auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

สุขภาพสังคม

chrome_reader_modeคำอธิบาย

เอกสารนี้คือสรุปสาระสำคัญจากการปาฐกถาเกียรติยศศาตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ 2 เรื่อง สุขภาพสังคม (Social health) ณ มหาวิทยาลัยมหิดล 1 มีนาคม 2545"

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

PCET สุขภาพสังคม ประเวศ วะสี ปาฐกถาเกียรติยศ ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ หัวข้อเรื่อง สุขภาพสังคม (Social Health) โดย เรย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี A 31 184ป 545 0.1 เอกสารกองบริหารงานวิจัย หมายเลข ๔๙/๒๕๔๕ ISBN: 974-05-0078-7 ปาฐกถาเกียรติยศ ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ สปรส. “สุขภาพสังคม” (Social Health) ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี WA 31 ปี 2545 * BKK0000000584 ปาฐกถาเกียรติยศ ศาสตราจารย์นายแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ สรุปสาระสำคัญจากการปาฐกถาเกียรติยศ ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ เรื่อง "สุขภาพสังคม" (Social Health) ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ๑ มีนาคม ๒๕๔๕ สุขภาพสังคม ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี ปาฐกถาเกียรติยศศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ สุขภาพสังคม - Social Health ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี ISBN: 974-05-0078-7 พิมพ์ครั้งที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๕ จำนวนพิมพ์ ๓,๐๐๐ เล่ม คณะบรรณาธิการ ศาสตราจารย์นายแพทย์ สมหวัง ด่านชัยวิจิตร รองศาสตราจารย์ฤดี สุราฤทธิ์ นางรัตนา เพ็ชรอุไร รูปเล่ม นางสาวตรีระกา กิจเนตร เรียบเรียงและศิลปกรรม นายวัฒนา สุขวัจน์ นายแก้ว วิฑูรย์เธียร นางอำนวยพร เอี่นมพันธ์ จัดทำโดย กองบริหารงานวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) จัดพิมพ์โดย สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) ชั้น ๒ อาคารด้านทิศเหนือสวนสุขภาพ (ถ.สาธารณสุข ๖) ภายในบริเวณกระทรวงสาธารณสุข ถ.ติวานนท์ อ.เมือง จ.นนทบุรี ๑๐๐๐๐ โทรศัพท์ (๐๒) ๕๙๐-๒๓๐๔ โทรสาร (๐๒) ๕๙๐-๒๓๑๑ หรือ ตู้ ปณ. ๙ ปณฝ.ตลาดขวัญ นนทบุรี ๑๐๐๐๒ E-mail address : hsro@hsro.or.th homepage : www.hsro.or.th พิมพ์ที่ อุษาการพิมพ์ กรุงเทพฯ โทร. ๐๒-๒๕๒-๐๘๔๘ ปาฐกถาเกียรติยศ ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ # คำนำ หนังสือปาฐกถาเกียรติยศศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ นี้ มหาวิทยาลัยมหิดลได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี มาเป็นองค์ปาฐก โดยท่านได้เสนอ เรื่อง "สุขภาพสังคม" (Social Health) ซึ่งเป็นเรื่องที่เหมาะสมกับกาลยุค ปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง เพราะนับจากการที่ประเทศไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๐ เป็นต้นมา ทำให้เกิดความปั่นป่วนในทุกระบบของ สังคม และการที่จะฟื้นฟูสุขภาพของประชาชนชาวไทยเราให้กลับคืนสู่ สุขภาวะที่สมบูรณ์ ซึ่งหมายรวมถึงสุขภาพทางกาย ทางจิต ทางสังคม และจิตวิญญาณ จะทำได้อย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับความถูกต้องทั้งหมดของ มนุษย์และสังคม ซึ่งองค์ปาฐกได้กล่าวถึงคือ "บรมธรรม" "บรมธรรม" คืออะไร และการที่จะนำไปสู่สุขภาวะที่สมบูรณ์จะ ทำได้อย่างไร ธรรมะแห่งการอยู่ร่วมกันด้วยดีมีอะไรบ้าง สุขภาพสังคม จะเกิดจากอะไรนั้น ท่านผู้อ่านจะหาคำตอบได้จากหนังสือเล่มนี้ และ เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) ได้ ร่วมที่จะนำความรู้จากปาฐกถาครั้งนี้เผยแพร่สู่ประชาชนเพื่อนำไปเรียน รู้และเป็นแนวทางในการปฏิบัติเพื่อช่วยกันรวมพลังให้สุขภาพสังคม ของประเทศไทยเข้มแข็งและร่วมกันพัฒนาชาติไทยให้ยืนยงต่อไป. (ศาสตราจารย์เกียรติคุณพรชัย มาตังคสมบัติ) อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล สุขภาพสังคม ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี ๓ # ปาฐกถาเกียรติยศ ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ เนื่องในวันครบรอบ ๓๓ ปี แห่งวันคล้ายวันพระราชทานนาม "มหาวิทยาลัยมหิดล" ประจำปี ๒๕๔๕ วันศุกร์ที่ ๑ มีนาคม ๒๕๔๕ ## ความเป็นมา "มหิดล" เป็นพระนามของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดช วิกรมพระบรมราชชนก ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประเทศชาติอย่าง ใหญ่หลวง โดยเฉพาะการแพทย์และการสาธารณสุข ทรงได้รับการ ยกย่องว่าเป็น พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย และพระ บิดาแห่งการสาธารณสุขไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดชมหาราช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระ ราชทานนาม "มหิดล" ให้เป็นนามของมหาวิทยาลัยที่ได้ตราพระราช บัญญัติมีผลใช้อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๒ ซึ่งนับ ว่าเป็นวันเริ่มต้นของมหาวิทยาลัยมหิดลแห่งนี้ นับจากวาระนั้นจนถึงวัน ที่ ๒ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๕ ซึ่งเวียนมาบรรจบครบรอบ ๓๓ ปี ที่ได้รับ พระราชทานนามให้เป็น "มหาวิทยาลัยมหิดล" การได้รับพระราชทาน พระมหากรุณาธิคุณครั้งนี้ ยังความปีติยินดีเป็นอย่างยิ่งให้แก่บรรดา อาจารย์ นักศึกษา และเจ้าหน้าที่ทุกระดับ ตลอดจนศิษย์เก่าและนัก ศึกษาปัจจุบันของมหาวิทยาลัยมหิดล ดังนั้น เพื่อเป็นการเผยแพร่เกียรติคุณของมหาวิทยาลัย และเพื่อ เฉลิมฉลองครบรอบวาระ ๓๓ ปี แห่งวันคล้ายวันพระราชทานนามของ "มหาวิทยาลัยมหิดล" จึงจัดให้มีการจัดปาฐกถาเกียรติยศศาสตราจารย์ ปาฐกถาเกียรติยศ ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ ๔ นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ เพื่อเป็นเกียรติแด่ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล โดย ได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี เป็นองค์ปาฐก ในหัวข้อเรื่อง "สุขภาพสังคม" (Social Health) วัตถุประสงค์การจัดประชุมมีดังนี้ ๑. เพื่อเฉลิมฉลองให้เห็นถึงความสำคัญของวันคล้ายวันพระ ราชทานนาม "มหาวิทยาลัยมหิดล" ในโอกาสครบรอบ ๓๓ ปี ๒. เพื่อให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมประชุม ได้ทราบบทบาทของ มหาวิทยาลัยมหิดลที่มีต่อสังคม ๓. เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและพบปะสังสรรค์ระหว่าง บุคลากรทุกสายงาน, ศิษย์เก่า และนักศึกษาปัจจุบันของ มหาวิทยาลัยมหิดลและผู้สนใจทั่วไป ผลที่คาดว่าจะได้รับ สร้างจิตสำนึกและความผูกพันระหว่างบุคลากรทุกสายงาน, ศิษย์เก่าและนักศึกษาปัจจุบันในมหาวิทยาลัย และได้เผยแพร่เกียรติคุณ ของมหาวิทยาลัยมหิดลที่ได้ทำประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ สุขภาพสังคม ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี ๕ # คำกล่าวนำปาฐกถา และแนะนำองค์ปาฐก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ พรชัย มาตังคสมบัติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กราบเรียน ท่านนายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล กราบเรียน ท่านองค์ปาฐก ท่านรองอธิการบดี และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน วันนี้ถือเป็นวันสำคัญของมหาวิทยาลัยมหิดลวันหนึ่ง เป็นวันที่ เรามาทำพิธีเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชทานนาม "มหาวิทยาลัย มหิดล" และระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวฯ ที่ทรงพระกรุณาให้เราใช้พระนามของสมเด็จพระบรมราชชนก เป็นชื่อของมหาวิทยาลัยตั้งแต่ปี ๒๕๑๒ เป็นต้นมา ในการระลึกถึงความเป็นมาที่ได้รับพระราชทานชื่อนั้น เป็น โอกาสสำคัญที่เราจะจัดประชุมวิชาการฯ และจัดส่วนหนึ่งของประชุม วิชาการคือการระลึกถึงท่านผู้มีบทบาทสำคัญในมหาวิทยาลัยมหิดล และ เป็นผู้ที่มีบทบาทโดยตรงกับการขอพระราชทานพระนาม "มหิดล" มาเป็น ชื่อมหาวิทยาลัย และเมื่อได้รับพระราชทานชื่อ "มหิดล" ท่านก็เป็นอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นท่านแรก นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้บุกเบิกวิชาการในสาขาของท่าน คือ สาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ใน ปาฐกถาเกียรติยศ ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ ๖ ยุคต่อจากอาจารย์เติม บุนนาค ถือได้ว่าเป็นยุคต้น ๆ ของภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา และเป็นต้นกำเนิดของศาสตร์สาขานี้ในประเทศไทย จะเห็นได้ว่าผู้ที่ได้เรียนได้ผ่านภาควิชานี้มีบทบาทสำคัญในสาขาวิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยาทั่วประเทศในทุก ๆ คณะแพทยศาสตร์ต่อเนื่องมาก็มาจากภาควิชานี้ทั้งสิ้นตั้งแต่ต้น ท่านเป็นผู้มีความสามารถทั้งทางวิชาการและเป็นผู้บริหารเป็นผู้มีความเอาใจใส่ต่อความก้าวหน้าของวิชาการ และนำมาถ่ายทอดต่อลูกศิษย์และเพื่อนร่วมงานตลอดเวลา ท่านเป็นผู้ที่มีความสามารถในการตัดสินใจ ในการดำเนินการเพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยให้เป็นปึกแผ่นต่อเนื่องมาเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่ทำให้มหาวิทยาลัยมาถึงจุดในปัจจุบันนี้ ท่านผู้นั้นคือศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ เมื่อสักครู่ช่วงพิธีเปิดห้องบรรยายก็ได้มีโอกาสเรียนให้ทราบแล้ว อยากจะขอเรียนว่าเพื่อระลึกถึงพระคุณของศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ นอกจากจะจัดปาฐกถาครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๒ แล้ว ก็ยังเห็นสมควรขออนุญาตต่อครอบครัวของท่านเพื่อขอใช้ชื่อและนามสกุลของท่านเป็นชื่อห้องบรรยายแห่งนี้ และจะใช้เป็นที่ให้พวกเรา ที่อยู่ในปัจจุบันในมหาวิทยาลัยและผู้อื่นที่เข้ามาเยี่ยมมหาวิทยาลัยได้ระลึกถึงท่านตลอดไปและให้คนรุ่นหลังที่มารุ่นต่อ ๆ ไป ซึ่งไม่มีโอกาสรู้จักท่านอย่างพวกเราหลายๆ คนในที่นี้เคยได้มีโอกาสเรียนกับท่าน หรือเคยได้มีโอกาสทำงานใต้บังคับบัญชาของท่านหรือเคยมีความสนิทสนมทางครอบครัวกับลูกหลานของท่าน พวกเรา รู้ดีว่าท่านคือใคร ทำอะไรไว้บ้าง แต่ถ้าเราไม่ได้มีการระลึกถึงท่าน คนรุ่นต่อไปอาจจะไม่เคยรู้ว่าท่านคือใคร ทำอะไรให้มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ทำอะไรให้ศิริราช ทำอะไรให้มหาวิทยาลัยมหิดลไว้ วันนี้ถือเป็นวันที่สำคัญอีกวันหนึ่งของมหาวิทยาลัยมหิดลที่จะ สุขภาพสังคม ๗ ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี มีการแสดงปาฐกถาเกียรติยศศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถา- นนท์ เป็นครั้งที่ ๒ วันนี้เราได้ปูชนียบุคคลอีกท่านหนึ่งของมหาวิทยาลัย แพทยศาสตร์และมหาวิทยาลัยมหิดลที่จะเป็นองค์ปาฐก ผมคิดว่าอาจารย์ หมอประเวศ วะสี คงไม่จำเป็นต้องแนะนำมาก ทุกท่านคงจะรู้จักกันดี แต่โดยย่อ ท่านสำเร็จแพทยศาสตร์ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราช พยาบาล ได้เหรียญทองรางวัลที่ ๑ ได้ทุนมูลนิธิอานันทมหิดลไปศึกษาต่อ ที่มหาวิทยาลัยโคโรลาโด ทางพันธุศาสตร์ และศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ทำให้ได้เดินทางกลับมาเป็นผู้บุกเบิกอีกท่าน หนึ่ง โดยทำงานร่วมกับศาสตราจารย์คุณสุภา ณ นคร ศาสตราจารย์คุณ หญิงสุดสาคร ตู้จินดา บุกเบิกเรื่องธาลัสซีเมีย ตั้งแต่ ๔๐ กว่าปีที่แล้ว ทำให้เรามีความเข้าใจถึงพันธุศาสตร์ของธาลัสซีเมีย ทำให้เรา สามารถติดตามความเกี่ยวเนื่องระหว่างพันธุศาสตร์ กับการแสดงออก และการที่นำไปสู่อาการที่หลากหลายของธาลัสซีเมีย สามารถติดตาม โรคได้ตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ศึกษาพื้นฐานทางพันธุศาสตร์ ติดตามตั้งแต่เด็ก คลอดใหม่หรือยังไม่ทันคลอดก็ได้ ที่จะทำให้คาดคะเนได้ว่าจะต้องดูแล เด็กคนนี้ต่อไปอย่างไร เพื่อทำให้อาการต่างๆ ไม่แสดงออกเต็มที่ถ้าเราไม่ ได้ทำอะไรล่วงหน้า ธาลัสซีเมียถือได้ว่าเป็นเรื่องที่นำร่องของยุค post genomic ทั้งหมด คือแพทยศาสตร์ของการคาดคะเนได้ล่วงหน้า การที่จะเตรียม ทำการบำบัดรักษา เช่นในกรณีธาลัสซีเมีย เพียงแต่เอาเหล็กออกอย่าง เดียว ก็ทำให้อาการที่แสดงออกน้อยลงได้ หากเด็กที่ไม่ได้ทำอะไรเลย อาจจะมีปัญหามาก ก็จะมีชีวิตที่ค่อนข้างปกติได้ เป็นการนำร่องที่สำคัญ ถือได้ว่าเป็นแพทย์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่บุกเบิกในการวิจัย เป็นแบบ อย่างที่ดีสำหรับบุคคลรุ่นหลัง พวกเรามีความภูมิใจในอาจารย์หมอประเวศ วะสี เป็นอย่าง ยิ่ง ไม่ใช่เพียงแต่ท่านได้รับรางวัลที่สำคัญ เช่น รางวัลนักวิทยาศาสตร์ ดีเด่นของประเทศไทย รางวัลรามอนแมกไซไซ และรางวัลอื่นๆ แต่เรา ปาฐกถาเกียรติยศ ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ ภูมิใจเพราะท่านเป็นลูกศิริราช ท่านเป็นลูกมหิดล แล้วท่านก็อยู่และ ทำงานให้มหาวิทยาลัยมหิดลให้ศิริราชมาโดยตลอด วันนี้เราจึงมีความภูมิใจและขอบพระคุณที่ศาสตราจารย์เกียรติ คุณประเวศ วะสี ได้กรุณารับเป็นองค์ปาฐก ในการปาฐกถาศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ ขอกราบเรียนเชิญท่านอาจารย์หมอประเวศ ได้แสดงปาฐกถา ณ บัดนี้. สุขภาพสังคม ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี ๙ # ปาฐกถาเกียรติยศ ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ เรื่อง "สุขภาพสังคม" (Social Health) โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณประเวศ วะลี นักสภารพระคุณเจ้า ท่านนายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล ท่านอธิการบดี ท่านรองอธิการบดี ท่านคณบดี คณาจารย์ ประชาคมมหิดล ท่านศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ เป็นเอกบุรุษ ที่มีสถานะหนึ่งเดียวที่ไม่มีใครเหมือน **ประการแรก** คือท่านเป็นทั้งอธิการบดีคนสุดท้ายของมหา- วิทยาลัยแพทยศาสตร์ และเป็นอธิการบดีคนแรกของมหาวิทยาลัย มหิดล ในคน ๆ เดียวกัน โดยเป็นเป็นผู้นำความกราบบังคมทูลขอพระ ราชทานนามมหาวิทยาลัยมหิดล และก็ได้รับพระราชทานมา เพราะ ฉะนั้นท่านจึงเป็นปฐมอธิการบดีของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ **ประการที่สอง** ท่านอาจารย์หมอชัชวาล เป็นสูติแพทย์ นอกจาก ทำคลอดให้ผู้คนแล้ว ท่านยังทำคลอดหน่วยงานต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย มหิดล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี คณะสังคมศาสตร์ และ มนุษยศาสตร์ ต่าง ๆ อันนี้ควรจะศึกษาประวัติศาสตร์และติดตามไว้ว่า ท่านทำคลอดหน่วยงานอะไรบ้างในมหาวิทยาลัยมหิดล **ประการที่สาม** ท่านทั้งหลายอาจจะลืมประวัติศาสตร์ ท่านเป็นผู้ เสนอยกเลิกตำแหน่งเลขาธิการมหาวิทยาลัย ก่อนหน้านั้นมหาวิทยา- ปาฐกถาเกียรติยศ ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ ๑๐ ลับบริหารโดยเลขาธิการมหาวิทยาลัย ท่านทั้งหลายเกิดมาอาจจะไม่ทัน อาจารย์ จำลอง หะริณสุต ซึ่งเป็นเลขาธิการมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็มีอาจารย์อดุลย์ วิเชียรเจริญ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยก็มี เป็นต้น อธิการบดีจะมีบทบาททางการเป็นประธาน หน่วยงานต่างๆ แต่จะบริหารงานจริงๆ โดยเลขาธิการมหาวิทยาลัย เมื่อ อาจารย์หมอชัชวาลขึ้นเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ วัน แรกเลย ท่านทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีจอมพลถนอม กิตติขจร ขอ ยกเลิกตำแหน่งเลขาธิการมหาวิทยาลัย และเป็นคนให้เลิกหมดทุก มหาวิทยาลัย อธิการบดีกลับเป็น Chief Executive Officer เป็น CEO เมื่อก่อนนี้เลขาธิการเป็นผู้บริหาร ประการที่สี่ ผมเองเป็นลูกศิษย์อาจารย์หมอชัชวาล ท่านสอน หนังสือสอนวิชาสูติศาสตร์และสอบด้วย เวลาท่านสอบลงกอง หรือที่ เรียกว่า "สอบปากเปล่า" นักศึกษาทุกคนจะกลัวหมดเพราะว่าท่านดู อย่างคำว่า "ควาย" แต่ก่อนท่านใช้บ่อยมาก โง่เหมือนควาย นักศึกษา จะโดนดุ "โง่สับประทุน" บางท่านคงไม่เคยได้ยินคือแต่ก่อนนี้เรือที่มี ประทุน เวลาไปติดสะพาน คนโง่แทนที่จะถอยเรือออก กลับออกไปสับ ประทุนทิ้ง ท่านก็จะด่าว่ามันโง่สับประทุน แล้วท่านเป็นคนตัดสินใจเร็ว เด็ดขาด เข้มงวด และดูได้หมดทุกคน นอกจากคนเดียวคือภรรยาของ ท่านซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะผมเองถือสุภาษิตว่า "ผู้ชายที่จะเจริญต้อง เคารพภรรยา" และท่านก็เช่นกัน ชีวิตท่านจึงประสบความเจริญและได้ สร้างความเจริญต่างๆ ท่านทำได้ในยุคสมัยและโดยบุคลิกของท่าน ผม เคยเขียนในงานศพของท่านว่าอาจารย์หมอชัชวาลเป็น The Last Sho- kun แต่ก่อนท่านเป็นโชกุนจริงๆ การบริหารมหาวิทยาลัยไม่ได้ยืดเยื้อ แบบสมัยนี้ ตัดสินใจเร็วมาก ไม่ใช้คนมาก รวดเร็วมาก แต่ยุคสมัยได้ เปลี่ยนไป หลังจากท่านแล้วก็ไม่มีอธิการบดีมหาวิทยาลัยใดๆ สามารถ ทำอย่างนั้นได้ เพราะว่ายุคสมัยมันเปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นท่านจึงเป็น The Last Shokun สุขภาพสังคม ๑๑ ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี # ประการที่ห้า ท่านอธิการบดีพรชัย ได้ริเริ่มให้มีปาฐกถาเกียรติ- ยศศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ขึ้นในวันสถาปนา มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นเรื่องที่สมควรเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อ ท่านอาจารย์ชัชวาล เป็นปฐมอธิการบดีของมหาวิทยาลัยมหิดล ผู้กราบ บังคมทูลขอพระราชทานนามมหาวิทยาลัยมหิดล การระลึกถึงท่านปฐม อธิการบดี จึงเป็นเรื่องที่เป็นกุศล เป็นความดี เพราะฉะนั้นการที่จะ ตอบแทนพระคุณของท่านที่สำคัญที่สุดคือทำคุณประโยชน์ต่อประเทศ ชาติบ้านเมือง หากแม้ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ จะ ทราบด้วยญาณวิถีใดๆ ว่าในวันนี้พวกเราซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่านก็ตาม เป็นผู้มาตามหลังท่านด้วยประการใดก็ตาม ได้มาชุมนุมกันอยู่ในที่นี้ และได้มีการทำพิธีเปิดห้องชัชวาล โอสถานนท์ และมาพูดคุยกันใน เรื่องอื่นที่อาจจะเป็นคุณประโยชน์ต่อสังคม ต่อประเทศชาติ ท่านคงจะ อนุโมทนาและขอให้คุณงามความดีของท่านอาจารย์ชัชวาล โอสถานนท์ ได้อวยชัยให้พรให้ท่านทั้งหลายประสบความสุขสวัสดี สำหรับเรื่องที่จะบรรยายในวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ เพราะ ว่า ชีวิตของท่านอาจารย์ชัชวาลนั้นอยู่ที่ศิริราช อยู่ที่มหาวิทยาลัย แพทยศาสตร์ อยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยมหิดลก็เป็น มหาวิทยาลัยที่สำคัญที่สุดในเรื่องสุขภาพ ผมเองเป็นกรรมการสภาของมหาวิทยาลัยอยู่หลายแห่ง ทั้ง ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศิลปากร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ฯลฯ คิดว่าสามารถพูดได้โดย ไม่มีอดติว่าขณะนี้มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นมหาวิทยาลัยที่เข้มแข็งทาง วิชาการมากที่สุดในประเทศไทย เพราะฉะนั้นเราจึงมีบทบาทสำคัญ ที่สุดในเรื่องสุขภาพ อยากจะชวนให้มองเรื่องสุขภาพว่าเป็นเรื่องของทั้ง หมดเป็นเรื่องของทุกคณะ ทุกสถาบัน ไม่ใช่เรื่องของคณะแพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ หรือสาธารณสุขเท่านั้น เป็นเรื่องของทุกคนจริงๆ ปาฐกถาเกียรติยศ ๑๒ ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ ภาพประกอบการบรรยายที่ ๑* Reconceptualization of Health Health = Complete physical, mental, social and spiritual well-being Physical - economy, food, environment, absence of injuries Mental - free flow of mind, absence of stress, meditative Social - family, community, city, workplace, social services, peace, healthy public policies Spiritual - Compassion, caring new consciousness, spiritual revolution ดูคำจำกัดความของคำว่าสุขภาพขององค์การอนามัยโลก คำว่า "สุขภาพ" หรือ health นั้น หมายถึง สุขภาวะที่สมบูรณ์ ใช้คำว่า "complete well-being" ทางกาย ทางจิต (mental) ทางสังคม (social) และ ทางจิตวิญญาณ (spiritual) เพราะฉะนั้นถ้าท่านทั้งหลายลองดูทั้งหมดนี่เป็นคำนิยามที่ลึก ที่สุด กว้างที่สุด ครอบคลุมหมดทุกอย่าง ทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม ทางจิตวิญญาณ สุขภาพจึงไม่ใช่เรื่องโรค เรื่องโรงพยาบาล หรือ เรื่องยา เท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ครอบคลุมไปทั้งหมด * องค์ปาฐกขออภัยที่ใช้สไลด์ภาษาอังกฤษเป็นภาพประกอบการบรรยาย เพราะว่าตกค้างมาจากการพูดเรื่อง Health and Humanities ในที่ประชุม International conference ที่ท่านอธิการบดีจัดเมื่อวันที่ ๑-๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ สุขภาพสังคม ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี ๑๓ ถ้าเราลองดูว่า เรื่องทางกาย มันจะเกี่ยวกับอะไรบ้าง นอกจาก ร่างกาย คำว่า physical ส่วนหนึ่งหมายถึงร่างกาย แต่อีกส่วนหนึ่งหมาย ถึง "กายภาพ" หมายถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับทางวัตถุทั้งหมด เช่น เศรษฐกิจ ถ้าความยากจนมีมากเกินไปมันก็ไม่มีสุขภาวะ สุขภาพก็ไม่ดี เพราะ ฉะนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องความยากจนด้วย มีโรคมากมาย เกิดจากความ ยากจน ถ้าเรารักษาจากโรค แต่ไม่รักษาความยากจน มันก็ไม่หาย ผมเคยวิจารณ์พวก global forum for health research ที่ ทำ ๆ กันว่า งานวิจัยของคุณเกี่ยวข้องกับเรื่องโรคเท่านั้นหรือ ไม่เกี่ยวข้อง กับสุขภาพ เรื่อง good health เพราะถ้าเป็น good health มันจะต้อง เกี่ยวข้องกับเรื่องอื่น ๆ เรื่องความยากจน เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องต่าง ๆ อัน นี้ท่านทั้งหลายต่อเติมเข้าไปได้เอง เรื่องทางจิต ก็เกี่ยวข้องกับสุขภาพอย่างมาก ขณะนี้ยิ่งมีการ วิจัยค้นคว้ามากขึ้น ก็ยิ่งเห็นความเชื่อมโยงระหว่างจิต ระหว่างสมอง ระหว่าง endocrine system ต่อ immunology ที่เรียกว่า psycho- neuro-endocrine-immunology มันจะต่อไปได้เรื่อยๆ เพราะจริง ๆ มันเชื่อมโยงกันหมด แต่เราเข้าใจน้อย เข้าใจเป็นส่วน ๆ และก็ไปจับ มองเป็นส่วน ๆ แต่เมื่อการวิจัยขยายมากขึ้นมันก็เชื่อมโยงไปหมด จิต กับสมองก็เชื่อมโยงกัน สมองกับต่อมไร้ท่อก็เชื่อมโยงกัน สมองกับภูมิ คุ้มกันก็เชื่อมโยงกัน เรื่องทางจิตจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อเรื่อง สุขภาพ ท่านทั้งหลายก็ทราบดีอยู่แล้ว เวลาท่านสบายใจ มันจะดีทุก อย่าง สบายไปหมด เวลาเครียดทุกอย่างจะแย่ไปหมด หัวใจเต้นเร็ว ความดันขึ้น เบาหวานกำเริบ หอบหืดก็เป็นมากขึ้น เป็นไปต่าง ๆ นานา ทุกอย่างมาจากเรื่องทางจิตเชื่อมโยงเข้าไป แม้แต่มะเร็งก็เป็นมากขึ้น ตอนหลังเขาก็รู้ว่าคนที่เห็นแก่ตัวจัด ภูมิคุ้มกันจะต่ำแล้วจะเป็นโรคติด เชื้อ เป็นโรคมะเร็ง อะไรต่าง ๆ คนที่จิตเป็นกุศลจะสบายมาก ร่างกาย สบาย สุขภาพดี อายุยืน เป็นต้น ปารุคณาเกียรติยศ ๑๔ ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ เรื่องทางสังคม ก็มีความหมายมาก หมายถึงการอยู่ร่วมกันได้ดี ทุก ๆ ระดับ ครอบครัวถ้ามีการอยู่ร่วมกันด้วยดีก็มีความสุขอย่างยิ่ง ใน ชุมชน ในที่ทำงาน ในเมือง ในสังคม ในโลกทั่วไปหมด เรื่องสันติภาพ มีความสำคัญ ถ้าเกิดเรื่องอย่างตึก world trade เกิดสงครามกันอย่างใน อัฟกานิสถาน ก็เรียกว่าไม่มีสุขภาวะแล้ว เพราะฉะนั้นสุขภาวะทางสังคม จึงเป็นเรื่องใหญ่ กินความกว้างขวางมาก เชื่อมโยงกันไปหมด เรื่องทางจิตวิญญาณ อาจจะฟังแปลก ที่จริงเป็นคำที่มาใช้กระ ตุ้น เรามีคำอื่นใช้อยู่แล้ว อันนี้หมายถึงความดี หมายถึงการมีจิตใจสูง แล้วมีเฉพาะมนุษย์เท่านั้น สัตว์มีจิต มีโกรธ มีเกลียด แต่ไม่มีจิตวิญญาณ "จิตวิญญาณ" หมายถึงจิตที่สูงของจิต หมายถึงความดี หมายถึงมโน- ธรรม หมายถึงจิตใจที่สูงขึ้น คือความเป็นมนุษย์นั่นเอง มนุษย์ต่างจาก สัตว์ มนุษย์เป็นสัตว์ในทางชีววิทยา แต่มนุษย์ต่างจากสัตว์ที่มีมิติทางจิต วิญญาณ คือในสัตว์ไม่มีเรื่องของความดีความชั่ว เวลาหมาฆ่าแมว แมว ฆ่าหนู เราไม่เคยบอกว่ามันบาป มันไม่มีบุญมีบาป มีแต่ธรรมชาติของ สัตว์แต่มนุษย์มีมิติที่เพิ่มขึ้นมา เพราะฉะนั้นตรงนี้บางคนอาจจะใช้คำ ว่าด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ ตรงนี้หมายถึงความดีด้วยประการต่าง ๆ ถ้าเรามองอย่างนี้ ก็จะเห็นว่าเรื่องสุขภาพนั้นไม่ใช่เรื่องของ การไม่มีโรคเท่านั้น แต่หมายถึงความถูกต้องทั้งหมดของมนุษย์และ ของสังคม สรุปตรงนี้ว่า "สุขภาพ" นั้น ไม่ใช่เรื่องการไม่มีโรคเท่านั้น แต่ อยู่ในทั้งหมด เป็น integral ใน total human and social develop- ment เป็นเรื่องความถูกต้องทั้งหมดของการพัฒนามนุษย์และสังคม ภาพประกอบการบรรยายที่ ๒ Health is integral in total human and social development ALL FOR HEALTH สุขภาพสังคม ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี ๑๕ ถ้าถามต่อไปว่า แล้วความถูกต้องทั้งหมดคืออะไร คือ "บรมธรรม" ธรรมะคือความถูกต้อง ความถูกต้องทั้งหมดก็เป็นบรมธรรม เพราะฉะนั้นเรื่องสุขภาพจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แต่เป็นเรื่องบรมธรรมของทั้งหมดและต่อเนื่องไปสู่เรื่องศีลธรรม ความเคลื่อนไหวที่จะให้มีสุขภาพดี เป็นเรื่องความเคลื่อนไหวทางศีลธรรม เวลาเราอยากให้อะไรมีพลัง ต้องมีวิธีคิดให้มันมีพลัง ถ้าเป็นแค่เรื่อง technical เท่านั้นจะไม่มีพลัง ต้องเข้าไปสู่สัจธรรม ศีลธรรม เข้าไปสู่เรื่องจิตสำนึกจึงจะเกิดพลังขึ้น เพราะฉะนั้นเรื่องสุขภาพจึงเป็นเครื่องมือของการอภิวัฒน์มนุษย์และสังคมทั้งหมด ขณะนี้มหาวิทยาลัยมหิดล นักวิชาการกำลังรวมตัวกันที่จะลงวิจัยพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำท่าจีน น่าจะมีวิธีคิดที่จะได้มีเครื่องมือที่มีพลังที่จะไปทำงานเพื่อไปวิจัยและสร้างสุขภาพทางสังคมของคนทั้งหมดในลุ่มน้ำแม่กลอง ลุ่มน้ำท่าจีน ส่วนเรื่อง "สุขภาวะทางสังคม" หมายถึง การอยู่ร่วมกันด้วยดีในระดับต่าง ๆ ทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน ที่ทำงาน ในเมือง ในสังคมในโลก ภาพประกอบการบรรยายที่ ๓ ## สุขภาวะทางสังคม $$ = \text{การอยู่ร่วมกันด้วยดี} $$ - ครอบครัว - ที่ทำงาน - ชุมชน เมือง - สังคม - โลก ปาฐกถาเกียรติยศ ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ ๑๖ ทั้งหมดนั้นสามารถจะเอาไปเป็นตัวเดินได้ทั้งหมด ถ้าครอบครัวอยู่ร่วมกันได้ดี ก็เป็น healthy family ซึ่งสำคัญมาก คนทุกคนล้วนอยู่ในองค์กรที่เรียกว่าครอบครัว ถ้าครอบครัวเป็น healthy family ก็เป็นบ่อเกิดของสุขภาพที่สำคัญ นี่เป็นสุขภาพทางสังคม สังคมหมายถึงตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป ในชุมชนก็เช่นเดียวกัน ที่เรียกว่า healthy community ประกอบด้วยหลายส่วนหลายอย่างทั้งหมด มีความสัมพันธ์กันด้วยดีช่วยกันสร้างเศรษฐกิจ มีการศึกษาดี มีการติดต่อสื่อสาร มีจริยธรรมดี มีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีวัฒนธรรมดี มันรวมไปทั้งหมด เป็น healthy community ถ้าเป็นในเมืองก็เป็น healthy city ซึ่งก็จะกินความไปทั้งหมดในที่ทำงาน เนื่องจากมนุษย์เราต้องทำงานกันทุกคน ทุกวันนี้จะเห็นว่าคนไทยขาดสุขภาวะในที่ทำงาน เพราะว่าขาดการอยู่ร่วมกันด้วยดีในที่ทำงาน จะทะเลาะเบาะแว้งกันมาก อาจารย์หมอกระแส ชนะวงศ์ เมื่อตอนอยู่มหาวิทยาลัยมหิดลเคยบอกว่าในหน่วยงานของท่านมีอาจารย์อยู่ ๙ คน แบ่งเป็น ๘ พวก คือทุกหนทุกแห่งมีความแตกร้าวกัน อยู่ร่วมกันไม่เป็น ถ้าอยู่ร่วมกันเป็นจะเป็นชีวิตที่มีความสุขและสร้างสรรค์เป็นอย่างยิ่ง ทุกหนทุกแห่งเราจะพบว่าอยู่ร่วมกันไม่เป็น เดี๋ยวนี้เรื่องครอบครัวก็เช่นเดียวกัน ไปจนกระทั่งถึงในโลก ดังเราจะเห็นได้จากเรื่องตึก world trade เรื่องอัฟกานิสถาน และอีกหลายๆ ตัวอย่าง ก็เป็นเรื่องของการอยู่ร่วมกันไม่เป็น เพราะฉะนั้นเรื่องสุขภาพสังคมหรือ social health จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่สามารถจะมองได้โดยครอบคลุม ถ้าเราจะมองตรงเรื่องสังคม เรามีตัวอย่างขณะนี้เราจะพูดกันถึงเรื่องนโยบายสังคมที่ดี (Healthy Public Policy) เพราะนโยบายจะเป็นสิ่งกระทบผู้คนจำนวนมาก คนจังหวัดระยองเคยอยู่อย่างมีความสุข มีเศรษฐกิจพอเพียง มีสังคมที่ดี เพราะเศรษฐกิจเขาพึ่งตนเอง ๓ อย่างด้วยกันคือ ๑.ผลไม้ ๒.ประมง ๓.การท่องเที่ยว ต่อมาเมื่อรัฐบาลตัดสินใจ สุขภาพสังคม ๑๗ ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี เอา Eastern Seaboard ลง โรงงานเป็นพันโรง ลงไปที่จังหวัดระยอง คนระยองไม่ได้มีส่วนเลือกเลยแต่เขาได้รับผลกระทบจาก มลพิษ น้ำเป็นพิษ อากาศเป็นพิษ โรงเรียนต้องย้ายหนี ให้นึกภาพดู ขณะนี้ผู้คนสูดเอาควันสารเคมีเข้าไปทำให้เป็นโรคทางเดินหายใจกันเพิ่ม ขึ้นจากการศึกษาทางระบาดวิทยา แล้วคนเข้าไปทำงานในโรงงานเป็น หมื่นคน จากบ้านจากพ่อจากแม่มามีพฤติกรรมทางเพศไม่เหมาะสม โรคเอดส์ระบาดกลายเป็นนรกไปแล้วที่นั่น เป็นผลจากนโยบายสังคม ขณะนี้ในประเทศไทยกำลังสร้างเครื่องมือที่เรียกว่า HIA ซึ่งเป็น เครื่องยากแต่ต้องสร้าง Health Impact Assessment เพื่อที่จะได้ใช้เป็น เครื่องมือที่จะวิเคราะห์นโยบายของรัฐบาล ว่านโยบายอย่างนี้จะมีผล กระทบต่อสุขภาพอย่างไร นี่ก็เป็นเรื่องสุขภาพสังคมอีกด้านหนึ่งที่เรียกว่า Healthy Public Policy เราดูตรง "สุขภาวะทางสังคม" หรือ "สุขภาพสังคม” หมายถึง การ อยู่ร่วมกันด้วยดีทุกๆ ระดับ แต่มาดูในความเป็นจริงขณะนี้ ปัญหา ใหญ่ของมนุษย์ก็คือการอยู่ร่วมกันไม่เป็น ฝรั่งก็พูดว่าปัญหาใหญ่ที่สุดในโลกขณะนี้ ที่เรียกว่า Social Disintegration "ความแตกสลายทางสังคมทุกๆ ระดับ" ครอบครัวก็อ่อนแอลง ไม่อบอุ่น ชุมชนไม่เข้มแข็ง ในสังคมก็ขาด การผนึกตัวที่จะทำอะไรกัน เพราะฉะนั้น social disintegration เป็นเรื่อง ใหญ่ของสังคมทั้งโลก ตรงกันข้ามก็คือ social integration มีการผนึกตัวกันทางสังคม ทุกๆ ระดับที่เรียกว่าสังคมเข้มแข็ง คือเป็นปัจจัยของความสุข ซึ่งเราจะ ได้พูดกันต่อไป คือภาพตรงข้ามเรา อยากเห็นครอบครัวเข้มแข็ง ครอบ ครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง ในที่ทำงานคนมีความรักกัน ทำงานร่วมกัน เป็น มีความสุขและความสร้างสรรค์เป็นอย่างยิ่ง บางคนตื่นเช้าจะไป ทำงานพอนึกถึงหน้าอีตาคนนี้ไม่อยากไปแล้ว มันน่าเบื่อไม่อยากไปเจอ ปาฐกถาเกียรติยศ ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ ๑๘ มันไม่มีความสุข แต่ถ้าตรงกันข้ามมันจะเกิดพลังงาน เขาเรียก enor- mous energy จะเกิดพลังงานมหาศาล เพราะมีความสุขที่จะทำงาน ร่วมกัน ตรงนี้จึงเป็นบ่อเกิดของสุขภาพที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งจะพูดต่อไปและ นำมาปฏิบัติได้ มีการศึกษาวิจัยมากมาย ผมพยายามพูดเรื่องนี้อยู่เรื่อยว่ามันทำได้และเรามีตัวอย่างของ จริงคือที่ศิริราชฯ ขณะนี้มีการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ คนออกมาจากภาค วิชาต่าง ๆ มาร่วมกันทำงานแล้วก้าวหน้ามาก ผมเชื่อว่าเป็นหน่วยงานที่ก้าวหน้าที่สุด ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดที่ ศิริราชฯ เพราะเป็นองค์กรเก่าแก่และมีขนาดใหญ่ ซึ่งปกติจะเกิดไม่ได้ เลย ที่เขาบอกช้างมันบินไม่ได้หรอก แต่ตอนนี้ช้างบินได้ ผมไปนั่งฟังเขาหนึ่งวันเต็ม ๆ ที่จังหวัดอยุธยา คนหนุ่มคนสาว คนรุ่นใหม่ที่ท่านอาจารย์นที ตอนเป็นคณบดีได้ลงทุนสร้างไว้ ส่งไป เรียนเรื่องต่าง ๆ ตอนนี้ได้เอาวิชาการมาช่วย เพราะฉะนั้นเวลามารวม ตัวร่วมคิดร่วมทำกันมันจะมีความสุขและสร้างสรรค์อย่างยิ่ง ไม่ว่าจะอยู่ ในระบบหรือนอกระบบอะไร แล้วตอนนี้ก็ยังไม่ได้ออกนอกระบบอะไร หรอก ยังอยู่ในระบบมารวมตัวกันร่วมคิดร่วมทำ ปัจจัยตัวนี้มีความสำคัญ เรื่องความสามัคคีเรื่องความต่อเนื่อง ตรงนี้เองอยากจะนำท่านไปดูโครงสร้างทางสังคม อยากจะให้ เรียนวิธีคิด เพราะเราค่อนข้างจะขาดวิธีคิด เราไปคิดไว้อย่างนี้รวมทั้ง นักปราชญ์ในสังคมก็จะพูดอย่างนี้ว่า "สังคมประกอบด้วยคนหลายคน ถ้าแต่ละคนเป็นคนดีสังคมทั้งหมดก็ดีเอง" ฟังดูเสมือนจริง แต่ขาดที่ สำคัญไปอย่างหนึ่งคือ "โครงสร้างเป็นเครื่องกำหนดคุณสมบัติ" อันนี้ อยากเรียนฝากท่านลองเอาไปคิดดูจะเห็นเต็มไปหมดในธรรมชาติ ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติ โครงสร้างเป็นเครื่องกำหนดคุณสมบัติ โครงสร้างของอะตอมก็กำหนดคุณสมบัติของอะตอม ที่จริงมันประกอบ ด้วยอนุภาคอย่างเดียวกันทั้งสิ้น คือโปรตรอน อิเลคตรอน และนิวตรอน ทุกธาตุ แต่ธาตุมีคุณสมบัติต่างกันตั้งแต่เพชร ทองแดง ออกซิเจน คาร์- สุขภาพสังคม ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี ๑๙ บอน ต่างกันมากมาย ประกอบด้วยของเหมือนกันแต่โครงสร้างไม่เหมือนกัน โครงสร้างกำหนดคุณสมบัติ ที่จริงง่ายนิดเดียวถ้าไปดูธรรมชาติโต๊ะตัวนี้เป็นไม้ คุณสมบัติใช้เขียนหนังสือได้ เพราะโครงสร้างมันทำให้มีคุณสมบัติอย่างนั้น แต่ว่าไม้ที่อื่นเป็นบ้านคุณสมบัติก็เป็นบ้าน ไม้ที่โครงสร้างเป็นเรือลอยน้ำได้ เพราะฉะนั้นโครงสร้างจึงเป็นเครื่องกำหนดคุณสมบัติ สังคมก็เช่นเดียวกัน โครงสร้างในสังคมเป็นเครื่องกำหนดคุณสมบัติ ตรงนี้เป็นเรื่องที่ขาดไปจากความคิด ที่จริงทางพุทธคันธ์ก็น่าจะเจอตัวนี้ แต่พระสงฆ์ก็ไม่สอนเฉพาะเจาะจงลงไปตรงนี้ มักจะบอกแค่ว่า "ถ้าแต่ละคนเป็นคนดีสังคมทั้งหมดจะดีเอง" อย่างนั้นเอง ภาพประกอบการบรรยายที่ ๔ Social health ↓ vental relationship extreme individualism community ท่านทั้งหลายลองดูรูปโครงสร้าง ๓ แบบนี้ โครงสร้างทางซ้ายมือสุดของท่านคือโครงสร้างทางดิ่ง เป็นความสัมพันธ์กันทางดิ่ง ระหว่างผู้มีอำนาจกับผู้ไม่มีอำนาจ สังคมไทยแต่โบราณมาเป็นสังคมแบบนี้ อยากให้ไปอ่านหนังสือการวิจัยของหม่อมราชวงศ์อดิน รพีพัฒน์ เรื่อง "สังคมไทยสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์" อันนี้มาจาการวิจัยทางกฎหมาย ท่านทำเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาโทที่มหาวิทยาลัย Cornel เขียน ปาฐกถาเกียรติยศ ศาสตราจารย์นาอแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ ๒๐ เป็นภาษาอังกฤษ ต่อมามีผู้แปลเป็นภาษาไทย แล้วจะเข้าใจสังคมไทย ชัดเจน เข้าใจพฤติกรรมในสังคมไทย เพราะ สังคมไทยเป็นสังคมที่มี โครงสร้างทางดิ่ง ประกอบด้วยคนมีอำนาจและคนไม่มีอำนาจ "คนมีอำนาจ” เรียกว่า "นาย" มี ๒ ชนิด "คนไม่มีอำนาจ” เรียก ว่า “ไพร่" มี ๒ ชนิด ที่นี้ "ความสัมพันธ์ทางดิ่ง" เป็นความสัมพันธ์ที่ใช้อำนาจแต่ ไม่ใช้ความรู้ การเรียนรู้จะน้อยเพราะมีอำนาจก็ใช้อำนาจไปเลย คนไม่ มีอำนาจต้องรับคำสั่งผู้มีอำนาจ จะไปใช้ความรู้ใช้การวิจัยเขาไม่ชอบ ทั้งนั้น เป็นเรื่องของการใช้อำนาจ เพราะฉะนั้นสังคมแบบนี้มีความยั่ง ยืนน้อย ท่านทั้งหลายลองนึกถึงรูปแบบองค์กรในแนวดิ่ง จิตใจของผู้ อยู่ในองค์กรก็จะไม่ดี เพราะทุกคนอยู่ภายใต้บังคับบัญชาลดหลั่นกันไป แบบนั้น ไม่ได้มีอิสระ ไม่ได้มีความเสมอภาค ไม่ได้มีศักดิ์ศรี ไม่ได้มี คุณค่าความเป็นคนเสมอกัน เพราะฉะนั้นคนจะมีความสุขน้อย ความ สร้างสรรค์น้อย ศีลธรรมก็จะน้อย พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เน้น "ความสัมพันธ์ทางราบ" ที่เรียก ว่า horizontal relationship แต่เมื่อเข้ามาประเทศไทย ซึ่งเป็นสังคม เน้นความสัมพันธ์ทางดิ่งได้ถูกโครงสร้างทางดิ่งเข้าครอบพุทธศาสนา ถ้าที่ใดมีความสัมพันธ์ทางดิ่ง ที่นั้นเศรษฐกิจจะไม่ดี การเมืองจะไม่ดี และศีลธรรมจะไม่ดี ต่อให้สอนศาสนา ต่อให้สอนนับถือพระเจ้ายังไงศีล ธรรมก็ไม่ดี มีการวิจัยโดย Robert Putnum จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด วิจัย ที่ประเทศอิตาลี เป็นการวิจัยที่ใหญ่มาก ใช้ข้อมูลมากและทำ quan- titative ด้วยที่นั่น เพราะอิตาลีเป็นประเทศที่แปลก เป็นประเทศเดี่ยวแต่ เหมือน ๒ ประเทศ คือตอนเหนือของอิตาลี เศรษฐกิจดี การเมืองดี และ ศีลธรรมดี แต่ตอนใต้มีโจร มีมาเฟีย มีการฆ่าหัวคะแนน ยกหีบบัตร ต่าง ๆ นานา สุขภาพสังคม ๒๑ ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี ได้มีการวิจัยว่าทำไมถึงได้ต่างกันและก็ได้ข้อสรุปว่า "เป็นเพราะภาคเหนือเป็นความสัมพันธ์ทางราบแบบที่ ๓ (ด้านขวาของภาพที่ ๔) แต่ตอนใต้ของอิตาลีเป็นความสัมพันธ์ทางดิ่ง (ด้านซ้ายของภาพที่ ๔)" ซึ่งเป็นมาเป็นร้อย ๆ ปีอย่างนั้น เพราะฉะนั้น อันแรก เป็นความสัมพันธ์ทางดิ่ง อันที่ ๒ ตัวใครตัวมัน เน้นปัจเจกชนนิยมสุดโต่ง ซึ่งมาจากตะวันตก เน้นเรื่องเสรีภาพส่วนบุคคลทำอะไรตามใจได้มากที่สุดยิ่งดีเป็นเรื่องสุดโต่งไป และเมื่อลักษณะโครงสร้างแบบนี้เข้ามาเมืองไทย ก็ไปได้พักหนึ่ง แล้วก็เกิดปัญหาว่าไม่มีพลัง ขาดความอบอุ่น ขาดพลังที่จะแก้ปัญหาต่าง ๆ ตอนนี้ฝรั่งเขารู้แล้ว ปัจจุบันมีหนังสือมากมายที่ที่กล่าวถึง civil society หมายถึง สังคมแบบที่ ๓ ทางราบ ถ้าเรามาดู ๓ แบบนี้จะเห็นชัดว่าในแบบที่ ๓ ทุกคนเสมอกันหมด อันนี้เป็นแบบศีลธรรมพื้นฐานว่ามีความเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของทุกคนเสมอกัน โดยเฉพาะคนเล็กคนน้อยคนยากคนจน สังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่เคารพคนเล็กคนน้อย คนยากคนจนคนเล็กคนน้อยไม่มีความหมายในสังคมไทยจึงขาดศีลธรรมพื้นฐาน ถ้าสังคมใดขาดศีลธรรมพื้นฐานจะเจริญไม่ได้เลย อันนี้เป็นที่ไปของสิ่งอื่น ๆ เช่น เรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิสตรี สิทธิเด็ก เรื่องบริการสุขภาพ เรื่องการศึกษา เรื่องแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ อะไร ๆ ทั้งหลายจะขึ้นอยู่กับหลักตัวนี้ว่าความเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของทุกคน ซึ่งเราขาดไป ถ้าเราดูตรงนี้เราก็จะรู้ว่าที่เราขาดไปอะไรเกิดขึ้น ทำไมแก้ปัญหาคนจนไม่ได้ ทำไมแก้อะไรต่าง ๆ นานาไม่ได้ เพราะตัวนี้ทีเดียว การมีความร่วมมือกัน อันนี้เป็นอุดมคติทางพุทธศาสนาเลย คำว่า "สังฆะ" แปลว่า "ชุมชนผู้เรียนรู้” learning community นับเป็นอุดมการณ์ทางพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าสร้างไว้ ปารุกถาเกียรติยศ ๒๒ ศาสตราจารย์นาอแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ ให้ดูพระพุทธเจ้า ก่อนนั้นท่านเป็นเจ้าชายสิทธัตถะเป็นมกุฎ ราชกุมาร ท่านเลิกสถานะนั้นมาอยู่ตรงข้ามไปเลย มาเป็นภิกขุหรือผู้ขอ ไม่มีบ้านเรือนอาศัย ต้องเที่ยวภิกขาจาร อาศัยผ้าบังสุกุล ต่อมามีเจ้า นายในราชวงศ์ต่างๆ มาบวช ก็มีฐานะเหมือนชาวบ้าน แล้วถ้าลูกชาวบ้าน เขาบวชก่อน เจ้าฟ้าก็ต้องไหว้ลูกชาวบ้าน เพราะท่านเน้นเรื่องความ เสมอภาคกัน เน้นเรื่องความเป็นชุมชน ถ้าเราไปดูวินัยสงฆ์เต็มไปหมด เลยก็เพื่อความเป็นชุมชน หลักธรรมที่สำคัญอันหนึ่งที่เรียกว่า "หลักธรรมะเพื่อความ เจริญ" หรือที่เรียกว่า "อัปริหานิยธรรม" ก็คือธรรมแห่งความเป็นชุมชน ข้อหนึ่ง หมั่นประชุมกัน ท่านให้ความสำคัญสูงมาก หลักธรรมข้อนี้เป็นอันเดียวกับที่เรียกว่า "วัชชีธรรม" เมื่อวัส- สการพราหมณ์ไปถามพระพุทธเจ้าว่าหากจะไปตีแคว้นวัชชีจะสำเร็จ ไหม แต่ก่อนใครจะทำอะไรจะต้องไปถามพระพุทธเจ้า ท่านจะไม่ตอบ ตรงๆ แต่จะตอบโดยเงื่อนไขเสมอ นี่เป็นหลัก ครั้งนี้ท่านตอบโดยเงื่อน ไขว่าถ้าชาววัชชียังใช้วัชชีธรรมอยู่ เธอไม่มีทางตีเขาได้สำเร็จ แต่ถ้า เขาไม่ใช้แล้วเธอก็จะตีเขาได้สำเร็จ "วัชชีธรรม" คือ ธรรมแห่งการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ เป็นอัน ที่ ๓ ตรงนี้เรารู้แล้วก็เรียกชื่อกันหลายอย่างเรียกว่า "ความเป็นชุมชน" ภาษาอังกฤษเรียกว่า "community" ความเป็นชุมชนไม่จำเป็นต้องเป็นหมู่บ้าน ความเป็นชุมชนเกิด ที่ไหนก็ได้ เกิดในครอบครัวก็ได้คือมีการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ เกิด ในครอบครัว เกิดในวัด เกิดในที่ทำงาน เกิดในที่ต่างๆ เราพบได้ทั้งในประเทศของเรา ซึ่งมีประสบการณ์มาก และใน ต่างประเทศก็มีมาก ก็จะตรงกันหมดว่าเวลามีความเป็นชุมชนคนมีความ สุขเหลือเกิน ประดุจบรรลุนิพพาน อันนี้เป็นสุขภาวะทางสังคม social health ซึ่งจะอธิบายต่อไปว่าทำไม การรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ จะทำ อะไรก็สำเร็จ แก้ความยากจน แก้ปัญหาเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ รักษาสิ่งแวด สุขภาพสังคม ๒๓ ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี ล้อมต่าง ๆ ตัวอย่างมีมากมายในประเทศไทย มีอยู่เรื่องหนึ่งเป็นเรื่องสิ่ง แวดล้อม ไม่มีทางอื่นเลย กรมป่าไม้ไม่มีทางรักษาป่าไม้ไว้ได้ พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รับสั่งแต่ก็ไม่ค่อยมีใครฟังท่าน คราวหนึ่งท่านมี พระราชปรารภ ราชเลขาธิการเล่าให้ฟังว่า "ฉันพูดเรื่องนี้มา ๒๗ ปีแล้ว ไม่มีคนได้ยินหรอกเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แล้วก็สวนจิตรลดาอยู่ใกล้ ทำเนียบรัฐบาลเหลือเกิน" สังเกตหรือไม่ แล้วคนสังเกตหรือเปล่าว่าทำไมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวฯ ทำนาในสวนจิตรลดา ท่านต้องการส่ง signal อะไร แต่รัฐบาลไม่ว่า ชุดใดอยู่ใกล้ๆ ไม่เคยได้รับ signal นั้นเลย ขนาดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งคนรักทั้งประเทศเวลา พูดไปแล้วก็ไม่ได้ยิน เพราะมัวแต่ไปมั่วไป preoccupied อยู่ในความคิด ใดความคิดหนึ่ง ถึงแม้คนมาพูดอะไรก็ไม่ได้ยินหรอก อย่าไปว่าคนเล็ก คนน้อยพูดอะไรแล้วคนไม่ได้ยินเลย เขาถึงต้องรวมตัวต้องเดินขบวน เพราะพูดอะไรแล้วไม่ได้ยินที่จะร้องทุกข์ ที่จะบอกปัญหาต่าง ๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รับสั่งที่สำนักงานเกษตรภาค เหนือ ผมจำได้เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔ ว่ากรมป่าไม้ไม่มีทาง รักษาป่าไว้ได้ กรมป่าไม้จะมีคนสักกี่คนที่จะไล่จับคนทั่วประเทศได้ อย่างไร ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ปลูกป่า เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากป่า และ เป็นผู้รักษาป่า complete มาก concept ตัวนี้ต้องได้รับประโยชน์เขาถึง จะรักษา จำได้ว่าเมื่อ ๓-๔ ปีนี้รัฐบาลไปทำโครงการใช้เงินสามหมื่นห้าพัน ล้านบาทไปปลูกป่า เราก็รู้ว่าไม่สำเร็จ เพราะ concept มันไม่ใช่ปลูก con- cept คือการรักษา ถ้ารักษาถึงไม่ปลูกมันก็ขึ้นเอง ลองไปดูซิ ไปจ้างคน ปลูกแต่ไม่มีคนรักษาไม่ช้ามันก็หมดไป แต่คนจะรักษาเมื่อเขาได้ประโยชน์ พระเจ้าอยู่หัวจึงรับสั่ง ซึ่งครบมาก "ประชาชนเป็นผู้ปลูก ประ ชาชนเป็นผู้ได้รับประโยชน์ ประชาชนเป็นผู้รักษา" อันนี้เรียกว่า ป่าถูกเอาเกียรติยศ ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ ๒๔ concept "ป่าชุมชน" ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ และตัวอย่างเรามีมากมายไป หมดเลย ที่เวลามีการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ แล้วสามารถรักษาสิ่งแวด ล้อมได้ ที่จังหวัด ตรัง อำเภอสิเกา ทำลายป่าชายเลนด้วยการให้สัมป- ทาน นึกภาพสิว่าให้คนไปตัดป่าชายเลนเผาถ่านขาย คนได้รับสัมปทาน เป็นนักการเมืองที่นั่นแต่ไม่ใช่คุณชวน คุณชวนไม่เคยเผาถ่าน นักการเมืองรับสัมปทาน ตัดป่าชายเลน แต่ป่าชายเลนนั้นชาว บ้านบอกว่าเป็นที่อนุบาลปูปลากุ้ง ให้ตัวอ่อนมาได้อาศัยอยู่ พอป่าชาย เลนหมดไปชาวบ้านหมดอาหาร หมดแหล่งอาหาร ยากจนมากขึ้น ไปร้องเรียนยังไงๆ ก็ไม่สำเร็จเพราะคนที่ทำลายสิ่งแวดล้อมเขา มีอำนาจมากกว่า แต่ในที่สุดชาวบ้านที่อำเภอสิเการวมตัว ร่วมคิด ร่วม ทำเป็นร้อย คนที่นั่นรวมกันสามารถป้องกันไม่ให้เรือเข้ามาลากอวนชิดชาย ฝั่ง ซึ่งผิดกฎหมาย เอาปะการังเทียมลง ลงลูกสมอ คือเขาเทคโนโลยี แล้วเอาเหล็กปักรอบๆ แล้วเอาไปลงกั้นไว้ ถ้าเรือเข้ามาไอ้ตัวเหล็กจะทำ อวนขาดหมด เรือก็เข้ามาไม่ได้ เมื่อเอาปะการังเทียมลง เอาหญ้าทะเลง ปูปลามาอาศัยมาก ขึ้น ตัวพะยูนยังมา ที่หนังสือพิมพ์ลงที่เรียกชื่อว่า "โทน" ชาวบ้านมีกิน มากขึ้น ผมไปเยี่ยมเขาหลายครั้งที่นั่น ไปครั้งหลังเขายิ้มแย้มแจ่มใส บอกว่าอาจารย์ ตอนนี้ดีขึ้นเยอะแล้ว ปูปลามาให้พรกันเยอะเลยตอน นี้ เราบอกเขา "เพราะว่าสิ่งแวดล้อมมันกลับคืนมา" แล้วเขากำลังรวมตัว กันรักษาสิ่งแวดล้อมชายฝั่งอันดามัน เพิ่มขึ้นไปทางเหนือลงไปทางใต้ มากขึ้นทุกทีๆ โดยอาศัยการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ ที่ดอยสามหมื่น จังหวัดเชียงใหม่ คนจะขึ้นไปตัดไม้มีปืน มี อาวุธ พร้อมอุปกรณ์ทุกอย่าง แต่ไปเจอชาวบ้านรวมตัวกันอยู่พันคนก็ ทำไม่ได้ต้องหยุด การรวมตัวกันมันยุติความชั่วและความไม่ดีได้ สุขภาพสังคม ๒๕ ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี ที่ดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เจ้าคณะดอยสะเก็ด ส่งเสริมให้ ผู้หญิงรวมตัวกันเรียกว่าชมรมแม่หม้ายดอยสะเก็ด สามีตายจากโรคเอดส์ เวลาต่างคนต่างอยู่ ตัวใครตัวมัน มีปมด้อย คิดมาก กลัว แต่พอรวมตัว ร่วมคิด ได้ปรึกษาหารือกัน มีกำลังใจเข้มแข็งขึ้นและไปสอนคนอื่นคือ ทำความดี ไปสอนว่าไอ้นี่เป็นยังไง แล้วตัวเองมีความภูมิใจในตัวเอง มี ความเข้มแข็งเกิดขึ้น ลองไปดูคนหนึ่งชื่อคุณพิมพ์ใจ อินทมูล คุณพิมพ์ใจติดเชื้อ เอดส์มา สามีตายแล้ว แต่คุณพิมพ์ใจนี่เรารู้จักเขามา ๑๐ กว่าปีแล้ว ก็ยัง ไม่เห็นเป็นเพราะเขาไปร่วมทำกิจกรรมเหล่านี้ สุขภาพดี ถ้าสุขภาพดี แข็งแรง เอดส์มันก็ไม่ค่อยเป็นถึงจะมีเชื้อ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่า การรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ มันแก้ ความยากจน รักษาสิ่งแวดล้อม ช่วยเรื่องสุขภาพอย่างเรื่องเอดส์ เรื่อง ยาเสพติด ต่อให้รัฐบาลทำเท่าไหร่ก็ไม่มีทางสำเร็จ นอกจากชุมชนเข้ม แข็ง ชุมชนรวมตัวกัน ยกตัวอย่างเมื่อหลายปีมาแล้วลูกศิษย์ผมคนหนึ่ง เป็นสาธารณ- สุขจังหวัดลพบุรี มาบอกว่าอาจารย์ โรคเอดส์นี่มันไม่มีทางหรอก เพราะ หนังล้อมผ้ามันเข้ามาฉาย ล้อมเพื่อเก็บเงิน ก่อนหนังฉายคืนหนึ่งกับ หลังฉายคืนหนึ่ง ขโมยจะขึ้นบ้านคนเพื่อสะสมทุนไว้ไปดูหนัง แล้วตก ตึกฉายหนังโป๊ แล้วหนุ่มสาวมั่วกันมากโรคเอดส์ก็ระบาด ไม่มีทางเลย คือถ้าชุมชนไม่รวมตัวกันดูแลตัวเองว่าจะให้อะไรเข้ามาฉายหรือไม่ให้ฉาย มันก็ไม่มีทางป้องกันตัวเอง แต่ถ้าเขารวมตัวกันเข้าป้องกันได้สารพัด ป้องกันไม่ให้คนมาขโมยควาย ป้องกันไม่ให้หนังมาฉาย มันจัดการ ได้ เพราะฉะนั้นตรงรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ จึงเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา ทุกชนิด ปาฐกถาเกียรติยศ ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถามนท์ ครั้งที่ ๒ ๒๖ ภาพประกอบการบรรยายที่ ๕ Scott Peck "A World Waiting to be Born" Robert Putnum "Making Democracy Work : Civic Traditions in Modern Italy" ตรงนี้เองจิตแพทย์ชาวอเมริกันชื่อ Scott Peck เขียนหนังสือเล่ม หนึ่งชื่อ A World Waiting to be Born Scott Peck เป็นจิตแพทย์ รักษาคนอเมริกันที่ไม่มีความสุขทีละคนๆ รักษาไปสักพักบอกไม่ไหว ทำไมเยอะจัง ช่วยไม่ไหวคนไม่มีความสุขเนี่ย เริ่มทำ group therapy ปรากฏว่าได้ผลดีกว่ารักษาทีละคน แต่พักเดียวก็ไม่ไหวจริงๆ คนเยอะ แยะเลยที่ไม่มีความสุข หนักเข้าต้องช่วยด้วยการสร้างความเป็นชุมชน หมายถึง รวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ Scott Peck ตั้งมูลนิธิมาเป็นเครื่องมือ ชื่อ Foundation for Community Encouragement (FCE) แล้วในนั้น มี expert ในมูลนิธิสำหรับช่วยคนให้รวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ ที่ผมพูดว่ารวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ เป็นของดี คนจะทำไม่เป็น เพราะมันจากกันไปนาน จากกันไปด้วยโครงสร้างแนวดิ่ง เนื่องจากอยู่ ในแนวดิ่ง เขาห้ามไม่ให้รวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ ท่านทั้งหลายต้องเข้าใจ สมัยปฏิวัติ สมัยเผด็จการทหาร ประชาชนรวมตัวกัน ๔ คนไม่ได้แล้ว ผิด กฎหมาย หรือในสมัยย้อนไปครั้งกรุงศรีอยุธยาเขาก็ห้ามข้าราชการมา รวมตัวกันต้องอยู่แนวดิ่งตามแนว column เพราะรวมตัวกันแล้ว เดี๋ยวคิด กบฏ เพราะรวมตัวกันแล้วมันมีพลัง เพราะฉะนั้นห้ามรวมตัว คราวหนึ่งในครั้งกรุงศรีอยุธยา พระยากลาโหมเผาศพมารดา ที่นอกกรุงศรีอยุธยา คนไปเผาศพเยอะแล้วมีคนมาทูลพระเจ้าแผ่นดิน ว่าคนไปรวมตัวกันเยอะจัง น่ากลัวจะคิดกบฏ พระยากลาโหมบอกว่า ถ้าเขาสงสัยอย่างนั้น ก็เอาซะเลย ก็เลยทำจริง เดิมไม่คิดจะทำ แล้ว สุขภาพสังคม ๒๗ ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี พระยากลาโหมก็ตั้งตัวเป็นพระเจ้าแผ่นดินขึ้นคือ พระเจ้าปราสาททอง คือถ้ารวมตัวเมื่อไหร่มันจะมีพลัง เดิมชาวอาหรับอ่อนแอมากินเหล้าเมายามีเรื่องผู้หญิง เมื่อมี ศาสดามูฮัมหมัดเกิดขึ้น ท่านบอกว่าให้นับถือพระอัลเลาะห์องค์เดียว อย่าไปนับถือแยก ๆ กันมันไม่มีพลัง นับถือองค์เดียวรวมตัวกัน อาหรับมี พลังโดยรวดเร็ว สามารถจะยันพวกเติร์กด้านหนึ่งกับยันพวกคริสเตียน ในสงครามครูเสดได้ คือการรวมตัวทำให้มีพลัง พลังแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่นี้ Scott Peck ทำตรงนี้มามากจนมีความมั่นใจว่าโลกใน อนาคตต้องเป็นอย่างนี้หนีไม่พ้น เพราะมนุษย์ย่อมตะเกียกตะกายไป หาสิ่งที่จะทำให้มีความสุข แล้ว Scott Peck ได้พบว่าเมื่อเขารวมตัว ร่วม คิด ร่วมทำ มีความเป็นชุมชน เกิดความสุข Scott Peck เขียนไว้เองใน นั้นว่า "ประดุจบรรลุนิพพาน" (Nirvana) เราเจอคนไทยคนหนึ่งจากอยุธยา อยู่สาครี ชื่อสายัณห์ ผมบอก ชื่อไว้ ถ้าไม่เชื่อจะได้เดินทางไปดูเอาเอง เพราะผมเคยพูดเคยเขียน แล้วมีคนไปดูจริงๆ เมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อนเคยเขียนเรื่องเด็กชายบุญน้อมที่ ภูเวียงค์ แล้วมีคนไม่เชื่อขับรถไปดูถึงตัว เคยเขียนเรื่องครูสน รูปสู่ ที่ บ้านท่านางแนว อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น เดิมเขาเรียกว่าหมู่ บ้านท่าอีแนว ราชการบอกว่าไม่เพราะเลยเปลี่ยนจาก "อี" เป็น "นาง" เป็นบ้านท่านางแนว มีคนไม่เชื่อก็ขับรถไปเจอครูสนจริงๆ เพราะ ฉะนั้นผมขอบอกชื่อไว้จะได้ไปเช็คได้ ผู้หญิงชื่อสายัณห์ อยู่ที่ สาครี อำเภอเสนา จังหวัดอยุธยา เดิม ป่วยมีอาการ ๖ อย่างด้วยกัน มีใจสั่น หายใจไม่ทั่วท้อง มีเวียนศีรษะ มี ร้อยแปด ต่อมาไปร่วมในกระบวนการมีความเป็นชุมชน มีความสุขมาก โรคหายไปหมด social health อย่าลืมว่ามิติทางสังคมทำให้เกิดสุขภาวะ เกิดสุขภาพขึ้นได้ Scott Peck เป็นจิตแพทย์แกมีความมั่นใจว่าในอนาคต โลกทั้งโลกจะเป็นโลกของความเป็นชุมชน คือจะมีชุมชนและก็เป็น เครือข่ายของชุมชนที่เชื่อมโยงกัน มีการเรียนรู้จากกัน ปาฐกถาเกียรติยศ ๒๘ ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ ภาพประกอบการบรรยายที่ 6 Dee Hock Founder & former CEO of VISA International "Birth of the Chaotic Age" P G E B R Chaos Emergent Self-organize Complexity Sc. ภาพประกอบที่ ๖ ที่แสดงไว้เป็นแท่ง ๕ แท่งนั้น เพื่อจะแสดงว่า ที่พูดทั้งโลกนี้ องค์กรต่าง ๆ จะเป็นแท่งอำนาจ "แท่งอำนาจ" หมายถึง เน้นการใช้กฎหมาย กฎระเบียบ และการบังคับบัญชาลงไปเป็น top down ถึงเขียนไว้เป็นแท่งอำนาจ แท่งอำนาจมี ๕ แท่งด้วยกันที่เป็นอยู่ ในโลก และเป็นบ่อเกิดของทุกขภาวะ ๕ แท่งนั้นมีอะไรบ้างคือ ๑) แท่งอำนาจทางการเมือง ๒) แท่งอำนาจทางราชการ ที่เรียกว่า bureaucracy ๓) ในระบบการศึกษา รวมทั้งในมหาวิทยาลัยด้วย เราอาจจะ คิดว่ามันไม่เป็นแต่จริง ๆ มันเป็น และเป็นบ่อเกิดของความทุกข์ ขาด ความสร้างสรรค์ ๔) ในภาคธุรกิจ ๕) น่าตกใจมาก คณะสงฆ์ ก็เป็นแท่งอำนาจ เมื่อเป็นองค์กร ทางศาสนาขึ้นแล้ว เป็นองค์กรใช้อำนาจกับใช้เงิน องค์ศาสดานั้นเป็น บุคคลบรรลุธรรมะทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า พระเยซูคริสต์ พระ มะหะหมัด แต่เวลาสานุศิษย์ตั้งองค์กรขึ้นมา องค์กรกลายเป็นองค์กร สุขภาพสังคม ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี ๒๙ ทางอำนาจ ท่านทั้งหลายไปดูจะพบพฤติกรรมต่าง ๆ ขององค์กรอำนาจทั้งสิ้น คนจะอยู่ในองค์กรไม่ชนิดใดก็ชนิดหนึ่ง อยู่สาขาวิชา ภาควิชา อยู่ในคณะ อยู่ในกอง กรม บริษัท อะไรก็แล้วแต่ จะอยู่ในองค์กรชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่ในองค์กรที่เป็นแท่งอำนาจนี้ เป็นทุกขสัมพันธ์ เพราะพฤติกรรมในองค์กรอำนาจไม่ว่าจะภาครัฐทุกกระทรวงและทุกองค์การอิสระจะมีสิ่งที่ผมเรียกว่า "เป็นพฤติกรรมอัปมงคล" ดังนี้ ๑) มีการวิ่งเต้นเส้นสาย ๒) มีนินทาว่าร้าย ๓) ชอบออกใบปลิว ๔) ชอบแทงข้างหลัง ๕) ไม่ชอบการเรียนรู้การวิจัย และอะไรที่จะมาทำให้การงานมันได้ผล จะวิ่งหนีเข้าหาผู้มีอำนาจ และทำร้ายกันเอง จะพบเห็นจนเป็นพฤติกรรมทั่วไป ความสร้างสรรค์น้อย ความสุขมีน้อย มีคนอเมริกันชื่อ Dee Hock เป็นคนจนที่รัฐยูท่าห์ ไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัย แต่ชอบอ่านหนังสือมากเป็นชีวิตจิตใจตั้งแต่เด็ก ชอบสังเกตธรรมชาติ และไปรับจ้างหลายแห่งในบริษัท ในธนาคารต่าง ๆ ๑๐ กว่าปี ถูกเขาไล่ออกทุกแห่ง เพราะความคิดไม่ตรงกับ CEO เขาว่าองค์กรเหล่านี้มันใช้อำนาจ แล้วพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปหมดในองค์กร อย่างที่ว่ามีการซ่อน information กันบ้าง มีการเบี้ยวงานกันบ้างร้อยแปด เขาบอกว่ามันไม่ตรง ไม่เหมือนธรรมชาติที่เขาสังเกต เขาจะคิดเรื่องธรรมชาติตลอดเวลา และแปลกมากที่ผมอ่านดูไม่ปรากฏว่าเขาศึกษาพุทธศาสนาหรืออะไรแต่เขาจะดูตัวเองตลอดเวลา ดูว่าในตัวเองมีสัตว์ร้ายอยู่ ๔ ตัว มีความเห็นแก่ตัว มีความโลภ อะไรต่อมิอะไร เขาจะดูอยู่เรื่อยว่าเวลาคิดทำอะไร สัตว์ร้ายเหล่านี้มันออกมารีเปล่า เป็นการดูตัวเอง สอดคล้องกับทางพุทธที่เน้นเรื่องสติ เพื่อจะดู ปารุคถาเกียรติยศ ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ ๓๐ ตัวเองว่าเรากำลังคิดอะไรอยู่ เขาทำอย่างนั้นอยู่ตลอดเวลา ต่อมาเขา กลายเป็นผู้ก่อตั้ง VISA internation card และเป็น CEO ของที่นั่น จากคนจนไปเป็น CEO ขององค์กรที่มีธุรกรรมใหญ่ที่สุดใน โลก มี transactional ประมาณ ๑.๒ trillion dollars ต่อปี ไม่ใช่ billion ใหญ่ที่สุดแล้ว และมีองค์กรเป็นหมื่น มีธนาคารเป็นหมื่นแห่งทั่วโลก เชื่อมโยงกัน และต้องมีพวกขายสินค้าบริษัทต่าง ๆ ที่ยอมรับบัตรเครดิตนี้ อีกในสองร้อยกว่าประเทศ แต่ทั้งหมดนี้เป็นองค์กรชนิดใหม่ไม่มีใคร บังคับบัญชาใครทั้งหมดเกิดขึ้นเองเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายที่เรียกว่า self organized มันไม่เป็นแนวติ่งแต่มันเป็นเครือข่าย Dee Hock ได้รับความสำเร็จอย่างใหญ่หลวงได้รับการจารึกชื่อ ใน Hall of Fame ลองนึกภาพดูสิว่า เด็กจน ๆ ไม่มีสตางค์เข้ามหา- วิทยาลัย แต่ได้รับการจารึกชื่อไว้ใน Business Hall of Fame ในฐานะ คิดเรื่องนี้ทำเรื่องนี้มา ๓๐ ปี ประสบความสำเร็จแต่ถ่อมตัวมาก ขณะที่ เป็น CEO อยู่ประสบความสำเร็จสูง เขาลาออกไปทำไร่อยู่ริมภูเขา แล้ว มีคนไปเชิญเขามาเขียนหนังสือ The Birth of the Chaordic เล่มนี้ Dee Hock เป็นคนคิดคำว่า "chaordic" มาจากคำสองคำคือ chaos+order มารวมกัน chaos แปลว่าโกลาหล order แปลว่าความมีระเบียบ เมื่อเข้ามาเชื่อมโยงกัน เขาเรียกองค์กรแบบนี้ว่า chaodic เป็น การอาศัยความสมัครใจอาศัยการเรียนรู้ร่วมกัน chaos ตอนเริ่มต้นไม่มีการใช้อำนาจใส่เข้าไป แต่ตอนหลัง or- ganized ตัวมันขึ้นเองและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยธรรมชาติของมันเองและ คนที่อยู่ในองค์กรจะมีความสุขมากตอนนี้กำลังมีการเผยแพร่เรื่ององค์กร แบบนี้ที่อเมริกา มีการรวมตัวกันเรียกว่า chaordic alliance เพื่อเผยแพร่ เรื่องนี้ จัด workshop อบรมคนให้เข้าใจเรื่องนี้ อาจารย์หมอวิจารณ์ยอม สุขภาพสังคม ๓๑ ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี ภาพประกอบการบรรยายที่ ๗ Singularity Diversity Complexity Chaos Order เสียเงินส่วนตัวไปเข้า workshop ที่มินนิโซต้า แล้วเมื่อเร็ว ๆ นี้มูลนิธิ สาธารณสุขแห่งชาติได้จัดประชุมว่าด้วยเรื่อง chaotic organization ให้ หมอวิจารณ์มาบรรยายให้ฟัง เรื่องนี้ไม่ได้แปลว่าไม่มีในประเทศ ไทย ในประเทศไทยมีมาก่อนมากมาย เป็นอันเดียวกับเรื่องความเป็น ชุมชนคือรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ ขออธิบายว่าทำไมเขาถึงเรียก chaotic ถ้าท่านทั้งหลายเข้าใจ เรื่องกำเนิดจักรวาล ตอนนี้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดที่มีคน เชื่อกันว่าจักรวาลเกิดขึ้นจากการระเบิดตูมใหญ่เมื่อหมื่นห้าพันล้านปีที่ เรียกว่า Big Bang ก่อนหน้านั้นไม่มีจักรวาลไม่มีดวงดาวไม่มีอะไรทั้ง สิ้น มีสิ่งที่เรียกว่า singularity เป็นสภาพ singular รวมตัวกันในจุดนิด เดียวเล็กนิดเดียว เป็นเอกสภาวะหนึ่งเดียวแล้วระเบิดตูมใหญ่ขึ้นมา ตอนระเบิดที่แรกอุณหภูมิสูงเป็นล้านองศา ก็จะไม่มีสสารใด ๆ มีแต่พลังงาน สสารเกิดไม่ได้เพราะมันร้อนจัด เมื่อเย็นลงพอก็เกิดสสาร ขึ้นคือเกิดโปรตอน อิเลคตรอน นิวตรอน ขึ้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วยังมารวมกันไม่ได้ เพราะมันร้อนจัดต้องเย็นลง อีกหน่อย อิเลคตรอนถึงมาวิ่งรอบโปรตอน ก็เกิดเป็นไฮโดรเจนขึ้นเป็น ครั้งแรก เพราะฉะนั้นไฮโดรเจนจึงเป็นธาตุที่มีมากที่สุดในจักรวาล เพราะ ๓๒ ปาฐกถาเกียรติยศ ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ เป็นธาตุที่ง่ายที่สุด คือมีโปรตอนอยู่ตัวเดียว ตัวที่สองคือมันมารวมตัว กัน ๒ เป็น ๑ คือฮีเลี่ยม มีโปรตอน ๒ ตัว อิเลคตรอน ๒ ตัว คือจาก sin- gularity จะค่อยๆ เกิดความหลากหลายขึ้น เกิด diversity เกิดธาตุโน้น ธาตุนี้ เกิดโมเลกุลต่างๆ อันนี้คือวิวัฒนาการ พอเกิด diversity มาก จนมีความเข้มข้นถึงขนาด คือมี density เกิดขึ้นมันไป interact กัน สาร ต่างๆ เชื่อมโยงกันเกิดเป็น complexity ระบบที่ซับซ้อน และในระบบที่ ซับซ้อนจะเกิด chaos ขึ้น chaos เจอเป็นครั้งแรกใน computer ไม่ใช่คำทั่วไป เป็นคำทาง วิชาการเกิดขึ้นในเวลาการ run computer, run equation เข้าไป พอสิ่ง ต่างๆ มัน interact กัน complex มากก็ chaos ขึ้น chaos หมายถึงสถานการณ์ที่เวลาเกิดอะไรขึ้นนิดหนึ่ง ณ จุดใด จุดหนึ่งในระบบ มันจะส่งผลต่อไปบานปลายเป็นเรื่องใหญ่ที่อื่น ไกลจาก จุดเริ่มต้นเรียกว่า butterfly effect หมายถึงผีเสื้อกระพือปีกแค่นั้นอาจ จะทำให้เกิดลมสลาตันขึ้น มีคนถามว่าตอนดึก Royal plaza ที่โคราชถล่มมีเฮลิคอปเตอร์ บินอยู่ ๑ ลำ การบินของเฮลิคอปเตอร์มันทำให้ตึกถล่มได้มั้ย ผมบอกว่า ได้ จาก butterfly effect ที่ว่านี้ ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจ เพราะมีหนังสือ เรื่อง chaos เยอะเป็นวิทยาศาสตร์นะ ขอเน้นอีกที อย่าเอาคำนี้ไปใช้ พร่ำเพรื่อทั่วไป คำนี้เป็นคำทางวิทยาศาสตร์ที่มีความหมายของมัน แต่ ถ้าเรา เข้าใจมันจะเข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆ ในสังคม เช่น ทำไมวันดีคืนดีหุ้นมัน ตกไม่รู้เรื่องเลย มันเกิด chaos อะไรขึ้น เกิดใครทำอะไรสักจุดที่ไหนเรา ก็ไม่รู้แต่มันมาเกิดบานปลายเช่นนายจอร์จ โซรอสคนเดียว เล่นค้าเงินอยู่ ใน New York แต่ทำประเทศไทยพังทั้งประเทศอันนี้ก็เป็น chaos จากจุด เดียว จากคนๆ เดี๋ยวมันจะเดินมาอย่างนี้ เพราะฉะนั้นโลกที่เขาเชื่อมโยง กันเป็นระบบที่ซับซ้อนจะเกิด chaos เพราะฉะนั้นอย่าไปเชื่อใครว่าเศรษฐกิจมันจะไม่วิกฤตอีก มัน สุขภาพสังคม ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี ๓๓ ต้องวิกฤตอีก เพราะ chaos มันเกิดขึ้น คนตั้งหกพันล้านคน ทุนคนมีกิเลส ทั้งสิ้น และมาเชื่อมโยงกันหมด ซับซ้อน มีผลถึงกัน ก็ต้องเกิดซ้ำเกิดซาก อีก เราต้องอยู่กับมัน ต้องเข้าใจมัน ต้องสามารถคบกับมันได้ อย่าไปคิด หวังว่ามันไม่เกิด ถ้าเข้าใจระบบอย่างนี้ มีหมออยู่คนหนึ่งชื่อ สจ๊วต คอฟแมน ชอบ run computer มาก run equation ต่างๆ สนใจเรื่อง "order for free" order ที่เกิดขึ้นเองเกิด ขึ้นมาฟรีๆ เลย อันนั้นเป็นที่มาของกำเนิดของชีวิต ชีวิตเกิดจากสิ่งไม่มี ชีวิตเพราะมันสามารถ self organized ขึ้นมาได้จากความที่ไม่ได้ orga- nized มันเกิด self organized ขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นจาก chaos โดย ธรรมชาติมันเกิด order ขึ้นได้ ถึงได้เรียกว่า chaotic องค์กรที่เกิดโดยธรรมชาติ เรียกว่า chaotic organization อัน นี้เป็นอย่างเดียวกันกับความเป็นชุมชน ที่ว่ารวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ คือ self organized ถ้าท่านอธิการบดีสั่งให้เกิด อันนั้นไม่ใช่ แต่ถ้าอาจารย์มหา- วิทยาลัยมหิดลรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ อยากทำ นั่นนี่ด้วยกัน อันนั้นเป็น ความเป็นชุมชน เป็น chaotic และอธิการบดีก็ส่งเสริม แต่ถ้าไปสั่ง สั่ง ให้ตั้งชุมชนศาลายา มันจะมีของปลอมมามาก เวลาแต่งตั้งทุกชนิดจะเกิดของปลอมขึ้น คือคนอยากได้รับ แต่งตั้งแต่ไม่ได้อยากทำงาน ใช้อำนาจเข้าไป คนบางคนก็เข้ามา มัน อยากได้รับแต่งตั้งแต่ไม่เหมาะกับที่จะทำงาน แต่ถ้ามันเป็น self orga- nized จะเป็นธรรมชาติของมันเอง ปาฐกถาเกียรติยศ ๓๔ ศาสตราจารย์นาอแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ ภาพประกอบการบรรยายที่ 8 ## ธรรมะแห่งการอยู่ร่วมกันด้วยดี * อ = ความเอื้ออาทร * ป = ความเปิดเผย * จ = ความจริงใจ * ช = ความเชื่อถือ * ร = การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ที่นี้จะเห็นว่าทำไมตรงนี้จึงเป็นพลังและความสุขมันเป็นธรรมะชุดหนึ่งมี ๕ คำด้วยกันคือ อ ป จ ช ร นี่คือธรรมะแห่งการอยู่ร่วมกันด้วยดี * อ = มีความเอื้ออาทร * ป = มีความเปิดเผยไม่มีอะไรซ่อนเร้น * จ = มีความจริงใจ (sincerity) * ช = ความเชื่อถือได้ (trust) ความเชื่อถือได้นี้มีมูลค่ามหาศาล ถ้าเชื่อถือกันไม่ได้ จะเป็นมูลค่ามากมาย เช่นประเทศเพื่อนบ้านเชื่อถือกันไม่ได้จะต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายทางทหารและทางอะไรต่างๆ เพราะฉะนั้น ตัวนี้สำคัญเป็นทุนที่สำคัญ * พอมีทั้งหมดแล้วยังไม่พอต้องมี * ร = คือเรียนรู้ร่วมกันจากการปฏิบัติ ที่เรียกว่า interactive learning through action ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญ ถ้าเราบำเพ็ญธรรมะ ทำความดีทุกอย่างแต่ขาดการเรียนรู้ก็ไม่มีความสำเร็จ ต้องมีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติและการวิจัยอยู่ในนั้น การวิจัยคือการเรียนรู้ เรียนรู้จากของจริง ความจริงเป็นอย่างไรใช้เรื่องการวิจัยเป็นตัวเดิน เรียกว่าการสร้างความรู้ การสร้างความรู้คือการวิจัย สร้างความรู้และร่วม เรียนรู้สู่การปฏิบัติ เป็นเครื่องมือที่จะเดินเรื่องไม่งั้นเราแก้ปัญหาต่างๆ ไม่ สุขภาพสังคม ๓๕ ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี สำเร็จหรอก เชื่อเถอะ ปฏิรูปราชการ ปฏิรูปการศึกษาไม่สำเร็จ เพราะ ไปใช้อำนาจทั้งสิ้น เรื่องยาก ๆ ไปใช้อำนาจจะสำเร็จได้อย่างไร ต้องใช้การ สร้างความรู้ และร่วมเรียนรู้สู่การปฏิบัติเป็นตัวเดินเรื่อง ภาพประกอบการบรรยายที่ 9 Great tool for health Area Organization Subject Community building Community = social cell basic social unit อันนี้เป็นชุดคุณธรรมที่สร้างไม่ได้ด้วยเงินหรืออำนาจ เรียกว่า non-monetary value เพราะฉะนั้นความเป็นชุมชน chaordic organi- zation จึงสร้างด้วยเงินสร้างด้วยอำนาจไม่ได้ อันนี้เราพยายามบอก รัฐบาลแต่เขาคงไม่ได้ยินว่าความเป็นชุมชนสร้างไม่ได้ด้วยเงิน แต่สร้าง ด้วยเครื่องมือชุดนี้คือ อ ป จ ช ร แล้วเมื่อเวลาสิ่งนี้มันเกิดขึ้น ท่านทั้งหลายคงไม่แปลกใจว่า ทำไมคนจึงมีความสุข เพราะมันลดความเห็นแก่ตัว นึกถึงคนอื่น มี ความเอื้ออาทรต่อกัน มีความเปิดเผยจริงใจ มีความเชื่อถือได้ เพราะ ฉะนั้นจะอยู่ในองค์กรใดมันก็มีความสุขประดุจกับบรรลุนิพพาน ตรงข้ามกับทุกวันนี้ที่เชื่อถือไม่ได้ นินทาว่าร้าย แทงข้างหลัง ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็น social cell ที่สำคัญเพราะคนเราอยู่ในองค์กร ไม่ชนิดใดก็ชนิดหนึ่ง ถ้าเราพัฒนาองค์กรของเราให้มีความเป็นชุมชน อย่างในมหาวิทยาลัย ถ้ามีชุมชนวิชาการ academic community อาจารย์ก็มีความสุขและสร้างสรรค์เหลือหลาย ปาฐกถาเกียรติยศ ๓๖ ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ ในวัดมีความเป็นชุมชนสงฆ์ พระสงฆ์ก็มีความสุข แต่ตอนนี้ มันไม่ได้เป็น เดิมพระพุทธเจ้าสร้างไว้เป็น แต่เดี๋ยวนี้เป็นระบบทางดิ่ง ไปหมด มันตรงข้ามกัน พระพุทธเจ้าท่านเป็นเจ้า ท่านจะมาเป็นชาวบ้าน แต่ระบบของ เรานี่ลูกชาวบ้านอยากเป็นเจ้า บวชแล้วก็ได้เป็นนั่นเป็นนี่ เป็นเจ้าคุณ เป็นสมเด็จ นี่เป็นสุดยอด ไม่ใช่นิพพาน ที่จริงสุดยอดคือนิพพาน ตอนนี้ กลายเป็นว่าสมเด็จเป็นสุดยอดไปแล้ว เพราะตัวระบบทางดิ่ง เรามาถึง ขั้นนี้แล้วเราจะเห็นว่าเรามีเครื่องมือที่ยิ่งใหญ่มากในการสร้างสุขภาวะ ภาพประกอบการบรรยายที่ 10 ครอบครัว ที่ทำงาน ความเป็นชุมชน, chaordic ชุมชน เมือง ความเป็นชุมชน + การบริหารจัดการที่ดี สังคม ทิศทางการพัฒนา, Health Public Policies โลก วัฒนธรรมกับการพัฒนา เรารู้แล้วว่า social health เกิดจากการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ หรือสร้างความเป็นชุมชนหรือ chaordic community ที่ตัวนี้เราก็เอามา ใช้คือ ๑) ใช้ทุกพื้นที่ ๒) ใช้ในทุกองค์กร ตั้งแต่ครอบครัว มหาวิทยาลัย วัด องค์กร ทุกชนิด ฯลฯ ๓) ใช้ในทุกเรื่อง เรื่องที่จะแก้ความยากจน จะปฏิรูป การศึกษา ใช้เรื่องนี้เป็นตัวเดิน และสุขภาวะก็เกิดเต็มแผ่นดิน เพราะใช้ทุกพื้น ที่ ทุกองค์กร และทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นเครื่องมือของการสร้างสุขภาวะทาง สุขภาพสังคม ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี ๓๗ สังคม แต่พูดไปแล้วก็ยังสร้างไม่เป็นอีก จำเป็นต้องสร้าง "วิทยากร กระบวนการ" คนคิดศัพท์นี้คือหมอทวีศักดิ์ นพเกษร อยู่จังหวัดพิษณุ- โลก คือเราจะมีวิทยากรวิชานั้นวิชานี้ต่างๆ แต่อันนี้เป็นกระบวนการ เป็น process ของการที่คนมารวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ วิทยากรกระบวนการ คือผู้เชี่ยวชาญในการส่งเสริมให้คนมา รวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ อันนี้ต้องการมาก ต้องการเต็มแผ่นดินเลย เพื่อ จะได้ส่งเสริมให้คนทำเหมือน Scott Peck ที่ตั้งมูลนิธิ FCE (Foundation for Community Encouragement) ในนั้นมีวิทยากรกระบวนการอยู่ ที่พูดมานั้นที่จริงยังไม่หมด social health มีเรื่องอื่นๆ อีกมากไป คิดได้กว้างขวางไปกว่านี้อีกมาก ขอเชิญชวนให้ไปคิดกันต่อ อย่าคิด เท่าที่คุยให้ฟัง มีข้อเสนอแนะว่าเราควรทำอะไรบ้าง ถ้าเรารู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี ภาพประกอบการบรรยายที่ ๑๑ วิถีคิด * ถืออะไรเป็นตัวตั้ง * เงิน * อำนาจ * เหตุผล * หรือ * การอยู่ร่วมกัน * (Living together) ประการหนึ่ง คิดว่าเราต้องการจิตสำนึกใหม่ เรียกว่า new con- ciousness อันนี้เกี่ยวกับวิธีคิด จิตสำนึกกับวิธีคิดจะไปด้วยกัน ที่แล้ว มาจิตสำนึกเราอยู่ในที่แคบ ๆ มนุษย์ทั่วไปก็เป็นอย่างนั้น เราเอาอย่าง อื่นเป็นตัวตั้ง เอาเงิน เอาเรื่องอำนาจเป็นตัวตั้ง เอาเหตุผลเป็นตัวตั้ง อันนี้อาจจะฟังแปลก เอาเหตุผลเป็นตัวตั้งก็ทำให้แตกกัน ใคร ที่มีครอบครัวคงรู้ ถ้าสามี-ภรรยาทะเลาะกันขืนใช้เหตุผลต่อไปไม่หยุด ปารุณาเกียรติยศ ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ ๓๘ ทะเลาะกันหรอก เพราะใช้เหตุผลคนละชุด ต้องใช้อย่างอื่นแล้ว ต้องหยุดใช้เหตุผล ผมพูดแล้วคนจะแปลกใจ เพราะเราจะพูดกันแต่ว่าให้ใช้เหตุผล ผมพูดในงานแต่งงานว่า เวลาทะเลาะกันอย่าใช้เหตุผลนะ แล้วผมก็หยุดไป ก็จะมีคนมาต่อเติมขึ้นระหว่างผมหยุด เอ๊ะ! ให้ใช้กำลังหรือก็มันใช้อย่างอื่น มันไม่ได้มีแต่เหตุผล ให้ใช้ความรัก ความเมตตา ความอดทน มีอย่างอื่นอีกเยอะ ถ้าจับตรงนี้ได้ การทะเลาะกันจะลดน้อยลง เพราะจริงๆ เราถูกสอนมาให้ใช้เหตุผลเป็นตัวตั้ง ลูกชายผมเขาทะเลาะกับยายเขา แล้วต่างคนต่างว่าอีกฝ่ายไม่มีเหตุผล เขาว่ายายไม่มีเหตุผล ยายก็ว่าเขาไม่มีเหตุผล ทีนี้เหตุผลของคน ๒ วัย ต่างกันตั้งเยอะ มันเป็นเหตุผลคนละอัน ผมเลยบอกว่าหลักใหญ่ไม่ใช่อยู่ที่เหตุผลแต่อยู่ที่การอยู่ร่วมกันต่างหาก ก็จะหยุดทะเลาะ พูดต่างกันคิดต่างกันไม่เห็นเป็นไร ถือว่าการอยู่ร่วมกันเป็นเรื่องสำคัญ ทุกวันนี้มนุษย์ไม่ได้คิดว่าการอยู่ร่วมกันเป็นสำคัญ ไปถือเรื่องอื่นๆ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ในอนาคตมนุษย์ต้องปรับตรงนี้เปลี่ยนมา ถือการอยู่ร่วมกันเป็นเรื่องสำคัญที่สุด (living together) เช่น ในครอบครัว เป็นต้น อย่างอื่นเป็นตัวประกอบไม่ใช่ตัวหลัก การอยู่ร่วมกันต่างหากเป็นตัวหลัก เรื่องนี้มันจะไปไกลมาก จะรวมไปถึงเรื่อง supermarket ต่างชาติที่เข้ามา ถ้าจับเรื่องนี้ไปคิด เดิมคนไทยไม่ได้คิดการอยู่ร่วมกัน ผมแก่พอที่จะเห็นว่าเมื่อตอนเด็กๆ คนไทยไม่ได้คิดแบบที่คิดทุกวันนี้ ผมอยู่โรงเรียนริมภูเขา หลังคามุงจากใช้กระบอกไม้ไผ่มี ๔ ชั้น ป.๑-ป.๔ เป็นโรงเรียนประชาบาลครูยังไม่ครบชั้นเลย พอครูไปสอนชั้นหนึ่งชั้นอื่นก็ต้องหยุด พ่อแม่ก็ไม่เคยเข้าโรงเรียน แต่เราก็เรียนรู้ขึ้นมาได้ ถ้าเทียบกับสมัยนี้ครูมีปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ชาติลงทุนไปมาก สุขภาพสังคม ศาลตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี ๓๙ ผมเพิ่งเขียนคำนำในหนังสือของอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เขียนถึงแม่ แม่เขาตาย เขาบอกว่าแม่สอนอะไรมาบ้าง แม่ไม่เคยเข้า โรงเรียนเลย ผมคิดว่าคนโบราณถึงมีการศึกษาที่เรียกว่าได้ปริญญาน้อย แต่วิธีคิดเป็นอีกแบบหนึ่ง ครูผมที่อยู่บ้านนอก อยู่โรงเรียนประจำจังหวัด อย่างครูประ- โยคมัธยมที่เรียกว่าสูงแล้วสมัยก่อน ปริญญาไม่มีแต่เขามีใจให้นักเรียน แต่ครูสมัยนี้จะเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง จะดูว่าตัวเองจะก้าวหน้าเรื่อง อะไรบ้าง มันก็ต่างกันแล้ว เอา self เป็นตัวตั้ง แต่ก่อนคนไทยไม่ได้คิด อย่างนี้เลยมันเปลี่ยนไปแล้ว อันนี้ต้องระวังว่าเวลาเราคบชาวตะวันตกเขามีของดีหลายอย่าง เช่นวิชาการ แต่ที่มันมาด้วยแล้วเราจะไม่รู้ตัว คือวิธีคิดที่เอาประโยชน์ ส่วนตัวเป็นตัวตั้ง ตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ ๕ แล้ว ผมอ่านเจอตอนหนึ่งท่านบ่น ว่า "ข้าชักจะรำคาญไอ้พวกฝรั่งเต็มทน ทำอะไรมันก็จะเอาแต่เงิน ๆ" คือมันคิดแพง มันเก่งเราไม่ว่าแต่มันไม่น่าจะคิดแพงเกิน เพราะวิธีคิดที่ เอาประโยชน์ส่วนตัวมาเป็นที่ตั้ง มนุษย์โลกน่าจะปรับจิตสำนึกใหม่และคิดถึงการอยู่ร่วมกันให้ มาก แล้วเติมมิติทางสังคมเข้าไปในทุกเรื่อง สร้างทักษะการอยู่ร่วม กัน ให้มีการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ เปิดประตูสู่สังคมทุกหนทุกแห่ง ไม่ใช่ สถานที่ราชการห้ามเข้าอย่างเดียว และทำอาสาสมัครเพื่อสังคมให้เป็น นโยบายเติมมิติทางสังคมต่อนักเรียน นักศึกษา เช่นมาเป็นอาสาสมัคร ช่วยคนจนเลี้ยงลูก ตอนผมอยู่อเมริกา อเมริกาเป็นประเทศแห่งอาสาสมัคร เราอาจ จะมองเขาเป็นวัตถุนิยม แต่อันหนึ่งที่เขาเป็นคือเป็นประเทศแห่งการ เป็นอาสาสมัคร ผมไปประชุมที่วอชิงตัน ลงเครื่องบินมีคนมารับ ผมถาม ว่าคุณเป็นใคร เขาบอกว่าเขาเป็นอาสาสมัครมาช่วย เพราะบ้านอยู่ใกล้ เลยมาช่วยรับ กำลังประชุมอยู่มีหนุ่มเอาคอมพิวเตอร์ผมไป operate ผมถามว่าทำอะไร เขาบอกทำงานคอมพิวเตอร์ แต่นี่เขามาเป็นอาสา ปารุณาเกียรติยศ ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ ๔๐ สมัครมา operate คอมพิวเตอร์ให้การประชุม ในโรงพยาบาลมีอาสาสมัคร มาช่วยเข็นคนไข้ ถ้าในโรงพยาบาลมีแต่คนงานเท่านั้นที่เข็นคนไข้ คนงานจะกระแทกคนไข้เพราะมันจน อารมณ์ไม่ดี แต่ถ้ามีอาสาสมัครมาช่วยเข็นคนไข้จะดีขึ้น อันนี้เกี่ยวกับศักดิ์ศรี ความรู้สึกว่าเขายังทำได้ อันนี้ไม่ใช่งานต่ำ ถ้ารู้สึกว่าเป็นงานต่ำทำให้ถูกดูถูก อารมณ์ยิ่งไม่ดี ควรให้มีอาสาสมัครให้เต็มสังคม อันนี้เป็นอีกเรื่องที่ผมพูดไปหลายทีแล้ว ให้ทำเรื่องอาสาสมัครให้เป็นนโยบายเต็มสังคม สังคมก็จะเปลี่ยน สังคมจะเย็นลง คนจะเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น และคนจะได้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่รู้ โดยอาสาสมัครไปกันเต็มสังคมไปหมด นี่เรียกว่าเปิดพื้นที่ทางสังคมเพื่อสุขภาพทางสังคม อีกประการหนึ่ง ทั้งหมดที่พูดมานี้จะมีเครื่องมือทำงานอะไรขณะนี้เรามีกองทุนกองหนึ่งที่เรียกว่า สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) เกิดจากกฎหมาย เก็บ ๒% ของภาษีบุหรี่ ภาษีเหล้า ใครที่กินเหล้าสูบบุหรี่ส่วนหนึ่งก็ได้ทำบุญเข้ากองทุนนี้ แต่อย่าไปอ้างว่าจะทำบุญมากขึ้น เงินนี้ไหลเข้ากองทุนโดยอัตโนมัติ เพื่อไปสนับสนุนนวัตกรรมต่าง ๆ ที่จะสร้างเสริมสุขภาพและการสร้างสุขภาพสังคม ที่พูดมานี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะฉะนั้นวิธีทำงานอันนี้คือถ้ามีคณะทำงานยุทธศาสตร์สุขภาพสังคมแล้ว สสส. สามารถสนับสนุนให้ทำงานต่อเนื่อง เพราะต้องการสร้างความเข้าใจส่งเสริมอะไรๆ ให้เกิดเต็มประเทศไปหมด จะได้เกิดสุขภาวะทางสังคมขึ้นในประเทศของเรา ผมเชื่อว่าคนไทยเราช่วยกันทำงานช่วยกันทำสิ่งดี ๆ ช่วยกันสร้างสังคมที่ดีให้ลูกหลานของเราได้ภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย จะภูมิใจก็ต่อเมื่อเราเป็นสังคมที่ทำอะไรดี ๆ และผมคิดว่าเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องใหญ่ที่จะเป็นเครื่องมือของเราที่จะเดินไปสู่การอภิวัฒน์มนุษยชาติ. สุขภาพสังคม ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี ๔๑ ภาคผนวก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. ๒๕๑๒ - ๒๕๑๔ # ประวัติ ## ศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ เป็นบุตรคน ที่ ๔ ของพระยาประชาภิจกรจักร (ชุบ โอสถานนท์) และคุณหญิงนิล ประชาภิจกรจักร เกิดเมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.2451 ณ บ้านถนน บำรุงเมือง ริมคลองผดุงกรุงเกษม มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ซึ่งปัจจุบัน ถึงแก่กรรมแล้ว ดังนี้ ๑. พ.ต.วิลาส โอสถานนท์ ๒. นางระยับ สุพล ๓. ด.ช.ศิริ โอสถานนท์ ๔. ศ.นพ.ชัชวาล โอสถานนท์ ๕. นายปชา โอสถานนท์ ๖. นายทวีลาภ โอสถานนท์ ๗. นางชำนัญ สุขุม ๘. นายชาลี โอสถานนท์ ๙. นางอินทิรา นาคะเสถียร สมรสกับนางสาวดุษฎี ปันยารชุน ธิดาพระยาปรีชานุสาสน์ (เสริญ ปันยารชุน) และคุณหญิงปฤกษ์ ปรีชานุสาสน์ เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๔ มีบุตรธิดา ๒ คน ได้แก่ ๑. รองศาสตราจารย์ นายแพทย์รพินทร์ โอสถานนท์ ๒. นางทิพสุดา สุวรรณรักษ์ สมรสกับ รศ.นพ.จินดา สุวรรณรักษ์ มีธิดา ๑ คน คือ นางสาวไรรัตน์ สุวรรณรักษ์ ผู้ที่ได้รู้จักศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ เรียก ท่านสั้น ๆว่า "คุณหมอชัช" ปารุณาเกียรติยศ ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ ๔๔ ปี พ.ศ.๒๔๗๔ สำเร็จปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ปี พ.ศ.๒๔๗๖ บรรจุเป็นอาจารย์ในแผนกสูติ-นรีเวชวิทยา โรงพยาบาลศิริราช ปี พ.ศ.๒๔๗๘ ได้ทุนอเลกซานเดอร์ ฟอน ฮุมโปลด์ ไปศึกษาเพื่อทำปริญญาเอก (Dr.Med.) ณ ประเทศเยอรมัน พร้อมกับได้รับทุน "สมเด็จพระราชบิดา" ศึกษาค้นคว้า วิจัย ภายใต้ Prof. Schroeder และ Prof.Robert Kessler และทำวิทยานิพนธ์เรื่อง Cystic Glandular Hyperplasia of Endometrium หลังจากสำเร็จปริญญาเอกแล้ว ยังได้ไปศึกษาวิชาโรคเมืองร้อนเพิ่มเติมที่มหาวิทยาลัย Hamburg และได้ประกาศนียบัตรวิชาโรคเมืองร้อน (DTM) ปี พ.ศ.๒๔๘๑ เดินทางกลับประเทศไทยและทำงานที่โรงพยาบาลศิริราชเช่นเดิม เมื่อกลับมาทำงานในแผนกสูติ-นรีเวชวิทยาที่ศิริราช ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประจักษ์ ทองประเสริฐ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราชขณะนั้น ได้ขอให้คุณหมอชัชรับตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการเมื่อคุณหมอประจักษ์ลาออกในปี ๒๔๙๑ คุณหมอชัชได้รับเลือกเป็นเอกฉันท์ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศิริราชพยาบาล ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา คุณหมอชัชจึงเป็นคลินิเซี่ยน อาจารย์และนักบริหารพร้อมกันไป ท่านดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศิริราชพยาบาลจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๐๑ เป็นคณบดีคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาลระหว่างปี พ.ศ.๒๕๐๑-๒๕๐๖ ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๐๗-๒๕๑๒ ดำรงตำแหน่งอธิการบดีคนแรกของมหาวิทยาลัยมหิดล ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๑๒-๒๕๑๔ เป็นผู้เดียวที่เป็นทั้ง สุขภาพสังคม ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี ๔๕ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์และมหาวิทยาลัยมหิดล และยัง รับตำแหน่งรักษาการคณบดีคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๑๔-๒๕๒๒ ปี พ.ศ.๒๔๙๓ เมื่อศิริราชก่อตั้งมาครบ ๖๐ ปี ในฐานะเป็นผู้ อำนวยการได้จัดงานใหญ่ ได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระ ราชาดำเนินทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ของ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก หรือที่วง การแพทย์เรียกว่าสมเด็จพระราชบิดา "องค์พระบิดาแห่งการแพทย์ไทย" ณ ลานศูนย์กลาง คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล จากผลการจัด งานในครั้งนั้น ศาสตราจารย์ นายแพทย์กษาน จาติกวนิช ได้เขียนไว้ ในหนังสือ เจ็ดรอบนักษัตร ชัชวาล โอสถานนท์ ว่าก่อให้เกิดผลสำเร็จ ตามมาอีก ๒ ประการคือ ๑. สร้างหอประชุมราชแพทยาลัย ๒. สร้างเขื่อนคอนกรีตริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปี พ.ศ.๒๕๐๕ เมื่อศิริราชก่อตั้งมาครบ ๗๒ ปี คุณหมอชัชเป็น แม่งานใหญ่อีกครั้งหนึ่ง การจัดงานครั้งนี้ก่อให้เกิดตึก ๗๒ ปีศิริราช ซึ่ง เป็นอาคาร ๑๒ ชั้น ตั้งอยู่ใจกลางโรงพยาบาลศิริราช เบื้องหลังพระบรม ราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบรมราชชนก เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๒ ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานนามใหม่ให้ แก่มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราช- ทานนามว่า "มหาวิทยาลัยมหิดล" ยังความภาคภูมิใจและซาบซึ้งใน พระมหากรุณาธิคุณต่อคุณหมอชัชมีรู้คลาย นอกจากนั้น ได้ร่วมกราบบังคมทูลขอพระกรุณาจากสมเด็จพระ ศรีนครินทรา บรมราชชนนี ทรงช่วยเจรจาซื้อที่ดิน ๑,๒๐๐ ไร่ ซึ่งเป็น ที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในราคาที่ถูกมากใช้ เป็นสถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายาในปัจจุบัน ๔๖ ปาฐกถาเกียรติยศ ศาสตราจารย์นาอแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ ในขั้นแรกที่พระราชทานนามมหาวิทยาลัยมหิดลนั้น คุณหมอ ชัชเล่าว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงติงว่ามหาวิทยาลัยแพทย์- ศาสตร์ยังไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์พร้อมสาขาวิชา ดังนั้นในสมัยที่ คุณหมอชัชเป็นอธิการบดี จึงได้มีการจัดตั้งคณะสังคมศาสตร์ มนุษย- ศาสตร์ และศึกษาศาสตร์ขึ้น และเมื่อได้ก่อตั้งขึ้นแล้วคุณหมอชัชก็ได้ ดำรงตำแหน่งรักษาการคณบดีของคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหิดล อีกเกือบ ๑๐ ปี จนกว่าจะได้เลือกคณบดีคนใหม่ขึ้นมาแทน หลังจากได้พระราชทานนามมหาวิทยาลัยมหิดลแล้ว พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงดนตรีที่หอประชุม ราชแพทยาลัยศิริราช และรับสั่งตอนหนึ่งกับนักศึกษาของมหาวิทยาลัย มหิดลว่า "เราเป็นลูกพ่อเดียวกันแล้วนะ" ยังความปลาบปลื้มและ ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นแก่คุณหมอชัชและผู้เข้าเฝ้า ทูลละอองธุลีพระบาทโดยทั่วหน้ากัน งานอื่นๆ นอกมหาวิทยาลัยยังมีอีกหลายอย่างเช่น เป็นกรรมการ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการฝ่ายการแพทย์ ของมูลนิธิอานันทมหิดล กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ กรรมการพลังงาน ปรมาณูเพื่อสันติ เป็นต้น คุณหมอชัชมีความจงรักภักดีในสมเด็จพระราชบิดาอย่างลึกซึ้ง เคยเล่าให้ลูกหลานฟังว่า เมื่อเรียนแพทย์ปีที่ ๑ ที่ศิริราช เรียนหนังสือดีได้ ขอเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชบิดา กราบบังคมทูลเพื่อขอทุนศึกษาแพทย์ต่าง ประเทศ สมเด็จพระราชบิดาโปรดฯ ให้มหาดเล็กนำกระดาษดินสอมา ทรงคิดเลขค่าใช้จ่ายในการเรียนให้ดูและทรงแสดงให้เห็นว่าการที่จะไป เรียนต่างประเทศนั้นต้องใช้เวลาอีก ๘ ปี ค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองมาก ขณะนี้ เรียนที่ศิริราชก็ดีแล้ว อีก ๓ ปีก็จะเรียนจบ จึงขอให้เรียนต่อไป เมื่อเรียน สำเร็จแล้วอยากไปเรียนที่ไหนจะทรงให้การสนับสนุน แต่จะต้องกลับ มาทำงานที่ศิริราช เพราะศิริราชยังต้องการคนอีกมาก แต่หลังจากนั้น ไม่กี่เดือน สมเด็จพระราชบิดาก็สิ้นพระชนม์ ยังความเศร้าสลดใจแก่ สุขภาพสังคม ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี ๔๗ คุณหมอชัชเป็นอย่างยิ่ง คุณหมอชัชคิดว่าจะสนองพระเดชพระคุณ ครั้งสุดท้ายได้อย่างไร ขณะนั้นผู้ที่มีโอกาสเข้าร่วมในขบวนอัญเชิญ พานเครื่องราชอิสริยยศของสมเด็จพระราชบิดาจากพระบรมมหาราช วังไปยังพระเมรุต้องเป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ ๔ แต่คุณหมอชัชก็ได้ ขอร้องกับอาจารย์และได้รับอนุญาตเข้าร่วมในขบวนในที่สุด คุณหมอ ชัชได้รับของที่ระลึกพระราชทานคือดินสอแหนบกระเป๋ายี่ห้อ Parker ลงยาส่วนบน ส่วนล่างเป็นทอง ตอนบนโดยรอบจารึกว่า พ.ศ.๒๔๗๒ ซึ่ง คุณหมอชัชได้เก็บสมบัติชิ้นนี้ไว้ตราบเท่าชีวิตหาไม่ คุณหมอชัชเคยกล่าวหลายครั้งในหลายๆ วาระว่า การที่พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามมหา- วิทยาลัยมหิดล ในสมัยที่ท่านเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ และการที่ท่านได้เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นสิ่งที่ท่านภาค ภูมิใจมากและเป็นเกียรติที่จะต้องเทิดทูนพระนามมหิดลอย่างเต็มสติ กำลัง ในชีวิตการเป็นแพทย์และการกระทำใด ๆ ก็ดี คุณหมอชัชจะเทิด ทูนยึดถือสมเด็จพระราชบิดาเป็นแบบอย่างมั่นคงเสมอมา คุณหมอชัชมีสุขภาพดีพอสมควรมาโดยตลอด ไม่มีอาการหลง และมีความห่วงใยผู้อยู่รอบข้างเสมอจนบั้นปลายของชีวิต คุณหมอชัช เริ่มป่วยเป็นโรคมะเร็งที่ปอดเมื่อประมาณ ๓ ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีสุขภาพ แข็งแรง ไม่มีอาการของมะเร็ง ในช่วง ๓ เดือนสุดท้ายเริ่มมีอาการไอและ อ่อนเพลีย ในวันพุธที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๒ เข้ารักษาตัว ณ ศูนย์ การแพทย์สิริกิติ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และถึงแก่กรรมอย่างสงบในวัน ศุกร์ที่ ๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๒ เวลา ๗ นาฬิกา ๕๒ นาที สิริรวมอายุได้ ๙๑ ปี ๘ เดือน ๒๗ วัน. (คัดย่อประวัติจากหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์, ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๒, พิมพ์ที่กรุงเทพฯ: ๒๕๔๒) ปฐกถาเกียรติยศ ๔๘ ศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวาล โอสถานนท์ ครั้งที่ ๒ ห้องสมุด ๓๐๑ ปี เล่ม หนังสือเก่า 00003254 กองบริหารงานวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล ๙๙๙ ถ.พุทธมณฑล สาย ๔ ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ๗๓๑๗๐ โทรศัพท์ ๐-๒๘๔๙-๖๒๔๑-๖ โทรสาร ๐-๒๘๔๙-๖๒๔๗

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

สุขภาพ

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2002

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
นวัตกรรมระบบสุขภาพตำบล: พยาบาลชุมชน 1 คนต่อ 2 หมู่บ้าน ผู้ช่วยพยาบาลหมู่บ้านละคน
24% Match
สำหรับระดมความคิด มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ในวันที่ 2 สิงหาคม 2560
20% Match
คุยกับผู้อ่าน : ยาม้าฆ่าคนบนถนน (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 140 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2533)
17% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• การแพทย์

• สุขภาพ

history_eduหมวดหมู่

สุขภาพ

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2002

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้