auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (3 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

ความเหลื่อมล้ำในการพัฒนา

chrome_reader_modeคำอธิบาย

บทความลายมือเขียนอธิบายความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาสังคม โดยนำเสนอ 5 ข้อ ได้แก่ 1.ความเหลื่อมล้ำ ปัญหาใหญ่ในโลกในปัจจุบัน 2. ความเหลื่อมล้ำมีหลายมิติ 3. พื้นฐานของความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยก่อนการพัฒนาสมัยใหม่ 4. การพัฒนาสมัยใหม่กับความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย 5. การสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำระเบียบวาระแห่งชาติ

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

เผยแพร่ในวงจำกัด บทความในรายงานประจำปีของสถาบันพระปกเกล้า อยู่ระหว่างการตีพิมพ์ # ความเหลื่อมล้ำในการพัฒนา ## ประเวศ วะสี บทความนี้เป็นบทความแรกใน ๑๐ บทความเรื่อง "ก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำ : ความท้าทายของสังคมไทย" จึงทำหน้าที่เสมือนบทนำ คือกล่าวถึงความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาเป็นการทั่วไป โดยไม่ได้ลงไปในรายละเอียดของความเหลื่อมล้ำในแต่ละมิติ อันเป็นหน้าที่ของบทความอีก ๙ บทที่ตามมา และเพื่อให้เห็นภาพรวมและความสำคัญของความเหลื่อมล้ำเพื่อปลุกเร้าให้เกิดความตื่นตัว บทความนี้จะพยายามสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของผู้คนในสังคมไทยที่ทำงานในการพัฒนา โดยอาศัยประสบการณ์ของผู้เขียนกว่า ๔๐ ปี ที่ร่วมงานกับชาวบ้าน ผู้นำชุมชน ท้องถิ่น นักพัฒนา องค์กรพัฒนาต่างๆ นักวิชาการ ข้าราชการบางส่วน และสื่อมวลชน มากกว่า การอ้างอิงทฤษฎีต่างๆ จึงไม่มีรายการเอกสารอ้างอิงท้ายบท ที่กล่าวอ้างถึงบุคคลหรือชื่อหนังสือ อยู่บ้างในเนื้อหา ผู้อ่านสามารถค้นหาแหล่งที่มาได้ง่ายๆ จากกูเกิล โดยที่ความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้งยากต่อการเข้าใจและแก้ไข ไม่สามารถก้าวข้ามได้หากปราศจากพลังทางปัญญาของสังคมโดยรวม ประวัติศาสตร์โลกแสดงให้เห็นว่า ความโกรธ ความเกลียด การใช้พละกำลัง และความรุนแรง ไม่สามารถก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำได้ มัชฌิมาปฏิปทาเป็นทางสายปัญญา หรือทางแห่งความเป็นเหตุเป็นผล หวังว่าบทความทั้ง ๑๐ บท ในหนังสือ KPI YEARBOOK 2562 เล่มนี้ จะเป็นมัชฌิมแห่งความเป็นเหตุเป็นผลในเรื่องความเหลื่อมล้ำเพื่อร่วมกับสังคมไทยในการขับเคลื่อนการพัฒนาเพื่อคลายความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำให้เป็นระเบียบวาระแห่งชาติ ๑ เผยแพร่ในวงจำกัด บทความในรายงานประจำปีของสถาบันพระปกเกล้า อยู่ระหว่างการตีพิมพ์ ๑. ความเหลื่อมล้ำ ปัญหาใหญ่ในโลกในปัจจุบัน การปกครองระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรี เป็นการพัฒนากระแส หลักของโลกในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ แม้มีทฤษฎีและข้อถกเถียงถึงข้อดีต่างๆ ของระบบ การค้าเสรี แต่ผลที่ปรากฏอย่างชัดเจนคือความเหลื่อมล้ำที่ขยายมากขึ้นทั้งภายในประเทศเดียวกัน และระหว่างประเทศ นักระบาดวิทยาชาวอังกฤษ ๒ คน คือ Wilkinson และ Pickett (The Spirit Level) ได้ รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ๒๑ ประเทศ แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ ระหว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ กับปัญหาทางสุขภาพและสังคม เช่น อัตรา ตายในทารก อายุขัยของประชากร การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ปัญหาสุขภาพจิต ยาเสพติด อาชญากรรม และความรุนแรง พบความสัมพันธ์เกือบเป็นเส้นตรง คือประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงสุดใน การศึกษานี้อันได้แก่ สหรัฐอเมริกาก็มีอัตราการเกิดอาชญากรรมสูงสุดด้วย ตรงข้ามกับประเทศ ญี่ปุ่นซึ่งมีความเหลื่อมล้ำและอัตราการเกิดอาชญากรรมต่ำสุด ประเทศอื่นๆ ก็อยู่ระหว่างกลางของ ประเทศที่เป็นที่สุดสองทางดังกล่าวข้างต้น โดยมีประเทศอังกฤษใกล้เคียงไปทางสหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียใกล้เคียงมาทางประเทศญี่ปุ่น Joseph Stiglitz นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชาวอเมริกัน ในหนังสือของเขาชื่อ "The Price of Inequality : How Today's Divided Society Endangers Our Future" ได้ให้ข้อมูล และรายละเอียดเกี่ยวกับสภาพความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา และเขาเป็น ผู้สร้างวลีปรากฏการณ์ ๙๙ : ๑ โดยอธิบายว่าการพัฒนาเป็นประโยชน์ต่อคน ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่คนอีก ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้รับหรือเสียประโยชน์ และได้ตั้งคำถามว่าก็ในเมื่ออเมริกาก็เป็น ประชาธิปไตยแล้ว โดยแต่ละคนสามารถออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งได้หนึ่งเสียง (One man One vote) ทำไมคน ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ไม่ออกเสียงเลือกตั้งให้ตนได้รับประโยชน์ เช่นเดียวกับที่ประเทศ ๒ # เผยแพร่ในวงจำกัด บทความในรายงานประจำปีของสถาบันพระปกเกล้า อยู่ระหว่างการตีพิมพ์ อังกฤษและอีกหลายประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแล้ว แต่กลับมีความเหลื่อมล้ำมากแสดงว่าระหว่าง ความเป็นประชาธิปไตยกับความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ยังมีเหตุปัจจัยอื่นเข้ามาแทรกซ้อน ประเทศไทยก็ขึ้นชื่อว่ามีความเหลื่อมล้ำสูงมาก ยังถกเถียงกันอยู่ว่าสูงเป็นที่ ๑ หรือที่ ๓ ใน โลก เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศไทยเป็นเมืองพุทธและพุทธศาสนาก็เป็นของดี แต่มีการฆ่ากันตาย สูงกว่าในประเทศญี่ปุ่น สูงกว่าในยุโรป และสูงกว่าในสหรัฐอเมริกา ถ้าคำนึงถึงการวิจัยของ Wilkinson และ Pickett ดังกล่าวข้างต้นที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความเหลื่อมล้ำกับปัญหา อาชญากรรมในสังคม สังคมไทยอาจต้องทบทวนความคิดว่าการสั่งสอนให้คนเป็นคนดีอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอ แต่ต้องคำนึงถึงระบบและโครงสร้างที่เป็นปัจจัยกำหนดพฤติกรรมของผู้คนใน สังคมอย่างสำคัญอีกด้วย ด้วยสามัญสำนึกก็เห็นได้ไม่ยากว่าความเป็นธรรมสำคัญอย่างยิ่งต่อการ อยู่ร่วมกันด้วยดี ถ้ามีความเป็นธรรมผู้คนก็จะรักกันและรักส่วนรวม ตรงข้ามถ้าขาดความเป็นธรรม ก็จะเกิดความวุ่นวายและผู้คนไม่รักษาความเป็นส่วนรวม ความเหลื่อมล้ำซ้อนทับอยู่กับการขาดความเป็นธรรมเกือบจะทั้งเนื้อทั้งตัว จึงเป็นเรื่องที่มี ความสำคัญมาก ที่ต้องทำความเข้าใจ และแก้ไขเพื่อลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเป็นธรรม เพื่อ การอยู่ร่วมกันด้วยดี หรือเสริมสร้างสังคมสันติสุข ๓ เผยแพร่ในวงจำกัด บทความในรายงานประจำปีของสถาบันพระปกเกล้า อยู่ระหว่างการตีพิมพ์ ๒. ความเหลื่อมล้ำมีหลายมิติ ความเหลื่อมล้ำที่พูดโดยทั่วๆ ไปหมายถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจหรือความเหลื่อมล้ำ ทางรายได้ แต่ยังมีความเหลื่อมล้ำอื่นๆ อีกหลายมิติ เช่น ความเหลื่อมล้ำเพราะกำเนิด ความ เหลื่อมล้ำทางชาติพันธุ์ ความเหลื่อมล้ำทางผิวสี ความเหลื่อมล้ำทางเพศสภาพ ความเหลื่อมล้ำตาม ถิ่นที่อยู่อาศัย ความเหลื่อมล้ำเพราะอายุ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความเหลื่อมล้ำทางโอกาส ความเหลื่อมล้ำในสิทธิ ความเหลื่อมล้ำทางการเมือง ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการของรัฐ ความเหลื่อมล้ำในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เป็นต้น ความเหลื่อมล้ำต่างๆ เหล่านี้ ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทาง เศรษฐกิจ ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางผิวสีปรากฏให้เห็นชัดเจนที่สุดในสหรัฐอเมริกา นับตั้งแต่ตั้ง ประเทศมาจนบัดนี้ คนแอฟริกันอเมริกันยังเป็นผู้ด้อยโอกาสและมีฐานะทางเศรษฐกิจต่ำกว่าคนผิว ขาวและเป็นส่วนสำคัญของปรากฏการณ์ ๙๙:๑ ที่กล่าวถึงในตอนที่แล้ว ความเหลื่อมล้ำแต่กำเนิด อย่างเป็นรูปธรรมก็คือระบบวรรณะในประเทศอินเดีย ที่คนบางพวกตั้งแต่เกิดมาก็ถูกจัดอยู่ใน วรรณะนั้นวรรณะนี้หรือไม่มีวรรณะเลยคือเป็นพวกจัณฑาล แต่ในประเทศต่างๆ ถึงไม่มีระบบ วรรณะที่เป็นรูปธรรม ถ้าเกิดเป็นลูกคนจนก็ด้อยโอกาสเกือบจะทุกทาง เป็นการเริ่มต้นชีวิตด้วย ความเหลื่อมล้ำ ความเหลื่อมล้ำทางสังคมยังมีอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นคือโครงสร้างทางสังคมว่าเป็นสังคมทาง ดิ่ง (Vertical society) หรือสังคมทางราบ (Horizontal society) สังคมทางดิ่งหมายถึง สัมพันธภาพเชิงอำนาจระหว่างผู้มีอำนาจข้างบนกับผู้ไม่มีอำนาจข้างล่าง หรือสัมพันธภาพแบบบน ลงล่าง (ท็อปดาวน์) ส่วนสังคมทางราบหมายถึงสังคมที่มีความเสมอภาคสามารถรวมตัวร่วมคิดร่วม ทำเป็นประชาสังคมหรือ Civil Society โครงสร้างทางสังคมกำหนดพฤติกรรมของคนในสังคมและ คุณภาพของสังคมอย่างสำคัญ ในสังคมทางดิ่งจะมีความคิดเชิงอำนาจและสัมพันธภาพ แบบท็อป ๔ เผยแพร่ในวงจำกัด บทความในรายงานประจำปีของสถาบันพระปกเกล้า อยู่ระหว่างการตีพิมพ์ ดาวน์ทั่วพื้นที่ทางสังคม เช่น พ่อแม่ท็อปดาวน์กับลูก ครูกับนักเรียน นายกับลูกน้องข้าราชการกับ ราษฎร พระสงฆ์กับแม่ชี และแม้แต่แพทย์กับคนไข้ ในสัมพันธภาพทางดิ่งจะมีความบีบคั้นและมี การเรียนรู้น้อย เพราะผู้มีอำนาจก็ใช้อำนาจโดยไม่เรียนรู้ ผู้อยู่ใต้อำนาจก็ต้องทำตามคำสั่งของผู้มี อำนาจไม่มีโอกาสเรียนรู้ ในสังคมแบบนี้จะมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนมากและมีปัญญาหรือสมรรถนะ น้อย ประเทศอิตาลีเป็นตัวอย่างให้เห็นเป็นอย่างดีเพราะในประเทศเดียวกันใช้รัฐธรรมนูญและ กฎหมายอื่นๆ เดียวกัน แต่ตอนเหนือกับตอนใต้ของประเทศแตกต่างกันเกือบจะโดยสิ้นเชิง กล่าวคือตอนเหนือของประเทศ เช่น แถบเมืองมิลาน และเมืองทอเรโน เศรษฐกิจดีการเมืองดี และ ศีลธรรมดี แต่ทางตอนใต้ของประเทศ เช่น แถวเกาะซิซีลี และเกาะซาดีเนีย ผู้คนยากจน การเมือง ไม่ดี และศีลธรรมไม่ดี มีมาเฟียมาก และคำว่ามาเฟียก็มาจากตอนใต้ของอิตาลีนั่นเอง Robert Putnam จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดไปวิจัยว่าทำไมตอนเหนือกับตอนใต้ของประเทศอิตาลีจึง แตกต่างกันมาก เขาพบว่าโครงสร้างของสังคมแตกต่างกัน ตอนเหนือเป็นสังคมทางราบ ผู้คนมี ความเสมอภาคและรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในรูปต่างๆ เป็นประชาสังคม (Civil Society) แต่ตอนใต้ เป็นสังคมทางดิ่ง เป็นเช่นนี้มานานนับด้วยศตวรรษ แม้บ้างเมืองในตอนใต้จะเคร่งศาสนา (ศาสนา แคธอลิค) แต่ศีลธรรมก็ไม่ดี การรักพระเจ้าแต่ถ้าไม่รักเพื่อนบ้านอย่างเท่าเทียมกันศีลธรรมก็ไม่ดี ข้อนี้เราอาจจะได้ข้อคิดสำหรับปัญหาที่ว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธและพุทธศาสนาก็เป็นของดี แต่มี ความเสื่อมเสียทางศีลธรรมมากเพราะสังคมไทยเป็นสังคมทางดิ่ง ดังจะได้กล่าวในตอนต่อไป Robert Putnam ได้เขียนผลของการวิจัยดังกล่าวของเค้าเป็นหนังสือชื่อ "Making Democracy Work : Civic Traditions in Modern Italy" โดยสรุปว่าสัมพันธภาพทางราบด้วยความเสมอภาค แล้วรวมตัวร่วมคิดร่วมทำเป็นประชาสังคม คือหัวใจที่ทำให้ประชาธิปไตยมีคุณภาพและออกดอก ออกผลเป็นความเจริญ **ความไม่เสมอภาคในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์** เป็นมิติลึกที่สุดของความเหลื่อมล้ำ การ เคารพศักดิ์ศรีและศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เป็นรากฐานของ ความเป็นธรรมและสิ่งดีงามต่างๆ ในสังคม เช่น ประชาธิปไตย การเคารพสิทธิมนุษยชน ความ ๕ # เผยแพร่ในวงจำกัด บทความในรายงานประจำปีของสถาบันพระปกเกล้า อยู่ระหว่างการตีพิมพ์ ยุติธรรม แต่มายาคติต่างๆ ระบบและโครงสร้างในสังคมทำให้คนในสังคมเป็นส่วนใหญ่ขาด จริยธรรมพื้นฐานของการเคารพศักดิ์ศรีและศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์ ของคนทุกคนอย่างเท่า เทียมกัน ทำให้ไม่เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมและความยากลำบากทั้งหลายตามมา ซึ่งถ้ามี การเคารพศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกันอยู่ในหัวใจอย่างแท้จริงแล้ว พฤติกรรมของผู้คนและองค์กรต่างๆ ในสังคมจะไม่เกิดอย่างทุกวันนี้ เช่น การพัฒนาอย่างเหลื่อม ล้ำ การทอดทิ้งกัน การขายสินค้าที่เป็นพิษเป็นภัยต่อสุขภาพ การค้ากำไรเกินควร รายใหญ่เอา เปรียบรายย่อย การโฆษณาที่ไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ฯลฯ การขาดการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นคนของเพื่อนมนุษย์ ในเบื้องลึกของจิตใจที่มีอยู่ทุกหน ทุกแห่งจนดูเสมือนเป็นธรรมชาติที่ติดตัวมาแต่กำเนิด แท้จริงแล้วเกิดจากการปรุงแต่ง (constructed) ทางสังคม เพราะเด็กเล็กต่างผิวพรรณต่างฐานะที่เล่นด้วยกันไม่มีความรู้สึกแปลก แยกจากกันเลย แต่พอโตขึ้นสภาพต่างๆ ทางสังคมหล่อหลอมให้เบี่ยงเบนไปจากความเป็นจริงตาม ธรรมชาติ ระบบการศึกษาที่เคารพแต่ความรู้ในตำราเป็นโครงสร้างใหญ่ที่หล่อหลอมการขาด จิตสำนึกที่เคารพศักดิ์ศรีและศักยภาพของชาวบ้าน ที่จริงความรู้มีทั้งความรู้ในตำราและความรู้ใน ตัวคน ความรู้ในตัวคนเกิดมาจากการทำงานและประสบการณ์ชีวิต ทุกคนมีความรู้ในตัวเป็น ความรู้ที่ฝังแน่นและมีประโยชน์ เช่น แม่มีความรู้ในการเลี้ยงดูลูก ชาวไร่ชาวนามีความรู้ในการทำ ไร่ไถนา คนขายก๋วยเตี๋ยวมีความรู้ในการทำก๋วยเตี๋ยว ถ้าเคารพความรู้ในตัวคนคนทุกคนจะมี เกียรติ แต่ถ้าเคารพแต่ความรู้ในตำรา คนส่วนน้อยเท่านั้นที่มีเกียรติ คนส่วนใหญ่จะไม่มีเกียรติ ดังที่ลูกชาวบ้านเมื่อเข้าโรงเรียนนานเข้าจะรู้สึกว่าสถาบันการศึกษามีเกียรติ พ่อแม่และชาวบ้านไม่ มีเกียรติและน่าละอาย ระบบการศึกษาแบบนี้ซึ่งเป็นโรงงานใหญ่ที่บ่มเพาะการเสียจริยธรรม พื้นฐานแห่งการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะของคน เล็กคนน้อยคนยากจน เป็นพื้นฐานให้เกิดการพัฒนาอย่างเหลื่อมล้ำ โดยสังคมมิค่อยตระหนักรู้ ถึงเหตุปัจจัยเบื้องลึกของความเหลื่อมล้ำเช่นนี้ ๖ # เผยแพร่ในวงจำกัด บทความในรายงานประจำปีของสถาบันพระปกเกล้า อยู่ระหว่างการตีพิมพ์ แต่ถ้าเข้าใจ เป็นเรื่องที่แก้ไขได้ ดังที่มีบางโรงเรียนจัดให้นักเรียนเรียนรู้จากชาวบ้าน เช่น แม่ค้าขายของชำ ช่างผสมปูน ช่างเสริมสวย คนเหล่านี้ไม่เคยมีเกียรติในสังคมไทย แต่เมื่อมีนักเรียน มาเรียนด้วยเค้าก็ภูมิใจในตนเองว่าเขาก็เป็นครูได้ หรืออย่างการที่มีนักศึกษาแยกย้ายกันไปอยู่บ้าน ชาวบ้านในชนบทที่อยู่ห่างไกล ชาวบ้านมีจิตใจรักเด็กอยู่แล้ว หากหาเขียดให้กินตามประสา ปรากฏว่านักศึกษาเหล่านี้รักชาวบ้านหมดทุกคน เรียกเขาเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นปู่ย่าตายายลุงป้าน้า อา แสดงว่าแท้จริงแล้วมนุษย์มีเมล็ดพันธุ์แห่งความดีอยู่ในหัวใจ ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์ก็พบว่ามี ส่วนของสมองที่ทำหน้าที่รับรู้อารมณ์ความรู้สึกของคนอื่นและเกิดความเห็นใจ (Empathy) และ ต้องการทำตัวให้เป็นประโยชน์ (Altruism) ฉะนั้นจึงเป็นไปได้ที่จะจัดสิ่งแวดล้อมทางสังคมให้ ส่งเสริมจิตสำนึกแห่งการเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ อันเป็นพลังเบื้องลึกของความเสมอ ภาค ซึ่งจะกล่าวเพิ่มเติมในตอนที่ ๕ อันว่าด้วยแนวทางการพัฒนาเพื่อความเป็นธรรมลดความ เหลื่อมล้ำ ๗ เผยแพร่ในวงจำกัด บทความในรายงานประจำปีของสถาบันพระปกเกล้า อยู่ระหว่างการตีพิมพ์ ๓. **พื้นฐานของความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยก่อนการพัฒนาสมัยใหม่** ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยดำรงอยู่ก่อนการพัฒนาสมัยใหม่ ซึ่งเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์แห่งความเหลื่อมล้ำที่รอคอยอยู่ เมื่อได้รับการรดน้ำใส่ปุ๋ยย่อมงอกออกมาและเติบโตเป็นพันธุ์ไม้แห่งความเหลื่อมล้ำขนาดใหญ่ มรว.อคิน รพีพัฒน์ ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ประเทศสหรัฐอเมริกา เรื่อง "โครงสร้างของสังคมไทยสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์" แสดงให้เห็นสัมพันธภาพทางดิ่งระหว่างนายกับไพร่ นายคือเจ้ากับขุนนาง ราษฎรนอกนั้นเป็นไพร่ ซึ่งมี ๒ ประเภท คือไพร่สมกับไพร่หลวง ไพร่สม คือ ไพร่ที่มีมูลนายสังกัด ไพร่หลวง คือ เป็นไพร่ของหลวงหรือของรัฐบาล ไม่มีเสรีชนสมัยก่อนเลิกทาส ในสมัย ร.๕ คนชั้นล่างยังมีที่เป็นทาส ซึ่งเป็นเสมือนสินค้าที่มีเจ้าของและค้าขายได้ สัมพันธภาพที่ไม่เสมอภาคคงดำเนินมาช้านาน อย่างน้อยก็ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแล้ว วรรณกรรมที่มีฉากหลังสังคมยุคโบราณ แสดงให้เห็นสัมพันธภาพแห่งความไม่เสมอภาคระหว่าง นาย ไพร่ ทาส แม้ในเรื่องหลังสุดคือ "บุพเพสันนิวาส" ก็เช่นเดียวกัน สัมพันธภาพทางดิ่งที่ดำรงอยู่ช้านานในประวัติศาสตร์คงทำให้เกิดความซาชิน จนไม่มีใครคิดถึงปัญหาของความเหลื่อมล้ำและการขาดความเป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำและการขาดความเป็นธรรมเลยดองอยู่ในสังคมไทยเป็นธรรมดาหรือเป็นอัตโนมัติ ระบบราชการที่รวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ซึ่งสถาปนาขึ้นในครั้งรัชกาลที่ ๕ ตามความจำเป็นในการเร่งรีบพัฒนาสมัยใหม่ และป้องกันมหาอำนาจตะวันตกที่พยายามเฉือนแผ่นดินไทยตามชายแดนเข้ามา เป็นระบบเจ้าขุนมูลนายที่สนองอำนาจข้างบทมากกว่าที่จะเข้าใจสังคมข้างล่างและเป็นปัจจัยแห่งการลดความเหลื่อมล้ำ ๘ # เผยแพร่ในวงจำกัด บทความในรายงานประจำปีของสถาบันพระปกเกล้า อยู่ระหว่างการตีพิมพ์ ระบบราชการที่ประเทศไหนๆ แต่โบราณมาก็ไม่มีความโดดเด่นในการผดุงความยุติธรรม ให้แก่ราษฎร มีแต่ตรงข้าม ดังคำกลอนโบราณที่ว่า "ใครเอาข้าวปลามา ท่านสุภาก็ว่าดี" หรือถ้า เผอิญมีข้อยกเว้นมีขุนนางที่อุทิศตัวเพื่อความเป็นธรรมก็จะเป็นที่เลื่องลือในประวัติศาสตร์ เช่น ตี เหรินเจี้ยในสมัยราชวงศ์ถัง หรือเปาบุ้นจิ้นในสมัยราชวงศ์ซ่ง การที่ท่านทั้งสองนี้ชื่อเสียงโดดเด่น แสดงว่าเป็นของหายาก ในประเทศไทยไม่ปรากฏชื่อขุนนางที่โดดเด่นและในเรื่องความเป็นธรรม ขนาดนั้น แต่เสียงร้องหรือตรงข้ามนั้นมีมาก เช่น เมื่อมีการวางแผนตัดถนนก็มีการซ่อนข้อมูลจาก ราษฎรเจ้าของที่ดิน เพื่อคนที่มีอิทธิพลที่เข้าถึงข้อมูลจะได้ไปดักซื้อราคาที่ดินด้วยราคาถูกมาเก็ง กำไร อย่างนี้เป็นตัวอย่างของความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ เมื่อประเทศไทยเป็นรัฐราชการ ที่พยายามจะเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเป็นหน้าที่ของชุมชน มาเป็นทางการหรือของทางราชการก็เกิดระบบทางดิ่ง เช่น ความยุติธรรมที่เป็นทางการ ประกอบด้วย "ตำรวจจับ - อัยการส่งฟ้อง - ศาลตัดสิน" เมื่อรวมศูนย์เข้ามาอย่างนี้ก็เกิดปัญหา ความยุติธรรมที่ล่าช้าคดีต่างๆ ใช้เวลาเป็นปีๆ หรือ 10 ปี จนเกิดคำพูดที่ว่า "ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความไม่ยุติธรรม" ในระบบเช่นนี้คนยากจน ไม่มีเวลา ไม่มีเงิน ไม่มีความรู้ ที่จะไปต่อสู้คดี จึงเกิดความเหลื่อมล้ำทางความยุติธรรม ประชาชนเมื่อเจ็บป่วยยังไปโรงพยาบาลได้ แต่เมื่อเจ็บใจ เพราะไม่ได้รับความยุติธรรมไม่รู้จะไปรักษาที่ไหน แต่สะสมไว้เป็นความร้อนหรือเชื้อเพลิงทาง สังคม เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นระหว่างความยุติธรรมที่เป็นทางการ หรือความยุติธรรมทางดิ่ง ดังกล่าวข้างต้น กับสิ่งที่เรียกว่า "ความยุติธรรมชุมชน" ระบบที่เป็นทางการคือการใช้อำนาจ (ตาม กฎหมาย) - ตำรวจจับ - อัยการส่งฟ้อง - ศาลตัดสิน แต่ความเป็นชุมชน คือ การรวมตัวร่วมคิด ร่วมทำ หรือการปรึกษาหารือกัน ระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ครู พระ ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชน รวมทั้งตำรวจด้วย เมื่อชุมชนร่วมกันปรึกษาหารือเช่นนี้ จึงมีความรอบด้าน นุ่มนวล และเป็นธรรม มากกว่าความยุติธรรมทางดิ่ง ที่น่าสนใจคือ ตำรวจคนเดียวกันถ้าอยู่ในโครงสร้างทางดิ่งชาวบ้าน ๙ # เผยแพร่ในวงจำกัด บทความในรายงานประจำปีของสถาบันพระปกเกล้า อยู่ระหว่างการตีพิมพ์ จะเกลียดตำรวจ แต่เมื่ออยู่ในโครงสร้างทำราบ คือ ร่วมในกระบวนการความยุติธรรมชุมชน ชาวบ้านจะรักตำรวจ แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างมีผลต่อพฤติกรรม และความรู้สึกนึกคิดของผู้คน ไม่ใช่เรื่องของกรรมส่วนบุคคลโดดๆ ฉะนั้น ในเมื่อโครงสร้างในสังคมไทยเป็นโครงสร้างอำนาจทางดิ่ง ทั้งๆ ที่เป็นเมืองพุทธ แต่ มีความเสื่อมเสียทางศีลธรรม มีความไม่เป็นธรรม และความเหลื่อมล้ำสูง คนไม่มีอำนาจเกลียดคน มีอำนาจ เช่น ชาวบ้านเกลียดตำรวจ ถ้าจะเข้าใจความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาควรทำความเข้าใจ พื้นฐานของความเหลื่อมล้ำที่ดำรงอยู่แล้วในสังคมไทยก่อนการพัฒนา ซึ่งถ้าไม่ตั้งใจเป็นพิเศษที่จะ ลดความเหลื่อมล้ำ การพัฒนาที่ใส่เข้าไปบนพื้นฐานความเหลื่อมล้ำจักมีผลขยายความเหลื่อมล้ำให้ บานปลายยิ่งขึ้นเป็นการแน่นอน ๑๐ # เผยแพร่ในวงจำกัด บทความในรายงานประจำปีของสถาบันพระปกเกล้า อยู่ระหว่างการตีพิมพ์ ## ๔. ### การพัฒนาสมัยใหม่กับความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย การพัฒนาสมัยใหม่หรือตามแนวทางตะวันตกเริ่มขึ้นอย่างช้าๆ ในสมัย ร.๔ และมากขึ้นในสมัย ร.๕ เมื่อมีการจ้างฝรั่งเข้ามาเป็นที่ปรึกษา และส่งพระราชวงศ์และข้าราชการไปศึกษาในยุโรป เพื่อมาพัฒนาบ้านเมือง หลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลงในปี ๒๔๘๘ มีการส่งคนไทยไปศึกษา และอบรมในประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างเข้มข้น และอเมริกาก็ส่งที่ปรึกษาเข้ามาช่วยพัฒนา ประเทศไทยในด้านต่างๆ ด้วยเหตุปัจจัยเช่นนี้ และกระแสความนิยมการพัฒนาสมัยใหม่ที่เกิดขึ้น ทั่วโลกการพัฒนาสมัยใหม่หรือตามแนวทางตะวันตกจึงเป็นเรื่องหนีไม่พ้น และอาจนับว่าเกิดขึ้น อย่างเข้มข้น นับตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๐ หลังจากจอมพลสฤษดิ์ขึ้นมามีอำนาจ และมีการตั้งสภาพัฒนา เศรษฐกิจขึ้น ตามคำแนะนำและสนับสนุนของรัฐบาลอเมริกัน การพัฒนาสมัยใหม่ดังกล่าวประกอบด้วย (๑) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ไฟฟ้า ประปา การคมนาคม การสื่อสาร ในนามของ การเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) (๒) การขยายบริการภาครัฐ เช่น การศึกษา ระบบบริการสุขภาพ (๓) การพัฒนาเศรษฐกิจ เกษตรกรรม พาณิชยกรรม และอุตสาหกรรม (๔) และโดยการพัฒนาดังกล่าวข้างต้น ใช้กลไกภาครัฐเป็นหลัก จึงมีการขยายกำลังในระบบ ราชการ ดังที่มีการเพิ่มจำนวนกรมขึ้นเป็นจำนวนมาก การพัฒนาสมัยใหม่ทำให้เกิดความทันสมัยขึ้นมากมาย เช่น สิ่งก่อสร้าง และความ สะดวกสบาย แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลของการพัฒนาตามกระแสหลัก หรืออารยธรรม ตะวันตก ดังที่เกิดขึ้นทั่วไปในโลก คือ การเสียสมดุล อะไรที่ไม่สมดุลก็ไม่ยั่งยืน อีกชื่อหนึ่งของการ พัฒนาที่เสียสมดุล คือ การพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน อันเป็นปัญหาใหญ่ของโลกอยู่ในปัจจุบัน ๑๑ # เผยแพร่ในวงจำกัด บทความในรายงานประจำปีของสถาบันพระปกเกล้า อยู่ระหว่างการตีพิมพ์ ## ความเหลื่อมล้ำ ย่อมซ้อนทับอยู่กับการเสียสมดุล การเสียสมดุลมีหลายมิติ ทั้งการเสียสมดุลทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางสิ่งแวดล้อม และในตัวมนุษย์เอง ในแง่ความเหลื่อมล้ำอันเกิดจากการพัฒนาที่ปรากฏคือ (๑) ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แม้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมีอยู่ก่อนแล้วระหว่างคนข้างบนกับคนข้างล่าง การพัฒนาสมัยใหม่ได้ขยายความเหลื่อมล้ำให้ถ่างมากขึ้นอย่างสุดๆ ระหว่างคนที่จนที่สุดที่ไม่มีทรัพย์สินแต่มีหนี้สิน กับคนที่รวยสุดๆ จนเป็นมหาเศรษฐีระดับโลกที่ติดในรายการของนิตยสารฟอร์บว่าเป็นคนไทยที่มีทรัพย์สินกว่า ๑,๐๐๐ ล้านดอลล่าร์ (๓๒,๐๐๐ ล้านบาท) ขึ้นไป ซึ่งในจำนวนนี้มีหลายคนที่มีทรัพย์สินหลายแสนล้านบาท ในครั้งโบราณไม่มีความเหลื่อมล้ำมากขนาดนี้ ความเหลื่อมล้ำสุดๆ เช่นนี้ ทำให้ถกเถียงกันว่า สังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำเป็นที่ ๑ หรือ ที่ ๓ ในโลก ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจนำไปสู่ ความเหลื่อมล้ำอื่นๆ และปัญหาทางสุขภาพ สังคม และการเมือง ตามมาอย่างแก้ไม่ตก (๒) ความเหลื่อมล้ำในศักดิ์ศรีความเป็นคน มนุษย์ควรมีศักดิ์ศรีในตัวเองอย่างเท่าเทียมกัน แต่สังคมไทยนับถือคนรวย ดูกหรือเกลียดคนจน มีคำพูดว่า "แม้แต่สุนัขก็เกลียดคนจน" จากการสังเกตว่าสุนัขอรบไล่เห่าคนจน เพราะเสื้อผ้าไม่สวย และมีกลิ่นเหม็น ต่างจากคนรวย คนจนจะไปติดต่อขอรับบริการจากภาครัฐ มักไม่ได้รับการต้อนรับที่ดีด้วยสายตา วาจา และท่าที ในสมัยย้อนหลังไปไม่นาน ถ้าใครสังเกตภาษาหนังสือให้ดี มีการเรียกคนจนว่า "คนเลว" มีภาษิตบางอย่างที่สะท้อนให้เห็นการดูถูกคนจน เช่น "รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา" "ขอให้ได้เป็นเจ้าคนนายคน" "ขอให้ได้นั่งกินนอนกิน" (๓) ความเหลื่อมล้ำในทางสังคม สังคมไทยเป็นสังคมทางดิ่ง (Vertical society) ดังที่กล่าวแล้วตอนต้น คนไม่มีอำนาจข้างล่างไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรี ไม่มีสิทธิ์ ไม่มีเสียง เมื่อช่องว่างทางเศรษฐกิจถ่างออกมากขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางสังคมยิ่งมากขึ้น โสเภณีกรรมที่เพิ่มมากขึ้นในรูปต่างๆ ซึ่งรวมทั้ง บาร์ ไนท์คลับ อาบอบนวด จนประเทศไทยได้ชื่อว่า เป็นนครแห่งโสเภณี ๑๒ # เผยแพร่ในวงจำกัด บทความในรายงานประจำปีของสถาบันพระปกเกล้า อยู่ระหว่างการตีพิมพ์ ที่ต่างชาตินิยมมาทำสัปดนกับหญิงไทย เป็นโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจากความไม่เสมอภาค ที่ คนพวกหนึ่งที่มีอำนาจซื้อมากกว่าทำกับคนยากจนจน จนต้องขายชีวิตร่างกายของตนเอง (๔) **ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา** ระบบการศึกษาสมัยใหม่ที่รัฐจัด เป็นการศึกษาแบบแยกส่วน แยกส่วนจากชีวิตและสังคม มาเอาวิชาเป็นตัวตั้ง ทำให้ลูกชาวบ้านกลายเป็นคนที่ทำงานไม่ เป็น ทำให้ชุมชนอ่อนแอ ชาวบ้านต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของลูกมากขึ้น จนผู้นำ ชุมชนและปราชญ์ชาวบ้านพูดว่า เป็นการศึกษาที่ปล้นชาวบ้าน ทำให้ยากจนลง การศึกษาที่ เป็นแท่งไซโลจากประถมไปมัธยมไปอุดม เป็นการทำให้สังคมข้างล่างอ่อนแอ และการศึกษา ที่เน้นการท่องวิชาก็ไม่ทำให้สังคมข้างบนเข้มแข็งจริง นอกจากนั้นถ้าคิดถึงว่าระบบการสอบ คัดเลือกเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ลูกคนจนจะเสียเปรียบลูกคนที่มีฐานะดีกว่า และงบประมาณ ที่รัฐสนับสนุนมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ มาจากภาษีทางอ้อมที่ราษฎรทั้งหมดเป็นผู้จ่าย ก็จะ เห็นความไม่เป็นธรรมประดุจเอาเงินคนจนไปสนับสนุนคนรวย **ประเด็นการจัดสรร** **ทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม** ยังมีอีกมาก ซึ่งควรได้รับการศึกษาวิจัยโดยละเอียดและแก้ไข (๕) **ความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ** อัตราตายในทารกของชาวชนบทสูงกว่าของคนในเมือง การ ตายจากอุบัติเหตุต่างๆ จะเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนและคนรวย เมื่อก่อนจะมีหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ คนจนยากที่จะเข้าถึงบริการสุขภาพของรัฐ หรือถึงต้องขายไร่ขายนาหมด เนื้อหมดตัวเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อรับบริการ ย้อนหลังไปประมาณ ๕๐ ปี เมื่อสาขาโลหิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ทำการศึกษาสำรวจทางโลหิตในประชากรพบ ความสัมพันธ์เกือบเป็นเส้นตรงระหว่างโลหิตจางกับความยากจน นั่นคือในหมู่นักศึกษา แพทย์ไม่พบใครมีโลหิตจางเลยเพราะมาจากกลุ่มประชากรที่ไม่ยากจน ในหมู่นักศึกษา พยาบาลพบว่าร้อยละ ๑๑ มีโลหิตจาง ในหมู่ประชาชนที่นครชัยศรีและอยุธยาร้อยละ ๔๐ มีโลหิตจาง และในชาวบ้านชนบทที่พิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งในสมัยนั้นกันดาร มาก กว่าร้อยละ ๙๐ ของประชาชนมีโลหิตจาง ความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพซึ่งน่าจะลดลง ด้วยความพยายามปฏิรูประบบสุขภาพ ยังคงเป็นประเด็นที่ควรศึกษาวิจัยโดยละเอียด ๑๓ # เผยแพร่ในวงจำกัด บทความในรายงานประจำปีของสถาบันพระปกเกล้า อยู่ระหว่างการตีพิมพ์ (๖) **ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความยุติธรรมที่เป็นทางการ** ระบบความยุติธรรมทางการที่เป็นทางดิ่ง คือ ตำรวจจับ - อัยการส่งฟ้อง - ศาลตัดสิน เป็นระบบที่คนจนซึ่งไม่มีศักดิ์ศรี ไม่มีสถานะทางสังคม ไม่มีอำนาจ ไม่มีเงิน ไม่มีเวลา รวมเรียกว่าไม่มีพลังที่จะไปสู้คดี จึงเกิดปรากฏการณ์ที่ว่าคนจนเข้าไม่ถึงความยุติธรรม หรือไม่ได้รับความยุติธรรม ดังที่มีชาวบ้านถูกดำเนินคดี และบางคนติดคุกด้วยข้อหาบุกรุกที่ดินของตนเอง เพราะคนที่มีอำนาจเหนือกว่าไปได้โฉนดมาด้วยวิธีใดก็แล้วแต่ เพื่อแสดงว่าเขาเป็นเจ้าของที่ดิน หรือชาวบ้านถูกขับไล่ออกจากบ้านที่เคยอยู่เพราะรัฐออกกฎหมายว่าที่ดินบริเวณนั้นเป็นของรัฐ เป็นต้น (๗) **ความเหลื่อมล้ำระหว่างหญิงชาย** สังคมไทยยังมีทัศนคติเรื่องชายเป็นใหญ่ที่ตกทอดมา โดยได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมจีนและอินเดียด้วย ทัศนคติที่ฝังลึกจะออกไปเป็นค่านิยมและพฤติกรรมต่างๆ ในสังคมที่กระทบศักดิ์ศรีและสิทธิของสตรีเพศ และเพศสภาพอื่น การพัฒนาที่เหลื่อมล้ำดังกล่าวข้างต้น กล่าวมาเพียงแค่คร่าวๆ เท่านั้น สมควรได้รับการศึกษาและพิจารณาโดยละเอียดกว่านี้ เพราะความเหลื่อมล้ำหรือการขาดความเป็นธรรมแห่งการอยู่ร่วมกัน เป็นปัจจัยพื้นฐานให้เราไม่สามารถสร้างสรรค์สังคมสันติสุขได้ สาเหตุของการพัฒนาที่เหลื่อมล้ำก็คือ การที่ประเทศไทยเร่งรีบพัฒนา และพัฒนาแบบแยกส่วน ไม่ใช่การพัฒนาอย่างสมดุล โดยใช้กลไกซึ่งเป็นระบบอำนาจรัฐรวมศูนย์ที่ไม่มีสมรรถนะในการอำนวยความสะดวกยุติธรรมแก่ประชาชน ตัวอย่างที่เด่นชัดและมีผลร้ายแรงอย่างยิ่งก็คือ การที่รัฐไปเปลี่ยนวิถีเกษตรกรรมของเกษตรกรจากการเกษตรสมดุล มาเป็นเกษตรเชิงเดี่ยว หรือ cash crop คือจากการที่เกษตรกรปลูกพืชผสมผสานหลายอย่าง เช่น ปลูกข้าว ปลูกผัก ผลไม้ สมุนไพร เลี้ยงปลา เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ แบบที่เรียกว่า "ทำทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ทำ" ทำให้มีกินมีใช้และธรรมชาติได้สมดุล มาเป็นปลูกอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างเดียว เช่น ปลูกข้าวอย่างเดียว ปลูกมันสำปะหลังอย่างเดียว ปลูกอ้อยอย่างเดียว ปลูกปออย่างเดียว ทำให้เกิดเสียสมดุลทั้งทางสิ่งแวดล้อม โดยสูญเสียความเป็นป่าไป ๑๔ # เผยแพร่ในวงจำกัด บทความในรายงานประจำปีของสถาบันพระปกเกล้า อยู่ระหว่างการตีพิมพ์ กว่า ๑๐๐ ล้านไร่ ดินขาดปุ๋ย แมลงเพิ่มจำนวนทำลายพืชผล และการเสียสมดุลทางเศรษฐกิจของ เกษตรกร จากระบบเศรษฐกิจพึ่งตนเองมาเป็นระบบเศรษฐกิจพึ่งการตลาด ที่เกษตรกรขาดทุน เพราะต้องซื้อทุกอย่าง เช่น เครื่องอุปโภคบริโภค เชื้อเพลิง ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และอะไรที่ซื้อจะแพง แต่อะไรที่ขายจะถูก เพราะถูกกดราคา การที่ไปสู่วงจรขายถูกซื้อแพง ทำให้เกษตรกรขาดทุนเป็น หนี้เป็นสิน ต้องขายไร่ ขายนา ขายวัว ขายควาย และแม้กระทั่งลูกสาว ไปเป็นโสเภณีในเมือง เกษตรกรก็ต้องอพยพไปขายแรงงานในเมืองหรือต่างประเทศ การเคลื่อนย้ายแรงงานจากภาค เกษตรไปเป็นผู้ใช้แรงงานในเมือง ซึ่งได้ค่าจ้างไม่มาก และมีปัญหาค่าแรงขั้นต่ำที่แก้ไม่ได้ตลอดมา ทำให้เกิดชุมชนคนจน หรือสลัมในเมือง สภาพบ้านแตก และความยากจน เชื่อมโยงไปสู่ปัญหาอื่นๆ เช่น ยาเสพติด โรคเอดส์ อาชญากรรม คุณภาพเด็กเยาวชน และครอบครัว โดยสรุป ช่วงแรกของการพัฒนาสมัยใหม่ คือ การเปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็น ประโยชน์ในการครองชีพของประชาชนทั่วไป ไปเป็นเงินของคนส่วนน้อยซึ่งร่ำรวยขึ้นอย่าง มหาศาล ทำให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวย ถ่างกว้างออกอย่างสุดๆ จนประเทศไทยได้ ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงเป็นที่ ๑ หรือที่ ๓ ในโลก และมีปัญหาต่างๆ ตามมาเป็น ลูกโซ่ ซึ่งกล่าวพอเป็นสังเขปข้างต้น เรื่องการพัฒนาที่เหลื่อมล้ำ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนยากต่อความเข้าใจและแก้ไข แม้แต่ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยที่มีวุฒิสภาวะแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ เมื่อพัฒนา ตามแนวทางเสรีนิยมไปเรื่อยๆ ก็ปรากฏว่าเกิดความเหลื่อมล้ำขึ้นอย่างสุดๆ เพราะแนวทางเสรี นิยมซึ่งเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเสรี ซึ่งดูก็เป็นเรื่องที่ดีโดยเฉพาะเมื่อเริ่มต้น แต่พอนานไป กลุ่มคนที่เก่งกว่าก็ได้เปรียบ และเกิดความเหลื่อมล้ำเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดปรากฏการณ์ที่ เรียกว่า ๙๙ : ๑ ในสหรัฐอเมริกา ที่การพัฒนาเป็นประโยชน์ต่อคนรวย ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น โดย คนอีก ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ สำหรับประเทศไทยจึงเป็นเรื่องหนีไม่พ้น ที่เมื่อพัฒนาไปตามกระแสหลักโดยไม่ได้มีจิตสำนึก และความตั้งใจที่จะป้องกันความเหลื่อมล้ำ ที่ จะเกิดการพัฒนาอย่างเหลื่อมล้ำขึ้นมาอย่างที่เกิดขึ้น ๑๕ # เผยแพร่ในวงจำกัด บทความในรายงานประจำปีของสถาบันพระปกเกล้า อยู่ระหว่างการตีพิมพ์ ## ๕. ### การสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ ระเบียบวาระแห่งชาติ การพัฒนาเพื่อสร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำ ควรเป็นระเบียบวาระแห่งชาติ ใน การนี้อาจทำตามแนวทางใหญ่ๆ ๓ ประการคือ (๑) สร้างความเข้าใจและจิตสำนึกแห่งความเป็นธรรมในสังคม (๒) ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจเพื่อความเป็นธรรม (๓) การปฏิบัติและจัดการโดยใช้หลัก ใครมีน้อยรัฐและสังคมพึงให้มาก โดยขยายความพอเป็นสังเขปดังนี้ #### (๑) สร้างความเข้าใจและจิตสำนึกแห่งความเป็นธรรมในสังคม การเคารพศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เป็นพลังเบื้องลึก ทางจิตสำนึกเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม ทุกมหาวิทยาลัยควรมีนโยบายในการศึกษาวิจัย เรื่องความเป็นธรรมทางสังคมทุกแง่ทุกมุม และสื่อสารให้สังคมเข้าใจจนเกิดจิตสำนึกแห่งความเป็น ธรรม นักศึกษาทุกหลักสูตรในมหาวิทยาลัยควรศึกษาเรื่องการสร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อม ล้ำ จนเข้าใจแจ่มแจ้งและเกิดจิตสำนึกแห่งความเป็นธรรม ถ้ารัฐบาลมีนโยบายให้ทุกมหาวิทยาลัย ทำเช่นนี้ ภายในระยะเวลาประมาณ ๑๐ ปี น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงจิตสำนึกของสังคมสู่ความเป็น ธรรมได้มากพอถึงขนาดก่อให้เกิดการพัฒนาที่เป็นธรรม #### (๒) ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจเพื่อความเป็นธรรม สังคมไทยเป็นสังคมทางดิ่งซึ่งเป็นสัมพันธภาพเชิงอำนาจ และมีระบบราชการที่รวมศูนย์ อำนาจ โครงสร้างอำนาจเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำ จึงควรมีการ ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ โดยการกระจายอำนาจการปกครองไปให้ชุมชนท้องถิ่นและองค์กรในพื้นที่ ๑๖ # เผยแพร่ในวงจำกัด บทความในรายงานประจำปีของสถาบันพระปกเกล้า อยู่ระหว่างการตีพิมพ์ จัดการกันเองแบบมีส่วนร่วม และส่งเสริมการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในทุกพื้นที่ทุกองค์กร และใน การทำงานทุกประเด็น เพื่อสร้างสัมพันธภาพทางราบหรือประชาสังคม (Civil society) ต้องปฏิรูป ระบบราชการจากการเป็นองค์กรเชิงอำนาจ เป็นองค์กรทางปัญญาที่สามารถสนับสนุนภาคส่วน ต่างๆ ในสังคม รวมทั้งภาคประชาชน เชิงนโยบาย เชิงวิชาการ และการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ การปฏิรูปดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงประเทศจากโครงสร้างอำนาจ ซึ่งเป็นการปิดพลังทาง สังคมและพลังทางปัญญา ให้เป็นประเทศที่เปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง ประเทศที่เปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาไม่สามารถอำนวยให้เกิดความเป็นธรรมทางสังคม ได้ การเป็นประเทศที่เปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง จึงจะสามารถพัฒนา ความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำได้ ## (๓) การปฏิบัติและจัดการโดยใช้หลักใครมีน้อย รัฐและสังคมพึงให้มาก นี่ก็เป็นหลักที่ตรงไปตรงมาว่า ถ้าจะลดความเหลื่อมล้ำใครมีน้อยก็ต้องเพิ่มให้มากขึ้น หรือ สูงขึ้นทุกๆ ด้านทั้งศักดิ์ศรี สิทธิ ความรู้ ความสามารถ เครื่องมือต่างๆ รวมทั้งเครื่องมือเชิงสถาบัน โอกาส ทรัพย์สิน การเข้า ถึงความยุติธรรม และบริการของรัฐอื่นๆ เป็นต้น ทั้ง ๓ ประการที่กล่าวมาคือ จิตสำนึก โครงสร้าง และการปฏิบัติ เป็นการกล่าวโดยหัวข้อ หรือหลักการเท่านั้น เชื่อว่าบทความอีก ๙ บท ในหนังสือชุดนี้ คงจะมีรายละเอียดที่ครอบคลุม หัวข้อทั้ง ๓ ทั้งหมดและมากกว่า การพัฒนาเพื่อความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำจะเชื่อมโยงทุกมิติ ทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นองค์รวม (Holistic) เป็นการพัฒนาทั้งหมด (Holistic development) ไม่ใช่การพัฒนาอย่างแยกส่วน เช่น การพัฒนาแต่เศรษฐกิจ หรือแม้พัฒนา ประชาธิปไตยก็เป็นประชาธิปไตยแบบแยกส่วน เช่น เป็นประชาธิปไตยแต่ทางการเมือง (Political democracy) เท่านั้น แต่ขาดประชาธิปไตยทางจิตวิญญาณ (Spiritual democracy) ๑๗ # เผยแพร่ในวงจำกัด บทความในรายงานประจำปีของสถาบันพระปกเกล้า อยู่ระหว่างการตีพิมพ์ ประชาธิปไตยทางสังคม (Social democracy) และประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ (Economic democracy) จึงเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างสุดๆ ขึ้น อย่างในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากการพัฒนาเพื่อความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำเป็นการพัฒนาทั้งหมด ฉะนั้นไม่ ว่าจะจับมิติใดขึ้นมาพิจารณาก็จะเห็นความเป็นองค์รวม เช่น ในเรื่องประชาธิปไตยจะเห็นครบทาง ๔ มิติ คือ * ประชาธิปไตยทางจิตวิญญาณ (Spiritual democracy) อันได้แก่การเคารพศักดิ์ศรีและ คุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน อันเป็นจิตสำนึกเบื้องลึกที่เป็นพลัง พื้นฐานให้แก่สิ่งดีงามทั้งปวง เช่น ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรม * ประชาธิปไตยทางสังคม (Social democracy) ได้แก่ การเปิดพื้นที่ทางสังคม พื้นที่ทาง ปัญญาอย่างกว้างขวาง ให้มีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในประเด็นสาธารณะเต็มแผ่นดิน * ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ (Economic democracy) ประชาชนต้องสามารถกำหนด ระบบและรูปแบบทางเศรษฐกิจที่ประชาชนมีความพอใจยิง มีภูมิคุ้มกัน มีทางเลือก ไม่ใช่ เขาตกเป็นผู้ถูกกระทำอย่างไม่มีทางเลือก แบบในระบบตลาดเสรีในปัจจุบัน ที่เสรีเฉพาะ คนส่วนน้อย แต่ไม่เสรีสำหรับคนส่วนใหญ่ จนเกิดปรากฏการณ์ความเหลื่อมล้ำสุดๆ * ประชาธิปไตยทางการเมือง (Political democracy) แบบหนึ่งคนหนึ่งเสียง ข้างต้นแสดงให้เห็นภาพว่า ทำไมประชาธิปไตยทางการเมืองอย่างเดียวแบบแยกส่วน จึง แก้ปัญหาความเป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำไม่ได้ มีความต้องการประชาธิปไตยที่สมบูรณ์หรือ ประชาธิปไตยองค์รวม เรื่องอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน ถ้านำการพัฒนาเพื่อสร้างความเป็นธรรมลดความ เหลื่อมล้ำเป็นตัวตั้ง จะนำไปสู่การพัฒนาแบบองค์รวม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การศึกษา ความ ยุติธรรม หรืออะไรอื่น การคิดและทำแบบแยกส่วนจะนำไปสู่การเสียสมดุลและสภาวะวิกฤตเสมอ เพราะฉะนั้นการพัฒนาเพื่อสร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำ ในฐานะเป็นการ พัฒนาองค์รวมทั้งหมด และมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม จึงควรเป็น ระเบียบวาระแห่งชาติที่คนไทยทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จ ๑๘ # เผยแพร่ในวงจำกัด บทความในรายงานประจำปีของสถาบันพระปกเกล้า อยู่ระหว่างการตีพิมพ์ ในปัจจุบันมีองค์กรต่างๆ ที่ทำงานเพื่อความเป็นธรรมที่มีกำลังมากขึ้น องค์กรเหล่านี้ควร รวมตัวกัน เริ่มต้นการขับเคลื่อนให้การพัฒนาเพื่อความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำเป็นระเบียบ วาระแห่งชาติ โดยมีทุกภาคส่วนในสังคมเข้าร่วม ซึ่งรวมทั้งผู้นำชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ มหาวิทยาลัย สื่อมวลชน พรรคการเมืองทุกพรรค ให้เท่ากับหรือยิ่งกว่าการขับเคลื่อนเพื่อการ ปฏิรูปการเมือง โดยการเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับในระหว่างปี ๒๔๓๗-๔๐ โดยต้องทำให้ เป็นประเด็นทางการเมือง หากทุกภาคส่วนของสังคมรวมตัวกันขับเคลื่อน "การก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำเพื่อสร้าง ความเป็นธรรมแห่งการอยู่ร่วมกันในสังคมไทย" จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ขึ้นในประเทศไทย โดยจะเกิดการก้าวข้ามการแบ่งแยกทุกประเภท เพื่อรวม พลัง ทั้งพลังทางจิตใจ พลังทางสังคม พลังทางปัญญา และพลังทางการจัดการ เพื่อสร้างสังคมแห่ง การอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม ประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป พลังอันมหาศาลที่เกิดขึ้นจาก กระบวนการสร้างความเป็นธรรม จะทำให้สังคมไทยมีศักยภาพสูงยิ่ง ซึ่งนอกจากจะร่วมสร้าง ประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดแล้ว ยังจะทำให้คนไทยสามารถไปช่วยเยียวยาโลก (Heat the world) ที่กำลังป่วยหนักได้ด้วย นั่นคือประเทศไทยในยุคศรีอารยะ ___ ๑๙ PCET ความเหลื่อมล้ำในการพัฒนา ประเวศ วะสี

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

ประชาธิปไตย

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
ปฏิรูปตำรวจ: ประชาชนถนอมรักตำรวจ – ตำรวจถนอมรักประชาชน
28% Match
นวัตกรรมระบบสุขภาพตำบล: พยาบาลชุมชน 1 คนต่อ 2 หมู่บ้าน ผู้ช่วยพยาบาลหมู่บ้านละคน
27% Match
สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่
22% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• การพัฒนาสังคม

• การพัฒนาประเทศ

• สังคม

• ความเสมอภาค

• การเมือง

history_eduหมวดหมู่

ประชาธิปไตย

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้