auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
เนื้อหาในเอกสารกล่าวถึงระเบียบวาระแห่งชาติในการปฏิรูปสังคม มีดังนี้ 1. สร้างคุณค่าและจิตสำนึกใหม่ 2. สร้างเศรษฐกิจพอเพียงและประชาสังคม 3. ปฏิรูปเศรษฐกิจมหภาคและการเงิน 4. ปฏิรูประบบรัฐ 5. ปฏิรูปการศึกษา 6. ปฏิรูปสื่อเพื่อสังคม 7. ปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งมีหลักการดำเนินการปฏิรูป คือ มีการวิจัยเพื่อสร้างความรู้จริงในแต่ละเรื่อง มีความเคลื่อนไหวทางสังคม โดยมีส่วนร่วมของประชาคม และมีความต่อเนื่องทางสติปัญญา
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
D:\Prawase\บทความ_จํา41\ระเบียบวาระแห่งชาติ.doc # ระเบียบวาระแห่งชาติ ปฏิรูปสังคมไทย ## สังคมไทยไม่สามารถฝ่าวิกฤตได้ในรูปเดิมจำเป็นต้องปฏิรูปสังคมโดยรอบด้าน ### ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี #### ๙ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ## วิกฤตสังคมไทย และความจำเป็นในการปฏิรูปสังคม สิ่งที่มีความเป็นองค์กร ไม่ว่าสิ่งมีชีวิต องค์กร สังคม หรืออารยธรรม จะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเสมอ และการเปลี่ยนแปลงบางครั้งก็รุนแรงจนเป็นวิกฤตการณ์ เครื่องมือของความอยู่รอดท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงหรือสภาวะวิกฤต คือการปรับตัวหรือการปฏิรูป สังคมไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางสังคมที่รุนแรงที่สุดทั้งในตัวเองและที่เชื่อมโยงกับโลกอันสลับซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สังคมไทยคุ้นเคยกับการอยู่ร่วมกันในสังคมเล็ก คือ ชุมชนหมู่บ้านมาเป็นเวลาด้วยพันปี แต่ได้กลายมาเป็นสังคมใหญ่อย่างค่อนข้างกะทันหัน ด้วยระบบเศรษฐกิจ ข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยีสมัยใหม่ สังคมใหม่นั้นใหญ่ เชื่อมโยงกันอย่างสลับซับซ้อน ทั้งในตัวเองและที่เชื่อมโยงกับโลก ซึ่งเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น ข้อมูลข่าวสารและเงินตราเคลื่อนไหวด้วยความเร็วของแสง ประกอบด้วยการเก็งกำไรจากการค้าเงิน การไหลบ่าของวัฒนธรรมและเทคโนโลยีล้วนเป็นแรงกระแทกอันรุนแรงต่อสังคมไทย คนไทยยังไม่สามารถจัดระบบการอยู่ร่วมกันในสังคมใหญ่ที่เชื่อมโยง สลับซ้อนซ้อน และเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ สถาบันทางสังคม เช่น ระบบการเมือง ระบบราชการ ระบบการศึกษา สถาบันทางศาสนา ระบบความยุติธรรม สถาบันสื่อ เป็นต้น ไม่สามารถปรับตัวให้เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงทางสังคมได้ จึงปรากฏเป็นความอ่อนล้าเชิงสถาบัน เกิดความสับสน ความขัดแย้ง ความทุกข์ อันอาจปะทุไปสู่ความรุนแรง ในท่ามกลางวิกฤตการณ์อย่างรุนแรงเช่นนี้ จำเป็นต้องมีการปฏิรูปสังคมไทยรอบด้าน แบบยกเครื่อง เพื่อให้สังคมไทยสามารถรักษาปรกติภาพของตนเองไว้ได้ในท่ามกลางความสับสนและรุนแรง D:\Prawas\บทความ_จํา41\ระเบียบวาระแห่งชาติ.doc การปฏิรูปสังคมเป็นเรื่องยาก ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งหรือสถาบันใดสถาบันหนึ่งสามารถ ทำให้สำเร็จได้ตามลำพัง ต้องอาศัยกระบวนการประชาคม นั่นคือทุกส่วนของสังคมต้องเข้ามาร่วม คิดร่วมทำ ทั้งปัจเจกบุคคล ราชการ การเมือง ธุรกิจ ภาควิชาการสถาบันทางศาสนา องค์กรพัฒนา เอกชน สื่อมวลชน คนไทยจะต้องเปลี่ยนจิตสำนึกใหม่จากไม่ร่วมคิดร่วมทำ ธุระไม่ใช่ มาเป็นเอา ธุระต่อเรื่องของส่วนรวมร่วมกันและร่วมคิดร่วมทำ โดยเป็นกระบวนการประชาคมที่มีความ ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะการเมืองหรือราชการจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม กระบวนการประชาคมต้องมี ความต่อเนื่องและเชื่อมโยงกับการเมืองหรือราชการที่เปลี่ยนไป เพื่อช่วยให้มีความต่อเนื่องทาง สติปัญญาและการปฏิบัติของสังคมไทย เนื่องจากวิกฤตการณ์ทางสังคมครั้งนี้รุนแรงนัก การปฏิรูปสังคมน่าจะต้องทำให้เกิดผลดี ในเวลาไม่เนิ่นนานนัก คือภายใน ๕-๑๐ ปี ## ๒ ### วัตถุประสงค์ในการปฏิรูปสังคม การปฏิรูปสังคมมีวัตถุประสงค์ในการปรับให้เกิดความเข้มแข็งถูกต้อง เป็นธรรม ในทุก ส่วนของสังคม หรือเกิดความเป็นธรรมรัฐ ทั้งในส่วนที่เป็นคุณค่าและจิตสำนึกในการอยู่ร่วมกันใน สังคมที่เปลี่ยนแปลงไป การสร้างเศรษฐกิจพอเพียงและประชาสังคมการมีระบบเศรษฐกิจมหภาคที่ ถูกต้อง มีระบบรัฐที่ถูกต้อง มีการปฏิรูปการศึกษาให้สามารถสร้างความเข้มแข็งทางสติปัญญาให้ คนทั้งมวล ปฏิรูปสื่อเพื่อสังคม ตลอดจนปฏิรูปกฏหมายให้เหมาะสมสอดคล้องกับการที่จะสร้าง สังคมเข้มแข็งถูกต้องเป็นธรรม ทั้งหมดรวมกันคือธรรมรัฐ หรือ Good Governance อันจะทำให้ สังคมไทยมีความเข้มแข็งทุกด้าน ทั้งวัฒนธรรม ทางจริยธรรม และทางเศรษฐกิจ มีสมรรถนะ มี ความโปร่งใส สามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสุข และความเอื้ออาทรต่อกัน มีความจำเริญรุ่งเรือง ต่อไปด้วยฐานอันมั่นคง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ ๘ ซึ่งมีพระบรมราชโองการประกาศใช้แล้วนั้น คือ แผนปฏิรูปสังคม โดยเอาคนและสังคมเป็นตัวตั้ง และใช้ความร่วมมือกันหรือความเป็นประชาคม เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติให้บรรลุวัตถุประสงค์ ควรศึกษาปรัชญาเจตนารมณ์ หลักการ และ แนวทางของแผน ๘ ให้ดี จะเห็นว่าการปฏิรูปสังคมที่เสนอนี้ แท้ที่จริงคือโครงการที่เป็นรูปธรรม อย่างหนึ่งภายในกรอบของแผน ๘ ที่ประกาศใช้แล้วนั่นเอง D:\Prawase\บทความ_จํา41\ระเบียบวาระแห่งชาติ.doc # ๓ เรื่องที่จะปฏิรูป มีเรื่องใหญ่ๆ ที่จะปฏิรูป ๗ เรื่องด้วยกัน คือ (๑). สร้างคุณค่าและจิตสำนึกใหม่ (๒). สร้างเศรษฐกิจพอเพียงและประชาสังคม (๓). ปฏิรูประบบเศรษฐกิจมหภาคและการเงิน (๔). ปฏิรูประบบรัฐ ทั้งระบบการเมืองและระบบราชการ (๕). ปฏิรูปการศึกษา (๖). ปฏิรูปสื่อเพื่อสังคม (๗). ปฏิรูปกฏหมาย ทั้ง ๗ เรื่องนี้มีความเชื่อมโยงกัน โดยมีการสร้างคุณค่าและจิตสำนึกเป็นแกนกลางดังรูป และขยายความดังนี้ ## (๑). สร้างคุณค่าและจิตสำนึกใหม่ คุณค่าและจิตสำนึกเป็นแกนหรือจิตวิญญาณของสังคม คน องค์กร หรือสังคม ที่ไม่มีคุณค่า และจิตสำนึกย่อมไม่มีความหมายและขาดพลังสร้างสรรค์ คุณค่าและจิตสำนึกจะส่งให้การพัฒนา อย่างอื่นได้ผลและการพัฒนาทุกอย่างต้องมุ่งสร้างคุณค่าและจิตสำนึกดังที่เขียนลูกศรสองทางไว้ใน รูป การสร้างคุณค่าและจิตสำนึกใหม่ไม่ได้หมายความว่าให้ทิ้งของดีๆ ที่มีมาแต่เก่าก่อน อะไร ดีเราควรอนุรักษ์และสร้างเสริมเพิ่มพูน แต่เราต้องสร้างคุณค่าและจิตสำนึกในการอยู่ร่วมกันใน สังคมใหญ่ ที่เชื่อมโยงสลับซับซ้อนเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงโดยรวดเร็วและวิกฤตได้ง่ายด้วยการ กระทำของคนใดคนเดียว ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เราจะต้องสร้างความเข้าใจและจิตสำนึก ของความเป็นมนุษย์ ทั้งของตนเองและผู้อื่น สิทธิมนุษยชน การจัดระบบการอยู่ร่วมกันในสังคมที่ เปลี่ยนไป โดยเบื้องลึกที่สุดของแต่ละคนนั้นมีพัฒนาการทางจิตวิญญาณที่สูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่ สิ้นสุด ซึ่งจะยังให้เกิดดุลยภาพของสรรพสิ่ง ## (๒). สร้างเศรษฐกิจพอเพียงและประชาสังคม เศรษฐกิจพอเพียงและประชาสังคมเป็นฐานของการอยู่ร่วมกันด้วยความเป็นปรกติหรือ ศีลธรรม เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเศรษฐกิจที่เชื่อมโยง กาย ใจ ครอบครัว ชุมชน สิ่งแวดล้อม และ D:\Prawase\บทความ_จํา41\ระเบียบวาระแห่งชาติ.doc วัฒนธรรม ให้เกิดความพอเพียงสำหรับทุกคน ให้ครอบครัวอบอุ่นชุมชนเข้มแข็ง อนุรักษ์และ เพิ่มพูนสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม ให้รากฐานของสังคมเข้มแข็งมีความเจริญเพิ่มขึ้นอย่างมั่งคง ยั่งยืนปลอดภัย ไม่ผกผันวูบวาบ หวาดเสียว วิกฤต แบบจับต้นชนปลายไม่ถูก ระเบียบวาระแห่งชาติ ปฏิรูปสังคม ๗ เรื่อง ๑. สร้างคุณค่าและจิตสำนึกใหม่ ๒. สร้างเศรษฐกิจพอเพียงและประชาสังคม ๓. ปฏิรูปเศรษฐกิจมหภาคและการเงิน ๔. ปฏิรูประบบรัฐ ๕. ปฏิรูปการศึกษา ๖. ปฏิรูปสื่อเพื่อสังคม ๗. ปฏิรูปกฏหมาย ประชาสังคม คือ การปฏิรูปสังคมจากความสัมพันธ์กันด้วยอำนาจหรือแนวดิ่ง มากเป็น ความสัมพันธ์ด้วยกัลยาณมิตรธรรม เพื่อเปิดศักยภาพของคนทุกคน อันเป็นศักยภาพที่จะเอื้ออาทร ต่อกัน ศักยภาพที่จะเป็นท้องฟ้าพร้อมๆ กัน ศักยภาพที่จะเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ อันจักทำให้ เกิดสังคมเข้มแข็ง เข้มแข็งด้วยความรักที่มีต่อกัน เข้มแข็งด้วยปัญญาและเข้มแข็งด้วยการจัดการ ความเป็นประชาสังคมจักเป็นปัจจัยให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี การสร้างเศรษฐกิจพอเพียงและประชาสังคมจึงเป็นหัวใจของการปฏิรูปสังคม (๓). ปฏิรูประบบเศรษฐกิจมหภาคและการเงิน ระบบเศรษฐกิจมหภาคและระบบการเงินที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อระบบของเรา ไปเชื่อมกับระบบเศรษฐกิจโลกและระบบเงินโลก เป็นอันตรายอย่างยิ่ง นำไปสู่การพังทลายของ ระบบเศรษฐกิจการเงินของเราและกระทบส่วนอื่นๆ ของสังคม อันอาจทำให้เกิดความปั่นป่วน รุนแรง จำเป็นต้องปฏิรูประบบเศรษฐกิจมหภาคและการเงินให้เกิดความถูกต้อง โดยต้องใช้ มาตรการทางกฎหมายมาวางกรอบ กติกา และกลไก ให้เกิดพฤติกรรมใหม่ อันจะผนวกเข้ากับการ สร้างคุณค่าและจิตสำนึกใหม่ เรื่องนี้ต้องอาศัยความเชื่อมโยงกับเรื่องที่ (๗) คือปฏิรูปกฏหมายเป็น อย่างมาก โดยจะต้องมีการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องจากทั่วโลกว่า ในประเทศที่พัฒนาเรื่องนี้ไป ก่อนเราเคยเผชิญอะไรมาบ้าง และต้องแก้ไขอย่างไรแก้อย่างไรได้ผล ไม่ได้ผล มากน้อยเพียงใด เรื่องนี้มีความรีบด่วนมาก มิฉะนั้นเศรษฐกิจมหภาคยากที่จะฟื้นตัว D:\Prawas\บทความ จำร41\ระเบียบวาระแห่งชาติ.doc # (๔). ปฏิรูประบบรัฐ ระบบรัฐประกอบด้วยระบบการเมือง และระบบราชการหากระบบรัฐขาดความถูกต้อง สังคมทั้งหมดย่อมวิกฤตอย่างยิ่ง ไม่ว่าพระจะสอนธรรมะสักเพียงใด หากไม่ปฏิรูประบบให้ถูกต้อง แล้วไซร้ศีลธรรมย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ ระบบการเมืองของเราได้เริ่มปฏิรูปไปแล้วส่วนหนึ่งด้วยการมี รัฐธรรมนูญใหม่ แต่ยังต้องปฏิรูปต่อไปส่วนระบบราชการซึ่งขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้น จำเป็นต้องมีการปฏิรูปบทบาทของราชการจากการเป็นผู้ปฏิบัติเองไปสู่การทำงานเชิงนโยบาย และ ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้อื่นทำ โดยกระจายอำนาจที่ควรกระจาย แต่เพิ่มความสามารถในการกำหนด กติกาที่เป็นธรรม การประเมินผล และการจัดการทรัพยากรที่ถูกต้องให้เป็นระบบราชการที่ กระฉับกระเฉง มีคุณค่าและจิตสำนึก มีความสามารถสูง มีความโปร่งใส และมีความรับผิดชอบต่อ สังคมที่ตรวจสอบได้ (social accountability) # (๕). ปฏิรูปการศึกษา การศึกษาของเรายังอยู่ห่างไกลจากการพัฒนาคุณภาพของคนให้เต็มตามศักยภาพของความ เป็นมนุษย์ ยังไม่เป็นไปเพื่อคนทั้งมวล ยังไม่ได้ระดมทรัพยากรทางสังคมทั้งมวลมามีส่วนในการ จัดการศึกษาและกระบวนการเรียนรู้ ยังไม่ได้สร้างคนที่คิดเป็น ทำเป็นและมีคุณธรรมจริยธรรม อย่างที่ควรจะเป็น มีความจำเป็นต้องปฏิรูปการศึกษาให้เป็นการศึกษาสำหรับคนทั้งมวลอย่าง แท้จริง สังคมทั้งมวลต้องมีสิทธิเสรีภาพและบทบาทในการเข้ามาจัดการศึกษาและปฏิรูป กระบวนการเรียนรู้ให้การเรียนรู้สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้จริง เพื่อเป็นการยกเครื่องทางปัญญา ของสังคมไทย คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติได้ยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติเพื่อให้ มีการปฏิรูปการศึกษา พระราชบัญญัติจะผ่านหรือไม่ผ่านการรับรองของรัฐสภา กระบวนการปฏิรูป การศึกษาจะต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง # (๖). ปฏิรูปสื่อเพื่อสังคม สื่อ โดยเฉพาะวิทยุ โทรทัศน์ และเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ถ้าได้นำมาใช้เพื่อสังคมอย่าง เหมาะสม จะยกระดับสติปัญญาและจิตสำนึกของคนทั้งประเทศอย่างรวดเร็ว มาตรา ๔๐ ใน รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ กำหนดให้คลื่นวิทยุและโทรทัศน์เป็นของสาธารณะให้มีการตั้งองค์กร ของรัฐที่เป็นอิสระขึ้นมาดูแลการใช้คลื่นเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม ต้องมีการคิดค้น และการจัดการที่จะปฏิรูปสื่อเพื่อสังคมในเวลารวดเร็ว # (๗). ปฏิรูปกฏหมาย ด้วยกระแสประชาธิปไตย เทคโนโลยีสมัยใหม่ การติดต่อสื่อสาร การเคลื่อนไหวของ เงินตราอย่างรวดเร็ว และอื่นๆ ทำให้สังคมเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แต่กฎหมายเก่าๆ ที่ D:\Prawas\บทความ_จํา41\ระเบียบวาระแห่งชาติ.doc ล้าสมัยพยายามดึงให้สังคมเหมือนเดิม กฎหมายเก่าและสังคมใหม่ต่างมีแรงดึงที่มีกำลังมาก แต่เป็น แรงดึงที่ไปคนละทาง จึงอาจทำให้เกิดความตึงเครียดและฉีกขาดทางสังคมได้ การปฏิรูปกฎหมายมี ความจำเป็นมาเป็นเวลานานพอสมควร แต่ขบวนการที่จะปฏิรูปกฎหมายไม่มีกำลัง ในการนี้ จำเป็นต้องมีการรวมกลุ่มกันทำงานระหว่างนักกฎหมาย นักรัฐศาสตร์ นักสังคมศาสตร์ ตลอดจนผู้ ปฏิบัติ ให้สามารถตรวจสอบความรู้ และสังเคราะห์ให้เป็นข้อเสนอที่จะปฏิรูปกฎหมายที่ จำเป็นต้องปฏิรูปให้ได้ เรื่องที่จะปฏิรูปสังคมทั้ง ๖ เรื่อง ดังกล่าวข้างต้น มีความจำเป็นต้องใช้ มาตราการทางกฎหมายทั้งสิ้นการปฏิรูปกฎหมายจึงเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ของการปฏิรูปสังคม ถ้ามีการปฏิรูปในเรื่องทั้ง ๗ อย่างเชื่อมโยงกันและต่อเนื่องให้มีความก้าวหน้าไปในเวลาไม่ ช้านัก สังคมไทยจะมีฐานที่เข้มแข็งสามารถฝ่าวิกฤตไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ ## หลักการดำเนินการปฏิรูปสังคมไทย การปฏิรูปสังคมไทยทั้ง ๗ เรื่อง เป็นเรื่องที่ใหญ่และยาก การจะเคลื่อนเรื่องที่ใหญ่และยาก ควรมีหลักการดังต่อไปนี้ ๑. มีการวิจัยเพื่อสร้างความรู้จริงในแต่ละเรื่อง ๒. มีการเคลื่อนไหวทางสังคม (social movement) โดยมีส่วนร่วมของประชาคม ๓. มีความต่อเนื่องทางสติปัญญา (continuity of wisdom) การวิจัยกับการเคลื่อนไหวทางสังคมต้องควบคู่กัน การเคลื่อนไหวทางสังคมโดยปราศจากความรู้จริงจะเป็นการเคลื่อนไปบนความว่างเปล่า ไปไม่ได้ไกล และเกิดเรื่องแทรกซ้อนได้ง่าย การวิจัยให้ได้ความรู้ที่แท้จริงและมีการแปรรูปความรู้ ให้อยู่ในลักษณะที่สาธารณะเข้าใจได้ง่ายจะเพิ่มอำนาจให้สังคม (empowerment) ในเรื่องใหญ่ๆ ยากๆ ไม่มีใครหรือสถาบันใดจะทำให้สำเร็จได้ตามลำพัง นอกจากพลังงานทางสังคม (social energy) การวิจัยผนวกกับการเคลื่อนไหวทางสังคมจะเป็นพลังที่ตะล่อมบุคคลและองค์กรให้เคลื่อน ไปสู่ความถูกต้อง ดังในกระบวนการยกร่างและรับรองรัฐธรรมนูญฉบับฉบับปฏิรูปการเมือง การวิจัยที่ไม่ควบคู่กับการเคลื่อนไหวทางสังคมก็ไม่มีกำลังพอแบบที่เรียกว่าวิจัยแล้วขึ้นหิ้ง ไม่ได้รับการเอาไปใช้ เพราะผู้ที่จะใช้ไม่มีส่วนร่วมและการวิจัยนั้นอาจจะลอยตัวไม่สัมพันธ์กับ ความเป็นจริง การที่จะทำอะไรให้สำเร็จนั้นต้องการความต่อเนื่องทางสติปัญญา ในระบบราชการและ D:\Prawas\บทความ_จํา41\ระเบียบวาระแห่งชาติ.doc ระบบการเมืองนั้นมีความแปรผันสูงขาดความต่อเนื่องทางปัญญย เพราะฉะนั้นโครงการปฏิรูป สังคมจึงไม่ควรอยู่ภายใต้ระบบราชการหรือการเมือง แต่เป็นโครงการที่เป็นอิสระสามารถ ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง แต่เชื่อมโยงกับทางราชการและการเมือง ไม่ว่าราชการและการเมืองจะ เปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม จะมีกระบวนการที่เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง (ประดุจตัว K) ที่ไปเชื่อมโยง กับส่วนที่ไม่ต่อเนื่อง ทำให้ส่วนที่แม้ไม่ต่อเนื่องก็มีความต่อเนื่องทางสติปัญญาได้ เพราะมีตัวคงที่ที่ เคลื่อนตัวอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นการดำเนินการปฏิรูปสังคมจึงควรใช้กระบวนการประชาคมซึ่งหมายถึงฝ่ายต่างๆ ทั้ง ชุมชน เอกชน รัฐ สื่อ วิชาการ ธุรกิจ เป็นต้น เข้ามาร่วมมือกัน ## ๕ ### ประชาคมปฏิรูปสังคม ในกระบวนการประชาคมปฏิรูปสังคมไม่มีใครเป็นเจ้าของหากประชาคมทั้งหมดเข้ามามี ส่วนร่วมด้วยความหลากหลาย แต่ควรมีระเบียบวาระแห่งชาติร่วมกัน ให้เห็นความเชื่อมโยง ทั้งหมดดังที่เสนอไว้ ๗ เรื่องในตอนที่ ๒ การเห็นกรอบใหญ่ทั้งหมดจะทำให้เกิดพลังและ ความหวัง และแต่ละฝ่ายตระหนักรู้ว่าสิ่งที่ตนทำนั้นมีความหมายเชื่อมโยงไปสู่เรื่องใหญ่อย่างไร แต่ละฝ่ายควรพิจารณาระเบียบวาระแห่งชาติที่เสนอไว้เป็นของกลางนี้ ส่วนจะดัดแปลง รับ เป็นบางส่วน หรือเพิ่มเติมให้เหมาะกับการทำงานในองค์กรของตนอย่างไรก็ได้ เช่น สภาวิจัย แห่งชาติอาจจะนำไปทำกรอบนโยบายการวิจัยแห่งชาติ แต่การวิจัยแต่ละเรื่องอาจมีการจัดการที่อื่น เช่น ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) อาจดูแลบางเรื่อง สำนักงานคณะกรรมการศึกษา แห่งชาติ (สกศ.) อาจดูแลเรื่องการวิจัยเพื่อปฏิรูปการศึกษา TDRI ดูแลการวิจัยเพื่อปฏิรูประบบ เศรษฐกิจมหภาคและการเงิน สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กับ ธนาคารออมสินอาจประสานงานเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิสื่อสร้างสรรค์อาจประสานงานเรื่อง ปฏิรูปสื่อเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยอาจวิจัยได้หลายเรื่อง นายอานันท์ ปันยารชุน อาจเคลื่อนไหวเรื่อง Good Governance หรือนายธีรยุทธ บุญมี เคลื่อนไหวเรื่องธรรมรัฐโดยอิสระแต่เชื่อมโยงไปสู่เป้าหมายเดียวกันคือ การปฏิรูปสังคม มูลนิธิพัฒนาไท อันมี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เป็นประธานและสำนักงานคณะกรรมการ พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอาจทำหน้าที่ประสานงานให้ส่วนต่างๆ ที่เป็นอิสระเชื่อมดยง สัมพันธ์กันทั้งนี้โดยร่วมมือกับองค์กรเอกชน และหน่วยงานของรัฐอื่นๆ D:\Prawase\บทความ_จํา41\ระเบียบวาระแห่งชาติ.doc ต่อไปนี้จะยกตัวอย่างองค์กรและบุคคลที่อาจริเริ่ม แต่เป็นการยกตัวอย่างพอให้เห็นภาพ เท่านั้น ในความเป็นจริงอาจมีบุคคลและองค์กรเข้าร่วมอย่างหลากหลายมากกว่านี้ ตัวอย่างขององค์กรและบุคคลที่อาจร่วมทำงานปฏิรูปสังคม <table><tr><td>กลุ่มงาน</td><td>องค์กร</td><td>บุคคลที่อาจริเริ่ม</td></tr><tr><td>๑. ประสานงานกลาง</td><td>มูลนิธิพัฒนาไท</td><td>สุเมธ ตันติเวชกุล,</td></tr><tr><td></td><td>สศช.,</td><td>ธรรมรักษ์ การพิศิษฏ์,</td></tr><tr><td></td><td>ธนาคารออกสิน,</td><td>ประเวศ วะสี,</td></tr><tr><td></td><td>สกว.,</td><td>ธีรยุทธ บุญมี,</td></tr><tr><td></td><td>สำนักนายกรัฐมนตรี</td><td>ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม, วิจารณ์ พานิช, สงวน นิตยารัมภ์พงศ์,</td></tr><tr><td>๒. สร้างคุณค่าและจิตสำนึก</td><td>กองทุนพระธรรมปิฎก,</td><td>พระธรรมปิฎก, ระพี สาคริก, ประเวศ วะสี,</td></tr><tr><td></td><td>มูลนิธิภูมิปัญญา,</td><td>เอกวิทย์ ณ ถลาง, นิเชต สุนทรพิทักษ์,</td></tr><tr><td></td><td>สวช.,</td><td>นิธิ เอียวศรีวงศ์, ธีรยุทธ บุญมี</td></tr><tr><td>๓. สร้างเศรษฐกิจพอเพียง</td><td>มูลนิธิพัฒนาไท,</td><td>สุเมธ ตันติเวชกุล, ไพโรจน์ สุจินดา,</td></tr><tr><td>และประชาสังคม</td><td>สศช., กองทุนเพื่อสังคม, PDA, LDI,</td><td>ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม, โสภณ สุภาพงษ์, มีชัย สีระไวทยะ, เสน่ห์ จามริก,</td></tr><tr><td></td><td>มูลนิธิหมู่บ้าน, กระทรวงต่างๆ, UNDP, ฯลฯ</td><td>อเนก นาคะบุตร, เสรี พงศ์พิศ, ประเวศ วะสี ฯลฯ</td></tr><tr><td>๔. ปฏิรูประบบเศรษฐกิจ TDRI,</td><td></td><td>ไพจิตร เอื้อทวีกุล, อัมมาร สยามวาลา,</td></tr><tr><td>มหภาคและการเงิน</td><td>สศช,</td><td></td></tr></table> D:\Prawase\บทความ_จํา41\ระเบียบวาระแห่งชาติ.doc <table><tr><td></td><td>กระทรวง คลัง,</td><td>อมเรศ ศิลาอ่อน,</td></tr><tr><td></td><td>ธนาคารแห่งประเทศฯ</td><td>วิชิต สุรพงษ์ชัย,</td></tr><tr><td></td><td>ไทย,</td><td>ฉลองภพ สุรสังกร์กาญจน์</td></tr><tr><td>๕. ปฏิรูประบบเศรษฐกิจ</td><td>TDRI,</td><td>อานันท์ ปันยารชุน,</td></tr><tr><td></td><td>ก.พ.,</td><td>ชัยนันต์ สมุทวานิช,</td></tr><tr><td></td><td></td><td>ทิพาวดี เมฆสวรรค์,</td></tr><tr><td></td><td></td><td>ปรัชญา เวสารัชช์,</td></tr><tr><td></td><td></td><td>อรพินท์ สพโชคชัย,</td></tr><tr><td></td><td></td><td>นิศา ชูโต,</td></tr><tr><td></td><td></td><td>อภิชัย พันธเสน</td></tr><tr><td>๖. ปฏิรูปการศึกษา</td><td>สกศ.</td><td>สิปปนนท์ เกตุทัต,</td></tr><tr><td></td><td>โครงการศึกษาไทย</td><td>รุ่ง แก้วแดง,</td></tr><tr><td></td><td>ยุคโลกาภิวัฒน์,</td><td>ประเวศ วะสี</td></tr><tr><td></td><td>มูลนิธิสดศรีฯ</td><td></td></tr><tr><td>๗. ปฏิรูปสื่อเพื่อสังคม</td><td>มูลนิธิสื่อสร้างสรรค์</td><td>วิจิตร ศรีสอ้าน,</td></tr><tr><td></td><td>สำนักนายกรัฐมนตรี</td><td>โสภณ สุภาพงษ์,</td></tr><tr><td></td><td></td><td>มีชัย สีระไวทยะ,</td></tr><tr><td></td><td></td><td>บุญรักษ์ บุญญะเขตมาลา,</td></tr><tr><td></td><td></td><td>สมเกียรติ อ่อนวิมล</td></tr><tr><td>๘. ปฏิรูปกฏหมาย</td><td>เครือข่ายนักนิติศาสตร์,</td><td>บวรศักดิ์ อุวรรณโณ,</td></tr><tr><td></td><td>สถาบันพระปกเกล้า,</td><td>กิติศักดิ์ ปรกติ,</td></tr><tr><td></td><td>สำนักงานคณะกรรมการ</td><td>กิติพงศ์ กิติยารักษ์</td></tr><tr><td></td><td>การกฤษฎีกา</td><td></td></tr><tr><td>๙. เวทีปฏิรูปสังคม</td><td>มูลนิธิสื่อสร้างสรรค์,</td><td>ธีรยุทธ บุญมี,</td></tr><tr><td></td><td>กรมประชาสัมพันธ์,</td><td>เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง,</td></tr><tr><td></td><td>อ.ส.ม.ท.,</td><td>สุทธิชัย หยุ่น,</td></tr><tr><td></td><td>สื่อมวลชนต่างๆ</td><td>โสภณ สุภาพงษ์</td></tr></table> ก.พ. = สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สวช. = สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ อ.ส.ม.ท. = องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย L DL = สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา D:\Prawase\บทความ_จํา41\ระเบียบวาระแห่งชาติ.doc PDA. = สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน TDRI = สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย UNDP = โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ยูเอ็น ดี พี ## ๖ ### การสนับสนุนทางการเงิน โครงการปฏิรูปสังคม ซึ่งจะดำเนินการต่อเนื่องเป็นเวลา ๕-๑๐ ปี จำเป็นต้องมีการสนับสนุนทางการเงิน เงินสนับสนุนครั้งแรกจะมาจากหลายทาง เช่น เงินขององค์การต่างๆ ที่ร่วมงาน มูลนิธิพัฒนาไท ธนาคารออมสิน เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้ และเงินบริจาคจากผู้ที่ต้องการสนับสนุนโครงการปฏิรูปสังคม ซึ่งอาจบริจาคไปที่องค์กรที่ทำงานแต่ละเรื่อง หรือบริจาคสมทบ "กองทุนปฏิรูปสังคม" ที่มูลนิธิพัฒนาไท ก็ได้ (มูลนิธิพัฒนาไท ตั้งขึ้นตามมติ ครม. เพื่อเป็นเครื่องมือส่วนที่เป็นอิสระในการส่งเสริมการพัฒนาคนตาแผน ๘ ดังจะเป็นได้ในตอนสุดท้ายว่า ความเป็นไทคือกุญแจที่จะนำไปสู่การปฏิรูปสังคม แม้เพราะเหตุนี้ จึงมีมูลนิธิพัฒนาไท) ## ๗ ### การสนับสนุนจากรัฐบาล รัฐบาลใดก็ตามควรสนับสนุนโครงการประชาคมปฏิรูปสังคมเพราะเป็นขบวนการที่ช่วยให้ประเทศไทยแก้ไขสิ่งที่ยาก ซึ่งตามลำพังรัฐบาลไม่สามารถทำได้ รัฐบาลอาจสนับสนุนโครงการปฏิรูปสังคมโดย (๑) ประกาศ เป็นนโยบายของรัฐบาลสนับสนุนโครงการนี้โดยให้ข้าราชการและรัฐมนตรีบางคนเข้าร่วมโครงการ (๒) จัดสรรเงินอุดหนุนโครงการ (๓) รับข้อเสนอแนะไปพิจารณากลั่นกรองเลือกนำไปปฏิบัติในเรื่องที่รัฐบาลอยู่ในฐานะจะปฏิบัติได้ (๔) เมื่อมีการตั้งสถานที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตามมาตรา ๘๙ ในรัฐธรรมนูญในสภานี้กับโครงการปฏิรูปสังคมทำงานเชื่อมโยงกัน D:\Prawase\บทความ_จํา41\ระเบียบวาระแห่งชาติ.doc ๘ ความเป็นไท และพลังงานทางสังคม ระเบียบวาระแห่งชาติ เรื่องปฏิรูปสังคมไทยนี้ รวบรวมทําเสนอขึ้นมาให้เป็นของกลางของ สังคมไทย บุคคลและองค์กรต่างๆ อาจนำไปพิจารณาปรับปรุง ตัดทอน เพิ่มเติม ทั้งหมดหรือเฉพาะ บางเรื่อง ให้เหมาะสมกับงานของแต่ละฝ่าย ถึงแม้คนไทยและสังคมไทยจะมีความดีหลายอย่าง แต่ สังคมไทยในรูปเดิมไม่สามารถฟ�นฝ่าวิกฤตโลกาภิวัฒน์ครั้งนี้ได้ มีแต่จะผุกร่อน บิ่น และยับเยิน เรื่อยไปจําเป็นที่คนไทยจะต้องปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระ และเข้ามาร่วมมือกันทําการปฏิรูป สังคมทุกด้าน คนไทยจะต้องปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม "ธุระไม่ใช่ ฉันไม่เกี่ยว" ซึ่งวัฒนธรรมเช่นนี้มี ส่วนสําคัญที่ทําให้สังคมไทยถล�าเข้าไปสู่สภาวะวิกฤตมากขึ้นเรื่อยๆ ไปสู่วัฒนธรรมของการมีจิตใจ สาธารณะ เอาเป็นธุระและเข้าเกี่ยวข้องในเรื่องของส่วนรวม คนไทยนั้นเปรียบเสมือนถูกขังอยู่ในคุกทางความคิดและคุกทางสังคม ทําให้ไม่มีพลังทาง สังคมที่จะเผชิญกับวิกฤตการณ์ที่ถาโถมกระแทกสังคมไทยรุนแรงมากขึ้นๆ คนไทยควรรู้ตัวเอง และปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระ เปิดพื้นที่ทางสังคมอย่างกว้างขวางให้คนไทยสามารถเอาใจต่อ ใจ เอาปัญญาต่อปัญญา เข้ามาเชื่อมโยงกันเกิดพลังทางสังคมที่จะฝ่าคลื่นวิกฤตไปสู่การพัฒนาที่ ยั่งยืน และศานติสุข เมื่อคนกับคนเอาใจมาเชื่อมกัน หรือเอาความเป็นคนมาเชื่อมกัน จะเกิด ความสุขอันล้นเหลืออย่างไม่เคยพบมาก่อน ความสุขจากการที่เอาความเป็นคนมาเชื่อมกันนี้จะ ก่อให้เกิดพลังสร้างสรรค์ทางสังคมอันยิ่งใหญ่ สามารถเผชิญวิกฤตการณ์ได้ กุญแจของสังคมไทยอยู่ที่ความเป็นไท คือการปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระ เอาใจต่อใจของความเป็นคนมาเชื่อมโยงกัน เปิดพื้นที่ทางสังคมอย่างกว้างขวาง สร้างพลังทางสังคมอันไพศาล ไม่มีความทุกข์ใดๆ ที่คนไทยจะเอาชนะไม่ได้ หากมีความเป็นไท และเอาความเป็นคนมาเชื่อมต่อกัน PQET # ระเบียบวาระแห่งชาติ ปฏิรูปสังคมไทย ประเวศ วะสี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 1998
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• การปฏิรูปสังคม
history_eduหมวดหมู่
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 1998
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้