auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

กองทัพกับเป้าหมายสูงสุดของประเทศ

chrome_reader_modeคำอธิบาย

กองทัพกับระบบภูมิคุ้มกันของประเทศ ที่คุ้มครองความปลอดภัยให้คนไทยทั้งแผ่นดิน จากภยันตรายทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

# กองทัพกับเป้าหมายสูงสุดของประเทศ กองทัพกับระบบภูมิคุ้มกันของประเทศ ที่คุ้มครองความปลอดภัยให้คนไทยทั้งแผ่นดิน จากภยันตรายทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ เสนอ ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา และ เสนาธิการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ # สารบัญ หน้า ## ภาค ๑ เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาประเทศ ๑. กองทัพคือทรัพยากรอันมหาศาลเพื่อการพัฒนาประเทศ ๑ ๒. เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาประเทศไทยความปลอดภัยและสุขภาวะ ที่สมบูรณ์ของคนไทยทั้งแผ่นดิน ๒ ## ภาค ๒ ระบบภูมิคุ้มกันของประเทศ ๔ ## ภาค ๓ กองทัพกับบทบาทเป็นภูมิคุ้มกันของประเทศ ๖ ๑. กองทัพเป็นฟันเฟืองกลางในระบบภูมิคุ้มกันของประเทศ ๖ ๒. ภยันตรายของประเทศไทย ๘ ๓. บทบาทและหน้าที่ของกองทัพ ๙ ๔. การปรับสถานะของสถาบันวิชาการป้องกันประเทศเป็นมหาวิทยาลัย ๑๕ ๕. คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ๑๖ ๖. กระบวนการสร้างความชอบธรรมทางสังคม ๑๗ ก # ภาค ๑ เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาประเทศ ## ๑. กองทัพคือทรัพยากรอันมหาศาลเพื่อการพัฒนาประเทศ กองทัพมีกำลังพลที่มีวินัยสูง มีระบบและการจัดองค์กรที่ดีกว่าระบบราชการพลเรือน เพราะกองทัพต้องทำสงครามถ้าจัดองค์กรไม่ดีก็จะแพ้ แม้มีกำลังมากแต่การจัดองค์กรไม่ดีก็จะแพ้ต่อกองทัพข้าศึกที่จัดองค์กรดีกว่า และเนื่องจากการสงครามมีเดิมพันสูง ถึงการสูญเสียชีวิตและประเทศชาติกองทัพจึงต้องมีนายทหารเสนาธิการที่มีความสามารถสูงในการคิดเชิงยุทธศาสตร์ ในขณะที่ภาคอื่น ๆ เช่น มหาวิทยาลัยเกือบไม่มีแนวคิดทางยุทธศาสตร์เลย ประเทศติดอยู่ในสภาวะวิกฤตเรื้อรัง ไม่สามารถก้าวไปสู่ความสงบสุขและเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริงได้ เพราะขาดสมรรถนะในการพัฒนานโยบาย ถึงเวลาที่คนไทยทุกคน ทุกองค์กร และทุกสถาบัน จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการทำความเข้าใจสภาวะของประเทศปัญหาและอุปสรรค เป้าหมายการพัฒนา ออกแบบระบบและโครงสร้างของประเทศ แล้วช่วยกันประกอบขึ้นส่วนตามโครงสร้างจนครบเป็นองค์รวมประเทศไทย ประเทศไทยจะมีคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์เฉกเช่นเดียวกับเครื่องบิน เมื่อประกอบขึ้นส่วนครบเป็นองค์รวมคือเครื่องบินทั้งลำก็เกิดคุณสมบัติใหม่กันมหัศจรรย์คือบินได้ ในขณะที่ขึ้นส่วนหลายหมื่นชิ้นไม่มีชิ้นใดบินได้เลย ต้องเป็นองค์รวมจึงจะบินได้ เราไม่เคยพัฒนาประเทศไทยเป็นองค์รวมเพราะทำแต่ขึ้นส่วนเป็นส่วน ๆ จึงไม่เคยมีประเทศไทยที่บินดินได้ บินออกจากสภาวะวิกฤตไปสู่การเป็นประเทศไทยที่ดีที่สุดที่คนไทยทุกคนมีความปลอดภัยและมีสุขภาวะที่สมบูรณ์ การพัฒนาแบบแยกส่วนทำให้เสียสมดุล เฉกเช่นเซลล์มะเร็งที่มันทำตัวเป็นเอกเทศแยกส่วนจากองค์รวมของร่างกาย ทำให้ระบบชีวิตเสียสมดุลป่วยและตาย ประเทศไทยก็เหมือนเป็นมะเร็ง ป่วย และไม่ยั่งยืน ฉะนั้น กุญแจ คือ องค์รวมประเทศไทย ที่ทุกคน ทุกองค์กร ทุกสถาบัน ต้องมุ่งไปที่จุดเดียวกัน ๑ ## ๒. เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาประเทศไทย ความปลอดภัยและสุขภาวะที่สมบูรณ์ของคนไทยทั้งแผ่นดิน นี่คือสิ่งสูงสุดไม่มีอะไรจะสูงไปกว่านี้อีกแล้ว ฉะนั้น คนไทยทุกคน ทุกองค์กร ทุกสถาบัน จึงควรมีเป้าหมายสูงสุดเดียวกัน เรื่องนี้ได้เขียนการออกแบบระบบโครงสร้างและการจัดการไว้แล้ว * โปรดศึกษารายละเอียด โดยสรุป ระบบและโครงสร้างจะเหมือนบ้านประเทศไทย ที่คนไทยทุกคนเข้าอยู่อาศัยอย่างปลอดภัยและมีความสุข บ้านแสนสุขประเทศไทย ประกอบด้วย ๓ ส่วนหลัก คือ ๑. พื้นล่างที่แข็งแรง ได้แก่ พื้นที่ประเทศไทยที่มีการพัฒนาอย่างบูรณาการ ๘ มิติ คือ เศรษฐกิจ - จิตใจ - สังคม - สิ่งแวดล้อม - วัฒนธรรม - สุขภาพ - การศึกษา - ประชาธิปไตย ๒. ผนังบ้านมี ๘ ด้าน ที่มาประกอบกันเป็นตัวบ้าน ที่ทุกด้านเชื่อมอยู่กับพื้นล่างที่แข็งแรงมั่นคง ๓. หลังคาบ้าน เชื่อมโยงกับผนังทั้ง ๘ เชื่อมกับพื้น หลังคาคือระบบภูมิคุ้มกันของประเทศ จากโครงสร้างที่เชื่อมโยงกันทั้งหมด ระบบภูมิคุ้มกัน ผนังบ้าน = ระบบทั้ง ๘ พื้นล่าง * เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาประเทศไทย ความปลอดภัยและสุขภาพที่สมบูรณ์ของคนไทยทั้งแผ่นดิน การออกแบบระบบและโครงสร้างประเทศ ๒ รูปที่ ๑ บ้านประเทศไทย ผนังหรือระบบทั้ง ๘ ที่เชื่อมโยงกับพื้นล่างและหลังคาประกอบด้วยอะไรบ้าง แสดงไว้ในรูปที่ ๒ **รูปที่ ๑ บ้านประเทศไทย** * **ระบบสุขภาพ** * **ระบบการสื่อสาร** * **ระบบเศรษฐกิจ** * **ระบบการเมือง** * **ระบบการศึกษา** * **ระบบรัฐ** * **ภาคประชาสังคม** * **ระบบศาสนา** รูปที่ ๒ ผนัง ๘ ด้าน ของบ้านประเทศไทยที่เชื่อมกับพื้นล่าง หรือแผ่นดินไทยที่บูรณาการและเชื่อมโยงกันเอง ลองพิจารณาระบบทั้ง ๘ แต่ละระบบและรวมกันเป็นทรัพยากรเพื่อการพัฒนาอันมหาศาล แต่ที่ผ่านมาระบบเหล่านี้ล้วนทำแบบแยกส่วน ไม่มาบูรณาการกับฐานและระหว่างกัน เมื่อทั้งหมดบูรณาการกันอย่างสมบูรณ์ เราก็จะมีบ้านประเทศไทยให้คนไทยทุกคนอยู่อย่างปลอดภัยและมีความสุข และเมื่อมีระบบและโครงสร้างของบ้านที่เข้าอยู่อาศัยได้แล้ว หลังจากนั้นใครมีอะไรดีก็มาต่อเติมทำให้สวยงามและน่าอยู่เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ เมื่อมีการออกแบบระบบและโครงสร้างเช่นนี้แล้ว คนไทยทุกคนก็สามารถมีส่วนร่วมในการสร้างบ้านจากประเทศไทย ณ จุดใด จุดหนึ่ง ตามความถนัดที่แตกต่างกัน อาจจะทำในพื้นที่ได้ทุกระดับ ตั้งแต่ระดับชุมชนหรือทำตามประเด็นหรือเรื่องที่ตนถนัด เช่น เรื่อง เศรษฐกิจ การศึกษา สิ่งแวดล้อม ฯลฯ หรือตรงระบบต่าง ๆ เนื่องจากทุกส่วนของประเทศเชื่อมโยงหรือบูรณาการกันอย่างสมบูรณ์แล้ว เพราะฉะนั้นจะทำตรงจุดน้อยตรงแง่มุมใดไม่ว่าเล็กน้อยเพียงใด ก็จะเชื่อมไปสู่เรื่องใหญ่ คือ องค์รวมประเทศไทย คนไทยทุกคนจะมีความสุขและสร้างสรรค์อย่างยิ่ง ที่ได้มีส่วนร่วมสร้างบ้านประเทศไทยให้เป็นบ้านที่น่าอยู่ที่สุดในโลกและจะรักกันมาก มีโอกาสทำงานและเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ทุกคนจะฉลาดขึ้นและฉลาดร่วมกัน นี้คือประชาธิปไตยที่แท้จริงและสมบูรณ์ นี้คือการสรุปให้เห็นภาพรวมของประเทศไทยที่เป็นองค์รวม โดยบูรณาการทุกส่วนของประเทศเข้ามาด้วยกัน เป็นบ้านประเทศไทยที่คนไทยอยู่อย่างมีความปลอดภัยและสุขภาวะที่สมบูรณ์ จากระบบและโครงสร้างนี้ สามารถจับแต่ระบบมาพิจารณาโดยละเอียด ซึ่งในที่นี้จะนำระบบคุ้มกันของประเทศกับบทบาทของกองทัพขึ้นมาพิจารณา ๓ ภาค ๒ ระบบภูมิคุ้มกันของประเทศ ร่างกายมนุษย์แม้มีระบบและโครงสร้างที่สมบูรณ์เพียงใด ถ้าไม่มีระบบภูมิคุ้มกันก็ไม่รอดชีวิต เพราะมีภยันตรายเกิดขึ้นทั้งจากภายในและเข้ามาจากภายนอก ประเทศก็เช่นเดียวกันเราจึงต้องเรียนรู้จากธรรมชาติของร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันเชื่อมโยงรับรู้กันทุกส่วนของร่างกาย เพราะถ้าไม่รู้ก็คุ้มกันไม่ได้ จึงมีผู้กล่าวว่าระบบภูมิคุ้มกันเป็นอายตนะหรือเครื่องรับรู้อีกระบบหนึ่ง นอกจาก ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ ซึ่งเป็นเครื่องรับรู้สิ่งกระทบจากภายนอก แต่ระบบภูมิคุ้มกันเป็นเครื่องรับรู้จากภายในทั้งหมด โดยเราไม่รู้สึก (unconscious) เมื่อรู้แล้วก็เอาความรู้ไปใช้งาน โดย ๑. ช่วยดูแลให้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย สัมพันธ์กันอย่างบรรสานสอดคล้อง (Harmony) ความบรรสานสอดคล้องทำให้เกิดความสมดุลทำให้เกิดภูมิคุ้มกัน เพราะในสภาวะสมดุลมีความสงบใช้พลังงานความสมดุลเพื่อดำรงตน (Entropy) น้อย มีพลังงานเหลือมากเพื่อทำหน้าที่มีประโยชน์ในสภาวะปั่นป่วนวุ่นวายไม่ลงตัว มีการใช้พลังงานมากในความปั่นป่วนวุ่นวายนั้น เหลือพลังงานไปทำประโยชน์น้อยภูมิคุ้มกันจึงต่ำ การวิจัยพบว่าผู้ที่เจริญสติมีภูมิคุ้มกันสูงกว่าผู้ที่ไม่เจริญสติ เพราะร่างกายมีสมดุลมากกว่า การเจริญสติจึงทำให้สุขภาพดี ไม่ค่อยเจ็บป่วยเป็นอะไรก็หายได้และมีอายุยืน ฉะนั้น ระบบภูมิคุ้มกันจึงมีบทบาทในสุขภาพดีและความผิดปรกติของระบบภูมิคุ้มกันเป็นปัจจัยของการเกิดโรคเกือบทุกชนิด เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ฯลฯ ที่เริ่มจากการอักเสบของอวัยวะต่าง ๆ ๒. เมื่อมีภยันตรายเกิดขึ้น เช่น เกิดเซลล์มะเร็ง หรือมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย เช่น เชื้อโรค หรือสารที่เป็นพิษเป็นภัย ระบบคุ้มกันทำหน้าที่ต่อสู้และป้องกันหลายอย่าง เช่น ขจัดออกทำลาย สร้างแอนติบอดีขึ้นมาจับสิ่งแปลกปลอม ทำให้หมดศักยภาพที่จะทำร้ายร่างกาย ๔ # ระบบภูมิคุ้มกันของประเทศก็ต้องเลียนแบบธรรมชาติของร่างกาย คือ ๑. ต้องมีสมองและประสาทรับรู้ สภาวะของทุกส่วนในประเทศและนอกประเทศ อาจจะเรียกว่า รับรู้ข้อมูล ๒. นำข้อมูลนั้นมาวิเคราะห์ สังเคราะห์เป็นความรู้ว่ามีภยันตรายใด ๆ อาจจะเป็นอันตรายต่อ ประเทศชาติและประชาชน มีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด จะป้องกันได้อย่างไร อาจเรียก กระบวนการนี้ว่า นำข้อมูลมาพัฒนานโยบายและยุทธศาสตร์ ๓. นำข้อมูลนโยบายและยุทธศาสตร์ไปสู่สาธารณะและผู้มีหน้าที่ เพื่อเข้าใจตรงกัน เพื่อ เตรียมพร้อมป้องกันและต่อสู้ ๔. ปฏิบัติการจากการรู้และการพัฒนานโยบายและยุทธศาสตร์ ส่วนที่รู้ของระบบต้องช่วยให้ส่วน ต่าง ๆ ของประเทศมีความถูกต้องและสมดุล เกิดความสงบไม่วุ่นวาย เป็นสภาพที่มีภูมิคุ้มกันใน ตัวเอง ๕. ปฏิบัติการป้องกัน และจัดการไม่ให้เหตุร้ายทำอันตรายประชาชนได้ ดังนี้ เป็นต้น จะเห็นได้ว่า การทำหน้าที่ของระบบภูมิคุ้มกันดังกล่าวข้างต้น ระบบทั้งหมดของประเทศต้อง ทำงานอย่างเชื่อมโยงกันทั้งหมด จากรูปบ้านประเทศไทยในรูปที่ ๑ ข้างต้น ส่วนทั้ง ๓ ของบ้าน คือ พื้นล่าง ผนังทั้ง ๘ ด้าน และหลังคา ต้องเชื่อมโยงกันเป็นภูมิคุ้มกันให้คนที่อยู่ในบ้าน ทุกระบบของประเทศจึงต้องเชื่อมโยงกันทำหน้าที่ระบบภูมิคุ้มกัน จะนำระบบแต่ละระบบขึ้นมาพิจารณา จะต้องทำอะไรบ้างในการเป็นภูมิคุ้มกันของประเทศ ในที่นี้จะกล่าวถึงบทบาทของกองทัพ ๕ # ภาค ๓ ## กองทัพกับบทบาทเป็นภูมิคุ้มกันของประเทศ ทำหน้าที่คุ้มครองคนไทยทุกคนจากภยันตรายทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ## ๑. กองทัพเป็นฟันเฟืองกลางในระบบภูมิคุ้มกันของประเทศ กองทัพมีบทบาทหลักในการป้องกันประเทศมาแต่โบราณ สังคมปัจจุบันเปลี่ยนจากสังคมโบราณโดยสิ้นเชิงกลายเป็นระบบที่เชื่อมโยงยาวไกลหลายมิติ มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง ระบบซับซ้อน Complex System มีลักษณะใหม่หลายประการที่ต่างจากสังคม เส้นตรงสมัยโบราณ ยากที่จะเข้าใจ มีภยันตรายชนิดใหม่เกิดขึ้นมากมายที่เครื่องมือเก่าใช้ ไม่ได้ผล ประชาชนจะมีความปลอดภัยต่อเมื่อระบบทั้งหมดของประเทศเชื่อมโยงบูรณาการกันเป็น ระบบภูมิคุ้มกัน กองทัพควรเป็นฟันเฟืองกลางที่ประสานฟันเฟืองอื่นทั้ง ๙ ตัว ให้หมุนไปด้วยกันและสอดคล้องกัน ฟันเฟือง ๙ ตัว หมายถึง โครงสร้างบ้านประเทศไทย (รูปที่ ๑) อันได้แก่ ๑. พื้นล่างของบ้าน คือ แผ่นดินไทยที่มีการพัฒนาอย่างบูรณาการ ๘ มิติ ๒. ระบบสุขภาพ ๓. ระบบเศรษฐกิจ ๔. ระบบการศึกษา ๕. ระบบศาสนา ๖. ภาคประชาสังคม ๗. ระบบรัฐ กองทัพเป็นส่วนหนึ่งของระบบรัฐ ๘. ระบบการเมือง ๙. ระบบการสื่อสาร ๖ # อาจเขียนเป็นรูปได้ ดังรูปที่ ๓ <figure> The image displays a circular emblem or logo. In the center of the circle, there is a dark blue oval shape with the text "กองทัพ" (Army) written in white. Surrounding this central oval, there are six segments, each representing a different aspect of the Thai Army. These segments are labeled in blue text with Thai script: "แผ่นดินไทย" (Thailand) at the top, "สื่อสาร" (Communication) on the left, "สุขภาพ" (Health) on the right, "เศรษฐกิจ" (Economy) below "สื่อสาร", "การเมือง" (Politics) below "สุขภาพ", and "ศาสนา" (Religion) below "เศรษฐกิจ". The outer ring of the circle also contains text, which is partially obscured by the segments. This outer ring reads "บูรณาการ ๘ มิติ" (Integrated Management 8 Dimensions). The overall design suggests a comprehensive view of the Thai Army, encompassing its political, social, cultural, and economic dimensions. </figure> รูปที่ ๓ ระบบภูมิคุ้มกันของประเทศที่ทุกระบบบูรณาการกันมีกองทัพเป็นเพลา ซี่ล้อ ๘ คือ ระบบทั้ง ๘ วงล้อคือแผ่นดินไทยที่บูรณาการ ๘ มิติ กลายเป็นรูปธรรมจักรแห่ง ระบบภูมิคุ้มกันประเทศไทย เมื่อทุกส่วนของร่างกายประเทศบูรณาการกันโดยสมบูรณ์ ก็จะรู้ถึงกันทั่ว และทำงาน ประสานกันเป็นภูมิคุ้มกันของประเทศ ๗ # ๒. ## ภยันตรายของประเทศไทย เมื่อทุกส่วนของประเทศทำงานเชื่อมโยงกันดังจะกล่าวต่อไป ก็จะกำหนดภยันตรายของ ประเทศได้ เมื่อกำหนดได้ก็สามารถสร้างยุทธศาสตร์ในการป้องกันและระงับเหตุได้ ในขั้นนี้เป็นเพียงตัวอย่าง ## ภยันตรายภายในประเทศ ๑. การขาดความเป็นธรรม เช่น มีความเหลื่อมล้ำมากเกิน สังคมเสียสมดุล จะเกิดความปั่นป่วน วุ่นวาย รุนแรง และเรื่องร้ายนานาชนิดตามมา ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชน ๒. ความรุนแรงชนิดต่าง ๆ รวมทั้งความรุนแรงจากความขัดแย้งของการเมือง ๓. ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งรวมถึงภัยทางเศรษฐกิจการเงินที่เกิดจากวิกฤตการณ์ ทางเศรษฐกิจ และการเงินในระดับโลก ๔. หายนะภัยจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ ๕. การระบาดรุนแรงของโรค ดังกรณีโควิด-19 เป็นต้น ## ภยันตรายจากภายนอกประเทศ ๑. สงคราม ๒. การก่อการร้ายสากลที่ลามเข้ามาในประเทศ ๓. ระบบเศรษฐกิจการเงินโลกที่พลิกผัน ๔. การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศที่ก่อให้เกิดหายนะภัย ๕. โรคระบาดรุนแรงที่ลามไปทั่วโลก เป็นต้น เหล่านี้เป็นเพียงการยกตัวอย่าง แต่จะรู้แน่ชัดและละเอียด เมื่อมีการวิจัยรู้ข้อมูลสภาวะของ ประเทศและของโลก อันเป็นหน้าที่อันดับ ๑ ของระบบภูมิคุ้มกัน ๘ # ๓. บทบาทและหน้าที่ของกองทัพ เมื่อเราสามารถออกแบบและโครงสร้างของระบบภูมิคุ้มกันประเทศได้แล้ว ดังรูป ๓ เราก็สามารถกำหนดบทบาทและหน้าที่ของฝ่ายต่าง ๆ ได้ กองทัพมีเครื่องมือที่สำคัญยิ่ง คือ "สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ" ผู้ริเริ่มสถาบันนี้มีปัญญาหลักแหลมมาก เริ่มตั้งแต่ตั้งชื่อเลยว่าสถาบันวิชาการ เพราะในการป้องกันต้องเริ่มต้นที่มีสมองหรือวิชาการ ที่ต้องวิจัยสถานภาพของประเทศและของโลก รวมทั้งโครงสร้างในสถาบันหลายอย่างก็มีความเหมาะสมกับหน้าที่ เพียงแต่เราคิดทำให้สมบูรณ์ขึ้น ซึ่งจะต้องปรับองค์กรให้มีความคล่องตัวและสมรรถนะสูง ซึ่งจะเสนอหลังจากพูดถึงบทบาทและหน้าที่แล้ว สถาบันน่าจะมีกลุ่มงานซึ่งมีบทบาทและหน้าที่ดังต่อไป ## I. สถาบันคลังสมองป้องกันประเทศ นี้คือองค์กรที่สำคัญที่สุด เปรียบเสมือนสมองที่ทำหน้าที่รู้และคิดได้ แล้วทำการสั่งการหรือประสานการปฏิบัติไปยังทุกส่วนของร่างกาย ควรรวบรวมนายทหารเสนาธิการที่มีความสามารถทางวิชาการสูงจากทั้ง ๔ กองทัพ รวมทั้งผู้ที่เกษียณอายุแล้วก็ได้ ให้มีจำนวนมากพอควร จะเชิญข้าราชการและเอกชนจากสังกัดอื่นมาร่วมด้วยก็ได้ สถาบันคลังสมองทำหน้าที่ ๑. รวบรวมข้อมูลสถานภาพของประเทศและของโลก ทุกแง่ทุกมุมอย่างเป็นพลวัต ๒. นำข้อมูลมาวิเคราะห์สังเคราะห์ให้เป็นข้อความรู้ (Information) เพื่อกำหนดภยันตรายที่มีอยู่และอาจเกิดขึ้น แล้วพัฒนานโยบายและยุทธศาสตร์ที่จะป้องกันและระงับยับยั้งภยันตรายเหล่านั้น ๓. ส่งต่อข้อมูลนโยบายและยุทธศาสตร์ไปสู่การรับรู้และปฏิบัติของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งต้องการการรับไม้ต่อโดยกลุ่มงานอื่น ๆ ๙ # II. สถาบันการสื่อสารเพื่อการป้องกันประเทศ ระบบภูมิคุ้มกันประเทศจะแข็งแรง ทุกส่วนของประเทศต้องรู้ความจริงโดยทั่วถึง และทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นเอกภาพ ขณะนี้สื่อมวลชนทั้งหลายยังห่างไกลจากการทำหน้าที่นี้ ขาดการรู้ความจริงที่ซับซ้อนและลึกซึ้ง และยังไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้ กองทัพจำเป็นต้องมีสถาบันการสื่อสารเพื่อการป้องกันประเทศที่มีสมรรถนะสูง ที่รับข้อมูลนโยบายยุทธศาสตร์มาจาก I. คือสถาบันคลังสมอง และต้องช่วยพัฒนาสมรรถนะของสื่อมวลชนทั้งหมดด้วย # III. วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ทำหน้าที่นำผู้นำจากทุกภาคส่วนทั้ง ๙ ภาคส่วน ในโครงสร้างบ้านประเทศไทย (รูปที่ ๑) มาเรียนรู้ร่วมกัน โดยรับข้อมูลมาจาก I. คลังสมอง และ II. สถาบันการสื่อสารเพื่อการป้องกันประเทศ เพื่อให้เกิดปัญญาร่วม (Collective wisdom) ซึ่งสำคัญยิ่งนักในภูมิคุ้มกันประเทศ เพื่อให้คนไทยทุกคนมีความปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์ แต่ต้องปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้ให้ได้สาระจริง ๆ ไม่ใช่ผู้เรียนเข้ามาใช้วปอ.เพื่อสร้าง connection เพื่อตนและกลุ่ม ต้องทำวปอ.ให้เป็นสถาบันพัฒนาผู้นำที่ดีที่สุดในโลก เรามีโอกาสที่จะทำได้ วปอ. คือ สถาบันพัฒนาผู้นำ ๑๐ # IV. สถาบันสนับสนุนการขับเคลื่อนระบบนโยบาย ประเทศไทยเกือบไม่มีความสำเร็จในนโยบายอะไรเลย ทำให้ประเทศวิกฤตไม่มีทางออก ทั้งนี้ เพราะขาดความเข้าใจในระบบนโยบาย คิดแต่เพียงว่านโยบายคือเสนอผู้มีอำนาจหรือการผ่าน กฎหมาย มีกฎหมายจำนวนมากที่ไม่นำไปสู่ความสำเร็จ เพราะกฎหมายเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งใน ๑๒ ขั้นตอน+ ถ้าไม่ครบวงจรไฟฟ้าก็เดินไม่ได้ฉันใด ระบบนโยบายก็เช่นเดียวกัน ถ้าครบวงจร ๑๒ ขั้นตอน เมื่อใดก็จะสำเร็จทุกเรื่อง นโยบายมีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับชุมชนท้องถิ่น ระดับองค์กร ไปจนถึงระดับชาติ ที่เรียกว่า **นโยบายสาธารณะ (Public policies)** ซึ่งล้วนไม่สำเร็จ นโยบายเป็นปัญญาสูงสุดของชาติมีผลกระทบ ใหญ่ทั้งทางบวกและลบ ถ้าสำเร็จก็วัฒนะ ถ้าล้มเหลวก็หายนะ ยกตัวอย่างสงครามยูเครนขณะนี้ เพราะดำเนินนโยบายผิดพลาด ประเทศเข้าสู่สงคราม ผู้คนล้มตายบ้านเมืองเสียหายย่อยยับ อีกนาน เท่าใดกว่าจะฟื้นตัวมาได้เหมือนเดิม กองทัพในฐานะมีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกัน ต้องมีสมรรถนะในการสนับสนุนให้ภาคส่วน ต่าง ๆ ทั้ง ๙ ภาค (ดูรูปที่ ๓) ประสบความสำเร็จ โดยมีสถาบันสนับสนุนการขับเคลื่อนระบบนโยบาย หรือ สถาบันสัมฤทธิศาสตร์ เพื่อช่วยให้ส่วนต่าง ๆ ของประเทศประสบความสำเร็จ เพราะทั้งหมดอยู่ในร่างกาย ของประเทศไทยเดียวกัน ถ้ามีช่องโหว่ที่ใดจะมีผลกระทบไปทั่ว ทำให้ภูมิคุ้มกันของประเทศบกพร่อง # V. คณะกรรมการระบาดวิทยาของกองทัพ (Armed Force Epidemiology Board) หรือ AFEB กองทัพอเมริกันมี AFEB อยู่ที่แมรี่แลนด์ เพื่อให้คำตอบเรื่องปัญหาและการแก้ปัญหา คำว่า**ระบาดวิทยา (Epidemiology)** ไม่ได้หมายเฉพาะโรคระบาด แต่เป็นวิธีวิทยาที่จะทำให้ เข้าใจปัญหาทุกชนิดในประชากร สาเหตุ วิธีการแก้ไข และการประเมินผล จึงใช้ได้ทั่วไปทุกปัญหา ที่ LA เคยเกิดปัญหาอุบัติเหตุจราจรบ่อยแก้ไม่ได้ ต้องไปเชิญนักระบาดวิทยาจาก DC ที่ Atlanta มาช่วย กองทัพควรเชิญนักระบาดวิทยาที่เก่งที่สุดจำนวนหนึ่ง มาเป็นคณะกรรมการระบาดวิทยาของ กองทัพ เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันและระงับภยันตรายต่าง ๆ ที่อาจเกิดแก่ประชาชน ที่จริง ก็เป็นคลังสมองป้องกันประเทศอย่างหนึ่ง แต่แยกจากคลังสมองใหญ่มาเป็นคลังสมองเฉพาะเรื่อง + คู่มือขับเคลื่อนระบบนโยบายครบวงจร ๑๒ ขั้นตอน สู่ความสำเร็จ (คู่มือสัมฤทธิศาสตร์พาชาติออกจากวิกฤต) ๑๑ # VI. กองทัพกับการป้องกันและบรรเทาหายนะภัย ## หายนะภัย (Disaster) จะเกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงมากขึ้น เป็นภยันตรายใหญ่ต่อประชาชน จำนวนมาก กองทัพมีกำลังและอุปกรณ์มากที่สุดที่จะบรรเทาสาธารณภัย กองทัพมีกำลังพลอยู่ใน ทุกภาคของประเทศ ทุกกองพลดวรเตรียมความพร้อมในการบรรเทาสาธารณภัย และช่วยฝึกชุมชน ท้องถิ่นในระดับตำบล ให้มีความพร้อมในการบรรเทาสาธารณภัย สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ควรมีสถาบันศึกษาและพัฒนาการบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้เกิดข้อมูล ความรู้ นโยบาย และการปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัย เพื่อสนับสนุนบทบาทการ บรรเทาสาธารณภัยของกองทัพทั่วประเทศ สาธารณะจะนิยมและขอบคุณบทบาทนี้ของกองทัพมาก # VII. สถาบันยุทธศาสตร์สงครามและสันติภาพ การสร้างสันติภาพกับการต่อสู้ป้องกันประเทศเป็นเรื่องต่อเนื่องกัน ถ้าสันติภาพสำเร็จก็ไม่ต้อง ทำสงคราม พยายามหลีกเลี่ยงสงครามให้มากที่สุด ขณะเดียวกันต้องเตรียมกำลังสู้รบให้เข้มแข็งและ เหมาะสมในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สถาบันส่งเสริมสันติภาพควรทำร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและมหาวิทยาลัย ต้องทำ ความเข้าใจภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ให้ดีที่สุดและฉับไว ใช้วิธีการทางการทูตเพื่อสร้างสันติภาพ หรือป้องกันไม่ให้สงครามลุกลามมาถึงเรา ขณะเดียวกัน ต้องประเมินว่าอาจเกิดสงครามในลักษณะใดบ้าง และกองทัพเตรียมกำลังการ ต่อสู้ให้เข้มแข็งและเหมาะกับสงครามเฉพาะกิจ สงครามใหญ่เต็มรูปแบบแบบโบราณมีโอกาสจะ เกิดขึ้นน้อย แต่อาจมีสงครามย่อยเฉพาะกิจตามชายแดน ฝ่ายยุทธการของกองทัพก็ต้องพัฒนากำลัง ต่อสู้ให้เข้มแข็งและสอดคล้องกับสงครามย่อยเฉพาะกิจนั้น ๆ โดยวิธีนี้จะลดความสูญเสียจากการ เตรียมเผชิญสงครามใหญ่ตามรูปแบบแบบโบราณลง ไทยมีความถนัดในเรื่องการสร้างสันติภาพ ควรใช้ศักยภาพในด้านนี้ของประเทศไทยให้เต็มที่ นี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันของประเทศ ๑๒ VIII. กองทัพกับการพัฒนาประชาธิปไตยและสร้างพลังพลเมือง ที่กล่าวมาทั้งหมดในระบบภูมิคุ้มกันประเทศ เป็นการออกแบบระบบและโครงสร้างบ้าน ประเทศไทย ที่คนไทยทุกคนอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัยและมีสุขภาพที่สมบูรณ์ อันเป็นเป้าหมายสูงสุด ของการพัฒนาประเทศ ในระบบและโครงสร้างแบบนี้ คนไทยทุกคนและทุกองค์กรมีส่วนร่วมได้ ตาม ความสนใจและความถนัดของแต่ละคน แต่เนื่องจากเป็นระบบบูรณาการกันทั้งประเทศไม่ว่าใครจะทำ ที่จุดใด เรื่องอะไร แม้เล็กน้อยเพียงใด ก็ส่งผลไปสู่องค์รวม จึงเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เมื่อกองทัพทำอย่างนี้ก็เท่ากับพัฒนาประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ไม่จำเป็นและไม่ควรทำ รัฐประหารอีก ซึ่งเป็นการพาตัวเข้าไปสู่ความลำบากและไม่สำเร็จ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อตอน เป็นผบ.ทบ.พูดกับเพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาว่า "การยึดอำนาจไม่ยาก แต่หลังจากยึดยากฉิบหาย อั้วไม่ทำเด็ดขาด" นี้คือภูมิปัญญาของ นายทหารประชาธิปไตย ถ้ากองทัพมีอำนาจแต่ไม่ใช้อำนาจ จะเป็นผู้ใหญ่ที่มีบารมีมาก ที่พรรคการเมืองจะเกรงใจและ อยู่ในฐานะที่จะไกล่เกลี่ยระงับความรุนแรงทางการเมือง ช่วยให้ระบบการเมืองเข้าสู่ระบบนโยบายที่ ประสบความสำเร็จ นี้คือเรื่องกองทัพกับประชาธิปไตย นอกจากนั้นกองทัพสามารถช่วยสร้างพลังพลเมือง อันเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของระบบ ประชาธิปไตย ราษฎรทุกคนควรเป็นพลเมือง (Citizen) ที่มีจิตสำนึกสาธารณะ มีสัมมาชีพ มีข้อมูลข่าวสาร (Informed Citizen) มีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในกิจสาธารณะอย่างหลากหลายเต็มประเทศ ๑๓ พลังพลเมืองจะทำให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี กองทัพเกณฑ์คนเข้ามาประจำการ จำนวนมาก กองทัพควรเป็นสถาบันการศึกษา ทำให้การฝึกอบรมและฝึกปฏิบัติแก่ทหารเกณฑ์ทุกคน ให้เป็นพลเมืองที่ตื่นรู้และกัมมันตะ อาจทำร่วมกับชุมชนท้องถิ่นระดับตำบล เป็นการช่วยพัฒนาชุมชน ท้องถิ่นไปด้วยในตัว โดยวิธีนี้ประชาชนจะนิยมเข้าเป็นทหารเป็นจำนวนมากขึ้น ๆ เพราะมีเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยง ยังชีพด้วย ได้รับการศึกษาอบรมให้ประกอบสัมมาชีพด้วย และสามารถทำกิจสาธารณะได้ด้วย กองทัพในฐานะสถาบันการศึกษา จะเป็นแหล่งสร้างพลังพลเมือง ทั้งในหมู่ทหารเกณฑ์และ ชาวบ้านทั่วไปด้วย เป็นการสร้างประชาธิปไตยถึงรากถึงโคน กล่าวมา ๘ ประการ อาจเรียกว่า มรรค ๘ แห่งการสร้างภูมิคุ้มกันประเทศของกองทัพ เมื่อปฏิบัติไปก็อาจมีประเด็นอื่นเพิ่มขึ้นอีกตามธรรมชาติ ซึ่งก็ไม่ลำบากอะไรแล้ว เพราะระบบ และโครงสร้างเปิดโอกาสให้ต่อเติมสิ่งดี ๆ โดยไม่มีข้อจำกัด ๑๔ ๔. การปรับสถานะของสถาบันวิชาการป้องกันประเทศเป็นมหาวิทยาลัย ตามที่กล่าวตอนที่ ๓ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ มีสมรรถนะและความคล่องตัวสูงจึงควรปรับสถานะเป็นมหาวิทยาลัยวิชาการป้องกันประเทศ ที่เป็นอิสระแต่เชื่อมโยงกับกองทัพ ความเป็นอิสระและความคล่องตัวมีความสำคัญยิ่ง ระบบราชการมีกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ที่ใช้ควบคุมกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ฉบับ จึงเสมือนมัดตราสังประเทศไทยทำให้ด้อยศักยภาพ แม้แต่มหาวิทยาลัยที่ว่าเป็นอิสระในกำกับของรัฐก็ยังมีข้อจำกัดอีกมาก เพราะฉะนั้นในการยกร่างพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยวิชาการป้องกันประเทศ ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายควรพิถีพิถันในเรื่องนี้ให้จงดี **หมายเหตุ** มหาวิทยาลัยวิชาการป้องกันประเทศน่าจะมีความเข้มแข็งทางวิชาการมาก เพราะการป้องกันประเทศเป็นความเป็นความตายของประเทศ ความรู้ที่ถูกต้องจึงจำเป็นอย่างยิ่งยวด ในขณะที่มหาวิทยาลัยทั่ว ๆ ไปเอาวิชาการเป็นตัวตั้ง จึงอาจขาดความกระตือรือร้น สามารถเอ้อระเหยไปได้เรื่อย ๆ ขาดตัวเร่งเร้าและเร่งรัด มหาวิทยาลัยวิชาการป้องกันประเทศ ยังต้องไปสนใจวิชาการความรู้ดี ๆ ที่มีประโยชน์ต่อการป้องกันประเทศที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้ เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยป้องกันประเทศน่าจะมีบทบาทกระตุ้นและประสานการสร้างวิชาการในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ด้วย ๑๕ # ๕. ## คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา คณะกรรมาธิการชุดนี้ของวุฒิสภามีความสำคัญยิ่งในการทำคลอดพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยวิชาการป้องกันประเทศ และเป็นพี่เลี้ยงประคับประคองแก้ไขอุปสรรคขัดข้องของมหาวิทยาลัยวิชาการป้องกันประเทศ คณะกรรมาธิการจึงควรศึกษาเรื่องนี้ให้ทะลุปรุโปร่งจนจิตขึ้นและกัมมันตะ เพราะนี้เป็นโอกาสพลิกโฉม (Transform) ประเทศไทยไปสู่ที่ที่ดีที่สุด ความต่อเนื่องทางปัญญา (Continuity of wisdom) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในระบบราชการและระบบการเมืองไม่มีความต่อเนื่องทางปัญญา อย่างเช่น คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภาชุดต่อไป ก็ยังไม่แน่นอนว่าเขาจะเข้าใจเช่นชุดปัจจุบันหรือไม่ ปัญญาป้องกันประเทศมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต้องมีความต่อเนื่อง ไม่ว่าระบบราชการและระบบการเมืองจะเป็นอย่างไร จำเป็นต้องมีกลไกเพื่อความต่อเนื่องทางปัญญาเข้าไปช่วย นั่นคือควรมีการตั้ง ### มูลนิธิวิชาการเพื่อการป้องกันประเทศ โดยผู้มีประสบการณ์และฉันทะในเรื่องนี้รวมตัวกันในมูลนิธิ ใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนคณะกรรมาธิการของวุฒิสภาและมหาวิทยาลัยวิชาการป้องกันประเทศและองค์กรอื่นใด กรรมการมูลนิธิไม่มีเกษียณอายุสามารถทำงานได้ต่อเนื่องยาวนาน เป็นปัญญาของแผ่นดิน ๑๖ # ๖. กระบวนการสร้างความชอบธรรมทางสังคม ในการขับเคลื่อนนโยบายนั้นไม่ได้จบลงด้วยการเสนอผู้มีอำนาจ ซึ่งมักไม่สำเร็จเพราะเขาไม่เข้าใจ ไม่สนใจ และไม่มีสมรรถนะที่จะทำให้สำเร็จ เครื่องมือขับเคลื่อนเรื่องยาก เรียกว่า "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" ภูเขา หมายถึง เรื่องยากที่จะเคลื่อนได้ สามเหลี่ยมนี้ประกอบด้วย ๓ องค์ประกอบ เข้ามาเชื่อมโยงกัน คือ ๑. การสร้างความรู้ที่เกี่ยวข้อง ปราศจากความรู้เคลื่อนไม่ได้ ๒. การเคลื่อนไหวสังคม กระแสความต้องการของสังคมจะไปผลักดันองค์ประกอบที่ ๓ ๓. การเมือง การเมืองจะดีหรือไม่ดีอย่างไร ถ้ามีอีก ๒ องค์ประกอบเข้ามาเชื่อมโยง ก็สามารถทำเรื่องดี ๆ ได้ ฉะนั้น ไม่ต้องรอให้การเมืองดีเสียก่อน แม้การเมืองดีถ้าขาดองค์ประกอบอีก ๒ ก็ทำเรื่องดี ๆ ไม่สำเร็จ การสร้างความรู้ การเคลื่อนไหวสังคม การเมือง รูปที่ ๔ "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" ที่นำเสนอมาทั้งหมดในบทความนี้ คือ การสร้างความรู้ ต่อไปจึงควรทำกระบวนการสร้างความชอบธรรมทางสังคม โดยจัดประชุม สมัชชาแห่งชาติ เรื่อง เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาประเทศไทย ร่วมสร้างบ้านประเทศไทย ที่ทุกคนมีความปลอดภัยและสุขภาวะที่สมบูรณ์ ๑๗ # เจ้าภาพร่วมจัด ๑. คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ๒. กองทัพไทยและสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ๓. กระทรวงการต่างประเทศ ๔. กระทรวงสาธารณสุข และองค์กรตระกูล ส.อีก ๗ คือ สวรส. สสส. สปสช. สรพ. สช. สพฉ. มสช. ทั้ง ๘ รวมตัวกันอยู่แล้ว เพื่อเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาประเทศไทย กลุ่ม ๘ ส. มีประสบการณ์และพลังสูง+ ๕. สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย อาจมีองค์กรอื่นร่วมเป็นเจ้าภาพ **ผู้เข้าร่วมประชุม** ประมาณ ๑,๐๐๐ คน โดยเป็นผู้แทนจาก ๙ ภาคส่วน ซึ่งเป็นองค์ประกอบบ้านประเทศไทย (ดูรูปที่ ๒) และนักข่าวไม่น้อยกว่า ๑๐๐ คน **สถานที่ประชุม** ใช้สถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งชาติ เช่น พระที่นั่งอนันตสมาคม หรือศูนย์ราชการ หรือศูนย์ประชุมแห่งชาติ **วิธีการประชุม** มีการนำเสนอปรัชญา แนวคิด แนวทาง ดังในบทความ แล้วแบ่งการประชุมเป็นกลุ่มย่อย ๑๐๐ กลุ่ม กลุ่มละ ๑๐ คน โดยใช้โต๊ะรับประทานอาหารกลางวันโต๊ะละ ๑๐ คน ให้ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนมีโอกาสซักถามและให้ข้อเสนอแนะโดยเฉพาะสื่อมวลชน วิธีนี้ดีกว่าการแถลงข่าวซึ่งเป็นเพียงข่าวแถลงเท่านั้น แต่วิธีนี้เนื้อหาสาระจะเข้าไปในเนื้อในตัวของนักข่าวซึ่งจะสื่อสารออกไปทุกทิศทุกทาง เตรียมประธานกลุ่ม ๑๐๐ คน ซึ่งเข้าใจสาระสำคัญ **การสื่อสาร** เตรียมการสื่อสารให้ดี ให้มีการสื่อสารออกไปทุกช่องทาง รวมทั้ง Social media เพื่อให้ประชาชนรู้ความจริงอย่างทั่ว ถึงจนเกิดกระแสสังคมให้ความชอบธรรมกับเรื่องนี้ \* ดูบทความเรื่อง เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาประเทศไทย ความปลอดภัยและสุขภาพที่สมบูรณ์ของคนทั้งแผ่นดิน การออกแบบระบบและโครงสร้างประเทศ ๑๘ # ประธานพิธีเปิดการประชุมสัมมนาแห่งชาติ อัญเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเป็น องค์ประธาน ดังนี้ จะเกิดกระแสสังคมและความชอบธรรม ที่ทำให้เรื่องทั้งหมดดำเนินไปด้วยความเห็นพ้อง ของทุกฝ่าย สามารถเขยื้อนภูเขา คือ สร้างประเทศไทยที่มีบูรณภาพ คนไทยทุกคนร่วมสร้างประเทศ ไทยที่มีบูรณภาพและดุลยภาพ เป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก ที่คนไทยทุกคนอยู่ร่วมกันอย่าง ปลอดภัยและมีสุขภาวะที่สมบูรณ์ คนไทยจะรักกันมาก และมีความภูมิใจที่อยู่บนแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอนของเราร่วมกัน และ เป็นตัวอย่างแก่ชาวโลก จึงเสนอมาเพื่อโปรดพิจารณาตามสมควร ด้วยความเคารพ ประเวศ วะสี ๑๙ PQET กองทัพกับเป้าหมายสูงสุด ของประเทศ ประเวศ วะสี

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

20 March 2023

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
คุยกับผู้อ่าน : ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสุข (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 315 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548)
22% Match
คุยกับผู้อ่าน : ยาม้าฆ่าคนบนถนน (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 140 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2533)
20% Match
สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่
14% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• เป้าหมาย

• กองทัพ

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

20 March 2023

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้