auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
บทความนำเสนอเกี่ยวกับการเมืองยุคใหม่ กล่าวคือ การกลุ่มขับเคลื่อนนโยบายแต่ละกลุ่ม ขับเคลื่อนโดยการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริงจะก่อให้เกิดความสมานฉันท์ ปัญญาร่วม และความสุข อันทำให้ฝ่าความยากไปสู่ความสำเร็จ
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
# การเมืองยุคใหม่และบทบาทของนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ## ประเวศ วะสี ๑. ประเทศไทยควรก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ยุคกำหนดด้วยวิธีคิด วิธีคิดในยุคเก่าคือ คิดเชิงปฏิปักษ์ แบ่งขั้วแบ่งข้างทำลายกัน เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาแล้ว การคิดแบบนี้เป็นการทอน กำลังกัน ทำให้ประเทศไทยออกจากสภาวะวิกฤติไม่ได้ แม้มีปฏิวัติรัฐประหาร รัฐธรรมนูญ กว่า ๒๐ ฉบับ ก็ออกจากวิกฤตไม่ได้ เพราะวิธีคิดยังเหมือนเดิม ความจริงคนไทยมี ความสามารถที่จะคิดเป็นอย่างอื่น เช่น คราววิกฤตทีมหมูป่าติดถ้ำหลวง คนไทยทั้งหมดรวม ใจก้าวข้ามการแบ่งแยกทุกประเภท และเสียสละ ไม่มีใครคิดเห็นแก่ตัว นั่นคือ **สำนึกแห่ง องค์รวม** ที่ลื้อลั่นไปทั่วโลก สังคมที่จะมีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล ขาดสำนึกแห่งองค์ รวมไม่ได้ เซลล์มะเร็งเป็นตัวอย่างของเซลล์ที่ขาดสำนึกแห่งองค์รวม ทำให้ระบบร่างกาย แปรปรวนดำรงอยู่ไม่ได้ ประเทศไทยยุคใหม่ต้องคิดก้าวข้ามการแบ่งแยกทุกประเภท ช่วยกันประกอบเครื่องประเทศไทยให้สมบูรณ์ในระบบ เช่น ร่างกายก็ดี รถยนต์ก็ดี มี ส่วนประกอบมากหลาย ส่วนประกอบเหล่านี้ต้องสัมพันธ์กันอย่างถูกต้อง ในความสัมพันธ์ นั้นมีทั้งการทำงานเชื่อมโยงกัน และกำกับซึ่งกันและกันพร้อมกันไป ไม่ได้แบ่งเป็นฝักเป็น ฝ่าย ระบบการเมืองฝรั่งที่แยกขั้วสุดๆ ก็ไปไม่รอดแล้ว อย่างไปเอาย่างเขา หันมาหาจุดแข็ง ของเราเอง แบบสปิริตของคนไทยในเหตุการณ์วิกฤตหมูป่าถ้ำหลวง ความจริงประเทศไทย วิกฤตรุนแรงมากกว่าวิฤตเฉพาะกรณีหมูป่าถ้ำหลวงมากนัก คนไทยต้องรวมตัวรวมใจก้าว ข้ามการแบ่งแยกทุกประเภท ๑ ๒. การเลือกนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี อย่างสมานฉันท์ ตามวิธีคิดยุคใหม่ดังกล่าวข้างต้น สส. ทั้ง ๕๐๐ คน ควรจะปรึกษาหารือกัน โดยก้าวข้ามประโยชน์ของพรรค แต่คำนึงถึง ประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง ให้ได้นายกรัฐมนตรีที่เหมาะสมที่สุด ที่ทุกคนหรือเกือบ หมดทุกคนเห็นชอบร่วมกัน ดูวิธีเลือกพระสันตปาปาเป็นตัวอย่าง พระคาร์ดินัลทั้งหมดจาก ทั่วโลกประชุมกันที่วาติกันข้ามวันข้ามคืนจนได้มติเป็นเอกฉันท์ว่า พระคาร์ดินัลรูปใดจะ ได้รับเลือกให้เป็นพระสันตปาปาองค์ใหม่ โดยวิธีนี้นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะได้มาจากความ สมานฉันท์ ไม่ใช่เกิดขึ้นท่ามกลางความแตกแยก และแตกแยกกันต่อไป นายกรัฐมนตรีมี อิสระเต็มที่ โดยวิจารณญาณอย่างดีที่สุด คัดเลือกรัฐมนตรีที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดที่จะ ทำงานเพื่อประเทศชาติ ไม่ถูกจำกัดด้วยการต่อรองด้วยอิทธิพลใดๆ **ประเทศมีสิทธิโดยชอบธรรม** ที่จะได้รัฐมนตรีที่ดีที่สุด ไม่ใช่สิทธิของพรรค หรือ ของสส. โดยสำนึกแห่งองค์รวมเช่นนี้ การเมืองจะเข้าสู่ยุคใหม่ ประเทศชาติจะเริ่มต้นไปได้ ด้วยดี นักการเมืองทั้งหมดและทุกภาคส่วนของสังคม ร่วมกันประกอบเครื่องประเทศไทยให้ สมบูรณ์ ที่ทั้งทำงานร่วมกันและกำกับซึ่งกันและกันพร้อมกันไป ไม่ได้แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย ที่ ฝ่ายกูก็ถูกทุกอย่าง ฝ่ายตรงข้ามก็ผิดทุกอย่าง ธรรมชาติไม่ได้เป็นอย่างนั้น ๓. **นายกรัฐมนตรีคนใหม่อย่าทำแบบเก่าๆ** แบบเก่าๆ คือ บริหารงานแบบจิปาถะ เป็น ประธานคณะกรรมการเป็นสิบเป็นร้อยชุด ยุ่ง และเหนื่อยไปหมด แต่ไม่ได้เรื่องที่สำคัญๆ ประธานาธิบดีอเมริกันคนหนึ่งกล่าวว่า หน้าที่ของประธานาธิบดี "น้อยที่สุดคือการบริหาร - The least for administration" ที่สำคัญที่สุดคือ การแสดงทิศทางที่ประเทศจะดำเนินไป เมื่อ จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี คนอเมริกันกำลังขวัญเสียว่าอเมริกาสู้รัสเซีย ไม่ได้ในทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เพราะสหภาพโซเวียตยิงสปุตนิคขึ้นไปโคจรรอบโลกได้ ก่อนอเมริกา เคนเนดี้ประกาศว่า "อเมริกาจะลงดวงจันทร์ภายใน ๑๐ ปี" ขณะนั้นสหรัฐไม่ มีความพร้อมเลย แต่เมื่อประธานาธิปดีปักธงเช่นนั้น กลไกทุกอย่างของประเทศก็เกียร์ไปสู่ ความมุ่งมั่นร่วมกัน ทำให้ลงดวงจันทร์ได้จริงๆ ภายในกำหนด ๑๐ ปี ๒ นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้นำแสดงทิศทางใหญ่ๆ ของประเทศ และก่อให้เกิดความ บันดาลใจ (Aspiration) อย่างใหญ่หลวงในทุกภาคส่วนของสังคม ที่จะเกิดความมุ่งมั่น ร่วมกันที่จะบรรลุเป้าหมายของทิศทางนั้นๆ หากคนทั้งชาติมีความมุ่งมั่นร่วมกัน ประเทศ ก็สามารถมีผลสัมฤทธิ์ใหญ่ๆ ที่จะทำให้ไทยออกจากสภาวะวิกฤต ไปสู่ความเจริญอย่าง แท้จริงได้ ๔. ประเด็นใหญ่ประเทศไทย คนไทยทั้งใหม่และเก่าต้องเข้าใจประเด็นใหญ่ประเทศไทย จึง จะสามารถร่วมกันออกจากสภาวะวิกฤตได้ ตัวอย่างประเด็นใหญ่ มีดังนี้ (๑) การกระจายอำนาจไปสู่ชุมชนท้องถิ่น และองค์กรในพื้นที่ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ให้สามารถจัดการกันเอง ถ้าไม่ทำในข้อนี้ทำอย่างไรๆ ก็ออกจาก วิกฤตไม่ได้ แต่ถ้าทำปัญหาใหญ่ๆ จะหมดไปเกือบหมด (๒) ปรับบทบาทระบบราชการส่วนกลาง และสร้างหน่วยสัมฤทธิศาสตร์ จากการทำ หน้าที่ควบคุม เป็นการสนับสนุนเชิงนโยบายและวิชาการ รวมทั้งจัดระบบให้ สามารถทำงานอย่างบูรณาการเพื่อบริหารเชิงสัมฤทธิศาสตร์ให้เรื่องที่สำคัญๆ ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำไปคนละทางสองทางเช่นทุกวันนี้แล้วทำ อะไรไม่สำเร็จ (๓) สร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำให้ได้ การขาดความเป็นธรรมและมีความ เหลื่อมล้ำสุดๆ ก่อให้เกิดปัญหาทุกชนิด ทั้งทางเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม ศีลธรรม และการเมือง ถ้าไม่สามารถสร้างความเป็นธรรมและลด ความเหลื่อมล้ำได้ ประเทศไม่หายวิกฤต (๔) พระเจดีย์ต้องสร้างจากฐาน ฐานของประเทศคือชุมชนท้องถิ่น ถ้าฐานของ ประเทศแข็งแรงจะรองรับประเทศทั้งหมดให้มั่นคง พระเจดีย์สร้างจากยอดไม่ได้ เพราะจะพังลงๆ ในเมื่อไม่มีฐานรองรับ ที่แล้วมาเราพัฒนาประเทศประดุจสร้าง พระเจดีย์จากยอด อะไรๆ ก็เอาแต่ข้างบน นักพัฒนาข้างบนกล่าวว่าทำเศรษฐกิจ ๓ ข้างบนให้มันใหญ่ มันจะได้กระเด็นลงข้างล่าง (Trickle down) ผลคือความเหลื่อม ล้ำสุดๆ ๔ (๕) พัฒนาความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจบนฐานระบบเศรษฐกิจภูมิคุ้มกัน ระบบ เศรษฐกิจมหภาคอย่างที่ทำกันทั่วโลก เป็นระบบที่วิกฤตและพลิกผันได้ง่าย เพราะ ขึ้นกับปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้จำนวนมาก เช่น การผลิกผันของค่าเงิน การ เปลี่ยนแปลงของตลาด และแรงงาน เทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้คนตกงาน เป็นระบบที่ คนยากจนจนไม่มีภูมิคุ้มกัน และก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ เพราะฉะนั้นจะพัฒนา ระบบเศรษฐกิจมหภาคโดยที่ดูแต่จีดีพีไม่ได้ แต่ควรมีระบบเศรษฐกิจภูมิคุ้มกันเป็น ฐานที่ประกันว่าทุกคนมีบ้านอยู่ มีอาหารกิน มีครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง ระบบนี้เรียนกว่า **ระบบเศรษฐกิจชุมชนบนฐานการเกษตรพลังบวก (Farm Based Community Economy Plus)** พลังบวกหมายถึง ทำอย่างอื่นเพิ่มเติมอย่าง เต็มที่ตามความสามารถและโอกาส ตรงพลังบวกนี้ถึงจะเสี่ยงต่อความพลิกผันก็ไม่ เป็นไร เพราะทุกคนมีภูมิคุ้มกันที่มีบ้านอยู่ มีอาหารกิน มีครอบครัวอบอุ่น ชุมชน เข้มแข็ง ระบบเศรษฐกิจภูมิคุ้มกันนี้จะก่อให้เกิดความสุข และความเข้มแข็ง เป็น ฐานของความเจริญอื่นๆ ต่อไป (๖) ยกระดับคุณภาพเด็ก เยาวชน และครอบครัว โดยเร่งด่วน คุณภาพเด็ก เยาวชน และครอบครัว เป็นอนาคตของประเทศ แต่ขณะนี้อยู่ในสภาพที่แย่ และพัฒนาไม่ได้ ผล การมีแต่นโยบายและแผนไม่นำไปสู่ความสำเร็จ ควรทำความเข้าใจ **สัมฤทธิ์ ศาสตร์** หรือศาสตร์แห่งการทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ (๗) พัฒนาพลังพลเมืองที่ก้มมันตะ (Active Citizen) พลังพลเมืองที่ก้มมันตะเป็น ปัจจัยสำคัญที่สำคัญที่สุดที่ทำให้การเมืองดี เศรษฐกิจดี และศีลธรรมดี ต้องทำ ความเข้าใจและพัฒนาให้เกิดอย่างรวดเร็ว ๕ (๘) มโนทัศน์ใหม่และความคิดใหญ่ทางการศึกษา การศึกษาเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะขาดความคิดใหญ่เพียงแก้โน่นนิดนี่หน่อย แนวคิดหรือมโนทัศท์ในการศึกษาเป็นแนวคิดที่ผิด ถ้าไม่เปลี่ยนแนวคิดก็เพียงทำได้นิดๆ หน่อยๆ อย่างที่ทำมา แนวคิดทางการศึกษาที่ใช้มาเป็นแนวคิดแยกส่วน แยกส่วนระหว่างชีวิตกับการศึกษา ว่าชีวิตก็อยู่ส่วนหนึ่งการศึกษาแยกส่วนไปเอาวิชาเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง แนวคิดทางพุทธนั้นเป็นแนวคิดบูรณาการที่ชีวิตและการศึกษาอยู่ที่เดียวกัน การศึกษาต้องเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง ชีวิตต้องเรียนรู้ให้ทำอะไรๆ เป็น เช่น ทำงานเป็น คิดเป็น จัดการเป็นอยู่ร่วมกันเป็น การเรียนรู้เป็นเครื่องมือพัฒนาชีวิต เศรษฐกิจ สังคม ไม่ใช่การท่องวิชา แต่ทำไม่เป็น คิดไม่เป็น จัดการไม่เป็น อยู่ร่วมกันไม่เป็น เช่นทุกวันนี้ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ต้องเป็นคนมีความคิดใหญ่ในเรื่องการศึกษา (๙) ศาสนา กองทัพ ตำรวจ และภาคธุรกิจ กับการพัฒนาประเทศไทย ทั้ง ๔ ภาคส่วน ล้วนเป็นทรัพยากรที่สำคัญของประเทศ ต้องมีการคิดเชิงยุทธศาสตร์ว่าทำอย่างไร สถาบันทั้ง ๔ จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศได้เต็มศักยภาพ (๑๐) ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและสันติภาพ ประเทศไทยต้องสร้างภาวะผู้นำในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและสันติภาพให้มากที่สุด และใช้สมรรถนะนี้ส่งเสริมการผนึกตัวของประเทศอาเซียน ๑๐ ประเทศให้แข็งแกร่ง และเป็นฐานแห่งการสร้างสันติภาพโลก (๑๑) การสื่อสารกับการพัฒนาประเทศไทย การสื่อสารทุกรูปแบบทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เนต หรือโซเชียลมีเดีย การสื่อสารผ่านศิลปะทุกแขนง ทั้งวรรณกรรม โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ละคร และภาพยนต์ ถ้าทำอย่างทั่วถึงโดยเข้าใจประเด็นใหญ่ประเทศไทย จะทำการพัฒนาประเทศไทยเป็นไปได้อย่างรวดเร็วดังนี้เป็นต้น ๖ ๕. วิธีขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ นโยบายสาธารณะมีผลกระทบทุกองคาพยพของประเทศ ทั้งในทางดีและทางร้าย การสังเคราะห์นโยบายสาธารณะที่ดี และสามารถขับเคลื่อนไปสู่ ความสำเร็จเป็นปัญญาร่วมสุดยอดของประเทศ ปัญหาใหญ่ของประเทศไทยคือ ขาดการ สังเคราะห์นโยบายสาธารณะที่ดีและวิธีขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จ ทำให้ประเทศวิกฤต วิธีขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม คือการมีกลุ่มขับเคลื่อนนโยบาย สาธารณะ แต่ละกลุ่มนโยบาย อันมีองค์ประกอบครบ ดังนี้ (๑) นักการเมืองข้ามพรรค (๒) ข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ (๓) นักวิชาการ (๔) ผู้นำชุมชนท้องถิ่น (๕) ประชาคม (๖) สื่อมวลชน กลุ่มขับเคลื่อนนโยบายแต่ละกลุ่ม ขับเคลื่อนโดยการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติใน สถานการณ์จริง การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริงจะก่อให้เกิดความ สมานฉันท์ ปัญญาร่วม และความสุข อันทำให้ฝ่าความยากไปสู่ความสำเร็จ สำนักงาน คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สามารถสนับสนุนกระบวนการขับเคลื่อนนโยบาย สาธารณะได้ เพราะเขามีประสบการณ์การจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติมา ๑๑ ปี หากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะที่ดีไปสู่ ความสำเร็จได้ ประเทศไทยจะพ้นวิกฤต และก้าวไปสู่ความเจริญที่แท้จริง ___ ๗ PQET การเมืองยุคใหม่และบทบาทของ นายกรัฐมนตรีคนต่อไป ประเวศ วะสี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• สังคม
• การเมือง
history_eduหมวดหมู่
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้