auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
ยุทธศาสตร์พระพุทธศาสนา กับการพัฒนาประเทศไทย # ๑. ประเทศไทยที่ร่มเย็นเป็นสุข พุทธศาสนาเป็นภูมิปัญญาสูงสุดของมนุษย์ ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นสมบัติของชาติ ซึ่งถือเป็นทรัพยากรอันทรงคุณค่ายิ่ง โจทย์ก็คือ คนไทยจะสามารถใช้พระพุทธศาสนาเป็นเครื่อง ยังให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขได้อย่างไร ในสังคม สมัยใหม่ เราคงไม่สามารถดึงสังคมไปเป็นสังคม สมัยเก่าได้ เราอยู่ท่ามกลางกระแสโลกที่หมุน แรงและเร็ว สลับซับซ้อนและโกลาหล (chaos) ๓ ความผันแปร การเสียสมดุล และสภาวะวิกฤต ย่อมเกิดได้อย่างง่ายดาย ถ้าประเทศไทยโดยรวม ขาดปัญญาที่จะบูรณาการตัวเองและที่จะเผชิญ กับแรงกระแทกที่มาจากภายนอก ในการนี้การ คิดและทำแบบแยกส่วนจะทำให้เสียสมดุล และ วิกฤตได้ง่าย ในการพัฒนาแม้เราจะต้องใช้เส้น ทางหลายเส้นเป็นพหุมรรคา เพื่อป้องกันการ สะดุดหรือติดต้นอยู่ในเส้นใดเส้นหนึ่งก็จริง แต่ พหุมรรคานั้นควรรวมลงในมัชฌิมาปฏิปทาและ การพัฒนาอย่างบูรณาการ พุทธศาสนามีความ เป็นเอกในมัชฌิมาปฏิปทาและบูรณาการ พระ- พุทธศาสนาก็เป็นสมบัติของประเทศไทยอยู่แล้ว แม้จะพร่องไปแต่ก็ยังฝังตัวอยู่ ง่ายที่จะนึกถึง และสื่อสารให้นึกถึง น่าจะถึงคราวที่สังคมไทยจะ ต้องเจียระไนรัตนะอันฝังอยู่ในโคลนตมแห่งวัตถุ นิยมวิสัย ขึ้นมาใช้เพื่อสร้างความเจริญอย่าง ๔ แท้จริงให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข สมกับที่พุทธ ศาสนาเป็นภูมิปัญญาสูงสุดของมนุษย์ และ ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นสมบัติของชาติ ๒. มิจฉาพัฒนากับสัมมาพัฒนา การจะบรรลุความอยู่เย็นเป็นสุขได้ จะต้องมี ความถูกต้องทุกๆ ประการ ถ้าการพัฒนาไม่ถูกต้อง หรือเป็นมิจฉาพัฒนาก็จะนำไปสู่การอยู่ร้อน นอนทุกข์ เรื่องการพัฒนานี้จึงต้องช่วยกันดูให้ดีๆ สักแต่พูดว่าพัฒนา ๆ เฉย ๆ ไม่ได้ เพราะจะหลุด เข้าไปสู่มิจฉาพัฒนาได้ง่ายๆ เพราะทั้งโลกเต็ม ไปด้วยอวิชชาทำให้พลัดเข้าไปในโมหภูมิได้ง่ายๆ ลองกลับไปอ่านพระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหา ชนก หลายๆ เที่ยวแล้วก็จะเข้าใจ ในพระมหา ชนกจะเห็นได้ว่า มิจฉาพัฒนากับสัมมาพัฒนา ๕ เป็นอย่างไร ซึ่งจะสรุปได้ย่นย่อพอเข้าใจดังนี้ ๑. เรือลำที่พระมหาชนกกับพ่อค้า ๗๐๐ คน นั่งไปนั้น มุ่งจะไปสุวรรณภูมิเพื่อแสวงหาความร่ำรวย เรียกว่า ขับเคลื่อนด้วยความโลภ เมื่อออกสู่ทะเลใหญ่คลื่นลมแรง เรือจึงอัปปางลง ๒. พ่อค้า ๗๐๐ คน อ้อนวอนให้เทวดาช่วย (ไม่คิดพึ่งตนเอง) แล้วตายหมด พระมหาชนกไม่อ้อนวอนเทวดา ทาน้ำมันตัวเองจะได้ลอยตัวได้ทน เตรียมกระโดดให้ไกล จะได้ไม่ถูกเรือที่กำลังจมดูดให้จมไปด้วย ตรงนี้คือ การพึ่งตนเอง ๓. พระมหาชนกมองไม่เห็นฝั่ง ก็ยังว่ายอยู่ไม่ยอมหยุด ตรงนี้คือ ความเพียรอันบริสุทธิ์ คนส่วนใหญ่เมื่อมองไม่เห็นความหวังก็หยุดเสีย ไม่ยอมทำอะไร เมื่อหยุดเสียแล้วก็มีแต่ตาย เสร็จแล้วมีเทวดามาช่วย เทวดามาช่วยหมายถึงความ มหัศจรรย์เกิดขึ้นได้โดยไม่คาดหมาย ภาษาสมัยใหม่จากทฤษฎีความซับซ้อน เขาเรียกว่า "การผุดบังเกิด" (Emergence) ซึ่งหมายถึงว่า ถ้าทำเหตุปัจจัยให้ถึงพร้อม สิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นได้เหนือความคาดหมายและเกิดขึ้นทันทีทันใด อย่างประเทศไทยไม่มีใครคาดหมายว่าจะเกิดความร่มเย็นเป็นสุขได้ แต่ถ้าช่วยกันทำสิ่งที่ถูกต้อง ความมหัศจรรย์เกิดขึ้นได้อย่างทันทีทันใด ๔. ที่เมืองมิถิลา คนทั้งหลายตั้งแต่มหาอุปราช จนถึงคนเลี้ยงม้า โดยเฉพาะพวกอำมาตย์ล้วนตกอยู่ใน โมหภูมิ โมหภูมิ คือ ภูมิที่โง่เขลาไม่รู้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี ทำให้เกิดการพัฒนาผิดๆ เกิดสภาพ เมืองอวิชชา มีความชั่วช้าต่างๆ เต็มไปหมด ๕. มีเรื่องอวิชชาอย่างหนึ่ง คือ คนอยากกินมะม่วง แล้วเลยโค่นต้นมะม่วงมากินกัน ได้แก่ ๖ ๗ การทำลายทรัพยากรเอามากินมาใช้กันเสียหมด อีกหน่อยก็ไม่มีอะไรจะกิน แทนที่จะ อนุรักษ์และ เพิ่มพูนทรัพยากรธรรมชาติ จะได้มีกินมีใช้อย่าง ยั่งยืน ๖. มีการกล่าวถึง มหาวิชชาลัย วิชชาเป็น คำทางพุทธศาสนา หมายถึงปัญญา ต่างจากวิชา และวิทยาซึ่งหมายถึงความรู้ ความรู้หมายถึงรู้ เป็นเรื่องๆ แต่ปัญญาหมายถึงรู้ทั้งหมด รวมทั้ง รู้ตัวเองด้วย เมื่อรู้ทั้งหมดและรู้ตัวเองด้วยก็ สามารถจัดความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับผู้อื่น และสิ่งอื่นด้วย ตรงนี้คือศีลธรรมจริยธรรม ใน ปัญญาจึงมีศีลธรรมอยู่ด้วยเสมอ แต่ความรู้ ไม่แน่ว่ามี ส่วนใหญ่ไม่มี มหาวิทยาลัยจึงไม่ สามารถป้องกันไม่ให้คนทั้งหมดตกเข้าไปอยู่ใน โมหภูมิได้ แต่มหาวิชชาลัยคือการศึกษาที่ทำให้ เกิดปัญญาเพื่อไปพ้นโมหภูมิ จากพระราชนิพนธ์พระมหาชนกจะเห็นได้ ชัดเจนว่า มิจฉาพัฒนาคืออะไร สัมมาพัฒนาคือ อะไร โลกขณะนี้ขับเคลื่อนด้วยโลภจริตที่เอา เงินเป็นใหญ่ จึงนำไปสู่วิกฤตการณ์ทั่วโลก นัก ปราชญ์ฝรั่งก็พูดกันว่าอารยธรรมตะวันตก ซึ่ง เป็นอารยธรรมวัตถุนิยมบริโภคนิยมจะนำโลก ทั้งโลกเข้าไปสู่สภาวะวิกฤต ประเทศไทยจะเกิด ความร่มเย็นเป็นสุขได้ต้องเข้าใจโมหภูมิและ มิจฉาพัฒนา แล้วหันกลับไปหาวิชชาหรือปัญญา และสัมมาพัฒนา ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีพระมหา ชนกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น ปรัชญาการพัฒนาที่ลึกซึ้ง เป็นสัมมาทิฏฐิและ สัมมาพัฒนา อาจกล่าวว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงมี พระราชินิพนธ์โดยอาศัยหลักธรรมทางพระพุทธ ศาสนา ๘ ๙ การพัฒนาไปสู่ความร่มเย็นเป็นสุขจึงต้อง อาศัยการมีสัมมาทิฏฐิและสัมมาพัฒนา ๓. สังคมสมัยใหม่ที่มีหัวใจของความเป็น มนุษย์ ศาสนาใหญ่ ๆ เกิดขึ้นประมาณ ๒ - ๓ พันปี ก่อน เราไม่อาจและไม่ควรดึงสังคมไปเป็นสังคม สมัยเก่า แต่ความเป็นสมัยใหม่ควรจะเป็นสมัย ใหม่อย่างมีปัญญา ไม่ควรจะเป็นสมัยใหม่อย่าง โง่เขลาและเข้าไปสู่การทำลาย ศาสนาเป็นภูมิ ปัญญาใหญ่ของมนุษย์ในการเข้าถึงความดีสูงสุด มนุษย์เป็นสัตว์ สัตว์ย่อมมีความเห็นแก่ตัว และมีการแย่งชิงกัน ทำร้ายกัน ฆ่ากัน เป็น ธรรมดาอย่างสัตว์ แต่ศาสนาสอนให้ทำดีและ มีวิธีการเข้าถึงความดีสูงสุด ซึ่งเข้าถึงได้จริง ศาสนาสอนว่า ความดี คือ * การไม่ทำบาปทั้งปวง * การทำดีให้ถึงพร้อม * การทำจิตให้บริสุทธิ์ ไม่มีศาสนาไหนเลยที่สอนว่าจงไปแย่งชิงผู้อื่น หรือจงทำกำไรสูงสุด มีแต่สอนตรงข้ามว่า จงรัก ผู้อื่น จงมีการเอื้อเฟื้อแบ่งปัน จงอย่าเบียดเบียน ผู้อื่น จงลดกิเลสตัณหา ศาสนามีวิธีการปฏิบัติที่ สามารถลดความเห็นแก่ตัวจนหมดกิเลสตัณหา โดยสิ้นเชิงก็ได้ มนุษย์สามารถมีความดีได้ถึง ขนาดนั้น คือ * แบ่งปันผู้อื่น = ทาน * ไม่เบียดเบียนกัน = ศีล * ลดความเห็นแก่ตัว = ภาวนา ๑๐ ๑๑ แก่นของทุกศาสนาคือ ทาน ศีล ภาวนา ศาสนาต่างจากศีลธรรมธรรมดา คือ มีโลกุตตรธรรม หรือธรรมที่ไปพ้นมิติทางวัตถุ หรือที่เรียกว่ามิติทางจิตวิญญาณ (spiritual) คือการที่จิตหลุดจากความคับแคบในตัวเอง ไปสู่ความจริงตามธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ หรือบรรลุถึงความมีจิตใหญ่ ทำให้มีอิสรภาพ ประสบความงาม เกิดมิตรภาพอันไพศาล และมีความสุขอย่างยิ่งยวด ความสุขจากการที่จิตเข้าถึงความดีเป็นสุขสูงสุด ที่เรียกกันว่า ความสุขทางจิตวิญญาณ (spiritual happiness) ซึ่งจะรู้ได้จากการเคยมีประสบการณ์ด้วยตัวเองเท่านั้น ไม่อาจอธิบายให้เข้าใจได้ด้วยภาษาใด ๆ วัตถุให้ความสุขได้ในช่วงที่ทำให้พ้นจากความบีบคั้นจากความขาดแคลนเท่านั้น การมีมากขึ้น ๆ ไม่สามารถเข้าถึงความสุขที่แท้จริงได้ มักเกิดตรงข้าม คือ ความโลภนำ ทุกข์มาให้ มนุษย์ขาดความดีไม่ได้ ความดีทำให้เกิดความสมบูรณ์ในตัวเอง เมื่อมนุษย์มีแต่มิติทางวัตถุ แต่ขาดมิติทางเบื้องสูงของจิตใจก็ทำให้ขาดความสมบูรณ์ รู้สึกว่าชีวิตไม่เต็ม ต้องไปหาอะไรมาเติมเช่น ยาเสพติด ความฟุ่มเฟือย ความรุนแรงอันเป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบนที่สัมพันธ์กับอารมณ์ธรรมวัตถุนิยม ในประเทศตะวันตกขณะนี้ จากความอิ่มตัวของวัตถุนิยมและการพบด้วยตัวเองว่าวัตถุไม่สามารถให้ความหมายที่ลึกซึ้งแก่ชีวิตและให้ความสุขที่แท้จริง จึงกำลังเกิดคลื่นความสนใจในเรื่องจิตใจในระดับสูงมากขึ้น จะเรียกว่าศาสนาหรือไม่ก็ตาม ประเทศไทยยังมีคนที่ยากจนขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต แต่ในการแก้ไขความ ๑๒ ๑๓ ยากจน ไม่ควรจะพัฒนาทางวัตถุหรือเรื่องเงิน ๆ ทองๆ เท่านั้น เพราะจะหลุดไปเป็นสังคมวัตถุนิยม บริโภคนิยมสุดโต่งแบบที่เกิดขึ้นกับสังคมตะวัน ตกมาแล้ว ควรจะนำศาสนธรรมเข้ามาสู่การ พัฒนา เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ระหว่าง มนุษย์กับมนุษย์และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และการพัฒนาจิตใจให้ลดความเห็นแก่ตัวลงไป ให้มากที่สุด ซึ่งจะทำให้คนทั้งหลายได้พบความ สุขอย่างแท้จริง และยิ่งส่งเสริมการอยู่ร่วมกัน ด้วยสันติ โดยที่เรื่องการพัฒนาจิตใจให้เข้าถึงความดีสูง สุดมีแต่ในมนุษย์เท่านั้น สัตว์ไม่มี ความเป็น มนุษย์คือความเป็นผู้มีจิตใจสูง สังคมสมัยใหม่ที่ มีความเป็นมนุษย์สูงจึงอาจเรียกว่าเป็นสังคม สมัยใหม่ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ # ยุทธศาสตร์พระพุทธศาสนากับการพัฒนา ประเทศไทย ที่กล่าวเฉพาะพุทธศาสนาไม่ได้แปลว่าไม่ เคารพศาสนาอื่น ท่านอาจารย์พุทธทาสมอบ มรดกไว้ให้ ๓ ข้อ คือ ๑. ขอให้ศาสนิกของแต่ละศาสนาเข้าถึง หัวใจของศาสนาของตน ๆ ๒. ขอให้มีความร่วมมือกันระหว่างศาสนา ๓. ขอให้ช่วยให้มนุษย์ถอนตัวจากวัตถุนิยม ๑๔ ๑๕ หัวใจของศาสนา คือ โลกุตตรธรรมหรือ ธรรมชาติที่อยู่เหนือโลกทางวัตถุ การถอนตัว จากวัตถุนิยมก็คือการเข้าสู่ภาวะทางจิตใจที่สูง กว่าโลกทางวัตถุ หลักการทั้ง ๓ ข้อนี้ ควรที่ศาสนิกของทุก ศาสนาจะนำไปใช้ ที่กล่าวเฉพาะพุทธศาสนาในที่นี้ เนื่องจาก เป็นพื้นฐานของสังคมไทย แต่เป็นไปโดยนัยที่ คำนึงถึงความร่วมมือกันระหว่างศาสดาด้วย ถ้าจะมียุทธศาสตร์พระพุทธศาสนากับการ พัฒนาประเทศไทย แล้วขอเสนอดังนี้ ๑. การสร้างความมุ่งมั่นร่วมกัน การจะทำอะไรให้มีพลัง ต้องสร้างความมุ่ง มั่นร่วมกันทั้งชาติ สำนักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาติ และกรมการศาสนา ควรจะร่วมกับ ประชาคมชาวพุทธรณรงค์ในการสร้างความมุ่ง มั่นร่วมกันในการนำศาสนธรรมในพระพุทธ ศาสนามาใช้ในการพัฒนาประเทศ ต้องทำการ สื่อสารโดยสื่อทุกประเภทและจัดการประชุมใน รูปต่างๆ ให้ผู้คนได้มาระดมความคิดกัน ใน การสื่อสารต้องอาศัยศิลปินและนักครีเอทีฟ ที่ สามารถสื่อเข้าถึงจิตใจของผู้คน ควรมีวนิยาย บทละคร ภาพยนตร์ ที่เข้าถึงสังคมทั้งประเทศ ที่ จะมีความมุ่งมั่นร่วมกันในเรื่องพระพุทธศาสนา กับการพัฒนาประเทศ ต้องทำโดยสุภาพ และงาม ไม่ควรจะทำโดยลักษณะการใช้ความก้าวร้าวกดดัน ซึ่งจะทำให้คนปฏิเสธมากขึ้น ๑๖ ๑๗ # ๒. ส่งเสริมวิธีคิดแบบพุทธ โดยมากจะนำเอาเฉพาะเนื้อหาในพระไตร ปิฎกมาพูดมาสอนกัน แต่ถ้าสังเกตดูให้ดี วิธีคิด หรือวิถีคิดในพุทธธรรมไม่เหมือนกับวิธีคิดที่มีกัน อยู่ทั่วไปในโลก วิธีคิดที่มีอยู่ทั่วไปเป็น การคิด แบบตายตัว แยกส่วน และ สุดโต่ง หรือคิดแบบ ดิจิตัล คือ ถ้าไม่ 0 ก็เป็น 1 ถ้าเป็น 1 ก็ไม่ใช่ 0 การที่ประธานาธิบดีบุชพูดว่า "ถ้าคุณไม่ใช่พวกเรา คุณก็เป็นพวกผู้ก่อการร้าย" เป็นตัวอย่างที่ดีของ การคิดแบบนี้ คือไม่เหลือที่ไว้สำหรับความเป็น กลางหรือมัชฌิมาปฏิปทา เมื่อผมเป็นประธานคณะกรรมการพัฒนา ประชาธิปไตย มีนักข่าวถามผมว่า "อาจารย์ท้อ ใจไหม" ผมตอบว่า "ไม่" เขาก็ถามซ้ำว่า "งั้น อาจารย์ก็เต็มไปด้วยความหวังสิ" ผมตอบว่า "เปล่า" เขาก็งง เพราะเขาคุ้นเคยอยู่กับว่าถ้าไม่ ใช่อย่างนี้ก็ต้องเป็นอย่างโน้น ถ้าเป็นอย่างโน้นก็ ต้องไม่ใช่อย่างนี้ ส่วนผมนั้นคิดว่ามันก็เป็นไป ตามเหตุปัจจัย ตรงนี้เรียกว่า คิดแบบมัชฌิมา ปฏิปทา ## การคิดแบบแยกส่วนเป็นปัญหาที่ร้ายแรงของ มนุษย์ * เพราะไม่ตรงต่อธรรมชาติความจริง ซึ่ง เชื่อมโยงและเปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัย * เพราะจะเกิดการ "เสี้ยมปลาย" ของบริบท ทั้งหมดซึ่งใหญ่โตและหลากหลายให้เรียวเป็น "ส่วนสุด" ที่ไม่มีทางไป คือตีบตัน นอกจาก ปะทะกันหรือแตกหัก * เพราะฉะนั้นจึงนำไปสู่การแยกขั้ว แยก ข้าง เป็นของเขาของเรา แล้วเข้าไปสู่ความขัดแย้ง ๑๘ ๑๙ และความรุนแรง * เพราะคิดแบบแยกส่วน จึงคิดแยกตัวเราจากคนอื่น และจากธรรมชาติแวดล้อม ยึดมั่นในตัวตน เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง หรือเห็นแก่ตัวก่อความเดือดร้อนให้ตัวเองและผู้อื่น * เพราะการคิดที่ไม่ตรงต่อธรรมชาติความเป็นจริง จึงเข้าไปติดอยู่ในความคับแคบในตัวเองถูกบีบคั้น หรือเกิดความทุกข์ เป็นวิถีคิดที่นำไปสู่ความทุกข์ * เพราะการคิดแบบนี้ทำให้ติดขัดทางปัญญา การคิดแยกขั้วเป็นบวกเป็นลบก็เปรียบประดุจอนุ- ภาคโปรตอนที่มีประจุเป็นบวก และอิเล็กตรอนซึ่งมีประจุเป็นลบ ซึ่งไม่สามารถเคลื่อนไปได้ไกล จะถูกประจุตรงข้ามจับไว้ ส่วนนิวตรอนซึ่งเป็นกลางสามารถทะลุทะลวงไปได้โดยไม่ติดขัด การคิดแบบเป็นกลางจะสามารถทะลุทะลวงทาง ปัญญาไปสู่ความจริงทั้งหมดได้ เป็นต้น การคิดและทำอะไรแบบแยกส่วนจะนำไปสู่การเสียสภาวะสมดุลและเกิดสภาวะวิกฤตเสมอ เช่น การพัฒนาเฉพาะเศรษฐกิจก็จะกระทบจิตใจครอบครัว ชุมชน สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมจนเสียสมดุลและวิกฤต การคิดแบบเป็นกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทานนั้น ไม่ใช่อยู่ตรงกลางระหว่างดีกับชั่ว หรือมากกับน้อย หรือดำกับขาว อะไรแบบนั้น เพราะนั่นก็เป็นการตายตัว การคิดแบบเป็นกลางเกิดจากการสังเกตธรรมชาติ และพบอย่างนี้ * สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนเป็นอนิจจัง คือล้วนเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรอยู่ในภาวะสถิตเป็นนิจ (นิจจัง) ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ๒๐ ๒๑ * การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยที่หนุนเนื่องไม่ขาดตอน * ทุกอย่างเป็นกระแสของเหตุปัจจัย เรียกว่าอิทัปปัจจยตา ไม่มีอะไรมีหรือไม่มี ตายตัวเป็นเอกเทศ * เมื่อทุกอย่างเป็นกระแสของเหตุปัจจัยจึงไม่มีตัวตน (อนัตตา) เป็นเอกเทศ * การยึดมั่นว่ามีความตายตัว (นิจจัง) มีตัวตน (อัตตา) จึงนำไปสู่ความขัดแย้งกับความเป็นจริง ความขัดแย้งทำให้เกิดความบีบคั้น หรือทุกขตา * ที่ทางพุทธพูดถึงลักษณะ ๓ อย่าง หรือไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะอาศัยการคิดแบบอิทัปปัจจยตา หรือความเป็นกระแสของเหตุปัจจัย ดังที่กล่าวมาฉะนี้ * การคิดแบบอิทัปปัจจยตานี้คือ การคิดแบบเป็นกลางตามธรรมชาติหรือมัชฌิมาปฏิปทา การคิดแบบนี้ทำให้เกิดอิสรภาพ หรือการเคลื่อนไหวไหลเลื่อนอย่างอิสระ (free flow) ไม่ถูกบีบคั้นจากความขัดแย้งระหว่างตัวเรากับความเป็นจริง เมื่อไม่ถูกบีบคั้นก็มีความสุข * การคิดแบบเป็นกลางจึงทำให้เกิดอิสรภาพและความสุข เพราะสอดคล้องกับธรรมชาติและกฎของธรรมชาติ คนโดยทั่วไปจะคิดแบบตายตัว แยกส่วน และสุดโต่ง จึงเข้าไปสู่ความขัดแย้ง ความบีบคั้น ความทุกข์ และความรุนแรง ไม่สามารถบรรลุความจริงตามธรรมชาติ วิธีคิดแบบพุทธ จึงเป็นวิถีแห่งปัญญา อิสรภาพ และความสุข ๒๒ ๒๓ ชาวพุทธหรือผู้ที่สนใจพุทธศาสนา ควร พยายามทำความเข้าใจวิถีคิดแบบพุทธ จะทำให้ บรรลุความจริงตามธรรมชาติ ความงาม มิตร- ภาพอันไพศาล อิสรภาพ และความสุขอันยิ่ง โดยที่เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องยากสำหรับคนทั่วไป ที่คิดแบบตายตัว แยกส่วน และสุดโต่งเสียจนเคย ชิน ควรมีกลุ่มผู้สนใจวิถีคิดแบบพุทธพยายาม ทำความเข้าใจ และอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจวิถีคิด แบบพุทธให้แพร่หลายขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อสันติภาพและความสุขสวัสดิ์ ## ๓. ศาสนากับการพัฒนาอย่างบูรณาการ ปัจจุบันมีความตระหนักมากขึ้นว่า การ พัฒนาไม่ควรแยกเป็นส่วนๆ เช่น พัฒนา เศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ควรพัฒนาอย่างเชื่อม โยงทุกส่วนเข้ามาหากัน เช่น เศรษฐกิจ-จิตใจ- สังคม-วัฒนธรรม-สิ่งแวดล้อม-สุขภาพ เป็น บูรณาการ เมื่อมีการเชื่อมโยงบูรณาการกัน อย่างถูกต้องก็จะเกิดความสมดุลและความยั่งยืน ในความเป็นบูรณาการจิตใจจะขึ้นสูงมาก จะมี ความเอื้ออาทรต่อกัน มีการลดละความเห็นแก่ ตัวและเกิดความสุขประดุจบรรลุนิพพาน เป็น สังคมนิพพาน ศาสนาจึงเป็นแกนกลางของ บูรณาการ ขาดศาสนธรรมก็บูรณาการไม่ได้ ฉะนั้น ศาสนาจึงควรบูรณาการกับการพัฒนา ทุกเรื่อง เช่น ศาสนากับการเมือง ศาสนากับการ ศึกษา ศาสนากับการสื่อสาร ศาสนากับธุรกิจ เป็นต้น ที่เป็นรูปธรรมและเห็นได้ชัด คือ ศาสนากับการพัฒนาอย่างบูรณาการ โดยเอา พื้นที่เป็นตัวตั้ง ๒๔ ๒๕ พื้นที่หมายถึงชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด ซึ่ง ขณะนี้กำลังมีการพัฒนาอย่างบูรณาการเกิดมาก ขึ้นเรื่อยๆ พระสงฆ์ร่วมส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่ง แวดล้อม การรวมตัวช่วยเหลือกัน การตั้งกอง ทุนสัจจะออมทรัพย์ การป้องกันลดละยาเสพติด การช่วยเหลือคนติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยโรคเอดส์ การใช้วัดเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหรือ ของสถานีวิทยุชุมชน เป็นต้น การที่พระสงฆ์ เข้าไปมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการพัฒนาอย่าง บูรณาการในชุมชนท้องถิ่นมีความสำคัญยิ่งนัก ทำให้ได้สัมผัสทุกข์จริงๆ ของคนปัจจุบัน และ การปฏิบัติที่จะออกจากทุกข์เป็นการประยุกต์ พุทธศาสนาในสังคมปัจจุบัน และเมื่อชาวบ้านมี ชีวิตที่ดีขึ้นก็ยิ่งเพิ่มศรัทธาในพระพุทธศาสนา มากขึ้น ทั้งพระและฆราวาสต่างพัฒนาไปด้วย กันตามแนวแห่งศีล สมาธิ ปัญญา ภาคปฏิบัติ ในพื้นที่จะเห็นบทบาทของศาสนากับการ พัฒนาง่ายกว่าในส่วนกลางข้างบน ควรจะมีการ วิจัยว่ากำลังมีเรื่องอะไรที่ดีๆ เกิดขึ้นข้างล่างบ้าง ทั้งโดยมหาวิทยาลัยสงฆ์และมหาวิทยาลัยฆราวาส แล้วนำข้อค้นพบมาสื่อสารเผยแพร่ เป็นการ สนับสนุนกระบวนการศาสนากับการพัฒนาอย่าง บูรณาการให้ขยายตัวมากขึ้นสืบไป ๔. ส่งเสริมวิปัสสนากรรมฐาน ขณะนี้มีแนวโน้มที่มีความสนใจปฏิบัติ วิปัสสนากรรมฐานกันมากขึ้นทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะในโลก ปัจจุบันเต็มไปด้วยความเครียด พฤติกรรมเบี่ยง เบน ความรุนแรง และโรคภัยไข้เจ็บที่มาจาก ความเครียด การเรียนวิชาอย่างเดียวโดยไม่ไป ๒๖ ๒๗ ฝึกจิตไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นในคนสมัยใหม่ได้หรือกลับทำให้เลวร้ายยิ่งขึ้น วิปัสสนากรรมฐานช่วยให้บรรลุอิสรภาพ ความสุข การมีสุขภาพดี มีการเรียนรู้ที่ดีและส่งเสริมการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ วิปัสสนากรรมฐานจึงขาดไม่ได้สำหรับคนสมัยใหม่ ต่อไปคนไม่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจะกลายเป็นคนเชย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและกรมการศาสนาควรจะทำยุทธศาสตร์ส่งเสริมการปฏิบัติวิปัสสนากรรม-ฐาน ให้วิปัสสนากรรมฐานอยู่ในวิถีชีวิตของคนทั้งหมด ๕. ส่งเสริมการฝึกอบรมเพื่อลดความเห็นแก่ตัวแบบต่างๆ ในอารยธรรมวัตถุนิยมบริโภคนิยมในปัจจุบันที่ขับเคลื่อนด้วยโลภจริต ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ได้เพิ่มขึ้นอย่างสุดๆ ก่อความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่น ทั้งในครอบครัวและในสถานที่ทำงาน ในองค์กรต่างๆ การทำงานร่วมกันไม่ราบรื่น เต็มไปด้วยความขัดแย้ง เพราะความมี "ตัวกู-ของกู" ขึ้นสูง จึงเกิดแนวโน้มอย่างใหม่ขึ้นมาอย่างหนึ่ง คือ การฝึกอบรมเพื่อลดความเห็นแก่ตัวแบบต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เช่น "โรงเรียนผู้นำ" ที่กาญจนบุรี มีคนไปเข้าฝึกอบรมหลายหมื่นคนแล้ว ที่โรงเรียนนี้มีปรัชญาว่า คนจะเป็นผู้นำต้องลดความเห็นแก่ตัวเพื่อรับใช้ผู้อื่น ธ.ก.ส. ได้ส่งผู้จัดการสาขาทุกคนไปอยู่บ้านชาวบ้าน ทดลองทำงานร่วมกับชาวบ้าน การได้ ๒๘ ๒๙ สัมผัสชีวิตของคน แบบที่เรียกว่า เอาหัวใจกับ หัวใจมาเชื่อมกัน จะเกิดความดีความงามทุกครั้ง ไป มนุษย์ในสมัยใหม่ล้วนเติบโตขึ้นมาโดยเอา "เทคนิค" เป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอา "คน" เป็นตัวตั้ง หัวใจจึงแห้งแล้ง และติดขัดในการทำงานต่างๆ เมื่อได้สัมผัสความเป็นมนุษย์ ความเป็นมนุษย์ ในตัวจึงถูกปลุกให้ตื่น เกิดความสุข และความ เข้าใจในชีวิตเพื่อนมนุษย์มากขึ้น มนุษย์มีกิเลส ก็จริงแต่ไม่ใช่ธรรมชาติด้านเดียว มนุษย์มีธรรม- ชาติของความดีอยู่ในตัวด้วย ดังที่บางท่านใช้คำ ว่า มีธรรมชาติของพุทธะอยู่ในตัว สังคมสมัย ใหม่ที่โลดแล่นไปในโลกของวัตถุ ธาตุแห่งความ เป็นพุทธะในตัวมนุษย์ถูกกลบฝังลึกลงไป แต่ก็ ขุดคุ้ยให้โผล่ขึ้นมาได้ในสภาพที่เหมาะสม ในสมัยใหม่ การสอนแบบห้ามโน่นห้ามนี่ อย่างที่ทำในครั้งโบราณได้ผลน้อยเต็มที หรือ กลับยิ่งทำให้อยากทำ เพราะสังคมเปลี่ยนไป ความรู้สึกนึกคิดของผู้คนก็เปลี่ยนไป แต่ไม่ได้ แปลว่าหมดหวัง ด้วยการจัดประสบการณ์ใหม่ๆที่ เหมาะสม มนุษย์ลดความเห็นแก่ตัว มีชีวิตใหม่- หัวใจใหม่ได้ ควรที่องค์กรทางสังคมทั้งหมด ไม่ว่าจะ เป็นพระหรือฆราวาส การศึกษาหรือธุรกิจ ทาง ราชการหรือเอกชน พากันศึกษาวิจัยให้มากว่ามี การจัดประสบการณ์ใหม่ๆ อะไรบ้าง ที่ช่วยให้ มนุษย์ได้คับพบตัวเองและเข้าใจเพื่อนมนุษย์และ ธรรมชาติ ลดการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางลง มี ความรักอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และต่อธรรม- ชาติทั้งหมด นำไปสู่อิสรภาพและความสุขอัน ประณีต และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและสร้าง สรรค์ ๓๐ ๓๑ ยุทธศาสตร์นี้สำคัญยิ่ง เพราะเป็นยุทธ- ศาสตร์เปิดต่อนวัตกรรมอย่างหลากหลาย ไม่ติด กรอบของสถาบันและความเคยชินเก่าๆ ที่อ่อนล้า กระบวนการใหม่ ๆ อันหลากหลายที่นำไปสู่การลด การยึดตัวตนเป็นศูนย์กลาง จะให้พลังธรรมะ ขนาดใหญ่ในสังคม ซึ่งจะมาช่วยให้สถาบันทาง พระพุทธศาสนาฟื้นฟูรูณะขึ้น ## ๖. ยุทธศาสตร์พลังพระอรหันต์ ถ้าประเทศไทยมีพระอรหันต์มากๆ จะเป็น พลังแห่งความร่มเย็นเป็นสุขทั้งของไทยและของ โลก จะเป็นพลังที่ฉุดการพระศาสนาไปสู่ความ ถูกต้อง การพระพุทธศาสนาอ่อนแอมากเพราะ ขาดพลังพระอรหันต์ ทั้งฝ่ายการปกครองบ้าน เมืองและคณะสงฆ์ไม่ให้ความสำคัญหรือเมินต่อ โลกุตตรธรรมในพระพุทธศาสนา นิพฺพานํ ปรมํ ธมฺมํ นิพฺพานเป็นบรมธรรม ถ้าไม่มีนิพฺพานก็ไม่จำเป็นต้องมีพุทธศาสนา โลกุตตรธรรมเปรียบประดุจหัวรถจักรที่ดึงรถทั้ง ขบวนให้แล่นไป เมื่อตัดโลกุตตรธรรมออกแล้ว ขบวนการทั้งหมดก็อ่อนกำลัง ท่านอาจารย์พุทธ- ทาสพยายามนำโลกุตตรธรรมกลับมาพูดจากัน ในชีวิตปัจจุบัน เช่นว่า "นิพฺพานที่นี่เดี๋ยวนี้" "นิพฺพานชิมลอง" "นิพฺพานอยู่แค่ปลายจมูก" จิตว่างหรือสุญญตา ฯลฯ เป็นความพยายามที่จะ ให้ขบวนการทางพุทธศาสนามีหัวรถจักรที่จะดึง ให้เคลื่อนไปอย่างมีพลัง ๓๒ ๓๓ ถ้าเปรียบเทียบกัน พระทิเบตมีการฝึกอบรม เพื่อการบรรลุธรรมอย่างเข้ม และขณะนี้โลกได้ ประโยชน์จากพระทิเบตเป็นอันมาก เพราะ "เสน่ห์ แห่งวิมุตติธรรม" ในขณะที่การศึกษาของสงฆ์ ไทยเน้นที่ "วิชา" เป็นตัวตั้ง จริงอยู่อาจเป็น ประโยชน์ต่อการขยับฐานะของคนจน แต่การ ขาดพลังแห่งการบรรลุธรรมทำให้พุทธศาสนา ไทยขาดเสน่ห์ และขาดพลังที่จะรักษาตัวเองและ รักษาโลก ฉะนั้น ยุทธศาสตร์พระพุทธศาสนาใน ประเทศไทยที่จำเป็นและสำคัญมากคือ ยุทธ- ศาสตร์พลังพระอรหันต์ หรือส่งเสริมให้มีพระ อรหันต์เกิดขึ้นมากๆ ในประเทศไทย การศึกษา ของสงฆ์ควรมุ่งสู่การบรรลุธรรม ในช่วงที่ยัง ขาดความชัดเจน ควรมีการตั้งวิทยาลัยทางพุทธ ศาสนาเพื่อการบรรลุธรรม โดยเรียนทฤษฎีที่ นำไปสู่การบรรลุธรรมและฝึกฝนปฏิบัติเพื่อการ บรรลุธรรม คัดเลือกคนมาเรียนเฉพาะที่แน่วแน่ ในการจะบรรลุธรรม เช่น อาจตั้ง "วิทยาลัยพุทธ- ศาสนาภูริทัตโต" ในภาคอีสานอีกแห่งหนึ่ง และ "พุทธทาสวิทยาลัย" ที่สวนโมกข์อีกแห่งหนึ่ง นี่ เป็นเพียงการยกตัวอย่างให้เป็นรูปธรรม อำนาจสร้างพระอรหันต์ไม่ได้ ไม่ควรใช้การปกครองคณะสงฆ์เข้าไปสั่งให้ เกิดหรือบริหารจัดการ แต่ควรเป็นการก่อตัวขึ้น โดยอิสระโดยพระและฆราวาสที่สนใจเส้นทาง พระนิพพาน และมีผู้ที่เข้าใจเรื่องการจัดการ ศึกษาพอประมาณร่วมด้วย คณะสงฆ์ก็ตาม ฝ่ายบ้านเมืองก็ตาม สังคมก็ตาม เป็นฝ่าย สนับสนุนการเกิดขึ้นของวิทยาลัยทางพระพุทธ ศาสนาเพื่อการบรรลุธรรม โดยจะเรียกชื่อว่า ๓๔ ๓๕ # อะไรก็ตาม ชาวพุทธไทยควรจะให้ความสนใจยุทธศาสตร์ พลังพระอรหันต์ให้มาก เพราะนี่จะเป็นการให้ แรงแก่การพระพุทธศาสนาในประเทศไทยมาก ที่สุด # ๗. การวิจัยและพัฒนาระบบพระพุทธศาสนา สิ่งต่างๆ ดำรงอยู่เป็น "ระบบ" ในระบบมีองค์ ประกอบต่างๆ ถ้าองค์ประกอบครบและสัมพันธ์ กันอย่างถูกต้อง ระบบก็สามารถดำเนินไปได้ดี ตามวัตถุประสงค์ เช่น ระบบรถยนต์ ถ้าองค์ ประกอบไม่ครบ เช่น แม้ขาดน็อตไปตัว ขาด ฟิวส์ไปเส้นหนึ่ง รถอาจวิ่งไม่ได้ หรือวิ่งไปเกิด เรื่องเกิดราว การทำอะไรๆ เรามักไม่ค่อยคิดถึงระบบ จับ ได้อะไรอย่างสองอย่างก็ทำไป แต่ความไม่ครบ องค์ประกอบของระบบหรือความพิการเชิงระบบ ทำให้เรื่องดีๆ ที่หวังจะให้เกิดไม่เกิดขึ้น เรามักมี ความรู้เชิงเทคนิคเป็นเรื่องๆ แต่ความรู้เชิงระบบ มักไม่มี ทำให้พัฒนาหรือปฏิรูประบบไม่ได้ การจะทำให้การพระศาสนามีพลังควรจะมี ความเข้าใจและพัฒนาเชิงระบบ ระบบพระพุทธศาสนาในประเทศไทย น่าจะมี องค์ประกอบอย่างน้อย ๘ ประการ ดังนี้ ๑. ความเข้าใจหลักธรรม ๒. การรับคนเข้าบวช ๓. การรักษาพระวินัย ๔. การศึกษาของสงฆ์ ๓๖ ๓๗ ๕. การปกครองคณะสงฆ์ ๖. การเงินและทรัพย์สมบัติ ๗. ความสัมพันธ์กับสังคมและรัฐ ๘. พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ องค์ประกอบทั้ง ๘ ประการนี้ สัมพันธ์และส่งผลถึงกันและกัน กล่าวคือ **ความเข้าใจหลักธรรม** เป็นประธาน ความเข้าใจหลักธรรมที่ถูกต้องจะเป็นหลักยึดให้องค์ประกอบอื่น ๆ เข้ารูปเข้ารอยไม่ผิดเพี้ยนไป ถ้าเข้าใจไม่ถูกต้อง การพระศาสนาก็จะผันแปรผิดเพี้ยนจนในที่สุดอันตรธานเหลือแต่มิจฉาทิฏฐิที่เป็นอันตราย ขณะนี้ความเข้าใจหลักธรรมมีน้อยหรือเลอะเลือน สมควรที่จะมีการสังคายนา **การรับคนเข้าบวช** เป็นประตูเข้ามาสู่ความเป็นพระสงฆ์ศากยบุตรผู้จรรโลงพระศาสนา การรับคนเข้ามาผิดย่อมเป็นการบ่อนทำลายสถาบันพระพุทธศาสนาอย่างร้ายแรง ขณะนี้การรับคนเข้าบวชขาดความละเอียดพิถีพิถันโดยสิ้นเชิงสมควรได้รับการปฏิรูป **การรักษาพระวินัย** พระวินัยเป็นพลังของหมู่คณะและก่อให้เกิดคุณค่าต่อสังคม การไม่ปฏิบัติตามพระวินัยจึงเป็นการทำลายพลังและลดคุณค่าของพระสงฆ์ต่อสังคม การลงโทษพระสงฆ์ที่ทำผิดวินัยก็ขาดประสิทธิภาพไม่เป็นไปเพื่อสร้างความเลื่อมใสศรัทธาในหมู่ประชาชน การปฏิรูปการรักษาพระวินัยเป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งในการพัฒนาระบบพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ๓๘ ๓๙ การศึกษาของสงฆ์ การเรียนรู้เป็นหัวใจ ของพุทธศาสนา การมาบวชก็เพื่อมาเรียน ดังที่ พูดว่ามาบวชเรียน แต่การเรียนรู้ของพระสงฆ์ ไทยโดยทั่วไปก็ถือว่าอ่อนแอที่สุด ถ้าเทียบกับ พระทิเบตที่ศึกษามาอย่างเข้มข้นและมีประสบ- การณ์ทางธรรมที่ทำให้ผู้คนทั่วไปในโลกได้รับ ประโยชน์ เรื่องนี้ควรได้รับการทบทวนอย่าง จริงจัง เพราะถ้าเรื่องนี้อ่อนแอ องค์ประกอบอีก ๗ ประการก็พลอยอ่อนแอไปทั้งหมดและจับสาระ สำคัญไม่ได้ การปกครองคณะสงฆ์ เรื่องนี้เป็นปัญหา เรื้อรังเรื่อยมา เพราะระบบการปกครองคณะ สงฆ์จัดขึ้นตามการปกครองทางบ้านเมืองซึ่งเป็น ระบบอำนาจ การพระศาสนาเป็นระบบธรรม การปกครองทางบ้านเมืองเป็นระบบอำนาจ ระบบอำนาจเป็นธรรมย่อมไม่เข้ากัน ระบบการ ปกครองบ้านเมืองด้วยอำนาจก็ล้าสมัยแล้ว ฉะนั้นจึงไม่มีปัญหาเลยว่า ระบบการปกครอง คณะสงฆ์ควรได้รับการพัฒนาให้ทันสมัยและ เพื่อเอื้อเฟื้อต่อการปฏิบัติตามพระธรรมวินัย แต่ เรื่องนี้เป็นเรื่องยากที่ยังหาความเห็นพ้องลงตัว ไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงด้วยอำนาจคงจะทำไม่ได้ และทำให้เปลี่ยนแล้วสามารถทำงานให้เกื้อหนุน พระธรรมวินัยได้เป็นเรื่องยากยิ่ง คงจะต้องใช้ การวิจัยและพัฒนาเข้ามาเป็นเครื่องมือดังจะได้ กล่าวต่อไป การเงินและทรัพย์สมบัติ การเงินและทรัพย์ สมบัติของพระและของวัดเป็นเรื่องใหญ่ เป็นของ มีคมที่บาดใจ และบาดพระธรรมวินัยได้ง่าย ใน สมัยพุทธกาลพระพุทธองค์และพระสงฆ์สาวก ๔๐ ๔๑ ไม่ได้บริหารวัด ฆราวาสเป็นผู้บริหารวัด พระพุทธองค์และพระสงฆ์สาวกบริหารธรรม ดังที่พระเจ้าพิมพิสารทรงดูแลวัดเวฬุวันที่กรุงราชคฤห์อนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นผู้ดูแลวัดเชตวัน และนางวิสาขามหาอุบาสิกาเป็นผู้ดูแลวัดบุพพารามที่กรุงสาวัตถี เป็นต้น เมื่อครั้งท่านปัญญานันทะไปครองวัดอุโมงค์ที่เชียงใหม่ ท่านเล่าว่าท่านไม่ต้องบริหารวัดเลย เจ้าชื่นสิโรรสทำให้หมด ท่านแสดงธรรมอย่างเดียว ในสมัยพุทธกาลที่เรียกว่าวัดก็ไม่ได้มีทรัพย์สมบัติอะไรมากมาย สมัยนี้วัดมีทรัพย์สมบัติที่มีราคาค่างวดมหาศาล สมภารต้องเป็นผู้บริหารทรัพย์สมบัติอันมโหฬารเหล่านี้ หมดเวลาไปกับการบริหารทรัพย์สมบัติมากกว่าบริหารธรรม นี้จะเป็นไปตามหลักธรรมละหรือ แล้วก็ไปเกิดเรื่องเกิดราวกันขึ้นบ่อยๆ เช่นว่า สมภารร่ำรวย มีเงินทองมากมาย แล้วพาลเชื่อมต่อไปเป็นเรื่องสีกา หรือหาไม่ก็เป็นช่องโหว่ที่ฆราวาสบางคนมาหากินกับวัด หรือดังที่พูดกันติดปากว่า แบ่งกันคนละครึ่ง การวิจัยให้รู้สถานภาพทางการเงินและทรัพย์สมบัติของพระและของวัด และพัฒนาให้มีความถูกต้อง จะเป็นคุณต่อการพระศาสนาทำให้ระบบพุทธศาสนามีพลังของความถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อสังคมยิ่งๆ ขึ้นเป็นเอนกประการ ความสัมพันธ์กับสังคมและรัฐ พุทธบริษัทประกอบด้วยทั้งพระและฆราวาสประสานกันสมัยนี้ในทางธรรมเสื่อมด้วยกันทั้งคู่ และพระกับฆราวาสแยกกันแบบ "ชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์" ในด้านหนึ่ง และ "เรื่องของชาวบ้านพระไม่เกี่ยว" อีกด้านหนึ่ง เป็นส่วนสุดทั้งสอง ไม่ใช่ทางสาย ๔๒ ๔๓ กลางแห่งสัมพันธภาพอันควร ในสมัยปัจจุบัน สังคมมีความเชื่อมโยงสลับซับซ้อนและเปลี่ยน แปลงอย่างรวดเร็ว ต่างจากสังคมในสมัยพุทธ- กาลสุดประมาณ สมควรจะมีการทบทวนความ สัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์กับสังคมในเชิงเกื้อกูล ต่อกัน อันยังให้เกิดทั้งความตั้งมั่นแห่งพระธรรม วินัย และทั้งสังคมแห่งการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ แท้ที่จริงศีลคือการที่มีการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์และระหว่างมนุษย์กับ ธรรมชาติ ไม่ว่าสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างใด ๆ มนุษย์ก็ต้องสามารถเรียนรู้ที่จะมีการอยู่ร่วมกัน ด้วยสันติหรือศีลได้ ศีลจึงกลายเป็นกระบวนการ ทางปัญญาอย่างยิ่ง ไม่ใช่เป็นการให้และรับศีลอยู่ เท่านั้น อันเป็นสภาวะสถิต ไม่เกิดปัญญาแห่ง การอยู่ร่วมกันด้วยสันติ ในครั้งพุทธกาล พระพุทธองค์และพระสงฆ์ สาวกไม่ได้ขึ้นกับรัฐใดรัฐหนึ่ง แต่มีอิสระ (เหมือนนกที่บินไป) ประกอบด้วยปัญญาและ เมตตาอันไพศาล สั่งสอนตั้งแต่กระยาจก จนถึง เศรษฐี จนถึงพระราชา พระพุทธศาสนาใน ประเทศไทยอยู่ในความอุปถัมภ์ของรัฐมาโดย ประวัติศาสตร์ จึงมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับรัฐ กันมาจนเป็นปรกติธรรมดา ในขณะที่รัฐก็ เปลี่ยนแปลงไปมาก สังคมก็เปลี่ยนแปลงไปมาก น่าจะมีการทบทวนว่า พระสงฆ์กับรัฐควรจะมี ความสัมพันธ์กันเช่นใดจึงจะงาม ถูกต้องตาม พระธรรมวินัยและมีประโยชน์เกื้อกูลกัน พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ เรื่องนี้เป็นที่ถก เถียงกันมากว่าที่ถูกที่ควรควรเป็นอย่างไร และหา ความลงตัวมิได้ และคงจะไม่ได้ถ้าองค์ประกอบ ๔๔ ๔๕ ทั้งหมดตั้งแต่ข้อ ๑ - ๗ ดังกล่าวข้างต้นยังไม่ลงตัว เพราะลักษณะของระบบพระพุทธศาสนาที่พึง ประสงค์จะมากำหนดว่าพระราชบัญญัติควรเป็น อย่างไร และพระราชบัญญัติจะเอื้อเฟื้อต่อระบบ พระพุทธศาสนาที่พึงประสงค์อย่างไร ซึ่งเป็น เรื่องยากมาก มิใช่สักแต่จะทำด้วยอำนาจ แล้ว ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาของระบบการพระพุทธ ศาสนาได้จริง เรื่องของพระพุทธศาสนานั้นเกี่ยวข้องกับ สถาบันทางสังคมหลายสถาบัน เช่น สถาบัน พระมหากษัตริย์ รัฐบาล ระบบราชการ คณะสงฆ์ พระสงฆ์ และประชาชนโดยทั่วไป ความเข้าใจ และความต้องการของแต่ละฝ่ายไม่ตรงกัน ไม่มี สถาบันหนึ่งใดมีความพร้อมในตัวเองและมีพลัง พอที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบพระ พุทธศาสนาได้ เพราะองค์ประกอบต่างๆ ตามที่ กล่าวมาข้างต้นเป็นเรื่องยากทั้งสิ้น และยังไม่มี ความรู้พอเพียงในเรื่องนั้นๆ ในสภาพอย่างนี้วิธี การที่นำไปสู่การพัฒนาระบบพระพุทธศาสนาได้ คือ การวิจัยระบบพระพุทธศาสนา ควรจะมีทั้ง พระและฆราวาสที่เข้าใจพระพุทธศาสนาร่วมกัน วิจัยระบบพระพุทธศาสนา โดยเชิญผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียมาร่วมกันตั้งโจทย์วิจัย หรือร่วมวิจัย เมื่อวิจัยได้ความรู้มาก็นำมาสู่การเรียนรู้ร่วมกัน ของผู้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง โดยอาศัย ความรู้ที่ชัดเจนในเรื่องหนึ่งๆ และโดยการเรียน รู้ร่วมกันในความรู้นั้นๆ โดยผู้ที่เกี่ยวข้องกับการ เปลี่ยนแปลง ความรู้และการเรียนรู้ร่วมในการ ปฏิบัติ จนมีปริมาณมากพอที่จะถึงจุดเปลี่ยน ก็ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น นี่คือที่เรียกว่า การ วิจัยและพัฒนา (Research and Development = R&D) อันหมายถึง การวิจัยเพื่อพัฒนาหรือการ ๔๖ ๔๗ วิจัยในการพัฒนา อันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังใน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ยาก โดยที่การพัฒนาระบบพระพุทธศาสนามี ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความยั่งยืนของพระพุทธ ศาสนา และต่อบทบาทของพระพุทธศาสนาใน การสร้างความร่มเย็นเป็นสุขในประเทศไทย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรมการ ศาสนา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สภาวิจัย ควรร่วมกันส่งเสริมให้มีกลุ่ม ผู้วิจัยที่เหมาะสม ทำการวิจัยระบบพระพุทธ ศาสนาในประเทศไทยโดยนัยดังกล่าวข้างต้น ต้องมีความพิถีพิถันและความประณีตในการ จัดการ ต้องมีกลุ่มที่เหมาะสมก่อตัวขึ้นเอง จะ ไปใช้คำสั่งให้เกิดคงจะไม่ได้ ทางที่ดีบุคคลที่ เหมาะสมควรจะก่อตัวขึ้นเอง และองค์กรต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นเข้าสนับสนุน อาจมี สถาบันวิจัย ระบบพระพุทธศาสนา เป็นสถาบันของรัฐที่เป็น อิสระ โดยไม่ใช่ระบบราชการ ทำนองเดียวกับ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และ สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) ก็ได้ ขอย้ำว่า งานยากๆ ที่ต้องการกระบวนการ ทางปัญญาต่อเนื่องเช่นนี้ ถ้าตั้งเป็นหน่วยงาน ในระบบราชการจะทำงานไม่สำเร็จ ควรศึกษา องค์กรใหม่ๆ ที่เป็นองค์กรของรัฐที่ไม่ใช่หน่วย ราชการ อันมีมากขึ้นเรื่อยๆในประเทศไทย ๔๘ ๔๙ # ปัจฉิมกถา สังคมสมัยใหม่เชื่อมโยงอย่างสลับซับซ้อน และเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เร็ว เกินกว่าที่มนุษย์จะสามารถเผชิญกับสภาวะใหม่ ๆ จึงเกิดความเครียดและพฤติกรรมเบี่ยงเบนใน หลายรูปแบบ ได้มีความพยายามนานาประการที่ จะแก้ไขปัญหา แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไร ในโลกยังเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความรุนแรง ความอยุติธรรมทางสังคม การขาดศักดิ์ศรีและ ๕๑ คุณค่าความเป็นมนุษย์ มีความท้อแท้สิ้นหวัง กันมาก เพราะความใหญ่โตของปัญหา และ โครงสร้างที่กดทับมนุษย์ทำให้แต่ละคนรู้สึกไร้ ศักยภาพที่จะเข้าแก้ไข แน่นอนในสภาพเช่นนี้ มนุษย์ย่อมต้อง แสวงหาปัญญาหลาย ๆ ทางเพื่อจะหาทางแก้วิกฤต สำหรับประเทศไทย นอกเหนือจากภูมิปัญญา สากลซึ่งจะต้องใช้แล้ว เรามีภูมิปัญญาดั้งเดิม เป็นพื้นฐานอยู่คือพระพุทธศาสนา พระพุทธ ศาสนาเป็นภูมิปัญญาสูงสุดของมนุษย์อย่างหนึ่ง ซึ่งแม้จะถูกฝังกลบด้วยวัฒนธรรมวัตถุนิยม บริโภคนิยมที่มากับสังคมสมัยใหม่ก็ยังมีร่องรอย เหลืออยู่ลึก ๆ สมควรได้รับความสนใจหยิบยก ขึ้นมาเจียระไน และทำเป็นยุทธศาสตร์พระพุทธ ศาสนากับการพัฒนาประเทศไทย พระพุทธศาสนาให้โลกทรรศน์และวิธีคิดที่ สามารถปลดปล่อยปัจเจกบุคคลไปสู่อิสรภาพ ความสุข และความสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ และมี เป้าหมายคือการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่าง มนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ หัวใจของพระพุทธศาสนา คือกรุณาและปัญญา เมื่อเจริญให้มากซึ่งกรุณาต่อเพื่อนมนุษย์และ สรรพสิ่ง จะเกิดความสงบ ความสดชื่น และพลัง ปัญญาต้องแทงทะลุถึงสังคมปัจจุบัน ระบบ พุทธศาสนา และการบริหารจัดการ ถ้าเพียงแต่ สรรเสริญธรรมะไปเรื่อยๆ โดยไม่เข้าใจความ เป็นจริงและสนใจเรื่องการจัดการ แม้มีความ ปรารถนาดี การพระศาสนาก็จะเข้าไปสู่สภาวะ วิกฤตยิ่งขึ้นเรื่อยๆ การจัดการคือ การจัดการ การวิจัยให้รู้ความเป็นจริงขององค์ประกอบต่าง ๆ และเชื่อมโยงองค์ประกอบต่างๆ อย่างเหมาะสม ๕๒ ๕๓ จนเกิดผลตามวัตถุประสงค์ การจัดการเป็นปัญญาอีกประเภทหนึ่ง เป็นอิทธิปัญญาหรือปัญญาที่จะทำให้สำเร็จ ชาวพุทธจึงควรสนใจปัญญาเชิงการจัดการด้วย ที่ใช้หัวข้อว่า ยุทธศาสตร์พระพุทธศาสนา กับการพัฒนาประเทศไทย แทนที่จะใช้คำว่าพระพุทธศาสนากับการพัฒนาประเทศไทย เพราะประการหลังมักพูดกันลอยๆ โดยปราศจากการคิดเชิงการจัดการให้บรรลุผล เป็นเพียงแนวคิด แต่ยุทธศาสตร์ คือ การจัดการขนาดใหญ่ที่จะบรรลุผลสัมฤทธิ์ให้ได้ โดยผนวกการวิจัย-การเรียนรู้โดยสังคม-การเชื่อมโยงกับอำนาจรัฐ ที่เรียกว่า "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" เข้ามาเขยื้อนสิ่งที่ยาก การทำเรื่องที่ยากต้องมีผู้ที่มีฉันทะแรงกล้าที่จะทำให้สำเร็จ และใช้ปัญญาโดยรอบด้านที่จะขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จ พุทธศาสนาเป็นภูมิปัญญาสูงสุดของมนุษย์ และพุทธศาสนาก็เป็นทรัพยากรของชาติ ควรที่คนไทยจะเข้าใจและเห็นคุณค่าแห่งดวงประทีปนี้ และนำมาใช้ให้เกิดความอยู่เย็นเป็นสุขและสร้างบ้านเมืองที่ร่มเย็นเป็นสุข ไปพ้นจากโมหภูมิ สู่การเป็นสังคมที่เข้มแข็ง เอื้ออาทร และมีปัญญา ตีพิมพ์ครั้งแรกโดยแบ่งพิมพ์เป็น ๓ ตอน ใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ ๑๒ - ๑๘ ธันวาคม ๒๕๔๖ ปีที่ ๒๔ ฉบับที่ ๑๒๑๗, ฉบับประจำวันที่ ๑๙ - ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๖ ปีที่ ๒๔ ฉบับที่ ๑๒๑๘, ฉบับประจำวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๖ - ๑ มกราคม ๒๕๔๗ ปีที่ ๒๔ ฉบับที่ ๑๒๑๙ ๕๔ ๕๕ องค์กรร่วมจัดพิมพ์ มูลนิธิโภชลคีมทอง สำนักพิมพ์มูลนิธิโภชลคีมทอง ๘/๒๓ ซ.บ้านช่างหล่อ ถ.พรานนก เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐ โทรศัพท์ ๐-๒๔๑๑-๐๗๗๔, ๐-๒๔๑๒-๐๗๔๔, ๐-๒๘๖๖-๑๕๕๗ โทรสาร ๐-๒๘๔๘-๙๙๕๖ www.komol.org E-mail : komol@komol.org สั่งซื้อหนังสือ book@komol.org มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก ๖๑๖ ในสวนอุทยานเบญจสิริ ซอยสุขุมวิท ๒๔ ถนนสุขุมวิท เขตคลองเตย กรุงเทพฯ ๑๐๑๑๐ โทรศัพท์ (๖๖๒) ๐-๒๒๕๘-๐๓๖๙-๗๓ โทรสาร (๖๖๒) ๐-๒๒๕๘-๐๓๗๒ http://www.wb-university.org E-mail : wbucentre@ksc.th.com ค พ ส. เครือข่ายชาวพุทธเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคมไทย ๘/๒๓ ซ.บ้านช่างหล่อ ถ.พรานนก เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐ โทรศัพท์ ๐-๒๘๖๖-๒๗๒๑-๒ โทรสาร ๐-๒๘๖๖-๒๗๒๒ E-mail : b_netmail@yahoo.com http://budget.info สสส สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ๙๗๙ ชั้น ๓๔ อาคาร เอส. เอ็ม. ทาวเวอร์ ถ.พหลโยธิน แขวงสามเสนใน พญาไท กรุงเทพฯ ๑๐๔๐๐ โทรศัพท์ ๐-๒๒๙๘-๐๕๐๐ โทรสาร ๐-๒๒๙๘-๐๕๐๑ www.thaihealth.or.th สื่อสร้างสรรค์ มูลนิธิสื่อสร้างสรรค์ ๑๕๓๗/๔ ถ.ลาดพร้าว แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ ๑๐๓๒๐ โทรศัพท์ ๐-๑๘๓๑-๔๘๙๖ โทรสาร ๐-๒๕๑๒-๒๐๕๐ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ๑๑๖๘ ซอยพหลโยธิน ๒๒ ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ๑๐๙๐๐ โทรศัพท์ ๐-๒๕๑๑-๕๘๕๕ โทรสาร ๐-๒๙๓๙-๒๑๒๒, ๐-๒๙๓๙-๒๑๔๓ www.ssf.or.th E-mail : info@ssf.or.th ยุทธศาสตร์พระพุทธศาสนา กับการพัฒนาประเทศไทย ศ.นพ.ประเวศ วะสี DOC ป46147ย74 ฉ.2
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
วัฒนธรรม
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2003
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• พุทธศาสนากับการพัฒนาชุมชน
• พุทธศาสนากับสังคม
history_eduหมวดหมู่
วัฒนธรรม
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2003
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้