auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (5 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

พลวัตรธุรกิจขับเคลื่อนประเทศไทย : “แนวทางรัตนโกสินทร์”

chrome_reader_modeคำอธิบาย

ศ.นพ. ประเวศ วะสี ได้ปาฐกถาพิเศษ ในการประชุมเรื่อง “อนาคตประเทศไทย”ฉลอง 23 ปี กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 30 ตุลาคม 2552 ณ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

พลวัตรธุรกิจขับเคลื่อนประเทศไทย "แนวทางรัตนโกสินทร์" ประเวศ วะลี ปาฐกถาพิเศษในการประชุมเรื่อง "อนาคตประเทศไทย" ฉลอง ๒๓ ปี กรุงเทพธุรกิจ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๒ ณ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี -๑- ในยามที่ประเทศไทยอ่อนล้า ติดอยู่ในหลุมดำแห่งวิกฤตการณ์ และเสี่ยงต่อการเกิด มิคสัญญีกลียุค จำเป็นต้องมองหาพลังที่จะมาขับเคลื่อนประเทศไทยออกจากสภาวะวิกฤตไปสู่จุด ลงตัวใหม่ พลังจากภาคส่วนต่างๆ ดูเหมือนจะใช้ไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นภาคการเมือง ภาค ราชการ ภาควิชา ภาคองค์กรพัฒนาเอกชน แต่ยังมีอีกภาคส่วนหนึ่งซึ่งมีพลังมหาศาล แต่ยังไม่ได้ นำมาใช้เพื่อการพัฒนา นั่นคือภาคธุรกิจ เราติดอยู่ในความเคยชินของการคิดแบบแยกส่วน ว่าธุรกิจ ก็เพื่อธุรกิจ ควรคิดแบบเชื่อมโยงว่าธุรกิจนอกจากเพื่อธุรกิจแล้ว ธุรกิจยังเพื่อพัฒนา (Business for development) ได้ด้วย เราจะลองมาดูเรื่องพลวัตรธุรกิจขับเคลื่อนประเทศไทยกันดู ## ๑. พละ ๔ หรือจตุพละธุรกิจ พลังของภาคธุรกิจที่เป็นจุดเด่นต่างจากภาคอื่นๆ มีอย่างน้อย ๔ ประการ คือ ๑. พลังคนที่มีคุณภาพ ตามธรรมชาติของภาคธุรกิจกำลังคนที่มีคุณภาพ คือ ความอยู่รอด ภาคธุรกิจจึงขวนขวายแสวงหา พัฒนา ทะนุบำรุงคนที่มีคุณภาพ จนสรุปในด้านหนึ่งก็ได้ว่า ภาค ธุรกิจคือ สถาบันพัฒนาคน ในเรื่องนี้ภาคราชการอ่อนแออย่างยิ่ง ภาคธุรกิจทั้งหมดรวมกัน เป็น เสมือนกองทัพที่มีพลังกำลังคนที่มีคุณภาพ จำนวนมหาพารยิ่งกว่าภาคใดอื่น เป็นกำลังขับเคลื่อน ประเทศไทยที่มีจำนวนและคุณภาพสูงที่สุด ๒. พลังแห่งการใช้และสร้างความรู้ Peter Drucker ปรมาจารย์แห่งวิชาการการจัดการ กล่าว ว่า "Management is utilization of knowledge to create knowledge" การจัดการนั้นต้องใช้ความรู้ และต้องสร้างความรู้ทุกขั้นตอน ดูเรื่องการตลาดก็ได้ ที่มีพลังอย่างยากที่จะมีอะไรทานได้ เพราะใช้ การวิจัยตลอดเวลา ภาคอื่นๆ นั้นใช้อำนาจมากว่าการใช้ความรู้ จึงทำอะไรไม่ค่อยสำเร็จ เพราะการ ใช้ความรู้และสร้างความรู้ในการทำการ การจัดการจึงทรงพลังอย่างยิ่งในการทำให้เรื่องที่เป็นไป ไม่ได้เป็นไปได้ (Mangement makes the impossible possible) อะไรที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ให้ใส่การ จัดการเข้าไปจะทำให้เป็นไปได้ การจัดการจึงเป็นปัญหาที่ทำให้สำเร็จหรืออิทธิปัญญา (อิทธิ = สำเร็จ) ภาคธุรกิจมีพลังในการจัดการหรืออิทธิปัญญามากว่าภาคใดๆ ทั้งหมด ในปัญหาที่ซับซ้อน และยากของประเทศใช้อำนาจได้ผลน้อย (Power is less and less effective) ควรจะนำพลังของการ จัดการหรืออิทธิปัญญาเข้าไปใช้ ๓. พลังแห่งการสื่อสาร การสื่อสารทรงพลังในการเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่ง ภาคธุรกิจชำนาญ ในการใช้การสื่อสาร ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด พฤติกรรมคนนั้นเปลี่ยนยากสุดๆ แต่ภาคธุรกิจ ชำนาญการเปลี่ยนพฤติกรรมคนในการบริโภคมากกว่าภาคอื่นๆ แม้ภาคการศึกษาหรือภาคการ -๒- ศาสนา ในการขับเคลื่อนประเทศไทยจะต้องใช้พลังในการสื่อสารเป็นอย่างมาก ภาคธุรกิจจะทำ เรื่องนี้ได้ดีกว่าภาคอื่นๆ ๔. พลังทางนวัตกรรม ธรรมชาติของธุรกิจนั้น ถ้าทำอะไรแล้วได้กำไร แต่ยังทำอย่างเดิม ต่อไปจะขาดทุน เพราะอะไรๆ เปลี่ยนแปลงไป ฉะนั้นเพื่อความอยู่รอดธุรกิจจะต้องมีนวัตกรรม ตลอดเวลา ตรงนี้มีสัจจธรรมที่ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนเป็นอนิจจัง คือเปลี่ยนแปลงไป ถ้าเรายังทำ อะไรแบบเดิม ก็จะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงใหม่ ลองไปดูสถาบันต่างๆ ในสังคมดูสิครับ ล้วน ยึดมั่นถือมั่นในวัตรปฏิบัติแบบเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง ราชการ หรือแม้แต่มหาวิทยาลัย ขาด พลังทางนวัตกรรม เป็นเหตุให้บ้านเมืองติดขัดมาจนถึงชายขอบแห่งความล่มสลายแล้ว มีความ ต้องการนวัตกรรมในแทบทุกด้าน ภาคธุรกิจจะเป็นพลังทางนวัตกรรม เมื่ออธิบายมาถึงขั้นนี้แล้ว คงจะไม่มีใครปฏิเสธพลัง ๔ หรือจตุพละธุรกิจว่ามีศักยภาพ เหนือภาคอื่นอย่างไร พลังเป็นเครื่องมือ การที่จะใช้เครื่องมือให้เกิดประโยชน์มากขึ้นกับ * วิธีคิด * จุดมุ่งหมายปลายทางและเส้นทาง * การออกแบบ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะคุยต่อไป ดังนี้ ๒. เป็นก้อนหรือเป็นคลื่น การเป็นก้อน คือ ตายตัว เป็นเอกเทศ แยกส่วน การเป็นคลื่น คือ ความเคลื่อนไหวเชื่อมโยง มนุษย์นั้นมักคิดแบบตายตัว แยกส่วน อันนำไปสู่ความสุดโต่ง คนยุโรปก็คิดอย่างนั้น อย่างมาก ทำนองว่า ถ้าเป็น 1 ก็ไม่ใช่ 0 ถ้าเป็น 0 ก็ไม่ใช่ 1 แบบวาทะอันลึกล้นของบุชที่ว่า "ถ้าคุณไม่ใช่พวก เรา คุณก็เป็นศัตรูของเรา" การคิดแบบตายตัวและแยกส่วนนำไปสู่ความติดขัด ขัดแย้ง และรุนแรง ดังที่เป็นอยู่ในโลก วิทยาศาสตร์ก็คิดแบบแยกส่วนตายตัว เพิ่งมาเมื่อไม่ถึง ๑๐๐ ปีนี่เอง ที่วิทยาศาสตร์ที่ ก้าวหน้าหรือวิทยาศาสตร์ใหม่พบว่า มันไม่จริงเสียแล้ว สรรพสิ่งล้วนเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง เชื่อมโยง เช่น อีเล็กตรอนเป็นอนุภาคหรือเป็นคลื่น ถ้าความคิดแบบแยกส่วนตายตัวก็ว่า ถ้าเป็น อนุภาคก็ไม่ใช่คลื่น ถ้าเป็นคลื่นก็ไม่ใช่อนุภาค แต่นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบและถึงกับช็อคเลยว่า อีเล็กตรอนมันเป็นทั้งอนุภาคและคลื่นในขณะเดียวกัน -๓- ส่วนทางพุทธนั้น ค้นพบมากว่า ๒๕๐๐ ปีแล้วว่า สรรพสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง คือ เคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงเชื่อมโยง ตามเหตุปัจจัยที่เรียกว่า หลักอิทัปปัจจยตา การคิดแบบนี้บางทีก็เรียกการคิด แบบเป็นกลางตามธรรมชาติ หรือมัชฌิมาปฏิปทา การคิดแบบแยกส่วนและการพัฒนาแบบแยกส่วนนำไปสู่ความติดขัดและวิกฤตและเราคิด แบบแยกส่วนหมดเลย การศึกษาก็แยกเป็นวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ การศึกษาก็แยก ส่วนไปเอาวิชาเป็นตัวตั้งไม่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง การพัฒนาก็คิดว่าคือการพัฒนาเศรษฐกิจไม่เกี่ยวกับ สังคมและสิ่งแวดล้อม พระก็อยู่ส่วนพระไม่เกี่ยวกับฆราวาส การเมืองก็เป็นเรื่องของนักการเมือง เท่านั้น การชำแหละออกเป็นส่วนๆ คือ การทำให้สิ้นชีวิต เช่น ชำแหละโค ชำแหละสุกร ความมีชีวิตเกิดจากการเชื่อมโยง การพัฒนา คือ การเชื่อมโยง การคิดแบบเป็นกลางตามธรรมชาติหรือมัชฌิมาปฏิปทา ไม่เข้าไปตีตรา (label) ว่าอะไร เป็นอะไรแบบตายตัว เช่นว่า เป็นทุนนิยม หรือสังคมนิยม หรือมองอะไรเป็นขาวเป็นดำ เป็นบวก เป็นลบ แล้วยกเข้าโค่นล้มทำลายกัน เพราะสรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยงและเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตาม เหตุปัจจัย การพัฒนาตามแนวทางมัชฌิมาปฏิปทาจึงไม่ทำโดยการใช้อำนาจ เพราะการใช้อำนาจทำ ให้แยกส่วนตายตัว ซึ่งแก้ปัญหาที่ซับซ้อนไม่สำเร็จ แต่ใช้การเรียนรู้และปัญญา ด้วยศรัทธาในความ เป็นมนุษย์ว่าเป็นสัตว์ที่มีศักยภาพสูงในการเรียนรู้และมีเมล็ดพันธุ์แห่งความดีในหัวใจ ด้วยแนวคิดเชื่อมโยงสัมพันธ์ตามหลักทางสายกลาง เราจะไม่คิดถึงภาคธุรกิจแบบตายตัว แยกส่วนอีกต่อไป ว่าธุรกิจก็เพื่อธุรกิจเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการพัฒนา แต่คิดว่าธุรกิจเพื่อธุรกิจด้วย และธุรกิจเชื่อมโยงกับการพัฒนาด้วย ทำนองเดียวกับอีเล็กตรอนเป็นทั้งอนุภาคและคลื่นใน ขณะเดียวกัน ถ้าจับแนวคิดแบบเป็นกลางตามธรรมชาติ หรือความเป็นปัจจัยเชื่อมโยงกันทั้งหมดทั้งสิ้น ภาคธุรกิจก็จะเป็นพลังมหาศาลต่อการขับเคลื่อนประเทศไทย เพราะพละ ๔ หรือจตุพละธุรกิจ ดังกล่าวข้างต้น -๔- # ๓. อนาคตประเทศไทยแนวทางรัตนโกสินทร์ การมองอนาคตประเทศไทย จะมองเฉพาะการรักษาตามอาการ แบบตัดแปะนั่นนี่ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นไม่ได้ เพราะวิกฤตการณ์ประเทศไทย และวิกฤตการณ์โลกเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก เป็นวิกฤตการณ์อารยธรรม จำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ใหญ่เห็นความเป็นไปทั้งหมด และทิศทางใหม่ที่จะต้องเป็นไป ความเจ็บป่วยทุกชนิดเกิดจากการเสียดุลยภาพ อะไรที่เสียดุล ก็ไม่ปรกติ วุ่นวาย ล่มสลาย เสมือนร่างกายของเราถ้ากายใจและความสัมพันธ์กับภายนอก ถูกต้องลงตัวมีดุลยภาพ เราก็มีความเป็นปรกติ สุขสบายดีและอายุยืน แต่ถ้ามีอะไรที่รบกวนหรือทำลายดุลยภาพ เช่น เชื้อโรค เซลล์มะเร็ง หลอดเลือดหัวใจอุดตัน สารพิษ อุบัติเหตุ เราก็ไม่สบาย หรือไม่สบายอย่างยิ่ง และถึงชีวิตสิ้นสุดลงได้ ประเทศไทยป่วยและโลกป่วย เพราะเสียดุลยภาพอย่างรุนแรง แนวทางการพัฒนาปัจจุบัน ถึงจะมีเหตุผลดีเพียงใด ก็นำไปสู่การเสียดุลยภาพอย่างรุนแรง เพราะคิดแบบแยกส่วนและทำแบบแยกส่วน อะไรที่ทำแบบแยกส่วนจะนำไปสู่วิกฤตการณ์เสมอ เพราะทุกส่วนต้องเชื่อมโยงอย่างบรรสานสอดคล้อง แล้วไปทำแบบแยกส่วนโดยไม่คำนึงถึงความบรรสานสอดคล้อง ก็จะรบกวนดุลยภาพของส่วนรวม การสูญเสียดุลยภาพนั้นเห็นได้ในทุกมิติ เช่น * การเสียดุลยภาพระหว่างกายกับใจ * การเสียดุลยภาพทางสังคม * การเสียดุลยภาพทางสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ * การเสียดุลยภาพทางเศรษฐกิจ * การเสียดุลยภาพทางการเมือง ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ * การเสียดุลยภาพระหว่างประชากรและทรัพยากรที่มีในโลก การเสียดุลยภาพเกิดจากสภาพจิตเล็กของมนุษย์ที่ไม่สามารถเห็นทั้งหมด จึงเห็นเฉพาะส่วน เช่น เห็นเฉพาะตัวและพวกของตัว เพราะเห็นเล็กจึงเข้าไปสู่ความเชื่อว่าความโลภนั้นดี (Greed is good) เพราะทำให้เกิดพลังสร้างสรรค์เศรษฐกิจ แต่ในที่สุดระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความโลภก็ล้มครืนลง โลภะ โทสะ โมหะ เป็นอกุศลมูล อกุศลมูล นำไปสู่ความดีนั้นไม่มี -๕- อย่าไปหวังลมๆ แล้งๆ ว่าการอัดฉีด (bail out) เข้าสู่ระบบการเงินจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัว อาจฟื้นชั่วคราวและก็พังอีก จะพังซ้ำแล้วซ้ำอีก ตราบใดที่วิถีทางยังเป็นวิถีที่ขาดดุลยภาพ ในระบบ เศรษฐกิจปัจจุบันที่เชื่อมโยงกันหลายมิติ ซับซ้อน และเกิดเป็นระบบซับซ้อน (Complex system) ความโกลาหล (Chaos) ไม่ใช่ข้อยกเว้น แต่เกิดขึ้นเป็นประจำ อะไรที่เกิดผิดปรกติขึ้นที่ไหน อย่าง ไม่มีใครควบคุมได้ ก็จะส่งผลกระเพื่อมมาตามความเชื่อมโยง ขยายใหญ่มีผลร้ายใหญ่โตและที่ เรียกว่า "ปรากฏการณ์ผีเสื้อกระพือปีก" ความโกลาหลอันพยากรณ์ไม่ได้ส่งให้ชีวิตมนุษย์ขาดความ มั่นคง การถูกปลดออกจากงาน และการว่างงานเป็นสิ่งที่สั่นสะเทือนจิตวิญญาณของมนุษย์อย่างถึง รากถึงโคน ลองดูตัวอย่างเมืองดีทรอยด์ที่อดีตเคยรุ่งเรือง บัดนี้กำลังเป็นนครร้างที่มีการว่างงานถึง 28.6 เปอร์เซ็นต์ มนุษย์มีความจำกัดในความทนทานต่อการเสียดุลภาพ ความจำกัดนี้จะทำให้การพัฒนาแบบเสียดุลยภาพดำเนินต่อไปไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงต่างๆ กำลังก่อตัวขึ้น เป็นบุพภาคของสิ่งใหม่ที่กำลังจะผุดบังเกิดขึ้น กระแสใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้น คือ * กระแสจิตสำนึกใหม่ (New Consciousness) * กระแสชุมชนเข้มแข็ง * กระแสเศรษฐกิจดุลยภาพ เช่น เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) CSR ทุนนิยมที่มีจิตวิญญาณ (Conscious Capitalism) เป็นต้น หนังสือกลุ่มที่ขายดีที่สุดในโลกขณะนี้อยู่ในตระกูลจิตสำนึกใหม่ เพราะมีผู้ตระหนัก เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่า ด้วยจิตสำนึกเก่า มนุษยชาติไม่อาจพ้นวิกฤตได้ เพราะจิตสำนึกเก่าเป็นจิตเล็ก คับ แคบ บีบคั้น ไม่สามารถนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างมีดุลยภาพได้ แต่ศักยภาพสูงสุดของความเป็น มนุษย์ คือ การมีจิตสำนึกใหญ่ เข้าถึงความเป็นทั้งหมด หลุดจากความบีบคั้นของความคับแคบ เป็น อิสระ มีความสุขอันประณีตลึกซึ้ง มีความรักอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติทั้งหมด อันจัก เป็นไปเพื่อดุลยภาพของการอยู่ร่วมกัน การมีจิตสำนึกใหม่จึงเป็นพลังสำคัญที่สุดของการขับเคลื่อนวิถีดุลยภาพ บัดนี้ ปรากฏแน่ชัดแล้วว่า อำนาจใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจรัฐ อำนาจเงินหรืออำนาจ วิชาการ ไม่สามารถสร้างวิถีดุลยภาพได้ เพราะอำนาจมีธรรมชาติที่ทำให้เสียดุล แต่ชีวิตชุมชนนั้น บูรณาการง่าย และมีดุลยภาพง่าย การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำจนเกิดความเป็นชุมชนเข้มแข็ง สามารถ พัฒนาอย่างบูรณาการทุกด้านเชื่อมโยงกัน ทั้งเศรษฐกิจ-จิตใจ-สังคม-วัฒนธรรม-สิ่งแวดล้อม- สุขภาพ-การศึกษา-ประชาธิปไตย เมื่อทุกอย่างเชื่องโยงกันอย่างบูรณาการก็เกิดดุลยภาพ ปรกติภาพ และความสุข ประดุจสวรรค์บนดิน เรามีตัวอย่างชุมชนที่มีวิถีดุลยภาพ และความสุขประดุจสวรรค์ บนดิน -6- จิตแพทย์อเมริกันชื่อ Scott Peck ในหนังสือชื่อ "A world waiting to be born" หรือโลกที่ รอคอยจะเกิดขึ้นในอนาคต คือโลกแห่งความเป็นชุมชนที่เชื่อมโยงกัน นายแพทย์เพ็คต์ได้เล่าใน หนังสือเล่มนี้ว่า เมื่อมีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำกันอย่างเข้มแข็งจะเกิด "ความสุขประดุจบรรลุ นิพพาน" เป็นสังคมนิพพาน นิพพานแปลว่าสงบเย็น สังคมสงบเย็นได้เมื่อมีดุลยภาพ ในประเทศ ไทยมีชุมชนเข้มแข็งเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ดำเนินไปบนวิถีดุลยภาพ และเกิดความร่มเย็นเป็นสุข ขณะที่มองข้างบนเห็นได้ยากว่า วิถีดุลยภาพเป็นไปได้อย่างไร ต้องลงไปมองข้างล่าง ชุมชนเข้มแข็งเกิดบูรณาการภาพและดุลยภาพได้ง่ายกว่าข้างบนมาก นายแพทย์เพ็คต์จึงเห็นว่าโลก ที่รอคอยจะเกิดขึ้น คือ โลกแห่งความเป็นชุมชน กระแสเศรษฐกิจดุลยภาพก็กำลังมาแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในรูปต่างๆ เช่น เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) อันหมายถึงเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและพลังงานแนวพระราชดำริ เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง นั้นไม่ใช่เป็นเรื่องเทคนิควิธีการเท่านั้น แต่เบื้องลึกคือ จิตสำนึกใหม่และ วิถีดุลยภาพ คนในชุมชนจะเข้าใจแนวพระราชดำรินี้ได้ดีกว่าคนข้างบนซึ่งติดอยู่ในความคิดและ ทฤษฎีแบบข้างบน ควรจะไปดูภาคปฏิบัติในชุมชนแล้วจะเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นวิถีดุลย ภาพ ที่ไม่ใช่สำคัญเฉพาะไทยแต่ทั้งโลกทีเดียว เศรษฐกิจชุมชน เป็นเศรษฐกิจบูรณาการหรือ เศรษฐกิจดุลยภาพ เรื่อง CSR ก็ดี ธุรกิจเพื่อสังคมก็ดี ทุนนิยมที่มีจิตวิญญาณก็ดี ล้วนเป็นกระแสที่ จะเคลื่อนไปสู่การเป็นเศรษฐกิจดุลยภาพ ต่อไปความเชื่อมโยงระหว่างผู้บริโภคในเมืองกับผู้ผลิตใน ชนบทที่ทำการผลิตบนวิถีดุลยภาพ จะเป็นพลังมหาศาลในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างมีดุลยภาพ ต่างๆ เหล่านี้เป็นต้น วิถีดุลยภาพ จึงไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันลมๆ แล้งๆ อีกต่อไป แต่ด้วยความไม่มีทางออกจากวิกฤต ของการพัฒนาแบบเดิม มนุษย์ถูกบังคับอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ที่จะหันมาสู่วิถีดุลยภาพมากขึ้นเรื่อยๆ Megatrends Thailand และเมกาเทรนด์ของโลกคือ วิถีดุลยภาพ การขับเคลื่อนประเทศไทย จึงควรขับเคลื่อนไปสู่วิถีดุลยภาพ ซึ่งเมื่อเกิดการพัฒนาอย่างมีดุลยภาพ ศานติสุขจักบังเกิดขึ้น วิถีดุลยภาพไม่ทำร้ายใครเลย แต่อาศัยเมล็ดพันธุ์แห่งความดีในหัวใจของคนไทยทุกคนที่ เข้ามาเชื่อมโยง และเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning through action) ประเทศไทย ก็จะขยับขับเคลื่อนไปบนวิถีดุลยภาพมากขึ้นเรื่อยๆ และคนไทยทั้งหมดจะชื่นชมยินดีต่อกัน เราอาจเรียกการดำเนินตามวิถีดุลยภาพนี้ว่า "แนวทางรัตนโกสินทร์" เพราะต่างจาก แนวทางวอชิงตันที่นำ ไปสู่การเสียดุลยภาพอย่างรุนแรง ในที่สุดสังคมอเมริกันก็จะหันมาหาวิถี ดุลยภาพหรือ "แนวทางรัตนโกสินทร์" คนไทยสามารถนำโลกได้ด้วยแนวทางรัตนโกสินทร์ ซึ่ง เป็นสันติวรบท -๗- ๔. มรรค ๘ แห่งวิถีดุลยภาพ ในเมื่อวิถีดุลยภาพคือ ทิศทางใหญ่ของประเทศและของโลก การพัฒนาทุกชนิดต้องมุ่งไปสู่การสร้างดุลยภาพในทุกมิติ เพื่อความพอประมาณ ขอเสนอเรื่องใหญ่ๆ ๘ เรื่อง หรือ มรรค ๘ แห่งวิถีดุลยภาพ ดังต่อไปนี้ (ดูรูป) <figure> This is a mind map or diagram illustrating the 8 principles of Duly Path (วิถีดุลยภาพ) and their connections. The central theme is "วิถีดุลยภาพ" (Duly Path). Branching out from this central concept are eight principles, each numbered and labeled in Thai. These principles are: 1. สร้างจิตสำนึกใหม่ (Create new consciousness) 2. ความเข้มแข็งของชุมชน (Community strength) 3. สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ (Create full community life) 4. ดุลยภาพของพลังงานและสิ่งแวดล้อม (Balance of energy and environment) 5. การพัฒนาคุณภาพคน (Human quality development) 6. ปฏิรูประบบอำนาจรัฐ (Reform the state system) 7. ระบบการสื่อสารที่ดี (Good communication system) 8. การวิจัยยุทธศาสตร์ชาติ (State's strategic research) The diagram visually represents the interconnectedness of these eight principles in a holistic approach to Duly Path. </figure> รูปที่ ๑ มรรค ๘ แห่งวิถีคุณภาพคน ๑. สร้างจิตสำนึกใหม่ เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ดังกล่าวในตอนที่ ๓ ๒. ความเข้มแข็งของชุมชน เป็นฐานของการพัฒนาอย่างบูรณาการตามที่กล่าวในตอนที่ ๓ ระบบเศรษฐกิจมหภาคต้องเชื่อมกับระบบเศรษฐกิจชุมชนอย่างเกื้อกูลกัน ในเมื่อระบบเศรษฐกิจชุมชนเป็นระบบเศรษฐกิจดุลยภาพ ระบบเศรษฐกิจมหภาคที่เข้ามาเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจชุมชนจะทำให้ระบบเศรษฐกิจทั้งหมดเป็นระบบเศรษฐกิจดุลยภาพ ๓. สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ สัมมาชีพ หมายถึง อาชีพที่ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม และมีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ สัมมาชีพจึงเป็นทั้ง เศรษฐกิจ จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม และศีลธรรม การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่จึงเป็นรากฐานของดุลยภาพและความร่มเย็นเป็นสุข การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่จึงควรเป็นเป้าหมายและตัวชี้วัดการพัฒนา ไม่ใช่จีดีพี เพราะจีดีพีทำให้เกิดการพัฒนาแยกส่วนและเสียดุลยภาพ การพัฒนาทุกชนิดจึงควรมุ่งสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ๔. ดุลยภาพของพลังงานและสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานอย่างขาดดุลยภาพจะทำลายสิ่งแวดล้อม การไม่อนุรักษ์และเพิ่มพูนสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้เสียดุลระหว่าง -๘- ประชากรกับทรัพยากรธรรมชาติ จนสังคมนั้นอยู่ไม่ได้ แบบแผนชีวิตและการพัฒนาต้องมุ่งสร้าง ดุลยภาพในเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อม มรรควิธีทั้ง ๔ ข้างต้น คือ วิถีดุลยภาพ ส่วนมรรควิธี ๕ - ๘ นั้นเป็นมรรควิธีที่สนับสนุนมรรควิธี ๑ - ๔ ดังนี้คือ ๕. การพัฒนาคุณภาพคน คุณภาพคนเป็นปัจจัยชี้ขาดของความสำเร็จของการพัฒนา ระบบ การศึกษาที่มีขณะนี้ไม่เป็นไปอย่างสมความสำคัญของคน ควรมีการอภิวัฒน์การพัฒนาคุณภาพคน ภาคธุรกิจเข้มแข็งที่สุดในการพัฒนาคุณภาพคน ๖. ปฏิรูประบบอำนาจรัฐ ระบบอำนาจรัฐทั้งทางการเมืองและระบบราชการเป็นปัญหาของ ประเทศ เพราะขาดพลังของความถูกต้อง เป็นเหตุสำคัญของการเสียดุลยภาพของประเทศและ วิกฤตการณ์ ควรมีความคิดใหญ่ ๆ และรวมตัวกันปฏิรูประบบอำนาจรัฐ ประเทศจึงจะขับเคลื่อนไป บนวิถีดุลยภาพได้ ๗. ระบบการสื่อสารที่ดี ระบบการสื่อสารที่ดีจะก่อให้เกิดจิตสำนึกใหม่ เปลี่ยนแปลงสังคม จากสังคมนิยมอำนาจไปสู่สังคมนิยมปัญญา ปัญญาของสังคมโดยรวมคือ เครื่องมือขับเคลื่อน ประเทศไปสู่วิถีดุลยภาพ จึงควรมีความคิดใหญ่ ๆ และกลไกที่มีประสิทธิภาพในการใช้ระบบการ สื่อสาร สร้างสังคมอุดมปัญญาให้ได้ ๘. การวิจัยยุทธศาสตร์ชาติ วิถีดุลยภาพนั้นต้องสร้างดุลยภาพทั้งภายใน และดุลยภาพกับ โลก ในสภาพที่โลกเชื่อมโยงกันหมด อะไรที่เกิดขึ้นในโลกก็กระทบกระเทือนทำให้เราเสียดุลย ภาพได้ ฉะนั้น จึงควรมีการวิจัยให้รู้สถานการณ์ของโลกทั้งหมดและคาดการณ์ผลที่จะกระทบต่อ เรา ทำให้ประเทศสามารถวางยุทธศาสตร์เพื่อรักษาดุลยภาพ การวิจัยยุทธศาสตร์ชาติยังมีน้อยมาก จำเป็นต้องมีการทำงานเรื่องนี้อย่างเข้มแข็ง ที่กล่าวคือ มรรค ๘ แห่งวิถีดุลยภาพ แบ่งเป็น ๑ - ๔ คือ มรรคเพื่อดุลยภาพโดยตรง กับ ๕ - ๘ เป็นมรรคเพื่อสนับสนุน ๑ - ๔ ทั้งหมดเป็นเรื่องใหญ่และยาก ภาคธุรกิจซึ่งมีพลังมาก ๔ ประการ ควรได้เข้ามามีบทบาท ขับเคลื่อนประเทศไทยบนวิถีดุลยภาพหรือ "แนวทางรัตนโกสินทร์" ๕. บทบาทของภาคธุรกิจในการขับเคลื่อนประเทศไทย บทบาทภาคธุรกิจในการขับเคลื่อนประเทศไทยอาจมีได้ใน ๓ เรื่องใหญ่ ที่เรียกว่า PPP คือ ๑. สร้างความมุ่งมั่นร่วมกัน (Purpose) ประเทศจะมีพลังขับเคลื่อนต่อเมื่อมีความ -๙- มุ่งมั่นร่วมกันทั้งประเทศ สื่อมวลชนควรเป็นเจ้าภาพขับเคลื่อนความมุ่งมั่นร่วมกันในทิศทางใหญ่ ของประเทศ หนังสือพิมพ์ และสถานีโทรทัศน์ น่าจะเป็นเจ้าภาพในการขับเคลื่อนการสร้างความ มุ่งมั่นร่วมกันในแนวทางรัตนโกสินทร์ เมื่อสังคมทั้งหมดเกิดความมุ่งมั่นร่วมกันจะมีพลังมากที่จะ เคลื่อนไปในทิศทางที่ต้องการ ๒. ทำความเข้าใจในหลักการ (Principles) ในทิศทางที่เราจะไปนั้น ซึ่งเสนอวิถีดุลย ภาพได้เสนอหลักการไว้ ๘ ประการที่เรียกว่ามรรค ๘ แห่งวิถีดุลยภาพ ควรจะมีกลุ่มศึกษาแต่ละ เรื่องๆ ให้เข้าใจแจ่มแจ้ง จนกระทั่งทำเป็นยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติได้ อาจทำเพียง บางหัวข้อ หรือเพิ่มเติมหัวข้ออื่นอีกก็ได้ ข้อสำคัญอยู่ที่การทำความเข้าใจให้ชัดเจนถึงขั้นปฏิบัติได้ ๓. ร่วมมือกันปฏิบัติ (Participation) เมื่อมีความมุ่งมั่นร่วมกันและทำความเข้าใจ หลักการจนถึงขั้นปฏิบัติได้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ร่วมมือกันปฏิบัติ โดยอาศัยการเรียนรู้ร่วมกันใน การปฏิบัติ ทำให้ปรับความคิดและการปฏิบัติให้ได้ผลดีขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญในกระบวนการร่วมมือ กันปฏิบัติจะเกิดความเชื่อถือไว้วางใจกัน (trust) ซึ่งเป็นทุนของการพัฒนาอันมโหฬารที่จะก้าวข้าม ความยากลำบากไปสู่จุดหมาย ทั้งหมดที่กล่าวมาคือการโยง Vision ไปสู่ Action ด้วยการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ เรื่องอย่างนี้ไม่มีใครชำนาญเท่าภาคธุรกิจ ภาคธุรกิจจึงเป็นพลวัตรที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปบนวิถีดุลยภาพ ซึ่งเป็นทิศทางใหญ่ ของประเทศไทยและของโลก ให้การอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับ ธรรมชาติแวดล้อม มีดุลยภาพทำให้เกิดความเป็นปรกติ ศานติ และยั่งยืน ในที่สุดโลกทั้งโลกก็ จะต้องหันมาหาวิถีดุลยภาพ เช่นตาม "แนวทางรัตนโกสินทร์" ที่คนไทยจะร่วมกันทำนี้ -๑๐- PQET พลวัตรธุรกิจขับเคลื่อนประเทศไทย “แนวทางรัตนโกสินทร์” ประเวศ วะสี พลวัตรธุรกิจขับเคลื่อนประเทศไทย "แนวทางรัตนโกสินทร์" ประเวศ วะสี ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๒ หลุมดำแห่งวิกฤตการณ์ประเทศไทย * วิกฤตเศรษฐกิจ * วิกฤตสังคม * วิกฤตสิ่งแวดล้อม * วิกฤตการณ์เมือง * วิกฤต K # พละ ๔ จตุพละธุรกิจ ๑. พลังคนที่มีคุณภาพ ๒. พลังแห่งการใช้และสร้างความรู้ "Management makes the impossible possible" ๓. พลังแห่งการสื่อสาร ๔. พลังทางนวัตกรรม เป็นก้อนหรือเป็นคลื่น # วิสัยทัศน์ใหญ่ประเทศไทย - วิสัยทัศน์ใหญ่โลก ## ประเทศไทยป่วย โลกป่วย ### โรคเสียดุลยภาพ #### วิถีดุลยภาพ ##### "แนวทางรัตนโกสินทร์" กระแสใหญ่สุดุลยภาพ * กระแสจิตสำนึกใหม่ (New Consciousness) * กระแสมุชนเข้มแข็ง * กระแสเศรษฐกิจดุลยภาพ เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) CSR Conscious Capitalism ผู้บริโภค ผู้ผลิตดุลยภาพ # มรรค ๘ แห่งวิถีดุลยภาพ ## วิถีดุลยภาพ ๑. สร้างจิตสำนึกใหม่ ๒. ความเข้มแข็งของชุมชน ๓. สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ๔. ดุลยภาพของพลังงานและสิ่งแวดล้อม ๕. การพัฒนาคุณภาพคน ๖. ปฏิรูประบบอำนาจรัฐ ๗. ระบบการสื่อสารที่ดี ๘. การวิจัยยุทธศาสตร์ชาติ บทบาทภาคธุรกิจในการขับเคลื่อนประเทศไทย PPTP ๑. สร้างความมุ่งมั่นร่วมกัน (Purpose) ๒. ทำความเข้าใจหลักการ (Principles) ๓. ร่วมมือกันปฏิบัติ (Participation) เรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning through action) แนวทางรัตนโกสินทร์ แนวทางโลก

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
คุยกับผู้อ่าน : ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสุข (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 315 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548)
31% Match
คุยกับผู้อ่าน : ยาม้าฆ่าคนบนถนน (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 140 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2533)
23% Match
สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่
16% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• การพัฒนาสังคม

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้