auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
วิธีทำให้บ้านเมืองลงตัวหลังเลือกตั้ง เสนอประธานรัฐสภา หัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรค เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าและเพื่อนคนไทย โดยมีประเด็นต่อไปนี้ 1. ระหว่าง “การแก้ปัญหา” กับ “การรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดี” 2. อะไรคือ “สิ่งใหม่ที่ดี” 3. ประเทศไทยที่มีคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์ เกิดจากการรวมตัวขับเคลื่อนระบบนโยบายสู่ความสำเร็จ 4. วิธีการ 5. ผลจากการร่วมขับเคลื่อนระบบนโยบาย 6. ณ จุดพลิกผัน โอกาสพลิกโฉมประเทศไทย
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
# วิธีทำให้บ้านเมืองลงตัวหลังเลือกตั้ง เสนอประธานรัฐสภา หัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรค เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และเพื่อนคนไทย ประเวศ วะสี ## ๑. ระหว่าง "การแก้ปัญหา" กับ “การรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดี" หลังเลือกตั้ง พรรคที่เป็นรัฐบาลก็คงพยายามแก้ปัญหาตามนโยบายที่หาเสียงไว้ แต่ปัญหามี รากยาวไกล และบุคคลกับสถาบันที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก การแก้ปัญหาจึงมักประสบอุปสรรคที่ ยากลำบากและการตีโต้กลับ บ่อย ๆ ครั้งกลับสร้างปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม การเมืองก็คง ระหกระเหินยากที่บ้านเมืองจะลงตัว เป็นเช่นนี้มากกว่า ๑๐๐ ปีแล้ว ขณะที่การเมืองแบบเก่าก็ต้องดำเนินไป โอกาสที่บ้านเมืองจะลงตัวก็มี ถ้ามีการเมืองใหม่ควบคู่ หรือเกื้อกูลกันไปด้วยคือ "การเมืองแห่งการรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดี" นำโดยประธานรัฐสภา หัวหน้า พรรคการเมืองทุกพรรค สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับทุกฝ่ายในสังคม "การรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดี" ทำง่ายเพราะสิ่งใหม่ยังไม่มีศัตรู จึงไม่มีการต่อต้านหรือโต้กลับ ไม่มีใครเสีย มีแต่ได้หมดทุกฝ่าย รวมทั้งคนไทยและประเทศไทย ๑ ## ๒. ### อะไรคือ "สิ่งใหม่ที่ดี" มีหลายอย่าง แต่ที่สำคัญที่สุดคือ **ขับเคลื่อนระบบนโยบายไปสู่ความสำเร็จ** นโยบายมีผลกระทบใหญ่ทั้งทางวัฒนะและทางหายนะ ถ้านโยบายที่สำคัญ ๆ ประสบความสำเร็จ บ้านเมืองจะลงตัว คนไทยจะอยู่เย็นเป็นสุข บ้านเมืองถูกต้องเป็นธรรม แต่ประเทศไทยมีความสำเร็จทางนโยบายน้อยมาก เป็นเหตุให้บ้านเมืองวิกฤต คนไทยต้องอยู่ร้อนนอนทุกข์ ทั้ง ๆ ที่มีทรัพยากรเพื่อการพัฒนามากมายและมีความรู้มากพอ แต่การขาดการคิดเชิงระบบและโครงสร้างติดกับดักวิธีคิด สังคมไทยคิดเชิงกรรมหรือพฤติกรรมส่วนบุคคล จึงทะเลาะกันสูงและแก้ปัญหาด้วยการสั่งสอนอบรม เป็นการวินิจฉัยโรคผิด ประเทศไทยจึงไม่หายป่วย ที่จริงคนไทยมีความดีหลายอย่าง เป็นคนมีน้ำใจโอบอ้อมอารี ยึดหยุ่น ประนีประนอม แต่ขาดการคิดเชิงระบบและโครงสร้าง ### นโยบายก็มีระบบและโครงสร้าง แต่เราทำเป็นส่วน ๆ หรือบางส่วน เมื่อไม่เป็นระบบครบวงจรก็เหมือนวงจรไฟฟ้า ถ้าไม่ครบวงจรไฟฟ้าก็เดินไม่ได้ แต่ถ้าเข้าใจระบบและโครงสร้างของนโยบาย แล้วเอาชิ้นส่วนมาประกอบตามโครงสร้าง ครบสมบูรณ์เป็นองค์รวมก็จะเกิดผลอย่างมหัศจรรย์ เช่นเดียวกับเครื่องบินที่มีระบบและโครงสร้าง เมื่อเอาชิ้นส่วนมาประกอบตามโครงสร้าง เมื่อครบเป็นองค์รวมก็เป็นเครื่องบินก็บินได้ ในขณะที่ชิ้นส่วนตั้งหลายหมื่นชิ้นไม่มีชิ้นใดที่บินได้เลย ต้องเป็นองค์รวมจึงจะบินได้ ฉะนั้น ถ้าเราต้องการ "**ประเทศไทยที่บินได้**" ต้องช่วยกันประกอบเครื่องประเทศไทยให้ครบเป็นองค์รวม ฉะนั้น สิ่งใหม่ที่ดีที่สุดคือ รวมตัวกันประกอบเครื่องประเทศไทยให้ครบเป็นองค์รวม แล้วเกิดประเทศไทยที่มีคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์ ๒ # ๓. ## ประเทศไทยที่มีคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์ เกิดจากการรวมตัวขับเคลื่อนระบบนโยบายสู่ความสำเร็จ การขับเคลื่อนระบบนโยบายครบวงจรสู่ความสำเร็จ เป็นเรื่องยากที่ใครคนใดคนหนึ่งไม่ว่าจะ เก่งแค่ไหนจะทำได้สำเร็จ แต่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของคนทั้งหมด **ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมคือ** การที่คนทั้งหมดมีส่วนร่วมในการกำหนดการขับเคลื่อน และได้รับผลจากนโยบายที่ดี ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบาย เป็นจุดบรรจบของประชาธิปไตย ทางตรงและประชาธิปไตยตัวแทน จึงกล่าวว่าการเมืองแบบเก่า (ประชาธิปไตยตัวแทน) กับการเมือง แบบใหม่คือ ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมเชื่อมโยงกัน ก็จะเกิดระบบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์และเป็น ประชาธิปไตยอรรถประโยชน์ที่ทำให้บ้านเมืองลงตัว ๓ ๔. # วิธีการ ๑. เริ่มต้นโดยประธานรัฐสภา หัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรค ที่มีสส.ในสภาผู้แทนราษฎร และ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ปรึกษาหารือกันอย่างไม่เป็นทางการ **ประธานรัฐสภา** จากพรรคใดก็ตาม เมื่อเป็นประธานรัฐสภาแล้วก็มีความเป็นกลาง และยังเป็นประธานสถาบันพระปกเกล้าโดยตำแหน่ง จึงเป็นผู้มีความเหมาะสมยิ่ง **หัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรค** ไม่ว่าจะมีสส.ในพรรคมากน้อยเพียงใดก็ไม่สำคัญ ที่ สำคัญคือพรรคของท่านเป็นตัวเครื่องมือของประชาชน และหลายท่านเป็นผู้นำที่ดีในการ ขับเคลื่อนนโยบาย **สถาบันพระปกเกล้า** เป็นสถาบันทางวิชาการเพื่อประชาธิปไตยของรัฐสภา การ ขับเคลื่อนนโยบายต้องการวิชาการเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมารัฐสภายังใช้ประโยชน์จากสถาบัน พระปกเกล้าน้อยไป **ความไม่เป็นทางการ** กิจการบ้านเมืองให้ความสำคัญแก่ความเป็นทางการมากกว่า ความไม่เป็นทางการ ความจริงความไม่เป็นทางการมีมาก่อนความเป็นทางการ ใหญ่กว่า เป็น ธรรมชาติมากกว่า และคล่องตัวกว่า บ่อย ๆ มีสาระมากกว่าความเป็นทางการ เพราะความเป็น ทางการติดที่รูปแบบ(Form) กฎ ระเบียบ พิธีการ เช่น การพูดคุยกันที่หน้าห้องน้ำหรือที่โต๊ะ อาหารได้สาระมากกว่าการประชุมที่เป็นทางการ การใช้ความไม่เป็นทางการเพื่อประโยชน์ สาธารณะไม่ผิดกฎหมายหรือผิดศีลธรรมแต่อย่างใด ฉะนั้น กระบวนการศึกษาหารืออย่างไม่เป็นทางการ สามารถเริ่มได้เลยโดยไม่ต้องรอ พิธีการใด ๆ ๒. มอบหมายให้สถาบันพระปกเกล้า จัดตั้งศูนย์ข้อมูลนโยบายทำการรวบรวมความคิดเห็นและ ข้อเสนอแนะจากประชาชนทั่วประเทศเกี่ยวกับประเด็นสำคัญ ๆ ของประเทศ และรวบรวมข้อ ประเด็นนโยบายของพรรคการเมืองทุกพรรคที่เสนอในการเลือกตั้งเป็น**ข้อมูลใหญ่ (Big data)** เพื่อนโยบาย ๓. สถาบันพระปกเกล้า ระดมนักวิชาการเชิงนโยบายที่เก่ง ๆ มาวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูลใหญ่เชิง นโยบายให้เป็นประเด็นทางนโยบาย สมมติว่าได้ ๒๕ ประเด็นใหญ่ ๔ ๔. จัดพิมพ์ ๒๕ ประเด็นใหญ่ทางนโยบายอย่างดีและสื่อถึงประชาชนโดยทั่วถึง เพื่อพิจารณา ไตร่ตรองซ้ำ ขณะเดียวกันเป็นการสร้างความมุ่งมั่นร่วมกันว่า ประเทศของเรามี ๒๕ เรื่องใหญ่ที่ ต้องร่วมกันขับเคลื่อน คนไทยไม่เคยมีความมุ่งมั่นร่วมกัน เป็นแบบเบี้ยหัวแตก ถ้ามีความมุ่งมั่นร่วมกันจะมี พลังร่วมประดุจแสงเลเซอร์ ๕. ระดมนักวิชาการเชิงนโยบายที่เก่งที่สุด ทบทวน สังเคราะห์นโยบาย ให้เป็นนโยบายที่เจ๋งที่สุด สมมติว่ามี ๒๕ นโยบาย ๖. นำนโยบายที่เกิดจากการมีส่วนร่วมและสังเคราะห์มาด้วยดีแล้ว เข้าสู่การตัดสินใจทางการเมือง คือ **ครม. และรัฐสภา** ซึ่งจะตัดสินใจได้ง่าย ถ้าผ่านขั้นตอนมาด้วยดีแล้ว ๗. นำนโยบายที่ผ่านการตัดสินใจทางการเมืองแล้ว ไปบริหารจัดการสู่ความสำเร็จ ๘. โดยจัดตั้ง**คณะขับเคลื่อนระบบนโยบาย** ๒๕ คณะ คณะละประมาณ ๑๕ - ๒๐ คน ประกอบด้วย ผู้ที่เหมาะสมกับนโยบายแต่ละนโยบาย โดยมีประธานแต่ละคณะซึ่งมีความเป็นผู้นำสูงที่มีปัญญา บารมี คณะขับเคลื่อนระบบนโยบายต้องมีสมรรถนะสูง จากการมีส่วนร่วมของพรรคการเมืองทุก พรรคและผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ นี้ไม่ใช่เรื่องการต่อสู้ทางการเมืองแล้ว แต่เป็นเรื่องของบ้านเมือง ที่ทุก คนทุกฝ่ายต้องร่วมกัน นี้เป็นจุดสำคัญที่การเมืองยกระดับเป็นการเมืองหรือการร่วมสร้างประเทศไทย ๙. การบริหารจัดการนโยบายที่ผ่านการตัดสินใจทางการเมืองแล้วมี ๗ ขั้นตอน* ถ้าทำครบก็จะ สำเร็จทุกเรื่องต่อให้ยากเท่าใดก็จะสำเร็จ จึงเรียกว่า "**สัมฤทธิศาสตร์**" * คู่มือขับเคลื่อนระบบนโยบายครบวงจร ๑๒ ขั้นตอนสู่ความสำเร็จ (คู่มือสัมฤทธิศาสตร์พาชาติออกจากวิกฤต) โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี ๕ # ๕. ## ผลจากการร่วมขับเคลื่อนระบบนโยบาย ๑. เมื่อนโยบายที่สำคัญ ๆ ประมาณ ๒๕ เรื่อง ประสบความสำเร็จ ประเทศก็จะพ้นวิกฤต มีความถูกต้องเป็นธรรม ขจัดความยากจนลดความเหลื่อมล้ำ คนไทยทุกคนอยู่ดีมีสุข รัก และอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล เป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุด ๒. ประเทศไทยจะเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ที่คนไทยทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนระบบนโยบายไปสู่ความสำเร็จ และร่วมรับประโยชน์จากความสำเร็จอย่างทั่วถึงเป็นธรรม ๓. บ้านเมืองจะลงตัวไม่เป็นประเทศเครื่องหลุดอีกต่อไป เพราะฟันเฟืองและชิ้นส่วนต่าง ๆ จะเข้ามาประกอบกันตามระบบและโครงสร้างเหมือนรถยนต์หรือเครื่องบินที่ประกอบเครื่องสมบูรณ์ ไม่มีส่วนใดแตกแถวแยกตัวจากองค์รวม บุคคลและสถาบันต่าง ๆ จะมีพฤติกรรมอยู่ในร่องในรอย การเมืองก็จะเป็นส่วนหนึ่งของระบบนโยบายและเป็นพลังขับเคลื่อนระบบทั้งหมด ๔. ในการร่วมขับเคลื่อนระบบนโยบายเครื่องมือที่ใช้คือ "การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ" หรือ PILA (Participatory Interactive Learning through Action) ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่มีประสิทธิผลสูงสุดที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง (Transformation) ในทุกมิติ ทั้งโลก ทัศน์ ความรู้สึกนึกคิด จิตใจ และสัมพันธภาพ ที่ยิ่งทำยิ่ง * รักกันมากขึ้น * ยิ่งเชื่อถือไว้วางใจกัน * ยิ่งฉลาดขึ้นและฉลาดร่วมกัน * เกิดปัญญาร่วม (Collective wisdom) นวัตกรรมอัจฉริยภาพกลุ่ม (Group genius) * ทั้งหมดเป็นพลังมหาศาลที่ฝ่าอุปสรรคทุกชนิดไปสู่ความสำเร็จ * จึงมีความสุขร่วมกันประดุจบรรลุนิพพาน ๖ # ๖. ## ณ จุดพลิกผัน โอกาสพลิกโฉมประเทศไทย ภายหลังเลือกตั้ง ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ เป็นจุดพลิกผัน (Tipping point) ของประเทศไทย ด้านหนึ่งไปสู่การเมืองแบบเดิม ๆ ประเทศวิกฤตมากขึ้น อีกด้านหนึ่ง พลิกไปสู่ความลงตัวของบ้านเมือง การพลิกโฉมประเทศไทยก็ไม่ยาก ถ้ารู้วิธีการ วิธีการซึ่งไม่ใช่เป็นศัตรูต่อสู้ทำลายกัน แต่เป็น **การรวมตัวทำสิ่งใหม่ที่ดี** คือ ร่วมขับเคลื่อนระบบนโยบายซึ่งเป็นปัญญาสูงสุดของชาติไปสู่เป้าหมาย สูงสุดของการพัฒนาประเทศ คือ สุขภาวะที่สมบูรณ์ของคนไทยทั้งแผ่นดิน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ ร่วมกันในการปฏิบัติ ทำให้รักและชื่นชมต่อกัน ฉลาดร่วมกัน สร้างความสำเร็จร่วมกัน เป็นเรื่องใหญ่แต่ ทำง่ายด้วยความสุขและความสร้างสรรค์ร่วมกัน ข้อสำคัญ ถ้าการสื่อสารมวลชนเข้าใจ และสื่อสารให้สังคมเข้าใจและร่วมขับเคลื่อน **สื่อสร้างสรรค์ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดของการพลิกโฉมประเทศไทย** --- <page_number>๗</page_number> PGET วิธีทำให้บ้านเมืองลงตัวหลังเลือกตั้ง ประเวศ วะสี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
ประชาธิปไตย
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
2 May 2020
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• การเมืองและการปกครอง
• การเลือกตั้ง
history_eduหมวดหมู่
ประชาธิปไตย
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
2 May 2020
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้