auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
บทความมีเนื้อหาเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมือง กลไกของประชาธิปไตย และกระบวนการนโยบายทางนโยบาย
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
(บทความ ๕๐ ปี ๑๔ ตุลาคม) ภูเขาที่ขวางกั้นประชาธิปไตยและความเป็นธรรม มรรควิธีเปลี่ยนผ่าน (Transformation) โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี ประธานคณะกรรมการมูลนิธิเด็ก ๑ # ๑. ๕๐ ปี ๑๔ ตุลาคม - โยนิโสมนสิการประชาธิปไตย ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๖ ครบ ๕๐ ปี ของเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เป็นเวลาที่ควรทบทวน เรื่องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ สังคมไทยดิ้นรนเพื่อประชาธิปไตยมากว่า ๑๐๐ ปี ถ้านับตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ เมื่อเริ่มมีผู้เสนอ ความคิดประชาธิปไตยกันขึ้นอย่างประปราย เช่น "เทียนวรรณ" "ก.ศร.กุหลาบ" คณะพระองค์เจ้า ปฤษฎางค์ ซึ่งเป็นเจ้านายและข้าราชการคนรุ่นใหม่ที่รับราชการอยู่ในยุโรป ต่อมาต้นรัชกาลที่ ๖ เกิดกบฎหมอเหล็ง ซึ่งเป็นคณะนายทหารหนุ่ม ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เกิดการปฏิวัติยึดอำนาจรัชกาลที่ ๗ โดยคณะราษฎร ซึ่งประกอบด้วย ทหารและพลเรือน ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ นักศึกษาหลายแสนคน เดินขบวนประท้วงรัฐบาลเผด็จการทหาร เป็นการ เดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และอื่น ๆ อีกมากมายหลายอย่าง แต่ประชาธิปไตยที่แท้จริงก็ยังไม่เกิด แม้แต่การเลือกตั้งเมื่อ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ พรรคที่ได้ชื่อว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยชนะ การเลือกตั้ง แต่ก็กำลังเผชิญกับต่อต้านจากโครงสร้างอำนาจอ่างแข็งขัน ถ้าจะทะลุไปได้ก็ยังต้อง เผชิญกับการขัดแข้งขัดขาจากโครงสร้างอำนาจรื่อยไป จะยังไม่สามารถบรรลุสภาวะประชาธิปไตยได้ จึงสมควรทบทวนครั้งใหญ่ให้เข้าใจโครงสร้าง สภาวะ กลไก ว่าอะไรเป็นอะไร และสังคมไทยจะ สร้างสภาวะประชาธิปไตยได้อย่างไร ๒ # ๒. ## พลังประชาธิปไตย กลไกประชาธิปไตย สภาวะประชาธิปไตย เรามักพูดปน ๆ กันไป ระหว่างเรื่องทั้ง ๓ โดยไม่แยกแยะ ทำให้ความคิดและทิศทางไม่ชัดเจน ไม่มีพลังในการมอง ในที่นี้จึงขอเสนอให้พิจารณาโดยแยกแยะ **พลังประชาธิปไตย** หมายถึง ความคิด จิตสำนึก อุดมการณ์ จินตนาการ บทกวี ดนตรี และ ศิลปะอื่น ๆ บทความ การเคลื่อนไหว เช่น ประชุม ชุมนุม ประท้วง เดินขบวน ทั้งหมดนี้ยังไม่ใช่สภาวะประชาธิปไตย **กลไกประชาธิปไตย** การเลือกตั้งเป็นกลไกประชาธิปไตย ที่ประชาชนเลือกตัวแทนไปใช้อำนาจ อธิปไตยแทนประชาชน ถ้าบริสุทธิ์ยุติธรรมก็เป็นประชาธิปไตยทางอ้อม แต่ภายใต้**โครงสร้างอำนาจ** ย่อมหาความบริสุทธิ์ยุติธรรมไม่ได้ จึงยังไม่ใช่สภาวะประชาธิปไตย **สภาวะประชาธิปไตย** คือ สภาวะที่ประชาชนมีอธิปไตยในการกำหนดนโยบาย ในการ ขับเคลื่อนนโยบายไปสู่ความสำเร็จ และได้รับผลจากความสำเร็จอย่างเป็นธรรม **ความเป็นธรรมกับสภาวะประชาธิปไตย ต้องควบคู่กัน** ถึงมีกลไกประชาธิปไตย ถ้าไม่เกิดความเป็นธรรม ก็ยังไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง ๓ ๓. โครงสร้างอำนาจ ภูเขาที่ขวางกั้นประชาธิปไตยและความเป็นธรรม "โครงสร้างอำนาจ” เปรียบเสมือนหลุมดำ หรือภูเขาสูงใหญ่ที่ดูดและขวางกั้นความเป็นธรรม และประชาธิปไตย จึงควรต้องทำความเข้าใจ สังคมอุดมอำนาจ สังคมไทยเต็มไปด้วยอำนาจทั้งเนื้อทั้งตัว ทั้ง ๓ ประเภท อยู่ในเนื้อเดียวกันคือ ๑) การคิดเชิงอำนาจ ๒) สัมพันธภาพเชิงอำนาจ ๓) โครงสร้างอำนาจรัฐ การคิดเชิงอำนาจ เป็นไปตามสัญชาตญาณที่ทางพุทธเรียกว่า มานะ ที่พูดเป็นกลุ่มว่า ตัณหา มานะ ทิฐิ ตัณหา = อยากได้ ดึงเข้าหาตัว มานะ = อยากใหญ่ ใช้อำนาจเหนือผู้อื่น ทิฐิ = ใจแคบ เอาความเห็นของตนเป็นใหญ่ ถ้าไม่มีปัญญารู้เท่าทัน มนุษย์ก็จะคิดเชิงอำนาจ สัมพันธภาพเชิงอำนาจ จากบนลงล่างที่เรียกว่า Top down ปรากฏอยู่ทั่วสังคม ตามรูปที่ ๑ <table><tr><td>พ่อแม่</td><td>ครู</td><td>นาย</td><td>ข้าราชการ</td><td>พระสงฆ์</td><td>แพทย์</td></tr><tr><td>↓</td><td>↓</td><td>↓</td><td>↓</td><td>↓</td><td>↓</td></tr><tr><td>ลูก</td><td>นักเรียน</td><td>ลูกน้อง</td><td>ราษฎร</td><td>แม่ชี</td><td>คนไข้</td></tr></table> รูปที่ ๑ สัมพันธภาพเชิงอำนาจในสังคม ๔ สัมพันธภาพเชิงอำนาจ ก่อให้เกิดความบีบคั้น และขาดความเป็นธรรม มีการเรียนรู้น้อย ปัญญาน้อย วัฒนธรรม = วิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชนหนึ่ง ๆ อะไรที่เป็นวิธีคิดร่วมกัน คุณค่าร่วมกัน และสัมพันธภาพระหว่างกัน สิ่งนั้นคือวัฒนธรรม คนในวัฒนธรรมเดียวกันจึงคิดและทำไปตามวัฒนธรรมโดยอัตโนมัติ วัฒนธรรมจึง เปรียบเสมือนดีเอ็นเอหรือยีนทางสังคม ที่กำหนดความเป็นไปในสังคมที่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นยาก วัฒนธรรมอำนาจ จึงเป็นอำนาจที่มีพลังมาก ไปกำหนดทุกสิ่งทุกอย่าง อย่าไปโทษกรรมส่วน บุคคลอย่างเดียว โครงสร้างอำนาจรัฐ ตั้งแต่สมัย ร.๕ โครงสร้างอำนาจรัฐรวมศูนย์เบ็ดเสร็จอย่างสมบูรณ์ (Absolute) เรื่อยมาและเพิ่มขึ้นไป มีผลต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งการเมือง การศึกษา เศรษฐกิจ แม้แต่กับทาง ศาสนา ทั้งวัฒนธรรมอำนาจและโครงสร้างอำนาจรัฐ ร่วมกันทำให้สังคมไทยเป็นสังคมอุดมอำนาจ ที่ ดำทะมึนทั้งประเทศ แสงกะพริบประชาธิปไตยเล็ก ๆ ประดุจแสงหึ่งห้อย ไม่สามารถสร้างความสว่างได้มากพอ ปรากฏขึ้นวูบวาบชั่วขณะแล้วก็ดับหายไป แม้แต่ปฏิวัติ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ซึ่งก็ต้องนับเป็นไฟดวง ใหญ่ แต่ก็อยู่ได้ชั่วคราว ฝ่าโครงสร้างอำนาจไปไม่ได้ กระบวนการ ๑๔ ตุลาคม เปรียบเสมือน Big Bang หรือ การระเบิดตูมใหญ่ของจิตสำนึก เรื่อง ความเป็นธรรม เสรีภาพ ประชาธิปไตย และเป็นการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ที่สุด ส่งความสันสะเทือน เป็นคลื่นไปปรากฏเป็นรูปธรรมหลายอย่าง รวมทั้งส่งผลกระแสความคิดประชาธิปไตยของคนรุ่นใหม่ จนมีผลต่อการเลือกตั้ง ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ รวมเรียกว่าพลังประชาธิปไตย ที่มีผลต่อกลไกประชาธิปไตย แต่โครงสร้างอำนาจบก็ยังเป็น ภูเขาที่ขวางกั้นสภาวะประชาธิปไตยและความเป็นธรรม อะไรที่จะทำให้พลังประชาธิปไตย ทะลุโครงสร้างอำนาจไปสู่สภาวะประชาธิปไตย นั่นเป็น โจทย์ใหญ่ของเรา ๕ พลังประชาธิปไตย กลไกประชาธิปไตย สภาวะประชาธิปไตย รูปที่ ๒ ภูเขาที่ขวางกั้นประชาธิปไตยและความเป็นธรรม ๖ # ๔. ความเป็นธรรม ความเป็นธรรมเป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ หรือแม้แต่ของสัตว์ ความเหลื่อมล้ำหรือการขาดความเป็นธรรมมีหลายมิติ เช่น ๑) การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน นี้เป็นเรื่องลึกที่สุดและเป็น รากฐานของความเป็นธรรมอื่น ๆ ๒) ความเสมอภาค ๓) การกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ทรัพยากรไม่ได้หมายถึงทรัพย์สิน เช่น ที่ดินและเงิน เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเข้าถึงบริการของรัฐในด้านต่างๆ เช่น การศึกษา การได้รับข้อมูล ข่าวสาร บริการสุขภาพ ระบบความยุติธรรม เป็นต้น ๔) ความเป็นธรรมเรื่อง เพศฐานะ เป็นต้น ในประวัติศาสตร์ ราษฎรไม่เคยได้รับความเป็นธรรม ประวัติศาสตร์จีนจะชัดที่สุด เพราะ บันทึกอย่างละเอียดและยาวนาน ที่ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม คือ ๑) ถูกขูดรีดภาษี ๒) ถูกเกณฑ์แรงงาน ๓) ถูกเกณฑ์ไปทำสงคราม จากพ่อแม่ ลูกเมีย และไปตาย ๔) ระบบความยุติธรรมที่ไม่ยุติธรรม ตุลาการที่ยุติธรรมจึงได้รับการยกย่องเป็นเทพ เช่น เปาบุ้นจิ้น เพราะเป็นของหายาก **การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม** ไม่เคยสำเร็จ มีบทกวี และลำนำ ที่บรรยายถึงความทุกข์ยากของ ราษฎร เพราะความไม่เป็นธรรมเป็นล้าน ๆ บทความทั่วโลก มีการชุมนุมประท้วง การลุกฮือขึ้นต่อสู้ การกบฏแต่ไม่สำเร็จ เช่น โจรโพกผ้าเหลืองก่อนสมัยสามก๊ก รวมตัวกันได้กว่า ๕๐๐,๐๐๐ คน กบฏไท้ ผิง ปลายราชวงศ์ชิง มีคนตายถึง ๒๐ ล้านคน ประเทศไทยอาจมีไม่มากเพราะอุดมสมบูรณ์ด้วยอาหาร ถึงไม่เป็นธรรมอย่างไรก็ไม่ถึงกับอดตาย ที่มีบ้างเช่นที่เรียกว่า ผีบุญต่าง ๆ ผีบุญคือผู้มีบารมีที่นำราษฎร เป็นกบฏต่ออำนาจรัฐ ๗ # ๕. มรรควิธีเปลี่ยนผ่าน (Transformation) ขณะที่พลังประชาธิปไตยและกลไกประชาธิปไตยต้องดำเนินต่อไป ไม่ว่าจะเผชิญอุปสรรคที่ขวางกั้นเพียงใด ขณะเดียวกันควรตระหนักรู้ มรรควิธีในการเปลี่ยนผ่านที่กำลังหรือควรดำเนินการควบคู่หรือผสานกันไปด้วย ซึ่งมีอย่างน้อย ๔ วิธีด้วยกัน คือ ๑. การสร้างจิตสำนึกใหม่ (New consciousness) ๒. การสร้างสังคมสมานุภาพ ๓. การสร้างสังคมอุดมปัญญา ๔. กระบวนการประชาธิปไตยทางตรง "กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม" หรือ P4 อาจเรียกว่าพลัง ๔ หรือจตุรพลังเพื่อประชาธิปไตย ทั้ง ๔ วิธีนี้จะพลิกโฉมประเทศไทย ที่ทำให้โครงสร้างอำนาจหายไปเอง โดยไม่ต้องไปโค่นล้ม ทำลาย ซึ่งไม่สำเร็จและยังทำให้ผู้คนล้มตายหรือพินาศลงมากมาย วิธีการพลิกโฉม ๔ ประการนี้ เป็นสันติวิธีอันประเสริฐที่เรียกว่าสันติวรบท ซึ่งเป็นทางสายปัญญาไมตรีจิตและความร่วมมือที่ทุกคนมีความสุข จะขยายความแต่ละวิธี ดังต่อไปนี้ # ๖. การสร้างจิตสำนึกใหม่ ตั้งแต่มีมนุษย์มาเมื่อประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ปีก่อน มนุษย์ถูกธรรมชาติแวดล้อมในสมัยดึกดำ บรรพ์ให้เกิดสัญชาตญาณในการอยู่รอด โดยสมองส่วนหลังซึ่งเรียกว่าสมองสัตว์เลื้อยคลาน (Reptilian brain) หรือ "สมองตะกวด" ทำหน้าที่หาอาหารสืบพันธุ์ แย่งชิง ต่อสู้ หรือหนีเอาตัวรอด รวมทั้งหลอกลวง ทั้งหมดนี้ต้องมี "อัตตา" รุนแรง จิตมนุษย์จึงตกอยู่ในอัตตา หรือตกเป็นนักโทษของ อัตตา อัตตาเป็นที่คับแคบจึงบีบคั้นไม่มีอิสระรู้น้อยเห็นน้อยเหมือน "คนตาบอดคลำช้าง" ไม่รู้ความ เป็นทั้งหมดหรือช้างทั้งตัว ขัดแย้งกันสูง มี โลภะ โทสะ โมหะ เป็นเจ้าเรือน คิดเชิงอำนาจ โครงสร้าง อำนาจเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ ไม่หายไปง่าย ๆ แต่จิตมนุษย์ต่างจากสัตว์อื่นที่ขยายใหญ่ได้ เป็นจิตสำนึกใหม่หรือจิตใหญ่ จิตสำนึกใหม่ใช้สมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นที่อยู่ของสติปัญญา วิจารณญาณ ศีลธรรม และการ บรรลุธรรม หรือบรรลุความจริงสูงสุดเหนือตัวตน จิตสำนึกใหม่ทำให้มนุษย์เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง คือ มีความเป็นอิสระ และปิติสุข มีสุนทรียธรรม และไมตรีจิตอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง นำไปสู่สัมพันธภาพใหม่ทางสังคมที่มีความเสมอ ภาคและภราดรภาพ สัมพันธภาพเชิงอำนาจและโครงสร้างอำนาจหายไป เป็นยุคใหม่ของมนุษยชาติ ขณะที่ทั่วโลกมีกระบวนการจิตสำนึกใหม่เกิดมากขึ้นเรื่อย ๆ พลังประชาธิปไตยควรทราบ และนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประชาธิปไตย * บทความเรื่อง "สุขภาพทางปัญญา ๑๕ เส้นทางสู่สุขภาวะที่สมบูรณ์ของมนุษยชาติ" โดย ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ร # ๗. สังคมสมานุภาพ ถ้าใช้หลักฟิสิกส์เข้าจับจะเห็นโครงสร้างของความไม่เป็นธรรมชัดขึ้น ไม่คิดแต่เพียงพฤติกรรมส่วนบุคคล ## มวลอำนาจกับการขาดความเป็นธรรม ตามกฎของแรงโน้มถ่วง (Gravity) สิ่งที่มีมวลมากย่อมมีแรงดึงดูดเข้าหาตัวมาก โลกจึงหมุนรอบดวงอาทิตย์ พระจันทร์จึงหมุนรอบโลก เป็นเช่นนั้นมาหลายพันล้านปี ใคร อยากให้เป็นอย่างอื่นก็เป็นไปไม่ได้ เพราะกฎธรรมชาติมันเป็นเช่นนั้น ในทางสังคมสิ่งที่มีมวลอำนาจมากก็จะมีแรงดึงดูดทรัพยากรเข้าหาตัวมาก และเกิดการ กระจายทรัพยากรอย่างไม่เป็นธรรม มวลอำนาจที่ใหญ่ที่สุด คือ **มวลอำนาจรัฐ** อำนาจเบ็ดเสร็จมาก มวลอำนาจใหญ่อีกอย่าง คือ **มวลอำนาจเงิน** อำนาจบางอย่างของเงินก็ข้ามรัฐหรือใหญ่กว่ารัฐ ส่วนสังคมซึ่งมีจำนวนมากกว่าแต่มีมวลอำนาจน้อยมาก ฉะนั้น การกระจายทรัพยากรจึงไม่เป็นธรรม เพราะถูกมวลอำนาจใหญ่ดึงดูดเข้าหาตัวไปมากดังรูปที่ ๓ <figure> The image displays two overlapping circles, one larger and blue on the left, labeled "อำนาจรัฐ" (State Power), and one smaller and purple on the right, labeled "อำนาจเงิน" (Money Power). Above these circles, there is a green circle with the text "ทรัพยากร" (Resources) and below it, another green circle with the text "สังคม" (Society). To the right of the blue circle, there is a red circle with the text "ไม่เป็นธรรม" (Not Fair). The overlapping area between the blue and purple circles represents "มวลอำนาจ" (mass power), which is then shown to be derived from the interaction of "อำนาจรัฐ" and "อำนาจเงิน". This diagram illustrates how mass power is formed by the interaction of state power and money power, and it is not fair. </figure> รูปที่ ๓ มวลอำนาจใหญ่คือรัฐและเงิน มีแรงดึงดูดทรัพยากรเข้าหาตัวมาก มวลอำนาจทางสังคมมีน้อย การกระจายทรัพยากรจึงไม่เป็นธรรม ๑๐ การต่อสู้อย่างไร ๆ จึงไม่สำเร็จ เพราะกฎธรรมชาติมันเป็นเช่นนั้นไม่ใช่มีแต่พฤติกรรมด้วยความจงใจของบุคคล วิธีสร้างความเป็นธรรมโดยโครงสร้าง คือ ทำให้มวลอำนาจทางสังคมมีมากจนสมดุล การกระจายทรัพยากรจึงจะสมดุลหรือเป็นธรรม ตามรูปที่ ๔ "สังคมเข้มแข็ง" จึงเป็นโครงสร้างที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรม สังคมแบบตัวใครตัวมันเป็นสังคมอ่อนแอ การรวมตัวทางสังคม ทำให้สังคมเข้มแข็ง "ชุมชนเข้มแข็ง" เป็นหน่วยพื้นฐานทางสังคม (Basic social unit) ต้องเป็นประดุจคอนกรีต บล็อกในโครงสร้าง รูปที่ ๔ เมื่อมวลอำนาจทางสังคมสมดุลกับอำนาจรัฐและอำนาจเงิน การกระจายทรัพยากรก็จะสมดุลหรือเป็นธรรม นี้คือสังคมสมานุภาพของประเทศ ดังจะเห็นได้ว่าการพัฒนาเศรษฐกิจ จากข้างบนเท่าใด ๆ ก็ขจัดความยากจนและลดความ เหลื่อมล้ำไม่ได้ แต่กลับเพิ่มความเหลื่อมล้ำมากขึ้น เพราะอยู่ในฐานะเงิน แต่ "ชุมชนเข้มแข็ง" ขจัดความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำได้ เพราะอยู่ในฐานะสังคม แต่ ทำอย่างไร ๆ ผู้เชี่ยวชาญหรือที่เรียกกันว่าเซียนทางเศรษฐกิจก็ไม่เข้าใจประเด็นนี้ เพราะเขามีความรู้ ทางเทคนิควิธีแต่ไม่เข้าใจความจริงของแผ่นดินไทย สังคมเข้มแข็งประกอบด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งจะไม่กล่าวในที่นี้ แต่เป็นเรื่องที่สำคัญที่ จะต้องทำความเข้าใจในการสร้างความเป็นธรรมทางโครงสร้าง เมื่ออำนาจสมดุล เรียกว่า สังคมสมานุภาพ ๑๑ # ๘. สร้างสังคมอุดมปัญญา อำนาจกับปัญญาเป็นปฏิภาคกัน อาจเขียนเป็นสมการ $$ \text{อำนาจ} = \frac{1}{\text{ปัญญา}} $$ คือ ถ้าอำนาจมากปัญญาน้อย ถ้าอำนาจน้อยปัญญามาก สังคมอุดมอำนาจจึงมีปัญญาน้อย ประเทศไทยมีโครงสร้างอำนาจ ทั้งโครงสร้างความคิด โครงสร้างของสังคม และโครงสร้าง อำนาจรัฐ จึงเป็นสังคมอุดมอำนาจทั้งเนื้อทั้งตัว และเป็นภูเขาที่ขวางกั้นการพัฒนาทุกอย่าง รวมทั้ง ประชาธิปไตยและความเป็นธรรม อำนาจไม่ใช่ความเป็นธรรม ปัญญากับความเป็นธรรมอยู่ที่เดียวกัน การเปลี่ยนผ่านจากสังคมอุดมอำนาจสู่สังคมอุดมปัญญา จึงเป็นระเบียบวาระของชาติ โครงสร้างอำนาจของสังคมไทยถักทอกันเหนียวแน่นมาก แก้ไขไม่ได้ด้วยอำนาจ ไม่มีอำนาจใด ๆ จะไปโค่นล้มทำลายได้ ยิ่งต่อต้านยิ่งทำให้อำนาจแข็งแรงมากขึ้น แต่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยน ผ่าน (Transform) เป็นสังคมอุดมปัญญาได้โดยไม่ต้องโค่นล้มทำลายของเก่า ซึ่งทำไมได้หรือถ้าทำได้ ก็เปลี่ยนแต่ผู้มีอำนาจ โครงสร้างยังอยู่ และไม่เกิดโครงสร้างของปัญญา ## โครงสร้างทางปัญญาเป็นไฉน ตรงนี้ต้องการความเข้าใจอย่างจริงจัง ไม่ใช่พูดถึงปัญญาอย่างเลื่อนลอย แล้วก็ไปทึกทักเอาว่า ความรู้คือปัญญา ก็ทำ ๆ กันไปแต่ยังไม่ได้ผล เพราะความรู้ยังไม่ใช่ปัญญา ที่จะกล่าวถึงจะเข้าใจปัญญา ที่มีศักยภาพสูงสุดต้องทำความเข้าใจเรื่องการทำหน้าที่ของสมอง ๑๒ ร่างกายต่อให้สมบูรณ์เพียงใดถ้าไม่มีสมองก็เอาชีวิตไม่รอด ต้องดูว่าสมองทำหน้าที่อย่างไรที่ทำให้ชีวิตรอดและเป็นไปด้วยดี สมองทำหน้าที่ ดังนี้ ๑) รับรู้ข้อมูลสถานการณ์ความเป็นจริง ถ้าไม่รู้ก็ทำให้ถูกต้องไม่ได้ ๒) วิเคราะห์ข้อมูลให้เข้าใจความเป็นจริงดีขึ้น ๓) สังเคราะห์ข้อมูลที่วิเคราะห์เข้ามาด้วยกันเพื่อให้เห็นภาพรวม ๔) ประเมินภาพรวมของความเป็นจริงแล้วตัดสินใจ ตรงนี้แหละที่สำคัญยิ่งชีพ เพราะถ้าตัดสินใจผิด อาจหมายถึงตายหรือเสื่อม ถ้าตัดสินใจถูกก็รอดหรือเจริญ ๕) ประสานการปฏิบัติ ๖) ขจัดอุปสรรคขัดข้องที่ทำให้ปฏิบัติไม่ได้ ๗) ประเมินผลการปฏิบัติเป็นข้อมูลป้อนกลับไปเป็นข้อ ๑ เพื่อปรับกระบวนการทั้งหมดให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ หรือฉลาดขึ้น การตัดสินใจนี่แหละคือนโยบาย ว่าจะทำหรือไม่ทำอะไรและทำอย่างไร นโยบายจึงเป็นปัญญาสูงสุดและมีผลกระทบมาก นโยบายมีหลายระดับตั้งแต่บุคคล พื้นที่ องค์กร และระดับชาติ นโยบายระดับชาติเรียกว่า นโยบายสาธารณะ (Public policies) การทำหน้าที่ของสมองอาศัยเซลล์สมอง (Neuron) เซลล์สมองต่างจากเซลล์อื่น ๆ เช่น เซลล์ตับ ปอด หัวใจ ถึงสำคัญแต่ทำหน้าที่เซลล์สมองไม่ได้ เซลล์สมองทำหน้าที่ Process information Information มีลักษณะเป็นพลังงานหรือธาตุที่บอกให้รู้ อาจเรียกว่า **ความรู้สึกนึกคิด** สังคมจะมีสมองก็ต่อเมื่อมีกลุ่มคนทำหน้าที่เซลล์สมอง "กลุ่มคนที่ทำหน้าที่เซลล์สมอง” ทำหน้าที่ ๗ ประการ ตามที่กล่าวถึงหน้าที่ของสมอง นั่นคือกระบวนการนโยบาย หรือการพัฒนานโยบาย ฉะนั้น "กลุ่มคนที่ทำหน้าที่เซลล์สมอง" คือ "กลุ่มพัฒนานโยบาย" "กลุ่มพัฒนานโยบาย” หรือ "กลุ่มเซลล์สมอง" เป็นประดุจ "**ซิปเซลล์สมอง**” ของสังคม ๑๓ สังคมที่เคยมีแต่คนที่ลงมือทำหรือใช้อำนาจ อันเป็นลักษณะของสังคมอุดมอำนาจ ไม่มีกลุ่มเซลล์สมองหรือไม่มีสมอง ถ้าสอดชิปเซลล์สมองไว้ในทุกพื้นที่ ทุกองค์กร และทุกประเด็นที่ทำ ก็เท่ากับสังคมมีสมองเปลี่ยนจากประเทศที่ดำมืดด้วยอำนาจ (ดูรูปที่ ๕) เป็นประเทศที่สว่างไสวด้วยปัญญาเพราะมีสมองเต็มประเทศ รูปที่ ๕ จากบทความสมองของประเทศ ประเทศดำมืดกับประเทศที่เต็มไปด้วยดาว เมื่อประเทศมีกลุ่มเซลล์สมองเต็มประเทศ ก็กลายเป็นสังคมอุดมปัญญา ทำอะไรก็สำเร็จทุกเรื่องและมีความสุข โครงสร้างอำนาจก็เลือนหายไปเอง ใครจะไปอยากอยู่ในโครงสร้างแบบเดิมที่บีบคั้น และทำอะไรไม่สำเร็จ เขาได้ชิมรสด้วยตัวเองแล้วว่า สังคมอุดมปัญญาเต็มไปด้วยเสรีภาพ ความสำเร็จ และความสุข ปัญญา เสรีภาพ ความสำเร็จ ความสุข อยู่ที่เดียวกัน เสรีภาพ ความสำเร็จ และความสุข โดยไม่มีปัญญาเป็นไปไม่ได้ ระเบียบวาระแห่งชาติ คือ ทุกคน ทุกฝ่าย ทุกองค์กร ร่วมสร้างชิปเซลล์สมองให้เต็มประเทศ ๑๔ # ๙. ## กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม หรือ P4 ### ประชาธิปไตยทางตรงที่ทุกคนมีส่วนร่วม ประชาธิปไตยไม่ได้มีแต่ประชาธิปไตยทางอ้อม หรือประชาธิปไตยตัวแทนผ่านกลไกการเลือกตั้ง นี้เป็นแบบโบราณและบิดเบี้ยวได้ง่ายด้วยโครงสร้างอำนาจ ไม่สามารถบรรลุความเป็นธรรมได้ ดูประเทศต้นแบบ คือ สหรัฐอเมริกา ที่บัดนี้มีความเหลื่อมล้ำสุด ๆ แบบ 99 : 1 ปัจจุบันสามารถมีประชาธิปไตยทางตรงที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ ที่เรียกว่ากระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมหรือ P4 ดูเอกสารประกอบ+ นโยบายสาธารณะแต่ละเรื่องถ้าสำเร็จมีผลใหญ่มาก ยกตัวอย่างเช่น นโยบายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อสำเร็จคนจนทั้งประเทศได้รับความเป็นธรรม และเข้าถึงบริการได้อย่างมีศักดิ์ศรีทันที ฉะนั้น ถ้ากระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะที่สำคัญ ๆ สำเร็จทุกเรื่อง ประเทศจะพ้นวิกฤต มีความเจริญรุ่งเรือง ถูกต้องเป็นธรรม และเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ที่คนทั้งประเทศมีส่วนร่วมและได้รับผลอย่างทั่วถึงเป็นธรรม นี้คือสภาวะประชาธิปไตยและความเป็นธรรม ไม่ใช่เป็นเพียงกลไกประชาธิปไตย มีคนไทยที่มีความเป็นผู้นำตามธรรมชาติอยู่ในทุกภาคส่วนของสังคม ควรจะรวมตัวกันเป็นกลุ่ม หรือเครือข่ายขับเคลื่อนกระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม หรือ P4 โดย ๑) เปิดรับข้อมูลความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศ ว่าคิดว่าประเทศไทยมีประเด็นใหญ่อะไรบ้าง ๒) นำข้อมูลมาวิเคราะห์สังเคราะห์ให้ได้ประเด็นนโยบาย สมมุติว่าได้ ๒๕ ประเด็นนโยบาย ๓) นำประเด็นนโยบาย ๒๕ หัวข้อ สื่อสารให้รู้กันทั้งประเทศเพื่อให้เกิดพลังร่วม ๔) ก่อตัวกลุ่มขับเคลื่อนนโยบาย ๒๕ กลุ่ม ประกอบด้วยผู้นำจากทุกภาคส่วนของสังคมและบุคคลที่เหมาะสมกับประเด็น ร่วมขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จ ก็จะสำเร็จทุกเรื่อง + บทความเรื่อง กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม P4 โดย ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ๑๕ ที่กล่าวมาพอเป็นสังเขป คงจะเห็นได้ว่าการสร้างสังคมอุดมปัญญาหรือสังคมที่มีชิปเซลล์สมอง กับขบวนการนโยบายแบบมีส่วนร่วมสามารถทำได้โดยไม่ยาก ไม่มีใครต่อต้าน แต่รวมตัวกันทำอย่างมี ความสุข อันนำไปสู่ประโยชน์ใหญ่ คือ สภาวะประชาธิปไตยที่แท้จริงและความเป็นธรรม ๑๐. ข้อเสนอต่อการจัดงาน ๕๐ ปี ๑๔ ตุลาคม ในงาน ๕๐ ปี ๑๔ ตุลาคม จะเป็นงานสมโภชรำลึกถึงประวัติศาสตร์ หรือเร้าอารมณ์ด้วยบทกวี หรือศิลปะ การสื่อสารใด ๆ ก็ทำให้เต็มที่เถิดเพื่อสร้างพลังประชาธิปไตย แต่พร้อมกันไปด้วย ควรจะถือโอกาสสื่อสารแนวคิดและแนวทางทางปัญญาเพื่อประชาธิปไตย และความเป็นธรรม ในเรื่องการร่วมสร้างสังคมอุดมปัญญาและประชาธิปไตยทางตรง ที่เรียกว่า "กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม" หรือ P4 ก็น่าจะมีประโยชน์เพิ่ม --- ๑๖ PQET ภูเขาที่ขวางกั้นประชาธิปไตยและ ความเป็นธรรมมรควิธีเปลี่ยนผ่าน (Transformation) ประเวศ วะสี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
ประชาธิปไตย
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
19 June 2023
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• ประชาธิปไตย
• ประชาธิปไตย -- แง่ศาสนา -- พุทธศาสนา
• ความยุติธรรมทางสังคม
history_eduหมวดหมู่
ประชาธิปไตย
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
19 June 2023
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้