auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

ยุทธศาสตร์ทางปัญญาเพื่ออนาคตของประเทศไทย : อนาคตอยู่ที่การเติบโตทางปัญญาไม่ใช่การเติบโตทางเศรษฐกิจ

chrome_reader_modeคำอธิบาย

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

ยุทธศาสตร์ ทางปัญญา เพื่ออนาคต ของประเทศไทย อนาคตอยู่ที่การเติบโตทางปัญญา ไม่ใช่การเติบโตทางเศรษฐกิจ การแปลงปัญญา โครงการพัฒนา แผน พ.ศ.2560-2564 สหกรณ์การงาน กระทรวงแรงงาน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ.2561-2564 จัดทำโดย สถาบันวิจัยแห่งประเทศไทย แผนพัฒนาชุมชน พ.ศ.2561-2564 แผนพัฒนาทรัพยากรบุคคล พ.ศ.2561-2564 แผนพัฒนาสุขภาพ พ.ศ.2561-2564 แผนพัฒนาสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2561-2564 ประมวล วารี # สารบัญ ๑. อนาคตของประเทศไทยอยู่ที่การเติบโตทางปัญญา ไม่ใช่การเติบโตทางเศรษฐกิจ ๔ ปัญญาเบื้องต้นที่สุด ๒. ยุทธศาสตร์ของพระพุทธเจ้า VS ยุทธศาสตร์ของฝรั่งเศส พระพุทธเจ้าเลือกยุทธศาสตร์ขจัดทุกข์ ฝรั่งเลือกยุทธศาสตร์สร้างสุข ๓. ปัญญาเพื่อความเป็นไทและความมั่นใจแห่งชาติ ๑๐ ในกว่า ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา เราถูกครอบงำด้วยอารยธรรมฝรั่ง ซึ่งเป็นอารยธรรมแห่งการแย่งชิง ต้องเข้าใจข้อผิดพลาดอย่างฉกรรจ์ของฝรั่ง และสตัดตัวไปสู่ความเป็นไททางปัญญา ๔. การถือว่าฐานของความรู้อยู่ที่การปฏิบัติและผู้ปฏิบัติ ๑๕ จุดเปลี่ยนโครงสร้างทางปัญญาของประเทศ ๕. เปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญา อย่างกว้างขวาง ๒๖ การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในทุกพื้นที่ ทุกองค์กร และชุมเรื่อง จะสร้างมวลปัญญาเต็มประเทศ ใช้สื่อช่วย ๖. แนวคิด # ๖. สัมมาพัฒนาหรือมิจฉาพัฒนา : คุณภาพหรือโลภจริตเสรี ๓๐ มีปัญญาเลือกแนวทางการพัฒนาที่ถูกต้องจึงจะขัดทุกข์ได้ ๗. การอภิวัฒน์ทางปัญญา : ทำ ๓ เรื่อง ๓๘ ข้อมูลข่าวสาร การสื่อสาร กระบวนการเรียนรู้ที่ดี ๘. ภาพรวมของการพัฒนากำลังคนของประเทศ ๙๕ การพัฒนากำลังคนทั้งหมดของประเทศ ต้องดีประเด็นการจัดการให้แตก ๙. เครื่องมือยุทธศาสตร์ทางปัญญา ๕๐ การจัดการความรู้ และการส่งเสริมการจัดการความรู้ ๑๐. การเคลื่อนไหวยุทธศาสตร์ทางปัญญา ๕๓ การเคลื่อนไหว และเครื่องมือการเคลื่อนไหว ยุทธศาสตร์ทางปัญญา เดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๐ ๓ # อนาคตของประเทศไทย อยู่ที่การเติบโตทางปัญญา ไม่ใช่เติบโตทางเศรษฐกิจ ปัญญาเบื้องต้น นี่เป็นปัญญาเบื้องต้นที่สุด คือความเห็นชอบหรือสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิอ่อนนำไปสู่สัมมาปฏิบัติ แต่หากเริ่มต้นเป็นมิจฉาทิฏฐิเสียแล้ว ซึ่งที่ตามมาทั้งหมด จะเป็นมิจฉาปฏิบัติและผลร้ายจากการปฏิบัติผิด ที่นำมาโลกทั้งโลกระมไปด้วยคำว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจ แล้วก็วัดความเจริญกันด้วยอัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือรายได้ประชาชาติ คือ ชีวิตที่ (Gross Domestic Product) จัดใจทุ่มไปกับเรื่องชีวิต วัตถุกังวลกับเรื่องชีวิตที่ พยายาม กันเรื่องชีวิต หรือหายใจกันเป็นชีวิต เรียกว่าชีวิตที่เข้าไปสู่จิตสำนึก ของมนุษย์ทั้งโลก โลกทั้งหมดจึงตกอยู่ในโมหภูมิ เพราะเศรษฐกิจที่เอาเงิน เป็นตัวตั้ง เป็นสื่อของโลกจริตและความรุนแรง เงินสามารถเพิ่มจำนวนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โลกจริตของมนุษย์ จึงเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเช่นเดียวกัน อันนำไปสู่การทำลายและ เกิดความสัมพันธ์อันไม่เท่าเทียมกัน เช่น การทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ทำลายสังคม ทำลายวัฒนธรรม ทำลายศาสนาธรรม ทำให้เกิดความอยุติธรรมใน สังคม การแย่งชิง และสงคราม ในศตวรรษที่แล้ว คนตายเพราะสงครามไม่น้อยกว่า ๒๐๐ ล้าน คน และที่ตายเพราะความยากจนและความอยุติธรรมในสังคมนี้ จำนวนมากกว่านั้นมาก เพื่อเศรษฐกิจ มนุษย์สามารถทำการรุนแรงใดๆ ก็ได้ เช่น ก่อ สงครามเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หรือพยายามรุกรานเข้าไปแย่งชิง ทรัพยากร เช่น น้ำมันในประเทศอื่น ความเติบโตทางเศรษฐกิจจึงมีข้อจำกัด และนำไปสู่ปัญหา ยุทธศาสตร์ทางปัญญา เพื่อความเจริญก้าวหน้า ๕ ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงได้ ตรงกันข้ามกับความเดิม โตทางปัญญา ซึ่งไม่มีข้อจำกัด อิ่มเต็มโดยยิ่งดี และนำไปสู่ความเจริญ โดยรอบด้านอย่างสมดุล เช่น แก้ความยากจน และปัญหาอื่น ๆ ได้ แม้ทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ทุกข์แก่ได้ด้วยปัญญา แต่แก้ไม่ได้ด้วยการกระตุ้นให้ร้านอยากมากขึ้นด้วยการคิด แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจนอกบวินทของปัญญา ในความเดิมโตทางปัญญา ไม่ใช่ไม่มีการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ เป็นเศรษฐกิจที่มีปัญญาเป็นตัวดั้ง ถ้าประเทศยังใช้การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นตัวดั้งต่อไปอีก แล้วใคร่ จะไม่พ้นจากความเดือดร้อนและความเสื่อมเสียทางศีล ธรรมอีกนานาประการ อนาคตของประเทศอยู่ที่การเติบโตทางปัญญา ไม่ใช่การเติบโตทางเศรษฐกิจ นี้เป็นปัญญาประการที่ ๑ อนาคต ของประเทศไทย อยู่ที่การเติบโต ทางปัญญา ไม่ใช่เดิมได้ ทางเศรษฐกิจ ประเวศ วลี # ๒ ยุทธศาสตร์ ของพระพุทธเจ้า VS ยุทธศาสตร์ของฝรั่ง พระพุทธเจ้าเลือกยุทธศาสตร์ขจัดทุกข์ ฝรั่งเลือกยุทธศาสตร์สร้างสุข การเลือกยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ถูกต้องเป็นปัญญารวบ ยอด เพราะเป็นจุดซ้ำหาความพึงพอใจประชาชน ประเทศจะต้องมีปัญญาเลือกยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ถูกต้อง พระพุทธเจ้ากับฝรั่งเลือกยุทธศาสตร์ต่างกัน ดังจะได้อธิบายดังต่อไปนี้ ความทุกข์กับความสุขมีความสัมพันธ์ตรงข้ามกันเหมือน ความร้อนกับความเย็น ถ้าร้อนน้อยก็เย็นมาก ถ้าทุกข์มากก็สุขน้อย ถ้าทุกข์น้อยก็สุขมาก ถ้าความทุกข์สั้นไปก็สูงอย่างยิ่ง แต่ยุทธศาสตร์แก้ทุกข์กับยุทธศาสตร์สร้างสุข นำไปสู่การกระทำและผลของการกระทำต่างกันโดยสิ้นเชิง พระพุทธเจ้า เลือกยุทธศาสตร์ขจัดทุกข์ ฝรั่งเลือกยุทธศาสตร์สร้างสุข การสร้างสุขนำไปสู่กิเลสถัณหา การแย่งชิง การทำลาย และความรุนแรง ดังที่ระบาดไปทั่วโลกอย่างทุกวันนี้ ส่วนการขจัดทุกข์นั้น นำไปสู่ปัญญา และการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ ยุทธศาสตร์สร้างความร่ำรวยกับยุทธศาสตร์แก้ความยากจน จึงไม่เหมือนกันเลย เดิมเราเข้าใจผิดคิดว่ายุทธศาสตร์สร้างความร่ำรวยจะช่วยแก้ความยากจน แต่ปรากฏว่าไม่เป็นความจริง เมื่อใช้ยุทธศาสตร์นี้ ปรากฏว่าช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย และระหว่างประเทศจนกันประเทศรวม ยิ่งถ่างกว้างมากขึ้นอย่างอีกฉบับ เพราะความร่ำรวยกระจุกดัว อย่างที่พูดกันว่า "รวยกระจุก จนกระจาย" เช่น คนอเมริกันที่รวยที่สุด ๓๐๐ คน มีทรัพย์สินมากกว่าของคนในโลก ๒,๐๐๐ ล้านคนรวมกัน ปรัชญา วลี ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย และระหว่างประเทศจน กับประเทศรวย นำไปสู่ปัญหาทางการเมืองและสังคมตามมาอย่าง ไม่มีทางแก้ไข เช่น ความรุนแรงและสงคราม ไอน์สไตล์ จึงกล่าวว่า เราต้องการวิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง ถ้า มนุษยชาติจะอยู่รอดได้ (We shall need a radically new manner of thinking if mankind is to survive) Larslo Grof และ Russell กล่าวว่า อารยธรรมตะวันตก จะนำไปก่อให้เกิดปัญหาทางวิชาการอย่างยิ่งยวดไม่ได้ อารยธรรม วัตถุนิยมบริโภคนิยมไม่สามารถเคลื่อนต่อไปได้โดยไม่เกิดการทำ ลายล้างขนานใหญ่ อารยธรรมวัตถุนิยมบริโภคนิยม เกิดจากการเลือกอุทธ- ศาสตร์สร้างสุข ซึ่งนำไปสู่การเสพสุขเกินเลยที่เรียกว่า ความสุข- อิจฉานุโยค อันเป็นสภาวะสุดโต่ง ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งและทำลาย อนาคตของประเทศจึงขึ้นอยู่กับว่าประเทศไทยจะเลือกอุทธ- ศาสตร์ใด จะเอาแบบฝรั่งหรือเอาแบบพระพุทธเจ้า นั้นคือ ฝรั่ง สรณัง ตัจฉามิ หรือ พุทธัง สรณัง ตัจฉามิ กันแน่ ถ้าเลือก ฝรั่ง สรณัง ตัจฉามิ ก็ทำไปเหมือนเดิม คือใช้อุทธ- ศาสตร์สร้างสุข เดินเข้าไปสู่การเป็นสังคมบริโภคนิยม หรือกาม- สุขอธิกานุโยค แต่ถ้าเลือกแนวทางของพระพุทธเจ้าก็ใช้อุทธศาสตร์ขจัด ทุกข์บนเส้นทางแห่งปัญญา นั่นคือ สังคมมีปัญญาเข้าใจทุกข์ สังคมมีปัญญามุ่งจัดทุกข์ สังคมมีปัญญาจัดทุกข์ได้ เมื่อขจัดทุกข์ได้ก็เกิดความสุขเหลือหลาย ยุทธศาสตร์ทางปัญญา เพื่อหาทางของประเทศไทย # ๓ ปัญญา เพื่อความเป็นไท และความมั่นใจ แห่งชาติ ในกว่า ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา เราถูกครอบงำด้วยอารยธรรม ของฝรั่ง ซึ่งเป็นอารยธรรมแห่งการแย่งชิง ต้องเข้าใจข้อผิดพลาดอย่างฉกรรจ์ของฝรั่ง และสลัดตัวไปสู่ความเป็นไททางปัญญา ๑๐ ในกว่า ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา คนไทยตกอยู่ในความครอบงำทาง ปัญญา และถูกสะกดให้ดูถูกตัวเอง ว่าเราไม่มีฐานแห่งความคิดของ ตัวเอง อะไรที่แก่ อะไรที่ดี อะไรที่เจริญ ต้องเป็นจากฝรั่งและมาจาก ฝรั่ง ฝรั่งเป็นที่มาของความดีและความถูกต้องทั้งปวง เราต้องพัฒนา จากฐานของความไม่มี แต่ฝรั่งมี การพัฒนาจากฐานแห่งความไม่มีหรือเราไม่คุ้นเคย ทำได้อาก และทำด้วยการขาดความมั่นใจ ถ้าเราทำอะไรจากสิ่งที่เราเคยทำและเราคุ้นเคย เราจะมีความ มั่นใจ เมื่อเราทำจากสิ่งที่เราไม่มี เราก็มีความกลัวและขาดความ มั่นใจ เมื่อพัฒนาด้วยฐานความคิดอย่างนี้จึงเกิดการขาดความ มั่นใจแห่งชาติ การขาดความมั่นใจทำให้เป็นทุกข์ คลอนแคลน และอ่อน แอ อนันตริยกรรมของฝรั่งคือการทำลายความมั่นใจของคนที่ ไม่ใช่ฝรั่งหมดทั้งโลก ทำให้คนทั้งหลายอ่อนแอและหมดภูมิคุ้มกัน ลง และยิ่งถ้าวิถีฝรั่งหรืออารยธรรมตะวันตกไม่ดีจริง การตกอยู่ใน ความครอบงำของวิถีฝรั่งอ่อนนำไปสู่ความทุกข์ยากและวิกฤต- การณ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในยุทธศาสตร์ทางปัญญา สังคมไทยต้องสามารถสลัดออก จากความครอบงำและการถูกสะกดดังกล่าวไปสู่ความเป็นไทย และไป สู่ฐานแห่งความมั่นใจ เราต้องมีปัญญาสร้างความมั่นใจแห่งชาติ ที่ ทำให้เราไม่กลัว มีความสบายใจ แข็งแรง และมีภูมิคุ้มกัน ฝรั่งนั้นครอบรำเรามานาน ทั้งทางเศรษฐกิจ ทางการศึกษา วิชาการ วัฒนธรรม และการสื่อสาร เมื่อกว่าเป็นการครอบงำปิดเสร็จ การที่จะหลุดจากการครอบงำนี้ได้ต้องเข้าใจความเป็นมาของฝรั่ง พุทธศาสตร์ทางปัญญา เพื่อธนาคารประมวลไทย 000 และเห็นข้อผิดพลาดฉกรรจ์ ๆ ของฝรั่ง ในที่นี้จะเริ่มเมื่อคนยุโรปได้ค้นพบวิทยาศาสตร์อย่างที่เรา รู้จักกันนี้ เมื่อประมาณ ๔๐๐ ปีก่อน วิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการ ค้นหาและค้นพบความรู้ที่ทรงพลัง คุณูปการของวิทยาศาสตร์ที่ควรจะยิ่งใหญ่ คือ การนำไปสู่ ปัญญา (wisdom) แต่คนยุโรปได้เลือกที่จะเอาวิทยาศาสตร์ไปสร้างเทคโนโลยี ที่ ทรงอำนาจ เช่น เรือปืน ปืนใหญ่ ปืนกล แล้วใช้อำนาจเที่ยวไล่น่าฟัน คนพื้นเมืองหมดทุกทรัป เห็นอย่างจึงคืนแผนและทรัพยากรของเขา ที่ทวีปอเมริกาเหนือได้เช่นน่าคนอินเดียนแดง ที่ทวีปอเมริกา ใต้ได้นำชาวพื้นเมืองบางเผ่าถึงกับสูญพันธุ์ เป็นนาคกรรมเผ่าพันธุ์ (genocide) มิได้เพียงใช้อาวุธเท่านั้น แต่ได้ใช้เชื้อโรค คือไข้ทรพิษ โยนเข้าใส่ชาวพื้นเมืองทำให้ล้มตายเป็นเบื่อ ทวีปแอฟริกาทั้งทวีปโคนชาวยุโรปเข้าไปอืดครอง และปก ครองอย่างทารุณ ดูได้จากคนผิวขาวที่เข้าไปกัดขี้ข่มเหงคนผิวดำใน แอฟริกาใต้ แม้แต่มหาดมะคามซีเมื่อยังหนุ่มเป็นทนายความ ไปว่า ความในแอฟริกาใต้ก็ยังถูกคนขาวจับโยนจากรถไฟ ทางเอเชียฝรั่งก็รุกรานระมาติ้งแต่ตะวันออกกลางจนจรวด มหาสมุทรแปซิฟิก อีกครองอินเดีย พม่า มลายู อินโดจีน บางส่วน ของจีน ที่เมืองอมฤตสระในอินเดีย ทหารอังกฤษใช้ปืนกลยิงคน อินเดียที่ชุมนุมต่อค้านอังกฤษตายหมดทุกคน อังกฤษให้อินเดีย ปลูกฝิ่น แล้วเอาฝืนไปให้คนจีนสูบ จีนพยายามต่อสู้จึงเกิดสงคราม ฝิ่น จีนแพ้อังกฤษจึงยึดฮ่องกง พอไปเห็นที่ออสเตรเลียและนิวซี- แลนด์ สวยงามก็อยากได้ เอาปืนไล่ยิงชาวพื้นเมืองเหมือนได้ยิ่งจึงใช้ แล้วยึดเอาไปเป็นของตัว ปัญญาเพื่อ ความเป็นไท และความฝันใจ แห่งชาติ ปานเวศ วสี ในสมัยปัจจุบัน การแย่งชิงได้เปลี่ยนรูปแบบไปเป็นการใช้อำนาจทางทุนที่ตัวสะสมไว้สูงกว่า ใช้ความสามารถในการจัดการที่สูงกว่า มังคับให้ทุกประเทศต้องใช้ระบบการค้าเสรีและการเงินเสรีแล้วดูดเอาทรัพย์สินของประเทศต่างๆ ใครไม่ยอมทำตามนี้ก็ใช้กำลังบังคับ หรือเช่นน่า ดังที่อเมริกาใช้เรียกรบไปบังคับให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ เมื่อ ค.ศ. ๑๘๕๓ หลังจากที่ปิดประเทศมาประมาณ ๒๖๐ ปี สหรัฐอเมริกาได้พยายามนำผู้นำหรือสถาบันสมุนไห์เกิดรัฐประหารในประเทศที่คิดต่างไปจากตัว เช่น ประเทศซิลิที่ประธานาธิบดีอัลยันเดถูกฆ่าตาย (อัลยันเตเป็นประธานาธิบดีซิลิที่ได้รับการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย) ประธานาธิบดีซูการ์ในไม่เดินตามทางอเมริกาถูกวัฐประหาร มีคนอื่นใดมีเชื้อดายไปประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คน โลจิมินท์ต่อสู้กับฝรั่งเศสเพื่ออิสรภาพ อเมริกายกกองทัพเข้าไปในเวียดนาม ทำให้ทหารอเมริกันตายไปประมาณ ๕๘,๐๐๐ คน คนเวียดนามตายไปกว่า ๒ ล้านคน และทั้งอูกระเบิดลงเวียดนาม เขมร และอาว อย่างหนัก รวมทั้งไปรอสารพิษทำลายป่า เร็ว ๆ นี้ ชัดต้น สุสเซน ประธานาธิบดีอิรัก ไม่ยอมลงให้อเมริกัน บุกขับแบอร์สั่งแสนอานุภาพมหึมา เข้าไปถล่มประเทศอิรักเพื่อไล่สังหารชัดต้น ทั้ง ๆ พี่สหประชาชาติและชาวโลกอีกเป็นอันมากไม่เห็นด้วย โดยสรุปประวัติกล่ามสลายทางศีลธรรม จึงนับว่าเป็นผู้เจริญมิได้ มีแต่ความเจริญทางวัตถุ คนฝรั่งที่จืดใจสูงก็มี แต่กระแสดการพัฒนาแบบทุนนิยมได้สร้างโครงสร้างที่โหดร้าย ทารุณ ทำลายอุดมคติที่ตะวันตกเคยเชิดชู เช่น ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน มนุษยธรรม สุขภาพดีท่านหญิงสาว เรื่องอนาคตของประเทศไทย ๑๐๓ นอกจากอำนาจทางเศรษฐกิจและอำนาจทางการทหารแล้ว สหรัฐอเมริกาอังครองอำนาจทางการสื่อสารที่จะให้โลกวิธี หรือไม่ว่าอะไรตามที่เขาต้องการ จึงเป็นการครอบงำฉีดเสีย ยากที่เขาติดต่างๆ จะคิดเป็นอย่างอื่นได้ ภายใต้การครอบงำของกระแสโลกกับวัฒน์แบบตะวันตก แม้เรายังทำอะไรไม่ได้ แต่การมีปัญญารู้เท่าทันจะทำให้เป็นไท เมื่อเป็นไทแล้วปัญญาอ้อมอกงามนำไปสู่การค้นพบทางออกได้ ต้นไม้มีรากอันใด สังคมก็มีรากอันนั้น รากของสังคมคือวัฒนธรรม หรือวิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชน อันสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ ในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน กลุ่มชนในสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ ก็จะเรียนรู้ให้รอดชีวิต และอยู่ได้อย่างสุขสบายพอสมควร ในวิถีชีวิตจึงมีการสะสมภูมิปัญญาจากการปฏิบัติไว้เป็นอันมาก ภูมิปัญญาในวัฒนธรรม คือ รากฐานของสังคม การพัฒนาและการเรียนรู้ต้องมีวัฒนธรรมเป็นฐาน ฐานทางวัฒนธรรมเป็นฐานที่เรามี เป็นฐานที่เราคุ้นเคย เราจึงมีความมั่นใจ ถ้าการพัฒนาอยู่ในฐานทางวัฒนธรรมของเรา เราจะเกิดความมั่นใจแห่งชาติ ไม่ใช่เราจะไม่เชื่อมโยงจากวัฒนธรรมฝรั่ง แต่ควรเอาเป็นตัวประกอบ ไม่ใช่เอาฝรั่งเป็นฐาน ภูมิใจของเรื่องนี้อยู่ที่การเปลี่ยนฐานความรู้ จากการถือว่า ฐานความรู้มาจากตำรา ไปสู่การถือว่าฐานความรู้มาจากการปฏิบัติ และผู้ปฏิบัติ ดังจะได้กล่าวในตอนต่อไป ปัญญาคือ ความเป็นไทย และความดีงาม แห่งชาติ ประเวศ ๑๕๙ การถือว่าฐานของความรู้ อยู่ที่การปฏิบัติและผู้ปฏิบัติ จุดเปลี่ยนโครงสร้างทางปัญญาของประเทศ โครงสร้างกำหนดคุณสมบัติ โครงสร้างทางปัญญากำหนดคุณสมบัติของสังคม การถือว่าความรู้มีฐานอยู่ที่ใด กำหนดโครงสร้างทางปัญญาและโครงสร้างของสังคม ขอให้พิจารณาประเด็นนี้ให้ดีๆ เพราะไม่ค่อยนึกถึงกัน แต่มีผลกระทบอย่างกว้างขวาง อีกชั้น และรุนแรง ใน ๑๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา เราถือว่า ความรู้อยู่ในต่างๆ ทั้งคู่ก็ไม่เห็นแปลก เพราะเราถือเช่นนั้นมาจนเคยชิน การเรียนก็คือ "การเรียนหนังสือ" หรือ "ท่องหนังสือ" แต่ถ้าค่อยๆ สืบสารราวเรื่องจะเห็นว่าเรื่องนี้อภิวรรธ์มาก ถ้าถามต่อไปว่าใครเขียนหนังสือ คำตอบก็คือคนกรุงเทพฯ คนกรุงเทพฯ เอามาจากไหน เอามาจากฝรั่ง กลายเป็นว่าฝรั่งเป็นต้น ขารของความรู้และคุณค่า ดังที่กล่าวมาในตอนก่อน เกิดความครอบงำทางปัญญาและสูญเสียความมั่นใจ แห่งชาติทำให้ชีวิตกับการศึกษาแยกจากกัน ว่าชีวิตถืออย่างหนึ่ง การศึกษาก็อย่างหนึ่ง เพราะการศึกษาเอาวิชาเป็นตัวดั้ง ไม่ได้เอาชีวิตเป็นตัวดั้ง การศึกษาแบบนี้ ใน ๑๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา ได้สร้างคนไทยที่ไม่รู้จักแผ่นดินไทย ก่อความเสียหายอย่างใหญ่หลวง เมื่อเอาตำราหรือคัมภีร์เป็นตัวดั้ง ก็เหมือนมีพราหมณ์บางคนเท่านั้นที่ท่องคัมภีร์ได้และมีเกียรติ คนส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ปฏิบัติในวิถีชีวิตไม่มีเกียรติ ทางแห่งเกียรติซึ่งกับแคบและไม่จริง ก่อให้เกิดความทุกข์แก่คนทั้งแผ่นดินในการตะเกียกละกายเข้าศึกษาในโรงเรียน หรือ มหาวิทยาลัย "ที่ดีๆ" ถ้าเข้าไม่ได้ก็เหมือนตกนรกหมกไหม้ ที่เข้าได้ก็ไปท่อง ปรารภ ฉบับ หนังสือ แต่ไม่มีปัญญาที่จะเข้าใจชีวิตและแผ่นดินของตัวเอง ระบบการศึกษาอย่างที่มีอยู่ทำให้เสื่อมเสียศีลธรรมพื้นฐาน ศีลธรรมพื้นฐาน คือ การเคารพศักดิ์ศรีและคุณคำความ เป็นคนของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะของคนเล็ก คนน้อย คนยากจน ในสถาบันการศึกษาจะสร้างความรู้สึกตลอดเวลาว่า "สถาบัน นี้มีเกียรติ ชาวบ้านไม่มีเกียรติ" คนยากเกี่ยวเคี่ยว คนยากของ ช้า ช่างผสมปูน จะมีเกียรติได้อย่างไร ศักดิ์ศรีความเป็นคนมีความสำคัญยิ่ง ถึงจนแต่มีศักดิ์ศรี และมีคุณคำของความเป็นคนก็มีความสุขได้ ถ้าถือว่าความรู้อยู่ในการปฏิบัติและอยู่ในผู้ปฏิบัติ การณ์ ต่างๆ จะกลับตามปัตร เหมือนหงายของที่คว่ำ ในทางพระพุทธศาสนานั้นถือว่าชีวิตกับการศึกษาอยู่ที่เดียว กัน นั่นคือชีวิตคือการศึกษา การศึกษาคือชีวิต หรือการเรียนรู้ในวิถี ชีวิต หรือการเรียนรู้จากการปฏิบัติและจากผู้ปฏิบัติ มนุษย์เรียนรู้ที่ จะอิน เดิน ทำมาหากิน อยู่ร่วมกัน ฯลฯ จากการปฏิบัติ เราเห็นได้หรือซีจักรยานเป็น เพราะเกลอับมาก่อน การเรียน ทางทฤษฎีไม่ว่าจะวิเศษหรือเสอเลิศเพียงใด ก็ไม่สามารถทำให้เดิน ได้หรือซีจักรยานได้ นอกเสียจากการปฏิบัติ การปฏิบัติและผู้ปฏิบัติ ได้สร้างความรู้ไว้เป็นอันมากที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต ถ้าถือว่าความรู้มีฐานอยู่ที่การปฏิบัติ จะเกิดอาณิสงส์อย่าง น้อย ๘ ประการ คือ ๑. คนไทยทุกคนกลายเป็นคนมีเกียรติและศักดิ์ศรี เพราะทุกคนเป็นผู้ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ยุทธศาสตร์ทางปัญญา เด็กเล่นของประเทศไทย ๑๗๗ ฐานของความรู้และฐานของเกียรติยศจะกว้างขวาง ทำให้สังคมมีพลังทางจิตใจ ทางสังคม และทางปัญญา การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคน ก็เกิดขึ้นได้ แม้เพราะเหตุนี้ ๒. คนไทยเกิดความภูมิใจและมั่นใจในตัวเอง ถ้าเราถือว่า ความรู้และความเจริญอยู่ที่ฝรั่ง และเราต้องตะเกียกตะกายที่จะทำให้เหมือนฝรั่ง เราจะขาดความภูมิใจและความมั่นใจในตัวเอง แท้ที่จริงคนทุกคนในทุกประเทศมีศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคน การถือว่า ความรู้อยู่ที่ผู้ปฏิบัติและการปฏิบัติจะทำให้คนไทยทั้งหมดมีความภูมิใจ และมั่นใจในตัวเอง อันเป็นฐานของการพัฒนาที่มั่นคง ๓. มีการเรียนจากครูที่หลากหลายและรู้จริงจากการปฏิบัติ ในสังคมจะมีผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญจากการปฏิบัติทางใดทางหนึ่งมากมาย ผู้เรียนจะมีครูที่รู้จริงอย่างหลากหลาย ครูก็จะไม่เหนื่อยอย่างปัจจุบัน และครูก็จะได้เรียนรู้จากผู้รู้ต่างๆ ด้วย ทุกคนเป็นทั้งครูและนักเรียน ๔. จะเป็นการเรียนในฐานวัฒนธรรม วัฒนธรรมคือวิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชนอันสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ ถ้าถือว่าฐานความรู้อยู่ในผู้ปฏิบัติและการปฏิบัติก็เท่ากับได้เรียนรู้ในฐานวัฒนธรรม อันจักเป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม และจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการพัฒนาจากการเอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้งเป็นเอารัตนธรรมเป็นตัวตั้ง ปรเวศ วลี ๕. เป็นการบูรณาการชีวิต ความเป็นจริงและการเรียนรู้ และเกิดพัฒนาการทางจิตวิญญาณ ในวิถีชีวิตมีบูรณาการ แต่วิชานั้นแยกส่วนเป็นวิชา ๆ วิกฤติเกิดจากการคิดแบบแยกส่วนและทำแบบแยกส่วน การเรียนรู้ในการปฏิบัติหรือในวิถีชีวิตจะทำให้คิดและ ทำอย่างบูรณาการ ในวิถีชีวิตที่สัมผัสกับธรรมชาติจะสัมผัสกับมิติ อันมีคุณค่าสูงของธรรมชาติ ของชุมชน ของศาสนาธรรม ๖. จะทำให้เกิดการพัฒนาที่ถูกติดถูกทางหรืออัมมาพัฒนา ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีพระมหาชนก เป็น สิ่งที่เข้าใจได้ง่ายในวิถีชีวิตร่วมกัน แต่เป็นการยากมากสำหรับนัก วิชาการที่จะเข้าใจ ๗. เรียนง่าย สนุก ทำเป็น ไม่ว่างงาน การเรียนในวิถีชีวิต จะง่าย สนุก ไม่น่าเบื่อ ทำงานไปด้วย ไม่มีการว่างงาน เป็นการปลดทุกข์ออกจากการศึกษา การศึกษาทุกวันนี้ก่อทุกข์ให้คนทั้งแผ่นดิน อาชีวศึกษา จะมีคุณค่าขึ้นเมาทันที ๘. การวิจัย นวัตกรรม ทฤษฎี ด้วยอานิสงส์ ๗ ประการดังกล่าวข้างต้น จะนำไปสู่ความ มีกำลังใจ ความกระตือรือร้น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีนวัตกรรมคุด บังเกิดขึ้น มีการสังเคราะห์ความรู้จากการปฏิบัติจริง ได้ผลจริง เป็น ทฤษฎีที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง เกิดความเข้มแข็งทางปัญญา เมื่อถือว่าฐานของความรู้อยู่ในการปฏิบัติและผู้ปฏิบัติ โครง สร้างของปัญญาก็จะเป็นดังในรูปที่ ๑ หรือที่เรียกว่า "พระเจดีย์ ยุทธศาสตร์ทางปัญญา เพื่ออนาคตของประเทศไทย ๑๙ Extract all text from the image. Instructions: - Only return the clean Markdown. - Do not include any explanation or extra text. - You must include all information on the page. Formatting Rules: - Tables: Render tables using <table>...</table> in clean HTML format. - Equations: Render equations using LaTeX syntax with inline ($...$) and block ($$...$$). - Images/Charts/Diagrams: Wrap any clearly defined visual areas (e.g. charts, diagrams, pictures) in: <figure> Describe the image’s main elements (people, objects, text), note any contextual clues (place, event, culture), mention visible text and its meaning, provide deeper analysis when relevant (especially for financial charts, graphs, or documents), comment on style or architecture if relevant, then give a concise overall summary. Describe in Thai. </figure> - Page Numbers: Wrap page numbers in <page_number>...</page_number> (e.g., <page_number>14</page_number>). - Checkboxes: Use ☐ for unchecked and ☑ for checked boxes. พิจารณามรรค ๘ ให้ดี ๆ จะเห็นว่า สัมมาอาชีโวเป็นรากฐานของสังคมที่ดี โครงสร้างทางปัญญาที่กล่าวถึงจะสร้างสัมมาอาชีโวเต็มพื้นที่ แต่ละคนมีความชอบและความถนัดไม่เหมือนกัน สามารถเลือกงานที่ตัวชอบได้ การได้ทำอะไรที่ชอบจะมีความสุข และเกิดอิทธิบาท ๔ ได้ง่าย คือ อันทะ วิริยะ จิตตะ วินังสา ต่างจากการเรียนที่ถูกบังคับให้ห่อหนังสือเหมือน ๆ กัน ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ จึงยาก น่าเบื่อ และบีบคั้น การอยู่ร่วมกันด้วยสันติ ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติแวดล้อม ควรจะเป็นจุดมุ่งหมายที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ การจะอยู่ร่วมกันเป็นต้องเรียนรู้จากการปฏิบัติ ห่อหนังสือเท่าไรก็อยู่ร่วมกันไม่เป็น การอยู่ร่วมกันไม่เป็น เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของมนุษย์ในขณะนี้ ทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน ในหน่วยงาน ในเมือง ในสังคม และในโลก ถ้าการศึกษายังเอารวิชาเป็นตัวตั้งเหมือนเดิม วิกฤติแห่งการอยู่ร่วมกันจะมากขึ้น คำว่าศีลโดยน้อยหมายถึง การอยู่ร่วมกันด้วยดี หรือสังคมที่ดี สังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกลายเป็นสังคมที่ซับซ้อนเกี่ยวโยงกันในทางมิติ มีน้อยคนที่เข้าใจความซับซ้อนอันเป็นสภาวะใหม่ของสังคม เมื่อไม่เข้าใจก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในความซับซ้อนอย่างได้ดูแลภาพ สุรศาสตร์ทางปัญญา เกี่ยวกับการปกครองไทย ๒๓ การเสียดุลยภาพคือความเจ็บป่วย ขณะนี้สังคมป่วย หรือ มีพยาธิสภาพทางสังคมเต็มไปหมด สังคมซับซ้อนและรวดเร็วเกิน กว่าที่จะเข้าใจได้ด้วยการเรียนแบบเอาวิชาเป็นตัวตั้ง ในชีวิตจริงไม่ว่าสังคมจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็สามารถรับรู้ ความจริงได้เร็วด้วยอายตนะทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้ว นำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เป็นปัญญาที่สูงขึ้น เพื่อปรับตัวต่อ สถานการณ์ที่เป็นจริง เพื่อรักษาดุลยภาพหรือความเป็นปกติไว้ให้ ได้มากที่สุด การเรียนโดยท่องตำราเป็นใหญ่ ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ของการเปิดการรับรู้สถานการณ์ตามความเป็นจริงด้วยอายตนะ ทั้งหมด ทำให้เกิดความพิการในการรับรู้และปัญญา ประเทศจึงเต็ม ไปด้วยคนพิการทางการรับรู้และปัญญา คือโดยสาระหมายถึง การอยู่ร่วมกันด้วยสันติ ซึ่งเป็นการ ปฏิบัติและการเรียนรู้ในการปฏิบัติ เพื่อการปรับตัวให้อยู่ร่วมกันด้วย สันติให้ได้ในสภาพที่มีการเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อศิลปหมายถึงการให้ศีลและการรับศีลเท่านั้น เฉย กลายเป็นพิธีกรรมที่ตายตัว โดยขาดกระบวนการทางปัญญาเพื่อการ อยู่ร่วมกันด้วยสันติ เมื่อโครงสร้างทางปัญญาเป็นอย่างนี้ คือแยกชีวิตและการ ศึกษาออกจากกัน การอยู่ร่วมกันหรือสังคมก็มีปัญหาสะสมมากขึ้น เรื่อยๆ จนวิกฤติ เพราะขาดปัญญาแห่งการอยู่ร่วมกัน ๒. กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เมื่อรู้อะไรจากวิธีชีวิตแล้วก็นำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ ให้เข้าใจในเรื่องนั้น ๆ ได้อีกขึ้น กว้างขึ้น และตรงต่อความจริงมาก ๒๒ ประวัติ # ขั้น ตรงนี้คือ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แต่ต้องเป็นวิทยาศาสตร์ที่มีฐานอยู่ในชีวิตจริงและปฏิบัติ จริง หรือฐานทางปัญญาในข้อ ๑ ไม่ใช่วิทยาศาสตร์แบบแยกส่วน จากชีวิตเยี่ยงในปัจจุบัน การเรียนโดยเอาวิชาเป็นตัวดั้ง โดยขาดความสัมพันธ์กับ ฐานของความเป็นจริงของชีวิตและสังคม สร้างคนที่ไม่รู้เรื่องราว อะไร คิดอะไรไม่เป็น ทำอะไรไม่เป็น ตัดสินใจอะไรไม่เป็น เสมือน คนไม่เขาเดาคุณ เดิมประเทศไปหมด การเรียนวิทยาศาสตร์แบบแยกตัวจากฐานความเป็นจริง ทำให้เรามี "นักวิทยาศาสตร์" แม้ได้ปริญญาเอก ที่ไม่สามารถ คิดการวิจัยที่มีฐานจากความเป็นจริงของสังคมไทย กลายเป็นการวิจัย แบบที่เรียกว่า ทำไปเพราะเทคนิค (technic-driven) เพราะตัวรู้ เทคนิคนี้ จึงทำอย่างนี้ เราจึงมีการวิจัยที่ไม่ได้ตอบปัญหาและแก้ปัญหาในสังคม ไทยมากกว่าการวิจัยที่มีประโยชน์จริง ความเป็นวิทยาศาสตร์ไม่ได้อยู่ที่การเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ อย่างแยกส่วนอย่างที่ทำ ๆ กัน แต่อยู่ที่กระบวนการวิเคราะห์สัง- เคราะห์ความรู้จากฐานชีวิตให้เป็นปัญญาที่สูงขึ้น อันนำไปใช้ให้ชีวิต และสังคมดีขึ้น กระบวนการทางวิทยาศาสตร์จึงอยู่ในทุกเรื่อง ไม่ใช่อยู่ ในเฉพาะวิชาวิทยาศาสตร์เท่านั้น ความเป็นวิทยาศาสตร์อย่างสูงยิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ "การวิเคราะห์การตัดสินใจ" (decision analysis) สังคมเต็มไปด้วยคนที่ตัดสินใจไม่เป็น นึกจะทำอะไรก็ทำ โดยไม่ผ่านการวิเคราะห์ใคร่ครวญถึงผลดีผลเสียที่จะตามมา สุขศาสตร์ทางปัญญา เด็กนักเรียนควรประกอบด้วย แม้ในการแพทย์ที่ว่าเก่ง ก็ขาดการวิเคราะห์การตัดสินใจ รำลึกส่งตรวจอย่างนี้หรือไม่ส่งหรือตรวจอย่างอื่นอย่างใด จะ "เสีย" และ "ได้" มากน้อย เปรียบเทียบแล้ววิธีใดจะให้ผลคุ้มค่ามากกว่า กัน การวิเคราะห์การตัดสินใจจะต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ เข้า มาประกอบ เช่น ข้อมูลทางระบาดวิทยาว่า คนอายุแค่นี้ เพศนี้ ใน ถิ่นนี้ ถ้าตรวจด้วยวิธีอย่างนี้ โอกาสที่จะพบเรื่องที่สงสัยมากน้อยแค่ไหน และคุ้มหรือไม่ เทคนิคที่ใช้มีความไวเท่าใด มีความจำเพาะ เท่าใด ราคาเท่าใด เพล่านี้ เป็นต้น ความรู้เหล่านี้โดยมากเราไม่รู้และไม่ได้ใช้ จึงกล่าวว่า เป็นการตัดสินใจโดยขาดฐานความรู้ กระบวนการวิเคราะห์การตัดสินใจจะกระตุ้นให้ต้องไป แสวงหาความรู้ต่างๆ ที่จำเป็นและสอดคล้องกับการใช้งาน ถ้าเราเรียน "การวิเคราะห์การตัดสินใจ" กันในทุกเรื่อง และทุกระดับการศึกษา จะกระตุ้นให้เกิดการวิจัยในเรื่องที่สอดคล้อง กับการใช้งานจริงเต็มประเทศ ความเข้มแข็งทางวิทยาศาสตร์ก็เกิดขึ้น ได้แม้เพราะเหตุนี้ ความเป็นวิทยาศาสตร์ที่สูงยิ่งและสำคัญยิ่งอีกอย่างหนึ่ง คือการวิเคราะห์สังเคราะห์จากสภาพจริงขึ้นมาเป็น "ความรู้เชิงนโยบาย" ความรู้เชิงนโยบายเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อสังคมอย่าง มหาศาล แต่เป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยเกือบไม่ทำเลย เพราะทำไม่เป็น เนื่องจากศึกษาขาดลอยจากฐานความเป็นจริงของชีวิตและสังคม ฉะนั้น ปัญญาในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในส่วนกลาง ของโครงสร้างทางปัญญานี้ควรเชื่อมโยงกับฐานในส่วนที่ ๑ และกับ ปัญญาทางศาสนธรรมในส่วนที่ ๒ จึงจะเป็นวิทยาศาสตร์ที่ไม่แยก ตัวจากความเป็นจริงของสังคมและจากจริยธรรม ๒๗๔ ประวัติศาสตร์ไทย # ๓. ปัญญาเข้าถึงสิ่งสูงสุด หมายถึงการเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวของสรรพสิ่ง และ สามารถละคลายจากความยึดมั่นในตัวตน เกิดความเมลตา กรุณา ในผู้อื่นและสรรพธรรมชาติทั้งปวง เป็นอิสระจากความนับคั่นด้วย ความเห็นแก่ตัว มีความสุขอันอันเหนือจากความสงบ ในทางพุทธศาสนาสิ่งสูงสุดคือภาวะนิพพาน อันเป็นความ ร่าง หรือธรรมชาติอันไม่มีการปรุงแต่ง (อสังขคธรรม) เป็นอนันต์- สภาวะ ในศาสนาอื่นสิ่งสูงสุดหมายถึงพระเจ้า นี้เป็นปัญญาในทาง ศาสนธรรมหรือจิตรวิญญาณ ซึ่งเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งในความเป็น มนุษย์ แต่ขาดไปในการศึกษาปัจจุบัน ปัญญาทั้ง ๓ ส่วนควรอยู่ในกันและกัน ไม่ควรแยกขาด จากกันเป็นส่วน ๆ เมื่ออยู่ในกันและกันจึงไปทำให้วิถีชีวิตร่วมกัน ดียิ่ง ๆ ขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดคือการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ ใน วิถีชีวิตร่วมกันหรือความเป็นชุมชนจะมีมิติทางศาสนธรรมร่วมอยู่ ด้วยเสมอ ซึ่งง่ายต่อการที่จะพัฒนาต่อยอดให้สูงยิ่ง ๆ ขึ้น การพัฒนา ปัญญาทางศาสนธรรมแบบแยกส่วนทำได้ยากและได้น้อย การปฏิรูประบบการศึกษาไทยที่สำคัญที่สุดคือ การปฏิรูปจาก การท่องหนังสือมาเป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติ ให้มากที่สุด สถาบันอุดมศึกษาควรไปวิจัยโดยเฉพาะพื้นที่เป็นตัวตั้ง ให้รู้ ความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และ เศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่น ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้มแข็งทางปัญญา ขึ้นมาเต็มประเทศ และดึงการเรียนรู้ไปสู่ฐานชีวิต ให้ชีวิตกับการ ศึกษาเข้ามาอยู่ข้อนทับกันมากที่สุด พุทธศาสน์ไทยปัญญา เพื่อนานาคตของประเทศไทย ๒๕ # เปิดพื้นที่ทางสังคม และพื้นที่ทางปัญญา อย่างกว้างขวาง การรวมตัวร่วมทำในทุกพื้นที่ ทุกองค์กร และทุกเรื่อง จะสร้างมวลปัญญาเต็มประเทศ โดยใช้สื่อช่วย ๒๖ สังคมไทยเป็นสังคมที่ปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทาง ปัญญา จึงมีมวลปัญญาไม่มาก ไม่เพียงพอที่จะผนึกตัวเองให้เกิด ความสมดุลและยั่งยืน ที่เป็นเช่นนี้เพราะเป็นสังคมอำนาจนิยม มีความสัมพันธ์ทาง ดิ่งระหว่างผู้มีอำนาจข้างบนกับผู้ไม่มีอำนาจข้างล่าง เป็นประเทศที่เน้นการใช้ระบบราชการ ซึ่งเป็นระบบที่เน้นการ ใช้กฎหมาย กฎ ระเบียบ และการสั่งการจากบนลงล่าง ผู้คนจึงไปถูกถือคดีต่ออยู่กับโครงสร้างอำนาจทางดิ่ง ในระบบอำนาจนี้ คุณค่าไปอยู่ที่การเชื่อฟังคำสั่งมากกว่าอยู่ที่ ปัญญา ฉะนั้น แม้มีระบบราชการที่ใหญ่โต และระบบการศึกษาที่ กว้างขวาง แต่ใช้ระบบราชการ การเรียนรู้ในระบบจึงมีน้อยมาก การเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง หมายถึง การปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมจากโครงสร้างทางดิ่ง ไปเป็นโครงสร้างทางราบ ที่ประชาชนมีความเสมอภาค เข้ามารวม ด้วยร่วมคิดร่วมทำร่วมเรียนรู้ในทุกพื้นที่ ทุกองค์กร และทุกเรื่อง เมื่อมีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ เรียกว่ามีความเป็นชุมชน และเมื่อมีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำกันมากๆ ในสังคม เรียกว่าเกิด ความเป็นประชาสังคม ในการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำเรียกว่า เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ในการปฏิบัติ (interactive learning through action) การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ เป็นการเรียนรู้ที่ค่อให้เกิด พลังทางปัญญามหาศาลในการทำอะไรๆ ให้สำเร็จ สามารถแก้ ปัญหาความยากจน แก้ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และ สุขภาพ การสื่อสารทำนอง "ร่วมด้วยช่วยกัน" จะเปิดพื้นที่ทางสังคม ยุทธศาสตร์ทางปัญญา เพื่ออนาคตของประเทศไทย ๒๗ ให้คนมารวมตัวร่วมคิดร่วมทำ เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นได้ เมื่อมีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำทั้งประเทศ จะเกิดพลังแผ่นดิน เพื่อการแก้ปัญหาทุกอย่าง จะสร้างภูมิคุ้มกันจากการถูกต่างชาติเอาเปรียบ เป็นวิธีเดียวที่จะเอาตัวรอดจากการบดบังของกระแสโลกาภิวัตน์ กฎหมาย กฎ ระเบียบ นโยบายของรัฐ ระบบการศึกษา ควรจะหนุนช่วยและเชื่อมโยงกับกระบวนการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ ควรมีการผลิต "วิทยากรกระบวนการ" จำนวนมาก เพื่อส่งเสริมกระบวนการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำอย่างกว้างขวาง รัฐควรมีนโยบายสร้างสปิวิตแห่งการเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคมให้เต็มประเทศ เพื่อเปิดพื้นที่ทางสังคมให้คนกันคนเอาหัวใจเข้าไปสัมผัสกัน มหาวิทยาลัยควรปรับโครงสร้างที่แบ่งเป็นภาควิชาและสาขาวิชา อันเป็นโครงสร้างอำนาจ ไปสู่การรวมกลุ่มข้ามสาขาเพื่อกระทำการกิจให้สำเร็จ ระดับการศึกษาลดหลั่นตายตัว คือ ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา ควรจะคลายออก ปราชญ์ชาวบ้านบางคนมีความรอบรู้มากกว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยอีก ควรมีการศึกษาเงินเดือนตามคุณวุฒิการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้มีการศึกษาทางเลือกกันอย่างหลากหลาย การรับเข้าทำงานควรประเมินความสามารถกันตามที่เป็นจริงไม่ใช่ตามปริญญา อัตราเงินเดือนขั้นต่ำควรจะเอากว่าเป็นมนุษย์เป็นตัวดั้ง ไม่ใช่เอาระดับการศึกษา ในประเทศญี่ปุ่นคนจะจบมหาวิทยาลัยหรือไม่จบ ตลอดจนคนขับแท็กซี่ คนงาน เงินเดือนเริ่มต้นจะเท่ากัน ประมาณ ๑๖๐,๐๐๐ ปริญญา ๓๕ ยุทธศาสตร์ทางสัญญา เพื่อการปกครองไทย 109 ยุทธศาสตร์เปิดพื้นที่ทางสังคมพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมทางสังคม สร้างความเข็งแวง และสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศ ข้อตกลงกับองค์การค้าโลก (WTO) ในการเปิดการค้าเสรีนั้น จะทำให้การค้าปลีกของคนไทยอันมีระดับนานาชาต รัฐบาลก็เข้าช่วยไม่ได้ เพราะองค์การค้าโลกห้าม แต่ที่เขาห้ามไม่ได้คือความรักชาติ ความรักชาติจะเป็นป้อมปราการในการต่อสู้ทางเศรษฐกิจ ถ้ามีความเป็นธรรมทางสังคม คนจะรักชาติมาก # ๖ สัมมาพัฒนา หรือมิจฉาพัฒนา : ดุลยภาพ หรือโลภจริตเสรี มีปัญญาเรียกแนวทางการพัฒนาที่ถูกต้อง จึงจะขจัดทุกข์ได้ ๓๐ ประเทศจะสามารถขจัดทุกข์ได้ต่อเมื่อมีปัญญาเลือกแนวทางการพัฒนาที่ถูกต้อง หรือสัมมาพัฒนา ถ้าแนวทางการพัฒนาไม่ถูกต้อง คือเป็นมิจฉาพันธ์แล้ว จะเกิดความเดือดร้อน ระส่ำระสายไปทั่วทุกอย่างอันเป็นสัมมาพัฒนาหรือไม่ ไม่ใช่สักแต่ว่าพัฒนา ๆ แล้วก็จะเป็นของดีเสมอไป ถ้าเป็นมิจฉาพัฒนาแล้วจะนำความเสื่อมมาให้อย่างรุนแรง กระแสในโลกถือตลาดเสรี การค้าเสรี การแข่งขันเสรี เป็นหลัก ซึ่งเป็นมิจฉาพัฒนา ถ้าการแข่งขันเสรีเป็นธรรมชาติของอะไร สัตว์ด้วยใหญ่มันจะปะตัวเล็กนี้เลย เพราะมันเป็นสัตว์ แต่บุรุษที่มีอะไรที่เหนือความเป็นสัตว์ ในความเป็นมนุษย์มีความเอื้ออาทร ถ้าแข่งขันเสรี เด็กเล็กก็ตายหมด แต่เด็กเล็กกรอดมาได้ เพราะผู้ใหญ่เอื้ออาทรและโอบรับ ดุลยภาพ ควรเป็นหลักของการพัฒนา ไม่ใช่การแข่งขันเสรี ดุลยภาพเป็นหลักของธรรมชาติ ท่านกลางความเปลี่ยนแปลง ระบบใดระบบที่สามารถรักษาความสมดุลไว้ได้ก็จะเกิดปกติภาพและความยั่งยืน เช่น ร่างกายของเรา ถ้ามีดุลยภาพก็จะมีความเป็นปกติหรือสุขภาพดี และอายุยืน การเป็นโรคใดโรคหนึ่งคือการเสียดุลยภาพ ถ้าเสียมากขึ้นก็เข้าใจชื่อ และถ้าเสียมากขึ้นก็สิ้นสุดหรือตาย ดุลยภาพเกิดจากองค์ประกอบต่าง ๆ ของระบบเชื่อมโยงกันอย่างบูรณาการ สุขศาสตร์ไทยปัญญา เกี่ยวกับครอบครัวมนุษย์ ๒๑ ในระบบร่างกายของเรา แม้มีเซลล์และฮอร์โมนอย่างหลากหลาย แต่ทั้งหมดเชื่อมโยงกันเป็นบูรณาการ ถ้าหัวใจไปทาง ปอดไปทาง ตับไปทาง เราก็ไม่มีทางเป็นคนอยู่ได้ ถ้าฮอร์โมนใดอวัยวะหนึ่ง เช่น ตับ หรือปอด จะเติบโตเป็นเอกเทศ โดยไม่คำนึงถึงความสมดุลกับส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ก็จะก่อให้เกิดการเสียดุลยภาพ คือเจ็บป่วยและตาย ตัวอย่างการเติบโตของเซลล์ชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นเอกเทศ ก็คือมะเร็ง เช่น มะเร็งของตับ หรือมะเร็งของปอด เกิดขึ้นจากเซลล์ของตับหรือของปอดเกิดผิดปกติ แล้วเพิ่มจำนวนมากขึ้น อย่างแยกส่วน ไม่คำนึงถึงระบบทั้งหมด เมื่อเติบโตอย่างแยกส่วนก็ทำให้ระบบเสียดุลยภาพ จึงไม่ปกติหรือป่วย และตาย การพัฒนาแบบแยกส่วนจึงนำไปสู่การเสียดุลยภาพและปกติภาพ การพัฒนาเศรษฐกิจ หรือความเติบโตทางเศรษฐกิจแบบแยกส่วนนำไปสู่การเสียดุลยภาพและปกติภาพ เช่น เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายความเข้มแข็งของครอบครัว ของชุมชน ของวัฒนธรรม ของศาสนธรรม ดังกล่าวแล้ว เพราะฉะนั้น ความสมดุล หรือดุลยภาพ ควรเป็นเป้าหมายไม่ใช่การเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะทำให้เสียดุลยภาพได้ การวัดความเจริญจึงไม่ควรวัดกันที่ความเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่วัดกันที่การมีดุลยภาพหรือความสุข การวัด GDP (Happiness) ควรจะเข้ามาแทนที่ GDP ดุลยภาพควรมีในทุกหน่วยและระหว่างหน่วยต่างๆ เช่น ละลอม เซอร์ อวัยวะ มนุษย์แต่ละคน ครอบครัว ชุมชน สิ่งแวดล้อม ปัญหาที่เราต้องแก้ไขในปี 2560 สังคม ระหว่างเมืองกับชนบท ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือ โลกทั้งโลก เป็นต้น ประเทศไหนที่เติบโตผิดสัดส่วนและทำลายความสมดุลของ โลก จึงเป็นเสมือน "มะเร็งของโลก" เซลล์แต่ละเซลล์ต้องแลกเปลี่ยนกับสิ่งแวดล้อมตลอดเวลา แต่แลกเปลี่ยนอย่างคัดเลือกว่าให้อะไรเข้า ให้อะไรออก มากน้อยแค่ ไหน เพื่อจะรักษามลพิษเฉพาะของมันและรักษาคุณภาพ ไม่ใช่ ปล่อยให้มีการไหลผ่านอย่างเสรี (free flow) ถ้ามีการไหลผ่าน อย่างเสรีมันจะตาย ตัวของเราก็เช่นเดียวกัน ถ้าอะไรๆ สามารถไหลผ่านอย่าง เสรี เราจะตาย เราต้องสามารถคัดเลือกได้ว่าให้อะไรเข้าให้อะไรออก มากน้อยแค่ไหน เพื่อรักษาคุณภาพในตัวเราไว้ ชุมชนและประเทศก็เช่นเดียวกัน การที่จะมีคุณภาพไม่ใช่ การปล่อยให้มีการไหลผ่านอย่างเสรี แต่อยู่ที่การเป็นตัวของตัวเอง สามารถคัดเลือกได้ และมีภูมิคุ้มกัน มหาอำนาจพยายามเชิดชูการค้าเสรี การเงินเสรี การแข่ง ขันเสรี ไม่ได้ใช้หลักคุณภาพ จึงเสียดุลยภาพหมดทั้งโลก เพราะ มันคือโลกจริงเสรี เขาพยายามหาเหตุผลและวิชาการมาอธิบายให้ดูน่าเชื่อถือ ว่า การค้าเสรี การเงินเสรี การแข่งขันเสรี มันคืออะไร แต่ไม่ได้ถาม ว่าที่ดินนั้นเพื่อใคร ที่ว่าดีนั้นต้องดีสำหรับทุกคน ทุกครอบครัว ทุกชุมชน ทุก ประเทศ ดีสำหรับแม่น้ำ กูเขา ป่าไม้ อากาศ ที่ทั้งหมดจะอยู่ด้วย กันอย่างสันติ หรืออย่างได้คุณภาพ ไม่ใช่ดีเฉพาะผู้กำหนดกติกา การอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และ พุทธศาสนาราชภัฏญา เกียรติธรรมศาสตร์มหาวิทยาลัย ๑๓๗ ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติแวดล้อม หรือดูแลสภาพ จะต้องเป็น ตัวติ้ง ไม่ใช่เอาการแข่งขันเสรีเป็นตัวติ้ง ไม่ใช่เอาการแข่งขันเสรี เป็นตัวติ้ง ถ้าเปิดแข่งขันเสรี แล้วต่างชาติมาอัดเอาธนาคารเป็นของเขา หมด อีกดูดสาหกรรม อีกการค้าปลีก และอีกฐานทรัพยากรของ เราไปหมด แล้วเราจะอยู่อย่างไร สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในอเมริกาใต้ และกำลังเกิดขึ้นในบ้านเรา เราต้องมีปัญญารู้เท่าทันเมายาคดิของโลก ถ้าเราไม่รู้ความเป็น จริงเหล่านี้ ก็จะมีความเห็นชอบและความดำริชอบไม่ได้ การทำให้คนไทยรู้ความจริงอย่างทั่วถึง จึงเป็นส่วนหนึ่งของ ยุทธศาสตร์ทางปัญญา มนุษย์จะต้องมีปัญญาพอที่รู้ว่า "การอยู่ร่วมกัน - Living Together" คือเป้าหมายสูงสุด ไม่ใช่กำไรสูงสุด และมีปัญญาพอ ที่จะต่อสู้ป้องกันตัวเองจากปัจจัยภายนอกที่จะทำให้เสียสมดุล การพัฒนาอย่างบูรณาการ เมื่อเอาดุลยภาพเป็นตัวติ้ง ก็ต้องคิดและทำอย่างบูรณาการ บูรณาการ คือ ความเชื่อมโยงขององค์ประกอบต่างๆ อย่าง สมดุล ชีวิต สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และศาสน- ธรรม ต้องเชื่อมโยงกันอย่างบูรณาการและมีดุลยภาพ ตลอดจนต้อง มีระบบภูมิคุ้มกัน เพราะระบบใดระบบหนึ่งจะถูกรบกวนจากกาย นอก เช่น เชื้อโรค ไขร ขโมย เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ข้อมูลข่าวสาร กำลังติดอาวุธ ถ้าไม่มีระบบภูมิคุ้มกัน การรบกวนจากภายนอกจะทำลาย สิ่งที่ขาดแคลน หรือมีราคาแพงกว่าปกติ ดุลยภาพ หรือไม่สามารถซื้อได้ ๓๕ ประวัติ รูปที่ ๒ ความเชื่อมโยงขององค์ประกอบต่าง ๆ อย่างบูรณาการ มีกระบวนการทางปัญญาเป็นศูนย์กลาง คุณภาพภายในได้ * ศาสนธรรม หรือการมีจิตใจสูงจะทำให้รักษาคุณภาพได้ง่าย * ความโภช โกรธ หลง ทำให้ยากที่จะรักษาความสมดุลไว้ได้ * ตั้งที่อารอธรรมวัดภูนิยมบริโภคณิยมที่ทอดทิ้งการมีจิตใจสูง นำไปสู่การเสียคุณภาพหมดทั้งโลก อย่างไม่ปัจจุบัน * สรรพสิ่งทั้งหลายด้านเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุปัจจัยต่าง ๆ * คุณภาพไม่ใช่สภาวะนั้งไม่เปลี่ยนแปลง แต่เป็นคุณภาพท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง * การจะรักษาคุณภาพท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ต้องการกระบวนการทางปัญญา * เรื่องพัฒนาการอย่างบูรณาการนี้ยังเป็นการยากที่จะเข้าใจ เพราะคนทั้งหมดอยู่ในโลกที่กระแสการคิดและทำแบบแยกส่วนมานาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฉะนั้นเรื่องปัญญาบูรณาการ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่จะต้อง เกิดขึ้น และนี่อาจเป็นคำตอบต่อโจทย์ที่ไอน์สไตน์ตั้งไว้ "เราต้อง การวิถีคิดใหม่โดยอื่นเชิง ถ้ามนุษยชาติจะอยู่รอดได้" วิธีคิดเก่า คือ คิดแบบแยกส่วน วิธีคิดใหม่ คือ คิดแบบเชื่อมโยงเป็นบูรณาการ ความรู้กับปัญญาต่างกันตรงนี้ คือความรู้หมายถึงรู้เป็นเรื่อง ๆ ปัญญาหมายถึงรู้อย่างเชื่อมโยง เชื่อมโยงจนรู้ทั้งหมด ทั้งหมด หมายถึงรู้ตัวเองด้วย เมื่อรู้นอกตัวและรู้ในตัวก็สามารถจัดความ สัมพันธ์ได้ถูกต้อง ปัญญาจึงรวมจริยธรรมอยู่ด้วย คำพูดที่ว่า "คนมีปัญญาแล้วโกงเก่ง" ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะ คนโกงไม่เรียกว่ามีปัญญา แต่มีความโง่หรืออวิชชา ปัญญาจึงหมาย ถึงมีความดีอยู่ด้วยแล้ว ขณะนี้ประชาชนในชุมชนต่าง ๆ กำลังรวมตัวกันทำการวิจัย เรื่องของชุมชน และนำผลการวิจัยมาวางแผนแม่บทชุมชน เพื่อการ พัฒนาอย่างบูรณาการ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างคน สังคม และ สิ่งแวดล้อม สัมมาพัฒนาที่ฐานล่างของสังคมจะทำให้สังคมทั้งหมด มั่นคงและยั่งยืน หากคนข้างบนซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายอันได้แก่ บุคคล ส ประเภท คือ นักการเมือง ข้าราชการ นักวิชาการ นักธุรกิจ และสื่อ มวลชน ไปเรียนรู้กระบวนการทางปัญญาและสัมมาพัฒนาที่ฐานล่าง ของสังคม จะเข้าใจทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีพระมหา- ชนกของพระเจ้าอยู่หัวดีขึ้น การเรียนรู้ร่วมกันทั้งสังคมว่าสัมมาพัฒนาคืออย่างไร จะเป็น ก้าวกระโดดทางปัญญาของประเทศ เพราะสามารถทำให้เกิดการ พัฒนาอย่างบูรณาการในทุกขังหวัดและทุกด้านได้โดยไม่ยากนัก สัมมาพัฒนา หรือปัญญาที่จะมา ต่อสภาพ เรื่องในกรริยานี้ ๓๖ ประเวศ วะลี อันจะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างได้ดูถูกภาพและยั่งยืน สามารถส่งเสริมการพัฒนาอย่างบูรณาการเป็นบางจังหวัด และบางตำบล และใช้เป็นเครื่องมือเรียนรู้เพื่อขยายออกไปจนเต็มพื้น ที่ทั้งประเทศ จะเกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการ ทั้งการแก้ความยาก จน อนุรักษ์ และทะนุบำรุงสิ่งแวดล้อม แก้ปัญหาสังคม ทะนุบำรุง วัฒนธรรม ศาสนธรรม สุขภาพ และความปลอดภัย พร้อมกันหมด ทุกอย่าง จะเกิดการเรียนรู้ร่วมกันของคนไทยทั้งประเทศ เป็นการ ปฏิรูปการเรียนรู้ครั้งใหญ่ เพื่อแก้ความทุกข์ยากของคนทั้งแผ่นดิน ในสัมมาพัฒนาจะต้องถือการมีสัมมาอาชีวะของคนทั้งหมด ในแต่ละพื้นที่เป็นตัวตั้ง ในขณะที่มีข้าพเจาพัฒนาไม่สนใจเรื่องสัมมาอาชีวะ แต่สนใจเงิน เป็นหลัก ถ้าคนทั้งหมดมีสัมมาอาชีวะและมีรายได้ที่พออยู่ได้ ก็จะหยุด เบียดเบียนกัน และหยุดเบียดเบียนสิ่งแวดล้อม ทุกตำบลและทุก จังหวัดควรใช้การมีสัมมาอาชีวะของคนเป็นครรภ์นี้วัดการพัฒนา ยุทธศาสตร์ทางปัญญา เพื่อภาคของประเทศไทย ๗๐๕ # ๗ ## การอภิวัฒน์ ### ทางปัญญา #### ทำ ๓ เรื่อง ข้อมูลข่าวสาร การสื่อสาร กระบวนการเรียนรู้ที่ดี ๒๘ การที่จะทำให้เกิดการก้าวกระโดดทางปัญญาทั้งชาติ ควร ทำ ๒ เรื่อง แตกเป็น ๓ เรื่อง ๑. เรื่อง คือ * ทำให้คนไทยรู้ความจริงอย่างทั่วถึง * สร้างนิสัยในการเรียนรู้ และมีกระบวนการเรียนรู้ที่ดี การรู้ความจริงเป็นฐานของปัญญา การไม่รู้ความจริงหรือการ รู้ความไม่จริง ทำให้ค่อยปัญญา หรือปัญญาเสื่อม สมัยก่อนไม่สามารถทำให้คนทั้งสังคมรู้ความจริงถึงกันหมด ได้ แต่สมัยนี้ด้วยเทคโนโลยี สามารถทำให้คนทั้งหมดรู้ความจริงถึง กันและพร้อมกันได้ จึงเป็นโอกาสแห่งการอภิวัฒน์ทางปัญญา เพื่อ การอยู่ร่วมกัน การทำให้รู้ความจริงอย่างทั่วถึงควรแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ ๑. ข้อมูลข่าวสารและแหล่งเรียนรู้ ๒. การสื่อสาร ๓. การเรียนรู้ที่ดี ซึ่งขยายความพอเป็นสังเขป ดังนี้ ๑. ข้อมูลข่าวสารและแหล่งเรียนรู้ ข้อมูลข่าวสารอันเป็นความรู้ที่ถูกต้อง เป็นสิ่งจำเป็นสำ- หรับทุกคนและทุกหน่วยของสังคม เปรียบเสมือนเป็น "ดีเอนเอ ทางสังคม" เชลล์ทุกเซลล์มีดีเอนเอ ซึ่งมีความยาว ๓,๐๐๐ อันตัว อักษร อันเป็นข้อมูลข่าวสาร (information) ที่ไปกำหนดโครงสร้าง ยุทธศาสตร์ชาติปัญญา เพื่อนำการประมวลผลได้ และการทำหน้าที่ของเซลล์ ถ้าข่าวสารผิดไป บางทีแม้แต่ตัวเดียวใน ๓,๐๐๐ ล้าน ตัว ก่อให้เกิดความผิดปกติรุนแรงมาก ถ้าทุกคนและทุกหน่วยในสังคมมีข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ก็จะทำให้มีปัญญาเพื่อทำให้ถูกต้องได้ ขณะนี้ยังมีการขาดข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องบ้าง หรือได้รับ ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ชัดเจน ปฏิบัติไม่ได้ หรือเป็นเท็จ (ทุสนเทศ) บ้าง จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องสร้างระบบข้อมูลข่าวสาร ที่จำเป็นในชีวิตและการทำงาน โดยทำความรู้แต่ละเรื่องให้ชัดเจน แม่นยำ เข้าใจง่าย มีประโยชน์จริง และลดทุนเสพตอง ในสังคมที่ซับซ้อน การรู้ความจริงเท่าที่สัมผัสได้ไม่พอ เพราะความจริงจากประสบการณ์อาจหลอกเราได้ จำเป็นต้องมีการ วิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูลให้เป็นความรู้และเป็นข่าวสาร (infor- mation) ที่ทำให้เข้าใจความจริงได้ลึกขึ้น ความรู้ข้อมูลข่าวสารอาจอยู่ในรูปของการมีหนังสือดี ๆ ให้มากพอ รัฐบาลต้องทำให้หนังสือราคากูเกมือนที่รัฐบาลอินเดีย ทำ พัฒนาหนังสือพิมพ์ให้เป็นแหล่งความรู้ไม่ใช่มีแต่ความเห็นเท่า นั้น ต้องมีห้องสมุดทุกชุมชน มีพิพิธภัณฑ์มากๆ รวมทั้งความรู้ใน อินเทอร์เน็ต ๒. การสื่อสาร ควรมีระบบสื่อสารให้รู้ถึงกัน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทุกรูป แบบ ทั้งสื่อสารสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต สื่อสารไม่ควรจะเป็นเครื่องมือของรัฐและธุรกิจเท่านั้น แต่ ควรจะเป็นเครื่องมือของประชาชนในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ๔๐ ประชาชาติ วิทยุชุมชนเป็นตัวอย่างของการสื่อสารที่มีประสิทธิผล และประสิทธิภาพที่สุด ราคาก็ถูก และประชาชนเป็นผู้เข้ามาสื่อสาร ด้วยตนเองในเรื่องที่สำคัญต่อชีวิตชุมชน อย่างน้อย ๘ เรื่อง คือ ๑. เรื่องการทำมาหากิน ๒. เรื่องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ๓. เรื่องการดูแลรักษาสุขภาพ ๔. เรื่องการศึกษา ๕. เรื่องศาสนา ๖. เรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ๗. เรื่องดินฟ้าอากาศ ๘. เรื่องบ้านเมืองและโลก ทั้ง ๘ เรื่อง ด้านเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ทั้งสิ้น และทำให้ชุมชนเข้มแข็งโดยรวดเร็ว ตรงข้ามกับสื่อระดับชาติ ซึ่งใช้ปฐกระดมเรื่องวัตถุนิยม บริโภคนิยม ความรุนแรง และกามคัณหา กันมากเกินพอดี รัฐบาลควรส่งเสริมสนับสนุนสื่อชุมชน การแลกเปลี่ยน ระหว่างชุมชน การแลกเปลี่ยนระหว่างชุมชนกับสื่อระดับชาติ สื่อระดับชาติควรลดการปลูกระดมกามคัณหา สรรสร้าง เรื่องดีๆ มีประโยชน์และนำเสน่หามาสื่อมากขึ้น ควรให้ผู้นำชาวบ้าน ปราชญ์ชาวบ้าน ศิลปินชาวบ้าน มาใช้สื่อระดับชาติให้มากขึ้น ควรมีวิทยุเฉพาะกลุ่ม เฉพาะเรื่อง ที่ประชาชนจะใช้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และช่วยเหลือกัน ทำนอง "ร่วมด้วยช่วยกัน" ซึ่งจะเปิดพื้นที่ทางสังคมตื่นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวางที่ทำให้สังคม พุทธศาสตร์ทางปัญญา สื่ออนาคตของประเทศไทย ๕๑ เข้มแข็ง เป็นต้น เนื่องจากสื่อตะวันตก โดยเฉพาะของสหรัฐอเมริกาครอบ งำโลก เราต้องมีระบบกลั่นกรองคัดเลือกว่าอะไรจริงหรือไม่จริง อะไร ดีหรือไม่ดี ไม่ใช่ถ่ายทอดของเขามาตะไปอย่างทุกวันนี้ ประเทศจะต้องสร้างความสามารถที่จะตรวจตรากสั่นกรอง ข่าวจากทั่วโลก มิฉะนั้นเราจะถูกครอบงำทางปัญญาเปิดเสรีใจ ๓. มีการเรียนรู้ที่ดี นี่คือเรื่องใหญ่ที่สุดของยุทธศาสตร์ทางปัญญา คือการที่ คนทั้งประเทศมีนิสัยหรือฉันทะในการเรียนรู้ และมีกระบวนการเรียน รู้ที่ดี ทุกอย่างก็จะลงตัวหมด ถ้าประชาชนมีฉันทะในการเรียนรู้ก็จะเรียกร้องให้มีระบบ ข้อมูลข่าวสาร และการสื่อสารที่ดี เพราะจำเป็นสำหรับการเรียนรู้ที่ดี โจทย์ที่ใหญ่ที่สุดก็คือ จะสร้างนิสัยรักการเรียนรู้ให้เป็น นิสัยของชาติได้อย่างไร และต้องดีประเด็นให้แตกกว่ากระบวนการ เรียนรู้ที่ดินั้นคืออย่างไร สิ่งที่สถาบันการศึกษาทั้งหมดตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหา วิทยาลัยทำอยู่ในขณะนี้คือ "การถ่ายทอดความรู้เก่า" การสร้างความรู้ใหม่มีน้อยมาก และการโยงความรู้กับ สถานการณ์ที่เป็นจริงมีน้อยมาก ในสมัยโบราณที่สังคมไม่ซับซ้อน และการเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ความรู้เก่าอาจจะใช้ได้ไปนาน แต่ในสังคมที่ซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การ ถ่ายทอดความรู้เก่าโดยเอาวิชาเป็นตัวตั้งถ้าสมัยใดสิ้นเชิง และทำ ให้อ่อนแอทางปัญญา จำเป็นต้องมีการปฏิรูปการเรียนรู้ สร้างความ ประมวล ระดี เข้มแข็งทางปัญญาให้ได้ หลักใหญ่ของการปฏิรูปการเรียนรู้ น่าจะเป็น เปลี่ยนจากการท่องความรู้จากตำราไปเป็นเรียนรู้จากการปฏิบัติ และสามารถวิจัยสร้างความรู้ใหม่ให้เหมาะแก่การใช้งาน ในการวิจัยสร้างความรู้ใหม่ต้องสามารถดึงข้อมูลต่าง ๆ เข้ามาใช้ รวมถึงความรู้เก่าด้วย ระบบการศึกษาทั้งหมดจะต้องปรับเปลี่ยนจากการถ่ายทอดความรู้เก่า แต่ทำอะไรไม่เป็น และคิดไม่เป็น ไปเป็นการเรียนรู้จากการทำเป็นและวิจัยสร้างความรู้ใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ความเป็นจริง มหาวิทยาลัยควรจะเข้ามาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ควรจะมีมาตรการกระตุ้นให้มหาวิทยาลัยมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ๑. มาตรการทางการจัดสรรงบประมาณที่มีเงื่อนไขของการเปลี่ยนแปลง ๒. มีองค์กรส่งเสริมและรับรองคุณภาพของมหาวิทยาลัย โดยร่วมกันนิยามคุณภาพของมหาวิทยาลัยเสียใหม่ จากการทำเป็นและวิจัยสร้างความรู้ใหม่อันสอดคล้องกับสถานการณ์จริง เป็นต้น การเจริญสติ ควรเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการเรียนรู้ เพราะช่วยให้จิตเป็นกลาง สามารถรับรู้ความจริงได้ โยงเอาปัญญาไปใช้ได้ทัน ไม่หยุดเข้าไปสู่ความไม่ดี ทำให้ประสบความงานและความสุข ยุทธศาสตร์ทางปัญญา เพื่ออนาคตของประเทศไทย ๕๓ การเจริญสติทำให้ประสบ - ความจริง - ความงาม - ความดี - ความสุข จึงจำเป็นอย่างยิ่งในกระบวนการเรียนรู้ที่ดี การส่งเสริมการเรียนรู้ คือกุญแจ ควรมีหน่วยส่งเสริมการเรียนรู้ในทุกพื้นที่และทุกองค์กร ในทุกพื้นที่จะมีบุคคลบางคนที่สนใจการเรียนรู้ ควรหาให้พบบุคคลเหล่านั้น แล้วสนับสนุนให้รวมตัวกันทำหน้าที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของคนในพื้นที่ขยายตัวออกไป มีการเชื่อมโยงหน่วยส่งเสริมการเรียนรู้ให้เป็นเครือข่าย ควรมีการรณรงค์เคลื่อนไหวเรื่องการเรียนรู้ทางสังคม ความเคลื่อนไหวสังคมเรื่องการเรียนรู้จะกระตุ้นความสนใจของทุกภาคส่วนในสังคมรวมทั้งภาคการเมือง ควรมี "สถาบันส่งเสริมการเรียนรู้แห่งชาติ" อันเป็นองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ เป็นเครื่องมือส่งเสริมองค์ประกอบทั้ง ๓ คือ ข้อมูลข่าวสาร การสื่อสาร และการเรียนรู้ที่ดี ให้เกิดขึ้นเต็มประเทศ ควรมี "กองทุนทางปัญญา" ดังกล่าวในตอนที่ ๑๐ เป็นเครื่องมือสนับสนุน การเสริมสร้าง ทางปัญญา ที่ ๑ เรื่อง ๕๕ ประวัติ ฯลฯ # ภาพรวม ## ของการพัฒนากำลังคนของประเทศ การพัฒนากำลังคนทั้งหมดของประเทศ ต้องคิดประเด็นการจัดการให้แตก # ประเทศจะเข้มแข็งทางปัญญา ## อยู่ที่การพัฒนากำลังคน ทั้งหมดของประเทศโดยรวมดีและถูกทาง ในที่นี้จะรวบรวมสิ่งที่ ควรทำในการพัฒนากำลังคนทั้งหมดไว้ ๑๐ ประการ เพื่อให้เป็นภาพ รวม ดังต่อไปนี้ คือ ๑. กระบวนการทางปัญญาของฐานล่างของสังคม ๒. การพัฒนาคุณภาพของผู้ใช้แรงงาน ๓. ปัญญาเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ ๔. การพึ่งตนเองทางวิชาการ และดัดการสูญเสียให้ ต่างชาติ ๕. พัฒนาระบบราชการให้ใช้ความรู้เป็นฐานของการ ทำงาน ๖. พัฒนาให้ระบบการศึกษาเรียนรู้จากการปฏิบัติ จริง และสามารถสร้างความรู้ให้เหมาะกับสถาน- การณ์จริง ๗. พัฒนาสถาบันทางศาสนาให้สามารถส่งเสริมการ เรียนรู้ทางศาสนธรรมอย่างได้ผล ๘. พัฒนาพรรคการเมืองไปสู่ความเป็นสถาบันที่ใช้ ความรู้เป็นฐาน ๙. พัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารและการสื่อสารให้คน ไทยรู้ความจริงอย่างทั่วถึง ๑๐. มีเครือข่ายของหน่วยส่งเสริมการเรียนรู้ที่ดีในทุก พื้นที่และทุกองค์กร ทั้ง ๑๐ นี้ คือการพัฒนากำลังคนทั้งหมดของประเทศ ๔๖ ประเทศ ระดี ประเด็นที่จะต้องช่วยกันดีให้แตกคือ การจัดการ ว่าจะจัดการให้บรรลุผลได้อย่างไร ที่จริงทางราชการมีเครื่องมือหลายส่วนที่จะทำงานได้เช่น สำนักงบประมาณ ก.พ. กพร. กฤษฎีกา ทบวงมหาวิทยาลัย กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่ละส่วนไม่สามารถทำงานนี้ได้ ต้องการความเป็นเอกภาพของนโยบาย อุทธรศาสตร์และการปฏิบัติ ภายใต้การนำอย่างแรงและถูกต้องของฝ่ายการเมือง ควรมี "สำนักงานยุทธศาสตร์ทางปัญญา" ตามที่กล่าวในตอน ๑๐ เข้ามาเป็นเครื่องมือทางนโยบายและยุทธศาสตร์เพื่อสร้างการจัดการที่จะพัฒนากำลังคนทั้งหมดของประเทศให้ได้ หมายเหตุ ๑. ในเรื่องทั้ง ๑๐ ข้างต้นนั้น เรื่องที่ก้าวหน้ามากที่สุดคือ กระบวนการทางปัญญาของส่วนล่างของสังคม มีชุมชนหลายแห่ง รวมตัวกันทำวิจัยเรื่องของชุมชน นำผลการวิจัยมาทำแผนแม่บทชุมชน ภายในเวลาไม่ช้านัก ทุกตำบลทั้ง ๗,๐๐๐ กว่าตำบล คงจะสามารถทำแผนแม่บทชุมชน ซึ่งเมื่อปฏิบัติตามนั้นจะทำให้ชุมชนแข็งแรงและหลุดพ้นจากความยากจน รัฐควรส่งเสริมและสนับสนุน และจัดการให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันของทุกฝ่าย ๒. ผู้ใช้แรงงานนั้นมีความรู้และความชำนาญจากการปฏิบัติการพัฒนาคุณภาพควรต่อยอดสัมพันธ์กับฐานความรู้ความชำนาญของเขา ยุทธศาสตร์ทางปัญญา คือแนวทางการบริหารไทย ส๗ ควรออกกฎหมายให้องค์กรของรัฐและเอกชนต้องจัดสรรทรัพยากรส่วนหนึ่งไว้พัฒนาบุคลากร โดยอาจทำเอง ให้บริษัทเอกชนทำ หรือให้วัฐทำ ทั้งนี้ต้องมีการตรวจสอบว่าได้ผลจริง ๓. ปัญญาเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ที่ใช้ความรู้เป็นฐานนั้นเกือบจะขาดไปโดยสิ้นเชิงในสังคมไทย นโยบายสาธารณะกลายเป็นเรื่องผลประโยชน์ของคนส่วนน้อยที่กระทบคนส่วนใหญ่ จำเป็นต้องมีกระบวนการนโยบายที่อาศัยความรู้และการมีส่วนร่วมของสาธารณะ หน่วยงานต่างๆ โดยมากทำยุทธศาสตร์และบริหารยุทธศาสตร์ไม่เป็น มหาวิทยาลัยเกือบทั้งนโยบายและยุทธศาสตร์ไม่เป็น นักวิชาการโดยมากจะหยุดอยู่แค่วิเคราะห์และวิจารณ์ ไปไม่ถึงการสังเคราะห์และการจัดการว่าเรื่องที่วิจารณ์นั้นทำอย่างไรซึ่งจะทำให้สำเร็จ มีความรับผิดชอบที่จะต้องทำงานทางวิชาการเพื่อสร้างปัญญาเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยน่าจะต้องรวมตัวจัดองค์กรทำการวิจัยและสังเคราะห์นโยบายและยุทธศาสตร์ ๔. ควรจะรีบวิจัยว่าเราต้องเสียเงินไปให้ต่างชาติ เพราะเราทำเรื่องนั้น ๆ ไม่เป็นในเรื่องอะไรบ้าง เช่น ในเรื่องวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เรื่องงานทางบัญชี แล้วเร่งพัฒนาคนไทยและการจัดองค์กรให้ทำได้ เรื่องวิทยาศาสตร์พื้นฐาน เช่น คณิตศาสตร์ และฟิสิกส์ ถ้าอ่อนแอจะทำให้ทำงานวิศวกรรมใหญ่ ๆ ยาก ๆ ไม่ได้ ต้องจ้างที่ปรึกษาและบริษัทด่างชาติ เสียงานจำนวนมากอย่างน่าเสียดาย บริษัทที่ปรึกษาบัญชีต่างชาติใหญ่ ๆ ที่มีชื่อเสียงเอาเงิน ๗๘ นวเวค 253 ทองเราไปไม่ใช่น้อย และกาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่าบริษัทเหล่านี้ก็ ขาดจริยธรรม รัฐจะต้อง ส่งเสริมให้เกิดบริษัทบัญชีของเราเองที่เก่ง ๆ และดีกว่าต่างชาติ เรื่องยามีมูลค่ามหาศาล แต่จะหาเภสัชกรที่เข้าใจระบบ ยากเกือบไม่มีเลย มีแต่คนรู้ทางเทคนิค ถ้าขาดความรู้เชิงระบบ เรา จะไม่เข้าใจส่วนเชื่อมต่อที่ขาดหายไป (missing links) ทำให้ไม่มี ปัญญาที่จะอุดช่องสูญเสีย ฯลฯ ๔. ในการพัฒนาระบบราชการนั้น จะต้องทำให้ระบบราชการ ทำงานโดยใช้ความรู้เป็นฐาน (knowledge-based) ให้ได้ โดย ต้องมีผลงานที่ประเมินได้ และในการปรับให้เป็นหน่วยงานที่มีฐาน ความรู้ รัฐบาลอาจต้องจัดให้ใช้งบประมาณ ประมาณร้อยละ ๕ ของ งบทำการ มาเป็นงานวิจัยและพัฒนาคน แต่ทั้งนี้ต้องมีหน่วยจัดการ ความรู้ที่เป็นอิสระ ที่ทำงานได้ผลจริง สุทธศาสตร์ทางปัญญา เพื่ออนาคตของประเทศไทย ๕๙ # เครื่องมือยุทธศาสตร์ ทางปัญญา การจัดการความรู้ และการส่งเสริมการจัดการความรู้ ๕๐ ในเรื่องยุทธศาสตร์ทางปัญญาที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น สำหรับ เรื่องที่ควรทำนั้นคิดไม่ยาก แต่เครื่องมือที่จะทำให้เรื่องนั้น ๆ สำเร็จ นั้นยาก เพราะการบริหารองค์กรต่าง ๆ แม้แต่ในองค์กรมหาวิทยาลัย และองค์กรคณะสงฆ์ ซึ่งเป็นองค์กรทางปัญญา ส่วนเป็นองค์กรที่ บริหารอำนาจทั้งสิ้น คือ เป็นที่กฎหมาย กฎ ระเบียบ และการสั่งการ แต่เครื่องมือที่ต้องการคือ การบริหารจัดการความรู้ ซึ่งผู้ บริหารองค์กรเหล่านี้ทำไม่เป็น นี้รวมถึงอธิการบดี คณบดี หัวหน้า ภาควิชา และหัวหน้าสาขาวิชา เป็นส่วนมากด้วย ไม่ต้องพูดถึง ปัจจัยกระทรวงและอธิบดีต่าง ๆ การบริหารจัดการความรู้ หมายถึง การใช้ความรู้เพื่อสร้าง ความรู้ และโยงความรู้ไปสู่สถานการณ์จริง ให้ได้ผลที่ประเมินได้ และจัดให้มีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อยกระดับความรู้และการปฏิบัติให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพัฒนา จิตใจให้เป็นคนดีขึ้นด้วย ยุทธศาสตร์นี้จึงอยู่ที่การปรับการบริหารจัดการจากการ เชิงอำนาจไปเป็นการบริหารจัดการความรู้ ทุกหน่วยของสังคม เช่น ครอบครัว ชุมชน วัด โรงเรียน บริษัท กรม กอง คณะ ภาควิชา ต้องปรับตัวไปเป็นหน่วยเรียนรู้ และ ส่งเสริมการเรียนรู้ทั่วตลอดทั้งสังคม นี่คือที่เรียกว่า ปรับวัฒนธรรม จากวัฒนธรรมอำนาจไปสู่วัฒนธรรมการเรียนรู้ ควรมีหน่วยจัดการความรู้ที่เป็นอิสระในทุกพื้นที่ ทุกองค์กร และทุกเรื่อง ทำงานในลักษณะต่าง ๆ ตามประเภทของความรู้ที่จำ เป็นแก่การใช้งาน ส่วนใหญ่อังทำไม่เป็นซึ่งต้องมีการส่งเสริมการจัดการความ พุทธศาสตร์ทางปัญญา เรื่องอนาคตของประเทศไทย ดีๆ รู้ขณะนี้มีการจัดตั้ง "สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม" (สคส.) มีตัวอย่างของหน่วยจัดการความรู้ที่เป็นอิสระและหน่วยส่งเสริมการจัดการความรู้ที่เป็นอิสระอื่น เช่น สถว. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สวรส. สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สสส. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สปรส. สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ สนส. สำนักงานสนับสนุนวัคกรรมทางสังคม มสช. มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ องค์กรชุมชน คือ หน่วยจัดการความรู้ของชุมชน หน่วยจัดการความรู้ที่เป็นอิสระ และหน่วยส่งเสริมการจัดการความรู้ อาจเป็นหน่วยงานของรัฐ ของชุมชนท้องถิ่น ขององค์กรทางธุรกิจ องค์กรทางศาสนา หรืออาจเป็นมูลนิธิ ขอให้คนไทยช่วยกันทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ดี ๆ และช่วยกันสร้างและส่งเสริมหน่วยจัดการความรู้ที่เป็นอิสระในทุกพื้นที่ ทุกองค์กร และทุกเรื่อง ที่ต้องการทำให้สำเร็จ เพราะนี่คือ เครื่องมือของยุทธศาสตร์ทางปัญญา คนที่มีเงินแล้วอยากใช้เงินให้เป็นประโยชน์ต่ออนาคตของประเทศ ควรใช้เงินส่งเสริมการจัดการความรู้ มูลนิธิรอดคี่เฟลเลอร์ มูลนิธิฟอร์ด เป็นตัวอย่างขององค์กรส่งเสริมการจัดการความรู้ ของเขามีเป็นหมื่น ๆ มูลนิธิแบบนี้ ของเราเหมือนทะเลทราย รัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ถ้าเข้าใจเรื่องนี้ ก็อยู่ในฐานะจะทำให้ทะเลทรายเขียวขจุ่มด้วยพันธุ์พฤกษาทางปัญญา ๑๐ เครื่องมือ ยุทธศาสตร์ การปัญญา ประมวล ๑๕ # ๑๐ การเคลื่อนไหว ยุทธศาสตร์ทางปัญญา การเคลื่อนไหว และเครื่องมือการเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวยุทธศาสตร์ทางปัญญาอาจทำได้ดังนี้ ๑. สร้างความมุ่งมั่นร่วมกันทั้งชาติ ว่าอนาคตของประเทศ ไทยอยู่ที่การเติบโตทางปัญญา ไม่ใช่การเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยการเผยแพร่เอกสารแนวคิดออกไปอย่างกว้างขวาง ในรูปต่าง ๆ จัดการประชุมซ้ำๆ หลาย ๆ ครั้ง ทั้งในส่วนภูมิภาค และในส่วนกลาง เพื่อเพิ่มความชัดเจนในแนวคิดและวิธีการ มีการ สื่อสารทางวิทยุ และโทรทัศน์อย่างกว้างขวาง การเคลื่อนไหวให้เกิดกระแสทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง จะก่อให้เกิดจิตสำนึกและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ๒. บุคคลและหน่วยงานต่าง ๆ ทดลองและพยายามปฏิบัติ ในส่วนที่เกี่ยวข้องเท่าที่จะทำได้ โดยมีหน่วยจัดการความรู้ที่เป็น อิสระ จะเล็กหรือใหญ่แล้วแต่สถานการณ์ บางครั้งคน ๆ เดียวที่เข้าใจ ก็ทำตัวเป็นหน่วยจัดการความ รู้ที่เป็นอิสระได้ เอกชนควรให้ทุนหรือจัดตั้งองค์กรเพื่อเคลื่อนไหว ทางปัญญา ๓. ในมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษามีความสำคัญอย่าง ยิ่งในยุทธศาสตร์ทางปัญญา ควรมีการรวมตัวกันโดยอิสระ ข้ามพรมแดนสาขาวิชา ข้ามพรมแดนสถาบัน เพื่อเคลื่อนไหวยุทธศาสตร์ทางปัญญา ควรมีการสนับสนุนทั้งจากภายในและภายนอกมหาวิทยา- ลัย ให้อาจารย์รวมตัวกันเคลื่อนไหวทางปัญญา ๔. นายกรัฐมนตรีควรทำยุทธศาสตร์ทางปัญญาให้เป็นวาระ แห่งชาติ ชี้ทิศทางทางปัญญา ว่าต้องการนำประเทศออกจากไม่ภูมิ ทำสงครามกับอวิชชา โปรดกลับไปอ่านพระมหาชนกของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ๑๐ การเคลื่อนไหว ยุทธศาสตร์ ทางปัญญา สัต ประมวล ๑๒๕ ๔๐๐๕ ๔. จัดตั้ง "สถาบันส่งเสริมการเรียนรู้แห่งชาติ" เป็นองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้มีการสร้างระบบข้อมูลข่าวสาร และการสื่อสารให้คนไทยรู้ความจริงทั้งประเทศ รักการเรียนรู้ และมีกระบวนการเรียนรู้ที่ดีโดยทั่วตลอดทั้งสังคม ๖. จัดตั้ง "สำนักงานยุทธศาสตร์ทางปัญญา" เป็นองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ มีคณะกรรมการที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางปัญญา ทั้งหมดที่กล่าวหรือยังมิได้กล่าว ให้ประเทศไทยทั้งประเทศออกจากไม่หญิงไปสู่การเป็นประเทศที่สร้างไตวค้าวยปัญญา ๗. จัดตั้ง "กองทุนทางปัญญา" เล็กใหญ่ตามพื้นที่และตามเรื่อง รัฐบาลอาจหามาตรการนำเงินภาษีอากรหรือส่วนแบ่งจากธุรกรรมที่ทำให้คนไทยร้องมาตั้งเป็น "กองทุนทางปัญญา" ประชาชนควรมีส่วนบริจาคสมทบเข้ากองทุนทางปัญญา เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนทางปัญญา ให้เป็นยุทธศาสตร์ใหญ่ของประเทศ ผมขอฝากเรื่องยุทธศาสตร์ทางปัญญาให้เพื่อนคนไทยไว้พิจารณาดูโดยถ่องแท้ ถ้าเราอังพัฒนากันในไม่หญิงเดิม ๆ เราคงติดขัด ระส่ำระสาย วิกฤติ และรุนแรง อนาคตของประเทศอยู่ที่การปฏิรูปทางปัญญาอย่างกว้างขวาง และรวดเร็วทันการ นัดอิ ปัญญา สมาอาภา แสงสว่างเสมอค้วยปัญญาไม่มี ขอให้ท่านพันทุกข์ด้วยปัญญา และขอให้เราพันทุกข์ร่วมกันด้วยปัญญาร่วมกัน ยุทธศาสตร์ทางปัญญา เพื่อนำความประทศไทย สส การเติบโตทางเศรษฐกิจ มีข้อจำกัด และกระทบต่อ ดุลยภาพของการอยู่ร่วมกันได้ง่าย แต่ การเติบโตทางปัญญา ไม่มีข้อจำกัด ยิ่งเติบโตยิ่งดี ยิ่งทำให้ เกิด การพัฒนาอย่างได้ดุลยภาพ และยั่งยืน ความยากจนแก่ได้ด้วยปัญญา จัดพิมพ์และเผยแพร่ มูลนิธิสื่อสร้างสรรค์ ๑๕๓๗/๔ ถนนลาดพร้าว แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ ๑๐๓๒๐ โทร. ๐๒-๔๓๑-๔๘๕๖ โทรสาร. ๐๒-๕๑๒-๒๐๕๐ ยุทธศาสตร์ ทางปัญญา เพื่ออนาคต ของประเทศไทย อนาคตอยู่ที่การเติบโตทางปัญญา ไม่ใช่การเติบโตทางเศรษฐกิจ การแสดงปาฐกถา โครงการเฉลิมฉลอง ๑๖ พรรษา เสมศพระเจ้าฟ้าจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปาฐกถาที่มีปัญญาอันยิ่งใหญ่ เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ จัดโดย สถานีวิจัยศิลป์ธรรมชาติ และประชุมร่วม ๒ อาคารวิจัยและศึกษาแห่งเมือง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประเวศ วะสี

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2003

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
คุยกับผู้อ่าน : ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสุข (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 315 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548)
25% Match
คุยกับผู้อ่าน : ยาม้าฆ่าคนบนถนน (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 140 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2533)
23% Match
สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่
16% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• การพัฒนาประเทศ

• การพัฒนาแบบยั่งยืน

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2003

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้