auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
พิมพ์ครั้งที่ 7 วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่กพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี # จิตตปัญญาศึกษา กระบวนการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ การศึกษาที่เน้นการพัฒนาด้านในอย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของสิ่งต่างๆ โดยปราศจากอคติ เกิดความรัก ความเมตตา อ่อนน้อมต่อธรรมชาติ มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม และสามารถเชื่อมโยงศาสตร์ต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในชีวิตได้อย่างสมบูรณ์ # วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ผู้เขียน พจน์ กริชไกรวรรณ บรรณาธิการ ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสำนักหอสมุดแห่งชาติ ประเวศ วะสี. วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา.--พิมพ์ครั้งที่ 7.--นครปฐม : ศูนย์จิตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, 2557. 216 หน้า. 1. พุทธศาสนา. I. เฉลิมพล พงศ์เจตพงค์, ผู้วาดภาพประกอบ. II. ชื่อเรื่อง. 294.3 ISBN 978-616-279-468-1 ISBN 978-616-279-468-1 สงวนลิขสิทธิ์ © 2557 พิมพ์ครั้งที่ 1-5 ปี 2545 โดยมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ พิมพ์ครั้งที่ 6 ปี 2550 โดยสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา พิมพ์ครั้งที่ 7 เมษายน 2557 จำนวน 1,000 เล่ม ราคา 180 บาท จัดพิมพ์โดย ศูนย์จิตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล 999 อาคารประชาสังคมอุดมพัฒน์ ชั้น 4 ถนนพุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170 โทรศัพท์ 02-4415022 ถึง 3 ต่อ 28, 29 โทรสาร 02-4415024 โทรศัพท์เคลื่อนที่ 085-3319482 เว็บไซต์ www.ce.mahidol.ac.th อีเมล cewww@mahidol.ac.th เฟซบุ๊ก www.facebook.com/cemuthai ประสานงาน กฤชกร วงษ์ศรีษะ รูปเล่ม/ผลิต สำนักพิมพ์ภูสายแดด <ipote2512@gmail.com> ภาพประกอบ เฉลิมพล พงศ์เจตพงค์ พิสูจน์อักษร พจน์ กริชไกรวรรณ อนุชาติ พวงสำลี พิมพ์ที่ บริษัท วี. พริ้นท์ (1991) จำกัด ขออุทิศถวายท่านอาจารย์พุทธทาสภิกษุ <figure> This is an open book, and the page contains a circular illustration. The illustration depicts a serene landscape with a central sunflower-like flower radiating light, surrounded by trees and several stylized human figures. There are two main female figures in the foreground, one on the left and one on the right, appearing to be engaged in a conversation or observing the scene. The overall style is reminiscent of traditional Thai art, characterized by its detailed line work and symbolic representation. </figure> # คำนำผู้จัดพิมพ์ ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล (Contemplative Education Center, Mahidol University) ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งขึ้นโดยมติของสภามหาวิทยาลัยเมื่อปลายปี 2549 โดยมุ่งหวังให้ศูนย์เป็นหน่วยงานวิชาการของมหาวิทยาลัย ที่ทำหน้าที่พัฒนากระบวนการเรียนรู้ด้านการพัฒนาจิตและปัญญาอย่างรอบด้าน เป็นวิทยาศาสตร์ เพื่อช่วยสร้างเสริมการพัฒนาบัณฑิตให้มีความเป็นมนุษย์ที่มีความสมบูรณ์และสามารถเชื่อมโยงสร้างสังคมที่สันติสุขและยั่งยืน ในการดำเนินงานของศูนย์นั้น ประกอบด้วย 4 แผนงานหลัก คือ แผนงานวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ แผนงานพัฒนาหลักสูตรและจัดการเรียนการสอน แผนงานฝึกอบรมและพัฒนากระบวนกร และแผนงานสื่อสารสาธารณะ ที่มาของหนังสือวิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา ของศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี นี้ เกิดจากแรงบันดาลใจในระหว่างการทำโครงการวิจัย "ธรรมชาติของสรรพสิ่ง" ซึ่งได้รับทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่ผ่านมาได้รับการจัดพิมพ์มาแล้วทั้งหมด 6 ครั้ง ในการจัดพิมพ์ครั้งที่ 1-5 เมื่อปี 2545 นั้น ดำเนินการ (4) วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา โดยมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ใช้ชื่อหนังสือว่าวิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา มีคุณวิวัฒน์ คติธรรมนิตย์ เป็นบรรณาธิการ ส่วนการจัดพิมพ์ครั้งที่ 6 เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2550 ใช้ชื่อหนังสือว่าวิถีมนุษย์ ในศตวรรษที่ 21 ศูนย์ หนึ่ง เก้า การจัดพิมพ์ครั้งที่ 6 นี้อยู่ภายใต้โครงการ หนังสือวิชาการจิตตปัญญาศึกษา ลำดับที่ 1 ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นความ ร่วมมือระหว่างศูนย์จิตตปัญญาศึกษาและสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา โดยมุ่ง ผลิตหนังสือแนวจิตตปัญญาศึกษาเพื่อขยายแนวความคิดดังกล่าวสู่วงกว้าง สำหรับในการจัดพิมพ์ใหม่ในครั้งที่ 7 นี้ ทางศูนย์ฯ ได้รับอนุญาตจาก ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ให้เป็นผู้ดำเนินการจัดพิมพ์ ในนามของศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ขอกราบ ขอบพระคุณศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ผู้ทรงคุณวุฒิสภา มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้กรุณามอบต้นฉบับหนังสือเล่มนี้เพื่อให้มีการจัด พิมพ์ใหม่อีกครั้ง ขอขอบคุณมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ในฐานะผู้ริเริ่มจัด พิมพ์หนังสือเล่มนี้ ขอบคุณอาจารย์ Santikaro Upasaka (อดีตพระสันติ- กโรภิกขุ) ที่กรุณาช่วยเขียนคำนำให้ ขอบคุณคุณวิวัฒน์ คติธรรมนิตย์ ที่ อำนวยความสะดวกในการค้นหาไฟล์ภาพประกอบเดิม และขอบคุณผู้ สร้างสรรค์ภาพประกอบอันงดงาม คือคุณเฉลิมพล พงศ์เจตพงศ์ หนังสือเล่ม ดังกล่าวนี้นับเป็นประทีบสองนำทางให้การศึกษาค้นคว้าด้านจิตตปัญญามี ความคมชัดและสมบูรณ์ขึ้นอย่างมาก ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา (5) # คำนำ สหัสวรรษใหม่เป็นยุคที่ธรรมชาติอาจจะตัดสินใจว่า สัตว์ที่เรียกว่า "มนุษย์" ควรจะสูญพันธุ์หรือไม่ก็มีวิวัฒนาการสูงยิ่งขึ้น ปัญหาวิกฤตทั้งหลายที่อ่านพบในหนังสือ หนังสือพิมพ์และวารสารต่างๆ หรือดูในโทรทัศน์ หรือสัมผัสด้วยชีวิต กาย ใจโดยตรงนั้นมีมากมาย และกำลังท้าทายมนุษย์ว่าจะสามารถต้อนรับ เผชิญหน้าและแก้ไขวิกฤตเหล่านั้นได้หรือไม่ เมื่อวิเคราะห์ให้ดีไม่ว่าโดยอาศัยแนวพุทธศาสนาหรือ แนววิทยาศาสตร์ จะพบว่าปัญหาวิกฤตทั้งหลายส่วนใหญ่สร้างขึ้นมาโดย ฝีมือมนุษย์เอง การท้าทายจึงสรุปได้ว่ามนุษย์พร้อมที่จะรับผิดชอบต่อ วิกฤตทั้งหลายที่พวกเรามีส่วนช่วยกันสร้างขึ้นมาหรือไม่ หากไม่ก็สมควร สูญพันธุ์ไป หากรับผิดชอบเป็นก็มีสิทธิ์ที่จะอยู่ต่อ และเข้าถึงความเป็น มนุษย์ในขั้นที่สูงขึ้นไป ยุคสมัยนี้ นับเป็นโอกาสอันดีที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ สำหรับส่วนที่ เป็นปัญหานั้นได้มีการพูดถึงในสื่อต่างๆ มากอยู่แล้ว ในที่นี้จึงขอกล่าวถึง เฉพาะส่วนที่เป็นทรัพยากรและศักยภาพในการแก้ไขปัญหา ดังนี้ ประการแรก แนวความคิดและการพัฒนาสังคมที่ยึดถือ "เหตุผล" เป็นหลักได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จนมีการยอมรับกันว่า ลำพังเหตุผลอย่าง (6) วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา เดียวแก้ไขปัญหาไม่ได้ เหตุผล (หรือที่บางคนสรุปว่า "สมอง") ต้องเชื่อมกับ "ความรู้สึก" (หัวใจ) หรืออาจกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่าวิทยาศาสตร์ต้องเชื่อม โยงกับศาสนา นี้เป็นจุดเชื่อมที่กระแสการพัฒนาอันสำคัญของมนุษย์ทั้ง 2 สาย คือวิทยาศาสตร์กับศาสนาจะกลับมาเป็นภาคีกันอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่า ในสังคมตะวันตก วิทยาศาสตร์กับศาสนาได้แยกจากกันเป็นเวลาห้าร้อยกว่าปี เมื่อพิจารณาตรงจุดนี้ จะเห็นได้ว่าพุทธศาสนามีศักยภาพที่จะช่วย ให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างกัน เนื่องจากเป็นศาสนาที่มีลักษณะที่เป็น วิทยาศาสตร์มากกว่าศาสนามอื่นๆ ประการที่สอง ขบวนการสตรีนิยมได้ชี้แจงให้มนุษย์เริ่มเข้าใจ ว่าการใช้อำนาจอย่างที่เคยเป็นมาดังเช่นอำนาจรัฐ (ทหาร) อำนาจทุน และ อำนาจเทคโนโลยี เป็นการใช้อำนาจที่ทำลาย ไม่สร้างสรรค์ คนโดยส่วน ใหญ่ไม่ว่าหญิงหรือชาย ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งรวบรวม อำนาจแล้วใช้อำนาจนั้นเพื่อผลประโยชน์เฉพาะตัว ย่อมเป็นการใช้อำนาจที่ ทำลายผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นสตรี เด็ก ชนกลุ่มน้อย ผู้ที่นับถือศาสนาอื่น หรือ แม้แต่สัตว์พืชและธรรมชาติชนิดอื่นๆ ที่มิใช่มนุษย์ วิธีคิดแบบ "อำนาจ เป็นใหญ่ในโลก" เป็นวิธีคิดที่เชื่อว่า กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีสิทธิที่จะหาประโยชน์ จากกลุ่มอื่นๆ โดยสถานเดียว แต่ทุกวันนี้เราจะเห็นว่าวิธีคิดแบบนี้ทำลาย ทั้งธรรมชาติและมนุษย์ ดังนั้น ขบวนการสตรีนิยมจึงเสนอว่าควรจะมี อำนาจหรือการใช้อำนาจอีกแบบหนึ่งที่เป็นไปเพื่อส่งเสริมช่วยเหลือผู้อื่น หรือฝ่ายอื่น ในขณะที่การใช้อำนาจแบบแรกตั้งอยู่บนฐานของความเห็นแก่ตัว อำนาจแบบที่สองกลับอาศัยความรัก (กรุณา) หรือความเป็นเพื่อน (เมตตา) เป็นหลัก ขณะนี้มนุษยชาติได้ก้าวหน้ามาถึงขั้นที่พอจะเข้าใจประเด็นนี้ได้ และเริ่มปรับเปลี่ยนมาสนใจอำนาจในแบบที่สองซึ่งมีแบบอย่างที่ดีที่สุดก็คือ แม่ แม่ที่เสียสละเพื่อลูก ซึ่งอาจหมายรวมถึงพระแม่ธรณีที่ให้กำเนิดสรรพ ชีวิต และรวมทั้งมนุษย์ด้วย วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา (7) ประการที่สาม ในยุคปัจจุบันได้เกิดแนวโน้มทางสังคมการเมืองที่สำคัญกระแสหนึ่ง คือกระแสประชาธิปไตย ซึ่งในอดีตถูกเบี่ยงเบนโดยอำนาจแบบแรก และถึงแม้ว่าในประเทศต่างๆ จะยังคงมีคนบางกลุ่มที่อาศัยระบอบประชาธิปไตยเพื่อประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม แต่กระแสประชาธิปไตยก็ได้เริ่มขยายตัวก้าวหน้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้แต่ในประเทศไทยซึ่งเดิมอยู่ใต้ระบบอำนาจนิยม แต่ในปัจจุบันได้เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหามากยิ่งขึ้น เมื่อผนวกกับกระแสสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปในสังคมโลกแล้ว นับเป็นพลังอีกทางหนึ่งที่ช่วยให้มนุษยชาติได้ร่วมมือกันเพื่อสร้างสรรค์ การสร้างสรรค์ที่เหมาะสม ยั่งยืน และพอเพียง ต้องอาศัยสติ (การรู้สึกตัว) ปัญญา (การเข้าใจในเนื้อแท้ของชีวิต) กรุณา (การรักที่ยอมช่วยผู้อื่น) และศีลธรรม (การดำรงชีวิตที่เป็นปกติ คือไม่เบียดเบียนใคร) การสร้างสรรค์อย่างถูกต้องแท้จริงย่อมจะเป็นการแก้ปัญหาอยู่ในตัวเอง วิธีคิดแบบเดิมมักมุ่งไปที่ตัวปัญหาและพยายามหาทางแก้ไขปัญหานั้น แต่ผลที่ได้มากลับเป็นการสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆ พระพุทธเจ้าได้ทรงชี้ให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหานั้นต้องแก้ที่สาเหตุ ถ้าเราพบว่าปัญหามีสาเหตุอยู่ที่ใด เราเอาของที่ถูกต้อง (เป็นธรรมชาติ) กว่า ดีกว่า นำไปแทนที่สาเหตุเหล่านั้น ปัญหาจะเปลี่ยนไปอยู่ในตัว หากไม่สามารถแก้ไขได้โดยสมบูรณ์ แต่อย่างน้อยก็เป็นการบรรเทาปัญหาเหล่านั้น ในสังคมไทยยุคปัจจุบันนั้น หากจะมีผู้คิดอ่านเสนอทางออกสำหรับศตวรรษนี้แล้ว ไม่อาจจะมีใครที่เหมาะสมไปกว่าหมอประเวศ วะสี โดยอาชีพ หมอประเวศเป็นนักวิทยาศาสตร์ และเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ใช้วิชาชีพทำประโยชน์แก่สังคมโดยส่วนรวม ไม่ใช่หาประโยชน์เข้าตัวหรือพรรคพวก นอกจากผลงานด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางแล้ว หมอประเวศยังมีประสบการณ์ในการแก้ปัญหาสังคมหลายๆ ด้าน อาทิ วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา (8) สาธารณสุข การศึกษา ระบบราชการ ตลอดจนการเมือง จากผลงานและประสบการณ์เช่นนี้ ทำให้หมอประเวศเป็นบุคคลสาธารณะ เป็นที่อ้างอิงของสื่อมวลชนทั้งหลายเป็นประจำ และนักการเมืองพยายามจะดึงท่านมาใช้ประโยชน์ แต่หมอประเวศก็ฉลาดเกินกว่าที่จะตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองเหล่านั้น ในอีกมิติหนึ่ง หมอประเวศเป็นผู้ที่สนใจธรรมะตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ ได้เคยศึกษาทดลองปฏิบัติธรรม ภายหลังเมื่อได้รู้จักผลงานของท่านอาจารย์พุทธทาสแห่งสวนโมกขพลาราม หมอประเวศจึงได้ศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง ทำให้หมอประเวศเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่สำคัญๆ ทั้งทางวิทยาศาสตร์ ทางสังคม และทางธรรมะ ซึ่งจำเป็นมากสำหรับยุคสมัยนี้ ที่แล้วมาคนที่มีวิธีคิดแบบแยกส่วนมักจะคิดแคบๆ ว่าทางโลกก็คือโลภิยะ ทางธรรมก็คือโลกุตระ ไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ท่านอาจารย์พุทธทาสได้พยายามที่จะทำลายวิธีคิดมักง่ายแบบนี้มาโดยตลอด หมอประเวศนับเป็นอีกคนหนึ่งที่เข้าใจจุดนี้และสามารถเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์สังคม และธรรมะเข้าด้วยกันได้ การที่นักคิดอย่างหมอประเวศเขียนหนังสือวิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา ขึ้นมาก็เพื่อจุดประกายให้กับคนไทย เฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นกลางผู้มีการศึกษา ที่แล้วมาชนชั้นกลางในสังคมไทยเป็นกลุ่มที่ไม่ใหญ่นัก แต่ในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ชนชั้นกลางเริ่มตระหนักว่าตนมีอำนาจอยู่ในมือที่จะมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมของประเทศชาติ ประกอบกับในปัจจุบันชนชั้นกลางเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญยิ่งในระบบเศรษฐกิจ ดังนั้น หากชนชั้นกลางตระหนักในบทบาทหน้าที่ของตน มีจิตใจที่บริสุทธิ์ ไม่เห็นแก่ตัว อนาคตของสังคมไทยก็จะรุ่งเรืองได้ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาวิธีคิดและความเป็นอยู่ของชนชั้นกลางยังไม่เหมาะกับบทบาทหน้าที่ตรงนี้ กล่าวคือ วิธีคิดเดิมมุ่งจะรับใช้โครงสร้างอำนาจไม่ว่าอำนาจรัฐหรืออำนาจทุน ทั้งนี้เพื่อการเอาตัวรอด จึงเป็นวิธีคิด วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา (9) ที่เล็ก ที่แคบ และเห็นแก่ตัว เพราะไม่คำนึงถึงคนส่วนใหญ่ที่ทุกวันนี้ยังยากจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรในชนบทและกรรมกรในเมือง หากชนชั้นกลาง ยังเลือกที่จะรับใช้โครงสร้างอำนาจ และมุ่งแสวงหาผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม เฉพาะตนแล้ว สังคมจะซ้ำรอยกับที่เป็นมา และจะยังอยู่ใต้อำนาจที่ไม่บริสุทธิ์ แต่หากชนชั้นกลางตระหนักรู้ มีจิตสำนึกใหม่ในบทบาทหน้าที่ พร้อมที่จะ เสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่ เพื่อธรรมชาติ และธรรมะ ชนชั้นกลางจะเป็นหัว เลี้ยวหัวต่อในการขับเคลื่อนสังคม จากอำนาจความเห็นแก่ตัวมาเป็นอำนาจ แห่งความรัก และอำนาจความรู้ที่ถูกต้อง (ที่เรียกว่าสติปัญญา) หมอประเวศเป็นนักปราชญ์ชนชั้นกลางคนหนึ่งที่เป็นแบบอย่างที่ดี มีความรู้ มีประสบการณ์ทั้งในด้านวิชาการ ด้านสังคม และมีชีวิตส่วนตัว เป็นแบบอย่างเพียงพอที่จะเสนอแนวคิดที่เป็นไปได้ให้กับคนส่วนใหญ่ ชีวิต ส่วนตัวของหมอประเวศนั้นอยู่แบบเสียสละ ไม่ได้อยู่อย่างฟุ่มเฟือย ไม่ได้ เบียดเบียนธรรมชาติหรือคนยากจน และได้ใช้เวลาเป็นอันมากเพื่อช่วย เหลือผู้อื่น เพราะฉะนั้นสิ่งที่หมอประเวศเสนอจึงมิได้เป็นเพียงแค่ทฤษฎี หรือความคิดลอยๆ หากแต่กลั่นมาจากประสบการณ์ชีวิตและจิตใจที่ เอื้อเฟื้อต่อผู้อื่น ถ้าหนังสือเล่มนี้แพร่หลายอยู่ในกลุ่มชนชั้นกลางและผู้ อ่านหนังสือทั้งหลาย (ซึ่งยังเป็นกลุ่มที่ไม่ใหญ่นักในสังคมไทย) แล้วผู้อ่าน นำข้อสังเกต การวิเคราะห์ และข้อเสนอในหนังสือเล่มนี้มาคิดใคร่ครวญ ตามหลักกาลามสูตรของพุทธศาสนา ซึ่งสรุปว่าอย่าเชื่อในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพราะเหตุผลภายนอก เช่น เพราะคนอื่นๆ เชื่อ หรือผู้เขียนเป็นคนน่าเชื่อ ถือ แต่ควรเชื่อเพราะตนเองได้ใคร่ครวญและพิสูจน์ด้วยตนเองว่าปลอดภัย ถูกต้อง เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ผู้อื่น และส่วนรวมเท่านั้น สิ่งที่เสนอใน เล่มนี้มาจากชีวิตที่ศึกษาใคร่ครวญ ทบทวนมาโดยตลอด ผู้อ่านจึงน่าจะทำ เช่นเดียวกัน และเมื่อทำเช่นนั้น บทบาทหน้าที่ของแต่ละคนก็จะชัดเจนขึ้น มาพร้อมๆ กับความรู้ จะมีจิตใจที่คิดถึงผู้อื่น คิดถึงส่วนรวมและธรรมชาติ และคิดถึงธรรมะ มีกำลังใจที่จะร่วมมือกันเพื่อสร้างสรรค์ และนี่คือมิติ วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา (10) ของอำนาจใหม่ อำนาจที่ชอบธรรม ที่ไหนที่มีการยึดอำนาจที่นั่นไม่มีความชอบธรรม แต่อำนาจที่เกิดขึ้นมาเองจากจิตใจที่บริสุทธิ์ เอื้อเฟื้อ มีความรู้ ความเสียสละ อำนาจนั้นชอบธรรม ปลอดภัยและเป็นสิ่งที่ยุคสมัยนี้ต้องการอย่างยิ่ง อาตมามีส่วนร่วมในหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่หมอประเวศปรารภว่าอยากเขียนหนังสือสักเล่มหนึ่ง สืบเนื่องจากโครงการวิจัย "ธรรมชาติของสรรพสิ่ง" ที่มีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์มาพบปะกันเป็นเวลาหนึ่งปีเพื่อแลกเปลี่ยนในเรื่องธรรมะกับวิทยาศาสตร์ ในกลุ่มนี้อาตมาเป็นพระรูปเดียว นอกนั้นเป็นเตือก-เตอร์ทั้งนั้น จากการพูดคุยทำให้ความคิดทางจิตวิญญาณของหมอประเวศชัดเจนและแรงกล้าขึ้น หมอประเวศจึงตั้งใจเขียนหนังสือเล่มนี้ และได้เล่าให้อาตมาฟังเป็นช่วงๆ เรามีการแลกเปลี่ยนกันในประเด็นต่างๆ อาตมานำเอาประสบการณ์ที่อยู่สวนโมกข์กับท่านอาจารย์พุทธทาสหลายปีมาเล่าให้หมอประเวศฟังบ้าง หรือบางครั้งก็เล่าประสบการณ์จากชีวิตฝรั่งในสหรัฐ-อเมริกา หรือเมื่อเดินทางไปไหนก็กลับมาแลกเปลี่ยนกับหมอประเวศเป็นประจำ ซึ่งหมอประเวศก็ทำเช่นเดียวกัน โดยนำเอาประสบการณ์ในวัยเด็ก วัยหนุ่ม วัยทำงาน และวัยอาวุโสมาเล่าให้ฟัง ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากการไปเยี่ยมชาวบ้านทั่วประเทศ ประสบการณ์ในการทำงานอันยุ่งยาก ไม่ว่างานด้านปฏิรูประบบสุขภาพ การศึกษาหรือระบบการเมือง จากการพูดคุยไม่ว่าในด้านประสบการณ์ วิธีคิด หรือในด้านความรู้ ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างคุ้นเคยกับเรื่องทางวิทยาศาสตร์ สังคม และศาสนา อาตมาภาพก็ได้ข้อคิดและความรู้และหวังว่าสิ่งที่อาตมาแบ่งปันทำให้หนังสือเล่มนี้ออกมาได้อย่างที่ผู้อ่านเห็นๆ อยู่ อาตมาจำได้ว่า ครั้งแรกที่พูดคุยกับหมอประเวศเป็นการส่วนตัวนั้น เราอยู่ที่ห้องไอซียูของโรงพยาบาลศิริราช เป็นช่วงเหตุการณ์ที่วิกฤตที่สุดในชีวิตอาตมา เมื่อมีหมอบางคนนำร่างกายของท่านอาจารย์พุทธทาสมาทำการ วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา (11) รักษาที่ศิริราชพยาบาล ช่วงนั้นมีเรื่องราวที่น่าอึดอัดใจอย่างมาก เราก็ต้อง อยู่ในเหตุการณ์นั้นเพื่อพยายามรักษาปณิธานของท่านอาจารย์พุทธทาสเท่า ที่จะทำได้ คืนหนึ่งหมอประเวศก็เข้ามา เราได้นั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนธรรมะ ในห้องที่ท่านอาจารย์พุทธทาสนอนโคม่าอยู่ การพูดคุยกับหมอประเวศช่วย ทำให้ความรู้สึกของอาตมาคลี่คลายไปได้ แล้วก็ได้เพื่อน ไม่ว่าในเหตุการณ์ เฉพาะหน้าหรือสำหรับชีวิตในภายหน้า หลังจากท่านอาจารย์พุทธทาสได้มรณภาพแล้ว อาตมากลับไปอยู่ สวนโมกข์ มีโอกาสได้พบปะกับหมอประเวศเป็นครั้งคราว เช่น เมื่อหมอ ประเวศไปสวนโมกข์ตามคำเชิญของอาจารย์โพธิ์ จันทสาโร (เจ้าอาวาส) ก็ได้ แลกเปลี่ยนกันเสมอ จนกระทั่งเมื่อปี 2540 หมอประเวศได้นิมนต์ให้อาตมา เข้าร่วมโครงการวิจัย "ธรรมชาติของสรรพสิ่ง" และในที่สุดก็มีส่วนช่วยพูด คุยจนเป็นหนังสือเล่มนี้ ในหนังสือเล่มนี้หมอประเวศได้พูดถึงหลักอิทัปปัจจยตาค่อนข้างมาก และ อธิบายได้ดี หลัก "อิทัปปัจจยตา" หมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น อาศัย อยู่ และเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัย ทุกอย่างก็เนื่องกันด้วยเหตุ ด้วยปัจจัย หลักนี้มีอยู่ในวิทยาศาสตร์ทุกแขนง นักวิทยาศาสตร์บางคน จะพูดถึง "การมีระบบตามธรรมชาติ (Orderliness)" คำนี้ในภาษาบาลีเรียกว่า "ธรรมนิยามตา" ซึ่งก็คืออิทัปปัจจยตานั่นเอง ถ้าพิจารณาดูดีๆ จะพบว่า หลักความจริงนี้มีอยู่ในตัวเองและทุกกระเบียดนิ้วของชีวิต แล้วเราจะไม่ สนใจมันได้อย่างไร ? การที่หมอประเวศเน้นเรื่องนี้นับว่าเป็นประโยชน์มาก เพราะคนยุค นี้แม้แต่ผู้ที่เรียนมาทางวิทยาศาสตร์ก็เรียนแบบท่องจำ แล้วเชื่อ ภาษา อังกฤษเรียกว่า Scientism คือเรียนวิทยาศาสตร์เป็นระบบความเชื่อ เชื่อ ตามที่วิทยาศาสตร์บอกว่าโลกกลม มีพันธุกรรม มีวิวัฒนาการอย่างนี้อย่าง นั้น เชื่อโดยไม่เข้าใจกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ไม่เข้าใจที่มาที่ไปของสิ่ง วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภาพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา (12) ที่วิทยาศาสตร์เสนอ ไม่เห็นข้อจำกัดและจุดอ่อนของวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ของคนจำนวนมากจึงเป็นไสยศาสตร์สมัยใหม่ เช่นเดียวกับที่คนส่วนใหญ่ ก็ยังนับถือพุทธศาสนา แม้ว่าจะเป็นระบบความเชื่อที่ตนเองยังเข้าใจน้อย ศึกษาปฏิบัติน้อย หลักอิทัปปัจจยตาเป็นหัวใจของพุทธศาสนาที่ท่านอาจารย์พุทธทาส ได้หยิบยกขึ้นมาและอธิบายในแง่มุมต่างๆ เพื่อให้คนไทยได้ใช้พุทธศาสนา อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เพื่อแก้ไขปัญหาในชีวิตจริง โดยเฉพาะปัญหาความ ทุกข์ ซึ่งรวมถึงปัญหาสังคมและโลก อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ก็ยังมีคนไทย จำนวนไม่น้อยที่ไม่เข้าใจอิทัปปัจจยตาและใช้ประโยชน์ไม่เป็น การที่หมอ ประเวศชี้แจงพร้อมกับยกตัวอย่างเชื่อมโยงกับปัญหาต่างๆ ของยุคสมัย รวม ถึงการเสนอทางออก จึงนับเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะหลักอิทัปปัจจยตา ใช้ได้กับคนร่วมสมัย แม้ว่าคนเหล่านั้นจะไม่ได้สนใจพุทธศาสนาก็ตาม อาตมาอยากขอร้องให้ผู้อ่านเข้าใจหลักอิทัปปัจจยตาตามที่ท่าน อาจารย์พุทธทาสได้เสนอมาโดยตลอด ซึ่งแม้แต่ชาวต่างประเทศที่มาศึกษา อยู่ที่สวนโมกข์ก็มีความประทับใจอย่างยิ่ง ท่านเสนอว่าธรรมะคือธรรมชาติ ธรรมชาติก็คือทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในจักรวาลนี้ หรือในจักรวาลอื่นๆ (ถ้า เชื่อตามที่นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มสอนว่ายังมีจักรวาลอื่นๆ เช่นเดียวกับที่ ชาวพุทธส่วนหนึ่งเชื่อว่ามีหลายภพ เช่น นรก สวรรค์ เป็นต้น) ไม่ว่า จักรวาลไหนมีอะไรเกิดขึ้น เปลี่ยนแปลง ดับไป สิ่งเหล่านั้นเป็นธรรมชาติ ทั้งนั้น จะเป็นเรื่องภายใน ภายนอก กาย ใจ สุข ทุกข์ อย่างไร ล้วนแต่ เป็นธรรมชาติทั้งนั้น แต่ละอย่างก็เป็นธรรมชาติ และโดยรวมก็เรียกว่า ธรรมชาติเช่นกัน ในภาษาบาลีเรียกว่าธรรมะ หรือธรรม ธรรมชาติทั้ง หลายเหล่านี้ไม่ว่าโดยส่วนย่อยหรือส่วนรวม จะแยกแยะอย่างไรก็ตาม ล้วน อยู่ภายใต้อำนาจของกฎธรรมชาติทั้งสิ้น ไม่มีอะไรที่ยกเว้นกฎธรรมชาติได้ สิ่งมีชีวิตก็ดี สิ่งไม่มีชีวิตก็ดี สัตว์ที่คิดนึกได้อย่างมนุษย์ หรือสัตว์ที่คิดนึก ไม่ค่อยเป็น อย่างเช่นตะกวด ต่างตกอยู่ใต้กฎนี้เช่นกัน มนุษย์ดี มนุษย์ วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา (13) เลวก็อยู่ภายใต้อำนาจกฎนี้ (ซึ่งมักเรียกว่ากฎแห่งกรรม) ชื่อที่เหมาะสมที่สุดสำหรับกฎนี้คือ "อิทัปปัจจยตา" ทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็โดยเหตุโดยปัจจัยเปลี่ยนก็เปลี่ยนเพราะเหตุปัจจัย เช่น เพราะมีเหตุปัจจัยใหม่บ้าง เหตุปัจจัยเก่าหายไปบ้าง หรือเหตุปัจจัยเปลี่ยนแปลงไปเองบ้าง การที่สิ่งทั้งหลายดับลงหรือหายไปก็เพราะว่าไม่มีเหตุปัจจัยหล่อเลี้ยง มันก็เลยอยู่ไม่ได้ กฎนี้เป็นกฎใหญ่ที่สุด ครอบคลุมเรื่องทั้งหมดจนมีฐานะเหมือนพระเจ้าในศาสนาอื่นๆ กฎนี้จึงอาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าธรรมะ เมื่อธรรมชาติทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปโดยอำนาจกฎนี้ สิ่งทั้งหลายจึงมีหน้าที่ตามกฎธรรมชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นก็เพราะมีเหตุปัจจัย และตามเหตุปัจจัยเหล่านั้นก็มีบทบาทที่จะต้องแสดงออกมา บทบาทของเม็ดฝน บทบาทของเชื้อรา ปลาฉลาม จนกระทั่งสิ่งและมนุษย์ล้วนกำหนดขึ้นมาโดยเหตุปัจจัยกล่าวโดยเฉพาะสำหรับมนุษย์ ซึ่งเป็นสัตว์ที่สามารถตระหนักรู้และเข้าถึงธรรมชาตินี้ได้ถึงที่สุด เรามีหน้าที่อันใหญ่หลวงยิ่งกว่าสัตว์อื่นๆ หน้าที่นั้นคือไม่ใช่แค่ปล่อยให้เป็นไปตามกฎธรรมชาติเหมือนอย่างหินหรือเครื่องยนต์ที่รู้สึกนึกคิดอะไรไม่ได้ แต่เป็นไปอย่างตระหนักรู้ และเลือกที่จะรับใช้กลมกลืนกับกฎธรรมชาติหรือธรรมชาติทั้งหมด ตรงนี้เองที่เป็นปัญหาใหญ่หลวงของมนุษย์ เรามีการนึกคิดที่สามารถสร้างความเห็นแก่ตัวได้ เราจึงเห็นแก่ตัวชนิดที่สัตว์ทำไม่เป็น เราจึงสร้างวิกฤตขึ้นมาชนิดที่สัตว์ทำไม่เป็น เพราะว่าเราสามารถคิดและรู้สึกตามความคิดที่เรียกว่ากิเลส ที่จริงกิเลสก็คือความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวที่จะได้ ที่จะทำลาย หรือมัวเมาเพื่อไม่รู้ความจริง ซึ่งทุกวันนี้มีมนุษย์จำนวนมากพร้อมที่จะไม่รู้ พร้อมที่จะโง่ พร้อมที่จะมัวเมากับเหล้า ยาเสพติด วงการบันเทิงที่ไร้คุณธรรม หรือแม้แต่การฉ้อราษฎร์บังหลวงแบบนักการเมืองสกปรก เป็นต้น มนุษย์มีศักยภาพที่จะคิด รู้สึก จินตนาการ ฝันและกระทำตามสติปัญญาของเรา ศักยภาพนี้ถ้าไม่ระวังก็จะถูกใช้ในแง่ที่เห็นแก่ตัวทำลายทั้งชีวิต (14) วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภูมิปัญญาแห่งการพัฒนา จิตวิญญาณตนเองและผู้อื่น แต่ศักยภาพเดียวกันนี้เองสามารถพัฒนาไปใช้ ในการที่จะเข้าใจธรรมชาติ กฎธรรมชาติ และเห็นบทบาทหน้าที่ของตนเอง ว่าตนเองมีฐานะอย่างไร มีความรู้อย่างไร มีอาชีพอย่างไร มีเพื่อนฝูงพี่น้อง อย่างไร ถ้าสังเกตสภาพที่เป็นจริงของชีวิต แต่ละคนสามารถค้นพบหน้าที่ และความหมายของชีวิตตนเองได้ และสมัครใจที่จะกระทำตามหน้าที่นั้น ตรงนี้เป็นศักยภาพที่จะนำเราออกจากปัญหาทั้งหลาย ไม่ว่าความทุกข์ส่วนตัว หรือวิกฤตส่วนรวม หน้าที่ตรงนี้ก็คือธรรมะ การทำหน้าที่นั้นเรียกว่าการปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านอาจารย์ พุทธทาสมัยมากที่สุด ให้มนุษย์สมัยนี้เข้าใจ ถ้าทำหน้าที่เหมาะสมถูกต้อง ตามธรรมชาติ กลมกลืนกับกฎธรรมชาติแล้ว ผลที่จะตามมาคือความสุข ชีวิตจะไม่เครียด ไม่คับแคบ ชีวิตจะเต็มไปด้วยความรัก ด้วยความอิ่มเอิบ ของผู้ที่มีคุณธรรม และมั่นใจว่าชีวิตที่เกิดขึ้นมานี้มีคุณค่า และพัฒนาตาม คุณค่านั้น ตรงนี้ก็แปลว่าธรรมะเหมือนกัน การที่หมอประเวศนำเอาหลักอิทัปปัจจัยตามมาเชื่อมโยงกับวิทยา- ศาสตร์และปัญหาสังคม แล้วเสนอทางออกจากปัญหาด้วย น่าจะช่วยให้ คนยุคนี้ตระหนักในความสำคัญของหลักอิทัปปัจจัยตา แล้วใช้ชีวิธีการทั้ง ทางวิทยาศาสตร์และศาสนาพร้อมๆ กันไป เพื่อให้เข้าถึงกฎธรรมชาติและ ค้นพบหน้าที่ตามธรรมชาติของตน และมีความสุขชนิดที่ไม่ต้องเสียเงินแม้ เพียงบาทเดียว สิ่งที่ขัดแย้งกับการทำหน้าที่นั้นก็คือความเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ ตัวมิได้เพราะว่าเราทั้งหลายคิดว่ามีตัวเราที่เป็นเราจริงๆ เรานึกภาพตอนที่ เราเป็นเด็ก เป็นวัยรุ่น เป็นหนุ่มสาว บางทีเราจินตนาการไปว่าในอีกห้าปี สิบปีเราจะเป็นอย่างไร บางคนฝันถึงชาติหน้าก็มี วิธีคิดว่ามีตัวเราอย่างนี้ ที่เคยมีในอดีตและจะมีต่อไปเป็นฐานที่ตั้งแห่งการเห็นแก่ตัว ถ้าเรายึดว่า มีตัวเรา มีอะไรๆ ที่เป็นของเราไว้อย่างมงาย ก็จะเกิดความเห็นแก่ตัวทันที ศาสนาทั้งหลายมีอยู่เพื่อควบคุมความรู้สึกนี้ แม้ยังรู้สึกว่ามีตัวอยู่ แต่จะ วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา (15) ควบคุมให้เป็นตัวที่ดี ไม่ทำร้ายใคร รักผู้อื่น และมีคุณธรรม ในพุทธศาสนา เสนอว่ามีอีกวิธีหนึ่งที่นอกเหนือจากการควบคุม ความรู้สึกว่ามีตัวเรา มีของเราแล้ว ยังมีวิธีที่จะศึกษาความรู้สึกนี้ให้เห็นว่า เป็นเพียงความรู้สึกที่สำนึกผิด เข้าใจผิด พระพุทธเจ้าได้ประยุกต์หลักอิทัป- ปัจจยตากับปัญหานี้ พระองค์ทรงใช้เวลาหลายปีศึกษาเรื่องความรู้สึกว่ามี ตัวเราที่ขยายเป็นความเห็นแก่ตัวและเป็นทุกข์ และเมื่อบรรลุจุดนี้ในที่สุดก็ บรรลุเป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเล่าถึงประสบการณ์ใต้ต้นโพธิ์ว่า พระองค์ได้ศึกษาสิ่งที่ท่าน เรียกกว่า "ปฏิจฺจสมฺปาท" ความหมายของปฏิจฺจสมฺปบาทใกล้เคียงกับความ หมายของอิทัปปัจจยตา ปฏิจฺจสมฺปบาทแปลว่าอาศัยการจึงเกิดขึ้นพร้อม คำว่า "อาศัยการ" นั้นหมายถึงอาศัยเหตุปัจจัยนั้นเอง และเหตุปัจจัยต่างๆ ที่ พระพุทธเจ้าชี้แจงในหลักปฏิจฺจสมฺปบาทนี้ก็อาศัยซึ่งกันและกันด้วย ส่วน คำว่า "เกิดขึ้นพร้อม" พอจะมองได้ในสองแง่ แง่แรก เมื่อเหตุปัจจัยเหล่า นี้อาศัยกันและกันจนเกิดขึ้นพร้อมไปหมด ปฏิจฺจสมฺปบาทก็เป็นอันว่าก่อ ตัวได้สมบูรณ์แล้ว และความหมายที่สองของคำว่า "เกิดขึ้นพร้อม" หรือ สมฺปบาทนั้น หมายความว่าเมื่อเหตุปัจจัยเหล่านั้นพร้อมเพรียงแล้วก็มีทุกข์ เมื่อเหตุปัจจัยเหล่านี้เกิดขึ้นมามันสร้างสิ่งที่ทำให้มนุษย์เป็นทุกข์ หลัก ปฏิจฺจสมฺปบาทจึงนับได้ว่าเป็นหลักวิทยาศาสตร์ทางจิตใจซึ่งชี้แจงโดย ละเอียดที่สุดว่า มนุษย์จะทำให้ตัวเองเกิดเป็นทุกข์ได้อย่างไร ในหลักปฏิจฺจสมฺปบาท พระพุทธเจ้าทรงค้นพบว่าความเห็นแก่ตัว เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เราเป็นทุกข์ คือมีปัญหามากมายที่เป็นกันอยู่ ตลอดเวลา ไม่ค่อยรู้จักคลี่คลาย และทรงพบว่าความเห็นแก่ตัวเกิดขึ้นอย่างไร เกิดขึ้นเพราะว่ายืดมั่นว่ามีตัว มนุษย์เราจะมีความรู้สึกอย่างหนักแน่นว่าตัว เรามีอยู่ พอรู้สึกอย่างนี้ก็จะคิดตามความรู้สึกนี้ทุกทิศทาง ซึ่งทำให้ตัวเอง กลายเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่าง จากนั้นความเห็นแก่ตัวก็ตามมา ไม่ ว่าจะเป็นความเห็นแก่ตัวในด้านที่จะเอา ที่จะขโมย ที่จะยึดเป็นทรัพย์ วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา (16) สมบัติแย่งชิงจากคนอื่น หรือเป็นความเห็นแก่ตัวที่จะไม่เอา จะปฏิเสธ จะทำลาย จะโมโห หรือในที่สุด ความเห็นแก่ตัวที่จะมัวเมาอยู่กับความไม่รู้ไม่ชี้ ความสับสน กังวล เครียด ดังที่คนในยุคสารสนเทศประสบกันอยู่ในทุกวันนี้ ความเห็นแก่ตัวและการมีตัวตนมาจากไหน หมอประเวศได้เล่าถึงสาเหตุที่ละเอียดลงไป เช่น ความอยากที่โง่เขลา หรือความอยากที่ขาดความรู้และขาดปัญญา ซึ่งในที่สุดสาเหตุที่ละเอียดละออและเป็นพื้นฐานที่สุดคืออวิชชา ความไม่รู้ สิ่งเหล่านี้พระพุทธเจ้าก็ดี หรือหนังสือเล่มนี้ก็ดี พยายามที่จะชี้แจงเพื่อเพื่อนมนุษย์จะเปลี่ยนจากการมีชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจความไม่รู้ มากมายเป็นความรู้ที่ถูกต้องตรงกับธรรมชาติที่เป็นจริงไม่ใช่เพียงสมมติเอา หรือโฆษณาชวนเชื่อ แต่เป็นความรู้ที่ตรงกับความจริงซึ่งเรียกว่าสติปัญญา เมื่อพูดถึงปัญหา ความทุกข์ ความเห็นแก่ตัว ความรู้สึกว่ามีตัวมีตนที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเรียกว่า "ตัวกูของกู" นั้น หลักสำคัญที่สุดของพระพุทธเจ้าก็คือหลักอนัตตา ซึ่งหมายความว่ามิใช่ตัวตนถ้าผู้อ่านศึกษาหลักอิทัปปัจจยตาก็ดี หรือหลักปฏิจจสมุปบาทก็ดี และศึกษาภายในชีวิตของตนเองอย่างละเอียดเท่าที่จะทำได้ ผู้อ่านจะเข้าใจว่าความรู้สึกมีตัวเรา ของเรา มาจากไหน เกิดขึ้นอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร สร้างปัญหาอย่างไร มีเสน่ห์อย่างไร และมีโทษอย่างไร ถ้าเห็นตรงนี้ชัดเจนแล้วจะเข้าใจว่าสิ่งนี้เป็นเพียงความรู้สึกและข้อคิดที่หาตัวจริงของมันไม่ได้ ตรงนี้ก็เรียกว่าอนัตตา ชีวิตมีจริง กายมีจริง ใจก็มีจริง ความรู้สึกต่างๆ สุข ทุกข์ มีจริง ความคิดความเชื่อก็มีจริง แต่สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดทั้งปวง แม้ว่าจะจริงในตัวของมันเอง แต่เป็นความจริงที่ไม่ถาวร เปลี่ยนแปลงแปรสภาพตามเหตุปัจจัย จึงจะยึดเอาเป็น "ตัวกูของกู" ไม่ได้ ตรงนี้หลักอิทัปปัจจยตาหรือหลักปฏิจจสมุปบาทนำมาซึ่งความเข้าใจในเรื่องอนัตตา ซึ่งเป็นวิธีการที่เฉียบแหลมที่สุดของพระพุทธศาสนาในการที่จะแก้ไขปัญหาการยึดมั่นถือมั่นในตัวตน เพราะหากเข้าใจตัวตนนั้น แท้ที่จริงไม่ใช่ตัวของใคร ถ้ายกให้เป็นของธรรมชาติ ของธรรมะ ก็หมดปัญหา กล่าวคือ ทำให้ วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สุภพฏมิใหม่แห่งการพัฒนา (17) # หมดความเห็นแก่ตัวและหมดความทุกข์ ในหนังสือเล่มนี้ หมอประเวศได้แนะนำหลักเหล่านี้ให้ผู้อ่านได้คุ้นเคยกับเรื่องที่สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา แม้จะเป็นเรื่องที่เข้าใจยากสำหรับบางคน แต่เป็นเรื่องที่คุ้มค่าที่จะศึกษา อาตมาเองได้ศึกษาเรื่องนี้ตั้งแต่แรกบวช ปัจจุบันก็ยังศึกษาอยู่ และกำลังเผยแพร่หลักนี้ในสหรัฐอเมริกา หวังว่าท่านผู้อ่านจะกล้าศึกษาเช่นเดียวกัน ซึ่งรวมถึงการปฏิบัติภายในด้วย แม้การศึกษาปฏิจจะสมฺปบาทจะมีแนวการตีความที่แตกต่างกันอยู่บ้าง แนบที่อาจารย์พุทธทาสเสนอ ซึ่งเป็นแนวที่อาตมาศึกษาและหมอประเวศเขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้ เป็นแนวที่ทนต่อการพิสูจน์ของวิทยาศาสตร์สมัยนี้ได้ และเข้ากับการวิจัยทางจิตวิทยาและประสาทวิทยาในปัจจุบัน จึงขอแนะนำให้ใส่ใจเรื่องนี้ให้มากที่สุด ## ถ้าท่านทั้งหลายอยากจะมีโลกที่เต็มไปด้วยความรัก เราก็ต้องสละความเห็น แก่ตัว ถ้าท่านทั้งหลายอยากจะมีครอบครัวที่อบอุ่นปลอดภัย พูดกันรู้เรื่องสมาชิกครอบครัวนั้นก็ต้องสละความเห็นแก่ตัว หรืออย่างน้อยควบคุมให้ได้ถ้าท่านทั้งหลายอยากจะมีรัฐบาล ระบบราชการ และประเทศชาติที่ดี ทุกฝ่ายรวมทั้งข้าราชการ นักการเมือง และพลเมือง ก็ต้องสละความเห็นแก่ตัว ถ้าท่านทั้งหลายอยากจะเข้าถึงสิ่งที่ทางวิทยาศาสตร์เรียกว่าความจริง ก็ต้องสละความเห็นแก่ตัว เพราะผู้ที่ศึกษาและวิจัยโดยจิตที่ละโมบและเห็นแก่ตัวจะเข้าถึงความจริงไม่ได้ และในที่สุดถ้าท่านผู้อ่านอยากจะเข้าถึงสิ่งสูงสุดที่อาจจะเรียกว่าบรมธรรมหรือพระนิพพาน คือความสงบสุขเยื้อกเย็นที่วัดปริมาณไม่ได้ ก็ต้องสละความเห็นแก่ตัวออกไปให้ถึงที่สุด เมื่อหมดสิ้นความเห็นแก่ตัวแล้ว จะเหลือแต่จิตใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความเป็นมนุษย์ ด้วยความรัก ความกรุณา เอื้อเฟื้อต่อสรรพสิ่งทั้งหลายเฉลียวฉลาดในเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นเฉพาะหน้า มีความสุขภายใน ปราศจากความตึงเครียด สุขภาพที่ดีก็ตามมา และเป็นชีวิตที่เรียกว่าเบิกบาน แม้ว่า (18) วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่กพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา เราจะยังทำให้ถึงที่สุดไม่ได้ แต่หากพวกเราอุตสาหะพยายามทำเท่าที่จะทำได้ โลกมนุษย์ก็สามารถขยับตัว และโอกาสที่จะไม่สูญพันธุ์ก็เพิ่มขึ้น บัดนี้ ชะตากรรมของมนุษย์อยู่ในมือของเราทั้งหลาย ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกก้าวไปในทางใด ทางเห็นแก่ตัว หรือทางแห่งสันติภาพ รักตัวเอง ญาติมิตร และรักมนุษยชาติ ทนทางแห่งความก้าวหน้านั้นชัดเจนอยู่แล้ว หวังว่าการอ่านหนังสือเล่มนี้จะช่วยให้ท่านเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น และมีแรงบันดาลใจที่จะเดินไปซึ่งหนทางนั้น ขอขอบคุณหมอประเวศที่พยายามอย่างเต็มที่ที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ไม่ให้สูญพันธุ์ในสหัสวรรษใหม่ที่ได้มาถึงแล้ว สันติกโรภิกขุ พฤษภาคม 2545 วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา (19) # สารบัญ * คำนำผู้จัดพิมพ์ (4) * คำนำ (6) * เกี่ยวกับผู้เขียน (22) ## ตอนที่ 1 อุดมการณ์แห่งศตวรรษที่ 21 (1) * 1 ศตวรรษใหม่ ชีวิตใหม่ โลกใหม่ (3) * 2 มนุษย์ทั้งโลกพ้นทุกข์ร่วมกันได้ (9) * 3 โลกาภิวัตน์แบบด้อยพัฒนา (Uncivilized Globalization) (15) * 4 โลกาภิวัตน์แบบศรีอาริยะ (Civilized Globalization) (21) * 5 ตัวอย่างระบบที่ดีที่สุด (27) * 6 ภาวะใหม่ (31) * 7 ภูมิ 4 (จตุรภูมิ) (37) * 8 จิตสำนึกใหม่ (New Consciousness) (43) ## ตอนที่ 2 ชุมทรัพย์ในตน (49) * 9 ชุมทรัพย์ในตน การรู้เห็นธรรมชาติตามความเป็นจริง (51) * 10 เครื่องทำให้รู้เห็นธรรมชาติตามความเป็นจริง (57) * 11 อิทัปปัจจยตา (65) * 12 การรู้ตัวเอง (77) * 13 การฝึกให้รู้ตัวเอง (การเจริญสติ) (85) * 14 การเข้าถึงสิ่งสูงสุด พัฒนาการทางจิตวิญญาณ (93) * 15 ปฏิจจสมุปบาท (การถอดวงจรความทุกข์) (101) (20) วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา ตอนที่ 3 ระบบการอยู่ร่วมกันในอนาคต 111 16 ระบบการอยู่ร่วมกันในอนาคต 113 ตอนที่ 4 พหุบทแห่งพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 125 17 พหุบทแห่งพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 127 1. ประสบการณ์ธรรมชาติกับการพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 129 2. ความงามกับพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 131 3. การเรียนรู้และความรู้กับพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 135 4. การทำงานกับพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 138 5. การออกกำลังกายกับพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 142 6. การสร้างความเป็นชุมชนกับพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 145 7. การเจริญเมตตา กับพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 148 8. การเสียสละเพื่อส่วนรวมกับพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 152 9. การเจริญกรรมฐาน (Meditation) กับพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 155 10. อารมณ์ทางเพศ ความรัก และการแต่งงาน กับพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 158 11. การเลี้ยงดูลูกกับพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 161 12. ความแก่ ความเจ็บ และความตาย กับพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 165 ตอนที่ 5 การปฏิวัติทางจิตวิญญาณและบทเพลงแห่งชีวิต 171 18 การปฏิวัติทางจิตวิญญาณ การเปลี่ยนตัวตั้งแห่งการพัฒนาในศตวรรษที่ 21 173 19 บทเพลงแห่งชีวิต 179 วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา (21) # เกี่ยวกับผู้เขียน  ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี เกิดและเติบโตที่จังหวัดกาญจนบุรี สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนประจำจังหวัดกาญจนบุรี มัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ระดับปริญญาตรี คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับพระราชทานทุน "อานันทมหิดล" ไปศึกษาระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยโคโลราโด ประเทศสหรัฐอเมริกา และสาขามนุษยพันธุศาสตร์ มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี เป็นนักวิชาการที่มีผลงานเกียรติยศมากมาย ที่สำคัญคือได้รับรางวัลแมกไซไซ่ สาขาบริการรัฐในปี 2524 รางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นปี 2526 บุคคลดีเด่นของชาติ สาขาการแพทย์ได้รับรางวัลเหรียญดุษฎีมาลาเซ็มศิลปวิทยาปี 2528 นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ปี 2533 ได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติ "Tobacco and Health" ของ WHO ในปี 2533 และรางวัลบุคคลที่มีผลงานดีเด่นด้านการวิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษา (Comenius Medal Awarded, UNESCO) ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษาศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล (22) วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา ตอนที่ 1 อุดมการณ์แห่งศตวรรษที่ 21 # 1 ศตวรรษใหม่ ชีวิตใหม่ โลกใหม่  3 ปีคริสต์ศักราช 2001 นับเป็นศตวรรษใหม่ สหัสวรรษใหม่ตามคติชาวโลก นับเป็นนิมิตใหม่ ในช่วงเวลาเปลี่ยนใหญ่เช่นนี้ มนุษยชาติน่าจะคิดถึงเรื่องใหญ่ๆ การที่จะคิดเรื่องใหญ่ได้มนุษย์ต้องมีจินตนาการใหม่ ซึ่งเป็นจินตนาการใหญ่ จินตนาการใหม่ซึ่งเป็นจินตนาการใหญ่จะพามนุษย์ไปได้ไกลที่สุด ไม่ใช่ความรู้ ข้อนี้อาจฟังดูขัดหู เพราะเราเคยชินกับการใช้ความรู้ แต่ความรู้มีข้อจำกัด เช่น สมัยกรุงสุโขทัย ถ้าใช้ความรู้จะไม่มีใครเชื่อว่าวันหนึ่งมนุษย์จะบินเหนือเมฆได้ สามารถได้ยินทางไกล-โทรศัพท์ หรือเห็นทางไกล-โทรทัศน์ได้ เพราะความรู้ที่มีขณะนั้นบอกว่าทำไม่ได้ ความรู้เท่าที่รู้มีข้อจำกัดจะทำให้คิดว่าทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่ได้ จินตนาการต้องมาก่อนความรู้ จินตนาการไม่มีข้อจำกัด มนุษย์สามารถมีจินตนาการให้ไกลสุดๆ เท่าใดก็ได้ จินตนาการจะเป็นพลังดึงให้เกิดความรู้ที่จะทำให้ได้ เจ้าชายสิทธัตถะทรงมีจินตนาการใหญ่มาก แต่ไม่ทรงมีความรู้ว่าทำอย่างไร คือทรงมีจินตนาการว่า "มนุษย์พ้นทุกข์ได้" ซึ่งเป็นจินตนาการที่ใหญ่มากอย่างเหลือเชื่อ เพราะมนุษย์ก็มีความทุกข์เป็นธรรมดา จะพ้น วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 4 ทุกข์ได้อย่างไร แต่การที่ไปทรงลองผิดลองถูก เช่น ทรมานพระองค์ อัน มิใช่ทาง ก่อนจะทรงคับพบมัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง แสดงว่า ขณะนั้นไม่ทรงมีความรู้ว่าทำอย่างไรจึงจะพ้นทุกข์ได้ แต่จินตนาการใหญ่ก็ ทำให้เกิดความเพียรใหญ่ที่จะแสวงหาความรู้มาทำให้ได้ จินตนาการนำมา ก่อนความรู้ อัลเบิร์ต ไอบน์สไตน์ กล่าวว่า "จินตนาการสำคัญกว่าความรู้" (Imagi- nation is more important than knowledge.) ฉะนั้น อย่าได้รังเกียจ จินตนาการ ในศตวรรษใหม่ถ้าต้องการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มนุษย์ต้องมี จินตนาการใหม่และต้องไม่ใช่จินตนาการเล็ก แต่เป็นจินตนาการใหญ่ ทำไมต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะภาวะเก่าของมนุษย์และของโลกโทรมเต็มทีแล้ว อะไรที่โทรเต็มที แปลว่าภาวะเก่ากำลังจะสิ้นสุด และเกิดภาวะใหม่ ภวะก็คือภพ เมื่อภพเก่าสิ้นสุด ภพใหม่ก็เกิดขึ้น ทำไมจึงว่าภาวะของมนุษย์และของโลกโทรมเต็มทีแล้วทั้งๆ ที่ มนุษย์มีความทันสมัยมากขึ้นๆ มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อันนำไปสู่การสร้างสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆ มากมาย นั่นคือการมองแบบแยกส่วน ถ้ามองภาพรวมจะเห็นความป่วยหรือความโทรมจนเกิดวิกฤต 3 อย่างใหญ่ๆ หรือวิกฤตการณ์ทั้ง 3 ดังนี้ คือ หนึ่ง โลกวิกฤต โลกคือดาวนพเคราะห์ดวงนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสุริยจักรวาล มีอายุ ประมาณ 4,500 ล้านปี สิ่งมีชีวิตเริ่มเกิดขึ้นเมื่อ 3,500 ล้านปี มีวิวัฒนาการ มาจนมีสรรพชีวิตอันหลากหลายนานาพันธุ์ ตั้งแต่จุลชีพ พืช สัตว์ อัน สัมพันธ์อยู่กับดิน น้ำ อากาศ บรรยากาศรอบโลก ความร้อนหนาว อัน รวมเรียกว่าธรรมชาติ ธรรมชาติเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เพราะให้กำเนิดแก่สรรพ สิ่งทั้งหลาย รวมทั้งมนุษย์ด้วย ธรรมชาติก็คือแม่ จึงบางครั้งเรียกกันว่า "พระ แม่ธรรมชาติ" (Mother Nature) แต่ขณะนี้มนุษย์กำลังฆ่าแม่ของตัวเอง ตอนที่ 1 อุดมการณ์แห่งศตวรรษที่ 21 5 ป่าไม้กำลังหมดไป โลกกำลังเป็นทะเลทรายมากขึ้น หน้าดินกัดกร่อน พืช และสัตว์ถูกทำให้สูญพันธุ์อย่างรวดเร็ว ต้นน้ำลำธารกำลังหมดไป อากาศ เป็นพิษมากขึ้น น้ำเป็นพิษมากขึ้น ดินเป็นพิษมากขึ้น ชั้นบรรยากาศกำลัง เปลี่ยนเพราะแก๊สที่เกิดจากการอุตสาหกรรมไปทำลายชั้นโอโซน และไป ทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกซึ่งทำให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น น้ำแข็งขั้ว โลกละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เกิดน้ำท่วมใหญ่ เกิดลมพายุและแผ่นดิน ไหวมากขึ้นๆ เป็นต้น เหล่านี้คือวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมหรือวิกฤตการณ์ ธรรมชาติ ซึ่งบางคนถึงกับเชื่อว่า ธรรมชาติของโลกกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว หรือกำลังจะตาย เมื่อธรรมชาติซึ่งเป็นแม่ของมนุษย์ที่อยู่ในครรภ์ของ ธรรมชาติป่วยหรือกำลังจะตาย มนุษย์ก็ต้องป่วยหรือตายด้วย ธรรมชาติป่วย เพราะมนุษย์มีจำนวนมากขึ้นและมีพฤติกรรมใน การเสพมากเกิดที่เรียกว่าบริโภคนิยม วัตถุนิยมสุดโต่ง มนุษย์มีจำนวนมาก และบริโภคได้มากเพราะ "ความสำเร็จ" ของการพัฒนา จึงต้องระวังว่า อะไรที่เรียกว่าความก้าวหน้าหรือความสำเร็จนั้นอาจกลายเป็นปัญหาได้ ข้อ นี้ควรตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับคำว่า "ทันสมัย" ที่กล่าวข้างต้น ## สอง วิกฤตทางสังคม มนุษย์มีมากเกิน มีความแออัดยัดเยียด แต่มีความเป็นตัวใครตัว มันมากขึ้น ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยและระหว่างประเทศที่จนกับ ประเทศที่รวยถ่างกว้างออกทุกทีๆ ด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างที่กำลังทำ อยู่ ครอบครัวขาดความเป็นปึกแผ่น ความเป็นชุมชนแตกสลาย อาชญากรรม และความรุนแรงต่างๆ มากขึ้น มีปัญหายาเสพติดและปัญหาโรคเอดส์ อย่างหยุดยั้งไม่ได้ เป็นความแตกสลายทางสังคม (Social disintegration) มีความวิตกกังวลว่าคนรุ่นใหม่ต่อๆ ไปจะอยู่ร่วมกันอย่างในในสภาวะ สังคมวิกฤตเช่นนี้ และโลกที่เชื่อมโยงกันด้วยข้อมูล การค้า และการเงินถึงกันหมด 6 วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา ทั้งโลก กลายเป็นโลกที่ซับซ้อน หมุนเร็ว เกิดสภาพโกลาหล (chaos) ได้ง่าย เช่น เศรษฐกิจของประเทศใดประเทศหนึ่งจะพังคืนในชั่วพริบตาเดียว เป็นสังคมที่ขาดเสถียรภาพ สังคมที่เปลี่ยนแปลงเร็วอย่างนี้ ระบบประสาทของมนุษย์ทนไม่ไหว จึงไปทำให้ตัวมนุษย์เองวิกฤต (human crisis) **สาม วิกฤตที่ตัวมนุษย์เอง** ปัญหาใหญ่ของมนุษย์ทั่วโลกคือความเครียด ยาที่ขายดีที่สุดในโลก 3 อย่างล้วนเกี่ยวกับความเครียดทั้งสิ้น คือยากล่อมประสาท ยาลดความดันโลหิต และยารักษาแผลในกระเพาะอาหาร มนุษย์ถูกเร่งให้เร็วขึ้นๆ เหมือนหนูที่วิ่งอยู่บนสายพานที่หมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ หรือสุนัขที่หลุดขึ้นไปอยู่บนทางด่วนแล้วหาทางลงไม่ได้ มันจะต้องวิ่งจนขาดใจตาย เมื่อเครียดมากก็มีพฤติกรรมเบี่ยงเบน เช่น ติดยาเสพติด ฆ่าตัวเองตาย ฆ่าคนอื่นตาย และก่อความรุนแรงชนิดต่างๆ เหนื่อย หมดแรง ท้อแท้ รู้สึกว่าหมดหวัง ไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไรต่อไป วิกฤตการณ์จึงมีทั้งที่ตัวโลกหรือธรรมชาติทั้งหมด ที่สังคมหรือการอยู่รวมกัน และที่ตัวมนุษย์เอง จึงกล่าวว่าภาวะเก่าของมนุษย์และของโลกโทรมเต็มทีแล้ว มนุษย์จะไปได้อย่างไรในภาวะเดิม การพัฒนาแบบทุนนิยมที่ทำมาก็นานพอสมควรแล้ว ไม่ปรากฏว่าแก้วิกฤตการณ์ทั้ง 3 ได้ หรือเป็นตัวก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทั้ง 3 จะปฏิเสธทุนนิยมอย่างคอมมิวนิสต์ก็ทดลองครั้งใหญ่กันมากว่า 70 ปี ก็ล่มสลายไปแล้ว ที่จริงทั้งทุนนิยมและคอมมิวนิสต์ยังอยู่ในกระบวนการศรัณห์หรือระนาบความคิดเดียวกัน หรือภพเดียวกัน ถ้าเรายังคิดและทำแบบเก่าๆ ไปเรื่อยแบบที่เรียกว่า more of the same เราจะแก้ปัญหาได้จริงหรือ นักการเมืองก็จะบอกว่า "กำลังจะดีขึ้นแล้วๆ" ก็ครั้งแล้วที่เขาพูดเช่นนี้แล้วไม่จริง ถ้าภาวะเก่าทำให้เราวิกฤตมากขึ้น จะพ้นวิกฤตได้ก็ต้องเปลี่ยนภาวะ ตอนที่ 1 อุดมการณ์แห่งศตวรรษที่ 21 7 หรือภพภูมิใหม่ คือเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กล่าวว่า "ถ้า มนุษยชาติจะอยู่รอดได้ ก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง" (We shall need a radically new manner of thinking if mankind is to survive.) การที่จะไปให้พ้นภาวะเก่าอันวิกฤต มนุษย์ต้องการจินตนาการใหม่ อันเป็นจินตนาการใหญ่ จินตนาการใหม่จะทำให้มนุษย์เปลี่ยนจิตสำนึก เปลี่ยน พฤติกรรมและเปลี่ยนความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมใหม่ อันจักเป็นไปเพื่อ การพ้นวิกฤตทั้ง 3 คือ วิกฤตในตัวมนุษย์ วิกฤตสังคม และวิกฤตโลก ซึ่ง จะทำให้มนุษย์ทั้งโลกสามารถพ้นทุกข์ร่วมกันได้ จินตนาการใหม่คือ "มนุษย์ทั้งโลกพ้นทุกข์ร่วมกันได้" มนุษย์สามารถร่วมกันสร้างโลกที่ร่มเย็นเป็นสุขได้ 8 วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 2 มนุษย์ทั้งโลกพันทุกข์ร่วมกันได้ 9 # กุญแจอยู่ที่ความเป็น "ทั้งหมด" ในเมื่อส่วนต่างๆ สัมพันธ์กัน และสัมพันธ์กัน "ทั้งหมด" ถ้าเราไม่คิดถึงความเป็น "ทั้งหมด" เราก็ไม่สามารถทำให้เกิดความเป็นปรกติได้ ในระบบรถยนต์ ประกอบด้วยเครื่องเคราหรือส่วนประกอบอันหลากหลายและสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน แต่ถึงจะหลากหลายซับซ้อนเท่าใด ถ้าส่วนประกอบครบและสัมพันธ์กันอย่างถูกต้อง เกิดความเป็นทั้งหมด รถก็วิ่งไปได้อย่างเรียบร้อย โดยคนขับเพียงแต่ไขกุญแจสตาร์ตเครื่องเท่านั้น แต่ถ้าส่วนประกอบใดส่วนประกอบหนึ่งขาดไป หรือสัมพันธ์กันไม่ถูกต้อง แม้เพียงนอตตัวเดียว รถยนต์คันนั้นก็จะเสียความเป็นปรกติหรือวิ่งไม่ได้เลย หรือร่างกายของเรา มีส่วนประกอบที่หลากหลายยิ่งกว่ารถยนต์หลายเท่า แต่เมื่อส่วนประกอบครบและสัมพันธ์กันถูกต้อง เราก็อยู่สบายๆ หรือมีความเป็นปรกติ หรือสุขภาพดี ถ้าอวัยวะหนึ่งผิดปรกติหรือขาดไปจากวงจร ก็จะเสียความเป็นปรกติ หรือไม่สบายไปทั้งตัว อาจวิกฤตและตายได้ ความสัมพันธ์กันด้วยดีของส่วนประกอบที่ปรกติทั้งหมดทำให้เกิดการหลุดพ้นจากความติดขัด หรือการพ้นทุกข์ มนุษย์ทั้งโลกและธรรมชาติแวดล้อมทั้งหมดอยู่ในระบบเดียวกัน วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 10 หรือมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน (The same Oneness) ถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งขาดไปหรือพิการย่อมกระทบส่วนอื่น ทำให้ขาดความเป็นปรกติหรือสันติสุข ไม่เคยมีมาเลยที่มนุษย์ทั้งโลกจะมีจิตสำนึกของความเป็นทั้งหมด ทั้งโลก เพราะข้อจำกัดในการรับรู้ และในความรู้แต่โบราณมนุษย์อยู่เป็นกลุ่มตามเผ่าพันธุ์ และมีสัญชาตญาณทางเผ่าพันธุ์สูง มีการต่อสู้ระหว่างกลุ่มระหว่างเผ่าพันธุ์ ระหว่างประเทศ ตลอดมาในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ โดยไม่สามารถมีสันติภาพได้นาน แม้จะมีศาสนาใหญ่ๆ เกิดขึ้นในช่วง 2-3 พันปีก่อน ซึ่งเป็นปัญญาใหญ่ เพื่อความสุขสวัสดีของมนุษย์ และได้ผลเป็นหย่อมๆ ไม่ทั่วถึง แต่สัญชาตญาณเผ่าพันธุ์ก็ทำให้มนุษย์ดึงศาสนาให้แคบลง กลายเป็นศาสนาหรือพระเจ้าเฉพาะเผ่าพันธุ์ตัว แล้วเข้าห้ำหั่นกันเพราะศาสนาแม้พุทธศาสนาจะเป็นศาสนาเพื่อสันติภาพ และมีผู้บรรลุธรรมตามคำสอนแต่สภาพทั่วไปที่ขาดความเป็นโลกเดียวกัน ยากที่จะมีคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือประเทศใดประเทศหนึ่งเจริญอยู่ได้นานโดยไม่ถูกคนกลุ่มอื่นหรือประเทศอื่นบุกเข้าทำลายล้าง ฉะนั้น แม้ศาสนาจะเป็นของดี แต่เพราะขาดความเป็นโลกเดียวกัน สันติภาพของโลกก็เกิดขึ้นไม่ได้ เหมือนบางส่วนของเครื่องยนต์ดี แต่ส่วนอื่นๆ ไม่ดี รถยนต์คันนั้นก็ดีไม่ได้ เพราะทั้งหมดเป็นรถยนต์คันเดียวกัน ในครั้งโบราณ เพราะมนุษย์อยู่ใกล้กัน มนุษย์กลุ่มหนึ่งรู้อะไร กว่าความรู้จะเดินทางไปถึงมนุษย์อีกกกลุ่มหนึ่งอาจกินเวลาตั้งพันปี มนุษย์ไม่อาจรู้ทั่วถึงกันได้ จึงขาดจิตสำนึกแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่สมัยนี้ความรู้ทั่วโลกมีแล้ว และมนุษย์ก็อยู่ใกล้ชิดกัน ไปมาหาสู่กันได้ทั้งโลก มีเทคโนโลยีการสื่อสารที่สามารถรู้เรื่องเดียวกันทั้งโลก ฉะนั้นในปัจจุบัน จึงเป็นไปได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่มนุษย์ทั้งโลกจะรู้อย่างเดียวกันพร้อมกันทั้งโลก ทำให้ความเป็นโลกเดียวกันเป็นไปได้ จึงเป็นโอกาสที่มนุษย์จะคิดถึงความเป็นทั้งหมด และคิดถึงการอยู่ร่วมโลกเดียวกันด้วยสันติทั้งโลก ตอนที่ 1 อุดมการณ์แห่งศตวรรษที่ 21 11 มนุษย์เป็นทั้ง 2 อย่างพร้อมๆ กัน คือมีความเป็นตัวของตัวเองมาก หรือความเป็นปัจเจกบุคคล แต่ขณะเดียวกันก็เชื่อมโยงสัมพันธ์กับสิ่งอื่นๆ คือคนอื่น และธรรมชาติแวดล้อม เพราะทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียวกัน ถ้าใคร อยากจะอยู่คนเดียวไม่เกี่ยวข้องกับโลก โลกก็จะเกี่ยวข้องกับเขา และส่ง ผลกระทบกับเขา เพราะทั้งหมดอยู่ในระบบเดียวกัน ฉะนั้นลัทธิปัจเจก นิยมสุดโต่งจะเป็นในความทันสมัยแบบตะวันตกหรือในพุทธศาสนาแบบ คับแคบที่มุ่งบรรลุนิพพานเป็นเอกเทศโดยไม่อยากเกี่ยวข้องกับใครก็ตาม เป็นการแยกส่วนจากทั้งหมด ไม่สามารถทำให้เกิดสันติภาพได้ กุญแจของสันติภาพจึงอยู่ที่การเห็นทั้งหมด ทั้งปัจเจกบุคคล สังคม หรือคนทั้งโลก และธรรมชาติทั้งโลก ความเป็นโลกเดียวกันจึงหมายถึงคน แต่ละคน คนทั้งหมดทุกคนในโลก และธรรมชาติทั้งโลก เมื่อมนุษย์อวกาศชื่อเอ็ดการ์ มิตเซลล์ ยืนอยู่บนดวงจันทร์แล้ว เห็นโลกทั้งใบลอยฟองอยู่ในอวกาศ เขาเกิดจิตสำนึกใหม่แห่งความเป็นโลก เดียวกัน เมื่ออยู่บนโลก เพราะรู้เห็นเป็นส่วนๆ จึงเกลียดกันบ้าง ทะเลาะ กันบ้าง ม่ากันบ้าง ทำลายธรรมชาติบ้าง แต่เมื่ออยู่นอกโลกแล้วเห็นโลกทั้ง ใบ จึงเกิดจิตสำนึกแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งโลก เกิดความรักอัน ไพศาลต่อมนุษย์ทั้งหมดและต่อธรรมชาติทั้งหมด "I came back to Earth a totally changed man." เอ็ดการ์ มิตเซลล์กล่าว (ฉันกลับมายังโลกเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง) คือ เกิด จิตสำนึกโลกที่ผ่านเลยการยึดมั่นในตัวตน ถ้ามนุษย์มีจิตสำนึกใหม่ (New Consciousness) อันเป็นจิตสำนึก ใหญ่ เป็นจิตสำนึกโลก เห็นความเป็นหนึ่งเดียวกันของคนทั้งโลกและ ธรรมชาติทั้งหมด จะประสบอิสรภาพ เพราะหลุดจากความยึดมั่นในตัวเอง หรือการเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง หรือติดอยู่กับความคับแคบในตัวเองอัน ก่อให้เกิดความขัดแย้ง อิสรภาพจะทำให้มนุษย์พบความสุข เกิดความรัก อันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์ทั้งหมดและธรรมชาติทั้งหมด อันเป็นรากฐานให้ วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 12 จาก มนุษย์สามารถจัดระบบการอยู่ร่วมกันด้วยสันติทั้งโลก ทั้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติแวดล้อม นั่นคือ "มนุษย์ทั้งโลกพันทุกข์ร่วมกันได้" ที่จริงมนุษย์ใฝ่ฝันมาแต่โบราณถึงโลกที่มนุษย์มีความเจริญมีความสุข ดังที่เรียกว่า "โลกศรีอาริยะ" แต่สมัยโบราณไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะความเป็นโลกเดียวกันเป็นไปไม่ได้ แต่ในปัจจุบัน สังคมมนุษย์ได้วิวัฒนาการมาถึงจุดที่ความเป็นโลกเดียวกันเป็นไปได้ โลกที่มนุษย์มีความเจริญและมีความสุข หรือ "โลกศรีอาริยะ" จึงมีความเป็นไปได้ ปัญญาทางศาสนาแต่ดั้งเดิมและความรู้ใหม่ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับจักรวาล โลก สิ่งแวดล้อม สังคม กำลังมาบรรจบกัน ที่ทำให้มนุษย์มีทางเลือกอันหลากหลายที่จะเกิดจิตสำนึกใหญ่ เมื่อมีทางเลือกอันหลากหลายก็เป็นไปได้ว่า มนุษย์ทั้งหมดจะเกิดจิตสำนึกใหม่ แม้ทางเลือกจะต่างกัน แต่จิตสำนึกใหม่จะเป็นที่พบกันของมนุษย์ทั้งโลก จัดระบบการอยู่ร่วมกันด้วยความเจริญและความสุขร่วมกันทั้งโลก เส้นทางการไปสู่การพันทุกข์ร่วมกันทั้งโลกเป็นเส้นทางที่หลากหลาย เปิดกว้าง ไม่คับแคบ ไม่มีบีบคั้น จึงเป็นเส้นทางที่สามารถเดินได้ด้วยความหฤหรรษ์และสนุก ตอนที่ 1 อุดมการณ์แห่งศตวรรษที่ 21 13 3 โลกาภิวัตน์แบบด้อยพัฒนา (Uncivilized Globalization) 15 ในสมัยนี้ชอบพูดเรื่อง Globalization หรือโลกาภิวัตน์ หรือความเป็นโลกเดียวกัน ประดุจเป็นความทันสมัย โดยเน้นเรื่องการค้าเสรีและการเงินเสรี ให้ระบบทั้งโลกเชื่อมเป็นระบบเดียวกัน เป็น One World Order คือให้โลกทั้งโลกเชื่อมกันด้วยการค้าเสรีและการเงินเสรี และมีอารยธรรมเดียวกันทั้งโลกคืออารยธรรมวัตถุนิยม บริโภคนิยม ระวังโลกาภิวัตน์ปลอม ! โลกาภิวัตน์แบบด้อยพัฒนา ! ถึงเวลาที่มนุษย์จะต้องใช้ปัญญาทบทวนความเป็นทั้งหมด วิกฤตใหญ่ทั้ง 3 ประการ คือ โลกวิกฤต สังคมวิกฤต และมนุษย์วิกฤตนั้นเกิดขึ้นเพราะโลกาภิวัตน์เทียมนี่แหละ ลองทบทวนประวัติของโลกาภิวัตน์แบบนี้กันดูบ้าง แต่เดิมมามนุษย์อยู่กันเป็นกลุ่มตามเผ่าพันธุ์ หรือตามวัฒนธรรมที่หลากหลายไปตามสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน มีคนคิดที่จะครองโลกเหมือนกัน เช่น อเล็กซานเดอร์ พวกโรมัน เจึงกิสข่าน เป็นต้น แม้ทำได้จำกัด แต่ก็มีผู้คนลำบากและล้มตายจำนวนมาก เมื่อประมาณ 400 ปีก่อน ยุโรปค้นพบวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ แต่แทนที่จะเอาวิทยาศาสตร์ไปสร้างปัญญา กลับ วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 16 เอาวิทยาศาสตร์ไปสร้างอำนาจคือเทคโนโลยี เช่น เรือกลไฟ และปืนไฟ ที่ทำให้เดินทางไปได้ทั่วโลก และชาวยุโรปก็ใช้อำนาจที่ค้นพบใหม่นี้เข้าฆ่าฟันแย่งชิงบ้านเมืองของคนอื่นไปทั่วโลก ทั้งทวีปแอฟริกา ทวีปเอเชีย ทวีปอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และหมู่เกาะต่างๆ ที่เมืองอมฤตสระ ประเทศอินเดีย ทหารอังกฤษใช้ปืนกลยิงคนอินเดียที่ชุมนุมต่อต้านตายหมด อังกฤษเอาผืนจากอินเดียไปให้คนจีนสูบ เขาต่อสู้ไม่อยากสูบก็เกิดสงครามผืน จีนแพ้อังกฤษก็ยึดฮ่องกง ที่อเมริกา คนผิวขาวได้ไปไล่ฆ่าพันคนอินเดียนแดงที่อยู่มาแต่เดิม ที่แทสเมเนีย คนพื้นเมืองถูกไล่ยิงประดุจเป็นจิ๋งโจ้ คนผิวขาวใช้อำนาจปกครองโลก และพยายามให้คนทั้งโลกคิดเหมือนตน นี่คือโลกาภิวัตน์หนที่หนึ่ง แต่เป็นโลกาภิวัตน์ด้วยความป่าเถื่อน ที่ใช้อำนาจฆ่าฟันผู้คนและแย่งชิงเขาทั้งโลก ปกครองโลกด้วยอำนาจและพยายามเปลี่ยนความคิดของคนทั่วโลก นี้ร้ายอย่างยิ่งเพราะความคิดนี้คืออำนาจนิยม วัตถุนิยม หรือเงินนิยม เดิมคนในโลกเขาอยู่ด้วยกันด้วยวิธีคิดอย่างอื่น แต่คนผิวขาวเจ้าอาณานิคมเอาความคิดแบบแย่งชิงและเงินนิยมเข้าไปหว่านไว้ ไม่มีอะไรร้ายแรงเท่ามิจฉาทิฐิ เมล็ดพิษของมิจฉาทิฐิได้ถูกหว่านไปทั่วโลกในนามของอารยธรรมสมัยใหม่ แก่นของอารยธรรมนี้คือการแย่งชิงและเงินนิยมคำว่าแย่งชิง พูดให้ไพเราะเป็นการแข่งขันเสรี แต่ที่แท้คือการแย่งชิง ซึ่งจะอธิบายทีหลัง เงิน เงินเป็นเครื่องสมมติที่เติม 0 ลงไปหลังตัวเลขได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เช่น 1,000,000,000,000... จึงเป็นเครื่องขยายความโลภออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เดิมมนุษย์ไม่รู้จะโลภมากไปทำไม เช่น เนื้อสัตว์ หรือพืชพรรณธัญญาหารเก็บไว้มากก็เสีย แต่ตัวเลขที่เป็นเงินไม่เน่าเสีย แถมยังออกดอกอีก ฉะนั้น เงินนิยมก็คือโลภนิยม ตอนที่ 1 อุดมการณ์แห่งศตวรรษที่ 21 17 โลกที่ขับเคลื่อนด้วยเงินก็คือถูกขับเคลื่อนด้วยโลภจริต พระพุทธเจ้าสอนว่าความโลภเป็นอกุศลมูล ไม่สามารถทำให้ชีวิตเจริญ และมนุษย์อยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข แต่ลัทธิเงินนิยมถือว่าความโลภนั้น แหละดี เป็นการขัดกันอย่างสิ้นเชิง วิญญูชนควรพิจารณาว่าจะเชื่อข้างไหน โลกก็ถูกขับเคลื่อนด้วยโลภจริตได้นำไปสู่ความขัดแย้งแย่งชิงทั่วพิภพ เกิดสงครามน้อยใหญ่ เป็นสงครามโลกก็ 2 ครั้ง ผู้คนตายครั้งละหลายสิบ ล้านคน เกิดลัทธิคอมมิวนิสต์และการเผชิญหน้ากันด้วยอาวุธนิวเคลียร์จน เกือบวินาศทั้งโลก เมื่อลัทธิคอมมิวนิสต์พ่ายแพ้ไปก็หันมาชูโลกาภิวัตน์ แบบใหม่ที่เน้นการแข่งขันเสรี การค้าเสรี การเงินเสรี โลกาภิวัตน์รอบแรกใช้การฆ่าฟันและเข้าปกครองโลก โลกาภิวัตน์รอบสองใช้ระบบเศรษฐกิจการเงินเข้าปกครองโลก การฆ่าฟันกันด้วยอาวุธดูหวาดเสียวและป่าเถื่อน แต่การแย่งชิงโดยใช้ระบบนี้กินเรียบ ทั้งชีวิต จิตใจ เศรษฐกิจ และ วัฒนธรรม การแข่งขันโดยเสรีจะเรียกว่าร่วมโลกเดียวกันได้อย่างไร ให้ผู้ใหญ่กับเด็กแข่งขันกันโดยเสรี อะไรจะเกิดขึ้น ในความเป็นครอบครัวเดียวกัน ซึ่งมีผู้ใหญ่ เด็ก คนแก่ เราใช้ การแข่งขันโดยเสรีหรือใช้การอยู่ร่วมกันเป็นหลัก ในหมู่บ้านหรือชุมชนเราใช้การแข่งขันเสรีหรือการอยู่ร่วมกันเป็นหลัก การอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ แวดล้อมด้วยความเกื้อกูล ทำให้เกิดการถักทอและความเป็นปรกติ แต่ มนุษย์ที่คิดว่าเป็นผู้เจริญบางจำพวกถือหลักการแข่งขันเสรีทำให้โลกร้าวเพราะ มหาอำนาจทางเศรษฐกิจได้สะสมทุน สะสมความรู้และประสบการณ์จาก โลกาภิวัตน์รอบแรก มาบัดนี้ท้าทายประเทศที่อ่อนแอกว่าให้มาแข่งขันกัน อย่างเสรี ต้องเปิดการค้าเสรี การเงินเสรี ให้ข้าสามารถเข้าไปยึดครองของ ของเอ็งได้ วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 18 # นี่คือ โลกาภิวัตน์รอบสอง วิญญูชนควรพิจารณาว่านี่เป็นโลกาภิวัตน์แบบเจริญหรือแบบด้อย พัฒนา หรือแบบอนาริยะ เงินที่เคลื่อนไหวในโลกขณะนี้กว่าร้อยละ 90 ไม่ได้ทำหน้าที่ทาง เศรษฐกิจ แต่เคลื่อนไปเพื่อการเก็งกำไร เงินจึงมีอำนาจที่จะก่อความ ผันผวนและความโกลาหลทั่วไป และผลักดันให้มนุษย์ต้องทำงานมากขึ้นๆ เร็วขึ้นๆ โดยรีดความเหนื่อยยากของมนุษย์ทั้งโลกไปเป็นเงิน ขณะนี้ มนุษย์เหนื่อยเกิน เครียดเกิน และเพี้ยนเกิน เพราะการผลักดันของลัทธิ เงินเป็นใหญ่ มนุษย์น่าจะต้องสร้างปัญญา ปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระ และ สร้างความเป็นโลกเดียวกันแบบศรีอาริยะ ที่ผู้คนมีจิตใจจะอยู่ร่วมโลก เดียวกันจริงๆ ไม่ใช่การจ้องเขมือบโลกแบบป่าเถื่อน ตอนที่ 1 อุดมการณ์แห่งศตวรรษที่ 21 19 4 โลกาภิวัตน์แบบศรีอาริยะ (Civilized Globalization) 21 เราจะต่างคนต่างอยู่โดยไม่มีความเป็นโลกเดียวกัน ก็มีศานติภาพไม่ได้ ตามที่กล่าวในตอน 2 การจะมีโลกาภิวัตน์แบบปลอมๆ หรือแบบด้อย พัฒนาอย่างในปัจจุบันก็สร้างความสงบสุขไม่ได้ เราจึงไม่มีทางเลือกอย่าง อื่นเลย นอกจากการคิดเรื่องการอยู่ร่วมโลกเดียวกันแบบเจริญหรือแบบศรี อาริยะ โลกาภิวัตน์แบบศรีอาริยะเป็นระเบียบวาระของมนุษยชาติใน ศตวรรษที่ 21 นั่นคือความเป็นโลกเดียวกัน ที่มนุษย์ทั้งโลกมีจิตสำนึกใหม่ และ สามารถจัดระบบการอยู่ร่วมกันทั้งโลกด้วยสันติ หลายท่านอาจจะเถียงว่า จะเป็นไปได้อย่างไรกันที่มนุษย์ซึ่งมี ความเห็นแก่ตัว มีสัญชาตญาณเผ่าพันธุ์สูง นับถือศาสนาต่างกัน และยัง เข้าสู่วิธีคิดเรื่องเอาเงินเป็นใหญ่ อันเป็นวิธีคิดแบบวัตถุนิยม รวมทั้งได้ สร้างสถาบันรองรับแนวคิดนี้หมดทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษา สถาบัน ทางเศรษฐกิจการเงิน สถาบันทางการเมือง เมื่อทั้งทิฐิและโครงสร้างเป็นไป เพื่อวัตถุนิยม แล้วจะถอนตัวออกจากวัตถุนิยมได้อย่างไร ก็เพราะความยากเย็น แสนเข็ญ แต่ไม่มีทางเลือกอื่น จึงกล่าวว่า 22 วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา โลกาภิวัตน์แบบศรีอาริยะเป็นระเบียบวาระของมนุษยชาติในศตวรรษที่ 21 แต่ถึงจะยากอย่างไร ก็มีความเป็นไปได้ เพราะเหตุใหญ่ 2 ประการ คือ หนึ่ง มนุษย์ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะได้มาจนสุดสายปานของ อารยธรรมวัตถุนิยมแล้ว พัฒนาไม่ได้อีกต่อไป ด้วยจิตสำนึกเก่า และวิธี คิดแบบเก่า สอง มนุษย์มีอีกธรรมชาติหนึ่ง มนุษย์มีธรรมชาติที่เห็นแก่ตัวก็จริง แต่ไม่ใช่ธรรมชาติเดียว มนุษย์ยังมีอีกธรรมชาติหนึ่ง เป็นธรรมชาติที่ สามารถไปพ้นตัว (self-transcending) ได้ ธรรมชาตินี้มีแต่มนุษย์เท่านั้น สัตว์ไม่มี เรียกว่าเป็นสมบัติของมนุษย์ หรือความเป็นมนุษย์ อีกธรรมชาติ หนึ่งนี้เรียกว่าจิตวิญญาณ หรือ spirituality อันเป็นธรรมชาติที่แรงและ จำเป็นแก่การอยู่รอด อะไรที่จำเป็นแก่การอยู่รอด ธรรมชาติจะเอาไป กำหนดไว้ในหน่วยพันธุกรรมหรือยีน ทุกคนเคยมีประสบการณ์มาแล้วทั้งสิ้น ยามใดเราไม่เห็นแก่ตัว แต่ เราทำสิ่งที่มีคุณค่าเพื่อผู้อื่น เราจะเกิดความปิติและความสุขทั้งเนื้อทั้งตัว เพราะร่างกายหลั่งสารสุข หรือ endorphin ออกมามาก ความสุขจากความ ดีนี้เรียกว่าความสุขทางจิตวิญญาณ (spiritual happiness) ความสุขทาง จิตวิญญาณทำให้สุขภาพดี มนุษย์มีความสมบูรณ์ในตัวเอง และมีการอยู่รอดมากขึ้น ถ้า ปราศจากความสุขทางจิตวิญญาณ มนุษย์จะขาดความสมบูรณ์ในตัวเอง ต้อง ดิ้นรนเรื่อยไป แล้วไปหาสิ่งอื่นมาเติม เช่น ยาเสพติด ความฟุ่มเฟือย และ ความรุนแรง ซึ่งก็แก้ปัญหาของมนุษย์ไม่ได้ แต่กลับทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา มนุษย์จะดิ้นรนไปจนกว่าจะไปเจอธรรมชาติของมนุษย์อีกอย่าง หนึ่งคือ มิติที่ขาดหายไปในอารยธรรมสมัยใหม่ อันได้แก่จิตวิญญาณ ถ้าพิจารณาเหตุใหญ่ทั้ง 2 ประการ อาจจะไม่เหลือบ่ากว่าแรงเกิน ตอนที่ 1 อุดมการณ์แห่งศตวรรษที่ 21 23 ไปนักที่มนุษย์จะใฝ่ฝันถึงโลกาภิวัตน์แบบศรีอาริยะในศตวรรษที่ 21 ขอให้มีความใฝ่ฝันและสนใจความเป็นโลกเดียวกันของมนุษย์ทั้งโลก และแสวงหาปัญญาว่าทำอย่างไร ก็จะประสบความสำเร็จภายในศตวรรษที่ 21 ซึ่งควรเป็นศตวรรษแห่งความเป็นโลกเดียวกันอย่างแท้จริง หรือโลกาภิวัตน์แบบศรีอาริยะ โดยอาจคิดจากเล็กไปหาใหญ่ หรือคิดจากใหญ่ไปหาเล็กจากเล็กไปหาใหญ่ก็เช่น * ความเป็นครอบครัวเดียวกัน * ความเป็นชุมชนเดียวกัน * ความเป็นท้องถิ่นเดียวกัน * ความเป็นประเทศเดียวกัน * ความเป็นโลกเดียวกัน ถ้ามีความเป็น "เดียวกัน" ก็จะมีความสุข ในความเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่มีใครคิดเอา "การแข่งขันเสรี" มาเป็นหลักการ เพราะถ้าใช้การแข่งขันเสรีในครอบครัว ครอบครัวก็จะแตก คนแก่และคนเด็กก็จะตายความโยงใยต่อกันก็จะขาด ครอบครัวก็จะเหมือนถูกชำแหละออกเป็นส่วนๆ สิ่งที่ถูกชำแหละคือสิ่งที่ตายแล้ว คือไร้ชีวิต ไร้จิตวิญญาณ ความมีชีวิตคือความโยงใยสัมพันธ์เป็น "หนึ่งเดียวกัน" "การแข่งขันโดยเสรี" ที่ยกย่องกันมากและดูเหมือนดี แท้ที่จริงคืออาวุธที่มาตัดความสัมพันธ์โยงใยในความเป็นมนุษย์ ("ความเสรี" ที่ดีจะพูดถึงภายหลัง) คำว่า "เดียวกัน" หรือ "หนึ่งเดียวกัน" ให้ความหมายมาก เพราะหมายถึงความโยงใยเชื่อมโยงเข้ามาด้วยกัน ความโยงใยเชื่อมโยงเข้ามาด้วยกันก่อให้เกิดความมีชีวิตและวิญญาณ ในความเป็นครอบครัวเดียวกันใช้ "ความเกื้อกูล" เป็นหลักในการดำเนินชีวิต ไม่ใช่การแข่งขันเสรี "ความเกื้อกูล" ทำให้เชื่อมโยงสมานเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 24 ให้ ลายกับใจเกื้อกูลกัน ละ มนุษย์กับมนุษย์เกื้อกูลกัน ซึ่ง มนุษย์กับธรรมชาติเกื้อกูลกัน จน เมืองกับชนบทเกื้อกูลกัน ชุมชนกับชุมชนเกื้อกูลกัน ทั้งหมดก็จะสมานเชื่อมโยงเป็น "หนึ่งเดียวกัน" ความเป็นหนึ่งเดียวกันคือความเป็นบูรณาการ เกิดความสมดุล หรือความเป็นปรกติ และความยั่งยืน "ความเกื้อกูล" ให้ความสุขอย่างล้ำลึก ชีวิตที่เกื้อกูลกันเป็นชีวิตที่เป็นสุขอย่างยิ่ง ใน "ความเกื้อกูล" มีความเมตตา แต่ยิ่งกว่าเมตตา เพราะเมตตาอาจจะเมตตาเฉยๆ แต่ไม่ทำอะไร คือไม่มีกรรมหรือกระทำ คือ passive แต่ "ความเกื้อกูล" นั้นมีกรรมหรือการกระทำอยู่ในตัว แบบที่เรียกว่า active โลกาภิวัตน์แบบศรีอาริยะคือโลกที่เกื้อกูลกัน ไม่ใช่โลกที่แข่งขัน (แย่งชิง) กันโดยเสรี แต่โลกที่เกื้อกูลกันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ท่ามกลางความเป็นมนุษย์ที่ถูกตัดจนขาดวิ่นด้วยโลกาภิวัตน์แบบด้อยพัฒนาทั้ง 2 ช่วงดังกล่าวข้างต้นนั่นแหละคือโจทย์ของเราในศตวรรษที่ 21 ตอนที่ 1 อุดมการณ์แห่งศตวรรษที่ 21 25 # 5 ตัวอย่างระบบที่ดีที่สุด  27 # ระบบที่ดีที่สุดคือร่างกายมนุษย์ ร่างกายมนุษย์เป็นผลของวิวัฒนาการถึง 3,500 ล้านปี ธรรมชาติมีเวลาที่สรรค์สร้างระบบที่ดีที่สุด ในร่างกายประกอบด้วยอะตอม อนุ และเซลล์จำนวนมากเป็น อสังไขย แต่เกาะกุมกันเป็นระบบเดียวกัน ถึงแม้เซลล์จะทำหน้าที่ต่างๆ กัน อย่างหลากหลาย แต่ทั้งหมดมีความบรรสานสอดคล้อง (harmony) เป็น หนึ่งเดียวกัน เพื่อดุลยภาพหรือความเป็นปรกติ เมื่อปรกติก็สงบหรือมี สุขภาวะ และมีความยั่งยืน การป่วยคือการเสียดุลยภาพอย่างใดอย่างหนึ่ง ความผิดปรกติที่ใดที่หนึ่งในระบบย่อมนำไปสู่การเสียดุลยภาพของระบบ ทั้งหมด ถ้าเสียดุลยภาพมากก็วิกฤต ถ้าวิกฤตมากขึ้นก็ตาย เซลล์และ อวัยวะต่างๆ ไม่มีความเห็นแก่ตัวที่จะแย่งชิงกัน เกี่ยงกัน หรือทำร้ายกัน การแย่งชิงกัน เกี่ยงกัน หรือทำร้ายกันทำให้ระบบเจ็บป่วยและวิกฤต นั่น คือในสังคมมนุษย์ แต่ไม่ใช่ระบบร่างกายที่ทุกส่วนเกื้อกูลกันและรักษากฎ แห่งดุลยภาพ ระบบร่างกายมีความเป็นระบบเดียวกันด้วยปัจจัยอย่างน้อย 3 ประการ คือ 1. มีจิตเดียว ถึงจะมีส่วนประกอบอันหลากหลายสุดคณานับแต่ วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 28 ทั้งหมดมีจิตเดียวที่ทำให้เป็นระบบเดียวกัน 2. มีหน่วยพื้นฐานคือเซลล์ อะตอมและอนุมูลอิส่อลอยกันไปตามบุญตามกรรม แต่รวมกันอยู่ในหน่วยพื้นฐาน (base unit) คือเซลล์ เซลล์มีหลายชนิด ทำหน้าที่ต่างๆ กัน แต่เซลล์แต่ละเซลล์ต้องรักษาความเป็นปรกติของตัวเอง แม้เซลล์จะแลกเปลี่ยนสารกับสิ่งแวดล้อม แต่ไม่ใช่การไหลโดยเสรี (free flow) ที่อะไรจะเข้าออกจากเซลล์ก็ได้ แต่เซลล์มีกลไกที่จะเลือกให้อะไรเข้าอะไรออก เพื่อรักษาความจำเพาะและดุลยภาพภายในเซลล์ที่ทำให้มันเป็นไปได้อย่างปรกติ ถ้ามีการไหลเข้าออกอย่างเสรีเซลล์จะตาย ข้อนี้ควรจะตราไว้เมื่อพูดถึงสังคมมนุษย์ 3. มีระบบการสื่อสารที่รู้ถึงกันทั้งหมด ระบบร่างกายทั้งหมดรู้ถึงกันเพื่อการรักษาดุลยภาพและความเป็นหนึ่งเดียวกัน ร่างกายใช้ระบบข้อมูลข่าวสารอย่างน้อย 3 ระบบด้วยกันคือ * ดีเอ็นเอ * ระบบประสาท * ระบบสารเคมี ดีเอ็นเอ (DNA) เป็นรหัส หรือ information ที่มีอยู่ในทุกเซลล์ที่กำหนดโครงสร้างและการทำหน้าที่ของเซลล์ทุกเซลล์จึงมีข้อมูลข่าวสาร ระบบประสาท เชื่อมโยงทุกชุมชนของร่างกายเข้ากับสมอง เพื่อให้สมองรู้ทั้งหมด ถ้าสมองไม่รู้ทั้งหมดจะไม่สามารถรักษาดุลยภาพในร่างกายได้ สารเคมีอยู่รอบและในทุกเซลล์ สารเคมีเหล่านี้มีส่วนที่เป็นข้อมูลข่าวสารให้เซลล์รู้ว่าอะไรมากไป อะไรน้อยไป เพื่อการปรับให้ทุกอย่างอยู่ในดุลยภาพ จะเห็นได้ว่า ร่างกาย "ลงทุน" ในระบบสื่อสารอย่างเข้มข้นเพื่อให้ระบบทั้งระบบรู้ถึงกัน จะได้สามารถปรับพฤติกรรมเพื่อรักษาดุลยภาพ หรือความเป็นปรกติของระบบได้ ตอนที่ 1 อุดมการณ์แห่งศตวรรษที่ 21 29 ระบบรางกายเป็นตัวอย่างของระบบที่มีความเป็นระบบเดียวกัน ที่มีความบรรสานสอดคล้อง ความสมดุล ความเป็นปรกติ และความยั่งยืน สังคมไม่เป็นอย่างนั้น ห่างไกลจากความเป็นอย่างนั้น มนุษย์ทั้งหมดไม่ได้มีจิตเดียวกัน มีความเห็นแก่ตัว แย่งชิง เกี่ยงกัน หรือทำร้ายกัน ขาดหน่วยพื้นฐานทางสังคม (basic social unit) ซึ่งน่าจะตรงกับชุมชน ชุมชนที่เคยมีก็ล่มสลายไปด้วยการพัฒนาสมัยใหม่ที่เน้นความเป็นปัจเจกบุคคล ทำให้มนุษย์ขาดภูมิคุ้มกัน ระบบข้อมูลข่าวสารส่วนใหญ่ยังใช้เพื่อการกระตุ้นวัตถุนิยม บริโภคนิยม มากกว่าเพื่อการรู้ตัวเองและความบรรสานสอดคล้องของสังคม ในระบบนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่วิกฤต ถ้าจะเลียนแบบระบบร่างกาย ระบบสังคมเพื่อการอยู่ร่วมกันด้วย สันติควรจะเป็นสังคมที่หลากหลาย แต่บูรณาการเป็นหนึ่งเดียว (integrity in diversity) โดยคำนึงถึงหลัก 3 ประการ เช่นเดียวกับระบบร่างกาย ดังนี้ 1. ขยายจิตสำนึกของบุคคลให้ใหญ่ เพื่อไปเชื่อมโยงเป็นจิตเดียวกันให้มากที่สุด ทั้งในชุมชน ในสังคมและในโลก เรื่องนี้คือเรื่องที่จะกล่าวถึงต่อไปเกือบทั้งหมด 2. สร้างหน่วยพื้นฐานทางสังคม ทำนองเดียวกับที่เซลล์เป็นหน่วยพื้นฐานของร่างกาย หน่วยพื้นฐานทางสังคมคือชุมชน เซลล์ในร่างกายมีความหลากหลายมาก ชุมชนก็ควรมีความหลากหลาย จากหน่วยพื้นฐานคือชุมชนมีโครงสร้างอื่นๆ ที่สูงขึ้นไป แต่ต้องมีฐานอยู่ในชุมชน และเป็นไปเพื่อชุมชนและสังคมทั้งหมด 3. สร้างระบบสื่อสารให้รู้ถึงกันทั้งหมด คนทั้งหมด ชุมชนทั้งหมด และสังคมทั้งหมด รู้ความจริงทั่วถึงกัน อันจักเป็นไปเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกันของคนทั้งโลก ทั้งหมดดูเหมือนยาก แต่ถ้าเราค่อยๆ ทำความเข้าใจ เป็นเรื่องไม่เหลือบากว่าแรงของมนุษย์ที่จะทำได้ เพื่อให้บรรลุอุดมการณ์แห่งศตวรรษที่ 21 คือการอยู่ร่วมกันด้วยสันติทั้งโลก หรือโลกาภิวัตน์แบบศรีอาริยะ 30 วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภูมิปัญญาแห่งการพัฒนา 6 ภวะใหม่ 31 ถ้าเราเข้าใจเกี่ยวกับภาวะหรือภาพแห่งการพัฒนา จะเข้าใจสภาวะวิกฤตของมนุษย์ในปัจจุบัน และมองเห็นทางออกในสภาพที่ดูเหมือนไม่มีทางออก คัพภะของไก่ที่อยู่ในไข่ ที่อาจเรียกว่าลูกไก่ที่อยู่ในไข่ โตขึ้นเรื่อยๆ ในภาวะหรือในภาพที่หุ้มด้วยเปลือกไข่ ในระยะแรกเปลือกไข่เป็นภูมิคุ้มกัน ให้ลูกไก่ที่อยู่ในไข่ ครั้นลูกไก่โตขึ้นๆ ก็จะคับไข่ เปลือกไข่กลายเป็นบีบคั้น ถ้าลูกไก่ไม่สามารถกะเทาะเปลือกออกไปสู่ภูพใหม่ การเติบโตของมันกับภูมิเก่าที่มันอยู่จะขัดแย้งกัน ก่อให้เกิดความบีบคั้น และลูกไก่ไม่สามารถรอดชีวิตได้ในภูพเดิม จึงเป็นธรรมดาที่ลูกไก่ต้องกะเทาะเปลือกออกมาสู่ภูพภูมิใหม่ การพัฒนาของลูกไก่ในภาพใหม่กับภูพเก่าจึงต่างกันโดยสิ้นเชิง เด็กที่อยู่ในครรภ์มารดาก็เช่นเดียวกัน ถ้าโตเต็มที่แล้วในภาวะนั้น ถ้ายังอยู่ในภูพเดิมต่อไปก็จะวิกฤตอย่างยิ่ง ทั้งตัวเด็กเองและสิ่งแวดล้อมคือแม่ เด็กต้องคลอดออกมาจากภาวะเดิมสู่ภูพใหม่ การพัฒนาจึงจะเป็นไปได้ด้วยดีทั้งตัวเด็กและแม่ การพัฒนาในภูพใหม่นอกครรภ์มารดากับในภูพเก่าต่างกันโดยสิ้นเชิง มนุษยชาติได้เติบโตมาในครรภ์มารดา คือพระแม่ธรรมชาติ (Mother 32 วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภูพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา Nature) จนถึงจุดวิกฤตแล้ว วิกฤตทั้งลูกและแม่ ไม่สามารถโตในภาวะเดิมได้อีกต่อไป เพราะจะตายทั้งกลม หรือตายทั้งลูกและแม่ มนุษยชาติต้องคลอดออกไปสู่ภาวะใหม่และมีภาพใหม่แห่งการพัฒนา จึงจะสุขสวัสดีทั้งลูกและแม่ คือมนุษย์เองและพระแม่ธรรมชาติ มนุษย์ได้พยายามแก้ปัญหาต่างๆ เป็นอันมาก แต่เนื่องจากเป็นการแก้ปัญหาในภพภูมิเดิม จึงไม่ได้ผล หรือผลคือการก่อปัญหาอื่นต่อไป การที่จะพยายามแก้ปัญหาต่อไปด้วยกระบวนทรรศน์เก่าหรือภูมิปัญญาเก่าคงจะไม่สามารถทำให้มนุษย์หลุดจากสภาวะวิกฤตภพ อาจจะเป็นเพราะเล็งเห็นปัญหานี้ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จึงกล่าว "เราต้องการวิธีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง ถ้ามนุษยชาติจะอยู่รอดได้" "We shall need a radically new manner of thinking if mankind is to survive." --- Albert Einstein โลกทรรศน์ การคิด อารมณ์ ความรู้สึก ความเชื่อ คุณค่า และพฤติกรรม ในภาพหนึ่งๆ ต่างกันโดยสิ้นเชิง มนุษย์ ตั้งแต่วิวัฒนาการออกมาจากสัตว์ ดำรงชีวิตอยู่อย่างไร เรียนรู้อะไร คิดอย่างไร เชื่ออย่างไร ให้คุณค่าแก่อะไร และมีพฤติกรรมโดยรวมทั้งอดีตและปัจจุบันของมนุษย์ทั้งหมดร่วมกันจะผิดถูกอย่างไร นั่นคือความเป็นจริงของมนุษยชาติ มนุษยชาติเติบโตมาในครรภ์มารดาคือพระแม่ธรรมชาติจนคับครรภ์มารดาแล้ว และกำลังวิกฤตทั้งแม่และลูก ธรรมชาติหมดกำลังที่จะเลี้ยงมนุษย์แล้ว ป่าไม้หมดไป ความเป็นทะเลทรายขยายตัวอย่างรวดเร็ว พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ ซึ่งเป็นผลจากวิวัฒนาการของธรรมชาตินับเวลาเป็นพันล้านปีถูกทำลายให้สูญพันธุ์อย่างรวดเร็ว ต้นน้ำลำธารเหือดแห้งทำให้มนุษย์เหมือนปลาที่อยู่ในที่น้ำแห้ง โลกร้อนขึ้นเรื่อยๆ เพราะมนุษย์ผลิตแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในชีวิตประจำวัน แล้วลอยไปจับเป็น ตอนที่ 1 อุดมการณ์แห่งศตวรรษที่ 21 33 ชั้นในบรรยากาศ ทำให้เหมือนกระจกที่สะท้อนความร้อนลงมายังโลก ถ้า ยังเป็นอย่างเดิมต่อไป น้ำแข็งจากขั้วโลกก็จะละลายทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น น้ำจะท่วมโลกในบริเวณต่ำอย่างกรุงเทพฯ และบริเวณเช่นเดียวกันทั่วโลก สาร เช่น CFC (Chloro-fluoro carbon) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมทำความเย็นลอย ขึ้นไปทำลายชั้นโอโซนในบรรยากาศเป็นช่องโหว่ให้แสงอัลตราไวโอเลตตก ลงมายังพื้นโลกได้ เป็นอันตรายต่อคน สัตว์ พืช และก่อให้เกิดการเปลี่ยน แปลงทางภูมิศาสตร์ธรรมชาติ กระทบกระเทือนต่อการดำรงชีวิตของ มนุษย์อย่างขนานใหญ่ การนำสารเคมีมาใช้ยังก่อให้เกิดมลภาวะต่อดิน น้ำ อากาศ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสรรพชีวิตตั้งแต่จุลชีพในดินไปจนถึงมนุษย์ โดยสรุป จำนวนและพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งโลกขณะนี้ก่อให้เกิด การทำลายแม่ของตนเองคือธรรมชาติอย่างหนัก จนแม้ไม่สามารถจะประคับ- ประคองลูกคือมนุษยชาติให้อยู่รอดต่อไปได้ นั้นเป็นด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่ง มนุษยชาติเองยังหามีจิตสำนึกแห่งความเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกันไม่ ยังมีจิตเล็กที่คิดแบบแยกส่วนเอาตัวตนของตนเองเป็นตัวตั้ง ไม่มีจิตสำนึกของความเป็นทั้งหมดร่วมกัน จึงมีชีวิตด้วยการรบกวนส่วนรวม แสวงหากำไรสูงสุดเฉพาะตัวหรือพวกของตัว สัญชาตญาณเผ่าพันธุ์ซึ่งสืบ เนื่องมาจากสังคมที่มนุษย์แยกกันอยู่เป็นเผ่าๆ ก็ยังรุนแรง ก่อให้เกิดการ กระทบกระแทกกันอย่างรุนแรงเมื่อสังคมต่างเผ่าเข้ามาอยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น ในเมื่อมนุษยชาติทั้งหมดอยู่ในองคาพยพเดียวกัน เสมือนร่างกายเดียวกัน แต่การที่มนุษย์ขาดจิตสำนึกของความเป็นทั้งหมด เป็นจิตเล็กที่เอาตัวเอง เป็นที่ตั้ง จึงเสมือนร่างกายนี้เป็นโรคที่มีการทำร้ายตัวเอง ในทางการแพทย์ เรียกโรคที่ร่างกายทำร้ายตัวเองว่า auto-immune diseases ในระบบใดระบบหนึ่ง เช่น ระบบรถยนต์ องค์ประกอบทุกส่วนใน ระบบต้องเชื่อมโยงกันเป็นบูรณาการ (integration) ระบบนั้นๆ จึงจะมีความ เป็นปรกติ หรือความราบรื่น ถ้าองค์ประกอบชิ้นใดชิ้นหนึ่งขาดไปหรือ ทำงานไม่เข้ากัน รถยนต์ก็วิ่งไม่ได้หรือวิ่งแบบลุ้มลุกคลุกคลานเต็มประดา วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 34 ถ้า สังคมมนุษย์ซึ่งประกอบด้วยมนุษย์ทั้งหมดและธรรมชาติเป็นระบบ แต่ เป็นระบบที่ขาดการทำงานอย่างเป็นบูรณาการ เป็นเหมือนสังคมเครื่องหลุด ขึ้น หรือพิการ จึงไม่เป็นปรกติ อย การที่มนุษย์เครียดไปหมดทั้งโลก รก ทำงานหนักเกิน เหนื่อยเกิน เข้าไปสู่ความบีบคั้น และมีความรุนแรงต่างๆ ยน มากเกิน เพราะเป็นส่วนหนึ่งขององคาพยพของมนุษยชาติที่เจ็บป่วย มนุษย์ อง จำนวนมากในฐานะปัจเจกบุคคลมีความปรารถนาดีและพยายามทำความดี น้ำ แต่ก็ต้องได้รับผลจากองคาพยพของมนุษยชาติที่เจ็บป่วย เพราะอยู่ใน ร่างกายเดียวกัน เมื่อป่วยไม่ว่ามาจากเหตุผลใด ก็ต้องพลอยไม่สบายไป ด้วยกันทั้งหมด วัด เพราะฉะนั้นการที่จะคิดแก้ปัญหาแบบเอาตัวรอดเฉพาะรายจึงเป็น ป- ไปไม่ได้ เพราะเราอยู่ในร่างกายเดียวกัน จำเป็นต้องพิเคราะห์ร่างกาย งึ่ง ทั้งหมดหรือองคาพยพของมนุษยชาติว่าอยู่ในภาพภูมิที่เจ็บป่วยอย่างไร จะ งั้ง เคลื่อนออกจากภาพภูมิแห่งโรคไปสู่ภพหรือภาวะใหม่ที่ปลอดภัยได้อย่างไร 1 ตอนที่ 1 อุดมการณ์แห่งศตวรรษที่ 21 35 # 7 ภูมิ 4 (จตุรภูมิ)  37 สรรพสิ่งทั้งหลายดำรงอยู่ในภูมิ 4 ภูมิ (รูปที่ 1) คือ ภูมิที่ 1 สสารภูมิ ได้แก่วัตถุ รวมถึงพลังงานด้วย เป็นสิ่งไม่มีชีวิต ภูมิที่ 2 พืชภูมิ ได้แก่พืช เป็นสิ่งมีชีวิต สามารถตอบโต้ต่อสิ่งแวดล้อม ได้บ้าง เช่น ต่อแสง แต่ไม่มีเจตนาและทำตามเจตนา ไม่ได้ ถือว่ายังไม่มีจิตครบถ้วน จึงไม่มีการยึดถือใน ตัวตน (self) ภูมิที่ 3 สัตว์ภูมิ ได้แก่สัตว์ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีรูปและกระบวนการ ของจิตครบคือ มีการรู้ (วิญญาณ) มีความรู้สึกสุขทุกข์ (เวทนา) มีความจำ (สัญญา) มีความคิดและเจตนา (สังขาร) และสามารถทำตามเจตนา เรียกว่ามีขันธ์ 5 ครบ มนุษย์ก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง สัตว์มีความยึดถือตัวตน มีการแย่งชิง และการทำร้ายเป็นธรรมดา มนุษย์ที่ เป็นสัตว์หรือสัตว์มนุษย์สามารถแย่งชิงและทำร้ายได้ มากกว่า เพราะสามารถคิดเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือ เพื่อสนองตอบการแย่งชิงและการทำร้ายได้สูง ยิ่ง ก่อนมีมนุษย์ปรากฏขึ้นบนโลก สรรพชีวิตนานาชนิด 38 วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภูมิใหม่แห่งการพัฒนา ภูมิที่ 4 มนุษยภูมิ ภูมิที่ 3 สัตวภูมิ ภูมิที่ 2 พืชภูมิ ภูมิที่ 1 สสารภูมิ รูปที่ 1 ภูมิ 4 ภูมิของสรรพสิ่งทั้งหลาย อยู่กันอย่างค่อนข้างสมดุลมาเป็นเวลานับด้วยพันล้านปี แต่เมื่อมีมนุษย์เกิดขึ้นในโลก ในช่วงเวลาที่สั้นมากใน มิติของวิวัฒนาการได้ทำลายสิ่งแวดล้อมมากจนเกือบ จะไม่สามารถดำรงสรรพชีวิตต่อไปได้ มนุษย์เองก็ เหนื่อย เครียด ขัดแย้ง รุนแรง ที่เรียกว่ามีวิกฤตการณ์ ทางสังคม และคงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ถ้ามนุษย์ยัง อยู่ในภูมินี้ต่อไป เพราะเป็นภูมิที่มีการทำลายสูง ภูมิที่ 4 มนุษยภูมิ มนุษย์แห่งมนุษย์ หรือมนุษย์ที่มีความเป็นมนุษย์ มนุษย์มีศักยภาพที่สัตว์อื่นๆ ไม่มีคือ การยกระดับ จิตให้เลยตัวตน (self-transcending) เมื่อเลยตัวตน ก็ประสบอิสรภาพ มีความรักเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง ตอนที่ 1 อุดมการณ์แห่งศตวรรษที่ 21 39 มีความสุขยิ่ง เป็นความเจริญทั้งในตัวเองและในการอยู่ร่วมกัน มนุษยชาติจะพ้นวิกฤตได้ก็ต่อเมื่อมนุษย์จำนวนมากพอพัฒนาไปถึงภูมิที่ 4 จนกระทั่งพฤติกรรมของมวลมนุษย์เปลี่ยนจากการแย่งชิงและทำร้ายไปเป็นการเกื้อกูล ตลอดมามีมนุษย์จำนวนหนึ่งที่บรรลุภูมิที่ 4 แต่จำนวนไม่มากพอหรือกลับลดน้อยถอยลง เพราะถูกกระแสวัตถุนิยมบริโภคนิยมไหลบ่าท่วมโลก ทำให้เกิดวัฒนธรรมหรืออารยธรรมเดียวกันทั้งโลก อันมีโลภจริตเป็นเจ้าเรือน ทำให้มนุษย์ติดอยู่ในภูมิที่ 3 คือภูมิแห่งการยึดมั่นในตัวตน สอนเรียนรู้ และพัฒนาเทคนิคแห่งการแย่งชิงและทำลาย ทำให้วิถีชีวิตและความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งไม่เกื้อกูล แต่ตัดขาด จึงเจ็บป่วยและวิกฤต เมื่อวิกฤตก็จะทำให้คิดทบทวน เมื่อคิดทบทวนก็จะเห็นว่า แท้ที่จริงมนุษย์มีศักยภาพ และมนุษย์เท่านั้นที่มีศักยภาพที่จะก้าวหน้า ขยับขึ้นไปสู่ภูมิที่เลยตัวตน (transcending) ขึ้นไป เนื่องจากมนุษย์เท่านั้นที่ทำได้สัตว์อื่นทำไม่ได้ ความเป็นมนุษย์จึงอยู่ที่ตรงนี้ นอกนั้นแล้วยังอยู่ในภูมิเดียวกับสัตว์ การที่มนุษย์เลือกที่จะอยู่ในสัตวภูมิ ไม่ขยับไปสู่มนุษยภูมิจึงเป็นการน่าเสียดายที่ไม่ได้ใช้ศักยภาพที่ธรรมชาติให้มา มวลมนุษย์ไปหลงผิดในเรื่องความก้าวหน้าว่าความก้าวหน้าหมายถึงการมีเงินมากขึ้นๆ แต่ความก้าวหน้าที่แท้จริงคือการที่มีความเป็นมนุษย์สูงขึ้น บัดนี้มนุษย์ไม่มีทางออกอย่างอื่นแล้วในภพภูมิเดิม นอกจากการเขยื้อนภูมิ (realm shift) ไปสู่ภูมิที่ 4 หรือมนุษยภูมิ หรือ transcendent realm มีความเชื่อที่ผิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะไปพ้นความมีตัวตนได้ แท้ที่จริงเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทีเดียว และขาดไม่ได้ด้วยที่มนุษย์จะต้องมีพัฒนาการทางจิตวิญญาณไปสู่ภูมิที่ 4 จึงจะทำให้เกิดความสมบูรณ์ในตัวเองและเกิดความสุขอย่างล้ำลึก ถ้าขาดความสมบูรณ์ในตัวเอง มนุษย์ก็ต้อง วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 40 ไปหาสิ่งภายนอกมาเติม เช่น ยาเสพติด ความฟุ่มเฟือยทางวัตถุ ความรุนแรง แต่ก็ไม่สามารถทดแทนความสมบูรณ์ในตัวเองได้ และก่อกรรมอย่างอื่นต่อๆ ไป หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นเพื่อความเข้าใจ และแนววิธีปฏิบัติเพื่อช่วย ให้มนุษย์เขยื้อนไปสู่ภูมิที่ 4 หรือมนุษยภูมิ ตอนที่ 1 อุดมการณ์แห่งศตวรรษที่ 21 41 8 จิตสำนึกใหม่ (New Consciousness) 43 จิตสำนึกหรือขอบเขตของการตระหนักรู้ เป็นตัวกำหนดภพภูมิที่กล่าวมา ในบทที่ 6 และ 7 สุนัข ลิง ช้าง คน หรือภพภูมิที่ต่างกัน เพราะมีจิตสำนึก ต่างกัน เมื่อมนุษย์อวกาศชื่อเอ็ดการ์ มิตเซลล์ อยู่บนดวงจันทร์แล้วมอง มาเห็นโลกทั้งใบลอยฟ่องอยู่ในอวกาศ จิตของเขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เพราะเกิดการตระหนักรู้ใหม่ถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของโลก จิตสำนึก เปลี่ยนใหม่โดยสิ้นเชิง เขากล่าวว่า "ผมกลับมายังโลกเป็นคนที่เปลี่ยนแปลง ไปโดยสิ้นเชิง" (I came back to Earth a totally changed man.) เมื่อ จิตสำนึกเปลี่ยน ความรู้สึกนึกคิดก็เปลี่ยน ภพภูมิจึงเปลี่ยน พฤติกรรมก็ เปลี่ยน เอ็ดการ์ มิตเซลล์ ได้ตั้งสถาบันค้นคว้าเกี่ยวกับจิตสำนึกและเผย แพร่เรื่องจิตสำนึกใหม่ สถาบันนี้ตั้งอยู่ในแคลิฟอร์เนีย กระบวนการสร้าง จิตสำนึกใหม่ หรือ New Consciousness เป็นระเบียบวาระใหญ่ของ มนุษยชาติเพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยสันติทั้งโลก มนุษย์คนเดียวกัน ในช่วงอายุต่างกัน มีจิตสำนึกต่างกัน เช่น เด็ก เกิดใหม่เกือบจะไม่รู้อะไรเลย เมื่อโตขึ้นก็มีขอบเขตของการตระหนักรู้มากขึ้น มนุษย์โดยรวมหรือมนุษยชาติก็เช่นเดียวกัน ในช่วงต่างๆ มีขอบเขตการ ตระหนักรู้หรือจิตสำนึกต่างกัน เมื่อสมัยหินหรือยังเป็นคนป่าล่าสัตว์เก็บ 44 วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา ผักผลไม้อยู่ในป่า ก็ย่อมมีขอบเขตการตระหนักรู้แค่นั้น มนุษยชาติที่มี ประวัติศาสตร์ประมาณ 1 ล้านปี ประมาณ 9 แสน 9 หมื่นปี มีชีวิตอยู่ในป่า เป็นกลุ่มเล็กๆ เลี้ยงชีพด้วยการล่าสัตว์และเก็บผักผลไม้กิน เพียงประมาณ 1 หมื่นปีเท่านั้น ที่ค้นพบการทำเกษตรกรรมและตั้งบ้านเรือนเป็นหมู่บ้าน ซึ่งก็อยู่เป็นกระจุกตามเผ่าพันธุ์หรือกลุ่มวัฒนธรรม การมีชีวิตเมืองก็เพิ่ง ไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมานี้เอง ในขณะที่วิถีชีวิตของมนุษย์เข้ามาเชื่อมโยงกัน อย่างใกล้ชิดทั้งโลกจนมีความเป็นโลกเดียวกัน (globalization) แต่ จิตสำนึกของมนุษย์โดยรวมยังเป็นจิตสำนึกที่อยู่กับตัวเอง อยู่กับเผ่าพันธุ์ ของตัวเอง สัญชาตญาณเผ่าพันธุ์ (tribal instinct) หรือจิตสำนึกทางเผ่า พันธุ์ฝังลึกและรุนแรงมาก และเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งและความ รุนแรงทั่วไปในโลก เช่น คนเผ่าฮูตูกับเผ่าทุตซีในแอฟริกาสามารถฆ่ากัน ตายเป็นหมื่นเป็นแสนคนเพราะเพียงเป็นคนต่างเผ่า ฮิตเลอร์ฆ่ายิว สงคราม ล้างเผ่าพันธุ์ในระหว่างคนต่างเผ่าที่เคยรวมกันอยู่เป็นประเทศยูโกสลาเวีย สงครามครูเสดระหว่างคริสเตียนกับมุสลิม ความขัดแย้งระหว่างยิวกับอาหรับ ผิวดำกับผิวขาวในสหรัฐอเมริกา สิงหลกับทมิฬในศรีลังกา หรือแม้การ ต่อสู้ทางเศรษฐกิจระหว่างกลุ่มประเทศ เช่น ระหว่างสหรัฐอเมริกากับญี่ปุ่น และจีน ก็มีเรื่องของสัญชาตญาณทางเผ่าพันธุ์เข้ามาเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย จิตสำนึกที่เล็กและคับแคบ ที่อยู่ในความเห็นแก่ตัวและเห็นแก่ พรรคพวกเผ่าพันธุ์ของตัวเองทำให้มนุษย์มี "จิตเล็ก" เพราะจิตเล็กของตัว เอง มนุษย์จึงดึงของใหญ่ๆ ให้เล็กตามตัว สิ่งที่ใหญ่ที่สุดคือพระเจ้า หรือ God God ต้องใหญ่เท่าจักรวาลหรือใหญ่กว่า จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะเป็น God ของยิวเท่านั้น หรือของอาหรับเท่านั้น หรือของฮินดูเท่านั้น หรือของ มุสลิมเท่านั้น แต่เพราะความมีจิตเล็กของตัวเอง มนุษย์จึงได้ดึง God ไป เป็น god เฉพาะเผ่าพันธุ์ของตัวเอง แล้วก็เข้าเช่นฆ่ากันเพราะศาสนา หรือ เกิดเป็นสงครามศาสนา สงครามศาสนาหรือการฆ่ากันในนามของศาสนา เป็นเรื่องที่รุนแรงมาก เพราะมนุษย์ทำไปด้วยสัญชาตญาณ โดยขาดปัญญา ตอนที่ 1 อุดมการณ์แห่งศตวรรษที่ 21 45 หรือขาดจิตสำนึกแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกัน ธรรมชาติของสรรพสิ่งที่ใหญ่ที่สุดคือความเป็นหนึ่งเดียวกัน (The Same Oneness) โลกทั้งโลกหรือจักรวาลทั้งจักรวาลมาจากความเป็นหนึ่งเดียวกันและ มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน การศึกษาหรือการเรียนรู้ทุกชนิดควรจะทำให้มนุษย์สามารถเข้าถึง ความเป็นหนึ่งเดียวกัน หรือเกิดจิตสำนึกใหม่แห่งความเป็นหนึ่งเดียวกัน หรือเห็นความเป็นทั้งหมด (The Wholeness) แล้วคลายความยึดมั่นในตัว ตนลง ยิ่งตระหนักรู้ในความเป็นหนึ่งเดียวกันและคลายความยึดมั่นในตัว ตนลงเท่าใด ก็ยิ่งเป็นอิสระมากขึ้น ความเป็นอิสระจะทำให้เปลี่ยนความรู้สึก นึกคิด ประสบความปีติ ความอิ่มเอม ความสุข สัมผัสความงามของ สรรพสิ่ง และเกิดไมตรีจิตมิตรภาพอันไพศาล แต่โบราณมา ก่อนที่จะมีความรู้ทางภูมิศาสตร์ มนุษย์บางคนก็ได้ เข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวและประสบอิสรภาพ ศาสดาอย่างพระพุทธเจ้าก็ ดี พระเยซูคริสต์ก็ดี พระมะหะหมัดก็ดี คือตัวอย่างบุคคลที่เข้าถึงธรรมชาติ ของความเป็นหนึ่งเดียวและประสบอิสรภาพ อารยธรรมวัตถุนิยม บริโภค นิยมที่แพร่ขยายไปทั่วโลก ทำให้คนเกือบทั้งหมดเข้าไปติดในลัทธิเสพสุข และยึดมั่นในตัวตนหรือความเห็นแก่ตัวมากขึ้น แต่มนุษย์จำนวนหนึ่ง ซึ่ง เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มตระหนักรู้ถึงความคับแคบของภพภูมิตัวตน และสนใจเรื่อง "จิตใหญ่" หรือจิตสำนึกใหม่ หรือ "จิตหนึ่ง" ซึ่งไปพ้นการ ติดยึดอยู่กับความเห็นแก่ตัว ธรรมชาติแห่งความเป็นหนึ่งเดียวมีวิธีเข้าถึงหลายวิธีแล้วแต่จริต และความรู้ความเชื่อของแต่ละคน ผู้ที่เชื่อในพระเจ้า พระเจ้านั่นแหละคือ ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ทรงสถิตอยู่ในทุกปรมาณู และในช่องว่างระหว่าง ปรมาณู ทั้งในตัวเราและในสายลม แสงแดด แมกไม้ ท้องฟ้า ดวงดาว และจักรวาล ทั้งหมดทั้งสิ้น ถ้าเรา "รู้ตัว" อย่างสัมผัสกับธรรม หรือธรรมชาติ วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 46 หรือพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา จิตเราก็จะคลายความติดยึดในความคับแคบของเราลงไปตลอดเวลา ผู้ที่เชื่อในวิทยาศาสตร์ก็อาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ให้เข้าใจว่าจักรวาลทั้งหมดมาจากเอกสภาวะเดียวกัน และมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน เราไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล ไม่พึงยึดมั่นว่าตัวเราเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่ง เมื่อแหงนหน้าขึ้นเห็นท้องฟ้า หรือเห็นดวงดาวความเห็นแก่ตัวก็ลดลงเพราะตระหนักรู้ว่าเราไม่ใช่ศูนย์กลางของธรรมชาติทั้งหลายหรือจักรวาล หรือถ้าเป็นชาวพุทธก็พยายามตระหนักรู้ว่าธรรมชาตินั้นไม่มีตัวตน เป็นอนันตตา เป็นความว่าง หรือสุญตาจากความมีตัวตน การเข้าถึงความว่างหรือสุญตาทำให้เป็นอิสระการแผ่เมตตาถึงเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาย รวมถึงสรรพสิ่งทั้งหมด หรือการมีความรักทั่วสากลโลก (Universal Love) ก็ทำให้เกิดจิตใหญ่และเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียว มนุษย์ไม่ว่านับถือหรือไม่นับถือศาสนาใดๆ ควรมีความรักทั่วสากลโลก หรือ UL (Universal Love) ต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง การสร้างจิตสำนึกใหม่หรือจิตสำนึกใหญ่นี้จะทำให้เราประสบอิสรภาพเข้าถึงความจริง ความงาม ความสุข ความมีไมตรีจิตมิตรภาพอันไพศาล มีความรู้สึกนึกคิดใหม่ หรือภพภูมิใหม่ ดังกล่าวในบทที่ 6 และ 7 อันจักเป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมโลกเดียวกันอย่างแท้จริง ตอนต่อไปจะว่าด้วย "ขุมทรัพย์ในตน" ที่จะนำมาใช้เพื่อการบรรลุจิตสำนึกใหม่ ตอนที่ 1 อุดมการณ์แห่งศตวรรษที่ 21 47 ตอนที่ 2 ชุมทรัพย์ในตน # 9 ชุมทรัพย์ในตน การรู้เห็นธรรมชาติตามความเป็นจริง  51 มนุษย์มีชุมทรัพย์ที่วิเศษในตัวตน แต่ละคนมีสมองที่เป็นโครงสร้างที่ วิจิตรที่สุดในจักรวาล ในจักรวาลไม่มีโครงสร้างอะไรที่วิจิตรเสมอสมอง ของมนุษย์ มนุษย์มีสมองที่มีศักยภาพสูงยิ่ง สามารถเรียนรู้ให้บรรลุอะไร ก็ได้ การที่มนุษย์จะออกจากภาวะเดิมตามที่กล่าวในบทที่ 6 เขยื้อนไปสู่ มนุษยภูมิตามที่กล่าวในบทที่ 7 และเกิดจิตสำนึกใหม่ตามที่กล่าวในบทที่ 8 อาศัยการเรียนรู้ที่ดี **การเรียนรู้ที่ดีเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดของมนุษย์** เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะแสวงหาและช่วยให้เพื่อนมนุษย์ได้พบ กระบวนการเรียนรู้ที่ดีที่สุด การเรียนรู้ที่ดีที่สุดจะต้องทำให้มนุษย์รู้เห็น เข้า ถึงธรรมชาติตามความเป็นจริง ทำไมในเมื่อมนุษย์ก็อยู่กับธรรมชาติและสัมผัสกับธรรมชาติจะไม่รู้ เห็นธรรมชาติตามความเป็นจริง การรู้เห็นธรรมชาติตามความเป็นจริงเรียก ว่า ปัญญา หรือวิชชา มนุษย์ถูกทำให้หลงไป หรือไปติดในมายาภาพ ทำให้ ไม่รู้เห็นธรรมชาติตามความเป็นจริง คือขาดปัญญาหรือมีอวิชชาได้เพราะเหตุ 2 ประการคือ วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 52 หนึ่ง รู้เห็นสันไม่เชื่อมโยง เช่น จากประสบการณ์มนุษย์จะต้องสรุปว่าโลกแบนและดวงอาทิตย์หมุนรอบโลก แต่ความจริงคือโลกกลมและโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ฉะนั้น ประสบการณ์อาจหลอกเราได้ เพราะประสบการณ์มีช่วงสั้น เป็นเพียงส่วนของทั้งหมด เช่น โลกทั้งหมดกลม แต่มนุษย์เห็นโลกได้เพียงส่วนเดียว การเห็นเพียงส่วนเดียวดูว่าแบน แต่ความเป็นทั้งหมดคือกลม การเอาการรู้เห็นเพียงส่วนเดียวไปสรุปทั้งหมดอาจผิดได้ ความจริงโลกหมุนรอบตัวเอง และหมุนรอบดวงอาทิตย์ แต่ความใหญ่ของโลกเมื่อเทียบกับตัวเรา เราไม่รู้สึกว่าโลกเคลื่อน เราคิดว่าโลกอยู่กับที่หรือสถิต เมื่อเราคิดว่าโลกสถิต เข้าดวงอาทิตย์ขึ้นทางหนึ่งและเย็นไปตกอีกทางหนึ่ง เพราะฉะนั้นดวงอาทิตย์ต้องหมุนรอบโลก ซึ่งผิด เพราะความจริงคือโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ ฉะนั้น ประสบกาณณ์รอบตัวอาจหลอกเราได้ เพราะเรารู้เห็นสัน รู้เห็นเป็นบางส่วน ไม่รู้เห็นทั้งหมด ความเป็นทั้งหมดนั้นเชื่อมโยง ฉะนั้น การรู้เห็นบางส่วนแล้วไปสรุปเป็นทั้งหมดจึงอาจผิดได้ การรู้เห็นอย่างเชื่อมโยงเป็นปัญญา ส่วนการรู้เป็นส่วนๆ เป็นความรู้ ความรู้อาจไม่ใช่ปัญญา คือ ไม่รู้ธรรมชาติตามความเป็นจริง อีกอย่างหนึ่งที่ประสบกาณ์อาจหลอกเราก็คือ การที่เห็นสิ่งต่างๆ แยกกัน เป็นสัตว์ เป็นต้นไม้ เป็นคน สิ่งเหล่านี้เป็นอะไรก็ดูเป็นอย่างนั้นตายตัว คือเป็นสัตว์ก็เป็นสัตว์ เป็นต้นไม้ก็เป็นต้นไม้ เป็นคนก็เป็นคน การรู้เห็นอย่างนี้จะทำให้เราเข้าไปสู่มายาคติ ว่าอะไรเป็นอะไรก็เป็นอย่างนั้นตายตัว หรือทำให้เห็นแบบตายตัว และคิดแบบตายตัว คือเห็นแบบนิจจัง แท้ที่จริง สิ่งทั้งหลายล้วนเปลี่ยนแปลงและเชื่อมโยงกัน แต่เราจะถูกหลอกให้เข้าไปสู่ทรรศนะสถิตและแยกส่วน ซึ่งไม่ตรงต่อความเป็นจริง คนโดยทั่วไปจะคิดแบบแยกส่วนและตายตัว การคิดแบบแยกส่วนและตายตัวนำไปสู่ความขัดแย้งและวิกฤต ตอนที่ 2 ชุมทรัพย์ในตน 53 # สอง อิตยาดความเป็นกลาง ถ้าจิตไม่เป็นกลาง ก็จะไม่รู้เห็นสภาพตามความเป็นจริงได้ จิตที่มี อคติด้วยประการใดๆ ก็ตาม เช่น ฉันทาคติ โมหาคติ โทสาคติ หรือภยาคติ ก็จะเห็นเอียงไปตามคตินั้นๆ จิตที่ยึดมั่นก็ทำให้ไม่รู้เห็นสิ่งต่างๆ ตาม ความเป็นจริง เช่น ยึดมั่นในทิฐิหรือทฤษฎีบางอย่าง หรือยึดมั่นในหลัก วิชาบางประการ ปุญชนมีกิเลส ทำให้ไม่รู้เห็นสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริง เช่น เวลาโกรธ เรามองไม่เห็นความดีของบุคคลตามความเป็นจริง แต่จะเพ่งเล็งแบบแยก ส่วนเฉพาะตรงที่เป็นประเด็นที่โกรธ หรือเมื่อมีความโลกก็จะเห็นเฉพาะ ประโยชน์ตน ไม่เห็นประโยชน์ผู้อื่น กิเลสจึงเป็นตัวกีดขวางไม่ให้มนุษย์เข้า ถึงปัญญา การเข้าไปยึดมั่นในทิฐิ หรือทฤษฎี หรือหลักวิชาบางอย่าง ทำให้ ติดอยู่อย่างนั้น แกะไม่ออก ขาดอิสรภาพที่จะรู้เห็นสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริง เช่น หลักวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ได้ทำให้มนุษย์เข้าถึงความจริงตาม ธรรมชาติบางส่วนแล้วเอาความรู้นั้นมาใช้ทำให้เกิดอำนาจมหัศจรรย์ เหมือน ปาฏิหาริย์ต่างๆ แล้วพากันเสพติดอำนาจมหัศจรรย์ต่างๆ เหล่านั้น แต่ วิทยาศาสตร์อย่างที่ยึดถือกันมายังไม่ใช่ปัญญาที่เข้าถึงความจริงทั้งหมด เพราะ วิทยาศาสตร์นั้นแยกส่วนเพราะธรรมชาติของวิทยาศาสตร์เอง กล่าวคือ วิทยาศาสตร์เน้นที่การชั่งตวงวัดได้แม่นยำ (precision) เมื่อเน้นที่ความแม่นยำ ก็เห็นเฉพาะหรืออย่างตายตัว สิ่งที่วัดได้แม่นยำก็คือวัตถุหรือรูปธรรม แต่ นามธรรม เช่น จิตและคุณค่า ชั่ง ตวง วัด ไม่แม่นยำ จึงถูกทอดทิ้ง หรือ ตัดออกไปจากกระบวนการความเป็นวิทยาศาสตร์ เมื่อเป็นเช่นนี้โลกจึงเอียง เอียงมาทางโลกของวัตถุ หรือวัตถุนิยมที่พร่องทางด้านนามธรรมคือจิต และคุณค่า หรือจิตวิญญาณ ในยุคปัจจุบันที่วิทยาศาสตร์เจริญขึ้น และกระแสวิทยาศาสตร์ได้ รับความนิยมทั่วโลก ทรรศนะของมนุษย์ก็เอียงหรือบกพร่อง หรือพิการ เห็น วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 54 แต่ทางด้านวัตถุ และเห็นแบบตายตัว แยกส่วน เมื่อเห็นอย่างนั้นก็คิดอย่างนั้น คือคิดแบบตายตัว แยกส่วน การมีทรรศนะและการคิดอย่างนั้นทำให้ไม่ตรงต่อความเป็นจริง ตามธรรมชาติ ทำให้คนทั้งหมดตกอยู่ในโมหภูมิหรืออวิชชา เมื่อไม่รู้ ความจริงก็ทำให้ถูกต้องไม่ได้ เมื่อไม่ถูกต้องก็จะสะสมปัญหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนวิกฤต ทรรศนะแบบวิทยาศาสตร์เก่าๆ ได้พามนุษย์มาสู่สภาวะวิกฤตใน ปัจจุบันจนสุดสายป่าน ไม่สามารถจะไปได้แบบเดิมอีกต่อไปแล้ว ความ พยายามที่จะไปต่อไปแบบเดิมจึงทำให้อึดอัด ตัดขัด ขัดข้อง ขัดแย้ง นัว เนียไปหมด ความติดขัดทำให้เกิดความเครียดในระบบทั้งหมด ปัญหาสุขภาพ ธรรมชาติความเป็นจริงของสรรพสิ่งคือความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง หรืออนิจจตฺ ไม่ใช่ภาวะสถิต หรือตายตัว เมื่อไม่ตายตัวก็เชื่อมกันไม่แยก ส่วน สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนเชื่อมโยงอย่างเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง (dynamic inter-connectedness) คำทางพุทธเรียกว่าอิทัปปัจจยตา อิทัป- ปัจจยตาคือสภาพที่สรรพสิ่งทั้งหลายเป็นปัจจัยต่อกันและกัน หรือเป็น กระแสของเหตุปัจจัยอันหนุนเนื่องกันเป็นนิรันดร เมื่อธรรมชาติเป็นกระแสของเหตุปัจจัยอันหนุนเนื่องเป็นพลวัต (dynamic inter-connectedness) ก็จะหาจุดเริ่มต้นและจุดสุดท้ายไม่พบ เป็นเช่นนั้นเรื่อยไปเป็นนิรันดร เมื่อเป็นเช่นนั้น อะไรที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ ก็เพราะมีเหตุปัจจัยให้มัน เกิดขึ้นหรือมีอยู่อะไรที่ไม่เกิดหรือไม่มี ก็เพราะไม่มีเหตุปัจจัยให้มันเกิดหรือมี ทุกอย่างมีเหตุเป็นแดนเกิด หรือมีเหตุผลตามธรรมชาติ ความต้องการของ เรา เพราะความยึดมั่นในตัวตนของเรา (อัตตา) ไปขัดกับธรรมชาติตาม ความเป็นจริง จึงเกิดความขัดแย้งขึ้น ความขัดแย้งคือทุกขตา หรือความ บีบคั้น การมีปัญญาเข้าถึงความจริงตามธรรมชาติจะทำให้หลุดพ้นจาก ตอนที่ 2 ขุมทรัพย์ในตน 55 ความบีบคั้น เป็นอิสระ มีความสงบ มีความเป็นมิตรกับสรรพสิ่ง บรรลุ ความงามตามความเป็นจริง และความสุขอันล้นเหลือ วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภาพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 56 ครู 10 เครื่องทำให้รู้เห็นธรรมชาติตามความเป็นจริง 57 เรามาจ่ออยู่ที่ประตูแล้ว คือประตูความรู้ที่ว่าถ้าเรามีปัญญารู้เห็นธรรมชาติ ตามความเป็นจริง เราจะมีความเป็นอิสระ มีมิตรภาพต่อสรรพสิ่ง ประสบ ความงามและความสุขอันล้นเหลือ อุปสรรคต่อการเกิดปัญญาคือ การรู้เห็นสั้น ไม่เชื่อมโยง และจิตขาดความเป็นกลาง ฉะนั้น การเข้าถึงปัญญาคือการ ขจัดอุปสรรคดังกล่าว นั่นคือ * การรู้อย่างเชื่อมโยงไม่ติดขัด * การคิดอย่างเป็นกลาง ทั้ง 2 ประการนี้มีปฏิสัมพันธ์กัน กล่าวคือ การรู้อะไรอย่างเชื่อม โยงก็ช่วย การคิดอย่างเป็นกลางก็ทำให้รู้ทะลุทะลวงเชื่องโยงโดยไม่ติดขัด เปรียบประดุจนิวตรอนที่มีความเป็นกลางสามารถทะลุทะลวงเครื่องกั้นทั้ง ปวงไปได้ แต่อนุภาคที่ไม่เป็นกลางคือมีประจุบวกหรือประจุลบ เคลื่อนไป ได้นิดเดียวก็ถูกประจุตรงข้ามจับไว้ ไม่สามารถทะลุทะลวงไปได้ไกล การ คิดอย่างเป็นกลางจึงทำให้เกิดการแทงทะลุทางปัญญา ให้เข้าถึงสภาพความ เป็นจริงของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภาพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 58 # การรู้อย่างเชื่อมโยง ทุกวันนี้เรารู้สั้นแบบแยกส่วน เช่น คนในเมืองก็ไม่รู้เรื่องของคนชนบท ไม่รู้เรื่องต้นน้ำลำธาร ไม่รู้เรื่องดินป่าเขาซึ่งเป็นต้นกำเนิดของน้ำ คนในกรุง รู้จักน้ำเพียงก๊อกน้ำ จึงมีพฤติกรรมแบบแยกส่วน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงกัน น้ำที่ก๊อกน้ำที่เราใช้นั้นเชื่อมโยงไปยาวไกลถึงป่า ต้นน้ำลำธาร ถ้าปาเหล่านั้นหมดไป ต้นน้ำลำธารก็ไม่มี ถ้าคนต้นน้ำทำ เกษตรแบบใช้สารพิษคือยาฆ่าแมลง สารพิษนั้นก็มาตามน้ำมาเป็นอันตราย ต่อคนปลายน้ำได้ พฤติกรรมของคนในเมืองก็ไปกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่มี ผลต่อน้ำ เช่น นโยบายรัฐบาลที่ให้สัมปทานคนที่มีเงินมีเครื่องมือไปตัดต้นไม้ หรือการมีนโยบายนำเกษตรแผนใหม่ ปลูกพืชเชิงเดี่ยว (monocrop) มาใช้ เพื่อความสะดวกแก่การค้าขาย และเพื่อความร่ำรวยของคนส่วนน้อยในเมือง ก็ทำให้เกิดการทำลายป่าขนานใหญ่ และการทำเกษตรกรรมที่ต้องใช้สารเคมี ทำให้น้ำเหือดแห้งไปและเป็นพิษ เป็นผลร้ายต่อคนทั้งหมด การรู้แบบแยก ส่วนและพฤติกรรมแบบแยกส่วนก่อให้เกิดผลร้ายต่อส่วนรวมหรือความ เป็นทั้งหมดเสมอ เพราะฉะนั้น การเรียนรู้อะไรไม่ควรจะรู้เฉพาะเรื่องนั้น โดยแยกส่วนจากทั้งหมด ไม่ว่าจะรู้เรื่องอะไร พยายามเชื่อมโยงเรื่องนั้นไป กับทั้งหมดเสมอ ให้รู้เห็นความเป็นทั้งหมดเสมอ อย่างเรื่องน้ำเรื่องเดียวก็ สามารถเชื่อมโยงกับสรรพสิ่งต่างๆ ไปได้หมดทั้งโลก และยังเชื่อมกับดวง จันทร์และดวงอาทิตย์ด้วย หัดให้เป็นนิสัยว่าเห็นอะไรรู้อะไรก็พยายาม เชื่อมโยงกับความเป็นทั้งหมด จะพบว่าความรู้สึกนิดคิดของเราจะเปลี่ยนไป และประสบอิสรภาพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างเรื่องการคิดแยกส่วนเพิ่มเติมอีก 2 เรื่องคือ หนึ่ง เรื่องการนิยมกินขากบที่ลอสแองเจลิส ครั้งหนึ่งที่เมือง ลอสแองเจลิส เกิดนิยมกินซุปขากบ ว่าเป็นอาหารเลิศรส ที่อินเดียมีคน จับกบส่งไปขายที่ลอสแองเจลิสเป็นพันๆ กิโลกรัม เมื่อกบจำนวนมากออก ไปจากวงจรธรรมชาติ แมลงก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น ลงกินพืชผลของชาวนา ตอนที่ 2 ชุมทรัพย์ในตน 59 ทำให้ต้องใช้ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าแมลงก็ไปฆ่าไส้เดือนและจุลชีพในดินทำให้ ดินเสื่อมคุณภาพ และยาฆ่าแมลงลงไปในน้ำในนาทำให้ปูปลาตาย งูและ คนที่กินปูปลาที่มีสารพิษก็ได้รับพิษภัย จะเห็นได้ว่าธรรมชาตินั้นเชื่อมโยง กันเป็นห่วงโซ่ เมื่อไปคิดแบบแยกส่วน ทำแบบแยกส่วน ตัดห่วงโซ่ข้อใด ข้อหนึ่งออกไป ก็จะไปรบกวนความเชื่อมโยงและความสมดุลของธรรมชาติ เกิดความเดือดร้อนทั่วไป สอง ครั้งหนึ่งมีการค้นพบพันธุ์ข้าวชนิดใหม่ที่ให้เมล็ดโตกว่า และ ข้าวสุกเร็วกว่าพันธุ์ธรรมดา ซึ่งก็ดูน่าจะดี แต่เมื่อลองเอาข้าวพันธุ์นี้ไปปลูก ที่หมู่บ้านหนึ่ง เมื่อข้าวที่นี่ออกรวงและสุกก่อนไร่อื่นๆ ก็ปรากฏว่านกและ หนูบรรดามีพากันลงรุมกินข้าวที่ไร่นี้จนหมด ตามปรกติ เมื่อข้าวสุกพร้อมๆ กัน นกและหนูก็จะกระจายกันกินที่โน่นที่นี่ ไม่ใครเสียหายทั้งหมด สรรพสิ่ง ทั้งหลายล้วนเชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ข้าว วิถีของเพื่อนบ้าน นก หนู แมลง กบ เขียด งู เมื่อไปคิดแบบแยกส่วน ทำแบบแยกส่วน ก็รบกวน สมดุลของธรรมชาติและเกิดความเสียหาย ที่จริงมนุษย์ทั้งหมดและธรรมชาติทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียวกัน สากล จักรวาลหรือเอกภพ (Universe) มีกลุ่มดาวใหญ่ๆ ที่เรียกว่ากาแล็กซีถึง 100,000 ล้านกาแล็กซี แต่ละกาแล็กซีมีดาวประมาณ 100,000 ล้านดวง ใน คืนเดือนมืดที่เราเห็นดาวระยิบประดุจเม็ดทรายนั้น คือดาวที่อยู่ในกาแล็กซี เดียวกับที่สุริยจักรวาลอยู่ สุริยจักรวาลเป็นส่วนนิดเดียวของกาแล็กซี แสง ซึ่งวินาทีหนึ่งเดินทางได้หลายรอบโลก จะต้องใช้เวลาเดินทางถึง 100,000 ปี จากขอบหนึ่งของกาแล็กซีไปยังอีกขอบหนึ่ง แต่ถ้าพูดถึงสากลจักรวาลแล้ว แสงต้องใช้เวลาเดินทางจากขอบหนึ่งไปยังอีกขอบหนึ่งกว่า 10,000 ล้านปี ที่กล่าวมานี้เพื่อแสดงให้เห็นความใหญ่โตของสากลจักรวาล แต่สากล จักรวาลนี้เกิดมาจากจุดเล็กนิดเดียวที่เรียกว่าพินทุ (Singularity) ที่ทำให้ เกิดระเบิดตูมใหญ่ (Big Bang) เมื่อ 15,000 ล้านปีก่อน แล้วกลายเป็น จักรวาลทั้งหมด แสดงว่าสรรพสิ่งทั้งจักรวาลคือมนุษย์ทั้งหมดและดวงดาว 60 วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สุภพฏมิใหม่แห่งการพัฒนา ทั้งหมดมาจากเอกสภาวะหนึ่งเดียวกัน คือเป็นเนื้อเดียวกันแท้ๆ ถ้าเรา เข้าใจความเป็นหนึ่งเดียวกันของตัวเราเองกับสรรพสิ่งทั้งหลาย เราจะหลุด ออกจากความคับแคบในตัวเอง เกิดมีจิตสำนึกที่ใหญ่ ลดละความเห็นแก่ตัวลง เพราะรู้ว่าตัวเราไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล แต่เป็นส่วนหนึ่งหรือเป็นหนึ่ง เดียวกับสรรพสิ่งทั้งหมด เราสัมผัสอยู่กับสิ่งรอบตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะ เป็นสายลม แสงแดด ท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ถ้าเราเข้า ใจว่าเรากับธรรมชาติทั้งหมดล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน การสัมผัสกับธรรมชาติ รอบตัวก็จะทำให้เราเกิดปัญญา รู้เห็นธรรมชาติตามที่เป็นจริง และเกิด จิตสำนึกใหม่ คือมีการเปลี่ยนแปลงจากจิตสำนึกอันคับแคบไปสู่จิตสำนึกที่ กว้างใหญ่ไพศาลที่สุด ถ้าเราฝึกให้รู้อย่างเชื่อมโยงเสมอๆ การรู้อย่างเชื่อมโยงจะทำให้เรา ลดละความเห็นแก่ตัว หรือจากการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง เกิดพัฒนาการ ทางจิตวิญญาณ ทำให้เกิดความสมบูรณ์ในตัวเองและอิสรภาพ ## การคิดอย่างเป็นกลาง การคิดอย่างเป็นกลางทำให้เกิดปัญญาและความสุข เพราะการคิด อย่างเป็นกลางทำให้การคิดเคลื่อนไหวอย่างอิสระ ไม่ติดขัด ไปตามความ เป็นจริง ณ แต่ละจุดแห่งกาลและเทศะที่เชื่อมโยงและเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง การคิดและความเป็นจริงกลายเป็นสิ่งเดียวกัน การที่ความคิดเลื่อนไหลไป ได้อย่างอิสระไม่ติดขัดทำให้มีความสุข ปัญญาที่รู้เห็นสิ่งทั้งหลายตามที่เป็น จริงกับความสุขกลายเป็นเรื่องเดียวกัน ธรรมชาติความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายคือเป็นกระแสของเหตุ ปัจจัยที่หนุนเนื่อง หรือที่เรียกว่าอิทัปปัจจยตา การคิดอย่างเป็นกลางคือการ คิดตามความเป็นจริงตามธรรมชาติ คือการคิดอย่างอิทัปปัจจยตา หรือการ คิดอย่างมัชฌิมาปฏิปทา พราหมณ์ชาญุสโสถีเข้าไปถามพระพุทธเจ้าว่า "พระโคดมผู้เจริญ ตอนที่ 2 ชุมทรัพย์ในตน 61 สิ่งทั้งปวงมีอยู่จริงหรือหนอแล" พระพุทธเจ้าตอบว่า "ดูกรพราหมณ์ โวหาร อย่างนี้เป็นที่สุดประการหนึ่ง" พราหมณ์จึงถามใหม่ว่า "พระโคดมผู้เจริญ ก็สิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่จริงหรือหนอ" "ดูกรพราหมณ์ โวหารอย่างนี้เป็นที่สุดประการที่สอง" พระพุทธเจ้า ตอบและตรัสต่อไปว่า "ตถาคตไม่เข้าใกล้ส่วนสุดทั้งหมด ตถาคตจะสอน ทางสายกลาง เพราะสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ไม่มีสิ่งนี้จึงไม่มี" อธิบายความข้างต้นดังนี้ ที่พราหมณ์ถามว่าสิ่งทั้งปวงต้องมีอยู่จริง นั้นเป็นการคิดแบบสุดโต่ง คำว่าที่สุดหมายถึงสุดโต่ง (extreme) หรือว่าสิ่ง ทั้งปวงต้องไม่มีอยู่จริงก็เป็นการสุดโต่งประการที่สอง หรือสุดโต่งไปอีกทาง หนึ่ง การคิดดังกล่าวเป็นการตายตัวว่าต้องมี หรือต้องไม่มีโดยตัวของ ตัวเอง แต่ความจริงหรือทางสายกลางนั้นคือไม่ตายตัว แล้วแต่ว่ามีเหตุ ปัจจัยหรือไม่มีเหตุปัจจัย ถ้ามีเหตุให้มีก็มี ถ้าไม่มีเหตุให้มีก็ไม่มี ฉะนั้น สิ่งต่างๆ ไม่ใช่ว่ามีหรือไม่มีด้วยตัวของมันเอง แต่ขึ้นอยู่กับความเป็นปัจจัย หรืออิทัปปัจจยตา ทางสายกลางในที่นี้จึงหมายถึงคิดแบบอิทัปปัจจยตา หรือคิดแบบความเป็นเหตุปัจจัยที่หนุนเนื่อง หรือการเลื่อนไหลโดยอิสระ ไม่สะดุดหรือติดขัด ไม่คิดเป็นก้อนๆ สำเร็จรูปตายตัว แต่คิดเป็น กระบวนการที่เชื่อมโยงเป็นพลวัต สำหรับคนส่วนใหญ่จะเห็นว่า โลกหรือธรรมชาติประกอบด้วยของ สำเร็จรูปตายตัว (product) เป็นสิ่งๆ หรือเป็นก้อนๆ เป็นดิน หิน ภูเขา แม่น้ำ ต้นไม้เล็ก ต้นไม้ใหญ่ สัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่ นก ผีเสื้อ คน แยกกัน อยู่เป็นสิ่งหรือเป็นเรื่องๆ วิธีคิดแบบอิทัปปัจจยตาหรือกระแสของเหตุ ปัจจัยเห็นทั้งหมดเป็นกระแสหรือกระบวนการ (process) ประกอบด้วย เหตุปัจจัยหนุนเนื่อง และผลักดันกันเป็นทอดๆ เช่น เพราะมีธาตุต่างๆ จึง มีสาร เพราะมีสารจึงมีดิน เพราะมี DNA จึงมีชีวิตลักษณะต่างๆ ตาม 62 วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา การกำหนดของรหัสใน DNA เป็นไวรัส หรือเป็นช้าง หรือเป็นปลาวาฬ ซีวิต ต่างๆ เหล่านี้ประกอบด้วยการประชุมกันของสารต่างๆ ในรูปลักษณะหนึ่งๆ เป็นการชั่วคราว แล้วก็เสื่อมสลายแตกดับไป สสารต่างๆ ที่เคยประชุมกัน อยู่เป็นรูปก็แยกย้ายกันไป ลงดินบ้าง อยู่ในอากาศบ้าง เข้าไปสู่ต้นไม้ หรือ จุลชีพ หรือสัตว์ เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เรื่อยไปเป็นนิจนิรันดร ไม่มี อะไรที่มีตัวตนตายตัวเป็นนิรันดร การเปลี่ยนแปลงต่างหากที่เป็นนิรันดร ถ้าเราคิดแบบสำเร็จรูปตายตัว โลกก็จะเป็นก้อนๆ ถ้าเราคิดแบบ อิทัปปัจจยตา โลกก็จะเป็นคลื่น หรือกระแสของเหตุปัจจัยที่เคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โลกเป็นอย่างไรจึงขึ้นอยู่กับการคิด หรือจะว่าเป็นมายาภาพก็ได้ การคิดแต่ละชั่วขณะก็ต่างกัน เช่น คิดเพราะกิเลสตัณหา หรือคิดด้วยการ ไม่มีกิเลสตัณหา หรือด้วยใจที่เป็นกลางก็ได้ เมื่อคิดด้วยกิเลสตัณหา ความ จริงของสิ่งหนึ่งในขณะนั้นเป็นอย่างหนึ่ง เมื่อคิดด้วยใจที่เป็นกลาง ความ จริงของสิ่งนั้นในขณะนั้นก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง เช่น ยามรักเราจะเห็นภาพหญิง หรือชาย หรือภรรยา หรือสามีเป็นอย่างหนึ่ง คนเดียวกันนั้น ยามชังหรือ เฉยๆ ภาพจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง สิ่งใดที่เราเข้าไปยึดถือว่าเป็นอย่างนั้นตายตัว แท้ที่จริงไม่ตายตัว สุดแต่การคิดของผู้สังเกต สิ่งที่ถูกสังเกตไม่ตายตัว แต่แปรผันไปตามการคิดของผู้สังเกต วัตถุสิ่งของเป็นรูปธรรม การคิดเป็นนามธรรม รูปธรรมกับนามธรรมไม่ได้แยกกันอยู่ตายตัว แต่เชื่อมโยงสัมพันธ์ มีผลถึงกัน การคิดอย่างเป็นกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทาเช่นนี้จะเห็นสรรพสิ่งทั้งปวง ทั้งรูปธรรมและนามธรรม เชื่อมโยงกันเป็นกระแสของเหตุปัจจัยแล่นโยง ถึงกันหมดจะทำให้เกิดปัญญา รู้เห็นธรรมชาติตามความเป็นจริง ไม่ติดขัด รู้ความเป็นธรรมดาของปรากฏการณ์หรือเหตุการณ์ที่มากระทบเราว่ามัน ตอนที่ 2 ชุมทรัพย์ในตน 63 เป็นเช่นนั้นเอง เมื่อรู้เท่าทันความเป็นเช่นนั้นเอง จิตก็เป็นอิสระหลุดจาก ความบีบคั้นของความต้องการให้เป็นอย่างอื่น เมื่อหลุดจากความบีบคั้นก็ มีความสงบ มีพลังและมีความสุข จิตที่ไม่สงบและบั่นทอนเกิดจากการ ไม่รู้เท่าทันสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง เมื่อมีปัญญารู้เท่าทันสิ่งทั้งหลาย ตามความเป็นจริงก็หลุดจากความบีบคั้น เป็นอิสระ สงบ มีความสุข มีพลัง เป็นอันว่าปัญญา ความเป็นอิสระ ความสงบ ความสุข ความมีพลัง เป็นเรื่องเดียวกัน ขอทวนกลับไปตามที่กล่าวข้างต้นว่า การรู้อย่างเชื่อมโยงกับการ คิดอย่างเป็นกลางมีปฏิสัมพันธ์ส่งผลถึงกัน ทำให้มีปัญญารู้เห็นธรรมชาติ ตามที่เป็นจริง ตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ขอให้อ่านซ้ำๆ ทบทวนไปมา เพราะ ยังอาจยากที่จะเข้าใจ เพราะเราเคยชินกับการรู้แบบแยกส่วน และคิดอย่าง ไม่เป็นกลาง ถ้าพยายามฝึกให้เข้าใจตรงนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเอง อย่างถึงรากถึงโคน เปลี่ยนสภาพเป็นอยู่ด้วยปัญญา อิสรภาพ ความสงบ ประสบความงาม มิตรภาพ ความสุข และพลังสร้างสรรค์อันไพศาล เรื่องนี้จะได้อธิบายประกอบและเพิ่มเติมในตอนต่อๆ ไป วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 64 11 อิทัปปัจจยตา 65 บทนี้ต่อจากบทที่แล้ว เพื่อยกเรื่องอิทัปปัจจยตาขึ้นมาให้เด่น เพื่อนำมาสู่ การรับรู้ จินตนาการ และจิตสำนึก จนเป็นปรกติธรรมดา เพราะการเข้าถึง อิทัปปัจจยตาจะเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ให้เข้าถึงธรรมหรือความ เป็นธรรมดา ไม่ติดขัดทางปัญญา มีอิสรภาพ มีเมตตา มีบรมสุข อิทัป- ปัจจยตาเป็นเครื่องมือในการเขยื้อนภูมิของมนุษย์จากภูมิที่ 3 ไปสู่ภูมิที่ 4 อิทะ แปลว่า นี้ ปัจจยตา ความเป็นปัจจัยให้เกิด หรือปัจจยาการ โดยศัพท์หมาย ถึง นี้ทำให้เกิดนี้ -> นี้ทำให้เกิดนี้ -> นี้ทำให้เกิดนี้ -> ... หรือความเป็นกระแสของเหตุปัจจัยที่ผลักดันกันต่อๆ ไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดสิ้นสุด กระแสของปัจจยาการเป็นมาและเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เป็น ธรรมชาตินิรันดร นี้คือความจริงตามธรรมชาติ คือการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง (อนิจจัง) ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ (นิจจัง) เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตามกระแสของเหตุปัจจัยที่หนุนเนื่องอย่างไม่ขาดสาย ไม่มีตัวตนโดยเอกเทศที่คงที่ตายตัว นั่นคือเป็นอนันตตา เมื่อไม่มีตัวตนโดยเอกเทศที่คงที่ตายตัว ทุกอย่างจึงสัมพันธ์เชื่อม วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 66 โยงถึงกันอย่างเป็นพลวัต (dynamic Interconnectedness) ตลอดทั่วทั้งสากล จักรวาลและเลยจักรวาลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด มนุษย์ เพราะความไม่รู้หรือถูกมายาคติเข้าครอบงำจะเห็นสิ่งต่างๆ เป็นส่วนๆ โดยเอกเทศและตายตัว โลกหรือธรรมชาติสำหรับบุคคลโดยทั่ว ไปเป็นก้อนๆ เป็นคน สัตว์ ต้นไม้ ก้อนหิน ภูเขา แม่น้ำ แยกส่วนตายตัว รูปที่ 2 โลกที่เป็นก้อนๆ แยกส่วนกันตายตัว กับโลกที่เป็นกระแสคลื่นเชื่อมโยงกัน ซึ่งไม่ตรงต่อความเป็นจริงที่เป็นกระแสคลื่นที่เชื่อมโยงถึงกัน และ กระเพื่อมไหวเปลี่ยนแปลงโดยทั่วตลอด ไม่มีอะไรไม่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน ถ้าเห็นและคิดแบบเป็นก้อน ก็จะเข้าไปติดในก้อน ไม่สามารถเชื่อม โยงต่อเนื่องไปอย่างอิสระตามความเป็นจริงทำให้สะดุดหรือติดขัดทางปัญญา เมื่อสะดุดหรือติดขัดก็บีบคั้น เปรียบประดุจในระบบไหลเวียนเลือด ถ้า เลือดไหลเวียนโดยไม่ติดขัดก็จะเกิดปรกติภาพ แต่ถ้ามีเลือดที่เป็นก้อน กิดขวางหรืออุดตัน ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนได้คล่องอิสระ ก็จะเกิด ความไม่ปรกติขึ้น กระแสความคิดอย่างเป็นกลาง คล่องอิสระ ไม่ติดขัด ก่อให้เกิด อิสรภาพ หลุดพ้นจากความบีบคั้น เกิดปรกติภาพหรือมีความสุข นิทานเรื่อง ตากับยายปลูกถั่วปลูกงาให้หลานเฝ้า เป็นตัวอย่างง่ายๆ ตอนที่ 2 ชุมทรัพย์ในตน 67 ของอิทัปปัจจยตา คือ * ตากับยายปลูกถั่วปลูกงาให้หลานเฝ้า * หลานไม่เฝ้า กาจึงกินถั่วกินงา * ยายมายายด่า ตามาตาตี * หลานจึงร้องไห้ไปหานายพราน ให้ช่วยยิงกา * นายพรานบอกว่าธุระอะไรของข้า * หลานจึงร้องไห้ไปหาหนู ให้ช่วยกัดสายธนูนายพราน * หนูบอกว่าธุระอะไรของข้า * หลานจึงร้องไห้ไปหาแมว ให้ช่วยจับหนู * แมวบอกว่าธุระอะไรของข้า * หลานจึงร้องไห้ไปหาหมา ให้ช่วยกัดแมว * หมาบอกธุระอะไรของข้า * หลานจึงร้องไห้ไปหาช้าง ให้ช่วยกระทืบหมา * ช้างบอกธุระอะไรของข้า * หลานจึงร้องไห้ไปหาแมลงหวี่ ให้ช่วยตอมตาช้าง * แมลงหวี่ไปตอมตาช้าง -> ช้างไปกระทืบหมา -> หมาไปกัดแมว * -> แมวไปจับหนู -> หนูไปกัดสายธนูนายพราน -> นายพรานไปยิงกา * -> กาไม่มากินถั่วกินงา -> ยายมายายไม่ด่า ตามาตาไม่ตี นี้เป็นตัวอย่างสนุกๆ คือ เหตุปัจจัยที่ผลักดันกันเป็นต่อๆ หรือ **อิทัปปัจจยตา** แต่อิทัปปัจจยตาก็เป็นจริงกับทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ธรรมชาตินอกตัว ธรรมชาติในตัว หรือธรรมชาติในตัวกับนอกตัวที่เชื่อมโยงกัน เช่น * เพราะมีโลก -> จึงมีสสาร -> เพราะมีอนินทรียสาร -> จึงมี อินทรียสาร -> เพราะมีอินทรียสารจึงมีพืช -> เพราะมีดวงอาทิตย์ พืช จึงได้พลังงานมาสังเคราะห์แสง -> เพราะมีการสังเคราะห์แสงจึงมีการ ปล่อยออกซิเจนมาสู่อากาศ -> เพราะมีออกซิเจนในอากาศจึงมีสัตว์ที่ใช้ 68 วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่กพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา ออกซิเจน -> สัตว์ที่ใช้ออกซิเจนปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่อากาศ -> เพราะมีคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศให้พืชเอาไปสังเคราะห์อาหาร -> ... เป็นกระแสของเหตุปัจจัยเช่นนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ดวงอาทิตย์ แสงแดด พืช สัตว์ ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ มนุษย์ เมฆ น้ำ เมือง ชนบท คนในเมือง คนในชนบท ล้วนเชื่อมโยงเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน คนไม่รู้จะไม่เห็นความเชื่อมโยงสัมพันธ์อันยาวไกล เช่น รู้จักน้ำแต่เพียงก๊อกน้ำในห้องน้ำ ไม่เข้าใจความสัมพันธ์ของน้ำในบ้านยาวไกลไปจนถึงต้นน้ำลำธารและป่าอันเป็นแหล่งกำเนิดของน้ำ ผู้คนที่อาศัยอยู่บนต้นน้ำลำธาร การรักษาป่าของคนต้นน้ำลำธารเป็นปัจจัยให้มีน้ำในก๊อกน้ำในบ้านเรา คนในเมืองสัมพันธ์กับชนบท เพราะชนบทผลิตอาหารและเป็นแหล่งของวัตถุและพลังงานมาเลี้ยงเมือง ถ้าชนบทมีปรกติภาพก็เป็นปัจจัยให้เมืองมีสุขภาวะ ถ้าชนบทแตกสลายทางสิ่งแวดล้อมก็ดี ทางสังคมเศรษฐกิจก็ดี ย่อมกระทบเมือง เช่น ขาดแคลนอาหาร ขาดแคลนน้ำและพลังงาน คนในชนบททะลักเข้ามาอยู่ในเมืองทำให้เกิดความแออัดยัดเยียดในเมืองและปัญหาเมืองสารพัดอย่าง ถ้าเข้าใจอิทัปปัจจยตาต้องจัดให้องค์ประกอบต่างๆ สัมพันธ์กันอย่างเกื้อกูล ความคิดแบบแยกส่วนทำให้พัฒนาแบบแยกส่วน อันนำไปสู่ทุกข์สัมพันธ์หรือความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งหรือทำลายกัน ทำให้สังคมเจ็บป่วยและวิกฤต การดำรงชีวิตแบบแยกส่วนและการเรียนโดยเอาวิชาที่แยกส่วนเป็นวิชาๆ ไม่ทำให้เข้าใจความเป็นอิทัปปัจจยตาของสรรพสิ่ง และทำให้เกิดการพัฒนาแบบแยกส่วน เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจที่เอาเงินเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับชีวิต จิตใจ ครอบครัว ชุมชน วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จึงเกิดวิกฤต วิกฤตการณ์ของมนุษย์ในปัจจุบันเกิดจากความเข้าใจแบบแยกส่วนและพัฒนาแบบแยกส่วน เพราะไม่เข้าใจอิทัปปัจจยตาแห่งความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง เหมือนตาบอดคลำช้างโดยไม่เห็นช้างทั้งตัว อิทัปปัจจยตาจะช่วยให้เห็นช้างทั้งตัว เรื่องในตัวก็เป็นอิทัปปัจจยตา และเมื่อเข้าใจอิทัปปัจจยตาก็หมด ตอนที่ 2 ชุมทรัพย์ในตน 69 ปัญหาระหว่างเรื่องนอกตัวกับในตัว ระหว่างวัตถุกับจิต ระหว่างกายกับใจ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่แยกจากกันเป็นส่วนๆ ตายตัว แต่เชื่อมโยงเป็นปัจจัยการ ต่อกันตามหลักอิทัปปัจจยตา ที่เรียกว่าร่างกายก็ประกอบด้วยของต่างๆ ที่มา จากธรรมชาติที่เรียกว่าดิน น้ำ ลม ไฟ หรือธาตุต่างๆ ที่มาประชุมกันอยู่ ในรูปที่ติดต่อเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนกับสิ่งแวดล้อมตลอดเวลา เช่น หายใจ เอาออกซิเจนเข้า ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออก กินธาตุอาหารต่างๆ เข้า และปล่อยของต่างๆ ออกทางอุจจาระ ปัสสาวะ ธาตุต่างๆ เหล่านี้แลกเปลี่ยน เวียนวนระหว่างมนุษย์ พืช สัตว์ และธรรมชาติแวดล้อม เมื่อความมีชีวิต ยุติ ธาตุต่างๆ ที่มาก่อรูปเป็นกระดูก เนื้อหนัง ปอด ตับ ไต ไส้ พุง ก็ สลายกลายเป็นธาตุคืนสู่วงจรธรรมชาติ อนุที่อยู่ในตัวเราก็อาจเคลื่อนไหว ย้ายไปเป็นส่วนหนึ่งของไส้เดือน งู หนอน ไวรัส แบคทีเรีย อากาศ เมฆ เพราะทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ตามหลักอิทัปปัจจยตา กายกับจิตก็ไม่ได้แยกจากกัน จิตกับสิ่ง แวดล้อมก็ไม่ได้แยกจากกัน ทั้งหมดเป็น "กระบวนการ" หรือ process ที่ เชื่อมต่อถึงกัน ไม่ใช่แยกเป็นของสำเร็จรูปตายตัว หรือ product คนทั่วไป มักจะเห็นสิ่งต่างๆ เป็นของสำเร็จรูปตายตัว ไม่เห็นเป็นกระบวนการที่หนุน เนื่อง อิทัปปัจจยตาไม่มองเห็นเป็นของสำเร็จรูปตายตัว แต่เห็นเป็นกระบวน- การที่หนุนเนื่องไม่ขาดสาย จิตจึงไม่ใช่ดวงอะไรที่สำเร็จรูปตายตัวที่ล่อง ลอยไปจุติ แต่จิตเป็นกระบวนการที่มีเหตุปัจจัยหนุนเนื่อง เช่น เพราะตาเห็นรูปจึงเกิดจักขุวิญญาณ ตาเป็นกาย เป็นของในตัว รูปเป็นของนอกตัว จักขุวิญญาณคือ การรู้ทางตา วิญญาณหรือการรู้เป็นอาการอย่างหนึ่งของจิต เกิดขึ้นเมื่อตา กระทบรูปเป็นปัจจัย จักขุวิญญาณไม่ได้ดำรงอยู่เองโดยไม่มีเหตุปัจจัย เพราะ ตากระทบรูปเป็นปัจจัยจึงมีจักขุวิญญาณ เมื่อตาเห็นรูปและรู้รูป (วิญญาณ) ก็เกิดความรู้สึกว่าชอบหรือไม่ชอบ ความรู้สึก (เวทนา) เป็นอาการอีกอย่าง หนึ่งของจิต ชอบหรือไม่ชอบก็เอาไปจำไว้ (สัญญา) การจำเป็นอาการอีกอย่าง วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 70 หนึ่งของจิต และก็เกิดการคิดปรุงแต่ง (สังขาร) ประกอบด้วยเจตนา เป็นต้น การคิดก็เป็นอาการอย่างหนึ่งของจิต ในกระบวนการของจิตที่ประกอบด้วยการรู้ (วิญญาณ) ความรู้สึก สุขทุกข์ (เวทนา) ความจำ (สัญญา) การคิด (สังขาร) ก็เกี่ยวข้องอยู่กับ อวัยวะรับสัมผัส ระบบประสาท ระบบสมอง อันประกอบด้วยสารต่างๆ เป็น จำนวนมากอันรวมเรียกว่ากายหรือรูป จิตจึงเป็นปรากฏการณ์หรือกระบวนการที่เกิดขึ้นคราวหนึ่งๆ จาก เหตุปัจจัยที่แล่นต่อๆ กัน ตั้งแต่รูปภายนอกกระทบกายภายในและเกิด กระบวนการของจิต จิตจึงไม่ใช่ดวงอะไรที่ดำรงอยู่โดยเอกเทศ แต่เป็น กระแสของเหตุปัจจัยที่หนุนเนื่องกันในแวบหนึ่งๆ จิตเมื่อกี้กับจิตขณะนี้ก็ เป็นคนละดวงแล้ว เพราะมีเหตุปัจจัยหรืออิทัปปัจจยตาต่างกัน ความเข้าใจว่าจิตเป็นดวงที่สำเร็จรูปตายตัว กับว่าจิตเป็น กระบวนการตามหลักอิทัปปัจจยตามีความสำคัญต่อท่าทีและการกระทำ ของมนุษย์ ถ้าจิตเป็นดวงที่สำเร็จรูปตายตัวจะคิดเรื่องจิตแบบแยกส่วน จากกายและจากสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การปฏิบัติแบบแยกส่วน แต่ถ้าจิตตาม หลักอิทัปปัจจยตาเป็นกระแสของเหตุปัจจัยที่หนุนเนื่อง จิตกับกายและสิ่ง แวดล้อมก็จะเชื่อมต่อกัน ไม่แยกส่วนเป็นมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ไม่แยก กายกับจิต กาย-ใจ-สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องต้องทะนุบำรุงทุกจุดและมีผลถึงกัน เป็นการพัฒนาแบบบูรณาการ ไม่แยกเป็นส่วนๆ คนเป็นอันมากคิดว่าจิต คือวิญญาณแบบล่องลอยไปโน้นมานี่ เข้าโน่นออกนี่ ซึ่งเป็นการคิดถึงจิตที่ เป็นดวงสำเร็จรูป การทำอะไรต้องคิดถึงอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอิทธิพล เหนือวิญญาณ นำไปสู่การพึ่งพิงอำนาจ ไม่พึ่งพิงตนเอง ซึ่งไม่ได้ผลจริง หรือจิรั้งยั่งยืน จิตตามหลักอิทัปปัจจยตาที่เชื่อมโยงกับกายและสิ่งแวดล้อม จะนำไปสู่การกระทำได้ด้วยตนเอง ที่จิตเองหรือที่กาย หรือที่สิ่งแวดล้อม เป็น หนทางแห่งการพึ่งตนเอง อำนาจอยู่ที่การกระทำหรือกรรมของตนเอง ปัญหาอย่างหนึ่งของมนุษย์คือการคิดไม่ครบ แล้วทำไปเฉพาะส่วน ตอนที่ 2 ขุมทรัพย์ในตน 71 แล้วไม่ได้ผล รถยนต์ต้องมีส่วนประกอบครบจึงจะแล่นได้ ฉันใด เรื่อง อื่นๆ ก็ฉันนั้น ที่ต้องมีองค์ประกอบครบทั้งระบบ เรื่องนั้นๆ จึงจะดำเนิน ไปได้ การคิดแบบอิทัปปัจจัยต่างอะไรทำให้เกิดอะไร อะไรเป็นปัจจัยให้ เกิดอะไร อย่างเดียวกับที่เรียกว่าทำแผนที่ความคิด (Mind Mapping) พยายาม เขียนเชื่อมโยงกันให้ครบทั้งระบบ ปัญญาก็จะแตกฉาน นำไปสู่การเห็นทั้ง ระบบหรือทั้งหมด นำไปสู่การสร้างระบบซึ่งจะทำให้กิจการนั้นๆ ดำเนินไป ได้อย่างเรียบร้อย ประดุจรถที่มีส่วนประกอบครบ เพียงแต่ไขกุญแจสตาร์ตรถ กลไกทั้งหมดก็ทำงานเชื่อมโยงกันทำให้รถวิ่งไปได้ การคิดแบบอิทัป-ปัจจัย อาจจะเชื่อมโยงไปทั้งหมดไม่ติดขัด ทำให้เกิดปัญญา เห็นองค์รวมหรือ ระบบของเรื่องนั้นๆ ทั้งระบบ ในระบบใดระบบที่มีผู้เกี่ยวข้องอยู่ด้วยจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น องค์กรหรือเรื่อง เช่น เรื่องชนบทหรือระบบชนบท มีผู้คนและองค์กรเกี่ยว ข้องมากมาย การที่ระบบนั้นๆ หรือเรื่องนั้นๆ จะดำเนินไปได้อย่างได้ผลดี ต้องการการเรียนรู้อย่างมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในการปฏิบัติ (interactive learning through action) งานต่างๆ มักไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะขาดการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ แต่ทำโดยใช้อำนาจสั่งการ หรือ โดยการใช้ความรู้สำเร็จรูปตายตัว ถ้าใช้หลักอิทัปปัจจัยตาเข้าไปจับ งานขององค์กรหรือระบบต่างๆ จะขึ้นกับเหตุปัจจัยที่หนุนเนื่องและเชื่อมต่อกันมากมาย แต่ละแห่งแต่ละ ขณะไม่เหมือนกัน ต้องมีการเรียนรู้ในการปฏิบัติจึงจะทำได้ถูกต้อง การใช้ อำนาจสั่งการหรือการใช้ความรู้สำเร็จรูปเป็นเครื่องมือทำงานจึงไม่ได้ผล เพราะ ไม่ใช่การกระทำด้วยการรู้ความจริง การฝึกอบรมก็ไม่ได้ผล เพราะการฝึก อบรมคือการเอาความรู้สำเร็จรูปตายตัวลงไปบอกเล่า แต่ไม่ใช่การเรียนรู้ จากความเป็นจริง การเรียนรู้ขององค์กรหรือของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด เป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จ นี่ก็เป็นไปตามหลักอิทัปปัจจัยตา ความเป็นชุมชน หรือการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจัยตาแห่งสัมพันธภาพ วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 72 ของคนทั้งหมด การใช้อำนาจสั่งการหรือการใช้ความรู้โดยไม่มีการเรียนรู้ เป็น การแยกส่วนและแยกตัวจากความเป็นจริงเรื่องความเป็นชุมชน อันเป็น กุญแจของการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม การเมืองและสุขภาพ ดังจะได้กล่าวต่อไป และการเรียนรู้ขององค์กร (organi- zational learning) เป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตา ความไม่ถูกใจในบุคคลและเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นปัญหา ใหญ่ของมนุษย์ เป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดเป็นประจำและรบกวนความเป็น ปรกติของจิตใจ ทำให้หงุดหงิด รำคาญ ไม่พอใจ โกรธ เกลียด และนำไป สู่ความขัดแย้งและรุนแรงได้ ที่เป็นดังนั้นเพราะเราเข้าไปมีปฏิกิริยาต่อ บุคคลและเหตุการณ์นั้นๆ ด้วยอารมณ์มากกว่าด้วยปัญญา ด้วยอารมณ์ ก็คือเราเอาใจของเราเป็นตัวตั้ง เมื่อบุคคลหรือเหตุการณ์ไม่เป็นไปตามที่ใจ ของเราตั้งหรือยึดมั่นก็ไม่ "ถูกใจ" แล้วเกิดอารมณ์หงุดหงิด รำคาญ ไม่พอใจ โกรธ เกลียด เพราะเรายึดมั่นในตัวตนของเรา แต่การที่บุคคลหรือ เหตุการณ์จะเป็นอย่างใดในขณะใดขณะหนึ่งมีเหตุปัจจัยหนุนเนื่องตาม หลักอิทัปปัจจยตามาเป็นอันมาก เช่น บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หน้าตา รูปร่าง ผิวพรรณ อุปนิสัยใจคอจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับยืนหรือกรรมพันธุ์ที่ ถ่ายทอดมาจากบิดามารดา ขึ้นกับการคลอด สิ่งแวดล้อม และการเลี้ยงดู อันแตกต่างกันไปในแต่ละครอบครัว แต่ละช่วงเวลา และขึ้นกับวัฒนธรรม ของกลุ่มชนนั้นๆ เป็นต้น เหตุปัจจัยเหล่านี้มีมากที่ส่งผลให้บุคคลกลุ่มใด เป็นอย่างใดอย่างหนึ่งโดยรวมตามวัฒนธรรมที่เขาเติบโตขึ้นมา และโดย เฉพาะของแต่ละปัจเจกบุคคล จนกระทั่งไม่มีใครในโลกสองคนที่เหมือนกันเลย แม้แต่ลูกแฝดไข่ใบเดียวกัน และมนุษย์ก็มีจริตรหรือลักษณะนิสัยใจคอแบ่ง ออกเป็นถึง 9 ประเภทใหญ่ๆ ที่เรียกว่า "นพลักษณ์" ฉะนั้น ในความเป็น จริง บุคคลไม่เป็นไปตามที่เราหวัง แต่เป็นไปตามอิทัปปัจจยตาของเหตุปัจจัย เหลือคณานับที่ส่งให้เขาเป็นอย่างนั้น นั่นคือความจริงหรือสัจธรรม ที่เรา หวังจะให้เป็นอย่างนั้นคือความไม่จริง ความจริงไม่เป็นไปอย่างนั้น ตอนที่ 2 ขุมทรัพย์ในตน 73 ถ้าเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับบุคคลหรือเหตุการณ์ด้วยปัญญา คือรู้ หลักอิทัปปัจจยตาว่าบุคคลหรือเหตุการณ์จะเป็นเช่นไรเพราะมีเหตุปัจจัยให้ เป็นเช่นนั้น ทุกอย่างมีเหตุผลที่จะเป็นเช่นนั้น ปัญญาจะทำให้เรารู้เท่าทัน ความเป็นเช่นนั้นเอง ว่ามันเป็นเช่นนี้เอง หรือตถตา เราอาจอุทานในใจว่า อ้อ ตถตาๆ มันเป็นเช่นนั้นเอง เป็นการอุทานด้วยความรู้เท่าทันหรือด้วย ปัญญา เมื่อมีปัญญาเท่าทันความจริงก็เป็นอิสระ ไม่เป็นทุกข์หรือถูกบีบคั้น ด้วยความไม่ถูกใจ ถ้าฝึกให้เห็นอิทัปปัจจยตาของสรรพสิ่งทั้งหลายไว้เป็นเนืองนิตย์ จะ เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเองจากการเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลาย โดย เอาตัวเองจากการมีความหงุดหงิด รำคาญ ไม่พอใจ โกรธ เกลียด เป็นเจ้า เรือน ไปสู่ความเป็นปรกติ หรือความเป็นอิสระ หรือความสงบ หรือความ สุขยิ่งนัก การหลุดพ้นจากความทุกข์หรือความบีบคั้นไม่สู่ความสุขเกิดขึ้น เพราะเข้าใจอิทัปปัจจยตาหรือความเป็นกระแสของเหตุปัจจัย หรือความ จริงที่เป็นเช่นนั้นนิจนิรันดร อิทัปปัจจยตาจึงเป็นกฎของธรรมชาติที่ปรากฏ ในธรรมชาติทุกสิ่งทุกอย่าง หรือเป็นพระเจ้าในคติที่มีพระเจ้าหรือความสูงสุด ความเกลียดเป็นปัญหาใหญ่ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเกลียดคน เกลียด สัตว์ เกลียดสภาพ หรือเกลียดเชิงเผ่าพันธุ์ ความเกลียดรบกวนความเป็น ปรกติสุขของจิตใจ และนำไปสู่ความรุนแรงต่างๆ มากมายในโลก มนุษย์ ไม่สามารถเอาชนะความเกลียดได้เพราะความยึดมั่น ไม่เห็นความเป็นอิทัป- ปัจจยตา ถ้าฝึกให้เห็นความเป็นอิทัปปัจจยตาไว้เนืองๆ ความเกลียดจะค่อยๆ ลดน้อยลง มีความเมตตาเข้ามาแทนที่ เมตตาหรือมิตตะ หรือมิตรภาพต่อ บุคคลและสรรพสิ่ง เป็นสภาพของจิตใจที่ให้ความปีติ ความงาม ความชูใจ ความเป็นอิสระ และความสุขอันล้ำลึก เมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลก เมตตาจึงเป็นหลักของศาสนาต่างๆ เพราะเป็นคุณค่าที่ก่อให้เกิด ความสัมพันธ์อย่างเกื้อกูล สรรพสิ่งควรเกื้อกูลกัน เมตตาจึงเป็นสิ่งที่ขาด วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 74 ไม่ได้ในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ความโกรธ ความเกลียดหรือโทสะกับความ โลภเป็นข้าศึกของความเมตตา โลกที่ขับเคลื่อนด้วยโลภจริตย่อมมีโทสจริต เป็นเจ้าเรือน ขับไล่ความเมตตาออกไป โลกที่ขาดความเมตตาเป็นโลกที่ขาด ความเกื้อกูลต่อกัน เป็นโลกที่มีทุกขสัมพันธ์หรือสัมพันธภาพด้วยการทำลาย ทำให้โลกเครียดและวิกฤต การปลูกความเมตตาจึงเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของ มนุษย์ การเข้าถึงอิทัปปัจจัยตาเป็นเครื่องมือส่งเสริมความเมตตา เพราะ ทำให้หลุดพ้นจากความบีบคั้นไปสู่ความเป็นอิสระ บุคคลเมื่อมีอิสรภาพจึง เมตตาได้ ตามที่กล่าวมาจึงเห็นได้ว่า หลักอิทัปปัจจยตาหรือการคิดด้วย ความเป็นกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทานี้ เป็นวิธีที่ทำให้ปัญญาเล่นตลอดโดย ไม่ติดขัด เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นจิตศาสตร์ เป็นจริยศาสตร์ที่เชื่อมโยง ถึงกันหมดและนำไปสู่การลดละความเห็นแก่ตัว วิทยาศาสตร์อย่างที่รู้จัก กันไม่สามารถปลดปล่อยบุคคลไปสู่อิสรภาพได้ เพราะเรียนแต่เรื่องนอกตัว แต่หลักอิทัปปัจจยตานี้นำมาใช้ในการเรียนรู้ให้รู้จักตัวเอง และความเชื่อม โยงระหว่างภายในตัวกับสิ่งนอกตัวด้วย ถ้าเข้าถึงความเป็นอิทัปปัจจยตา ของสรรพสิ่งก็สามารถเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้โดยไม่ติดขัด ทั้งรูปธรรม และนามธรรม เข้าใจความเป็นเช่นนั้นเองของบุคคลและเหตุการณ์ รู้เหตุ ปัจจัยของปัญหา รู้การดับสาเหตุของปัญหา บรรลุอิสรภาพและความสุข อย่างล้ำลึก ความเมตตาอันไพศาลเป็นปัจจัยแห่งความหลุดพ้น และการ สร้างระบบการอยู่ร่วมกันด้วยสันติระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับ ธรรมชาติ ฉะนั้น ควรศึกษาทำความเข้าใจเรื่องอิทัปปัจจยตาจนเห็นทุกสิ่งทุก อย่างเป็นกระบวนการของอิทัปปัจจยตา จนหายใจหรือคิดเป็นอิทัปปัจจยตา เพราะอิทัปปัจจยตาเป็นเครื่องมือปลดปล่อยท่านไปสู่อิสรภาพ ความสุข และ ความสำเร็จ ดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ตอนที่ 2 ชุมทรัพย์ในตน 75 12 การรู้ตัวเอง 77 ความผิดพลาดอันยิ่งใหญ่ของการเรียนรู้ในปัจจุบันคือการไม่เรียนรู้ให้รู้ตัวเอง เรียนแต่สิ่งภายนอกมากมาย ซึ่งแม้เรียนให้เก่งเท่าไร แต่ถ้าไม่รู้ตัวเองแล้ว ก็แก้ปัญหาไม่ได้ หรือกลับยิ่งสร้างปัญหามากขึ้น มนุษย์วิกฤตเพราะเหตุนี้ การเรียนรู้ให้รู้ตัวเองไม่ได้แปลว่าสิ่งนอกตัวไม่สำคัญ ตามหลักอีทัปปัจจยตา สิ่งนอกตัวและในตัวเชื่อมโยงสัมพันธ์และเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน แต่ตัวเราเองเป็นผู้รับรู้โลก มีความรู้สึกชอบไม่ชอบ มีความนึกคิด มีเจตจำนง และมีการกระทำต่อโลก การไม่รู้ตัวเองจึงเป็นการพร่องทางปัญญา และมีผลร้ายอย่างมหาศาลทั้งต่อตนเองและต่อโลก เรื่องตัวเองนี้มีวิธีรู้หลายอย่าง วิธีรู้เพื่อการปฏิบัติเพื่อให้เกิดการ พัฒนาตัวเองคือ วิธีมองว่าชีวิตประกอบด้วยขันธ์ 5 หรือเบญจขันธ์ **เบญจขันธ์** ขันธ์ หมายถึงกองหรือการรวมกันเป็นหมู่ (aggregates) ชีวิต ประกอบด้วย 5 หมู่ หรือ 5 ขันธ์ คือ 1. ร่างกาย เรียกว่า **รูป** วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภาพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 78 2\. ความรู้สึกสุขทุกข์ เรียกว่า เวทนา 3\. การจำได้หมายรู้ เรียกว่า สัญญา 4\. การคิดปรุงแต่ง เรียกว่า สังขาร 5\. การรู้ เรียกว่า วิญญาณ เรื่องนี้เป็นเรื่องไม่ยาก ถ้าเข้าใจแล้วจะเป็นเรื่องสนุกและมีประโยชน์มาก คนรุ่นใหม่พอเห็นคำบาลี เช่น เบญจขันธ์ ก็คิดเป็นเรื่องล้าสมัย ปฏิเสธไม่ยอมสนใจต่อไปเพราะติดการนิยมแบบฝรั่ง เลยทำให้พลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย ชาวพุทธจะรู้จักและพูดจนติดปากว่า ขันธ์ 5 ประกอบด้วยรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ถ้าทำความเข้าใจศัพท์เสียนิดก็ไม่เป็นการยากอะไร เพราะเรามีเหล่านี้อยู่แล้วในตัว รูป หมายถึงร่างกาย หรือส่วนที่เป็นวัตถุของร่างกายทั้งหมด เวทนา ไม่ได้แปลว่าน่าสงสารแบบที่พูดกันว่าน่าเวทนา แต่หมายถึงความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นรู้สึกสุขหรือรู้สึกทุกข์ หรือรู้สึกกลางๆ ไม่สุขและไม่ทุกข์ ภาษาบาลีเขาเรียกว่าสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทฺุมสุขเวทนา (ความรู้สึกที่ไม่สุขไม่ทุกข์) สัญญา ไม่ได้แปลว่าให้สัญญา หรือ promise แต่หมายถึงการจำได้หมายรู้ หรือความจำเพื่อให้ง่าย สังขาร ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าร่างกาย (บางครั้งแปลว่าร่างกาย) เพราะรูปหมายถึงร่างกายไปแล้ว สังขารหมายถึงการคิดบางทีก็ว่าการคิดปรุงแต่ง วิญญาณ ไม่ได้หมายถึงดวงที่เที่ยวไปจุติ หรือไปเกิดที่นั่นที่นี่ คนไทยมักจะเข้าใจวิญญาณในลักษณะนั้น แต่ไม่ใช่วิญญาณในความหมายของพุทธศาสนา วิญญาณ ตอนที่ 2 ชุมทรัพย์ในตน 79 หมายถึงการรู้ ถ้าตาเห็นแล้วรู้เรียกว่ารู้ทางตา หรือจักขุ- วิญญาณ ถ้าหูได้ยินแล้วรู้เรียกว่าโสตวิญญาณ เป็นต้น วิญญาณจึงมีวิญญาณทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายและทางใจ สุดแต่รู้มาจากทางใด เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เรียกว่านาม หรือใจ ชีวิตจึงประกอบ ด้วยรูปกับนาม หรือกายกับใจ ใจหรือจิตนั้นประกอบด้วยความรู้สึก ความ จำ การคิด การรู้ โปรดสังเกตว่าจิตไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่สำเร็จรูปตายตัว (โปรด ย้อนไปดูเรื่องอิทัปปัจจยตาในบทที่ 11 แต่เป็นกระบวนการหรือเป็น ปรากฏการณ์ชั่วขณะหนึ่งๆ มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ดังนี้ 1. ผัสสะหรือสัมผัส กระบวนการของจิตเริ่มจากผัสสะหรือสัมผัส สัมผัสระหว่างของ เป็นคู่ๆ ดังนี้ <table><tr><td>อายตนะภายใน</td><td></td><td>อายตนะภายนอก</td></tr><tr><td>1. ตา</td><td>กับ</td><td>รูป</td></tr><tr><td>2. หู</td><td>กับ</td><td>เสียง</td></tr><tr><td>3. จมูก</td><td>กับ</td><td>กลิ่น</td></tr><tr><td>4. ลิ้น</td><td>กับ</td><td>รส</td></tr><tr><td>5. กาย</td><td>กับ</td><td>โผฏฐัพพะ</td></tr><tr><td>6. ใจ</td><td>กับ</td><td>ธรรมารมณ์</td></tr></table> คือ ตา กับรูปสัมผัส รูปหมายถึงสิ่งที่เห็น หู กับ เสียง จมูก กับ รส กาย กับ โผฏฐัพพะ กายหมายถึงร่างกาย โผฏฐัพพะหมายถึงสิ่งที่ สัมผัสด้วยกาย เช่น ความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ใจ กับ ธรรมหรือธรรมารมณ์ ตรงนี้ต้องการคำอธิบายคือ 5 คู่สัมผัส วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 80 กซุ- ตั้งแต่ 1-5 คือตาจนถึงกาย เป็นการสัมผัสกันด้วยของทางวัตถุ จับต้องได้ เข้าใจง่าย แต่ใจก็เป็นเครื่องรับสัมผัสเหมือนกัน เช่น บางขณะเราไม่ได้รับ สัมผัสอะไรจากภายนอกเลย ไม่ว่าทางตา หู จมูก ลิ้น หรือกาย แต่ใจเกิด รับรู้ขึ้นมา เช่น นึกถึงภาพผู้หญิงที่เคยเห็น เรียกว่ามีผัสสสะระหว่างใจกับ ภาพผู้หญิงที่เคยเห็น (ขณะนั้นไม่มีผู้หญิงคนนั้นหรือรูปของผู้หญิงคนนั้น ให้สัมผัสด้วยตา) แต่เป็นการสัมผัสด้วยใจ ภาพของผู้หญิงคนนั้นมาจาก ความจำ สิ่งที่ถูกใจรับรู้เรียกว่าธรรมารมณ์ ผัสสสะด้วยใจมีเสมอในเรื่องนั้น เรื่องนี้ และทำให้คิดปรุงแต่งไปได้มากมาย ข้างอวัยวะรับสัมผัสคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั้น บางทีเรียก ว่าอายตนะภายในบ้าง เรียกอินทรีย์ 6 บ้าง หรือสพายตนะ (สฬะ = หก) ข้างสิ่งที่รับรู้ หรือสิ่งที่มากระตุ้นหรือเร้าใจให้รู้นั้นเรียกว่าอายตนะ ภายนอกบ้าง บางทีเรียกว่าอารมณ์ สังเกตตรงนี้ว่า อารมณ์ไม่ได้หมายถึง อารมณ์ดี อารมณ์ไม่ดี ที่ตรงกับ emotion แต่อารมณ์หมายถึงสิ่งที่ถูกรู้ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ นั่นคืออารมณ์ เมื่อสิ่งที่ถูกรู้เป็นเรื่องที่ปรากฏ กับจิตเรียกว่าธรรมารมณ์ ในสัมผัสมีองค์ 3 ในสัมผัสที่กล่าวว่ามีอายตนะภายนอกกระทบอายตนะภายใน เป็น 2 องค์ ที่จริงมีอีกองค์หนึ่งเกิดขึ้นพร้อมกัน คือวิญญาณ เช่น เมื่อตากระทบรูป มีวิญญาณคือการรู้ที่เรียกว่าจักขุวิญญาณคือการรู้ทางตาเกิดขึ้นพร้อมกันด้วย เพราะฉะนั้น ผัสสสะ = อายตนะภายใน + อายตนะภายนอก + วิญญาณ วิญญาณเกิดพร้อมผัสสสะ เครื่องรับผัสสสะมี 6 วิญญาณก็มี 6 คือ จักขุวิญญาณ = การรู้ทางตา โสตวิญญาณ = การรู้ทางหู มานวิญญาณ = การรู้ทางจมูก ตอนที่ 2 ชุมทรัพย์ในตน 81 ชิวหาวิญญาณ = การรู้ทางลิ้น กายวิญญาณ = การรู้ทางกาย มโนวิญญาณ = การรู้ทางใจ ถ้าเข้าใจอย่างนี้จะได้เข้าใจวิญญาณให้ถูกต้องและมีประโยชน์ว่า วิญญาณไม่ใช่ดวงที่เที่ยวลอยละล่องไปหลอกคนนั้นคนนี้ หรือไปจุติ นั่น เป็นวิญญาณแบบนากพระโขนง ไม่ใช่วิญญาณแบบพุทธ ไม่ประกอบด้วย ประโยชน์ ในครั้งพุทธกาล มีพระภิกษุรูปหนึ่งเที่ยวไปพูดว่า "มีวิญญาณไปจุติ" มีพระไปทูลฟ้องพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าให้เรียกภิกษุนั้นมาเฝ้า แล้วถาม ว่า "เธอพูดว่าวิญญาณไปจุติหรือ" ภิกษุนั้นรับว่าใช่ พระพุทธเจ้าทรงตำหนิ ว่า "เธอโมฆบุรุษ ตถาคตไม่ได้สอนอย่างนั้น" วิญญาณที่เป็นดวงไปจุติขัดกับหลักพระพุทธศาสนา ดวงแบบนั้น คือมีตัวตนเป็นอนิจจัง มีความสำเร็จรูป หลักทางพุทธศาสนามองว่าทุก อย่างเป็นกระแสของเหตุปัจจัย วิญญาณหรือจิตก็เป็นกระแสของเหตุปัจจัย ไม่ใช่มีตัวตนที่แน่นอนตายตัว ผัสสะเป็นกระบวนการเริ่มต้นของจิต 2. เวทนา = รู้สึกชอบ/ไม่ชอบ/เฉยๆ เมื่อมีอะไรกระทบ หรือผัสสะ ก็จะเกิดความรู้สึกสุขหรือชอบ ทุกข์ หรือไม่ชอบ หรือเฉยๆ หรือกำกวมไม่แน่ว่าชอบหรือไม่ชอบ ถ้าชอบก็ อยากได้อีก อยากได้มากๆ (ตัณหา) ถ้าไม่ชอบก็อยากให้สภาพนั้นหมดไป (วิภวตัณหา) จะเห็นได้ว่าเวทนาเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่ตัณหา หรือไปสู่ปัญหา 3. สัญญา = การจำได้หมายรู้ จากผัสสะสู่เวทนา แล้วก็จะเอาไปจำไว้ หรือกล่าวได้ว่าประสบการณ์ วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 82 แต่ละอย่าง จิตจะไปจำไว้ เช่น เด็กเห็นเทียนครั้งแรกไม่รู้ว่าอะไรก็เอามือไปจับ (ผัสสะ) เกิดทุกขเวทนา คือรู้สึกทุกข์เพราะความร้อน ก็เอาไปจำไว้ว่าถ้า จับเทียนจะมีความทุกข์ ถ้าเห็นเทียนอีกก็จะไม่จับเพราะรู้ที่รู้นี้มาจากความจำ 4. สังขาร = การคิดปรุงแต่ง การที่จะเอามือไปจับหรือไม่เอามือไปจับนั้นต้องผ่านการคิดและ การมีเจตจำนง เจตจำนงนี้ก็ขึ้นกับเวทนาและสัญญา ก่อนรู้ว่าเทียนร้อน ต้องการจับ หลังจากรู้ว่าเทียนร้อนและเมื่อเห็นอีกจำได้ ก็ไม่ต้องการจับ การต้องการหรือไม่ต้องการนั้นเกิดจากการคิดปรุงแต่ง ข้างต้นนี้คือกระบวนการทำงานของเบญจขันธ์อย่างย่นย่อเพื่อให้ เข้าใจง่าย จะได้เข้าใจปรากฏการณ์ของจิต ยกตัวอย่างเช่น ประธานาธิบดี คลินตัน ซึ่งมีการศึกษาดี ฉลาดและดำรงตำแหน่งระดับสูง เมื่อตามีผัสสะ กับรูปของโมนิกา ลูวินสกี เกิดความพอใจ เกิดตัณหาอยากสัมผัสให้ลึกซึ้ง ไปกว่านั้นอีก ตัณหาผลักดันให้กระทำอะไรลงไป ซึ่งมีผลตามมาอย่างมหาศาล จากเวทนาไปสู่ตัณหามันเกิดเร็วมากแบบสายฟ้าแลบ ไม่ทันรู้ตัว ยับยั้งไม่ทัน คลินตันมีความรู้มากและฉลาด ทำไมไม่รู้ว่าทำอะไรลงไปอย่าง นั้นในทำเนียบขาวอาจจะเกิดผลอะไรตามมา แต่ความรู้และความฉลาดทั่วๆ ไปไม่สามารถยับยั้งตัณหาซึ่งมีพลังแรงมาก เป็นการยากที่มนุษย์จะหลุดพ้นจากอำนาจของตัณหา ตัณหาได้ก่อผลเสียหายร้ายแรงต่อมนุษย์ ต่อสังคมและต่อสิ่ง แวดล้อม จนกล่าวได้ว่าโลกวิกฤตเพราะตัณหา มนุษย์มีการศึกษามากมาย แต่เป็นการศึกษานอกตัว ถ้าไม่ศึกษา ให้รู้ตัวเองแล้ว ไม่สามารถป้องกันการกระทำเพราะตัณหาได้ เพราะตัณหา เกิดเร็วมากแบบสายฟ้าแลบ ไม่ทันรู้ตัว ทำให้ยับยั้งไม่ทัน ถ้ารู้ตัวก็ยับยั้งทัน มนุษย์สามารถฝึกให้รู้ตัวเองได้ มนุษย์เป็นสัตว์ประเภทเดียวที่ ตอนที่ 2 ชุมทรัพย์ในตน 83 สามารถเห็นหรือรู้จิตตัวเองได้ คือรู้ตั้งแต่รู้เวทนาว่ากำลังชอบหรือไม่ชอบ รู้ว่ากำลังคิดอะไรก็ได้ ปรกติเบญจขันธ์คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันเชื่อมต่อกันทันทีออกมาเป็นความชอบ ไม่ชอบ โกรธ เกลียด กลัว ด่า ตี ม่า ปรากฏแก่เราอย่างนั้นโดยเราไม่ทันรู้ตัวว่าอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้าเราหัด พิจารณาตัวเองโดยแยกแยะว่าประกอบด้วยรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไว้บ่อยๆ ให้ชำนาญ เราก็จะเห็น (ทรรศนะ) ตัวเองเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณมากขึ้นเรื่อยๆ รู้เท่าทันมากขึ้นและฝึกให้รู้ความรู้สึก (เวทนา) และรู้ความคิดได้ ตรงเวทนานั้นเหมือนประตู เราสามารถดักตรง ประตูได้ คือเราเฝ้าตรงผัสสะ หรือเฝ้าประตู ซึ่งมีศัพท์เรียกว่าอินทรียสังวร คือเราสังวรหรือระวังระวไตรรงอินทรีย์ 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรา ก็ยับยั้งตัณหาและการกระทำตามอำนาจของตัณหาได้ คนทั่วๆ ไปรวมทั้งประธานธิบดีคลินตันศึกษาเล่าเรียนรู้วิชาต่างๆ มาก แต่น่าจะไม่เคยเรียนเรื่องอินทรียสังวร จึงควบคุมตัวเองไม่ได้เมื่อเกิดตัณหา ในตอนต่อไปจะกล่าวถึงการฝึกให้รู้ตัวเอง วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 84 # 13 การฝึกให้รู้ตัวเอง (การเจริญสติ) \n\n85"} การเจริญสติเป็นทางอันเอกที่ทำให้เกิดอิสรภาพ หลุดพ้นจากความบีบคั้น ของกาลเวลาและบาปกรรมทั้งปวง ประสบความสงบ ความงาม ความสุข มิตรภาพ และพลังแห่งการเรียนรู้และสร้างสรรค์อย่างหาที่เปรียบไม่ได้ มนุษย์ไม่ควรเกิดมาทั้งทีแล้วไม่รู้จักการเจริญสติ การเจริญสติคือการฝึกให้รู้ตัว ความรู้กับการรู้ตัวไม่เหมือนกัน มนุษย์มักเรียนรู้ให้มีความรู้ ซึ่งก็ เป็นประโยชน์ส่วนหนึ่ง แต่ขาดความสมบูรณ์ถ้าไม่เรียนรู้ให้รู้ตัว ความรู้ยัง เหมือนสิ่งนอกตัว แต่การรู้ตัวนั้นเป็นเรื่องในตัวแท้ๆ ที่ว่ารู้ตัวนั้น ตัวประกอบด้วยกายกับจิต การเจริญสติคือการฝึกให้ รู้กายและให้รู้จิต การรู้จิตนั้นยังแบ่งออกเป็น 3 คือ เวทนา จิต ธรรม ในทางวิชาการเมื่อพูดถึงการเจริญสติมักพูดกันจนคล่องปากว่าเจริญ สติให้รู้ใน 4 เรื่อง คือ กาย เวทนา จิต ธรรม ทั้ง 4 เรื่อง แปลว่ามีมหา สติทั้ง 4 หรือมหาสติปัฏฐาน 4 คือ มีสติอยู่ในฐานะทั้ง 4 หรือในทุกเรื่อง เกี่ยวกับตัวหมดแล้ว ก่อนจะเข้าไปสู่การเจริญสติในเรื่องทั้ง 4 ขอกล่าวให้เข้าใจเป็น วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 86 # เบื้องต้นว่า ## "การเจริญสติคือการเปลี่ยนจากความคิดไปเป็นรู้" ปรกติเราจะคิดอยู่ตลอดเวลา คิดจนเครียด เหนื่อย สับสน ฟุ้งซ่าน ทุกข์ ความทุกข์เกิดจากความคิด บางครั้งหลับไปเพื่อจิตจะได้พักจากการคิด กลับฝันที่ทำให้ขาดความสงบ จนตื่นมาก็เหนื่อย ## ขณะที่คิดจะไม่รู้ตัว เช่น ไม่รู้ว่ากำลังหายใจเข้าหรือหายใจออก ไม่รู้ว่ากำลังก้าวเท้าซ้าย หรือเท้าขวา หรือไม่รู้ว่ารถกำลังจะชนแล้วขณะข้ามถนน เพราะจมอยู่ใน ความคิด เมื่อไม่มีสติคือไม่รู้ตัวจึงเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย อุบัติเหตุทางกาย เห็นได้ชัด แต่ที่ร้ายแรงกว่าแต่เราไม่รู้คืออุบัติเหตุทางใจ ## เมื่อการรู้ตัวเข้ามาแทนที่จะหยุดคิด เมื่อหยุดคิดจะสงบ คือสงบจากความคิด เกิดความสุขเพราะความ ทุกข์เกิดจากความคิด เกิดอิสรภาพ เพราะความบีบคั้นเกิดจากความคิด ## การคิดกับการรู้ตัวจะแทนที่ซึ่งกันและกัน คือขณะคิดจะไม่รู้ตัว ขณะรู้ตัวจะไม่คิด ไม่ได้แปลว่าเราจะฝึกไปเป็นไม่คิดเลย แต่เพื่อให้สามารถควบคุม การคิดได้ ว่าเมื่อไรจะคิด เมื่อไรจะไม่คิด และคิดอย่างไรจึงเป็นประโยชน์ ไม่ใช่ควบคุมการคิดไม่ให้เลยถูกการคิดทำร้ายอยู่เรื่อย ต่อไปนี้คือการเจริญสติในเรื่องทั้ง 4 ### 1. การเจริญสติให้รู้กาย (กายนุปัสสนาสติ) การมีสติรู้กาย หมายถึงรู้ในกายทั้งปวง เช่น หายใจเข้า หายใจออก ย่างก้าว ยืน เดิน นั่ง นอน ที่นิยมใช้มาแต่โบราณคือการฝึกให้รู้ภายใน 2 เรื่อง คือ ให้รู้ลมหายใจเข้าออก เรียกว่าอานาปานสติ (ปานะ แปลว่าลม หายใน อานาปานะ แปลว่าลมหายใจเข้าออก) กับให้รู้อาการของการเดินที่ เรียกว่าการเดินจงกรม ก. อานาปานสติภาวนา (ภาวนา แปลว่าเจริญหรือทำให้เกิด) ตอนที่ 2 ชุมทรัพย์ในตน 87 ปรกติเราหายใจเข้าออกอยู่ตลอดเวลา แต่เราไม่รู้เพราะเราอยู่ใน ความคิด การฝึกให้รู้ลมหายใจเข้า-ลมหายใจออกจึงทำได้ทุกแห่ง เพราะ มันอยู่กับเราตลอดเวลาอยู่แล้ว การฝึกคือเอาใจไปไว้ที่ลมหายใจ ให้รู้ว่าลมกำลังเดินทางเข้าที่จมูก เคลื่อนลงไปในคอ และลงไปในท้อง ที่จริงลงไปในปอด แต่จะรู้สึกเหมือน ลงไปในท้อง ความจริงทางกายวิภาคจะเป็นอย่างไรไม่สำคัญ ให้จับความ รู้สึกที่ลมผ่านตามรู้ลมหายใจ เริ่มจากเข้า กำลังไปจนสุด บางคนกำหนดรู้ ว่า "เข้าหนอ" คำว่าหนอหมายถึงการรู้ เมื่อหายใจออกก็ตามรู้ลมหายใจออก ตั้งแต่เริ่มออกจนสุดสาย อาจกำหนดรู้ว่า "ออกหนอ" ฝึกซ้ำๆ ถ้ามันหลุดไป คือหลุดจากการรู้ ก็อย่าไปโกรธ นึกว่าเป็น ธรรมดา เพราะเราเคยชินอยู่กับการคิด คือจิตจะอยู่ในภูมิหรือบ้านของมัน หรือการคิด หรือจินตาลัย (จินตะ = คิด: อาลัย = ที่อาศัย) มันจะหลุด กลับไปที่เดิมของมันเรื่อย เมื่อรู้ตัวว่าหลุดจากรู้ลมหายใจก็จับกลับมาใหม่ ให้มารู้อยู่กับลมหายใจเข้า-ลมหายใจออก ได้เท่าไรเอาเท่านั้น อย่าไปโกรธ อย่าไปหงุดหงิด ถือเป็นการสนุกที่ได้ทดลองกับตัวเอง บางคนใช้การบริกรรมหรือการนับกำกับไปด้วยเพื่อช่วยให้สามารถ ดึงจิตไว้กับปัจจุบัน คือลมหายใจเข้า-ลมหายใจออก เช่น หายใจเข้าบริกรรมว่า พุท หายใจออกบริกรรมว่าโธ คือ เข้าพุท ออกโธ หรือนับ คือเข้า 1 ออก 1 เข้า 2 ออก 2 ... เข้า 5 ออก 5 จะเลยไปถึงเข้า 10 ออก 10 หรือเข้า 100 ออก 100 ก็ได้ แต่เริ่มต้นไม่ควรทะเยอทะยานมากเกิน เพราะจะทำให้ผิด หวัง ถ้าตั้งเป้าหมายไว้ต่ำๆ เช่น 5 ถ้าทำได้จะเกิดปีติ แล้วจึงขยายเป้า หมาย ให้สูงขึ้น เมื่อฝึกไปๆ ก็จะรู้อยู่กับลมหายใจนานขึ้นเรื่อย จิตก็จะสงบสบาย และเกิดคุณภาพอื่นๆ ของจิตมากขึ้นเป็นลำดับ ## ข. การเดินจงกรม การเดินจงกรมคือการเดินเล่นโดยมีสติรู้อยู่กับการก้าวเดิน จะเดิน วีถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภาพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 88 เล่นหลังอาหาร หรือเดินสลับกับการเจริญอานาปานสติ หรือเดินเวลาใดๆ ก็ดี เมื่อยกเท้าซ้ายก็ให้รู้ว่ายก เมื่อย่างก็ให้รู้ว่าย่าง เมื่อเหยียบก็ให้รู้ว่าเหยียบ เมื่อยกเท้าขวาก็ให้รู้ว่ายก เมื่อย่างก็ให้รู้ว่าย่าง เมื่อเหยียบก็ให้รู้ว่าเหยียบ เมื่อหยุดก็ให้รู้ว่าหยุด เมื่อหันกลับก็ให้รู้ คือฝึกให้รู้ทุกอิริยาบถของกาย อานาปานสติกับการเดินจงกรมที่กล่าวมาโดยย่นย่อเป็นวิธีมาตรฐาน มาแต่โบราณ แต่ถ้าเข้าใจหลักการก็สามารถดัดแปลง พลิกแพลงใช้วิธีอื่นๆ ได้ ซึ่งก็มีผู้ทำกันอยู่เป็นอันมาก เช่น ตามรู้การพองและยุบของท้องเมื่อหายใจเข้าและออก เพราะคิดว่าเอาสติเข้าจับง่ายกว่าลมหายใจซึ่งละเอียดกว่า หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ คิดการเอาสติจับอยู่ที่การเคลื่อนไหวของแขน เพราะคิดว่าสติจับอยู่ที่การเคลื่อนไหวของแขนง่ายกว่าจับที่ลมหายใจ การมีสติอยู่กับกายใช้ได้ทุกกรณีที่เกี่ยวกับกาย เช่น กิน เดิน นั่งนอน ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือการทำงาน ในการทำงานถ้าเจริญสติไปด้วยจะเพลิดเพลินอย่างยิ่งและไม่เบื่อเลย เช่น กวาดบ้าน หรือล้างชาม ก็ให้จิตอยู่กับการเคลื่อนไหวของแขนและไม้กวาด หรือกับมือและชาม จะพบความสุขอันล้นเหลือในงานนั้นๆ หลุดพ้นจากการบีบคั้นของกาละและเทศะไม่กลัวต่อการงานทุกชนิด เพราะการงานทุกชนิดกลายเป็นความสุขไปหมด 2. การเจริญสติให้รู้เวทนา (เวทนานุปัสสนาสติ) เมื่อเกิดความรู้สึกใดๆ ก็ตามรู้ความรู้สึกนั้นๆ สุขก็รู้ว่าสุข ทุกข์ก็รู้ว่าทุกข์ เฉยๆ ก็รู้ว่าเฉย การรู้ทันความรู้สึกหรือเวทนาจะทำให้เวทนาไม่เชื่อมต่อไปเป็นตัณหา เช่น การกินอะไรอร่อย ถ้าไม่รู้ทัน ตัณหาก็จะผลักดันให้กินมากๆ จนเกินพอดี แต่ถ้ามีสติรู้ทันว่าอ้อ อร่อย เมื่อรู้ทันก็รู้ความพอดี การมีสติรู้ทันเวทนาจึงเป็นรอยต่อที่สำคัญของมนุษย์ที่จะป้องกันไม่ให้หลุดไปสู่ความไม่ดีหรืออุทศ โลกทุกวันนี้ขับเคลื่อนด้วยอกุศลคือ โลภะ โทสะ โมหะ ไม่เจริญสติแล้วเป็นการยากมากที่บุคคลจะไม่หลุดเข้าไปสู่อุทศ ไม่ว่าจะมีการศึกษาอื่นๆ มากเท่าใดก็ตาม 3. การเจริญสติให้รู้จิต (จิตตานุปัสสนาสติ) ตอนที่ 2 ชุมทรัพย์ในตน 89 คำว่าจิตที่เอามาใช้ที่นี้หมายถึงสภาพจิตขณะที่กำหนดรู้ว่ามีราคะ มีโทสะ ไม่มีโทสะ มีโมหะ ไม่มีโมหะ มีสมาธิ หรือฟุ้งซ่าน หลุดพ้น หรือไม่หลุดพ้น ก็ตามรู้จิตในขณะนั้นๆ ว่าเป็นอย่างไร 4. การเจริญสติให้รู้ธรรม (ธัมมานุปัสสนาสติ) ธรรมในที่นี้หมายถึงหัวข้อธรรม เช่น นิวรณ์ 5 ขันธ์ 5 อายตนะ โพชฌงค์ อริยสัจ ธรรมเหล่านี้ปรากฏอย่างไรก็ตามรู้ซึ่งธรรมนั้นๆ การมีสติรู้ตัวทั้ง 4 เรื่อง คือ กาย เวทนา จิต ธรรม คือการรู้ตัวทั่วพร้อมทั้งหมด ควรเริ่มต้นที่การรู้กายเพราะจับต้องได้ง่าย แล้วก็ตามรู้เวทนาคือความรู้สึกสุขทุกข์ และก็สามารถดูความคิดได้ เหมือนมีอีกคนหนึ่งมามองเห็นว่ากำลังคิดอะไร ไม่ต้องไปบังคับความคิดว่าคิดดีหรือไม่ดี เพียงแต่ให้เห็นความคิดหรือรู้ความคิด ก็จะเกิดความสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน ปรุงแต่งไปเกิดปัญหาต่อไป ที่กล่าวมานี้เป็นการย่นย่อที่สุดเกี่ยวกับสติ มีผู้อธิบายเกี่ยวกับสติโดยพิสดารเป็นอันมาก บุคคลควรถือเป็นหน้าที่หรือมงคลชีวิตที่จะศึกษาและฝึกเจริญสติ เพราะสติมีอานิสงส์มหาศาลดังที่กล่าวโดยย่นย่อข้างต้น คือทำให้เกิดอิสรภาพ หลุดพ้นจากความบีบคั้นทุกชนิด เป็นการตัดบ่วงกรรมด้วยประการทั้งปวง ทำให้เกิดความสงบ ประสบความงาม มิตรภาพและความสุข ทำให้ใจเป็นกลาง จึงอยู่ในฐานะที่จะรู้เห็นธรรมชาติตามความเป็นจริง เกิดปัญญา การจะเกิดปัญญาต้องการสติ ถ้าไม่มีสติจะเข้าถึงปัญญาไม่ได้เพราะใจไม่เป็นกลาง ที่กล่าวมาแล้วเรื่องคิดอย่างเป็นกลางนั้นต้องอาศัยสติช่วย เพราะปรกติบุคคลมีอคติด้วยประการต่างๆ ใจไม่เป็นกลาง การเจริญสติทำให้หลุดพ้นจากอคติ ความคิดเป็นกลาง เข้าถึงปัญญาได้ การสวดมนต์แล้วให้จิตรู้อยู่กับคำสวดก็เป็นการเจริญสติ เมื่อสวดบทสรรเสริญพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ จึงอาจเรียกว่าเจริญพุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ การสวดมนต์นานๆ บทใดก็ได้ให้จิตอยู่กับบทสวด วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 90 นั้นก็เป็นการเจริญสติ จิตใจสงบ บางสำนักก็สอนให้บริกรรม เช่น สาย อาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งรวมอาจารย์มหาบัวด้วย สอนให้บริกรรม "พุทโธๆ" บริกรรมให้ถี่ยิบ จนไม่วอกแวกไปคิดโน่นคิดนี่ ก็ทำให้จิตสงบ บางสำนักก็ สอนคำบริกรรมอื่น มหาฤษีมเหศโยคี่ที่สอน TM (Transcendental Medi- tation) นั้นที่จริงก็คือสอนบริกรรมนั่นเอง แต่จ่ายคำบริกรรมให้แต่ละคนต่างๆ กันตามที่คิดว่าคำไหนจะถูกจริตของแต่ละคน ผู้บริกรรมอาจจะเลือกทดลอง ดูเองว่าคำบริกรรมใดถูกกับจริตของตนที่ไหนและเมื่อใด เรื่องสติกับสมาธิเป็นเรื่องที่เชื่อมกัน สติคือการตามรู้ สมาธิคือการ แน่วแน่ ณ จุดเดียว ถ้าตามรู้คำบริกรรมทุกคำก็เป็นสติ แต่ถ้าระหว่างนั้น จิตสงบแน่วแน่อยู่ ณ จุดใดจุดเดียวก็เป็นสมาธิ ท่านอาจารย์พุทธทาสเปรียบ เทียบเหมือนไกลเปลเด็ก เด็กคือจิต ขณะที่เด็กยังผุดลุกผุดนั่งอาจตกเปล มาเมื่อไรก็ได้ ผู้ไกวต้องตามดูทุกระยะที่เปลแกว่งไปเพื่อให้รู้ว่าเด็กยังอยู่ ในเปลไม่ตกลงมา การตามดูทุกระยะที่เปลเคลื่อนไปคือสติ แต่เมื่อเด็ก สงบแล้วลงนอน ผู้ไกวไม่ต้องตามดูทุกระยะ เพียงแต่ดูที่จุดใดจุดเดียวที่ เปลแกว่งผ่าน เห็นเด็กยังอยู่ในเปลก็แน่ใจว่าเด็กไม่ตก การดู ณ จุดใดจุด เดียวนั้นคือสมาธิ อุปมาอุปไมยอีกอย่างหนึ่งเพื่อให้เข้าใจความแตกต่างและความ สัมพันธ์ของสติ สมาธิ ปัญญา คือเมื่อผูกวัวไว้กับหลัก วัวคือจิต ใหม่ๆ วัว ยังคึกคะนองก็จะวิ่งไปรอบๆ หลัก แต่มันจะวิ่งไปอย่างไรเชือกก็จะตามมัน ไปเรื่อย เชือกที่ตามไปนั้นคือสติ เมื่อมันวิ่งจนหมดแรงเพราะถูกเชือกผูก ไว้กับเสา ในที่สุดก็จะสงบลงนอนนิ่ง การสงบลงนอนนิ่งนั้นคือสมาธิ ถ้า วัวตัวนี้ป่วย ขณะที่มันยังวิ่งคะนองอยู่ก็ตรวจไม่ได้ว่ามันป่วยเป็นอะไร ต่อ เมื่อมันสงบนิ่งแล้วจึงตรวจดูได้ การตรวจดูให้รู้นั้นคือปัญญา สติกับสมาธิ จึงเป็นฐานให้ปัญญา ปัญญาคือการรู้เท่าทันความเป็นจริงแล้วลดละการ เห็นแก่ตัว สติ ที่ร่วมด้วยกับปัญญาที่ลดความเห็นแก่ตัว เรียกว่าสัมมาสติ ตอนที่ 2 ขุมทรัพย์ในตน 91 สมาธิ ที่ร่วมด้วยกับปัญญาที่ลดความเห็นแก่ตัว เรียกว่าสัมมาสมาธิ สมาธิถ้าใช้ไปทางอื่นไม่เรียกว่าสัมมาสมาธิ แต่เป็นมิจฉาสมาธิ ฝึกเจริญสติไว้เรื่อยๆ จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเองถึง รากฐาน ความรู้สึกนึกคิดจะเปลี่ยนไป ความหงุดหงิดรำคาญจะหายไปหมด ทำให้เป็นความสุขอย่างยิ่ง คนโดยทั่วๆ ไปจะมีความหงุดหงิดรำคาญเป็น เครื่องรบกวนจิตใจ ทำให้ขาดความสุข ความหงุดหงิดรำคาญคือความโกรธ อย่างอ่อนๆ เกิดจากความคิดขัดแย้งกับความเป็นจริง ความเป็นจริงมัน เป็นอย่างที่มันเป็น แต่เราคิดไม่อยากให้มันเป็น หรือคิดเป็นอย่างอื่น จึง หงุดหงิดรำคาญ แต่เมื่อมีสติ จิตจะเป็นกลาง สัมผัสอยู่กับความเป็นจริง สงบ เป็นอิสระ มีความสุขอย่างยิ่ง มีปัญญาเฉียบแหลม เรียนอะไรก็รู้ง่าย เอาปัญญามาใช้ทัน พระพุทธองค์จึงตรัสว่าการเจริญสติเป็นเอกะมัคโคหรือ ทางอันเอก วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่กพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 92 14 การเข้าถึงสิ่งสูงสุด พัฒนาการทางจิตวิญญาณ 93 มนุษย์ขาดพัฒนาการทางจิตวิญญาณไม่ได้ ถ้าขาดไปจะขาดความสมบูรณ์ และขาดพลัง ในอารยธรรมสมัยใหม่มีติทางจิตวิญญาณขาดหายไป จน อาจจะเรียกกว่าเป็นยุคสมัยแห่งวิกฤตการณ์ทางจิตวิญญาณก็ได้ ความ เจ็บป่วยของมนุษย์และสังคมเกือบจะทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะวิกฤตการณ์ทาง จิตวิญญาณ พัฒนาการทางจิตวิญญาณเป็นแรงสมานสังคมเข้าไว้ด้วยกัน เมื่อขาดไปสังคมก็แตกแยกจากกัน เนื่องจากศตวรรษใหม่จะเป็นศตวรรษ แห่งการอยู่ร่วมโลกเดียวกัน พัฒนาการทางจิตวิญญาณจะเป็นเครื่องมือ ของมนุษย์ที่จะเข้าไปสู่ศตวรรษที่ 21 จึงสมควรศึกษาและพัฒนา แม้มนุษย์จะเป็นสัตว์ประเภทหนึ่ง แต่ต่างจากสัตว์ที่โครงสร้าง สมองของมนุษย์วิจิตรมาก จนเกิดนามธรรมที่เรียกว่าคุณค่าขึ้น สัตว์ทำ อะไรก็ไม่มีบุญหรือบาป เพราะบุญบาปเป็นเรื่องคุณค่า มีแต่กับมนุษย์เท่านั้น ถ้ามนุษย์ได้ทำอะไรที่มีคุณค่าหรือทำความดีจะทำให้เกิดความสุข ซึมซ่าน ไปทั่วตัว เพราะสารที่เรียกว่าเอ็นดอร์ฟินหลั่งออกมามากขึ้น สารนี้เป็นสารสุข คือก่อให้เกิดความสุขไปทั่วตัว ความดีหรือคุณค่าเกิดจากการลดความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ผู้อื่น หรือสิ่งอื่นมากขึ้น ยิ่งเห็นแก่ตัวมาก จิตวิญญาณยิ่งตกต่ำ ยิ่งลดความเห็น วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 94 แก่ตัวลงได้มาก จิตวิญญาณยิ่งสูงขึ้น คนเห็นแก่ตัวมากอยู่ร่วมกันได้ยาก จิตวิญญาณยิ่งสูงยิ่งอยู่ร่วมกันได้ดีขึ้น ศาสนาทุกศาสนาเกี่ยวข้องกับการ พัฒนาจิตวิญญาณให้สูงขึ้น เพื่อความสุขและเพื่อการอยู่ร่วมกัน ศาสนาทุก ศาสนาสอนให้มนุษย์มีความรักต่อผู้อื่น (Compassion) และสอนให้ลดละ ความเห็นแก่ตัว ศาสนาที่มีพระเจ้าก็สอนให้เอาใจไปไว้ที่พระเจ้า จะได้หลุด จากความคับแคบในตัวเองไปอยู่กับสิ่งสูงสุด พุทธศาสนาไม่มีคติเรื่องพระเจ้า แต่สอนเรื่องอนัตตาหรือความไม่มีตัวตน หรือสุญตาหรือความว่าง ใครเข้า ถึงความว่างได้มากเท่าใด ความมีตัวตนก็น้อยลง เมื่อความมีตัวตนน้อยลง จิตวิญญาณก็สูงขึ้น สิ่งสูงสุดทางพุทธศาสนาคือนิพพานหรือความสงบ เย็นจากความเห็นแก่ตัว หรือการเป็นอิสระหลุดพ้นจากการยึดมั่นในตัวตน ศาสนาเกิดขึ้นเพราะธรรมชาติของมนุษย์ และจำเป็นต้องมีหลายศาสนา เพราะ ศาสนาเกิดในวัฒนธรรมต่างๆ โลกมีศาสนาเดียวไม่ได้ แต่ท่ามกลางความ แตกต่างภายนอก แก่นของศาสนาต่างๆ ตรงกันที่ทาน ศีล ภาวนา ทุก ศาสนาจะเน้นเรื่องทาน ศีล ภาวนา อันเป็นเครื่องพัฒนาจิตวิญญาณ ดัง จะกล่าวต่อไป เมื่อจิตของบุคคลได้เชื่อมโยงกับความดีหรือสิ่งที่มีคุณค่าสูงส่ง ก็ จะมีความเป็นอิสระ มีความสุขอันลึกซึ้ง ละเอียดประณีต ที่เรียกกันว่า ความสุขอันเป็นทิพย์บ้าง ความสุขทางจิตวิญญาณ (Spiritual Happiness) บ้าง คนที่ไม่พบความสุขทางจิตวิญญาณจะไม่พบความสุขที่แท้จริง และ จะต้องแสวงหาเรื่อยไป ความสุขทางจิตวิญญาณทำให้บุคคลเกิดความสมบูรณ์ในตัวเอง ถ้าขาดความสมบูรณ์ในตัวเอง มนุษย์จะต้องหาสิ่งอื่นมาเติม เช่น ยาเสพติด ความฟุ่มเฟือย ความตื่นเต้นเร้าใจ และความรุนแรง ในยุคสมัยที่สังคม หนักไปทางวัตถุนิยมและบริโภคนิยม โดยละทิ้งมิติทางจิตวิญญาณ มนุษย์ ขาดความสมบูรณ์ในตัวเอง เป็นโรคพร่องที่จะต้องหาอะไรมาเติม ปัญหา ยาเสพติดและความรุนแรงจึงควบคุมไม่ได้เลย และจะควบคุมไม่ได้ถ้าไม่ ตอนที่ 2 ขุมทรัพย์ในตน 95 แก้ไขให้มนุษย์เกิดความสมบูรณ์ในตัวเอง การขาดความสมบูรณ์จะทำให้มนุษย์บริโภคมากเกิน อันนำไปสู่การทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้เกิดความไม่ยั่งยืน อันเป็นปัญหาใหญ่ของโลกที่ยังไม่มีคำตอบ เพื่อความสมบูรณ์ในตัวเอง และเพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยสันติอย่างยั่งยืน การพัฒนาทางจิตวิญญาณเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ การพัฒนาทางจิตวิญญาณควรจะเป็นวัตถุประสงค์ของการกระทำทุกเรื่อง ไม่ว่าการกระทำใดๆ ควรทำให้เราเป็นคนดีขึ้น คือลดความเห็นแก่ตัวลงและเห็นแก่คนอื่นมากขึ้น จึงจะถือเป็นกำไรหรือการพัฒนา แต่ถ้าการกระทำใดๆ ซึ่งอาจจะทำให้เราได้เงิน แต่ความเห็นแก่ตัวของเรามากขึ้น ถือเป็นการขาดทุนและไม่พัฒนา หรือตกต่ำลง เรื่องศาสนา หลายคนอาจจะรังเกียจเพราะพฤติกรรมของบุคคลหรือของสถาบันทางศาสนา หรือในนามของศาสนา แต่ตัวศาสนาโดยสาระหรือแก่นแท้เป็นภูมิปัญญาที่ยิ่งใหญ่ เพราะล้วนสอนเรื่องพัฒนาการทางจิตวิญญาณเพื่อการอยู่ร่วมกัน เรื่องศาสนาหรือจิตวิญญาณเป็นธรรมชาติที่ลึกที่สุดของมนุษย์อย่างหนึ่ง เพราะอยู่ในดีเอ็นเอหรือรหัสชีวิต อะไรที่จำเป็นต่อการมีชีวิตรอด ธรรมชาติจะเอาสิ่งนั้นไปเป็นรหัสชีวิตในดีเอ็นเอ เมื่อมนุษย์เกิดความดีหรือคุณค่าขึ้นในตัว สารเอ็นโดรฟินหลั่งออกมา ทำให้เกิดความสุขแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ทำให้เกิดความสงบในร่างกาย สุขภาพดี มีประโยชน์ต่อการอยู่รอด การที่ร่างกายจะหลั่งเอ็นโดรฟินออกมาได้ต้องมียืนซึ่งเป็นรหัสอยู่ในดีเอ็นเอ จึงกล่าวว่าความดีหรือคุณค่าหรือศาสนานั้นอยู่ในรหัสชีวิตของมนุษย์ อะไรที่อยู่ในดีเอ็นเอหรือรหัสชีวิตเป็นพื้นฐานที่มีกำลังแรงมาก ยุคสมัยใหม่ที่กินเวลาประมาณ 400 ปีที่มนุษย์เอียงข้างไปทางวัตถุนิยมและทอดทิ้งมิติทางจิตวิญญาณอาจถือได้ว่าเป็นอุบัติเหตุในวิวัฒนาการของมนุษย์ เรื่องจิตวิญญาณที่อยู่ในรหัสชีวิตนั้นมีกำลังมากกว่า จะดึงมนุษย์กลับมาหา วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 96 ธรรมชาติของตัวเอง การที่มนุษย์ทั้งธรรมชาติในตัวแล้วต้องหาธรรมชาติ นอกตัวมาเติม เช่น ยาเสพติด ความฟุ่มเฟือย ความรุนแรง ยากล่อมประสาท ก็ได้พามนุษย์เข้าสู่วิกฤตจนสุดสายป่านแล้ว มนุษย์กำลังจะหันกลับมาค้น พบธรรมชาติในตัวเองใหม่ โดยสิ่งนั้นจะเรียกว่าศาสนาหรือไม่ก็ตาม แต่ โดยสาระ มิติทางคุณค่าหรือจิตวิญญาณจะถูกค้นพบใหม่ในบริบทใหม่ของ โลก * ในพัฒนาการทางจิตวิญญาณควรคำนึงถึงสาระหรือแก่นศาสนาต่างๆ เพราะเป็นภูมิปัญญาใหม่ของโลก และพิจารณาถึงสิ่งที่อาจจะต้องพิจารณา เพิ่มเติมในบริบทใหม่ของความเป็นโลกเดียวกัน ที่แล้วมา เพราะการคิดแบบแยกส่วน เมื่อเปรียบเทียบศาสนาต่างๆ จึงมักจับจุดที่ต่างกันมาพูด แล้วเลยต่อไปเป็นว่าของใครดีกว่ากัน การ ทะเลาะกันหรือฆ่าฟันกันนั้นเกิดขึ้นเพราะจิตมนุษย์เล็ก ไปแปลเรื่องศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ให้เล็กเข้ากับความเล็กของจิตของตัว แล้วก็ไปทะเลาะกัน ดังเรื่องตาบอดคลำช้าง แท้ที่จริงศาสนาต่างๆ อันเป็นภูมิปัญญาใหญ่ของ โลกมีแก่นที่เหมือนกันมากกว่าต่างกัน ท่านอาจารย์พุทธทาสมหาเถระ นัก ปราชญ์ทางพุทธศาสนา ซึ่งเป็นคนร่วมสมัย ได้ฝากปณิธานไว้ 3 ข้อ คือ 1. ขอให้ศาสนิกต่างๆ ศึกษาให้เข้าใจหัวใจคำสอนของศาสนาของตน 2. มีความร่วมมือกันระหว่างศาสนา 3. ขอให้มนุษยชาติถอนตัวออกจากวัตถุนิยม ซึ่งเป็นหลักการที่ มนุษย์ควรใช้เพื่อถอนตัวออกจากวิกฤต หัวใจหรือสาระของคำสอนทางศาสนาทุกศาสนา เพื่อยกระดับจิต วิญญาณที่เหมือนกันคือ **ทาน ศีล ภาวนา** **ทาน** ทุกศาสนาสอนว่าการให้เป็นของดี ถ้ามนุษย์มีแต่จะเอา มนุษย์ จะเครียด และการอยู่ร่วมกันจะลำบาก มนุษย์ทุกหนทุก แห่งจึงค้นพบว่าการให้เป็นคุณค่า เป็นความดี เป็นการลด ความเห็นแก่ตัว เป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ให้และผู้รับ การให้ ตอนที่ 2 ชุมทรัพย์ในตน 97 มีพื้นฐานมาจากความรักเพื่อนมนุษย์ (compassion) ตรงข้ามกับการขโมยหรือการแย่งชิง หรืออทินนาทาน ซึ่งเกิดจากโลภจริต ปัญหาคือระบบเศรษฐกิจโลกซึ่งเป็นโครงสร้างของการแย่งชิง ยุคสมัยใหม่ นอกจากการให้ซึ่งเป็นปัจเจกแล้ว ควรคิดถึงระบบเศรษฐกิจบุญนิยมด้วย คือเศรษฐกิจที่คำนึงถึงการได้ที่เป็นบุญ หรือเป็นการพัฒนาความดี ไม่ใช่ทุนนิยมที่เน้นการได้ซึ่งเป็นเงิน ศีล ทุกศาสนาสอนเรื่องศีลหรือกติกาของการอยู่ร่วมกัน เพราะมนุษย์พบว่าในการอยู่ร่วมกัน ถ้าขาดกติกาของการอยู่ร่วมกันแล้วก็จะเกิดความขัดแย้ง วิวาท ฆาตกรรม หรือการรบกวนความสงบสุข มนุษย์ทุกหนทุกแห่งจึงบัญญัติข้อประพฤติปฏิบัติแห่งการอยู่ร่วมกันว่าเป็นคุณค่า เช่น การไม่ทำร้ายผู้อื่น การไม่ขโมย การไม่พูดปิด การไม่ผิดประเวณี ผู้ใดประพฤติอยู่ในศีลธรรมก็จะมีความอิ่ม ความภูมิใจในตัวเอง มีความสงบ ความอิสระ ซึ่งก็คือการยกระดับจิตวิญญาณ ศีลในความหมายกว้างคือระบบการอยู่ร่วมกันด้วยความเป็นปรกติ ในยุคใหม่ที่โลกเชื่อมโยงเป็นโลกเดียวกัน มนุษย์ยังขาดความสามารถในการจัดระบบการอยู่ร่วมกันด้วยความเป็นปรกติ ซึ่งเป็นวาระของมนุษยชาติร่วมกันที่จะจัดระบบการอยู่ร่วมกันทั้งโลก อันเป็นความหมายของหนังสือนี้ทั้งเล่ม ภาวนา ทุกศาสนาสอนเรื่องภาวนา ภาวนาแปลว่าทำให้เจริญ ในที่นี้แปลว่าพัฒนาจิตใจให้เจริญ จิตที่เจริญคือจิตที่ละความเห็นแก่ตัว จิตที่สูงขึ้นกว่าการติดอยู่ที่ตัวตนเท่านั้น ทานและศีลที่กล่าวมาแล้วก็เป็นภาวนา คือทานภาวนา ศีลภาวนาในข้อหลังนี้หมายถึงจิตภาวนา จิตภาวนาประกอบด้วยการ วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 98 # เจริญสติ เจริญสมาธิ และเจริญปัญญา การเจริญสติได้กล่าวถึงแล้วในตอนก่อน สมาธิหมายถึงความสงบ และการตั้งมั่นของจิต มีเทคนิคการฝึกสมาธิต่างๆ ซึ่งเมื่อเกิดสมาธิจะ ทำให้เบาสบายและมีความสุข มีข้อต้องระวังว่าสมาธิต้องเป็นไปกับการลด ความเห็นแก่ตัว คือต้องเป็นไปกับศีล สติ และปัญญา จึงจะเป็นสมาธิที่ ถูกต้องหรือสัมมาสมาธิ สมาธิอาจเป็นมิจฉาสมาธิและเป็นไปเพื่อความหลง ความกำเริบของกิเลสได้ นี้เป็นข้อที่ควรศึกษาให้เข้าใจ ปัญญา ปัญญาในที่นี้หมายถึงการเข้าถึงความจริงของธรรมชาติจน สามารถลดละความเห็นแก่ตัวหรือความยึดมั่นในตัวตนเอง ในศาสนาต่างๆ สอนให้ภักดีต่อพระเจ้าซึ่งเป็นธรรมชาติที่มีอำนาจมากที่สุด (Omnipotent) และสถิตอยู่ในสรรพสิ่ง (Omnipresent) เพื่อให้คลายจากการถือตนเป็นใหญ่ เอาใจไปไว้กับสิ่งที่ดีที่สุด สูงที่สุด กรุณามากที่สุด นี้คือกระบวนการทางปัญญา ในพุทธศาสนาถือว่าธรรมชาติมีลักษณะ 3 หรือไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้แก่ ความไม่เที่ยง ความทุกข์ ความไม่เป็นตน หากเข้า ถึงความจริงของธรรมชาติทั้ง 3 อย่างนี้ ก็จะคลายจากความยึดมั่นในตัว ตนและบรรลุอิสรภาพ ความไม่มีตัวตนคือสุญตาหรือความว่าง ความว่าง เป็นธรรมชาติของสรรพสิ่ง การเข้าถึงความว่างทำให้เป็นอิสระ ควรสังเกตว่า คำว่า "ปัญญา" ในที่นี้ต่างจากคำว่าปัญญาที่ใช้ทั่วไป ซึ่งหมายถึงการมีความรู้มาก แต่ในที่นี้หมายถึงการเข้าถึงความจริงตาม ธรรมชาติจนลดละความเห็นแก่ตัวลง ถ้าความเห็นแก่ตัวมาก ไม่ว่ามีความรู้ เท่าใดๆ ไม่ถือว่ามีปัญญา อุปสรรคหรือข้อจำกัดในพัฒนาการทางจิตวิญญาณคือ 1. การคิดแบบวิทยาศาสตร์เก่า 2. โครงสร้างของเศรษฐกิจแบบทุนนิยม 3. สัญชาตญาณเผ่าพันธุ์ เรื่องเหล่านี้ต้องทำความเข้าใจให้รู้เท่าทันและหาทางแก้ไข มิฉะนั้น ตอนที่ 2 ชุมทรัพย์ในตน 99 บุคคลจะติดอยู่ในอุปสรรคเหล่านั้น การคิดแบบวิทยาศาสตร์ซึ่งครองโลกมานานมองโลกตายตัวและ เป็นวัตถุ ไม่เห็นความเชื่อมโยงระหว่างวัตถุกับจิตวิญญาณ วิธีแก้ไขคือ ทำความเข้าใจกับวิทยาศาสตร์ใหม่ในเรื่องทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์ ฟิสิกส์ควอนตัม และหลักการแห่งความไม่แน่นอน (Principle of Uncer- tainty) ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่เชื่อมโยงรูปธรรมกับนามธรรมได้ โครงสร้างของเศรษฐกิจทุนนิยมที่ถูกผลักดันด้วยเงินและความโลภ จะไม่ให้ความสำคัญหรือทำลายเรื่องอื่นๆ รวมทั้งจิตวิญญาณด้วย ควร แสวงหารูปแบบเศรษฐกิจแห่งการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ ชุมชนเป็นรูปธรรม ของการอยู่ร่วมกัน ซึ่งจะกล่าวถึงในภายหลัง สัญชาตญาณเผ่าพันธุ์เป็นเรื่องที่รุนแรง สืบเนื่องมาจากสังคมแต่ โบราณที่มนุษย์แยกกันอยู่เป็นเผ่าพันธุ์ มาบัดนี้โลกเชื่อมโยงกันมากขึ้น สัญชาตญาณเผ่าพันธุ์ไม่เหมาะแก่การอยู่ร่วมกันในสังคมใหญ่ แต่ยังยาก ต่อการปลดเปลื้อง การจัดระบบการอยู่ร่วมกันด้วยความยุติธรรม การเคารพ และแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม มีความสำคัญยิ่งต่อการลดสัญชาตญาณ เผ่าพันธุ์ ที่กล่าวมานี้เป็นการอธิบายพัฒนาการทางจิตวิญญาณอย่างย่นย่อ เนื่องจากจิตวิญญาณทำให้เกิดความสมบูรณ์ในตัวเอง ทำให้เกิดความสุข อย่างแท้จริง และเป็นการทำให้ความเป็นมนุษย์สูงขึ้น มนุษย์ทุกคนควร ทำความเข้าใจ และพยายามให้กิจกรรมทุกชนิดนำไปสู่การลดละความเห็น แก่ตัว ฝึกให้ได้รับทิพยรสของนิพพานชิมลองทุกวัน โดยให้จิตเชื่อมกับ พระเจ้าซึ่งทรงอยู่ในทุกอณูของสรรพสิ่งรอบตัวเราและในตัวเรา หรือเชื่อม โยงกับความว่างหรือความไม่มีอะไร จะทำให้เบาสบายและความสุขแผ่ซ่าน ไปทุกอณูของร่างกาย พยายามฝึกบ่อยๆ จะรู้รสของนิพพานหรือความสงบ เย็นมากขึ้นและนานขึ้น ลดละความเห็นแก่ตัวลงไปเรื่อยๆ จิตวิญญาณสูง ขึ้นๆ ดังนี้เรื่อยไป วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 100 ควรระลึกไว้เสมอว่า ในความเป็นมนุษย์ไม่ได้มีแต่เรื่องทางวัตถุที่ เรียกว่า "กิน ขี้ ปี้ นอน" เหมือนสัตว์เท่านั้น แต่มีเรื่องของความเป็นผู้มี จิตใจสูง หรือการเข้าถึงความดี หรือการเข้าถึงสิ่งสูงสุด สิ่งสูงสุดจะเป็น พระเจ้าหรือพระนิพพานก็ตาม แต่โดยอรรถคือการลดละความเห็นแก่ตัวลง ความเห็นแก่ตัวยิ่งน้อยลงจิตใจยิ่งสูงขึ้น ยิ่งมีความสุขมากขึ้น ยิ่งมีความ สมบูรณ์มากขึ้น ยิ่งรักผู้อื่นและสรรพสิ่งมากขึ้น อันจักเป็นไปเพื่อการอยู่ ร่วมกันด้วยศานติ ตอนที่ 2 ชุมทรัพย์ในตน 101 15 ปฏิจงสมุปบาท (การถอดวงจรความทุกข์) 103 ปฏิจจสมฺปบาทเป็นชื่อธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและทำให้ตรัสรู้คือ บรรลุอิสรภาพโดยสมบูรณ์ เกิดวิมุตติสุข ที่จริงพระท่านสวดธรรมบทนี้เสมอๆ ในพิธีกรรมต่างๆ แต่เราไม่มีความรู้จึงไม่สนใจ หรือไม่ได้ยิน ไม่เห็นคุณค่า และไม่ได้รับประโยชน์ที่ควรได้รับ ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวว่า เวลาทรง อยู่ว่างๆ พระพุทธเจ้าก็จะท่องธรรมบทนี้กลับไปกลับมาด้วยความสำราญ พระทัยประดุจฮัมเพลงด้วยความสุข เราจึงพยายามศึกษาให้รู้จัก เข้าใจ ปฏิบัติได้ และได้รับประโยชน์จริง เผื่อจะฮัมเพลง "ปฏิจจสมฺปบาท" ด้วย ความสุขใจได้บ้าง ปฏิจจสมฺปบาทแสดงกระแสของเหตุปัจจัยที่ผลักดันกันเป็นทอดๆ ทำให้เกิดความทุกข์ มี 12 ขั้นตอน ดังนี้ <table><tr><td>บาลี</td><td>ความหมาย</td></tr><tr><td>1. อวิชฺชา ปจฺจยา สงฺขารา</td><td>ความไม่รู้ เป็นปัจจัยให้มี การปรุงแต่ง</td></tr><tr><td>2. สงฺขาร ปจฺจยา วิญญาณ</td><td>การปรุงแต่ง เป็นปัจจัยให้มี วิญญาณ</td></tr><tr><td>3. วิญญาณ ปจฺจยา นามรูป</td><td>วิญญาณ เป็นปัจจัยให้มี นามรูป</td></tr><tr><td>4. นามรูป ปจฺจยา สฟายตน์</td><td>นามรูป เป็นปัจจัยให้มี อายตนะทั้งหก</td></tr><tr><td>5. สฟายตน ปจฺจยา ผสฺโส</td><td>อายตนะทั้งหก เป็นปัจจัยให้มี ผัสสะ</td></tr></table> วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 104 (การสัมผัส) 6. ผสฺส ปจฺจยา เวทนา การสัมผัส เป็นปัจจัยให้มี เวทนา 7. เวทนา ปจฺจยา ตณฺหา เวทนา เป็นปัจจัยให้มี ตัณหา 8. ตณฺหา ปจฺจยา อุปาทานํ ตัณหา เป็นปัจจัยให้มี อุปาทาน 9. อุปาทานํ ปจฺจยา ภโว อุปาทาน เป็นปัจจัยให้มี ภพ 10. ภว ปจฺจยา ชาติ ภพ เป็นปัจจัยให้มี ชาติ 11. ชาตํ ปจฺจยา ชรามรณํ ชาติ เป็นปัจจัยให้มี ชรามรณะ 12. โลกปริเทวทุกข์โทมนสฺสุปายาสา ความโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์ สมฺภวนฺติ โทมนัส ความคับแค้นใจ จึงมีพร้อม บาลีนั้นคือสิ่งที่พระสวด แสดงถึงเหตุปัจจัยที่ผลักดันกันเป็นทอดๆ ตั้งแต่ 1. อวิชชาหรือความไม่รู้ ไม่จนถึง 12. เกิดความทุกข์ เวลาความ ทุกข์หรือความบีบคั้นเกิดแก่จิตใจ มันเกิดเร็วมาก คือเมื่อตาเห็นอะไรหรือ หูได้ยินอะไรหรือใจคิดอะไร แป๊บเดียวเกิดเป็นความทุกข์ขึ้นมา รวดเร็ว ประดุจสายฟ้าแลบ แต่ในแป๊บเดียวที่ความทุกข์เกิด พระพุทธเจ้าทรง วิเคราะห์ออกมาเป็น 12 ขั้นตอน ดังนี้ อวิชชา -> สังขาร -> วิญญาณ -> นามรูป -> สพายตนะ -> ผัสสะ -> เวทนา -> ตัณหา -> อุปาทาน -> ภพ -> ชาติ -> ชรามรณะ -> ทุกข์ ต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจศัพท์ที่ใช้ในขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่กล่าวในบทที่ 12 ในเรื่องการรู้ตัวเอง และค่อยๆ ทำความเข้าใจความหมาย อ่านเที่ยวเดียวยังไม่เข้าใจก็อย่าเพิ่งตกใจ ศึกษา ซ้ำหลายๆ เที่ยวสลับกับการปฏิบัติ จะทำให้เข้าใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มีการตีความขั้นตอนที่ 9-12 ต่างกัน คือพระพุทธโฆษาจารย์ผู้ รจนาคัมภีร์วิสุทธิมรรค ตีความแบบข้ามภพข้ามชาติ หมายถึงข้ามไปเกิดใหม่ แต่ท่านอาจารย์พุทธทาสตีความว่าที่นี่และเดี๋ยวนี้ ความทุกข์เกิดได้ที่นี่และ ดับได้ที่นี่ ในขั้นตอนที่ 9 เมื่อเกิดอุปาทานหลงผิดในความมีตัวตน ก็เกิด ตอนที่ 2 ชุมทรัพย์ในตน 105 ภาระของการมีตัวตน ทำให้เกิดความขัดแย้งและเกิดความทุกข์ มนุษย์เมื่อมีวิชชาหรือปัญญา หลุดจากอุปาทานยึดมั่นในตัวกูของกู ก็พ้นทุกข์ทันทีในชาตินี้เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอให้ตายไปเกิดอีกกี่ชาติๆ จึงจะพ้นทุกข์ ปฏิจจสมฺปบาท 12 ขั้นตอนอาจสรุปย่อให้เข้าใจง่าย ดังนี้ 1. ความไม่รู้ (อวิชชา) 2. การปรุงแต่งเชื่อมโยงขันธ์ 5 อย่างพร้อมที่จะเกิดปัญหา 3. การสัมผัส (ผัสสะ) 4. ความรู้สึกชอบไม่ชอบ (เวทนา) 5. ตัณหา (ความอยาก) 6. อุปาทาน (ความหลงยึดมั่นในตัวกูของกู) 7. ความบีบคั้น (ความทุกข์) ซึ่งจะอธิบายความหมายดังนี้ วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 106 1\. ในพรรคแรกของปฏิจจสมุปบาทที่ว่า อวิชชา ปจฺจยา สังขารา สังขารในที่นี้แปลว่าปรุงแต่งหรือรวบรวมกันขึ้นมา รวบรวมอะไร ก็รวบรวม เบญจขันธ์หรือนามรูป นามรูปังหรือนามรูป นามรูปก็คือเบญจขันธ์ อันได้แก่ รูป+นาม (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) นามรูปก็คือตัวเราที่ประกอบ ด้วยกายกับใจนั่นแหละ ฉะนั้นในวรรคที่ 2-4 นั้นรวมกันแปลว่าเกิดเป็น เบญจขันธ์ที่พร้อมจะเกิดปัญหา นี้คือการแปลสรุปรวยยอดชนิดเข้าใจง่าย และยากที่จะผิดไปได้ เมื่ออยู่ในสภาพที่จะเกิดปัญหา เมื่อกระทบผัสสะเข้า ปังจึงเกิดปัญหา เพราะฉะนั้นจึงเขียนในข้อ 2 แบบย่อนี้ว่า "การปรุงแต่ง เชื่อมโยงขันธ์ 5 อย่างพร้อมที่จะเกิดปัญหา" 3\. การสัมผัสหรือผัสสะส่งต่อให้เกิด 4\. เวทนา คือ ความรู้สึกชอบ หรือไม่ชอบ ซึ่งจะต่อไปให้เกิด 5\. ตัณหา คือความอยาก เช่น ถ้าเห็นอะไร (ผัสสะ) แล้วชอบ (เวทนา) ก็อยาก (ตัณหา) เห็นนานๆ ไม่อยากให้สิ่งนั้น เปลี่ยนแปลงหายไป ถ้าไม่ชอบก็อยากให้พ้นสภาพนั้นไป เมื่อมีตัณหาก็เกิด 6\. อุปาทาน คือความยึดมั่นในตัวตน เกิดภาวะ แห่งความมีตัวตน (ภพกับชาติ) ซึ่งเข้าไปขัดแย้งกับความจริงตามธรรมชาติ ที่มีความเสื่อมสลาย (ชรามรณะ) ตรงนี้คือความขัดแย้งระหว่างความมีตัว ตนกับความจริงตามธรรมชาติ ความขัดแย้งคือ 7\. ความบีบคั้นหรือความ ทุกข์ รูปข้างล่างนี้สรุปความขัดแย้งดังกล่าว ตอนที่ 2 ชุมทรัพย์ในตน 107 รูปที่ 3 ภาพแสดงธรรมชาติของสรรพสิ่งคือกระแสของเหตุปัจจัยที่หนุนเนื่องอย่างไม่ขาดสาย (อิทัปปัจจยตา) เหมือนสายน้ำไม่มีตัวตนในตัวของตัวเอง ความมีตัวตน ที่เกิดจากตัณหาและอุปาทานเข้าไปขัดแย้งกับกระแสของธรรมชาติที่ไม่มีตัวตน ความขัดแย้งนี้คือทุกขตา หรือความทุกข์ ทุกขตาหรือความบีบคั้น หรือความไร้อิสรภาพ เกิดจากความขัดแย้งระหว่างการยึดถือว่ามีตัวตน (อุปาทาน) กับความจริงตามธรรมชาติที่ไม่มีตัวตน ความโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์ ความโทมนัส ความคับแค้นใจ เกิดขึ้นเพราะความขัดแย้งนี้ ปุรุชนจึงมีความทุกข์และความขัดแย้งเป็นธรรมดาเพราะความไม่รู้ (อวิชชา) ทำให้เกิดการปรุงแต่ง (สังขาร) เกิดความมีตัวตนขึ้นมา แล้วเข้าไปขัดแย้งกับธรรมชาติความเป็นจริง การที่จะหลุดพ้นจากวงจรความทุกข์หรือความบีบคั้นนี้ได้ต้องมีปัญญารู้เท่าทันสาเหตุของความทุกข์คือปฏิจฺจสมฺปบาทนี้ ปฏิจฺจสมฺปบาทนี้ที่แท้คือสมุทัยหรือสาเหตุของทุกข์โดยพิสดารนั่นเอง การรู้กระบวนการของการเกิดทุกข์โดยพิสดารจะทำให้รู้ว่าจะใช้ปัญญาเป็นอาวุธเข้าไปจัดการ ณ จุดใดคือ มีปัญญารู้เท่าทันเบญจขันธ์ รู้ตัวเองหรือเห็นตัวเองว่าประกอบด้วยรูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือมองอย่างวิเคราะห์ว่าตัวเราประกอบด้วยขันธ์ 5 ขันธ์นี้คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยเข้าใจว่าแต่ละขันธ์หมายถึงอะไร และทำงานเชื่อมโยงกับขันธ์อื่นๆ อย่างไร ควรกลับไปทบทวนเรื่องขันธ์ 5 ในบทที่ 12 ให้เข้าใจแจ่มแจ้ง การมีปัญญาแจ่มแจ้งในเบญจขันธ์จะทำให้ระวังระไวตัดบ่วงทุกข์ได้ง่ายขึ้น เหมือนคนเฝ้าประตูรั่ว่าประตูที่ทุกข์จะเข้านั้นอยู่ตรงไหน และคอยเฝ้าไว้ ประตูที่ 1 ผัสสะ ประตูแรกของทุกข์คือผัสสะหรือการสัมผัส คือ วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 108 เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกสัมผัสกลิ่น ลิ้นสัมผัสรส กายสัมผัส ความเย็นร้อนอ่อนแข็ง ใจสัมผัสอารมณ์ ก็มีสติสักแต่ว่ารู้ในการที่สัมผัสนั้นๆ ไม่ปรุงแต่งต่อไปเป็นตัณหา อุปาทาน การระวังระไวอยู่ที่ประตูแรกนี้ท่าน เรียกว่าอินทรียสังวร **ประตูที่ 2 เวทนา** ถ้าประตูแรกไม่ทัน หลุดมาเป็นเวทนาคือความ รู้สึกชอบไม่ชอบ ก็จะดักรู้ที่ตรงนี้ เช่น รู้ว่าอ้อ อร่อย มันจะไม่ต่อไปเป็น ตัณหาคืออยากกินเยอะๆ อยากกินคนเดียว อยากแย่งคนอื่นกิน ถ้ารู้เท่า ทันความรู้สึกชอบไม่ชอบ ก็หยุดยั้งไม่ให้เกิดตัณหาได้ **ประตูที่ 3 ตัณหา** หลุดจากประตูเวทนาก็มาสู่ตัณหาหรือความอยาก มี 3 อย่าง คือ **กามตัณหา** อยากได้นั่นได้นี่หรืออยากเอา **ภวตัณหา** อยาก อยู่ในภาวะอย่างใดอย่างหนึ่งหรืออยากเป็น **วิภวตัณหา** อยากออกไปจาก ภาวะเดิมหรืออยากไม่เป็น ถ้ารู้เท่าทันตัณหาก็ไม่ต่อไปเป็นอุปาทาน **ประตูที่ 4 อุปาทาน** การยึดมั่นในตัวกูของกู เป็นประตูสุดท้ายที่ จะหลุดเข้าไปสู่ความบีบคั้น ปรกติมนุษย์มีอุปาทานยึดมั่นในความมีตัวตน ต้องอาศัยปัญญารู้เท่าทันความเป็นอนัตตา ความว่างจากตัวตนหรือสุญตา รู้เท่าทันว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น (สัพเพ ธัมมานาลัง อภินิ- เวสายะ) จึงจะคลายจากอุปาทาน ข้อนี้ยากที่สุด ต้องอาศัยความเพียร พยายามเข้าถึงความเป็นอนัตตาหรือความว่างอยู่เป็นเนืองนิตย์ ปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรมมะอันละเอียด พระพุทธองค์ตรัสรู้ในปฏิจ- สมุปบาทเมื่อยาม 3 แห่งวันวิสาขบูชา ทำให้เป็นอิสระหลุดพ้นจากความ ทุกข์โดยสิ้นเชิง เสวยวิมุตติสุขอู่ใต้ต้นไม้ต่างๆ 7 ต้น ต้นละ 7 วัน แล้ว จึงทรงมีพุทธดำเนินไปโปรดปัญจวัคคีย์ที่เมืองพาราณสี การศึกษาปฏิจจสมุปบาทไม่ควรแค่ศึกษาเป็นความรู้เหมือนวิชาต่างๆ ซึ่งเป็นการรู้แต่ภายนอกเหมือนประดับด้วยเครื่องประดับเท่านั้น โดยไม่ เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจ แต่ควรปฏิบัติให้เกิดผลด้วย คือครบทั้ง ปริยัติ ปฏิบัติและปฏิเวธ ปฏิเวธคือการได้รับผลดีจากการปฏิบัติ ผลดีนี้ ตอนที่ 2 ชุมทรัพย์ในตน 109 คือความเป็นอิสระและความสุขจากการคลายความยึดมั่นในตัวกูของกู บุคคลควรรู้จักปฏิจรสุมปบาท ขึ้นใจในปฏิจรสุมปบาท ท่องป่น จดจำรื่นรมย์ในปฏิจรสุมปบาทเสมือนจดจำเนื้อเพลงและร้องเพลงเล่นได้ ด้วยความรื่นรมย์ เป็นบทเพลงแห่งธรรมะ หรือฮัมเพลงปฏิจรสุมปบาทได้ ว่า "อวิชชา ปจฺจยา สังขารา ... " เมื่อมีอารมณ์อยู่ในปฏิจรสุมปบาทเสมอๆ ก็จะเข้าใจวงจรของทุกข์ และรู้จุดที่จะตัดวงจรของทุกข์ ใช้สติและปัญญา เข้าไปรู้เท่าทันในวงจรของทุกข์ จะทำให้เป็นอิสระมากขึ้นๆ จะทำให้เข้าใจ แจ่มแจ้งว่าคำว่าวิชชาหรือปัญญานั้น ต่างจากความรู้ทางโลกที่ไม่คลายจาก ความเห็นแก่ตัวหรือทำให้เห็นแก่ตัวมากขึ้น ที่ต่างกันคือวิชชาหรือปัญญา นั้นคือการรู้ธรรมชาติของสรรพสิ่งจนคลายจากความยึดมั่นในตัวตน ปัญญา อิสรภาพ ความสงบ ความสุขจึงเป็นเรื่องเดียวกัน บุคคลเมื่อเป็นอิสระ คลายจากความมีตัวตนจึงจะรักคนอื่นได้ ความ แจ่มแจ้งในปฏิจรสุมปบาทจนสามารถยุติกระแสของความเห็นแก่ตัวได้ คือ การพัฒนาทางจิตวิญญาณด้วยกระบวนการทางปัญญาอันยิ่งยวด เป็น พัฒนาการทางจิตวิญญาณขั้นสูงสุด วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 110 # ตอนที่ 3 ระบบการอยู่ร่วมกันในอนาคต 16 ระบบการอยู่ร่วมกันในอนาคต 113 อุดมการณ์แห่งศตวรรษที่ 21 คือการอยู่ร่วมกันด้วยสันติทั้งโลก มนุษย์ควรจะใช้สติปัญญาเป็นส่วนใหญ่ เพื่อทำความเข้าใจปัญหาของระบบการอยู่ร่วมกันในปัจจุบัน รากเหง้าของปัญหา และวิธีการสร้างระบบการอยู่ร่วมกันในอนาคต 1. ปัญหาของระบบการอยู่ร่วมกันในปัจจุบัน ปัญหาของระบบการอยู่ร่วมกันในปัจจุบัน เช่น ความยากจน ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย และระหว่างประเทศจนกับประเทศรวย การขาดความเป็นปึกแผ่นของครอบครัวและชุมชน ความรุนแรงประเภทต่างๆ รวมทั้งสงคราม การทำลายสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม การละเมิดสิทธิของเด็ก สตรี คนกลุ่มน้อย และผู้ด้อยโอกาส การที่สถาบันทางการเมือง สถาบันทางราชการและทางศาสนาไม่สามารถสนองตอบต่อการแก้ปัญหา ความเครียดความหดหู่ ความรู้สึกหมดหวังในชีวิตและสังคม ปัญหายาเสพติดและการฆ่าตัวตาย ล้วนสะท้อนปัญหาของการที่มนุษยชาติยังไม่สามารถสร้างระบบการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ ทั้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ 2. รากเหง้าของปัญหาการอยู่ร่วมกัน วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 114 สาเหตุของปัญหาที่ไม่สามารถจัดระบบการอยู่ร่วมกันด้วยสันติมี 3 ประการใหญ่ๆ คือ * สัญชาตญาณเผ่าพันธุ์ * ลัทธิปัจเจกนิยมสุดโต่งและความเชื่อเรื่องเสรีนิยมผิดๆ * เงินเข้าแทนที่จิตวิญญาณในฐานะคุณค่าสูงสุด **สัญชาตญาณเผ่าพันธุ์ (Tribalism)** ในขณะที่มีการพูดถึงโลกาภิวัตน์ หรือ globalization หรือความเป็นโลกเดียวกันนั้น เป็นเพียงทางกายภาพเท่านั้น แต่จิตยังหาเป็นโลกจิต (Global Mind) ไม่ นี้คือความขัดแย้งระหว่างโลกกาย (Global Body) กับการไม่มีโลกจิต มนุษย์ยังคิดแบ่งแยกโดยเอาตนพวกตน เผ่าตน หรือประเทศตนเป็นที่ตั้ง แล้วเข้าแย่งชิง ปะทะ และขัดแย้งกัน สัญชาตญาณเผ่าพันธุ์นั้นมีมาแต่โบราณ และยังคงอยู่ในรูปต่างๆ มนุษย์ที่เจริญควรเห็นความสำคัญของเผ่าอื่นๆ และจัดระบบการอยู่ร่วมกันได้ **ลัทธิปัจเจกนิยมสุดโต่งและความเชื่อเรื่องเสรีนิยมแบบผิดๆ** มนุษย์มีทั้งความเป็นตัวของตัวเองและความเป็นส่วนรวมในขณะเดียวกัน เช่น เดียวกับที่อนุภาคที่มีทั้งความเป็นอนุภาคและความเป็นคลื่นในขณะเดียวกัน ความเป็นอนุภาคคือมีตัวตน จับต้องชั่งตวงวัดได้ ความเป็นคลื่นคือไม่เป็นรูปจับต้องไม่ได้ แต่ไปเชื่อมโยงสัมพันธ์กับสิ่งอื่นได้ สภาพของสรรพสิ่งเป็นทวีลักษณ์ คือมีลักษณะที่เป็นตัวตนและมีลักษณะที่เชื่อมโยงสัมพันธ์ มนุษย์ก็ควรเป็นเช่นนั้น คือมีทั้งความเป็นตัวของตัวเองและความเชื่อมโยงสัมพันธ์เป็นส่วนรวม ลัทธิปัจเจกนิยมสุดโต่งและความเชื่อเรื่องเสรีนิยมผิดๆ ทำให้เกิดความแตกสลายทางสังคม (social disintegration) **ลัทธิปัจเจกนิยมสุดโต่งให้ความสำคัญต่อความเป็นตนเองสูงกว่าความเป็นส่วนรวม** เสรีภาพมักใช้ในลักษณะที่หมายถึงการทำตามความต้องการของตัวเองได้สูงสุด ถ้าความต้องการนั้นไม่ประกอบไปด้วยสติปัญญา เสรีภาพก็กลายเป็นการทำตามความต้องการของกิเลสสูงสุด ทั้ง 2 ประการน่าไปสู่อัตตฐานนิยม หรือ self-centerism ซึ่งเป็นข้าศึกต่อการอยู่ร่วมกัน ตอนที่ 3 ระบบการอยู่ร่วมกันในอนาคต 115 สามีภรรยามีการหย่าร้างกันมากขึ้น เพราะต่างคนต่างเอาแต่ใจของตนเอง เป็นใหญ่ ขาดการคำนึงถึงความร่วมกัน (togetherness) อัตตฐานนิยม นำไปสู่การยกความโลภขึ้นเป็นคุณค่าว่าทุกคนมีเสรีภาพที่จะแสวงหาความ ร่ำรวยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด กำไรสูงสุด (maximum profit) กลายเป็นเป้า หมายของชีวิตและขององค์กร แต่ในความเป็นจริงมนุษย์ทั้งหมดและ ธรรมชาติทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน อัตตฐานนิยมสุดโต่ง่อมนำไป สู่การรบกวนการอยู่ร่วมกันของเพื่อนมนุษย์และของธรรมชาติแวดล้อม และ ก็สะท้อนมามีผลกระทบต่อปัจเจกบุคคลด้วย เพราะเขาเองก็สัมพันธ์อยู่กับ ความเป็นทั้งหมดด้วย เสรีภาพที่แท้จริงควรเป็นปัญญาที่เข้าใจธรรมชาติของสรรพสิ่งตาม ความเป็นจริง หลุดพ้นจากความบีบคั้นของความไม่รู้หรืออวิชชา มีความ สุขและมีมิตรภาพต่อสรรพสิ่ง สามารถดำรงอยู่ร่วมกันด้วยสันติ การที่เงินเข้าแทนที่จิตวิญญาณในฐานะคุณค่าสูงสุด ในบทที่ 14 ได้กล่าวถึงความสำคัญของพัฒนาการทางจิตวิญญาณกับความสมบูรณ์ใน ตัวเอง สิ่งที่มีคุณค่าสูงสุดของมนุษย์คือความดี หรือที่เรียกว่าพัฒนาการ ทางจิตวิญญาณ ความเป็นมนุษย์อยู่ที่พัฒนาการทางจิตวิญญาณ พัฒนาการ ทางจิตวิญญาณให้พลังแก่มนุษย์ แก่องค์กร และแก่สังคม เงินมีประโยชน์ ในการแลกเปลี่ยน แต่ในเมื่อความโลภได้ถูกยกระดับจากกิเลสมาเป็น คุณค่าในอารยธรรมสมัยใหม่ เงินก็ถูกทำให้เป็นเครื่องมือของความโลภ เงิน เป็นสิ่งสมมติที่ถูกสะสมได้โดยไม่มีที่สิ้นสุด เงินได้สร้างองคาพยพของตน ขึ้นในรูปของสถาบันการเงิน บริษัท ตลาดเงิน และสถาปนาระบบเงินเป็น อำนาจสูงสุด (ธนาธิปไตย์) ที่จะกระทำเพื่อเงิน โดยเงิน และของเงิน ระบบ เงินเติบโตขึ้น เปลี่ยนสถานะจากการเป็นเครื่องมือแลกเปลี่ยนไปเป็นอำนาจ อำนาจที่จะทำลายสิ่งอื่นๆ เพื่อการเติบโตของตัวเอง เงินจำนวนมหึมาที่ เคลื่อนไหวอยู่ในโลกกว่าร้อยละ 90 ไม่ได้เป็นไปเพื่อการสร้างเศรษฐกิจ แต่ เพื่อการเก็งกำไรหรือเพื่อการพนันหรือการดูดเงินจากที่ต่างๆ อำนาจเงินที่ วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 116 ทำร้ายมนุษย์รุนแรงที่สุดคือการเปลี่ยนทิฐิของมนุษย์ให้เห็นว่าเงินสำคัญที่สุด ไม่ใช่ชีวิต ครอบครัว ชุมชน วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม การวัดความเจริญก็ วัดกันที่เงิน คือวัดผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (Gross Domestic Prod- uct) หรือ GDP แต่ไม่ได้วัดด้านการทำลายของเงิน ทำลายครอบครัว ทำลาย จิตวิญญาณ ตัวคุณค่าหรือจิตวิญญาณก็หายไป ดังที่พูดกันว่า "พระเจ้า ตายแล้ว" (God id Dead) เมื่อจิตวิญญาณหายไป มนุษย์ก็ขาดพลังชีวิต และพลังทางสังคม นำไปสู่วิกฤตการณ์ วิกฤตการณ์ชีวิตและวิกฤตการณ์ การอยู่ร่วมกันขณะนี้ก็พากันชูการค้าเสรีและการไหลของเงินอย่างเสรีดังกับ เป็นสัจธรรม ใครไม่ทำตามนี้ก็เหมือนทำความผิด ประเทศต่างๆ จะต้อง แก้กฎหมายให้เกิดการไหลเข้าออกของเงินอย่างเสรี ในครอบครัวถ้าใช้หลักการแข่งขันเสรี เด็กจะตายหมด ครอบครัว ซึ่งเป็นสถาบันการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ที่สำคัญที่สุด ไม่ได้ใช้หลักการแข่ง ขันเสรี แต่ใช้หลักการโอบอุ้มและเกื้อกูลกัน มนุษย์ทั้งโลกคือครอบครัวเดียว กัน การแข่งขันเสรีไม่ใช่หลักการของการอยู่ร่วมกัน แต่ความโอบอุ้มและ ความเกื้อกูลต่างหากที่จะทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันด้วยสันติ พลังแห่งความร่วมกันเป็นกลุ่มก้อนทางสังคม (Social Integration Force) ขณะนี้สังคมขาดพลังที่จะผนึกสังคมเข้าไว้ด้วยกัน จึงเกิดปรากฏ- การณ์ของการแตกสลายทางสังคม (social disintegration) ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ ที่สุดของมนุษยชาติในปัจจุบัน จำเป็นต้องหาพลังอันมหึมาผนึกสังคมไว้ ด้วยกัน ในทางวัตถุ มนุษย์ได้ค้นพบพลังอันมากลั่นพันประมาณซ่อนอยู่ ในนิวเคลียสของอะตอมที่เรียกว่าพลังนิวเคลียร์ (Nuclear Force) ซึ่งเป็น พลังที่ดวงอาทิตย์และดวงดาวอื่นๆ ใช้อย่างดูเสมือนไม่สิ้นสุดเป็นพันๆ ล้าน ปี ฉันใด ในทางสังคม มนุษย์จะต้องแสวงหาพลังนิวเคลียร์ทางสังคม (Social Nuclear Force) ซึ่งเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ เพื่อนำมาใช้แก้วิกฤตการณ์ทางสังคม ตอนที่ 3 ระบบการอยู่ร่วมกันในอนาคต 117 ที่กำลังเป็นไปอย่างรุนแรง และผนึกสังคมให้ยั่งยืน เมื่อนิวเคลียสของธาตุแท้มาเชื่อมกัน (Nuclear Fusion) จะปลดปล่อย พลังงานอันมหาศาลออกมา ฉันใด เมื่อมนุษย์เข้ามารวมกันเป็นกลุ่มก้อน ทางสังคมย่อมเกิดพลังงานอันมหาออกมา ฉันนั้น เรียกว่าพลังแห่งความ ร่วมกันเป็นกลุ่มก้อนทางสังคม (Social Integration Force) มนุษย์จะต้อง เรียนรู้เพื่อสร้างพลังงานทางสังคมนี้ ธรรมชาติแห่งการรวมตัวปรากฏอยู่ทั่วไป ทำไมโปรตอนและ นิวตรอนมารวมตัวกันเกิดเป็นธาตุต่างๆ ขึ้น ทำไมมันไม่แยกๆ กันอยู่ การ รวมตัวกันทำให้เกิดเสถียรภาพ ถ้าแยกกันอยู่มันไม่มีเสถียรภาพ ทำไม อนุของไอน้ำจึงไม่แยกๆ กันอยู่ แต่มารวมตัวกันเป็นก้อนเมฆ ทำไมปลา จึงอยู่เป็นฝูงๆ การอยู่ร่วมกันทำให้โอกาสมีชีวิตรอดมากกว่าอยู่เดี่ยวๆ ตัวอะมีบาซึ่งเป็นสัตว์เซลล์เดียว ตามปรกติมันอาจจะแยกกันอยู่เดี่ยวๆ แต่ เมื่อมีวิกฤต เช่น อาหารขาดแคลนหรือสิ่งแวดล้อมมีความเป็นกรดเป็นด่าง มาก อันตรายต่อมัน มันจะรวมตัวเป็นกระจุก และช่วยทำหน้าที่ประดุจ เป็นสัตว์หลายเซลล์ มนุษย์แต่โบราณก็รู้คุณค่าของการอยู่ร่วมกันเป็น กระจุกตามธรรมชาติ เช่น มนุษย์โบราณรวมกันเป็นกลุ่มล่าสัตว์ได้ผลดี และปลอดภัยกว่าล่าเดี่ยวๆ แบบตัวใครตัวมัน การอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ตามเผ่าพันธุ์หรืออยู่รวมกันเป็นชุมชนมีผลดีกว่าอยู่เดี่ยวๆ พระพุทธเจ้า เองก็ทรงสอนธรรมะแห่งการรวมกลุ่มที่เรียกว่าวัชชีธรรม หรืออปริหานิยธรรม เพิ่งมนุษย์ในปัจจุบันที่หลงผิดไปเชื่อเรื่องลัทธิปัจเจกชนนิยมสุดโต่งและ เสรีภาพส่วนบุคคลแบบผิดๆ และปล่อยให้อำนาจเงินตราเข้ามาทำลาย สัมพันธภาพระหว่างมนุษย์ให้แตกออกไป มนุษย์ต้องการการเรียนรู้ใหม่ที่จะรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในทุกพื้นที่ ในทุกองค์กร และในทุกเรื่อง ซึ่งหมายถึงทั้งในครอบครัว ในชุมชน ในที่ ทำงาน ในวัด ในมหาวิทยาลัย ในองค์กรทุกชนิด และในการรวมกันทำ กิจกรรมหรือทำงานในเรื่องต่างๆ การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำนี้มีชื่อเป็นกลางๆ วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 118 ว่ามีความเป็นชุมชน (community) หรือความเป็นประชาคม ความเป็นชุมชน ไม่ได้หมายความว่าหมู่บ้านหรือชุมชนตามพื้นที่เท่านั้น แต่หมายถึงการรวม ตัวร่วมคิดร่วมทำในลักษณะใดๆ ก็ได้ **ความเป็นชุมชนคือสังคมที่มีชีวิต** สิ่งที่ไม่มีชีวิตคือสิ่งที่ถูกชำแหละออกเป็นส่วนๆ เช่น สุกรหรือโคที่ ถูกชำแหละ หรือสิ่งที่อะไรๆ ไหลเข้าออกอย่างเสรี เช่น ขอนไม้ผุ หรือซากศพ สิ่งที่มีชีวิตมีขอบเขต มีการเชื่อมโยงขององคาพยพภายในไปสู่ ความเป็นองค์รวมหนึ่งเดียว มีการควบคุมสิ่งที่เข้าและออกเพื่อรักษา ดุลยภาพหรือความเป็นปรกติของตัวเอง มีภูมิคุ้มกัน มีจิต และในกรณี ของมนุษย์มีจิตวิญญาณ เมื่อสังขารเชื่อมโยงกันมีความเป็นทั้งหมดก็มี วิญญาณหรือจิตปรากฏขึ้น เป็นธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งที่ผุดบังเกิด จิตและ จิตวิญญาณเป็นมิติที่ต่างไปจากกาย แต่มาทำให้กายกุมกันเป็นบูรณาการมี ชีวิตชีวา สังคมปัจจุบันเหมือนสังคมที่ไม่มีชีวิต เพราะถูกชำแหละออกเป็น ส่วนๆ และไปถือหลักให้มีการไหลเข้าออกโดยเสรีในรูปการค้าเสรี การเงิน เสรี เศรษฐกิจ จิตใจ ครอบครัว ชุมชน สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม การเมือง ชนบทกับเมือง สุขภาพ การศึกษา แยกจากกันเป็นส่วนๆ การ ศึกษาก็สอนให้คนเห็นเป็นส่วนๆ คิดเป็นส่วนๆ อำนาจเงินก็ทำให้สรรพสิ่ง แยกกันเป็นส่วนๆ เพื่อประโยชน์ของเงิน เมื่อสังขารของสังคมถูกชำแหละ ออกเป็นส่วนๆ ดังนี้ วิญญาณย่อมหายไป เมื่อวิญญาณหายไป สังคมจึง เหมือนสังคมที่ตายแล้ว (ดังที่พูดกันว่า "พระเจ้าตายเสียแล้ว") ขาดพลัง ชีวิตที่จะยึดกุมกันเป็นองค์กรรม จึงเกิดการแตกสลายทางสังคม (social disintegration) ถึงเวลาที่มนุษย์จะฉลาดพอที่จะร่วมสร้างระบบการอยู่ร่วมกันเป็น สังคมที่มีชีวิต ทุกคนมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์และศักยภาพแห่งความ ตอนที่ 3 ระบบการอยู่ร่วมกันในอนาคต 119 สร้างสรรค์ ต้องหลุดพ้นจากอำนาจที่ครอบงำให้เกิดความไม่รู้หรืออวิชชา ไปสู่ความเป็นไท คิดออกนอกกรอบเดิมที่คุมขังมนุษย์ให้หมดศักดิ์ศรีและ ศักยภาพ ร่วมกันสร้างสังคมที่เกื้อกูลต่อความเป็นมนุษย์ ให้มนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับธรรมชาติอยู่ร่วมกันด้วยศานติ มีความสุข สนุก และสร้างสรรค์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ยาก ทุกคนมีส่วนร่วมได้ ถ้าเราเริ่มจากหน่วยสังคมที่พื้นฐาน ที่สุด (basic social unit) ประดุจเซลล์เป็นหน่วยพื้นฐานของร่างกาย นั่น คือความเป็นชุมชน สังคมควรมีชุมชนเป็นหน่วยพื้นฐาน จึงจะทำให้รักษา ดุลยภาพ สร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนได้ ความเป็นชุมชนหมายถึงคนจำนวนหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์ร่วมกัน มี ความเอื้ออาทรต่อกัน มีการติดต่อสื่อสารและการเรียนรู้ร่วมกัน มีขนาด พอเหมาะที่สมาชิกจะรู้ทั่วถึงกัน และควบคุมให้มีความเป็นหนึ่งเดียวกันได้ เพื่อดำรงความเป็นตัวของตัวเองท่ามกลางความหลากหลายและการ เปลี่ยนแปลง โดยมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกับ ชุมชนอื่น ความเป็นชุมชนนี้ ในทางกว้างหมายถึงชุมชนตามภารกิจต่างๆ แต่ ชุมชนพื้นฐานและสมบูรณ์ที่สุดคือชุมชนตามพื้นที่ที่เป็นหน่วยเศรษฐกิจพึ่ง ตนเองได้และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในสังคมควรที่จะมีความเป็นชุมชนที่ หลากหลายทั้งชุมชนติดพื้นที่และชุมชนตามภารกิจ ซึ่งจะรวมถึงชุมชนใน รูปแปลกๆ ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นตามสภาพสังคมสมัยใหม่ แต่ขอให้เป็น หน่วยแห่งการรวมตัว รวมใจ ร่วมคิด ร่วมทำ การรวมตัวรวมใจร่วมคิดร่วมทำหรือความเป็นชุมชนนี้ควรเกิด ทุกหนทุกแห่ง และในรูปต่างๆ เช่น ในครอบครัว ในวัด ในโรงเรียน ในที่ ทำงาน อาจเป็นหมู่บ้าน ชมรม กลุ่ม สหกรณ์ สมาคม มูลนิธิ หรือในชื่อ ใดอื่น ภารกิจอาจเป็นเรื่องของครอบครัวอบอุ่น เศรษฐกิจพอเพียง ชุมชน เข้มแข็ง อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ธรรมะ สตรี เด็ก ชนกลุ่มน้อย ผู้ด้อยโอกาส การอาสาสมัครเพื่อสังคม การต่อสู้เพื่อความถูกต้องเป็นธรรม วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 120 หรืออื่นๆ เมื่อมีความเป็นชุมชน สมาชิกจะมีความสุขประดุจบรรลุนิพพาน ซึ่ง ก็เป็นนิพพานแบบหนึ่งคือนิพพานทางสังคม เพราะนิพพานแปลว่าเย็น การ รวมตัวรวมใจร่วมคิดร่วมทำนั้น ทำให้ความมีตัวตนลดลง มีการรวมใจ เป็นหนึ่งเดียวกัน (synchronicity) จึงเกิดความสุขอย่างเหลือหลาย การร่วม คิดร่วมทำทำให้เกิดศักยภาพแห่งความสำเร็จ ทำอะไรก็สำเร็จได้ง่าย ไม่ว่า จะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม สุขภาพ หรือวิชาการ ศักยภาพ และความสำเร็จก็เป็นบ่อเกิดของความสุข ชุมชนในพื้นที่ควรจะจัดการในเรื่องของตัวเองให้ได้มากที่สุด เช่น การผลิตอาหารและข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น จัดการทรัพยากรธรรมชาติให้ เกื้อกูลและยั่งยืน จัดเรื่องการศึกษา เรื่องสุขภาพ มีศูนย์ทางศาสนาหรือ จิตวิญญาณตามความเชื่อของตน มีระบบความยุติธรรมที่สามารถแก้ไข ความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ถ้าจำเป็นก็มีระบบเงินชุมชนอีกระบบหนึ่งของ ตนเอง มีการแลกเปลี่ยนหรือค้าขายกับชุมชนอื่นตามความเหมาะสมเพื่อ ประโยชน์ร่วมกัน ดูแลของแปลกปลอมในรูปของข้อมูลข่าวสาร เงิน และ วัฒนธรรมมิให้เข้ามาทำร้ายชุมชน แต่ควรมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และ ชื่นชมวัฒนธรรมอื่นอย่างเป็นคุณ ชุมชนกับชุมชนควรมีการสร้างเครือข่าย ระหว่างกันให้ขยายตัวออกไปเรื่อยๆ เมื่อเครือข่ายของชุมชนเกิดขึ้นมาก ก็จะเกิดเป็นเครือข่ายทางสังคม (social networks) ทำนองเดียวกับเครือข่าย ในสมอง (neural networks) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่วิจิตรที่สุดในจักรวาล เมื่อเป็นดังนี้ จะเกิดโครงสร้างของสังคมใหม่ที่มนุษย์แต่ละคนมี ศักดิ์ศรีและมีศักยภาพที่จะกำหนดอนาคตของชุมชน จึงเป็นประชาธิปไตย อย่างยิ่ง มีศีลธรรมพื้นฐานที่ทุกคนมีคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์เสมอกัน มีการอยู่ร่วมกันด้วยความเกื้อกูล และมีภูมิคุ้มกันมิให้ปัจจัยภายนอกมา ทำลายความสมดุลได้ง่ายๆ ในขณะเดียวกัน มีความหลากหลายของแต่ละ ชุมชนตามเหตุปัจจัยที่แตกต่างกัน ความหลากหลายเป็นความงามและช่วย ตอนที่ 3 ระบบการอยู่ร่วมกันในอนาคต 121 ให้ประคับประคองซึ่งกันและกัน ทำให้ทั้งหมดมีความยั่งยืน ความเป็นชุมชนเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประกันให้มนุษย์ทุกคน มีเพื่อน มีภูมิคุ้มกัน และมีความมั่นคง จากโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงนี้ มนุษย์สามารถสถาปนาโครงสร้างอื่นๆ ที่สูงขึ้น เช่น ระบบเศรษฐกิจของ ประเทศและของโลกแบบใหม่ที่เกื้อกูลต่อการอยู่ร่วมกัน ทำนองเดียวกับที่ เซลล์รวมตัวกันเป็นอวัยวะ อวัยวะรวมตัวกันเป็นร่างกาย ทั้งหมดบูรณาการ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ยังให้ชีวิตเป็นไปได้ แท้ที่จริงระบบการอยู่ร่วมกันด้วยสันติคือศีล ศีลแปลว่าความเป็น ปรกติ ถ้าไปแปลความว่าศีลคือศีล 5 และประกอบด้วยการให้ศีลเป็นสำคัญ เมื่อให้ศีลเสร็จแล้วก็เสร็จกิจของสงฆ์ ศีลก็กลายเป็นพิธีกรรมเท่านั้น ทำให้ จำกัดบทบาทและจำกัดศักยภาพของศีลลง เพราะเหตุนี้พระแม้มีจำนวน มากก็ไม่มีศักยภาพในการช่วยให้สังคมมีพลังแห่งความถูกต้อง แต่ถ้ามอง ว่าศีลคือระบบการอยู่ร่วมกันด้วยสันติระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และ ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ จึงมีความหมายที่แตกต่างกันมากต่อท่าทีและ บทบาทของชาวพุทธ ถ้าศีลแปลว่าระบบการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ ทั้งพระ และฆราวาสก็มีอะไรที่จะต้องร่วมกันทำเป็นอย่างมากกว่าเพียงการให้ศีล และการรับศีล เมื่อสังคมมีการอยู่ร่วมกันด้วยสันติหรือมีศีล ก็อยู่ในฐานะ ที่จะพัฒนาให้เกิดสมาธิและปัญญาได้ง่ายขึ้น สมาธิและปัญญาก็มาช่วยให้ ศีลแข็งแรงขึ้น คนทุกคนควรทำความเข้าใจความสำคัญของความเป็นชุมชนและ พยายามสร้างความเป็นชุมชน ไม่ว่าในครอบครัวหรือในที่ทำงาน หรือใน การทำภารกิจต่างๆ หรือในการดำรงชีวิตร่วมกัน ไม่ว่าจะมีอาชีพใดๆ ควร มีการรวมตัวรวมใจร่วมคิดร่วมทำกับคนที่มีวัตถุประสงค์ร่วมกัน ในเรื่อง ใดเรื่องหนึ่งและเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกับกลุ่มอื่นๆ คนคนเดียวอาจเป็น สมาชิกของหลายกลุ่มก็ได้ ทำนองเดียวกับเซลล์สมองตัวหนึ่งๆ ที่จะอยู่ใน หลายวงจรประสาท วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 122 การศึกษาทุกระดับต้องฝึกให้ผู้เรียนสร้างความเป็นชุมชนให้เป็นสถาบันการศึกษา องค์กรสงฆ์ องค์กรพัฒนาเอกชน และภาคธุรกิจ ควรมีการสร้างศูนย์หรือสถาบันที่สร้างผู้เชี่ยวชาญในการส่งเสริมการรวมตัวเพื่อสร้างความเป็นชุมชน เพราะแม้จะรู้ว่าความเป็นชุมชนเป็นของดี คนส่วนใหญ่ก็รวมตัวกันสร้างความเป็นชุมชนไม่เป็นเสียแล้ว จึงควรมีวิทยากรช่วยให้มนุษย์สามารถรวมตัวร่วมคิดร่วมทำกันเต็มแผ่นดิน สังคมที่มีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในรูปต่างๆ เต็มสังคม และมีสันติ เรียกว่าสังคมสันติ ประชาธรรมหรือประชาสังคม พลังแห่งการร่วมกันเป็นกลุ่มก้อนทางสังคม จะผนึกสังคมไว้ด้วยกันมิให้แตกสลาย เกิดดุลยภาพ มีความพอเพียง มีความยั่งยืน อันเป็นไปเพื่อความสุขของทุกคน ตอนที่ 3 ระบบการอยู่ร่วมกันในอนาคต 123 ตอนที่ 4 พหุบทแห่งพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 17 พหุบทแห่งพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 127 ศตวรรษใหม่นี้เป็นศตวรรษแห่งพัฒนาการทางจิตวิญญาณ ที่กล่าวมาแล้ว ในตอนต้นๆ ทั้งหมดล้วนเป็นไปเพื่อการยกระดับจิตวิญญาณ หรือการยก ภพภูมิของมนุษย์ให้สูงขึ้น การพัฒนาในภพภูมิเดิมคือภพภูมิทางวัตถุหรือ สัตวธรรมไม่สามารถนำพาไปสู่การพ้นวิกฤตได้ หรือแท้ที่จริงก่อวิกฤตมากขึ้น มนุษย์ต้องการลดการยึดมั่นในตัวตนลง เห็นแก่คนอื่นและเห็นแก่ ธรรมชาติมากขึ้น ยิ่งเห็นแก่ตัวน้อยลงก็ยิ่งเป็นอิสระ ยิ่งมีความสุข และ เกื้อกูลต่อเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติยิ่งขึ้น เป็นเหตุให้ทั้งตนเองและโลกมี สันติสุข มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีศักยภาพในการเรียนรู้สูงยิ่งแต่ควรเรียนรู้ให้ถูกทาง ทำให้ทุกขณะของชีวิตเป็นการเรียนรู้ไม่ว่าจะสัมพันธ์กับสิ่งใดๆ หรือทำอะไร หรือเกิดอะไรขึ้น ควรทำให้ทุกเรื่องนั้นเป็นการเรียนรู้ เรียนรู้ให้เราฉลาดขึ้น มีความเป็นอิสระมากขึ้น มีความสุขมากขึ้น และเป็นบ่อเกิดของความสุข ของผู้อื่นมากขึ้น นั่นคือเรียนรู้ทุกอย่างมาทำให้เราเห็นแก่ตัวน้อยลง เรา ต้องมีเหตุการณ์ในชีวิตทุกวัน เราควรทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นการเรียนรู้ เรา ก็จะฉลาดขึ้นทุกวันและเป็นคนดีขึ้นทุกวัน พหุบทแห่งพัฒนาการทางจิต วิญญาณในวิถีชีวิต คือการใช้เรื่องต่างๆ ในวิถีชีวิตมายกระดับจิตวิญญาณ วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 128 ของเราให้สูงขึ้น 1. ประสบการณ์ธรรมชาติกับการพัฒนาการทางจิตวิญญาณ ธรรมชาติอยู่รอบตัวเราทั้งใกล้และไกล เราต้องสัมผัสอยู่กับธรรมชาติตลอดเวลา ถ้าเรารู้จักใช้ประสบการณ์ธรรมชาติมาพัฒนาจิตวิญญาณของเรา ก็เท่ากับเราสามารถพัฒนาจิตใจของเราให้สูงขึ้นตลอดเวลาทุกลมหายใจเข้าออก ข้อสำคัญเราต้องตระหนักรู้ว่ามีธรรมชาติอยู่รอบตัวเราและในตัวเรา ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยธรรมชาติ ไม่มีที่ใดที่ว่างจากธรรมชาติ เราเกิดมาในธรรมชาติ ธรรมชาตินั้นเชื่อมต่อกันทั้งจักรวาล อากาศ ที่เราหายใจ สายลม แสงแดด ต้นไม้ แม่น้ำ ภูเขา ทะเล ดวงอาทิตย์ ดวงดาว เชื่อมโยงต่อเนื่องเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งจักรวาล เมื่อเราหายใจเข้าหายใจออก เราจึงเชื่อมโยงกับจักรวาลทั้งจักรวาล เราหายใจเข้าเราก็ดึงจักรวาลเข้ามาสู่ตัวเรา เมื่อเราหายใจออกจักรวาลก็ดึงเราเข้าไปสู่จักรวาล มนุษย์ปัจจุบันสูญเสียการตระหนักรู้ธรรมชาติหรือขาดสัมผัสกับธรรมชาติ เพราะเข้าไปอยู่ในโลกประดิษฐ์และโลกของความคิดมากเกิน เกิดความแปลกแยกจากธรรมชาติ มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ถ้ามนุษย์แปลกแยกจากธรรมชาติก็จะอ้างว้างเปล่าเปลี่ยนประดุจลูกที่ถูกพรากออกจากแม่ ย่อมมีความทุกข์และจิตใจเสียไป มนุษย์แต่โบราณอยู่กับธรรมชาติสัมผัสธรรมชาติ ตระหนักรู้ถึงคุณค่าและความศักดิ์สิทธิ์ของธรรมชาติ เกิดการคิดถึงแผ่นดินนี้มีคุณ กล่าวขานว่าพระแม่ธรณี (Mother Earth) ในแม่น้ำมีพระแม่คงคา ในต้นไม้มีรุกขเทวดา เมื่อมนุษย์เห็นคุณค่าของธรรมชาติ มนุษย์ก็มีคุณค่า ถ้ามนุษย์ไม่เห็นคุณค่าของธรรมชาติ มนุษย์เองก็ไม่มีคุณค่าด้วย มนุษย์มีความสุขถ้าได้สัมผัสกับธรรมชาติ เช่น แม่น้ำ ป่า ภูเขา ทะเลท้องฟ้า ดวงดาว อาจเป็นเพราะบ้านของมนุษย์คือธรรมชาติ เมื่อกลับไปหาธรรมชาติจึงมีความสุขเหมือนคนได้กลับบ้าน อีกประการหนึ่งธรรมชาติมี ตอนที่ 4 พหุบทแห่งพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 129 ความใหญ่ ความล้ำลึก ความศักดิ์สิทธิ์ เมื่อมนุษย์ได้สัมผัสธรรมชาติจึง ได้สัมผัสความใหญ่ ความลึกล้ำ ความศักดิ์สิทธิ์ จิตหลุดออกจากความ คับแคบในตัวเองไปอยู่กับธรรมชาติ จึงเป็นอิสระและมีความสุขอย่างล้ำลึก จิตที่ติดอยู่ในความคับแคบในตัวเองคือยึดตัวเองเป็นที่ตั้งย่อมถูกความคับ แคบบีบคั้น ไม่เป็นอิสระ เครียด และขาดความสุข มนุษย์จึงชอบเสพ ธรรมชาติ เพราะธรรมชาติให้ความสุข แต่ถ้าเสพสุขแล้วเกิดกิเลสตัณหาก็ เป็นอันตรายและถือว่าโง่ลง ต้องเชื่อมโยงความสุขไปสู่ปัญญา พัฒนาการทางจิตวิญญาณหมายถึงปัญญาฉลาดขึ้น รู้เห็นธรรมชาติ ตามความเป็นจริง และลดละความเห็นแก่ตัวลง การมีความสุขจากการได้ สัมผัสธรรมชาติต้องทำให้เราฉลาดขึ้นและเป็นคนดีขึ้น เราควรมีปัญญารู้ ว่าธรรมชาตินั้นเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งจักรวาล มีความใหญ่โตสุด ประมาณ เราไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่เป็นธุลีเดียวของธรรมชาติ การตระหนักรู้ว่าเราไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาลจะทำให้คลายจากความ ยึดมั่นในตัวตนลง ถ้าเป็นอย่างนี้ แม้เพียงเห็นดวงดาวก็ทำให้ลดความ เห็นแก่ตัวลง เพราะทำให้ระลึกรู้ถึงความกว้างใหญ่ไพศาลและความเป็น หนึ่งเดียวกันของจักรวาลทั้งจักรวาล ยิ่งถ้าเรามีความรู้เกี่ยวกับกำเนิดของ จักรวาลด้วยก็ยิ่งเข้าใจความเป็นหนึ่งเดียวกันของทั้งหมด จักรวาลเกิดจาก การระเบิดตูมใหญ่ (Big Bang) ของสภาพอัดแน่นเป็นเนื้อเดียวในจุดหรือ พินทุ (Singularity) เมื่อประมาณ 15,000 ล้านปีก่อน ออกมาเป็นพลังงาน เป็นอวกาศ เป็นเวลา ต่อมาพลังงานกลายเป็นสสารเกิดดวงดาวต่างๆ รวม กันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ เรียกว่ากาแล็กซี ในแต่ละกาแล็กซีมีดาวประมาณ 100,000 ล้านดวง ในจักรวาลมีกาแล็กซีประมาณ 100,000 ล้านกาแล็กซี มนุษย์ ทุกคน สัตว์ทุกตัว ต้นไม้ทุกต้น สสาร พลังงาน และดวงดาวทั้งหมดมา จากความเป็นหนึ่งเดียวกัน และยังเป็นหนึ่งเดียวกัน นี้คือปัญญาไปพ้น ความมีตัวตน การที่มนุษย์สัมผัสป่าไม้ ภูเขา ทะเล และท้องฟ้าแล้วมีความสุข วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 130 เพราะได้สัมผัสความใหญ่ของธรรมชาติ แท้ที่จริงเราสัมผัสความใหญ่ของธรรมชาติอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก แต่เราไม่รู้ เพราะเรารู้เห็นและคิดแยกเป็นส่วนๆ จึงไม่รู้เห็น และคิดถึงความใหญ่ของธรรมชาติที่เราสัมผัสอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นอากาศ สายลม แสงแดด ต้นไม้ แมลง หรือธรรมชาติใดๆ ทั้งในตัวเราและนอกตัวเรา ถ้าเรามีสติ มีปัญญา ก็จะสัมผัสและตระหนักรู้ในธรรมชาติตลอดเวลา ดังที่บางคนสัมผัสรู้ว่ามีพระเจ้าหรือ God อยู่ในทุกอณูของสรรพสิ่ง ดังที่ใช้คำว่า "สถิตอยู่ในทุกหนทุกแห่ง" (Omnipresent) เราอาจทำความรู้ตัวว่าในตัวเรา ในลมหายใจของเรา ในทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเรามีความศักดิ์สิทธิ์ จะทำให้เรารู้สึกเอิบอิ่ม ซุ่ม สบาย ปีติ ถ้าเรามีสัมผัสกับธรรมชาติอย่างนี้จะทำให้เราเอิบอาบไปด้วยความปิติ หรือกล่าวได้ว่ามีความสุขแผ่ซ่านไปในทุกอณูของร่างกาย นี้เรียกว่ามีประสบการณ์ทางจิตวิญญาณกับธรรมชาติซึ่งจะให้ความสุขอันเป็นทิพย์ ถ้าเรามีความสุขกับธรรมชาติด้วยกิเลส ตัณหา กิเลสตัณหาจะพาไปสู่การทำลาย แต่ถ้ามีประสบการณ์กับธรรมชาติด้วยปัญญาจะทำให้พบความสุขที่สูงกว่า คือความสุขที่เกิดจากความเป็นอิสระจากความเห็นแก่ตัว ปัญญาที่ลดละความเห็นแก่ตัว หรือพัฒนาการทางจิตวิญญาณย่อมนำไปสู่ความสร้างสรรค์เป็นอเนกประการ มนุษย์ควรฉลาดพอที่จะใช้ประสบการณ์ธรรมชาติในรูปต่างๆ มาก่อให้เกิดการยกระดับจิตวิญญาณให้สูงขึ้น 2. ความงามกับพัฒนาการทางจิตวิญญาณ ในความจริงมีความงาม ถ้าเข้าถึงความจริงของสรรพสิ่งจะประสบความงาม การประสบความงามทำให้เกิดความสุข ในธรรมชาติของสรรพสิ่งมีความงามอยู่ทั่วไป มนุษย์ควรจะได้สัมผัสความงามเป็นกำไรชีวิตอย่างล้นเหลือ แล้วใช้ความปิติและความสุขที่ได้สัมผัสกับความงามมาช่วยพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น หรือช่วยในเรื่องพัฒนาการทางจิตวิญญาณ จะกล่าวถึง ตอนที่ 4 พหุบทแห่งพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 131 ความงามที่มนุษย์ประสบได้ในวิถีชีวิต 10 ประการด้วยกัน คือ 1. ความงามของธรรมชาติและปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ความงามของธรรมชาติเป็นสิ่งที่มนุษย์รู้จักดีที่สุด ทุ่งนา ป่า เขา เมฆ ท้องฟ้า ทะเล ดอกไม้ ฝูงนก เป็นความงาม เดี๋ยวนี้มนุษย์มีความรู้เกี่ยวกับจักรวาลมากขึ้น ภาพของกลุ่มดาวต่างๆ ก็มีความงามอย่างจับใจ ซึ่งขณะนี้มีภาพและวิดีโอของจักรวาลแพร่หลายมากขึ้นหามาดูได้ไม่ยาก ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่างๆ เช่น สุริยุปราคา จันทรุปราคา ดาวตก ก็เป็นที่สนใจของมนุษย์ มาแต่ดึกดำบรรพ์ และอาจก่อให้เกิดความรู้สึกลึกล้ำ มนุษย์ควรจะใช้ความงามของธรรมชาติและปรากฏการณ์ทางธรรมชาติมาพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นดังที่กล่าวในบทที่แล้ว 2. ศิลปะ ศิลปะคือความงามที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจิตรกรรมประติมากรรม เพลง วรรณคดี การแสดงหรือศิลปะใดอื่น มนุษย์ควรได้เสพความงามของศิลปะเพื่อความชื่นใจ แต่ต้องระวังมิให้เกิดกิเลสตัณหาต่อไป และควรใช้ศิลปะเป็นเครื่องพัฒนาจิตวิญญาณให้สูงยิ่งๆ ขึ้นไป 3. ความงามในงาน งานทุกชนิดถ้าตั้งใจทำด้วยความประณีต งานนั้นก็จะกลายเป็นความงามหรือศิลปะ ให้ความประเทืองใจต่อผู้ทำและพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น ทุกคนต้องทำงานอยู่แล้ว ถ้ารู้จักศิลปะของการทำงานหรือทำงานให้เป็นศิลปะ ก็จะได้ประสบความงามในงาน และงานทุกชนิดกลายเป็นเครื่องพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น 4. ความงามในความรู้ ในความรู้มีความงาม ในประโยคแต่ละประโยค ในคำแต่ละคำ ในความหมายของความรู้และความเป็นทั้งหมดของความรู้ล้วนมีความงาม เมื่อเรียนรู้อะไรควรพยายามเชื่อมโยงให้เห็นความเป็นทั้งหมด จะพบความงาม วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 132 เพราะความงามอยู่ที่ความเป็นทั้งหมด เช่น ความงามของผู้หญิงหรือของดอกไม้อยู่ที่ความเป็นทั้งหมด แต่เมื่อแยกย่อยเป็นตับ ไต ไส้ พุง หรือเป็นคาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ความงามก็หายไป ถ้าเรียนรู้อะไรแล้วเห็นแต่ส่วนแยกย่อยหรือติดอยู่เฉพาะในส่วนแยกย่อยก็จะไม่เห็นความงาม เมื่อเข้าถึงความเป็นทั้งหมดของความรู้ ความรู้ก็จะเป็นความงาม 5. ความงามของจิตใจ ในความดีมีความงาม จิตใจที่มีความเมตตา กรุณา หวังดีต่อผู้อื่น หวังดีต่อส่วนรวม จะเป็นความงามในตัวเองและต่อผู้พบเห็น 6. ความงามในวาจา วจีสุจริตเป็นความงาม วจีสุจริตประกอบด้วย การพูดแต่ความจริง มีที่มามีที่อ้างอิง พูดเป็นปิยววาจา พูดถูกกาลเทศะ พูดแล้วเกิดประโยชน์ นี้คือวจีสุจริต เป็นความงามโดยแท้ 7. ความงามในการกระทำ การกระทำอันไม่เบียดเบียน การมีอาชีพ สุจริต การกระทำเพื่อหวังประโยชน์ต่อผู้อื่น นี้คือการทำดีหรือศีล การมีศีลเป็นความงาม ข้อ 5-7 คือความงามของกาย วาจา ใจ ที่เรียกว่ามีความสุจริตทั้งไตรทวารหรือประตูทั้งสาม ความสุจริตเป็นความงาม 8. ความงามในความเป็นชุมชน เมื่อมีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ โดยมีความเอื้ออาทรต่อกัน มีการเรียนรู้ร่วมกันในการพยายามทำอะไรให้สำเร็จ ความพร้อมเพรียงกันและความสำเร็จที่เกิดขึ้นเป็นความงาม ให้ความสุขแก่ผู้มีส่วนร่วมประดุจบรรลุนิพพานที่จริงก็เป็นนิพพานระดับหนึ่งเพราะในการรวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันความเห็นแก่ตัวก็ลดลงด้วย ทำให้มีความเป็นอิสระและความสุข ทุกคนควรจะฝึกการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในทุกองค์กร ในทุกพื้นที่ และในทุกเรื่อง จะทำให้ชีวิตเปลี่ยน สังคม ตอนที่ 4 พหุบทแห่งพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 133 เปลี่ยน และบุคคลได้ประสบความงามและความสุขอันล้นเหลือ 9. ความงามในสัญลักษณ์ทางศาสนา ถ้าเข้าใจและเห็นคุณค่าของ ศาสนธรรมหรือการเข้าถึงสิ่งสูงสุด จะเห็นความงามของ สัญลักษณ์ทางศาสนาซึ่งมีเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นวัดวาอาราม โบสถ์ เจดีย์ พระพุทธรูป ไม้กางเขน รูปพระเยซู สุเหร่า พระจันทร์ เสี้ยว จิตรกรรมที่เกี่ยวกับศาสนา ในทุกสังคมได้สร้างสัญลักษณ์ ต่างๆ เกี่ยวกับศาสนาไว้มาก สำหรับคนที่ไม่มีเครื่องรับ สิ่งเหล่า นี้ไม่มีความหมาย เป็นเพียงซากอิฐซากปูน แต่สำหรับคนที่มี เครื่องรับรู้ ที่เข้าใจและเห็นคุณค่า สัญลักษณ์ทางศาสนาต่างๆ จะเป็นความงามอย่างล้นเหลือ ที่ให้คุณค่าทางจิตใจ จะมีสถาน ที่ให้ท่องเที่ยวหรือเที่ยวชมมากมาย เป็นความงามและความสุข ที่ราคาถูกมาก ให้ความสงบ ความเยือกเย็น และปัญญา 10. ความงามในสติ สมาธิ และปัญญา เมื่อเจริญสติ จิตจะอยู่กับ ปัจจุบัน รับรู้ทุกอย่างตามความเป็นจริง จะปรากฏความงาม ของทุกอย่างขึ้นอย่างจับใจ เพราะในความจริงมีความงาม จิตที่ หมกมุ่น ขุ่นมัว หรือมีอคติจะไม่สามารถรู้ (เห็น) ความจริง ตามธรรมชาติได้ จึงไม่ได้สัมผัสความงาม แต่เมื่อมีสติ-รู้ความ จริงตามธรรมชาติ ความงามจึงผุดขึ้นทั่วไปในใบไม้ ใบหญ้า หยด น้ำ แมลง สายลม แสงแดด ในมนุษย์ ในการทำงาน เรียกว่า ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยความงาม จะมีความรู้สึกว่าร่ำรวยจริงๆ ร่ำรวยความงามและความสุข และจะมีจิตปรารถนาให้ผู้อื่น ประสบเช่นนี้บ้าง ในการมีสมาธิ หรือความตั้งมั่นของจิต นิวรรณ์ต่างๆ รบกวน ไม่ได้ จิตสงบสบาย เป็นอิสระ งามและสุข ปัญญา หมายถึงการรู้ธรรมชาติของสรรพสิ่งตามความ เป็นจริง ซึ่งรวมถึงการรู้ตัวเอง และคลายจากความยึดมั่นในตัว วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 134 ต้นลง ทำให้เป็นอิสระ มีมิตรภาพอันไพศาล มีความสุข และมี ความงามเหลือพ้นพ้นประมาณ ยิ่งเห็นแก่ตัวน้อยลงยิ่งเป็น ความงาม และทำให้ประสบความงามของสรรพสิ่ง ความงามทั้ง 10 ประการตามที่กล่าวมานี้ ทำให้เราเห็นว่าในธรรมชาติ ของสรรพสิ่งมีความงาม ถ้าจิตของเราถูกฝึกให้มีเครื่องรับในความงามเหล่านี้ เราจะประสบความงามอย่างชื่นใจในทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งในสิ่งที่เป็นรูปธรรม และนามธรรม และยิ่งเราเรียนรู้ให้เข้าถึงปัญญาคือลดละการยึดมั่นในตัว ต้นลง การเกี่ยวข้องกับความงามเหล่านี้ก็จะกลายเป็นพัฒนาการทางจิต วิญญาณ หรือจิตใจให้สูงยิ่งขึ้น ความมีจิตใจสูงเป็นความงามที่สุดในจักรวาล 3. การเรียนรู้และความรู้กับพัฒนาการทางจิตวิญญาณ มนุษย์ต้องเรียนรู้และมีความรู้เพิ่มขึ้นทุกระดับ ถ้าการเรียนรู้และ ความรู้ทำให้เราเป็นคนดีขึ้น เราก็จะเป็นคนดีขึ้นทุกวัน มีความเป็นมนุษย์สูงขึ้น หรือมีพัฒนาการทางจิตวิญญาณ แต่ถ้าการเรียนรู้และความรู้ทำให้เราเป็น คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น มีความโลภ ความโกรธ ความหลงมากขึ้นก็เรียกว่า เป็นคนเลวลง ความเป็นมนุษย์หรือพัฒนาการทางจิตวิญญาณตกต่ำ เป็นการ ทำลาย ไม่ใช่การพัฒนาให้ดีขึ้น ฉะนั้น ควรทำความเข้าใจและทำให้การ เรียนรู้และความรู้ทุกอย่างเป็นไปที่จะพัฒนาจิตวิญญาณของเราให้สูงขึ้น หรือมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น หลักสำคัญของการเรียนรู้ก็คือ อย่าให้การเรียนรู้แยกขาดหรือเป็น คนละเรื่องกับชีวิต แต่ทำให้เป็นเรื่องเดียวกัน กล่าวคือ ชีวิตคือการเรียนรู้ และการเรียนรู้คือชีวิต เพราะพัฒนาการทางจิตวิญญาณเป็นเรื่องของชีวิต พัฒนาการทางจิตวิญญาณสูงสุดคือการมีปัญญารู้ธรรมชาติของ สรรพสิ่งตามความเป็นจริงและละคลายจากความยึดมั่นในตัวตนหรือความ เห็นแก่ตัวลง ทำให้มีอิสระภาพ ความสุข และมิตรภาพอันไพศาล การเรียนรู้เพื่อพัฒนาการทางจิตวิญญาณประกอบด้วยศีล สมาธิ และ ตอนที่ 4 พหุบทแห่งพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 135 # ปัญญา ศีล คือความสัมพันธ์ที่ถูกต้องระหว่างตัวเรากับเพื่อนมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม สมาธิ คือจิตสงบไม่กำเริบด้วยความโลภ โกรธ หลง ปัญญา คือการเข้าถึงความจริง และละคลายความเห็นแก่ตัว ศีล และสมาธิเป็นฐานให้ปัญญา ปัญญาจึงเป็นพัฒนาการทางจิตวิญญาณสูงสุด พัฒนาการทางจิตวิญญาณอาจพูดเป็นนัยอื่นๆ แต่หลักสำคัญคือ การหลุดออกจากความคับแคบในตัวตน เช่น อาจจะพูดว่า พัฒนาการทางจิตวิญญาณคือการเข้าถึงสิ่งสูงสุด การเข้าถึงสิ่งสูงสุดก็อาจพูดได้ในหลาย ทรรศนะแล้วแต่จริตรือความชอบของแต่ละคน เช่น อาจพูดถึงการเข้าถึงสิ่งสูงสุดเป็น 5 นัย ดังนี้ 1. การอยู่ร่วมกันด้วยสันติ 2. การมีจิตสงบ 3. การเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า 4. การเข้าถึงความเป็นจริงของจักรวาล 5. การเข้าถึงความว่างหรือความไม่มีตัวตน ทั้ง 5 นัยไม่ได้แยกเป็น 5 เรื่องที่แตกต่างกัน การอยู่ร่วมกันด้วยสันติย่อมต้องการการลดความเห็นแก่ตัว มีการเห็นแก่ผู้อื่นและเห็นแก่ส่วนรวม ข้อนี้ก็คือศีล การมีจิตสงบก็เพราะมีการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ การอยู่ร่วมกันด้วยสันติทำให้สงบ การจางคลายจากความโลภ โกรธ หลง หรือความเห็นแก่ตัวทำให้จิตสงบ ข้อนี้คือสมาธิ อีก 3 ข้อคือปัญญา การเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าคือการออกจากความคับแคบในตัวเองไปเชื่อมโยงกับธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุด หรือสิ่งที่ใหญ่ยิ่งกว่าธรรมชาติ ทำให้ลดละความเห็นแก่ตัว การเข้าถึงความจริงของจักรวาลทำให้ลดความเห็นแก่ตัว จักรวาลเป็นสิ่งที่ใหญ่ที่สุดที่มนุษย์รู้จัก โดยทางวิทยาศาสตร์ จักรวาลมาจากเอกสภาวะเดียวกัน และเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน ตัวเราไม่ได้เป็นศูนย์กลาง วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 136 ของจักรวาล แต่เป็นส่วนหนึ่งและเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล การเข้าถึงความจริงของจักรวาลทำให้เราเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล หลุดออกจากความคับแคบในตัวตนที่ยึดมั่นว่าตนเองเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่งหรือยึดมั่นในตัวกูของกู การเข้าถึงความว่างหรือความไม่มีตัวตนคือการเข้าถึงความจริงที่พระพุทธเจ้าสอน พระพุทธเจ้าสอนว่าสรรพสิ่งทั้งหลายล้วนเป็นอนิจจัง คือเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง เป็นกระแสของเหตุปัจจัยที่หนุนเนื่องกันตลอดเวลา เมื่อความจริงหรือธรรมชาติของสรรพสิ่งเป็นกระแสของเหตุปัจจัยจึงไม่มีตัวตน (อนัตตา) หรือเป็นความว่างจากการมีตัวตนหรือสุญตา การเข้าถึงความเป็นอนัตตาหรือสุญตา คือการมีปัญญาเข้าถึงความจริง **ข้อสำคัญของการเรียนรู้อยู่ที่การเชื่อมโยง** ปัญหาใหญ่ของมนุษย์ทุกวันนี้คือการรู้แบบแยกส่วน รู้เป็นส่วนๆ เหมือนตาบอดคลำช้าง หรือรู้เฉพาะส่วนของจิ๊กซอว์ เมื่อไม่เห็นช้างทั้งตัว หรือไม่เห็นการเชื่อมต่อของทุกชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์ก็ไม่รู้ว่ามันเป็นหมี หรือเสือ หรือช้าง หรืออะไรอื่น เมื่อรู้เป็นส่วนๆ ทำเป็นส่วนๆ โดยไม่เห็นภาพรวมแล้วก็เข้าไปสู่ความขัดแย้ง ความรุนแรง และความวิกฤตทั้งในชีวิตและสังคม เพราะขัดแย้งกับความจริงตามธรรมชาติ ความจริงตามธรรมชาติคือสรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยงสัมพันธ์ ฉะนั้น เรียนอะไรแล้วอย่าให้ความรู้นั้นถูกรู้เป็นส่วนๆ แบบเป็นแท่ง เป็นก้อน แยกตัวจากสรรพสิ่งและจากชีวิตของตนเอง แต่พยายามเชื่อมโยงให้มากที่สุด สรรพสิ่งในจักรวาลล้วนเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว ความรู้ที่ได้มาจาก "วิชา" ใดๆ ไม่ว่าจะเป็นฟิสิกส์หรือเคมี หรือชีววิทยา หรือสังคม ก็ต้องอยู่ภายในบริบทของจักรวาล ฉะนั้นจึงเชื่อมโยงเป็นอันเดียวกันทั้งจักรวาล อย่าให้ "วิชา" เป็นเหมือนกล่องที่มาจับเราขังไว้ให้อยู่เฉพาะในกล่องแยกตัวจากธรรมชาติอื่นๆ เราเป็นคน เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติทั้งหมด เราเรียนรู้อะไรไม่ว่าจะสังกัด "วิชา" อะไร เราควรเชื่อมโยงไปให้เข้าใจธรรมชาติทั้งหมด ธรรมชาติทั้งหมดไม่ได้มีแต่สิ่งนอกตัวเรา แต่รวมทั้งตัว ตอนที่ 4 พหุบทแห่งพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 137 เราด้วย การเรียนอะไรไม่ใช่รู้แต่เรื่องนอกตัว แต่ไม่รู้ตัวเอง ปัญหาใหญ่ของมนุษย์ทั้งโลกคือ เรียนรู้แล้วไม่รู้ตัวเอง ฉะนั้น เคล็ดสำคัญของการเรียนรู้คือรู้ให้เชื่อมโยง เข้าใจธรรมชาติของสรรพสิ่ง และรู้ตัวเองด้วย เมื่อเรียนรู้แล้วเชื่อมโยงไปรู้ภาพรวม หรือรู้ธรรมชาติทั้งหมด จิตก็จะหลุดจากความคับแคบในตัวเอง หรือความคับแคบใน "วิชา" เนื่องจากธรรมชาติใหญ่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด จิตที่ไปเชื่อมกับธรรมชาติจึงเป็นอิสระ ไม่ถูกบีบคั้นอยู่กับตัวเอง จะทำให้เข้าใจการเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าหรือเข้าถึงความจริงของจักรวาล หรือการเข้าถึงความว่างหรือความไม่มีตัวตน ทำให้เกิดความสงบในจิตใจ ทำให้อยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์และสิ่งแวดล้อมได้ด้วยสันติ เพราะแท้ที่จริงมนุษย์ทั้งหมดและสิ่งแวดล้อมทั้งหมดกับตัวเราเป็นหนึ่งเดียวกัน นี้คือการเกิดปัญญารู้ธรรมชาติทั้งหมดและรู้ตัวเอง ทำให้เกิดพัฒนาการทางจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ ซึ่งช่วยลดละการยึดมั่นในตัวตนลง สติกับสมาธิเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้ ถ้าฝึกเจริญสติ เจริญสมาธิไปด้วย ปัญญาดังกล่าวก็จะเกิดง่ายขึ้น เราต้องเรียนรู้ทุกวัน อย่าให้การเรียนรู้มาทำลายเราให้เราเป็นคนเห็นแก่ตัวมากขึ้น หรือเสื่อมทรามในความเป็นมนุษย์ ต้องทำความเข้าใจวิธีเรียนรู้ ให้การเรียนรู้มาทำให้เราเป็นคนดีขึ้นทุกวันๆ นั่นคือ เห็นแก่ตัวน้อยลง จิตวิญญาณสูงขึ้น ประสบอิสรภาพ ความสุขและไมตรีจิตอันยิ่งใหญ่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม 4. การทำงานกับพัฒนาการทางจิตวิญญาณ การทำงานเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ ถ้าเราสามารถใช้การทำงานทำให้เราเป็นคนดีขึ้น คือเห็นแก่ตัวน้อยลง เห็นแก่คนอื่นมากขึ้น การทำงานก็จะเป็นพัฒนาการทางจิตวิญญาณ ในมรรค 8 หรือเส้นทางแห่ง วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 138 พัฒนาการทางจิตวิญญาณมีเกี่ยวกับทำงานอยู่ 2 องค์ ได้แก่ สัมมากัมมันตะ การกระทำชอบ สัมมาอาชีวโว อาชีพชอบ อาจารวรมเรียกว่าเป็นการทำงานที่ถูกต้อง การทำงานที่ถูกต้องเป็น องค์ประกอบของอริยมรรค มรรคแต่ละองค์ต้องเนื่องกันหรือร่วมกัน คือ แต่ละองค์ต้องประกอบด้วยอีก 7 องค์เสมอ เพราะฉะนั้น การกระทำชอบ และอาชีพชอบต้องไปพร้อมกันกับอีก 6 องค์ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ ความเพียรชอบ สติชอบ สมาธิชอบ สัมมากัมมันตะและสัมมาอาชีโวนั้นเป็นศีล หมายถึงการงานและ อาชีพที่ไม่เบียดเบียนทำร้ายผู้อื่น ซึ่งเราอาจเพิ่มเติมส่วนที่เป็นธรรม คือ เป็นการงานที่หวังเกื้อกูลผู้อื่น การค้าขายซึ่งมักถือกันว่าเอากำไรเป็นที่ตั้ง โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องนั้นเป็นการค้าที่ขาดศีลธรรม การค้าขายก็ควร มีศีลธรรม คือมีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ฉ้อโกง มีความรับผิดชอบต่อลูกค้า มีความหวังดีต่อลูกค้า เชื่อถือได้ ถ้าธุรกิจเชื่อถือได้ (trust) ก็จะลดต้นทุน ธุรกิจที่เชื่อถือไม่ได้ต้นทุนจะสูงมาก ธุรกิจใดๆ ที่ขาดความถูกต้องถือว่า ยังเป็นธุรกิจที่ไม่เจริญ ธุรกิจของคนที่ยังไม่เจริญ มนุษย์ควรจะใช้การ งานทุกชนิดทำตนให้เจริญ นั่นคือ ประกอบด้วยความซื่อสัตย์สุจริต รับผิด ชอบ หวังดีต่อเพื่อนมนุษย์ การงานนั้นก็จะเป็นสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชี โว อันเป็นไปในทางของอริยมรรค การทำงานที่จะทำให้จิตวิญญาณสูงขึ้น ต้องทำแล้วลดความโลภ ความ โกรธ และความหลง งานใดที่ทำแล้วเพิ่มความโลภ ความโกรธ ความหลง ตอนที่ 4 พหุบทแห่งพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 139 ถือว่าทำให้เสื่อมลง การทำงานเพื่อผลสำเร็จของงาน หรือเรียกว่าทำงานเพื่องาน ต้องใช้อิทธิบาท 4 อันได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ความพอใจในงานนั้นเพราะเราชอบหรือถนัด เป็นงานที่มีประโยชน์ต่อส่วนรวมสูง เมื่อมีฉันทะ หรือความรักใคร่พอใจในงานนั้นก็จะเกิดวิริยะพุ่งสูงขึ้น มีจิตตะหรือจิตใจจดจ่อหรือสมาธิอยู่กับงานนั้นๆ มีการทบทวนใคร่ครวญในงานนั้นๆ หรือวิมังสา การทำงานด้วยอิทธิบาท 4 จิตใจจะทุ่มเทไปที่งานเต็มที่ ไม่ได้นึกถึงตัวเอง ไม่ท้อถอย เรียกว่าจิตใจขึ้นในงาน คนที่จิตใจขึ้นในงานจะปราศจากตัวตน (selfless) การทำงานด้วยอิทธิบาท 4 จึงเป็นการลดความมีตัวตน อิทธิบาท 4 จึงเป็นกลุ่มธรรมที่อยู่ในโพธิปักขิยธรรม 37 หรือธรรมทั้ง 37 ประการอันเป็นไปเพื่อตรัสรู้ **อิทธิบาท 4 เป็นหนทางแห่งความสำเร็จ** อิทธิบาทก็แปลว่าหนทางแห่งความสำเร็จ เมื่อทำอะไรก็สำเร็จ ทำให้เกิดความปีติ ความปลาบปลื้ม ความสุข ความสำเร็จ เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของการไปสู่ความเสื่อมหรือความดีที่สูงขึ้น **ความสำเร็จเป็นเหตุปัจจัยของความเสื่อมได้** เพราะความสำเร็จทำให้เกิดความฟูใจ และอหังการว่าเราเก่งกว่าคนอื่น เราสวยกว่าคนอื่น เรารวยกว่าคนอื่น เรามีอำนาจมากกว่าคนอื่น อหังการก็จะนำไปสู่การกระทำที่ไม่ถูกต้อง เกิดโทษต่อตนเองและผู้อื่น เป็นความเสื่อม คนโบราณจึงกล่าวว่าความสำเร็จคือความล้มเหลว เพื่อให้ระวังตัว **ความสำเร็จเป็นเหตุแห่งความดีได้** เพราะความสำเร็จทำให้เกิดความปีติ ความปิติทำให้เกิดความสงบ รำงับหรือปัสสัทธิ การทำอะไรไม่สำเร็จจะทำให้งุ่นง่าน วุ่นวายใจ ไม่พอใจ ไม่สงบ แต่เมื่อทำอะไรสำเร็จจะมีความปลื้มใจและจิตสงบรำงับลงได้ ต้องถือโอกาสนำความสงบรำงับพัฒนาไปสู่ความดี อันได้แก่สมาธิและปัญญาต่อไป โดยพิจารณาให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร และถอนตัวออกจากการยึดมั่นในตัวตนหรือตัวกูของกูลงความสำเร็จก็จะนำไปสู่พัฒนาการทางจิตวิญญาณ วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 140 การทำงานเป็นต้นเหตุของความผิดหวังและท้อถอยของคนจำนวนมาก การผิดหวังเป็นความทุกข์ของมนุษย์ที่ร้ายแรงและระบาดทั่วไปอย่างหนึ่ง เพราะไปตั้งความหวังไว้ที่ขัดกับหลักของอิทัปปัจจยตา หรือหวังค้ากำไรเกินควร เราทำอะไรที่คิดว่าดีก็หวังว่าจะเกิดผลดีตามที่ตั้งความหวังไว้ (อย่างผิดความจริง) การจะเกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งต้องมีเหตุปัจจัยที่จะทำให้ผลนั้นเกิดอย่างครบบริบูรณ์ สิ่งที่เราทำนั้นเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งเท่านั้นเอง ยังมีเหตุปัจจัยอื่นๆ อีก เมื่อเหตุปัจจัยไม่ครบ ผลนั้นก็ไม่เกิด แต่เราไปหวังจะให้มันเกิด โดยเกินเลยอิทัปปัจจยตาของมัน เราก็ต้องผิดหวังและมีความทุกข์ มีความทุกข์เพราะความโง่ของเราเองที่ไม่เข้าใจเรื่องอิทัปปัจจยตาว่าอะไรจะเกิดก็เพราะมีเหตุปัจจัยให้มันเกิด อะไรที่มันไม่เกิดก็เพราะไม่มีเหตุปัจจัยให้มันเกิด มันเป็นเช่นนั้นเอง มันเป็นเช่นนั้นเอง ตถตา ตถตา คัมภีร์ภววัตคีตของฮินดูในบทที่ 3 ที่เรียกว่ากรรมโยคะได้สอนวิธีวางใจในการทำงานไว้ว่า ในการทำอย่างใดหวังที่ผลว่ามันจะต้องเกิดอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ต้องผิดหวัง อะไรที่คิดว่าดีเราก็ทำแล้วพอใจในการกระทำที่คิดว่าดีนั้นเลย ถือว่าการกระทำนั้นแหละคือผล เมื่อทำดีก็ได้ผลดีทันทีคือความพอใจที่ได้ทำความดี โดยการทำทางใจอย่างนี้จะไม่มีความผิดหวังใดๆ เลย อะไรดีเราก็ทำโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ไม่หวังว่าผู้ที่เราช่วยเหลือจะต้องมาตอบแทนบุญคุณเรา เมื่อไม่หวังก็ไม่ผิดหวัง การทำดีก็จะทำให้เรารู้สึกพอใจในการทำนั้น ไม่เกิดความทุกข์เพราะการทำดีที่ทุกข์ก็เพราะหวังหรือโลภนั่นเอง ถ้าโลภอยากได้แล้วมันไม่ได้ก็เกิดความทุกข์ในการทำความดีต้องมีปัญญาว่าไม่ทำเพราะความเห็นแก่ตัว การทำความดีจึงจะไม่มากัดเรา การทำงานควรมีสติในงานนั้นๆ ไม่ว่าจะกวาดบ้าน ล้างชาม ล้างส้วม มีสติรู้อยู่กับการเคลื่อนไหวของมือ ยกไม้กวาดก็รู้ว่ายก กวาดก็รู้ว่ากวาด พื้นสะอาดก็รู้ มีความพอใจว่าพื้นสะอาดก็รู้ว่ามีความพอใจ ถ้าฝึก ตอนที่ 4 พหุบทแห่งพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 141 ให้มีสติในการทำงาน การทำงานทุกชนิดจะกลายเป็นความสุข มีความกล้าหาญ ไม่กลัวงาน ไม่มีความทุกข์เพราะงาน เพราะการทำงานด้วยการมีสติ ทำให้มีความสุข ความพอใจ ความสงบรำงับ งานเพื่องานกลายเป็นเรื่องง่าย การทำงานกลายเป็นเครื่องพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นตลอดเวลา งานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต บุคคลควรมีปัญญาใช้การทำงานที่ถูกต้อง จิตใจต่อการทำงานที่ถูกต้อง เพื่อให้การทำงานเป็นปัจจัยให้เกิดความสุขและเป็นการพัฒนาจิตใจของเราให้สูงยิ่งๆ ขึ้น ให้มีความเป็นมนุษย์ยิ่งขึ้น เข้าใจธรรมชาติตามความเป็นจริง ลดละความเห็นแก่ตัว เกิดอิสรภาพ ความสุขและไมตรีจิต อันไพศาล ดังนี้ 5. การออกกำลังกายกับพัฒนาการทางจิตวิญญาณ ธรรมชาติของมนุษย์ต้องออกกำลังกายจึงจะดี ระบบชีวิตของมนุษย์นั้นต้องมีการออกกำลังกายจึงจะแข็งแรงและมีความเป็นปรกติ การไม่ออกกำลังกายทำให้อ่อนแอ กระดูกไม่แข็งแรงและหักง่าย หัวใจและปอดไม่แข็งแรง เป็นโรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคหัวใจ เป็นโรคเครียดนอนหลับยาก ท้องผูก เป็นโรคอ้วน ระบบประสาทอัตโนมัติไม่สมดุล ฯลฯ การออกกำลังกายจึงควรเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของมนุษย์ แต่ในสมัยที่มีเครื่องทุ่นแรงและมนุษย์เคยชินกับการทำงานเบาและต้องอยู่กับงานเบาเป็นระยะเวลานาน การออกกำลังกายดูจะเป็นเรื่องยากยิ่ง ทำให้ประเทศชาติเจ็บป่วย เสียหายทั้งส่วนตนและส่วนรวม เพราะเมื่อเจ็บป่วยแล้วก็ต้องเป็นภาระแก่สังคมด้วย จึงควรถือการออกกำลังกายเป็นศีลธรรมอย่างหนึ่งด้วยในมรรค 8 ข้อสัมมากัมมันตะหรือการงานชอบ ควรจะเพิ่มเรื่องการออกกำลังกายให้อยู่ในหัวข้อนี้ด้วย เมื่อออกกำลังกายมากสารเอ็นดอร์ฟินจะหลั่งออกมาจาก ทำให้มีความสุข สิ่งที่จะเป็นแรงจูงใจให้เกิดฉันทะในการออกกำลังคือความสุขที่เกิดขึ้นเมื่อออกกำลังกายถึงขนาดเป็นประโยชน์ในปัจจุบัน หรือทิฏฐธัมมิ- วีถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 142 กัตถประโยชน์ที่เดียว กล่าวคือ เมื่อออกกำลังกายมากถึงขนาดสารเอ็น- ดอร์ฟินหลั่งออกมาในร่างกายมาก สารนี้จะทำให้เกิดความสุขซาบซ่านไปทั่ว สรรพางค์กายหรือทั่วทุกอณูของร่างกาย เพราะฉะนั้นเมื่อออกกำลังไปถึงจุด เช่น ถ้าวิ่งก็ประมาณ 20 นาที จะพบว่าความเมื่อยล้าและความเหนื่อยจะ หายไป มีความเบาสบายและความสุขแท้มาแทนที่ ทุกคนควรจะออกกำลัง ให้ทะลุความเหนื่อยจนบรรลุจุดนี้ แล้วจึงจะเข้าใจรสชาติของการบรรลุ ความสุขจากการออกกำลังกาย ขอให้ได้บรรลุเสียครั้งหนึ่งก็จะติดใจ และ หลังจากนั้นก็จะอยากออกกำลังอยู่เรื่อยๆ เมื่อบรรลุความสุขจากการออกกำลังนั่น จิตจะสงบ สุขสบาย ปลอด โปร่ง ประดุจบรรลุธรรมะ ที่จริงก็เป็นการบรรลุธรรมะอย่างหนึ่ง เพราะ ความสงบความสบายความสุขนั้นไม่ได้เกิดจากความโลภ แต่เกิดจากวิริยะ สภาพจิตขณะนั้นเหมาะแก่การพัฒนาให้สงบยิ่งๆ ขึ้น การออกกำลังกับการเจริญสติ ในการออกกำลังกายไม่ว่าจะเป็นใน การทำงานหรือการบริหารกาย ถ้ายิ่งเจริญสติกำกับไปด้วยยิ่งเกิดอานิสงส์ อย่างมาก โบราณาจารย์จึงคิดเรื่องโยคะ และการรำมวยจีนไทเก๊ก ที่เป็น ทั้งการบริหารกายและบริหารจิตไปพร้อมกันคือมีสติรู้อยู่กับกายที่เคลื่อนไหว จะเป็นรู้อยู่กับลมหายใจเข้าลมหายใจออก หรือท่าร่ายรำของแขนและขาก็ตาม มีสติตามรู้อยู่กับอิริยาบถของกายที่เคลื่อนไป เมื่อมีสติรู้ตัวต่อเนื่อง จิตก็ จะสงบสบายยิ่งนัก ในการวิ่ง การว่ายน้ำหรือการทำงาน ก็สามารถกำหนด สติอยู่กับการเคลื่อนไหวของแขน ขา หรือลำตัวได้ เมื่อออกกำลังไปจน เอ็นดอร์ฟินออกพร้อมกับมีสติรู้อยู่กับปัจจุบัน จะมีความรู้สึกเหมือนสัมผัส อยู่กับสภาวะนิรันดร์ (Eternity) ผู้เขียนเคยเขียนหนังสือชื่อวิ่งสู่สภาวะ นิรันดร์ เพื่ออธิบายถึงสภาวะจิตดังกล่าว การออกกำลังเพื่อทำประโยชน์ให้ผู้อื่น การออกกำลังโดยทำ ประโยชน์ให้ผู้อื่นเป็นการออกกำลังที่มีพัฒนาการทางจิตวิญญาณไปด้วย เช่น การสร้างบ้าน สร้างวัด สร้างโรงเรียน ในครั้งโบราณมีการขนทรายเข้าวัด ตอนที่ 4 พหุบทแห่งพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 143 เพื่อให้วัดใช้ในการก่อสร้าง ในสหรัฐอเมริกา มีโครงการชื่อ Habitat for Humanity ที่คนเป็นแสนๆ คนอาสาสมัครไปลงมือสร้างบ้านให้คนจน อดีต ประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ ก็เป็นขึ้นไปตอกหลังคาเลยทีเดียว การออก กำลังโดยทำประโยชน์ให้ผู้อื่นหรือให้ส่วนรวม เป็นการลดละความเห็นแก่ตัว และเพิ่มพูนความรักในเพื่อนมนุษย์ เป็นพัฒนาการทางจิตวิญญาณ ซึ่ง ควรจะทำกันให้มากขึ้นจนเป็นปรกติวิสัย แทนที่ลัทธิการบูชาเงิน ซึ่งทำให้ แข่งขัน แย่งชิง ทอดทิ้ง ทำร้ายกัน อันเป็นวิถีชีวิตที่ไม่เจริญ เป็นอนารยธรรม นำมนุษย์ไปสู่วิกฤต ศตวรรษใหม่ควรเป็นศตวรรษแห่งการปฏิวัติทางจิต วิญญาณ ที่มนุษย์หันมาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การออกกำลังกับการสร้างความเป็นชุมชนและจิตสำนึกร่วม การ ร่วมกันออกกำลังมีความเห็นอกเห็นใจกัน มีความเอื้ออาทรต่อกัน ช่วย สร้างความเป็นชุมชนและจิตสำนึกร่วม อันจะทำให้เกิดความสุข ความ สร้างสรรค์และความสำเร็จอย่างสูงยิ่ง ในความเป็นชุมชนและความมี จิตสำนึกร่วม มีการลดความเห็นแก่ตัว เพื่อความเห็นแก่ผู้อื่นและเห็นแก่ ส่วนรวมมากขึ้น จึงก่อให้เกิดความสุขและพลังสร้างสรรค์อย่างมโหฬาร ใน American Leadership Forum และในโรงเรียนผู้นำที่จังหวัดกาญจนบุรีมี กิจกรรมที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือปีนภูเขาร่วมกัน การปืนภูเขาเป็นการ ออกกำลังอย่างยิ่ง ในการปืนภูเขาร่วมกันทำให้เกิดความรู้สึกร่วม ช่วยฉุด ช่วยดึง ช่วยประคองเวลาเดินพลาด เมื่อบรรลุถึงยอดเขา เกิดความปีติร่วม กัน และมีจิตใจร่วมกันที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน การออกกำลังร่วมกัน จึงเป็นการพัฒนาจิตวิญญาณได้อย่างหนึ่ง การออกกำลังกับการรณรงค์เพื่อสร้างจิตสำนึกที่ดีงามในสังคม เมื่อ หลายปีมาแล้ว ชมรมแพทย์ชนบทได้จัดการวิ่งโดยแพทย์ชนบทจากทุก ภาคของประเทศเข้ามายังกรุงเทพมหานคร รวบรวมรายชื่อคนที่เห็นด้วย กับการไม่สูบบุหรี่ได้ว่า 6 ล้านชื่อ การรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่เป็นเรื่อง หนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างดีในสังคมไทย การรวมตัวกันออกกำลังเป็น วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 144 เพื่อให้วัดใช้ในการก่อสร้าง ในสหรัฐอเมริกา มีโครงการชื่อ Habitat for Humanity ที่คนเป็นแสนๆ คนอาสาสมัครไปลงมือสร้างบ้านให้คนจน อดีต ประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ ก็เป็นขึ้นไปตอกหลังคาเลยทีเดียว การออก กำลังโดยทำประโยชน์ให้ผู้อื่นหรือให้ส่วนรวม เป็นการลดละความเห็นแก่ตัว และเพิ่มพูนความรักในเพื่อนมนุษย์ เป็นพัฒนาการทางจิตวิญญาณ ซึ่ง ควรจะทำกันให้มากขึ้นจนเป็นปรกติวิสัย แทนที่ลัทธิการบูชาเงิน ซึ่งทำให้ แข่งขัน แย่งชิง ทอดทิ้ง ทำร้ายกัน อันเป็นวิถีชีวิตที่ไม่เจริญ เป็นอนารยธรรม นำมนุษย์ไปสู่วิกฤต ศตวรรษใหม่ควรเป็นศตวรรษแห่งการปฏิวัติทางจิต วิญญาณ ที่มนุษย์หันมาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การออกกำลังกับการสร้างความเป็นชุมชนและจิตสำนึกร่วม การ ร่วมกันออกกำลังมีความเห็นอกเห็นใจกัน มีความเอื้ออาทรต่อกัน ช่วย สร้างความเป็นชุมชนและจิตสำนึกร่วม อันจะทำให้เกิดความสุข ความ สร้างสรรค์และความสำเร็จอย่างสูงยิ่ง ในความเป็นชุมชนและความมี จิตสำนึกร่วม มีการลดความเห็นแก่ตัว เพื่อความเห็นแก่ผู้อื่นและเห็นแก่ ส่วนรวมมากขึ้น จึงก่อให้เกิดความสุขและพลังสร้างสรรค์อย่างมโหฬาร ใน American Leadership Forum และในโรงเรียนผู้นำที่จังหวัดกาญจนบุรีมี กิจกรรมที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือปืนภูเขาร่วมกัน การปืนภูเขาเป็นการ ออกกำลังอย่างยิ่ง ในการปืนภูเขาร่วมกันทำให้เกิดความรู้สึกร่วม ช่วยฉุด ช่วยดึง ช่วยประคองเวลาเดินพลาด เมื่อบรรลุถึงยอดเขา เกิดความปีติร่วม กัน และมีจิตใจร่วมกันที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน การออกกำลังร่วมกัน จึงเป็นการพัฒนาจิตวิญญาณได้อย่างหนึ่ง การออกกำลังกับการรณรงค์เพื่อสร้างจิตสำนึกที่ดีงามในสังคม เมื่อ หลายปีมาแล้ว ชมรมแพทย์ชนบทได้จัดการวิ่งโดยแพทย์ชนบทจากทุก ภาคของประเทศเข้ามายังกรุงเทพมหานคร รวบรวมรายชื่อคนที่เห็นด้วย กับการไม่สูบบุหรี่ได้ว่า 6 ล้านชื่อ การรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่เป็นเรื่อง หนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างดีในสังคมไทย การรวมตัวกันออกกำลังเป็น วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 144 จุดของความสนใจ สังคมจึงสามารถใช้เป็นเครื่องรณรงค์สร้างจิตสำนึกที่ดีงามในสังคม เช่น การรณรงค์หาทุนเพื่อคนพิการ เพื่อคนชรา เพื่อต้านภัยเอดส์ ฯลฯ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นจึงเห็นได้ว่าการออกกำลังกายสามารถทำให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อสุขภาพของตนเอง และในการทำความดีต่างๆ เช่น การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การรวมตัวเพื่อสร้างความเป็นชุมชน การเจริญสติ การลดละความเห็นแก่ตัว จึงกล่าวตั้งแต่ตอนต้นว่าการออกกำลังกายเป็นศีลธรรม และเป็นหน้าที่ คนในสังคมปัจจุบันซึ่งอยู่กับงานเบา เช่น อยู่กับคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานานๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเอาใจใส่ในการออกกำลังกายให้ได้ ต้องใช้วิริยะอย่างยิ่งยวด ถ้ายังทำไม่ได้ในชีวิตประจำวัน ควรหาโอกาสทำให้ได้สักครั้งหนึ่งในโอกาสพิเศษให้ได้บรรลุความสุขจากการออกกำลังกาย ซึ่งจะทำให้ชวนขวายจัดเวลาในชีวิตประจำวันใหม่ให้สามารถออกกำลังกายได้ ไม่มีประโยชน์จริงดอกที่จะยังทำอย่างเก่าไปเรื่อยๆ โดยมุ่งหาเงินเป็นใหญ่ แต่สร้างพยาธิสภาพให้ตนเองและสังคม มนุษย์ควรจะปฏิวัติตัวเองและวิถีชีวิตในสังคมไปสู่การมีน้ำใจไมตรีต่อกัน เกื้อกูลกัน ทำอะไรๆ ร่วมกัน รวมทั้งออกกำลังร่วมกัน เพื่อสร้างชีวิตที่ดีและสังคมที่ดี ที่ว่าดีนั่นแหละคือพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 6. การสร้างความเป็นชุมชนกับพัฒนาการทางจิตวิญญาณ ธรรมชาติชอบการอยู่เป็นกลุ่มมากกว่าการอยู่เดี่ยวๆ เพราะการอยู่เป็นกลุ่มให้ความมั่นคงหรือเสถียรภาพมากกว่า ในสารทั้งหลายซึ่งประกอบด้วยธาตุ อะตอมของธาตุประกอบด้วยอนุภาคโปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอน อนุภาคเหล่านี้มาจับตัวกันอยู่เป็นกลุ่มๆ แทนที่จะแยกกันอยู่เดี่ยวๆ เพราะการจับกันอยู่ทำให้มีเสถียรภาพ อนุของไอน้ำจับตัวกันเป็นก้อนเมฆ ปลาที่อยู่เป็นฝูงจะอยู่รอดมากกว่าที่อยู่เดี่ยวๆ หมาไนอยู่กัน ตอนที่ 4 พหุบทแห่งพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 145 เป็นฝูงสามารถช่วยกันไล่ล้อมและรุมกันล่าสัตว์ใหญ่ได้ มนุษย์เมื่อเป็นคน ป่าล่าสัตว์ก็ค้นพบว่าถ้ารวมตัวกันจะไล่ล่าดักสัตว์ได้ดีกว่าจึงอยู่กันเป็นกลุ่มๆ เมื่อเป็นสังคมเกษตรกรรมก็อยู่ร่วมกันเป็นชุมชนหมู่บ้านมาเป็นเวลานับ ด้วยพันปี เวลาเราเดินทางไปไหนคนเดียวจะรู้สึกเครียดและไม่มั่นคง แต่ ถ้าเดินทางเป็นกลุ่มจะหย่อนคลายสบายใจ รู้สึกมั่นคงและมีพลังที่จะเผชิญ กับปัญหาต่างๆ การอยู่ร่วมกันและทำอะไรร่วมกันหรือการมีสามัคคีธรรม จึงช่วยให้สำเร็จประโยชน์ มีความมั่นคง มีความหย่อนคลายสบายใจและมี ความสุข มนุษย์ปัจจุบันได้เข้าไปสู่สัทธิปัจเจกชนนิยมสุดโต่ง เน้นเสรีภาพ ส่วนบุคคลมากเกิน ประกอบกับมีเครื่องอำนวยความสะดวกที่ทำให้อยู่ แบบตัวใครตัวมันได้ การอยู่แบบตัวใครตัวมันทำให้มนุษย์แปลกแยกจาก เพื่อนมนุษย์ ว้าเหว่ เหงา เครียด ไม่สามารถเผชิญกับปัญหาที่ถาโถมเข้า มากระทบอย่างรุนแรงได้ ฉะนั้น จึงเริ่มสำนึกกันว่าชีวิตรวมกลุ่มหรือการ รวมตัวร่วมคิดร่วมทำ หรือการมีความเป็นชุมชนมีความจำเป็นสำหรับ สังคมในปัจจุบัน ทำให้สามารถเผชิญกับปัญหาอุปสรรคต่างๆ ได้ดีขึ้น ไม่ ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม การเมือง และเรื่อง สุขภาพ เช่น ยาเสพติด และโรคเอดส์ เป็นต้น การสร้างความเป็นชุมชนในที่นี้หมายถึงการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ ในเรื่องต่างๆ ในสถานที่ต่างๆ ในสถานการณ์ต่างๆ และด้วยวิธีการต่างๆ ในสังคมสมัยใหม่ ไม่ได้แปลว่าจะดึงสังคมกลับไปเป็นชุมชนหมู่บ้านแบบ โบราณ แต่ควรมีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในครอบครัว ในที่ทำงาน ในวัด ในมหาวิทยาลัย ในหมู่บ้าน ในละแวกบ้าน และในเรื่องต่างๆ ความเป็นชุมชน ในสังคมสมัยใหม่จึงมีความหลากหลายมาก หมายถึงสังคมเข้มแข็ง ภายใน ความเป็นชุมชนมีมิติทางจิตวิญญาณ เพราะถ้าปราศจากความดีหรือธรรมะ เช่น ขาดความหวังดีต่อกัน ขาดความสุจริต ขาดการทำเพื่อส่วนรวม ความ เป็นชุมชนก็ไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ในความเป็นชุมชนจึงมีพัฒนาการทาง วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 146 จิตวิญญาณ และความเป็นชุมชนก็เปิดโอกาสให้มีพัฒนาการทางจิตวิญญาณสูงยิ่งๆ ขึ้น แท้ที่จริงความเป็นชุมชนหรือการอยู่ร่วมกันด้วยสันติและสร้างสรรค์ก็คือศีลนั่นเอง เมื่อมีศีลก็เปิดโอกาสให้มีสมาธิและปัญญามากขึ้น และต้องมีการส่งเสริมสมาธิและปัญญาในความเป็นชุมชน ซึ่งจะทำให้ศีลหรือความเป็นชุมชนมั่นคงขึ้น ศีล สมาธิ ปัญญา ก็คือความดีหรือบุญหรือพัฒนาการทางจิตวิญญาณในความเป็นชุมชน ในศตวรรษที่ 21 นี้ วิถีของมนุษย์จึงควรสร้างความเป็นชุมชนให้มากที่สุด บุคคลควรมีจิตสำนึกแห่งความเป็นชุมชนและมีทักษะสามารถสร้างความเป็นชุมชน แต่มนุษย์ได้สูญเสียจิตสำนึกและทักษะในการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำไปแล้วในยุคแห่งปัจเจกนิยมสุดโต่ง จึงจำเป็นต้องสร้างจิตสำนึกและทักษะแห่งการสร้างความเป็นชุมชนขึ้นใหม่ ทุกคนที่รู้ตัวควรชวนขยายศึกษาและฝึกปรือในเรื่องนี้ให้มากที่สุดให้รวมตัวร่วมคิดร่วมทำเป็นและช่วยให้ผู้อื่นรวมตัวร่วมคิดร่วมทำได้ พระที่วัดทุกวัดควรฝึกให้เชี่ยวชาญในการส่งเสริมการสร้างความเป็นชุมชนเพื่อสร้างความเป็นชุมชนในวัด และรณรงค์สอนให้ประชาชนสามารถรวมตัวร่วมคิดร่วมทำตามธรรมะ 2 ข้อในอปริหานิยธรรม คือ (1) หมั่นประชุมกันเป็นเนื่องนิตย์ (2) พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันกระทำกิจที่พึงทำ พระสงฆ์ควรเรียนรู้ว่าสังคมปัจจุบันต่างจากสังคมโบราณมากตรงที่ปัญหาต่างๆ ที่ถาโถมกระแทกประชาชนนั้นรุนแรงเกินกว่าที่บุคคลจะสามารถเผชิญและแก้ไขได้โดยลำพัง จำเป็นต้องมีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำเป็นหน้าที่ และเป็นศีลธรรมที่จะช่วยให้เกิดธรรมะหรือความถูกต้องในชีวิตและสังคม ครูทุกคนควรจะได้รับการฝึกฝนให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในการส่งเสริมการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ หรือเป็นวิทยากรกระบวนการ กระบวนการในที่นี้หมายถึงกระบวนการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ นักเรียนนักศึกษาทุกประเภทและทุกระดับควรเรียนรู้ให้รวมตัวร่วมคิดร่วมทำเป็น ฉะนั้นเมื่อ ตอนที่ 4 พหุบทแห่งพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 147 ครูทุกคนสามารถเป็นวิทยากรกระบวนการแล้วย่อมทำให้การศึกษาทุก ระดับทุกประเภทสามารถฝึกฝนให้นักเรียนรวมตัวร่วมคิดร่วมทำเป็น องค์กรทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคธุรกิจ หรือภาคเอกชน ไม่แสวงกำไร ควรมีผู้เชี่ยวชาญในการส่งเสริมการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ ใน ทุกมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชน ควรมีสถาบันหรือศูนย์วิจัยและ พัฒนาพลังสร้างสรรค์ทางสังคม เพื่อทำการวิจัยค้นคว้าหาความรู้และความ ชำนาญในการส่งเสริมให้มีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำหรือการมีพลัง สร้างสรรค์ทางสังคม และทำการฝึกอบรมวิทยากรกระบวนการให้มากที่สุด ถ้าใครมีเงินและอยากสร้างบุญสร้างกุศลควรตั้งมูลนิธิส่งเสริมพลัง สร้างสรรค์ทางสังคม เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญไว้ช่วยเหลือผู้อื่นและองค์กรอื่น ในการสร้างพลังทางสังคม เมื่อทำได้ฉะนี้ สังคมจะเปลี่ยนโครงสร้างจากสังคมใช้อำนาจตาม แนวดิ่งหรือสังคมแบบตัวใครตัวมันตามลัทธิปัจเจกชนนิยมสุดโต่งมาเป็น สังคมที่ผู้คนคิดถึงคนอื่น เอื้ออาทรต่อกัน รวมตัวร่วมคิดร่วมทำ สังคมจะ กลายเป็นสังคมแห่งความเป็นชุมชน เป็นสังคมสันติประชาธรรม ผู้คนจะมี ความสุขประดุจบรรลุนิพพาน เพราะการลดน้อยถอยลงของความเห็นแก่ตัว และแทนที่ด้วยความเห็นแก่ส่วนรวมเป็นทางที่จะบรรลุความดีสูงยิ่งๆ ขึ้น ประชาชนจำนวนมากสามารถบรรลุธรรมะร่วมกัน เป็นทางที่โลกศรีอาริยะ จะพึงบังเกิดขึ้น ฉะนั้น บุคคลพึงพัฒนาจิตวิญญาณด้วยการสร้างความ เป็นชุมชน เป็นนิจนิรันดร 7. การเจริญเมตตาภัยพัฒนาการทางจิตวิญญาณ "เมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลก" พระพุทธองค์ "โลกทั้งผองพี่น้องกัน" มหาตมะ คานธี วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 148 "ความเมตตาเป็นจริยธรรมของสหัสวรรษใหม่" ทะเลลามะ ความเมตตาหรือมิตตะ หรือความเป็นมิตรหรือไมตรีจิต หรือ Compassion หรือ Love เป็นสภาพจิตอันสูงส่งที่ไปพ้นความเห็นแก่ตัว มี ความเห็นใจในความทุกข์ยากของผู้อื่น มีความเป็นมิตร อยากให้เขาพ้นทุกข์ เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ ทำให้คุณภาพชีวิตสูงทั้งผู้ที่มีความเมตตาและผู้ที่ได้รับ ความเมตตา หากมนุษย์จะมีความสัมพันธ์กันเชิงเศรษฐกิจเท่านั้นอย่างที่ เป็นไปในโลกเป็นอันมากในปัจจุบัน โดยปราศจากความเมตตาต่อกัน มนุษย์ จะไม่พบความสุขที่แท้จริง เพราะ "เมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลก" ดังพุทธพจน์ "โลกทั้งผองพี่น้องกัน" ดังพจนะของท่านมหาตมะ คานธี "ความเมตตาเป็น จริยธรรมของสหัสวรรษใหม่" ตามคำเสนอแนะขององค์ทะไลลามะ ศาสนา พุทธศาสนาวันเน้นที่ความเมตตาหรือความรักต่อเพื่อนมนุษย์ โลกาภิวัตน์ ในศตวรรษที่ 21 ไม่ควรเป็นโลกาภิวัตน์แห่งการแข่งขันแย่งชิงทั่วโลก แต่ ควรเป็นโลกาภิวัตน์ของคนที่เจริญ คือคนที่มีความเมตตาเป็นพื้นฐานของจิตใจ บุคคลยิ่งมีความเมตตา จิตใจยิ่งมีอิสระ เพราะเบาบางจากความ เห็นแก่ตัว มีความสุขและสุขภาพดี คนที่เห็นแก่ตัวจัดจะเครียดและภูมิ คุ้มกันจะไม่ดี ตรงข้ามกับคนที่มีความเมตตามาก จิตใจสบาย หย่อนคลาย ไม่เครียด ภูมิคุ้มกันดีจึงไม่ค่อยเจ็บป่วย ทำให้สุขภาพดีและอายุยืน ใน พระไตรปิฎก มีข้อความเป็นอันมากที่กล่าวถึงอานิสงส์ของความเมตตา เช่น ว่าถ้าแผ่เมตตาออกไปทุกทิศทุกทางหรือเจริญเมตตาอันไพศาลจะทำให้เกิด ความสงบร่างับ สมาธิ และปัญญา ถึงวิมุตติหลุดพ้นหรือบรรลุอิสรภาพได้ ข้าศึกของความเมตตาคือความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ถ้า โกรธ หรือเกลียด หรือกลัวแล้วย่อมไม่มีเมตตา ความเมตตาจะอยู่ที่เดียว กับความโกรธ หรือความเกลียดหรือความกลัวไม่ได้ ถ้าเมตตาก็ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่กลัว ถ้าโกรธ หรือเกลียด หรือกลัวก็จะไม่เมตตา ตรงข้าม ตอนที่ 4 พหุบทแห่งพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 149 จะทำร้าย มนุษย์ทำร้ายกันด้วยความโกรธ หรือเกลียด หรือกลัว มนุษย์มีความเกลียดที่ลึกมากจนเกือบเป็นสัญชาตญาณคือการ เกลียดคนต่างเผ่าพันธุ์ (tribal hatred) ความเกลียดเชิงเผ่าพันธุ์นี้รุนแรง มาก นำไปสู่การทำร้ายฆ่าฟันกันระหว่างเผ่าพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นในยุโรป ใน ตะวันออกกลาง ในศรีลังกา ในพม่า ในแอฟริกา หรือระหว่างผิวดำผิวขาว ในสหรัฐอเมริกา ความเกลียดชังเชิงเผ่าพันธุ์นำไปสู่สงครามชนเผ่าในรูปต่างๆ ซึ่งมักรุนแรงอย่างน่าสลดสังเวช ในโลกยุคปัจจุบันที่มนุษย์อยู่ร่วมโลก เดียวกันมากขึ้น เป็นระเบียบวาระใหญ่ของมนุษย์ที่จะต้องทำลายความ เกลียดชังระหว่างเผ่าพันธุ์และเสริมสร้างความเมตตาขึ้นมาให้ได้ การมี โอกาสใกล้ชิดให้รู้จักกันและเห็นอกเห็นใจกันจะทำให้ความกลัวและความ เกลียดหายไปได้ ความห่างและความไม่รู้จักทำให้กลัว เพราะมนุษย์จะ กลัวของที่ไม่คุ้นเคยหรือไม่รู้จัก เมื่อกลัวแล้วก็เลยเกลียด การค้าขายเอา เปรียบกันไม่ช่วยลดความเกลียดชังเชิงเผ่าพันธุ์ ความยึดมั่น เช่น ยึดมั่นในศาสนา ยึดมั่นในอุดมการณ์ทางการเมือง หรือยึดมั่นในผลประโยชน์ เป็นต้นเหตุแห่งความขัดแย้งและความรุนแรง ถึงขั้นประทับประหารกันอย่างทารุณยิ่ง สงครามศาสนา สงครามเพราะยึด มั่นในลัทธิการเมือง และสงครามเนื่องจากการแย่งชิงผลประโยชน์เป็นสงคราม ใหญ่ๆ ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่ล้างผลาญชีวิตของผู้คนด้วยความ โหดเหี้ยม เพราะยึดมั่นจึงโหดเหี้ยมไร้เมตตา พระจึงสอนว่า "สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงไม่ควรมีดมั่นถือมั่น" (สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ) เราควร ทำความดีแต่ไม่ยึดมั่นในความดีหรืออุดมการณ์จนเกลียดคนอื่นที่เราคิดว่า ไม่เป็นไปตามอุดมการณ์ แท้ที่จริงความรักเพื่อนมนุษย์นั่นแหละคือความดี หรืออุดมการณ์สากลของศาสนาต่างๆ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย และ ประเทศจนกับประเทศรวยห่างมากขึ้น ทำให้เกิดความเกลียดชังระหว่างกัน และเป็นชนวนไปสู่ความรุนแรงได้ จำเป็นต้องได้รับความเข้าใจและการแก้ไข วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 150 แต่ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจและแก้ไขได้ยาก การเจริญความเมตตาจึงมีความสำคัญ เพราะถ้าขาดความเมตตก็จะขาดปัญญาที่จะเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้ เกิดความเกลียดชังทับทวีขึ้น จึงเป็นการสมควรแล้วที่องค์ทะไลลามะ ประทานพจนะว่า "ความเมตตาเป็นจริยธรรมของสหัสวรรษใหม่" ใช้ความ เมตตาไปสร้างปัญญาเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างให้มนุษย์ลดความ เกลียดชังและสามารถอยู่ร่วมโลกเดียวกันด้วยสันติ การเจริญสติ เจริญสมาธิ เจริญปัญญา จะทำให้เมตตาเกิดขึ้นได้ ง่ายหรือเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ตามปรกติมนุษย์มีพื้นฐานอยู่ในความ หงุดหงิดรำคาญซึ่งก็คือความโกรธอย่างอ่อนๆ เป็นความขัดข้องหรือความ ขัดแย้งในจิตใจ ขัดแย้งระหว่างความเป็นจริงอย่างที่มันเป็นกับความ ต้องการของบุคคลซึ่งไม่ตรงกัน นี้เป็นสาเหตุความขัดแย้งในจิตใจของ มนุษย์หรือในตัวมนุษย์เป็นส่วนใหญ่ คือขัดแย้งระหว่างความเป็นจริงกับ ความต้องการของตนซึ่งไม่ตรงกัน ความขัดแย้งนี้บ่อนทำลายความสุขและ ทำให้ขาดความเมตตา บุคคลควรมีปัญญาเข้าใจว่า เกิดอะไรขึ้นเพราะมีเหตุ ปัจจัยพร้อมให้มันเกิด อะไรที่ไม่เกิดเพราะไม่มีปัจจัยพร้อมให้เกิด ความ ต้องการของเราหรือแม้การกระทำของเราก็เป็นเพียงปัจจัยอย่างหนึ่งเท่านั้น ยังไม่ใช่เหตุปัจจัยพร้อมที่จะให้สิ่งที่เราปรารถนาเกิดมันจึงยังไม่เกิด ถ้า เรามีปัญญารู้เท่าทัน เราก็รู้ว่า "มันเป็นเช่นนั้นเอง" หรือตถตา ไม่ใช่เรื่องที่ จะต้องขัดข้องใจหรือผิดหวัง ก็จะไม่เข้าไปสู่ความหงุดหงิดรำคาญ โกรธ เกลียด จิตใจเป็นปรกติ เมื่อปรกติก็มีความเมตตาได้ เมื่อเราเจริญสติ เจริญสมาธิ จิตใจสงบ มีความสุขยิ่งนัก จะเกิด ไมตรีจิตอันไพศาล อยากให้ผู้อื่นประสบความสุขอย่างเราบ้าง เป็นจิตใจที่ ร่ำรวยยิ่งนัก คือร่ำรวยความสุข และอยากให้ผู้อื่นร่ำรวยอย่างเราบ้าง การ เจริญสติ เจริญสมาธิ และเจริญปัญญาจึงทำให้จิตใจสงบ มีความเป็นอิสระ มีความสุข และมีมิตรภาพอันไพศาล ขอให้เราทุกคนเจริญความเมตตา และ แผ่เมตตาไปยังมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งปวง อันเป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บ ตอนที่ 4 พหุบทแห่งพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 151 ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จงเป็นสุขๆ และอย่ามีเวรภัยแก่กันและกันเลย จิตที่ประกอบด้วยความเมตตาอันไม่มีที่สิ้นสุดจะประสบอิสรภาพและ วิมุตติหลุดพ้น 8. การเสียสละเพื่อส่วนรวมกับพัฒนาการทางจิตวิญญาณ "การให้ยังให้เกิดความสุขทั้งแก่ผู้ให้และผู้รับ" "กำไรของพวกผมอยู่ที่ความสุขของผู้อื่น" "วันนี้เราให้อะไรใครหรือยัง" ทาน หรือการให้ เป็นเครื่องยังให้เกิดความสุขทั้งแก่ผู้ให้และผู้รับ มนุษย์ทุกหนทุกแห่งได้ค้นพบสัจธรรมข้อนี้ว่าถ้ามีแต่การเอาโดยไม่มีการให้ มนุษย์จะมีความทุกข์และความขัดแย้ง แต่ที่ไหนมีการให้ที่นั่นจะอบอุ่น หรือร่มเย็นเป็นสุข ทุกศาสนาจึงมีหลักการเหมือนกัน คือ ทาน ศีล ภาวนา การฝึกให้มีการให้หรือการเสียสละจึงเป็นความดีหรือพัฒนาการทางจิต วิญญาณ การให้มีนานัปการ ทั้งทางใจ ทางวาจา ทางกาย ทางวัตถุสิ่งของ และทางปัญญา การให้ทางใจ การให้ความเห็นอกเห็นใจแก่ผู้ที่มีทุกข์ การรับฟัง ความทุกข์ การร่วมทุกข์ เป็นการให้ที่สำคัญยิ่ง คนที่มีความทุกข์ ถ้าโดด เดี่ยวเดียวตายยิ่งทุกข์มาก แต่ถ้ามีคนเห็นอกเห็นใจหรือร่วมทุกข์ ความ ทุกข์จะน้อยลงหรือหมดไปได้ รายการวิทยุ จ.ส.100 และร่วมด้วยช่วยกัน เป็นตัวอย่างของการใช้สื่อเพื่อร่วมทุกข์และเห็นอกเห็นใจกัน ในสังคมถ้ามี อาสาสมัครไปร่วมทุกข์กันให้มาก เช่น กับคนจน เด็กกำพร้า คนป่วย คน ชรา สังคมนั้นก็จะมีมิติทางจิตวิญญาณสูง การให้อภัยเป็นการให้ทางใจ อีกอย่างหนึ่งแต่เป็นเรื่องที่ให้ยากกว่าให้ข้าวของเงินทอง คนที่โกรธเกลียด กันด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่งยากที่จะให้อภัย ทำให้จิตเข้าไปสู่ความบีบคั้น และ เกิดการกระทำที่เป็นอกุศลขึ้น แต่ถ้าให้อภัยได้ จิตใจก็จะปลอดโปร่งสบาย วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 152 มีความสุข บุคคลจึงควรฝึกการให้อภัยไว้เสมอๆ การให้อภัยเป็นทานอย่างหนึ่งเรียกว่าอภัยทาน **การให้ทางวาจา** การพูดเห็นอกเห็นใจ การพูดไพเราะ หรือพูดให้กำลังใจเป็นปิยวาจา ทำให้ผู้รับมีความสุข คนยากจนจน คนต่ำต้อยที่ไม่มีใครอินังขังขอบ ถ้าเราพูดเพราะๆ กับเขา จะเห็นประกายตาแห่งความปีติที่ฉายออกมา เป็นความสุขทั้งแก่ผู้รับและผู้ให้ การให้ทางวาจาถือเป็นส่วนหนึ่งของวจีสุจริตหรือสัมมาวาจา อันเป็นองค์หนึ่งในมรรค 8 บุคคลควรเจริญสัมมาวาจา **การให้วัตถุสิ่งของ** บุคคลควรฝึกการให้หรือการเสียสละเล็กๆ น้อยๆ เป็นประจำ ในการให้วัตถุสิ่งของแก่ผู้อื่น ควรฝึกเสียสละของดี ตามปรกติมนุษย์จะให้ของที่เล็กกว่าหรือด้อยกว่าแก่ผู้อื่น ของใหญ่กว่าหรือดีกว่าเก็บไว้ให้ตัวเอง นั่นก็เป็นธรรมดา แต่ถ้าเราฝึกเสียสละของดีที่เราต้องการให้แก่ผู้อื่นด้วยความเต็มใจจะเป็นความก้าวหน้าทางจิตใจที่น่าภูมิใจ ตามปรกติเราให้เศษอาหารที่เราไม่ต้องการแก่สุนัขหรือแมว ทดลองฝึกหัดเสียสละอาหารชิ้นโอชารสที่เราอยากกินก็จะเป็นการฝึกการเสียสละ แม้ดูเล็กน้อยแต่ก็เป็นความก้าวหน้าทางจิตใจมากและเป็นฐานกำลังให้เสียสละในเรื่องอื่นๆ ต่อไป ขณะนี้ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย และระหว่างประเทศจนกับประเทศรวยห่างมากขึ้น คนรวยและประเทศรวยที่ทุกอย่างสะดวกสบายไปหมดก็จะประสบปัญหาความเปื่อ ความเชิง เพราะความร่ำรวยพัฒนาจิตวิญญาณไม่ได้ การร่วมทุกข์ การทำงานกับและการช่วยเหลือสังเคราะห์คนยากจนต่างหากที่จะพัฒนาจิตวิญญาณได้ บุคคลพึงขจัดความเปื่อจากความจำเจซ้ำซากสะดวกรสสบายด้วยการร่วมทุกข์ การทำงานกับและการช่วยเหลือสังเคราะห์คนยากจน เพื่อพัฒนาการทางจิตวิญญาณ **การให้ด้วยการกระทำ** ในการทำงานถ้าสักแต่ทำเพื่อเงินเท่านั้นก็จะขาดจิตวิญญาณ งานทุกชนิดสามารถทำโดยตั้งใจให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ตอนที่ 4 พหุบทแห่งพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 153 หรือประโยชน์ต่อส่วนรวมได้เสมอไม่ว่างานนั้นจะเป็นอะไร เช่น เป็นพนักงาน พิมพ์หนังสือ หรืองานวิชาการ หรืองานค้าขาย ถ้าเราตั้งใจทำให้ถูกต้อง ตั้งใจ ทำให้ประณีต มีเจตนาให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นหรือต่อส่วนรวม งานนั้นๆ ก็จะมีความดีหรือจิตวิญญาณ เราทุกคนต่างต้องทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง งานถือเป็นอาชีพหรือมีรายได้นั้นส่วนหนึ่งแต่ไม่ควรเป็นเท่านั้น เรามีทางได้ มากกว่านั้น โดยมีเจตนาให้งานนั้นๆ มีประโยชน์ต่อผู้อื่นหรือต่อส่วนรวม เราทุกคนก็จะให้แก่ส่วนรวมจากงานอาชีพนั้นๆ เอง ทำให้ชีวิตและสังคมมี พัฒนาการทางจิตวิญญาณ "อาจารย์ครับ กำไรของพวกผมอยู่ที่ความสุขของคนอื่น" พ่อเล็ก กุดวงศ์แก้ว แห่งกลุ่มอินแปง จังหวัดสกลนคร ซึ่งแสดง ถึงจิตใจอันสูงส่ง ที่ถือการทำให้ผู้อื่นมีความสุขเป็นกำไรของตน กำไรแบบ นี้ได้ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ไม่มีใครขาดทุน นักการเมืองและนักธุรกิจได้ชื่อว่าเป็นผู้แสวงหาประโยชน์เพื่อ ตนเองสูงจนเป็นที่รังเกียจทั่วไป แท้ที่จริงการเป็นนักการเมืองและนักธุรกิจ นั้นมีโอกาสที่จะเสียสละทำเพื่อผู้อื่นมาก เราควรพัฒนาไปสู่การเป็นคนที่เจริญ ใช้ตำแหน่งการงานหรือการอาชีพนั้นทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ก็จะได้ชื่อว่า มีการให้และมีพัฒนาการทางจิตวิญญาณให้สูงยิ่งๆ ขึ้น ที่เมืองชิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย มีกลุ่มช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็ง (Cancer Support Group) เมื่อมีคนเป็นมะเร็ง ซึ่งมีความทุกข์แสนสาทัส และเผชิญกับความตายซึ่งๆ หน้า กลุ่มนี้ก็จะเข้าไปช่วยเหลือ ให้กำลังใจ สอน เรื่องอาหาร เรื่องทำสมาธิ หลายคนหายจากมะเร็ง คุณภาพชีวิตสูงขึ้น ทั้ง ผู้รับความช่วยเหลือและผู้ให้ความช่วยเหลือ สังคมควรมีอาสาสมัครช่วย เหลือกันด้วยเรื่องต่างๆ ทำให้มีการให้กันทั้งสังคม ให้ความรู้ การช่วยให้คนไม่รู้ได้รู้ถือเป็นการให้ที่สำคัญยิ่ง ทุกคน ควรเป็นทั้งครูและนักเรียน มีการให้และรับความรู้กันเต็มสังคม สังคมจะ มีความสุขขึ้น เพราะการให้และการเรียนรู้ทำให้เกิดความรู้และเกิดปัญญา วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภูมิปัญญาแห่งการพัฒนา 154 เพื่อแก้ปัญหาเรื่องต่างๆ ธรรมทาน คนไทยมีประเพณีที่ดีในการแจกหนังสือธรรมะในโอกาสต่างๆ เช่น ในงานศพ งานวันเกิด หรือไม่ต้องมีงานอะไรเห็นหนังสือธรรมะที่ดีๆ ก็พิมพ์แจกกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีเป็นอย่างยิ่ง ทำให้คนได้มีโอกาสอ่านหนังสือธรรมะ การมีโอกาสถ่ายหนังสือธรรมะทำให้ชีวิตด้านในงอกงาม แต่การแจกหนังสือธรรมะแม้จะเรียกกันว่าเป็นธรรมทานก็ยังเป็นการให้ทางวัตถุ ธรรมทานที่แท้จริงคือการที่ผู้ให้ประพฤติธรรมและสามารถถ่ายทอดธรรมะจากการรู้จริงจนเกิดธรรมในผู้รับ นี้จะเป็นการให้ที่วิเศษสุด ขอให้ฝึกการให้และการเสียสละด้วยประการต่างๆ จนเป็นพื้นฐานของชีวิต ชีวิตจะเปลี่ยน เปลี่ยนจากการคิดแต่จะเอาเป็นชีวิตที่มีการให้ ความรู้สึกนึกคิดของท่านจะเปลี่ยนไป มีความเบาสบาย ไม่เครียด มีความปิติและความสุขแท้มาแทนความเครียด มีความสุขสงบหรือปัสสัทธิ เป็นฐานที่จะพัฒนาไปสู่ความเจริญยิ่งๆ ขึ้น ขอให้ช่วยกันสร้างโลกแห่งการให้ 9. การเจริญกรรมฐานกับพัฒนาการทางจิตวิญญาณ (Meditation) กรรมฐานคือเครื่องมือโต้คลื่นชีวิต การดำเนินชีวิตเปรียบเสมือนการแล่นเรือไปในท้องทะเลและมหาสมุทร ทะเลและมหาสมุทรที่ไม่มีคลื่นนั้นไม่มี คลื่นลูกเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง หรืออาจเจอได้ฝุ่นซึ่งทำให้เมาคลื่น ไม่สบาย หรือเรืออัปปางลง ในชีวิตก็เช่นเดียวกันที่มีคลื่นลูกเล็กบ้างใหญ่บ้าง ที่ทำให้ชีวิตสั่นคลอนหรืออับปาง ไม่ว่าจะเป็นชีวิตครอบครัว ชีวิตการงานใหญ่หรือเล็ก ทุกข์หรือสุข ล้วนเป็นคลื่นที่มากระทบทำให้ชีวิตโคลงเคลงและอับปางได้ทั้งสิ้น บุคคลจึงควรสร้างเครื่องมือโต้คลื่นชีวิตประคองให้เรือชีวิตแล่นไปได้ด้วยดี ไม่อับปางลง เครื่องมือโต้คลื่นชีวิตคือกรรมฐาน ตอนที่ 4 พหุบทแห่งพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 155 กรรมฐานคือฐานของกรรมหรือการกระทำ หรือหน้าที่การงาน ซึ่งในที่นี้หมายถึงของจิต หรือฐานอันเป็นการทำงานของจิตหรือฐานของจิตอาจเรียกว่าเป็นการบริหารจิตก็ได้ เรามีการบริหารการทำงานภายนอก และมีการบริหารกายซึ่งก็ยังเป็นเรื่องภายนอก แต่ขาดการบริหารภายในคือจิต การพัฒนาจึงเอียงเป็นเรื่องของภายนอกเกือบทั้งสิ้น การเอียงทำให้ล่มได้ ความสมดุลทำให้แล่นไปได้เรียบและนาน ชีวิตและโลกจะสมดุลได้ต้องมีการบริหารภายในคือการบริหารจิตหรือกรรมฐานด้วย กรรมฐานเป็นกระบวนการภายในที่ดูจิตใจของตัวเอง (internal reflection) และขยับจิตใจให้สูงขึ้น ปรกติจิตหลุกหลิกเหมือนลูกลิงไม่อยู่นิ่ง จับดูได้ยาก เพราะคิดเรื่องนั้นผลุบแผลบรวดเร็ว การทำให้จิตสงบจึงเป็นเครื่องมือที่จะดูจิต และยกระดับจิตให้สูงขึ้น สิ่งแวดล้อมมีส่วนทำให้จิตสงบ เช่น การอยู่คนเดียว การอยู่ในที่สงบ เช่น อยู่ในป่า อยู่บนเขา อยู่ในถ้ำ บรรยากาศและสถาปัตยกรรมของวัดโน้มน้าให้จิตสงบ เป็นต้น การสวดมนต์ การระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือระลึกถึงพระเยซูคริสต์ หรือพระศาสดามะหะหมัด หรือพระผู้เป็นเจ้า ทำให้จิตสงบ การสวดมนต์หรือการละหมาดบ่อยๆ นานๆ จึงมีประโยชน์ช่วยให้จิตใจสงบ การเจริญสติให้จิตรู้อยู่กับปัจจุบัน คือรู้กาย เช่น รู้ลมหายใจเข้าออก (อานาปานสติ) รู้การก้าวย่างเดิน (เดินจงกรม) หรือรู้อิริยาบทต่างๆ รู้ความรู้สึก สุขก็รู้ ทุกข์ก็รู้ เฉยๆ ก็รู้ รู้จิต จิตมีกิเลสก็รู้ ไม่มีกิเลสก็รู้ รู้ธรรม หรือรู้ในความรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว พยายามให้รู้อยู่ตลอดเวลา เรียกว่ามีสติในทุกเรื่อง รู้ตัวรู้ความคิดจิตใจต่อเนื่อง จิตจะสงบ มีความสุขและมีพลังมาก ความหงุดหงิดรำคาญ ความทุกข์ใดๆ เข้ามาสู่จิตใจไม่ได้ สามารถป้องกันปัญหาทุกชนิด สติจึงเป็นเครื่องมือโต้คลื่นชีวิตอย่างเอก บุคคลจึงควรฝึกเจริญสติไว้เป็นเครื่องมือประจำตน วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 156 การเจริญสมาธิ คือการฝึกให้จิตนิ่งอยู่ ณ จุดใดจุดหนึ่ง หรือนิ่งไป เลย เมื่อจิตนิ่งก็ได้พักผ่อนและมีพลัง เป็นฐานให้เกิดปัญญาได้ง่าย แต่ ต้องระวัง เพราะเมื่อจิตเป็นสมาธิอาจมีนิมิตคือเห็นนั่นเห็นนี่ ต้องมีสติและ มีปัญญา รู้จักแยกระหว่างนิมิตกับความเป็นจริงมิฉะนั้นจะฟั่นเฟือนหลงไป ได้ กับอีกประการหนึ่ง เมื่อมีสมาธิอาจรู้สึกว่ามีอำนาจและใช้อำนาจไปใน ทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น ไปหลอกลวง หรือควบคุมผู้อื่นให้ตกอยู่ในอำนาจ ของตนหรือเพื่อเงินทอง ต้องมีสติ และปัญญากำกับให้สมาธิเป็นสัมมาสมาธิ ไม่ใช่มิจฉาสมาธิ นั่นคือให้สมาธิสัมพันธ์กับปัญญา การเจริญปัญญา หมายถึงการมีปัญญารู้ธรรมชาติของสรรพสิ่งว่า เป็นไปตามเหตุปัจจัย และละคลายจากความยึดมั่นในตัวตนลง เมื่อคลาย จากความยึดมั่นในตัวตนลงก็เป็นอิสระ มีความสุขสูงสุด มีไมตรีจิตอัน ไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง นี้คือพัฒนาการทางจิตวิญญาณสูงสุด พัฒนาการทางจิตวิญญาณสูงสุดเข้าถึงด้วยปัญญา ปัญญาที่รู้ว่าตัวเองไม่ใช่ ศูนย์กลางของสรรพสิ่ง การเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าก็คือการหลุดพ้นจาก พันธนาการในตัวเอง การเข้าถึงสิ่งสูงสุดจะเป็นการเข้าถึงความจริงของ จักรวาลก็ดี เข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าก็ดี หรือเข้าถึงนิพพานหรือสุญตาก็ดี คือ การหลุดพ้นจากพันธนาการในตัวเอง ประสบอิสรภาพ ฉะนั้น นี้แลคือกรรมฐาน อันได้แก่การทำให้จิตสงบ จะโดยสิ่ง แวดล้อม การสวดมนต์ การเจริญสติ การเจริญสมาธิ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างหรือทั้งหมดก็ตาม แล้วยกระดับจิตให้สูงขึ้นด้วยปัญญา จน หลุดพ้นจากความบีบคั้นด้วยความเห็นแก่ตัว เป็นอิสระมากขึ้นเป็นลำดับ กรรมฐานทำให้อยู่สบาย เป็นเครื่องมือโต้คลื่นชีวิตและทำให้การ อยู่ร่วมกันด้วยสันติเป็นไปง่ายขึ้น จึงสมควรที่บุคคล ชุมชน สังคม และ โลกจะเจริญกรรมฐาน ในแต่ละชุมชนควรจะมีศูนย์สอนกรรมฐาน (Medi- tation Center) จะเป็นวัดหรือสำนักสงฆ์ หรือในรูปอื่น สุดแต่สภาวะใน ชุมชนนั้นๆ พระสงฆ์และคณะสงฆ์ควรถือการฝึกและการสอนกรรมฐาน ตอนที่ 4 พหุบทแห่งพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 157 เป็นหน้าที่และเป็นบริการชุมชน สถาบันการศึกษาทุกประเภทและทุกร ระดับควรมีการสอนกรรมฐาน ถ้าครูทุกคนเป็นครูสอนกรรมฐานได้ด้วย จะเกิดความเจริญอย่างก้าวกระโดด ทำไมครูจะต้องสอนแต่เรื่องภายนอก หรือเรื่องวัตถุเท่านั้น ในเมื่อความเป็นจริงมีทั้งภายนอกและภายในคือจิตด้วย ถ้าครูรู้กรรมฐาน ตัวครูเองก็จะมีความสุข ความเมตตาและความฉลาดมากขึ้น และสามารถนำเรื่องการเจริญสติ เจริญสมาธิ เจริญปัญญา ไปสู่ กระบวนการเรียนรู้ การปฏิรูปการเรียนรู้ไปสู่การเรียนรู้ที่ดี หรือการเรียน รู้ในอุดมคตินั้น ควรจะมีการเจริญสติ เจริญสมาธิ เจริญปัญญา หรือการ เจริญกรรมฐานเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งด้วย ถ้าพระทุกองค์และครูทุกคนสามารถสอนกรรมฐานได้ มนุษยชาติ จะเปลี่ยน เพราะเราจะมีครูกรรมฐานจำนวนมาก และมีทางว่าทุกคนใน สังคมจะได้ฝึกการเจริญกรรมฐาน ผู้ใดที่เจริญกรรมฐานแล้วย่อมเข้าใจ อานิสงส์ของกรรมฐานอยู่แล้วด้วยตนเอง เป็นสันทิฏฐิโก แต่ควรนึกถึง แนวนโยบายด้วย นั่นคือการส่งเสริมสนับสนุนให้พระทุกองค์ และครูทุก คนเป็นครูกรรมฐานได้ อันจะก่อให้เกิดการปฏิวัติทางจิตวิญญาณเพื่อ มนุษยชาติจะได้ประสบความเจริญอย่างแท้จริง และอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ 10. อารมณ์ทางเพศ ความรัก และการแต่งงานกับพัฒนาการทางจิต วิญญาณ ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวว่า แม้การมีเพศสัมพันธ์ก็ควรมีด้วยจิต ว่าง ลูกศิษย์ลูกหาหลายคนว่าเป็นไปไม่ได้ ท่านอาจารย์ไม่เคยมีประสบการณ์ จึงกล่าวเช่นนั้น เรื่องนี้ถ้าได้ทำความเข้าใจด้วยปัญญาคงมีความดีเกิดขึ้นบ้าง ความดีที่เกิดจากปัญญา นั่นแหละคือพัฒนาการทางจิตวิญญาณ เรื่องเพศสัมพันธ์นี้มาจากรากฐานเรื่องการสืบพืชพันธุ์และหลักการ ที่ว่าความหลากหลายทำให้เกิดความยั่งยืน สิ่งมีชีวิตที่ตกทอดสืบต่อกันมาต้องมีการสืบพันธุ์ ชีวิตเป็นสิ่งที่คัด วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 158 เลือกโดยธรรมชาติแล้วว่าเป็นพวกที่มีการสืบพันธุ์ แต่การสืบพันธุ์มีทั้งที่ไม่มีการผสมพันธุ์ (sexual reproduction) และที่มีการผสมพันธุ์ (sexual reproduction) จุลชีพซึ่งมีเซลล์เดียว เช่น แบคทีเรีย ตัวหนึ่งอาจแบ่งเป็น 2 และ 2 แบ่งเป็น 4 เรื่อยๆ ไปโดยไม่มีการผสมพันธุ์ แต่ยามใดที่สิ่งแวดล้อมวิกฤต เช่น อาหารขาดแคลน หรือมีความเป็นกรดเป็นด่างมากผิดปรกติ อันคุกคามต่อความอยู่รอดของมัน แบคทีเรีย 2 ตัวอาจเข้ามาประกอบกัน และแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรมกัน เพื่อให้เกิดความหลากหลายทางพันธุกรรม ความหลากหลายทำให้มันเผชิญภัยคุกคามและอยู่รอดได้ดีขึ้น นี่คือปฐมเหตุของการสืบพันธุ์แบบมีการผสมพันธุ์ ทั้งในพืช สัตว์ และมนุษย์ ธรรมชาติทำทุกอย่างที่จะให้มีการผสมพันธุ์เพื่อสืบต่อพันธุ์ โดยเตรียมทั้งร่างกาย อวัยวะ สารเคมี และอารมณ์ ฮอร์โมนทั้งในเพศหญิงและเพศชายเร่งเร้าความต้องการทางเพศอย่างรุนแรง ธรรมชาติทำให้เรื่องเพศเป็นอารมณ์รุนแรงหรือ passion อันนำไปสู่เรื่องรัก โศก อิจฉา ริษยา และความรุนแรงเกี่ยวกับทางเพศ อย่างที่เรียกว่าเป็นวิสัยของมนุษย์ มนุษย์เป็นเหยื่อของธรรมชาติ ที่จะให้มีการผสมพันธุ์กันลูกเดียว ส่วนผลร้ายที่ตามมาธรรมชาติไม่รับผิดชอบด้วย มนุษย์ต้องรับผิดชอบเอง สังคมมนุษย์แต่โบราณมาจึงวางขนบธรรมเนียมประเพณีเกี่ยวกับเรื่องเพศไว้เพื่อลดผลร้ายต่างๆ เช่น การไม่มีเพศสัมพันธ์ในวันเด็กเกิน การไม่มีเพศสัมพันธ์ในหมู่ญาติสายโลหิตใกล้ชิดเพราะผลร้ายทางกรรมพันธุ์ การห้ามการผิดผัวผิดเมียเพราะเป็นสาเหตุแห่งความรุนแรง การอยู่เป็นคู่ผัวเมียที่ยั่งยืนเพื่อประโยชน์แห่งการเลี้ยงดูลูก หากมีปัญญารู้ธรรมชาติของเรื่องเพศและมีสตรีรู้ตัวเองก็จะลดการตกเป็นเหยื่อจนเกิดผลร้าย เมื่อมีอารมณ์ทางเพศก็รู้ว่าถูกผลักดันบีบคั้นจากฮอร์โมนในร่างกาย การทุเลาความบีบคั้นก็คือมีกิจกรรมที่น่าสนใจอันหลากหลาย ไม่หมกมุ่นในกามารมณ์อย่างเดียว เช่น การออกกำลัง การศึกษาเล่าเรียน ความสนใจธรรมชาติ ศิลปะ สนใจความทุกข์ยากของเพื่อน ตอนที่ 4 พหุบทแห่งพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 159 มนุษย์ ความสนใจในกิจการบ้านเมือง **ความรักก็มีความเป็นอนิจจัง** เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็เปลี่ยนแปลงไป เป็นธรรมดา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เขาไม่รักเรา หรือเคยรักแล้วไม่รัก ก็มี เหตุปัจจัยให้เป็นเช่นนั้น ไม่ควรผิดหวังหรือโกรธแค้นมากหรือนานเกินไป หรือถึงกับทำร้ายตัวเองหรือทำร้ายผู้อื่น แม้เพราะเหตุนั้นต้องรู้เท่าทันว่ามัน เป็นเช่นนั้นเอง มันเป็นธรรมดาเช่นนั้นเอง ควรจะทำหรือหัวเราะเยาะว่ามัน เป็นเช่นนั้นเองโวย ต้องนึกถึงว่าเรามีพ่อมีแม่ที่เลี้ยงดูเรามาและรักเราเป็น อย่างยิ่ง เราอย่าถลำตัวถลำใจไปทำร้ายตัวเอง หรือทำไม่ดี เพราะการ พลาดหวังจากความรักเลย ของอย่างนี้เป็นอนิจจัง อาจมีความรักกับคนอื่นอีก ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ที่พูดนี้อาจดูง่าย แต่ในความเป็นจริงทำได้ยาก นอก จากคนที่ฝึกดูใจตนเองดังที่กล่าวไว้ในเรื่องกรรมฐาน ว่ากรรมฐานเป็น เครื่องมือโต้คลื่นชีวิต กามารมณ์เป็นคลื่นชีวิตที่รุนแรงยิ่ง การแต่งงานต้องมีความรับผิดชอบด้วย การนึกถึงคนอื่นคือการมี จิตวิญญาณสูง การเอาแต่ความต้องการของตัวเองคือการมีจิตวิญญาณต่ำ เมื่อแต่งงานหรืออยู่กินกันแล้วก็ต้องนึกถึงคู่แต่งงาน คิดถึงลูกที่จะเกิดมา คิดถึงพ่อแม่ญาติพี่น้อง ถ้าเอาแต่ทำตามความต้องการของตัวเอง เมื่อ อารมณ์รักหรือ passion คลายลง ซึ่งก็ต้องคลายลงตามหลักอนิจจัง การ อยู่ด้วยกันกลับเป็นความทุกข์และลงเอยด้วยการหย่าร้าง ผู้ที่ได้รับผล กระทบมากที่สุดคือลูก ลูกต้องมีทั้งพ่อและแม่จึงจะมีความเป็นปรกติ คน ที่นึกถึงคนอื่น คนที่มีความเมตตา คนที่มีความอดทน คนที่มีสัตมิปัญญา รู้ตัวและรู้ธรรมชาติธรรมดาของสิ่งต่างๆก็จะมีครอบครัวที่มีความสุขและยั่งยืน ถ้ามีความทุกข์ใดๆ เกิดขึ้นจากการมีครอบครัวก็ถือโอกาสเรียนรู้ให้เป็นคน ที่ฉลาดขึ้น มีความเมตตามากขึ้น มีความอดทนมากขึ้น การแต่งงานและ ปัญหาจากการแต่งงานก็จะทำให้เราเป็นคนดีขึ้น หรือมีพัฒนาการทางจิต วิญญาณ ความสำส่อนทางเพศทำให้เป็นกามโรคและโรคเอดส์ อันก่อให้เกิด วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 160 ความทุกข์ ทรมานแสนสาหัสและความตาย บุคคลยิ่งต้องเรียนรู้ที่จะจัดการกับกามารมณ์ไม่ให้เข้าไปสู่การมีเพศสัมพันธ์อันไม่เหมาะสม แต่ในความซับซ้อนของเหตุการณ์ที่บีบบังคับ เป็นการยากมากที่บุคคลจะเอาตัวรอดได้จากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสม การฝึกทักษะชีวิต (life skill) ที่จะเอาตัวรอดได้จึงมีความจำเป็น โรงเรียนทุกโรงเรียนที่สอนเด็กวัยรุ่นควรจะฝึกสอนทักษะชีวิตให้วัยรุ่นสามารถเผชิญกับภัยคุกคามต่อคุณภาพชีวิต เช่น ความรุนแรง ยาเสพติด และเพศสัมพันธ์อันไม่เหมาะสม บนเส้นทางแห่งการเจริญสติ เจริญสมาธิ เจริญปัญญา การสร้างความเป็นชุมชนและการเรียนรู้ที่ดีจะช่วยให้บุคคลและสังคมสามารถจัดการกับกามารมณ์ให้อยู่ในร่องในรอย ไม่นำผลร้ายมาสู่ชีวิตและสังคมมากเกิน แต่ละคนควรยอมรับความทุกข์ที่มาจากการมีครอบครัวด้วย ไม่ใช่รับแต่ความสุข และใช้ความทุกข์เป็นเครื่องเรียนรู้เพื่อพัฒนาให้เราเป็นคนดีขึ้น อีกเรื่องหนึ่งที่ควรคำนึงถึงในเรื่องหญิงชายก็คือความไม่เท่าเทียมกันอันเป็นผลทางวัฒนธรรมที่ถือชายเป็นใหญ่ สมัยปัจจุบันหญิงชายควรมีความเสมอภาคและเสริมส่วนต่างเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ กามารมณ์และเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมชาติของสัตว์ แต่มนุษย์มีจิตใจสูง ต้องมีปัญญารู้เท่าทันไม่ตกเป็นเหยื่อของกามารมณ์ถ่ายเดียว ต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะใช้กามารมณ์มาเป็นเครื่องเรียนรู้ให้เราเป็นคนฉลาดขึ้นและเป็นคนดีขึ้น จึงจะเป็นพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 11. การเลี้ยงดูลูกกับพัฒนาการทางจิตวิญญาณ คนส่วนใหญ่มีลูกและต้องการเลี้ยงดูลูก ถ้าการเลี้ยงดูลูกจะทำให้พ่อแม่ฉลาดขึ้นและเป็นคนดีขึ้นก็จะเป็นพัฒนาการทางจิตวิญญาณในวิถีชีวิตธรรมดาได้อย่างหนึ่ง ประการแรก ในการเลี้ยงดูลูกมีเครื่องมือที่ธรรมชาติให้มา ไม่ต้องไปซื้อหาหรือตะเกียกตะกายหามาเหมือนสิ่งอื่น นั่นคือความรัก ความรักที่ ตอนที่ 4 พหุบทแห่งพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 161 พ่อแม่มีต่อลูกเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่มีอะไรจะเปรียบได้ พ่อแม่ทุกคนมีสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนี้ สิ่งดีๆ อื่นๆ เราอาจหาไม่ได้ง่ายๆ แต่ความรักอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่พ่อแม่ทุกคนมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ จึงควรนำมาใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ ประโยชน์เต็มที่จะเกิดจากความเข้าใจและการขยายประโยชน์ เมื่อเราเลี้ยงลูกไปและดื่มด่ำอยู่ในความรักลูกก็จะเกิดปัญญาเข้าใจโดยไม่ยากว่าความรักทำให้ชีวิตรอด ลูกคนถ้าปราศจากความรักจากพ่อแม่ก็จะไม่รอดชีวิต ธรรมชาติจึงให้ความรักความเมตตามาเป็นธรรมชาติของคนเพื่อช่วยให้ชีวิตรอด ความรักความเมตตานี้ถ้าขยายให้กว้างออกไปรักคนอื่นได้มากเท่าไร การมีชีวิตรอดและการอยู่เย็นเป็นสุขในสังคมก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น มนุษย์พากันลืมข้อนี้ไปถือสิ่งอื่นสำคัญที่สุด แล้วก็นำไปสู่ความขัดแย้งแย่งชิง ทอดทิ้ง และทำร้ายกันจนวิกฤต ความรักและความเมตตาต่อกันต่างหากที่เป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของมนุษย์หรือมนุษยธรรม ถ้าเรารักลูกของเราและเข้าใจความสำคัญของความรัก แล้วขยายความรักนี้ไปเป็นความรักคนอื่น และรักษมนุษย์ทั้งหมดด้วย การเลี้ยงลูกก็จะนำไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก เป็นบุญกุศลอันใหญ่หลวงต่อพ่อแม่ ต่อลูก และต่อทุกคน **ประการที่สอง** พ่อแม่ทุกคนย่อมปรารถนาให้ลูกเติบโตขึ้นเป็นคนดี เป็นคนฉลาด และเป็นคนมีความสุข บุคคลจะเป็นคนดี เป็นคนฉลาด และเป็นคนมีความสุขหรือไม่ ขึ้นกับการเลี้ยงดูในวัยแรกเกิดจนถึงอายุ 6 ขวบ เป็นส่วนมาก ฉะนั้นลูกจะดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่ที่พ่อแม่ พ่อแม่สามารถทำได้ไม่ได้ขึ้นกับการบวงสรวงขอวิญญาณที่ดีมาเกิดเป็นลูก นั้นเป็นการร้องขอซึ่งไม่เป็นเหตุปัจจัยที่จะให้ได้ลูกที่ดี การจะมีลูกที่ดีขึ้นกับกรรมหรือการกระทำของพ่อแม่คือการเลี้ยงดู การเลี้ยงดูที่ดีไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจแต่เป็นการเรียนรู้แบบมีปฏิสัมพันธ์ (interactive learning) ระหว่างพ่อแม่กับลูก ในธรรมชาติของความเป็นจริง ด้วยความสนุก ลูกนั้นจะเรียนรู้จากพ่อแม่เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว แต่พ่อแม่อาจจะไม่เรียนรู้จากลูก ซึ่งจะพลาดโอกาสอย่างน่าเสียดาย และไม่เป็นผลดีต่อลูกด้วย พ่อแม่ควรจะใช้การ วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 162 เลี้ยงดูลูกเป็นเครื่องเรียนรู้อารมณ์ความรู้สึกและปฏิกิริยาตอบสนองของ ลูกในแต่ละเรื่องและแต่ละขั้นตอน การเรียนรู้แบบมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและ กันด้วยความสนุกเป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมะ เป็นการฝึกการถอน ตัวจากอำนาจซึ่งเป็นวิสัยของปุถุชน ความละเอียดอ่อนของปฏิสัมพันธ์ที่ดี ต่อกันจะนำไปสู่ความเติบโตทางปัญญาและอารมณ์ของทั้งลูกและพ่อแม่ เป็นการพัฒนาไปด้วยกัน พ่อแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยความละเอียดอ่อนจะเข้าใจ ว่าการเรียนรู้ที่ดีคืออย่างไร จะเป็นการสร้างความเป็นครูขึ้นในพ่อแม่ด้วย เพราะการเรียนการสอนในการศึกษาโดยทั่วไปก็ต้องการการเรียนรู้แบบมี ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนเช่นเดียวกัน การเลี้ยงดูลูกจะเป็นการ สร้างครูที่ดีขึ้นมาเต็มประเทศ ถ้ามีพ่อแม่ที่ดีและครูที่ดี มนุษยชาติก็จะ ประสบความดีงามอย่างยิ่งใหญ่ **ประการที่สาม** การเลี้ยงดูลูกเป็นการฝึกความอดทนอย่างดีเลิศ ตามปรกติในเรื่องอื่นๆ ถ้าเราเจอลิงหรือบุคคลที่ไม่ถูกใจ เราอาจเลิกรา ลา ออก หรือหนีห่าง แต่สำหรับลูก เมื่อเขาทำอะไรไม่ถูกใจ พ่อแม่ไม่อาจลา ออกจากความเป็นพ่อแม่หรือหนีห่างได้ เป็นภาวะที่ต้องเผชิญและฝึกหัด ขันติธรรม ขันติเป็นธรรมะที่มีคุณค่าสูงมาก แต่เรามักให้คุณค่าต่ำ นึกว่า เมื่อทำอะไรไม่ได้แล้วก็ต้องทน ตรงนี้ทำให้นึกถึงชุดธรรมะที่ท่านอาจารย์ พุทธทาสให้แก่อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เมื่อตอนเป็นนายกรัฐมนตรี คือ **สุทธิ ปัญญา เมตตา ขันตี** คือจะทำอะไรก็ต้องมีความบริสุทธิ์ แต่ความ บริสุทธิ์อย่างเดียวใช้จะสำเร็จ ต้องใช้ปัญญาอย่างเต็มที่ แม้ใช้ทั้งสุทธิและ ปัญญาแล้วใช่ว่าจะไม่มีอุปสรรค ต้องใช้เมตตาด้วย แม้ใช้ทั้ง 3 อย่างแล้วคือ สุทธิ ปัญญา เมตตา ก็อาจยังไม่ได้ผล ต้องใช้ขันตีหรือความอดทน เพื่อ ให้มีมิติทางกาลเวลาเข้ามาทำงานด้วย ในที่สุดขันติธรรมจะชนะอุปสรรคทั้ง ปวง ปรากฏบ่อยๆ ครั้งว่างานบางอย่างยากมากจนคนเก่งๆ ทิ้งไปหมด มี คนที่เสมือนเก่งน้อยกว่าใช้ความอดทนทำเรื่องนั้นๆ อยู่ไม่วางมือจนปรากฏ ความสำเร็จ ความฉลาดหรือ I.Q. อย่างเดียวไม่เป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จ ตอนที่ 4 พหุบทแห่งพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 163 แต่ E.Q. หรืออุติภาวะทางอารมณ์ (Emotional Quotient) มีความสำคัญ มากต่อความสำเร็จ ขันติธรรมเป็นอุติภาวะทางอารมณ์อย่างหนึ่ง การเลี้ยง ดูลูกเป็นโอกาสอันวิเศษที่จะพัฒนาขันติธรรมในตน **ประการที่สี่** การเลี้ยงดูลูกเป็นการฝึกทักษะแห่งการประนีประนอม เมื่อลูกอายุประมาณ 2 ขวบ จะมีวิสัยต่อต้านหรือวิสัยอันเป็นลบ ที่ฝรั่งใช้ คำว่า "the terrible two" หรือ "เจ้าสองขวบที่ร้ายกาจ" ถ้าพ่อแม่บอกอะไร ก็มักจะทำตรงข้าม และอาจทำอะไรที่ทำให้ข้าวของในบ้านเสียหายได้ ถ้า พ่อแม่ยิ่งห้ามก็จะยิ่งทำ การเจรจาต่อรองประนีประนอมอาจผ่อนหนักเป็น เบาหรือยุติการทำความเสียหายได้ พ่อแม่ที่เลี้ยงลูกเองจะเจอปรากฏการณ์ นี้ทุกคน และเป็นการฝึกอบรมพ่อแม่ให้เกิดทักษะในการเจรจาต่อรอง ประนีประนอมถอนตัวเองออกจากความเป็นเผด็จการตายตัว **ประการที่ห้า** เป็นการฝึกให้เอาชนะความทุกข์ที่เกิดจากลูก ลูกเป็น ที่รักของพ่อแม่มากเพียงเท่าใด ก็เป็นบ่อเกิดของความทุกข์ได้มากเพียงเท่านั้น จนอาจกล่าวได้อย่างหนึ่งว่าความรักเป็นบ่อเกิดของความทุกข์ พ่อแม่มัก วิตกกังวลไปในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับลูก กลัวจะได้รับอันตราย กลัวลูกจะเจ็บ ลูกจะตาย กลัวลูกจะไม่ดี ในบางกรณีลูกก็ตายไปก่อนพ่อแม่จริงๆ ซึ่งยัง ความโศกเศร้าให้พ่อแม่อย่างเหลือที่จะรับได้ ลูกเข้าโรงเรียนหรือ มหาวิทยาลัยดีๆ ไม่ได้ก็เป็นบ่อเกิดของความทุกข์ทรมานอันแสนสาหัส หรือ ในที่สุดลูกไม่เป็นคนดีอย่าที่คาดหวัง กลายเป็นความเจ็บปวดสุดๆ ของพ่อ แม่ ลูกของคนดีๆ ก็อาจเป็นคนไม่ดี เช่นลูกของหาตมะ คานธี คนหนึ่งก็ เป็นคนติดสุราเรื้อรัง ในประเทศไทยก็มีตัวอย่างถมไป ความทุกข์จากลูก จึงเป็นความทุกข์ที่ยากจะหลบหลีกไปได้ เมื่อหลบหลีกไม่ได้ก็ต้องเผชิญ ปัญญาและทักษะในการเผชิญจะช่วยให้ลดความทุกข์ลง ปัญญารู้เท่าทันว่า มันเป็นธรรมดาหรือเป็นเช่นนั้นเองจะช่วยบรรเทาความทุกข์ การไม่คาด หวังอะไรจนความผิดหวังมาทำร้ายเอาก็เป็นธรรมะที่สำคัญ **ประการที่หก** ความเป็นชุมชนจะช่วยในการเติบโตของลูกไปในทาง วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภาพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 164 ที่ดี ถ้าลูกอยู่กับพ่อแม่เท่านั้นก็จะไม่ดี แต่ถ้ามีญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน ชุมชน ที่มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีความเอื้ออาทรต่อกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลและร่วม มือกัน เด็กจะเติบโตขึ้นมาด้วยความอบอุ่นและมีพัฒนาการที่ดี พ่อแม่ก็ เบาแรงและคลายความเครียดลงด้วย นางฮิลลารี คลินตัน ภรรยาของอดีต ประธานาธิบดีคลินตันจึงเขียนหนังสือชื่อ It Takes a Village ในการเลี้ยงดู เด็กให้เติบโตขึ้นเป็นคนดี นั่นก็คือความเป็นชุมชนจำเป็นต่อพัฒนาการของ เด็ก **ประการที่เจ็ด** การเลี้ยงดูลูกในฐานะยุทธศาสตร์แห่งการพัฒนา ใน เมื่อการเลี้ยงดูลูกมีประโยชน์ต่อทั้งการพัฒนาเด็กและพัฒนาพ่อแม่เป็น อเนกปริยายดังที่กล่าวมาและคนส่วนใหญ่ก็มีลูก การส่งเสริมการเลี้ยงดู ลูกจึงควรเป็นยุทธศาสตร์แห่งการพัฒนาคนที่สำคัญ คนทุกควรมีความรู้ และจิตสำนึกว่าการเลี้ยงดูลูกด้วยตนเองให้ถูกต้องจะพัฒนาตัวเราเองให้ เป็นคนดีขึ้นและฉลาดขึ้น และทำให้ลูกเป็นคนดี ฉลาด และมีความสุขไป พร้อมๆ กันด้วย สังคมและรัฐควรถือเป็นหน้าที่ที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้ พ่อแม่ทุกคนสามารถเลี้ยงดูลูกได้อย่างถูกต้อง และพัฒนาไปสู่ความดีด้วย กันทั้งหมด คือ ทั้งพ่อแม่ ลูก คนที่เกี่ยวข้อง รัฐ และสังคม นั่นคือใช้การ เลี้ยงดูลูกซึ่งเป็นวิสัยของมนุษย์ที่จะต้องทำอยู่แล้วนำไปสู่การสร้างความดี หรือพัฒนาการทางจิตวิญญาณของคนทั้งหมด นั่นเที่ยว **12. ความแก่ ความเจ็บ และความตายกับพัฒนาการทางจิตวิญญาณ** "คนเราเกิดมามีความแก่เป็นธรรมดา จะล่วงความแก่ไปไม่ได้ "คนเราเกิดมามีความเจ็บเป็นธรรมดา จะล่วงความเจ็บไปไม่ได้ "คนเราเกิดมามีความตายเป็นธรรมดา จะล่วงความตายไปไม่ได้" ข้างบนคือคำสวดในการทำวัตรของชาวพุทธเพื่อเตือนใจถึงความ เป็นไปที่เป็นธรรมดา ไม่ได้แปลว่าปล่อยไปตามยถากรรม ไม่ป้องกันโรค ไม่ ตอนที่ 4 พหุบทแห่งพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 165 # รักษาโรค การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และการรักษาโรคเป็นสิ่งควร ทำเพื่อให้มีสุขภาพดีให้มากที่สุด แต่ถึงจะทำอย่างไรๆ ความแก่ ความเจ็บ ความตายก็จะต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็น ทุกข์ ยิ่งในยุคสมัยแห่งวัตถุนิยมบริโภคนิยม ความแก่ ความเจ็บ ความ ตายยิ่งเป็นความทุกข์อย่างยิ่ง และก่อให้เกิดการดิ้นรนไม่ยอม ซึ่งยิ่งทำให้ บีบคั้นมากขึ้น การแพทย์แผนปัจจุบันซึ่งมุ่งยึดชีวิตหรือยืดการตายอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงการตายอย่างมีคุณภาพ ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานในวาระ สุดท้ายของชีวิตเป็นอย่างมาก การมีปัญญารู้เท่าทันว่าคนเราเกิดมามีความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นธรรมดา จะล่วงความเป็นธรรมดาเหล่านี้ไปไม่ได้ จะทำให้ความทุกข์ ทรมานลดน้อยลง ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวว่า การป่วยแต่ละครั้งทำให้ ท่านฉลาดขึ้นคือใช้การป่วยเป็นเครื่องเรียนรู้ ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร โดย เฉพาะเรียนรู้ใจตนเองและฝึกใจตนเองให้เห็นความเป็นธรรมดา ความเป็น เหตุปัจจัยหรืออิทัปปัจจยตา ถือโอกาสเจริญสติ เจริญสมาธิ กลับทำให้ได้ กำไรจากความเจ็บป่วยนั้นเอง คือจิตใจกลับดีขึ้นกว่าก่อนป่วยเสียอีก คน เป็นมะเร็งบางคนถึงกับพูดว่า "ฉันดีใจที่เป็นมะเร็ง เพราะทำให้ฉันพบ ความสุขที่ไม่เคยพบมาก่อน" หมายถึงพบความสุขจากการฝึกเจริญสติ เจริญ สมาธิ "หัดตายเสียตั้งแต่ยังไม่ตาย" ท่านอาจารย์พุทธทาสสอน สมเด็จ พระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชทรงสอน ให้ฝึกตายทุกวัน แล้วจิตใจจะ ดีขึ้น ชาวพุทธถือมรณานุสติเป็นเรื่องสำคัญ คือมีสติระลึกรู้ถึงความตาย จะมีความยับยั้ง ไม่ถลำเข้าไปสู่การแสวงหาอย่างเกินเลย และทำให้เกิด อิสรภาพได้ คนติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์เผชิญกับความตายอย่างไม่มีทาง หลีกเลี่ยง บางคนเผชิญไปเผชิญมาหมดความกลัวตาย เมื่อไม่กลัวตายนก็ เป็นอิสระ มีความสงบ มีความสุข และสุขภาพดี การเผชิญความกลัวใดๆ วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 166 เช่น กลัวผี โดยไม่หลบหนี ในที่สุดจะหายกลัว การหลบหนีไม่ทำให้ความ กลัวหายไป แต่การเผชิญอยู่นานๆ จะทำให้หายกลัวและเป็นอิสระ ความ แก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นของที่ต้องเกิดขึ้นกับเราอยู่แล้ว ถ้าเราฝึกมี สติเผชิญกับความแก่ ความเจ็บ ความตายอย่างซึ่งๆ หน้า ก็จะบรรเทา ความกลัวหรือหมดความกลัว ทำให้เป็นอิสระและมีความสงบ การไปงาน ศพ เช่น รดน้ำศพ สวดศพ เผาศพ มีประโยชน์สำคัญคือทำให้เรามีสติ ระลึกรู้ถึงความตาย ยายของผู้เขียนเป็นผู้หญิงชาวบ้านธรรมดา เมื่ออายุ 85 ปี ท่าน บอกกับลูกหลานว่า "ข้าพอแล้วโว้ย" ไม่เห็นเป็นโรคอะไร ท่านก็นอนสงบๆ อยู่ที่บ้าน แล้วก็ค่อยๆ หยุดไปท่ามกลางลูกหลาน ไม่ได้ไปเข้าไอ.ซี.ยู ใช้ หลอดใช้ท่อเพื่อช่วยชีวิตเพราะท่าน "พอ" เสียแล้ว การรู้จักพอทำให้ท่าน สงบ ไม่ทุรนทุราย น้าของผู้เขียนอายุกว่า 85 เป็นอัตพาตครึ่งซีก ความที่ ปฏิบัติกรรมฐานมานาน ท่านมีความสงบยิ้มแย้มแจ่มใส และกล่าวเย้ย ความตายว่า "ความตายนะหรือ เชิญเลย อยากจะมาวันไหน เชิญเลย" เมื่อ ผู้ป่วยไม่เดือดร้อนทุรนทุราย ลูกหลานก็พลอยสงบไม่ทุกข์ ไม่เดือดร้อน มากเกิน นี่คือการป่วยการตายอย่างมีคุณภาพ วาระสุดท้ายของชีวิตมี ความสำคัญ มีความศักดิ์สิทธิ์ คนโบราณให้ความสำคัญแก่มรณสมัยมาก มีการนิมนต์พระให้มาสวดโพชฌงค์ให้ผู้ป่วยฟัง ผู้ป่วยที่รู้จักโพชฌงค์อยู่ แล้วเมื่อได้สดับก็เกิดธรรมฉันทะคือจิตอยู่กับธรรม ทำให้หายป่วยหรือ ตายด้วยความสงบ บางคนก็บอกให้นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือบอกให้นึกถึงพระอรหันต์ หรือให้จิตใจอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า ท่าน อาจารย์พุทธทาสอนให้ "ตกกระไดพลอยโจน" คือไหนๆ ก็จะตกกระได อยู่แล้วก็เลยโจนเสียเลย ท่านหมายถึงให้จิตใจโจนไปสู่ความว่าง บรรลุ ธรรมได้ก่อนตายหรือขณะตายนั้นเอง ถ้าเทียบกับการแพทย์แผนปัจจุบันที่มุ่งใส่หลอดใส่ท่อเจาะคอจน กระทั่งไม่ให้ลูกเมียมาอยู่ใกล้ชิดจับมือจับไม้ขณะจะสิ้นชีวิต ต้องตายไปกับ ตอนที่ 4 พหุบทแห่งพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 167 สายระโยงระยะยาวและอุปกรณ์ต่างๆ แล้ว จึงกล่าวได้ไม่ผิดว่าการแพทย์แผนปัจจุบันไม่เข้าใจและไม่สนใจการตายอย่างมีคุณภาพเอาเสียเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรปรับปรุงแก้ไข การแพทย์แผนปัจจุบันอยู่บนฐานของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควรเอาคนเป็นตัวตั้งเพราะคนมีจิตใจและมีจิตวิญญาณ มิฉะนั้น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะกลายเป็นเรื่องวัตถุล้วนๆ ขาดวิญญาณ อนาคตของการแพทย์แผนปัจจุบันคือการเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับความเป็นมนุษย์ ซึ่งมีมิติทางจิตวิญญาณเป็นเรื่องสูงสุด ความเจ็บและความตายเป็นเรื่องที่บีบคั้นมนุษย์ให้เกิดความทุกข์แสนสาหัส ถ้ามีเพื่อนร่วมทุกข์และมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ความทุกข์แสนสาหัสนี้จะเบาลง แต่ในสังคมปัจจุบันที่เน้นความเป็นปัจเจกนิยมสุดโต่งและการยึดเงินเป็นสำคัญ มนุษย์จะทอดทิ้งกัน มีความอ้างว้างเดียวดายที่ขาดการร่วมทุกข์และการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ความเจ็บและความตายยิ่งเป็นความทุกข์ทรมานมากขึ้น มนุษย์ควรจะเป็นเพื่อนร่วมทุกข์กันซึ่งจะทำให้ความทุกข์พอทันได้ หรือบั่นทอนเบาบางลงหรือถึงกับหมดไป การอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน เมื่อมีการเจ็บป่วยก็ช่วยประคับประคองกัน ยามมีคนตายก็ช่วยเป็นเพื่อน เห็นอกเห็นใจกัน ชมรมแม่หม้ายดอยสะเก็ดที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นตัวอย่างที่แม่หม้ายที่สามีตายจากโรคเอดส์มารวมตัวร่วมคิดร่วมทำ ทำให้หายปมด้อย หายว้าเหว่ มีกำลังใจมีความสุขและมีความสร้างสรรค์ ป้าสงวนที่ตำบลหัวโรง อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี ถ้ามีใครตายในตำบล ไม่ว่าที่ไหนเวลาใด ป้าสงวนจะต้องบุกไปถึงและช่วยเหลือได้ทุกอย่าง ตั้งแต่เป็นเพื่อน เป็นสัปเหร่อ ทำกับข้าว รับแขกและอื่นๆ พระไชยยศที่ศูนย์พุทธธรรมหนองฮ่อจังหวัดเชียงใหม่ ช่วยรักษาผู้ป่วยมะเร็งด้วยความอบอุ่นทางจิตใจ ทางสังคม อาหารมังสวิรัติ และการทำสมาธิ ทั้งนี้โดยไม่คิดค่าบริการ เหล่านี้เป็นตัวอย่างของกระบวนการทางสังคมและจิตวิญญาณที่มีต่อความเจ็บและความตาย วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภาพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 168 ในเมื่อความเจ็บ ความตาย ก็เป็นของที่เกิดแก่ชีวิตอยู่แล้ว การใช้ เป็นโอกาสที่จะพัฒนาชีวิตให้สูงขึ้นหรือพัฒนาทางจิตวิญญาณด้วยการช่วย เหลือเกื้อกูลกัน และเอามาตรึกตรองทางสติปัญญาให้เห็นธรรมชาติความ เป็นจริงของชีวิต จนละคลายความยึดมั่นในตัวตนลง แล้วประสบอิสรภาพ มีความสงบ มีความสุข มีความเมตตาอันไพศาล นับเป็นวิถีทางของชีวิต อันอารยะ ย้อนกลับไปถึงคำสอนของพระมหาเถระที่ว่า "หัดตายเสียตั้งแต่ยัง ไม่ตาย" หรือ "ฝึกตายทุกวัน" ในทางพระพุทธศาสนามีคำสอนให้มองเห็น ตัวเองตาย เป็นศพขึ้นอืด มีหนอกินยั่วเยี้ย น้ำหนองไหล ต่อมาเนื้อผุพัง ไปหมดเหลือแต่กระดูก ต่อมากระดูกก็หลุดออกจากกัน แตกออกเป็นชิ้นหยาบ ชิ้นละเอียด หายไป ไม่มีอะไรเหลือ เพื่อให้เห็นความเป็นอนิจจังและอนัตตา จนกระทั่งคลายจากความยึดมั่นในตัวตนและประสบอิสรภาพ เรื่องการ หลุดพ้นจากการยึดมั่นในตัวตนไม่ได้เป็นแค่ปรัชญา แต่มีวิธีการปฏิบัติที่ ปรากฏผลจริง ทำให้มนุษย์มีพัฒนาการทางจิตวิญญาณสูงสุดคือเป็นอิสระ จากกิเลสตัณหาโดยสิ้นเชิง ความแก่ ความเจ็บ ความตายก็สามารถนำมา เป็นเครื่องพัฒนามนุษย์ได้อย่างดีที่สุดด้วยประการฉะนี้ สิบสองตอนใน "พหุบทแห่งพัฒนาการทางจิตวิญญาณ" ที่กล่าว จบลงไปแล้วนั้น เพื่อแสดงให้เห็นเส้นทางอันหลากหลายในวิถีชีวิตที่นำ ไปสู่พัฒนาการทางจิตวิญญาณ ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตล้วนนำไปสู่ความดีได้ ถ้าชีวิตจะเป็นอารยะและโลกจะเป็นอารยะทุกอย่างในชีวิตต้องมุ่งไปสู่ความดี และการอยู่ร่วมกัน ตอนที่ 4 พหุบทแห่งพัฒนาการทางจิตวิญญาณ 169 # ตอนที่ 5 การปฏิวัติทางอิตวิญญาณ และบทเพลงแห่งชีวิต 18 การปฏิวัติทางจิตวิญญาณ การเปลี่ยน ตัวตั้งแห่งการพัฒนาในศตวรรษที่ 21 173 ขณะนี้มีนักปราชญ์เป็นจำนวนมากพูดว่า สังคมในอนาคตจะเป็น "สังคมแห่งการเรียนรู้" หรือ Knowledge Society หรือนักเศรษฐกิจก็กำลังชูเรื่อง "การค้าเสรี" เป็นประดุจสัจธรรมที่จะนำความเจริญมาสู่โลกโดยทั่วถึงและสามารถหาเหตุผลมาอธิบายสนับสนุนเป็นอเนกอนันต์ว่าทำไม "สังคมความรู้" ก็ดี "การค้าเสรี" ก็ดี มีคุณอย่างไรต่อมนุษยชาติ พระพุทธเจ้าสอนว่า "เมื่อใครพูดอะไร เธออย่าเพิ่งเชื่อหรือปฏิเสธ พึงนำมาใคร่ครวญ และถ้าพิสูจน์ได้ว่ามีประโยชน์จริง จึงพึงเชื่อ" ทรงสอนว่าอย่าปลงใจเชื่อเพราะเหตุใดๆ ถึง 10 ประการ ในกาลามสูตร คือ 1. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา 2. ด้วยการถือสืบๆ กันมา 3. ด้วยการเล่าลือ 4. ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ 5. ด้วยต้องตามตรรกะ 6. ด้วยการอนุมาน 7. ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล 8. ด้วยเข้ากับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภูมิปัญญาแห่งการพัฒนา 174 9\. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นได้ 10\. ด้วยความนับถือว่าท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา พระศาสดาทรงเป็นห่วงว่ามนุษย์จะเข้าไปสู่ความโง่เขลาหรือขาดปัญญา จึงตรัสสอนกาลามสูตรนี้ เพราะถ้ามนุษย์เข้าไปสู่ความเชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นความจริงแล้วย่อมมีความเห็นผิดหรือมิจฉาทิฐิ และจะนำไปสู่ผลร้ายใหญ่โต ในศตวรรษที่ 21 นี้ มนุษย์ควรจะทบทวนว่าเรามีความเห็นผิดอะไรหรือเปล่า อันนำไปสู่วิกฤตของดาวนพเคราะห์ดวงนี้ มาบัดนี้มีผู้เสนอว่าโลกในอนาคตเป็นโลกแห่งความรู้และโลกแห่ง "การค้าเสรี" หรืออีกนัยหนึ่งเอา "ความรู้" และ "การค้าเสรี" เป็นตัวตั้ง หรือเป็นทิฐิแห่งการพัฒนา ถ้าเรารับอะไรเป็นตัวตั้งแล้ว ย่อมทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อมุ่งไปสู่สิ่งนั้น ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องพินิจพิจารณาให้จงหนักว่า "ความรู้" ก็ดี "การค้าเสรี" ก็ดีจะเป็นตัวตั้งของการพัฒนาในศตวรรษที่ 21 ได้หรือไม่ สำหรับเรื่อง "สังคมแห่งการเรียนรู้" นั้นฟังดูงดงามน่าเลื่อมใส แต่จริงหรือที่ความรู้จะนำมนุษย์ไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติทั้งโลก หรือโลกาภิวัตน์แบบศรีอาริยะที่เรากล่าวมาเมื่อตอนเริ่มต้น ที่จริงถ้าพิจารณาความเป็นไปใน 300-400 ปีที่ผ่านมา ก็พอจะให้คำตอบได้แล้ว วิทยาศาสตร์ก็คือความรู้ ยุควิทยาศาสตร์ก็ดีอยู่คุณความรู้ แต่ก็ปรากฏให้เห็นแล้วว่า ความรู้ไม่เพียงพอที่จะสกัดกั้นความโลภ หรือยิ่งส่งเสริมความโลภ เพราะคนที่เจริญทางวิทยาศาสตร์ได้นำความรู้ไปสร้างเทคโนโลยีที่มีอำนาจ แล้วใช้อำนาจนั้นเที่ยวทำร้ายผู้คนเพื่อการแย่งชิงทรัพยากรทั่วโลก ลำพังความรู้ดังที่เข้าใจกันทั่วไป แม้จะอัศจรรย์เพียงใดก็ไม่สามารถเป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ ส่วนเรื่อง "การค้าเสรี" นั้นเล่า โลกได้ดำเนินตามเส้นทางนี้มานานพอสมควรแล้ว ปรากฏว่าช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยและระหว่างประเทศจนกับประเทศรวยยิ่งห่างมากขึ้นทุกที ไม่มีอะไรที่จะบอกได้เลยว่า ตอนที่ 5 การปฏิวัติทางจิตวิญญาณและบทเพลงแห่งชีวิต 175 ถ้ายังดำเนินการตามแนวทางนี้ต่อไป มนุษย์จะสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ คำว่า "เสรี" นั้น ถ้าหมายถึงเสรีแห่งการทำตามกิเลสหรือความเห็นแก่ตัวแล้ว ย่อมหวังไม่ได้เลยว่าหลักการนี้จะนำมาซึ่งคานติภาพของมวลมนุษย์ ในศตวรรษที่ 21 นี้ มนุษยชาติควรจะได้รับการเรียนรู้มาพอแล้ว ที่จะเปลี่ยนตัวตั้งของการพัฒนาเสียใหม่ ท่านพุทธทาสได้เตือนและเรียก ร้องเป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษแล้วให้มนุษย์ถอนตัวจากวัตถุนิยม หันไป พัฒนาความเป็นมนุษย์หรือความเป็นผู้มีจิตใจสูง หรือพัฒนาทางวิญญาณ ที่ลดความเห็นแก่ตัว บัดนี้ท่านทะไลลามะก็ทรงเรียกร้องว่าศตวรรษใหม่ ควรเป็นศตวรรษแห่งการปฏิวัติทางจิตวิญญาณ และเสนอว่าในสหัสวรรษ ใหม่นี้ จริยธรรมคือความเมตตา ถ้ายังคงพัฒนาในภพภูมิเดิมต่อไป คือ ในภพภูมิแห่งวัตถุนิยมที่อาศัยโลกจริตเป็นเครื่องขับเคลื่อนการพัฒนา มนุษย์จะไม่สามารถออกจากภาวะวิกฤตได้ เพราะวิกฤตการณ์นี้เป็นวิกฤต- การณ์ทางจิตวิญญาณ ซึ่งจะไม่หายวิกฤตด้วยการพัฒนาที่ขาดมิติทางจิต วิญญาณ ใน "วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21" ที่เสนอมาตั้งแต่ต้น คือวิถีแห่ง พัฒนาการทางจิตวิญญาณ หรือวิถีแห่งการปฏิวัติทางจิตวิญญาณ โดยล้วง ลึกไปถึงมิติแห่งความเป็นมนุษย์ และมีแต่มนุษย์เท่านั้นที่มีมิตินี้ สัตว์ไม่มี นั่นคือความสามารถที่จะยกระดับขึ้นเหนือความเห็นแก่ตัวหรือความมีตัวตน (self-transcending) หรือพัฒนาทางการจิตวิญญาณ สัตว์ไม่มีมิตินี้ มีแต่ มิติแห่งความเห็นแก่ตัวเท่านั้น ก็ในเมื่อธรรมชาติได้ให้มิติทางจิตวิญญาณ นี้ไว้แก่ความเป็นมนุษย์เท่านั้น แล้วทำไมมนุษย์จึงจะไม่ใช้ความพิเศษใน ความเป็นมนุษย์นี้ให้เต็มที่เล่า จะพอใจที่จะอยู่ในภพภูมิของสัตว์ มีแต่ ความคิดและติดอยู่ในภพของวัตถุและความเห็นแก่ตัวเพียงเท่านั้น และพา กันวิกฤตไปทั้งโลกไปทำไมกัน ตราบใดที่มนุษย์ไม่พัฒนาธรรมชาติอีกด้านหนึ่งคือด้านจิตวิญญาณ ก็จะไม่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง เป็นโรคพร่อง (deficiency diseases) อยู่ เรื่อยไป ต้องหาอะไรมาเติม เช่น ยาเสพติดและความรุนแรง ซึ่งก็แทนมิติ วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 176 ทางจิตวิญญาณไม่ได้ และนำไปสู่ปัญหาอื่นต่อไป ดังที่ปรากฏอยู่ทั่วโลก ปัญหา ยาเสพติดและความรุนแรงจะแก้ไม่ได้ตราบใดที่มนุษย์ไม่พัฒนาให้เกิด ความสมบูรณ์ในตัวเองด้วยการพัฒนาทางจิตวิญญาณ มาถึงศตวรรษที่ 21 มนุษย์ควรเข้าใจดีพอที่จะออกจากการยึดถือ จิตวิญญาณแบบคับแคบแล้วเข้าไปสู่ความรุนแรงระหว่างเผ่าพันธุ์และ ระหว่างศาสนา ในศตวรรษที่ 21 นี้ มนุษย์ควรจะเคารพพระเจ้าในฐานะ พระเจ้าแห่งสากลจักรวาล ไม่ใช่พระเจ้าแห่งเผ่าพันธุ์ตามจิตวิญญาณที่คับแคบ ศาสนาทุกศาสนาต้องนำมนุษย์ออกจากความคับแคบในตัวเอง และพวก ของตัวเองไปสู่ความเป็นความรักสากล (Universal Love) นั่นคือความรัก ต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหมด มนุษย์สามารถสัมผัสพระผู้เป็นเจ้า หรือสัจจะ หรือจักรวาลในฐานะที่มีความเป็นหนึ่งเดียว ตลอดเวลา ทำให้มี ทิพยสัมผัสที่รู้ถึงความจริง ความงาม และความดี มีจิตใจเป็นอิสระ มีความ สุข และมีไมตรีจิตอันไพศาล มีชีวิตที่เจริญและสร้างการอยู่ด้วยกันอย่างสันติ ทั้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์และระหว่างมนุษย์กับสรรพสิ่ง ตลอดทั่วทั้งโลก เป็นโลกาภิวัตน์แบบศรีอาริยะ ในศตวรรษที่ 21 นี้มนุษย์สามารถสร้างความเป็นโลกเดียวกันที่เจริญ หรือโลกาภิวัตน์แบบศรีอาริยะได้ด้วยการปฏิวัติทางจิตวิญญาณ ตอนที่ 5 การปฏิวัติทางจิตวิญญาณและบทเพลงแห่งชีวิต 177 19 บทเพลงแห่งชีวิต 179 ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวว่า เมื่อพระพุทธเจ้าทรงบรรลุธรรม แล้วทรงเสวย วิมุติสุขถาวร เมื่ออยู่ว่างๆ ก็มักจะทรงฮัมเพลง "ปฏิจฺจสมุปบาท" เล่นเป็น ที่สำราญพระทัยว่า "อวิชชา ปัจจยา สังขารา สังขาร ปัจจยา วิญญาณ์ วิญญาณ ปัจจยา นามรูป (ดูปฏิจฺจสมุปบาทในบทที่ 15) อาจจะทรงฮัมเพลงขาขึ้น ขาลง หรือตัดตอนตอนใดตอนหนึ่งทั้ง แบบที่เป็นเหตุปัจจัยของทุกข์ที่เรียกว่าทางสมุทัย หรือแบบดับทุกข์ที่เรียก ว่าทางนิโรธ ก็แล้วแต่จะทรงพอพระทัยในขณะใดขณะหนึ่ง นี้ทำให้เราเห็น ภาพพระผู้มีพระภาค ซึ่งเป็นคนเหมือนเราท่านทั้งหลาย แต่ทรงบรรลุธรรม ปราศจากความเห็นแก่ตัวโดยสิ้นเชิง เสวยวิมุตติสุขเบิกบานสำราญพระทัย ยิ่ง ทรงพระเมตตาอันไพศาล ทรงพระชนม์ชีพอยู่เพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์ และทรงฮัมเพลง "ปฏิจฺจสมุปบาท" เป็นที่สำราญพระทัย วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 180 เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งเมื่อบุคคลเข้าถึงธรรมจะประสบความงาม อันล้นเหลือ ซึ่งจะสะท้อนออกมาเป็นบทเพลง กวีนิพนธ์ บทสวดอันไพเราะ ภาพวาด ศิลปะมหาศาลจึงผุดบังเกิดขึ้นมาจากศาสนา พระไตรปิฎกก็ดี พระคัมภีร์ไปเบิ้ลก็ดี พระคัมภีร์อัลกุรอานก็ดี ล้วนจรนาขึ้นด้วยพจนะอัน ไพเราะลึกซึ้งกินใจ บ้างถึงกับว่าเกินความสามารถของมนุษย์ที่จะลิขิตขึ้นได้ มีแต่พระเป็นเจ้า หรือความดลบันดาลจากพระเป็นเจ้าเท่านั้นที่จะทำให้วจี อันวิจิตรเหล่านี้ไหลหลั่งออกมาได้ ท่านมหากวีรพินทรนาถ ฐากูรได้จรณา คีตาญชลี หรือการอัญชลีด้วยดนตรีอันเป็นการสื่อสารกับพระผู้เป็นเจ้า ผ่านธรรมชาติรอบตัว มีความไพเราะกินใจเหลือขนาดที่เมื่อแปลเป็นภาษา อังกฤษก็ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมทันที ศิลปะอันงดงามในโลก ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์ วิหาร มหาวิหาร เจดีย์ ภาพวาด และภาพแกะสลักที่ประดับศาสนสถานต่างๆ และบทเพลงอันไพเราะ ล้วนสะท้อนกระแสจิตที่สัมพันธ์กับธรรม ถ้ามนุษย์ไม่หมกมุ่นอยู่กับ ความเห็นแก่ตัวมากเกินไป เข้าถึงธรรมแม้บางส่วน จะเกิดเครื่องรับที่ สามารถรับรู้ความงามทางธรรมหรือทางจิตวิญญาณเหล่านี้อันมีอยู่เต็มโลก จิตจะได้สัมผัสกับกระแสซึ่งเป็นประดุจบทเพลงแห่งชีวิต เป็นที่รื่นรมย์ สำราญใจยิ่งนัก เป็นความสำราญใจที่เกิดจากความเป็นอิสระ เบาสบาย ล่อง ลอยเหนือกิเลสตัณหาแห่งความเห็นแก่ตัว เมื่อท่านได้ศึกษาและปฏิบัติตาม "วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21" อัน เป็นเส้นทางแห่งพัฒนาการทางจิตวิญญาณ หรือแม้เส้นทางอื่นใดที่มี วัตถุประสงค์เช่นเดียวกันจนละความยึดมั่นในตัวตนลงเป็นลำดับ พร้อมๆ กับมีอิสระมากขึ้น จิตเข้าสู่กระแสทางธรรม จะพบกับธรรมรส ซึ่งเป็น ประดุจทิพยสัมผัส โลกทั้งโลกจะส่งคลื่นดนตรีอันไพเราะ เป็นบทเพลง แห่งชีวิตมาสัมผัสสัมพันธ์กับท่าน ท่านอาจเลือกฮัมเพลงบทใดบทหนึ่งที่ ผุดบังเกิดและเป็นที่ถูกใจท่านเพื่อความปิติ ความอิ่มใจ ความสำราญใจที่ ได้คิดถึงข้อธรรมนั้นๆ ตอนที่ 5 การปฏิวัติทางจิตวิญญาณและบทเพลงแห่งชีวิต 181 ข้อธรรมต่างๆ มีมากมายที่ท่านจะนำมาฮัมเล่นเป็นเพลงแห่งชีวิต ตามที่ชอบเป็นประจำหรือเป็นคราวๆ ไป ฟังพระสวดมนต์ไม่ว่าจะเข้าใจ หรือไม่เข้าใจ คำสวดนั้นก็จะเป็นประดุจเพลงแห่งชีวิต ทำให้จิตเราสงบ ปีติ และสุข เมื่อเราสวดมนต์เอง การสวดนั้นก็เป็นประดุจเพลงแห่งชีวิตที่ให้ ความสุข ความพอใจแก่เรา และจะทำให้เราอยากสวดบ่อยๆ เพราะสวด แล้วเกิดความสุขและอิสรภาพ ท่านอาจจะฮัมเพลง "ปฏิจฺจสมฺปบาท" อย่างพระพุทธเจ้าว่า "อวิชชา ปัจจยา สังขารา ... " เพื่อเตือนให้ระลึกถึงว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นกระแสของ เหตุปัจจัย หรืออิทัปปัจจยตา เพราะฉะนั้นจึงไม่มีตัวตนหรืออนัตตา "อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" หรือไตรลักษณธรรมก็อาจเอามาเป็น บทเพลงที่ฮัมซ้ำๆ ได้ "อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา"ๆ เพื่อให้รู้ว่าธรรมชาติของ สรรพสิ่งเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น "สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ" สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึด มั่นถือมั่น ก็เป็นบทเพลงที่ดีอีกบทหนึ่ง เหมาะที่จะเอามาฮัมซ้ำๆ "สุญตา"ๆ ความว่างๆ หรือนิพพานธาตุ "ตถตา"ๆ มันเป็นเช่นนั้นเองๆ ตามกระแสแห่งเหตุปัจจัย "อตัมยตา"ๆ การตัดขาดจากกัน (กับกิเลส) "ความเป็นหนึ่งเดียวกัน" (the Same Oneness) ทั้งจักรวาล "โลกทั้งผองพี่น้องกัน" "ความเมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลก" "พระผู้เป็นเจ้าทรงสถิตอยู่ในสรรพสิ่งเป็นนิจนิรันดร์" บทเรียนหรือบทเพลงแห่งชีวิตอื่นๆ อาจผุดบังเกิดเองในจิตใจของ ท่านที่เข้าสู่กระแสธรรม ซึ่งเป็นของใหม่ อันท่านอาจนำมาเป็นบทเพลงแห่ง ชีวิตประจำตัวท่าน หรือเอามาเผยแพร่ สัญลักษณ์บางอย่างอาจผุดบังเกิดขึ้น อันอาจนำมาเป็นเครื่อง เตือนใจและบทเพลงที่จะฮัมเล่น เช่น วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 : สู่ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนา 182 0 1 9 ศูนย์ หนึ่ง เก้า ศูนย์ คือ สุญตา หรือความว่าง หนึ่ง คือ ความเป็นหนึ่งเดียวกันของทั้งหมด เก้า คือ ความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณ ถ้าฮัมเพลง 019 เมื่อใดก็เป็นการระลึกถึงความว่าง ความเป็นหนึ่งเดียวกัน และความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณ เมื่อมนุษย์เข้าสู่กระแสธรรมมากขึ้น บทเพลงแห่งชีวิตอันหลากหลายก็จะดังมากขึ้นและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ให้โลกทั้งโลกกระหึ่มด้วยบทเพลงแห่งชีวิต ชีวิตที่ไปพ้นจากการยึดมั่นในความเห็นแก่ตัว ชีวิตที่เป็นอิสระ ที่เป็นสุขและมีเมตตาอันไพศาล สามารถอยู่ร่วมกันด้วยสันติ เป็นบทเพลงที่บรรเลงเพื่อฉลองชัยชนะของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 ที่สามารถหลุดพ้นจากอวิชชาคือความหลงในตัวตน ไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั่วกันทั้งโลก เป็นโลกเดียวกันที่เจริญ หรือโลกาภิวัตน์ศรีอาริยะ ตอนที่ 5 การปฏิวัติทางจิตวิญญาณและบทเพลงแห่งชีวิต 183 สิ่งมีชีวิตหรือองค์กร เมื่อประสบสภาวะวิกฤตจนไป ไม่ได้ในรูปเดิม ก็จะกลายพันธุ์หรือแปรรูปเพื่อให้ อยู่รอดได้ในภาวะใหม่ มนุษยชาติประสบสภาวะ วิกฤตที่ไปต่อไปไม่ได้ในภพภูมิเดิม จำเป็นต้อง วิวัฒนาการอย่างก้าวกระโดดไปสู่ภพภูมิที่สูงขึ้น เพื่อล่วงพ้นวิกฤตการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ ราคา 180 บาท ISBN 978-616-279-468-1 9 786162 794681 PCET วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 สู่ภพภูมิใหม่แห่งการ พัฒนา ประเวศ วะสี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2002
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• การเปลี่ยนแปลงทางสังคม
• พุทธศาสนากับสังคม
history_eduหมวดหมู่
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2002
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้