auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
เอกสารนี้มาจากการประชุมวิชาการ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ครั้งที่ 2 ปี 2547 วันที่ 10-12 พฤศจิกายน 2547 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
(ธรศศ: ง พ . ธัตนโกสินทรธ์่ ฑา ระเบิตพลิงฆ่า เบฒ “หลุมดํา” ยุทธศาสตธ์ ธัตนโกสินทร์ ระเบิตพลังฆ่า“หลุมดํา” “รวมพลังคนไทยทั้งมวล ฝ่าอุปสรรคที่ขวางกั้น ไปสู่สัมมาพัฒนา สร้างประเทศไทยที่แข็งแรง และร่มเย็นเป็นสุข” ยุทธศาสตร์ ธัตนโกสินทร์ ระเบิดพลังฟ่า“ หลุมดํา” ศ. นพ.ประเวศ วะสี พุทธศาสตร์รัตบโกสิบทร์ - ระเบิดพลังฝ่า“หลุมดํา” โดย ศ นพประเศ วะสี .ัดศินฟ์มูลบิ1ดากาวณสุขแหงชาติ ๑69< ซเพหลโยสิบ ๒๒ ถ.พหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 9๐๐๐. [โทรศัพท์ ๐-๒๕๒๑-๕๕๕๕ โทรสาร 0-๒๕๓๕๒๓๐ อาณณม บนแนชอบนแปหอ ขะทกพาพ ยนเรท1060 ๐ ลงวนสิขสิทธิศามพระราชบัญญัติ พิมฟ์ครั้งแรก พฤศจิกายบ ๒๕๓ ข้อมูลทางบรรณาบุกรมของทยสมุดแห่งขาติ ประเตาะสี จุทธศาสตร์รัตนโกลินทร์ ระเบิดพลังผ้า“หลุมดํา” กรุงเทพร บูลบธิตาธารณสุขแห่งชาติ. ๒๕๕๓. ขะหบ้า ๑ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม. 1 ชือเรือง 1อม 074.0207.86 จอกแบบ: 0ลม๐ 0สม|. นฟ์: บริษัตดีโซร์จํากัด วิกฤตการณ์คลื่นลูกที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นวิกฤตการณ์ที่รุนแรง 'และยากที่สุด เพราะจับต้นชนปลายไม่ได้ เป็นวิกฤตการณ์แห่งการ ทําลายตัวเอง เพราะเราไม่รู้ตัวเอง ประเทศไทย เปรียบเสมือนมี “หลุมดํา” แห่งความหมักหมมของปัญหาที่ ดูดกลืนความพยายามใดๆ ที่จะแก้ปัญหา. ไม่มีรัฐบาลใด หรือกระทรวงทบวงกรมโดที่จะฝ่า “หลุมดํา” นี้ไปได้ แต่ถ้าฝ่าไม่ได้ ประเทศไทยจะวิกฤตและรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ควรที่คนไทยจะทําความเข้าใจ “หลุมดํา” ซึ่งเป็นโครงสร้างมรณะ และ ร่วมกันระเบิดพลังสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ เพื่อไปให้พัน “หลุมดํา” นี้ = กลณละคลอ ๑ สารบัณ หลุมตํา” แห่งความหมักหมมปัญหา พลังอํานาจทีจะทลายขุนเขาทั้ง ๕ พร้อมกับ. การเคลือนข้ายอํานาจ [ัยพ ธิญา สังคมานุภาพหรือสังคมเข้มเข็ง พลังแห่งการมีวัตถุประสงค์อันสูงสงร่วมกัน - แนวทางรัตนโกลินทร์ หลังจิดสํานึก หลังแห่งการพัฒนาจิต หลังปัญญา. ๕๑ การเรียบู้ คอเครืองมือเพือความอยู่รอดของมบุษย์ ๕๒ ความเห็น - ความรู้ ปัญญา ๕๓ ตัวอย่างการใช้และไมใช้ความรู้ ๕๕ วิชาความู้ปัญญา ๕๕ กระบวนการเรียนูร่วมกันในการปฏิบัติ ความรู้ การเรียนรู้ องค์กรจัดการ. ๕๒ ประเภทของความรู้ (๕๓ ระบบสนับสนุนการเรียนรู้ . 0็0๐. 0. . 0 ๕๕ การกิัยเป็นวชีวิต ระบบวิจัยคือสมองของประเทศ ๕ๆ หน่วยส่งเสรนการริจับจัดการวจัย หน่วยส่งเสริมการจัดการความรู้ ๕๑๐ แก้ดยชวดของระบบริจัย ทําเรืองความรูใหเป็นประเด็นทางการเนือง ๕ | การปรับเปลี่ยนข้นพื้นฐาน (ถิ๕600500) ใบตัวบุคคล ทางองค์กร ทางลังคม 9๐. / มหาวิทยาลัยกับยุทธศาสตร์รัตนโกสินทร์ . 99. | กลวิธีในยุทธศาสตร์วตนโกสินทร์ 9๒. กลไกขับเคลื่อนยุทธศาสตร์วัตนโกสินทร์ 0 00 120 . [ว| 1หลบสเ แห่งความหมักหมมปัญหา (ประเทศไทยมีปัญหาหมักหมมเชิจโครงสร้างใหญ่ๆ ทีถักทอกันเป็นหลุมดํา ทีุ่ดทุกถึง 'พุกอย่างเข้าไปสู่การทําลายหรือความไว้ประสิทธิภาพ ไม่มีรัฐบาลโดๆ ที่จะเอาขนะหลุมคําได้ วัฐบาลแล้วรัฐบาลเล่าจึงแก้ปัญหาไม่ได้ เมือแก้ไม่ใต้ ปัญหาจึงสะสมเพิมพูน ทําให้ความรุนแรง มากขึ้นเรือยๆ ปัญหาเชิงโครงสร้างใหญ่ๆ ทีอักทอกับเป็นหตุมดํา ประกอบด้วย ๆ) วัฒนธรรมและโครงสร้างเซิงอํานาจ. (๒) ระบบราชการและการเมืองที่ต้อยประสิทธิภาพ .(@) ระบบการศึกษาที่คับแคบและอ่อบแอ . (4! ทิศทางการพัฒนาตามแนวทางเงินปิยม - วัตถุบิยม - บริโภคปิยม .รูปทีแลดงหลุนคําทีเกิดจากการถักทอของโครงสร้างทัง ๕ และผสร้ายใหญ่ๆ « ประการ. (ๆ ช่องว่างและความไม่เป็นธรรมทางสังคม (๒) ความเสือมเสียทางศิลธรรม .(@) การทําลายฐานทรัพยากรและลิ่งแวดลัอม (6 ความชัดแย้งและความรุบแรง. ปัญหาใหญ่ๆ ๕ ประการยีบําไปสูอาการเจ็บป่วยทางสังคมเป็นร้อยๆ อาการ. เศ สมระรวส รูปที่ ๑ หลุมตําที่เดิดจากการถักทอของปัญหาเชิงโครงสร้างใหญ่ๆ ๕ ประการ ไปสู่ปัญหาหลัก ๕ ประการ ความเือนเลียทางดดกรรม. เรชาฯ เมลับอกเนาษา วัฒนธรรมและโครงสร้างเชิงอําบาจ เวามีวัฒนธรรมอ่านาจทีต่ารงอยู่มาเป็นร้อยฯ ปี |ในวัฒนธรรมถํานาจจะมีการเรียนรู้ข้อย ในขณะทีองคาพยพของสังคมใหญ่และชับข้อบ การ เรียนร้บอยทําให้ไม่สามารถรักษาดุลยภาพภายในและดุณภาพกับภายนอกได้ องค์กรต่างๆ ไม่ ว่าหางการเมือง ทางราชการ ทางการศึกษา ทางธุรกิจ เซิงยํานาจ องค์กรเชิงย่าบาง ะไนทางการศาสนา ล้วนเป็นองค์กร ะเป็นการใช้กฎหมาย กฎระเบียบ และการสังการจากบนลงล่าง รเิงยําบาจจึงนีประสิทธิภาพและความสําเว็จน้อย คบโบองค์กร ไม่เป็นการเรียบรู้ร่วมกัน อ มิพฤติกรรมเบียงเบน ชัดแย้ง และทําร้ายกัน ชาดความสุขและขาดคักยภาพในการสร้างสรรค์ คนไทยเกียบทั้งหมดอยู่ใบโครงสร้างเชนบี้ ระบบราชการและระบบการเมืองที่ต้อยประสิทธิภาพ บี้เป็นผลจากวัฒนธรรมและ โครงสร้างเชิงอํานาจดังกล่าวข้างค้น ความต้อยประสิทธิภาพและปัญหาการโกงกินคอร์วัปชัน ของระบบบริหารราชการแผ่นดินยังแก้ไม่ตก แม๊มีความพยายามปฏิรูประบบราชการและปฏิวุป การเมือง ระบบบริหารราชการแผ่นตินทีขาดความถูกต้องก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงไปหัวทุกอณ ของสังคมโทย ระบบการศึกษาที่คับแคบและอ่อนแอ ระบบการศึกษาไทยในรอบร้อยกว่าปทีผ่านบา .ึงเป็นการท่องวิชาเป็นหลัก ทําไห้คนไทยตําอะโรไม่เป็นไม่รู้จกตัวเอง ไมรู้จัเดือนมบุษย์ ไมวู้ .จักแผ่นดิบไทย ทําให้อ่อนแอทางปัญญา อ่อนแอทางสังคม ย่อนแอทางศีลธรรม ไม่สามารถ .ักษาชาติรักษาแผ่นตีนและอยู่ร่วมกันด้วยสันติได้ ความรุนแรงทีภาคได้เป็นด้วอย่างของปัญหา เติดฉากการศึกษาทีไม่ทาไห้คนโทยเข้าใจแผ่นดินไทย เช้าใจเพือนมนุษย์และเข้าใจตัวเอง ถ้า การยังเป็นไปอย่างเติม โฟแห่งความรุนแรงจะตามเลียไปทัวประเทศไทย .ติศทางการพัฒนาทีเป็นเงินนิยม - วัตถุนิยน - บริโภคนิยม - ถํานาจนิยม ยึงเร่งห้ สังคมเสือมเสียทางศีลธรรมมากขึ้น ช่องว่างระหว่างคนจนคนรวยจะท่างกันมากขึ้น ความไป .เป็นธรรมทางสังคมจะมากขึ้น ความรุนแรงจะมากขึ้น ทิดทางการพัฒนาทีไม่ค่อยถุกต้องจะดีง ให้ระบบด่างๆ รวบหมด ระบบการศึกษาต้องเขือมกับความดี ถ้าระบบการศึกษาเขือมกับความโลก. ครามเสียหายอันถึงใหญ่จะเกิดดามมา โครงสร้างใหญ่ๆ ทั้ง ๕ ประการ (ดุรูปท จ) ถักทอกับเหนียวแบน ประกอบเป็นหลุมตํา. หรือภูเขาทีขวางคั้นการพัฒนาประเทศ ปัญหาเหล่านีตํามืดไม่เห็นทางออก เพราะแต่ตะเรือง เป็นเรืองยากๆ ทังสิน และแต่ละเรืองเขือมโยงกับเรืองอืนๆ แก้เรืองหนึงก็จะถุกเรองอนๆ ดีไว้ (ไม่มีกํลังทีจะเคลือบไป คเหมต๐วส ฉะบัน จะเห็นว่าความพยายามปฏิรูปและพัฒนาด้านต่างๆ ไม่ประสบความลําเรจ เช่น ๑ ปฏิรูปการเมือง | 0 /* ปฏิรประบบราชการ ๑ ปฏิรูปการศึกษา ๑ การพัฒนาศิลธรรม ๑ การแก้ปัญหาคอร์รปรัน. แม้แต่การแก้ปัญหาโสเภณีเดกก็ยังทําไมได้เลย การทําไปเรือยๆ แบบเดิมไม่ป่าจะเคียงพยทีทําให้ประเทศโทยผ้าหลุมดําไปใด้ คําถามก อ บืนวัดกรรมอะไรทีจะจุดระเบิดพลังสร้างสรรค์ทางสังคม ทีจะทําให้ประเทศไทยก้าวด่วง. หตุมตํานี้ไปได้ ๒ 2 [ด| หสแฮ้เนาจที่จะกลายขุนยาทั้ง ๕ พร้อมกัน .ภูเขา ๕ ลูกทีขวางกั้นการพัฒนาประเทศไทย กล่าวคือ ๑. วัฒนธรรมและโควงสร้างเชิงอํานาจ ๒ ระบบราชการและการเมืองทต้อยประสิทธิภาพ ๓. ระบบการศึกษาที่คับแคบและอ่อนแอ [0 7 กิททางการคัฒนาทีเน็นเินบิยม - วัตถุนิยม บริโภคนิยน [0-/-/ฏทามรูปทีจ) มีความแข้งแกร่งและเขียมโยงซึ่งกันและกันการแก้ปัญหาใดปัญหาหยึงโดดๆ ทําไม่ใด้ เพราะจะโดนภูเขาลูกอืนดงรังไว้. ู[0/ฏ%*'ั้น จะต้องหาพลังอําบาจมหาศาล (บิ๊กแบง) ที่จะหลายขุนเขาทั้ง ๕ พร้อมกัน. อย่างบูรณาการ ๑๓ | คเตปรอดวล บันคือ ๑ เศรษฐกิจเงินปิยม วัตถุขัยม บริโภคยิยม ปรับเปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจธรรมปิยม หรือเศรษฐกิจพอเพียง ๒. สังคมเซิงขํานาจแบวดึง ปรับเปลี่ยนเป็นสังคมแนวราบ (ประชาสังคม) ๓. องค์กรยํานาจตางๆ ปรับเปลี่ยนเป็นองค์กรเรียนรู «ระบบการศึกษาทีศับแดบ ปรับเปลี่นเป็นระบบการเรียนรู้อันไพศาลและแข็งแรง ทั้ง ๕ เรืองบูรณาการอยูใบกันและกัน ถ้าทําอย่างหนึงอย่างโดจะไม่ให้ผล เช่น ทิศทาง การพัฒนา ถ้ายังเป็นเนนิยม วัดถุนิยม บริโภคนิยม จะดิงให้ทกอย่างเบ้ไปหมด ไปถิดทิศ. นิดทางและทอนกําลัง มิจฉาพัฒนาทอบกําลังทางปัญญาและสังคม สัมมาพัฒนาจึงมีความ จําเป็นในการคัฒนาทางปัญญาและสังคม จุตระเบิดแห่งพลังสร้างสรรค์อันมหาศาล ไบสังคมทีหมักหมมและสลับชับช้อนแก้ปัญหาต่างๆ ไม่ใต้ จะต้องถามว่า พลังสร้างสรรค์ อันมหาศาลเกิดขึ้นได้อย่างไร หลังสร้างสรรค์ยันโพศาลเกิดจากกาวผนึกพลัง ๕ ประการ เป็นพละ ๕ ตังต่อไปบี้ (คู วูปที่๓ ๑. หลังแห่งสัมมากิธิ ๒. หลังแห่งบูรณาการภวะ ๓. หลังสังคมเข้มแร้ง. ๕ หลังแห่งการเรียบรูใหม่อันไพศาต ๕ หลังแห่งการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (โพ!06ธ030 .ึงจะอธิบายอย่างย่อๆ ในบทบี้ แต่จะขยายความในบทต่อๆ ไป :ะ 0ื0 รูปดี๓ หลังสร้างสรรค์อับ ไพศาล เกิดจากการ นักพลัง ๕ ประการ พลังทั้ง ๕ส่งแล เอีเกับและกับ ๑ พลังแห่งสัมมาทิจิ ไนทีน หมายถึง สัมมาพัฒนา หรือทิศทางการพัฒนาทีถูกต้อง ถ้าทิตทางถูกต้องจะกอให้ เกิดพลังมหาศาล ถ้าทิศทางเป็นมิจฉาหัฒนาย่อมเป็นการทอบกําลัง การพัฒนายืนๆ จะบิด เบี้ยวโปหมดถ้าไมทําเรืองสัมมาทิฐใบการพัฒนา. ๒. พลังแห่งบูรณาการกวะ อะไรทีขําแหละออกเป็นส่วนๆ ย่อมหมดพลัง หรือชัดแย้งกันเอง แต่ความเขือมโยงกับ อย่างบูรณาการก่อให้เกิดพลังมหาศาลจากบูรณาการภวะ ถ้ายวัยวะต่างๆ ใบว่างภายดําวงอยู่ อย่าจแบกส่วนชีวิตย่อมเป็นโปใม่ได้ ยวับวะทังหมดบุรณาการเข้ามาจึงมิธิตและมิพลิงธวิต การติดและการทําทุกวันบี้เป็นแบบแยกส่วนจึงชัดแย้งทอนกําอังกันเธงเช่น การคัฒนา. กัเลาเินเป็นตัวตังไม่เือนโยงกับเรองจดใจ ครอบครัว ชุมชน สังคม ยิงแวดล้อม วัฒนธรรม และสุขภาพ การศึกษาก็แยกจากชีวิต และกระบวนการชีวิตทั้งเวล ไปเฮาวิชาเป็นตวตั้ง เป็นตัน. การติดและการทําอย่างบูรณาการจะทําให้เกดพลังมหาศาลจากบูรณาการกวะ เราต้อง ระวังตรงบีให้ดีๆ เพราะเราจะหลุดไปศิดและทําแบบแยกล่วนเพราะความเคยริน ๓. พลังสังคมเข้มแข็ง (สังคมานุภาพ) คน องค์กร สังคม เชิงถํานาจ จะไม่มีพลัง ถ้ามีการรวมตัวร่วมคิตร่วมทํา ผนึกกําลังกัน .ีการเรียนรูร่วมกับ มีวัตถุประสงค์ร่วมกัน มีจิตวิญญาณสูง มิการจัดการการเรียบร้และจัดการ. ความรู้ จะเป็นสังคมเข้มแข็งทีมีพลังสร้างสรรค่มหาศาล. ๕ พลังแห่งการเรียนรู้ใหม่อันโพศาล (นวัดกรรมการเรียนรู้) ราคุ้นเคยอยูกับระบบการศึกษายันคับแคบและออนแทําให้เมอพูดถึงการศึกษาก็ดี การ รียบร้กดี ไม่ก่อห้เกดจิบตบาการที่ทรงพลังทั้งๆ ทีในความเป็นจริงแล้ว หลังแห่งการ เรียนรูที ก่อให้เกิดความสะเทีอนทั้งจักรวาล เมือพระพุทธเจ้าตรัสรู้อนุครสัมมาสัมโพธิญาณบั้น บรรยายคันวาหัวทั้งโลกธาตุสันสะเดีอน บั้นคือ พลังแห่งการเรียบร้ของมนุษย์ มบุษย์มีศักยภาพ. ในการเรียบรูสูงสุดถ้ามีกระบวนเรียนรูทติสามารถบรรตุธะโรๆ ก็ได้ทั้สิ้น. .ระบบการศึกษาของเราคับแคบและอ่อนแอ จ ศศ - - รุปที « แลดงระบบการศึกษาทีคับแคบและย่อนแอ เป็นเหมือนกล่องดําใบเล็กๆ ท่าน ) กลางปริมณฑลของชีวิต ังคน สิงแวดล้อบ กันใหญ่โดนโหพาร ในกล่องดํานีครูอยู ๓๐๐๐๐๐ ๑๐๐คน ระบบ” การศึกษานดีงอาผู้เวยนออกจากความเป็นจริงทางสังคมมาต่องวิชากบอย่าย ., แคบๆ ไบกล่องตํา ทําให้เกิดสภาวะทําไม่เป็น คิดไม่เป็น อยู่ร่วมกันไม่เป็น | ในกล่องคํานีมีผู้สอบกับผู้ถูกสอบ. เรียนเลย ทั้งครูและ “บักเรียน” ไม่ค่อยมี การเรียนรู้เท่าไร ครูทําการ “สอน” วิชา แบกผู้ถูกสอนออกมาจากความเป็นจริงทางสังคม ไม่ได้ ไชการปฏิบัตและความสร้างสรรค์ธันหลากหลายในสังคมให้เป็นประโยชน์ต่อการ “เรียบ” ทําให้ผู้ถูกสอนเกิดความพิการ ประสาทรับรู้ทั้ง ” ไม่สามารถรับรู้ความจริง แล้วนํามาติตมา. สังเคราห์ให้เป็บัญญาตจูงบ การ “สอน” กับการ “เรียน” ต่างกัน การสอนถ้าไม่ระวังจะไปจํากัดการเรียบรู้ของ ผู้ถูกสอนในที่นี้การสอนอาจไม่มีการเรียนรู้ก็ได้ การเรียนรู้เป็นสิ่งที่ “ระเบิดออกมาจากภายใบ“1 ปิดลัณฑาศาล การปฏิรูปการศึกษาควรเป็นการปฏิรูปการเรียบรู้ ให้มีการระเบิดการเรียนรู้ของคนทั้ง ลังคม และในองค์กรทุกชนิต ตามวูปที่ ๕ 2 0 เป็นการเรียนรู้ที่ผนวกความรู้ การวิจัย และการจัดการความรู้ เข้ามาอยู่ใน. , กระบวนการเดียวกับ. เป็นการเรียนรู้ทีมีการเจริญสติไนกระบวนการเรียบรู เป็นการเรียบรู้ทีมีผล (ปฏิเวย) เป็นเครืองคาคับ นันคก: นําไปสูยกองค์ประกอบแห่งพลังตามรูปท ๓บันค ๑ พลังเห่งสันบาธร ๑ หลังแห่งบูรณาการภาะ ๑ พลังสังคมข้มเข้ง .๑ หลังแห่งการเปลี่ยนแปลงชันพื้นฐาน (โพเธ0680๐0 นี้เป็นการมองการเรียบรูใหม หรือบวัดกรรมการเรยบรู้ เป็นการเรีบรู้ยับใตคาล ทีสง แลยงกันและกันกับพลังถีก ๕ ประการ (ตามรูปที ๓) ประกอบกันเป็นพละ ๕ หรือหลัง ๕ ๒ 1 ๕ พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงชั้นพื้นฐาน (โรเนส์อยนะปอ00 .การเรียนรู้และการพัฒนาที่ดีต้องนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (โละสี0625000 พุกระดับ คือ ๑ การเปลี่ยบแปลงขัพื้นฐานไบตัวบุคคล ป900ม โลเณอเรน3097. .๑ การเปลี่ยนแปลงชั้นพื้นฐานในองค์กร (08ฉงณ6ะล50ณป โยเทะ60ลบอญ. .๑ การเปลี่ยนแปลงชั้นพื้นฐานในสถาบัน (ไถ5ขาหอณม โพแทร4่อ(ชรช่อ. .@ การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในสังคม (506รม โพเธ4่011๒8บ061. คือ เปลี่ยบจากร้ายเป็นคี เปลี่ยนจากโจ๋เป็นฉลาด. เปลี่ยนจากการใช้อําบาจเป็นการใช้การเรียน้ เปลียนจากความบีบคันเป็นธิสรภาพ .เปลี่ยนจากขาดน้้าจิตน้้าใจเป็นมีหัวใจของความเป็นมนุษย์ .เปลี่ยนจากทุกข์เป็นสุข. | เป็นตับ การเปลียนแปลงขันตื้ฐานเป็นดุดยอตของการพัฒนานยกจากเป็นแสของการพัฒนานต้ว การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานยังก่อให้เกิดหลังสร้างสรรค้มหาศาลป้อนกลับไปสู่การเรียนรู้และ | การพัฒนาทุกชยิต เมือพลังัง 6 เข้าบาผนึกกัน กล่าวคิอ หลังแห่งสับมาธิฐ หลังเห่งูรณาการวะ หลัง สังคมเข้มแข้ง พลังแห่งการเรียบู้หม่อันใพศาล และพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงชันพื้นฐาน จะ| .ก่อให้เกิดพลังสร้างสรรค์อับมหาศาล สามารถเยาขนะอุปสรรคที่ยากทั้งปวงได้ ตอไปเป็นการทําความเข้าใจในรายละเอียดเต็มช้น ๑๕ | คนเปรยทวส | การเคลือนข้ายอํานาร . (5อพธศ : ธิทเข นนต คํานาจในเบ้องตนทสุดคือการใช้พละกําลัง จะเป็นกําดังกาย หอก แหลบ หลาว ปัน , อูกระเบิด หรือระเบิดนิวเคลยร์กตาม นี้เรยกว่า พลานุภาพ อํานาจรัฐมีใต้ด้วยการใช้พลานุภาพ คือมกําลังตํารวจ กองทัพ ทีจะจัดการกับผ้ทีไม่สยบยอมอ่านาจรัฐ ต่อมาเงินมีอํานาจมากขึ้น. เรียกว่า ธนานุภาพ เงนมีอํานาจเหนืออาวุธ เพราะทําอะโรๆ ได้มากกว่า อํานาจรัฐกับอํานาจเงิน. บักจะเข้าไปผนวกกัน ทําให้มีอํานาจเหลือสันพันประมาณ [รณเขา๕ ลูก ตังล่าวใบตอนที 9 (ชรปท ตั้งอยใด้โดยอาศัยถํานาจหลานุภาพและ .ธนานุภาพในสังคมปัจจุบนทีเขือมโยงสลับชับข้อน (006ร๒% 5ชะแอ) ทีวิกฤตการณ์โกลาหล (๕0ล๐0) จะเกิดขึนอย่างทันทีทันใดได้บ่อยๆ ไวรัลใช้หวัดนกตัวเดียวก็ยาจก่อให้เกิดวิกฤตขึ้นมา อย่างระจับไมได้ หรือปัญหาความรุนแวงทีภาคได้ ยาจตามเลียไหม้โปหมดทังสังคมก็ได้ .ไนสภาพีสลับซับช้อนเปลี่ยนแปลงอย่างพยากรณ์ไม่ได้และยากต่อการแก้ไขเช่นบี อํานาจได้ผลบ้อยลงๆ ทั้งหลานุภาพและธนานุภาพจะแก้ปัญหาทียกต้วอย่างมาช้างค้นได้ยยางไร เป็นธรรมชาติเมือถ่านาจอย่างหนึงอ้าสมัยโปแผ้ว มบุษย์กจะแสวงหาอํานาจถีบ เรียกว่าเดการ เคลือนบ้ายอํานาจ (โตะ ลทยา ฝรังจะมองว่าการเคลือนบ้ายถํานาจจะเป็นอย่งปี พลานุภาพ ----> ธนานุภาพ ---> วิชาบุภาพ วิชานุภาพ คือ อานาจของความรู(ลงหศ่อ่20) และพูดกับมากถึงสังคนความรู้0ร28. 1๒498 50๐6๓ท หรือสังคมฐานความรู้ กร0ห600 ถิจต๓4 50๐๓6ท ซึงก็ไปผิด แต่แมดิตว่า อ้ากล่าวว่าการเคลือนย้ายอํานาจไปสูพลังอํานาจทางสังคม หรือ สังคมานุภาพ คงี้ . พลานุภาพ -----» ธนานุภาพ ----» สังคมาบุภาพ นําจะครอบคลุมมากกว่า เพราะหมายถึงตัวคน และหมายถึงพลังแห่งความเป็นสังคมด้วย ความรู้และปัญญาก็เป็นส่วนหนึ่งของพลังอํานาจทางสังคม แต่พลังอํานาจทางสังคมหรือ. สังคมานุภาพยังเกิดจากสงอนๆ อีกด้วย ๒๑ ค.แพประห วร |วิ| สแคปานภาพเหรือสังคมขึมเข็ง สังคม หมายถึง ความร่วมกับ สัตว์หรือคน ถ้าอยูเดียวๆ ตางตัวต่างอยู ต่างตนต่างอยู่ จะมีพลังน้อย ประสบอันตราย ได้งาย สัตว์ถ้าอยู่เปนผูงจะรอดชีวิตมากขึ้น เช่น ปลาอยูเป็ง หมาไบอยู่ป็นผ่ง หมาไนถึงแม้ ตัวเล็กแต่เมือทําการร่วมกันมันสามารถลัมสัตว์ทีใหญ่กว่าตวมันได้ พลังทีเก็ตจากคนหลายคนมีการรวมตัวร่วมคิตร่วมทํา ไม่ต้เตมเป็นเท่าเท่ากับจํานวนตน ทีมาร่วม เช่น คนแต่ละคนมีหลังเท่ากับ ๑ ถ้าคน ๕ คน มารวมตัวร่วมคิตร่วมทํา พลังแห่งการ รวนตัวไมใช่เทากับ ๕ แต่อาจเหิมขึ้นหลายพันหลายหมืนเท่า เรียกว่าพดังงานทางผังคม (501 เร ไนทางสสาร เมืนิวเคลียร์ของธาตุรวนตัวกัน ทีเร็ยกว่า ถง๕๓ละ 1น๕00 จะปล่อย [หลังมหาศาลออกมาทีเรียกว่าพลังบิวเคลียร์ อย่างพลังมหาศาสของตวงอาทิตย์เกิดจากการรวม ตัวของบิวเคลียร์ของธาตุไยโครเจนฉันไต การรวมตัวกันทางสังคม (5๐เป งบส่๐๓] ก็ให้หลัง หาศาลอันบัน (ไบครั้งพุทธกาล เมือควะเจ้ายขาดศัดรู กษัตวย์แควันบครคําริจะยกทัตไปตีแควับวัชซี ได้ .ใช้วัสสการพวาหมณ์ไปทูลถามพระพุทธเจ้าบนเขาติขณภูฏว่าทียกโปนี้จะขนะหรือไม่ พระพุทธ องค์ตรัสตอบว่า ถ้าขาววัชซียจใช้ “วัชซือรรม” อยู่ เธอไม่มีทางเอาชนะเขาได้ วัชซึธรรมภับ อบริหาบิยธรรมคียอย่างเดียวกับ เป็นธรรมะแห่งความเป็นสังคม หรือความแข็งแวงของการรวม ตัวร่วมติตร่วมทํา ตรัสสรรเสริญว่า อบวิหานิยธรรมเป็นธรรมะเพื่อความเจริญถ่ายเดียว ตาม ศัพท์อาจจะแปลว่า “ธรรมะเพียความไม่สับทาย” ขณะทีพระพุทธองค์ประทับบนเขาติชณาุฏ ที่ กรุงราชคฤห์เป็นครังสุดท้าย ก่อนเสด็จพุทธตําเป็นไปสูปริมิพพาน ได้ตรัลถึงอบริหานิยธรรม เป็นเฮบกบริยาย เ= 2. | ความร่วมกันเป็นสังคมมีอานุภาพมาก. | .สามารถทะลุทะลวงปัญหาทุกชนิดได้ อํานาจจึงไม่ขอบการรวมตัวของคน ทัอํานาจรัฐและอํานาจเงิบไม่ขอบการรวมตัวของคน เพราะทําให้ตวบคุมได้ยาก ใบครั้ง .ไบราณ กษัตวิย์จะไม่ชอบการรวมตัวของขุนนาง จึงมิกฎห้ามขุนนางพบปะรวมตัวกัน เพราะ. เกรจจะมีคําอังก่อกบฏ อันเป็นมรดกตกทอดมาถึงทุกวับนีดีข้าวาชการร่วมมือกันไม่เป็น. | ทุนนิยมจะไม่ชอบการรวมตัวของคน เพราะจะทําให้มีอํานาจต่อรองได้มาก ต้องการให้มา. สัมพันธ์กับทุนแบบปัจเจกมากกว่า อานาจรัฐและยําบางทุบจึงทําลายการรวมตัวของคน ยันเป็น ธรรมชาติตั้งเตของมบุษย์ให้มาเป็นปจเจกรบซบิดตัวใครคัวันเซ่นทุกวับบี้ .แต่ในเมืออํานาจรัฐและอํานาจเงินก็แก้ปัญหายากๆ ไม่ไต้แล้ว จึงต้องทันมาหาอํานาจ แหงการรวนตัวหรือสังคมานุภาพ อ้าคนรวมตัวร่วมคิดร่วมทําในทุกืนที ไบศุกองค์กร และไบทุกเรือง แผ่บดิบจะบีพลัง. อย่างมหาศาล. เราควรศิจารณาต่อไปว่า สังคมานุภาคมืองค์ประกอบอย่างไรจึงจะมิหลังมาก พลังของ สังคมาบุภาพ จะมีมากๆ ต่อเมอมหลัง ๕ ประการรวมกับ คือ ๑ พลังแห่งการรวมตัว (พลังแห่งความเป็นสังคมหรือพลังสังคม) ๑ พลังแห่งการมีวัตถุประสงค์อนสูงสจร่วมกัน ๑ หลังจิดตํานึก ๑ พลังแห่งการพัฒนาจิต. ๑ หลังปัญญา ดักรูปที่> ๒๒๓ กะบหประดวส์ .พลังอํานาจทางสังคม พลังวัตถุประสงค์. หรือสังคมานุภาพ อันสูงส่จร่วมกับ. หรันลองทีประนย | เล เง (พลังแห่งการรวมตัว คึอ การรวมตัวรวมคิตรวมทํา .การมีวัตถุประสงค์อันสูงส่จร่วมกัน จะทําให้สังคมนีหลังสงกง ถ้าวัตถุประสงคต่างกับ หรือเรียราต แคบ ไม่ชัดเจน ไม่มีอุตมคติ สังคมย่อมไม่มีพลัง เพราะฉะนั้นต้องหาให้หบ วัตถุประสงค์อนสูงสงร่วมกับ หรือความมุ่งมัว่วมกับ พลังจิตสํานึก ถ้าลูงแล้วอังคมย่อมปิพลังมหาศาล ถ้าแต่ละคนนีความภูมิใจใบศักดศรี และคุณค่าแฟ่งความเป็นคนของตนเอง ภูมใจในรากเหล้าของตน มิความมันใจ ระักรูถึงขายภาพ ในคน มีความมุงมนทีจะทําอะไรดๆ มีความดืนตัว ลุกข้นทาใบสึงท่ควรทํา รวมคัวร่วมคิดร่วมทํา จะเป็นพลังทีไปมือะโรทานได้ พลังแห่งการพัฒนาจิต หมายถึงมีการพัฒนางิดใจให้สูง ลดความเห็นแก่ตัว มีการ จริญสติ จะทําให้อังคมมีพลังสูงถึง พลังปัญญา ถ้ารวนตัวกันแล้วใช้แต่ความเห็น กลุ่มจะมิพลังไม่มาก แตถ้ามีความรูมีการ เรียบรู มีการสร้างความรู มีการจัดการความรู้ มีการใช้ความวู จะทําให้กลุ่มิพลังมาก “รวนตัว ว่วมติตร่วมทํา” คําว่า “ว่วมคิด” หมายถึง การเรียนรู้ การสร้างความรู้ และการใช้ความรู้ด้ย ๒ 111+++0 ๒๕ ในกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบติมกจะไปถึงปัญญาด้วย คือการรูอย่างเชียมโยงเป็น. ูรณาการ และเข้าถึงความดี เช่น ความเถื้ออาทร ความเลียสละ การดดละความเห็นแก่ตัว ตัง ที่เวียกว่าพัฒนาการทางจิตวิญญาณ (พัฒนาจิต) ถ้าลังคมานุภาพไปให้ถึงความรู้และถึงปัญญา. จะปิตลัณาก สังคมานุภาพ ยันประกอบด้วยพลังแห่งการมีวัตถุประสงค์อันสูงสงร่วมกัน พลังแห่ง จัดสําถึก หลังแห่งการพัฒนาจิต และหลังแห่งปัญญา จะมีอานุกาพมากประตุจจักรผัน และ .จักราแห่งสังคมานุภาพนี้จะเป็นเครื่องมือทะลุทะลวงอุปสรรคไปสู่ภวะใหม่แห่งการพัฒนา. จึงควรทําความเข้าใจให้ละเอียดข้น และทําเป็นบุทธศาสตร์และยุทธวิธี [วิดี หลัแหห่นการปีวัตถุประสงค์อันสูหส่งธ่วมกัน แนวทางธัตนโกสินทร์ ขณะบิ้โลกพัฒนาด้วยแนวทางเงินปิยม-วัตถุยิยม-บริโภคปิยม แนวทางนี้ปีความชัดแย้ง ระหว่างเงิน ซึ่งสามารถเพิ่ชื้อย่างไมมีข้อจํากัด (กราน6) เช่น เราจะเดิม 0 ลงไปหลังตัวเลข กับ ทรัพยากรบนโลกปี้ซึงมีจํากัด (ธาณ10] จึงทําให้เกดการแย่งซิง การทําลาย และความรุนแรง ทรัตยากรต่างๆ ซึงเป็นประโยชน์ต่อคนทั้งหมดถุกเปลียนให้เป็นเงิบของคนส่วนน้อย การพัฒนา แนวทางเงินปิยมใด้บามาซึงความโม่ท่าเทียมกัน ซ่องว่างระหว่างคนจนกับคบรวยและระหว่าง ประเทศจนกับประเทศรวยท่างกันมากขึ้นทุกทีๆ คนอเมริกาทีรวยที่ลดเพียง ๒๐๐ กว่าคน มี ทรัพย์สินรวมกันมากกว่าตนในโลก ๒๐0๐ ผ้านคนรวมกัน ช่องว่างทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่กระทบกระเทือนศักดศริความเป็นมนุษย์ ทําให้เกิดความ ไมเป็นธรรมทางสังคม เกิดการเมืองทีใช้เงิเป็นอํานาจ เก็ดการแยงซิงหรัดยากร นําไปสู่ความ รุนแรง ผู้ท่ต้องการศิทักษ์ถึงแวดล้อมคนแล้วคบเล่าถูกลอบสังหาร นําไปสูตงคราม และความ เดือมเลียทางศิลธรรมต่างๆ ในคตวรรษีแล้วคนตายเพราะลงครามดํางๆ รวมกันกว่า ๒๐๐ ล้านคน แตทีตายเพราะความยากจบและความอยุติธรรมทางสังคมปีมากกว่าบันหลายเท่า ไนประเทศไทยตั้งแต่ทําการพัฒนาสมัยใหม่แนวทางเบปิยม ภายในเวลา ๕6 ปี บําไม้ ของเราถูกทําลายไปกว่า 9๐ เปอร์เซ็นตของทีมี บัตนี้เกตป้าห่วนบ่อยขึ้นและกว้างขึ้นเพราะนี นไม้น้อยเก็บ เศรษฐกิจขาวขนบทล่บสลาย ส่งผลให้ครอบครัวแตกแยก ซุมขบล่บสลาย การ อพยหเข้าสเมองไปเป็นคนจนในเมือง เกิดปัญหาสลับ ปัญหาโสเภณี ปัญหายาเสพติด โรคเอดล์ เศรษฐกิจเงนปิยมกระตุ้นการบริโภคอย่างรุนแรง การสือสารแทนทีจะสือสารเรืองทีําให้เจริญ เณ 6๐. ๒ .กลับใช้เวลาและความพยายามทีจะกระตุ้นการบริโภคด้วยวิธีการต่างๆ นานา ทั้งโทหก หลอกลวง. อาเรืองเช็กซ์เข้าล่อ เศรษฐกิจกระตุ้นการบริโภคมากๆ นี้ตวงข้ามกับคํานิยมยันดีงามตั้งเที สรรเสริญความขบันและความประหยัดความเลือมเลิบทางศีตะววมต่างๆ จึงเดขึนเช่น กาวคตโกง การแย่งซิง การมัวเซ็กซ์ แบ้บเด็กลาวทีแสดงการร่วมเพศก็เยามายกย่องเชิตซูเพือประโ แห่งการเสพสุขและการหาสิน สังคมเต็มโปด้วยความเจ็บบ่วย เป็น “เมืองอวิชขา” คามพระราช (ปิพนธ์เรืองพระมหาชนกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัว นักปราชญ์ฝรั่งหลายคนเห็นว่าอารยธรรมตะวันตกซึงเป็นอารยธรรมวัตถุบิยมบริโภค. ป๊ยมกําลังบําโลกทั้งโลกเข้าไปสูวิกฤตภารณ์อย่างรุนแรง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ัวได้ทรง ชี้นะเรืองเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นเวลาเกือบ ๑๐ ปี รับอังด้วยประการต่างๆ เช่น “ใครว่าเซย ก็ซ่างเขา ขอให้เราพออยู่พอกิน และนีไมตรีจิตค่อคัน“ เซย คือ ไม่โนตร์น หรือไม่ทันสมัย บันคือไมเป็นไปดามกระแลวัดถุยยมบริโภคบิยน พออยู่พอกิบ หมายถึง พอเคียงทัวถึง .นีในครีจิตต่อกัน หมายถึง การมีจิดใจลูง มิความเมตตากรุณา ไม่ทอดติ้งกันแบบตัวใคร. ตัวยัน (ในพระราชบิพนธ์พระมหาชนกได้ทรงเป็นถึงการดึงตนเอง ความเพียรอันบริสุทธี การ วักษาและเพิมทูนทรัพยากรธรรมชาติ การใช้ความรู้และปัญญา เศรษฐกิจพอเพียงไมต้เป็นทีการเยาเงินเป็นตวตั้ง แต่เนนทีความเป็นผู้เจริญทุกด้านเช่น การพึงดนเอง ความเพียร ความประหยัด ความมีเหตุนีผล ความพอประมาณหรือมัธณิมาปฏิบทา. การต้องใช้ความรู้ การมือติ การนีปัญญา โดยสรุปต้องมีความถูกต้องในทุกๆ ด้าน แม้ไช้คว่า เศรษฐกิจ เศรษฐกิจพอเพียงไมใช่เรืองของเศรษฐกิจอย่างเดียว แตเป็นวธีชีวิตแห่งความพอเพียง เป็นเศรษฐกิจธรรมนิยม เป็นเศรษฐกิจวัฒนธรรม เป็นวิธีชีวิตทีมีศิลธรรม ยันบําไปสู่สุขภาวะ. ความสมดุล ความเป็นธรรม และความร่นเข็นเป็นสุข, .โดยทีเศรษฐกิจเงินนยมกับเศรษฐกิจธรรมนิยมหรือเศรษฐกิจทอเพียงนิลักษณะและทีโป. ต่างกับโดยลิ้เชิง จึงควรทีคนไทยจะร่วมกับศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ตารางที ๑ ลรุป | ลักหณะและแลของเศรษฐกจ ๒ แบวทางเปียบเียบกัน .« วัดความก้าวหน้าด้วยจดดี(006 .วัดความก้าวหน้าด้วยจดิเข (5060. ธ์ 8 ในต้านการปฏิบัติ ขาวบ้านจํานวนมากได้พิสูจน์ด้วยการปฏิบัตว่า เศรษฐกิจพอเพียงได้ผล. ติจริง แนวทางการปฏิบัติอาจเรียกชื่อต่างๆ กัน เช่น วนเกษตรบ้าง เกษตรผสมผลานบ้าง. .เศรษฐกิจชุมชนพึงตนเอง วิสาหกิจชุมชนบ้าง แต่ล้วนอยู่ใบตระกูลเดียวกับเศรษฐกิจพอเพียง (ปราชญ์ขาวบ้านผู้ทรงคุณธรรมและทรงปัญญาอย่างผู้ใหญ่วิบลย์ ข็มเฉลม น้าประยงค์แนกไรไซ มหาอยู สุนทรชัยผู้ใหญ่มาย สร้อยตระกลาง คุณคําเดือง ภาษิ ตรูบาสุทธิบันทน์ ปรัชญพฤทธิ์ ครูชบ ยอดแก้ว คุณอัมพร ด้วงป่าน พระสุบิน ปณีโด ฯลฯ โครงการที่นายแพทย่อภิสิทธิ์ ๒๕ | เทเทเตรจัดเด่กทร ระ0ะหลกเภารมต ๒๕ เจํารยวรางภุรผู้อํานวยการโรงพยาบาลถุบลรัตบ์ สนับสนุนอยู่เครือข่ายแผนแม่บทรุมขน ๕ ภาค ทีผู้ใหญ่ไกเนศร์ ทองบุญชู และน้าแก้ว สังข์ซู ประดานงานอยู่และได้รับความสนับสนุนจาก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมธน (พยร.) เครือข่ายเกษตรกรทีธบาศารเพือการเกษตรและสหกรณ์ 5.ก.4.) สนับสนุบอยู่ โครงการวิสาหกิจชุมชนทีมูลบิธิหมูบ้านสบับสนุบ ฯลฯ ด้วนพิสูจบ์ว่า เศรษฐกิจพอเพียงบําไปสู่ความว่มเย็นเป็นสุข มิกนอีม หนี้หลด มีเงินออม สุขภาพดี มีคบไมเต็ม ขึ้น มีการพัฒนาจิดใจ ความรุนแวงน้อยลง การข่ากันตายน้อยลง มีการเรียนรู้ร่วมกัน ผู้คนนี ศักดศรมีคุณคา ตั้งอยูในศีลธรรม บ้านเมืองของเราบอบข้ามามากเกินพอแล้วในเส้นทางพัฒนาเศรษฐกิจเงินปิยมความเสียน. เสียทางศิดธรรมได้เก็ดขึ้นมากเกินไปแล้ว เง็บได้แสดงถํานาจของมันอย่างนําเกลียดเก็นไปแล้ว คนไทยสมควรจะหันมาหาแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง อันเป็นเศรษฐกิจธรรมบิยมหรือเศรษฐกิจ มีฐานอยูในศัลธรรม โดยทีองค์กรโลกบาลทางการเงิน เช่น ธนาคารโลก โอเอ็มเอฟ ตั้อยู่ีกรุงวอริงคัน จึง เรียกแบวทางเศรษฐกิจเงินบ๊ยมว่า'ฝลนกฎน30 (0อ515 ซึงศาสตราจารย์รังสรรค์ ธนะพรตันธ์ แปลว่า “ขันทมติวอซิงดัน” และเบืยงจากแบวทางเศรษฐกิจพอเพียงนําเสนอโดยพระมหากษัตวย์ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ อาจารย์วังสรรค์จึงเรียกแนวทางบีว่า "อันทมติรัตนโกสินทร์” บีเป็นทีมา (ของซือ "ยุทธศาสตร์รัตนโกสินทร์”ทีบําเสนอนี้ (สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเครษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ลภาพัผมํา)มีโครงการ งเสริมความเข้าใจเรืองเศรษฐกิจพอเพียง มี คร จรายุ อิศรางภุร ณ อยุธยา เป็นประธานคณะ. กรรมการ ตรบรยาบุช พิบูลคราจุร เป็นเลขานุการ องค์กรต่างๆ ควรร่วมรณรงค์ให้เศรษฐกิจ. เพอเพียงเป็นความมุงนบร่วมกันและเป็นทิดทางการพัฒนาประเทศไม่ว่าจะเป็น พอช. สสส“องศ์กร เกียวกับสุขภาพทั้งหมด มูลิธิพัฒนาโท มูลบธิชัยพัฒนา มูลปิธิชุมธนท้องถันพัดมา มูลปิหมุบ้าน. 864 0 สําปักงาบกองทุนสบับสมุบการสร้าแสรมสุมภาพ 1 ตลอดจนเครือช่ายองค์กรชุมชนทั่วประเทศ ฯลฯ. มหาวิดียาลัยทุกแห่งควรทําหลักสูตรปริญญาโทวิชาเศรษฐกิจพอเคียง เพือบํานักศึกษา. และครูฮาจารย์โปสันผัลชีวิตของขาวบ้านและระบบเศรษฐกิจท่มีรากฐานอยู่ในศิลธรรม ระบบ. การศึกษาจะเปลี่ยน และสังคมจะมีพลังแห่งการมีวัตถุประสงค์กัสูงสงร่วมกับ เมือสังคมทั้งหมดมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน และเป็นวัตถุประสงค์ท่สงส่งอยู่บบรากฐานของ. ศิลธรรม สังคมจะมีพลังเคลื่อนสูงมาก ทีจะดงมิติต่างๆ ให้เข้ามาเชือมกับเคลื่บไปสู่ความถูกต้อง . : 1 |วด| หลัตเห่งจิตสํานึก พลังแห่งจิตสํานึกของมนุษย์เป็นหลังทียงใหญ่ที่สุด ถ้าคนไทยทุกคนสําบีกว่าตนเองนี ศักดศรีมีคุณค่าแห่งความเป็นคน มีศักยภาพในการสร้างสรรค์ ตืนตัวใบการลงมือทําอะไรๆ ้วยตนเอง มีด่วบร่วมไบกิจการของชุมชน ของสังคม ของประเทศ เรียนรู้จากทุกสิงทุกอย่าง รดป่าพรวนตินเมล็ดพันธุ์แห่งความด๊ทนงดีกอยูในตัวทุกคนให้จอกงามแผ่ใพศาล ก็จะเป็นหลัง สร้างสรรค์อันมหาศาล. ทวับนีหลังนีดําเพราะสังคมไทยไม่เตารพศักดีศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคน อย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะของคนเล็กคนน้อยคนยากคนจน เพราะภูเขาตูกที (กลับไปดูรูปที ซึงเชีอมต่อกับภูเขาอีก ๓ ลูก ล้วนไมคํานึงถึงศักดศรีและคุณค่าความเป็นคน การเดารพศักดิ์ศรี .และคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนคือศิลธรรมพื้นฐาน ควงบีต้องถานช้าๆ ทบทวนคูให้ลก เพราะเป็นเรืองสําคัญทีสุด ประเทศไทยขาดศึลธรรมพื้นฐานบี้จึงติตชัดโปหมด ระบบการศึกษา ทั้งหมดตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัยยึงชาให้ขาดศีลธรรมพื้นฐานนี้มากขึ้น เพราะเมือ นักเรียนเข้าเรียนในสถาบันไตๆ จะรู้สึกคลอดเวลาว่า “สถาบันมีเกียรติ ขาวบ้านไม่มีเกียรติ” ตาสีตาลายายมียายมา คนขายค่วยเดี่ยว คนขายของขํา ข่างผสมบูน ไม่เคยมีเกียวตีในสังคมไทย การให้ความสําคัญแก่ความรู้ในตํารามากกว่าความรู้ใบตัวคน ยึงทําให้คนทั้งหมดไม่มี เกียรติไม่มีศักดีศรี ทีจริงคนทุกคนมีความรู้ในตัวเองและเป็นความรูทีมีประโยชน์มาก เช่น. ขาวนามีความรู้ในการทํานา คนขายก่วยเดี่ยวมีความรู้ในการทําและขายก๋วยเดี่ยว ช่างแสมบูน. นีดวามรู้ในการแสมมู่น ถ้าเราให้ความสําคัญแก่ความรู้ในตัวคน คนไทยทุกคนจะมีเกียรติและมีศักด์ศรีข้นนา ทับทีทั้งประเทศ [โรงเรียนบางโรงเรียนทีให้บักเรียนไปเรียนจากคนขายของชํา คนขายก๋วยเดี่ว ข่าง. (แสมบูน คนเต้ล่าัรู้สึกบีเกียวติชื้นมาทันทีว่าตนเองก็เป็นครูได้ และบักเรียนเมือเรียบจากใคร: เขาก็เคารตคนบันเป็นครู นีคือการสร้างศิลธรรมพื้นฐาน. (ฉะบัน ถ้าทําความเข้าไจกับอย่างทัวถึงว่า คนไทยทุกคนมีเกียรติมีศัดีศรี มีความรู นี คุณค่าในตัวทุกคนทีได้จากประสบการณ์และการทํางาน มีการสํารวจหมดทุกดําบลว่าใครทํา อะไรเก๋งบ้าง ไม่ว่าจะเร่งทางด้ายไหน เช่ทํากับข้าว ทําขนม ทอผ้า จักสาน แต่งเพลง ชอบ ช่วยเหลือคนยืน เป็นกวี เป็นผ้สอนธรรมะ ฯฯ ทุกคนจะเป็นคนเก๋งหมด เรียกว่าทํา "แผนที่ ศักยภาพของคนไทย” 4ังร1๑๓ 1เณ50) แล้วนํามาทําระบบข้อมูลทั้ประเทศ คนไทยทุกคน |จะยูใจว่าความถนัดและความเก่งของตนโปปรากฏใบวะบบข้อมูลของประเทศ จะนีกําอังใจ และอยากทําความดีมากชื้น ระบบข้อมูลศักยภาพของคนไทยจะเป็นประโยชน์ในการแลกเปลี่ยน เรียนรู้กันอย่ามหาตาล นักเรียนจะมีแหล่งเรียนรู้เต็มประเทศไปหมด ซึงจะไปสร้างความ แข็งแรงให้การศึกษาไทย. ปี้แสดงให้เห็นพลังแห่งพลังจิตสํานึก แห่งตักดีศรีและคุณศาความเป็นคน และศักยภาพ แห่งความลร้างสรรค์ของคนโทยทุกคน ขอให้บทความบี้มือไปถึงคนไทยทุกคนว่าท่านมีศักดศรี และคุณค่าแห่งความเป็นคน มีความรู้อย่โบตัว และมีศักยภาพแห่งความสร้างแรรค์ สลัดความ วู้ทีถูกครอบจําทําให้ด้อยออกไป ลุกขึนยืนยีตอก ประกาศความเป็นไท ทีจะทําอะโรตๆ ให้ตัวเอง (ให้ชุมชน และให้ประเทศ ความรู้ความชํานาญศีมือย่ไนตัวท่านทุกคนมิประโยชน์ต่อการแลก. เปลียนเรียนรู้กับคนอืนและนักเรียน ระบบกาวศึกษาทั้งหมดพับไปให้ความลําคัญกับความวู้ทอยูในตัวคน ร่วมมือในการตํา 3แผนที่ศักยภาพของคบ” ทุกขุมขน ทําระบบข้อมูล และถือคนไทยทุกคนเป็นแหล่งเวียนรู้ [พลังแห่งจดสํานึกในศักดศรีและคุณคําความเป็นคนจะเป็นพลังอย่างมหาศาลเชียมโยงให้ เกิตหลังถืนๆ 1ี1 1 2 'พลังแห่งการพัฒนาจิต ความโลก ความโกรง ความหลง ทําให้ในอังคมมีคนเห็นแก่ตัวมาก มีความรัดแย้งและ. แบ่งซิงสูง มิความรุนแรงและพฤติกรรมเบียงเบนต่างๆ เกิดเป็น “สังคมอวิชธา” ทีมีความชัวช้า ด่างๆ มาก ปีตลังสร้างสรรคบ้อย จึงต้องมีการส่งเสริมห้มีการพัฒนาจีดใจให้สูง มีการเรือเสือ เดือแม่ (ทาน] มีการไม่เปียดเบียนกัน (ศีล) มีการพัฒนาจิดใจให้บริสทธี (ภาวนา) เศรษฐกิจพอเพียงเป็นระบบที่ส่งเสรินความเสื้อพือเืองผ่และความไมเบียดเบียนกันการ รวนตัวร่วมดิตร่วมทําทําให้ความเห็นแก่ตัวลตลง แบวทางการพัฒนาทีถูกต้องหรือสัมมาพัฒนา ดามทีกล่าวมาเป็นลําตับ เป็นทั้งทานและศีลอยู่ในตัว ใบขั้นภาวนาบั่นควรมีการส่งเสริมให้การ เฉริญสดิเป็นวิซีวิต เพราะการเจริญสติเป็นเคร่องทําไห้จดโจลงบ เข้าถึงความจริงเข้าถึงครามงาม เกิดมิตรภาพอันโพศาล เป็นเครื่องยังให้เกดสุข เกิดปัญา และการอยูว่วมกันด้วยสต สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและกรมการศาสนาควรจะเข้ามาทํายุทธศาสตร์ พัฒนาจิต สถานศึกษาทุกระดับควรจะสร้างบุคลากรและหน่วยงานทีฬาหน้าทีส่งเสริมการพัฒนาจิด การศึกษาทุกประเภทควรจะมีการศึกษาทีตูจัดใจของตัวเอง (0๐ถนแรลบง๒ 5ส0๐8บอ๓] ถ้า. ทําตรงบด้ทัวประเทศจะเป็นการพัฒนาจิตขนาดใหญ่ ควรสงเสริมห้มศูนย์วปิดลบากับมัฏชาบ. หรือศูนบัฝิกอบรมการเจริญสตในทุกชุมชน วัตทุกวัดควรปรับปรุงให้สะอาดร่มรีบและมีการสอน การเจริญลต . ในพื้นที่ทุกหนทุกแห่งจะมิคนที่มีจิดใจดีงาม แต่ลังคมไม่ใต้มีโอกาสรับรู้ ในทุกสถาบัน การศึกษาควรจะมีโครงการวิจัยความตี โดยเป็นหลักลูดรให้บักเรียนหรือบสิตนักศึกษาต้องไป วิจัยและบันทึกเรืองราวของคนทีมีคุณงามความดี ผู้เรยบทั้งหมดจะได้สัมผัสชีวิตของความดีงาบ ทมีเลือดมีเบือจริงๆ ตันผ้อได้งาย เข้าใจได้ง่าย และจําไดจ่ายกว่าเรียนเป็น “วิชา” เราจะนิ เรืองราวของคนดีๆ เต็มแผ่นดิน ทําไห้แผ่บดนมีกําสังของความตี คเตมต๓ ว8 0/-/ควรมีรายการโทรทัศน์เป็นประจําในทํานอง “พบคนดี” ทีบําเขาคนทีมีคุณงามความดีใน ด้านต่างๆ นาพุดคุยกันอย่างนําสนใจ การศึกษาวิจัยบันทึกเรืองราวของคนตีโดยบักเรียบปิสิต. ., นักศึกษาศัจะเป็นปัจจัยนําเข้ามาสุรายการโทรทัศน์ได้อย่างมโหพาร คนหนุ่มลาวหน้าตาตๆ ก็ไม่ ควรจะถูกนําไปส่งเสริมกิเลสคัณหาเนือหนังมังสาอย่างทีําๆ กัน ความลวยควรจะต้องดวบคู่ภับ | ความดี ผู้หญิงไมใดมีเตร่างภายเท่บันทีจะถูกสัทธิเงนนิยม - วัดถุปยม - บริโภคถิยม นําไป กระตุนให้เว่าร้อนทางก็เลยตัณหากันอย่างเกร่อเช่นทุกวับบี แต่ผู้หญิงยงมือะไรตีๆ อย่างถึนด้วย การส่งเสริมความดียัมีอืนๆ ได้อึกมาก ถ้าลังคมโทยช่วยกันทํายุทธศาสตร์ความด์ ความดีกจะบีหลังในสังคม ขณะนี้ความชัวมีภาสังมาก แต่ความตีมีกําลังน้อย ทีจริงคนดีๆ ก็มีมาก .แต่มือและการศึกษาไมโต้ให้ความสบใจใบคนดีๆ ผักเท่าไร มือถูกครอบครองด้วยธุรกิจเพือเงิน | และการศึกษามุ่งแตที “วิชา” ไมใต้มุงี่ศึกษาให้ร้จักตนดี การปฏิรูปการเรียนรู้ต้องเรียนรูอย่าง |ทีจะช่วยทําให้ความดีมีกําลังขึ้นมาด้วย : 0โ0 | ๕๐ ไสตป พลังปัญญาเป็นเรืองลูงสุดทั้งระดับปัจเจกบุคคล และของสังคม มัยนี้มิการตูดกันมากถึง สังคมความรู 0(กยนก๓506 50๐๐ บุคคลเรียนรู้ องค์กร เรียนรู้ .ังคมไทยจะผ่า "หลุมตํา” ทีขวางกันการพัฒนาประเทศโปใด้กด้วยหลังทางปัญญาของ สังคม ซึงต้องแนวกกับ ๕ ประการ ดังกล่าวแล้ว คือ ๑ หลังทางสังคน ๑ พลังทางการมีวัตถุประสงค์อันสูงส่ร่วมกับ ๑ พลังทางจิตสํานึก ๑ หลังทางปัญญา. ๑ พลังทางการพัฒนาจิต ปัญญาจะต้องอยู่ใบทุกส่วน ไม่ใต้แบเป็นด่วนต่างหากอย่าทีเขียบ และหลังปัญญาจะ. เต้องลามารถผ้าขุนเขาแห่งอุปสรรคทัง ๕ (รปที่ ๑ ออกไปสูภาวะใหม่แห่งการพัฒนาตังใบรุปที่ ๒ ซีตอให้เกดการพัฒนาหรือปฏิรูปโดยรอบด้าน กลาวคือ ปฏิรูปเศรษฐกิจ ” คือปฏิรูปจากเศรษฐกิจเงินนิยม - วัดถุบิยม บริโภคปิยม ไปสู่เศรษฐกิจ ธรรมบิยมหรือเศรษฐกิจพอเคียง ิศทางเศรษฐกิจใหม่จะบูรณาการกาย ใจ. สังคม สิงแวดล้อม วัฒนธรรม สุขภาพ การศึกษา เข้ามาด้วยกัน กอให้เกด. [พลังเชือนโยงนหาศาล. ปฏิรูปสังคม : / คือปฏิรูปสังคมถ่านาจแบวตงสู่สังคมแนวราบ คอการรวมตัวร่วมศิตร่วมทํา เต็นพืนที เก็ดเป็นประชาสังคม ประชาสงคมจะทําให้เศรษฐกิจตี การเมืองดี และมีศีลธรรมดี ธี ๓๕ คนพมรดทวส 10 7. ฏิรปการเมือง: ประชาสัยคมจะนาทาให้การเงด ประชารนทีบตัวิตากษัริารณ์ แตะ ลเมือทําอะไรๆ ด้วยตัวเองมากทสุด จะทําให้ระบบราชการและการเมืองน ประสิทธิภาพสูงขึ้น. ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปการศึกษาต้องเขือมโยงกับปฏิรูปเศรษฐกิจ - สังคม การเมือง เพือ | ทําให้สังคมเข้มแข็งท้งทางเศรษฐกิจ จิดใจ ครอบครัว ชุมชน สิงแวดล้อบ วัฒนธรรม สุขภาพ และปัญญา ไมใชปฏิรูปแบบลอยตดัวอยู่ับตัวเกงอย่าง ทีแล้ว การศึกษาหรือพัฒนาปัญญายย่างลอยด้วยอกมาจากอุปสรรคทั้ง « (ประการย่อมได้แสน้อยหรือเกือบโมได้ผลเดย จะนันการระเบิตของปัญญา, จะต้องแก้ปัญหาอย่างบูรณาการพร้อมกับจึงจะมิพง เมืองจากเรืองการเรียบรู้ ความรู ปัญญา และวิธีการ เป็นเรืองข้าใจยากและพัฒนา. ไมค่อยได้ผล จึงจะต่อยๆ ใช้เวลาและอธิบายเป็นดยบ เพือให้เข้าโจง่ายรึ้บ ๕๑ การเรียนรู้ สอะรืองพิอตโตรรรรคคอรอระบุมดิ .สรรคลึงทั้งหลายด้วนเปลี่ยนแปลง ไม่มือะไรอยูถึง ด้วนเปลี่ยนแปลงไปสู่ภะใหม่ทุกเวลานาที จุตซีพเผชิญกับภาวะใหม่ด้วยการกลายพันธุ์ (ธน3บอ0) ถ้าสิงแวดล้อมเปลี่ยนโป แล้ว บันบังเหมือบเติม ไม่สามารถกลายพันธุให้มีความสามารถใหม่ บันจะเผชิญคับความเปลี่ยนแปลง ม่ใต้ จะตายและสูญพันธุ์ไป สําหรับมบุษย์ สังคม สิงแวดล้อมเปลี่ยนแปลงเร็วมาก นบุษย์ใม่ใด้อาศัยการกลายพันธุ์ | เพือแตริญภับความเปลี่ยนแปลง แต่ต้องอาศัยการเรียนรู้ ห้เข้าใจภวะไหมใตทัน เพือจะได้ปรับ. | หัวและสามารถเผชิญกับภวะใหม่ต้โดยรักษาดุลยภาพของตัวเองไว้ไ้ ถ้าไม่เรียนรู้หือเรียนร ไม่เหมาะสม เก็ตซ่องว่าจระหว่างความรู้กบความเป็นจริง มนุษย์จะไม่สามารถดํารงอยู่ใต้อย่าง : 0 .ีคุลยภาพและบ์งปิน ขณะนี้ปรากฏชัดเจนว่ามีซองว่างระหว่างความรู้และความจริง ทําให้มีอาการของ ความเครียด (ฮะ6 ทั้งในด้วมบุษย์และตังคมปรากฏหัวโปถึงชั้นวักฤต ใบสังคมหรือองค์กรทีเป็นระบบถําบาจ การเวียนรู้และการใช้ความรูจะมีบ้อย วัฒนธรรม นาจกับวัฒนธรรมความู้จึงชัดกัน ประเทศไทยมีวัฒนธรรมและโครงสร้างอําบาจดังกล่าวใบ. ดอนที ๑ จึงมีการเรียบร้และเห็นคุณคาของความวู้น้อย การเรียนรูบันนีวัตถุประสงค์ใหู้เท่าทันปจจุบนและรูเทาทันอนาคด จะได้สามารถเริญ. (๓๒9เก0 ต่อความเปลี่ยนแปลงได้ ระบบการศึกษาของเราเป็นการไผ่ตามอดีตแต่ไม่ทัน วิชา เมอเขียนขึ้นมาก็เป็นอดีตโปแล้ว ท่องดําราอย่างโรเวาค์ไม่รู้หมด นี้จึงเรยกว่าตามอดีตไม่ทัน ไนขณะเดียวกันการศึกษาของเราไมทําไห้รูเทหันปัจจุบันและรูเท่าทันอนาคต เราจึงเฉิญกับ ความเปลี่ยนแปลงได้ยาก สังคมไทยเข้าไปติดภับในเรืองการศึกษาอยู่นาน ทาไห้ยอนแก โดยคิควาการศึกษาหรือ การเรียน คือ “การสอบ” และ “การต่องวิชา” (ควรย้อนกลับไปอ่านในตอนที่ ๒) มีการลยน และการถูกสอนมาก แต่มีการเรียนรู้นอย นอกจากบั้นใบระบบการศึกษาของเรายังแยกการศึกษาภับการวิจัยออกจากกัน การศึกษา. .ินาก การิจัยมีบ้อย แล้วการศึกษากเน้นการต่อง การศึกษาของเราจึงอ่อนแอ .การเรียบรู้กับการวิจัยอยู่ใบกระบวนการเดียวกับ. เมือตุดถึงการเรียบรู้ต้องมีการวิจยสร้างความวูใหม่ยูไบตัวด้วยเพียจะได้รู้เท่าทันปัจจุบัน และรู้เท่าหันอบาคต. |0/-/กรเรียบรู้ตองเป็นวิธีชีวิตโมใชคือการท่องหนังสือทาบัน คือใบวิธีวิต้องรู้้องห็บ ต้องทําอะไร ก็เรียนร้จากทุกสิงทุกอย่างทุกเรืองทุกสถานการณ์ เราต้องทําอะไรๆ ทุกวัน เราคี ., เรียนรู้จากทุกเรืองทกวัน และเราค์จะฉลาตขึ้นทุกวัน. บืองจากเราไปติดในการมองการเรียนร้แบเก่าๆีศับแตบว่าคือการต่องหนังสือความ ๓5 แลลนต อ เข้าใจว่าการเรียนรูทแห้จริงคืออะโรจึงเป็นเรืองสําคัญมาก การเรียนรูทดีเป็นสิงทีประเสริฐทีสุด. | ของมบุษย์ เป็นหน้าที่ของเราทุกคนทีจะแลวงหากระบวบการเรียนรูทีดี และช่วยให้เดือนมนุษย์ | ใด้พบการเรียนรูท การส่งเสริมบรัตกรรมการเรียบรูจึงเป็นแกบหลักของการพัฒนาปัญา, ๕๒ ความเห็น-ความรู้-ปัญญา บุคคลดามปรกติย่อมนีและแสดงความเห็นใบเรื่องต่างๆ ความเห็น ตวามรู้ ปัญญา: .มีความเชียมโยงกันตังรูปท ๓ ประสบการณ์เป็นพนทีทีโยงอยูกับเรืองท้ง ๓ ประสบการณ์จากทู ตา จมูก อืน กาย ย่อมนําไปสู่ *การรู้(วิญญาณ) บําไปสู่การจํา (สัญญา) และนําไปสูการคิด รูปที่๓ ลรหร์ซะ 4กด? |กรสบการณ์ แต็บ เป็นพนทีทเขือนโยงอยู่ ใน5: ) ปรุงแต่ง (สังขาว) ความเห็นมาจากการคิดปรุงแต่ง ซึงมาจากฐานการรับรู้หรือประสบการณ์ สมองรับรู้จากประสบการณ์ แล้วนํามาวิเคราะห์สังเคราะห์เป็นความูทสึกขิ้น หรือใกล้ เตียงกับความเป็นจริงมากขึ้น เรียกว่า ความรู้ (ปัญญา หมายถึง การรู้อย่างเขือนโยง หรือรู้ทงหมด ซึ่งจะขยายความต่อไปในภายหลัง. ประสบการนณ์ีข้อจากัด จึงอาจหลอกหรือทําให้เรานีความเห็นโม่ตรงต่อความจริงได้เช่น เรามองเห็นพื้นผิวของโดก เราต้องสรุปหรือเห็นว่าโลกแบน แต่จากความรู้ซึงอาศัยหลักฐานข้อ .เทจจริงหลายอย่างทําใหู้ว่าทจิงโลกกลม ไนสถานการณ์ที่ตรงไปตรงมาไม่สลับชับข้อน ความเห็นกับความรู้อาจเป็นยันหนึงอัน .เดียวกัน หรือไกล้เคียงกัน แต่ใบสถานการณ์ทีสดับขับข้อน ถ้าอาศัยความรู้และปัญญามาเป็น. ฐานให้ความเห็น นําจะเป็นผลดีกว่าความเห็นที่ปราศจากความรู้และปัญญาเป็นฐาน, ๕๓ ตัวอย่างการใช้และไม่ใช้ความรู้ .เนืองจากเราคัตอยูในวัฒนธรรมของการไมใช้ความรู้ จึงจะยกตัวอย่างของการใช้และไม ใช้ความรู้คังต่อไปปี้ (ๆ) ในทางการแพทย์ ไบฐานะแพทย์ที่ครวจรักษาคนไช้ ผมประสบปัญหาการขาดแคลบความวู้เพอการใช้งาน เป็นอันมาก ขอยกตัวอย่าจไห้ดูสัก ๕-๕ เรือง. ตัวลย่างที่ ๑ ผู้ปวยเป็นทัยพ่อยต์ อาจารย์คนที ๑ บอกว่าต้องใช้ยาแอมปิชิลสินวันละ ๕ กรัม เพราะ ไนดําราบอกว่าอย่างบั้น ยาจารย์คนที ๒ เห็นว่าใช้วันละ ๒ กรับ กพอ เพราะคนไทยตัวน็ก ความเห็นทั้ง ๒ นี้เดียงกับเท่าโรๆ ก็ตกลงกับใม่ใต้ เพราะยังไม่ใชความรู้ ถ้าไปวิจัยดูแล้วพบว่า (ในคนโทยใช้ยานีวินละ ๒ กรัม โรคก็หาย หรือ ๑.๕ กรับ หรือ ๒๕ กรัม ก็แล้วแต่ การวิจัยนี้ 0 +“ 0 (สร้างความรู้ชันมา และถ้าบําความวูได้ไปเรียบรู้และปฏิบัตภับ นาจะเกิดผลดีด้วยประการด่างๆ รวมทังต่อเศรษฐกิจของขาติ มากกว่าใช้ความเห็นอย่างเดียว ตัวอย่างที่ ๒ เมือผมพบคนไช้ความตันดูงเล็กบ้อย เช่น ๑๕๐/6๐ มน ปรอท ผมลําบากใจมากว่าจะให้ .ยาลตความคันดีหรือไม่ มีความรู้หรือไม่ว่าถ้าให้บาแล้วดกว่าไม่ให้ ถ้าให้แตไมจําเป็น็เสียงิน. | นหาศาล แต่ถ้าไม่ให้แต่ความจริงถ้าให้คนใช้ได้ประโยชน์ ตนใช้ก็จะเลียประโยชน์ แมพยายาน หาหลักฐานว่ามีความชุอยทโหนหรือเปล่าว่าห้ดึกว่าไชให้หรือกลับกน ในเบ้องต้นหาความรู้ไมโต้ เลย มีแต่ความเห็น ต่อมานีผู้ทําการวิจัยขนาดใหญ่ แสดงให้เห็นว่าในผ้ปวยความตันสูงเล็กน้อย ., อ้าให้ยาลดความคันจะมีผลลดการเป็นโรคหัวโจและโรคแทรกข้อนทางสมองได้ด้วยปริมาณ ๒๐จุด ครามรุ้บอกว่าให้ยามิผลตีกว่าไม่ให้ ตัวอย่างที่ ๓ คนใช้ทีเป็นหวัดเจ็บตอส่วนหนึงจะหายเองโดยไมต้องให้ยาปฏิชีวนะแตถ้าแพทย์ชาดความ ู้ว่าคนไช้คนไหนต้องให้หรือไม่ให้ ก็มีความโบ้มเฮียงจะให้ยาปฏิชีวนะ ซึงหมดเปลือง ยาจมีผล .เลียตอคนไช้ หรือทาให้เชอือยา ดัวอย่างที่ ๕ ผู้ป่วยทีมีเลือดออกในสมอง หมอทัวโลกใช้ยาคอร์ตโรน เพราะได้รับการบอเลาว่าช่วย ลดการบวมของสมอง ครั้มีผู้ถามช้นว่ามิหลักฐานหรือเปล่าว่ายานี้ลดการบวมของสมองจริง เมือตรวจสอบปรากฏว่าไมมี เมือมีการทําวิจัยเปรียบระหว่างคนไช้ทีให้กับไบให้ยาคอร์ติโซน (ปรากฏว่ากลุ่มตนไช้ทได้รับยานี้เกิดผลร้ายมากกว่ากลุ่มทไมใต้รับยา แต่เบีองจากใช้แต่ความ เห็นไมใต้ใช้ความรู้ ผู้ปวยทีมีเลือดออกในสมองทัวโลกจจได้รับยาคอร์ตโซนกันมาช้าบานจนการ. .วจัยสร้างความรรน 0 |เท่าทียกคัวอย่างมาบิ้แอดงให้เหนว่าทีเรียกว่า“วิชา” แพทย์บันยังไมใช่ความรู้ทีมย9คล้อง | กับสถานการณ์จริง เวชปฏิบัตทีไมมีฐานอยู่บบหลักฐาน (ธา566๐๐๒-0๒6อ๕) ก่อให้เกิดความ | 4๑ | เหเตรตนกรเภร รองหลงภารมต 4๑ เสียหายเหลือคณาบัป ในประเทศไทยเฉพาะความเสียหายทางเศรษฐกิจบําจะไมน้อยกว่าปีอะ. ๐00๐ล้านบาท ตัวอย่างที่ ๕ ใช้หรัตนก ถ้าปราศจากความรู้ยอมควบคุมการระบาดของไช้หวัดนกไมได้ ก่อให้เกิด ความสูญเสียรุนแรง เมือได้ยนผ้นําในรัฐบาลพูดว่าจะขจัดใช้หวัดบกภายในเวลาเท่าบันเท่าน้ .เกิดคําถามวัาทีพุดนั้นเป็นความเห็นทีมาจากฐานความรู้หรือไม เซ [07-/ฏ7**คําปัวนที่ดูเรือ โนจังหวัดเลย ลุงคําป่วนเป็นขาวบ้านจบประถมหรือเปล่าไม่ทราบ แก | ปลูกดอกไม้เมืองหนาวขาย ลุงคําบ้วนไปสํารวจที่สวนจตุจักรว่าเขาซื้อขายอะไรกันบ้าง อาจจะ. เรียกว่าวิจัยตลาดก็ได้ แล้วลุงคําป่วนก็ปลูกขนิดทีมันตรงกับทีจะขายได้ ลุงคําป่วนจึงไม่มี ปัญหาผลิตแล้วขายไม่ใต้เพราะมีความรู้ตลาด ในการปลูกลงคําป่วนบอกว่า, “ผมไปทําเหมือนๆ กัน แต่แมจะทําต่างๆ กับ ๓ ๕ วิธี แล้วเลือกว่าวิธีหนกว่า ก็เลอกวธีปั้นมาลองอึกต่อไป เรือยๆ” บันคือลงคําปวนวิจัยการปลูก ทําให้มีความรู้ในการปลุกติซ้นเรอยๆ ลุงคาป่วนรวยไมรู้ เรืองจากการวิจัยสร้างความรู้ไบงาบ [0/-/0ฏ0กกาววิจัยสร้างความรู้และใช้ความรู้จงควรเป็บวธีชีวิด | เบ้านทําบางแนว ยําเกอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น ขาวบ้านปลูกปอและปลูกมันดําปะหลัง (ยากจนมาก เป็นหนี้ เครียดมากโบครอบครัว องไม่เห็นทางออก ครูลน รูปสูง ชวนขาวบ้านบา. (ประชุมและทําการวิเคราะห์ว่ารายได้เทาโร รายจ่ายอะโรบ้างเท่าไร ปรากฏว่าขาตทุน ขาวบ้าน เกิดความรู้ขึ้นบาวาทีทาอยูนี้ชาดทุน ผ้าซนทําต่อโปหนึ้จะมากช้นเรือยๆ จึงตั้คาถามว่าแล้ว (ทางเลือกอืนมีอะโรบ้าง เกิดคําถามว่า“ถ้าเลียงวัวจะเป็นอย่างไร” ไม่ใช่ตอบว่า “คงจะทียั้ง” หรือ - ล คงจะไมดีส้ง” บับเป็นความเห็นหรือเตา ไมใช่ความรู้ ชาวบ้านได้วิเคราะห์รายจ่ายและรายรับ (ของการเลี้ยงวัว ปรากฏว่าจะมีกําไร จึงปรับไปสูการเลืยงัวซึทําให้ชีวิตเขาดีซึ้นจริงๆ การวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจของขาวบ้าน ทําให้วยิจรัยปัญหาได้ วิเคราะห์ทางเลือก และ. ตัดสินใจทางเลียกทถูกต้องทําให้ชีวิตขึ้นเพราะสร้างความรู้และใช้ความรู วอย่างที่ ๕ การริจัยโดยชุมชน และการทําแผนแม่บทชุมชน ทีดําบลเธาคราม จังหวัดกระบี ขาวบ้านรวมตัวกับทําการวิจัยเรืองของคัวเอง เช่น ทบว่าเสียคาป่าปลาปีละ ๐๐.๐๐๐ บาท .ค่าขนมลูกปิดะหลายด้านบาท คําเครืองตีมปิละ ๒๕ ด้านบาท ตัวเลขหรือความวู้เหล่านี้ ทําให้ ขาวบ้านเกิดความตระหนักรู้และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการผลิตและการบริโภค เมือขาวบ้าน วิจัยเรืองหนี้ของตัวเองว่าเป็นหน้ไคร เท่าโร ทําไมจึงเป็นหี ทําให้คบว่าการปลูกศิชเชิงเดียว ทีทาจราชการแนะนําให้ทํา (ความเห็น) ั้ทําให้ชาตทุน จึงปรับระบบการผลิต จากการทําอย่าง เดียวมาเป็นทําหลายสิบอย่างเชือมโยงกับเป็นคลัดเตอร์ ทําให้หอุดพันจากความยากจน ขณะบีชุมชนทีทําการวิจยโต้เอาผลวิจัยมาทําแผนแม่บทชุมชน ซึ่งเป็นแผนพัฒนาอย่าง บุรณาการ เมือชาวบ้านวิจัยเองทําแผนแม่บทรุมชนเองและขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างบูรณาการ ทเกิดการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จิตใจ ครอบครัว สึงแวดล้อม วัฒนธรรม และสุขภาพ พร้อมกันไป .กระบวนการสร้างและใช้ความรู้โดยชุมรนปี้ทรงพลังมากและกําลังขยายตัวไปทั้ง๕ ภาค. น้ติเป็นตัวอย่างของการเรียนรู้โดยการวิจัยสร้างความรู้และเอาความรู้มาใช้ (๓) เรื่องของบ้านเนือง วอย่างที่ ๕ คอร์รัปชันไม่กลัวความเห็นแต่กลัวความรูค่อให้มการอภิปรายโตกใช้ความเห็นกับโครมๆ วัฐบาลก็ไม่กลัว เพราะมีเสียงข้างมาก โหวตก็ชนะ แต่ถ้ามีหลักฐานข้อเท็จจริง (ความวู้) คน 3 00 0 เคอร์รับชันจะกลัวมากเพราะอาจภูกจับได้ดาหยังคาเขชา ตัวอย่างที่ ๑๐ ปัญหาความรุนแรงคีภาคได้ เมือเรแรกผู้รัฐบาลว่า “โจรกระจอก” เดียวกจัดการ เรียบร้อย ปรากฏว่าเป็นการใช้ความเห็นมากกว่าความรู้ จึงยงแก้ปัญหาไม่ได้แม้บดนี้ วอย่างที่ 99. เรืองอบัติเพตุจราจร คณะวัฐบครีบีบตให้ ลลล ใจ้จบประมาณอย่างบ้อยครึงหนึงใน การประชาสัมพันธ์ นันเป็นการใช้ความเห็น ความรูมือยูว่าการประชาสัมพันธ์ใด้ผลน้อยมากต้องใช้ .โอศิตะกับพวกดีญี่ปุ่น ทําการวิจัย ความรู้ทีใด้จากการวิจัยบอกว่าถ้าญี่ปุ่นเข้าสงคราม. เพ้ เอาผลไปให้คณะทหารตู คณะหหารไม่เชือความรูนี แต่เชีอความเห็นของตน ตัดสินใจเข้า ลงความ โอกิตะกับพวกทําวิจัยคลอดเวลาสงครามด้วยสมบติฐานว่าญีปุ่นจะแพ้สงคราม วิจัยว่า อ้าแพ้สงความแล้วจะเกิดถะไรข้นบ้างยย่างละเอียด และถ้าพืนตัวต้องท่ายะไรควงทีเปจุดคาบ. จัดทถ้าทําแล้วจะตามเป็นลูกโซทําห้ปุ่นฟื้นตัว หลังลงความญี่ปุ่นฟื้นด้วอย่างรวดเว็วเพราะ อาศัยการวิจัยสร้างความรู เท่าทียกด้วยย่างมาบี้คงเห็นความสําคัญของการสร้างและใช้ความรู้ในเรืองต่างๆ ประเทศ รานีวัฒนธรรมทีคนเรียกว่า "งศาสตร์บิยม” คือเมือถามอะไรกมักคอบว่าอย่างขันังอย่าง ูน้อ“นง" แลดงถึงการศาดเดาไมใช่ความรู้ การศึกษาของเราทั้งระบบเบ้นทีการ "ท่องวิชา"ไม่เป็นทีการสร้างและใช้ความวู้จึงหลาว ว่าเรามีระบบการศึกษาที่คับแคบ และอ่อนแอ ๕๓ คบพประทวส ม ๕๕ วิชา ความรู้ ปัญญา รูปคี๕ |: วัฒนธระครระรู | ควมสุขจรเควรร้าย .และได้ผลดีจากการใช้. สวรมู จะดเคลับไป ทําให้มีอับทะในควา ' มากขึ้น %-: : 44 เราเรียนโดยต่อง “วิชา” และเรียก “วชา” ว่าเป็นความรู้ซึ่งก็ไมผิด0ะไร แต่เพือประโยธน์ ทางยุทธศาสตร์ใบทปีขอแยก “วิชา” กับ “ความรู้” ออกจากกับ ว่าวิชาคือความรูเก๋า หรือหลัก การ หรือหลฤษฎี หรือวิธีการอย่างหนึงอย่างได .ครามรู้คือความรู้ของสถานการณ์เพือการใช้งาน ดังด้วอย่างทียกมาในตอนที ๕๓ ความ .ู้ยาจจะมือยู่แล้วใบตัวคน หรือในสือ ซึ่ต้องเลือกมาใช้ไห้เหมาะสม แต่ในสถานการณ์ส่วนไหญ่ (ไม่มีความรู้ทีต้องการใช้ ต้องวิจัยสร้างความวู้บัน. การวิจัยควรเป็นวดีชีวิตเพือใช้ความวู้ในการตําวจชีวิดและในการทํางาน ถ้าใช้ความรู้ใน การดํารงชิวิตก๊กลายเป็นวัฒนธรรม วัฒนธรรมความรู้มี ๕ องค์ประกอบดังใบรุปที่ ๕ ระบบการศึกษาและระบบงานควรสร้างวัฒนธรรมความวู้ คําว่า ปัญญา ใช้กันในความ หมายทีหลากหลาย บางทีก็หมายอย่างเดียวกับร้วชา หรือมิความรู้ ในทางพระพุทธศาสบา. ญายหาดตรจีดเ้าลทร ธะ0ณหเลกเการรมต์ 0 ปัญญามีความหมายว่ารู้ความจริงจนหมดความเห็นแกตัวโดยสิ้นเชิง หรือบรรยุธรรม ไนทีนี ความรู้หมายถึงความร้ในเรองใดเรืองหนึง แต่ปัญาหมายถงรู้อย่างเขือมโยง รือรู้ทงหมด หรือการเข้าถึงความจริงทั้งหมด การเข้าถึงสงสูงส ในความรู้ยาจไม่มีจริยธรรม เช่น คนมีความรู้ังมีความโลก ความโกรธ ความหลง ก่อทุกข์ให้ตัวเองและผู้อึนได้ แต่ปัญญาทีรู้ทังหมดบั้นรวมถึงรู้ตัวเองด้วย เมื่อรู้ตัวเองและรู้นอก. ตัวด้วย ทําให้สามารถจัดความสันพันธ์ระหว่างดนเองและสิงบอกตัวได้ธุกต้อง ความสันพันที ถูกต้องคือจริยธรรม ฉะบันใบปัญญาจึงมึจริย5รรมอยู่ดวย เรืองตาบอดคลําข้างเป็นตัวอย่างทีดี เพราะตาบอดไมเห็น้างทังตัว เตละคนสันผัสและ. วับรู้างเป็นสวนๆ แต่ละส่วนไม่เหมือนกัน เพราะรู้ต่งกนจึงทะเลาะกับใหญ่ คนตาดีเห็นข้างทัง หัว ส่วนต่างๆ ก็เป็นของข้างตัวเดียวกัน. การรู้เป็สวนๆ (ความวู้ กับการรูทงหมด (ปัญญา) มีผลกระทบต่อความวู้สึกนึกดิดด้วย การรูเปนส่วนๆ จะลูกปีบคันอยูในทีแคบ อีตอัต ชัดแย้ง ทะเลาะกับสูง การรูทั้งหมดทําให้เป็ อิสระ บรรลุความงาม เพราะความงามเกิดจากความเป็นทั้งหมด บรรลุความสุข มีความดัญญ ต่อลรรพมิ่ง มีความเมตคา การมิปัญญาเข้าอึงความจริงทั้งหมด จะตระหนักรว่เรานีโขศูนบ์กลางของสรรคลิ่ง แต่ เป็นส่วนหนึงของทั้งหมด จึงลดความบ๊ดมินในตัวตนลง เข้าถึงความดีได้มากขึ้น การข้ามเลย. เตัวตน (ถิง๓5๐๒๓๕๐๐๐0) ทําให้มีความเป็นมบุษย์ผู้ีจดใจสูง ในความเป็นมนุษยต้องมีการเขาถึง | ความดี หรือเข้าถึงสงสูงสุดด้วย ไมใชมีแต่ทางวัตถุเทานัน. การเจริญสติจะทําให้จดลงบและสัมผัลความจริจได้ เกิดฮิสรภาพ ประสบความงาม นี มิตรภาพยันโพศาล มีความสุข สติจงจําเป็นและคู่ภันกับปัญญา. 4๕ | คแหมรตตวช์ .๕๕ คระบวนการเจียนรู้ร่วมกันในภารปฏิบัติ : ความรู้ การเรียนรู้ องค์กรจัดการ หลังลงครามโลกครังที ๒ ประเทคด่างๆ ทัวโลกพยายามพัฒนาและแก้ปัญหาความบากงน. ขนาคารโลกก็เข้าสนับลบุนด้วยโครงการต่างๆ จํานวนมาก ทําอยู่ประมาณ ๕๐ ปี ไม่ประสบ .ความสําเรจ มีผูไปทําวิจัยวทําไมจึงไมล่าเรจ สรุปว่าทีไมสําเรง “เพราะเอาความรู้ไปใช้โดย (ไม่เรียนรู้” รงนี้มิความสําคัญมากต้องค่อยๆ ทําความเข้าใจ การพัฒนาโดยข้าราชการหรือผู้ เชียวขาญิที่มีวิชาความรู้ทีคยเรียนมาหรือสะสมมา แล้วเอาความรู้ใปใช้โดยไม่เรียนรู้ในการ. ปฏิบัติจะไม่ใด้ผล เพราะสถานการณ์ความเป็นจริงมิความสลับชับข้อน มีความจําเพาะ มีความ เคลือนไหวเปลี่ยนแปลง มีผู้คนเกียวข้องมากมาย จะเอาความรู้สําเว็จรูปดายตัวทีเคยเรียนมา. ข้าไปใช้โดยไมเรียบรู้ จะทําให้ทําอะไรไม่สํเว็จ คนมีอํานาจจะไม่เรียนรู้ ช้าราชการและนักการเมือง เวลาบริหารราชการแผ่นดิบโดยมากจะใช้อํานาจสังการตาน กฎระเบียบไปเรือยๆ ไม่เรียนรู้ จึงทํางานให้ลําเร็จได้ยาก เป็นล่วนหนึงของภูเขาศีขวางกัน ประเทศไทยยันก่อไห้เกิด “หลุมดํา"” การแก้ปัญหาต่างๆ ถ้าทําโดยกระทรวง ทบวง กรบลงไป อย่างเติมจะไม่ได้ผล การเรียนูทีสาคัญทีสุดคือการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (ไท@เล0ยาย [คหาก วน0บญูก ค500) ในการปฏิบัตมืดถานการณ์จริงทซับข้อนและจําเพาะ มีบุคคล องค์กร สถาบัน เกี่ยวข้องจํานวนมาก ทุกคน ทุกองค์กร และทุกสถาบัน มิความลําคัญต่อความค่าเว็จหรือความ .ัมเหลวของงาน การทีคนใดดนหนึงมีความรู้หรือเรียนรู้จึไม่เพียงพอ แต่ต้องการการเรียนรู้ .่วมกันในการปฏิบัติ หากมีการเรียนรูร่วนกับในการปฏิบัติด้ ผู้เกยวข้องทุกคนจะมีความสุขเละ: ความสร้างสรรค์มาก ' 1๐. การจะเรียนูร่วมคบได้ต้องการธรรมะชุดหนึง คือ (๓) ความเชื้ออาทร. (๒) ความเปิดเผย (๓) ความจริจใจ. (6 ความเชียถือไว้วางใจกับได้ (๓7 การเรียบรู้ร่วมกัน. การเรียนู้ร่วมกันในการปฏิบัติจึงเป็นการปฏิบัติธรรมไปด้วยในตัวจะเกิดปัญญารอบด้าน ลดความเห็นแกตัวไปในตัว พัฒนาจิดใจสูงหรือมีพัฒนาการของจิตวิญญาณ เกิดความเชือมต่อ. กันทางสังคม และเกิดผลสําเร็จของงาน ฉะบั้นการส่งเสริมการเรียบรู้ร่วมกันในการปฏิบัตในทุกพื้นที ทุกองค์กร และทุกเรือง. .คือเครืองมือทีจะทําให้เกิดพลังจิตสํานึก - พลังสังคม - หลังปัญญา ในกระบวนการรวมตัวร่วมติตร่วมทําหรือการเรียนรู้ร่วมกับนี้ จะเกิตการจัดการ “ผุดบังเกิด"(50) ขึ้นมาเอง กล่าวคือ เมือมีกระบวนการทํางานร่วมกัน "ผูนําตามธรรมชาติ” จะปรากฏด้วออกมาเอง ผู้บํายาจแบ่งเป็น ๓ ชนิด ๑. ผู้นําโดยการแต่งตั้ง ๒ ผู้นําโดยการเลีอกตัง ๓. ผู้บําตามธรรมชาติ สองประเภทแรกอาจโต้คนไม่เหมาะสมและปีปัญหามาก แต่ผู้ําตามธรรมชาติเกิดจาก กระบวนการทํางานร่วมกัน จนคนทั้งหลายเห็นและขึมชับกันทั่ว และยอมรับกับอย่างทัวถึง | อูบําดามธรรมชาติจะมีลักษณะดังนี้ ๑. เป็นตนฉลาด ๒. ชื่อสัตย์สจริต เป็นทไว้วางใจ ๑. เห็นแก่ส่วนรวม : «ติดต่อสือสารกับผู้ตนรูเรือง ๕ ไปนทียอมรับของคนทัวไป 0 ไนการเรียบรูบันต้องการความรูข้อมูลข่วสารเป็นเครื่องประกอบ และใบการเรยบน ได้อร้างความรขึ้นมา ในกระบวบการดังกล่าวจะนผูบําตามธรรมธาติผุตบงเกดขึ้นหลายคนทัง หญิงและขาย ผู้บาจะทําให้เกดองค์กรจัดการขึ้นคือ จัดการคารเรียนรู้ บัน5ง การเรียบ้ร่วมกับในการนีบติหรือรวมตัวรวมคิตรวมทํานี้ควเกตซึ้นในทุคนทีทุกองศ์กร. และทุกเรื่อง ซึ่งจะทําให้สังคมเปลี่ยนแปลงจากสังคมแนวดึงเป็นแนวราบ หรือประชาสังคม การที่สังคมเข้มแข็งเข้ามาทําอะโรๆ เองมากที่สุด จะทําให้เกิดประชาธิปไตยโดยตรง ประชา .สังคมและประชาธิบโดยโดยตรจจะเข้าไปกํากับและพัฒนาห้ระบบราชการและระบบการเมืองม รรมาสิบาลมากรึน. ควรมีหน่วยงานที่มีความเชียวชาญไนการส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันจํานวนมากในสถาบัน และองค์กรต่างๆ เป็นเครื่องมือส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกับในการปฏิบัติ ๕๒ ประเภทของความรู้ .ความรู้มิประเภทด่างๆ ดังนี้ .(ต ความรู้จากการรับรู มบุษยรับรู้จากการสัมผัลทางตา ทู มูก สิ้น กาย และเกิดการ .ู้ เชน เด็กเกิตมาไมู่อะโรเลย แล้วค่อยๆ รับรู้และมีความรูขึ้นจากการรับรู คนแต่ก่อบถ้าฟัง มากท่านเรียกว่าเป็นทหูลูด (๒) ความรู้จากการปฏิบัติ เราปฏิบัติะไร เรากมีความวู้ในถึงบันๆ เช่น ทําบา ขาย (ก๋วยเดี่ยว ผสมบุ่น เลี้ยงลูก ฯลฯ ความรู้จากการปฏิบัติเป็นธรรมชาติและสําคัญทีสุดในการมี ชิวิตและการอยู่ร่วมกับ สังคมโทยไมให้คุณค่ากับความรู้จากการปฏิบัต เราจึงบิคบได้ปริญญาแต่ (ทําอะไรไมเป็นเต็มประเทศ น้เป็นตวามอ่อนแฮของระบบการศึกษาอย่างหนึ่ง และเป็นประเดนที่ ต้องการปฏิวูป ๕๕ | กเพมรวล ” (๓) ความรู้ใบสือ เช่น ในหนังสือ ในยืบเตอร์เน็ต ใบฟิพิธภัณฑ์ ๕ ความรู้ทีเกิดจากการสังเคราะห์ข้อมูลดีกระจัดกระจาย มรักบูลกีกระจัดกระจาย. ดามทีต่างๆ ในหลายรูปแบบ แต่ไม่รู้ความหมาย สามารถสังเคราะห์ขึ้นมาเป็นความรู้ตีปี ครามหมายได้ การสังเคราะห์ความรูบีบางทกเรียกว่าการวิจัยด้วยเหมือนกับ (๓ การวิจัยสร้างความรู้ใหม่ บ่อยๆ ครั้งในการทําความเข้าใจและแก้ปัญหามีคําอาม เก็ดขึ้นแตไมมีคําดอบ แสดงว่าไมมีความรูอยูไนโลก ต้องมีการวิจัย คือการออกแบบเก็บร้อมูล แล้วบํามาวิเคราะห์ สังเคราะห์ได้ความวู้ใหมขึ้นมา เบืองจากสรรพลึงด้วนเปลี่ยนแปลงกระใหม่ ขึ้นทุกเวลาบาที การวิจัยให้รูเท่าทันจึงมีความจําเป็นและอยู่ในกระบวนการเรียบรู้ เนือพูดถึง กระบวนการเรียนรู้จึงรวมถึงการวจัยด้วย (๒) ครามรู้ที่ดิดจากญาณหัศนะ (รก๐๓) เมือมีฐานความวู้ไนตัวมากพอ ความรู้อาจ. มุตบังเกดขึ้นเอง โดยไม่ต้องอาศัยฐานข้อมูลใหม่โดยเฉพาะเมือจิตสงบ .(@) ครามรูทีเป็นปัญญา คําว่าความรู้บางทก็ใช้อย่างหลวมๆ หมายถึงปัญญาด้วย คําว่า .ลลิปัญญาบางทใช้อย่างหลวมๆ หมายถึงความฉลาดกมี หมายถึงการมีความรู้กมี ความหมาย ของปัญญาได้กลาวมาเล้ว. (๕ สติหมายถึงการระดึกรู และมักใช้ววมกับสัมปชัญญะคือการรู้ปจจบันด้วย การมึง*. ทําให้สามารถรับรู้สึงต่างๆ ดามทีเป็นจริจได้ ทําใหเขาถึงความจริจได้ และเป็นเครืองมือให้เยา ปัญญาไบใช้ได้ทัน บางครั้งมิความรู้ปัญญา แต่เวลานีเรืองอะไร ถ้าขาดสติแล้ว เอาความรู | เฮาปัญญาไปใช้ไม่ทัน สติจงเป็นทั้งเรืองให้เก็ตปัญญาและเครืงให้เอาปัญญาไบใช้ได้ทัน จึง เป็นเครื่องมือการเรียบรูทีไม่ควรจะไห้ชาดโป. : ๕๓ ระบบสนับสนุนภารเรียนรู้ อ้าคนไทยรู้ความจริงโดยทั่วถึง บ้านเมืองจะเจริญโดยรวดเร็ว. ความจริงกับการรับรู้ความจริง เป็นเบื้องต้นของความรู้ และเป็นฐาบของการเอาไปคิด| (ให้เกตปัญญาต่อไป คนไทยควรให้ความสนใจตรงบีกันให้มากๆ กระทรวงไอชิที องค์กรบริหาร ครามรู้ และถืนๆ ควรทํางานตามหลักการนีให้สํเร็จ มืองค์ประกอบอย่างน้อยดังนี้ ๑ การสังเคราะห์ความรู้เพ่อการใช้งาน ประเทศเราเป็นโรคขาดความรู้อยางรุนแรง (รอ6 มรงพร608 ปิด0ร๐0๐ท ปิ๓๓) จึงควรมีการสังเคราะห์ความรู้พือการใช้งาบใน ค้านต่างๆ โดยทําด้วยความประณีตและแม่นยํา ๒ แหล่งเรียนรู้ ห้องสมุดควรมีทุกรุมชนและในสถานที่ต่างๆ ในแต่ละดําบอควรมี พิพิธภัณฑ์ที่ชุมขนสร้างและบริหารเอง ทิพิธภัณฑ์อําเภอ จังหวัด และพิพิธภัณฑ์เฉพาะเรืองต่างๆ ควรสร้างและมีระบบการบริหารจัดการตี. ระบบข้อมูลความรู้ในคน ตังได้กล่าวแล้ว จะเป็นแหล่งเรียนรู้ขนาดใหญ่ทีก่อใหเกิดมว การแลกเปลี่นเรียนรู้ชนาดมหีมา ๓. การสือสาร ด้วยเทคโนโลยิการมือสารปัจจุบันมิความเป็นไปได้สูงทีจะทําให้ (คนไทยรู้ความจริงโดยทัวถึง ขณะบสือดางๆ ถุกใช้โปในการปลุกกิเลสคัณหา รัฐบาลควรเการพ เจตนารนณ์รัฐธรรมนูญมาตรา ๕๐ แล้วบาสือมาใช้เพือประโยชน์สาธารณะมากตีสุด ต้องคําบึง ถึงการสือลารชุมขนด้วย เช่น วิทยุชุมขน หบังสือพิมพ์ชุมชน ควรบีระบบที่สามารถรับรู้ .ภนิปัญญาห้องยืน หลายเรืองสามารถบํามามือสารให้เกิดประโยชน์ระดับชาติได้ .< การส่งเสริมการอ่าน คนไทยยังขาดวัฒนธรรมการอ่าน หนังสือดีๆ จะขายได้ 0๐๐ ๕เ๐๐๐ เล่มเท่าบันค่อประชากร % ผ้านคน การอ่านบ้อยทําให้มีผูเขียนและแปลหบังสือคีๆ น้อย บี้เป็นวจจรอุบาทว์ทีต้องทําลายโดยรวดเว็ว รัฐค้องสนับสนุนการแต่งและแปลหนังสือดีๆ เป็นเบืองต้น และส่งเสริมการถานอย่างจริจจัง นาจะมีการประกวดการถ่านทังระดับตําบล อําเภย ๕๑ คเพมร๓วส จังหวัด และระดับชาติ เรืองฮากๆ ถ้าไม่อ่านจะไม่เข้าใจ และเรามีเรืองยากๆ มาก การส่งเสริมการย่าบจึงจําเป็น อย่างยิง ๕๕ การวิจัยเป็นวิดีดีวิต ระบบวิจัยคือสมองของประเทศ ความอ่อนแอทางปัญญาของชาติเกิดจากการทีเราแยกการศึกษากับการวิจัยธอกจากกัน การศึกษามีการทํามาก แต่เป็นการค่องดําราโดยไม่ิจัย การวิจัยมีการคําน้อย รวมกับจึงทาให้ (ประเทศอ่อบแอ .การเรียบรู้เพอให้รู้ทันภวะใหม่ การวิจัยเพื่อลร้างความรู้ใหม่ การเรียนรู้กับการวิจัยอยในกระบวบการเดียวกับ ทีไหนมีการเรียนรู้ตีบันมีการวจัย การ. รียบู้เป็นวิธีซีวิต การวจัยจึงเป็นวิธธวิต ยุทธศาสตร์ทางปัญญาต้องทําให้การวิจัยเป็นวธีชีวิด การริจัยจะต้องเข้าไปอยู่ในกระบวนการเรียบรู้ในสถานศึกษา ในชุมชน และองค์กร ทุกชนิต ระบบการวิจัยทดีจะสงเสริมการเรียนรู้ การสร้างความรู้ การประมวลความวู้ และการ. (ไช้ความรู้จนลิ้นกระบวนความ เหมือนสมองทีําหน้าทีและทําให้เราอยูรอด ถ้าสมองทําหน้าีได้ เรท็อยูรอดไดดีข้น ระบบการวิจัทีดจึงเปรียบเสมือนสมองของประเทศ ขณะบีระบบการวิจัยของเรายงไมตี อุปสรรคใหญ่อยูที่ายการเมืองขาดความเข้าใจ ถ้า นายกรัฐมนตรีเข้าโจและเข้ามาเชื้อํานวยให้มีระบบการวิจัยทีดี ประเทศจะรุดหน้าทางปัญญา, อย่าจรวดเร็ว ๕๕ หน่วยส่งแสริมการจัดการการวิจัย หน่วยส่งแสริมการจัดการความรู้ ไนเมือการจะทําให้ประเทมิพลังทางปัญญาทั้งประเทศ ต้องนีความเคลือนไหวเรืองการ เรียบู การประมวลความวู้ การสร้างความรู้หรือการวจับ การใช้ความูใบทุกตืนที ในทุกองค์กร และไนทุกเรือง แต่ความสามารถในการจัดการการวิจัยมีบ้อยมากในทุกระดับ รวนทั้งใน มหาวิทยาลัยด้วย มีความจําเป็นเรงด่วนทีจะต้องต่งเสริมให้มิการสร้างหน่วยส่งเสริมการจัดภาร. การวิจัยที่สามารถส่งเสรินการจัดการการวิจัยไต้จริงๆ ไมใช่มีเตชื่อ การจัดการความรู้ (๐919408 ใหล0303000 โดยความหมายจําเพาะหมายถึงการ จัดการเยาความวูทีมือยู่แลวในตัวคนออกมาแลกเปลียนเรียนรู้ ยกระดับให้เป็นความู้ตีม ประโยชน์มากขึ้น และบํามาพัฒนาคนและพัฒนางาน อย่างทีสถาบันดึงเสริมการจัดการความรู เดือสังคม (แคล.) กําลังทําอยู่ ซึงนีประโยชน์มาก .แต่บางคนก็ใช้คําว่าจัดการความรู้ในลักษณะทัวไปมากกว่าบันคือ การจัดการเกียวกับ ความรู้ทุกประเภท และววมทั้งการจัดการการวิจัยด้วย ลกว. และ สคส.?ควรเป็นหน่วยงานหลักในการผผักตนให้มีหน่วยส่งเสริมการจัดการวิจัย หล - ลกาบันสแสรบการจัตการครามูดือดัก ระเพรณ ” และหน่วยส่งเสริมการจัดการความรู้ จะแบกหรือรวมเป็นหบ่วยเดียวกันแล้วแต่กรณี แต่ห้ | นีมากและคุณภาพพอแก่การใช้งานในทุกพืนที ทุกองค์กร และทุกเรือง ประเทศจึงจะบีพลังทาง. ปัญญา ๕(๑๑ แก้คอยวสของระบบวิจัย : ทําเรื่องความรู้ให้เป็นประเด็นทางการเมือง ประเทศไทยส่งคนไทยไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ ๕ และยังส่งไปเรื่อยด้วย จํานวนทีมาคขึ้น แต่กลับมาก็ฬาอะไรไม่ค่อยได้ และก็ต้องสงไปถิกเรือยๆ พระเจ้าอยูทัวรัชกาล. ปัจจุบันได้ทรงตั้งมูลบิธิ “อาบันทมหิตล” เพือส่งนักศึกษาทีเรียนเก๋งไปเรียนวิชาสาขาต่างๆ ใน ต่างประเทศ ก็เรียนได้ แต่กลับมาก็ถูก “ระบบ” กลืบทายไปเกือบหมด ขณะบี้รัฐบาลก็กําลังส่ง. บักศึกษาโปเรียนตางประเทศจํานวนมาก ต้องเสียเงินมหาศาลเพราะบักศึกษาปวิญญาเอกต้อง เสียคําใช้จ่ายปีละ ๑ ผ้านบาทต่อคน แต่จบกลับมาแล้วก็คงถีหร้อบเต็ม คือทําอะไวไม่ได้ เพราะ. .ขาดความเป็นเอกภาพแห่งความเข้าใจระบบวิจัย ว่ามันมีอะไรที่ต้องทํายึกมาก นอกเหนือไปจาก การส่งบักเรียนโปเรียนต่างประเทศ อุปสรรคโนระบบวิจัยอาจมีหลายกยาง แต่คอขวดคือขาดความต้องการใช้ผลการวิจัย ที่จริงลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของการใช้ผลการวิจัยควรจะเป็นระบบราชการและระบบ. การเมือง เพราะการจะบริหารราชการแผ่นดิบให้ได้ผลบันต้องใช้ความวูตุกขั้นคอน ทัง ขั้นคอน. ตาม “ธรรมจักรความรู้” ในการทํางาน (70หกัก600 2700) ตามวูปที่ ๑๐ จะเห็นได้ว่าต้องโยง. มาสูฐานความวู้หมดทุกขั้นคอน ทุกขั้นคยนของการบฏิบัติจะสร้างความรูสเข้ามาทีฐานความรู ถ้าบริหารราชการแผ่นดินโดยใช้ฐานความรู้กัจะได้มล แต่ถ้าไม่ใช้ฐานความรู้ เพียงแต่ ิดเดา คาดตะเบ อย่างบันนงอยางนีม้ง การงานก็ไมใด้ผล ถ้าระบบราชการและระบบการเมืองต้องการใช้ผลการวิจัย ความต้องการใช้ผลการวิจัย จะป้ยนกลับไปทําให้ระบบวิจัยทงระบบดีข้น : 3 00 รูปที่ ๑๐ ธรรมจักรแห่งการใช้ความรู้เพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบายและการปฏิบัติ ความทีเรามีวัฒนธรรมยํานาจ แต่ชาตวัฒนธรรมความรู้ ระบบบริหารราชการแผ่นดิน ของเราจึงไม่ต้องการใช้ผลการวีจัย นีคือคอขวดของการพัฒนาระบบวิจัย และต้องพุงเป้าไป ก้ไขดีตรงนี บันคือ ทําเรืองความรูให้เป็นประเด็นทางการเมือง (โดยทําความเข้าใจอย่างกว้างขวางว่า การทีรัฐบาลทําฮะไวไมสําเร็จเพราะใช้แต่ยําบาจ ขาตวัฒนธรรมความรู ถ้าใช้ธรรมจักรแห่งความรู้ ดามรูปที ๑๐ เข้าจบ ก็จะรู้รรัฐบาคัดสินใจ. ทําอะไรโดยใช้ฐานความู้หรือไม่ ความค้เหตวของรัฐบาลในเรืองต่างๆ จะมากขึ้น ใบขณะทีการเมืองของพลเมืองหรือ สังคมเข้มแข็งเติบโดขึ้น ฝ่ายการเมืองจะหันมาสนใจความรู้มากชิ้น ในกรณีบันฝ่ายความวู้ควร. ๕ | คเพมรร๓ วส ช่วยเหลืออาจจะโดยตั้ง .โรงเรียนการเมืองเรืองความรู้ อาจจะมีโรงเรียนการเมือง หรือโรงเรียนผูบําไนรูปอืนๆ แต่ชาดโรงเรียนผู้บําหรือ (โรงเรียนการเมืองเรืองความรู้ เพื่อสร้างวัฒนธรรมความรู้ตามนัยยะทีแสดงไว้ใบรูปที 9๐ เณ 7. [ด| การปรับปลียนขันพืนฐาน (โหลทรโอทกทสม็อก) ในตัวบุคคล ทางองค์กธร ทางสังคม ไรกคทับทําไห้ไมมี ราชการ (ร) การศึกษา องค์กรอํานาจที่เบ็น กฎหมาย กฎ ระเบียบ 1รรสั่งการจากบน 9 | ก.บตเปรระท (ไนองค์กรเชิงถํานาจหรือองค์กรทางดิง ผู้คนจะขาดปิสระ ไม่ใด้ใช้ศักยภาพของตบ มี พฤติกรรมเบียดเบน เชน ไมตังใจทางาน ผู้งาน ปัดความรับผิดขอบ ปัตช่อนข้อมูลไว้ทํร้ายกับ ินทาว่าร้าย แพงข้างหลัง ออกใบปลิว มีผลงานน้อย ไม่ต้รับความซึโจจากแลสําเรจ มิตวภาพ และการเรียบรู้รวมกับ ตราบโดหีองศ์กรต่างๆ บังเป็นองศกรอําบาจ ผู้คนจะไมมีความสุข และความสร้างสรรค์ ลลิปัญญาของประเทศจะน้อย ควรมีการปฏิรูปองค์กร จากองค์กรอํานาจโปสุองด์กรเรียนรู้ โครงลร้างทีวิจตรทีสุดในจักรวาลตือสนองของมนุทย์ ซึ่งนีเธตต์สมองประมาณ ๑ แสน เ้านตัว (9๐๐.๐0๐.๐0๐.300) แต่ละตัวเขือนโยงกับตวอืนอึกประมาณ ๓ หมื่ตัว เกิดเป็นเครือ เข่ายเซลล์สมอง (ก๐1 ก๕เพ0ต (รูปที ๑๓) ยันสลับขับข้อนและวัจิคร ระหว่างเซอด์สมอง เหล่านีจะมีการติดต่อเชือมโองข้อมูลขาวสาร (0ง0๐0) และการป้อนกลับ (๓๐4 ๒๒๕ ถึงกัน ันคือบ็นเครือช่ายการเรียบรูอยางวิเศษ ปีเซลล์ตัวไหนบังเอ็เตเป็นายอย่สมองต้องสามารถ, เรียนรูได้จับไว เจ้าของจึงจะรอดชีวิตได้ เพีอการเรียนรูทีอับไว โครงสร้างของสมองจึงต้องเป็น “เครือซ่ายการเรียนร” ถ้าสมองนีโควงสร้างเหมือนระบบราชการ เราคงดายไปบานเล้ว ! | | ผุทเอธปกตทร ธะ0งพลงบภรรมต์ ๕๕ องค์กรเรียบรูคือองค์กรทเป็นเครือช่ายการเรียนรูทุกส่วนอันพันธ์กันด้วยการเรียรู้ คณะกรรมการก็ต้องเรียบรู้ใม่ใช่เยาแต่ใช้อํานาจ ประธานก็ต้องเรียนรูไม่ใช่เอาแต่ใช้อํานาจ. ู้ปริบัตงานทุกคนนีความรูอยใบตัว เอาความรู้มาแลกเปลียนเรียนรูใหเป็นความวูทีสูงข้น ไช้งาบ: (ได้ตซึน ถ้าเป็นบริษัทผู้ยอหุนก็ต้องเรีนรู้ไมใช่เอาอ่านาจเงินเป็นใหญ่ ผู้ประเมินก็ต้องเรียบรู ใม่ใช่ถือว่ามีอาบาจเข้ามาตัดสิน (ใหม่ๆ องศ์กรดีไมใช่อํานาจจะตูโร้ระเบียบหรือมีความโกลาหล ((2๒๐๓) เพราะเติมเย “เรียบร้อย” เพราะใช้ถํานาจสังการ แต่องค์กรเครืยข่ายการเรียนรู้เมอคําเป็นปชัวระยะเวลา. หนึงจะเกิดความมีระเบียบ (0010) ขึ้น แต่เป็นระเบียบชนิดใหม่ ที่สมาชิกมีธิสระ มีศักยภาพ เรียนรู้จากกัน ร่วมมือกับ รักกัน ไม่มีอํานาจเหนือใคร องค์กรเครือข่ายการเรียนรู้จึงมีหัง ร้างสรรค้มหาคาล และขยายตัวออกไปโดยไม่ลําบาก (เพราะไม่ต้องใช้อํานาจควบคุม) เองจากมีการผ่านจาก ๕๒05 ไปผู่ 0๒3 จึงมีการเรียกองค์กรเครือข่ายการเรียนรูราองค์กร ไนทุกองศ์กรควรจะมีกลุ่มส่งเสริมการเรียนรู้ หรือกลุ่มส่งเลริมการจัดการความรู้ในทาง ยุทธศาสตร์ เพือส่งเสริมโห้องศ์กรอํานาจทั้งปวจปรับเปลี่ยนเป็นองค์กรเครือข่ายการเรียนรู้ ลถาบันส่งเสริมการจัดการความรูเพือสังคม (สคส.) นอกเหนือจากการทํางานทางเหตนิคแล้ว. ควมีพผังทีจะทํางานเซิงยุทธศาสตร์ด้วย สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพรง ต้องเป็นเจ้าภาพในการปฏิรูปองค์กรยํานาจทางราชการโปเป็บองค์กรเครือข่ายการเรียนรู้ อง์กรความรู้ต่งๆ ควรสนับสนุน คพร. ในการทําหน้าทซี สําหรับในผังคมโดยทัวไป ไม่ว่าท่านสังกัดองค์กรชนิตใดหรือไม่ (รูปที ๑๑) สามารถก่อ ตัวเป็นโครงสร้างทีเรียกว่า 1ฬม หรือ ปกด คังิ คเหมตอเวส เจ เซ เ ร |ปัจเจกบุคคล (ป) (ไ๕1ร0ล0 คือการทีแต่ละบุคคลคระหนักรูถึงศักดีศริและคุณค | ความเป็นคนของตนเอง ระลึกรูว้าภายใบตัวมีคักยภาพและเมล็ตพันธุเพ่งความดีมืตติ มิธัสรภาพ .นิความสุข คิตนึกแตะทําอะไรดีๆ เรียนรู้และแร้างสรรค์ นีคือความสุขความสร้างสรรค์ของ | แต่ละตน กันเป็นพลังมหาศาล. กลุ่ม (ก) (4๐0๓๓) คนทีถูกอังยาศัยกัน จะภายในองค์กรเดียวกันหรือข้ามองด์กรรวม. ) @8) @2) ๑๓๓๕ <-๕๓๕ <กนรรือง๐กร่วคย ก็ตาม นิการพบยะกับปองๆ แลกเปรี่ยน เรียนรกัน ควรมีกลุมทีหลากหลายเต็มสังคม สมาชิกในกลุ่มจะนีความสุขความสร้างสรรค์มาก เพราะไม่มีใครมีอําบาจเหนือโคร ถุกอังยาศัยและไว้วางใจกัน รักกันและเรียบรู้ร่วมกับในการ. ปฏิบัติ กลุ่มหรือ 00068 เหล่านี้ทําหน้าทีต่งๆ กัน บาง 0๐๕๓6 ก็เป็นหน่วยส่งเสริมการจัดการ. วิจัย หรือหน่วยส่งเสริมการจัดการความรู้ ตังกล่าวในข้อ ๕ กลุ่มี้บางท่็เรียกว่า ชุมชน (๐๐ถมธเณนน) ขุมชนเกิดจากการรวมคัวร่วมคิตร่วมทําดังกล่าวมาแล้ว เมือมีกลุมมากๆ สังคมก เร้นแข็ง เครือซ่าย (ค) (อง6) มีการเชือมโยงเป็นเครือข่ายระหว่างบุคคล ( และระหว่าง กลุ่มหรือ 40065 (ง) ตางๆ เป็นโครงสร้าง 1มม หรือ ปกด. ตังรูปที ๑๓ เทีกล่าวถึงพลังทางสังคม พลังทางการมีวัตถุประสงค์ยันดูงสงร่วมกัน พลังทางจิตสํานีก [หลังแห่งการพัฒนาจิต และพลังทางปัญญา เมือบูรณาการเข้ามาถึงการปรับองค์กรอําบาจไปสู องค์กรเรียบรู และเกิดโครงตร้าง ฏิม หรือ ปกด. เป็นสังคมเครือช่ายการเรียบรู ตงทีกล่าวใน. ตอนนิ้จะเกิดการเปลียนแปลงชั้นพืฐาน (โลณ์เกร5000) อย่างใหญ่หลวงขึนทุกระดับ กล่าวคอ. (ค การเปลี่ยนแปลงข้นพื้นฐานในตัวตน (พน900๓| วะ108ร๐บ0) (๒) การเปลี่ยนแปลงขันพื้นฐานโนลงค์กร (0เฉละนะธย๐น โต์อรระบอณา (๓0 การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานใบสถาบัน (5บานบอกม โทรเณระตรมเบะค (40 การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในสังคม (506เณ โณต่0หลย๐0 00 วูปที่๑= ที่เห็อยู่โบพื้นหลัง คือ องค์กรเชิงถําบาจซึ่ง เชือมโยงเป็นเครือข่าย องค์กร เกิดเป็นเครือช่าย ไหญ่ อ้าเต็มสังคม ใบเครือข่ายสังคม เรียบรู้ (2๓๑๓อย 9๐แฟ พัอเพอร) เกิดความรู้สึกนึกคิดใหม่ เป็นอิสระ คระหนักรูถึงศักยภาพแห่งตน มีความสุข มีการ เรียนรูสูง มีความร่วมมือกับสูง มิการเรียบรูร่วมกับในการปฏิบัต เมือเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานดังนี้ พลังนหาศาลจะเกิดชึนท้งใบตัวเองแต่ละคบ. |ในองค์กร ในสถาบัน และใบสังคม เป็นพลังอํานาจแห่งชาติอันแท้จรงทีจะเอาชนะอุปสรรคทั้ปวง เกิดสังคสุขภาวะ หรือศาบดิสังคม หรือสังคมอาระ ที่มีความยังยืน. การเรียนรูทีจะต้องให้เกิดการเปลียนแปลงชันพืนฐานดังกล่าวข้างค้นการเปลี่ยนแปลง ชันพื้นฐานทั้ง ( ระดับข้างต้น เป็นลุดยอดของการพัฒนา “๒๑ คะบพปรอทวส เพม 1ณภณ มหาวิทยาลัยมีความสําคัญอย่างยึงในยุทธศาสตร์รัตนโกสินทร์ ถ้ามหาวิทยาลัยทั้งหมด ใคร่ครวญถึงปัญหาของประเทศชาติอย่างลึก พิจารณายุทธศาสตร์รัตนโกสินทร์ พัฒนา บุทธศาสตร์ไห้ดีขึ้น และร่วมชับเคลือน มหาวิทยาลัยจะเกิดการปรับเปลียนชั้นพื้นฐาน (โทง๒- ณาถอย00) และเป็นพลังสร้างลรรค์อันยึงใหญ่ ไนทางรูปธรรม มหาวิทยาลัยอาจตํา ง ประการ ดังต่อไปนี้. ๑. จัดตั้งศูนย์หรือสถาบันพัฒนาพลังแร้างสรรค่องค์กร ให้มิความเขียวขาญมากพอ ทจะส่งเสรินการปรับเปลี่ยนองค์กรถํานาจไปสู่องค์กรเรียนรู้ สร้างการรวมตัวร่วมศิตร่วมทํา .สงเสวิมการจัดการความรู้งถาบันป้จะเป็นเครืองมือสร้างพลังของมหาวิทยาลัยและนอกมหาวิทยาลัย ๒. จัดตั้งศูนย์ส่งเสริมจตวิวัฒน์ โดยสามาวถติดตามความรู้ได้หมดทังโลกว่ามีวิธีการ ส่งเสวิมจิตวิวัฒน้อบ่างโรบ้าง และนํามาตําเป็นการโบมหาวิทยาลัยต่อโป การศึกษาในทุกสาชา. วิชาควรมี 0๐ยะลกรไธบคะ ปัสน๐แบ๐ก หรือการศึกษาทีทําให้รูจิดใจของตัวเองเป็นแกนกลาง. ถ้าทําตรงบจะเป็นจุดเปลี่ยนของการพัฒนามนุษย์และสังคม ๓. ปฏิธูปการเรียนรู้ จากการสอนและการถูกสอนทีคับแคบไปสู่นวัดกรรมการเรียนรู อันใหศาล <. สร้างสัมมาทิจิในการพัฒนาโดยทําหลักสูตรปริญญาโทเรืองเศรษฐกิจพอเพียง โดยเน็นการปฏิบัตใบชุมชน ถ้าทุกมหาวิทยาลัยมีหลักสูตรมหาบัณฑิตทางเศรษฐกิจพอเพียงจะ เป็นกําังใบการสร้างสัมมาทิซิและสัมมาพัฒนา. ๕ ทําการวิจัยแก้ความยากจนในจังหวัด - หนี่งมหาวิทยาลัยหนึ่งจังหวัด เวามี มหาวิทยาลัยมากพอทีจะส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยหนึงส่งเสริมการพัฒนาในพื้นที่หนึงจังหวัด .การตีมหาวิทยาลัยทํางานในพืนทีจะทําให้เก็ตการเปลี่ยนแปลงใบทางสร้างสรรค่อย่างใหญ่หลวง 0 ในพื้ที่ และไบมหาวิทยาลัยเองทีจะนีผลต่อการจัดการเรียนการสอน การวิจัย บทบาทของ บหาวิทยาลัยในการผลักตันนโยบายในแต่ละจังหวัด มหาวิทยาลัยเข้าร่วมและส่งเฉริน ๑ เรือง จะทายจน คือ (ๆ) ทําแผนที่ศักยภาพของนบุษย์ (ในนล๓ มหลอ9เต0) ทุกตําบล และทําระบบข้อมูล. การนีจะทําไห้เกิดความตระหนักรูในศักดศรีและคักยภาพของประชาชบทัวประเทศ นีแหล่งเรียบรู้กับมหาศาล และส่งเสริมเศรษฐกิจวัฒนธรรม (๒) การวิจัยของประชาชน (ประชาติจัย) และการทําแผนแม่บทชุมชน ในทุกคําบล. รืองนีค้อกุญแจทีําให้ทายจน / มหาวิทยาลัยจะได้เรียนรู้ขณะเดียวกันทําให้ กระบวนการของประชาชนมีคุณภาพตีขึน. .(๓) ส่งเสริมเทคโนโลยีทีเหมาะสมกับชุมชนวเหาวิทยาลัยทีมีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลปี .้าร้จักชุมชน ย่อมร่วมกันพัฒนาเทคโนโตยีทีเหมาะสมกับชุมชน ทํา ๓ เรืองป้จะทายจน ถ้าพุกมหาวิทยาลัยทําหนืงมหาวิทยาลัยต่อหนึงจังหวัดแสะทําทุก คําบล ก็จะหายจนทัวประเทศ ทีว่าหายจนนีไมได้เป็นแต่เรืองเศรษฐกิจ แต่เป็นการพัฒนาพร้อม ทันไปหมดทุกด้าน (ในระดับนโยบาย มหาวิทยาลัยอาจผลักตันเรืองสทธิชุมชน ถ้าชุมธนมีสิทธิชุมชนโบ ๕ เรืองจะทายจนอย่างถาวร คือ 9) สิทธิในการทํามาหากิน ๒0 สิทธิในการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและยึงยืน. ๓) ลิทธิในลือสารขุมชน เช่น วิทยุชุมรบ 4 ลิทธิในการมีระบบเงินของชุมชน ». กระบวนการนโยบายสาธารณะ ถ้าทุกมหาวิทยาลัยทําการวิจัยนโยบายสาธารณะ อย่างไดอย่างหนึงหรือมากกว่าหนึงอย่าง แล้วนําแลวิจยโปสู่การแลกเปลียนเรียนรู้ทางสังคม อย่างกว้าจชวาง จะเป็นการยกระดับสติปัญญาของชาติชื้นมาทั้แม่บวิน คะเหปตรท วส |/-/ซศึกษาและแลักตับให้มีระบบวิจัยของประเทศทีดี ขณะนี้ระบบวิจัยของประเทศยัง | ไมดี ถ้าระบบริจัยดีจะเปรียบเหมือบเป็นสมองของประเทศทตจให้ทุกถึงทุกอย่างไปสู่การลงคัว ถ้ามหาวิทยาลัยพยายามทําความเข้าโจระบบวิจัยทั้งหมดแล้วช่วยกันผลักตับให้เก็ตระบบวิจัย. ของประเทศทีดี จะเป็นคุณอนับต์ บทบาทของมหาวิทยาลัยยังคงบิถีบๆ ยึก แต่เท่าทึกลาวมาจะพอเห็นความสําัญอย่างยิง บวดของมหาวิทยาลัยในการขับเคลืยนยุทธศาสตร์รัตบโกลินทร์ การกระทําตังกล่าวจะก่อให้เกิด. การปฏิรูปการเรียนรู้โนมหาวิทยาลัยเอง ในระบบการศึกษาและไนสังคม ฉะบั้นในการขับเคลือน. ุทธศาสตร์รัตนโกลินทร์ต้องให้ความสนใจต่อบทบาทของมหาวิทยาลัยให้มาก . 0 (กลวิธีนยุทธศาสตรรัตนโกสินทร์ ทะศาสตร์รัตนโกลินทร์คือการสร้างพลังเห่งขาติโดยผนึกพลัง ๕ ประการ มาเป็นพละ. ๕ตอ ๕ หลังแห่งการเรียนู้ใหมอันใหศาล (นวัตกรรมการเรยน้) ๕ หลังแห่งการเปลี่นแปลงรันพินฐาน (โทย4๐00รล00) เขือมร้อยประชาชนและองค์กรทุกภาคส่วนจนเคลื่อนเข้ามาหากัน เกิดพลังสร้างสรรค์ อย่างมหาศาล เอารนะอุปสรรคทังปวง ไปสู่สัมมาศัฒา กลวิธีไบยุทธศาสตร์รัตนโกลินทร์ ดรุปได้คังรูปที ๑๕ คือ 9.สร้างสัมมาทิฐิในเรืงทิศทางการพัฒนาประเทศทีถูกต้องคือ เศรษฐกิจพอเพียงหรือ แนวทางรัตนโกสินทร์ การพัฒนาต้องเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตัง เครืองวัดการตัฒนาคือ 006 .รูปที่ ๑๕ กลวิธีในยุทธศาสตร์รัตนโกสินทร์ พร้อมทั้งดัวอย่างมาตรการบางประการ เ 1็0็๐ ๒ซ์ ๓. สร้างพลังสังคม ล่งเสริมการรวมตัวร่วมติดร่วมทําไบทุกพืนที ไบทุกองค์กร และใบ ทุกเรือง จะทําให้ปรับเปลี่ยนจากสังคมแนวดึงเป็นแนวราบหรือประชาสังคม และปรับองค์กร จาทองค์กรอํานาจเป็นองค์กรเรียรู้สงเสริมห้เกิดเครียข่ายสังคมตามโครงสร้าง ปกด. หรือ น ๕ สร้างพลังแห่งการพัฒนาจิต ตามยุทธศาสตร์หลังแห่งความดีตามศึกล่าวถึง ในคอน ๓ ส่งเสริมให้การเจริญสติเป็นวธีชีวิต ๕ สว้าจพลังปัญญา ปฏิรูปการเรียบรู้จากการสอนทีคับแคบไปสูบวัดกรรมการเรียนรู้ อันใพศาล พัฒนาระบบวิจัย พัฒนาระบบการจัดการความรู้ นํามหาวิทยาลัยทั้งหมดมาเคลื่อน ยุทธศาสตร์รัตนโกลิบทร์ตามทีกล่าวไว้ใบดยนที่ 9๐ 9. สร้าจระบบสนับสนุนการเรียนรู้ ต้องมีระบบทีทาไห้คนโทยรู้ความจริจโดยทัวถึงโดย มีการสังเคราะห์ความวู้ทีจําเป็นต่อการใช้งาน จัดระบบข้อมูลข่าวสารเพือสังคม พัฒนาระบบ .ีอลาวให้ประธาชนเข้าถึงและใช้แลกเปลียนเรียบรูมการส่งเสริมการย่าน พัฒนาแหล่งเรียนรู้ เชน. ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์ให้มือย่างทัวถึง แหล่งเรียบรู้ทสําคัญมากคือคนแต่ละคนและชุมชน ระบบข้อมูลศักยภาพมนุษย์ทกล่าวถึงในกลววธีท ๒ จะเป็นแหล่งเรียนรู้ชนาดใหญ่ กระทรวงไฮซีท ควรจะเป็นเจ้าภาพหลักในกลวิธีบี้ ๓ กลไกขับเคลื่อนยุทธศาสตร์รัตนโกสิบทร์ กลโกชับเคลือนยุทธศาสตร์ก็เป็นกลวิธีหนึง: ด้วย แต่นําไปกล่าวไว้ต่างหากในตอนที่ ๓๒ ต เตประควร วิ| ลไทขันเคลื่อนสุกธศาสตร์รัตนโทสินทร์ ตถ้ามิการเผยแพร่เรืองยุทธศาสตร์รัตนโกสินทร์อย่างกว้างขวางจะปีบุคคลและองค์กร. จํานวนหนึ่งเกิดความมันไจในสิ่งทีตนกําลังทําอยู่ หรือเกิดฉันทะทีจะทําเรืองของตนๆ ที่ ลอดคล้องกับแนวทางรัตนโกสิบทร์หรือดีกว่า ควรมีการศึกษาสํารวจว่ามีโครกําลังหําอะไรดีๆ อยู่ แล้วบํามาสือสาวให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ขยายตัวออกไป ๒) มีการก่อตัวเป็นภาคีส่งเสริมยุทธศาสตร์รัตนโกสินทร์ หรือจะเร็บกว่าภาคีส่งเสริม นรัดกรรมการเรียนรู้กได้ อันประกอบด้วยองค์กรต่างๆ ทงรัฐ เอกชน ธุรกิจ ทางการศึกษา และ. ทางศาสนา ทีเข้ามาทํางานเป็นภาคีีมีธิสระต่อกันแตมียุทธศาสตร์ร่วมกัน องค์กร ส. ทั้งหมด เช่น แกว. สวรส. สปรณ สมส, สปลช. สคส. มลช, สทพ. พอร. ก.4.1 บูลปิธิภูมิปัญญา มูดนิธิหมูบ้าน มูลนิธิพัฒนาโท มูลปิธิชัยพัฒนา สถาบันคลังสมอง (ของชาติ เป็นต้น ควรเป็นภาคีส่งเสริมยุทธศาสตร์ดามความสมัครใจ. พอข. - สอาบันพัฒนาองค็กรจุมรน แกล - ธนาคารเพียการเกษตรและสพกรณ์ 00 ๒๕ ความีคณะทํางานยุทธศาสตร์ที่ทํางาบเต็มเวผา เพือสร้างความเช้าไจโดยทัวปริมณฑลงาน. งานของกระทรวงด่างๆ คงยากที่จะทําให้สําเร็จ ภาคียุทธศาสตร์ควรเข้าไปเป็นเดือน ช่วยเชือน โยงประลานความร่วมมือให้สําเร็จ ความสําเริจเป็นของหน่วยงาน ภาคียุทธศาสตร์ไม่ควรมีคัว ตนที่จะถกฉวยเครดิต ถ้าช่วยหน่วยงานต่างๆ โดยไม่มีอํานาจและไม่เอาผลงานมาเป็นของคนเอง หน่วยงานต่างๆ จะต้องการให้ช่วยมาก คณะทํางานยุทธศาสตร์จะต้องมีวิสยทัศน์กว้าง และมีความสามารถเชิจยุทธศาสตร์ สูงแต่มีคัวตนต่า อ้าจะมีการตั้งกองทุนหรือมูลนิธิสนับสนุนยุทธศาสตร์รัตนโกลินทร์ก็จะทําให้มีกําลัง ชับเคลือนมากขึ้น ท้งนี้อาจจะโดยดั้งข้นใหม่ หรือเป็นมูลิธทีมือยู่แ้วกได้ ถ้าภาคธุรกิจเอกชน สนใจมีส่วนร่วมทํานองมูลบิธรอคก็เฟ่อเตอร์ มูลบิธิฟอร์ด มูลบิธิบิลล์เกคล์ ประเทศกจะปีหลัง ทางปัญญาทีจะผ้าหสุมตําได้มากขึ้น วัฐบาลจะได้รับประโยชย์จากยุทธศาสตร์รัตนโกสินทร์เป็นอเนกประการ เพราะไมมีรัฐบาล ใดจะผ้า “หยุมดํา" แห่งอุปสรรคโปโด้ แต่ถ้ามีกลโกทีเคลื่อนพลังคนโทยทั้งหมดให้มาว่วนมีอกัน .อย่างสร้างสรรค รัฐบาลก็ควรร่วมเป็นภาคีในยุทธศาสตร์ีด้วย ยุทธศาสตร์นีไม่เตนภารเมือง ไมว่ารัฐบาลจะเปลียบไปอย่างไดๆ ทุกรัฐบาลก็เป็นภาคีใน. ยุทธศาสตร์รัตนโกสินทร์นีได้ แมเชือว่ายุทธศาสตร์รัตนโกสินทร์เป็นสันคิวรบททีทรงพลังทีจะฝ่าอุปสรรคยันแสนยาก (ประตุจขุนเขาทีขวางกันสัมมาพัฒนา ขอให้เดือนคนไทยสบใจศึกษากันอยางลกซึ้งและกว้างขวาง คเหมรยทวส ววิกฤตการณ์คลื่นลูกที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นวิกฤตการณ์ที่รุนแรงและ ยากที่สุด เพราะจับต้นซนปลายไม่ได้ เป็นวิกฤตการณ์แห่งการทําลายตัวเอง เพราะเราไม่รู้ตัวเอง ประเทศไทย เปรียบเสมือนมี “หลุมดํา" แห่งความหมักหมมของบัญหาที่ตูด 'กลืนความพยายามใตๆ ที่จะแก้ปัญหา. .ไม่มีรัฐบาลไต หรือกระทรวงทบวงกรมใตที่จะฝ้า “หลุมดํา” นี้ไปได้ แต่ถ้าฝ่าไม่ได้ ประเทศไทยจะวิกฤตและรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ควรที่คนไทยจะทําความเข้าใจ “หลุมดํา” ซึ่งเป็นโครงสร้างมรณะ และร่วม กันชะเบิดพลังสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ เพื่อไปให้พัน “หลุมดํา” นี้ แพ ศ. นพ.ประเวศ วะสี ยุทธศาสตร์ รัตนโกสินทร์ ระเบิดพลังฝ่า “หลุมดำ” รวมพลังคนไทยทั้งมวล ฟ้าอุปสรรคที่ขวางกัน ไปสู่สัมมาพัฒนา สร้างประเทศไทยที่แข็งแรง และร่มเย็นเป็นสุข เครือข่าย ความหวัง พัฒนาความรู้ สู่ปัญญา ประชุมวิชาการ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ครั้งที่ 2 ปี 2547 10-12 พฤศจิกายน 2547 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2004
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• การเปลี่ยนแปลงทางสังคม
• ขบวนการสังคม
history_eduหมวดหมู่
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2004
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้