เรื่องสําคัญเรื่องหนึ่งก็คือการขัดกันระหว่างนายกเทศมนตรีกับ สภาเทศบาลกรณีที่สภาเทศบาลไม่ผ่านร่างเทศบัญญัติงบประมาณประจําปี ที่เดิมนั้นทําให้นายกเทศมนตรีต้องพันตําแหน่ง และก็ดูเป็นเกมการเมือง ล้มคณะผู้บริหารท้องถิ่นกันอยู่ ในกฎหมายเทศบาลฉบับนี้จึงวางเกณฑ์ แก้ปัญหาไว้ใหม่ในมาตรา ๒๒ ตรี ดังนี้ ๑. ถ้าร่างเทศบัญญัติงบประมาณประจําปีไม่ผ่านสภา ก็ให้สภา เทศบาลตั้งคณะกรรมการพิจารณาหาข้อยุติ จํานวน ๑๕ คน เป็น สมาชิกสภาที่สภาเสนอ ๑ คน และนายกเทศมนตรีเสนอ ๑ คน ใ๒๑ จะเป็นสมาชิกสภาหรือไม่เป็นก็ได้ จากนั้นให้กรรมการทั้ง ๒ ฝ่ายช่วย เสนอบุคคลที่มิได้เป็นสมาชิกทําหน้าที่ประธานคณะกรรมการชุดนี้ ถ้า สองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ ผู้ว่าราชการจังหวัดจะตั้งคนที่มิได้เป็นกรรมการ มาเป็นประธาน ๒. ให้คณะกรรมการชุดนี้พิจารณาและรายงานผลการพิจารณา ภายใน ๑๕ วัน ถ้าทําไม่เสร็จให้ประธานเป็นคนรวบรวมผลการพิจารณา และวินิจฉัยและรายงานสภาเทศบาลโดยเร็ว ๓. ถ้าสภาเทศบาลยังไม่เห็นชอบด้วยกับผลการพิจารณาของคณะ กรรมการหรือผลการวินิจฉัยของประธาน ด้วยคะแนนเสียงไม่ตํากว่า สามในสี่ของจํานวนสมาชิกสภา ถือว่าเทศบัญญัติงบประมาณประจําปี นั้นตกไป ๕. ถ้าเกิดเรื่องร่างเทศบัญญัติงบประมาณไม่ผ่านในขั้นตอนที่ ๓ ก็ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งยุบสภาเทศบาลได้ ถ้ามีข้อ เสนอของนายกเทศมนตรี นายกเทศมนตรีนั้นก็ต้องคิดดูว่าจะเสนอให้ยุบสภาเทศบาลหรือ ไม่เพราะผลของการยุบสภาเทศบาลก็เท่ากับนายกเทศมนครีพ้นจาก ตําแหน่งด้วย คังความในมาตรา ๕๕ ปัญจทศ (๓) ที่ว่า นายก เทศมนตรีพันจากคําแหน่ง “(๓) เมื่อมีการยุบสภาเทศบาล” ก่อนหน้านี้ในมาตรา ๓ ของกฎหมายเทศบาล (ฉบับที่ ๑๑) ก็ได้ แก้ไขมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ ของกฎหมายเทศบาล พ.ศ. ๒๕85 ในส่วนที่เกี่ยวกับความหนาแน่นของประชาชนออกไป เหลือเพียงว่า เทศบาลจะเป็นเทศบาลเมืองหรือเทศบาลนครนั้น ดูเพียงที่ตั้งกับจํานวน ประชาชนเท่านั้นเอง ไม่ดูที่ความหนาแน่นของประชาชนในพื้นที่ด้วยแล้ว ๒๒๓๒ สําหรับเทศบาลเมืองแห่งแรก ที่ได้จัดการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี โดยตรงตามความในกฎหมายเทศบาล (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๓ นั้น ดังที่ได้กล่าวมาแล้วก็คือเทศบาลเมืองคูคต ซึ่งสมาชิกสภาเทศบาลครบ วาระและจัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓ เทศบาล เมืองคูคตนั้นเป็นเทศบาลที่อยู่ในจังหวัดปทุมธานี มีอาณาบริเวณอยู่ทาง ตอนเหนือของกรุงเทพฯ ติดกับบริเวณสนามบินดอนเมืองนั่นเอง การ เลือกตั้งนายกเทศมนตรีโดยตรงของเทศบาลเมืองคูคตได้ผ่านไปด้วยดี นายกเทศมนตรีที่ชนะเลือกตั้งเป็นสุภาพสตรี และสมาชิกสภาเทศบาล ที่ชนะทั้งคณะจํานวน ๑๕ คน ก็อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับนายกเท่ศมนตรี ผลของการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาลเมืองคูคต ครั้งแรกนั้น ก็ทําให้ได้เห็นว่าผู้บริหารและสมาชิกสภาทั้งหมดอยู่ในกลุ่ม หรือคณะเดียวกัน ฉะนั้นการเลือกสมาชิกสภาที่ใช้เลือกทั่วไปทั้งเขต เทศบาลอาจไม่เหมาะสมก็ได้ น่าจะแบ่งเป็นเขตย่อย ๆ ในเขตเทศบาล ด้วยให้เป็นเขตละคนจํานวนหนึ่งและเขตรวมเป็นการทั่วไปด้วยก็ได้ ส่วนเทศบาลเมืองแห่งอื่นๆ ที่เลือกกันต่อมานั้น ก็ผ่านไป เรียบร้อยดีโดยไม่ได้เป็นข่าวใหญ่แต่อย่างไร คือ เทศบาลเมืองชุมพรที่จัด ให้มีการเลือกตั้งในวันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓ ปรากฏว่าตําแหน่ง นายกเทศมนตรีมีผู้สมัครเพียงคนเดียวจึงไม่ต้องเลือกตั้ง ได้นายศรีชัย วีระนรพานิชย์ เป็นนายกเทศมนตรี ในวันเดียวกันนั้นเองก็มีการเลือก นายกเทศมนตรีโดยตรงของเทศบาลเมืองพะเยา มีผู้สมัคร ๕ คน นายมงคล บุญเรือง ได้รับเลือกตั้ง และมีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี โดยตรงของเทศบาลเมืองบุรีรัมย์อีกแห่งหนึ่ง มีผู้สมัครเข้าแข่งขัน ๒ คน ผู้ที่ได้รับเลือกคือ นายปริญญา สมานประธาน เชื่อกันว่าอีกประมาณ ใ๒๓ ๓ ปีข้างหน้า เมื่อมีการเลือกนายกเทศมนตรีโดยตรงของเทศบาลเมือง เกือบทุกแห่งทั่วประเทศ ผู้คนคงจะให้ความสนใจกับการเลือกตั้งนายก เทศมนตรีมากขึ้น และเราก็อาจได้เห็นว่าเมื่อปฏิบัติแล้วมีข้อขัดข้อง อย่างไรที่จะต้องแก้ไขกันอีก และระยะต่อไปก็จะได้ดูกันว่าการเลือกตั้ง แบบนี้ทําให้นายกเทศมนตรีเข้มแข็งทางฐานะการเมืองการบริหารแล้ว ทํางานไต้ดีมีประสิทธิภาพเป็นผลได้แก่ประชาชนจริงหรือไม่ หรือว่าจะ เป็นผลเสียอย่างไร ถก็จะต้องช่วยกันแก้ไขต่อไป การทําให้การปกครองท้องถิ่นเจริญนั้น ยังมีอีกหลายเรื่องหลาย ประเด็น เรื่องแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจก็เป็นเรื่องที่จะต้องช่วย กันคิดช่วยกันดูอยู่ต่อไปด้วย เพราะเงินที่ท้องถิ่นจะได้เพิ่มขึ้นนั้นต้องไป พร้อมกับงาน แต่ท้องถิ่นก็จะต้องสร้างงานบริหารบุคคลให้เข้มแข็งด้วย จะเข้มแข็งเฉพาะการเมืองอย่างเดียวไม่ได้ บทบาทของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา - อ ก" ปญฑข =ฉ ทิมีต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิน โดย นายปราโมทย์ โชติมงคล เลขาธิการสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดืนของรัฐสภา บทบาทบขยง ผู้ตรวจการแผ่นคินของรัฐสภา สจ 1 ๕ ทิมีต่อองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิน ๐ = นายปราโมทย์ โชติมงคล เลขาธิการสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ๑.๑9 ในระดับนานาประเทศ นับแต่ปี พ.ศ.๒๓๕ไ๓ “ตําแหน่งผู้ตรวจการรัฐสภา” มีกําเนิดเริ่มตื้นจาก 7 ประเทศสวีเดน โดยผู้ตรวจการรัฐสภาได้รับการแต่งตั้งจากรัฐสภาให้ทําหน้าที่ เป็นผู้แทนของฝ่ายรัฐสภาในอันที่จะดูแลควบคุมการปฏิบัติงานของข้าราชการ เร ประจําหรือฝ่ายบริหาร ๑.๒ เริมต้นแนวความคิดในประเทศไทย ฆณ= ปี พ.ศ. ๒๕๑๑ คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญได้บัญญัติผู้ตรวจการ แผ่นดินของรัฐสภาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปิพ.ศ.๒๕๑๐๓ ขี พ.ศ.๒๕๓๐ คณะกรรมาธิการการปกครอง และ คณะกรรมาธิการ กิจการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับสถาบันนโยบายศึกษา : สมาคมสังคมศาสตร์ แห่งประเทศไทย ได้จัดสัมมนาเรื่องผู้ตรวจการรัฐสภาขึ้น ปี พ.ศ.๒๕๓๕ มีการ ัญญัติผู้ตรวจการรัฐสภาไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ.๒๕๓๕ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ ๕ โดยบัญญัติในมาตรา ๑๒๒ ทวิ ดังนี ซ “พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้ตรวจการรัฐสภามีจํานวนไม่เกิน ห้าคน ตามมติของรัฐสภาและให้ประ ะธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนอง พระบรมราชโองการแต่งตั้งผู้ตรวจการรัฐสภา” ปี พ.ศ.๒๕๕๐ มีการบัญญัติผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาไว้ใน รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน - , ฮ ง7 1 ซี ประเทศ ไทย สวเคน นวซชแลนด สหราชอาณาจกร ฝรั่งเศส ออสเตรเลย ชื่อเรียก (0หางนสรถาลท ทาบนสรถาลท โโ6 ละโลกาอต(เร/ โละไลทาอกเลหฑ/ (ทานสรทาลท (0หาใน๕รถาลท ผู้ตรวจการแผ่นคิน ออมบุคสแมน หรือ (6๐กุทโรร1อ๓๐ หรือ (๑หหาไรร10ทอร โอ ไห้โอฝี่ไลเอน ออมบุคสแมน ของรัฐสภา ผู้ตรวจการรัฐสภา (0ตร่วนสรเลต ๕ 7 เมเคียเตอร์ 7. ณ ออมบุคสแมน หรือ | ผู้ตรวจการฐสภา ผู้ตรวจการรัฐสภา ฝ่ายปกครอง เ) 4 = ๑.๐๑ = ร = - วัตถุประสงค์ ๑. พิจารณาและสอบ ๑. ควบคุมการปฏิบัติ | ๑. พิจารณาเรื่องราว ๑. พิจารณาเรื่องราว ฆข ๕< = สวนข้อเท็จจริงตาม ๐ ูบ ๒-. คําร้องเรียน ย ๒. จัดทํารายงานพร้อมทั้ง เสนอความเห็นและ ข้อเสนอแนะต่อรัฐสภา ๓. เสนอแนะต่อ หน่วยงานของรัฐ งานของข้าราชการ ประจําหรือฝ่าย บริหารทัวประเทศ ๒. ควบคุมการปฏิบัติ ข 4 ฆ หน้าที่ของข้าราชการ ทหาร ๓. ตรวจสอบควบคุม " บุคคลที่มีอํานาจที่มี ผลกระทบต่อ สาธารณะ เช่น คณะ รัฐมนตรี เป็นต้น ร้องทุกข์ของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ ซส่ ข ม เกี่ยวข้องกับการ คดําเนินงานของ ส่วนราชการหรือ 1อ ซ่ องค์การใด ๆ ทีระบุ ไว้ในกฎหมาย ๒.เรื่องร้องทุกข์ต้อง ซู เป็นหนังสือ ๓. สืบสวนคําร้อง ตามทีได้รับจาก คณะกรรมาธิการของ รัฐสภา/นายกรัฐ ฐ มนตรี ๑. ควบคุมตรวจสอบ ๑๓๑ ข 4 4 การปฏิบัติหน้าทีหรือ ม @ ณ๕๕ งดเว้นการปฏิบัติ ฆม 4 9 4 หน้าที่ของเจ้าหน้าที ฝ่ายบริหารของ รัฐบาลกลางหรือของ หน่วยราชกถารตาม ๐ ขบ ซี คําร้องเรียนของ - 0 ราษฎรซึ่งส่งผ่าน ส.ส. คนใคคนหนึ่ง 6 # ๕” ร้องทุกข์ของ ประชาชนผู้เคือคร้อน ส ๑.%๑ เกี่ยวกับการปฏิบัติ หน้าที่ของหน่วยงาน รัฐ, หน่วยงานท้อง ถิน, รัฐวิสาหกิจและ ' ส ซ่ หน่วยงานอื่น ๆ ที่ บริการสาธารณะ ๒. พิจารณาเรื่องราว ร้องทุกข์ของ ประชาชนทีเกี่ยวกับ การปฏิบัติหน้าที่ของ ศาล ๑. พิจารณาสืบสวน ซ้ สอบสวนเรื่องราว หรือการกระทําที ซู ข มฆณ เกี่ยวข้องกับการ คําเนินงานหรือการ บริการของส่วน ราชการหรือองค์กร ม = ต่าง ๆ ตามทีมีการ ย ๓ ๕ ซ่ ร้องทุกข์หรือตามที่ ออมบุคสแมนเห็น สมควร ๑ ๑ ๐ ๓9 บทบญ ตตามรฐธรรมนูญทเกยวกบผูตรวจการแผนดนของรฐสภา มาตรา ๑ธั๒ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภามีจํานวนไม่เกินสามคน ซึ่งพระ มหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภาจากผู้ซึ่งเป็นที่ยอมรับ นับถือของประชาชน มีความรอบรู้และมีประสบการณ์ในการบริหารราชการ แผ่นคิน วิสาหกิจ หรือกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ร่วมกันของสาธารณะ และมี ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ! ให้ประธานวุฒิสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตังผู้ตรวจการ แผ่นดินของรัฐสภา คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม การสรรหา และการเลือกสรรผู้ตรวจการ แผ่นคินของรัฐสภา ให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภามีวาระการดํารงตําแหน่งหกปีนับแต่วันที่ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้คํารงตําแหน่งได้เพียงวาระเคียว ร ซ่ มาตรา ๑6๑ ผู้ตรวจการแผ่นคินของรัฐสภามีอํานาจหน้าที่ดังต่อไปนี่ =% =ร = ๐ 4 (๑) พิจารณาและสอบสวนหาาข้อเท็จจริงตามคําร้องเรียนในกรณี ณ๑ ณี (ก) การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัตินอกเหนืออํานาจ หน้าที่ตามกฎหมายของข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น (ข) การปฏิบัติหรือละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการ ส่วนท้องถิ่น ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องเรียนหรือประชาชนโดย ไม่เป็นธรรม ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยอํานาจหน้าที่ก็ตาม (ค) กรณีอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ (๒) จัดทํารายงานพร้อมทั้งเสนอความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อรัฐสภา ส๕=ข ” ฑ์ ฒ ไล่ ' ๑7 มาตรา ๑ธ๕ ในกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นคินของรัฐสภาเห็นว่าบทบัญญัติ ข แห่งกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ หรือการกระทําใดของบุคคลใดตามมาตรา ๑8๑ | ส ๓7 ข 7 ขข 1" = (๑) มีปัญหาเกี่ยวกับ ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของ ฆ มุ ๕ 1 ๑7 ป รัฐสภาเสนอเรืองพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองเพื่อ ฆข่ ฆซ พิจารณาวินิจฉัย ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลปกครอง แล้วแต่กรณี ให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง แล้วแต่กรณี พิจารณาวินิจฉัยเรื่องที ผู้ตรวจการแผ่นคินของรัฐสภาเสนอตามวรรคหนึ่งโดยไม่ชักช้า บทบัญญัติตามรัฐธรรมษูญที่เกี่ยวข้องกับ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ฆซ มาตรา ๓๒ธ6 ภายในสองปีนับแต่วันประ ะกาศใช้รัฐธรรมนูญนี่ให้ดําเนิน การตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญคังต ต่อไปนี้ให้แล้วเสร็จ " ญ 74 ฆ๓ (๑) กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นคินของรัฐสภา ข ข (๒) กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทุจริต ๑ ' เ= = 4 ข่๐ (๑) กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคคีอาญาของผู้คํารง ข ข ตําแหน่งทางการเมือง (๕) กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นคิน (๕) กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ณ ' ซ่ มาตรา ๓๓๐ นอกจากที่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี กฎหมายประกอบ = ฒ 1 รัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นคินของรัฐสภา อย่างน้อยต้องมีสาระสําคัญ | ล 1 ดังต่อไปนี่ (๑) การปฏิบัติหน้าทีของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา (๒) ความร่วมมือที่ศาล พนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน หรือ 1 ฆ้ 7 ! 1 = 7 หน่วยงานอิ่นของรัฐต้องให้แก่ผู้ตรวจการแผ่นคินของรัฐสภา เล ฒฆณี ฆ% ๓ " ๕ = ๐ ๓ (๓) คุณสมบัติและหลักเกณฑ์การแต่งตั้งเลขาธิการสํานักงานผู้ตรวจการ แผ่นคินของรัฐสภา (๕) จํานาจหน้าที่ของสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ๑. สภาผู้แทนราษฎรแต่งตังคณะกรรมการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นคินของรัฐสภาจํานวน ๓๑ คน ๒. คณะกรรมการสรรหาฯ สรรหาบุคคลผู้สมควรเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินฯ จํานวนสามเท่า ของจํานวนผู้ตรวจการแผ่นดินฯ ที่มีได้ตามรัฐธรรมนูญ ( ธ คน) เร 1 = ๐ ๓. สภาผู้แทนราษฎร เลือกบุคคลผู้สมควรเป็นผู้ตรวจการแผ่นคินฯ ให้เหลือจํานวนสองในสาม ส่งไปยังวุฒิสภา (๒ คน) วุฒิสภาเลือกผู้ตรวจการแผ่นคินฯ จ้านวนไม่เกิน ๓ คน ประธานวุฒิสภานํารายชื่อผู้ตรวจการแผ่นคินฯ ขี ขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อพระมหากบัตริย์ทรง แต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินฯ หมายเหตุ: =ช 1 = ซฆจท != ซ ซ์ 87 "ว - กรณีผู้ตรวจการแผ่นดินฯ มีไม่ถึง ๓ คน สภาผู้แทนราษฎรจะเลือกผู้สมควรเป็นผู้ตรวจการ แผ่นดินฯ เสนอต่อประธานวุฒิสภา โดยนํามาตรา » มาใช้โดยอนุโลม - ผู้ตรวจการแผ่นดินฯ ดํารงตําแหน่ง » ปี แต่ในวาระเริ่มแรก ดํารงตําแหน่ง ๓ ปี และอาจได้รับเลือก และแต่งตั้งเป็นคราวที่สองโดยอนุโลม ชะากณหมตินๆ นูๆ ) '%' 4 ๕ ณิ ๐ ซข = ๓๐๓.๑ พจารณาและสอบสวนหาข้อเทจจรงตามคาร้องเรยน ( มาตรา ๑๒ (๑) ) = ข 1ได๑@ ๑ฆณณ=% =' ณ ๑ ณส ๐ ข ๕< ๓๑.๑.๑ กรณีการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือปฏิบัตินอกเหนืออํานาจหน้าที่ น ณส ข ู ๕ส ๓.๑.๒ กรณีการปฏิบัติหรือละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที โดยก่อให้เกิดความเสียหายแก่ = ข ฆม 1 ๕ ที่ ขร ๐ ผู้ร้องเรียนหรือประชาชนโดยไม่เป็นธรรม ไม่ว่าการนันจะชอบด้วยอํานาจ ๑๓.๑.๓ กรณีอินตามทีกฎหมายบัญญัติ อ เว ฆ ๐ 7ส ง# ๕ ฆ%# . ร บ ๓.๒ จัดทํารายงานพร้อมทังเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะต่อรัฐสภา ( มาตรา ๑๒ (๒) ) ๐ ๕4 ธุ ๒=“ % ศุ =- ๓.๒.๑ รายงานประจําปิเสนอต่อวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรไนเดือนมีนาคมของ ทุกปี ( มาตรา ๓๓ วรรคแรก ) จ ร = น 1 1 6๑๐ .1๓ .ใ๓ รายงานเป็นพิเศษเฉพาะเรื่องกรณีรีบด่วน ( มาตรา ๓๑ วรรคสอง และ มาตรา ๓๓ วรรคสาม ) ส ข ร ' ๑7 =: ณสฆ๕ ๕ 1 ๐๓.๐ เสนอเรองพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง ในกรณีทีเห็นว่า ๓ ฆ= 1 ฆ ๓ ๐ ข บทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ หรือการกระทําใดของบุคคลตามข้้อ ๓.๑ มีปัญหาเกียวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ( มาตรา ๑๑ ) ข= ๑7 ๒ = ๒ = ข ๓ ๓ ๓.๕ เสนอแนะให้มีการปรับปรุง หรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติคณะรัฐมนตรี ( มาตรา ๓๐ ) ๑7 อ๑7 07 ฆซ 97 ย ร ๐ ” ๐ ๕ ๐ ๐๓๐.๕ แจ้งให้หน่วยงานทีมีอํานาจสอบสวนและผู้ งคบบญณญชาดาเนนการตามอานาจ = เว็อ 0 =๊% ซ ส ฆ้ ๕ [7 ๓ ' ๕ ส '= หนาท เมือเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการทุจริตหรือประพฤติมิชอบใน = เ= = ๓% ข่ วงราชการ หรือมีมูลความผิดทางอาญา หรือมีมูลความผิดทางวินัย และให้ ฆข เข้ว หน่วยงานทีมีอํานาจสอบสวนและผู้บังคับบัญชาดังกล่าวแจ้งผลการดําเนินการ ขม ' เ๕ เล ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาทราบ ทุก ๓ เดือน ( มาตรา ๓ไ๒ ) ๕.๑ บุคคลและคณะบุคคลซึ่ง ( มาตรา ๑6 ) ๕ ๓ ฆ ม้ ร ข ส ๕.๑.๑ พบเหนเหตุการณหรอเรองทจะร้องเรยน ๕.๑.๒ ได้รับความเสียหายโดยไม่เป็นธรรม = ข ๕ = วี ๕.๑.๓ มีส่วนได้เสียในกรณีนันๆ ๕.๒ กรรมาธิการของวุฒิสภาหรือกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรได้ ' ' ฆ้ ซ๐ ๓ สอบสวนหรือพิจารณาและส่งเรื่องให้ดําเนินการ ( มาตรา ๒๒ ) ๕.๑ เรืองทีไม่ให้รับไว้พิจารณาหรือให้ยุติการพิจารณา ( มาตรา ๒๕ ) จ | ๑ - =% ฆ ซฯ ” ๓ ข ' ๕.๑.๑ เรืองทีเป็นนโยบายซึ่งคณะรัฐมนตรีแถลงต่อรัฐสภา เว้นแต่การ ปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าวมีลักษณะตามข้อ ๓.๑ บุ ง เซ น ป ง ๐ = ๕.๑.๒ เรื่องทีมีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาลหรือเรื่องที่ศาลมีคําพิพากษา ซ ๕ คําสังเสร็จเด็ดขาดแล้ว อ เ=:. หรอ ๕.๑.๓ เรืองทีมิได้เป็นไปตามข้อ ๑.๑ ๕%.๑.๕ เรืองที่เกียวกับการบริหารงานบุคคลหรือการลงโทษทางวินัย ๕.๑.๕ เรืองทีผู้ร้องเรียนไม่ปฏิบัติตามข้อ ๒.๑ ๕.๒ เรื่องทีอาจไม่รับพิจารณาหรืออาจยุติการพิจารณา ( มาตรา ๒๕ ) ส่วนแรก 1 4 สวนทลอง =: - ฒ๓ = | ๑ ๕%.๒.๑ เรองทเ ยวกับการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ ว0. ข =' เอ 1 สม ผิ้ร้องเรียนไม่ให้ความร่วมมือ ค ๕.๒., ๒ เรื่องที่ ' ๕.1๒.๓ เรื่องที่เคยสรุปผลการพิจารณาแล้ว (กรณีที่การพิจารณาจะไม่เป็นประโยชน์ต่อประ ะชาชนโดยส่วนรวม) - ๕.๒.๕ เรื่องที่ผู้ร้องเรียนตาย ข ๕.๒.๕ เรื่องที่ผู้ร้องเรียนมิได้มีส่วนได้เสีย พุ ง ๆ ป ๐ = | ๓ 1ข ๕.๒.» เรืองทีผู้ร้องเรียนได้ยืนเมือพันกําหนดสองปีนับแต่รู้ จถาตายทไย ไฟ 1) ” ั%,ู @@ ณขบข ส ๕.๒.๐๑ เรื่องทีผู้ร้องเรียนได้รับการแก้ไขความเดือดรื้อ ข่ อย่างเหมาะสมแล้ว ง ๐ ข” | ม» ๑ 4 ข ๑7 ๓ ๐/ สามารถยนคําร้องเรียนด้วยหนังสือและด้วยวาจาทางโทรศัพท์ ดง ๒.๑ การร้องเรียนด้วยหนังสือ (มาตรา ๒๐ วรรคแรก ) จะต้อง ฉ่ ซ่ เ ขม 4 ๒.@๑.๑ ระบุชอและทอยูของผูรองเรยน ๒.๑.๒ ระบุเหตุที่ทําให้ต้องร้องเรียน ๒.๑.๓ ใช้ถ้อยคําสุภาพ ฆ ส ขข 4๕ ๒.๑.๕ ดงลายมอชอผูรองเรยน 1 ฒณ ส4 สร ๒».๑.๕ การสงหนงสอร้องเรยน »> ทห “ท ทหท อ ฯท”ท “ท นําส่งด้วยตนเอง ส่งทางไปรษณีย์ ข ฆ่ ๐ 1 มอบให้บุคคลอื่นนําส่ง ส่งผ่าน ส.ส. หรือ ส.ว. ส่งทางโทรสาร (2630 วิธีอืน ๆ ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภากําหนด 2 00 วล บ ๒.1๓ การร้องเรียนด้วยวาจาทางโทรศัพท์ (มาตรา ๒๐ วรรคสอง) จะต้อง ๒.๒.๑ โทรศัพท์ไปยังสํานักงาน (หมายเลข โทร. ')ิ 5 โคด 9. ฟรีทัวประเทศ) ๒.๒.๒ แจ้งชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ (ถ้ามี) ของผู้ร้องเรียน ๒.๒.๓ แจ้งเลขประจําตัวประชาชน หรือเลขที่หนังสือเดินทางของผู้ร้องเรียน ๒.๒.๕ ระบุเหตุที่ทําให้ต้องร้องเรียน ๒.โ๒.๕ เรื่องร้องเรียนด้วยวาจาต้องเป็นเรื่องจําเป็นเร่งด่วนหรือไม่ยุ่งยากซับซ้อน ๒.๒.» ใช้ถ้อยคําสุภาพ ๒.๒.๑ ยินยอมให้มีการบันทึกเสียงคําร้องเรียนไว้เป็นหลักฐาน ๐๑.๑ เรืองใดที่ไม่ให้รับไว้พิจารณาหรืออาจไม่รับไว้พิจารณาจะส่งเรื่อง ให้หน่วยงานที่ ส บข ๐ ๑ ' 1 «๑๕ท9ข เกียวข้อง ดําเนินการต่อไปตามควรแก่กรณีก็ได้ ( มาตรา๒๐ ) ๕.๒๓ เรื่องที่รับไว้พิจารณาต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จโดยไม่ชักช้า และเปิดโอกาส ให้ . ทั้งผู้ร้องเรียนและ บุคคลหรือหน่วยงานที่ถูกร้องเรียนชี้แจงและแสดงหลักฐาน ตามสมควร โดยสามารถให้หน่วยงานของรัฐนั้น ๆ ชีแจงข้อเท็จจริง หรือส่งวัตถุ เอกสาร หลักฐาน หรือให้หัวหน้าหน่วยงานนั้น ๆ มาให้ถ้อยคําหรือมีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงหรือส่งวัตถุ เอกสาร รวมถึงขอให้ศาลส่งวัตถุ เอกสาร หลักฐาน หรือพยานหลักฐานอีนทีเกียวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณาและการตรวจสถานที่ที่เกี่ยวกับเรื่องที่มีการร้องเรียนโดยแจ้งให้ เจ้าของหรือผู้ครอบครองทราบล่วงหน้าในเวลาอันควร ( มาตรา ๒๐(๕).๒6 วรรคแรก ) ๐.๑๓ เรื่องใดที่ไม่รับไว้พิจารณาหรือให้ยุติเรื่องให้แจ้งให้ผู้ร้องเรียนทราบพร้อมทั้ง เหตุผล (มาตรา ๒6 วรรคสาม) ม ๑= ม ๕ 4 ข ๐ 7 ๕ = ” 4 ซื ๑๐.๕ เมือพิจารณาและสอบสวนเรืองใดเสร็จแล้ว ให้ทํารายงานสรุปข้อเท็จจริงพร้อมทัง ๑ ๊% ความเห็นและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไขส่งให้หน่วยราชการทราบหรือ ดําเนินการต่อไป (มาตรา ๓๐ วรรคแรก) ๑.๕ เรื่องใดพิจารณาแล้ว ปรากฏว่าการกระทําของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้าง ของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจหรือของราชการ ส่วนท้อง ถิน กระทําไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติคณะรัฐมนตรีแล้ว แต่ ' ข= "๕ <= ธุ 7. <= ๕ '=! ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม หรือความไม่เสมอกันในกฎหมาย หรือเป็นการเลือก ปฏิบัติ หรือล้าสมัย ให้เสนอแนะให้หน่วยงานของรัฐดังกล่าวดําเนินการปรับปรุง เ%=: ง = ส = 7. สจด ข” ธ ข ๑ ส หรอแก้ไขเพิมเติม แต่ในกรณีมติคณะรัฐมนตรีให้ส่งรายงานให้คณะรัฐมนตรี ทราบด้วย ( มาตรา ๓๐ วรรคสอง) ฆํ 2 1 ๑ส ๑.» เรืองใดไม่อาจสอบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไปได้ ให้ยุติเรื่องนั้นและรายงานให้ วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรทราบ (มาตรา ๒๕ วรรคสอง) ๕.๑ อํานาจบังคับในขันตอนการพิจารณา เล ๕.๑.๑ ขอให้ชีแจงข้อเท็จจริง หรือให้ถ้อยคํา หรือส่งวัตถุเอกสาร หลักฐาน หรือ พยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณา “ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน ๒» เดือน หรือปรับไม่เกิน ๑๐.๐๐๐ บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ” (มาตรา ๒๐๓ (๒), ๕๑ ) ส๕.๑.๒ การตรวจสถานทีทีเกี่ยวกับเรื่องทีมีการร้องเรียนโดยแจ้งให้เจ้าของหรือ ผู้ครอบครองสถานที่ทราบล่วงหน้าในเวลาอันควร “ผู้ใดต่อสู้หรือขัดขวางต้องระ ะวาง โทษจําคุกไม่เถกิน ๑ ปีหรือปรับไม่เกิน ๒๐.๐๐๐ บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ” ( มาตรา ๒๐ (๕), ๕๒ ) ๕.๑.๓ การดําเนินการตามข้อ ๕.๑.๑ และ ๕.๑.ใช ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ต้องคํานึงถึงผลกระทบที่อาฆเกิดขึ้นต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประชาชน หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (มาตรา ๒๕ วรรคแรก) วนจนย ๕.๒ อํานาจบังคับหน่วยงานให้ทําตามคํา ๕.๒.๑ ไม่มีอํานาจสังการฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ ๕.๒๒.๒ กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะ ะในเวลาอันสมควร ผู้ตรวจการแผ่นดินอาจส่งเรื่องให้กับนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่ควบคุม กํากับ ดูแล เพื่อสั่งการตามควรแก่กรณีก็ได้ ( มาตรา ๓๑ วรรคแรก) ๕.๒.๓ ในกรณีที่ส่งเรื่องให้กับนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีแล้วแต่เจ้าหน้าที่ ของรัฐนั้นยังคงไม่ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะข้างต้้นในเวลาอันสมควรโดยไม่มีเหตุผล อันสมควรและเป็นเรื่องที่สําคัญ หรือเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ หรือเกียวข้อง กับประชาชนจํานวนมาก ผู้ตรวจการแผ่นดินฯ อาจทํารายงานเรื่องนั้นเสนอต่อ วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรเป็นการค่วนก็ได้ (มาตรา ๓๑ วรรคสอง) ๕.๒.๕ รายงานคังกล่าวให้เปิดเผยให้ประชาชนทราบตามวิธีการที ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภากําหนด (มาตรา ๓๑ วรรคสาม) ฆข ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งนายพิเชต สุนทรพิพิธ เป็นผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเป็นคนแรกของประเทศไทย เมื่ เมื่อวันที่ ' ๑เมษายน ๒๕๕๓ และได้มีการคําเนินการจัดตั้งสํานักงานผู้ตรวจการ แผ่นดินของรัฐสภาอย่างเป็นทางการ เมื่อ วันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ โดยมี นายปราโมทย์ โชติมงคล เป็นเลขาธิการสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ของรัฐสภาคนแรกของประเทศไทย ๑๐.๑ การประชาสัมพันธ์โดยวิธีดังนี = ฆณ ๑๐.๑.๑ วิทยุและโทรทัศน์ ฆ้ ร= ๑ ซ้ ๑๐.๑.๒ สอสงพมพ ๑๐.๑.๓ เอกสารเผยแพร่ ๑๐.๑.๕ แจ้งเป็นหนังสือไปยังหน่วยงานราชการหน่วยงานของรัฐ และ รัฐวิสาหกิจทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นทุกหน่วยงาน ทั่วประเทศ ๑๐.๑.๕ สือเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ทางอินเตอร์เนต (โกเอะ๐1 "๐0-5119) ทางจดหมายอิเลคโทรนิค (5-เหณ์) ๑๐.๒ การประชาสัมพันธ์เชิงวิชาการ ๑๐.๒.๑ การจัดบอร์ดเผยแพร่ความรู้ตามงานสําคัญๆ ของ 1 ฆม ส๕ู ง =% ๑ ๓ ซ้ ประเทศ เชนงานวนเดกแหงชาต งานวนรฐธรรมนูญ เป็นต้น ๑๐.@๒๓.1๓ การจัดนิทรรศการเชิงให้ความรู้ภายในสํานักงาน เพื่อความเข้าใจต่อผู้มาติคต่อและผู้มาเยี่ยมชมการปฏิบัติงานของ สํานักงาน ๑๐.ใ๒๒.๓ การจัดสัมมนาให้ความรู้ ความเข้าใจในเชิงวิชาการ ยังแหล่งสถาบันการศึกษาต่างๆ ๑ 1 = ๓ ๕ ' ๑๑.๑ สถาบันผู้ตรวจการแผ่นคินของรัฐสภา เป็นกลไกของฝ่าย 2 2 ฆณณ% นิตบัญญัติในการควบคุมฝ่ายบริหาร '= ง ๑๑.๒ ทํารายงานเฉพาะเรื่องและรายงานประจําปีเสนอต่อวุฒิสภา ซ่ ร = ส= และสภาผู้แทนราษฎรภายในเดือนมีนาคมของทุกปี ๑๑.๓ คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสามารถ 1 ขยญ ธ = ฆ =% ข ญ แ ๐ ส่งเรืองให้ผู้ตรวจการแผ่นคดินของรัฐสภาพิจารณาได้ ถ้าอยู่ในอํานาจ หน้าทีของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา (โดยการประสานงาน เช่น การประสานงานด้านฐานข้อมูลทางวิชาการด้าน กฎหมาย เป็นต้น) - กระทรวงมหาดไทย สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ” สํานักงานอัยการสูงสุด คว - พ๐๐ ๆลๆ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา น สํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา เลขาธิการๆฯ ผู้ช่วยเลขาธิการฯ รองเลขาธิการๆฯ ฝ่ายอํานวยการ ฝ่ายวิชาการและเผยแพร่| | ฝ่ายตรวจสอบเรื่องร้องเรียน ร ๕ พ ธุ ณ๓๑ ๑ฉ7 ๒ | | = ส่วนบริหารทัวไป - ดสวนวจยและวชาการ ” 1 ' ' ดวนตรวจลอบ - ดวนลอบสวน๑ - ส่วนงบประมาณ - ดวนลสลารสนเทศ ธ การเงน บญชและพลดุ - สวนกฎหมาย ธ 1 ' ม 4 - ส่วนสอบสวน ๓ - สวนบูคลากร - ส่วนประชาสัมพันธ์ 1 - ดสวนลอบสวน ๕ [ - ลูกจ้างชัวคราว 4 ลูกจ้างประจํา ผู้ร้องเรียน อ รจ ผูตรวจการแผนดน กรณีไม่รับไว้พิจารณา 5 2, ' ซี9 ๑ | คุณะกรรมาธิการ ของรฐสภา หนวยงานทรบผดชอบ ๐ สิม ' 4 ลส./สว. ดาเนนการตามควรแกกรณ์ กรณีรับไว้พิจารณาผู้ตรวจการ แผ่นดินของรัฐสภาจะขอคําซี่แจง 7ว” ซุ +-= ร 9 - ' อะ: ผู้ร้องเรียน ผูตรวจการแผนดน หนวยงาน/บูคคล กรณีชี้แจง ผูตรวจการแผนคน กรณีหน่วยงาน/ข้าราชการปฏิบัติตามกฎหมาย ๑7 จงี่------- - ร4๕ ๆ7 [------- เอ ณิ ๑7 , ฮป ว ของรฐสภา กรณีไม่ชีเจง | 7เกยวของ ของรฐสภาวนจนย หรือกรณีพบข้อมูลเพิ่มเติมที่อยู่ในเกณฑ์จะยุติเรื่อง ฮุ หนวยงาน กรณีกฎหมาย กฎ ระเบียบ กรณีหน่วยงาน/ข้าราชการ ข้อบังคับหรือมติ ครม. ไม่ปฏิบัติคามกฎหมาย ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรร วร- % ”-= เล่อล่. แจงหนวยงาน ดําเนินการดามความเห็น ผูตรวจการแผนดน | ,[ ค้ร้องเรียน ถฎหมาย/เลือกช่ฏิบัติ เ, เล ฉั้ ปรน แก้ไข ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ของรฐสภา | หรือล้าสมัย รายงานตือ ไม่คําเนินการตามความเห็น [| ดําเนินคดีตาม > ผู้ตรวจถารแผ่นดินของรัฐสภา สภาคูแทน กฎหมาย ไว 8“ ราษฎร/วุฒิสภา ผูตรวจการแผนคน ของรัฐสภา ฐมนตร/ คําเนินถารตามความเห็นผู้ตรวจการ , | แผ่นดินของรัฐสภา นายกรฐมนตร | ไม่คําเนินการตามความเห็นผู้ตรวจถการแผ่นดินของรัฐสภา ผู้ตรวจการแผ่นดิน รายงานต่อสภาและ :# ของรัฐสภา เปิดเผยต่อสาธาณชน สํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา 1193 อาคารเอ็กซิม ขัน 20 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 ตู้ ปณ.333 สามเสนใน พญาไท กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0 2299 0400 โทรสาร 0 2299 0484 หรือโทร.1676 (ฟรีทัวประเทศ) จพพจง.ถ0าหไนปจเทลห.ย0.(ไ1 ขบ ๕ บ ส ๑7 ๑ ม๕ณ- =%ซ ส หากไม่ได้รับความเป็นธรรม จากขาราชการหรอพนกงานของรฐ ใช้สิทธิร้องเรียน เ ๑ ม ๑7 ร๊ จ ฆ้ ซ๊ ไม่เพียงเพื่อตัวท่านแต่เพื่อส่วนรวม โท ร. 1 676 (ฟรีทั่วประเทศ) != ฮั่ ปริติ พนมยงค์ ๑7 74 = กับการปกครองท้องถินไทย โดย ศั ณั -*, ซั้ รศ.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ฮ 7 ว อาจารย์ประจําคณะรัฐศาสตร์ มธ. ไรคาค----------------- --- ปรีดี พนมยง ค กับสังคมไทย 6 ปริติ พนมยงคํ กับการปกครองท้องถินไทย* คต ณ รั ๑ ซ = ฮี เว2 6 10 [ < ญู ส ด ร มหาวิ 1 ทยาลัยธรรมศาสตร์ ความนํา บทความนี้ เขียนขึ้นเพื่อต้องการจะอธิบายว่า ปรีดี พนมยงค์ กับการปกครองท้องถิ่นของประเทศไทย มีความ สัมพันธ์ต่อกันอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเชิงของ แนวความคิด วาทกรรม และการวางรากฐานทางสถาบัน รวมทั้งกลไกทางการปกครอง ณ ตรงจุดเริ่มต้น เป็นการ แน่นอนว่า การปรับตัว วิวัฒนาการ ตลอดจนการ ประเมินถึงความสําเร็จง และความล้มเหลวของการ ปกครองท้องถิ่นของประเทศไทยในสมัยปัจจุบัน คงไม่ใช่ เป็นประเด็นที่มือะไรเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้นําท่านนี้โดยตรง ซึ่งท่านได้หมดบทบาททางการเมือง และได้ถึงแก่อสัญ- กรรมอย่างสงบมานานหลายปีแล้ว กระนั้นก็ตาม การ ศึกษาถึงแนวความคิด และหลักการบางประการที่ท่าน ผู้นําท่านนี้ได้วางรากฐานไว้ ก็น่าเชื่อว่าจะยังคงมีประโยชน์ ในอันที่จะช่วยให้เกิดมีความรู้ความเข้าใจอย่างเป็นองค์ รวมในสภาพของปัญหาที่ดํารงอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้ง อาจจะช่วยให้เกิดการพินิจพิเคราะห์ใหม่ หรือคิดใหม่ เพื่อการปรับปรุงแก้ไข และการส่งเสริมให้มีพัฒนาการใน ขันต่อไปของระบบการปกครองท้องถินในประเทศชาติ วารลารธรรมศาสตร์ ปีทหี 2 35 และบ้านเมืองนี้ ในการนําเสนอข้อสมมติฐาน หรือเรื่องราวต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น คงจะเป็นที่สะดุดตาได้ว่า เป็นข้อเสนอที่ คงจะมีความขัดแย้งโดยตรงกับความรู้สึก และความเข้าใจ ของสังคมไทยที่มีอยู่ในปัจจุบัน .ซึ่งผู้คนจํานวนมากคงจะ ทราบกันโดยทั่วไปว่า ปรีดี พนมยงค์ กับการปกครอง ท้องถิ่นของไทยนั้น แทบจะไม่มีความสัมพันธ์กันเลย หรือ บางท่านอาจจะเห็นว่า พอจะมีความสัมพันธ์ถันอยู่บ้าง แต่ก็เป็นไปเพียงเล็กน้อย หรือในระดับที่เบาบาง กล่าว คือ มิได้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญอะไรมาถกมาย ถึงขั้นที่ จะสามารถกล่าวได้ว่า ปรีดี พนมยงค์เป็นผู้วางรากฐาน ให้ถับการปกครองท้องถิ่นของประเทศไทย แต่ประการใด เนื่องด้วยข้อเสนอของบทความนี้ อย่างไรก็ดี จะ เป็นข้อเสนอทีแย้งกับความรู้สึก การรับรู้ และความเข้า " บทความนบี๊เชียนขึ้นเพื่อประกอบการสัมมนาในหัวข้อเดียวกัน ใน การสัมมนาทางวิชาการประจําปีเรื่อง “ปรีดี พนมยงค์ กับสังคม โทย“ จัดโดยศูนย์ศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย แห่งมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ณ ห้องประชุมยั้น 4 อาคารเอนกประสงค์ มหา- วิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในระหว่างวันที่ 13-14 มกราคม 2542 จจบับทิ1 มกราคม-เมษายน 2542 ใจโดยทัวไปของสังคมไทยในปัจจุบัน ดังนัน ผู้เขียนจึง เห็นควรที่จะอธิบายถึงสาเหตุปัจจัย และความเป็นมาบาง 3๓ ๑ 5ข่ "ก ง ประการของการที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างถันเสียถ่อน พอ เป็นสังเขป ดังต่อไปนี้ ในเบื้องต้น คงเป็นประเด็นปัญหาที่ต้องวิเคราะห์ วิจารณ์อย่างละเอียดรอบคอบ และตรงไปตรงมาเสียก่อน ในประการเบื้องต้นว่า การปกครองท้องถิน (!0๐ส๓| สองธเททาธท0) เป็นลักษณะของการเมืองปกครองของ มนุษยชาติที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ หรือว่าเป็นสิ่งที่มี พัฒนาการหรือสร้างขึ้นมาขึ้นมาในกรอบของรัฐชาติสมัยใหม่ ในประการนี้ คงพอกล่าวได้ว่า ความคิดเห็นของสังคม ไทยโดยทั่ว ๆ ไปเท่าที่พอมีปรากฏอยู่นั้น พิจารณาว่า ถารปถครองท้องถิ่นของไทยเป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ดังตัวอย่างเช่น ได้มีการถล่าวกันอย่างกถว้างขวางถึงการ ปกครองท้องถิ่นของไทยสมัยสุโขทัย และกถารปกครอง ท้องถิ่นของไทยในสมัยอยุธยา (อาทิเช่น มีการกล่าวอ้าง ถึงการจัดระบบแบ่งเป็นจตุสดมภ์คือ เวียง วัง คลัง นา มีระบบการจัดการปกครองหัวเมือง แบ่งเป็นหัว เมืองเอก โท ตรี และจัตวา เป็นต้น) ในที่นี้ ผู้เขียนกลับมีความเห็นในทางตรงกันข้าม กล่าวคือ แม้นว่าโดยหลักแนวคิดแล้ว มนุษยชาติอาจจะ มีแนวความคิดที่ต้องการปกครองตนเองมาแต่สมัยโบราณ แต่ในทางสถาบัน การจัดองค์กร และกลไกนั้น เห็นได้ว่า ใน ประการสําคัญคือ การปถครองท้องถินจะพัฒนาขึ้นได้ เป็นสิ่งที่พัฒนาหรือสร้างขึ้นมาในโลกสมัยใหม่ ก็ต่อเมื่อได้มีพัฒนาการอย่างเป็นรูปธรรมของรัฐบาลกลาง (๐ธทแล| ฮ่0งธเททาธฮก!) เกิดขึ้นเสียก่อน ถกล่าวในอีก นัยหนึ่งคือ การปกครองท้องถิ่นไม่ควรจะบังเกิดขึ้นใน - ซ่ «๑” เซ ๑ ซ่ * ๕ ดินแดนทียังไม่มีแนวคิดเรืองอํานาจอธิปไตย (ธ50งอ6- อ๕เฮทไ/) และการมีดินแดน รวมทั้งการมีประชากรของรัฐ อย่างชัดเจน เพราะในสังคมการเมืองก่อนทีจะแนวคิด และถารปฏิบัติการของอํานาจอธิปไตยนั้น หัวเมืองทั้ง หลายปกครองตนเองลักษณะต่าง ๆ กัน ในรูปแบบของการ “กินเมือง“ มีการถวายเครื่องบรรณาการข้ามไปข้ามมาใน ดินแดนต่าง ๆ ซึ่งไม่มีความชัดเจน โดยที่ในสมัยอดีตนั้น นิยมเรียกกันว่าเป็นหลักความสัมพันธ์ของผู้ปกครองในแบบ ที่เป็น “ราชา” กับ “ราชาธิราช” ทัศนะการมองแบบเดิม ๆ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นทัศนะ แบบ 0ลใก่ทา9กเล[เร1 หรือ (0666ททเล|ร! พิจารณา การปกครองท้องถิ่นเป็นเรื่องของการมีวิวัฒนาการสืบต่อ « กันมา ในประการสําคัญคือ การพิจารณาว่าประเทศไทย มีระเบียบบริหารราชการแผ่นดินที่สืบเนื่อง หรือต่อเนื่อง กันมาด้วย นับตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยปัจจุบัน กล่าวคือ ประเทศไทยได้มีการจัดระเบียบบริหารรวาชการแผ่นดิน ออกเป็นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น สืบเนื่องมาแต่สมัยโบราณแล้ว (ดูอาทิเช่นคําอธิบายของ ชาญชัย, 2538: 93-94) ผู้เขียนเองมีทัศนะตรงข้าม ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นความ เห็นในแบบ กา0ย่65! 066806๐ยัง6 ซึ่งพิจารณาว่า รูปแบบของรัฐก็ดี แนวคิดเรื่องอํานาจอธิปไตยของรัฐก็ดี การจัดองค์กรของรัฐก็ดี สิ่งที่เรียกกันว่า “รัฐบาล” ใน ความหมายของคนปัจจุบันก็ดี รวมทั้งแนวคิดเรื่องการ จัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และถารจัดองค์กร การปกครองท้องถิ่น เป็นต้น ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ คือได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ หรือถูกสร้างขึ้นใหม่ และ มิได้มีอะไรที่สืบสานต่อเนื่องโดยตรง (คือมีการตัดขาด หรือไม่ต่อเนื่อง) กับถารแนวคิด หลักการ หรือลักษณะ การปกครองของสังคมสมัยสุโขทัย หรืออยุธยา อย่างไรก็ดี ในทางถารเมือง และในถการศึกษาวิจัย ทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งทางสังคมศาสตร์ ทัศนะใน ทั้งสองแบบ (ผู้เขียนหมายถึงพวก 0ออกกโลเร! ถับ พวก ถา๐ส่อเทเร0) ก็สามารถผสมปนเปกันได้บ้าง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในภายหลังจากที่แนวคิดและสถาบันใหม่ ๆได้ เกิดขึ้นและพัฒนาตนเองมาแล้วระยะหนัง ' เนื่องด้วยพวก แรก ก็ให้การยอมรับแนวคิดและหลักการใหม่ ๆ เสริมเข้า มาในกรอบการมองของตนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่กถ็ พยายามที่จะดีงสิ่งใหม่ ๆ เหล่านั้น (ตัวอย่างเช่น ประชา- ธิปไตย เสรีภาพ สิทธิ การปกครองท้องถิ่น ฯลฯ) ให้ไป เชื่อมโยงกับสิ่งที่เคยมีมาก่อนในอดีตตามการรับรู้ของตน ในขณะเดียวกัน พวกหลังด้วยความตระหนักว่า สิ่งที่เกิด มี หรือสร้างขึ้นใหม่ก็มิได้เป็นไปในรูปแบบเดียวกับที่เกิด ขึ้นในต่างประเทศ กล่าวคือ ได้มีการขัดเกลา หรือปรับ ตัวเข้าถับสังคมการเมืองของไทยเองด้วย ฉะนั้น พวก หลัง หรือ พวก กา0สอก5! จึงได้พยายามทําความเข้าใจ สภาพการณ์ และรากฐานความเป็นมา เพื่อที่จะมีความ เข้าใจมากขึ้นว่า แนวคิดและสถาบันใหม่ ๆ เหล่านั้น (เช่น ประชาธิปไตย เสรีภาพ การปกครองท้องถิ่น ฯลฯๆ) มี การปรับตัวภายใต้บริบทของสังคมหนึ่ง ๆ อย่างไร ตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่อง ถารปกครองหท้องถิ่นของไทย ได้แก่ ปัญหาการเชื่อมโยง ความสัมพันธ์ระหว่างสุขาภิบาล ซึ่งสถาปนาขึ้นในสมัย รัชกาลที่ 5 กับการปกครองในรูปแบบเทศบาลที่จัดตั้งขึ้น ภายหลังปี พ.ศ. 2476 เรื่องนี้ปรากฏว่าได้มีความเห็นที่ แตกต่างถันอย่างชัดเจนแบ่งเป็นสองพวถก กลุ่มแรก มี ความเห็นว่า การเทศบาลมีรากฐานที่พัฒนามาจากสุขา- ภิบาลโดยตรง ตามแนวพระราชดําริ และพระบรมราโชบาย ของพระมหากษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ทรงเป็น- ประชาธิปไตยทุกพระองค์ ซึ่งต้องการฝึกฝนการปกครอง ปถกครองประชาธิปไตยให้บังเกิดขึ้นในหมู่ประชาชนจากธั้น รากฐาน (ความเห็นและคําอธิบายของพระยาสุนทรพิพิธ. 2506: 23-50) อีกกลุ่มหนึ่ง มีความเห็นตรงข้ามว่า การสุขาภิบาล เดิม กับการเทศบาล มิได้มีอะไรที่ต่อเนื่องกัน เนื่องด้วย การปถกครองในแบบสุขาภิบาลเดิมรัฐบาลเป็นผู้มีอํานาจ แต่เพียงผู้เดียว จะบริหารกิจการให้เป็นอย่างใดก็เป็นไป ! ได้ตามอําเภอใจของรัฐบาลทั้งสิ้น ต่างจากการเทศบาล | ซึ่งเป็น “ของใหม่” กล่าวคือ ได้มีการจัดตั้งขึ้นใหม่เพื่อไห้ เป็นไปตามหลักของการปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย ที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการปถครองทั้ง ในระดับประเทศ และในระดับท้องถิ่น (ดูอาทิเช่น ความ เห็นและคําอธิบายของ ขุนจรรรยาวิเศษ และทองหล่อ. 2478: หน้า 5-8) การมีความคิดเห็นในแบบแรถ เห็นได้ชัดเจนว่า ต่าง จากคําอธิบายในแบบหลัง และการมีทัศนะที่แตกต่างกัน เช่นนี้ เป็นเรื่องที่น่าเขื่อว่า ย่อมมีผลทําให้ทั้งสองฝ่ายมี คําวินิจฉัยในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปริดี พนมยงค์ กับการ ปกครองท้องถิ่นไทย ที่แตกต่างกันตามไปด้วย เนื่องด้วย กลุ่มแรกย่อมแลเห็นว่าปรีดี พนมยงค์มีความสําคัญน้อย หรือแทบจะไม่มีความสําคัญอะไรเลย (เพราะการเทศบาล มิได้มีอะไรใหม่) ในขณะที่ฝ่ายหลัง ย่อมคิดพิจารณาใหม่ ในอีกทางหนึ่งว่า ปรีดี พแมยงค์ คงจะมีความสําคัญต่อ การวางรากฐานให้กับรัฐไทย และการปกครองท้องถิ่นของ ไทยเป็นอย่างมาก หรือมีความสําคัญอยู่บ้างในระดับ หนึ่ง 2. การวางหลักการระเบียบราชการ ส่วนกลาง-ภูมิภาค-ท้องถิ่น ดังที่ได้กล่าวมาบ้างแล้วว่าทัศนะแบบ 0ออกกเล[56 พิจารณาว่าประเทศไทยมีถารจัดระเบียบบริหารราชการ แผ่นดิน แบ่งออกเป็นส่วนกลาง-ส่วนภูมิภาค และส่วน ท้องถิ่นตั้งแต่สมัยโบราณ การพิจารณาแบบนี้ มิได้ พิจารณาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ และบริบททางประวัติ- ศาสตร์ของไทยตามสภาพความเป็นจริง และมีได้พิจารณา ว่าปรีดี พนมยงค์ มีความสําคัญแต่ประการใดในกระบวน การสร้างรัฐไทย (ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นระยะ ๆ)รวม ทั้งในการจัดรูปองค์กรของรัฐไทยสมัยใหม่ อย่างไรก็ดี เนื่องด้วยผู้เขียนเองมีความคิดเห็นตรง ข้ามกับพวก 0อธกกเล[ไร! รวมทั้งแลเห็นว่าในอันที่จริง แล้ว รัฐสมัยใหม่ของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐประชา- 37 ชาติไทย (โกลไอทย ลร ล ทลน่อท-ร!ลเอ) เป็นสิ่งที่เกิด ขึ้นภายหลังโดยกระบวนการของการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 (นครินทร์, 2540) ดังนั้น การจัดรูปองค์กรของรัฐสมัย ใหม่ ตลอดรวมถึงหลักแนวคิด และหลักวิชาของการจัด รูปองค์กรรัฐสมัยใหม่ จึงควรเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ (หรือ เป็นการประดิษฐ์ใหม่) ในช่วงสมัยเดียวกัน หรือเกิดขึ้น ในยุคที่คาบเกี่ยวกัน มากกว่าจะเกิดมีขึ้นนับตั้งแต่สมัย สุโขทัย หรือตั้งแต่สมัยอยุธยา กล่าวอย่างเฉพาะเจาะจง และที่มีความสําคัญอย่าง มาก ได้แก่ แนวคิดที่ว่าด้วยรัฐไทยเป็นรัฐเดี่ยว และมี การจัดองค์กรของรัฐ หรือจัดระเบียบบริหารราชการแบ่ง ออกเป็น 3 ขั้น คือ ถารบริหารราชการส่วนกลาง การ บริหารราชการส่วนภูมิภาค และถารบริหารราชการส่วน ท้องถิ่น ตามหลักแนวคิดการรวมอํานาจ (๐อก๒@!เ2ล- หอท) ถารแบ่งอํานาจ (ฮ่๑๐๐ก๐อ๑กไลน์อก) และหลัก การกระจายอํานาจ (6๐อกแล2๑ถ่๐0ก) แนวคิดและหลัก วิชาข้อนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นหลักวิชาใหม่ (เนื่องด้วยไม่เคย มีถารกล่าวถึงมาก่อนในสังคมไทย) ซึ่งปรีดี พนมยงค์ เป็นบุคคลสําคัญในการโอนย้ายถ่ายเทหลักวิชาดังกล่าว เข้ามาในประเทศไทย ท่านได้เรียบเรียงถ้อยคําตามหลัก วิชาดังกล่าวขึ้นเป็นภาษาไทย มีการอบรมสั่งสอนให้นัก การเมือง ข้าราชการ นิสิตนักศึกษา และประชาชนรับ ทราบหลักการดังกล่าว และมีการปฏิบัติตามหลักการดัง กล่าว จนกลายเป็น “สถาบัน” (|กรม์ในพ์อกล2ลม์อก) อีกนัยหนึ่ง ได้เกิดเป็นระบบภาษาทางวิชาการ รวมทั้ง เป็นภาษาราชการที่มีอํานาจและพลัง หรือเป็นวาทกรรม ทางการเมือง (๐๐[น๐ล1 สฮ์1ร6อนเร6) ที่สามารถ กําหนดแนวคิด แนวมอง การพิจารณาปัญหา การ ดําเนินนโยบาย การร่างกฎหมาย ฯลฯ ของรัฐไทยนับตั้ง แด่บัดนั้นเป็นต้นมา ตราบจนปัจจุบัน (ปรีดี. 2477: และดูการประเมินการ “นําเข้า” ทฤษฎีเหล่านี้ได้จาก บวรศักดิ์, 2537: คํานํา กับบทสุดท้าย รวมทั้งขอให้ดู ความเห็นและคําอธิบายเพิ่มเดิมของสันติสุข. 254 0: 14- 15) บทบาทของปรีดี พนมยงค์ ในการวางรากฐานของ แนวความคิด หลักวิชา และวาทกรรมการเมืองว่าด้วย ระเบียบบริหารราชการแบ่งเป็น ส่วนกลาง-ภูมิภาค-ท้อง ถิ่น ขึ้นในสังคมการเมืองไทย ได้กระทําผ่านการตรากฏ- หมายฉบับสําคัญ ๆ ที่เรียกว่า “พระราชบัญญัติระเบียบ ราชการบริหารแห่งราชธาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476” รวมทั้ง การที่ท่านได้เป็นผู้บรรยายความหมายต่าง ๆ ที่มี ปราถฏอยู่กฎหมายฉบับดังกล่าวขึ้นในอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งในครั้งนั้น ปรีดี พนมยงค์กล่าวว่า “ก็เพื่อต้องการจัด รูปงานให้เข้าลักษณะถารปถครองอย่างรัฐธรรมนูญ และ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินรวบรัดและเร็วยิ่งขึ้น... การต่อไป เราจะจัดรูปราชการให้เข้าลักษณะการปกครอง ดังที่เขานิยมใช้ในประเทศต่าง ๆ คือ เราจัดเป็นส่วนกลาง เป็นภูมิภาค และเป็นท้องถิ่น= (ปรีดี, 2477: หรือดู สันติสุข. 2540: 14)' ควรกล่าวด้วยว่า ปรีดี พนมยงค์ ได้วางหลักแนวคิด และภาษาทางกฎหมาย-การเมืองที่สําคัญ ๆ ประกอบ วาทกรรมดังกล่าวขึ้นอีกหลายประการ นับตั้งแต่การที่ ท่านได้ให้หลักแนวคิดว่า รัฐไทยเป็นรัฐเดี่ยว ดังนั้น จึง ต้องมี "รัฐบาลกลาง” เพียงแห่งเดียว และไม่ควรที่จะใช้ คําว่า รัฐบาลภูมิภาค หรือรัฐบาลท้องถิ่นในระบบภาษา กฎหมาย (และในภาษาการเมือง) ของไทย โดยที่ปรีดี พนมยงค์ ได้เสนอให้ใช้คําว่า ราชการบริหารส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาค และราชการบริหารส่วนท้อง ถิ่นแทน (ปรีดี. 2477) ซึ่งในระยะต่อมาคําต่าง ๆ เหล่านี้ โด้ขยายกลายมาเป็นการปกครองส่วนกลาง การปกครอง ! เป็นที่น่าสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า หากปริดี พนมยงค์สําเร็จการ ศึกษาจากประเทศอังกฤษ หรือสําเร็จการศึกษาจากประเทศสหรัฐ- อเมริกา หรือจากประเทศเยอรมัน เป็นต้น ท่านจะมีแนวคิดจัด รูปองค์กรยองรัฐ หรือจัดระเบียบราชการบริหารของประเทศไทย ออกเป็น ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค กับส่วนท้องถิ่น หรือไม่ 38 เตชเรรารบรแวแนาแจขแนเพาแนแทนแพสแรแพแทรแพแยแพแพาแพแพยแนชรแวะแพร"จสหรแมเพเทคเพรแนะเลวนแพแตะเพเยหาชาแพรงแลพแพเรราบากรยแนองรนหาแพแงแนนแพแทแมหแขบเระขมเยแยแมมยแก ส่วนภูมิภาค และการปกครองส่วนท้องถิ่น ฉะนั้น โน ในกรณีของคําว่า “ราชการบริหารส่วนท้องถิน” ก็เป็น "จ = า= ๑ เ” > ๕ 9 ซี่ |== เง ง เค ง ง ะบบคิดและภาษาของไทย จึงไม่มีคําว่า “รัฐบาลท้องถิ่น" | คําที่ปรีดี พนมยงค์ ได้สร้างขึ้นใหม่เช่นกัน ท่านกล่าว แม้นว่าจะมีภาษาอังกฤษกํากับไว้ว่าคือ 10๐8| 609งอก- | ว่า ราชการบริหารท้องถินมีฐานะเป็น “นิติบุคคล” ซึง 4 ณซ 9๓5 4 ง๑ ฆู๑ 2= 20 , -. เจ ทาอท! ก็ตาม ก็ยังคงต้องแปลคําดังกล่าวว่าคือ กถาร เป็นไปตามหลักวิชาทิถือว่าหน่วยราชการบริหารหท้องถินมี ปถกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ดี นเอง แม้กระทั่งในสมัย | ลักษณะเป็นทบวงการเมือง คือเป็น เวน๒!|๐ ๒๐๕ฯ หรือ ปัจจุบัน* เป็นบุคคลที่กฎหมายสมมติขึ้น มิใช่เป็นบุคคลธรรมดา ปรีดี พนมยงค์ ได้อธิบายอย่างขัดเจนว่า “ภูมิภาค" | หรือเป็นท้องถิ่นธรรมดา อันเป็นสภาพทั่วไปก่อนที่จะมี เป็นคําใหม่ ซึ่งท่านได้ประดิษฐ์ขึ้นตามหลักวิชา และตาม | การจัดตั้งหน่วยราชการบริหารท้องถิ่น (ปรีดี, 2477) สภาพการณ์ที่ประเทศไทยได้เปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบ พิจารณาในแจ่นี้แล้ว การเป็นวัตถุตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ คําว่า “ภูมิภาค” นี้ ท่านหมายถึง ราชการ | (ธน๒|๐๐! ๐6 |!ลง) กล่าวได้ว่ามีความสําคัญอย่างยิ่ง ที่แบ่งไปจากราชการส่วนถลางโดยกระจายไปทั่วราช | เนื่องด้วยบุคคลธรรมดาก็ดี ท้องถิ่นธรรมดาก็ดี มิได้มี อาณาจักร ในทางรูปธรรมได้แก่ จังหวัด และอําเภอ | ระเบียบแบบแผนที่แสดงให้เห็นถึงความเจริญ รวมทั้ง และในประการสําคัญ คือท่านมีความเห็นไม่ควรจัดเป็น | มิได้แสดงให้เห็นถึงลําดับขั้นของวิวัฒนาถารตามระบอบ “นิติบุคคล” เพราะไม่ได้แยกออกจากรัฐบาลถลาง (ปรีดี, | รัฐธรรมนูญของประเทศ (อย่างน้อยในความคิดของนัก 2477) นี่เป็นแนวคิดสําคัญ ซึ่งปรีดี พนมยงค์ได้วางไว้ | กฎหมาย) นี่ต้องนับเป็นแนวคิดในขั้นพื้นฐาน (อ๑0516กา6) เป็นราถฐานว่า อย่างไรเสีย การปกครองส่วนภูมิภาค | ที่ดํารงอยู่ตราบจนปัจจุบัน ดังที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า รัฐ นั้นก็ไม่ได้เป็นส่วนที่แยยกออกไปจากราชการส่วนกลาง | ไทยมิได้ยอมรับว่าการดําเนินงานใดของห้องถิ่นธรรมดา คือถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลกลาง หรือเป็นการ | กิจกรรมของท้องถิ่นตามธรรมชาติ ตลอดจนการเคลื่อน กระทําของรัฐบาลกลาง อย่างไรก็ดี ในระยะต่อมา ในปี | ไหวขององค์กรประชาชนในท้องถิ่น -ว่าเป็น “หน่วยการ พ.ศ.2495 ได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร | ปกครองท้องถิ่น" หากถกฎหมายมิได้ให้การรับรอง และ ราชการเป็นครั้งที่สอง การแก้ไขในครั้งนี้ มิได้มี | ยกสถานะขึ้นเป็น “นิติบุคคล” เสียก่อนเป็นปฐม การ “เปลี่ยนแปลงโครงสร้างหลัก” (ชาญชัย, 2538: 96) ที่ว่าด้วยการจัดระเบียบบริหารราชการออกเป็นส่วนกลาง- ที่กล่าวมาพอสรุปได้ว่า ปรีดี พนมยงค์ มีบทบาท ส่วนภูมิภาค-และส่วนท้องถิ่นแต่อย่างใด การ | สําคัญอย่างยิ่งในการวางแนวคิดที่เป็นโครงสร้างหลักของ เปลี่ยนแปลงในปี พ.ศ. 2495 มีสาระสําคัญ ๆ ใน 2-3 | รัฐไทยสมัยใหม่ ได้มีการจัดระเบียบบริหารราชการของ ประการ ได้แก่ การเปลี่ยนชื่อระเบียบราชการ | ไทย จัดแบ่งกลไกของรัฐออกเป็นส่วนกลาง-ส่วนภูมิภาค- บริหาร ให้ยาวขึ้นเป็นระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน | ส่วนท้องถิ่น แน่นอนว่า ในรายละเอียดบางประการ ได้ ได้มีการจัดตั้งจังหวัดขึ้นเป็น “นิติบุคคล” (เช่นเดียวกับ ท้องถิ่นที่เป็นนิติบุคคล ดูต่อไปข้างหน้า) และ | 2 ขอยอบคุณ อาจารย์พิชญ์ พยษ์สวัสดิ์ แห่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬา- ลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันเป็นนักศึกษาปริญญาเอกของมหา- วิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์คเลย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ให้ นิยมชมชอบ) ให้ถลับไปเป็น “ผู้ว่าราชการจังหวัด” เหมือน ! แข่คิดบี้ และเห็นว่าการที่คนไทยได้คิดและมีจินตภาพว่า |00อ| (อบธเกกกาธก1 คือการปกครองท้องถิ่น หรือคือ การบริหารราชการ ท้อ *ถิ่น (โดยไม่ได้คิดว่าคือ รัฐบาลท้องถิ่น) นั้นเป็นปัญหาในตัวมัน เองอยู่มาก เปลี่ยนชือเรียกข้าหลวงประจําจังหวัด (ซึงปรีดี พนมยงค์ ! ดังที่เคยเรียกผู้นําของหน่วยดังกล่าวมาแต่ถ่อนการเปลี่ยน แปลงกถารปกครอง พ.ศ. 2475 | มีการปรับปรุงแก้ไข เพิ่มเติมชื่อคํา ขยายความ และ เพิ่มหลักการย่อยบางประการเสริมเข้าไปในโครงสร้างใหญ่ กระนั้นก็ดี การดํารงอยู่อย่างต่อเนื่องของโครงสร้างการ บริหารราชหลัก ๆ ดังกล่าวข้างต้น ตราบจนถึงสมัยปัจจุบัน ผู้เขียนมีความเห็นว่า น่าจะเป็นเครื่องที่ช่วยแสดงให้เห็นถึง คุณูปการทั้งในทางบวก และในทางลบของปรีดี พนมยงค์ ต่อพัฒนาการของสังคมการเมืองไทย โดยรวม แม้นว่า ผู้คนจํานวนมาถในปัจจุบันจะไม่ได้ตระหนักเลยว่าโครง สร้างหลัก ๆ ดังกล่าว ได้รับการวางรากฐานไว้โดยปรีดี พนมยงค์ ก็ตาม (เนื่องด้วย ผู้คนในปัจจุบันมีความเยื่อที่ เป็นตํานานว่าด้วยการดํารงอยู่อย่างต่อเนื่องของโครงสร้าง การบริหารราชการส่วนกลาง-ส่วนภูมิภาค-ส่วนท้องถิ่น ว่า เกิดมีขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา หรือสุโขทัย ได้เบียดบังชื่อและ บทบาทของปรีดี พนมยงค์ ไปเสียทั้งสิ้น) 3. ความเป็นสากลของ “เทศบาล” พร้อม ๆ ถับการสถาปนาโครงสร้างทางความคิด ซึ่ง เป็นการสมมติขึ้นในทางกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหาร ราชการส่วนกลาง-ส่วนภูมิภาค-ส่วนท้องถิ่นของไทย ใน ปี พ.ศ. 2476 คือปีเดียวกันนั้น ปรีดี พนมยงค์ ก็ได้ มีบทบาทสําคัญในการตรากฎหมายที่ชื่อ “พระราชบัญญัติ จัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476” ขึ้นด้วยอีกส่วนหนึ่ง ความสําคัญของถกฎหมายนี้ คือการประดิษฐ์ หรือ สร้างหน่วยท้องถิ่นของไทยขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นหน่วยทางกฎ- หมาย ที่แยกตัวเองอย่างชัดเจนออกจากหน่วยธรรมชาติ หรือท้องถิ่นธรรมดา และเป็นหน่วยที่แยกตัดขาดออกจาก การสุขาภิบาลที่ดํารงอยู่แต่เดิม มิใช่เป็นพัฒนาการที่สืบ เนื่อง หรือต่อเนื่องกับหน่วยสุขาภิบาล ดังที่มีการอธิบาย และขยายความดังกล่าวขึ้นในภายหลัง การเทศบาลนี้เป็นของใหม่สําหรับประเทศไทยอย่างมิ พักต้องสงสัย และเป็นของสากลตามหลักของการจัดการ ปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเกิดขึ้นเป็น ครั้งแรกที่ประเทศฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1789 กล่าวคือ เมื่อ | | เกิดการบ่ฏิวัติโหญ่ขึ้นแล้ว ผู้ปฏิวัติได้จัดตั้งรัฐสภาขึ้น และ ได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดการปกครองท้องถิ่นให้เป็น ประชาธิปไตย โดยให้ท้องถิ่นมีอํานาจปกครองตนเอง โดย มีสภาเทศบาลและคณะเทศมนตรีเป็นผู้ดําเนินงาน และ การดําเนินการของเทศบาลนี้ ปรากฏว่าเป็นผลดี ทําให้ ประเทศอังกฤษ และประเทศอื่น ๆ ดําเนินการตาม ซึ่ง ทําให้เทศบาลกลายเป็นหลักปฏิบัติที่เป็นสากลของประเทศ ต่าง ๆ ทั่วโลกที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยมาจนถึง ทุกวันนี้ (จรรยาวิเศษ และทองหล่อ. 2478: 7-8) เทศบาลที่ว่านี้ หมายถึง “การปกครองท้องถิ่น โดย ราษฎรในหท้องถิ่นนั้น ๆ มีส่วนร่วมเข้าช่วยในการจัดการ ปกครองท้องถิ่นของตนเอง และอยู่ในความควบคุมของ รัฐบาล” (จรรยาวิเศษ และทองหล่อ, 2478: 3) การปกครองในแบบเทศบาลที่ว่านี้ เป็นการ “จําลอง” การปกครองของรัฐบาลกลางลงมาในส่วนย่อย กล่าวคือ ในระดับประเทศมีรัฐสภา และคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ดําเนิน การปกครอง ในระดับท้องถินจะมีสภาเทศบาล และ คณะเทศมนตรีเป็นผู้ดําเนินงานบริหารแล่ะปกครอง ใน “ ลักษณะเดียวกัน (เพิงอ้าง หน้า 8) ในเรื่องนี้ ปรีดี พนมยงค์ ได้กล่าวแสดงความ มุ่งหมายไว้ว่า “เราจะได้ยกตําบลทุก ๆ ตําบลให้มีสภาพ เป็นเทศบาลขึ้น มีถารปกครองท้องถิ่น.. โดยวิธีนี้ ราษฎรใน ท้องถิ่นจะได้ทําประโยชน์แก่บ้านเมืองของตนได้เต็มถําลัง..” (อ้างใน สันติสุข, 2540: 15) รวมทั้งจะเป็นการปลูกฝัง การปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญให้มั่นคงและแผ่กระจาย ออกไปทั่วราชอาณาจักร ปรีดี พนมยงค์ มิได้แสดงความมุ่งหวังไว้อย่างลอย ๆ เพราะในอันที่จริง หากพิจารณาจากพระราชบัญญัติจัด ระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 ก็จะเห็นได้ว่า ท้องถิ่นของ รัฐไทยจะกลายเป็นเทศบาลไปทั้งหมด แยกเป็นเทศบาล ตําบล เทศบาลเมือง และเทศบาลนคร โดยที่เทศบาลทั้ง สามประเภท มีการจัดองค์กรเป็นสภาเทศบาล กถับคณะ 40 กรแชหระะะวรรแหดารพรชะแลแหพรวกราวคาชมเรรระรงเกรรมเหลยตากรแพพแแนเรแรแง เทศมนตรี เสมอเหมือนกันทั้งสิ้น ควรกล่าวไว้ด้วยว่า ท้องถิ่นใดได้รับการจัดตั้ง หรือ ยกสถานะขึ้นเป็นเทศบาล สภาพของการเป็นท้องถิ่น ธรรมดาที่ประกอบไปด้วยกํานัน-ผู้ใหญ่บ้านจะหมดสิ้น สภาพไป เราเข้าใจได้ว่าเรื่องนี้เป็นจุดประเด็นสําคัญใน ความคิดของปรีดี พนมยงค์ ฉะนั้น จึงไม่ได้มีการตรา กฎหมายยกเลิกกํานัน-ผู้ใหญ่บ้าน หรือยกเลิกพระราช- บัญญัติการปกครองท้องที่ โดยที่มีระบบแนวคิด และคํา อธิบายรองรับไว้แล้วเป็นพื้นฐานว่า ห้องที่ไม่ได้แปลว่า ท้องถิ่น (ปรีดี, 2477: จรรยาวิเศษ และทองหล่อ, 2478: 4-5) อันเป็นหลักแนวคิดพื้นฐานทางกฎหมาย และการ เมืองที่ดํารงอยู่นับตั้งแต่สมัยนั้น (พ.ศ. 2476) เป็นต้นมา ตราบจนปัจจุบัน เมื่อพื้นฐานในระดับล่างของรัฐไทย จะพิงได้รับการ จัดตั้งขึ้นเป็น “เทศบาล" ทั่วราชอาณาจักรแล้ว ปรีดี พนม- ยงค์ ยังได้คิดต่อไปถึงการให้เทศบาลทั้งหลายประกอบ กิจการร่วมกันในรูปของการจัดตั้ง “สหเทศบาล” (ซึ่งใน ภายหลังเรียกใหม่ว่า “สหการเทศบาล“) การจัดตั้งสห- เทศบาลขึ้นนี้ จะมีความเถกี่ยวพันกับเทศบาลหลายแห่ง ไม่ใช่เป็นกิจของเทศบาลเดียว โดยถือเป็นเรื่องที่สภาเทศ- บาลทั้งหลายจะพึงคิดการขึ้นเอง และตกลงกันเอง เมื่อ ตกถลงกันได้แล้ว ก็จะทําเรื่องเสนอให้รัฐบาลกลางดําเนิน การตราสหเทศบาลขึ้นเป็นพระราชบัญญัติ ซึ่งเป็นการ อนุวัตรตามหลักแนวคิดว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรของ ท้องถิ่นขึ้นเป็น “นิติบุคคล” ในการดําเนินงาน หรือ ประถอบกิจกรรมร่วมกัน ที่กล่าวมาต้องนับว่าเป็นจุดแข็งในความคิดเชิงอุดมคติ อุดมการณ์ และเป็นความใฝ่ฝันของปรีดี พนมยยค์ ที่ต้อง การแลเห็นสภาพชนบทของไทยเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมด ในทุก ๆ ส่วน กระนั้นก็ตาม ในทางปฏิบัติจริง จะด้วย สาเหตุใดก็ตาม ปรากฏว่า ได้มีการจัดตั้ง “เทศบาล” ขึ้น ในจํานวนที่น้อยอย่างมาก กล่าวคือ ในตลอดสมัยที่ปรีดี พนมยงค์ ยังคงมีบทบาททางการเมือง และพํานักใน ประเทศไทย (พ.ศ. 2475-2490) ได้มีการจัดตั้งเทศบาล ขึ้นเพียง 120 แห่ง ในขณะที่สภาพของท้องถิ่นธรรมดา มี เจ, หน่วยตําบลอยู่ประมาณ 2.000 ตําบล ในระยะต่อมานับ จากปี พ.ศ. 2490 จนถึง พ.ศ. 2540 ได้มีการจัดตั้ง ณุ ซู ณุู ณะ ๕ เทศบาลเพิ่มขืนอีกเพียง 29 เทศบาล ในขณะทีท้องถิน ธรรมดา ได้มีการขยายตัวจาก 2 พันตําบลขึ้นเป็นจํานวน ถึงเกือบ 8 พันตําบลในปัจจุบัน 4. แนวความคิด และกลไกทางการเมือง การปกครองของ “สภาจังหวัด” ในพระราชบัญญัติจัตระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 นอกจากในส่วนของการเทศบาลดังกล่าวแล้ว ปรีดี พนมยงค์ ยังได้สร้างหน่วย “สภาจังหวัด” ขึ้นอีกส่วนหนึ่งด้วย สภา จังหวัดนี้ เป็นสภาห้องถิ่นสภาหนึ่ง ตั้งอยู่ในจังหวัด ๆ ละ 1 สภา ประกอบไปด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งของ ทุกอําเภอ อําเภอละหนึ่งคนเป็นอย่างน้อย ยกเว้นว่า อําเภอใดมีประชากรมากกว่า 10.000 คน ให้นับจํานวน ณ์ ๓ ง ซ่ ซ่ "2 ๐, เซ ณะ ทีเกินกว่ากิงหนึ่ง ปัดยืนให้มีผู้แทนจากอําเภอนัน ๆ เพิ่ม ยืนอีก | คน สภาจังหวัด ซึ่งเป็นสภาหท้องถิ่นนี้ มีการหน้าที่ที่ สําคัญ ดังต่อไปนี้ () การตรวจ และรายงานเรื่องงบประมาณของทาง จังหวัด รวมทั้ง สอบสวนเรื่องราวทางการคลังของจังหวัด (ตามระเบียบที่จะตราขึ้นต่อไป) (2) ทําหน้าที่แบ่งสรรเงินอุดหนุนของรัฐบาล ใน ระหว่างบรรดาเทศบาลในจังหวัด (3) มีหน้าที่ทําข้อเสนอแนะแก่รัฐบาล ในเรื่องที่เกี่ยว ข้องกับเงินการคลัง การจัดเก็บภาษีอากร และกิจการทั้ง หลายทั้งปวงในจังหวัดของตน (ๆ มีหน้าที่ตั้งกระทู้ถามกรมการจังหวัด ในที่ประชุม สภาในข้อความอันใดที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่การงาน แต่ ทางกรมการจังหวัด ก็มีสิทธิที่จะไม่ตอบได้ เมื่อเห็นว่า ข้อความนั้น ๆ ไม่ควรเปิดเผย เพราะเกี่ยวข้องกับความ ปลอดภัย หรือประโยชน์สําคัญของจังหวัด แก้ไขในภายหลังต่อมาอีกเป็นอันมาก นับตั้งแต่ การที่ได้ (5) มีหน้าที่ให้คําปรึกษาในปัญหาต่าง ๆ เมื่อรัฐบาล มีการจัดตั้งจังหวัดขึ้นเป็นนิติบุคคล และได้แบ่งจังหวัดออก ร้องขอ (ดูคําอธิบายอย่างพิสดารได้จาก จรรยาวิเศษ และ | เป็นหน่วยภูมิภาคกับท้องถิ่น โดยที่จังหวัดที่เป็นภูมิภาค ทองหล่อ, 2478: 138-144) ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับทางท้องถิ่น ต่างจากจังหวัดที่เป็น จากที่กล่าวสรุปข้างต้น คงจะพอเห็นได้ว่า สภา | ท้องถิ่น ก็ได้ถูกจัดให้รวมกับฝ่ายสภาจังหวัด แล้วจัดตั้ง จังหวัดจัดเป็นสภาท้องถิ่นที่มีการหน้าที่อย่างสําคัญ ทั้ง | เป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นขึ้นใหม่อีกหน่วยหนึ่ง โดย ต่อส่วนท้องถิ่นเอง และต่อการเข้าควบคุม และให้ข้อเสนอ | เรียกเสียใหม่ว่าเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด (หรือ อบจ.) แนะแกถ่ ฝ่ายรัฐบาลถลาง และส่วนภูมิภาค คือทาง บทบาทในการจัดสรรเงินอุดหนุนระหว่างเทศบาล จังหวัด ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาลกลาง นี่เป็นแนวคิด | ด้วยกันเอง ซึ่งปรีดี พนมยงค์ ได้คิดมอบหน้าที่ดังกล่าว ของการจัดการปกครองสองทางในระหว่างท้องถิ่นกับรัฐ | ในกับทางสภาจังหวัด ก็ได้ถูกควบคุมไว้อย่างหนาแน่น % และระหว่างผู้แทนของประชาชน กับทางฝ่ายของภาค | โดยฝ่ายกระทรวงมหาดไทยที่ส่วนกลาง ซึ่งเป็นการเสริม *“ ราชการ ซึ่งในสมัยปัจจุบันนี้ เรานิยมเรียกเสียใหม่ว่า คือ | ให้ฝ่ายรัฐบาลกลาง มีอํานาจอย่างซับซ้อนในอันที่จะเข้า การปกครองแบบธรรมรัฐหรือธรรมภิบาล (ฮ๐๐ส ฮ0งอ๓- | ไปกําหนดสั่งการ มีอิทธิพล บงการ ฯลฯ การใช้เงิน แร - และกําหนดความเป็น “อิสระ” (อย่างน้อยที่สุด : ก็ในมิติ อย่างไวท็ดี| แนวคิดและหลักการดังกล่าวของปรีดี ของการเงินการคลัง) ของท้องถิ่น นับตั้งแต่สมัยนั้น เป็น พนมยุงค์ ก็ไม่ได้วับ6 9ปภิบัติอย่วงต่อเนื่อง และได้ถูก ต้นมาตราบจนปัจจุบัน 42 ธ. ความสําเร็จและความล้มเหลวของ ปรีดี พนมยงค์: ข้อสังเกตบางประการ ผู้เขียนเคยศึกษาบทบาทของปรีดี พนมยงค์ในการ ปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ด้วยความตระหนักว่า ท่านเป็น คนสําคัญ และเป็น “มันสมอง” ของคณะราษฎร แต่ก็ เห็นข้อจํากัดของท่านอยู่เป็นอันมาก อย่างเช่น แนวคิด เรื่องรัฐธรรมนูญก็ดี การจัดรูปแบบของรัฐบาลกลางก็ดี การวางเค้าโครงการเศรษฐกิจก็ดี การจัดการศึกษาเพื่อ มวลชน ก็ดี ฯลฯ ล้วนประสบกับข้อติดขัด มิได้เป็น ไป“ตามหลักแนวคิดของท่านเสียเป็นอันมาก (เราคงไม่ ลืมว่า ในกระบวนกถารของการสร้างระบอบการปกครอง ใหม่ มิได้มีท่านปรีดี พนมยงค์ เป็นปัญญาชนของ ะบอบใหม่ อยู่เพียงคนเดียว เรื่องนี้ขอให้ดู การศึกษา ของ นครินทร์. 2540) อย่างไรก็ดี ในส่วนของการปถครองท้องถิ่น ผู้เขียน พบว่าท่านปรีดี พนมยงค์ ได้มีบทบาทอย่างสําคัญในการ วางหลักการปกครองห้องถิ่น มีการสร้างหลักแนวคิด รูป แบบการปกครอง และวาทกรรมว่าด้วยการจัดการปกครอง อย่างชนิดที่คนอื่น ๆ ในสมัยเดียวกัน มิได้มีบทบาทโน การต่อด้าน หรือทักท้วงแนวคิดของท่าน เหมือนดังที่ หลาย ๆ คนได้ทักทห้วงแนวคิดของท่านในเรื่องรัฐธรรมนูญ การจัดรูปแบบรัฐบาลกลาง การวางเค้าโครงการเศรษฐกิจ แห่งชาติ ฯลฯ ในสมัยเดียวกันนั้น ดังที่เราพอจะเห็นได้ว่า แนวคิดเรื่องการจัดระเบียบ บริหารราชการออกเป็นส่วนกลาง-ส่วนภูมิภาค และส่วน ท้องถิ่น รวมทั้งแนวคิดเรื่องเทศบาล ได้มีการรักษาให้มี ความต่อเนื่องสืบมา ตราบจนปัจจุบัน แต่ปัญหาสําคัญ ๆ ของส่วนนี้ เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการที่รัฐไทย และกลไก ของรัฐไทย มิได้สนองตอบให้ความใฝ่ฝันและอุดมคติของ ปรีดี พนมยงค์ เกิดขึ้นและดําเนินการไปอย่างเต็มรูป หรือ 2รวณเนุกรม จรรยาวิเศษ, ขุน และนายทองหล่อ บุณยนิตย์. คําอธิบายการ เทศบาล พระนคร: โรงพิมพ์ดํารงธรรม, 2478. ชาญชัย แสวงศักดิ์. กฎหมายปกครอง เล่มหนึ่ง. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์วิญญูชน, 2538. นครินทร์ เมฆไตรรัตนุ้.การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475, พิมพ์ครั้งที่สอง กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์อัมรินทร์วิชาการ, 2540. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ , กฎหมายมหาชน เล่ม 2: การแบ่งแยกกฎ- หมายมหาชน-เอกชน และพัฒนาการกฎหมายมหาชนใน ประเทศไทย, กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์นิติธรรม, 2537. ปรีตี พนมยงค์ (หรือ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม), ปาฐกถาเรื่องพระ- ราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักร สยาม พ.ศ. 2476 พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2477.พระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาลพุทธศักราช 2476 (ประกาศในรายกิจจานุเบกษา วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2477) สันติสุข โสภณสิริ, หนึ่งศตวรรษปรีดี พนมยงค์ กรุงเทพฯ: สถาบัน ปรีดี พนมยงค์, 2540. สุนทรพิพิธ, พระยา “ที่มาแห่งเทศบาล” ใน สรรคธานีอนุสรณ์, พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพขุนสรรคธานี 16 กุมภาพันธ์ 2506 โรงพิมพ์พระจันทร์, 2506, หน้า 23-50. 1 ข ๑=๑ 4ู จ7 4ส4! 1 การปกครองส่วนท้องถินทีประชาสังคมมีส่วนร่วม ซ ! 4๕9 ๑7 ] ฆข : ขอเสนอตอสูนยศกษาและพฒนาก ารปกครองท้องถิน โดย ณั '=! ศ.นายแพทย์ ประเวศ วะสึี ราษฎรอาวุโส | =..@ ๑7 ก “การปกครองท้องถินทิประชาสังคมมีส่วนร่วม : ข้อเสนอต่อศูนย์ศึกษาและพัฒนาการปกครองท้องถิน” ในปัจจุบัน๐๐๓๐๐0เรื่องการปกครองแบบเถ่า แบบที่เป็น ลักษณะของการสั่งการจากข้างบนลงมา ((00 ๕๐พฤ) นับว่าเป็น เรื่องพันสมัยและกําลังจะหมดไป แม้แต่ในภาคธุรกิจก็เช่นเดียวกัน และถ้าลย่งลังเกตจะ ะเห็นว่าคําในภาษาอังกฤษมีความรุนแรงกว่า ภาษาไทย เช่น คําว่า ปิบ๒๐๐๐ ก็บ่งบอกว่ามัน ๕ัน๐๐ โดยตรง ใน | ภาคธุรกิจของตะวันตกกีเป็นลักษณะการสั่งการจากบน์ลงล่าง เช่นเดียวกัน เช่น (ญีม่อ6 โ3%๐๐แผง๐ จะมีอํานาจมาก สามารถที่จะ ทําอะไรก็ได้ : ใต้ต่อมวเขาก็พบว่าธุรกิจมันไปไม่ได้ด้วยวิธีอย่างนั้น วา เพรจัะ: ะขณะนี่ลังคมมีความหลากหลายมาก : .และมนุษย์ก็มีความ ตื่นตัว ไม่มีไครที่จะสามารถใช้อํานาจโดยลิ้งลงไป หรือแม้แต่สอน ก็ยังไม่ได้ผล เพรจะการสอนมีข้อจํากัด . คุณโอฬาร ไชยประวัติ ผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ พูดให้ผมฟังว่า ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ แต่เดิมมีฝ่ายฝึกอบรมพนักงาน แต่พอทําไปโด้พักเดียวก็รู้จําไป : 5ไม่รอด : .6อ๐๓ ชองการฝึกอบรมไปไม่รอด -เขาเลยเปลี่ยนชื่อ 0 หน่วยงานนั้นเป็น ฝ่ายส่งเสริมการเรียนรู้ การฝึกอบรมยังเป็นไปในลักษณะข้างบนลงข้างล่าง คือ คน ที่มีความรู้ไปฝึกคนที่ไม่รู้ มันจะเป็นการจํากัดความงอกงามของคน ซึ่งการจํากัดนี้ก็เป็นไปโดยผู้สอนนั้นเอง ดี คือ ผู้สอนรู้แค่ไหนก็ลงไป 5 แค่นั้น แต่ว่าความงอกงามนีมันไม่มีที่สินสุด มนุษย์สามารถเรียน ซ่ เณ 1๐9 =” ว ซ่ เรืองนั้นเรืองนีได้โดยไม่จํากัด เพราะฉะนั้น ๐๐ก๐๐06 เรืองการ ๒2 0 ห ๑” ม 5 ๑ง ๕๓ ฆ ห ปกครองทีว่ามันพ้นสมัยไปแล้วนัน จึงใช้ได้กับทุกเรือง แม้แต่ใน รซ่ = 4 ณุบ ซ่ ง ๓ 2 ๕=% ๐ เรืองธุรกิจ เรืองการเรียนรู้ เรืองการฝึกอบรม ฯลฯ ดังนัน จึงจําเป็น ต้องมีการล่งเสริมการเรียนรู้ และสิงที่ทางศูนย์ฯและมูลนิธิฯ นํามา ๑” ๓ =ั ต ง | ซ่ ง % ๑” จัก % พูดคุยกันในวันนี ผมคิดว่าเป็นเรืองใหญ่ เพราะถ้าเราจับตรงนีให้ % ๐ ซัด หษ 43| -= 6% = ๑” เข้าใจ และพยายามทํางานตรงนีให้ได้ จะเป็นการพลิกแผ่นดินกัน <= <=. | ข่ ฒ” ” เลยทีเดียว จะเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างสังคมจากแบบหนึงไปสู่อีก ฯ ๑- - =ฆ ซ= =ซ= = =ฆ แบบหนึง และมันจะเปลี่ยนจิตใจ เปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนพฤติกรรม %/ ๑” ของผู้คนในลังคม . ท่านอาจารย์ พุทธทาสภิกขุ ท่าน ' ได้เรียกร้องมาตั้งแต่ "| ปี พ.ศ. 2475 ว่าให้ . ศีลธรรมกลับคืนมา จ อย่าเห็นแก่ตัว ตั้ง ๒% แต่ท่านพุทธทาส เรียกร้องมาคนกลับ ๕ งอ«” ๑ <= ฆฯ ง ๑” ๕= สซ่ “๑= -. เห็นแก่ตัวกันมากขืน ศีลธรรมก็ไม่กลับคืนมา เรืองจิตเป็นเรือง อ ฒณ์ เซ่ 5 ๑” ฝุ ๑ ลสําคัญ แต่เรื่องจิตโดด ๆ มันก็ไปไม่ได้ในโครงสร้าง เพราะโครงสร้าง ๑+” ๑ จรน - ๕ 1 | ฆ” เป็นตัวกําหนดคุณสมบัติ ซึงจะเห็นว่าในทุกเรืองโครงสร้างเป็นตัว กําหนดคุณสมบัติ โครงสร้างของอณูก็กําหนดคุณสมบัติของอณูนัน ตัวอย่าง นํา ทําไมถึงเป็นนํ่า เพราะว่าประกอบไปด้วย ไฮโดรเจน 2 ตัว ออกซิเจน 1 ตัว แต่พอโครงสร้างเป็นอย่างนันจึงเกิดความ 6 4%| ะ <= ะ =ง <=ั ก ง สจ ง เป็นนําขึน และนําทีเกิดขีนไม่ใช่คุณสมบัติของไฮโดรเจน ไม่ใช่ ๑ =ฆ เๆ่ ฆ เว , ๕<= = คุณสมบัติของออกซิเจน แต่เนื่องจากมีโครงสร้างเป็นอย่างนี จึง ๑ %/ ๑“ «| ง < กําหนดคุณสมบัติให้มันเป็นอย่างนี สิงของทีทํา เ๓๕ % «ฟู ฒ” ด้วยไม้เหมือนกัน แต่มีคุณสมบัติต่าง กัน เช่น โต๊ะ เรือ บ้าน มีคุณสมบัติ ไม่เหมือนกัน โต๊ะ ลําหรับเขียนหนังสือ เรือลําหรับลอยน้า บ้านสําหรับเข้าอยู่อาศัย แม้จะทําตีรยไม้เหมือนกัน แต่โครงสร้าง ต่างกัน เพราะฉะนั้นตัวโครงสร้างจึงเป็นตัวกําหนดคุณสมบัติใน ทุกเรื่อง และตรงนี้เป็นสิ่งที่ขาดไปจากภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญา = บ ! งณั ๑ฆ- =ฆไฒฆซส ซ๑ 1 ๑” ไทยคิดโดดๆ แม้แต่พระผู้ใหญ่ทีเป็นนักวิชาการทีมีซือเลี่ยง ท่านมัก จะบอกว่า สังคมประกอบด้วยคนหลายคน ถ้าทุกคนเป็นคนดี ฒ” «๕ «๓ <= ' ฒ” สังคมก็ดีเอง อันนีเป็นการมองอย่างขาดโครงสร้าง ตัวโครงสร้าง ๑” ๑ โห ง ง 1 ๑ ข่ ส @ เณ” 4 เป็นตัวถ้าหนดคุณสมบัติ แต่แน่นอนว่าจิตใจเป็นเรืองทีสําคัญ แต่ ษ เล “ซี 4 ม= ๑ ๕ ซ= ร= ถ้าเรามีโครงสร้างทิดี และพัฒนาจิตใจให้ดีด้วย มันก็จะยิงพัฒนาขีน 4 = ะ ม .ฒ7 % 3 ฒฆ” ฒฆ” =< ไปเรือย ฉะนันต้องพัฒนาให้ครบ และสิงทีเราจะพูดกัน ในวันนี่ .. ก็คือเรืองดังกล่าวนี ดังนันจึงเป็นเรืองใหญ่มาก อาจจะใหญ่ทีสุด . : เง ฒ” ๕๒ ๑ ๑” = ทีเราจะร่วมกันคิดและทํากันขืนมา ๑” ง สณ๑ «๕ สม ๑” ๑” ณุ๋ เว 4ส เง ง อันทีจริงมีงจนวิจัยและตัวอย่างอยู่มากมายในทีต่างๆ แต่ 4 ณิ ๑” เ= 4 ๑ . ๑๐ เง จ ส ๑” มีงานวิจัยอยู่ชืนหนึ่งทีผมนํามาอ้างถึงอยู่เรื่อยๆ คืองานวิจัยของ ร นายโรเบิร์ต พุตนัม ซึงเขาไปวิจัยทีประเทศอิตาลี เหตุทีเขาเลือก ประเทศอิตาลี ก็เพราะทีประเทศอิตาลีเหมือนมีสองประเทศอยู่ ในประเทศเดียวกัน ทางเหนือของอิตาลี เช่น เมืองมิลาน มี เศรษฐกิจดี การเมืองดี ศีลธรรมดี แต่ทางตอนใต้ เช่น เกาะซิชิลี < «9 1 ฒฆ- 4ง่ ณฆฯ ซ%» ๑- «ง น มีพวกมาเฟีย มีการฆ่าหัวคะแนน และอินๆ อีกร้อยแปดยังคงมีอยู่ แม้ว่าจะอยู่ในประเทศเดียวกัน ใช้กฎหมายฉบับเดียวกันก็ตาม เขา เง ม ๒ ๒ «๓ ๐ ' ๑ % ๑” ง ' 5 จึงเข้าไปวิจัย โดยมีคําถามว่าอะไรทําให้มันแตกต่างกันเช่นนัน โดยตั้งสมมติฐาน ว่า อาจเป็นเพราะ ๕๑ «๓ «๕ ๑ ม เศรษฐกิจดี จึงทําให้ «4 ๒๒ ๑ ม การเมืองดี ทําให้ «ม ๒ ๕ ศีลธรรมดี หรือเป็น ๓ ว <่ เพราะปัจจัยอย่างอิน จากหลักฐานการ วิจัย เขาสรุปชัดเจน ว่า ทางตอนเหนือของอิตาลี ลักษณะลังคมเป็นประชาสลังคม (๐๒งป รอ๓อญ) มี ๑1๐ ผลณ์ไต่อก สูง ล่วนทางตอนใต้ เป็นลักษณะสังคม - ๕ ) <= ง ๑ ๑ ๑.% โ๒ แบบที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ จึงสรุปว่า ๓1๐ ผล๕ณ์0๓ เป็นตัว ๑ % ๕ ๕79 ๓ «ง ๕«ง โอ จณ์” «4 ง กําหนดให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี และเขายังพบอีกว่า ง : <= า1 ๑” ๆ4จ งอ แฉฆฒ” บางส่วนเคร่งศาสนาคาธอลิก แต่ศีลธรรมกลับเลือม เพราะว่ามัน ป ฒ” ฆ# ฆ* %7ฉ» | ส ๕๓๑ เป็นไปในลักษณะ “ฉันรัก 0๐0 แต่ไม่ได้รักเพื่อนบ้าน” ซึ่งก็ยังคง =่ ะ - เว ฉ” ๑ เซ่“ เป็นไปในทางดิง ฉะนันเรืองศาสนา ถ้าไม่ระวังมันก็ยังคงเป็นไปใน ทางดิ่งเหมือนประเทศไทยมีพระเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงคุณอันประเสริฐ ะ " เ. ณ์ อ ผด ๓ ง เง ส มาตังห้าสิบกว่าปีแต่เรายังไม่รู้จักรักและเทอดทูนท่านอย่างถูกวิธี 8 คนไทยมีความรักให้กับพระองค์ท่าน แต่ไม่รักเพื่อน ถ้าคนไทยมี จั ฒณฯ ซู ฆ# * อ ณะ* เล ความเข้าใจตรงนี และรู้จักใช้โอกาส คือรักพระเจ้าอยู่หัวด้วย และ ณ+ 2 2 ฆ” ฆข «๕ เว เซ ง ฆ= เอาความรักนันไปสร้างสังคมทีดี เราก็จะก้าวหน้าไปมากกว่านี แต่ก็อย่าไปโทษอะไร เพราะสิงต่างๆ มันก็ต้องมีวิวัฒนาการมี เหตุปัจจัยของมัน ' 4< ณ” - ง ๕๓ ฆ” ๕ เ ฆ ง ซฑ เ เมือสองวันทีผ่านมามีคนดัชต์เล่าให้ผมพังว่า เขาได้อ่าน เอกสาธงานวิจัยโดยคนอเมริกา ซึงชีว่าบทบาทของ (014 ทีเข้ามา ทํางานในเมืองไทยเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ในช่วงนั้น ได้ทําให้ ประชาธิปไตยในเมืองไทยถอยหลัง (5๐๕: 0ล๐๕) ไปสามสิบปี ทังนี ๑4 ก สเง (4 ณ๓ ๕๑ ๓๐ ณซ เป็นเพราะลักษณะงานของ 014 ทีมุ่งแต่เรืองคอมมิวนิสต์เพียง เ - ' 4< ส อย่างเดียวโดยไม่สนใจเรืองอิน ฯ เ ม ถ้าเราเข้าใจ เหตุบั จจัยต่าง ๆ และเรามาช่วยกันทํา เพราะขณะนี้โอกาส มีเยอะมาก ยิงวิกฤต เศรษฐกิจขณะนี ก็ยสิงเป็นโอกาส ฆ้ โอกาสทีจะทําให้ เราได้คิดใหม่ ได้ทบทวนว่ามันเป็นอย่างไร และจะมีทางออก อย่างไรในกระแสโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะกระแสประชาธิปไตย ซึ่งเป็นกระแสใหญ่ที่จะเข้ามามีบทบาทและจะเชื่อมต่อไปอย่างนี้ เมืองไทยถ้าเราดูกระแสประชาธิปไตยตามลําดับจะเห็นว่า ปี พ.ศ. 2475 คํานาจจากพระมหากษัตริย์มาอยู่ที่คณะราษฎร ซึ่ง 9 ก็ลงมาทางดิง ต่อมากองทัพมายืดอํานาจไปจากคณะราษฎร ก็ยัง ลงมาในทางดิง ต่อมาหลัง 14 ตุลาคม บทบาทกองทัพลดน้อยลง เ «- = < ง๕๑ =่ บทบาทของพ่อค้า นักการเมืองเพิ่มมากขีน แต่ก็ยังลงมาทางดิง «๕% ๕34| ณ= «๕% เ. «๕% ม ๑๓๑“« พคถึงปี พ.ศ. 2535 เกิด รสชซ. ยึดอํานาจ พยายามดึงให้กลับไปใน ทางเดิมอีก แต่ไม่สามารถทําได้ จึงเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และเรียกร้องประชาธิปไตยกลับคืนมา ในชณะนีเมืองไทยมาถึงจุด ร่ ๐ | < ฒฯ ง ว ซ่ ทีอํานาจจะเป็นไปในทางราบ คือ ประชาสังคม ท่านทั้งหลายทีมา ประชุมกันในจวันนี มาประชุมถันอยู่ใน = = จุดนี นอกจากนี อะไรๆ หลายอย่าง มันเอืออํานวย ไม่ ท " 4้025- ฟี่ = จ - 0 กล เหมือนเมือ 20-30 เส| เห , เขต ร่ แฟ " ! ปีก่อน ถ้าเป็นเมือ | ห ) . : ๑ ง = เยาม1ล. ไใ๒ กอนมาทาอยางนคง » 1 ๓ ๕ ง = ง 5 ต้องถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ แต่เดียวนีคงจะไม่เป็นแบบนัน | แล้ว เพราะสังคมมันเคลื่อนไปแล้ว และมันมีความร่วมมือกันสูงมาก @ ร<่ ๑ เ = ง ผมเจอฝรั่งคนหนึ่ง ทํางานอยู่ยูนิเซฟ ทีนิวยอร์ค เขามาอยู่ เมืองไทย 4 ปี เขาบอกว่าในเมืองไทยเขาเห็น 50๐81 0ฯ96ถา๐๓6 เห็นคนมาร่วมมือกันเพื่อทําอะไรเป็นจํานวนมาก ผิดถกับประเทศอืน ๆ เว เค ชิด มีทั้งข้าราชการ ทังนักวิชาการ ทั้ง 3ง4605 ทั้งซุมชน ฯลฯ เขาบอก ง ง «3 ฒณ” นี้ไ ว ฒณ์ ง! ๕ ว่าความร่วมมืออันนีใหญ่โตมโหฬารมาก เราอาจจะยังไม่เห็นผล หรือ ฏธ0๕น๐ แต่เราสามารถเห็น อ0๐55 หรือกระบวนการทีมัน ๑ ๕รั ทบษ ซู !: เ ๑2 0๐ ๑4 «๑ 4 == เกิดขีนได้ เป็นต้นว่า การร่วมกันทําแผนพัฒนาฯ ฉบับที 8 ก็ดี - 10 ง ฒ” ซ่ ฒ” เอ ง ฒ” ข่ ” | สี การร่วมกันเคลือนรัฐธรรมนูญก็ดี การร่วมกันเคลื่อนเรืองปฏิรูปการ ศึกษา เรืองประชาลังคม เรืองเศรษฐกิจพอเพียง หรือเรืองอะไร อื่นๆ ก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็น 50๓๕ 0ง๐๓๐ ทั้งนั้น และมัน ไม่จําเป็นต้องเหมือนกัน ให้มันมีความหลากหลาย และมีปริมาณ มากพอ มันจะเกิดการเปลี่ยน และสิงที่เปลี่ยนไปอาจจะไม่เหมือน กันสําหรับแต่ละคน แต่มันจะมีคุณสมบัติใหม่ ขอเพียงให้มีความ อ ฆํ สซ่ ะ หลากหลายและมีจํานวนมากพอทีจะเคลื่อนไป เพราะฉะนันถ้าเรา = 6. ณ” =<=้ ดูตามนีเราสามารถพยากรณ์ได้ว่า สังคมไทยจะดีขน และในระยะ ยาวเราดีกว่าสิงคโปร์แน่นอน เพราะสิงคโปร์เป็นประเทศเล็ก มัน ๑” เ «” ๑ - ! อดแน่น และขาดมรดกทางวฒนธรรม (๐แ๒1เฉล1 6๐๒เลย๐6) ซึง 2= ๕๐ «๑ = 2ฯว "-. ง ๑ ๕ สิงนีลําคัญ และเรามี เยอะ ฉะนันในระยะยาวเราดีกว่าสิงคโปร์ #, ! มาก แม้ในขณะนีเรา ะลําบาก เราจะมี วิกฤต แต่ถ้าเรามอง เห็นแสงในคนาคต เราก็จะไม่ทุกข์มาก จนเกินไป เพราะเรา : ๕ ๑ ซ่=ซซ๊ เ มองเห็นสิงทีดีขีนว่า ยังสามารถ เกิดขืน ฒณ์” เอ ญฒณะ เฉ” = จฆ์” ฒฆ” ลู่ ง ได้ในสังคมของเรา ถ้าเรารักกันมากขีน ถักทอกันมากขึน และไม่ ๐ %/ < ฒฆ” = «” ง = ว ม <ู จําเป็นต้องเหมือนกัน เหมือนกันจะไม่เกิดของใหม่ ถ้าโมเลกุลมี = ๑” ง - = ชนิดเดียวกันหมดจะไม่เกิดเซลล์ขืน ถ้าโมเลกุลหลากหลายและมี ๑ = ญ่ ะ ' ๓ จํานวนมากพอถึงจะเกิดเซลล์ขีน ฉะนันอย่าไปกลัวความหลากหลาย เพราะมันเป็นของดี และเป็นธรรมชาติ 11 . เมื่อผมไปประชุมเรื่องหลักสูตรการศึกษาพื้นฐาน มีคนถาม ผมว่า เห็นพูดอะไรดี ๆ กันมาตั้งเยอะแยะ ไม่เห็นทําอะไรให้มันเป็น จริงขึ้นมาบ้างเลย หลายคนอึดอัด ผมจึงอยากจะแสดงให้เห็นว่า สังคมไทยขณะนี้เป็นสังคมขนาดใหญ่และมีความสลับขับซข้อน และ เชื่อมโยงกับโลกด้วย ทําให้สถาบันทางสังคมแบบเก่าไม่มีพลัง ไม่ว่า จะเป็นการเมือง ศาสนา ข้าราชการ หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยก็ไม่มี พลังเหมือนในลังคมแบบเดิม จึงจําเป็นต้องมีการปฏิรูปลังคมโดย รอบด้าน และต้องทําไปพร้อมกัน ไม่อย่างนั้นมันจะเกิดคําถาม เกิด ข้อสงลัยว่า ถ้าทําอย่างนั้น อย่างนี้ แล้วจะดีจริงอย่างที่พูดหรือไม่ . แต่ถ้าเราสามารถเห็นภาพทั้งหมด และรวู้ว่าสิ่งที่เราทําอยู่ตรงไหน และเชื่อมโยงกับทั้งหมดอย่างไร มันจึงจะมีกําลังใจและจะเกิดพลัง ประการที่ 1 สร้างคุณค่าและจิต สํานึกใหม่ของการ เป็นสังคมใหญ่ที่ต้อง อยู่ร่วมกัน เพราะจิต ของคนขณะนี้ ยัง เห็นแก่ตัว ยังเล่น . พรรคเล่นพวก มี ธขอไ่6 ทน์ท4 น้อย จึงจําเป็นต้องสร้างคุณค่า เพราะถ้าปราศจาก คุณค่ามันเจริญไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือองค์กร หรือลังคมก็ตาม ต้องมีคุณค่า จ = =ฯ ๑7 ประการที 2 เศรษฐกิจพอเพียง ประชาลังคม ฆ้ <= โซ ๑” ๕ ประการที่ 3 ปฏิรูปเศรษฐกิจมหภาคกับระบบการเงน ผม 12 เองเคยอยู่อเมริกา แต่เรียนแพทย์เลยไม่มีความรู้เรืองพวกนีมากนัก แต่ก็เห็นบางอย่างว่า สิงที่เราทํากันในเมืองไทยบางอย่างในอเมริกา ทําไม่ได้ อย่างเช่นเรืองพฤติกรรมของธนาคาร ธนาคารในอเมริกา เขาห้ามมีสาขา ธนาคารตั้งอยู่ทีไหนก็ต้องทําประโยชน์ต่อที่นัน จะไปตั้งสาขาไปทัวประเทศ แล้วไปดูดเงินจากคนทัวประเทศเอามา ให้พวกพ้องหรือญาติทําธุรกิจแล้วเจ็ง แต่เงินนั้นเป็นเงินของ ประชาชนทัวประเทศ อย่างนีในอเมริกาจะทําไม่ได้ หรือจะมาฮัวกัน ระหว่างธนาคารกับธุรกิจอย่างในเมืองไทยก็ไม่ได้ สมมติเรืองเหล็ก เมือธุรกิจผลิตเหล็กออกมามาก แล้วราคาถูกลง บริษัทธุรกิจจะ %/” <= ม ๕จ %” ฒณ์ < เด แกล้งผลิตให้น้อยลง เพื่อให้ราคามันแพงขีน โดยรับทุนจากธนาคาร ณส ๐ = ง นี้ใ , = ๑ เว ' ะ เพื่อดําเนินการ อย่างนีในอํเมริกาทําไม่ได้ เพราะ ลกณ์-ยน56 1]ล ฒฯ ง “-. ฒณ-” < 4ล ง มันแรงมาก ขนาดคนอย่าง บิล เกต ยังต้องขีนศาลเลย จะเห็นว่าใน 4<% » ง =ั๓ ฒณ์ ง ว ฒฑ เว ค <4 ง % =- เมืองไทยสิงเหล่านีมันยังไม่ถูกต้อง ดังนันจึงต้องรีบปฏิรูปให้เกิด -.: - = 800๕ ฮ๐งอฑาลต๐๐ ในเรืองระบบก๊ารเงิน ปฏิรูประบบ รฐ ก็คือปฏิรูป การเมืองกับระบบ <= ราชการ ทีเคยเป็น ข่าวทุจริตกันอยู่ใน. กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตร ๕ และสหกรณ์ แต่ใน ความเป็นจริงแล้วมีการทุจริตกันทุกกระทรวง มีคนมาเล่าให้ผม ฟังแทบทุกวันว่ามีการโกงกันทีไหนบ้าง เป็นเพราะว่าตัวระบบที่มัน 138 ขาดความสมบูรณ์ ระบบราชการที่ตั้งมาร้อยกว่าปี เป็นระบบทีมี ข้อบกพร่อง ขาดการตรวจสอบ ฉ่ะนันจะเอาใครมาทํา มันก็เกิดการ ทุจริตทังนัน ปฏิรูปการ ศึกษาก็สําคัญ =. เพราะถ้าเรายังมี การศึกษาเหมือน เติมเราก็โง่ทั้งชาติ 4<่ - 7 ซึงเป็นเรืองนํ่า ฆฯ ว เสียดาย เพราะเรือง ๒ %” ๓=เ - การเรียนรู้เป็นของ ประเสริฐที่สุด ทําให้เกิดทุกสิงทุกอย่างได้ทังสิน ทําให้เกิดความสุข เกิดอิสรภาพ เกิดความสามารถ เกิดความรู้ตั้งแต่อะตอมไปจนถึง จักรวาล เพราะสมองมนุษย์มีศักยภาพมาก ดังนันจึงจําเป็นต้องมี =ง <= | % %ฯ <= ข= เ=1 การปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้คนไทยได้มีการเรียนรู้ทิเป็นความสุข สืม “| <- <่ ๐ ฝุ เป็นความเบิกบาน เป็นความอลาด เป็นความดี ซึ่งทําได้ไม่ยากและ <=ั๑ %” ๐ เว ขณะนีกําลังลองทําอยู่ ผมเองเป็นประธานคณะกรรมการโรงเรียน เล 1 ฒิ <3 ง ฒฆ ง เ- 2 เอกชนแห่งหนึง และได้ลองทําแบบนี พบว่ามันสล่งผลรวดเร็วมาก เ : 0๐. : 4«=่ เฉ ภายใน 2-3 ลัปดาห์ ไม่ได้ซ้าอย่างทีหลายคนเข้าใจ ง ๕ ๓๑ <่ ง «๓ ร ปฏิรูปสื่อเพื่อสังคม ลือเรามีเยอะมากแต่กลับใช้ไปทางอืน มาตรา 40 ในรัฐธรรมนูญบอกไว้ว่า คลืนวิทยุ คลื่นโทรทัศน์ ต้อง ข 4 « เว 1 ษะ๐ “ เอามาใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะให้มากทีสุด และให้ตั้งองค์กร ส =ั - % 4<่ <= ๓= ซ่ อ ฒ” ๕ ละ ๐ ง อิสระขึนมาเพื่อดูแลการใช้ เรื่องนีเป็นเรืองลําคัญต้องรีบทํา แต่ผม ไม่ได้แปลว่าจะต้องเอาสือให้คนฟังธรรมะกันทังประเทศ แบบนัน 14 ก็ไม่ได้ผล ลือจะทําอย่างไรให้มันสนุก ให้คนอยากดู ให้ดูกันทั้ง ประเทศ แต่ดูแล้วต้องได้ประโยชน์ ได้ความรู้ มันจะทําให้เกิดการ ่ ะรู «= = ๐ 4 ๑4 ง ร3 เปลี่ยนแปลงโดยรวดเร็ว ดังนันเราจึงต้้องลงทุนทําเรืองดังกล่าวนี้ ปฏิรูปกฎหมาย ซ่ , เป็นเรืองใหญ่ผมเอง เป็นกรรมการ ของ สภาพัฒน์ฯ ในคราว = ทีมีการระดมความ = ร่ เ คิดเพื่อร่างแผน «๑+” จ ฆ้ พัฒนาฯ อบับ ที 8 คุณอักขราทร จฉ” ๕6 ง ต๑ง ห ง -! จุฬารัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้บอกว่า เรือง กฎหมายจะทําให้เกิดความรุนแรงในบ้านเมือง เพราะว่ากฎหมาย ๑” ซ% ๐ ๐ «” «๕3 < ม/ ง๑ ซ่ ๑= ม 4 มันมีอํานาจมาก และอํานาจของมันคือยืดให้อยู่กับที ยืดให้เหมือน =% ง ๑” จจ” 1 ฆํ ๑” ๓ฉ” ซ จ+ ๒ฑี่ ง ฯ9 เดิม แต่สังคมมันมีแรงต่างๆ ทีจะผลักดันให้สังคมมันเคลือนไป เมือ 8 ว เว ทังแรงเคลือนและแรงยืดต่างก็มีพลังมากทังคู่ มันจึงเกิดการฉีกขาด ปัญหาหลายอย่างทีเกิดขินตอนนี ก็มาจากความขัดแย้งระหว่าง กฎหมายกับความเป็นจริงในสังคม ผมเคยไปท้าทายนักนิติศาสตร์ ให้แก้ไขกฎหมายหลายครั้ง เขาก็บอกว่าการแก้ไขทําได้ยาก มีแต่ ปัญหาและอุปสรรค ผมจึงท้าทายให้นักนิติศาสตร์มาร่วมตัวกัน ๑ เจ = ๕ บ - = ปฏิรูปกฎหมาย ผมท้าทายมาประมาณสามปีเห็นจะได้ มาถึงตอนนี «๓ ง ง =๕=ั . ๑จ ง = ม มีทีท่าว่าจะดีขี่น เพราะธนาคารโลกได้อนุมัติเงินช่วยเหลือแบบให้ : ง ๕๐ ๕ส ๐ 4 = ๕ = ๑=๑ ขี่ เปล่า 700,000 ดอลล่าร์เพื่อทําเรืองปฏิรูปกฎหมายก็มี ดร.กิตติพงษ์ 4 เอ ณ” ฒ” ๒ ๕ ” = ส ซ์ = แห่งลํานักอัยการสูงสุด, ดตร.กิตติศักดิ์ ปรกติ, ตร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ 15 และท่านอื่นๆ ได้รวมตัวกัน เพื่อที่จะทําเรื่องนี้แม้จะยากมากแต่ ก็ต้องทํา เพราะว่ากฎหมายบางฉบับมันบุกรุกราษฎร (เป็นคําของ พระเจ้าอยู่หัว) เช่น กฎหมายป่าสงวนปี พ.ศ. 2507 ทําให้คน เดือดร้อนมาก เพราะเป็นกฎหมายที่ให้อํานาจข้าราชการในการ ที่จะขีดวงว่าจะให้ตรงไหนเป็นป่าสงวน ประชาชนจํานวนกว่า สิบล้านคนเดือดร้อน ต้องถูกขับไล่ออกจากป่า จึงเกิดการปะทะกัน บางครั้งเกิดความรุนแรงถึงกับเลือดตกยางออก เป็นปัญหาเรื้อรังมา ตลอด นอกจากนี้ยังเกิดปัญหาการเลือกปฏิบัติ เช่น ขับไล่คนจนให้ ออกจากป่า แต่กลับปล่อยให้สนามกอล์ฟ รีสอร์ต เข้าไปได้ จึงเกิด ปัญหามากมาย พระเจ้าอยู่หัว ทรงรับสั่งเกี่ยวกับ เรื่องนี้ในปี พ.ศ. 2516 กับคณะ กรรมการจัดงาน วันรพี ว่า กฎหมาย ดังกล่าวนี้มันบุกรุก ราษฎร แต่จนถึง ฉ- ๕๕ ฉ” ง = ๓จ ซ ง % = ๑- ม ปัจจุบันก็ยังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง จะเห็นว่าแม้จะมีคนรักพระเจ้า อยู่หัวมาก แต่ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อธิบดีกรม ย 7 จฉ4 ง ง 4 - ๑” ย ๕= ร ๐ ป่าไม้ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเรืองชุมชนกับป่า เขาก็จะใช้อํานาจตาม | ) ๓= % ง «= ๑” ร< ๕ ๕ กฎหมายที่มีอยู่ ดังนั้นเมื่อเกิดความขัดแย้งขีน เราก็จะได้เห็นความ เรซี่ «-: รุนแรง ผมเตือนมาหลายปีว่าเรืองคนจนกับการแย่งชิงทรัพยากรใน ๐ ' ม ๒- ส4 ๓๐ ฆ ม ซนบท จะนําไปสู่ความรุนแรงในบ้านเมือง ซึ่งก็มาจากการทีผมได้ 16 ไปอยู่กับชาวบ้านอยู่เรือยๆ จึงเห็นแนวโน้มอย่างนี จึงเอามาเล่ามา เตือนกัน นักการเมืองบางคนยังชอบว่าผมอยู่เรือย ๆ หาว่าผมซอบ พูดถึงแต่เรืองความรุนแรง แต่ผมก็ไม่ได้โต้ตอบอะไร เพราะผม ก็เห็นใจทุกคนที่อยู่ในความบีบค้น <ซขั๋ <=@ 2) !. เล ๓ เว การปกครอง ที่ประชาชนมีส่วนร่วมจะทําได้อย่างไร ? ขณะนีเรามี <= ง อบต.ทีเป็นหน่วย การปกครองใน ระดับท้องถิน ประชาชนสามารถ <ฬู ง ง แด มีล่วนร่วมได้โดย การลงสมัครรับ เลือกตังเข้าไปเป็น ๑ เว ๑ ง ง=โ๑- 6 ๕«๕ ๐ ๕6 สมาชิกสภา อบต. แต่ผมคิดว่าแค่นียังไม่เพียงพอเพราะถ้าทําเพียง า = ฆ” 2 <= ฒ” เซ ล ๑” «2| =่ เท่านี มันก็จะเหมือนกับเป็นองค์กรการปกครองทียังคงเป็นเรือง ของอํานาจ ศาสตราจารย์ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ได้เคยพยากรณ์ ไว้ว่าจะเกิดมิคลัญญีทีตําบล เพราะว่าจะเกิดการแย่งซิงงบประมาณ แย่งซิงผลประโยชน์กันตรงนัน ผมจึงคิดว่าเราต้องเอา อบต.มา - ณ” ๑” - สซ่ เ ว เซีอมโยงกับประชาสังคมหรือประชาคมที่อยู่ตรงนัน และสามารถ ทําได้ไม่ยาก และมีตัวอย่างให้เห็นแล้ว %/ ม ถ้าเราไปสนใจเฉพาะ อบต. และพยายามไปสอนชาวบ้าน ม ม ๕๑ ๑7” ๕๕ เม| ซ่ ๒๑ง ' ! «๑ เ ให้เข้าใจ อบต. ความจริงมันก็เป็นเรืองดี แต่ผมว่ามันไม่พอและ เห็นผลข้า ผมคิดว่าต้องปรับรูปแบบ โดยเอา อบต.มาเชซือมกับ ฒ” <4่ | ร่ จ่ ๐ ฆเ 2 ฒณ” ว3-= <่ @ ประชาสังคม ซึงเป็นเรืองทีทําได้ง่าย ถ้าเรามัวแต่คิดพูดเรืองอํานาจ 17 มันจะทะเลาะกันนาน ฉะนั้นต้องแปรวิธีคิดเลียใหม่ เปลี่ยน ฝ่า6๓า6 การคิดเปลี่ยนโจทย์เสียใหม่เป็นว่า ทําอย่างไรทุกตําบลจึงจะร่วมกันแก้ปัญหาให้หายจนได้? เพราะถ้าเรา ไปพูดเรื่องการศึกษา หรือเรื่องอื่นๆ คน จะไม่สนใจ ผมรู้ เพราะว่าผมทํ้างาน | ในชุมชนมานานร่วม ๑” ฒ” = หชษ ซ่ งม ๕' ซี่ จังหวัดสุพรรณบุรี ด้วยความทีเราไม่รู้ เราก็ไปถามชาวบ้านใน 5 - «๑- ยีสิบปี ในสมัยที่ผม ๑ “. ไปทํางานซุมชนที ษ เม ง ฆ บยา 4ง ะ ๑ ๑๓๑” ท้องไร่ท้องนาว่าอยากเรียนอะไร เพราะเรารู้ว่าการเรียนนันลําคัญ แต่ขาวบ้านเขาตอบว่า เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอยากจะเรียนอะไร เขารู้แต่ว่าอยากรวย เพราะตัวเขามีฐานะยากจน ดังนันจึงต้องเอา ลําดับความสําคัญของชาวบ้านเป็นตัวตัง ง อ ๐ ๑” ๐ ๑” -. , ที่ผ่านมาเรายึดถือลําดับความสําคัญตามทีกรมกองในส่วน ๑ ' : เ =<=ั บ 4 อ กลางกําหนดมาโดยตลอด เช่น กรมหนึ่งบอกว่า ปีนีจะเน้นเรืองล้วม ม เซ » ง ง ษ ษ จะให้มีล้วมครบทุกบ้าน ข้าราชการในกรมก็สนองตอบ เร่งสร้างสล้วม ๓ 5 เว ๕ณฆ ๑” เว 5 เ กันทั้งประเทศ ชาวบ้านก็เวียนหัวมาก ชาวบ้านเขาไม่เข้าใจว่าส้วม ฒ” ๑ งเง.« ณ” ฟ ง ค. ๆ า ฒ” ๒ง มันสําคัญกับเขาอย่างไร แต่สิงทีเขารู้สึกว่าเป็นปัญหากับเขาจริง ๆ ๕ ง 6 4 ฆู๓ ง =: ซ่ ก็คือ เรืองปากท้อง อีกตัวอย่างหนึ่ง ทีกระทรวงสาธารณสุขไป รณรงค์เรืองสุขภาพฟัน ชาวบ้านเขาก็บอกว่า ถ้าฟันดีแต่ไม่มีอะไร =< <@ «“ ๒ว 1 ม จะเคียวจะมีประโยชน์อะไร จะเห็นว่ากระทรวงสาธารณสุขเป็น 18 กระทรวงที่ทําอะไรเยอะ แต่ไปยืดเอาลําดับความสําคัญของ กระทรวงเป็นหลัก เช่น ไปตั้งกองทุนยา กองทุนสุขาภิบาล เป็นต้น แต่พอมหาวิทยาลัยมหิดลไปสํารวจก็กลับพบว่า ชาวบ้านให้ความ ลําคัญกับสุขภาพคนน้อยกว่าสุขภาพควายเลียอีก ฉอะนันต้องเอา ลําดับความสําคัญของชาวบ้านเป็นตัวกตั้ง ซาวบ้านจึงจะสนใจ และ เราสามารถจับหลักได้ไม่ยาก ถ้าพูดเรืองสังคมให้เอาเรืองเศรษฐกิจ ฒู่ ๑ ๐ บ - - บ 4 ๑” ๕ = ๐ เป็นตัวนํา ถ้าพูดเรืองเศรษฐกิจให้เอาเรืองสังคมเป็นตัวนํา มันจะ กลับกัน เพราะฉะนันตรงนีมันจะต้องมีการเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ อาจจะโดยการตังคําถามใหม่ว่า ทําอย่างไร ๐ "4 ตําบลทั้ง 7,000 ๐ 7 9 :-) ๑๐๕๐๐ ตําบล จะหายจน? ต้อ0เปลี่ยนวิธีคิด คนจะสนใจมาก และ ตรงนี้ทําได้ไม่ยาก หี้ 0ปต. เชี่อโย0 กระทรวงมหาดไทย กับ ประชาคมตําบอ” ก็กําลังทําตรงนี้อยู่ และถ้าทั้ง 7,000 ตําบลหายจน อํานาจซื้อก็จะมีมาก และเศรษฐกิจข้างบนมันก็จะ ดีขึ้น และตั้งอยู่บนฐานที่มั่นคงด้วย 9 เ..ชซ่ ๐ ' ง ซ= 1 . ผมขอยกตัวอย่างที่ตําบลหัวลําโรง อม.ท่ารุ้ง จ.ลพบุรี มี ะ ผู โจง 6 « ง = รสํ ข้าราชการ คนหนึ่ง สังกัดลํานักงานวัฒนธรรมแห่งชาติ ชือคุณ 4 อํานวย จันเงิน เป็นคนในตําบลนัน เชาทํางานวันจันทร์ถึงวันศุกร์ % «- ล = ๕ ๑ สบ ๑ .ฯ ๑ ๑= ๑ วนเสาร-อาทตยกกลบมาทบาน สงทเขาทาคอ ไปชวนคนมาคุยกัน ฆุ ๑ ซั บ เร@ ๕๑= ” 3 เขาทําแค่นีเอง แล้วอย่างอิน ก็เกิดตามมาเอง ทีแท้ตรงนีเป็นธรรมะ 19 . ทีพระพุทธเจ้าสอนมานานแล้ว เรียกว่า อปริหานิยธรรม เป็น ธรรมะเพื่อความเจริญ เป็นธรรมะเพื่อความไม่ฉิบหาย ได้แก่ หนึ่ง หมันประชุมกันเป็นเนื่องนิจ 4 « ฒ” ฆ ๕ ณ” = สอง พร้อมเพรียงกัน ประซุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม สาม พร้อมเพรียงกันกระทํากิจทีพึงกระทํา เว ขบ, ซฑ = ซ ๐ < = พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่าถ้าอยากเจริญให้ทําตามนี. อปริหานิย ธรรม เป็นอันเดียวกับ วัชชีธรรม ฉะนัน อปริหานิยธรรม จึงเป็น ปัจจัยเพื่อความเข้มแข็งของสังคม คุณอํานวย จ ๑ ซ๕ จั้นเงิน ก็ทําอย่างที่ ว่านี้ คือไปชวนคน มาคุยกัน ประกอบ กับทรัพยากรใน ตําบลหัวสําโรงที่ มากมาย โดยทัวๆ 9 <่ . ไปในตําบลหนึ่งๆ จะมีโรงเรียนอยู่ประมาณ 5 โรงเรียน มีวัดประมาณ 5 วัด มี สถานีอนามัยอยู่ 1-2 แห่ง มีพัฒนากร มีเกษตรตําบล และใน == ๑7” 4 < ๑ 2 ๕ ม ขณะนีมีปลัด อบต. ซึงจบปริญญาตรี อยู่ในทุกตําบล ทังนียังไม่ได้ นับปราชญ์ชาวบ้านอีก เวลาเราลงไปในซุมชนเราจะพบว่าชาวบ้าน ฉลาดมาก บางคนเก่งกว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยเสียอีก ทีตําบล ณ” ๐ -= 4 ศ รจ4ํ ร<ํ = 1 1 ๕ 4 หัวลําโรง มีผู้หญิงคนหนึ่ง ซือ ป้าสงวน ซึ่งเป็นคนทีเก่งจริง ๆ รู้หมด >: ๐ =ง , ง ทุกเรืองของตําบล และใจดีมาก ชอบช่วยเหลือคนอื่น เวลามีงาน ซ่ ม ว ฑ์ ' ศพทีไหน ป้าสงวนจะต้องไปช่วยงานและเอามุ้งขนาดใหญ่สามารถ 20 นอนได้ 20 คนติดตัวไปด้วย เพื่อให้คนที่มาช่วยงานได้นอน พักผ่อน ตัวอย่างปราชญ์ชาวบ้านแบบนี้จะมีในทุกขุมชน เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าทรัพยากร ร "ก ' ที่มีอยู่ในตําบลมี “ถ้าทําอะไร ยัยต้อ0ขี่อขา ม % ม พร้อม ขอเพียงให้ ขาวบ้านได้มาร่วม 0บประมาณ แสด0ว่า ก็นสง อย่าง แนวทายนั้นทําได้น้อย,, อยางคุณอานวยก ไปชวนคนมาคุยกัน ชวนครู ชวนพระ ชวนกรรมการ อบต. ชวนปราชญ์ชาวบ้าน มาคุย เ ๑ ๑ เช « กันว่าในตําบลของเราควรจะทําอะไร แต่ทั้งนีต้องอาศัยความ ' ง เ ๑” เส อดทน เพราะในตอนแรก ๆ คงไม่มีใครมาร่วมด้วยเท่าใดนัก แต่เมือ ฯ เง = ชวนไปนานๆ คนที่ถูกชวนจะเกรงใจ และเข้าร่วมด้วยในทิสุด อาจ , ร ง ๑ จู่« 4 จะใช้เวลาสัก 3-4 เดือน เช่น ครูสน รูปสูง ทําแบบเดียวกันนี่ทีบ้าน ท่านางแนว อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น ๆ ฯ= ๐ «๓ ๐ จ “ 2 ๕ ๑ กลับมาทีตําบลหัวสําโรง เมื่อคุยกันหลายๆ ครังก็เกิด 1 1 "วู ง ๑ ดง = ตี่ กลุ่มต่างๆ ขืน ประมาณ 30 กลุ่มในตําบลเดียว .และเพิ่มขืน ร= - ปู 7 ง ๑ เรือยๆ จนเกือบถึง 50 กลุ่มในปัจจุบัน เช่น กลุ่มทําเกษตรผสม เอ ง . = เซ๐ « ผสาน กลุ่มทําหัตถกรรม กลุ่มแม่บ้าน ซึงเป็นกลุ่มที่สําคัญมาก จะ เง ฝุ เร ะ ซ่ 1๐ ๕ ง ขาดกลุ่มผู้หญิงไม่ได้ไม่เซ่นนั้นจะพัฒนาไม่สําเร็จ กลุ่มแปรรูป =. เจ โซ อาหาร ซึ่งคนไทยต้องฝึกการแปรรูปอาหาร เพราะเมืองไทยอุดม สมบูรณ์มาก คนไทยยังไม่ชํานาญในการแปรรูปอาหาร แต่ถ้าเป็น = ส2! , ง จีน เกาหลี ญี่ปุ่น จะเก่งมาก เพราะเป็นเมืองหนาว ถ้าไม่แปรรูป 21 อาหารก็จะอดตาย ตัวอย่างเช่น ปลูกมะเขือเทศ ถ้าเหลือก็นํามา ทําน่ามะเขือเทศ จะใส่กระป๋องหรือขวดก็ได้ ภาคอุตสาหกรรมต้อง เข้าไปส่งเสริมในจุดนี = ขณะนซาว ๕ %” เซ บ้านก้าวหน้าไปมาก - 0 ทีจังหวัดสุรินทร์ กลุ่ม หลวงพ่อนาน ส่ง ออกข้าวไปขายประ- เทศสวิสเซอร์แลนด์ ชี่ ขณะนี ข้าวปลอด ซ่ = «- สารเป็นทินิยมกัน ณั ๑ ฒ” สว มาก และที่ลําคัญต้องติดแบรนด์เนมของชุมชนด้วย ชาวบ้านจะ ภูมิใจมากและจะพยายามรักษามาตรฐานของสินค้าเอาไว้ จะเห็น เ ร่ 9 = นี้ได้ ว่าเรืองอุตสาหกรรมสามารถเข้าไปเซือมโยงตรงนีได้ ฆ= ๆร่ ส4 = ๐ ! -= ด จ = อีกเรืองหนึ่งที่ทําง่ายมากและเกียวพันกับเรื่องเศรษฐกิจ ๆ ”- ฒณ” ๐ คือ ที่ตําบลหัวสําโรงจะมีกลุ่มศึกษาประวัติศาสตร์ตําบล มีครู มีพระ มีปราชญ์ชาวบ้านเข้าร่วม และทําได้โดยไม่ต้องไปของบ เ <= ๐ 5 ประมาณ แสดงว่าแนวทางนีสามารถทําได้ทังประเทศ เพราะถ้าจะ ๐ ' ฒ” 4< เ-2 1 ะ ๑ ทําอะไรแล้วยังต้องพึงพางบประมาณก็แสดงว่าแนวทางนันทํา บ เ 4สั เษ ว ๐๑ =๓๑ ซ่ ได้น้อย กลุ่มนีไม่ต้องใช้งบประมาณเลยในการทําวิจัย เพราะที ตําบลหัวลําโรงมีวัดร้างอยู่ถึง 18 วัด แสดงถึงความเจริญในอดีต :. <=, < ณ์ ๕ ๐ «๓ ๕ ณ๑= ๑ ๕ กลุ่มทีว่านีก็ไปศึกษาประวัติศาสตร์ตําบล และจัดตังพิพิธภัณฑ์ของ ๑ ร= <= ๑” 9 ง | ส5 == -= เลื ตําบลขีน โดยตกลงเลือกเอาวัดร้างแห่งหนึงเป็นทิตังพิพิธภัณฑ์ เซี ซ ง ง ห ๕ ห ๑” ๕ ฒ” เม ชาวบ้านก็มอบของเก่าทีแต่ละบ้านเก็บเอาไว้ มาให้กับพิพิธภัณฑ์ “ 22 ณซณ «= 4 4 = ๐ == = - ฆฯ , ฯซ่ และอีกวัดหนึงทีลพบุรี เขาทําพิพิธภัณฑ์เรือ เขาเคาเรือเก่า ๆ ที่คน ทิงผู รวบรวมมาเก็บไว้ ทีพิพิธภัณฑ์ คนก็อยากมาดู มาศึกษา การรู้ประวัติศาสตร์กับการมีพิพิธภัณฑ์ตําบลมันให้พลังทาง <= ง จิตวิญญาณของกลุ่ม นักเศรษฐศาสตร์อาจจะไม่ค่อยเข้าใจว่า มิติทางจิตวิญญาณมันเกี่ยวพันกับเศรษฐศาสตร์ได้อย่างไร ผมขอ อธิบายโดยยกตัวอย่างจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นจังหวัดที่ใหญ่ มาก แต่ก็ไม่มีใครคิดจะแยกออกมาเป็นจังหวัดใหม่ ไม่เหมือนกับ จังหวัดอุบลราชธานีที่แยกออกเป็นจังหวัดอํานาจเจริญกับจังหวัด ยโสธร เพราะคนโคราชไม่อยากสูญ “ยําโม” เป็นประวัติศาสตร์ ที่ให้พลังกับคนที่นั่น และถ้ามีนักวิจัยไปวิจัยว่า “ย่าโม” ไม่มีจริง คนโคราชเป็นหมื่นคนคงอยากจะรุมฆ่า เพราะมันเกี่ยวกับเศรษฐกิจ ของชาวเขา เศรษฐกิจของโคราชล้วนเกี่ยวข้องกับ “ย่าโม” ทั้งนั้น ผมเป็นคน เมืองกาญจนบุรี วันหนึ่งอาจารย์ ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม พาผมไปยืนระหว่าง ภูเขาสองลูกที่ลาด- หญ้า แล้วบอกผมว่า สงคราม เก้าทัพรบ ๑” ร= - ๐ ๑๓๑” ๕% ง ๕ ง 9 เจ4 ๕๐ ๕« กันตรงนี ตรงทิผมกําลังยืนอยู่ จะเห็นว่าถ้าเรารู้ประวัติศาสตร์ ๓ : ะ ๐๕ มันจะมีความหมาย คนเราถ้ารู้ความหมาย ตรงนันมันก็มีประโยชน์ =ฆฯ ณ= ๆ%ต จ! ซฆ 4 ๕54 ๕ และจะมีประโยชน์ในทางเศรษฐกิจด้วย เมือเราเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ๕ = ๑” = ! จง เราก็จะเกิดความรู้สึกอยากอนุรักษ์สถานทิต่างๆ ทิมีความหมาย . 6828 ะ2 ๕ ฆ ฆ ๑ =%«= ๆ = เวร ง ฉะนันก็จะต้องมีการทําวิจัยให้เราเกิดความรู้ขืนในทุกตารางนิว เ ๑= =- =! = ๕ -= =% ของแผ่นดินไทย แล้วมันจะมีค่าทางเศรษฐกิจขึนมากทีเดียว และ เราสามารถทําได้ เพราะเรามีโครงสร้างอยู่แล้วในแต่ละตําบล เรา ฆ =ฯ = ๑ ง = มีครู มีพระ มีปราชญ์ชาวบ้านอยู่ในทุกตําบล การท่องเทียวเป็น สร่ ๐ «๑ เจ ๐๑ ๑ ม๑ 5 - เรื่องสําคัญ ถ้าเราทําให้ดีทั้งการท่องเทียวในประเทศและจาก ต่างประเทศ เราก็จะได้เงินมา และถ้าทําให้ดีจะเป็นการกระตุ้น เ 2 =๓๑ ฆ = ๑” ๕ ฆฑฯ ทุกอย่าง ทังการวิจัย การเรียนรู้ คนทีเป็นมัคคุเทศก์ก็ต้องมีความรู้ ร= 4<ั = 4 =: = =ๆ < ลึกซึงสามารถอธิบายได้ คนทีมาเทียวก็ได้ประโยชน์ ในขณะ - 6 ๓ ๐ ๑7 ๓ ๕ ณี ๑ ๐ เดียวกันก็เป็นการกระจายรายได้ทีสําคัญมาก ดังนัน ทีระดับตําบล - ๑ เ =: ฆฒฆ== ๑ ๑ ฯ= ส= จึงควรทําการท่องเทียวชุมชน มีพิพิธภัณฑ์ตําบลให้คนทีมาเทียวจะ เ ค ๑ ด =ฯ ม= = ๕ ! ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ และมีรายได้ทีเกิดขืนแก่ชุมชน ”. มาถึงเรือง ง = เศรษฐกิจชุมชน ที โคร0สร้ายในตําบล เธามี ด เบลหัวลําโรงมี ๕ การรวมตัวกันทํา คร ขธะ ปราชญ์ชาวบ้าน ดแลจชุมชน ' , ๑ รวมตัวกันตั้งปั๊ม อยู่โนทุกตําบล น้ามัน เปิดร้านค้า ชุมชน ขายอาหาร ส= “จ! ๑ -. เว คนที่มาเทียว ขายอาหารปลอดสาร ขายสมุนไพร ทําเครื่องสีข้าว ส= ฒฆมบม = เจ ะหตหษ ฆ บ ๕= ที่สามารถสีด้วยมือได้ เอามาตังไว้ ใครอยากลองสีข้าวด้วยมือ 0 เว » « ๑ สๆ เว ซ่ สฆุ ๕<๕๑ ตนเอง แล้วเอาข้าวกล้องกลับไปกินทีบ้านก็ได้ คนทีมาเทียวก็มี สฆหท บ ฒ=ฆบ บม = เว ๕ ที่ได้ ๑ ความสุขทีได้ลองลีข้าวด้วยมือตนเอง ชาวบ้านก็มีความสุขทีได้ทํา ร ฯ =ั๐ «๑ ส= 6 เครื่องสีข้าวออกมาขาย และในขณะนีกําลังขยายไปขายในทีต่าง ๆ 'นอกตําบลด้วย 2 นอกจากนี่ยังมีการตังศูนย์การแพทย์แผนไทย และให้บริการ 3 อย่าง ได้แก่ 1. นวดแผนไทย 2. ประคบด้วยสมุนไพร- 3. ขายยา สมุนไพรทีพิสูจน์แล้วว่ามีประโยชน์ คนทีปวดเมือยก็ไม่ต้องไป ร | ง คา ๕% . 1 ฉะ ' ๒4 ซือยาต่างประเทศมากิน เงินทองก็ไม่ตกไปอยู่กับต่างชาติ และการ ง = ๑หบ ขบห ๐ห9บ 3 รั » ง นวดนีคนตาบอดก็สามารถทําได้ ถ้าทําได้อย่างนี รายได้จะตกแก่ ส ๕ , = ๑๓ 4จ คนไทย และยาสมุนไพรทีดี ๆ เราก็มีเยอะ อย่างขมีนขันนีสามารถ เว ข ษณ 6 ณ=ณ ๕ ๑” 1 ษ แก้ปวดท้องได้ดีกว่ายาอะลัมมิลค์ การวิจัยระบูชัดว่าอาการปวดท้อง กินอะลัมมิลค์แล้วจะหาย 85% แต่ถ้ากินขมินขัน หาย 95% ลอง = ง อ» ๕% ชาชาระ ษ» ฆฯ เว นึกภาพว่าถ้าทั้งประเทศใช้ขมินชันทังหมด ชาวบ้านจะมีรายได้ เท่าไหร่ จั นอกจากนี «๑ ฒ= |! 4่ ฆ ยังมีกลุ่มอืนฯ อีก เช่น กลุ่มตังกองทุน โดยตกลงกันว่าจะ ประหยัดเงินกัน ๒ง : ง เตดือนละเท่าไหร่ แล้วเอามารวมกัน เด ตั้งเป็นกองทุนไว้ «๓ - แู ฒณ” ๕ 4 ม=- บางทีเรียก กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ชาวบ้านสามารถมากู้เงินเอาไป ทํามาหากินได้ เท่ากับชาวบ้านมีธนาคารของพรกเขาเองในหมู่บ้าน = ๐ ๕ ฐิ ฆ” 4๕% ว ทีจังหวัดสงขลา กลุ่มของคุณอัมพร ด้วงปาน มีเงินหมุนเวียนอยู่ถึง ) =่ ๐ . ส - 400-500 ล้านบาท กองทุนที่ตําบลคลองเปี๊ยะ มีสมาชิกประมาณ “" ' ณี ๕ 3,000 คน ขณะนีมีเงินทุนประมาณ 50 ล้านบาท และเพิ่มขืน «ท ฒ” ส ๕ ๕4 | ๒ % %# ทุกเดือน ที่จังหวัดตราด พระสุบินองค์เดียวไปล่งเสริมชาวบ้านให้ 25 ตั้งกองทุนกว่าร้อยหมู่บ้าน และจะเป็นจังหวัดแรกทีจะมีกองทุน ครบทุกหมู่บ้าน เพราะเป็นจังหวัดเล็ก ที่ตําบลหัวสําโรงกถ็มีกลุ่ม ณ ๕« ต ฆ < ๕ ฆ , เ 5 ลักษณะเดียวกันนี และมีหลายกลุ่มร่วม ทั้งครู พระ ปราชญ์ เว ๕< ๕ ง 3 ว = ”- 0 ง ชาวบ้านอบต.ก็เป็นกลุ่มหนึ่งในนัน ตรงนีเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ «๑” - «๓ ๕2 *» โดยเอาประชาสังคมหรือประชาคมเป็นตัวตั้ง แล้วเอา อบต.เป็น 1 ฆ «๕ ๑” ง ง = <-= เ ส่วนหนึงของประชาคมทีนัน และมันไม่ยากทีจะก่อเกิดเพียงแต่ จ้ว จซ่ หษ เจ ณส่ เ บ = มีใครสักคนทีจะเข้าไปชวนชาวบ้านพูดคุย เพื่อก่อให้เกิดการรวม เ 9 « ๕ งื ๑” «- , ง «๑ กลุ่มกันขีน และเชือมโยงกับทรัพยากรภายนอกกลุ่ม แต่ปัจจัย ๑ ๑4 เซ ๑” ซ่ เว 2 ลําคัญอยู่ที่จะมีใครสักคนที่จะมีใจชวนชาวบ้านคุยได้นานๆ เพราะ ต้องใช้เวลาหลายเดือน เนื่องจาก ทธัยยาก8ในตําบล [ลจ 227ต้าบค ก็มีมากมายเกินพอ ม๊บากมบายเกินขอ เป็นต้นว่า มีทั้งปลัด 2 ๓ อบต. เกษตรตําบล ขท0พธะ คร ปุฒนาก5 พัฒนากร พระ ครู เกษต8ตําบล และอยค์ก5เอกชน และจาจมืองค์กร เอกชน และหน่วย งานของกรมการปกครองอีก ผมจึงอยากจะเสนอยุทธศาสตร์ใน ๑ =ซ ที่ได้ ว ๕ “ฑ การทํางาน -ผมมีความดีใจทีได้มาเห็นศูนย์ศึกษาและพัฒนาการ ปกครองท้องถิน ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทราบจาก คุณอุดร ตันติสุนทร มานานแล้วว่า ท่านได้ริเริมตั้งมูลนิธิล่งเสริม การปกครองท้องถิน ท่านเคยเป็น ส.ส. เคยเป็นรัฐมนตรี แล้วท่าน ๕๑ ง สร่ ๑ [ =- = ก็เลิกเล่นการเมือง เพื่อมาทํางานด้านการส่งเสริมการปกครองท้องถิน 26 เพราะเห็นว่าสําคัญกว่า ท่านเห็นว่าจะเป็นการช่วยพัฒนาการเมือง ไทยให้มันดีขึ้นได้ มากกว่าที่จะไปนั่งเป็น ส.ส. ผมเห็นคุณค่าตรงนี้ จึงคิดว่ามูลนิธิส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกับศูนย์ศึกษาและพัฒนา การปกครองท้องถิ่น น่าจะเป็นตัวที่ทําให้เกิดความต่อเนื่องได้ใน การล่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผมจึงอยากเสนอแนะให้ศูนย์ฯ กับ มูลนิธิฯ ทําเรื่องต่างๆ สัก 5 ประการ คือ ประการ 1 ศูนย์ฯกับ ลนิธิฯ ควรลงไป ห้ปธะชาคบธ58มบศาสตร์ ดูงานในชุมชนและ ข้าไปปิส่วนธ่วยในภา5 ศึกษาจุดทีประสบ ๓ ๑ ความลําเร็จ เพื่อ อยี0!ส5ิกาธปกค5007้อ0มิน เป็นตัวอย่าง จนเกิด ที่ประชาสั0คมมีส่วน8่วม ควรามรู้จากของจริง ๒= 0 8 และเกิดความมันใจ มฯ ๑ ๑ ประการที่ 2 นําข้อมูลที่ไปศึกษามาทําเป็นโครงการ แล้ว ให้ประชาคมธรรมศาสตร์เข้าไปมีส่วนร่วม ผมเองเป็นกรรมการ = ๑” ญู ณ ง ก « ๑ สภามหาวิทยาลัย มองเห็นว่าธรรมศาสตร์มีพลังที่จะทําอะไรได้ , ๕ เวช่เ == ม ๆสับ ค , ' มากกว่านี เท่าที่ผ่านมามีกิจกรรมทางด้านนีน้อย เนื่องจากไปมุ่งแต่ จ่าจะเปิดหลักสูตรอะไร จะทําวิจัยอะไร ผมจึงบอกกับอธิการบดี เ = ๑” ง « = « 1 คนใหม่ว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์น่าจะจับเรืองทีมันเป็นเรือง ง ๑ 4 ะ ๑ ๕ ใหญ่ๆ ของบ้านเมือง และพยายามทําเรืองนันให้ลําเร็จ ซ่ ม> ๕ ห ง ๓ง เรืองการปกครองท้องถินทีประชาสังคมมีส่วนร่วม ถือ ซ่ , บ ง - | ๑ -. =๑๑ ๓ 5 เป็นเรื่องใหญ่ ต้องไม่เอาเรืองหลักสูตรหรือการวิจัยเป็นตัวตัง 27 เพราะพลังมันน้อย ต้องเอาการมุ่งผลลําเร็จเป็นตัวตั้ง . แล้วเรือง หลักสูตรกับการวิจัยมันจะตามมา เพราะฉะนันต้องสร้างความ ฆ ๕<๕๐5 ะ4 ฆ เข้าใจในประชาคมธรรมศาสตร์ทั้งหมดทุกคณะ ทังทีประชุมคณบดี สภามหาวิทยาลัย และประชาคมธรรมศาสตร์ทั้งหมด ศิษย์เก่า ๕๒ 4<่ ! เ «ฆ- ธรรมศาสตร์มีประมาณหนึ่งแสนคน อยู่ในฐานะแตกต่างกันไป มากมาย มารวมกันเป็นประชาคมธรรมศาสตร์ร่วมกับโครงการ ๓ ง «ฆ้ ฒ* «8 ง เว ๕ ฆ+ =% การปกครองท้องถินทิประชาสังคมมีส่วนร่วม ก็จะเกิดพลังขึ้น และให้ถือเป็นโครงการใหญ่ระยะยาว อาจจะสิบปี ยีลิบปี จะได้มี ความต่อเนือง และตรงนีเองจะไปเซีอมกับการเมือง กับราชการ ทีมี ธิ 4 เ : เม %, ความแปรปรวนสูง ขาดความต่อเนื่อง แต่มีความจําเป็น อะนันเรา = บ ม ม๑ ๐ บ จึงต้องสร้างตัวทีมันคง เพราะการจะทําอะไรยาก ๆ ให้ประสบความ ลําเร็จ มันต้องมีความต่อเนื่องทางปัญญา (๐0๓นักแข ๐01 จ5ส๕001) = ๕ ๓ <่ ง เ 4่ งง ๕๑3 - “ ดังนันมันต้องเคลื่อนไปอย่างต่อเนือง ไม่ว่าการเมืองหรือราชการ : = ' อ. ๕ เวง จะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ประชาคมธรรมศาสตร์จะต้อง - | , เ. 4 เล จ 4<่ 3 ง ๐ เคลื่อนที่ไปอย่างต่อเนื่อง และจะเป็นคุณอย่างยิง และซึงเห็นว่าทํา .%, ฒณ์ ' 1 ความเข้าใจกับประชาคมธรรมศาสตร์ได้ไม่ยาก - ๕ฆ้ จ ๑ ” ฆ เด: ประการที 3 เมือทําเป็นโครงการแล้ว ให้ทําการประสาน งานโดยคุยกับ กระทรวงมหาดไทย ม ๐ 4 ” แล้วทําเรืองเสนอ คณะรัฐมนตรี อาจ เป็นการร่วมมือกัน ระหว่างประชาคม น ธรรมศาสตร์กับ 28 ท ม ม ๑” ๕«4 ฉาศ์ - = ม กระทรวงมหาดไทยก็ได้ ให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ เรืองนีไว้เป็น 4 ) =% 9 <่ ม ๐ ๑-” 1อกถะ-เอ คาจจะพึงงบประมาณแผ่นดินบ้าง เผื่อเอาไว้ลําหรับ ฆม <=-= ๑” =ฆหท ษ การประสานงาน ถ้าสามารถออกเป็นมติคณะรัฐมนตรีได้ โครงการ =ี๐= เท่” 6 : = ฆ่ ษ ษ นีก็จะอยู่ได้อย่างยาวนาน หรืออาจจะหาช่องทางอินๆ ด้วยก็ได้ ง ฆ รจ 4 ่ เซข้ซับ บ๑๓ บ 4ม เช่น พระราชกฤษฎีกา หรืออื่นๆ แต่ทั้งนีต้องให้รัฐมีโครงสร้างที เป็นอิสระและสามารถเคลื่อนต่อเนื่องได้ยาว ไม่ว่ารัฐมนตรีจะ เปลี่ยนไปหรืออธิการบดีจะเปลี่ยนไป แต่โครงการนีต้องยังอ๋ยู่ต่อไป ฒณ” ง : ๕4 ง ง ร 4<ํ ได้ ขอยกตัวอย่างว่า ในทางแพทย์ ผมมีคนอยู่กลุ่มหนึ่ง ซึงจะ ฒณ์ ๕< เต ฒณ์ <= ง ฆ .. พบปะกันเดือนละครั้ง พบกันแบบนีมาเป็นเวลาสิบกว่าปีแล้ว ไม่ว่า ฒณ์ เม2 ง ง ม % ๕๕ ฉ” ฒ” เว รัฐตําแหน่งแต่ละคนจะย้ายไปอย่างไรก็ยังคงพบปะกันอยู่ เป็น ลักษณะเช่นนีเพื่อให้มันมีความต่อเนื่อง ประการ ซ= ส<่ ที 4 เมือมีโครงการ ๑ ซ่ 4<่ ในลักษณะทีเคลือน ต่อเนื่องอย่างใน ฆ ม ประการที 3 แล้ว เราก็ไปส่งเสริม ในระดับอําเภอ ที ๐ = =ฯ อําเภอ หนึ่งอาจจะมี 10 ตําบล ในแต่ละตําบลก็จะมีครู พระ เกษตรตําบล พัฒนากร ฒ” ๕ณ๕ ฉณ” ส ฒฆ+ ปลัด อบต. ฯลฯ เราก็จัดให้การพบปะพูดคุยในเรื่องประชาสังคม ง <ฯ «4 ! ง นี้ไ ฯ ง -! บ่อยๆ หรือบางทีอาจจะล่งกลุ่มคนเหล่านีไปดูงานในที่ต่างๆ ที ๐ ๕ ฯ๓ ซ่ « ๕ณู .ณ เ ษ ไจ: ง : ประสบความสําเร็จบ้าง ในทีสุดมันก็จะมีอย่างน้อยหนึ่งคนทิโผล่ ๕= 2 ๕ เว ซ์ ๓ ออกมา คนเดียวก็เพียงพอแล้ว จากนันก็ส่งคนนันเข้าไปคุยทีระดับ 29 ตําบลเหมือนอย่างทิีทําในระดับอําเภอ มันก็จะเกิดเป็นประชาคม ๐ อ ๑” แล "อู่ ฆ่ ญี่ ล ตําบลขึ้น จัดให้มีกิจกรรมลงไปในพื้นทิ และในการลงพื้นทีนีเรา มีนโยบายที่ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีอยู่แล้ว ให้อํานาจ มูลนิธิฯ หรือศูนย์ฯ ในการทีจะจัดการประชุม และสามารถเชิญ . 1 ษบบ <่ = = ๐ %” '= ข้าราชการมาร่วมประชุมได้ด้วย ซีงนโยบายทีว่านีจะทําให้มูลนิธิฯ หรือศูนย์ฯ มีความชอบธรรมทั้งทางราชการและทางการเมือง -. ประการที 5 เมือมีกิจกรรมอย่าง ฆํ ในประการที 4 แล้ว ว่ ฆ้ ง = ในพื้นทิต่างๆ ก็จะ กลายเป็นฐานการ ศึกษา กวรจวิจัย อาจจะนํานักศึกษา , ปริญญาโทมาทํา ๑ ษ ๑ ส 4 ๕«4 ฒ” ง ' = ส การวิจัย แล้วนําผลทีได้มาเปรียบเทียบกันว่าแต่ละพื้นทีเป็น อย่างไร เหมือนหรือแตกต่างกันอย่วงไร ได้ผลหรือไม่ได้ผลเพราะ ศุ %/ ง ณ=ฆขม ๓ % ฆ «๕๕ อะไร มีข้อบกพร่องทีต้องปรับปรุงแก้ไขตรงไหนบ้าง มันก็จะกลาย ฆม เ ภั - ง ๑ เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องค่วบวงจร และถ้าเราสามารถทําเป็น กระบวนการที่ต่อเนื่องครบวงจรเช่นนีมันจะมีพลังมาก เหมือนกับ ๑= 4 ๓ ณั -. . ๑๐ สิงทีมีพลังทีสุดคือ การตลาด (เฑลณั๐ถก๕) เพราะการตลาด เขาทํา วิจัยครบวงจร ไม่มีอะไรทีจะทนทานได้ เริมจากมีสินค้า (อร0สน๐8) 5 4 : ๕= “๑ =๓๑๓ ! 5 4 จะตั้งชื่ออย่างไร เขาก็ต้องทําการวิจัยว่าควรจะตังชืออย่างไรจึงจะ ฆ ฒณ 202งภ ณะ - ง ๒ ๓๓ ถูกหูคน ต้องไปวิจัยดูว่าผู้บริโภคเป็นอย่างไร ชอบอะไร มีวัฒนธรรม แบบไหน แล้วก็มากําหนดเป็นยุทธศาสตร์ในการทําตลาด พอทําไป 80 บ ๕ณขบ .ฑฆ ๐ ๕ ๑” «4 ง ม <" งพ แล้วก็ต้องมีการทําวิจัยอีกว่าได้ผลเพราะอะไร หรือไม่ได้ผลเพราะ อะไร แล้วก็มาปรับยุทธศาสตร์กันใหม่ แล้วก็ทําอีก เมือทําอีกก็วิจัย อีก จะเห็นว่าพลังของมันมหาศาลมาก ผมเคยฟัง นักการตลาดเขา บรรยายให้ฟัง เขา บอกว่าแม้แต่มัน ไม่มีตลาดเลย เขา ก็ทําให้มันมีตลาด อ เ๓๕ ฒฆ” ฒ” ขีนมาได้ พลังมัน มากจริงๆ ถ้าเรา ๐ ม ๑+ =ฆ = -=- เอ ๐ =๑๓๑“ 4 ส เซ= « ทําให้มันครบวงจร คือ มีการปฏิบัติ แล้วก็ไปทําวิจัยเรืองที่ปฏิบัติ ไปแล้ว มันจะมีพลังมาก รวมทังมันดึงความรู้จากทัวโลกด้วย เช่น ไป ง ข่ ข่ ๑ ณ” ' ๕๕มู| ม ๑๕ | ง %7 ดูก่าทีประเทศอื่นเขาทํากันอย่างไร วิธีไหนได้ผล วิธีไหนไม่ได้ผล +% เว <๓ง ฒ” ๑ % ๕๕= ๑ ง ม < ดึงเข้ามาเปรียบเทียบกับของไทย ลองทําแล้วก็วิจัยดูว่าได้ผลหรือ ไม่ได้ผล เพราะอะไร แล้วก็นํามาปรับ แล้วก็ทําอีก แล้วก็วิจัยอีก =ั๕= ฒณ” =ัม % 1 เ: เล 6 ขบวนการตรงนีก็จะขยายตัวไป ตรงนีมันไม่ยากเท่าไหร่ ทําแล้ว «๑ ณั ๐ ๕ 1 ฆ ม ๕= มันสนุก คนทิทําก็ประสบความซีนใจ มีความสุขทุกคน ข้อนีผม ๒๕ เ๓๕ ร่ ง ฒณ์ % - ฒฆฯ ฆ” ณ= รับรองได้ เพราะเมือใจต่อใจคนมันเข้าไปเซือมกัน มันจะเกิดความ สุขอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน ๑4 เว สจ ซฯซ ฆซฆ ม๓ ผมขอยกตัวอย่างทีผมไปเจอมา มือดีตผู้จัดการธนาคาร ณ= - ๑” โอ ม ม ง ส แ 1 อคมสิน ทีจังหวัดศรีสะเกษ เขาเล่าให้ผมฟังว่า เมือถก่อนตอนทีเขา เป็นผู้จัดการธนาคารออมสิน เขาสบายมาก ได้นังทํางานในห้องแอร์ มีนักธุรกิจมาพบปะ มาขอกู้เงิน ต่อมาธนาคารอคมสินมีโครงการ 81 สินเชื่อเพื่อเกษตรกร. เขาไม่พอใจมาก เพราะเขาต้องออกไปพบ ๐ " " ๐ จ ฆ-” =: สศี เกษตรกร ลําบาก ร้อน แต่พอเข่าทําไปได้สักพักหนึ่ง เขาเกิดความ 9 ๕4 | 4<่หุ! ' <=ั้ ง รู้สึกมีความสุขอย่างทีไม่เคยเจอมาก่อน เพราะเมือใจคนต่อคน ณ+ ณ» ๑ 2 ง «๑2 ๕! มาเจอกัน มันเกิดความสุข จากนันเขาก็ไม่ยอมกลับไปเป็น ด ณ์» ง ง ร ด : : ผู้จัดการนังในห้องแอร์อีก เขาเลือกทีจะมีรายได้น้อยลง แต่มี ความสุขเพิ่มชื้น คนเราต้องการหาความสุข แต่ว่าไปหากันทางอ้อม <ฯ ศส ซ่ ๕- ง ง 6 คือไปหาเงินเพื่อจะให้มีความสุข แต่หารู้ไม่ว่าความสุขสามารถ ที่จะมีได้โดยตรง เงินก็เป็นสิงสําคัญส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เมือ ข่๐ ข ๓๑ จ จั ๑ บ - มนุษย์ได้ทําอะไรด้วยกัน มีความเอืออาทรกัน และเข้ามาเซีอมโยง ๑-” 4๕ ๒๑ง ง ว่ เง กัน ก็จะเกิดความสุข แล้วทุกอย่างจะเปลี่ยนไปหมด แม้แต่ อบต. ซ< 1 = ง่ ง ๑ ๐๑ «๑๓“ ษ 1 = ก็ควรเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมทิเคยอยู่กันตามลําพัง แล้วแย่งชิง ๐ เ ฒ” 4 ” เ1จ่ =ฒ๑ ฏ0 ๐ ร อํานาจ แย่งชิงงบประมาณกัน ถ้าได้เปลี่ยนวิธีคิดมาทํางานเซีอมโยง ๑- «๑- = ซ่ = ง ๐ «๑- กัน มันจะเกิดความชืนใจ เกิดความสุขทิได้ทํางานด้วยกัน และ เห็นผลสําเร็จร่วมกัน 292ะ %2 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลักสูตร นักบริหารท้องถิ่นระดับสูง รุ่นที่ 1 เอกสารประกอบคำบรรยาย สถาบันวิจัยและพัฒนาปรึกษา ร่วมกับ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาประมวลวิชา
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 1998
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• การปกครองท้องถิ่น
• ประชาสังคม
history_eduหมวดหมู่
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 1998
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้