auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
PCET สวนโมทซ์ ธรรมกาย สันติอโศก ประเวศ วะสี สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก ศ.นพ.ประเวศ วะลี 2 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก คัดลอกจากต้นฉบับ นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่: 97 <table><tr><td>เดือน/ปี :</td><td>พฤษภาคม 1987</td></tr><tr><td>คอลัมน์ :</td><td>สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก</td></tr><tr><td>ผู้เขียน :</td><td>ศ.นพ.ประเวศ วะสี</td></tr></table> http://www.doctor.or.th/column/list/5901 ศ.นพ.ประเวศ วะสี 3 # โปรดทราบ ๑. ไฟล์หนังสือนี้ เลขหน้าไม่ตรงตามต้นฉบับ ๒. นักเขียนแต่ท่านมีความคิดเห็นต่าง , ทัศนะที่แตกต่างกันไปโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน ๓. มีการจัดย่อหน้าใหม่ 4 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก สารบัญ * ตอนที่ 4 จากปากน้ำภาษีเจริญสู่ปทุมธานี 5 * ตอนที่ 5 พุทธธรรม กับ ธรรมกาย 13 * ตอนที่ 6 'ธรรมกาย' องค์กรจัดตั้ง 26 * ตอนที่ 7 พระโพธิรักษ์และชาวอโศก 40 * ตอนที่ 8 สันติอโศก พระหรือมาร 50 * บูรณาการ 68 ศ.นพ.ประเวศ วะสี 5 # ตอนที่ 4 จากปากน้ำภาษีเจริญสู่ปทุมธานี ในด้านหนึ่งวัดธรรมกายกำลังโด่งดัง ภาพโบสถ์ทรงแปลกสะดุดตา ภาพผู้คนเป็นเรือนหมื่นเรือนแสนที่พากันไปชุมนุมปฏิบัติธรรม แผ่นโป๊สเตอร์ อันสวยงามประชาสัมพันธ์เรื่องธรรมทายาทติดอยู่ทั่วไป เป็นเรื่องแปลกใหม่ และมีพลัง ในอีกด้านหนึ่งก็มีคำถามและคำวิพากษ์เช่นว่า วัดธรรมกายกำลัง ทำอะไร ทำไมจึงต้องใช้เงินมากนัก ดูจะดึงดูดคนชั้นกลางเชื้อสายจีน เข้ายึด กุมชมรมพุทธของมหาวิทยาลัยต่างๆ และพยายามผลักไสคำสอนสำนักอื่นๆ ออกไป การเพ่งดวงแก้วทำให้เกิดปัญญา หรือทำให้หลงทางกันแน่ ลัทธิ ธรรมกายเป็นสัทธรรมปฏิรูปหรือเปล่า ฯลฯ ในการที่จะวิเคราะห์เรื่องนี้จำเป็นต้องทราบประวัติ ทฤษฎี การ ปฏิบัติ และวิธีบริหารจัดการของ "ธรรมกาย" และหลักพุทธธรรม แนวคำสอน ลัทธิ นิกาย บางอย่างเกิดขึ้นมานานจนไม่ทราบจุดตั้ง ต้นที่ชัดเจน 'ธรรมกาย’ เริ่มต้นไม่นานมานี้เอง และมีจุดตั้งต้นที่ชัดเจน หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญเป็นผู้ก่อตั้งกระบวนการ 'ธรรมกาย' ท่านมีนามเดิมว่า สด มีแก้วน้อย เดิมเป็นพ่อค้าข้าว อยู่ที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี บวชที่วัดสองพี่น้อง และเรียนกัมมัฏฐานจากพระอาจารย์ ต่างๆหลายสำนัก บวชอยู่ 11 พรรษา ยังรู้สึกไม่มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติ ธรรมอย่างที่ต้องการ ส่วนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก 6 วันหนึ่งที่วัดบางคูเวียงพระภิกษุสดนั่งทำความเพียรภาวนาอยู่ เกิด ดวงใสขนาดเท่าไข่แดงของไก่อยู่ที่กลางกาย จิตแน่วแน่เป็นสมาธิ มีความสุข อิ่มเอิบยิ่งนัก แม้เมื่อลืมตาเดินไปไหนมาไหนดวงสว่างนั้นก็ยังติดตาอยู่ ทำให้ มีความปิติอิ่มอกอิ่มใจ จนกระทั่งมีเพื่อนพระทักว่า "คุณสด ทำไมคุณฉันเพล ไปยิ้มไปอย่างนั้นเล่า" ในวันนั้นเมื่อท่านทำความเพียรต่อไป ดวงสว่างที่กลางกายยิ่งสว่าง และโตมากขึ้นขนาดเท่าดวงอาทิตย์ ท่านเรียกว่านี้เป็น ‘มัชฌิมา ปฏิปทา' หรือทางสายกลาง และต่อมามีการเรียกกันในหมู่คณะนี้ว่าดวงปฐมมรรคบ้าง เมื่อท่านเพ่งดวงสว่างนั้นต่อไปก็เห็นดวงเก่าหายไปดวงใหม่มาแทนที่ มีกาย ต่างๆเกิดขึ้น จนในที่สุดเป็นพระปฏิมากรเกตุดอกบัวตูม มีความใสมาก ท่าน เรียกองค์พระใสนี้ว่า ‘ธรรมกาย’ ท่านอ้างบาลีพุทธภาษิตที่ตรัสกับพระวักกลิที่ว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้ นั้นเห็นเราตถาคต" ว่าธรรมกายนั้นคือกายที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า กาย ภายนอกที่เน่าเปื่อยไม่ใช่ ‘เราตถาคต’ 'เราตถาคต' ที่แท้จริงคือกายภายใน หรือ ‘ธรรมกาย’ การเห็นธรรมก็คือเห็น 'ธรรมกาย' การบรรลุธรรมก็คือการ บรรลุ ‘ธรรมกาย' เมื่อท่านสอนอย่างนี้ก็ได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์มาก บางพวกก็ว่าอวด อุตริมนุษยธรรม เพราะไม่มีผู้ใดให้ความหมายการบรรลุธรรมแบบนี้มาก่อน ถึงกับเคยถูกสอบสวน ศ.นพ.ประเวศ วะสี 7 ต่อมาพระภิกษุสดได้ย้ายมาจากพรรษาที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ และ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส เป็นที่รู้จักกันดีในนามของหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษี เจริญ ท่านดำรงตำแหน่งสมณศักดิ์ดังนี้ พ.ศ. 2463 พระครูสมณธรรมสมาทาน พ.ศ. 2492 พระภาวนาโกศลเถระ พ.ศ. 2498 พระมงคลราชมุนี พ.ศ. 2500 พระมงคลเทพมุนี มรณภาพเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 หลวงพ่อวัดปากน้ำมีฉันทะและวิริยะอุตสาหะในการอบรม พระภิกษุสามเณร ตลอดจนอุบาสกอุบาสิกามาก และได้มีการจัดให้มีการ ถวายอาหารแก่พระภิกษุสามเณร และเลี้ยงอุบาสกอุบาสิกาเป็นประจำไม่ให้ ต้องเดือดร้อน เรื่องความสามารถในการจัดให้มีการเลี้ยงอาหารที่วัดนี้ได้เป็น ประจำดูจะเป็นความภูมิใจของหลวงพ่ออย่างหนึ่ง มีภิกษุสามเณรและ ประชาชนที่ศรัทธาหลั่งไหลกันมาฟังและปฏิบัติธรรมที่วัดปากน้ำกันมากขึ้น เรื่อยๆ ส่วนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก 8 หลักการปฏิบัติของสำนักนี้มีสั้นๆดังนี้ บริกรรมคำว่า "สัมมาอะระหัง" ซ้ำๆ และนึกถึงนิมิตเป็นดวงสว่าง ซึ่งนำเข้าทางรูจมูก นำลงไปไว้ในท้องและตั้งไว้เหนือสะดือสองนิ้ว และเพ่ง ดวงสว่างนี้ต่อไปจนเห็นองค์พระสุกใสปรากฏขึ้น เรียกว่า 'ธรรมกาย’ ผู้ ปฏิบัติอาจอธิษฐานขอดูนรกสวรรค์ และพบกับผู้ที่ตายไปแล้วได้ อุบาสิกาผู้หนึ่งชื่อ จันทร์ ขนนกยูง ได้เข้าไปเรียนวิชาธรรมกายกับ หลวงพ่อประสบความสำเร็จมาก และช่วยหลวงพ่อเป็นอาจารย์สอน ธรรมกาย พวกลูกศิษย์เรียกกันว่า "คุณยายจันทร์บ้าง" "คุณยายอาจารย์ บ้าง" และได้รับความเคารพนับถือมาก ลูกศิษย์ลูกหาแห่งสำนักนี้นำมาเล่ากันว่า เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ สอง พระและซีสำนักนี้ได้นั่งสมาธิปัดเป่าลูกระเบิดที่สัมพันธมิตรนำมาทิ้งที่ กรุงเทพฯ ไม่ให้ถูกเป้าหมาย และว่าเห็นในสมาธิว่าอเมริกาเตรียมจะเอาลูก ระเบิดปรมาณูมาทิ้งลงเมืองไทยเพราะมีทหารญี่ปุ่นมาก คณะนี้ได้ใช้อำนาจ สมาธิจนอเมริกันเปลี่ยนใจนำเอาไปทิ้งที่ญี่ปุ่น! ประการหลังนี้คงจะท้าทาย การพิสูจน์ทางประวัติศาสตร์ ศิษย์องค์หนึ่งของวัดปากน้ำคือ กิตติวุฑโฒภิกขุ แต่ท่านโด่งดังทาง อื่นไม่ใช่ทาง ‘ธรรมกาย’ ศ.นพ.ประเวศ วะสี 9 อภิวัฒน์ของ ‘ธรรมกาย’ เริ่มจากการมีนิสิตเกษตรศาสตร์สองคน เข้าไปฝึกวิชานี้คนหนึ่งชื่อ ไชยบูลย์ สุทธิผล อีกคนหนึ่งชื่อ เผด็จ ผ่องสวัสดิ์ คนแรกเกิดที่จังหวัดสิงห์บุรี คนหลังจังหวัดกาญจนบุรี คนแรกเรียนทาง เศรษฐศาสตร์ คนหลังทางเกษตรศาสตร์และสำเร็จปริญญาโทจาก ออสเตรเลียด้วย จุดสำคัญอยู่ที่ว่า ทั้งสองท่านนี้เป็นคนรุ่นใหม่ และเป็นผู้ที่ ได้รับการศึกษาสูงในแผนปัจจุบัน เพราะทำให้เข้าใจและสื่อกับคนสมัยใหม่ได้ ทั้งสองไปฝึกวิชา ‘ธรรมกาย’ ที่วัดปากน้ำภาษีเจริญตั้งแต่ยังเป็น ฆราวาส ต่อมาบวชและได้รับฉายาว่า ธัมมชโยภิกขุ และ ทัตตซีโวภิกขุ ตามลำดับ ทั้งสองท่านเป็นผู้นำในการสร้างวัดพระธรรมกาย ที่คลองสาม ปทุมธานี ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไป โดยเริ่มแรกได้รับบริจาคที่ดินจากคุณวรณี สุนทรเวช ต่อมาซื้อเพิ่มเติมจากเงินบริจาค ต่อไปนี้จะวิเคราะห์และให้ความเห็นใน 3 หัวข้อใหญ่ คือ 1. วิเคราะห์ความสำเร็จของสำนัก ‘ธรรมกาย’ 2. วิเคราะห์ปัญหาทางทฤษฎีของ ‘ธรรมกาย’ 3. พยากรณ์อนาคตและข้อเสนอแนะ โดยจะกล่าวถึงเรื่องสมาธิและการบรรลุธรรมะก่อนข้อ 2 เพราะ เทคนิคของ ‘ธรรมกาย’ คือสมาธิ ส่วนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก 10 ความสำเร็จของสำนัก 'ธรรมกาย' ‘ธรรมกาย’ เป็นการจัดตั้งหรือกระบวนการ ซึ่งต่างจากสำนักสวน โมกข์ซึ่งทำแต่เรื่องการสอนแต่ไม่จัดตั้ง จากการที่มีวัดธรรมกายเป็น ศูนย์กลางและได้รับความสนใจ และการเข้าร่วมจากผู้คนจำนวนมาก ต้องถือ ว่ากระบวนการ ‘ธรรมกาย’ ประสบความสำเร็จสูง จึงสมควรที่จะวิเคราะห์ ปัจจัยแห่งความสำเร็จดังต่อไปนี้ 1. ผู้ให้กำเนิดกระบวนการธรรมกายคือหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษี เจริญ (พระมงคลเทพมุนี) ก็ดี เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย (ธัมมชโยภิกขุ) และรองเจ้าอาวาส (ทัตตซีโวภิกขุ) ก็ดี เป็นคนเอาจริง คนชนิดนี้จะทำอะไร แม้เป็นเรื่องอื่นที่ไม่ใช่ ‘ธรรมกาย’ ก็จะประสบความสำเร็จได้ง่าย คนไทย โดยทั่วไปมีอิทธิบาท 4 น้อย จึงทำอะไรไม่ค่อยสำเร็จ 2. ธัมมชโยภิกขุ และทัตตซีโวภิกขุ เป็นคนสมัยใหม่ จบการศึกษา จากมหาวิทยาลัย จึงเข้าใจและสื่อกับคนสมัยใหม่ได้ง่าย นี้เป็นเรื่องสำคัญต่อ การพัฒนาคณะสงฆ์ไทย แม้เราจะมีวัดประมาณ 30,000 วัด มีพระกว่า 200,000 รูป เณรอีก 100,000 กว่า รวมทั้งพระทั้งเณรเกือบ 400,000 รูป ส่วนใหญ่เป็นผู้มีการศึกษาน้อย และมักเป็นแบบสมัยเก่า การเรียนเปรียญ ธรรมก็เป็นแต่เรื่องแปลบาลีเป็นไทย ฉะนั้นท่านจึงไม่เข้าใจชีวิตและสังคม สมัยใหม่ เมื่อไม่เข้าใจก็สื่อไม่ได้ ทำให้คนสมัยใหม่ไม่สนใจพระสงฆ์ และ สังคมไทยขาดประโยชน์จากพุทธธรรม การศึกษาของพระเณรที่จะให้เข้าใจ ศ.นพ.ประเวศ วะสี 11 ทั้งหลักพุทธธรรม และเข้าใจสังคมปัจจุบันจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อการ พัฒนาประเทศที่รัฐบาล คณะสงฆ์ และสังคมไทยจะต้องเข้าใจ 3. วัดธรรมกายเน้นที่ความงาม ความสะอาด ความเรียบร้อย ทั้งใน เรื่องอาคารสถานที่ บริเวณพิธีกรรม และความประพฤติ วัดโดยทั่วๆไปนั้น สกปรก ทำให้คนสมัยใหม่ไม่อยากเข้า และขาดการเป็นที่พักผ่อนทางจิต วิญญาณไปอย่างน่าเสียดาย สมัยนี้เป็นสมัยที่คนวัยรุ่นอาจถลำเข้าไปในเรื่อง ไม่ดีงามได้ง่าย เช่น กินเหล้า สูบบุหรี่ ติดเฮโรอีน มีเพศสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสม โรงเรียนก็ไม่เป็นที่น่าไว้ใจว่าจะไม่เกิดสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นเมื่อเด็กๆ หรือ คนหนุ่มสาวไปวัดธรรมกายแล้วไปอยู่ในบรรยากาศที่งาม เรียบร้อย ถือศีล ไหว้พระสวดมนต์ ทำสมาธิ พ่อแม่พี่น้องย่อมเกิดความคลายใจ หายห่วงและ สนับสนุน 4. กระบวนการ ‘ธรรมกาย’ เน้นที่การทำสมาธิ ทุกคนทำสมาธิ หมด สมาธิทำให้ผู้ปฏิบัติได้รับความสุขอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อนในชีวิตจึงทำ ให้ติดใจ เรื่องนี้จะกล่าวให้ละเอียดในตอนต่อไป ส่วนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก 12 5. เน้นการบริหารจัดการหรือการตลาด (marketing) คณะ 'ธรรมกาย' ถือว่า ‘ธรรมกาย’ เป็นเสมือนสินค้าที่เมื่อต้องการขายก็ต้องมี การตลาดที่ดี ทัตตชิโวภิกขุเป็นผู้ใช้คำนี้เอง จะเห็นได้ว่าคณะนี้มีการ ประชาสัมพันธ์และการจัดตั้งอย่างเป็นระบบ จึงทำให้ประสบความสำเร็จสูง ที่กล่าวถึงความสำเร็จในที่นี้พูดเป็นกลางๆอย่างที่พูดกันทั่วไป ตอน หลังๆจึงจะวิเคราะห์ทฤษฎี ‘ธรรมกาย’ และผลระยะยาว ศ.นพ.ประเวศ วะสี 13 # ตอนที่ 5 พุทธธรรม กับ ธรรมกาย ตอนที่แล้วได้กล่าวถึงความสำเร็จของ ‘ธรรมกาย’ เรื่องที่ ‘ธรรมกาย’ อาจมีปัญหามากที่สุดคือทิฐิเกี่ยวกับการบรรลุธรรม จุดมุ่งหมายของศาสนาทุกศาสนาคือการบรรลุธรรม การบรรลุธรรมคือสภาวะจิตที่หลุดพ้นจากความร้อยรัดทั้งปวง สำหรับศาสนาที่มีพระผู้เป็นเจ้า การบรรลุธรรมคือการที่จิตของ บุคคลไปสู่หรือไปรวมกับพระผู้เป็นเจ้า ดังเช่นในศาสนาฮินดู คือการที่ อาตมันไปรวมกับปรมาตมัน การบรรลุธรรมนี้มีคำเรียกกันหลายอย่าง เช่น โมกษะ (สันสกฤต) หรือ โมกขะ (บาลี) วิมุติ หรือนิพพาน ก่อนการอุบัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีผู้แสวงหาโมกษะกันมาก เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะออกบวชก็ทรงแสวงหาการศึกษาจากครูบาอาจารย์ที่มี ในขณะนั้น ดังปรากฏว่าได้ทรงไปศึกษากับอาหารดาบสและอุทกดาบส กับ 14 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก อาหารดาบสทรงทำสมาธิได้เท่าอาจารย์ คือฌาน 7 หรืออรูปฌาน 3 อัน เรียกว่าอากิญจัญญายตนะ และกับอุทกดาบสก็ทรงทำสมาธิได้เท่าอาจารย์ คือได้ฌาน 8 หรืออรูปฌาน 4 ที่เรียกว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะ ทรงทำ ได้ดีจนอาจารย์ทั้งสองชวนให้อยู่เป็นอาจารย์ในสำนักของตน แต่ทรงปฏิเสธ ด้วยเห็นว่า มิใช่หนทางที่จะบรรลุธรรม ทรงไปแสวงหาด้วยพระองค์เอง จนกระทั่งตรัสรู้ หลุดพ้นจากสังสารวัฏ หรืออิทธิพลของสิ่งร้อยรัดทั้งหลายทั้ง ปวง เป็นอิสระโดยสิ้นเชิง ทรงเป็นผู้นิรทุกข์ เมื่อตรัสรู้นั้นพระพุทธเจ้าทรงมีพระชนมายุ 35 พรรษา ทรงใช้เวลา สั่งสอนพระคฤหัสถ์อยู่เป็นเวลา 45 ปี ธรรมะที่ทรงสั่งสอนนั้นมีมากมายดังที่ พูดกันว่าถึง 84,000 พระธรรมขันธ์ แต่สรุปแล้วแบ่งเป็นสองภาค ตามที่พระ ราชวรมุนีได้เรียบเรียงไว้ในหนังสือพุทธธรรม คือ 1. มัชเณนธรรม 2. มัชฌิมาปฏิปทา มัชเณนธรรม หมายถึงธรรมที่เป็นกลางๆ อันได้แก่ ธรรมชาติและ กฎของธรรมชาติ หรือธรรม หรือธรรมะ ซึ่งเป็นของที่มีอยู่แล้วเป็นธรรมดา ไม่เกี่ยวกับว่ามีพระพุทธเจ้าหรือไม่มี รู้จักพุทธศาสนาหรือไม่รู้จัก มันมีของ มันอยู่อย่างนั้น เป็นความจริงหรือสัจจะที่มีอยู่เป็นธรรมชาติ ศ.นพ.ประเวศ วะสี 15 พระพุทธเจ้าท่านมาชี้ให้เห็นสิ่งที่ทรงเห็นและชี้ให้เห็นนั้นเป็นเรื่อง ที่ยิ่งใหญ่มาก จึงเรียกว่าบรมธรรม นักวิทยาศาสตร์รวมกันหมดทั้งโลกก็ยังไม่เห็นหรือเข้าถึงบรมธรรม ที่พระพุทธเจ้าเห็น ธรรมะหรือบรมธรรมนี้ได้กล่าวไว้สั้นๆ ในภาคสวนโมกข์ อันได้แก่ อนิจจัง อิทัปปัจจยตา และ อนัตตา สมควรที่ชาวพุทธจะศึกษาโดยพิสดารให้ เข้าใจ จากหนังสือของท่านพุทธทาสซึ่งมีหลายเล่มและจากพุทธธรรมของ พระราชวรมุนี คำสอนดังกล่าวข้างต้นบางคนอาจเรียกว่าเป็นปรัชญา หรือวิชา คือ เป็นความคิดหรือความรู้ แต่ผู้ที่คิดว่าเป็นความจริงก็เรียกว่าสัจจะ คำกลางๆ คือธรรมของพระราชวรมุนี คำสอนดังกล่าวข้างต้นบางคนอาจเรียกว่าเป็นปรัชญา หรือวิชาคือ เป็นความคิดหรือความรู้ แต่ผู้ที่คิดว่าเป็นความจริงก็เรียกว่าสัจจะ คำกลางๆ ก็คือธรรม หรือธรรมะ หรือธรรมอันยิ่ง (บรมธรรม) ถ้าเพียงแค่นี้ก็อาจเป็น ศาสตร์ หรือจะเรียกว่าเป็นวิทยาศาสตร์ก็ได้ แต่พระพุทธเจ้าท่านมิได้หยุดอยู่ เพียงแค่นั้น สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก 16 ท่านมีภาคสองอีกว่า เมื่อรู้เช่นนั้นทำอย่างไรจึงจะสำเร็จประโยชน์ จากความรู้อันนั้น นี้คือภาคปฏิบัติเพื่อการบรรลุธรรม มิใช่เพียงแค่รู้ แต่ ปฏิบัติจนบรรลุจริงๆนี้ต่างจากปรัชญาและศาสตร์ต่างๆ จึงเรียกว่าเป็น ศาสนา ภาคปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรมนี้เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา อันได้แก่ อริยมรรคหรือมรรค 8 ซึ่งรวมเป็น 3 กลุ่ม คือ ปัญญา ศีล สมาธิ อันเรียกว่า ไตรสิกขา ดังข้างล่าง โดยทั่วไปมักพูดว่า ศีล สมาธิ ปัญญา แต่ถ้าเรียงลำดับ ตามอริยมรรคก็เป็น ปัญญา ศีล สมาธิ ท่านพุทธทาส เรียกว่า สว่าง สะอาด สงบ คือ ปัญญา ศีล สมาธิ ตามลำดับ เมื่อฝึกฝนและดำเนินชีวิตตามอริยมรรคก็จะมีความหลุดพ้น ตามลำดับ จนกระทั่งหลุดพ้นอย่างถาวร ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงมนุษย์โดย สิ้นเชิง จากสภาพที่ยึดมั่นในตัวตน มีกิเลสตัณหา เป็นสภาพที่ไม่ยึดมั่นใน ตัวตนหมดกิเลสตัณหา เป็นสภาวะที่ดับเย็น(นิพพาน) และนิรทุกข์นิรันดร มนุษย์ทุกคนมีความยึดมั่นในตัวตนมีกิเลสตัณหา จึงก่อความทุกข์ให้ตนเอง และผู้อื่น การที่จะให้หมดจากการยึดมั่นในตัวตนและหมดกิเลสตัณหานั้น เกือบเป็นสิ่งสุดวิสัยที่มนุษย์จะทำได้ แต่ก็เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดที่มีการค้นพบ วิธีที่ทำให้เกิดขึ้นได้ แต่ต้องมีวิธีการต่างๆหลายอย่าง ที่บรรยายไว้เป็นอย่าง ย่นย่อก็มี โดยพิสดารก็มี ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นอย่างย่อของมรรค 8 แต่ที่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี 17 กล่าวโดยพิสดารยิ่งกว่านั้นคือ โพธิปักขิยธรรม หรือธรรมอันเป็นฝึกฝ่ายแห่ง ความตรัสรู้ มีอยู่ 37 ประการ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 รวม 37 ข้อธรรมะเหล่านี้เชื่อมโยงสนับสนุน ส่งเสริมกัน เป็นข้อธรรมะชื่อ เดียวกันบ้าง แต่ไปรวมอยู่ในกลุ่มอื่น หรือพูดเน้นในบางด้านหรือบางมิติ สรุป คำว่าธรรมในทางพระพุทธศาสนาเป็นคำที่กว้างขวางลึกซึ้ง หลายแง่หลายมุม เพื่อให้เข้าใจกฎของธรรมชาติ และการปฏิบัติที่สอดคล้อง กับกฎของธรรมชาติ ด้วยนานาวิธี จนกระทั่งหลุดพ้นโดยสิ้นเชิง 18 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก ที่พระพุทธองค์รับสั่งว่า ‘ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต’ นั้นคำว่า "เห็นธรรม" ทางพุทธกับที่ทาง 'ธรรมกาย' ตีความนั้นคงจะแตกต่างกันมาก "เห็นธรรม" ในทางพุทธอย่างที่มีมาแต่เดิมหมายถึงธรรมที่กว้างใหญ่"ไพศาลลึกซึ้งที่เรียกว่า "พุทธธรรม" ทาง 'ธรรมกาย' ตีความว่าเห็นธรรมกับเห็นพระพุทธองค์ คือการเห็นองค์พุทธปฏิมาในสมาธิ และเรียกว่าเป็น 'ธรรมกาย’ การเห็นธรรมคือการเห็น ‘ธรรมกาย’ อันที่จริงสำนัก 'ธรรมกาย' ก็สอนธรรมะอื่นๆ แต่ถ้าไปพูดว่าผู้ใดเห็นธรรมหมายถึงผู้นั้นเห็น 'ธรรมกาย' จะทำให้ดูเสมือนไปทำให้พุทธธรรมซึ่งเปรียบเสมือนความสว่างไสวทั่วโลกธาตุเล็กลงมาเท่าลูกแก้ว ประเด็นที่ควรพิจารณาต่อไปก็คือ การทำสมาธิจนเห็นดวงสว่างที่กลางกายและเห็นองค์พระนั้นจะทำให้บรรลุธรรมคือ นิพพานในคติทางพุทธได้หรือไม่ นิพพานโดยทั่วไปแปลว่าดับเย็น ในทางพุทธหมายความหลุดพ้นจากตัวตนโดยสิ้นเชิง การบรรลุธรรมนี้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นทันทีทันใดหรืออาศัยการบำเพ็ญเพียรเป็นเวลาช้านาน ล้วนต้องเกิดโดยปัญญาทั้งสิ้น สมาธินั้นมี ศ.นพ.ประเวศ วะสี 19 มาก่อนพระพุทธเจ้า แต่ไม่ทำให้หลุดพ้น ปัญญาเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรง ค้นพบและทำให้หลุดพ้น สมาธินั้นอาจทำให้เกิดอิทธิปาฏิหาริย์ได้ ซึ่งอาจทำให้ลุ่มหลงงมง งายและเกิดความโลภได้ เป็นมิจฉาสมาธิ พระพุทธองค์ทรงรับเอาสมาธิมาใช้ในฐานะเป็นฐานที่ส่งเสริม ปัญญา เรียกว่าสัมมาสมาธิ ที่เรียกว่ากรรมฐาน หรือกัมมัฏฐาน หรือการ บำเพ็ญภาวนานั้นเมื่อกล่าวถึง สมถะกรรมฐาน หมายถึงสมาธิ ส่วนวิปัสสนา กรรมฐาน หมายถึงปัญญา ถ้าหยุดอยู่แค่สมาธิไม่ต่อไปปัญญา จะหลุดพ้นไม่ได้ สติกับสมาธิเป็นคู่แฝดกัน สติส่งเสริมสมาธิ สมาธิส่งเสริมสติ สติ ส่งเสริมปัญญา ปัญญาส่งเสริมสติ ปัญญาส่งเสริมสมาธิ สติ สมาธิ ปัญญา จึงสัมพันธ์กันจนผู้ที่ไม่ชำนาญอาจแยกไม่ออกว่า อะไรเป็นอะไร ในหนังสือพุทธธรรมของพระราชวรมนูนีได้อ้างถึงอุปมาอุปมย เพื่อให้เข้าใจง่ายดังนี้ จิต = วัวที่เจ็บป่วยที่คึกคะนองไม่หยุดนิ่ง 20 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก สมาธิ = หลักที่ปักอยู่กับที่ สติ = เชือกที่ผูกวัวไว้กับหลัก ปัญญา = การตรวจว่าวัวป่วยเป็นอะไร และรักษาอย่างไร เมื่อจิตหรือวัวเคลื่อนไหวอยู่เรื่อย ไม่เปิดโอกาสให้มีการให้มีการ ตรวจวินิจฉัยโรคและรักษา เมื่อเอาเชือก (สติ) ผูกวัวเข้ากับหลัก (สมาธิ) ตอนต้นวัวก็ยังคงคึก คะนองวิ่งโผนโจนทะยานไป เชือกจะตามวัวไปเรื่อยๆ แต่วัวไม่สามารถเตลิด ไปได้เหมือนเมื่อไม่มีเชือกผูก ต่อมา เพราะเชือกผูกกับหลัก วัวก็จะยอมอยู่นิ่งเปิดโอกาสให้มีการ ตรวจและรักษาโรค (ปัญญา) ทำให้หายจากโรคได้ สติ สมาธิ ปัญญา จึงเชื่อมโยงกันทำงานดังนี้ สติ คือการระลีกรู้ และการรู้อยู่กับปัจจุบันเรียกว่าสัมปชัญญะ แต่ นิยมกล่าวถึงสติในลักษณะที่รวมถึงสัมปชัญญะด้วย ศ.นพ.ประเวศ วะสี 21 ปกติมนุษย์จะเข้าไปอยู่ในความคิด คิดไปในอดีตกับคิดไปใน อนาคต แต่ไม่ระลึกรู้อยู่กับปัจจุบัน ความคิดนั้นถ้าคิดถูกก็เป็นปัญญา ถ้าคิดไม่ถูกก็เป็นฟุ้งซ่าน คิดวิตก กังวล คิดหงุดหงิดรำคาญ คิดอยากได้ คิดอยากเป็น คิดไม่อยากเป็น คิดแล้ว โกรธ คิดแล้วพยาบาท สรุปคือ คิดแล้วทุกข์และก่อทุกข์ แต่ขณะที่เจริญสตรีอยู่กับปัจจุบัน ความคิดถูกแทนที่ด้วยรู้ ความ ทุกข์และการก่อทุกข์จึงเข้าไม่ได้ ขณะที่มีสติจึงสงบ สุข สบาย อย่างยิ่ง และเมื่อมีอะไรมาสัมผัสก็ สามารถเอาปัญญามาใช้ได้ทัน มิฉะนั้น เมื่อได้รับสัมผัส (ผัสสะ) ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มนุษย์จะทำปฏิกิริยาด้วยกิเลส และเกิดผลเป็นกิเลส แต่ถ้ามีสติ สติจะเป็นตัว นำเอาปัญญาเข้าไปกำกับสัมผัส สติจึงเป็นองค์แห่งการตรัสรู้ ฉะนั้นสติจึงปรากฏอยู่ในกลุ่มธรรม ต่างๆ ที่เป็นไปเพื่อการตรัสรู้ เช่น อยู่ในมรรค 8 อยู่ในโพชฌงค์ 7 (โพชฌงค์ 22 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก คือธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ ได้แก่ 1 สติ 2 ธัมมวิจัย 3 วิริยะ 4 ปีติ 5 ปัสสัทธิ 6 สมาธิ 7 อุเบกขา) ที่เรียกว่ามหาสติปัฏฐาน4 นั้น หมายถึงระลีกรู้ใน 4 เรื่อง คือ 1. รู้กาย (กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน) 2. รู้เวทนา (เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน) 3. รู้จิต (จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน) 4. รู้ธรรม (ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน) หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ ซึ่งเป็นปรมาจารย์ในเรื่องสติในปัจจุบันจะ เน้นอยู่สองเรื่อง คือ รู้กาย กับ รู้ความคิด ถ้าใครอยากมีความสุขควรศึกษาเรื่องสติให้เข้าใจ และเจริญสติอยู่ เป็นเนืองนิตย์ สติควรจะเป็นเครื่องมือในการพัฒนามนุษย์ และสร้าง สันติภาพและศานติสุข ศ.นพ.ประเวศ วะสี 23 สมาธิ หมายถึง การตั้งมั่นของจิต จิตที่เป็นสมาธิมีความสงบ มี ความสุข มีพลัง เป็นฐานแห่งการเกิดปัญญา สมาธิมีหลายระดับ สมาธิระดับสูงถึงขนาดเรียกว่าฌานสมาบัติ มี ฌาน 1,2,3,4 เรียกว่ารูปฌาน และมีอรูปฌานอีก 4 เรียกเรียงตามลำดับคือ อากาศานัญจายตนะ วิญฺญานัญจายตนะ อากิญฺญายตนะ และเนวสัญญา นาสัญญายตนะ โดยยังไม่นับนิโรธสมาบัติ จิตที่เป็นสมาธินั้นมีความสุขมากเรียกว่าสมาธิสุข มีสารเอ็นดอร์ฟิน หลั่งออกมาด้วยทำให้สุขสบายสารนี้คล้ายมอร์ฟีน คนทำสมาธิจึงอาจติดสุข ได้ การติดสุขจะทำให้ไม่บรรลุธรรม การติดทุกชนิดทำให้ไม่บรรลุธรรม การ บรรลุธรรมเกิดจากการหลุด แต่ในสภาวะจิตที่เป็นสมาธินั้นสงบ ปราศจาก กิเลส จนเข้าใจว่าบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ แต่สมาธิอย่างเดียวเป็นพระ อรหันต์ไม่ได้ พวกโยคีต่างๆทำสมาธิภาวนา กันมาก่อนพระพุทธเจ้าเป็นอันมาก และพระพุทธเจ้าก็ทรงทำสมาธิภาวนามาก่อนจนได้อรูปฌาน 3 กับอาหา รดาบส และอรูปฌาน 4 กับอุทกดาบสก็ไม่ตรัสรู้ เพราะการที่จะบรรลุธรรม นั้นต้องเจริญทางปัญญา คนนอนหลับแล้วฝันเห็นอะไรต่างๆได้เรียกว่าสุบนิมิต การทำ สมาธิก็อาจเห็นสิ่งต่างๆได้ เรียกว่า สมาธินิมิต อาจเห็นแสงสว่าง เห็นเป็นสี 24 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก ต่างๆ เห็นเป็นองค์พระ เห็นภูตผีปีศาจ บางคนก็เห็นแก้วแหวนเงินทอง แล้วแต่ความคิดปรุงแต่งต่างๆกันไป เมื่อสมาธิถึงขนาดหนึ่งจะสามารถขยายรูปที่เห็นในนิมิตให้ใหญ่ได้ หดให้เล็กก็ได้ เช่น เห็นองค์พระขนาดต่างๆ เรียกว่าปฏิภาคนิมิต วิธีของ ‘ธรรมกาย’ ที่ให้บริกรรม สัมมา อะระหัง ๆ ๆ และนึกถึง ดวงนิมิตสีแดงนำไปไว้ในท้องเหนือสะดือนั้นเป็นการทำสมาธิแน่นอน ดวงสีแดงก็ดี องค์พระที่เห็นในดวงสีแดงก็ดี เป็นสมาธินิมิต การที่จะเรียกองค์พระปฏิมาที่เห็นในนิมิตว่าเป็น ‘ธรรมกาย’ ก็มี สิทธิที่จะเรียก เพราะคำว่า ธรรม มีความหมายกว้าง แต่ต้องรู้ขอบเขตของ ความหมาย ถ้าจะเพ่ง ‘ธรรมกาย’ นี้จนบรรลุนิพพานก็น่าจะเป็นคนละนิพพาน กับที่พระพุทธเจ้าสอน เพราะนิพพานที่พระพุทธเจ้าสอนบรรลุไม่ได้ด้วยสมาธิ โดยไม่ต่อไปถึงปัญญา ที่จริงการทำสมาธิจนเกิดนิมิตเป็นดวงสีแดงในท้องหรือเห็นองค์ พระในสว่างเป็นของมีประโยชน์มาก เพราะทำให้จิตตั้งมั่น มีปีติอิ่มเอิบ และ เป็นฐานที่จะเจริญวิปัสสนา หรือเจริญทางปัญญาต่อไป ศ.นพ.ประเวศ วะสี 25 สิ่งที่สำนัก 'ธรรมกาย' ควรทำก็คือ สอนอย่างใจกว้างว่าการทำ สมาธิมีหลายวิธี พระอรรถกถาจารย์ได้รวบรวมไว้ถึง 40 วิธี เพื่อให้คน เลือกใช้ให้ถูกกับจริตของตัว และพัฒนาต่อไปทางปัญญาให้มาก อย่าติดหรือ หยุดอยู่เพียงการเพ่งลูกแก้วทั้งสองกรณีจะทำให้คับแคบ อีกประการหนึ่ง ในขณะนี้ไม่ควรพยายามตอบคำถามทุกคำถาม ดังที่หนังสือพิมพ์มติชนเอามาลงว่าท่านทัตตชีโวตอบคำถามเรื่องทำไมเกิดมา เป็นผู้หญิงว่า เป็นเพราะชาติก่อนทำกรรมไม่ดีไว้มาก มรรค 8 ไตรสิกขา 1. สัมมาทิฐิ (ความเข้าใจถูกต้อง) ปัญญา 2. สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ) " 3. สัมมาวาจา ศีล 4. สัมมากัมมันตะ (การกระทำชอบ = เว้นจากกายทุจริต) " 5. สัมมาอาชีวะ 6. สัมมาวายามะ (ธรรมฉันทะและความเพียร) สมาธิ 7. สัมมาสติ 8. สัมมาสมาธิ 26 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก # ตอนที่ 6 ‘ธรรมกาย’ องค์กรจัดตั้ง ‘ธรรมกาย’ เป็นขบวนการจัดตั้ง (organized) ชัดเจน ส่วนสำนัก อื่นๆนอกนั้นเกือบทั้งหมดไม่เป็นการจัดตั้ง ต้องเข้าใจประเด็นนี้จึงจะเข้าใจ ‘พฤติกรรม’ ที่แตกต่างกัน ตลาดสดเป็นตัวอย่างของการไม่มีการจัดตั้ง กองทัพเป็นตัวอย่าง ของการจัดตั้งอย่างหนักแน่น ที่ตลาดสดใคร่ขายอะไรขาย คนซื้อมาจากที่ ต่างๆไม่ทราบจากที่ใดบ้าง แต่งตัวต่างๆกัน หญิงชายเด็กหรือทั้งหมดจำนวน เท่าใดไม่ทราบ ใครใครซื้ออะไรร้านไหนหรือซื้อกี่ร้านก็ได้ ซื้อแล้วจะไปทาง ไหนก็สุดแล้วแต่ นี่คือสภาพของการไม่มีการจัดตั้ง ส่วนกองทัพนั้นมีการจัดหมวดหมู่และจัดสายการบังคับบัญชา มี การแต่งตัวแบบเดียวกัน มีเครื่องหมายให้รู้ว่าเป็นพวกเดียวกัน มีการนัด หมายทำอะไรพร้อมเพรียงกัน เช่น พิธีกรรมหรือการฝึกหัด ทำตามคำสั่ง ผู้บังคับบัญชา ไม่เชื่อคนอื่น มีความเชื่อและอุดมการณ์ร่วมกัน ตลาดสดและกองทัพย่อมมีประโยชน์และความเหมาะสมต่างกัน วิธีการแบบตลาดสดย่อมเหมาะแก่การที่แต่ละบ้านจะได้อาหารไปสู่บ้านของ ตนโดยรวดเร็วคล่องตัว แต่ถ้ายกไปสู้กัน กองทัพย่อมดีกว่า ศ.นพ.ประเวศ วะสี 27 วัดโดยทั่วๆไปมีสภาพคล้ายตลาดธรรมะ คือใครจะไปมา รับไม่รับ ปฏิบัติวิธีใด มากน้อยเพียงใดสุดแต่อัธยาศัย เป็นเรื่องของผู้ศึกษาเอง วัดเป็น ผู้ให้อย่างเดียว ผู้รับจะรับได้เท่าใดหรือรับวิธีการของสำนักใดบ้าง เป็นเรื่อง ของผู้รับเองจะเห็นว่าสวนโมกข์ก็ดี วัดบวรนิเวศก็ดี วัดชลประทานก็ดี หรือ วัดป่าสายอาจารย์มั่นก็ดี เข้าในลักษณะเช่นนี้เป็นสำนักเปิดที่ไม่จัดตั้งผู้มารับ ธรรมะ ยิ่งอาจารย์ยันตระด้วยแล้ว ไม่มีสำนักเลยยิ่งไม่มีการจัดตั้ง ท่านธรรม รักษาเน้นที่การเผยแพร่ธรรมโดยทางหนังสือไม่จัดตั้งผู้รับ พูดถึงวิธีการภาวนา สำนักต่างๆมักจะบอกหลายวิธี และให้เลือก ปฏิบัติกันเองให้ถูกจริตของแต่ละบุคคล เช่นแม้วัดป่าสายอาจารย์มั่นจะใช้ การบริกรรม พุทโธ เป็นหลัก แต่ใครจะทำอานาปานสติก็ได้ ท่านไม่เข้มงวด ว่าจะต้องทำเหมือนกัน และท่านไม่กำกับควบคุมการทำสมาธิภาวนา คือจะ บอกวิธีการให้แล้วก็แยกย้ายกันไปทำเอง ไม่ชี้แนะให้เห็นนั่นเห็นนี่ เพราะฉะนั้นบุคคลที่ทำสมาธิภาวนาเหล่านี้ถ้าเกิดนิมิตก็จะเป็นนิมิตที่ หลากหลายต่างๆกันไปไม่ได้ตั้งใจหรือถูกชี้แนะให้เกิดนิมิตอย่างเดียวกัน ส่วน ‘ธรรมกาย’ เป็นขบวนการที่มีการจัดตั้ง มีพุทธปฏิมาหรือองค์ พระที่เห็นในนิมิตและเรียกว่า ‘ธรรมกาย’ เป็นเสมือนธงหรือเครื่องหมาย การค้าร่วมกัน มีการชูธง ‘ธรรมกาย’ มีการนัดแนะให้มาทำสมาธิพร้อมๆกัน ให้เห็น ‘ธรรมกาย’ เหมือนๆกัน แต่งตัวเหมือนๆกัน มีการจัดริ้วขบวนแสดง พลังจำนวนมาก เข้าไปจัดตั้งให้เกิดพวก ‘ธรรมกาย’ ตามสถาบันต่างๆ ไม่ นิยมสอนให้รู้ธรรมะแบบหลากหลายเน้นแต่ ธรรมกาย เท่านั้นเพื่อความเป็น 28 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก เอกภาพของการจัดตั้ง มีการแสวงหาทุนทรัพย์อย่างเป็นระบบเพื่อ ‘ธรรมกาย’ ว่าต้องใช้ถึงเดือนละ 15 ล้านบาท จึงจะอยู่ได้ ตรงนี้ถ้าเข้าใจเรื่องจัดตั้งกับไม่จัดตั้งก็จะเข้าใจประเด็น สำนักที่ไม่มี การจัดตั้งทุกคนก็กระจายกันหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของตัวเอง จึงไม่มีความ กดดันที่จะต้องหาเงินมาก แต่ ‘ธรรมกาย’ เป็นการจัดตั้งคล้ายกองทัพ จึง ต้องหาเงินมาเลี้ยงกองทัพ เมื่อ ‘ธรรมกาย’ มีการจัดตั้ง และต้องการขยายการจัดตั้งให้เติบโต โดยรวดเร็ว จึงมีลักษณะประนีประนอมหรือเอาใจคณะสงฆ์กับผู้นำทางฝ่าย การเมือง จึงเป็นที่ยอมรับของขณะสงฆ์กับทางบ้านเมืองมากกว่าขบวนการ สันติอโศก ตรงนี้ถ้าเทียบกันระหว่างสวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก จะเห็น ต่างกันชัด สวนโมกข์นั้นถือธรรมเป็นใหญ่ไม่เอาใคร แต่ก็ไม่ปฏิเสธคณะสงฆ์ สันติอโศกนั้นวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงและไม่ยอมขึ้นกับคณะสงฆ์ ‘ธรรมกาย’ นั้นประนีประนอมกับฝ่ายอำนาจ เพื่อรุกขยาย ‘กองทัพธรรมกาย’ ให้เติบโต ขึ้นโดยรวดเร็ว เมื่อ ‘ธรรมกาย’ เป็นองค์กรจัดตั้ง และมีการบริหารที่มี ประสิทธิภาพ จึงไม่น่าแปลกใจที่ขบวนการ ‘ธรรมกาย’ เติบโต โด่งดังและมี พลังโดยรวดเร็ว ต่อการเติบโตของ ‘ธรรมกาย’ นี้มีปฏิกิริยาต่างๆกัน บาง พวกก็ชื่นชม บางพวกก็สงสัย บางพวกก็วิพากษ์วิจารณ์ทั้งทฤษฎีและแนว ศ.นพ.ประเวศ วะสี 29 ปฏิบัติ บางพวกออกใบปลิวโจมตีว่าพวกนี้เป็นคริสต์แฝงตัวเข้ามาทำลายพุทธ บ้าง ว่าเป็นคอมมิวนิสต์บ้าง ว่าเจ้าสำนัก ‘ธรรมกาย’ จะตั้งตัวเป็น พระพุทธเจ้าองค์ใหม่บ้าง คณะนี้จะยึดอำนาจบ้านเมืองในอนาคตบ้าง ฯลฯ การที่จะพิจารณาเรื่องนี้ต้องทำใจให้เป็นกลาง พิจารณาตาม หลักฐานข้อมูลและหลักธรรม มีสิ่งที่แน่นอนเกี่ยวกับ ‘ธรรมกาย’ 2 อย่างคือ 1. ขบวนการ ‘ธรรมกาย’ ไม่ใช่คริสต์ และไม่ใช่คอมมิวนิสต์แน่ เพราะไม่มีข้อมูลหลักฐานหรือพฤติกรรมอันใดที่จะส่อไปทางนั้นเลย 2. ธรรมกาย เป็นขบวนการฝึกสมาธิแน่ และพยายามขยายการฝึก สมาธิไปทั่วประเทศและทั่วโลก การฝึกสมาธิเป็นของดี และเป็นสิ่งที่มนุษย์ ทั่วโลกควรจะฝึก สมาธิภาวนาควรจะอยู่ในหลักสูตรการศึกษาของมนุษยชาติ ทั่วโลก สิ่งที่ไม่แน่ก็คือ ‘ธรรมกาย’ เป็นปัญญาหรือเปล่า องค์พระปฏิมาที่เห็นในดวงนิมิตที่ ‘ธรรมกาย’ เอามาชูว่าเป็นองค์ จริงของพระพุทธเจ้า ถึงกับประกาศว่า "ผู้ใดเห็นธรรมกาย ผู้นั้นเห็น พระพุทธเจ้า" นั้นจริงหรือ 30 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก ต่อไปนี้จะขอนำข้อคิดเห็นบางแง่มุมเกี่ยวกับสมาธิและนิมิตที่มีผู้ กล่าวไว้ในที่ต่างๆมาเป็นตัวอย่าง 1. จากหนังสือ “หลวงปู่ฝากไว้” (ของหลวงปู่ตูลย์ อตฺโถ) มีผู้ถาม ว่า "ภาวนาแล้วเห็นนรก สวรรค์ วิมานเทวดา หรือไม่ก็เห็นองค์พระพุทธรูป ปรากฏอยู่ในตัวเรา สิ่งที่เห็นเหล่านี้เป็นจริงหรือ" หลวงปู่ตอบว่า "ที่เห็นนั้นเขาเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็นนั้นไม่จริง" อีกตอนหนึ่งหลวงปู่ว่า "สิ่งที่ปรากฏเห็นทั้งหมดนั้นยังเป็นของ ภายนอกทั้งสิ้น จะนำเอามาเป็นสาระที่พึ่งอะไรยังไม่ได้หรอก" อีกตอนหนึ่งหลวงปู่ว่า "เออ นิมิตบางอย่างมันก็สนุกดี น่า เพลิดเพลินอยู่หรอก แต่ถ้าติดอยู่แค่นั้นมันก็เสียเวลาเปล่า" 2. พระอาจารย์ทูล ชิปุปฺปญฺโญ แห่งวัดบ้านค้อ ตำบลเขือน้ำ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ได้พูดถึงอุบายวิธีการพิจารณาด้วยปัญญาไว้ อย่างเฉียบขาด ในพระธรรมเทศนาของท่านชื่อ "ทวนกระแส" ท่านกล่าวว่า สมถะภาวนาล้วนๆต่อให้มีสมาธิลึกจนถึงสมาบัติ 8 ก็ไม่มีทางที่ปัญญาจะเกิด และอาจติดอยู่ในสมถะโดยไม่มีทางออก หรือบางคนทำสมาธิจิตสงบจนนึกว่า เป็นพระอรหันต์โดยไม่ได้เป็นก็มี จะขอยกข้อความตอนหนึ่งในหนังสือของ พระอาจารย์ทูล ชิปุปฺปญฺโญ มาไว้ให้อ่านดังนี้ ศ.นพ.ประเวศ วะสี 31 " ... และขอย้ำเพื่อทำความเข้าใจกับผู้อ่านสักนิด ขณะนี้ท่านเป็น นักปฏิบัติมีความมุ่งหวังและตั้งใจว่า เมื่อจิตมีความสงบเต็มที่แล้ว จะมีปัญญา เกิดขึ้นเพื่อจะพิจารณาธรรมต่อไป ใครๆก็มุ่งหวังปัญญา จึงได้ตั้งหน้าตั้งใจทำ สมาธิหวังความสงบเพื่อคอยให้ปัญญาได้เกิดขึ้น ผู้ที่ไม่เคยคิดพิจารณาในแง่ ธรรมต่างๆมาก่อนก็จะทำความสงบนั้นก็ทำได้ แต่สายทางแห่งความสงบของ ผู้ที่ไม่เคยมีปัญญามาก่อน ถึงจะสงบลึกจนถึงสมาบัติ 8 ก็ตาม ผลที่ได้รับก็คือ ความสุขกายสุขใจ บางทีอาจมีเครื่องเล่นคืออภิญญาญาณ คือมีญาณหยั่งรู้ใน เรื่องอดีต อนาคต และรู้เหตุการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้น และมีจักขุญาณบ้าง โสต ญาณบ้าง คือ มองเห็นด้วยตาใน หูภายใน หรือแสดงฤทธิ์ในวิธีต่างๆได้ หรือรู้ วาระจิตของคนและสัตว์อย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้นั้นก็จะติดความรู้ในญาณของ ตนแบบไม่รู้ตัว ญาณดังกล่าวนี้ ก็จะทำให้คนคิดว่าตนเป็นพระอรหันต์ได้ง่าย ที่สุด เพราะเชื่อในญาณของตัวเอง เช่นในครั้งพุทธกาลมีพระ 30 รูป ไปเจริญ สมถะเพื่อความสงบ เมื่อจิตมีความสงบเต็มที่แล้ว ก็มีความสุขใจ ความสุข กาย และรักษาความสงบนั้นได้ติดต่อกันมาหลายวัน ก็มาคิดว่านี่พวกเราหมด กิเลสตัณหาอวิชชาแล้ว พวกเราได้ถึงขั้นพระอรหันต์แล้ว เพราะราคะตัณหา พวกเราไม่มี ไปเถอะไปกราบนมัสการพระพุทธเจ้าเพื่อจะได้รับพยากรณ์ แล้วพากันเดินมาจวนจะเข้าวัด พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า ดูก่อน อานนท์ เธอจงไปบอกกับภิกษุ 30 รูปนั้น ให้เข้าไปพักอยู่ป่าซ้ำก่อน ทีหลังจึง เข้ามาหาเรา พระอานนท์ก็ออกไปดักทางแล้วบอกดังคำที่พระพุทธเจ้ารับสั่ง 32 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก ภิกษุ 30 รูปก็พากันเข้าไปในป่าช้านั้นๆ เมื่อเข้าไปก็บังเอิญเห็นหญิงสาว กำลังนอนตายหงายท้องอยู่แบบสดๆร้อนๆเหมือนกับอาการนอนหลับผ้าชิ้น หนึ่งจะปกปิดร่างกายนิดเดียวก็ไม่มี พระ 30 รูปนั้นก็กรูเข้าไปรุมล้อมดูด้วย ความอยากเห็น ต่างองค์ก็ต่างดูต่างองค์ก็ต่างคิดไปในอารมณ์แห่งความใคร่ ความกำหนัด ไฟของราคะจึงเกิดขึ้นภายในใจจนถึงขีดแดง ผลที่สุดอรหันต์ที่ พากันคิดเอาเองก็แสดงตัวร้องโวยวายขึ้นทันทีว่า พวกเรายังมีราคะตัณหา อวิชชาอยู่ จากนั้นก็พากันเจริญด้วยปัญญาพิจารณาในไตรลักษณ์ พิจารณา ไปพิจารณามาด้วยปัญญาธรรมดา เมื่อใจรู้เห็นจริงตามปัญญาธรรมดานี้แล้ว วิปัสสนาญาณก็เกิดขึ้น ผลที่สุดก็บรรลุอยู่ในป่าช้านั่นเอง เห็นไหมล่ะท่าน สมาธิคือความสงบบนนั้นก็ยังทำให้เราเข้าใจผิดได้ นี้ ในครั้งสมัยที่มีพระพุทธเจ้า ก็ยังมีนักปฏิบัติที่มีความเข้าใจผิดในผลการ ปฏิบัติในสมถะมาแล้วเป็นจำนวนมากทีเดียว เพราะความสงบนี้ถ้าไม่มีครู อาจารย์องค์ที่ท่านเคยได้ผ่านไปแล้วเข้าแก้ไขก็ผิดได้ง่ายเหมือนกัน และติด อยู่ในสมถะโดยไม่มีทางออก ถ้าในสมัยปัจจุบันนี้ ถ้าผู้ภาวนาเป็นเหมือนกับ ภิกษุ 30 รูปแล้ว ก็จะไม่มีใครๆเข้าแก้ไขได้เลย และก็จะเป็นอรหันต์ดิบอยู่ อย่างนั้นตลอดไปจนถึงวันตาย" ศ.นพ.ประเวศ วะสี 33 3. บ. บางปะกง ได้เขียนเรื่อง "คุณและโทษของสมาธิ" ในหนังสือ "สมาธิภาวนา" ของท่านธรรมรักษา ความบางตอนว่า "...แต่ถ้าเราทำสมาธิไม่ถูกต้อง หรือนำเอาสมาธิไปใช้ไม่ถูกต้อง ... ตัวสมาธินั่นแหละ มันจะขบกัดเอาจนตาย ..." ทุกวันนี้มีสำนักปฏิบัติสมาธิและวิปัสสนาเกิดขึ้นมากมาย ส่วนมาก จะสอนไปตามอำนาจทิฐิของตน โดยไม่คำนึงพุทธวจนะ หรือทำไม่ครบตาม แนวคำสอน เพราะมี "อัตตา" และ "ผลประโยชน์" แอบแฝงอยู่เบื้องหลัง ผู้ขาดประสบการณ์ตามแนวคำสอนของพระพุทธเจ้าเมื่อเข้าไป สัมผัสแล้วนอกจากจะไม่ได้พบของจริงแล้ว เรายังอาจจะตกเป็น "ทาส โมหะ" ของตนเอง หรือ "ทาสทางใจ" ของอาจารย์สำนักนั้นๆไปตลอดชาติ ...ก่อนที่ท่านจะเจริญสมาธิหรือวิปัสสนา กับอาจารย์หรือสำนักใด ควรศึกษาปฏิปทาอาจารย์หรือแนวของสำนักนั้นๆ ให้ถ่องแท้ก่อน แล้วนำมา เทียบเคียงกับแนวคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าขัดกับพระวินัยและลงกันไม่ได้ กับพระสูตรแล้วไซร้ ขอจงอย่าได้ไปเกี่ยวข้องด้วยเลย เพราะนอกจากว่าท่าน จะไม่ได้พบกับสัจธรรมแล้ว ปะเหมาะเคราะห์ร้ายเผลอๆอาจจะเป็นบ้าหรือ 34 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก เพี้ยนเอาด้วย หรือแม้ว่าจะโชคดีไม่บ้าไม่เพี้ยนท่านก็ยังอาจตกเป็นเบ้(ทาสรับ ใช้)...ไปชั่วชีวิตอีกด้วย" 4. สมาธิแบบสะกดจิต 4.1 คุณประยูร จรรยาวงษ์ได้ฝากให้บอกเตือนให้ระวังสมาธิแบบ สะกดจิตให้ทำโน่นทำนี่ อาจเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นมาได้ 4.2 ท่านธรรมรักษาเขียนเรื่อง "สมาธิกึ่งสะกดจิต" ในหนังสือ "สมาธิภาวนา" ของท่าน หน้า 112 ความว่า "ความจริง เรื่องสมาธิกึ่งสะกดจิตนี้ ได้เขียนไว้แล้วใน "นานา สาระ" แต่เกรงว่าผู้ที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วจะไม่ได้อ่านในเรื่องนั้น จึง จำต้องนำมาเขียนอีกเพราะเป็นเรื่องสำคัญ และนักกรรมฐานบางกลุ่มกำลัง ตื่นหรือเห่อกันอยู่ ผลเสียของการฝึกสมาธิแบบกึ่งสะกดจิตนี้ ทำให้ผู้ปฏิบัติจะไม่เป็น ตัวของตัวเอง และผลพวงของสมาธิที่ปรากฏนั้นก็ไม่ใช่ของจริง กล่าวคือ ผู้ที่ เห็นนั้นเห็นจริง แต่สิ่งที่เห็นนั้นไม่จริง (อ่านคำตอบปัญหาเรื่องนี้ของหลวงปู่ ตูลย์ อตฺโถ ในส่วนผนวกท้ายเล่มของหนังสือนี้ประกอบด้วย) ศ.นพ.ประเวศ วะสี 35 ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่ควบคุมหรือสอนนั้น ว่าเขาจะให้เห็นอะไร เราก็ เห็นได้ตามเขา แล้วเราก็เห็นจริงๆ แต่สิ่งที่ถูกเห็นนั้นมันไม่จริง เพราะมันไม่มี จริงมันเกิดจากอุปาทานของเราเอง โดยการชี้นำของเขา สมาธิแบบนี้ทำง่ายมาก พอหลับตาปุ๊บก็เห็นปั๊บเลยก็มี แต่ถ้าไม่ เห็นมันจะไม่เห็นตลอดไป แต่ส่วนมากแล้วจะเห็น เพราะมีความเชื่อเป็นทุน อยู่ก่อนแล้ว สมาธิแบบนี้มีผลเสียมาก คือจะตกเป็นทาสเสพติดทางใจ ไม่เป็น อิสระ ไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ก้าวหน้า และที่สำคัญคือ ไม่อาจที่จะดับทุกข์ ใดๆได้เลย คือเอาผลของสมาธิแบบนี้ มาใช้ในชีวิตประจำวันไม่ได้เลย สมาธิแบบกึ่งสะกดจิตนี้ กำลังได้รับความสนใจสูงมาก เพราะเจ้า สำนักมีกุศโลบายสูง มีจิตวิทยาสูง ลงทุนพิมพ์ภาพใหญ่ๆสวยๆแจกไปทั่ว ประเทศ ถึงกับจ้างรถไปรับเป็นจุดๆ เป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางวัตถุ มากกว่า ที่สำคัญเขามุ่งไปที่นักศึกษาตามสถาบันต่างๆ เพราะพวกนี้ไม่มี ความรู้ทางด้านนี้มาก่อน เหมือนผ้าขาวบริสุทธิ์ก็ย่อมจะง่ายแก่การย้อม เมื่อ นักศึกษาอันเป็นลูกหลานสนใจ พ่อแม่ก็มักจะตามเข้าไปด้วย ตอนนี้ผู้เป็นกุน ชื่อใหญ่ ก็นั่ง "ขุดทองในกระเป๋า" เพลินไปเลยเชียวละ? 36 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก ทางแก้ วิธีที่จะไม่หลงไปติดบ่วงที่เขาดักไว้ ก็มีอยู่ 2 ประการ คือ การศึกษาให้รู้ความมุ่งหมายของสมาธินั้นๆ ให้ถูกต้อง อ่านพระไตรปิฎกเป็น ดีที่สุด กับอีกประการหนึ่ง คือการบำเพ็ญภาวนาทางจิตทุกประเภทไม่ควร จะมีผู้นำในขณะทำ แต่มีผู้แนะวิธีทำก็พอแล้ว ในขณะทำต้องทำเอาเอง อย่า ให้คนอื่นเขาจูงจมูก หรือคอยพูดกล่อมประสาทในขณะที่ทำสมาธิ มันจะ เลี้ยงไม่รู้จักโต หรือไม่รู้จักอดนม! ไม่ควรไปสนใจสมาธิดูนรกสวรรค์ ดูพระพุทธรูป หรือดูแก้วดูขวด อะไรนั่นเลย มันเป็นเรื่องไร้สาระ ขี้หกทั้งเพ ที่สำคัญคือมันใช้ดับทุกข์ในตัว เราไม่ได้เลย" พูดถึง ‘ธรรมกาย’ ในส่วนที่เป็นองค์กรจัดตั้งนั้นย่อมมีทั้งข้อดีและ ข้อเสีย ข้อดีคือมีพลังรุกได้รวดเร็ว ข้อเสียคือ (1) ต้องใช้เงินมาก (2) หลักธรรมแคบ (3) มีอำนาจ ซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้ง และคอรัปชั่นใน อนาคต ดังนี้ (1) การที่เป็นองค์กรใหญ่ทำให้ต้องใช้เงินมาก จึงมีลักษณะ ‘หา เงิน’ สูง การที่ต้องการเงินมากจะทำให้ต้องประนีประนอมในหลักธรรมและ เข้าไปสู่การค้า เช่น อาจต้องคบคนที่ไม่ค่อยมีธรรมะเท่าใด เพราะต้องการ เงินจากเขาหรืออำนาจซึ่งเอามาแปรเป็นเงิน ศ.นพ.ประเวศ วะสี 37 (2) การที่เป็นองค์กรจัดตั้งที่ต้องการรวมกลุ่มสูง ทำให้ต้องเสนอ อุดมการณ์โดดเดี่ยว เพื่อเป็นหลักยึดในการรวมกลุ่มไว้ ให้รู้ความหลากหลาย ของธรรมะไม่ได้เพราะจะรวมกลุ่มไม่ติด เปรียบเสมือนกองทัพกับ มหาวิทยาลัย กองทัพเน้นที่การรวมศูนย์ มหาวิทยาลัยเน้นที่ความ หลากหลายของความรู้ ถ้าจะไปตีกัน มหาวิทยาลัยก็สู้กองทัพไม่ได้ ถ้าจะเอา ปัญญากองทัพก็สู้มหาวิทยาลัยไม่ได้ จุดอ่อนของ ‘ธรรมกาย’ จะอยู่ที่ขาด การเปิดกว้างทางวิธีการและปัญญา (3) เมื่อเป็นองค์กรจัดตั้งใหญ่ที่มีอำนาจทั้งทางกำลังคนและกำลัง เงิน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จ แต่ในความสำเร็จต้องระวังความล้มเหลวเสมอ ความล้มเหลวจะเกิดจากความใหญ่และเกิดจากอำนาจนั้นเอง ไม่ว่าอะไรก็ตามถ้าใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจะมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นลูกโป่ง ไดโนเสาร์ กองทัพ เครื่องบินแนวรบ เพราะจะเกิดความขัดแย้งทั้งภายในและ ภายนอก คุมองคาพยพไว้ไม่ได้ต้องแตกสลายไปหรือคงอยู่ไม่ได้ 38 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก ลัทธิหรือนิกายที่มีการจัดตั้งและที่พยายามจะเปลี่ยนความเชื่อของ ผู้อื่น (convert) ให้มารับในลัทธิหรือนิกายของตน จะสร้างความขัดแย้งและ ต่อไปเกิดความรุนแรงได้ เช่น ระหว่างคริสเตียนกับมุสลิม ระหว่างคาทอลิก กับโปรเตสแตนต์ ระหว่างฮินดูกับซิกซ์ ถ้า ‘ธรรมกาย’ จะชูธงเฉพาะ 'ธรรมกาย' ไม่ชูธงพุทธเป็นส่วนรวม จะเอาเฉพาะหมู่พวกของตน ย่อมต้องเกิดความขัดแย้งกับชาวพุทธที่มีความ หลากหลายดังที่ชักจะเริ่มพูดอะไรต่ออะไรกันขึ้นมาแล้ว สำหรับองค์กรใหญ่ที่มีอำนาจในอนาคตจะมีผู้ที่ไม่ได้สนใจธรรมะ แต่แฝงเข้ามาใช้อำนาจแล้วเกิดคอร์รัปชั่นขึ้น เรื่องนี้หนีไม่พ้น เกิดขึ้นทั่วไป แม้ในทางพระพุทธศาสนา จึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดไว้ล่วงหน้า ต่อไปนี้คือข้อเสนอแนะ 1. ‘ธรรมกาย’ ไม่ควรชูเรื่อง "ผู้ใดเห็นธรรมกายผู้นั้นเห็น พระพุทธเจ้า" เพราะจะต้องไปทะเลาะกับคนจำนวนมาก ในทางทฤษฎี ควร จะขยายการสอนธรรมะให้ครอบคลุมพุทธธรรมโดยกว้างขวาง และขยาย เรื่องทางปัญญาให้ชัดเจน มิฉะนั้นจะเป็นช่องโหว่เรื้อรังหรือถาวร ศ.นพ.ประเวศ วะสี 39 2\. อย่าซู ‘ธรรมกาย’ ให้เป็นเอกเทศ และดูเหมือนไปบุกรุกเบียด พุทธอื่นๆ จะก่อความขัดแย้งซึ่งจะมีผลกระทบย้อนกลับมาหาตัว ควรชูพุทธ เป็นส่วนรวม 3\. ลดภาพพจน์ในความต้องการทางการเงินลง ควรจะดำเนินการ ในทางที่ไม่ต้องใช้เงินมากนัก โดยการกระจายยิ่งกว่าการที่จะกระจุกให้ใหญ่ และแพงเพิ่มขึ้นอีกต่อไป เมื่อครั้งพระพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ ขบวนการของ พระองค์ก็ใหญ่โตน่าดู น่าศึกษาว่าพระพุทธองค์จัดตั้งอย่างไรจึงได้ผลดี แต่พระพุทธเจ้าคงจะรับสั่งไม่ได้ว่า ‘ถ้าไม่ได้เดือนละ 15 ล้านเราอยู่ไม่ได้’! 40 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก # ตอนที่ 7 พระโพธิรักษ์และชาวอโศก 'สันติอโศก’ มีกำเนิดมายังไม่ถึง 20 ปี แต่ได้รับความสนใจและการ พูดถึงกันอย่างแพร่หลาย ทั้งทางบวกและทางลบ มีผู้เขียนถึงและทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับสันติอโศกหลายเล่ม เช่น รายงานวิจัย "จรณะ 15 ทางเอกแห่งการบรรลุธรรมอย่าง พระพุทธเจ้าฯ" โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ สมศรี ปทุมสูตร ผู้ช่วย ศาสตราจารย์ปยงค์ วิริยะวิทย์และรองศาสตราจารย์อาภรณ์ พุกกะมาน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2525 วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต (ศาสนาเปรียบเทียบ) มหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง "พระชาวอโศกกับพุทธบัญญัติว่าด้วยจุลศีล มัชฌิม ศีล มหาศีลฯ" ของนายตะวัน เกียรติบุญญาฤทธิ, 2525 วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต (ปรัชญา) จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย เรื่อง "การประยุกต์แนวคิดเรื่องเกมภาษาของวิตเกนสไตน์ ใน การอธิบายเรื่องความหมายในภาษาศาสนา ศึกษาเฉพาะกรณีภาษาของ สำนักสันติอโศก" ของนายสุนัย เศรษฐ์บุญสร้าง ศ.นพ.ประเวศ วะสี 41 สมาชิกคนหนึ่งของขบวนการนี้ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร ด้วยคะแนนท่วมท้น ในอีกด้านหนึ่งสันติโอศกถูกวิจารณ์ต่อต้านอย่างรุนแรง เช่นว่าพระ ชาวอโศกเป็นพระเถื่อนบ้าง เป็นพวกนอกศาสนาบ้าง เป็นพวกเถรเทวทัต บ้าง เป็นพวกทำลายชาติและศาสนาบ้าง พ.ต.ต.อนันต์ เสนาขันธ์ และพระโสภณคณาภรณ์ ในนามของ องค์การพิทักษ์พุทธศาสตร์ วิจารณ์พระโพธิรักษ์อย่างรุนแรงในหนังสือ "โพธิ รักษ์อริยะแห่งสันติโอศก ศาสดามหาภัย" หรือคนอย่าง ส.ศิวรักษ์ ก็ถึงกับ กล่าวว่า สันติโอศกเป็นมิจฉาทิฐิไปเลย เป็นต้น ทำไมจึงเป็นไปได้ถึงเพียงนี้? จริงอยู่ของอย่างเดียวกัน อาจมองเห็นแตกต่างกันได้ ขึ้นกับผู้เห็นก็ จริง แต่ของอย่างเดียวกัน พวกหนึ่งเห็นเป็นขาว อีกพวกหนึ่งเห็นเป็นดำ เป็น ความแตกต่างที่สุดโต่ง แสดงว่าตัวผู้เห็นสามารถแตกต่างกันได้ถึงเพียงนี้ สุดแต่ว่าใครถูกโปรแกรมมาให้เห็นอย่างไร 42 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก การที่จะเข้าใจเรื่องราวได้ใกล้ความจริงคงจะต้องมองจากความเป็น กลาง จึงจะเห็นสภาพที่แท้ การมองจากความเป็นกลางนั้นพูดง่ายแต่ทำยาก เพราะปุถุชนไม่ เป็นกลาง แต่ถูกโปรแกรมมาโดยอดีต ฉะนั้นจึงลำเอียง (biased) เมื่อลำเอียง แล้วจึงรับรู้ รู้สึก และคิดตามความลำเอียงของตน ไม่สามารถเห็นสิ่งทั้งหลาย ตามความเป็นจริงอย่างที่มันเป็น มนุษย์จึงเห็นต่างกัน ขัดแย้งและรุนแรง (violence) ที่จะมองจาก ความเป็นกลางได้จริงๆนั้นมีแต่ผู้ที่เป็นอรหันต์เพราะหมดความลำเอียงโดย สิ้นเชิงแล้ว สิ่งที่ท่านเห็นจึงเป็นปัญญาล้วนๆ เพราะอวิชชาถูกสำรอกออก หมดแล้ว สิ่งที่จะช่วยปุถุชนให้เข้าใกล้ความจริง คือการรู้เห็นทั้งหมด มิใช่รู้ เห็นเฉพาะส่วน ดังเรื่องตาบอดคลำช้าง ที่ว่าช้างเหมือนเส้นเชือกหรือเหมือน เสาหลักหรือเหมือนพัด สุดแล้วแต่ว่าไปคลำที่หาง หรือขา หรือหู แต่ถ้าตา สว่างหรือมีปัญญาเห็นช้างทั้งตัว ก็จะทราบว่าหางก็ตาม ขาก็ตาม หรือหูก็ ตาม ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของช้างหรือสัจธรรมอันเดียวกัน การมองเฉพาะส่วนเฉพาะเรื่องในมิติเดียวจะไม่ทำให้เราเห็นความ จริงทั้งหมด การที่จะเห็นภาพรวมต้องศึกษาในรายละเอียดและประวัติความ เป็นมา การศึกษาประวัติศาสตร์จะทำให้เราเห็นยาวขึ้น ยิ่งวิเคราะห์ ประวัติศาสตร์ด้วยยิ่งดี การที่เราขยายการเห็นทางด้านยาว และเห็นว่าอะไร ศ.นพ.ประเวศ วะสี 43 สัมพันธ์กับอะไร อะไรผลักดันทำให้เกิดอะไร จะทำให้เข้าใจอดีต ปัจจุบัน และทางไปในอนาคตได้ดีขึ้น การเรียนประวัติศาสตร์แบบวิเคราะห์จึงเป็นของสนุกและมี ประโยชน์ เป็นประวัติศาสตร์แบบมีชีวิต แต่การเรียนประวัติศาสตร์แบบตาย แล้ว เพียงแต่ท่องจำว่า พ.ศ.อะไรเกิดอะไร เป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่าย และไม่ค่อย เกิดปัญญาเท่าใด แต่ก็ยังทำกันอยู่ในทุกวันนี้ ท่านโพธิรักษ์ เกิดที่จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2477 เดิมชื่อ มงคล นามสกุล รักพงษ์ ต่อมาเปลี่ยนเป็นชื่อรัก เคยไปอยู่กับ ลุงที่หนองคายและสกลนคร ตอนหลังกลับมาอยู่กับแม่ที่ศรีสะเกษ และย้าย ไปอยู่ที่อุบลราชธานีด้วยกัน จบมัธยมศึกษาที่อุบลราชธานี เข้ามาเรียน ม.7- 8 ที่กรุงเทพฯ และต่อมาไปเข้าเรียนเพาะช่างเพราะชอบทางศิลปะ เท่าที่ศึกษาประวัติดูรู้สึกว่ามีความสมบุกสมบันในชีวิต และหากิน ตัวเป็นเกลียวมาตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 10 ขวบ เช่น ขายเม็ดมะขามคั่ว ขาย น้ำแข็งหลอด รับจ้างเป็นกุลีขายถ่าน ขายอ้อย ขายปลาร้า ขายห่อหมก เมื่อ เรียนเพาะช่างก็ถีบจักรยานส่งหนังสือพิมพ์ 44 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก มีจริตในทางศิลปะทั้งทางร้องเพลง แต่งเพลง สามารถแต่งเพลงและอัด แผ่นเสียงได้ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน นายรัก รักพงษ์ เข้าสู่วงการโทรทัศน์ตั้งแต่ ยังเรียนไม่ทันจบดี เป็นนักจัดรายการโทรทัศน์หลายรายการ นับว่าประสบ ความสำเร็จอย่างสูงในเวลาอันรวดเร็ว ความขยันขันแข็งและความสามารถทำให้ฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น สามารถอุปถัมป์น้องได้หลายคน สร้างบ้าน มีรถยนต์ มีแฟน มีเพื่อน เล่นไพ่ แทงบิลเลียด นอนห้องแอร์ แต่งตัวแพงๆ เรียกว่าดำเนินไปในโลกียสุขอย่าง เต็มที่ กำลังประสบความสำเร็จและอาบชุ่มอยู่ในโลกียสุขอยู่เป็นเวลา 10 กว่าปีก็กลับลำ เมื่ออายุได้ 36 กล่าวคือ - เลิกอบายมุข เลิกเล่นการพนัน เลิกดื่ม เลิกเที่ยว - เลิกรัก (ยังไม่ได้แต่งงานกับคู่รัก) - บ้านช่อง ทรัพย์สมบัติ ยกให้น้องและคนอื่นไปหมด - กินมังสวิรัติ - เลิกเก๋ เลิกเท่ โกนหัวมันเสียเลย เลิกใส่เสื้อมองตากูมาใส่เสื้อคอกลม เลิก นอนที่นอนในห้องแอร์มานอนกระดานแผ่นเดียวในกระท่อม ศ.นพ.ประเวศ วะสี 45 นับว่าเป็นการกลับลำและตัดความผูกพันเด็ดขาดในช่วงระยะเวลา อันสั้น ซึ่งเป็นความเด็ดเดี่ยวและเด็ดขาด เท่าที่ศึกษาประวัติของท่านดู รู้สึก ว่าอันนี้จะเป็นนิสัยของท่าน คือชอบทำอะไรแปลกๆ ทำจริง รุนแรง ไปขอเจ้าอาวาสวัดอโศการามปลูกกระท่อมอยู่ในป่าแสมในเขตวัด ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2513 ต่อมาบวชที่วัดนั้นเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ.2513 เป็นพระธรรมยุต ## บวชแล้วไม่ค่อยเหมือนพระอื่น! เช่น ไม่ค่อยชอบขึ้นสวดมนต์ และขึ้นก็ไม่สวด รู้สึกว่าสวดกันแบบ ร้องเพลง (คีตวาทิตะ) แต่ชอบแสดงธรรม ทั้งที่วัดอโศการามและที่ลานอโศก วัดมหาธาตุ ชอบตอบปัญหาผ่าเปรี้ยง จึงเป็นที่ฮือฮากัน และก็ชักมีเสียง ปรามๆจากพระผู้ใหญ่ เช่นว่า "ท่านสมเด็จสั่งมาบอกว่า อย่าไปว่าอะไรเขา มากนักสิ อย่าไปว่าพาดพิงเขามากนัก" ต่อมามีผู้ฟังธรรมสนใจพากันมาติดตามศึกษาปฏิบัติธรรม และตั้ง ชื่อกลุ่มเหมือนเครื่องหมายการค้าว่า อโศก ตามชื่อวัดอโศการามและลาน อโศกวัดมหาธาตุ อันเป็นเวทีแสดงธรรมในครั้งแรกๆ พากันไปตั้ง แดนอโศก ที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม มีทั้งพระและฆราวาสจะพากันไป เข้าพรรษาเพื่อฝึกฝนปฏิบัติธรรม เมื่อไปกราบลาพระอุปัชฌาย์ ท่านถามว่า 46 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก "มีพระมหานิกายด้วยหรือเปล่า" "มี" "งั้นไปไม่ได้" ทำยังไงๆก็ให้พระธรรมยุตไปร่วมกับพระมหานิกายไม่ได้ ในที่สุดพระอุปัชฌาย์ก็ว่า ถ้าจะไปต้องคืนใบสุทธิ ท่านโพธิรักษ์ก็ ตกลงจะคืนใบสุทธิ ก่อนที่จะคืนใบสุทธิ ท่านไปวัดหนองกระทุ่มซึ่งเป็นวัด มหานิกาย ขอและได้รับใบสุทธิ ตกลงมีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีใบสุทธิทั้งธรรมยุต และมหานิกาย ต่อมาได้คืนใบสุทธิธรรมยุต ถ้าจะถือตามสมมุติก็ต้องว่า กลายเป็นพระมหานิกาย แต่ที่จริงคงไม่ได้เป็นทั้งธรรมยุตและมหานิกาย! ในช่วงตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ.2513 ถึง 6 สิงหาคม 2518 พระโพธิรักษ์เป็นพระที่ขึ้นอยู่กับมหาเถรสมาคม โดยครั้งแรกเป็นธรรมยุต และต่อมาเป็นมหานิกายดังกล่าวแล้ว สาเหตุที่จะออกจากอาณัติของมหาเถรสมาคมเนื่องจากความ ขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนฝ่ายปกครองคณะสงฆ์หาทางยุติกิจกรรมของพระ โพธิรักษ์โดยมีคำสั่งให้รื้อกุฏิที่แดนอโศก จังหวัดนครปฐม และออกคำสั่งให้ ศ.นพ.ประเวศ วะสี 47 พระอโศกเปลี่ยนจีวรจากสีกรักเป็นสีเหลืองเหมือนสงฆ์หมู่ใหญ่ทั่วไป พระโพธิรักษ์ไม่เห็นด้วยเพราะถือว่าพระพุทธองค์ทรงบัญญัติไม่ให้ภิกษุใช้จีวรสีเหลือง ผู้บริหารคณะสงฆ์มีคำสั่งให้อุปัชฌาย์ของพระโพธิรักษ์ให้ตัดพระอโศกออก มิฉะนั้นจะถอดออกจากตำแหน่ง ทำให้อุปัชฌาย์ซึ่งมีอายุมากและกำลังอาพาธอยู่มีอาการมากขึ้น พระโพธิรักษ์เห็นว่าเรื่องนี้อาจเป็นเหตุทำให้อุปัชฌาย์ป่วยหนักถึงแก่ชีวิตได้ จึงตัดสินใจพาพระอโศกจำนวน 21 รูป ประกาศแยกตัวจากการปกครองของมหาเถรสมาคมเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2518 เมื่อประกาศไม่ขึ้นกับอาณัติของมหาเถรสมาคมแล้วหมู่สงฆ์ของอโศกได้วางระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ ในการปกครองคณะสงฆ์ของตนเองโดยยึดเอาพระธรรมวินัยเป็นหลัก ให้อุปสมบทกันเอง และมีพุทธบริษัทชาวอโศกเพิ่มขึ้นตามลำดับ ในปี พ.ศ. 2520ได้มีผู้ศรัทธาเลื่อมใสบริจาคทรัพย์สินและร่วมกันก่อตั้งเป็นมูลนิธิชื่อว่า มูลนิธิธรรมสันติ ปัจจุบันชาวอโศกมีพุทธสถาน 4 แห่งที่เป็นศูนย์กลางการทำงานทางด้านศาสนาคือ 48 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก 1. พุทธสถานสันติอโศก ก่อตั้งเมื่อ 7 สิงหาคม 2519 อยู่ที่ 69/1 ซอยเทียม พร แขวงคลองกุ่ม เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 2. พุทธสถานศีรษะอโศก ก่อตั้งเมื่อ 23 มกราคม 2519 อยู่ที่บ้านกระแซง ใหญ่ อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ 3. พุทธสถานศาลีอโศก ก่อตั้งเมื่อ 6 มิถุนายน 2519 อยู่ที่ตำบลโคกเดื่อ อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ 4. พุทธสถานปฐมอโศก ก่อตั้งเมื่อ 28 กรกฎาคม 2523 อยู่ที่ 66 หมู่ 5 ถนน พระประโทน 11 จังหวัดนครปฐม ในปี พ.ศ.2524 คฤหัสถ์ชาวอโศกอีกกลุ่มหนึ่งร่วมกันก่อตั้งมูลนิธิ อีกมูลนิธิหนึ่งชื่อว่า "กองทัพธรรมมูลนิธิ" มีพลตรีจำลอง ศรีเมืองเป็น ประธาน ในปี พ.ศ.2527 ชาวอโศกได้จัดตั้งสมาคมขึ้นอีกองค์กรหนึ่ง ชื่อว่า "สมาคมผู้ปฏิบัติธรรม" ปัจจุบันมีสมาชิกประเภทต่างๆกว่า 10,000 คน ศ.นพ.ประเวศ วะสี 49 ลักษณะพิเศษหรือจุดเด่นของพุทธบริษัทอโศกคือความเข้มงวด และเคร่งครัดในศีลอย่างเข้มข้นและเอาจริงเอาจัง พระอโศกฉันมื้อเดียว ฉัน มังสวิรัติ ไม่กินหมาก ไม่สูบบุหรี่ จะมีวัตถุปัจจัยเกินกว่าที่พระวินัยกำหนด ไม่ได้ เช่น กุฏิของพระชาวอโศกจะมีขนาด 7 x 12 คืบพระสุคต หรือ 1.5 x 2.5 เมตร จะมีเงินทองและสต็อกข้าวของไม่ได้ รับบริจาคน้อยที่สุด ถ้าไม่ได้ พิสูจน์ว่าเป็นผู้สนใจธรรมะจริงมาบริจาคก็ไม่รับ ข้อนี้ต่างกับ ‘ธรรมกาย' ชาวอโศกเน้นที่ความขยัน และสมรรถนะต่อต้านอบายมุข และไสยศาสตร์ แบบนี้ต้องขัดแย้งกับส่วนใหญ่แน่ๆ 50 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก ตอนที่ 8 สันติอโศก พระหรือมาร ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนที่แล้วว่ามีผู้ที่เคารพท่านโพธิรักษ์ ว่าเป็นพระแท้ก็มี ที่ไม่เคารพและว่าเป็นมารก็มี ท่านเป็นอะไรกันแน่? ทางที่ดีอย่างเพิ่งไปปักใจลงไปทีเดียว แต่ลองตรวจสอบดูก่อน เริ่มด้วยการตรวจสอบด้วยความคิด หรือไล่เรียงด้วยเหตุผล พูดถึงการตรวจสอบด้วยความคิด อยากจะกล่าวว่าพวกเราคนไทยมักจะไม่ค่อยมีวัฒนธรรมอันนี้ ความคิดเป็นนามธรรม คนไทยโดยทั่วไปเป็นพวกวัตถุธรรม ดังจะเห็นได้ทั่วไป เช่น เกี่ยวกับวัดก็จะออกมาเป็นโบสถ์เป็นพระพุทธรูป ซึ่งเป็นวัตถุมักจะไม่ค่อยออกมาว่า ทำไมเราจะมีพระสงฆ์ที่ดีๆ สอนเก่งๆ การมีพระสงฆ์ที่ดีๆ เก่งๆ จะมีความสำคัญต่อสังคมไทยและต่อโลกมาก หรือเรื่องการเรียน เราก็จะนึกถึงเรื่องอาคารโรงเรียนซึ่งเป็นวัตถุยิ่งกว่าความดีและความเก่งของครู (คุณภาพ) ซึ่งเป็นนามธรรม วัตถุนั้นสิ้นเปลืองมาก และนับตั้งแต่วันที่สร้างเสร็จก็จะเริ่มสึกกร่อนทรุดโทรม ผุพัง สลายไปหรือต้องการทรัพยากรอีกมหาศาลเข้ามาบำรุงรักษาเพราะวัตถุงอกไม่ได้ ตรงข้าม ศ.นพ.ประเวศ วะสี 51 ความรู้กับความดีงอกงามต่อไปได้ มีคนดีคนหนึ่งก็งอกเป็นสองหรือหลายคน ได้ ความรู้กับความดีนั้นไปสร้างสรรค์สิ่งอื่นๆต่อไปอีกมาก ในที่นี้จะขอรวมเรียกความรู้กับความดีว่า ปัญญา (wisdom) ขณะนี้สังคมไทยมีปัญหาสลับซับซ้อนยากแก่การแก้ไข การที่จะแก้ไขได้ต้อง ใช้ปัญญา สังคมไทยต้องการปัญญาอย่างมาก แต่ก็สร้างได้ยาก เพราะปัญญา เป็นนามธรรม แต่คนไทยเป็นคนวัตถุธรรมดาดังกล่าวแล้ว วัฒนธรรมวัตถุธรรมเป็นตัวกำหนดวิธีการของสังคมทั้งปวง ไม่ว่าจะ เป็นรัฐบาล สภา ราชการ วัด มหาวิทยาลัย แนวทางหลักของสังคมไทยคือ การเปลี่ยนวัฒนธรรมวัตถุนิยม เป็น ปัญญานิยม ถ้าเข้าใจประเด็นนี้ถูกการแก้ปัญหาจะไม่ยาก เรื่องนี้จะกล่าวโดย พิสดารต่างหากในที่อื่น ในที่นี้จะขอกล่าวเพียงว่าถ้ามีเงินให้พยายาม เปลี่ยนเป็นปัญญา ปัญญาจะแก้ปัญหาของปัจจุบันและของคนรุ่นลูกหลาน ด้วย วัตถุเป็นเรื่องตื้นและระยะสั้น ปัญญาเป็นเรื่องลึกและระยะยาว 52 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก ถ้ามองอะไรออกมาเป็นวัตถุสำเร็จรูป ก็มองได้ตื้นๆและไม่เชื่อมโยง เห็นอะไรเป็นของตายตัว เห็นด้านเดียว มีความขัดแย้งสูง เพราะมองโดดๆ เดี่ยวๆ เห็นแต่ความแตกต่างแบ่งแยก แต่ถ้ามองลึกก็จะเห็นหลายด้าน เห็นความเชื่อมโยง หรือความเป็น อันเดียวกัน (เอกภาพ) ระบบการศึกษาของเราตั้งแต่อนุบาลจนถึง มหาวิทยาลัยเน้นที่การถ่ายทอดความรู้สำเร็จรูปเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยเน้นที่ กระบวนการเกิดปัญญา แม้การสอนทางศาสนาก็เช่นเดียวกันเน้นที่การถ่ายทอดความจริง สำเร็จรูปเป็นสำคัญ การรับอะไรไปสำเร็จรูปเป็นก้อนๆ ก็ติดอยู่ตามผิวๆ ยัง ไม่ใช่ปัญญาที่เกิดขึ้นในเนื้อในตัวจริงๆ นี้อาจจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การ สอนธรรมะไม่ได้ผล และน่าจะได้รับการพิจารณาปรับปรุงด้วยเช่นเดียวกัน ที่กล่าวมาข้างต้นเพื่อแสดงความสำคัญของการคิดด้วยปัญญา คราวนี้ทดลองเอาความคิดมาตรวจสอบเรื่องของสันติอโศกสัก 3-4 ประเด็น 1. พระชาวอโศกเป็นพระเถื่อน ถ้าคำว่า เถื่อน หมายถึงการไม่ขึ้นต่อมหาเถรสมาคมพระชาวอโศกก็เป็นพระ เถื่อน ศ.นพ.ประเวศ วะสี 53 แต่มีคำถามที่ต้องถามต่อไปอีกว่า มหาเถรสมาคมคืออะไร พระคืออะไร คำว่าขึ้นหมายความว่าอย่างไร ถ้าไม่ขึ้นเรียกว่าพระหรือไม่ ถ้าขึ้นไม่ใช่พระได้หรือไม่ ขอให้พยายามตอบคำถามเหล่านี้เอง หรืออาจมีคำถามอื่นใด เกี่ยวกับเรื่องนี้อีกก็ได้ การพยายามตอบด้วยใจเป็นกลาง และด้วยความรู้ ข้อเท็จจริง ก็จะเกิดปัญญาเอง 2. พวกนี้กินมังสวิรัติ เพราะฉะนั้นเป็นพวกเถรเทวทัต จะพิจารณาประเด็นนี้ ก็ต้องรู้ข้อมูลเกี่ยวกับพระเทวทัต ถ้าตัดสินอะไรโดยไม่ ใช้ข้อเท็จจริงก็เกิดความผิดพลาดได้ 54 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก คนไทยไม่ค่อยชอบว่ากันด้วยข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นแม้รัฐบาล หรือรัฐสภา ก็อาจว่าอะไรกันไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องอาศัยข้อมูลหลักฐาน หรือ ในการประชุมถกเถียงมักจะไม่มีข้อมูลหลักฐาน ข้อมูลหลักฐานคือความรู้ พระเทวทัตที่จริงเป็นพระญาติของพระพุทธเจ้า เมื่อออกบวชแล้วก็ มีเรื่องต่างๆนานาเรื่อยมารวมทั้งพยายามที่จะฆ่าพระพุทธเจ้า ถ้าใครพยายามฆ่าพระพุทธเจ้าก็ต้องบาปหนา จึงมีคำที่กล่าวถึง ความผิดฉกรรจ์ว่ามีบาปถึงกับต้อง "ตกนรกใต้เถรเทวทัต" อันหมายถึงตก นรกรุนแรงฐานพยายามฆ่าพระพุทธเจ้า ส่วนที่ไปเกี่ยวข้องกับมังสวิรัติก็มีอยู่ว่าพระเทวทัตกราบทูล พระพุทธเจ้าว่า ในเมื่อบัญญัติห้ามฆ่าแล้วก็ควรบัญญัติห้ามมิให้พระสงฆ์ฉัน เนื้อสัตว์เสียด้วย ศ.นพ.ประเวศ วะสี 55 พระพุทธเจ้าไม่ทรงเห็นด้วย แต่การที่พระพุทธเจ้ามิได้ทรงบัญญัติห้ามมิให้ พระสงฆ์ฉันเนื้อสัตว์ก็มิได้แปลว่า ทรงส่งเสริมการฆ่า แต่เข้าใจว่าที่มิได้ทรง บัญญัติห้ามพระภิกษุสงฆ์ฉันเนื้อสัตว์เพราะเหตุสองประการคือ หนึ่ง พระสงฆ์ได้อาหารจากชาวบ้าน เขากินอย่างไรและเขาแบ่ง ถวายก็ฉันไปตามนั้นอย่าไปจู้จี้ และสอง มีสัตว์ที่ตายเอง เนื้อสัตว์ชนิดนี้ควรฉันได้ ในประเด็นนี้จึง ทรงห้ามพระภิกษุฉันอุทิสมังสะ หรือเนื้อที่เขาจงใจฆ่าถวาย เกี่ยวกับมังสวิรัติไม่มังสวิรัตนี้มีเรื่องที่พิจารณาได้หลายแง่หลายมุม สัตว์ที่ฆ่าสัตว์อื่นเป็นอาหารไม่มีใครว่าสัตว์บาป เพราะเป็นธรรมชาติของสัตว์ มนุษย์ก็เป็นสัตว์ มนุษย์ดึกดำบรรพ์ก่อนที่จะถึงยุคเกษตรกรรมล้วนล่าสัตว์ เป็นอาหารทั้งสิ้น ในครั้งกระนั้นคงจะไม่มีใครคิดเรื่องบาปไม่บาป ธรรมชาติเกี่ยวข้องสัมพันธ์ กันเป็นวัฏจักร เช่น จุลินทรีย์สร้างปุ๋ย ต้นไม้อาศัยปุ๋ยเติบโตขึ้น 56 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก สัตว์กินใบไม้ สัตว์กินสัตว์ เช่น จิ้งจกกินแมลง นกกินจิ้งจก สิงโตกินกวาง เมื่อสัตว์ตายจุลินทรีย์ย่อยเนื้อหนังผุพังกลายเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้ ธรรมชาติวนเวียนกันอยู่เช่นนี้เป็นสมดุล เป็นไปเช่นนั้นอยู่ช้านานก่อนที่จะมี มนุษย์เกิดขึ้น มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง เมื่อเกิดขึ้นใหม่ๆก็เป็นส่วนหนึ่งในวัฏจักร ของความสมดุลในธรรมชาติ แต่ต่อมามนุษย์เป็นต้นเหตุของเสียสมดุลของธรรมชาติ เพราะ มนุษย์มีสมองใหญ่ สามารถทำตัวให้รอดจากอันตรายตามธรรมชาติได้มาก จึงเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว มนุษย์ที่เพิ่มจำนวนขึ้นมาก บริโภคธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ ทำให้สิ่งแวดล้อมหรือนิเวศสภาวะเปลี่ยนแปลง เช่น ป่าไม้ถูกทำลาย สัตว์ถูกผลาญชีวิตจนกระทั่งสูญพันธุ์ไปก็มีทั้งสัตว์บกและ สัตว์น้ำ เมื่อผ่านยุคดึกดำบรรพ์มาเพราะสมองใหญ่ มนุษย์สะสมความรู้ และความคิดเกิดมโนสำนึกในเรื่องบุญบาปขึ้น มโนสำนึกในเรื่องบุญบาปเป็น เรื่องของมนุษย์เท่านั้น ดิน น้ำ ก้อนหิน จุลินทรีย์ ต้นไม้ สัตว์ ไม่มีมโนสำนึก ศ.นพ.ประเวศ วะสี 57 ในเรื่องบุญบาป ไม่ได้แปลว่า สิ่งเหล่านั้นเลวกว่ามนุษย์ แต่เป็นไปเช่นนั้นเอง ตามธรรมชาติที่เป็นไปและเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันโดยวัตถุหรือรูปธรรม ถึงแม้สัตว์จะมีความรู้สึกนึกคิดอันเป็นนามธรรม แต่โดยธรรมชาติ ของวัตถุอันเป็นโครงสร้างของสมองที่ความรู้สึกนึกคิดหรือนามธรรมนั้นอยู่ใน ระดับของสัตว์และไม่มีวิวัฒนาการสูงขึ้น ส่วนมนุษย์แม้มีธรรมชาติเช่นเดียวกับสัตว์ มีวัตถุอันเป็นโครงสร้าง ของสมองที่ทำให้สะสมเพิ่มพูนทางนามธรรมขึ้นเรื่อยๆเป็นอีกมิติหนึ่งหลุดพ้น ข้อจำกัดทางวัตถุออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังที่มนุษย์สามารถบรรลุธรรมที่ เป็นอิสระโดยสิ้นเชิงจากอิทธิพลของธรรมชาติทั้งปวง การที่สัตว์จะกินอะไรนั้นกำหนดโดยระบบของร่างกาย เช่น วัว ควาย กินหญ้า เพราะสามารถเปลี่ยนหญ้าให้เป็นโปรตีนได้ ปลวกกินไม้ เพราะเปลี่ยนไม้ให้เป็นโปรตีนได้ สัตว์ที่ไม่มีระบบย่อยโปรตีนจากเนื้อสัตว์ก็ ไม่กินเนื้อสัตว์ มนุษย์คงจะเป็นสัตว์กินเนื้อแน่ เพราะมีระบบย่อยเนื้อสัตว์และ เด็กๆจะไม่กินสัตว์ มนุษย์มีระบบที่จะสร้างโปรตีนจากผักได้แต่ไม่พอนอกจากกินพืชที่ มีโปรตีนสูง เช่น ถั่ว 58 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก มนุษย์โดยทั่วไปจึงฆ่าสัตว์เป็นอาหาร เช่น ฆ่าปลา ฆ่าไก่ ฆ่าหมู ฆ่าวัว ฆ่าควาย แต่ในขณะเดียวกันมนุษย์ก็มีความสำนึกในบาปบุญ จึงมีข้อบัญญัติ งดเว้นจากการฆ่าเกิดขึ้น การห้ามฆ่ามนุษย์นั้น ห้ามหมดทุกศาสนาและทุกชนชาติ ส่วนห้าม ฆ่าสัตว์นั้น ศาสนาทางยูดายคือ ยิว คริสต์ และอิสลามไม่ห้าม เพราะถือ มนุษย์เป็นศูนย์กลาง ส่วนสัตว์นั้นพระเจ้าสร้างมาให้เป็นประโยชน์แก่มนุษย์ ส่วนพระพุทธศาสนาไม่ได้ถือมนุษย์เป็นศูนย์กลาง แต่เป็นส่วนหนึ่ง ของธรรมชาติ และควรเป็นไปอย่างสมพันธ์กับธรรมชาติ เพราะฉะนั้นพืช สัตว์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติก็ควรได้รับความเมตตาปรานีด้วย ในปัจจุบันโลกมีปัญหาในเรื่องสิ่งแวดล้อมถูกทำลายมาก ทำให้มีผู้ คิดถึงคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกันมาก อย่างไรก็ตาม มนุษย์มีความขัดแย้งในเรื่องความเป็นสัตว์ในตัวเอง กับมโนสำนึกมาก เช่น สัตว์ผสมพันธุ์กันอย่างเปิดเผยที่ไหนก็ได้ ไม่มี ความรู้สึกละอายหรือต้องปกปิดแต่อย่างใด มนุษย์ก็ผสมพันธุ์อย่างสัตว์ แต่มี ความรู้สึกว่าตัวเองสูงกว่าสัตว์ จึงไม่ผสมพันธุ์กันในที่ทั่วไป ต้องปกปิดมิดชิด และมีเรื่องพิลึกกึกกือสลับซับซ้อน และมีปัญหาอันเกี่ยวเนื่องด้วยการผสม พันธุ์ของมนุษย์มาก ศ.นพ.ประเวศ วะสี 59 เรื่องฆ่าสัตว์เป็นอาหารก็เช่นเดียวกัน มนุษย์ส่วนใหญ่กินสัตว์เป็น อาหารเช่นเดียวกับสัตว์กินเนื้อ แต่ขณะเดียวกันก็มีมนุษย์ที่มีจิตใจที่คำนึงถึงความเจ็บปวดทุกข์ ทรมานของสัตว์ที่ถูกฆ่า และถามขึ้นว่า "เป็นการยุติธรรมหรือไม่ที่จะทำให้ สัตว์ต้องสิ้นชีวิตเพื่อจะเอาเนื้อเขามาใส่เนื้อเรา" ในเมื่อมนุษย์มีปัญญาที่จะ ไปให้พ้นจากความเป็นไปตามธรรมชาติอย่างสัตว์ มนุษย์ส่วนใหญ่ในโลกเป็นคนจนได้รับอาหารไม่พอเพียง และขาด โปรตีน ทำให้เจ็บป่วยล้มตายและพิการกันมาก จึงมีความพยายามที่จะ ส่งเสริมให้ได้รับโปรตีนมากขึ้น ที่โรงพยาบาลบางแห่งในแอฟริกา เมื่อคนไข้กลับบ้านจะจ่าย กระต่ายให้ไปคู่หนึ่งเพื่อเอาไปเลี้ยงให้ออกลูกจะได้มีอาหารโปรตีนเพิ่มขึ้น ที่ในชนบทของเราซึ่งยากจนมากเกิดปัญหาในชีวิตและสังคม ติดตามมาอย่างรุนแรง ก็ถือกันว่า ถ้าทำเกษตรกรรมผสมผสานจนเลี้ยงตัวเอง ทางเศรษฐกิจได้ก็จะช่วยบูรณะชีวิตและสังคมของคนไทย ในการเกษตรกรรม ผสมผสานมีการเลี้ยงสัตว์ด้วย เช่น ตอนนี้คิดกันว่าถ้าอีสานเลี้ยงปลาได้จะ เป็นก้าวกระโดดใหญ่ในการพัฒนาอีสาน 60 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก พระเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก ก็พระราชทานพันธุ์ปลาให้ ชาวบ้านบ่อยๆ ซึ่งแน่นอนหมายถึงให้เอาไปเลี้ยงจะได้เป็นอาหาร แต่ทรงทำ เพราะสงสารราษฎร หลายๆคนคิดว่าทำอย่างไรให้มนุษย์สงบสุขเสียก่อนโดยมีอาชีพ และมีอยู่มีกิน ขออย่าให้มนุษย์ฆ่ามนุษย์ก็แล้วกัน ส่วนจะฆ่าสัตว์เมื่อจำเป็น บ้างก็ไม่เป็นไร ดังที่ถ้าบอกให้ชาวประมงหยุดจับปลาทันทีคงจะมีผลกระทบ ต่ออาชีพและสังคมอย่างรุนแรง แต่มนุษย์ที่อยากจะไปให้พ้นจากความเป็นสัตว์ก็ยังจะถามคำถาม ว่า "ยุติธรรมหรือ ที่จะทำให้ชีวิตสัตว์ต้องล่วงไปเพื่อจะเอาเนื้อเขามาใส่เนื้อ เรา" ในเมื่อมนุษย์มีปัญญาที่จะได้โปรตีนจากทางอื่น เรื่องนี้ยังมีมิติทางเศรษฐศาสตร์ ทางนิเวศวิทยาและทางการแพทย์ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย กล่าวคือ เมื่อมนุษย์มีจำนวนมากและบริโภคเนื้อสัตว์มาก ต้องเลี้ยงสัตว์ จำนวนมากในทุ่งหญ้า สัตว์กินหญ้าหมด เกิดทะเลทราย และมีการทำลายป่า มากขึ้น ศ.นพ.ประเวศ วะสี 61 หรืออย่างประเทศไทยปลูกธัญพืชมากเพื่อส่งไปเป็นอาหารสัตว์ในยุโรป เสีย ค่าส่ง โปรตีนจากสัตว์ซึ่งเป็นโปรตีนขั้นสอง (secondary protein) เมื่อเทียบ กับโปรตีนจากพืชซึ่งเป็นโปรตีนขั้นหนึ่ง (primary protein) น้ำหนักเท่ากัน กรัมต่อกรัมแล้วโปรตีนจากสัตว์แพงกว่ามาก นอกจากนั้นการที่ประเทศไทยต้องใช้เนื้อที่จำนวนมากปลูกธัญพืช เพื่อส่งไปเปลี่ยนเป็นเนื้อสัตว์ ทำให้ทำลายป่าและสิ่งแวดล้อมของไทย ซึ่งมี ผลกระทบทางเศรษฐกิจและอื่นๆอีกมาก ในทางการแพทย์ การขาดโปรตีนไม่ดี แต่กินเนื้อสัตว์มากก็ไม่ดี ทำ ให้ไขมันในเลือดสูง เป็นโรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคหัวใจ เป็นโรคเก้าอี้ และไตต้องทำงานมากขึ้น เรียกว่าเป็นภาระหนักแก่อวัยวะของร่างกาย ถ้ากินโปรตีนจากพืชร่างกายน่าจะเบาสบายมากกว่า แต่ต้องมี ความรู้ที่ทำให้ได้โปรตีนเพียงพอ มิฉะนั้นจะเกิดโรค สรุปเรื่องเกี่ยวกับเนื้อสัตว์ ดังนี้ 1. เป็นธรรมชาติของมนุษย์ 2. การเลี้ยงสัตว์และจับสัตว์เกี่ยวข้องกับสุขภาพและอาชีพสำหรับคนที่ไม่มี ทางเลือก 3. สำหรับคนที่ไม่มีทางเลือกก็ทำอย่างเดิมไปก่อน 62 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก 4. สำหรับคนที่มีทางเลือกและคนที่พัฒนาทางเศรษฐกิจสังคมจนมีทางเลือก แล้วน่าจะหาทางเปลี่ยนอาหารโปรตีนจากสัตว์เป็นอาหารโปรตีนจากพืชให้ มากขึ้นเรื่อยๆเพื่อความกรุณาแก่สัตว์ เพื่อเศรษฐกิจ เพื่อนิเวศวิทยา และเพื่อ สุขภาพ แล้วก็อย่าไปตีกันตายเพราะเรื่องนี้ เรายังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำร่วมกันอีกมาก 3. พระโพธิรักษ์แปลภาษาบาลีผิด เรื่องนี้มีคนอเมริกันชื่อ Grant Olson ไปเขียนไว้ในวิทยานิพนธ์ ปริญญาโท และมีคนไทยที่พูดกันถึงเรื่องนี้โดยเฉพาะ ส. ศิวรักษ์ ผู้เขียนไม่มีความรู้ภาษาบาลีและไม่ได้ตรวจสอบว่าที่ว่าผิดนั้นผิดกี่คำ คำ ใดบ้าง และที่ว่าผิดนั้นมีโทษหรือมีประโยชน์อย่างไร ผู้เขียนเข้าใจว่าการที่คนจะชอบหรือไม่ชอบ พระโพธิรักษ์นั้นขึ้นกับเหตุอื่น มากกว่าเรื่องคำบาลี-ไทย ศ.นพ.ประเวศ วะสี 63 ถ้าเป็นคนที่เราชอบพูดผิดไปบ้างก็ไม่เป็นไร หรืออาจจะตั้งใจ "เล่นคำ" ก็ได้ แต่ถ้าเป็นคนที่เราไม่ชอบแล้วพูดอย่างไรก็ยากที่จะฟังกันขึ้น 4. พระโพธิรักษ์ชอบโจมตีผู้อื่น หรือชอบอวดวิสุทธิคุณของตัวเอง มีพระดีๆเป็นอันมากที่ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบโดยไม่โจมตีผู้อื่น พระดีต้องไม่โจมตีผู้อื่น พระที่โจมตีผู้อื่นเป็นพระไม่ดี จริงหรือไม่ ตรงนี้มีคำหลายคำที่ต้องพิจารณาคือ โจมตี กล่าวหา ด่า ว่า ตำหนิ สอน ซึ่ง จะใช้ในสภาวะและท่วงทีที่แตกต่างกัน เช่น <table><tr><td>พระสงฆ์อื่นๆ</td><td>พระโพธิรักษ์</td><td>ลักษณะของคำกล่าว</td></tr><tr><td>เป็นผู้บริสุทธิ์</td><td>กล่าวว่าท่านเหล่านั้นไม่</td><td>โจมตี กล่าวหา</td></tr><tr><td></td><td>บริสุทธิ์</td><td></td></tr><tr><td>เป็นผู้ไม่บริสุทธิ์</td><td>กล่าวว่าท่านเหล่านั้นไม่</td><td>ด่า ว่า ตำหนิ สอน</td></tr><tr><td></td><td>บริสุทธิ์</td><td></td></tr></table> 64 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก จะเข้าลักษณะด่า ว่า ตำหนิ หรือสอน แล้วแต่ลักษณะวาจาที่ใช้ ทั้งนี้ยังขึ้นกับว่า พระโพธิรักษ์เองเป็นผู้บริสุทธิ์หรือไม่ และขึ้นกับวัฒนธรรม เช่น เด็กจะไปตำหนิหรือสอนผู้ใหญ่ไม่ได้ นักเรียนจะตำหนิหรือสอนครูไม่ได้ พระผู้น้อยจะไปตำหนิหรือสอนพระผู้ใหญ่ไม่ได้ ทีนี้มาพิจารณาว่า ผู้น้อยผู้ใหญ่วัดกันด้วยอะไร ก็คงวัดกนด้วย พรรษา 1 บวชก่อนบวชหลัง 1 สมณศักดิ์ 1 ซึ่งก็คง ถามได้ต่อไปว่า ความเป็นผู้น้อยผู้ใหญ่จริงๆวัดกันด้วยอะไร ที่น่าจะเหมาะสม ที่สุดน่าจะได้แก่ระดับของการบรรลุธรรม พระที่อ่อนพรรษากว่า บวชทีหลัง สมณศักดิ์ต่ำกว่าหรือไม่มีสมณศักดิ์ อาจ บรรลุธรรมสูงกว่าก็ได้ ถ้าจะถามต่อไปว่า ผู้พูดจะบรรลุธรรมหรือไม่บรรลุธรรม ระดับใดก็ตาม ถ้า ตำหนิผู้อื่นด้วยความรุนแรง เขาจะโกรธไหม ศ.นพ.ประเวศ วะสี 65 คำตอบก็คือ โกรธ นอกจากมีกรณีพิเศษ ถ้าอย่างนั้นควรหรือไม่ควรตำหนิผู้อื่นด้วยความรุนแรง ในอภัยราชกุมารสูตร มีการกล่าวถึงว่า มีผู้มายุยงอภัยราชกุมารให้ ไปถามปัญหาพระพุทธเจ้าว่า พระสมณโคดมปรกติชอบพูดให้คนยินดี หรือ พูดให้คนไม่ยินดี โดยตระเตรียมกันไว้ก่อนว่าไม่ว่าพระสมณโคดมตอบมา ประตูไหนจะย้อนกลับไปให้จน (ถ้าจนง่ายๆอย่างนั้น ก็คงไม่ใช่พระพุทธเจ้า!) พระพุทธองค์ทรงตอบว่า สิ่งที่พระองค์จะตรัสนั้นต้องเป็นความจริง และมีประโยชน์ กล่าวคือ ถ้าไม่จริง จะมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ ไม่พูด ถ้าจริงแต่ไม่มีประโยชน์ ไม่พูด ถ้าจริง มีประโยชน์ พูดแล้วก่อให้เกิดความยินดี ก็พูด ถ้าจริง มีประโยชน์ พูดแล้วไม่ก่อให้เกิดความยินดี ก็พูด 66 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก ผู้เขียนคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ท่านโพธิรักษ์ถูกว่าอย่างโน้นอย่าง นี้อยู่ที่ท่านกล่าวตำหนิผู้อื่นอย่าง "ผ่าเปรี้ยง" เป็นสำคัญ ส่วนเหตุอื่นๆที่นำมากล่าวกันเป็นส่วนประกอบเท่านั้น ปกติคนไทยนั้นถึงใครจะทำผิดอย่างไร ถ้าไม่ไปว่าอะไรใคร คนอื่นก็ มักไม่เอาเรื่อง อยู่ได้สบายๆ ทั้งๆที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อส่วนรวม โดยเฉพาะถ้ารู้จักพูดเพราะๆ หรือเอาอกเอาใจผู้อื่นด้วยแล้วละก็อยู่ได้สบาย บริ๋อ ทั้งๆที่ทำผิดอย่างมหันต์ ก็เห็นกันอยู่ทั่วไป ถ้าท่านโพธิรักษ์ทำอย่างที่ท่านทำทุกอย่าง แต่อยู่เงียบๆเฉยๆ ไม่มี ปากมีเสียง ก็คงไม่มีเรื่องมีราวอะไร ก็อยู่เงียบๆเฉพาะตัวเฉพาะกลุ่ม แต่การ ที่ท่าน "ผ่าเปรี้ยงๆ" ทำให้ดังสะดุ้งสะเทือนกันไปทั่ว ศ.นพ.ประเวศ วะสี 67 คำถามก็วกกลับมาที่เดิมว่าที่ท่านทำอย่างนั้น ดีหรือไม่ดี คำตอบก็คือ ถ้าท่านทำด้วยความโกรธ ความโลภ ความหลง ก็ไม่ดี แต่ถ้าไม่ได้ทำด้วยความโกรธ ความโลภ ความหลง ก็ดี ใครอยากทราบว่าดี หรือไม่ดี ก็ไปแสวงหาข้อเท็จจริงกันเอาเองว่า ที่ท่านแสดงแบบผ่าเปรี้ยงๆนั้น ทำด้วยความโกรธ ความโลภ ความหลงหรือไม่ 68 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก ## บูรณาการ ตามที่กล่าวมาแล้ว 9 ตอน จะเห็นได้ว่าสำนักสวนโมกข์ ธรรมกาย และสันติอโศกมีจุดเด่นที่ต่างกัน กล่าวคือ สวนโมกข์ = ปัญญา ธรรมกาย = สมาธิ สันติอโศก = ศีล ทั้งนี้มิได้หมายความว่าแต่ละสำนักจะปราศจากซึ่งอีก 2 สิกขา แต่กล่าวโดยจุดเน้นหรือจุดเด่นที่สาธารณะได้รับรู้เท่านั้น ไตรสิกขา อันได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ต้องมีครบทั้ง 3 เรื่องอย่างเชื่อมโยงกันจึงจะทำให้บุคคลพ้นทุกข์ได้ การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะเริ่มต้นด้วยศีล หรือด้วยสมาธิ หรือด้วยปัญญา ตามแต่จริตของตน เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ทั้งสิ้น เสมือนเป็นประตูต่างๆกัน ทำให้สามารถเข้าไปสู่สิ่งเดียวกัน แต่ต้องเข้าไปสู่สิ่งเดียวกันให้ได้ไม่ใช่ไปติดอยู่ที่ประตู และต้องไปให้ถึงปัญญาจึงจะแก้ปัญหาได้สมบูรณ์ ศ.นพ.ประเวศ วะสี 69 ที่กล่าวเรียงจากสวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก นั้นเรียงตามอาวุโสแห่ง สำนักนั้นๆ คราวนี้จะขอกล่าวทวนย้อนกลับ ## สันติอโศก มีผู้เขียนมาว่า เรื่องเกี่ยวกับสวนโมกข์ ธรรมกายนั้นวิเคราะห์ดี แล้ว* แต่เรื่องเกี่ยวกับสันติอโศกและพระโพธิรักษ์นั้นเข้าใจว่าข้อมูลคง คลาดเคลื่อนไปมาก และผู้ที่เขียนมาว่ารู้ "กำพืด" พระโพธิรักษ์ดี! ดังที่ผมเกริ่นไว้ตั้งแต่แรกว่า ความรู้สึกของประชาชนเกี่ยวกับ 3 สำนักนี้ขัดแย้งกันมาก พวกที่ชอบก็ชอบจริงๆ พวกที่ไม่ชอบก็ชิงชังเอาเลย ผมขอเรียนว่าที่มาเขียนเรื่องนี้มิใช่เพื่อเขียนเอามัน! แต่เขียนเพื่อหวังผลทาง บูรณาการเพื่อแก้ปัญหาที่แก้ไขได้ยากในสังคม และโดยหวังผลระยะยาว ผมอยากชี้ให้เห็นประเด็นที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับศีลของชาวอโศกกับปัญหา สังคมอันมีลักษณะพิเศษ เราอาจจะว่าศีลจะไปแก้ปัญหาอะไรได้ ทั้งๆที่พระ ท่านก็ให้ศีลวันละหลายหมื่นเที่ยว และมีคนปวารณารักษาศีลตามวัดต่างๆ *นี้ว่าตามที่เขาว่าเท่านั้น สำหรับผู้เขียนเองคิดว่าคงมีส่วนที่ดีบ้าง และไม่ดี บ้าง 70 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก และตามบ้านต่างๆจำนวนมาก สังคมมันก็เลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ นี้เราจะต้องจับ หลักให้ได้ว่าเป็นเพราะอะไร ที่ทำอะไรๆก็แก้ไขปัญหาชีวิตและสังคมส่วน ใหญ่ไม่ได้เพราะประเทศไทยถือเอาเงินเป็นใหญ่ มิได้เอาธรรมเป็นใหญ่ เรื่องเงินได้ครอบงำจิตใจ วิธีคิด และการปฏิบัติอย่างเป็นระบบและ เป็นวิถีชีวิต สังคมที่เอาเงินเป็นใหญ่นั้น มีความสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อน สังคมแต่ เดิมนั้น มนุษย์แต่ละคนสัมพันธ์กับธรรมชาติโดยตรง คือ สัมพันธ์กับป่า กับ สัตว์ กับไร่ กับนา กับน้ำ กับปลา และหากินกับธรรมชาติโดยตรง ในสังคมที่เอามนุษย์ไปสัมพันธ์กับเงินแทนธรรมชาติ มนุษย์จะหา กินกับมนุษย์ๆๆไปหลายทอด เช่น โรงงานผลิตสินค้ามาราคา 10 บาท ขาย ให้บริษัทหนึ่งไป 20 บาท และขายช่วงต่อๆไป เป็นยี่ปั๊ว ซาปั๊ว สี่ปั๊ว ห้าปั๊ว กว่าจะถึงชาวไร่ชาวนาผู้บริโภค ราคาอาจตก 100 บาท ตอนขายออกก็ เช่นเดียวกัน สมมติว่าราคาสุดท้ายที่ขายได้ 1,000 บาท ชาวไร่ชาวนาอาจได้ 5 บาท ที่เหลือคนอื่นเอาไปหมด ศ.นพ.ประเวศ วะสี 71 ในระบบเช่นนี้จะทำให้คนส่วนน้อยมีโภคทรัพย์มาก อาจเป็นหมื่นเป็นแสน ล้าน ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยากจนเหลือ 0 หรือติดลบ ในสภาพอย่างนี้เงินจึงมีอำนาจมาก เช่น - เอาไปซื้อเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร - เอาไปซื้อเสียงเป็นรัฐมนตรี - เอาไปซื้อเสียงผู้แทนราษฎรให้ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง - ทำให้มีโสเภณีเป็นแสนๆหรือเป็นล้านรวมทั้งโสเภณีเด็ก - ทำให้มีการใช้แรงงานเด็กโดยไม่สมควร - อพยพเข้าเมืองเกิดสลัม - เกิดอาชญากรรมทั่วไป และมีการฆ่ากันตายด้วยอัตราสูงเป็นที่สองในโลก ฯลฯ ผู้คนพลเมืองล้วนหายใจเป็นเงินๆ ๆ คิดอยู่แต่ว่าฉันจะได้อะไรบ้าง ถ้าจะเกิดสภาพเช่นนี้ขึ้นในสังคม ท่านจะคิดว่าอย่างไร คือ 72 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก - ตำรวจคิดว่าฉันจะรีดไถ่ใครได้บ้าง - ข้าราชการคอยจะคอร์รัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวง - หมอคอยคิดว่าทำอย่างไรฉันจะได้เงินจากคนไข้มากๆ (กินเปอร์เซ็นต์จาก การส่งตรวจคอมพิวเตอร์ก็เอา) - พระคอยจะหาเงินเข้าวัด และเข้าตัวเอง - พ่อค้าคอยคิดว่าทำอย่างไรฉันจะได้กำไรมากที่สุด - ผู้พิพากษาและอัยการถือว่าเงินคือความยุติธรรม - ทหารคอยกินคอมมิสชั่นการซื้ออาวุธ ฯลฯ ฯลฯ ถ้าเกิดสภาพเช่นนี้สังคมก็วิบัติ และท่านลองคิดดูว่ามันเกิดขึ้นบ้าง หรือไม่ สังคมที่ถือเอาเงินเป็นใหญ่ ไม่เอาธรรมเป็นใหญ่ ไม่ใช่สังคมพุทธ และจะเกิดวิปริตอาเพศทั่วไป ศ.นพ.ประเวศ วะสี 73 กระแสแห่งความวิปริตอาเพศนี้รุนแรงยิ่งนักยากที่จะแก้ไขเป็น ส่วนรวมได้ โดยบอกว่า - วันนี้ฉันทำบุญตักบาตรแล้ว - วันนี้ฉันภาวนาพุทโธแล้ว - วันนี้ฉันเห็นธรรมกายแล้ว - วันนี้ฉันไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว ที่กล่าวนี้ไม่ได้แปลว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ดีไม่ควรทำ แต่ว่าระบบชีวิตและ สังคมที่เอาเงินเป็นใหญ่นี้มันรุนแรงยิ่งนัก เกินกว่าการที่ทำอะไรๆเป็นปัจเจก บุคคลจะต้านทานได้ เปรียบเสมือนว่าถ้าชุมชนสงบเรียบร้อยเป็นปึกเป็นแผ่น ถ้ามีโจร เกิดขึ้นคนสองคนก็คงแก้ปัญหาได้ไม่ยาก แต่ถ้ามีโจรเป็นกองทัพ มีการจัดองค์กรเป็นระบบ เข้าปล้นฆ่าฟันในสินบนจน ชุมชนและเมืองลุกเป็นไฟ 74 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก ขณะที่ไฟกำลังลุกท่วมเมืองอยู่นั้น คนส่วนใหญ่ถูกไฟลวกตายบ้าง ถูกโจรฆ่า บ้าง กลายเป็นพวกโจรบ้าง ยากที่จะมีโอกาสบำเพ็ญ ทาน ศีล ภาวนา จะทำ ได้ก็ไม่กี่คน แก้ปัญหาของสังคมส่วนใหญ่ไม่ได้ ในเมื่ออำนาจเงินมันเข้ามาครอบงำจนเกิดระบบชีวิตด้วยเงิน การที่จะแก้ไขปัญหาได้ก็ต้องมีระบบชีวิตด้วยธรรม เรื่องนี้ต้องเข้าใจวินัยหรือศีลที่พระศาสดาบัญญัติ ศีลหรือวินัยเป็นเครื่องกำหนดระบบชีวิตของชุมชน ดังเช่นชุมชน สงฆ์ซึ่งมีลักษณะพิเศษต่างจากชุมชนอื่น ชุมชนสงฆ์ในอดมคติที่พระพุทธเจ้า ทรงสร้างให้เป็นตัวอย่างนั้นไม่ถือวัตถุหรือเงินเป็นใหญ่ แต่ถือธรรมเป็นใหญ่ สมาชิกของชุมชนสัมพันธ์กันด้วยธรรม มิใช่ด้วยอำนาจอันเกิดจากวัตถุและ เงิน จึงเป็นชุมชนที่มีอิสรภาพหรือสันติ แต่ระบบชีวิตในสังคมทุกวันนี้ มนุษย์มีความสัมพันธ์กันด้วยอำนาจ ของวัตถุแล้งเงิน ฉะนั้นถึงจะว่า "วันนี้พระให้ศีลแล้ว" หรือ "วันนี้ฉันรับศีล แล้ว" ก็ดูจะแก้ปัญหาสังคมไม่ได้ เพราะศีลยังไม่ใช่เครื่องกำหนดระบบชีวิต ของสังคม ศ.นพ.ประเวศ วะสี 75 ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมในประเทศไทย ทั้งๆที่พระให้ศีลวันละหลาย หมื่นเที่ยว ความชั่วก็เกิดขึ้นเต็มประเทศไปหมด และดูจะเพิ่มขึ้น จำเป็นที่ จะต้องศึกษาเรื่องความหมายของศีลหรือวินัยในฐานะเป็นเครื่องกำหนดชีวิต ของชุมชน ในความเห็นของผู้เขียน ความสำคัญสูงสุดของขบวนการสันติอโศก มิได้อยู่ที่การกินมังสวิรัติ แต่อยู่ที่การสร้างชุมชนที่มีศีลเป็นระบบชีวิตให้มี ความสัมพันธ์กับธรรมชาติ ไม่กดขี่ขูดรีด ไม่ทำโดยหวังกำไร แต่แบ่งปัน ช่วยเหลือกันเป็นบุญนิยม ทำให้ชุมชนสงบเย็น สันติอโศกกำลังทดลองชีวิตชุมชนเช่นนี้อยู่ เช่นที่ปฐมอโศก การ ทดลองเช่นนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นการสร้างระบบชีวิตที่กลับไปหา พระพุทธเจ้า ปัญหามีว่าจะทำได้สำเร็จมากน้อยแค่ไหนในระดับมหภาค ซึ่ง เป็นเรื่องที่จะต้องเฝ้าดูกันต่อไป ฉะนั้น ไม่ควรโจมตีพระโพธิรักษ์ด้วยเรื่องหยุมหยิม แต่ควร สนับสนุนให้ท่านสร้างชุมชนด้วยลัทธิบุญนิยมของพระพุทธเจ้า แต่ถ้าท่านจะ เพลาการวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นด้วยความรุนแรงลงบ้างก็อาจจะมีคนมา สนับสนุนแนวทางของท่านมากขึ้น 76 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก งานที่สันติอโศกกำลังทำเป็นเรื่องสำคัญแต่ยาก จึงต้องการแนวร่วม แนวร่วม นี้ไม่จำเป็นต้องทำเหมือนกันแต่ไปทางเดียวกัน ธรรมกาย ในขณะที่วัดส่วนใหญ่ทำตัวเองสกปรก ทั้งในเรื่องบริเวณ สถานที่ และบุคคล รวมทั้งติดต่อกับคนสมัยใหม่ไม่รู้เรื่อง วัดพระธรรมกายเป็นตัวอย่างที่ดีของการแก้ไขสิ่งต่างๆเหล่านั้น ทำ ให้คนสมัยใหม่หันมาเข้าวัด นี้ควรจะเป็นบทเรียนแก่วัดทั้งหลายที่จะต้อง ปรับปรุง สมาธิเป็นของดีที่ให้ทิพยสุขซึ่งมนุษย์ควรจะได้รับ และส่งต่อไปให้ เกิดปัญญาการทำสมาธิมีหลายวิธี และอย่าไปติดอยู่ในสมาธิ ต้องต่อไปที่ ปัญญา ทั้งปัญญาทางสังคม และปัญญาที่จะนำไปสู่นิพพาน ศ.นพ.ประเวศ วะสี 77 ## สวนโมกข์ สัตว์ถูกกำหนดโดยธรรมชาติทางวัตถุที่เป็นสมองให้ทำได้เท่าที่สัตว์จะทำได้อย่างนั้นๆ โดยไม่มีบาปมีบุญ มนุษย์ต่างจากสัตว์ที่วัตถุ โครงสร้างของสมองสามารถส่งผลให้เกิดนามธรรมอันไปพ้นอำนาจของวัตถุ จึงเกิดมีเรื่องบาปบุญคุณโทษและมีศักยภาพทางปัญญาอันไม่มีที่สิ้นสุด มนุษย์ควรจะมีโอกาสที่พัฒนาทางปัญญาไปให้ไกลที่สุดเท่าที่ศักยภาพของมนุษย์จะพึงเอื้ออำนวย แต่มนุษย์ส่วนใหญ่กลับจมอยู่ในความมืดมิดของอวิชชา เพราะยึดถือในสิ่งที่ผิดๆ และถูกปิดบังครอบงำด้วยประการต่างๆในชีวิตและสังคม บทบาทที่ยิ่งใหญ่ของพุทธทาสถิกขุ คือท่านมาปลดปล่อยมนุษย์ออกจากความมืด ทำให้อยู่ในฐานะที่จะพัฒนาปัญญาไปให้เต็มตามศักยภาพได้ ด้วยปัญญาเท่านั้นที่จะบรรลุธรรม ปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากความเป็นทางทั้งปวงได้ และด้วยปัญญาเท่านั้นจึงจะเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร 78 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก ในอนาคตยิ่งโลกมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ยิ่งต้องการปัญญาที่จะทำให้ สามารถจัดระบบสังคมที่เอื้ออำนวยต่อสันติได้ ## คำอุทธรณ์ต่อชนชาติไทย เรานำชาติไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นหลัก พระพุทธศาสนาแท่นั้น เป็นของประเสริฐที่สุด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงคิดค้นและสร้างพระพุทธศาสนาเป็น มหาบุรุษอันมีพระปัญญาธิคุณยอดเยี่ยมในโลก ที่หลายพันปีจะมีอุบัติขึ้นสัก คนหนึ่ง ความคิดในพระพุทธศาสนาสามารถนำไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาชีวิตและสังคม ที่แปรผันไปในสภาพต่างๆ หากมีปัญญาพอที่จะติดตามหรือดักหน้าความ แปรผัน (อนิจจัง) ของเหตุการณ์ต่างๆอันขึ้นกับเหตุปัจจัยอันสลับซับซ้อนที่ หนุนเนื่อง (อิทัปปัจจยตา) ให้เกิด ชีวิตและสังคมมีวิวัฒนาการหรือบางครั้งก็มีอภิวัฒนาการมาจน สลับซับซ้อน ซึ่งต้องการปัญญาอันยิ่งที่จะมองให้เจาะทะลุ มนุษย์จึงจะ สามารถสร้างสังคมที่มีสันติสุข ถ้าไปติดอยู่ในความโง่เขลาด้วยเหตุใดก็ตาม แล้วไซร้ ย่อมแก้ปัญหาไม่ได้ และยิ่งทำให้เกิดความทุกข์ยากมากขึ้น ศ.นพ.ประเวศ วะสี 79 ในช่วง 100 ปี ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ละทิ้งพระพุทธศาสนาหันไปจับแนวทางตะวันตก แต่จับได้เฉพาะส่วนที่เป็นวัตถุ มาเป็นหลักในการพัฒนาประเทศ แม้ประเทศจะมีวัตถุมากขึ้น แต่ปรากฏความเสื่อมโทรมทั่วไปทั้งทางจิตใจ ชีวิตครอบครัว ชีวิตชุมชน เศรษฐกิจของชาวชนบทพังทลายทั้งประเทศ วัฒนธรรมชุมชนอันเป็นระบบสวัสดิการสังคมทั้งทางเศรษฐกิจและจิตใจแตกสลาย ชีวิตผู้คนระหกระเหิน ความสัมพันธ์ของพ่อแม่ลูกแปรผันไปทางที่เป็นโทษอันร้ายแรงต่อสุขภาพจิต ลูกผู้หญิงและเด็กของเราต้องไปเป็นโสเภณี ป่าไม้และสิ่งแวดล้อมของเราถูกทำลาย อาชญากรรมระบาดจนเมืองไทยไม่น่าอยู่ ประเทศไทยต้องทำตัวเป็นลูกน้องต่างประเทศ ซึ่งก็มิได้มีพลังทางจริยธรรมสูงส่งแต่อย่างใด ล้วนเป็นพวกจิตเล็ก ที่คอยเอารัดเอาเปรียบและแสวงหาลูกน้องใหม่อยู่ในอาณัติตน ทำให้ประเทศไทยเศร้าหมองหมดศักดิ์ศรีลง 80 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก # พุทธัง สรณัง คัจฉามิ เราเอาแต่สวด แต่มีเคยเอามาคิดอย่างจริงจังว่า พระพุทธเจ้าจะ ช่วยเราได้อย่างไร เราคิดถึงแต่การช่วยแบบอิทธิปาฏิหาริย์ พระพุทธองค์ทรง ปฏิเสธการพึ่งพาอิทธิปาฏิหาริย์ ทรงซี้ไปที่ปัญญาว่า นตฺถิ ปญฺญา สมาอาภา เราควรจะหันกลับมาศึกษาพุทธธรรมอย่างจริงจังให้เกิดปัญญา เพื่อนำมาเป็นหลักในการสร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมในเชิงพุทธขึ้น ให้ เป็นสังคมที่หลุดพ้นจากความเศร้าหมอง มีสันติสุข มีประกายสดใสด้วยพลัง ทางจริยธรรม มีศักดิ์มีศรี เป็นตัวอย่างและเป็นผู้นำในโลก สมัยนี้หากต้องการศึกษาพุทธธรรมในทางที่จะทำให้เกิดปัญญาก็ เป็นการง่ายแล้ว เพราะท่านพุทธทาสภิกขุ และท่านพระราชวรมุนีได้สร้าง งานทางนี้ไว้มาก สมควรที่ชาวไทยและชาวโลกจักเสพศึกษาให้คุ้มกับการที่ เกิดมาร่วมสมัยกับบุคคลเช่นพระเถระทั้งสอง ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะสถาบันทางพระพุทธศาสนามาว่า เรามีวัดประมาณ 30,000 วัด มีพระกว่า 200,000 รูป มีเณรกว่า 100,000 รูป เป็นทรัพยากร ศ.นพ.ประเวศ วะสี 81 อันมโหฬารของสังคม คือมีทั้งที่ดิน อาคารสถานที่ อุปกรณ์ บุคลากร งบประมาณ คือเงินและข้าวของที่มีผู้ถวาย อีกทั้งศรัทธาของประชาชนซึ่ง ไม่ใช่เป็นการง่ายที่จะสร้างให้เกิดขึ้น ทั้งหมดจะต้องนำมาเป็นส่วนสำคัญใน การพัฒนาสังคม เรื่องนี้รัฐบาลกับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติยังไม่ ค่อยให้ความสนใจ เพราะมัวไปสนใจพ่อค้าและการค้าขายเป็นสำคัญ ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างหัวข้อที่อาจนำมาพิจารณาในเรื่องสถาบันทางพุทธศาสนา กับการพัฒนา 1. สิ่งแวดล้อมทางกายภาพของวัด วัดควรดูแลให้บริเวณวัดสะอาด ปลูกต้นไม้ให้ร่มรื่น มีบรรยากาศ แห่งความสงบ สำหรับประชาชนใช้เป็นที่พักผ่อนจิตวิญญาณอันเมื่อยล้าจาก สภาพสังคมปัจจุบัน พระเถรไม่ควรจะอยู่ว่างๆหรือมั่วสุมกันสูบบุหรี่ ดูโทรทัศน์ ฝ่ายบ้านเมืองและฝ่ายพระควรจะมีการรณรงค์เรื่องนี้กันอย่างจริงจัง 82 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก 2. การศึกษาของพระสงฆ์และสามเณร พระสงฆ์และสามเณรส่วนใหญ่มีการศึกษาน้อย ไม่เข้าใจพุทธธรรมอย่างลึกซึ้ง และไม่เข้าใจสภาพสังคมปัจจุบัน จึงสื่อกับประชาชนไม่ได้ และเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณไม่ได้ ความสัมพันธ์ระหว่างพระกับประชาชนเป็นเพียงพิธีกรรมเป็นส่วนใหญ่ การที่มีพระสงฆ์ที่เข้าใจพุทธธรรมลึกซึ้งและเข้าใจชีวิตและสังคมในปัจจุบัน และมีความสามารถในการสื่อ มีความสำคัญต่อประเทศไทยและต่อลูกมาก สมควรที่รัฐบาลและทางการคณะสงฆ์จะให้ความสนใจต่อเรื่องนี้ให้มากที่สุด 3. บทบาทของพระสงฆ์ พระพุทธเจ้าทรงสร้างพระสงฆ์ขึ้นมา โดยมีวัตถุประสงค์หลักสองประการคือ (1) เพื่อให้บรรลุนิพพาน (2) เพื่อช่วยสังคม ในสภาพปัจจุบันพระสงฆ์มีบทบาทช่วยสังคมได้หลายอย่าง เช่น ศ.นพ.ประเวศ วะสี 83 ### 3.1 ในทางความคิด ทุกวันนี้สังคมไทยพบทางต้นหลายอย่าง เช่น ทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง ทางการศึกษา ทางการพัฒนาเด็ก ทางสาธารณสุข เป็นต้น บ้านเมืองไม่มีสมองหรือสติปัญญาพอ คณะสงฆ์ควรเป็นสมองให้บ้านเมือง โดยเฉพาะถ้ามีการส่งเสริมการศึกษาของพระสงฆ์ในข้อ 2 เราจะมีพระสงฆ์ที่ฉลาดปราดเปรื่อง เป็นกำลังทางสมองให้ประเทศอีกทางหนึ่ง และน่าจะเป็นสติปัญญาที่เป็นกลางยิ่งกว่าที่ได้จากนักวิชาการทางโลก ซึ่งจำนวนมากมีอคติเพราะผลประโยชน์ ### 3.2 ในทางการให้การศึกษาแก่ประชาชน ถ้าพระเข้าใจปัญหาของประชาชน และมีความสามารถในการสื่อปรับปรุงวิธีการสื่อให้มีประสิทธิภาพจะเกิดประโยชน์แก่สังคมเป็นอย่างมาก ### 3.3 สอนสมถะวิปัสสนา พระจะต้องสอนการเจริญสติ สมาธิ และวิปัสสนาได้ทุกองค์ เพราะเรื่องนี้อยู่ในมรรค 8 หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นพระไม่ฝึกจิตไม่ได้ เป็นชาวพุทธไม่ฝึกจิตไม่ได้ ฝึกแล้วจะได้รับทิพยสุขซึ่งมนุษย์สมควรจะได้รับ และสามารถแก้ปัญหาพฤติกรรมได้ จึงเป็นมรรควิธีที่สำคัญในการพัฒนาชีวิตและสังคม 84 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก 3.4 พัฒนาชุมชน ขณะนี้มีพระที่เป็นผู้นำในการพัฒนาชุมชนอย่างได้ผลดี ทำให้ ชุมชนพึ่งตนเองได้ทางเศรษฐกิจ และตั้งอยู่ในความดี ทั้งนี้โดยรัฐบาลไม่ต้อง เสียเงินเลย สมควรจะเป็นแนวทางหลักอีกแนวหนึ่งในการพัฒนาชุมชน 3.5 สังคมสงเคราะห์ ขณะนี้ประชาชนมีปัญหาสารพัดซึ่งรัฐบาลไม่มีคำตอบ เช่น ลูกคน จนในเมืองที่พ่อแม่ต้องทำงานทั้งคู่ ไม่มีใครเลี้ยงลูก ลูกคนงานก่อสร้างที่ไม่ได้ เรียนหนังสือ เรื่องเด็กกำพร้า เรื่องคนแก่ เรื่องคนพิการ ฯลฯ ถ้าวัดและพระสงฆ์จะเข้ามารับรู้ศึกษาปัญหาเหล่านี้ ก็อยู่ในฐานะที่ จะบรรเทาทุกข์ดวงวิญญาณอันบอบช้ำของคนจำนวนมากเหล่านี้ 4. การบริหารจัดการวัด วัดมีเรื่องที่จะต้องบริหารจัดการมากทั้งในเรื่องวัสดุ อาคารสถานที่ คน เงิน และบริหารเพื่อการพัฒนา หลวงตาแก่ๆที่ไม่ค่อยมีความรู้ความสามารถคงจะทำไม่ได้ หรือทำ ไม่ดี คงจะต้องมีการคิดพัฒนาการบริหารจัดการวัดกันใหม่ ให้วัดสามารถเป็น ส่วนในการพัฒนาชีวิตและสังคมได้อย่างเต็มที่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี 85 5. สื่อมวลชนกับพระพุทธศาสนาในการพัฒนา หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ควรออกไปดูงานที่ดีๆของพระรูปต่างๆ ที่กำลังทำอยู่ และนำมาเสนอต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ให้เกิดความตระหนักรู้ทางสาธารณะถึงความสำคัญของพระพุทธศาสนาต่อการพัฒนา ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างและหัวข้อ มีอย่างอื่นๆและมีรายละเอียดอีกมาก รัฐบาลควรจะเข้าใจถึงศักยภาพของสถาบันทางพระพุทธศาสนาในการพัฒนา แผนพระพุทธศาสนากับการพัฒนาน่าจะเป็นแผนหนึ่งและแผนสำคัญ แผนอื่นๆรัฐบาลต้องใช้เงินมาก แผนนี้รัฐบาลเกือบจะไม่ต้องใช้เงินเลย เพราะมีเงินหมุนเวียนเกี่ยวกับทางศาสนาจำนวนมาก แต่ไม่ออกมาในทางที่จะสร้างคุณค่าแก่ชีวิตและสังคมของไทย สมควรที่รัฐบาล คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนจะร่วมกันคิดและเคลื่อนไหวให้พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็น สรณัง คัจฉามิ โดยเนื้อหาสาระจริงๆมิใช่โดยสวดเป็นพิธีกรรมเท่านั้น 86 สวนโมกข์ ธรรมกาย สันติอโศก ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะประกาศความเป็นไททางความคิดในการพัฒนา พระพุทธศาสนาจะเป็นธงชัยของเรา ศ.นพ.ประเวศ วะสี 87 อ่านหนังสือเพิ่มเติมได้ที่ AntiPraDhammakaya.blogspot.com
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
วัฒนธรรม
จิตใจ
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 1987
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• พุทธศาสนากับชีวิตประจำวัน
• การปฏิบัติธรรม
• พุทธศาสนากับสังคม
history_eduหมวดหมู่
วัฒนธรรม
จิตใจ
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 1987
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้