hotel_class เนื้อหาคัดสรร

ดูเพิ่มเติม

auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

สุขภาวะทางจิตวิญญาณ - สุขภาวะทางปัญญา : สู่การเปลี่ยนใหญ่ของมนุษยชาติ

chrome_reader_modeคำอธิบาย

เอกสารนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงมนุษยชาติ

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

สุขภาวะทางจิตวิญญาณ - สุขภาวะทางปัญญา สู่ การเปลี่ยนใหญ่ของมนุษยชาติ โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ และ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ๑ # ๑. ความนำ องค์การอนามัยโลกให้คำนิยามสุขภาพว่า ## สุขภาวะที่สมบูรณ์ทางกาย ทางจิต และทางสังคม มีสมาชิกบางประเภทเสนอให้เติมคำว่า Spiritual เพิ่มเข้าไปด้วย แต่ก็มีปัญหาถกเถียงกัน ยังไม่ลงตัวว่า Spiritual health นั้นคืออะไร สำหรับภาษาไทยนั้นใช้กันอย่างไม่เป็นทางการว่า จิตวิญญาณ แต่เมื่อนำมาใช้นิยามสุขภาพ ว่า สุขภาวะทางจิตวิญญาณ ก็ประสบการคัดค้านว่าคำนี้ไม่มีทางพุทธศาสนา และอาจเข้าใจผิดว่า เป็นเรื่องภูตผีปีศาจ จึงเลี่ยงมาใช้คำว่า สุขภาวะทางปัญญา เพราะการจะเข้าถึงความจริงสูงสุดซึ่ง เป็นมิติของ Spirituality ต้องใช้ปัญญา ถ้าจะทำความเข้าใจ Spiritual health ทางวิชาการจะมีปัญหามาก เพราะ Spirituality เป็น เรื่องของประสบการณ์และการปฏิบัติ ถ้านักวิชาการไม่เคยมีประสบการณ์และการปฏิบัติ แล้ว พยายามจะนิยามด้วยตรรกะก็น่าจะเป็นการยากมาก ฉะนั้น ควรจะเริ่มด้วยประสบการณ์ของมนุษย์ ต่อสิ่งที่เรียกว่า Spirituality แล้ววิชาการค่อย ตามหลัง มนุษย์อย่างที่เป็นมนุษย์ในปัจจุบันเริ่มเมื่อ ๒ - ๓ แสนปีก่อน มนุษย์มาจากสัตว์และเป็น สัตว์ชนิดหนึ่ง เมื่อเริ่มต้นก็สัมผัสสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างสัตว์ คือ สัมผัสสิ่งที่เป็นวัตถุหรือรูปธรรม สัตว์ไม่ รู้จักนามธรรม ต่อมามนุษย์ซึ่งอยู่กับธรรมชาติเกิดความรู้สึกลึก ๆ ว่า ธรรมชาติมีความศักดิ์สิทธิ์ เช่น แผ่นดิน ภูเขา แม่น้ำ ต้นไม้ และป่าไม้ ดังมีคำเรียกว่า แม่ธรณี แม่คงคา เจ้าแม่โพสพ รุกขเทวดา ผีป่า เจ้าป่า เจ้าเขา นี้เป็นการเริ่มต้นจากการสัมผัสธรรมชาติว่า นอกเหนือไปจากวัตถุแล้วมี Spirit หรืออะไรที่มี คุณค่าสูงส่ง มีความศักดิ์สิทธิ์ เมื่อศักดิ์สิทธิ์ก็เคารพไม่ทำลาย ชนพื้นเมืองไม่ว่าจะเป็นอินเดียนแดง หรือกะเหรี่ยง ล้วนเคารพธรรมชาติและรักษาธรรมชาติ ต่างจากชาวยุโรปที่มีอำนาจขึ้นมา ๒ ต่อมามีมนุษย์บางคน เมื่อจิตสงบเกิดมีประสบการณ์ที่แปลกประหลาด เกิดความรู้สึกปิติสุข แผ่ซ่านทั่วสรรพางค์กาย เป็นสภาวะใหม่ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรและเรียกว่าอะไร เรียกสภาวะนี้ต่าง ๆ กันไปว่า ภาวะอันเป็นทิพย์บ้าง เทวดาบ้าง พระเจ้าบ้าง ต่อมาค่อย ๆ ค้นพบว่า มีธรรมชาติอีกชนิดหนึ่งซึ่งมองไม่เห็น ไม่ใช่วัตถุ จับต้องไม่ได้ แต่สัมผัสได้เมื่อจิตสงบ และเมื่อสัมผัส แล้วเกิดความปิติสุขอย่างล้นเหลือ ทำให้สุขภาพดี อายุยืน นี่แหละอาการของ Spiritual health ต่อมาชนชาติอินเดียโบราณ ประมาณ ๓,๕๐๐ ปีมาแล้ว เริ่มเข้าใจว่าสภาวะที่สูงส่งอันเป็นนามธรรมนี้ เป็นธรรมชาติอีกชนิดหนึ่ง หรือความจริงอันยิ่งใหญ่ บรมสัจจะ หรือปรมัตถสัจจะ และพยายามปฏิบัติ ด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงบรมสัจจะ แล้วเกิดสภาวะปิติสุข เป็นครั้งคราวหรือถาวร เนื่องจากธรรมชาตินี้เป็นสัจจะ การเข้าถึงความจริงต้องใช้ปัญญา นี่เป็นที่มาของคำว่า สุข ภาวะทางปัญญา ๓ ## ๒. ### สภาวะสุขของสุขภาวะทางปัญญา ผู้ไม่มีประสบการณ์ก็จะอธิบายไม่ถูกว่าเป็นอย่างไร ตามปรกติจิตถูกกักขังอยู่ในความคับแคบของตัวตน อัตตาจึงถูกบีบคั้นไม่เป็นอิสระหรือทุกข์ เมื่อไปเชื่อมกับความใหญ่ของธรรมชาติที่ไม่มีตัวตน จึงเปลี่ยนจากจิตเล็กเป็นจิตใหญ่ เป็นอิสระหลุด พ้นจากความบีบคั้น เบาสบาย สบายเนื้อสบายตัว มีปิติสุขแผ่ซ่านทั่วสรรพางค์กาย เป็นบรมสุข ประสบความงามอยู่ทั่วไป เห็นอะไรก็งามไปหมด เกิดไมตรีจิตอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง เป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล กาย ใจ สิ่งแวดล้อม บรรสานสอดคล้อง (Harmony) กลมกล่อม สมดุล เป็นสุขภาวะที่อยู่เหนือ สุขภาวะทางกาย ทางจิต ทางสังคม แต่ไปเสริมให้สุขภาวะทางกาย ทางใจ ทางสังคม ยกระดับ เชื่อมโยงกันหมด เป็นสุขภาวะองค์รวม (Wholistic health) หรือ ปรมังสุขัง หรือบรมสุข เมื่อสมดุลก็ ยั่งยืน คือ ความมีอายุยืนยาวสมกับคำที่ว่า สุขภาวะที่สมบูรณ์ ทางกาย ใจ สังคม และปัญญา ถ้าขาดสุขภาวะทางปัญญา สุขภาวะที่สมบูรณ์ก็เป็นไปไม่ได้ ๔ # ๓. พหุบทสู่สุขภาวะทางจิตวิญญาณหรือทางปัญญา (Multiple pathways to Spiritual health) ถ้าเข้าใจว่าสุขภาวะทางจิตวิญญาณหรือสุขภาวะทางปัญญา เกิดจากการเข้าถึงความจริงทางธรรมชาติที่ไม่มีตัวตน ซึ่งใหญ่โตไม่มีที่สิ้นสุด ดำรงอยู่ในทุกสถาน ก็สามารถค่อย ๆ ทำความเข้าใจถึงหนทางอันหลากหลายในการเข้าสู่สุขภาวะทางปัญญา เช่น ๑. การสัมผัสความเป็นทั้งหมดของธรรมชาติ การสัมผัสอย่างตื้น ๆ หรืออย่างไม่รู้ ก็จะรู้สึกว่าธรรมชาติแยกกันเป็นส่วน ๆ เป็นดิน หิน ต้นไม้ แม่น้ำ ภูเขา ทะเล ท้องฟ้า ฯลฯ แต่ในความเป็นจริงธรรมชาติเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว (Oneness) อันใหญ่โตไม่มีที่สิ้นสุด ฉะนั้น ถ้าตระหนักรู้และสัมผัสธรรมชาติอย่างลึก โดยไม่คิดเป็นสัมผัสล้วน ๆ ทางใจ ใจกับธรรมชาติก็เชื่อมโยงกัน เป็นจิตใหญ่ เกิดสุขภาวะทางปัญญา จากปัญญาเข้าถึงความจริงของธรรมชาติ ๒. การออกกำลังกายอย่างมีสติ รู้อยู่กับการเคลื่อนไหวของกาย โดยไม่เข้าไปอยู่ในความคิด เช่น ไทเก๊ก โยคะ จิตก็จะสงบ (สงบจากการคิด) รู้อยู่กับปัจจุบัน ก็จะเข้าถึงความจริงของธรรมชาติ เป็นสุขอย่างยิ่ง ๓. การแผ่เมตตาออกไปทุกทิศทุกทางอย่างไม่มีที่สิ้นสุด การแผ่เมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง ทำให้จิตออกจากการคิดอยู่ในความคับแคบ ไปสู่ธรรมชาติที่ใหญ่ไม่มีประมาณ จึงเต็มไปด้วยความปิติสุข ๔. การทำความดีโดยช่วยเหลือผู้อื่นด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ เช่น จิตอาสา ทำให้จิตใจสุข และมีสุขภาวะในตัว จนกล่าวกันว่ามนุษย์ขาดความดีไม่ได้ เพราะความดีทำให้เกิดความสมบูรณ์ในตัวเอง ความดีเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต ทำให้เกิดสุขภาวะทางปัญญา ถ้าขาดไปทำให้รู้สึกพร่อง ไม่เต็ม ต้องไปหาอะไรมาเติม เช่น ยาเสพติด การพนัน ความฟุ่มเฟือย ความรุนแรง ซึ่งทำให้เกิดปัญหาต่อไป ๕ ๕. การทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง ที่เรียกว่าทำงานเพื่องาน (Duty for Duty sake) ว่างจากตัวกู – ของกู เมื่อว่างก็เข้าไปสัมผัสธรรมชาติอันไม่มีตัวตน ทำให้เป็นสุขในการทำงานทุกชนิด ไม่ว่าจะ กวาดบ้าน ล้างชาม ล้างส้วม ไม่มีอะไรลำบากเลย เพราะเต็มไปด้วยความสุข เป็นกำไรชีวิตอย่าง ยิ่ง ๖. การเข้าถึงศิลปะทุกชนิดหรือสุนทรียธรรม ความงามกับความจริงอยู่ที่เดียวกัน ที่เรียกว่าสิ่ง สูงสุด คือความจริง ความดี ความงาม ฉะนั้น ความงามหรือสุนทรียธรรม จึงนำจิตเข้าสู่ความ จริงสูงสุดได้ เป็นสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ๗. จิตวิญญาณกลุ่ม เมื่อมีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำเป็นกลุ่มก้อนทางสังคม จะสัมผัสได้ว่ากลุ่มมีจิต วิญญาณ และเกิดความสุขประดุจบรรลุนิพพาน¹ ทำนองเดียวกับองค์กรที่มีความเป็นหนึ่ง เดียวกัน เป็นองค์รวม ก็จะเกิดมิติทางจิตวิญญาณ สมาชิกเป็นสุขและสร้างสรรค์อย่างยิ่ง ตรง ข้ามกับองค์กรที่มีความปริแยกแตกร้าว ซึ่งเต็มไปด้วยความทุกข์ ปัจจุบันมีผู้พบเทคนิคหลาย อย่างที่ทำให้เกิดความเป็นองค์รวมขององค์กร ทำให้องค์กรมีความสุขและสร้างสรรค์อย่างยิ่ง เรียกว่า วิธีพัฒนาพลังสร้างสรรค์ขององค์กร ซึ่งมีการศึกษากันอย่างแพร่หลาย เพราะชีวิตของ เกือบทุกคนอยู่ในองค์กรชนิดใดชนิดหนึ่ง ถ้าองค์กรทั้งหมดเป็นองค์กรที่มีจิตวิญญาณ ก็จะเป็น หนทางแห่งสุขภาวะของคนทั้งมวล ๘. ภาวะใกล้ตายและความตาย คนที่ประสบภาวะใกล้ตาย จิตใจจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เมื่อผ่านพ้น สภาวะวิกฤตกลับมา ฉะนั้น ในช่วงเวลาแห่งการตาย จิตอาจจะปล่อยวางจากความยึดมั่น ทำให้ เข้าถึงความจริงตามธรรมชาติ เกิดความสงบและสุขภาวะทางจิตวิญญาณทั้งผู้ตายและผู้ดูแล ใกล้ชิด ๙. ปฏิวัติสัมพันธภาพ (Associational revolution) ตามปรกติสัมพันธภาพเป็นเชิงอำนาจทางดิ่ง แบบที่เรียกว่า ท็อปดาวน์ ทำให้บีบคั้นและไม่เรียนรู้ เช่น ระหว่างพ่อแม่กับลูก ครูกับนักเรียน นายกับลูกน้อง แม้แต่ระหว่างพระกับแม่ชี หรือแพทย์กับผู้ป่วย สัมพันธภาพแบบนี้ทำให้จิตเล็ก และปราศจากการเรียนรู้จากกัน และระหว่างกันไปอย่างน่าเสียดายเป็นทุกขสัมพันธ์ แต่ถ้า เปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์ทางราบ มีความเสมอภาคและเรียนรู้จากกันจะทำให้บรรลุธรรมได้ เช่น แม่ที่เลี้ยงลูกที่เป็นออทิสติก เด็กที่เป็นออทิสติกมีความเข้าใจและจังหวะของการคิดที่ไม่เหมือน คนทั่ว ๆ ไป แม้ไม่สามารถท็อปดาวน์ลูกได้ ต้องคอยสังเกตความเข้าใจและสนใจของลูก และ ¹ ภาวะทางจิตวิญญาณ ดู Scott Peck : A world Waiting To Be Born b จังหวะการคิด ทำให้ความสัมพันธ์กลายเป็นอันตรกิริยาระหว่างกันด้วยความเสมอภาค แม่บางคนมีประสบการณ์ว่า เมื่อการเลี้ยงลูกดำเนินไปอย่างนี้ ตัวแม่เองหลุดเข้าไปสู่สภาวะใหม่ที่มีปิติสุข ซึมซ่านทั้งเนื้อทั้งตัว หรือสุขภาวะทางปัญญา นี้อาจจะเรียกว่าการเรียนรู้ที่ดีอย่างหนึ่งก็ได้ การเรียนรู้ที่ดี ต้องเป็นไปกับสุขภาวะ ไม่ใช่การเรียนที่ทำให้เกิดความทุกข์เช่นปัจจุบัน ซึ่งทำให้คนไทยเกลียดการศึกษา ถ้าตระหนักรู้ถึงสัมพันธภาพใหม่ที่เต็มไปด้วยความสุข ความสร้างสรรค์ ก็จะเป็นช่องทางใหญ่อีกอย่างหนึ่งที่มนุษย์จะบรรลุถึงสุขภาวะทางวิญญาณ ๑๐. ศรัทธาและภาวนาทางศาสนาต่าง ๆ ศาสนาทุกศาสนาไม่ว่าจะเป็นฮินดู พุทธ คริสต์ อิสลาม ล้วนมีศรัทธาและการภาวนาเป็นเครื่องมือ เพื่อเปลี่ยนจิตเล็กให้เป็นจิตใหญ่ด้วยการเข้าถึงธรรม หรือธรรมชาติ หรือพระเจ้า หรือความว่าง (สุญญตา) ทำให้จิตใจชุ่มฉ่ำอยู่กับปิติสุข อันเป็นทิพย์ หรือสุข หรือสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ทั้งหมดนี้มีชื่อกลาง ๆ ว่า จิตตปัญญาศึกษา ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มีหน้าที่ศึกษาวิธีการหรือช่องทางทั้งหมดที่จะเข้าถึงสุขภาวะทางปัญญา ซึ่งควรจะมีเส้นทางอื่น ๆ อีกมาก นอกเหนือไปจากทางทั้ง ๑๐ ที่กล่าวในที่นี้ เพราะมนุษย์ทั้งโลกไม่ว่า ชาติใด หรือวัฒนธรรมใด ย่อมมีประสบการณ์แปลก ๆ แตกต่างอย่างหลากหลาย ซึ่งสมควรเรียนรู้ และรวบรวมไว้ เพื่อให้แต่ละคนมาเลือกใช้วิธีที่ถูกจริตของแต่ละคน ๆ ที่พูดนี้จะทำให้เข้าใจ ความหมายของ "ศูนย์ความรู้และประสานงานสุขภาวะทางปัญญา" ว่า เป็นงานที่สำคัญและมี ประโยชน์อย่างยิ่ง ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา และศูนย์ความรู้และประสานงานสุขภาวะทางปัญญา จึงควรทำงาน เชื่อมโยงและทำประโยชน์ต่อกัน สิ่งที่ควรร่วมกันทำอย่างหนึ่ง คือ ออกจดหมายข่าว (Newsletter) เรื่อง สุขภาวะทางปัญญา เพื่อรายงานความรู้และประสบการณ์ในเรื่องสุขภาวะทางจิตวิญญาณ จาก เครือข่าย และที่อื่น ๆ ให้สมาชิกทราบเป็นรายเดือน ๗ ๔. สุขภาวะทางจิตวิญญาณหรือสุขภาวะทางปัญญา "การตื่นรู้" สู่ ยุคใหม่ของมนุษยชาติ ยุคเก่าหรือยุคปัจจุบันได้นำมนุษยชาติมาสุดทางไปแล้ว ถึงเวลาต้องเปลี่ยนยุค อารยธรรมปัจจุบันกำลังวิกฤตสุด ๆ เพราะเสียสมดุลอย่างรุนแรงทุกมิติ ทั้งทางธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ที่กำลังทำให้เกิดหายนะภัยต่าง ๆ ทางสังคม เศรษฐกิจ ที่เหลื่อมล้ำสุด ๆ การเมืองที่แยกข้างแยกขั้วสุด ๆ และ การเสียสมดุลในตัวมนุษย์เอง อะไรที่ไม่สมดุลย่อมปั่นป่วน วุ่นวาย รุนแรง โกลาหลไปทั่วโลก รวมทั้งความ เสี่ยงต่อการเกิดสงครามนิวเคลียร์ ทั้งหมดนี้คุกคามต่อการอยู่รอดของมนุษยชาติ รากฐานของการเสียสมดุล อย่างรุนแรง คือ สภาพความขัดแย้งระหว่างโลกใหญ่แต่จิตเล็ก (Big World vs Small Mind) โลกได้เพิ่มพลเมืองขึ้นจนถึง ๘ พันล้านคน ล้นโลกและเข้ามาอยู่ใกล้ชิดเชื่อมโยง เป็นโลก เดียวกันขนาดใหญ่ ต่างจากโลกสมัยดึกดำบรรพ์ หรือแม้แต่เมื่อ ๑๐,๐๐๐ ปีก่อน ซึ่งอยู่เป็นกลุ่มเล็ก ๆ ห่างไกลกัน ไม่กระทบถึงกัน โลกใหม่ขนาดใหญ่ ต่างจากโลกสมัยโบราณโดยสิ้นเชิง แต่จิตของมนุษย์ยังเป็นจิตเล็ก เพราะถูกโปรแกรมขึ้นจากที่มีชีวิตอยู่ในยุคดึกดำบรรพ์ ที่เป็น กลุ่มล่าสัตว์เล็ก ๆ ซึ่งกินเวลาถึง ๑๙๐,๐๐๐ ปี ชีวิตสมัยนั้นต้องต่อสู้และหลบหนีจากสัตว์ร้ายและ มนุษย์ต่างเผ่าพันธุ์ จิตจึงเป็นไปเพื่อเอาตัวรอด ซึ่งบ่งการโดยสมองสัตว์เลื้อยคลาน (Reptilian brain) ซึ่งเป็นสมองส่วนหลัง โลกปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว แต่มนุษย์ก็ยังใช้สมองสัตว์เลื้อยคลาน ทำให้รู้เห็นเป็น ส่วน ๆ เหมือนตาบอดคลำช้าง ไม่เห็นทั้งหมดหรือเห็นช้างทั้งตัว จึงทะเลาะและขัดแย้งกันสูง วิกฤตอารยธรรมปัจจุบันเกิดจากที่มนุษย์ใช้สมองส่วนหลัง จึงไปต่อไปไม่ได้ แต่ธรรมชาติก็ให้เครื่องมือ แก่มนุษย์ไว้ ซึ่งรอให้มนุษย์ใช้ตั้ง ๒๐๐,๐๐๐ ปีมาแล้ว นั่นคือ สมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นสมองแห่งปัญญาญาณ สุขภาพทางปัญญาเกิดจากสมองส่วนหน้า การพัฒนาสุขภาวะทางปัญญา เป็นการพัฒนาสมองส่วนหน้า การพัฒนาสมองส่วนหน้า ทำให้มนุษย์สามารถจัดระเบียบการอยู่ร่วมกันใหม่ เป็นการอยู่ ร่วมกันอย่างสมดุล ทั้งระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม เมื่อสมดุลก็จะสงบ เป็นปรกติ สันติภาวะ หรือสันติภาพ ซึ่งเป็นสุขภาวะที่สมบูรณ์ของมนุษยชาติ ๘ # ๕. ## การร่วมสร้างสุขภาวะทางปัญญา ### ยุทธศาสตร์ทางสังคมในการสร้างโลกยุคใหม่ที่มีสุขภาวะโดยสมบูรณ์ เรื่องสุขภาวะทางปัญญาจึงเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะเป็นการเปลี่ยนโปรแกรมสมอง จากการใช้สมองส่วนหลังซึ่งเป็นสมองสัตว์เลื้อยคลาน มาเป็นการใช้สมองส่วนหน้าซึ่งเป็นสมองมนุษย์ที่เจริญเป็นการยกระดับความเป็นมนุษย์ให้สูงขึ้น เป็นเครื่องขับเคลื่อนมนุษยชาติไปสู่ยุคใหม่ที่มีสุขภาวะอย่างสมบูรณ์ ฉะนั้น การร่วมสร้างสุขภาวะทางปัญญา จึงควรเป็นระเบียบวาระแห่งชาติที่ทุกคน และทุกองค์กรควรมีส่วนร่วมสร้าง การขับเคลื่อนเรื่องใหญ่ของชาติต้องการความมุ่งมั่นร่วมกันของคนทั้งชาติ สร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม ในการนี้ต้องการการสื่อสารให้คนไทยทั้งประเทศรู้ความจริงร่วมกัน ฉะนั้น บทบาทของผู้นำสสส. ของThai PBS และของกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จึงสำคัญยิ่ง ๙ # ๖. วิชาการ ## สำคัญที่สุด คือ การปฏิบัติและได้ผลจากการปฏิบัติ การเข้าถึงมิติทางจิตวิญญาณ หรือความจริงของธรรมชาติเหนือตัวตน ทำไม่ได้ด้วยการใช้เหตุผล แต่ด้วยการสัมผัสด้วยใจโดยตรง โดยปราศจากการคิดปรุงแต่ง เพราะการจะสัมผัสความจริงที่เป็นนามธรรมต้องการจิตที่สงบ คือ สงบจากการคิดที่ทำให้จิตวุ่น ฉะนั้น ถ้าเริ่มต้นด้วยการคิดเชิงตรรกะจากผู้ที่ไม่เคยเข้าถึงมิติทางจิตวิญญาณ อาจจะผิดแผกแตกต่างหลากหลายไปตามการคิดคำนึง ทำให้ไม่เข้าใจมิติทางจิตวิญญาณ ท่านอาจารย์พุทธทาสจึงกล่าวว่า สำคัญที่สุด คือ การปฏิบัติและการได้ผลจากการปฏิบัติ เมื่อได้ผลดีก็ดีและถูกต้อง แต่ยังไม่รู้จะเรียกชื่อว่าอะไร นักวิชาการจึงเข้ามานิยามและอธิบายทฤษฎีต่าง ๆ วิชาการเพื่อวิชาการจะมีรายละเอียดปลีกย่อย การจัดกลุ่มต่าง ๆ (Classification) เช่น กิเลสมีร้อยกว่าชนิด ถ้าตั้งต้นด้วยวิชาการที่ละเอียดจะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติ เช่น ระบบการศึกษาปัจจุบันทั้งทางโลกและทางธรรม ทำให้คนไทยปฏิบัติอะไรไม่เป็นและขาดปฏิบัติปัญญา ปัญญามี ๓ ระดับคือ ๑. สุตมยปัญญา (สุต = ฟังหรือได้ยิน มย = โดยทาง) หมายถึง ปัญญาที่ได้จากการได้รับข้อมูล ๒. จินตามยปัญญา (จินตา = คิด) หมายถึง ปัญญาที่เกิดจากการคิดด้วยตรรกะ ๓. ภาวนามยปัญญา (ภาวนา = พัฒนา, การทำให้เจริญ, การปฏิบัติ) ข้อนี้ คือ ปฏิบัติปัญญา การขับเคลื่อนเรื่องใด ๆ จึงต้องวางบทบาทของวิชาการไว้ในตำแหน่งแห่งหนที่ถูกต้อง การวิจัยเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนสำคัญยิ่ง ไม่ใช่เอาการวิจัยเป็นตัวตั้ง ๑๐ # ๗. ## การขับเคลื่อนเรื่องสุขภาวะทางปัญญาด้วยหลัก RCN เรื่องที่รู้ว่าดี ควรเป็นประโยชน์ต่อคนทั้งมวล มหาวิทยาลัยมีความรู้ว่าอะไรดีมากมายหลายเรื่อง แต่คิดเชิงเทคนิคหรือวิชาการเท่านั้น ขาด การคิดเชิงระบบและการจัดการ เรื่องดี ๆ จึงอยู่ในวงจำกัดไม่ขยายไปสู่คนทั้งมวล การทำให้เรื่องดี ๆ ขยายตัวกว้างขวางวิธีหนึ่ง คือ หลัก RCN R = Research หมายถึงวิจัย mapping ว่าใครกำลังทำเรื่องดี ๆ นี้บ้าง C = Communication การสื่อสารเรื่องดี ๆ ที่ค้นพบนั้น ให้รู้กันอย่างทั่วถึง N = Networking สร้างและขยายเครือข่าย ในเรื่องสุขภาวะทางจิตวิญญาณหรือสุขภาวะทางปัญญานี้ นักวิชาการในมหาวิทยาลัยและ สถาบันต่าง ๆ ควรเข้ามาทำการวิจัยสนับสนุน โดยผู้วิจัยควรมีประสบการณ์ทาง spiritual เสียก่อน โดยวิธีใดวิธีหนึ่งใน ๑๐ วิธี ที่กล่าวถึงในตอนที่ ๓ ซึ่งเป็นโอกาสดีของนักวิจัยที่จะสร้างสุขภาวะอัน ยอดเยี่ยมในตัวเอง ถือเป็นกำไรชีวิตตั้งแต่ก่อนลงมือวิจัย และจะได้เข้าใจว่าสุขภาวะทางจิตวิญญาณ หรือสุขภาวะทางปัญญาคืออย่างไร จะได้วิจัยได้ถูกต้อง แล้วไปวิจัยสำรวจว่าผู้มีสุขภาวะทางวิญญาณ คือใครบ้าง ด้วยช่องทางใดใน ๑๐ ช่องทาง หรืออาจพบช่องทางอื่นนอกเหนือไปจากนั้น การได้ไปพบ ผู้มีสุขภาวะทางจิตวิญญาณ จะทำให้ผู้วิจัยได้เรียนรู้และมีความสุขอย่างยิ่ง ทำให้ติดใจและมีผู้อยากทำ วิจัยเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อวิจัยแสวงหาอย่างนี้ ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ จะได้มวลความรู้ขนาดมหึมาเอา มารวบรวมไว้ในศูนย์ความรู้ หรือคลังความรู้สุขภาวะทางปัญญา ซึ่งอันที่จริงศูนย์จิตตปัญญาควรจะ ทำหน้าที่นี้ หาไม่ก็ควรมีมหาวิทยาลัยหรือสถาบันวิจัยต่าง ๆ ช่วยกันทำคลังความรู้ทางสุขภาวะทาง ปัญญา จะเป็นแหล่งข้อมูลที่ทุกคนทุกฝ่ายในสังคมสามารถเข้าถึง ซึ่งก็ไม่ยากอะไรด้วยระบบดิจิทัล ๑๑ # การสื่อสารเรื่องสุขภาวะทางปัญญา เทคโนโลยีและช่องทางการสื่อสารมีมาก ควรทำการสื่อสารเรื่องนี้ไปทั่วแผ่นดินไทย เพราะเป็นเครื่องยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทั้งมวล และนำมนุษยชาติออกจากสภาวะวิกฤต อีกทั้งเป็นโอกาสของผู้สื่อสารที่จะผลิกชีวิตของตนเอง สถาบันที่จะเริ่มนำก็ คือ สถานีโทรทัศน์ Thai PBS และกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ผู้อำนวยการ Thai PBS ก็เคยทำงานเรื่องสุขภาวะทางปัญญามาก่อนที่ สสส. กรรมการท่านหนึ่งก็เคยเป็นผู้อำนวยการก่อตั้งศูนย์จิตตปัญญาศึกษา ส่วนกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ก็ตรงตามชื่อ เพราะสุขภาวะทางปัญญาเป็นเรื่องสร้างสรรค์อย่างยิ่ง ทั้งผู้จัดการกองทุนคนปัจจุบัน ก็นับว่าเป็นคนเก่งและเอาจริงเอาจังที่จะทำการให้สำเร็จ ศิลปิน ก็น่าจะเป็นผู้สื่อเรื่อง มิติทางจิตวิญญาณ ถ้าเครือข่ายศิลปินถือเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และสื่อด้วยศิลปะทุกแขนง เรื่องสุขภาวะทางปัญญาก็จะเข้าไปสู่จิตใจของคนทั้งมวล ## การสร้างและขยายเครือข่ายสุขภาวะทางปัญญา จาก R และ C ดังกล่าวข้างต้น ผู้ที่เสนอ เรื่องนี้ก็จะก่อกลุ่มและเชื่อมโยงกันเอง และส่งเสริมด้วยการจัดประชุมในรูปแบบต่าง ๆ ก็จะเกิดกลุ่ม และเครือข่ายขยายตัวออกไปเรื่อย ๆ กลุ่มและเครือข่ายจะมีชีวิตของมันเอง เมื่อมีชีวิตก็เติบโตและเรียนรู้ได้ ทำให้กลุ่มและเครือข่ายขยายตัวและเพิ่มคุณภาพขึ้นอย่างต่อเนื่องเต็มพื้นที่ประเทศไทย และทำนองเดียวกันเต็มพื้นที่โลก ## ประเทศไทยและโลกก็จะเข้าสู่ยุคใหม่ จากยุคเก่า ที่วิกฤตทุก ๆ ด้าน เพราะเสียสมดุล เนื่องจากมนุษย์ใช้สมองส่วนหลัง หรือสมองสัตว์เลื้อยคลาน ยุคใหม่ เป็นยุคแห่งการใช้สมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นสมองมนุษย์ที่อาริยะ เป็นที่อยู่ของปัญญา ญาณและมิตรภาพ สุขภาวะทางปัญญา เป็นเครื่องมือพัฒนาการใช้สมองส่วนหน้า จึงมีความหมายใหญ่ต่อการเปลี่ยนแปลงของมนุษยชาติ ด้วยประการฉะนี้ --- ๑๒ # หมายเหตุ ๑. มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่ง มีพลังที่จะวิจัยและขยายเครือข่ายสุขภาวะทางปัญญา ๒. เครือข่ายโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งเป็นสถาบันฐานแผ่นดินไทย๒ จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนา อย่างบูรณาการในพื้นที่ ทั้ง ๘๐๐ อำเภอ ทั่วประเทศ ๓. เครือข่ายพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล เป็นเครือข่ายแห่งการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ในทุก โรงพยาบาลเป็นเครือข่ายการเรียนรู้ที่ใหญ่มาก ถ้ารวมสุขภาวะทางปัญญาเข้าไปด้วย จะ ยกระดับคุณภาพคนเป็นมวลใหญ่มาก --- ๒ ดูรายละเอียดใน "สถาบันฐานแผ่นดินไทยกับการพัฒนาประเทศอย่างบูรณาการ" ๑๓ PGET สุขภาวะทางจิตวิญญาณ - สุขภาวะทางปัญญา สู่การเปลี่ยนใหญ่ของมนุษยชาติ ประเวศ วะสี

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

สุขภาพ

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

21 November 2022

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
คุยกับผู้อ่าน : ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสุข (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 315 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548)
19% Match
คุยกับผู้อ่าน : ยาม้าฆ่าคนบนถนน (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 140 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2533)
17% Match
คุยกับผู้อ่าน : นายแพทย์บุตร ประดิษฐวณิช (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 136 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2533)
11% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• สุขภาวะทางจิตวิญญาณ

• สุขภาวะ -- แง่ศาสนา -- พุทธศาสนา

history_eduหมวดหมู่

สุขภาพ

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

21 November 2022

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้