auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (1 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

อนาคตของสังคมไทยกับทิศทางการปฏิรูปการเมือง

chrome_reader_modeคำอธิบาย

เนื้อหาในเอกสารกล่าวถึงอนาคตของสังคมไทย ที่มีความฝันร่วมกันที่จะทำให้สังคมไทยมีสันติภาพ ประชาชนมีความสุขด้วยปัจจัยพื้นฐานที่เพียงพอและทั่วถึง มีความเข้าใจร่วมกันถึงแม้ในปัจจุบันอาจจะมีความเห็นที่แตกต่างกันได้ โดยการพัฒนาการเมือง คือ การพัฒนาจิตใจ ขนมธรรมเนียมประเพณีประชาธิปไตย มาตรฐานทางจริยธรรมของนักการเมือง พัฒนาการศึกษา เศรษฐกิจของคนจน การกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วมของประชาชน ขณะที่การปฏิรูปการเมือง คือ การปฏิรูปกลไกอำนาจรัฐสูงสุด หรือ ระบบกลไกทางการเมืองระดับชาติ

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

# อนาคตของสังคมไทย ## กับ ทิศทางการปฏิรูปการเมือง ### ๑. อนาคตในความฝัน ฝันร่วมกัน การมองอนาคตอาจมองในความฝันกับมองในความจริง หลายคนรังเกียจความฝัน แท้ที่จริงความฝันหรือจินตนาการเป็นเรื่องมีประโยชน์มาก เพราะเป็นการให้พลัง พลังแห่งจินตนาการ คนสมัยใหม่ที่ใหม่จริงๆ หันมาสนใจประโยชน์ของจินตนาการมากขึ้น อนาคตของสังคมไทยที่ดีงามเป็นเรื่องที่เห็นร่วมกันได้ง่ายเราคงฝันเห็นสังคมไทยที่มีสันติภาพประชาชนมีความสุขเพราะมีปัจจัยพื้นฐานเพียงพอทั่วถึง มีความเอื้ออาทรต่อกัน มีวัฒนธรรมที่ดีงามอื่นๆ มีสถาบันทางสังคมที่มีคุณธรรมและประสิทธิภาพมีวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีมีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีความสัมพันธ์กับนานาประเทศอารยะ มีการเรียนรู้ที่ทำให้สามารถพัฒนาอย่างสมดุลต่อเนื่อง ทั้งทางวัตถุ สังคม จิตใจ และจิตวิญญาณยิ่งๆ ขึ้นไป ๑ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง ใครเลยจะไม่อยากเห็นอนาคตของสังคมไทยเป็นอย่างข้างต้น นี้คือ ข้อดีของจินตนาการ เพราะเห็นตรงกันได้ง่าย ในการร่วมกันทำอะไรๆ เรา ควรจะเริ่มจากจุดที่เห็นตรงกันเสียก่อน บ่อยๆ ครั้งเราไปเริ่มตรงที่เห็นต่างกัน เลยแตกกันไปเลย ไม่มีพลังสร้างสรรค์เพียงพอ จากประสบการณ์และการวิจัยได้พบว่าในกระบวนการทำงานร่วมกันควร เริ่มต้นที่จินตนาการถึงสิ่งที่ดีงามร่วมกัน ถ้าเริ่มต้นด้วยปัญหา บ่อยๆ ครั้งจะ ถูกท่วมท้นด้วยปัญหา หรือทะเลาะกันเสียจนทำงานร่วมกันต่อไปไม่ได้ อนาคตของสังคมไทยในความฝันจึงเป็นเรื่องที่ควรฝันร่วมกัน ## ๒. อนาคตในความจริงควรพยายามเข้าใจร่วมกัน เมื่อพูดถึงอนาคตในความเป็นจริงย่อมเห็นต่างกันเพราะแต่ละคนยืนอยู่ ณ จุดที่แตกต่างกันเห็นคนละด้านบ้าง เห็นใกล้เห็นไกลแตกต่างกันบ้าง ฉะ นั้นการเห็นต่างกันจึงเป็นธรรมดา ไม่ใช่เรื่องที่ควรไปทะเลาะกัน แต่เป็นเรื่อง ที่ควรสร้างความเข้าใจร่วมกันด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผมเองเห็นดังนี้ (๑) สังคมไทยมีความเจริญ-เติบโตทางเศรษฐกิจหรือทางวัตถุมากแต่ ผลประโยชน์ของการเติบโตกระจุกอยู่กับคนส่วนน้อย ดังจะเห็นได้ว่าส่วน แบ่งของรายได้ของคนจน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ข้างล่างลดลงร้อยละ ๖ ในปี ๒๕๑๘ เหลือร้อยละ ๓.๕ ในปี ๒๕๓๘ และกำลังลดลงไปต่ำกว่านี้ ช่องว่างระหว่าง คนรวยกับคนจนนำไปสู่ปัญหาทางจิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการเมือง (๒) จิตใจและวัฒนธรรมเสื่อมทรามลง คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น ความ เอื้อเฟื้อ และความเอื้ออาทรต่อกันลดลง เพราะโภคจริตมีบทบาทมากขึ้น (๓) มีการทำลายสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติด้วยอัตราสูง เพราะการรวมศูนย์อำนาจของการจัดการ และความไร้ประสิทธิภาพในกลไก ของรัฐ (๔) ความขัดแย้งในสังคมสูงขึ้นและความขัดแย้งบางเรื่องจะปะทุไป สู่ความรุนแรง เช่น เรื่องคนจนและการแย่งชิงทรัพยากรในชนบท เฉพาะใน ๒ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง ภาคอีสาน (การวิจัยของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น) พบจุดที่มีความ ขัดแย้งถึง ๙๓๒ จุด ที่จังหวัดเลยที่มีการฆ่าครูประเวียนเป็นจุดหนึ่งเท่านั้น จุดที่มีความขัดแย้งเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นความขัดแย้งระหว่างราษฎรกับรัฐ ประเทศไทยไม่มีทักษะในการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี อันจะส่งให้ ความขัดแย้งนี้บานปลายเป็นความรุนแรงนองเลือดได้ (๕) ปัญหาความรุนแรงและความแตกสลายทางสังคม (social dis- integration) เช่น ความแตกสลายของครอบครัว ของชุมชน การค้า ขายผู้หญิงและเด็กไปเป็นโสเภณีจำนวนมาก การทำร้าย การฆ่า ความไม่ ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น การติดยาเสพติด โรคเอดส์ การไม่ ได้รับความยุติธรรมในสังคม การฉ้อราษฎร์บังหลวงที่ระบาดทั่วประเทศ (๖) การศึกษาอ่อนแอทุกระดับ เพราะเน้นการท่อง แต่คิดไม่เป็นทำ ไม่เป็น และขาดการรู้ความจริง แก้ไขได้ยากเพราะระบบราชการที่แข็งกระด้าง ปรับตัวได้ช้า เป็นวิกฤตการณ์ทางปัญญา (๗) สถาบันต่างๆ ทางสังคมอ่อนแอเชิงระบบ เช่น ระบบศาสนา ระบบตำรวจ ระบบราชการ ฯลฯ ทำให้แก้ปัญหาต่างๆ ได้ยากหรือก่อวิกฤต การณ์มากขึ้น (๘) ระบบการเมืองล้าหลัง ทำให้เป็นตัวถ่วงการพัฒนาและการแก้ ปัญหาทั้งหลายทั้งปวง ถ้าพูดเชิงเปรียบเทียบจะเห็นได้ชัด เมื่อก่อนเกาหลีก็ดี สิงคโปร์ก็ดี หรือมาเลเซียก็ดี ล้วนล้าหลังกว่าไทย มาบัดนี้ประเทศเหล่านี้ พัฒนาขึ้นหน้าเราไปหมดแล้ว ความติดขัดทางการเมืองอาจเป็นชนวนนำไป สู่ความรุนแรง ภาพรวมทั้งหมดบ่งบอกวิกฤตการณ์เป็นคลื่นวิกฤตการณ์ลูกที่ ๔ แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์ ๓ ลูกแรกคือ ๑. วิกฤตการณ์ศึกพม่า ๒. วิกฤตการณ์การล่าเมืองขึ้นของมหาอำนาจตะวันตก ๓. วิกฤตการณ์คอมมิวนิสต์ ๓ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง วิกฤตการณ์คลื่นลูกที่ ๔ อาจเรียกว่าเป็นวิกฤตการณ์แห่งการทำลายตัวเอง สาเหตุสลับซับซ้อนเห็นได้ยาก และแก้ได้ยากกว่าคลื่นวิกฤตการณ์ ๓ ลูกแรก หากไม่เข้าใจ ไม่สังวรณ์ และไม่ร่วมมือกันแก้ไข คลื่นวิกฤตการณ์ลูกนี้จะก่อให้เกิดหายนภัยใหญ่หลวงในสังคมไทย ## ๓. การปรับเปลี่ยนชีวิต วิกฤตการณ์ปัจจุบันที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ยากและรุนแรงเกินกว่าที่จะแก้ไขได้ด้วยการกล่าวโทษกัน ทะเลาะกัน และการต่อสู้กันด้วยเกมการเมือง เพราะสมุทัยแห่งวิกฤตการณ์มาจากหลายอย่างมาประจวบเหมาะจนเป็นกรรมรวม (collective กรรม) ของชาติ เช่น ความสบายแต่ครั้งโบรราณทำให้ไม่ต้องคิดมากวัฒนธรรมและโครงสร้างอุปถัมภ์ที่ดำรงตนอยู่ช้านาน โครงสร้างอำนาจโยงใยอันเหนียวแน่นทำให้ปรับตัวได้ยาก โดยเฉพาะการไม่เกื้อกูลต่อการออกไปนอกกรอบเดิมหรือวัตกรรมทางความคิดการศึกษาที่อ่อนแอเป็นต้น เหล่านี้ผนวกกันเป็นกรรมรวมของชาติที่ส่งให้เกิดวิกฤตการณ์ที่ยากต่อการแก้ไข ที่ยากมากต่อการแก้ไขก็คือ วิธีคิดของคนไทย เมื่อมีอะไรคนไทยมักคิดเฉพาะกรรมที่เป็นปัจเจกบุคคลเท่านั้น ไม่คิดถึงกรรมเชิงระบบ เมื่อคิดเฉพาะเรื่องบุคคลจึงเกิดสภาวะ "รอดนดี และต่ำทอกันระงม" เราทำอย่างนี้มาช้านานแล้วก็ไม่ได้ผล หนังสือพิมพ์ก็รายงานเรื่องใครว่าใครเสียเป็นส่วนใหญ่ขาดการสื่อความรู้เชิงระบบ เมื่อไม่มีความรู้เชิงระบบก็ไม่แก้ไขระบบ ความหมักหมมของปัญหาก็ทับทวีมากขึ้นคนไทยจึงเป็นคนที่น่าสงสารที่สุด ที่จริงคนไทยเป็นคนที่มีความดีหลายอย่างแต่ระบบที่ไม่ดีไม่ได้รับการแก้ไข เพราะคนไทยคิดเชิงระบบไม่เป็น ฉะนั้นจุดสำคัญคือการเปลี่ยนวิธีคิดมาคิดเรื่องระบบให้มากขึ้น ลดการ ๔ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง ทะเลาะและด่าทอเรื่องตัวบุคคลลงมิได้แปลว่าเรื่องบุคคลไม่สำคัญแต่พูดเฉพาะ เรื่องบุคคลโดยไม่แก้ไขระบบไม่มีวันสำเร็จ เรื่องการเมือง ถ้าเอาแต่บ่นด่านักการเมือง โดยไม่สนใจระบบว่า ระ บบการเมืองอะไรที่ทำให้นักการเมืองเป็นอย่างนั้น จะแก้ไขการเมืองได้ยาก การปฏิรูปการเมืองเป็นการปฏิรูประบบหรือกลไกอำนาจทางการเมือง ๔. การพัฒนาการเมืองกับการปฏิรูปการเมือง เมื่อคำว่า "ปฏิรูปการเมือง" ได้รับความสนใจอย่างมาก ก็มีผู้ให้ ความหมายและความสำคัญตามความเข้าใจและความคิดเห็นของตน เช่น บางคนว่าการปฏิรูปการเมืองคือการพัฒนาจิตใจ บางคนว่าควรแก้ปัญหาเศรษฐกิจของคนจน บางคนว่าต้องพัฒนาการศึกษา แล้วการเมืองจะดีขึ้นเอง บางคนว่าควรจะพูดถึงการกระจายอำนาจ บางคนว่าควรพูดถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องสำคัญและต้องทำทั้งสิ้นแต่ถ้าเราลองให้คำนิยาม คำว่า การพัฒนาการเมืองกับการปฏิรูปการเมืองให้ต่างกันจะเกิดประโยชน์ ในเชิงปฏิบัติมากขึ้น การพัฒนาการเมือง = การพัฒนาจิตใจ ขนบประเพณีประชาธิปไตย มาตรฐานทางจริยธรรมของนักการเมือง พัฒนาการศึกษา เศรษฐกิจของคนจน การกระจาย อำนาจ การมีส่วนร่วมของประชาชน การปฏิรูปการเมือง = การปฏิรูปกลไกอำนาจรัฐสูงสุด หรือระบบกลไก ทางการเมืองระดับชาติ ๕ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง ทุกคนมีสิทธิจะนิยามตามความเห็นของตน แต่ถ้าแยกตามข้างต้น จะมีประโยชน์เชิงปฏิบัติมากกว่า ถ้าไม่ระวังเอาการพัฒนาการเมืองมาเป็น การปฏิรูปการเมืองก็จะเข้าใจผิดและไม่เกิดการปฏิรูปการเมือง อย่าไปเข้าใจผิดว่าพัฒนาการเมืองโดยไม่จำเป็นต้องปฏิรูปการเมืองแล้ว จะแก้ปัญหาได้ มีตัวอย่างในต่างประเทศมากมายที่มีการพัฒนาการเมืองมา เป็นเวลานาน แต่เมื่อไม่ปฏิรูปการเมืองจึงนำไปสู่ปัญหาร้ายแรง เช่น เยอร์-มนี และฝรั่งเศส เป็นต้น ทั้งสองประเทศมีการพัฒนาไปมากมายทุกๆ ด้าน แต่ เมื่อกลไกการเมืองระดับชาติไม่ถูกต้องก็เกิดเรื่อง เช่น ในเยอรมนีเกิดฮิต เลอร์และพรรคนาซีเข้ามายึดอำนาจทางระบบรัฐสภา ในฝรั่งเศสรัฐบาลอ่อน แอลัมลุกคลุกคลานแก้ปัญหาความขัดแย้งเรื่องแอลจีเรียไม่ได้ สูญเสียชีวิต ผู้คนจำนวนมาก และหวิดจะเกิดสงครามกลางเมือง จนกระทั่งไม่มีทางออก ต้องไปเชิญนายพลเดอร์โกลมาปฏิรูปการเมืองเมื่อ ค.ศ. ๑๙๘๕ นี้เอง ทั้งๆ ที่ฝรั่งเศสมีการปฏิวัติใหญ่ตั้งแต่เมื่อ ค.ศ. ๑๗๘๙ โน่นแล้ว อิตาลีมีการ ออกกฎหมายกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นเมื่อ ๒๕ ปีที่แล้ว แต่กลไกการเมือง ระดับชาติยังไม่ถูกต้องก็เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองจนกระทั่งการปฏิรูป การเมืองเป็นเรื่องหนีไม่พ้น สหรัฐอเมริกามีรัฐธรรมนูญที่เป็นการปฏิรูปการเมืองมาแต่ต้นแต่ก็ต้อง มีการปฏิรูปอีกเมื่อ ๑๐๐ ปีผ่านไป สวีเดน ญี่ปุ่น เกาหลี ล้วนต้องมีการ ปฏิรูปการเมืองทั้งสิ้น แน่นอนการพัฒนาการเมืองช่วยให้การปฏิรูปการเมืองเป็นไปได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าไปเข้าใจผิดว่าการพัฒนาการเมืองก็พอแล้ว หรือการพัฒนาการเมือง คือการปฏิรูปการเมืองก็จะทำให้เสียเวลาของชาติไปมาก ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย (คพป.) ที่มอบให้ ประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้นมี ๒ ประการคือ ๑. พัฒนาการเมือง และ ๒. ปฏิรูปการเมือง ๖ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง การวิพากย์วิจารณ์โดยบางท่านนั้นทำให้เราทราบว่าไม่ได้อ่านข้อเสนอ ของ คพป. หรือไม่ได้อ่านอย่างครบถ้วน ## ๕. การปฏิรูปการเมืองคือการมีระบบการจัดการที่ดี ระบบการจัดการขององค์กรใดๆ มีความสำคัญมาก บริษัทใดมี ระบบการจัดการที่ดีก็สงบเรียบร้อยเจริญ บริษัทใดที่มีระบบการจัดการที่ไม่ดี ก็โกลาหลวุ่นวายขาดทุน สมมุติว่ามีบริษัทพิสดารแห่งหนึ่ง มีการเลือกคนเข้ามาเป็นกรรมการ บริษัทโดยสุดแต่ว่าใครจ่ายเงินให้ผู้ถือหุ้นมากกว่ากัน โดยไม่คำนึงถึงว่าใคร ซื่อสัตย์สุจริตหรือมีความสามารถหรือไม่ แล้วให้กรรมการบริษัทที่ได้มาโดย วิธีนี้เลือกกันเองไปเป็นผู้บริหารบริษัท แล้วให้ผู้บริหารบริษัทมีอำนาจทุก อย่างโดยไม่มีการคานอำนาจและตรวจสอบ เช่นว่าผู้บริหารเป็นผู้สั่งซื้อสินค้า ดูแลการเก็บสินค้า ขาย ดูแลเงินและดูแลบัญชี เหมาหมดโดยคนๆ เดียวกัน อย่างนี้ต้องเกิดการโกงกันใหญ่โตเป็นประจำ เพราะระบบเปิดโอกาสให้โกง ต่อให้พระสงฆ์มาทำงานในระบบที่ขาดการควบคุมก็เกิดเรื่อง บริษัทเช่นนี้จะ โกลาหลไม่รู้จบ ระบบการเมืองของเราคล้ายของบริษัทดังกล่าวข้างต้น จึงโกลาหลไม่ รู้จบ และขาดประสิทธิภาพ การปฏิรูปการเมือง คือการสร้างระบบการจัดการประเทศที่ดี โดย ๑. ปฏิรูประบบพรรคการเมือง และระบบการเลือกตั้ง เพื่อให้ได้นัก การเมืองที่ดี และลดการใช้เงินเป็นใหญ่ ๒. สร้างองค์กรอิสระเพื่อถ่วงดุล ตรวจสอบ ตลอดจนมีกระบวนการ สอบสวนลงโทษผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง(Impeachment)เพื่อให้การเมืองสะอาด และมีเสถียรภาพขึ้น ๓. ปฏิรูปกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้การเมืองในการแก้ปัญหา ของประเทศ ๗ การเดินทางแห่งความคิด : ปฏิรูปการเมือง ทั้งนี้เพื่อให้การเมืองสะอาดและมีประสิทธิภาพเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของมหาชน ตั้งอยู่ในฐานะที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศได้ ใครเลยจะไม่อยากเห็นประเทศมีระบบการจัดการที่ซื้อยมีระบบคัดเลือกคนดีเข้ามาทำงาน มีระบบตรวจสอบไม่ให้เฉไฉออกนอกลู่นอกทาง และสร้างมาตรการหนุนช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น ## ๖. ทิศทางการปฏิรูปการเมือง ทิศทางการปฏิรูปการเมืองที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความเข้าใจที่ถ่องแท้ว่า การปฏิรูปการเมืองคืออะไร ไม่สร้างความไขว้เขว สับสน อย่าเพิ่งไปทะเลาะกันถึงวิธีการก่อนที่จะทำความเข้าใจจริง ๆ ว่าการปฏิรูปการเมืองคืออะไร หรือไปทะเลาะกันเรื่องทางเทคนิคเสียก่อน ถ้าเข้าใจว่าการปฏิรูปการเมืองคือการปฏิรูประบบการจัดการประเทศก็จะมีความต้องการตรงกันมากขึ้น ทำให้ง่ายต่อการปฏิรูปมากขึ้น การปฏิรูปการเมืองเป็นกระบวนการทางปัญญาและสันติวิธีปัญญานั้นต้องเป็นปัญญาที่ละเอียดประณีต ไม่ใช่โฉ่งฉ่างขาดความสุขุมรอบคอบ การปฏิรูปการเมืองจึงกำลังทดสอบและเป็นปัจจัยกำหนดอนาคตของสังคมไทย การเมืองมาถึงทางตัน จะไม่ปฏิรูปก็ไม่มีทางออก แต่จะปฏิรูปก็ยาก เพราะต้องการทั้งปัญญาและมโนธรรม ถ้าปฏิรูปไม่ได้บ้านเมืองอาจหลุดเข้าไปสู่ความรุนแรง แต่หวังว่าบัดนี้สังคมไทยได้ยินคำว่า "ปฏิรูปการเมือง" จนเกิดความจำทางสังคมได้พอแล้วว่า แม้นเกิดวิกฤตการณ์ไม่มีทางออก พึ่งทราบว่าไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงแต่มีทางออกด้วยการปฏิรูปการเมือง ๘

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

ประชาธิปไตย

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 1995

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
คุยกับผู้อ่าน : นายแพทย์บุตร ประดิษฐวณิช (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 136 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2533)
13% Match
ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย
11% Match
คุยกับผู้อ่าน : ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสุข (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 315 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548)
10% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• ประชาธิปไตย

• ไทย -- การเมืองและการปกครอง -- 2538

history_eduหมวดหมู่

ประชาธิปไตย

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 1995

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้