auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
บทความประกอบการปาฐกถาในการประชุมของราชบัณฑิตยสภา14 มิถุนายน 2566
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
# สมองของประเทศเป็นไฉน ราชบัณฑิตสภา - กระทรวงการอุดมศึกษาฯ - มหาวิทยาลัย จะทำได้อย่างไร โดย ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ บทความประกอบการปาฐกถาในการประชุมของราชบัณฑิตยสภา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๖ จัดพิมพ์โดย มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ๑ ประเทศต้องมีสมอง ถ้าเข้าใจหน้าที่ของสมอง สามารถสร้างได้ ๒ # ๑. วิกฤตอารยธรรม (Civilization Crisis) อารยธรรมของโลกปัจจุบัน มีอายุประมาณ ๕๐๐ ปี นับตั้งแต่ชาวยุโรปได้ค้นพบการสร้างความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และได้นำความรู้ใหม่ไปประยุกต์ใช้เป็นเทคโนโลยีอันมีอำนาจมาก นำไปสู่การผลิตขนาดใหญ่ เข้ายุคอุตสาหกรรม และการสร้างอาวุธที่มีอำนาจทำลายสูง เช่น เรือรบ ปืนใหญ่ ปืนกล ทำให้ชาวยุโรปมีอำนาจยิ่งสูงอย่างไม่เคยมีในอารยธรรมใหญ่ ๆ ในอดีตเคย และได้ใช้อำนาจที่พบใหม่นี้แย่งชิงไปทั่วโลกและสร้างระบบโลกใหม่ที่เชื่อมโยงกันหมดที่เรียกว่า โลกาภิวัฒน์ มีการเงินเสรี การค้าเสรี และเทคโนโลยีที่ทันสมัยเป็นเครื่องมือ ระบบโลกาภิวัตน์ได้เปิดโอกาสให้ผู้มีกำลังมากสามารถดูดทรัพยากรจากทั้งโลก ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำสุด ๆ ขนาดที่ว่าเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุด ๒๐ คน มีทรัพย์สินมากกว่าคนอีก ๒,๐๐๐ ล้าน รวมกัน ## ความเหลื่อมล้ำในทุกมิติคือการเสียสมดุล โลกเสียสมดุลในทุกมิติ ทั้งธรรมชาติแวดล้อม เศรษฐกิจ จิตใจ สังคม การเมือง อะไรที่ไม่สมบูรณ์ย่อมปั่นป่วน วุ่นวาย รุนแรง โกลาหล และวิกฤต วิกฤตการณ์เชื่อมโยงกันหมดทั้งโลกเป็นวิกฤตอารยธรรม ซึ่งไปแบบเดิมต่อไปไม่ได้ จึงต้องสร้างความเข้าใจและหาเครื่องมือใหม่เพื่อก้าวข้ามวิกฤตใหญ่ปัจจุบัน ๓ ๒. วิกฤตการณ์คลื่นลูกที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ประเทศไทยเผชิญวิกฤตชาติมาหลายครั้ง แต่วิกฤตการณ์ปัจจุบันซึ่งอยู่มายาวนานเป็นวิกฤตการณ์ที่ยากที่สุด อันยังมองไม่เห็นทางออกว่าจะหลุดรอดออกไปได้อย่างไร ดังจะเห็นได้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยทรัพยากรเพื่อการพัฒนา ซึ่งไม่ต่ำกว่า ๙ ประเภทใหญ่ ๆ เพียงพอที่จะทำให้คนไทยทุกคนอยู่เย็นเป็นสุข แต่กลับอยู่ร้อนนอนทุกข์ไม่สามารถขจัดความยากจนและสร้างความเป็นธรรมได้ แต่เหลื่อมล้ำสุด ๆ เป็นที่ ๑ หรือที่ ๓ ในโลก การขาดความสมดุลทำให้ปั่นป่วนวุ่นวาย รุนแรง โกลาหล วิกฤต เป็นวิกฤตการณ์แห่งการเสียสมดุล ประเทศที่จะสงบสุขต้องมีบูรณภาพและดุลยภาพ มีคนไทยน้อยคนที่จะเข้าใจวิกฤตการณ์ปัจจุบันและรู้วิธีก้าวข้าม ราชบัณฑิตยสภา ในฐานะที่มีนักปราชญ์ราชบัณฑิตรวมตัวกันอยู่จำนวนมาก จะเป็นหัวรถจักรทางปัญญา พาชาติออกจากวิกฤตได้หรือไม่ ๔ # ๓. สังคมปัจจุบันเป็นระบบความซับซ้อน สังคมปัจจุบันต่างไปจากสังคมโบราณโดยสิ้นเชิง สังคมโบราณหลายร้อยหลายพันปีเป็นสังคมเส้นตรง เข้าใจง่าย (simple and linear) แบบทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มองเห็นศัตรูได้ง่าย จึงรู้ว่าต้องต่อสู้อย่างไร สังคมปัจจุบันเชื่อมโยงยาวไกลทั่วโลกหลายมิติ ซับซ้อน ยุ่งเหยิง เข้าใจยาก เหมือนเชือกที่ขมวดเป็นก้อนยุ่งเหยิง จับต้นชนปลายไม่ได้ เป็นระบบความซับซ้อน (Complexity system) ดังรูปที่ ๑ สังคมแบบเส้นตรงครั้งโบราณ ระบบซับซ้อน รูปที่ ๑ สังคมโบราณกับสังคมปัจจุบัน ระบบซับซ้อนมีคุณสมบัติใหม่ ที่ไม่ตรงไปตรงมาเหมือนเดิม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วไม่จริงเหมือนเดิมอีกแล้ว เช่น เดิมใครขยันและไม่มือบายมุขก็จะไม่จนเพราะเป็นเศรษฐกิจทางตรง แต่ปัจจุบันคนขยันและไม่มือบายมุข อาจจนจนหมดเนื้อหมดตัวเพราะเงินเฟ้อหรือวิกฤตเศรษฐกิจ มันเป็นการกระทำของระบบไม่ใช่กรรมส่วนบุคคล เหตุมันมองไม่เห็น เกิดในที่ห่างไกล แต่ผลมันเดินมาตามระบบที่เชื่อมโยง ๕ สมัยก่อนอะไรเกิดขึ้นในที่ห่างไกลก็ไม่กระทบไทย แต่เดี๋ยวนี้นโยบายของสหรัฐอเมริกาหรือ ญี่ปุ่นอาจกระทบชาวนาไทยอย่างรุนแรง เหตุจากมือที่มองไม่เห็นในที่ห่างไกล ส่งผลเดินมาตามระบบ ที่เชื่อมโยงทั่วโลก ขยายใหญ่กระทบบุคคลซึ่งรับผลที่ตนไม่ได้ก่อ ทำให้ไร้ศักยภาพที่จะพึ่งพาตนเอง แบบตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ทำให้บุคคลถูกบีบคั้นจนตรอก ไร้ทางออก จนแม่ลูกต้องกอดกันฆ่าตัวตาย อย่างน่าสลดสังเวช เป็นโศกนาฏกรรมของมนุษยชาติ ในสมัยปัจจุบันได้เกิดองค์กรขนาดใหญ่เป็นประดุจสิ่งมีชีวิต มีร่างกายใหญ่และสมองก้อนโต มีฤทธิ์อำนาจครอบคลุมไปทั่วโลก เช่น สถาบันการเงิน องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ สัตว์ที่มีขนาดใหญ่ เช่น ไดโนเสาร์ ปลาวาฬ ไม่สามารถทำให้โลกเสียสมดุลได้เพราะมีความ จำกัดทางสมอง แต่สัตว์สปีชีส์ใหม่ เช่น สถาบันการเงิน บริษัทยักษ์ใหญ่มีสมองอย่างมาก จึงมีฤทธิ์เดช อย่างไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตสปีชีส์ใดที่มนุษย์เคยรู้จักมาก่อน การคิดเชิงกรรมส่วนบุคคลก็ดี การคิดเชิงเทคนิคหรือวิชาการก็ดี ไม่มีพลังพอที่จะเผชิญกับ ระบบและโครงสร้างใหม่อันมหึมาซับซ้อนและมีฤทธิ์มาก แต่ถ้ามนุษย์ยังติดในโลกทัศน์ วิธีคิด จิตสำนึกแบบเดิม จะออกจากวิกฤตความซับซ้อนได้ อย่างไร อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กล่าวว่า "We shall need a radically new manner of thinking, if mankind is to survive" (เราต้องการวิถีชีวิตใหม่โดยสิ้นเชิง ถ้ามนุษยชาติจะอยู่รอดได้) "วิถีคิดใหม่” คืออะไร ไอน์สไตน์ ไม่ได้กล่าว หรือไม่ทราบ นี้ก็เป็นโจทย์ใหญ่ของราชบัณฑิตยสภาอย่างหนึ่ง ผมมีข้อเสนอดังต่อไปนี้ ๖ # ๔. ## เครื่องมือเก่าใช้ไม่ได้ผลกับสถานการณ์ใหม่ จะเห็นว่าระบบซับซ้อนเป็นสถานการณ์หรือความเป็นจริงใหม่ที่ซับซ้อน ยากต่อการเข้าใจ จึง แก้ไขไม่ได้ เครื่องมือเก่า ๆ ที่เคยใช้แล้วได้ผลก็ใช้ไม่ได้ผลแล้ว เครื่องมือเก่า คือ ๑) อำนาจ ๒) เงิน (ก็เป็นอำนาจ) ๓) การใช้ความรู้สำเร็จรูป นำชาติออกจากวิกฤตไม่ได้อีกแล้ว เรามีสถาบันความรู้มากมายหลายอย่าง รวมทั้งระบบการศึกษาทั้งหมด แต่ความรู้ก็ไม่มีพลัง พอที่จะแก้วิกฤตได้ เราคงต้องการอะไรที่ใหญ่กว่าความรู้ ### ปัญญาใหญ่กว่าความรู้ แต่บางครั้งเราก็เรียกความรู้ว่าปัญญา เพราะฉะนั้นในที่นี้หมายถึง "ปัญญาใหญ่" คือ ที่ใหญ่กว่าความรู้ ปัญญาใหญ่ที่ว่านี้คืออะไร ๗ # ๕. ปัญญาใหญ่ ๔ ประเภท ปัญญาเพื่อการใช้งานที่กำลังกล่าวมี ๔ ประเภท เป็นปัญญาทางโลก ๓ ประเภท และปัญญา ทางธรรม ๑ ประเภท ปัญญา ๔ ได้แก่ ๑. ปัญญาเชิงทรรศนะ ๒. ปัญญาเชิงระบบและการจัดการ ๓. ปัญญาเชิงนโยบาย ๔. จิตต์ปัญญา ปัญญา ๑ - ๓ เป็นปัญญาทางโลกเพื่อสร้างสังคมที่สงบเย็นหรือสังคมสันติสุข ส่วนปัญญาที่ ๔ คือ ปัญญาทางธรรม หรือทางจิตใจเพื่อสุขภาวะทางปัญญาอันเป็นความสุขสูงสุด โลกกับธรรมต้องบรรจบกัน จึงจะเป็นสุขภาวะที่สมบูรณ์ของคนทั้งปวง อย่างหนึ่งอย่างใด ไม่เพียงพอที่จะทำให้สำเร็จ มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย ประเทศที่พัฒนาก้าวหน้าทางวัตถุสุด ๆ ไป ๆ ก็สะดุด ประเทศกลับเสียสมดุล ปั่นป่วน วุ่นวาย ไม่มีความสุข ส่วนการพัฒนาจิตใจโดด ๆ โดยไม่สนใจ พัฒนาสังคม ก็ได้ผลเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่กี่คน สังคมที่ปั่นป่วนวุ่นวายบุคคลจะบรรลุธรรมได้น้อย แต่ถ้า สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุลคนจำนวนมากจะบรรลุธรรม โลก-ธรรม จึงต้องพัฒนาเป็นคู่แฝด (Twin development) ไปสู่ความสงบเย็นคู่กันเป็น ทวินนิพพาน ต่อไปจะขยายความปัญญาแต่ละประเภท ๘ (๑) ปัญญาทางทรรศนะ การเห็นโลกอย่างไรจะกำหนดความรู้สึกนึกคิดจิตสำนึก ปรกติมนุษย์มีการเห็นจำกัดและ ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง คือ เห็นเป็นส่วน ๆ หรือเฉพาะส่วน แบบ "ตาบอดคลำช้าง" ไม่เห็น ทั้งหมดหรือเห็นช้างทั้งตัว การเห็นแบบแยกส่วนทำให้คิดและทำแบบแยกส่วน แบ่งข้างแบ่งขั้ว เป็นปฏิปักษ์ ขัดแย้ง ต่อสู้ รุนแรง โลกเต็มไปด้วยความรุนแรงเพราะโลกทรรศน์แบบแยกส่วน โลกทรรศน์แบบแยกส่วนทำให้จิตเล็กที่รู้เห็นคับแคบ เพราะไม่เห็นทั้งหมดหรือองค์รวม โลกมีความเป็นองค์รวม ตั้งแต่องค์รวมของโลกทั้งใบและองค์รวมระดับต่าง ๆ จนถึงร่างกาย และเซลล์ ร่างกายเป็นองค์รวมหนึ่งเดียว เซลล์ทุกเซลล์มีสำนึกแห่งองค์รวมจึงบูรณาการกันโดยสมบูรณ์ เมื่อมีบูรณภาพก็มีดุลยภาพ เมื่อมีดุลยภาพก็มีความเป็นปรกติสุขหรือสุขภาพดีและอายุยืน เซลล์มะเร็งเป็นตัวอย่างของเซลล์ที่สูญเสียสำนึกแห่งองค์รวม มันทำตัวแยกส่วนเป็นเอกเทศ ไม่คำนึงถึงองค์รวม ทำให้ระบบร่างกายเสียสมดุล จึงป่วยและชีวิตไม่ยั่งยืน ในเมื่อมนุษย์มีโลกทรรศน์แบบแยกส่วน ประเทศและโลกจึงป่วยเหมือนเป็นมะเร็ง ทำให้เสีย สมดุลอย่างรุนแรง โลกทรรศน์ที่ผิดเพี้ยนมีผลร้ายถึงเพียงนี้ ปัญญาเชิงโลกทรรศน์ที่เห็นความเป็นทั้งหมดจึงสำคัญ อย่างยิ่งต่อการสังคมสันติสุข ๙ # (๒) ปัญญาเชิงระบบและการจัดการ คนส่วนใหญ่คิดเชิงพฤติกรรมส่วนบุคคลและเชิงเทคนิคเท่านั้น โดยขาดความเข้าใจว่าระบบ และโครงสร้างเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดพฤติกรรมของบุคคลและองค์กร จึงเน้นที่การอบรม สั่งสอนโดยไม่พัฒนาระบบและโครงสร้าง การพัฒนาโดยเฉพาะเทคนิคเป็นตัวตั้งที่เรียกว่า Technic - driven จึงได้ผลเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้ผลใหญ่ ถ้าคิดถึงระบบและการจัดการ สามารถออกแบบระบบและโครงสร้าง จะเกิดผลสำเร็จอย่าง มหัศจรรย์ เช่น ถ้าอยากได้อะไรที่บินได้ ก็ต้องออกแบบระบบและโครงสร้างของเครื่องบิน แล้วเอาชิ้นส่วนจะ กี่หมื่นชิ้นก็แล้วแต่มาประกอบตามโครงสร้าง เมื่อครบเป็นองค์รวมคือเครื่องบินทั้งลำก็เกิดคุณสมบัติ ใหม่อันมหัศจรรย์คือบินได้ ในขณะที่ชิ้นส่วนต่าง ๆ ไม่มีชิ้นใดบินได้เลย ต้องเป็นองค์รวมจึงจะบินได้ รูปที่ ๒ องค์รวมบินได้ ชิ้นส่วนบินไม่ได้ ถ้าเราผลิตแต่ชิ้นส่วนไม่ประกอบสร้างองค์รวมเราก็ไม่มีเครื่องบินที่บินได้ ประเทศไทยบินไม่ได้ เพราะทำเป็นส่วน ๆ มหาวิทยาลัยมีความรู้ในสาขาต่าง ๆ มากมายหลายอย่าง แต่คิดเชิงเทคนิคเท่านั้น จึงเสมือน สร้างแต่ชิ้นส่วน ไม่สร้างเครื่องบินที่บินได้ ๑๐ ถ้ามหาวิทยาลัยคิดเชิงระบบและการจัดการ ก็จักสามารถออกแบบระบบและโครงสร้างให้ สามารถสนองวัตถุประสงค์ใด ๆ ก็ได้ แนบตัวอย่างการออกแบบระบบมาให้ดู ๒ - ๓ เรื่อง มหาวิทยาลัย จะสามารถสร้างประโยชน์ใหญ่ให้สำเร็จทุกเรื่อง ประเทศจะหายวิกฤตเพราะประเทศไทยมีทรัพยากร เพื่อการพัฒนามากมายมหาศาล แต่แยกกันอยู่เป็นกอง ๆ ไม่มาประกอบกันเป็นบ้านที่คนไทยทั้งหมด จะอยู่อาศัยได้อย่างมีความสุข เพราะไม่มีการออกแบบบ้าน ปูน ทราย อิฐ หิน เหล็ก ไม้ กระเบื้อง แยกกันเป็นกอง ๆ ดังรูปที่ ๓  รูปที่ 3 ถ้า ปูน ทราย อิฐ หิน ไม้ เหล็ก กระเบื้อง แยกกันอยู่เป็นกอง ๆ ไม่มาประกอบกันเป็นบ้าน แม้มีวัสดุพร้อมเราก็ไม่มีบ้านอยู่ ปัญญาเชิงระบบและการจัดการ จึงสำคัญยิ่งนักและต้องสร้างให้ได้ ๑๑ # (๓) ปัญญาเชิงนโยบาย นโยบายคือปัญญาสูงสุด ปัญญามี ๖ ระดับ ตามรูปที่ ๔ <figure> This is a diagram illustrating the six levels of wisdom (ปัญญา). Each level is represented by a colored block, with text indicating the concept and its meaning. The blocks are arranged in descending order of wisdom from top to bottom. 1. **Blue Block (Top):** "จำ" (Jā) - ความจำ (Memory) 2. **Orange Block:** "ใจ" (Ji) - ความเข้าใจ (Understanding) 3. **Gray Block:** "ใช้" (Shi) - ประยุกต์ใช้เป็น (Apply) 4. **Yellow Block:** "วิเคราะห์" (Wī Krae̜a) - วิเคราะห์ (Analyze) 5. **Light Blue Block:** "สังเคราะห์" (Sang Kraēa) - สังเคราะห์ (Consider) 6. **Green Block (Bottom):** "ประ" (Prap) - ประเมินค่าเพื่อการตัดสินใจ (Evaluate for decision-making) The diagram visually represents the progression from fundamental wisdom (ความจำ) to higher levels of wisdom, culminating in the ability to evaluate for decision-making. </figure> รูปที่ ๔ ปัญญา ๖ ระดับ พูดเป็นตัวย่อว่า จำ ใจ ใช้ วิ สัง ประ **จำ** = ความจำ จำเฉย ๆ ไม่ต้องเข้าใจถือเป็นต่ำสุด การศึกษาไทยอยู่ระดับนี้ **ใจ** = เข้าใจ สูงกว่าความจำ แต่ยังทำไม่เป็น **ใช้** = ประยุกต์ใช้หรือทำเป็น เป็นปัญญาที่สูงกว่าความเข้าใจ และเป็นข้อต่อไปสู่ปัญญาที่สูงขึ้น **วิ** = วิเคราะห์ ให้เข้าใจส่วนต่าง ๆ ให้ดีขึ้น แต่ก็ยังจัดการไม่เป็น นักวิชาการที่เก่ง ๆ ส่วนใหญ่ มาถึงตรงนี้ คือ **วิเคราะห์ วิจารณ์** แต่จัดการไม่เป็น **สัง** = สังเคราะห์ ส่วนย่อยเข้ามาเป็นระบบหรือองค์รวมจะได้จัดการได้ **ประ** = ประเมินค่าเพื่อตัดสินใจ ๑๒ การตัดสินใจเป็นหน้าที่สูงสุดของสมอง เพราะเป็นความเป็นความตาย ตัดสินใจผิดชีวิตอาจไม่ รอดหรือเสื่อม ตัดสินใจถูกชีวิตก็อยู่รอดหรือเป็นไปด้วยดี **การตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร ทำอย่างไร คือ นโยบาย** จึงกล่าวว่า **นโยบาย** คือ **ปัญญาสูงสุด** นโยบายมีหลายระดับ เช่น ระดับพื้นที่ ระดับองค์กร และระดับชาติ นโยบายระดับชาติ เรียกว่า **นโยบายสาธารณะ** (Public policies) **ประเทศไทยมีความสำเร็จในนโยบายน้อยมาก ชาติจึงวิกฤต** ที่ไม่มีความสำเร็จเพราะไม่เข้าใจว่านโยบายก็เป็นระบบ ถ้าทำเป็นบางส่วนก็ไม่เป็นระบบครบ วงจรก็ไม่สำเร็จ ฉะนั้น **ปัญญาเชิงนโยบาย** จึงสำคัญยิ่งนัก ถ้าองค์กรทางปัญญา เช่น ราชบัณฑิตยสภา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรม มหาวิทยาลัย ทำความเข้าใจและส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันนโยบายจะเกิด ประโยชน์ใหญ่ ที่จริงองค์กรความรู้ต่าง ๆ ควรเป็นองค์กรนโยบายไปด้วย ก็จะมีประโยชน์เพิ่มขึ้น มหาวิทยาลัยควรสร้างกลุ่มพัฒนานโยบาย ทั้งระดับมหาวิทยาลัย และระดับคณะ/สถาบัน ทำงานเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายกลุ่มพัฒนานโยบาย "กลุ่มพัฒนานโยบาย" จะเป็นเสมือน "**กลุ่มเซลล์สมอง**” จะขยายความเรื่องนี้ในตอนที่ ๕ กลุ่มพัฒนานโยบายของมหาวิทยาลัย นอกจากทำหน้าที่พัฒนานโยบายในมหาวิทยาลัยเอง แล้ว ยังสามารถไปช่วยสร้างกลุ่มพัฒนานโยบายหรือกลุ่มเซลล์สมองให้แก่พื้นที่และองค์กรต่าง ๆ นอก มหาวิทยาลัย ดุจสอด "**ชิปเซลล์สมอง**" ทั่วองคาพยพของประเทศ เป็นโครงสร้างทางสมองให้แก่ ประเทศ เป็นการพลิกโฉมประเทศไทยจากสังคมอำนาจนิยม เป็นสังคมอุดมปัญญา ที่จริงพันธกิจของกระทรวงการอุดมศึกษาฯ คือ **สร้างสังคมอุดมปัญญา** ซึ่งทำได้โดยสอด "ชิปเซลล์สมอง” หรือ "กลุ่มพัฒนานโยบาย" ไว้ในทุกส่วนของประเทศ เรื่องนี้จะขยายความเพิ่มเติม ในตอนหลัง ๆ ๑๓ (๔) จิตตปัญญา จิตเป็นใหญ่เป็นประธาน ที่กำหนดความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมของมนุษย์ ตามปรกติจิตติดอยู่ในมายาคติหรืออุปทาน หรือความไม่รู้ที่เรียกว่า **จิตตอวิชชา** หรือจิตที่ขาดปัญญาทำให้ถูกบีบคั้นก่อให้เกิดความทุกข์และก่อทุกข์ให้ผู้อื่น เป็นอุปสรรคต่อความเจริญของชีวิตและสังคม วิกฤตโลกปัจจุบันไม่สามารถแก้ได้ด้วยการพัฒนาทางโลกวัตถุหรือทางโลกอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องการพัฒนาทางจิตหรือธรรมด้วย โลกกับธรรมต้องบรรจบกัน การพัฒนาจิตคือการฝึกจิตให้เข้าถึงความจริงเหนือตัวตน จิตที่เข้าถึงความจริงคือจิตที่มีปัญญาหรือจิตตปัญญา ออกจากสภาพจิตตอวิชชา จิตตปัญญาทำให้เป็นอิสระจากการเป็นทาสของความไม่รู้ เกิดความสว่าง เกิดสุขภาวะทางปัญญา อันเป็นความสุขสูงสุด ประสบความงามอย่างล้ำลึก และเกิดไมตรีจิตอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง นั่นคือการเข้าถึงสิ่งสูงสุด อันได้แก่ **ความจริง ความดี ความงาม** **จิตสำนึกใหม่ (New consciousness)** อันเกิดจากจิตตปัญญาศึกษา เป็นการสวิทช์สมองจากสมองส่วนหลังหรือสมอง**สัตว์เลื้อยคลาน (Reptilian brain)** ไปสู่การใช้สมองส่วนหน้า (**Prefrontal cortex**) อยู่หลังหน้าผาก สมองส่วนหน้าเป็นสมองมนุษย์อารยะ เป็นที่อยู่ของสติปัญญา วิจารณญาณศีลธรรม ไมตรีจิต และการบรรลุธรรม ถ้ายังใช้สมองส่วนหลัง ถึงจะเก่งทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเท่าใด ๆ ก็จะออกจากวิกฤติไม่ได้ **สมองส่วนหน้าคือเครื่องมือที่จะพามนุษยชาติออกจากวิกฤต** **เครื่องมือสวิทช์สมอง คือ การเจริญสติ** **การเจริญสติถ้วนหน้า คือ หนทางสู่อนาคตของมนุษยชาติ** ๑๔ # ๖. สังคมอุดมปัญญา ## จากสังคมอำนาจนิยม สู่ สังคมอุดมปัญญา ### สังคมอำนาจนิยม มีลักษณะ ๓ คือ ๑) คิดเชิงอำนาจ ๒) สัมพันธภาพเชิงอำนาจ เป็นสังคมทางดิ่งระหว่างคนมีอำนาจข้างบน กับคนไม่มีอำนาจข้างล่าง ๓) โครงสร้างการบริหารประเทศเป็นโครงสร้างอำนาจร่วมศูนย์ สังคมอำนาจนิยมเจริญไม่ได้ ต้องปรับเปลี่ยน (Transform) เป็นสังคมอุดมปัญญา การสร้างสังคมอุดมปัญญาทำได้โดยสร้าง "กลุ่มเซลล์สมอง" ในทุกองคาพยพ ของสังคม สังคมที่เต็มไปด้วยกลุ่มเซลล์สมอง ก็คือ สังคมมีสมอง เป็นสังคมอุดมปัญญา ฉะนั้น ต้องทำความเข้าใจว่าสมองทำหน้าที่อะไร ๑๕ # ๗. ## สมอง ### การใส่ "ซิปเซลล์สมอง" ประเทศไทย "ซิปเซลล์สมอง" เป็นเครื่องมือสร้างประเทศไทยที่มีสมอง เสมือนการปลูกถ่ายสมอง (Brain transplant) ควรทำความเข้าใจเรื่องของสมอง มนุษย์แม้จะมีร่างกายสมบูรณ์ทุกอย่าง ถ้าไม่มีสมองหรือสมองไม่ดีก็ไม่รอดชีวิต ประเทศก็เช่นเดียวกัน จะมีแต่กายไม่ได้ ต้องมีสมองดีด้วย ### สมองทำหน้าที่อะไร หน้าที่สำคัญที่สุดของสมอง คือ ๑) รับรู้ข้อมูล ความเป็นไปของสถานการณ์รอบตัว ๒) วิเคราะห์ข้อมูล ให้เข้าใจชัดเจนขึ้น ๓) สังเคราะห์ ให้เห็นภาพรวมของทั้งหมดสู่การตัดสินใจ โดยชั่งดูผลดีผลเสีย ๔) ทำการตัดสินใจ ว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร ทำอย่างไร ตรงนี้มีความสำคัญสูงสุด ถ้าตัดสินใจผิดอาจเสียหายยับเยินหรือถึงกับสิ้นชีวิต ถ้าตัดสินใจถูกก็รอดชีวิตหรือประสบผลสำเร็จ การตัดสินใจจึงมีความสำคัญสุดยอด เรียกว่า ตัดสินใจทางนโยบาย ๕) ประสานการปฏิบัติ ให้ทำได้ตามการตัดสินใจ (ทางนโยบาย) ถ้าเป็นร่างกาย ก็คือ กล้ามเนื้อ และส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ต้องจูนกันเข้ามาให้พอดี เกิดเป็นการปฏิบัติ (action) ตรงกับที่ตัดสินใจ ๖) ติดตามการปฏิบัติ เพื่อแก้ไขอุปสรรคขัดข้องให้ปฏิบัติได้ ๗) ประเมินผลการปฏิบัติ เพื่อเป็นข้อมูลป้อนกลับไปสู่ข้อ ๑ เพื่อปรับตัวให้ทุกอย่างดีขึ้น ลองพิจารณาหน้าที่ของสมองทั้ง ๗ ประการ ให้ดี ๆ จะเห็นว่าที่เรียกกันว่าเป็นสมองของประเทศ อาจเป็นเพียงการสร้างความรู้ หรือทำการวิจัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น กระบวนการตัดสินใจ ต้องเป็นระบบครบวงจร ๑๖ ในทางสังคม ที่ประเทศทำอะไร ๆ ไม่ค่อยสำเร็จ เพราะขาดกระบวนการทางสมอง หรือ กระบวนการนโยบายเป็นระบบครบวงจร คงทำเป็นบางส่วนเท่านั้น นี้คือปัญหาใหญ่ของประเทศ และเป็นต้นเหตุให้ประเทศวิกฤต การแก้ไข คือ ทำให้ประเทศมีระบบสมองที่สมบูรณ์ นั่นคือ มีกระบวนการนโยบายเป็นระบบ ครบวงจรหรือเรียกสั้น ๆ ว่า "พัฒนานโยบาย" "กลุ่มพัฒนานโยบาย" ประกอบด้วยกลุ่มบุคคลที่ทำหน้าที่สมอง ๗ ประการดังกล่าว กลุ่ม บุคคลคณะนี้จึงเป็นประดุจกลุ่มเซลล์สมอง (Neuronal group) มีสัญลักษณ์เป็นรูปเซลล์สมอง (neurone) สมองมนุษย์มีเซลล์สมองถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านตัว หรือ $10^{11}$ เป็นโครงสร้างที่วิจิตรที่สุดใน จักรวาล มนุษย์จึงเป็นสัตว์ที่มีศักยภาพสูงสุดบนดาวนพเคราะห์ดวงนี้ ประเทศจะมีศักยภาพสูง ต้องมีกลุ่มเซลล์สมองมาก ๆ คล้ายมีดาวอยู่เต็มประเทศ จาก ประเทศไทยสีดำหรือมืด เป็นประเทศที่มีดาวเต็มท้องฟ้า (ก) (ข) รูปที่ ๕ จากประเทศไทยที่ดำมืด(ก) สู่ประเทศไทยสว่างไสวด้วยดวงดาว หรือ "กลุ่มเซลล์สมอง"(ข) "กลุ่มพัฒนานโยบาย" หรือ "กลุ่มเซลล์สมอง" นี้ ควรมีทั้งในพื้นที่ ในองค์กรระดับชาติ และ ในกิจการประเด็นต่าง ๆ ที่ต้องการสมอง "ชิปเซลล์สมอง" จึงมีความต้องการมาก ทั้งจำนวนและ คุณภาพ ๑๗ # ๘. มหาวิทยาลัย ## โรงงานผลิต "ชิปเซลล์สมอง" มหาวิทยาลัยมีประมาณ ๑๔๐ แห่ง มีอาจารย์และนักวิชาการจำนวนมาก เหมาะที่จะเป็นโรงงานขนาดใหญ่ผลิตชิปเซลล์สมอง ทำได้โดย ๑) สร้าง "กลุ่มพัฒนานโยบาย" ทั้งในระดับมหาวิทยาลัย และในทุกคณะ และสถาบัน เชื่อมโยงกัน "เครือข่ายกลุ่มพัฒนานโยบาย" หรือ “เครือข่ายกลุ่มเซลล์สมอง” ขนาดใหญ่ ๒) กลุ่มเหล่านี้ทำหน้าที่พัฒนานโยบาย ๗ ข้อ โดยมีสภามหาวิทยาลัยเป็นองค์กรตัดสินใจทางนโยบาย ซึ่งจะทำให้มหาวิทยาลัยมีความเป็นองค์รวม ที่กลไกการทำงานเชื่อมโยงกันหมดทั้งระบบและโครงสร้าง\* ๓) "เครือข่ายกลุ่มพัฒนานโยบาย" ของมหาวิทยาลัย ไปช่วยสร้าง "ชิปเซลล์" นอกมหาวิทยาลัยทั้งในพื้นที่ ในองค์กร ในระบบนโยบายสาธารณะ และในกิจการต่าง ๆ ที่ต้องการเซลล์สมอง ๔) ประเทศไทยก็จะมีเครือข่ายเซลล์สมอง (Neuronal network) คล้ายเครือข่ายเซลล์สมอง เป็นการสร้างกลไกทางสมองให้ประเทศ ๕) ประเทศก็จะเปลี่ยนจากสังคมนิยมอำนาจเป็นสังคมอุดมปัญญา เมื่อเป็นสังคมอุดมปัญญาก็พาชาติออกจากวิกฤต ๖) นโยบายทางปัญญาพาชาติออกจากวิกฤต ก็จะเป็นความจริง \* ดูรายละเอียดในบทความ เรื่อง "มหาวิทยาลัยกับเป้าหมายสูงสุดในการพัฒนาประเทศ : การคิดเชิงระบบและการจัดการ" ๑๘ # ๙. ## การขับเคลื่อนนโยบายทางปัญญา ๓ องค์กร น่าจะทำงานเชื่อมโยงกันเป็น "สามเหลี่ยมขับเคลื่อนนโยบายทางปัญญา" คือ (๑) ราชบัณฑิตยสภา (๒) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) (๓) มหาวิทยาลัย ราชบัณฑิตยสภา กระทรวงการอุดมศึกษาฯ มหาวิทยาลัย รูปที่ ๖ สามเหลี่ยมขับเคลื่อนนโยบายทางปัญญา ๑๙ # (๑) ราชบัณฑิตยสภา ราชบัณฑิตยสภามีนักปราชญ์ราชบัณฑิต ผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่าง ๆ รวมตัวกันอยู่จำนวน มาก น่าจะเป็นองค์กรทางปัญญาสูงสุดของชาติ ## ปัญญาสูงสุดคือนโยบาย ดังอธิบายในตอนที่ ๔ และรูปที่ ๔ ฉะนั้น นอกจากมีบทบาททางด้านความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาการต่าง ๆ ราชบัณฑิตย สภาอยู่ในฐานะจะทำงานทางปัญญาได้ด้วย และปัญญาสูงสุดคือนโยบาย นั่นคือ ราชบัณฑิตยสภามีอีกสถานะหนึ่ง คือ เป็นสถาบันนโยบายด้วย โดย ๑) ราชบัณฑิตทำความเข้าใจในปัญญา ๔ ประการ ตามที่กล่าวในตอน ๕ ๒) รวมตัวกันเป็น "กลุ่มพัฒนานโยบาย" ในเรื่องที่มีความสำคัญของชาติ และพัฒนาระบบ นโยบายในเรื่องนั้น ๆ จนเชี่ยวชาญ ราชบัณฑิตแต่ละท่านอาจอยู่ในหลายกลุ่ม คล้ายเซลล์ สมองที่แต่ละตัวเชื่อมโยงอยู่ในหลายกลุ่มหน้าที่ เป็นเครือข่ายเซลล์สมอง (Neuronal networks) ซึ่งเป็นโครงสร้างทางปัญญาที่ดีที่สุดฉันใด ราชบัณฑิตยสภาก็สามารถมีโครงสร้าง คล้ายกัน โดยราชบัณฑิตแต่ละท่านเหมือนเซลล์สมอง เมื่อเป็นเช่นนี้ราชบัณฑิตสภาก็จะเป็น สมองของชาติจริงๆ คนที่มีสมองดีมีศักยภาพสูงสุดฉันใด ชาติก็ฉันนั้น ต่อไปจะทำอะไร ๆ ก็สำเร็จ ๒๐ (๒) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พันธกิจของกระทรวงการอุดมศึกษาฯ คือ สร้างสังคมอุดมปัญญา แต่งานที่ทำอยู่ยังเป็นเรื่อง **ความรู้เท่านั้น** ยังไปไม่ถึงปัญญา จึงควรมีโครงสร้างส่วนหนึ่งทำหน้าที่คล้ายสมองตามที่กล่าวถึง ในราชบัณฑิตยสภา อาจเรียกว่า "**สถาบันนโยบาย**" ของกระทรวง ทำงานเชื่อมกับราชบัณฑิตยสภา และมหาวิทยาลัยเป็น "สามเหลี่ยมขับเคลื่อนนโยบายทางปัญญา" (๓) **มหาวิทยาลัย** ทั้งประเทศมีประมาณ ๑๔๐ แห่ง มีอาจารย์และนักวิชาการหลายแสนคน **ถ้าทุกคนทำหน้าที่** **เหมือนเซลล์สมองไปด้วย** เราจะมีเซลล์สมองจำนวนมาก เซลล์สมองเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย (Neuronal networks) คล้ายสมอง และรวมกันเป็นกลุ่ม เป็นวงจร (Brain circuits) หรือศูนย์ เพื่อทำ กิจต่าง ๆ ของสมอง นักวิชาการแต่ละคนสามารถเชื่อมโยงอยู่ในกลุ่มวงจรและศูนย์ได้หลายกลุ่ม ใน ขณะเดียวกันเหมือนเซลล์สมอง **มหาวิทยาลัยจะกลายเป็นเครือข่ายเซลล์สมองขนาดใหญ่** และไปช่วยสร้างเครือข่ายเซลล์สมองขนาดย่อม ในทุกองคาพยพของประเทศ (ดูรูปที่ ๗) ประเทศไทยก็จะมีเครือข่ายเซลล์สมองทั้งประเทศ **คนไทยทุกคนจะเป็นเสมือนเซลล์สมอง** ที่ รวมตัวกันเป็นกลุ่ม ทำหน้าที่ตามภารกิจ และสามารถปรับเปลี่ยน (Regroup) ได้ตามภารกิจที่เปลี่ยน เป็นสมองที่ปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ (Brain plasticity) ไม่แข็งที่อตายตัว **ประเทศไทยจะมีสมองที่ฉลาดและปรับตัวได้รวดเร็วเต็มประเทศ** อะไร ๆ ก็จะทำสำเร็จ และมีความสุขร่วมกัน ๒๑ ขอให้คนไทยทุกคนเป็นประดุจเซลล์สมองของประเทศ การศึกษาไม่ควรอยู่ต่ำสุดของปัญญา ๖ ระดับ แต่อยู่ที่ระดับ ๖ นี่ก็เป็นนโยบายทางปัญญาอย่างหนึ่ง รูปที่ ๗ สมองของประเทศ ประกอบด้วยเซลล์สมองที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ก่อตัวเป็นกลุ่มขนาดต่าง ๆ วงจร และศูนย์ เพื่อกิจต่าง ๆ ใหญ่ที่สุด คือ สมองกลาง ราชบัณฑิตยสภา - กระทรวงการอุดมศึกษาฯ - มหาวิทยาลัย เป็นสมองกลาง ๒๒ PQET สมองของประเทศเป็นไฉน ประเวศ วะสี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
การศึกษา
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
14 June 2023
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• สมอง
history_eduหมวดหมู่
การศึกษา
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
14 June 2023
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้