auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับประชาธิปไตยในสังคมไทย
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
หน่อชาวบ้าน ความเหลื่อมล้ำกับ วิกฤติการณ์ทางสังคม พลัง ขับเคลื่อน การจัดการตนเอง บนแพ่งดิน ไทย ประเวศ วะสี # พลังขับเคลื่อน การจัดการตนเอง บนแผ่นดินไทย ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี # พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย โดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี พิมพ์ครั้งที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๗ สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ## ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสำนักหอสมุดแห่งชาติ National Library of Thailand Cataloging in Publication Data ประเวศ วะสี. พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย .- กรุงเทพฯ : หมอชาวบ้าน, 2557. 136 หน้า. 1. ปัญหาสังคม. I. ชื่อเรื่อง. 361.1 ISBN 978-616-507-094-2 บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ คณะบรรณาธิการ แก้ว วิฑูรย์เธียร, เสกสรร เรืองมนัสสุทธิ, เอกชัย ศิลาอาสน์ ศิลปกรรม สงวน ศรีบุรินทร์ ปก อดิศร จินดาอนันต์ยศ ## จัดพิมพ์/เผยแพร่โดย สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน ๓๖/๖ ซอยประดิพัทธ์ ๑๐ ถนนประดิพัทธ์ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ ๑๐๔๐๐ โทรศัพท์ ๐-๒๖๑๘-๔๗๑๐ โทรสาร ๐-๒๒๗๑-๑๘๐๖, ๐-๒๒๗๘-๐๑๗๐ www.thaihealthbook.com e-mail : manager@thaihealthbook.com แยกสี/พิมพ์ที่ : พิมพ์ดี, สมุทรสาคร สำนักพิมพ์เป็นสมาชิกสมาคมผู้จัดพิมพ์ และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย แนะนำหรือวิจารณ์หนังสือเล่มนี้ได้ที่ www.thaibookrecommend.com พิมพ์บน Green Read by SCC Press กระดาษถนอมสายตากรีนรีด www.greenread.com # คำนำ ## คำตอบอยู่ข้างล่าง สิ่งดี ๆ กำลังเกิดขึ้นที่ข้างล่าง ที่ฐานของประเทศ ในขณะที่ข้างบนมองแทบไม่เห็นทางออก ไม่ว่าจะทำอย่างไรๆ ก็มองไม่เห็นว่าจะแก้สภาวะวิกฤตของประเทศไทยได้ เพราะข้างบนกับข้างล่างไม่เหมือนกัน ในขณะที่ข้างบนเป็นเรื่องของอำนาจ กฎหมาย เงิน มายาคติรูปแบบ และความฉ้อฉล ข้างล่างคือ ชุมชนท้องถิ่น เป็นธรรมชาติของการอยู่ร่วมกัน สิ่งดี ๆ จึงเกิดขึ้นข้างล่างง่ายกว่าข้างบน การที่จะเกิดที่ข้างบนเกือบจะเป็นไปไม่ได้เลย ข้างล่างเป็นฐาน ถ้าฐานกว้างและแข็งแรงจะรองรับข้างบนให้มั่นคง พระเจดีย์ต้องสร้างจากฐาน ไม่มีพระเจดีย์องค์ใดสร้างสำเร็จจากยอด แต่เราพัฒนาประเทศไทยประดุจสร้างพระเจดีย์จากยอด อะไรๆ ก็จะเอาแต่ข้างบน จึงพังลง ๆ เพราะไม่มีฐานรองรับ การศึกษาสมัยใหม่ที่ทำมา ๑๐๐ กว่าปีโดยเอาตำราเป็นตัว ตั้ง ได้สร้างคนไทยที่ไม่รู้จักประเทศไทยขึ้นมาเต็มประเทศ ทำให้ ทำอะไรๆ ไม่สำเร็จจนวิกฤตและมองไม่เห็นทางออก ที่มองไม่เห็นทางออกเพราะมองอยู่แต่ข้างบน ไม่เห็นสิ่ง ดีๆ ที่กำลังเกิดขึ้นข้างล่าง ผลของการพัฒนาที่เอาเงินเป็นตัวตั้ง คือเกิดความเหลื่อม ล้ำขึ้นอย่างมหาศาลอันนำไปสู่ปัญหาต่างๆ อย่างท่วมท้น สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ซึ่งเป็นต้นแบบของเสรีภาพและ ประชาธิปไตยของโลก ก็เกิดความเหลื่อมล้ำขึ้นอย่างสุด ๆ แสดงว่าประชาธิปไตยแบบหนึ่งคนหนึ่งเสียง ไม่มีภูมิคุ้มกัน พอเพียงต่ออำนาจทุนขนาดใหญ่ โลกจะต้องหาทางสร้างประชาธิปไตยที่มีภูมิคุ้มกัน ซึ่งเขา ก็ยังเถียงกันไม่ตกว่ามันคืออย่างไร ประเทศไทยโชคดีที่ชาวบ้านไทยได้ค้นพบด้วยการปฏิบัติ ว่าจะจัดการกันเองอย่างไร การอยู่ร่วมกันจึงจะสมดุล ทั้งระหว่าง คนกับคนและระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม เป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ ที่มาจากประสบการณ์ชีวิต ซึ่งถ้าเถียงกันด้วยความคิดก็คงจะไม่ ตกฟาก ประสบการณ์ของคนในชุมชนท้องถิ่นทำให้เขาค้นพบวิถีแห่งการจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด ซึ่งกำลังขยายตัวออกไปเรื่อย ๆ นี้เป็นที่มาของชื่อหนังสือ "พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย" ในขณะที่ประชาธิปไตยระดับชาติตกเป็นเหยื่อของอำนาจเงินและความฉ้อฉลได้ง่าย ประชาธิปไตยแห่งการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่น เป็นประชาธิปไตยที่มีภูมิคุ้มกัน เป็นประชาธิปไตยแบบควอนตัม(Quantum Democracy) ทำไมถึงเรียกอย่างนั้นก็ลองอ่านคำอธิบายกันดู ถ้าท่านเหงา เศร้า เซ็ง เพราะมองไม่เห็นทางออก หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นเพื่อนท่าน และชี้ให้เห็นว่าสิ่งดี ๆ กำลังเกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินไทย ซึ่งสามารถช่วยกันขยายให้ความดีที่คนไทยค้นพบขยายตัวไปปกคลุมทุกตารางนิ้วของประเทศไทย ประเวศวะสี ๕ ตุลาคม ๒๕๕๗ " โลกจะต้องหาทาง สร้างประชาธิปไตยที่มีภูมิคุ้มกัน ซึ่งเขาก็ยังเถียงกันไม่ตกว่ามันคืออย่างไร ประเทศไทยโชคดี ที่ชาวบ้านไทยได้ค้นพบ ด้วยการปฏิบัติว่าจะจัดการกันเองอย่างไร การอยู่ร่วมกันจึงจะสมดุล ทั้งระหว่างคนกับคนและระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม เป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่มาจากประสบการณ์ชีวิต ซึ่งถ้าเถียงกันด้วยความคิดก็คงจะไม่ตกฟาก " # สารบัญ บทนำ • ความเหลื่อมล้ำกับวิกฤติการณ์ทางสังคม ๑ • ความสำเร็จทางวัตถุ ความล้มเหลวทางสังคม ๔ • การเติบโตทางเศรษฐกิจได้จบภารกิจของมันแล้ว ๕ • ความเหลื่อมล้ำหรือความยากจน ๙ • ความเหลื่อมล้ำแล้วทำไม ๑๐ • โมเดลแห่งการพัฒนา ๑๓ (๑) การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ ของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ๑๔ (๒) จิตสำนึกใหม่ (new consciousness) ๑๕ (๓) การเคารพสิทธิมนุษยชน ๑๖ (๔) ความเท่าเทียม (equality) ๑๗ (๕) ประชาสังคม (civility) ๑๘ • สังคมไทยขาดจิตสำนึก เรื่องความเป็นธรรม ๑๙ • การสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ลดความเหลื่อมล้ำ ๒๓ • ความเจริญทางวัตถุ เพิ่มความวิตกกังวล ๒๖ • ความเชื่อถือไว้วางใจกัน ๒๗ • ปัญหาสุขภาพจิตและยาเสพติด ในประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ๒๙ - ความเหลื่อมล้ำเรื่องรายได้กับปัญหาสุขภาพจิต ... ๓๐ - การทดลองในลิง ................................................................................... ๓๒ - "หลุมดำแห่งความเหลื่อมล้ำ" ................................................................ ๓๓ - สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ ................................................................ ๓๖ - ความเหลื่อมล้ำเรื่องอำนาจ ทำลายความดีงาม ....... ๓๗ ๑. ประชาธิปไตยไม่เป็นประโยชน์ต่อคนทั้งหมด ................. ๓๘ ๒. ความเหลื่อมล้ำกระทบต่อการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจ ................................................................................... ๓๘ ๓. ความยุติธรรมที่ไม่ยุติธรรม .................................................................. ๓๙ ๔. โอกาสที่ไม่เท่าเทียมกัน .................................................................. ๓๙ ๕. ความไม่เชื่อถือไว้วางใจกัน .................................................................. ๓๙ ๖. ปัญหาอาชญากรรม ............................................................................. ๔๐ ๗. ทุนทางสังคมตกต่ำลง ........................................................................... ๔๑ ๘. การสื่อสารบิดเบี้ยวทำให้ประชาชน ไม่รู้ความจริง ......................................................................................... ๔๑ ๙. คนรวยนำประเทศเข้าไปทำสงคราม คนจนต้องไปตายในสงคราม .................................................................. ๔๑ ๑. เมื่อใดคนไทยทั้งชาติมีเป้าหมายร่วมกัน จะเกิดพลังมหาศาลที่จะเคลื่อนไปข้างหน้า ........ ๔๔ ๒. เป้าหมายร่วมกันของคนทั้งชาติ ๔๖ ๓. การรวมศูนย์อำนาจการปกครอง ต้นเหตุปัญหาของประเทศ ๕๒ ๑. ทำให้ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอ ๕๔ ๒. ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างอำนาจที่รวมศูนย์กับ วัฒนธรรมท้องถิ่น ๕๕ ๓. ทำให้ระบบรัฐอ่อนแอ ๕๖ ๔. ทำให้มีคอร์รัปชั่นสูง ๕๖ ๕. ทำให้การต่อสู้ชิงอำนาจทางการเมืองรุนแรงทำให้เกิด ระบอบประชาธิปไตยและการเมืองด้อยคุณภาพ ๕๖ ๖. ทำให้ทำรัฐประหารได้ง่าย ๕๗ ๔. หัวใจของการแก้ปัญหาของประเทศคือ การกระจายอำนาจให้ชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง ๖๐ ๕. ความถูกต้องต้องก่อตัวขึ้นมาจาก หน่วยย่อยข้างล่าง ๖๖ ๖. กระบวนการชุมชน ชุมชนจัดการตนเอง ประชาธิปไตยชุมชน ๗๔ ๗. ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง ๘๒ ๘. การถักทอกันทำงานในพื้นที่ โอกาสของประเทศไทย ๘๖ ๙. ๑ มหาวิทยาลัยต่อ ๑ จังหวัด ๑ บริษัทต่อ ๑ ตำบล ๙๘ ๑๐. สัมพันธภาพใหม่บนแผ่นดินไทย ๑๐๒ ๑๑. ประชาธิปไตยควอนตัม (Quantum Democracy) ๑๐๘ ๑๒. การส่งเสริมการจัดการตนเอง ของแผ่นดินไทย ๑๑๔ สรุป บนเส้นทางแห่งการจัดการตนเอง บนแผ่นดินไทย ๑๒๐ Extract all text from this image. # บทนำ ## ความเหลื่อมล้ำกับวิกฤติการณ์ทางสังคม เรื่องสังคมเป็นเรื่องซับซ้อนและเข้าใจยากที่สุด เพราะสังคมคือ การอยู่ร่วมกัน ถ้ามีการอยู่ร่วมกันดีคนทั้งหลายก็มีความสุข เมื่อเร็ว ๆ นี้ (เขียนเมื่อ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔) เกิดจลาจลใน อังกฤษ มีการปล้นสะดมเผาบ้านเผาเมือง เราต้องตั้งคำถามว่าทำไม อังกฤษ ซึ่งเป็นต้นแบบประชาธิปไตย เคยเจริญมากถึงเป็นมหาอำนาจ ของโลก บัดนี้เกิดอะไรขึ้น หลายปีมาแล้ว (วันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘) เมื่อพายุ เฮอร์ริเคนแคทรีนาถล่มเมืองนิวออร์ลีนส์ในสหรัฐอเมริกา เกิดการปล้น สะดมแย่งชิงและจลาจลจนรัฐบาลต้องส่งกองกำลังติดอาวุธเข้าควบคุม สหรัฐอเมริกาก็เป็นมหาอำนาจ เป็นประเทศที่เจริญที่สุด เกิดอะไรขึ้น กับอเมริกา อังกฤษและสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทาง รายได้สูงสุด พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๑ INTERNATIONAL BESTSELLER THE SPIRIT LEVEL Why Greater Equality Makes Societies Stronger An important contribution to the debate our country needs." —Robert B. Reich RICHARD WILKINSON and KATE PICKETT Foreword by Robert B. Reich รูปที่ ๑ หนังสือ The Spirit Level เขียนโดย Richard Wilkinson และ Kate Pickett ถ้าความเหลื่อมล้ำเป็นสาเหตุของจลาจล เราก็คาดหมายได้ว่า จะมีจลาจลอีกและจะมีที่ไหนอีก เพราะมีประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำ ทางรายได้กันมาก รวมทั้งประเทศไทยด้วย มีนักระบาดวิทยาชาวอังกฤษ ๒ คน คนหนึ่งชื่อ Richard Wilkinson (ริชาร์ด วิลคินสัน) และอีกคนหนึ่งชื่อ Kate Pickett (เคต พิกเคตต์) ได้ทำวิจัยเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำและนำมาเขียนหนังสือชื่อ ว่า "The Spirit Level: Why Greater Equality Makes Societies Stronger" ทำไมความเท่าเทียมกันจึงทำให้สังคมเข้มแข็งขึ้น ผมจะจับ ความจากหนังสือเล่มนี้มาเล่าสู่กันฟัง ริชาร์ด วิลคินสัน เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณที่คณะแพทย์ ศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนอตติงแฮม ประเทศอังกฤษ เคต พิกเคตต์ เป็นศาสตราจารย์ทางระบาดวิทยาของมหาวิทยาลัยยอร์ก ประเทศ อังกฤษเช่นเดียวกัน ๒ ประเวศ วะสี หนังสือดังกล่าวเขียนคำนำโดย Robert B. Reich (โรเบิร์ท บี. ไรซ์) ศาสตราจารย์ไรซ์ผู้นี้ เป็นศาสตราจารย์ทางนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย และเคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานของ สหรัฐอเมริกา การวิจัยนโยบายสาธารณะ (Public Policies) เป็นเรื่อง สำคัญ เพราะทำให้รู้ว่านโยบายอะไรนำไปสู่อะไร มหาวิทยาลัยไทยยัง ทำวิจัยนโยบายสาธารณะน้อยมาก ศาสตราจารย์ไรซ์กล่าวในคำนำว่า ขณะนี้ครอบครัวคนอเมริกัน เกือบทั้งหมดแย่กว่าเมื่อ ๓ ทศวรรษก่อน ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเมื่อ ค.ศ. 2008 - 2009 ได้ทำลายมูลค่า บ้านของเขา บ่อนเซาะเงินออม และทำให้ว่างงาน แม้แต่ก่อนสภาวะ เศรษฐกิจตกต่ำดังกล่าว คนอเมริกันเกือบทั้งหมดก็ได้ประโยชน์น้อย มากจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจใน ๓ ทศวรรษที่แล้ว ขนาดเศรษฐ- กิจ ของอเมริกันนั้นขยายตัวขึ้นมากใน ๓ ทศวรรษนี้ แล้วความมั่งคั่ง มันไปไหนล่ะ ก็ไปสู่คนรวยน่ะซิ ข้อมูลล่าสุดว่าใน ค.ศ. 2007 คนอเมริกัน ๑ เปอร์เซ็นต์ที่รวย ที่สุด ได้รับส่วนแบ่งรายได้ถึง ๒๓ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ประชาชาติ เพิ่ม ขึ้นมาถึง ๓ เท่า จาก ๘ เปอร์เซ็นต์ เมื่อ ค.ศ. 1980 เรื่องความเหลื่อมล้ำอย่างมากในสหรัฐอเมริกานี้ ศาสตราจารย์ ไรซ์กล่าวว่า ทั้งนักการเมือง นักวิชาการ นักปรัชญา ไม่ได้ให้ความสนใจ เท่าที่ควรเลย จนทำให้นักวิชาการสาธารณสุข ๒ คน คือ วิลคินสันกับ พิกเคตต์ ต้องเข้ามาทำงานเรื่องนี้ ต่อไปนี้คือการจับความจากหนังสือของบุคคลทั้งสอง พร้อม กับสอดแทรกความคิดเห็นของผมเข้าไปด้วย พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๓ # ความสำเร็จทางวัตถุ ความล้มเหลวทางสังคม ขณะที่มนุษย์มีความสำเร็จทางวัตถุและเทคโนโลยีอย่างสูง แต่ผู้คนกลับเต็มไปด้วยความวิตกกังวล เกิดโรคซึมเศร้าได้ง่ายขึ้น (ซึ่งนำไปสู่การฆ่าตัวตาย) กังวลว่าคนอื่นจะมองตัวอย่างไร ไม่แน่ใจในมิตรภาพ ถูกผลักดันให้บริโภคมาก แต่ขาดชีวิตชุมชน การไม่มีบรรยากาศที่อบอุ่นและความรู้สึกพึงพอใจ คนปัจจุบันจึงทดแทนด้วยการกินมากเกิน ซื้อปิ๊งอย่างบ้าคลั่ง หรือตกเป็นเหยื่อของการดื่มสุราและใช้ยาเสพติดต่าง ๆ การวิจัยจาก Harwood Institute for Public Innovation ในสหรัฐอเมริกาแสดงให้เห็นว่า คนอเมริกันมีความรู้สึกว่า "วัตถุนิยม" ได้เบียดแทรกเข้ามาระหว่างตัวเขากับความต้องการความพึงพอใจทางสังคม (ท่านอาจารย์พุทธทาสได้เตือนเรื่องอันตรายของ "วัตถุนิยม" ไว้เป็นอย่างมาก ท่านว่ามนุษย์ควรถอนตัวจากวัตถุนิยม) การรายงานเรื่อง "Yearning for Balance" หรือเรียกหาความสมดุล ซึ่งได้มาจากการสำรวจคนอเมริกันทั้งประเทศ สรุปว่า ประชาชนไม่แน่ใจในเรื่องความมั่งคั่งและความร่มรวยทางวัตถุ คนส่วนใหญ่อยากเห็นสังคมออกจากความโลภและการมีมากเกินไป ไปสู่วิถีชีวิตที่ให้ความสำคัญแก่คุณค่าชุมชนและครอบครัว แต่เขาคิดว่าคนอื่น ๆ คงไม่เห็นด้วยกับความคิดเช่นนี้ เขาเชื่อว่าคนอเมริกันคิดแบบแยกส่วน เห็นแก่ตัวและไม่รับผิดชอบ เขาจึงรู้สึกโดดเดี่ยว แต่คนเหล่านี้เมื่อมาระดมความคิดกันกลับพบว่าเห็นตรงกัน ๔ ประเวศ วะสี การเมืองกระแสหลักก็ไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ และไม่พยายาม สร้างวิสัยทัศน์และความบันดาลใจที่จะสร้างสังคมที่ดีกว่านี้ (ความคิดและการพัฒนาแบบตะวันตกได้ครอบงำวิถีชีวิตของเรามา ช้านาน แต่บัดนี้การพัฒนาแบบตะวันตกได้นำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ ทางสังคม ทางจิตใจและทางสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง แม้แต่ไอน์สไตน์เองก็เคยกล่าวว่า "เราต้องการวิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง ถ้ามนุษยชาติจะอยู่รอดได้" (We shall need a radically new manner of thinking, if mankind is to survive) คนไทยจึงต้องตั้งสติให้ดี ๆ ทบทวนวิถีคิดและวิถีพัฒนา ว่าวิถีอะไร ที่จะนำเราไปสู่ความสุขที่สมบูรณ์) วิลคินสันและพิกเคตต์คิดว่าเขาได้ค้นพบรูปธรรม ที่นำไปสู่ ยุทธศาสตร์ใหม่ในเรื่องการสร้างสังคมที่ดี เพราะเขาค้นพบว่า **สังคมที่ไม่ดี สัมพันธ์กับความเหลื่อมล้ำทางรายได้** ความเหลื่อมล้ำมีหลายด้าน เช่น ความเหลื่อมล้ำทางศักดิ์ศรี ของความเป็นมนุษย์ ความเหลื่อมล้ำในสิทธิต่าง ๆ แต่ความเหลื่อมล้ำ ทางรายได้เป็นสิ่งที่วัดได้ง่ายเห็นได้ง่ายที่สุด และความเหลื่อมล้ำทาง รายได้ก็สัมพันธ์โดยใกล้ชิดกับปัญหาสุขภาพและปัญหาสังคม **การเติบโตทางเศรษฐกิจ ได้จบภารกิจของมันแล้ว** วิลคินสันและพิกเคตต์กล่าวว่า เป็นพัน ๆ ปีที่ผ่านมา ในสภาวะ ที่อัตคัดขาดแคลน การที่จะทำให้คุณภาพชีวิตดีคือการสร้างมาตรฐาน ชีวิตทางวัตถุ พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๕ Life expectancy (years) ช่วงอายุขัย (ปี) 80- 70- 60- 50- 40- 30- 20- 10- รูปที่ ๒ ภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับอายุขัยของประชากร (ที่มา "Wilkinson and Pickett "The Spirit Level") 20,000 10,000 0 60- 50- 40- 30- 20- 10- รูปที่ ๒ ภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับอายุขัยของประชากร (ที่มา "Wilkinson and Pickett "The Spirit Level") 20,000 10,000 0 60- 50- 40- 30- 20- 10- <table><tr><td></td><th colspan="10">ญี่ปุ่น<td></td></th></tr><tr><td></td><td>สเปน</td><td>อิสราเอล</td><td>อิตาลี</td><td>ฝรั่งเศส</td><td>แคนาดา</td><td>ไอซแลนด์</td><td></td><td></td><td></td></tr><tr><td>นิวซีแลนด์</td><td>อิสราเอล</td><td>อิตาลี</td><td>ฝรั่งเศส</td><td>ออสเตรีย</td><td></td><td></td><td>นอร์เวย์</td><td></td><td></td></tr><tr><td>ไซปรัส</td><td>เยอรมนี</td><td>สหราชอาหรับเอมิเรตส์</td><td>ฟินแลนด์</td><td>เนเธอแลนด์</td><td></td><td></td><td></td><td>ไอซ์แลนด์</td><td>สหรัฐอเมริกา</td></tr><tr><td>กรีซ</td><td>เยอรมนี</td><td>สหราชอาหรับเอมิเรตส์</td><td>ฟินแลนด์</td><td>เบลเยียม</td><td>อังกฤษ</td><td>เดนมาร์ก</td><td></td><td></td><td></td></tr><tr><td>เกาหลีใต้</td><td>สโลวาเนีย</td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td></tr><tr><td>สโลวาเนีย</td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td></tr><tr><td>สาธารณรัฐเช็ก</td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td></tr><tr><td>บาร์เรน</td><td>คูเวต</td><td>บรุนดี</td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td></tr><tr><td>บาร์บาโดส</td><td></td><td></td><td></td><td>การ์ตา</td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td></tr><tr><td>ฮังการี</td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td></tr><tr><td>บาฮามัส</td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td></tr><tr><td>โตเบโก</td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td><td></td></tr></table> 20,000 30,000 40,000 รายได้ต่อคน (ดอลลาร์สหรัฐ) พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๗ แต่ปัญหาในประเทศที่พัฒนาแล้วขณะนี้ ไม่ใช่เรื่องไม่มีอาหาร กิน หรือหาน้ำสะอาด หรือบำบัดความหนาว ปัญหาขณะนี้คือทำอย่างไรจะกินให้น้อยลง ไม่ใช่มากขึ้น และ ก็เป็นปรากฏการณ์ใหม่ในประวัติศาสตร์เลย ที่เดี๋ยวนี้คนจนอ้วนกว่า คนรวย การเติบโตทางเศรษฐกิจ เครื่องจักรแห่งการพัฒนาได้จบ ภารกิจของมันแล้วในประเทศที่ร่ำรวย เพราะสุขภาพและความสุขไม่ได้ เพิ่มขึ้นตามการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอีกต่อไป ตรงข้าม เมื่อประเทศที่ร่ำรวย ร่ำรวยมากขึ้น ความวิตกกังวล โรคซึมเศร้า และปัญหาสังคมต่าง ๆ กลับเพิ่มขึ้น ประชากรในประเทศ ที่พัฒนาแล้วได้มาสุดทางเดินของเส้นทางเดิมแล้ว เขาได้แสดงภาพความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับอายุขัยของ ประชากร จากกราฟระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับอายุขัย (รูป ที่ ๒ หน้า ๖ - ๗) แสดงให้เห็นว่าในประเทศที่ยากจน รายได้มีความ สัมพันธ์กับการมีอายุขัยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งก็แน่นอนว่าถ้ายากจนเกิน คนก็จะ อายุสั้นกว่าที่ควร แต่เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นถึงระดับหนึ่ง ถึงมีรายได้เพิ่มขึ้น ต่อไปก็ไม่ช่วยให้คนอายุยืนขึ้น ความมีอายุยืน ขึ้นกับปัจจัยอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่นไม่ใช่ประเทศที่คน มีรายได้สูงสุด แต่ประชากรมีอายุยืนที่สุด ในทางกลับกันสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่คนมีรายได้สูงสุด แต่ประชากรไม่ได้มีอายุยืนที่สุด ดังเราจะได้เห็นต่อไป สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ประชากรมี รายได้เหลื่อมล้ำมากที่สุด ๘ ประเวศ วะสี # ความเหลื่อมล้ำ หรือความยากจน เราจะสนใจแต่เรื่องความยากจนอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องดูที่ ช่องว่างหรือความเหลื่อมล้ำระหว่างคนมีน้อยกับคนมีมากด้วย รูปที่ ๓ ภาพแสดงตัวเลขความเหลื่อมล้ำของประเทศต่าง ๆ เกี่ยวกับรายได้ของ ประชากรร้อยละ ๒๐ ที่รวยที่สุดกับรายได้ของประชากรร้อยละ ๒๐ ที่ จนที่สุด (ที่มา Wilkinson and Pickett "The Sjirit Level") พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๙ รายได้นั้นมีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตถึงระดับหนึ่ง กล่าวคือ ถ้ายากจนเกินก็ทำให้คุณภาพชีวิตไม่ดี แต่เมื่อรายได้สูงถึงระดับหนึ่ง แล้ว เลยไปกว่านั้นคุณภาพชีวิตก็ไม่ดีขึ้น หรือกลับเลวลง ขึ้นกับว่ามี ความเหลื่อมล้ำในสังคมมากน้อยขนาดไหน การวัดความเหลื่อมล้ำในสังคมมีหลายวิธี วิธีหนึ่งคือดูว่าราย ได้ของประชากรร้อยละ ๒๐ ที่รวยที่สุด กับรายได้ของประชากรร้อยละ ๒๐ ที่จนที่สุดต่างกันกี่เท่า อีกวิธีหนึ่งเรียกว่า สหสัมพันธ์จีนี่ (Gini coefficient) โดยสมมุติ ว่า ถ้ารายได้ทั้งประเทศตกอยู่ที่คนคนเดียวหรือความเหลื่อมล้ำสูงสุด ดัชนีจีนี่ = ๑ แต่ถ้ารายได้ของทุกคนเท่ากันหมดหรือไม่มีความเหลื่อมล้ำเลย ดัชนีจีนี่ = ๐ ฉะนั้นตัวเลขจีนี่ยิ่งน้อย แปลว่ามีความเหลื่อมล้ำน้อย วิลคินสันและพิกเคตต์ได้รวบรวมตัวเลขความเหลื่อมล้ำมา แสดงไว้เป็นภาพในรูปที่ ๓ หน้า ๙ ประเทศสิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ อยู่ในหมู่ที่ความ เหลื่อมล้ำสูง ประเทศญี่ปุ่น และประเทศสแกนดิเนเวีย อยู่ในหมู่ที่ความ เหลื่อมล้ำต่ำ # ความเหลื่อมล้ำแล้วทำไม วิลคินสันและพิกเคตต์ได้นำดัชนีปัญหาสุขภาพและสังคมดังต่อ ไปนี้ มาพิจารณา * ความเชื่อถือไว้วางใจกันในสังคม * ปัญหาสุขภาพจิต (รวมถึงการติดสารเสพติด) ๑๐ ประเวศ วะสี รูปที่ ๔ ภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่างความเหลื่อมล้ำทางรายได้กับปัญหาสุขภาพและสังคม เช่น ความมีอายุยืน การติดยาเสพติด ความรุนแรงปัญหาสุขภาพจิต ความเชื่อถือไว้วางใจกันในสังคม (ที่มา Wilkinson and Pickett) * อายุขัยของประชากร และอัตราตายในทารก * โรคอ้วน * ความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก * การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น * อัตราการฆ่ากันตาย * อัตราการติดคุก * การขยับฐานะทางสังคม เขาประมวลดัชนีปัญหาสุขภาพและสังคมทั้ง ๙ ตัว ดังกล่าวข้างต้น มาหาความสัมพันธ์กับความเหลื่อมล้ำของรายได้ ภาพรูปที่ ๔ พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๑๑ เขาพบความสัมพันธ์เกือบเป็นเส้นตรง กล่าวคือประเทศที่มี ความเหลื่อมล้ำมาก (เช่น สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ) มีปัญหาสุขภาพ และสังคมมาก ในขณะที่ประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำน้อย (เช่น ญี่ปุ่น และ ประเทศสแกนดิเนเวีย) มีปัญหาสุขภาพและสังคมน้อย ปัญหาสังคมรวมทั้งความรุนแรง (เช่น การฆ่ากันตาย) ซึ่งอาจ สรุปได้ว่าสังคมใดมีความเหลื่อมล้ำมากจะมีความรุนแรงมาก สังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำเกินสเกลที่แสดงในหนังสือเล่มนี้ และ มีปัญหาความขัดแย้งและรุนแรงเต็มไปหมด จนเกือบจะเกิดมิคสัญญีกลียุค บ้านเราเห็นจะสอนธรรมะกันมากกว่าในญี่ปุ่น แต่ที่ญี่ปุ่นผู้คน มีการอยู่ร่วมกันสงบสุขกว่าของเรา อันธพาลและการตีกันเกือบไม่มีเลย การฆ่ากันตายก็น้อย เรามักมองธรรมะเป็นเรื่องจิตใจโดด ๆ ขาดความสนใจเรื่อง ความเท่าเทียมกันในสังคม เราจึงแก้ปัญหาทางศีลธรรมไม่ได้ ควรสังเกตว่าอังกฤษและสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศต้นแบบ ของเสรีภาพและประชาธิปไตย แต่มีความเหลื่อมล้ำมาก มีปัญหาสังคมและความรุนแรง ตลอดจนการจลาจลรออยู่ข้างหน้า สังคมไทยเรียนรู้เรื่องเสรีภาพและประชาธิปไตยจากอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา อาจถึงเวลาต้องทบทวนว่าเสรีภาพและประชาธิปไตยอย่างที่ เขายึดถือและปฏิบัติกันนั้นเพียงพอหรือไม่ที่จะสร้างการอยู่ร่วมกัน อย่างศานติ ๑๒ ประเวศ วะสี # โมเดลแห่งการพัฒนา เมื่อวันที่ ๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔ มีการประชุมองค์กรสิทธิมนุษยชนของกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก ๑๗ ประเทศ ในประเทศไทย เขาเชิญให้ผมไปกล่าวปาฐกถาเปิดประชุม ผมได้เสนอโมเดลการพัฒนาอย่างบูรณาการในการประชุมนั้น และขอนำมาเล่าให้ฟังในที่นี้ โมเดลแห่งการพัฒนานั้นมีองค์ประกอบ ๕ องค์ เข้ามาเชื่อมโยงกันดังนี้  รูปที่ ๕ โมเดลแห่งการพัฒนา มีองค์ประกอบ ๕ องค์ พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๑๓ # (๑) การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ ของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน มนุษย์มีศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนอยู่ในตัวเอง การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคน ของคนทุกคนอย่าง เท่าเทียมกันเป็นศีลธรรมพื้นฐานทางสังคม ซึ่งนำไปสู่สิ่งถูกต้องดีงาม ต่าง ๆ เช่น ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม ความเสมอภาค แต่มนุษย์ก็มีอคติ (prejudices) อย่างฝังรากลึกที่จะไม่เคารพ ศักดิ์ศรีความเป็นคนของเพื่อนมนุษย์ เช่น เพราะรูปร่างหน้าตา ผิวพรรณ เฝ่าพันธุ์ ศาสนา ยศถาบรรดาศักดิ์ สถานะทางสังคม ฯลฯ จะขจัดอคติต่าง ๆ ไปจากใจได้ต่อเมื่อมีจิตสำนึกใหม่ การเคารพ สิทธิมนุษยชน การเคารพศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ จิตสำนึกใหม่ ความเท่าเทียม ประชาสังคม ๑๔ ประเวศ วะสี (๒) จิตสำนึกใหม่ (new consciousness) ถ้าจิตสำนึกเล็กก็คับแคบ ตื้น แยกส่วน ถ้าจิตสำนึกใหญ่ก็เข้าถึงความเป็นทั้งหมด หลุดพ้นจากความ บีบคั้นของความคับแคบ เป็นอิสระ มีความสุขอันลึกล้ำและประณีต ประสบความงามอันล้นเหลือ เกิดมิตรภาพอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์ และธรรมชาติทั้งหมด เป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างศานติ จิตสำนึกใหม่จึงเป็นกุญแจไขไปสู่อนาคตของมนุษยชาติ เพราะ ถ้าปราศจากจิตสำนึกใหม่เป็นไปไม่ได้เลยที่มนุษย์อาจหลุดจากอคติอัน คับแคบที่ฝังลึกมาชั่วกัปชั่วกัลป์ ที่ไม่เป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่าง ศานติ มีแรงจูงใจอย่างสูงที่มนุษย์จะพัฒนาจิตสำนึกใหม่ นั่นคือความ สุขอันลึกล้ำและประณีต วิกฤตการณ์ใหม่ของมนุษยชาติทำให้เรื่องจิตสำนึกใหม่เป็น เรื่องที่หนีไม่พ้นที่จะต้องเกิดขึ้น จิตสำนึกใหม่ การเคารพ สิทธิมนุษยชน การเคารพศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ ประชาสังคม ความเท่าเทียม พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๑๕ (๓) การเคารพสิทธิมนุษยชน เมื่อทุกคนมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนก็ย่อมมีสิทธิและควร เคารพสิทธิของความเป็นมนุษย์ของกันและกัน มนุษย์ควรมีสิทธิในการใช้ทรัพยากร เช่น ที่ดิน ป่าไม้ แหล่งน้ำ และอื่น ๆ อย่างเท่าเทียมกัน การที่จะไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่นต้องการ ความละเอียดอ่อนทางจิตใจและทางปัญญา ผู้มีอำนาจมากกว่าละเมิดสิทธิของผู้มีอำนาจน้อยกว่าได้ง่าย เช่น * ผู้ใหญ่ละเมิดสิทธิเด็ก * ผู้ชายละเมิดสิทธิผู้หญิง * ผู้ปกครองละเมิดสิทธิของผู้ถูกปกครอง * คนรวยละเมิดสิทธิคนจน * ผู้ถืออาวุธละเมิดสิทธิของผู้ไม่มีอาวุธ * ผู้สื่อสารละเมิดสิทธิของผู้รับสาร * นักการเมืองละเมิดสิทธิของประชาชน ระบบการดูแลมิให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนจึงกว้างขวางลึก ซึ้งและยาก ซึ่งต้องการความเข้าใจและร่วมมือของคนทั้งมวล การเคารพ สิทธิมนุษยชน * จิตสำนึกใหม่ * การเคารพศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ * ประชาสังคม * ความเท่าเทียม ๑๖ ประเวศ วะสี # (๔) ความเท่าเทียม (equality) เพราะมีความเป็นมนุษย์เสมอกันจึงควรมีความเสมอภาค ความเสมอภาคทำให้ภราดรภาพเกิดขึ้นได้ง่าย ถ้าแตกต่างกัน มากเกินก็ยากที่จะเกิดภราดรภาพ ความเสมอภาคทางการเมืองแบบ ๑ คน ๑ เสียง (One man One vote) หาเพียงพอไม่ สหรัฐอเมริกาและอังกฤษเป็นตัวอย่างของ ประเทศที่มีความเสมอภาคทางการเมืองแบบ One man One vote แต่ขาดความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ ในระบบทุนนิยมคนส่วนน้อยมีอำนาจที่จะควบคุมระบบ เศรษฐกิจ และทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำอย่างมาก ดังที่กล่าวข้างต้น ประเทศเหล่านี้ยังจะต้องทำความเข้าใจถึงประชาธิปไตยทาง เศรษฐกิจ (economic democracy) เรื่องนี้จะหาโอกาสกล่าวถึงต่อไป ในขั้นนี้ต้องตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่าที่เรียกว่าเสรีภาพส่วนบุคคล ที่เชิดชูกันนั้น แท้ที่จริง ถ้าไม่ได้ตั้งอยู่ในฐานะแห่งการอยู่ร่วมกันอย่าง สมดุลแล้ว ก็คือเครื่องมือส่งเสริมความโลภที่จะกอบโกยเข้าสู่ตัวเอง และประเทศของตัวเองโดยไม่คำนึงถึงผู้อื่นและประเทศอื่น ใช่หรือไม่ การเคารพ สิทธิมนุษยชน จิตสำนึกใหม่ การเคารพศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ ประชาสังคม ความเท่าเทียม - ทางการเมือง - ทางสังคม - ทางเศรษฐกิจ พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๑๗ # (๕) ประชาสังคม (civility) ประชาสังคมคือสาระของประชาธิปไตย ประชาธิปไตยที่มีแต่รูปแบบ เช่น การเลือกตั้ง โดยไม่มีสาระ ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง และไม่สามารถนำไปสู่อรรถประโยชน์ของสังคม ประชาสังคมหมายถึงผู้คนในสังคมมีความสัมพันธ์ในแนวราบ มีความเสมอภาคและภราดรภาพ รวมตัวร่วมคิดร่วมทำกันในทุกพื้นที่ ในทุกองค์กรและในทุกเรื่อง ความเป็นประชาสังคมทำให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี การเคารพ สิทธิมนุษยชน จิตสำนึกใหม่ การเคารพศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ ความเท่าเทียม ประชาสังคม องค์ประกอบทั้ง ๕ ในโมเดลเพื่อการพัฒนานี้ เชื่อมโยงส่งผลถึงกันและกัน จับองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งขึ้นมาก็ควรจะเชื่อมโยงไปถึงอีก ๔ องค์ประกอบ จะเริ่มต้น ณ จุดใดก็จะแล่นเข้าไปเจอกันหมด และถ้าเป็นอย่างเชื่อมโยงกันทั้ง ๕ หรือเบญจพัฒนา แล้วไซร้ พึงหวังได้ถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลและศานติ ๑๘ ประเวศ วะสี # สังคมไทยขาดจิตสำนึก เรื่องความเป็นธรรม เรื่องความไม่เป็นธรรมหรือเรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เป็นเรื่องใหญ่มาก สัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพ ปัญหาสังคม ปัญหาการเมือง เช่น เรื่องอัตราตายในทารก อายุขัยของพลเมือง การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น อาชญากรรม ความรุนแรง การเกิดจลาจล และถ้าความเหลื่อมล้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ วันหนึ่งจะเกิดการปฏิวัติ ประชาชน ซึ่งแม้เกิดแล้วยังแก้ปัญหาไม่ได้ สังคมไทยขาดจิตสำนึกเรื่องความเป็นธรรม เพราะอยู่ในความ ไม่เป็นธรรมมานานจนเคยชินเห็นเป็นเรื่องธรรมดา และเกิดชุดความ เชื่อผิด ๆ เช่นว่า คนจนเพราะชาติปางก่อนทำบาปไว้ คนรวยเป็นเพราะทำบุญมามาก ขาดความเข้าใจ "ปัญหาเชิงโครงสร้าง" ว่าในสังคมมีโครงสร้างที่ ทำให้คนบางคนส่วนน้อย "รวยขึ้น" ในขณะที่ทำให้คนจน "จนลง" หรือ คนที่ไม่จนกลายเป็นคนจน หนังสือที่เพิ่งออกใหม่โดยนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชาว อเมริกันชื่อ Joseph E. Stiglitz (โจเซฟ สติกลิตซ์) ที่ชื่อว่า The Price of Inequality : How Today's Divided Society Endangers Our Future ซึ่งอาจแปลเป็นไทยว่า "ราคาแห่งความเหลื่อมล้ำ : สังคมที่ไม่ เท่าเทียมเป็นอันตรายต่ออนาคตของเราอย่างไร" พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๑๙ Joseph E. Stiglitz WINNER OF THE NOBEL PRIZE IN ECONOMICS THE PRICE OF INEQUALITY HOW TODAY'S DIVIDED SOCIETY ENDANGERS OUR FUTURE รูปที่ ๖ หนังสือ The Price of Inequality เขียนโดย Joseph E. Stiglitz ศาสตราจารย์โจเซฟ สติกลิตซ์ ว่าสังคมอเมริกันแบ่งเป็นพวก ๑% กับพวก ๙๙% พวก ๑% คือพวกรวยสุด ๆ คนอเมริกันที่รวยสุด ๆ ๒ คน คือ บิลล์เกตส์ กับ วอร์เรน บุฟเฟต ก็มีทรัพย์สินเท่ากับคนจนทั้งประเทศ รวมกันแล้ว การพัฒนาเศรษฐกิจจะไปสร้างความร่ำรวยให้คน ๑% ให้รวย ยิ่ง ๆ ขึ้น ขณะที่ใน ๓๐ ปีที่ผ่านมาคนจนไม่ได้ประโยชน์จากความเติบโต ทางเศรษฐกิจแต่กลับจนลง คนชั้นกลางถูกผลักให้จนลง สติกลิตซ์แสดงหลักฐานให้ดูว่าการเมืองประชาธิปไตย ๑ คน ๑ เสียงก็ไม่ช่วยแก้ไขความเหลื่อมล้ำนี้ แต่มีกลไกภายในที่ทำให้ การเมืองทำให้ ๑% รวยขึ้น ที่เหลือจนลง ที่ร้ายคือมีความเชื่อในหมู่นักคิดชั้นนำ เช่น สำนักมหาวิทยาลัย ซิคาโก ว่าที่ทำอย่างนี้ถูกต้องแล้ว! เรื่องนี้เถียงกันไม่ตก ๒๐ ประเวศ วะสี สติกลิตซ์พยายามหาหลักฐานขึ้นมาคัดค้านความเชื่อเรื่องการ ค้าเสรี การเงินเสรี ที่ว่าจะมีมือที่มองไม่เห็น (The invisible hand) เข้า มาจัดการให้เกิดความสมดุลโดยอัตโนมัติ ว่ามันไม่จริงอย่างไร "ปัญหาเชิงโครงสร้าง" เกือบจะไม่อยู่ในความคิดของคนไทย ซึ่ง มีวิธีคิดแบบดีชั่วส่วนบุคคล แถมกรรมเก่าเข้าไปอีก บวกกับคนไทยเป็น คนอ่านน้อยจึงไม่เข้าใจเรื่องยาก ๆ นี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมคนไทยกลุ่มหนึ่งพยายามรณรงค์ให้ สังคมไทยเป็นสังคมรักการอ่าน เพราะถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องยาก ๆ เราจะ ตายลูกเดียว หวังว่าจะมีคนไทยไปพยายามอ่านหนังสือ ๒ เล่ม ที่ว่าด้วย ความเหลื่อมล้ำกันให้มาก ๆ เล่มหนึ่งบอกไว้แล้วในชื่อว่า The Spirit Level* โดย Wilkinson และ Pickett และอีกเล่มหนึ่งก็คือ The Price of Inequality* โดย Stiglitz แปลเป็นภาษาไทยโดย คุณสฤณี อาชวา- นันทกุล นักแปลฝีมือยอดเยี่ยม เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ นายแพทย์วีระพันธ์ สุพรรณ- ไชยมาตย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น ได้จัดประชุมใหญ่ทาง วิชาการประจำปีในเรื่อง "บูรณาการ ... สร้างสุขภาวะ" ผู้จัดมีแนวคิดว่าสุขภาพหรือสุขภาวะไม่ใช่เรื่องโรงพยาบาล มด หมอหยูกยาเท่านั้น แต่หมายถึงการพัฒนาอย่างบูรณาการ เพราะฉะนั้น แม้การประชุมนี้จะจัดในโรงพยาบาลก็มีการเชิญผู้นำชุมชนท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้านมาร่วมด้วย * ฉบับแปลภาษาไทยโดย สฤณี อาชวานันทกุล ชื่อหนังสือ "ความไม่เท่าเทียม" และ ชื่อหนังสือ "ราคาของความเหลื่อมล้ำ" โดย สำนักพิมพ์ Openworlds พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๒๑ ผู้ได้รับเชิญที่ได้รับความสนใจจากที่ประชุมมากคือ ศาสตรา- จารย์คลินิก นายแพทย์ประดิษฐ์ ปัญจวีณิน ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาล ศิริราช ๒ แต่จุดสนใจอยู่ที่ว่าเห็นภาพในหนังสือพิมพ์และในโทรทัศน์ บ่อย ๆ ว่าคุณหมอประดิษฐ์ เป็นผู้เข็นรถพระที่นั่งในหลวง การมาเห็น "ตัวเป็น ๆ" จึงเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น ผมแนะนำว่าให้หาผู้ป่วยที่จนที่สุด มานั่งรถเข็นแล้ววานให้คุณหมอประดิษฐ์เข็นแล้วถ่ายรูปเอาไว้ เขาจะ ได้ภูมิใจว่าแม้เขาเป็นคนจนก็มีแพทย์ที่เข็นรถพระที่นั่งในหลวงมาเข็น รถให้เขานั่งได้ ดาราที่เรียกร้องความสนใจด้วยลีลาการเล่าเรื่องมากที่สุดคือ นายมาร์ติน วิลเลอร์ ชาวอังกฤษที่มาแต่งงานกับผู้หญิงชาวบ้านไทยและ มีอาชีพทำนาอยู่บ้านคำปลาหลาย อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น มาร์ตินอยู่มานานเว้าภาษาอีสาน และเข้าถึงวัฒนธรรมชุมชน ดี จึงสามารถเล่าเรื่องได้อย่างซาบซึ้งตรึงใจผู้ฟัง และเรียกเสียงฮาได้ จากมุกขำขันและหักมุมของเขา เช่น เขาว่าเขาเป็น อสม. ผู้ฟังก็คุ้นเคย กับคำนี้ว่าหมายถึง "อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน" แต่มาร์ติน ว่าแกเป็น "อาสาเมีย!" มาร์ตินอธิบายว่าชีวิตชุมชนที่เขาอยู่มีสุขภาวะหรือคุณภาพชีวิต ดีกว่าในอังกฤษอย่างไรบ้าง เขาเล่าว่า ญาติพี่น้องเขาเคยมาเยี่ยมเขาที่บ้านคำปลาหลาย มาร์ตินใช้คำว่า "มากันทั้งโคตร" เลย และพากันอิจฉาเขาไปตาม ๆ กัน ว่าคุณภาพชีวิตเขาดีกว่าพวกที่อังกฤษ ๒๒ ประเวศ วะสี เขาเล่าว่าเขาเคยกลับไปเยี่ยมพี่สาวที่อังกฤษ บ้านพี่สาวใส่ กุญแจถึง ๔ ชั้น ขโมยยังเข้าไปขโมยของได้ ที่อังกฤษมีความเหลื่อมล้ำ มากขโมยจึงซุกชุม ควรย้อนกลับไปดูกราฟความสัมพันธ์ระหว่างความ เหลื่อมล้ำกับปัญหาสุขภาพ และปัญหาสังคมต่าง ๆ อังกฤษกับสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่มีความความเหลื่อมล้ำ ของรายได้มากสุด ๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่มีปัญหาอาชญากรรมมาก สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่เอาประชาชนของตนไปจองจำไว้ ในคุกมากที่สุด ถ้าคิดเป็นสัดส่วนต่อประชากร คือมีคนอเมริกันอยู่ใน คุกประมาณ ๒ ล้านคนต่อประชากร ๓๐๐ ล้านคน ## การสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ลดความเหลื่อมล้ำ ประเทศไทยก็เป็นประเทศที่มีอาชญากรรมสูงมาก ทั้งอังกฤษ อเมริกา และไทย มีการสอนให้คนเป็นคนดีมาก ต้องถือว่าระบบการ ศึกษาทั้งหมดและระบบการศาสนาทั้งหมดคือ ระบบที่สอนให้คนเป็น คนดี ทั้งสองระบบนี้ใหญ่โตมาก แต่ถ้าคนจนไม่มีอะไรจะกินถึงสอนธรรมะเท่าใด ๆ เขาก็ลัก ขโมยอยู่ดี ความเหลื่อมล้ำหรือช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย เป็นปัจจัยเอื้อ อำนวยให้มีปัญหาอาชญากรรม เราจะต้องตราข้อนี้ไว้ให้ดี ๆ เพราะเราจะหลุดเข้าไปสู่ความคิด เชิงเวรกรรมแต่ชาติปางก่อน และการอบรมธรรมะโดยไม่สนใจปัญหา เชิงโครงสร้าง แล้วเราก็แก้ปัญหาไม่ได้ แต่เราก็ยังคิดอย่างเดิม ๆ พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๒๓ ผมจึงต้องเอาเรื่องของตำบลยกกระบัตร มาเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะเป็นตัวอย่างร่วมสมัยที่แสดงเรื่องนี้เป็นอย่างดี ที่ตำบลยกกระบัตร อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ย้อนหลังไป ๔๐-๔๕ ปี เต็มไปด้วยความชั่วนานาชนิด เช่น ลักขโมย การพนันยาเสพติด พระจะสอนอย่างไร ๆ ก็ไม่หาย จนแม้แต่พระก็ระอาใจ ดังที่เมื่อพระหนุ่มองค์หนึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดยกกระบัตรองค์ใหม่ พระอื่น ๆ ก็พยายามห้ามปรามว่าอย่าไปเลย ไอ้ตำบลนี้มันเลวจริง ๆ จ้างผมเดือนละพันบาทผมก็ไม่ไป แม้แต่เวลาผมถ่ายปัสสาวะยังไม่อยากหันหน้าไปทางยกกระบัตรเลย! แต่พระหนุ่มองค์นี้ ซึ่งต่อมาท่านเป็นพระครูสาครสังวรกิจท่านก็ไป ท่านจบป. ๔ เท่านั้น แต่ฉลาด ท่านเริ่มต้นจากการสำรวจชุมชน งานชุมชนต้องเริ่มจากข้อมูลชุมชน ท่านเห็นว่าเขายกจนมาก ท่านก็สรุปขั้นต้นว่า "เราอย่าเรี่ยไร" เขาเลย ชาวบ้านเขาจนอยู่แล้ว ถ้าพระไปเรี่ยไรจะทำให้เขาจนไปอีก ท่านเล่าว่าเคยมีชาวบ้านเดินมาตามท้องนา เห็นวัวสีเหลือง ๆ แต่ไกลนึกว่าพระ พากันหลบวูบวาบ เพราะกลัวพระจะเรี่ยไร ข้อที่สอง ต้องช่วยให้เขามีอาชีพจะได้หายจน ท่านก็ไปศึกษาว่าภูมิประเทศอย่างยกกระบัตรนี้ควรจะทำอาชีพอะไร สรุปว่าควรปลูกมะพร้าวและทำน้ำตาลมะพร้าวขาย ท่านก็ไปเรียนเรื่องการปลูกมะพร้าวจนเป็นผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ดู และปลุกระดมให้คนทั้งตำบลปลูกมะพร้าว จะเรียกว่า Education for All หรือการศึกษาสำหรับคนทั้งมวลเพื่อการมีสัมมาชีพก็ได้ ๒๔ ประเวศ วะสี คนทั้งตำบลยกกระบัตรก็หันมาปลูกมะพร้าวและทำน้ำตาล มะพร้าวขาย น้ำตาลมะพร้าวของยกกระบัตรมีชื่อว่าหอมอร่อย คนยกกระบัตรทุกคนมีรายได้ ๒๐๐-๔๐๐ บาทต่อวัน (ในสมัยนั้น) เรียกว่ามีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ปรากฏว่าความชั่วต่าง ๆ เช่น ลักขโมย เล่นการพนัน ยาเสพติด หายไปหมด สรุปว่าการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ เป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันด้วยความร่มเย็นเป็นสุขหรือศีลธรรม ไม่ใช่การสอนศีลธรรม การสอนศีลธรรมเป็นส่วนเสริมไม่ใช่พื้นฐาน ควรพิจารณาข้อความข้างต้นให้นาน ๆ เป็นข้อความฉกรรจ์ ที่ต่างไปจากความเชื่อเดิม ถ้าทำแต่ส่วนเสริม (คือการสอนศีลธรรม) แต่ไม่ทำส่วนพื้นฐาน (คือการสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่) ศีลธรรมก็ไม่เกิด ดังที่มีความเสื่อมเสียทางศีลธรรมมากในประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และในประเทศไทย ระบบเศรษฐกิจโลกไม่ได้มุ่งสัมมาชีพเต็มพื้นที่ แต่มุ่งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเมื่อเติบโตแล้วมีความเหลื่อมล้ำมาก มีคนว่างงานมาก มีอาชญากรรมมาก ดังกล่าวแล้ว ฉะนั้น คำว่า การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่จึงเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๒๕ ถ้าทุกอย่างมุ่งไปสู่การสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ก็จะทำได้ และเกิด ความร่มเย็นเป็นสุขร่วมกัน ดังในกรณีตำบลยกกระบัตร แม้ยังมีความ เหลื่อมล้ำ ก็ยังมีประกันว่าคนจนที่สุดก็ยังมีงานทำ มีรายได้ ไม่เกิด อาชญากรรม ไม่เกิดจลาจล # ความเจริญทางวัตถุ เพิ่มความวิตกกังวล เรามุ่งหวังให้มีการอยู่ร่วมกันด้วยความสุข แต่ก็เป็นเรื่องยาก สุด ๆ เพราะสังคมสลับซับซ้อน ยากที่จะเข้าใจ และยากที่จะจัดการ ให้การอยู่ร่วมกันเป็นสุขภาวะ ที่ทำให้ยากขึ้นไปอีกคือ ความเชื่อและวิธีคิดของคนไทย ทำนอง ความดีเลวของปัจเจกบุคคลและกรรมแต่ชาติปางก่อน โดยไม่เข้าใจ โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม อันเป็นกรรมในชาติปัจจุบัน เป็นกรรมเชิง โครงสร้าง ซึ่งถ้าเข้าใจก็สามารถแก้ไขได้ในชาตินี้ วิลคินสันและพิกเกตต์ นักระบาดวิทยาชาวอังกฤษได้ใช้ข้อมูล หลักฐานจากการวิจัย เพื่อแสดงให้เห็นว่า ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เป็นรากเหง้าของทุกขสังคม ในมิติต่าง ๆ เช่น ความวิตกกังวล สภาวะ ซึมเศร้า การใช้ยาเสพติด การฆ่าตัวตาย การฆ่าผู้อื่นตาย การต้องเอา คนไปติดคุกจำนวนมาก การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น เป็นต้น นักจิตวิทยาชื่อ จีน ทเวนส์ ได้รวบรวมการวิจัย ๒๖๙ ชิ้นที่แสดง ว่าความวิตกกังวลของคนอเมริกันในช่วง ค.ศ.1955-1995 นั้นเพิ่มขึ้น ดังรูปที่ ๗ ๒๖ ประเวศ วะสี รูปที่ ๗ ภาพแสดงความวิตกกังวลของคนอเมริกันในช่วง ค.ศ. 1955-1995 แสดงว่าความเจริญทางวัตถุที่เพิ่มมากขึ้นไม่ได้ช่วยลดความวิตกกังวลลง แต่กลับเพิ่มขึ้น สภาวะซึมเศร้า (depression) กับความวิตกกังวลไปด้วยกัน และเป็นเหตุให้มีการการฆ่าตัวตายมากขึ้น **ความเชื่อถือไว้วางใจกัน** ความเชื่อถือไว้วางใจกัน (Trust) ความเชื่อถือไว้วางใจกันทำให้เกิดความหย่อนคลายและความสุข การขาดความเชื่อถือไว้วางใจกันทำให้เกิดความเครียดและความทุกข์ ระดับความเชื่อถือไว้วางใจกันในประเทศต่าง ๆ มีความสัมพันธ์กับความเหลื่อมล้ำเรื่องรายได้ สรุปดังภาพหน้าถัดไปรูปที่ ๘ พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๒๗ รูปที่ ๘ ภาพแสดงความเหลื่อมล้ำเรื่องรายได้กับระดับความเชื่อถือไว้วางใจในสังคม (ที่มา Wilkinson and Pickett) สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ โปรตุเกส เป็นกลุ่มประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำรายได้สูง ประเทศแถบสแกนดิเนเวียและญี่ปุ่นเป็นกลุ่มประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำ ความเหลื่อมล้ำสูงหรือความเหลื่อมล้ำต่ำ ไม่ได้เกิดเองหรือกรรมบันดาล แต่เกิดจากนโยบาย ในสหรัฐอเมริกา พรรคริพับลิกันพยายามลดภาษีให้คนรวย! กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย เก็บภาษีคนรวยสูงมาก ญี่ปุ่นพยายามให้รายได้ของกลุ่มต่างๆ ใกล้เคียงกัน นโยบายจึงเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราต้องการสังคมที่เป็นธรรมประชาชน สื่อมวลชน มหาวิทยาลัย จะต้องสนใจนโยบายมากขึ้น ๒๘ ประเวศ วะสี # ปัญหาสุขภาพจิตและยาเสพติด ในประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา เด็กอังกฤษประมาณ ๑ ล้านคน หรือ ๑ ใน ๑๐ ที่อายุระหว่าง ๕-๑๖ ปี เจ็บป่วยทางสุขภาพจิต โรงเรียนมัธยมใด ๆ ที่มีนักเรียน ๑,๐๐๐ คน จำนวน ๕๐ คน จะเป็นโรคซึมเศร้าขนาดหนัก ๑๐๐ คนจะทุรนทุราย ๑๐-๒๐ คนจะเป็น compulsive-obcessive disorder เด็กผู้หญิง ๕-๑๐ คน จะเป็นโรคผิด ปกติเกี่ยวกับการกิน (แบบเจ้าหญิงได้อานา?) ในสหรัฐอเมริกา เด็กร้อยละ ๖ ถูกวินิจฉัยว่าเป็น Attention Deficit Hyperactivity Disorder ในการสำรวจแห่งชาติพบว่า เกือบร้อยละ ๑๐ ของเด็กอายุ ๓-๑๗ ปี มีปัญหาอย่างรุนแรงทางอารมณ์ ทางสมาธิ ทางพฤติกรรม หรือความสามารถในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น สำหรับผู้ใหญ่ การสำรวจในประเทศอังกฤษ เมื่อ ค.ศ. 2000 พบว่าร้อยละ ๒๓ เป็นโรคประสาท เป็นโรคจิต หรือติดเหล้า ติดยาเสพ ติด และร้อยละ ๔ มีความผิดปกติหลายอย่าง ใน ค.ศ. 2005 แพทย์ในอังกฤษออกใบสั่งยาต้านอาการซึมเศร้า ๒๙ ล้านใบ ในสหรัฐอเมริกา ๑ ใน ๔ ของผู้ใหญ่มีอาการทางสุขภาพ จิตในรอบปีที่ผ่านไป ในจำนวนนี้เกือบ ๑ ใน ๔ มีอาการรุนแรง ในชั่วชีวิตกว่าครึ่งของคนอเมริกันมีปัญหาสุขภาพจิต ในปี ๒๐๐๓ สหรัฐอเมริกา เสียค่าใช้จ่ายกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ในการ รักษาปัญหาสุขภาพจิต พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๒๙ # ความเหลื่อมล้ำเรื่องรายได้ กับปัญหาสุขภาพจิต รูปต่อไปแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างความเหลื่อมล้ำของรายได้กับปัญหาสุขภาพจิต ทำไมประเทศที่ร่ำรวยหรือที่เรียกว่า affluent จึงมีคนมีปัญหาสุขภาพจิตตกมาก นักจิตวิทยาชาวอังกฤษ ชื่อ Oliver James (โอลิเวอร์ เจมส์) ว่าในสังคมเหล่านี้มีเชื้อ 'affluenza' virus นี้เป็นการเลียนเสียงไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่เรียกว่า influenza virus ส่วน 'affluenza' virus คือไวรัสของสังคมที่ร่ำรวย ร้อยละที่มีปัญหาสุขภาพจิต ๒๕.๐ ๒๐.๐ ๑๕.๐ ๑๐.๐ ๕.๐ ๐.๐ ต่ำ ความเหลื่อมล้ำรายได้ สูง ยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม เยอรมนี สเปน อิตาลี รูปที่ ๙ ภาพแสดงความเหลื่อมล้ำเรื่องรายได้กับร้อยละที่มีปัญหาสุขภาพจิต (ที่มา Wilkinson and Pickett) ๓๐ ประเวศ วะสี รูปที่ ๑๐ ภาพแสดงความเหลื่อมล้ำเรื่องรายได้กับดัชนีการใช้ยาเสพติด (ที่มา Wilkinson and Pickett) ในสังคมเช่นนี้คนให้คุณค่ากับการมีเงินทองทรัพย์สมบัติ การดูดีในสายตาของผู้อื่น และสถานภาพทางสังคม ทำให้ประชาชนมีความวิตกกังวลสูง เสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้า และโรคบุคลิกเบี่ยงเบน ทำให้หันไปพึ่งยาเสพติด การมีฐานะทางสังคมที่ทำให้เจ็บปวด จึงไม่น่าแปลกใจที่ในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำ ประชาชนจะหันไปหายาเสพติด เช่น โคเคนกัญชา เฮโรอีน เอคตาซี แอมเฟตามีน รูปข้างต้น (รูปที่ ๑๐) แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความเหลื่อมล้ำเรื่องรายได้กับดัชนีการติดยาเสพติดในประชากร พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๓๑ # การทดลองในลิง สถานภาพทางสังคมที่มีผลต่อสุขภาพจิตนั้นสะท้อนออกมาที่ สารเคมีในสมอง Serotonin (ซีโรโทนิน) และ dopamine (โดพามีน) เป็นสารเคมีที่สำคัญต่ออารมณ์ ระดับซีโรโทนินและโดพามีนที่ต่ำพบใน คนที่เป็นโรคซึมเศร้าและโรคทางสุขภาพจิตอื่น ๆ ## มีการทดลองในลิง เขาเอาลิงขังไว้ในกรง ๆ ละ ๔ ตัว มันจะจัดความสัมพันธ์ใน หมู่ของมันเอง ว่าตัวไหนมีฐานะสูงต่ำ เมื่อเอาตัวที่มีฐานะสูงจากกรงต่าง ๆ มาอยู่รวมกัน มันก็มีการ จัดฐานะสูงต่ำอีก เมื่อเอาตัวที่มีฐานะต่ำจากกรงต่าง ๆ มาอยู่รวมกัน มันก็มีการ จัดฐานะสูงต่ำอีก เขาสแกนดูสมองลิงก่อนและหลังที่ให้มันอยู่เป็นกลุ่ม เขาเอาโคเคนไว้ในกรงให้ลิงกดเอาโคเคนได้ตามความต้องการ ตัวที่มีฐานะต่ำจะเครียด เมื่อเอาโคเคนใส่เข้าไปในกรง ตัวที่มี ฐานะต่ำจะเสพและติดโคเคน ผลการทดลองแสดงชัดเจนว่าลิงตัวที่มีสถานะสูงว่าตัวอื่นมีโด พามีนในสมองสูงขึ้น ตัวที่มีฐานะต่ำจะมากดเอาโคเคนมากกว่าตัวฐานะสูง! จึงไม่น่าแปลกใจว่าสังคมที่คนมีความเหลื่อมล้ำเรื่องรายได้มาก จะมีคนติดยาเสพติดกันมาก และแก้ปัญหาไม่ตก ๓๒ ประเวศ วะสี การติดสารเสพติดไม่ใช่เรื่องของสารอย่างเดียว คนจนคนที่ไม่มีทางเลือก คนที่มีสถานภาพทางสังคมต่ำจะติดอะไร ๆ ได้ง่าย เมื่อก่อนชาวไร่ชาวนาที่ยากจน กินยาแก้ปวด APC แล้วติดยากันเป็นจำนวนมาก ผมเคยรณรงค์ให้เอา C คือ caffeine (กาแฟอีน) ออกจากยาแก้ปวด วันหนึ่งเดินสวนกับแพทย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งคือ นายแพทย์สมัยจันทวิมล ท่านพูดกับผมว่า "ประเวศเอ๋ย อย่าไปทำเลย" ท่านพูดต่อไปว่า "คนไทยเนี่ยมันต้องติดอะไรสักอย่าง ดูดนิ้วหัวแม่มือมันยังติดเลย" การติดสารเสพติด การเสพติดการพนัน การเสพติดความฟุ่มเฟือยแบรนด์เนมต่าง ๆ มีที่มาจากปัญหาทางสังคม ขอให้เรามาติดตามเรื่องความเหลื่อมล้ำกันต่อไป "หลุมดำแห่งความเหลื่อมล้ำ" เราอยากมีสังคมดี แต่เราทำไม่สำเร็จโดยการสั่งสอน คนไทยควรทำความเข้าใจว่ามีวิธีอื่นที่จะทำให้สังคมดี นอกเหนือไปจากการสั่งสอน โดยเรียนจากของจริงที่เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ ไม่ใช่โดยความเห็นหรือทฤษฎี หรือการคาดเดา นักวิชาการ ๒ ท่านคือ วิลคินสันและพิกเกตต์ ได้วิจัยและรวบรวมหลักฐานมาแสดงให้เราเห็น ดังที่นำมาเล่าในคอลัมน์นี้ต่อเนื่องกันมาว่า ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของประชากรในสังคมมีความสัมพันธ์กับการเป็นสังคมดีหรือไม่ดี โดยพบดังนี้ พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๓๓ <table><tr><td>กลุ่มประเทศ ที่มีความเหลื่อมล้ำน้อย</td><td>กลุ่มประเทศ ที่มีความเหลื่อมล้ำมาก</td></tr><tr><td>ญี่ปุ่น สวีเดน เดนมาร์ก นอร์เวย์ ฟินแลนด์</td><td>สหรัฐอเมริกา อังกฤษ โปรตุเกส และอื่น ๆ</td></tr><tr><td>สังคมดี</td><td>สังคมไม่ดี</td></tr><tr><td>สูงกว่า - ต่ำกว่า -</td><td>อายุขัย - อัตราตายในทารก -</td></tr><tr><td>ต่ำกว่า - ต่ำกว่า -</td><td>การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น -</td></tr><tr><td>ต่ำกว่า - อาชญากรรม การจับคนขังในคุก -</td><td>สูงกว่า - การฆ่ากันตาย -</td></tr><tr><td>ต่ำกว่า - ดีกว่า -</td><td>สุขภาพจิต -</td></tr><tr><td>น้อยกว่า - สูงกว่า -</td><td>การใช้ยาเสพติด - มากกว่า -</td></tr><tr><td>สูงกว่า -</td><td>ความเชื่อถือไว้วางใจกัน - ต่ำกว่า</td></tr></table> เพื่อให้ติดตาจึงเสนอภาพวาด "หลุมดำแห่งความเหลื่อมล้ำ" ดัง รูปที่ ๑๑ "หลุมดำแห่งความเหลื่อมล้ำ" สัมพันธ์อยู่กับปัญหาสุขภาพ และ ปัญหาสังคมต่าง ๆ ถ้าเราไม่เข้าใจเรื่อง "หลุมดำ" ที่เป็นรากเหง้าของปัญหา แล้ว พยายามแก้แต่ที่อาการ เช่น เรื่องยาเสพติด เรื่องความรุนแรง เรื่อง พฤติกรรมของวัยรุ่น ปัญหานักเรียนอาชีวะตีกัน แก้เท่าไร ๆ ก็ไม่สำเร็จ ลองนึกถึงประเทศอังกฤษ และสหรัฐอเมริกาที่เป็นต้นแบบ เสรีภาพและประชาธิปไตย เมื่อพัฒนาไป ๆ กลายเป็นประเทศที่มีความ เหลื่อมล้ำสุด ๆ แล้วมีปัญหาทั้ง ๘ ประการรอบ ๆ หลุมดำเหล่านี้ในรูป ที่ ๑๑ ควรจะเป็นบทเรียนแก่เรา ๓๔ ประเวศ วะสี # ความเหลื่อมล้ำ รายได้ * อายุขัย * ความเชื่อถือ ไว้วางใจกัน * การศึกษา และคุณภาพ เยาวชน * ปัญหาสุขภาพจิต ยาเสพติด * อัตราตาย ในทารก * ตั้งครรภ์ ในวัยรุ่น โรคอ้วน * อาชญากรรม จำนวนนักโทษ ในคุก * ความรุนแรง การฆ่ากันตาย รูปที่ ๑๑ ภาพหลุมดำแห่งความเหลื่อมล้ำสัมพันธ์อยู่กับปัญหา ๘ ประการ แม้บ้านเมืองจะระงมไปด้วยความขัดแย้งทางการเมือง ไม่มีใคร ฟังใคร ไม่สนใจข้อมูล ความรู้ เหตุผล อย่างไรก็ตาม ควรจะมีคนไทยส่วนหนึ่ง ยิ่งมากยิ่งดี ที่เป็นอิสระ สำนึกในศักดิ์ศรีและคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ พยายามเข้าถึงความจริง ความดี ความงาม เป็นคนไทยหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์ หรือจะไปถึงเป็นคน ไทยหัวใจพระโพธิสัตว์ด้วยก็ได้ ขวนขวายหาความรู้และเรียนรู้ร่วมกันใน การปฏิบัติ เพื่อช่วยให้เพื่อนมนุษย์ดีขึ้น โดยมีการอยู่ร่วมกันด้วยมิตรไมตรี อย่างสมดุล ทั้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ แวดล้อม อันเป็นความปกติสุขและยั่งยืน แม้เพราะเหตุนี้จึงควรทำความเข้าใจว่าทำไมความเหลื่อมล้ำ จึงสำคัญนัก พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๓๕ # สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ การอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม มีความสำคัญมากทั้งสำหรับคน และสัตว์ ลองดูสุนัข ถ้าตัวหนึ่งได้กินมากกว่าตัวอื่น ๆ มันจะกัดกัน เจี๊ยวจ้าวไปหมด แต่ถ้ามันได้กินเสมอกันทุกตัวก็จะเกิดความสงบความ เสมอภาคหรือสมานัตตา คือความมีตนเสมอกัน เป็นปัจจัยของมิตรภาพ หรือภราดรภาพ ทำให้อยู่ร่วมกันอบอุ่น การอยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่นเป็นปัจจัยให้สุขภาพดี สังคมใดมีความอบอุ่นผู้คนจะไม่ค่อยเจ็บป่วยด้วยความดัน โลหิตสูง โรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง และมีอายุยืน แต่ถ้าผู้คนมีฐานะแตกต่างกันมาก คนหนึ่งจนมาก คนหนึ่งรวย มาก ขาดความเสมอภาค จะเกิดภราดรภาพได้อย่างไร ย่อมเกิดความ ห่างเหินและความเครียดขึ้นในสังคม ความเชื่อถือไว้วางใจกันก็น้อยลง มนุษย์มีความอ่อนไหวเรื่องสถานภาพทางสังคม (social sta- tus) คนที่มีสถานภาพทางสังคมต่ำ ย่อมมีความเครียดและขาดความ สุข ความเครียดเรื้อรังทำให้ความดันโลหิตสูง เป็นโรคหัวใจ เป็นเบา หวาน ภูมิต้านทานต่ำ เป็นโรคติดเชื้อ และโรคมะเร็งได้ง่าย คนที่น้อยเนื้อต่ำใจและเครียดจะมีความอดทนต่ำ ในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำมากจึงมีอาชญากรรมมาก มีความ รุนแรง เช่น การฆ่ากันตายสูง มีปัญหาสุขภาพจิตและการใช้ยาเสพติดสูง คนรวยที่อยู่ในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำมากก็มีความเครียดสูง ด้วย เพราะสังคมอย่างนี้มีความไว้เนื้อเชื่อใจกันต่ำ มีอาชญากรรมสูง ๓๖ ประเวศ วะสี สหรัฐอเมริกาใช้เงินในเรื่องสุขภาพสูงถึงร้อยละ ๑๗ ของจีดีพี แต่ดัชนีสุขภาพก็สู้ญี่ปุ่นที่ใช้เงินงบประมาณเพื่อสุขภาพต่ำกว่าไม่ได้ คือ คนญี่ปุ่นมีอายุยืนกว่า อัตราตายในทารกต่ำกว่า โรคอ้วนน้อยกว่า การ ฆ่ากันตายน้อยกว่า คนติดคุกน้อยกว่า คนติดยาเสพติดน้อยกว่า สหรัฐยังต้องใช้งบประมาณไปเป็นจำนวนมากเพื่อขยายคุกและ เลี้ยงนักโทษกว่า ๒ ล้านคนที่อยู่ในคุก จะเห็นว่าสหรัฐอเมริกาต้องใช้เงินจำนวนมากไปในการแก้ ปัญหา ซึ่งเป็นผลพวงของความเหลื่อมล้ำเรื่องรายได้ ถึงกระนั้นก็แก้ไม่ ได้ผล สู้เอาเงินจำนวนมากศาลที่ต้องตามล้างตามเช็ดปัญหาสุขภาพ และสังคม อันเกิดจากความเหลื่อมล้ำ มาใช้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำจะ ไม่ดีกว่าหรือ ถ้าจะมีนโยบายสาธารณะใหญ่อันใดที่จะสร้างสังคมสุขภาวะ นโยบายใหญ่นั้นคือการสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ นี้เป็นเรื่องที่คนไทยทุกภาคส่วนควรจะทำความเข้าใจ และช่วย กันขับเคลื่อนทิศทางนโยบายใหญ่นี้ # ความเหลื่อมล้ำเรื่องอำนาจ ทำลายความดีงาม ศาสตราจารย์สติกลิตซ์ นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันผู้ได้รับ รางวัลโนเบล ได้หาหลักฐานต่าง ๆ มาโต้แย้งความเชื่อของลัทธิทุนนิยม ที่ครองพื้นที่อยู่อย่างหนาแน่นในสหรัฐอเมริกาว่าสิ่งที่เป็นไปคือให้ทุน มีอิสรเสรีที่จะทำการนั้นเป็นสิ่งที่ดี พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๓๗ สติกลิตซ์ว่าทุนนิยมเสรีที่เป็นไปนั้น ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ เรื่องอำนาจ คน ๑ เปอร์เซ็นต์ที่ได้ประโยชน์จากการพัฒนาแบบนี้มี อำนาจมากกว่าคนที่เหลือทั้งหมด ความเหลื่อมล้ำเรื่องอำนาจทำลายความดีงามอื่น ๆ เช่น ## ๑. ประชาธิปไตยไม่เป็นประโยชน์ต่อคนทั้งหมด ถึงแม้สหรัฐอเมริกาจะมีประชาธิปไตยแบบ ๑ คนมี ๑ เสียงเท่า เทียมกันก็จริง แต่พวกคนรวยก็พยายามกีดกันให้คนจนไปลงคะแนน ไม่ได้ คนจนประมาณ ๕๐ ล้านคนไม่ได้ไปลงคะแนน และเมื่อเลือก ผู้แทนไปแล้ว นักการเมืองเหล่านั้นก็ตกเป็นเหยื่อของล็อบบี้ยีสต์ที่ บริษัทต่าง ๆ จ้างไว้ ซึ่งมีจำนวนมากกว่านักการเมือง เพื่อจะให้ออก กฎหมายและออกเสียงที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัท และกฎหมายก็ยอม ให้บริษัท "บริจาค" เงินให้แก่นักการเมืองที่สนองประโยชน์ และบริษัท สามารถออกความเห็นทางการเมืองได้เช่นเดียวกับบุคคล บริษัทขนาดใหญ่ ๆ มีอำนาจมากกว่าบุคคลขนาดไหนก็พอจะ คิดกันได้ไม่ยาก ตกลงประชาธิปไตยที่ต่อสู้กันมาแทบตาย ก็มลายลงด้วย อำนาจทุนขนาดใหญ่ ## ๒. ความเหลื่อมล้ำกระทบต่อการเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจ มีความเชื่อกันในหมู่ฝ่ายขวาในอเมริกาว่า ความเหลื่อมล้ำเป็น ประโยชน์ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ๓๘ ประเวศ วะสี แต่สติกลิตซ์เอาตัวเลขมายืนยันให้ดูว่าไม่จริงหรอก ความ เหลื่อมล้ำมีผลลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ## ๓. ความยุติธรรมที่ไม่ยุติธรรม เมื่ออำนาจเหลื่อมล้ำกันราวฟ้ากับดิน ก็ย่อมกระทบถึงความ ยุติธรรม ในสหรัฐอเมริกาใช้การเลือกตั้งผู้พิพากษา คนจนเข้าไม่ถึงการ เลือกตั้งทุกชนิด ## ๔. โอกาสที่ไม่เท่าเทียมกัน สหรัฐอเมริกาเคยขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศแห่งโอกาส ใครจะจน อย่างไรก็มีโอกาสเลื่อนฐานะเสมอ เดี๋ยวนี้จากผลการวิจัยปรากฏว่าไม่ จริงอีกต่อไป ลูกคนจนมีโอกาสทางการศึกษาน้อย โอกาสที่จะเลื่อนฐานะ ทางเศรษฐกิจน้อย คนรวย ๑ เปอร์เซ็นต์ที่ได้ประโยชน์จากการพัฒนาปัจจุบัน พยายามจะรักษาประโยชน์ไว้กับพวกของตน ใน ๓ ทศวรรษที่ผ่านมาคนจนไม่ได้ประโยชน์จากการพัฒนา หรือมีฐานะย่ำแย่ลงกว่าเดิม ## ๕. ความไม่เชื่อถือไว้วางใจกัน ความเชื่อถือไว้วางใจกัน (Trust) ทำให้รู้สึกอบอุ่น ทำให้สังคม เข้มแข็ง พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๓๙ สภาพแห่งความเหลื่อมล้ำที่มากเกินได้บ่อนทำลายความเชื่อ ถือไว้วางใจกัน เช่น ไม่เชื่อถือไว้วางใจนักการเมืองว่าจะทำเพื่อ ประชาชนจริงหรือเปล่า ไม่ไว้วางใจนักการธนาคารว่าจะไม่โกง จะไม่ แต่งตัวเลข จะไม่เอาผลประโยชน์เข้าตัวเองมากเกิน ที่ผ่านมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ สถาบันการเงินจำนวนมากได้เกิดความ ฉ้อฉลอย่างไม่น่าเชื่อ เวลามีกำไรตัวเองก็เอาไป แต่ว่าเวลาตัวเองจะล่ม สลายก็ต้องมาเอาเงินของรัฐบาลหรือของประชาชนไปค้ำไว้ไม่ให้ล้ม อย่างนี้มันเกินไป จนเกิดอาการทนไม่ไหว พากันไปยึดครอง วอลล์สตรีท หรือถนนที่สถาบันการเงินตั้งอยู่ ที่เรียกว่า Occupy Wall Street การประท้วงความไม่เป็นธรรมทำนองนี้คงจะมีขึ้นอีก ความเชื่อถือไว้วางใจสื่อกระแสหลักก็มีน้อยลง เพราะไม่แน่ใจ ว่าคุณจะรับจ้างนายทุนมาสื่อสารให้คลาดเคลื่อนไปจากความจริงหรือ ไม่ ## ๖. ปัญหาอาชญากรรม ที่ใดมีความเหลื่อมล้ำมาก ที่นั่นจะมีปัญหาอาชญากรรมมาก สหรัฐอเมริกาขึ้นชื่อว่าเอาคนไปติดคุกมากที่สุดต่อสัดส่วน ประชากร มีคนอเมริกันกว่า ๒ ล้านคนถูกจำคุก ส่วนใหญ่เป็นคนจน ต้องเสียเงินเสียทองเป็นจำนวนมากในการดำเนินคดีและควบคุมคนไว้ ในคุก แทนที่จะใช้เงินจำนวนนี้ไปลดความเหลื่อมล้ำ เมื่อเฮอร์ริเคนแคททรีนาเข้าเมืองนิวออร์ลีนส์เมื่อ ๖ ปีก่อน (เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘) เกิดจลาจลปลั่มสะดมกันทั้งเมือง จนต้อง ใช้กองกำลังติดอาวุธเข้าไปควบคุม ในขณะที่ญี่ปุ่นเมื่อ ๒ ปีก่อน (มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔) เกิดคลื่น สึนามิถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟูกุชิมะ คนญี่ปุ่นสงบ ช่วยเหลือกันดี ๔๐ ประเวศ วะสี # ๗. ทุนทางสังคมตกต่ำลง ทุนทางสังคม (Social capital) คือการที่คนในสังคมมีความเชื่อถือไว้วางใจกัน มีความรู้สึกอบอุ่น เข้ามารวมตัวร่วมคิดร่วมทำ เกิดเป็นสังคมเข้มแข็ง หรือสังคมที่มีความเจริญถ่ายเดียว ตามหลักอปรินานิยธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนเป็นอันมากในครั้งสุดท้ายที่ประทับบนเขาคิชฌกูฏ เมืองราชคฤห์ ## ทุนทางสังคมทำให้สุขภาพ เศรษฐกิจ การเมือง และศีลธรรมดี ความเหลื่อมล้ำที่มีในสหรัฐอเมริกา ทำให้ความเชื่อถือไว้วางใจกันในสังคมลดน้อยลง ความเสมอภาคลดน้อยลง ฉะนั้นภราดรภาพและความเข้มแข็งทางสังคมก็ลึกกร่อนลง # ๘. การสื่อสารบิดเบี้ยวทำให้ประชาชนไม่รู้ความจริง ผู้กุมอำนาจทางการเงินจะกุมอำนาจทางการสื่อสารด้วยสามารถกำหนดการรับรู้ของประชาชน เช่น ประชาชนจำนวนมากไม่ตระหนักรู้ถึงความเหลื่อมล้ำและความอยุติธรรมอย่างรุนแรงที่ดำรงอยู่เรียกว่าโลภะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้นพร้อมกัน # ๙. คนรวยนำประเทศเข้าไปทำสงคราม คนจนต้องไปตายในสงคราม การพัฒนาทุนนิยมขนาดใหญ่เป็นการนำไปสู่สงคราม แสดงให้เห็นเด่นชัดว่าโลภะนำไปสู่โทสะคือความรุนแรง เมื่อบริษัทอีสต์อินเดียของอังกฤษมาค้าขายกับอินเดีย เดิมก็ทำการค้า แต่ทำไมไม่ทันกับความโลภ ต่อมาก็ทำสงครามยึดอินเดียเสียเลย พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๔๑ ญี่ปุ่นในสมัยเอโดะมีสันติภาพมา ๒๖๐ ปี เมื่อถูกเรือรบของ อเมริกันมาบังคับให้เปิดประเทศ ก็รีบพัฒนาอุตสาหกรรม แล้วก็ไปรบ กับรัสเซีย ยึดเกาหลี ไต้หวัน บุกเข้าจีน สงครามโลก ๒ ครั้ง ก็มาจากความขัดแย้งกันเรื่องผลประโยชน์ มหาอำนาจนั้นค้าอาวุธด้วย จะขายอาวุธได้ดีก็ต่อเมื่อมีสงคราม อเมริกาไปทำสงครามในตะวันออกกลาง ก็มีผู้กล่าวหาว่า เพราะต้องการน้ำมัน บริษัทที่ได้ผลประโยชน์จากการบุกอิรักก็มีเครือ ข่ายของอดีตรองประธานาธิบดีเชนนีย์อยู่ด้วย ในการเข้าสู่สงครามคนที่กำหนดนโยบายไม่ต้องตายแถมได้ กำไรเสียอีก ที่เขาเรียกว่าพ่อค้าสงคราม แต่ทหารที่เป็นคนจนต้องไปรบลำบากลำบน ต้องไปตาย ต้อง กลับมาเป็นคนเป็นโรคประสาท เป็นโรคฆ่าตัวตาย และผู้คนในประเทศ คู่สงครามที่ต้องล้มตายลงอย่างน่าเนจอนาถ ดังในสงครามเวียดนาม ซึ่งลองคิดย้อนหลังดูไม่รู้ว่าสหรัฐ อเมริกามาทำสงครามเพื่ออะไร เด็กหนุ่มอเมริกันต้องมาตายไปถึง ๕๐,๐๐๐ คน แต่คนเวียดนามนั้นตายไปกว่า ๒ ล้านคน ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะเห็นว่าสุขภาวะทางสังคมโดยรวมเป็น เรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมาก ในระดับปัจเจก อาศัยความเข้าใจและความเพียรของบุคคลอาจ ประสบสุขภาวะโดยสมบูรณ์ ทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทาง ปัญญา เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ในระดับสังคม ถ้าเป็นชุมชนขนาดเล็ก ที่ถือการอยู่ร่วมกันเป็น ตัวตั้ง การอยู่ร่วมกันด้วยความสุขและความยั่งยืน เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ๔๒ ประเวศ วะสี แต่ในสังคมขนาดใหญ่ เช่น ระดับเมือง ระดับมหานคร ระดับ ประเทศ และระดับโลก เป็นไปได้ยาก สัมพันธภาพของสังคมขนาดเล็ก เช่น ครอบครัวและชุมชนกับ สังคมใหญ่ไม่เหมือนกัน สังคมขนาดเล็กสัมพันธ์กันด้วยใจ แต่สังคม ขนาดใหญ่ สัมพันธ์กันด้วยเรื่องอำนาจ และเรื่องเงินซึ่งก็คืออำนาจ อำนาจเดิมคืออำนาจรัฐหรืออำนาจของผู้ปกครอง ซึ่งในครั้ง โบราณก็เป็นอำนาจเผด็จการ สังคมต่าง ๆ ได้ผ่านการต่อสู้ถึงต้องล้มตายกัน มีการตัดศีรษะ กันบ้าง มีการใช้กิโยตินกันบ้าง (กิโยติน (guillotine) คือเครื่องมือที่ใช้ ในการลงโทษโดยการตัดคอ) เพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพและประชาธิปไตย อังกฤษและสหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบของเสรีภาพและ ประชาธิปไตย ที่ประเทศต่าง ๆ เดินตาม เสร็จแล้วก็ต้องมาเผชิญกับ อำนาจเงินขนาดใหญ่ ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำ และผลร้ายต่าง ๆ อันบาดลึก แสดงว่าประชาธิปไตยแบบ ๑ คน ๑ เสียงเท่านั้น หาเพียงพอที่ จะสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมไม่ ในประเทศไทยก็มีการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกันมา คงจะต้อง มองให้ไกล มิฉะนั้นก็จะไปซ้ำรอยประเทศตะวันตก ที่ต่อสู้กันมาแทบ ตาย ลงท้ายตกเป็นเหยื่อของอิทธิพลของเงินขนาดใหญ่ เราจะต้องเป็นประชาธิปไตยด้วย สร้างความเป็นธรรม ลด ความเหลื่อมล้ำได้ด้วย ต่อไปจะนำเสนอสัมพันธภาพใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นบนผืน แผ่นดินไทย พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๔๓ # ๑ เมื่อใด คนไทยทั้งชาติ มีเป้าหมายร่วมกัน จะเกิดพลังมหาศาล ที่จะเคลื่อนไปข้างหน้า ที่ผ่านมาคนไทยแต่ละกลุ่ม องค์กร สถาบัน ฝ่าย ต่างมี เป้าหมายแยกย่อยเฉพาะของตน ๆ ทำให้ทอนกำลังกันเอง ขัดแย้ง รุนแรง ทำลายกันและกัน ทำให้ชาติหมดพลังที่จะเคลื่อนไปข้างหน้า หรือยิ่งกว่านั้น การกระพือความเกลียดชังระหว่างกัน อาจพาสังคมไทย ไปสู่จุดพลิกผัน ที่เกิดฆ่ากันตายเป็นหมื่นเป็นแสน เป็นมิคสัญญีกลียุค อันที่จริงประเทศไทยมีทุนทางสังคมต่าง ๆ มากมาย ทั้งทุนทาง ทรัพยากรธรรมชาติ ทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางสังคม ทุนทางความรู้ ทุนทางศาสนธรรม ทุนภาครัฐ ทุนภาคธุรกิจเอกชน ๔๔ ประเวศ วะสี ทุนเหล่านี้มากพอหรือเกินพอที่จะสร้างการอยู่ร่วมกันอย่าง ศานติสุข ถ้าคนไทยทั้งชาติมีเป้าหมายร่วมกัน และมีวิธีที่จะบรรลุ เป้าหมายนั้น จึงเป็นการสมควรที่คนไทยทุกภาคส่วนน่าจะรณรงค์สร้าง เป้าหมายร่วมกันของคนไทยทั้งชาติ ทำความเข้าใจหลักการและร่วมกัน ปฏิบัติตามหลักการ เพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๔๕ # เป้าหมาย ร่วมกัน ของคน ทั้งชาติ ตัวอย่างเป้าหมาย ๖ ประการของคนไทยทั้งชาติร่วมกัน แสดงไว้ในกรอบขวามือ ซึ่งอธิบายความหมายและที่มาดังต่อไปนี้ ## เป้าหมายที่ ๑ ประเทศไทยเป็นดินแดนที่ลูกหลานของเราจะอยู่ร่วมกัน ด้วยความสงบสุข จะหายากที่มีคนไม่ต้องการเป้าหมายนี้ ถ้าเป้าหมายต่ำคนจะเห็นต่างกัน เช่น จะสร้างสะพานหรือไม่ สร้าง แม้เรื่องรัฐธรรมนูญก็นำไปสู่ความแตกแยกได้ เป้าหมายต้องสูงพอ คนทั้งหมดจึงจะร่วมกันได้ ๔๖ ประเวศ วะสี # ตัวอย่างเป้าหมาย ๖ ประการ ของคนไทยร่วมกัน ๑. ประเทศไทยเป็นแผ่นดินที่ลูกหลานของเรา จะอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข ๒. สังคมไทยมีความเป็นธรรม ไม่มีความเหลื่อมล้ำมากเกิน ๓. มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ปฏิเสธระบบเผด็จการทุกรูปแบบ ๔. กลไกของรัฐมีสมรรถนะสูง มีคอร์รัปชั่นต่ำ ๕. มีการกระจายอำนาจการปกครอง ให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองให้ได้มากที่สุด ๖. คนไทยทุกคนมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ เสมอกัน มีความเป็นพลเมืองสูง เป็นสังคมทางราบที่มีการรวมตัวร่วมคิด ร่วมทำโดยทั่วถึง เป็นสังคมเข้มแข็ง อันเป็นเหตุให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี ## เป้าหมายที่ ๒ การที่สังคมจะอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข ต้องมีความ เป็นธรรม ไม่มีความเหลื่อมล้ำมากเกิน พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๔๗ ความเป็นธรรมเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ถ้ามีความเป็นธรรมแล้ว ผู้คนจะมีความสุข มีความรักกันและรักส่วนรวม ถ้าขาดความเป็นธรรม จะนำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งความขัดแย้ง ความแตกแยก และปัญหา ทางการเมือง นักระบาดวิทยาชาวอังกฤษ ๒ คน คือ Wilkinson และ Pickett ได้รวบรวมข้อมูลจากประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลก แสดงให้เห็น ความสัมพันธ์ระหว่างความเหลื่อมล้ำเรื่องรายได้กับปัญหาสุขภาพและ ปัญหาสังคมด้านต่าง ๆ พบความสัมพันธ์เกือบเป็นเส้นตรง สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ เป็นตัวอย่างของประเทศที่มี ความเหลื่อมล้ำเรื่องรายได้สูงมาก ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำ ต่ำสุด ประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวียอยู่ในกลุ่มที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำ ปัญหาสังคมสุขภาพ ซึ่งรวมถึงการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ปัญหา สุขภาพจิต อาชญากรรม ความรุนแรง การเกิดจลาจล เป็นเงาตามตัว ของความเหลื่อมล้ำ เมื่อเร็ว ๆ นี้ นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันที่ได้รับรางวัลโนเบล ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำในอเมริกา ชื่อว่า "The Price of Inequality : How Today's Divided Society Endangers Our Society" โดยชี้ให้เห็นว่า ความเหลื่อมล้ำเป็นอันตรายต่ออนาคตของ อเมริกาอย่างไร ประเทศไทยมีความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำสูง จึงควร เป็นเป้าหมายของคนไทยร่วมกันที่จะสร้างสังคมที่เป็นธรรม ลดความ เหลื่อมล้ำ ๔๘ ประเวศ วะสี รูปที่ ๑๒ ความสัมพันธ์ระหว่างความเหลื่อมล้ำเรื่องรายได้ กับปัญหาสุขภาพและ ปัญหาสังคมด้านต่าง ๆ (จากWilkinson และ Pickett) R. Wilkinson and K. Pickett : The Spirit Level : Why Greater Equal- ity makes Societies Stronger. Bloomsbury Press, New York, 2010. เป้าหมายที่ ๓ มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ปฏิเสธระบอบ เผด็จการทุกรูปแบบ ระบอบประชาธิปไตยเป็นธรรมชาติและเป็นกระแสใหญ่ของ โลก ไม่มีประเทศใดฝืนได้ ประเทศไทยได้มีการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกันมาเกือบ ๑ ศตวรรษแล้ว ควรจะเป็นเป้าหมายร่วมกันได้แล้วว่า ต้องมีการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย และปฏิเสธระบอบเผด็จการทุกรูปแบบ พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๔๙ # เป้าหมายที่ ๔ ## กลไกของรัฐมีสมรรถนะสูง มีคอร์รัปชั่นต่ำ ขณะนี้กลไกของรัฐมีสมรรถนะต่ำ มีคอร์รัปชั่นสูง ทำให้แก้ ปัญหาต่าง ๆ ไม่ได้ เกิดความขัดแย้งและวิกฤติ ต้องตั้งเป้าหมายว่าเราจะต้องมีกลไกของรัฐที่มีสมรรถนะสูง มี คอร์รัปชั่นต่ำ # เป้าหมายที่ ๕ ## มีการกระจายอำนาจการปกครองให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการ ตนเองให้ได้มากที่สุด ประเทศไทยรวมศูนย์อำนาจการปกครอง ทำให้กลไกรัฐมี สมรรถนะต่ำ และมีคอร์รัปชั่นสูง และเป็นต้นตอของปัญหาอื่น ๆ เกือบ ทุกชนิด ดังจะได้กล่าวให้ละเอียดต่อไป จำเป็นต้องมีการกระจายอำนาจการปกครองไปให้ชุมชน ท้องถิ่นจัดการตนเองให้ได้มากที่สุด # เป้าหมายที่ ๖ คนไทยทุกคนมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์เสมอกัน มี ความเป็นพลเมืองสูง เป็นสังคมทางราบที่มีการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ โดยทั่วถึง เป็นสังคมเข้มแข็ง อันเป็นเหตุให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี ข้อนี้มีความสำคัญยิ่ง เป็นจุดชี้ขาดว่าประชาธิปไตยจะได้ผล หรือไม่ ที่เราพัฒนาประชาธิปไตยมาเกือบ ๑๐๐ ปีแล้วยังไม่ได้ผลเพราะ ๕๐ ประเวศ วะสี ขาดข้อนี้ กล่าวคือ สังคมไทยเป็น "สังคมทางดิ่ง" ที่เป็นความสัมพันธ์ที่ ไม่เสมอภาค คนข้างบนมีอำนาจ คนข้างล่างไม่มีศักดิ์ศรีของความเป็น มนุษย์ ไม่มีอำนาจ ตราบใดที่สังคมยังเป็นสังคมทางดิ่ง ถึงจะมีการเลือกตั้ง ถึงจะ มีการสั่งสอนทางศาสนธรรม เศรษฐกิจก็ไม่ดี การเมืองก็ไม่ดี ศีลธรรม ก็ไม่ดี ประเทศอิตาลี ประเทศเดียวกัน ใช้รัฐธรรมนูญเดียวกัน ใช้ กฎหมายเดียวกัน แต่ดูเหมือนเป็น ๒ ประเทศในประเทศเดียวกัน คือ อิตาลีตอนเหนือ เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี อิตาลีตอนใต้ ตรงข้าม คำว่ามาเฟียก็มาจากอิตาลีตอนใต้ Robert Putnam(พุทนั่ม) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ไปวิจัย พบว่า อิตาลีตอนเหนือกับอิตาลีตอนใต้โครงสร้างสังคมไม่เหมือนกัน ตอนเหนือเป็นสังคมแนวราบ ผู้คนมีความเสมอภาค มีการรวม ตัวร่วมคิดร่วมทำ ที่เรียกว่ามีความเป็นประชาสังคมหรือ Civil Society ส่วนอิตาลีตอนใต้เป็นสังคมแนวดิ่ง บางเมืองก็เคร่งศาสนามาก แต่ศีลธรรมก็ไม่ดี พุทนั่มให้ชื่อหนังสือของเขาว่า "Making Democracy Work : Civic Traditions in Modern Italy" ซึ่งหมายถึงว่าการที่ประชาธิปไตย จะได้ผล ไม่ใช่อยู่ที่มีการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ต้องมีโครงสร้างทางสังคม ที่เป็นทางราบ ผู้คนมีศักดิ์ศรี มีความเสมอภาค มีความเป็นพลเมืองสูง จะต้องตราข้อนี้ไว้ให้ดี ๆ ประชาธิปไตยของเราไม่ได้ผลมานาน มากแล้ว เพราะเราสนใจประชาธิปไตยแค่การเลือกตั้ง แต่ไม่สนใจเรื่อง สังคมเข้มแข็ง ในมาตรการที่จะบรรลุเป้าหมายจะมีเรื่อง "การเปิดพื้นที่ ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง" ด้วย พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๕๑ # ๓ ## การรวม ศูนย์อำนาจ การปกครอง ต้นเหตุปัญหา ของประเทศ เรามักแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ จึงแก้ไม่ได้ ต้นเหตุปัญหาของประเทศอยู่ที่การรวมศูนย์อำนาจการปกครอง เราต้องพยายามทำความเข้าใจตรงนี้ให้ดี ๆ คณะกรรมการปฏิรูปซึ่งมีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งรวบรวมนักคิด นักวิชาการ นักปราชญ์ มาทำงานกันอย่างเข้มข้น ได้จัดทำรายงานชื่อ "ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ" ซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักงานปฏิรูป ได้กล่าวถึงปัญหาโครงสร้างอำนาจไว้อย่างลึกซึ้ง ควรที่คนไทยจะได้อ่านกันอย่างแพร่หลาย ๕๒ ประเวศ วะสี อำนาจ การเมือง พระมหากษัตริย์ คณะราษฎร กองทัพ นักการเมือง อำนาจรัฐรวมศูนย์คงเดิม รูปที่ ๑๓ เพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงผู้ถืออำนาจทางการเมืองสูงสุด แต่อำนาจรัฐรวมศูนย์ยังคงเดิมในรอบ ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา แม้เรามีการเปลี่ยนแปลงการปกครองตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๕ และ ผ่านการต่อสู้ทางการเมืองกันมา จนไม่มีใครปฏิเสธระบอบการเลือกตั้ง ผู้แทนราษฎรได้ แต่สิ่งหนึ่งที่คงทนเกือบไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย คือการปกครอง โดยรวมศูนย์อำนาจ ประเทศไทยปกครองโดยรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางอย่าง เบ็ดเสร็จมาตั้งแต่สมัย ร.๕ เป็นเวลากว่า ๑๐๐ ปี การเปลี่ยนแปลงและการต่อสู้ที่มีมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็น แต่เพียงเปลี่ยนแปลงผู้ถืออำนาจสูงสุดที่ส่วนบนเท่านั้น ส่วนการ ปกครองโดยรวมศูนย์อำนาจเบ็ดเสร็จไว้ที่ส่วนกลางยังเหมือนเดิม โครงสร้างอำนาจรัฐรวมศูนย์นี้ แท้ที่จริงเป็นโครงสร้างอำนาจ เผด็จการ โครงสร้างอำนาจการปกครองที่แผ่ซ่านปกคลุมไปทั้งแผ่นดิน เป็นโครงสร้างที่ใหญ่โตแน่นหนาแข็งแกร่งมาก เรามักมองกันแต่ว่า การเมืองที่คุณภาพไม่ดีทำให้ระบบ ข้าราชการประจำไม่ดี แต่แท้ที่จริงแล้วระบบอำนาจรัฐรวมศูนย์มีผลต่อ คุณภาพทางการเมืองอย่างมากดังจะกล่าวต่อไป พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๕๓ โครงสร้างอำนาจรัฐเป็นต้นเหตุของปัญหา ซึ่งถ้าไม่แก้ไขเราจะ แก้ปัญหาอื่น ๆ ไม่ได้ การปกครองรวมศูนย์อำนาจเป็นต้นเหตุของปัญหาใหญ่ ๆ อย่างน้อย ๖ ประการด้วยกันคือ ## ๑. ทำให้ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอ ไม่ว่ากล้ามเนื้อหรือสมอง ถ้าเราไม่ได้คิดเองทำเอง ก็จะ อ่อนแอ การรวมศูนย์อำนาจการปกครองไว้ที่ส่วนกลางทำให้ชุมชน ท้องถิ่นอ่อนแอ ถ้าชุมชนท้องถิ่นสามารถคิดเองทำเองได้ก็จะเข้มแข็ง ชุมชน ท้องถิ่นที่เข้มแข็งจะจัดการปัญหาต่าง ๆ ไปได้ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่ออำนาจร่วมศูนย์ปัญหาจากทุกทิศทุกทางก็รุมเข้ามาที่ ส่วนกลาง ซึ่งไม่สามารถรับมือได้ เรามีหมู่บ้านทั้งหมดประมาณ ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน ตำบล ประมาณ ๘,๐๐๐ ตำบล ชุมชนท้องถิ่นเหล่านี้ครอบคลุมทุกตารางนิ้ว ของประเทศ เป็นฐานของประเทศ เมื่อฐานของประเทศไม่แข็งแรง ประเทศก็ไม่มั่นคง โครงสร้างใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นพระเจดีย์หรือพีระมิด ฐานต้อง กว้างและแข็งแรงจึงจะมั่นคง ประเทศไทยชวนเซ เพราะฐานของประเทศอ่อนแอ เนื่องจาก การปกครองที่รวมศูนย์อำนาจ ๕๔ ประเวศ วะสี # ๒. ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างอำนาจที่รวมศูนย์ กับวัฒนธรรมท้องถิ่น วัฒนธรรมย่อมแตกต่างหลากหลายไปตามท้องถิ่นที่แตกต่างกัน แต่อำนาจที่รวมศูนย์ต้องการให้เหมือนกันคือ เหมือนกับที่ส่วนกลางกำหนดจึงขัดแย้งกัน วัฒนธรรมไม่ได้หมายถึงการร้องรำทำเพลง หรือศิลปวัตถุเท่านั้น แต่มีความหมายกว้างและลึกมาก หมายถึงวิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชนที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่ง ๆ อันรวมถึงคุณค่าร่วมกัน ความเชื่อร่วมกัน การทำมาหากิน ขนบธรรมเนียมประเพณี สุนทรีย-ธรรม การดูแลรักษาสุขภาพ การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม การไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ฯลฯ สั่งสมกันมาเป็นภูมิปัญญาอันเป็นอัตลักษณ์ เป็นศักดิ์ศรี เป็นความภาคภูมิใจ เป็นความสุขของผู้คนที่ได้อยู่ในวัฒนธรรมของเขา การรวมศูนย์อำนาจ คือการทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่น ความขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรมท้องถิ่นกับอำนาจที่รวมศูนย์มีอาการต่าง ๆ อาการอย่างหนึ่งคือ ความรุนแรงที่จังหวัดชายแดนใต้ เป็นธรรมชาติที่ถ้ารัฐใดใจกว้าง ยอมให้ท้องถิ่นมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ท้องถิ่นต้องการอยู่ร่วมกับรัฐนั้น ถ้ารัฐใดที่ส่วนกลางพยายามกลืนกินวัฒนธรรมท้องถิ่น ท้องถิ่นต้องการแยกตัวเพราะความรู้สึก ศักดิ์ศรีเชิงอัตลักษณ์นั้นแรงทำนองท้องถิ่นใคร่ใครก็รัก พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๕๕ ## ๓. ทำให้ระบบรัฐอ่อนแอ ระบบรัฐที่เอาแต่ใช้อำนาจสั่งการจะอ่อนแอ เพราะไม่เรียนรู้ เมื่อไม่เรียนรู้ก็จะมีสมรรถนะต่ำ เมื่อมีสมรรถนะต่ำก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ปัญหาก็สะสมทำให้ บ้านเมืองวิกฤติมากขึ้น ๆ และเป็นต้นเหตุของความรุนแรง ## ๔. ทำให้มีคอร์รัปชั่นสูง ถ้าอำนาจเข้มข้นที่ไหน คอร์รัปชั่นก็จะมากเป็นเงาตามตัว ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ย้อนหลังไปร้อยกว่าปี เต็มไปด้วย คอร์รัปชั่น ต่อมากระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นโดยทั่วถึง ประเทศเขาเล็ก กว่าเรามาก มีประชากรเพียง ๖-๗ ล้านคน เขากระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นที่เรียกว่า canton* ถึง ๒๓ + อีก ๓ กึ่งอัตโนมัติ ประชาชนเข้ามามีส่วนโดยตรงและควบคุมโดยใกล้ชิด คอร์รัปชั่นก็หมดไป กลายเป็นประเทศน่าอยู่อย่างที่เรารู้จักกัน ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีคอร์รัปชั่นสูงอันดับต้น ๆ การรวม ศูนย์อำนาจเป็นต้นเหตุ การแก้ที่ปลายเหตุไม่ได้ผล ## ๕. ทำให้การต่อสู้ชิงอำนาจทางการเมืองรุนแรง ### ทำให้เกิดระบอบประชาธิปไตยและการเมือง #### ด้อยคุณภาพ เพราะอำนาจรัฐรวมศูนย์ ใครได้อำนาจทางการเมืองสูงสุด ก็กินรวบอำนาจหมดทั้งประเทศ * canton (แคนตัน) เป็นการเรียกการบริหารท้องถิ่นหรือรัฐของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมี ๒๓ แคนตัน บวก ๓ (กึ่ง)แคนตัน รวม ๒๖ แคนตัน ๕๖ ประเวศ วะสี นี้เป็นแรงจูงใจให้มีการต่อสู้ชิงอำนาจทางการเมืองอย่างรุนแรง เดิมก็ใช้พละกำลังเข้าแย่งชิงอำนาจนี้ ต่อมาก็แปรรูปมาเป็น การลงทุนด้วยเงินจำนวนมากศาลเพื่อจะให้ได้อำนาจทางการเมือง กลายเป็นระบอบเงินเป็นใหญ่หรือธนาธิปไตย เมื่อลงทุนก็ต้องถอนทุนและแสวงกำไร คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย ก็ติดตามมา ทำให้การเมืองด้อยคุณภาพ ถ้ามีการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นโดยทั่วถึง ก็ไม่มีใครอยาก จะมาลงทุนให้ขนาดหนัก ได้อำนาจทางการเมืองที่ส่วนกลาง เพราะมัน ไม่คุ้ม ประเทศที่กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นโดยทั่วถึง เราไม่ได้ยิน เรื่องทำนองนี้ ## ๖. ทำให้ทำรัฐประหารได้ง่าย อำนาจที่รวมศูนย์ยึดอำนาจได้ง่าย ใช้ทหารไม่กี่ร้อยคนก็ยึดได้ แล้ว การยึดได้ง่ายเป็นแรงจูงใจให้เกิดรัฐประหาร ถ้าอำนาจกระจายไปสู่ท้องถิ่นโดยทั่วถึง รัฐประหารก็ทำไม่ได้ เพราะไม่รู้จะยึดตรงไหน ประเทศที่กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น เช่น อินเดีย จึงไม่มีรัฐประหารเพราะทำไม่ได้ การปกครองที่รวมศูนย์อำนาจจึงเป็นต้นเหตุของปัญหาใหญ่ ๆ ของประเทศอย่างน้อย ๖ ประการ ตามที่กล่าวข้างต้นนี้คือ - ชุมชนท้องถิ่นหรือฐานของประเทศอ่อนแอ - ความขัดแย้งระหว่างอำนาจส่วนกลางกับวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น ความรุนแรงในชายแดนใต้ - ระบบรัฐที่มีสมรรถนะต่ำ พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๕๗ - คอร์รัปชั่นสูง - การต่อสู้ชิงอำนาจทางการเมืองรุนแรง ใช้เงินมาก การเมืองคุณภาพต่ำ - ทำรัฐประหารได้ง่าย ปัญหาเหล่านี้ เป็นอุปสรรคไม่ให้บ้านเมืองก้าวไปข้างหน้าได้ ประเทศมีสมรรถนะต่ำไม่สามารถแก้ปัญหาการขาดความเป็นธรรมและการมีความเหลื่อมล้ำมากเกินไม่ได้ ถ้ายังอยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อไปจะเกิดจลาจล ควรที่คนไทยจะร่วมกันแก้ไข อันที่จริงประเทศไทยมีทรัพยากรต่าง ๆ มาก ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรทางสังคม ทรัพยากรทางวัฒนธรรม ทรัพยากรทางศาสนธรรม ทรัพยากรภาครัฐ และทรัพยากรภาคธุรกิจเอกชน ที่สามารถนำมาจัดระบบการอยู่ร่วมกันด้วยความเจริญ ๕๘ ประเวศ วะสี " โครงสร้างอำนาจรัฐรวมศูนย์นี้ แท้ที่จริงเป็น โครงสร้างอำนาจเผด็จการ โครงสร้างอำนาจอารกประกอบ ที่แผ่ซ่านปกคลุมไปทั้งแผ่นดิน เป็นโครงสร้างที่ใหญ่โต แน่นหนาแข็งแกร่งมาก เรามักมองกันแต่ว่า การเมืองที่คุณภาพไม่ดี ทำให้ระบบข้าราชการประจำไม่ดี แต่แท้ที่จริงแล้ว ระบบอำนาจรัฐรวมศูนย์ มีผลต่อคุณภาพ ทางการเมืองอย่างมาก " พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๕๙ # ๔ ## หัวใจของการแก้ปัญหา ของประเทศ คือ การกระจายอำนาจ ให้ชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง แนวคิดการจัดการตนเองไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่มาจากประชาชน ระดับล่างที่เขาพยายามทำงานกันมานานและตกผลึกความคิด แนวคิดการจัดการตนเอง เลยเรื่องการปฏิวัติประชาชนไปอีก กล่าวคือ ถ้าผู้ปกครองขาดความเป็นธรรม ประชาชนจะรวมตัวกันลุกฮือ ขึ้นต่อต้านล้มอำนาจการปกครองนั้น ปรากฏการณ์นี้มีมากในประวัติศาสตร์จีน แต่ความจริงอย่าง หนึ่งคือ ประชาชนที่ลุกฮืออาจขับไล่รัฐบาลได้ แต่ประชาชนจัดการ ปกครองไม่ได้ ๖๐ ประเวศ วะสี ในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ นักศึกษารวมตัวกันล้ม รัฐบาลทหารได้ แต่จัดการปกครองไม่ได้ อีก ๓ ปีต่อมา เกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ ที่มี การเข่นฆ่านักศึกษา หรือเมื่อเร็ว ๆ นี้ ประชาชนอียิปต์ล้มประธานาธิบดีมูบารัค แต่ จัดการปกครองไม่ได้ กองทัพมายึดอำนาจไป หรือพวกเขมรแดงยึด อำนาจรัฐได้แต่ไม่สามารถจัดการประเทศ ต้องฆ่าคนเขมรไปกว่า ๒ ล้านคน แล้วก็ไปไม่รอด จนเป็นระบบฮุนเซ็นอยู่ทุกวันนี้ หรือแม้ประเทศที่มีการเลือกตั้งแล้วอย่างประเทศไทย หรือ ฟิลิปปินส์ หรือแม้แต่อังกฤษและสหรัฐอเมริกาเอง ก็ยังไม่สามารถ จัดการให้มีการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมได้ ## แนวคิดเรื่องการจัดการตนเอง จึงเป็นเรื่องใหญ่มาก แนวคิดเรื่องการจัดการตนเองไปเลยเรื่องอำนาจ ไปถึง สมรรถนะของประชาชน เพียงแต่มีอำนาจ ไม่ว่าระดับไหน ถ้าขาดสมรรถนะที่จะทำให้ สำเร็จก็กลับมีโทษ เพราะมีอำนาจแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่มีอำนาจมากก็ คือคอร์รัปชั่นมาก ดังที่กล่าวมาแล้ว แต่การจัดการ หมายถึง สมรรถนะหรืออิทธิปัญญา อิทธิ = ความสำเร็จ หรือปัญญาที่จะทำให้เกิดความสำเร็จ การจัดการทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ (Management makes the impossible possible) เราทำอะไรไม่ค่อยสำเร็จ เพราะขาดความสามารถในการ จัดการ อันเป็นผลจากการศึกษาที่เน้นการท่องวิชาแต่ทำอะไรไม่เป็น พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๖๑ การจัดการตนเอง หมายถึง การจัดการ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ คือ ๑. จัดการพัฒนาการอย่างบูรณาการ ๒. จัดการพัฒนานโยบาย การที่พื้นที่ ไม่ว่าระดับชุมชน หรือระดับท้องถิ่น หรือระดับ จังหวัด จะมีความร่วมเย็นเป็นสุขต่อเมื่อมีการพัฒนาอย่างบูรณาการ และมีการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล โดยพัฒนา ๘ เรื่อง อย่างเชื่อมโยงอยู่ ในกันและกันคือ " - เศรษฐกิจ - จิตใจ - สังคม - วัฒนธรรม - สิ่งแวดล้อม - สุขภาพ - การศึกษา - ประชาธิปไตย" เมื่อเกิดการพัฒนาทั้ง ๘ เรื่องอย่างบูรณาการจะเกิดการอยู่ ร่วมกันอย่างสมดุล เกิดความเป็นปกติสุขและความยั่งยืน การที่ชุมชนก็ตาม ท้องถิ่นก็ตาม จังหวัดก็ตาม สามารถจัดการ ตนเองให้เกิดการพัฒนาการอย่างบูรณาการ จึงเป็นสมรรถนะอย่างยิ่ง เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ประเทศไทยทั้งประเทศจะเกิดความเป็นปกติสุข และความ ยั่งยืน ส่วนการจัดการพัฒนานโยบายนั้นจะเกิดตามมา เพราะใน ความพยายามพัฒนาอย่างบูรณาการนั้นจะพบว่า อะไรเป็นอุปสรรค บ้าง ซึ่งถ้าแก้ไขอุปสรรคนั้น ๆ จะทำให้ชุมชนท้องถิ่นดีขึ้น หรืออาจจะ พบว่าอะไรที่ขาดไปบ้าง ซึ่งถ้าเติมสิ่งขาดจะทำให้การพัฒนาชุมชนท้อง ถิ่นทำได้ดีขึ้น การจัดอุปสรรคกับการเติมสิ่งขาดเหล่านี้เป็นเรื่องของนโยบายที่ จะต้องมีการจัดการพัฒนา ๖๒ ประเวศ วะสี โดยที่เรื่องนโยบายเป็นเรื่องยากและเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย จำเป็นต้องมีการร่วมคิดร่วมทำ กระบวนการสมัชชา เช่น สมัชชาระดับ ตำบล สมัชชาระดับจังหวัด สมัชชาเฉพาะประเด็น สมัชชาระดับชาติ เป็นกลไกของการพัฒนานโยบาย หากชุมชนก็ตาม ท้องถิ่นก็ตาม จังหวัดก็ตาม มีความสามารถ ในการจัดการพัฒนานโยบาย ก็เรียกว่าชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด มี สมรรถนะสูงมากในการจัดการ อันจักเป็นไปเพื่อเพิ่มความเป็นปกติสุข และความมั่นคงของชุมชนท้องถิ่น แนวคิดเรื่องชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองนั้นมีความสำคัญยิ่ง เพราะไปเลยแนวคิดเรื่องการแย่งชิงอำนาจ ไปสู่การสร้างสมรรถนะการ จัดการของสังคมระดับย่อยขึ้นมาที่สมานพลัง ๕ ประการหรือเบญจพละ เข้ามาด้วยกัน คือ ๑. พลังทางสังคมหรือพลังความสามัคคี คือ การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ ๒. พลังทางปัญญา คือ การต้องอาศัยข้อมูลความรู้ เหตุผล ๓. พลังทางการจัดการ คือ การเชื่อมโยงองค์ประกอบต่าง ๆ ไปสู่ความสำเร็จ ๔. พลังความถูกต้อง คือ การพัฒนาเพื่อการอยู่ร่วมกัน อย่างสมดุลและยั่งยืน ๕. พลังแห่งสันติวิธี คือ วิธีการที่ใช้เป็นสันติวิธีอาศัย การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ เกิดความเคารพและความเชื่อ ถือไว้วางใจกัน สันติวิธีเป็นพลัง อันยิ่งใหญ่ให้เอาชนะสิ่งยาก พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๖๓ แนวทางการพัฒนานี้เป็นแนวทางกระชับพื้นที่ขึ้นมาจากข้างล่าง คือ ชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด ซึ่งทำได้ง่ายกว่าและได้ผลดีกว่าการพัฒนา ลงไปจากข้างบน เราพัฒนาลงไปจากข้างบนมานานแล้ว แล้วก็ไม่ได้ผล บ้าน เมืองแตกแยกและวิกฤติมากขึ้น เหมือนพยายามสร้างพระเจดีย์จาก ยอด ไม่มีพระเจดีย์องค์ใดสร้างสำเร็จจากยอด เพราะจะพังลง ๆ พระเจดีย์ต้องสร้างจากฐาน เมื่อฐานแข็งแรงก็จะรองรับทั้งหมดให้มั่นคง แนวทางชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัด จัดการตนเอง หรือที่เรียกว่าพัฒนาโดยกระชับพื้นที่ขึ้นมาจากข้างล่าง นี้ เป็นกลยุทธ์สร้างฐานพระเจดีย์ของประเทศไทย ซึ่งเมื่อฐานของ ประเทศแข็งแรงก็จะรองรับประเทศให้มั่นคง แนวคิดนี้ยังอาศัยหลักการว่าความถูกต้อง ต้องก่อตัวขึ้นมาจาก หน่วยย่อยข้างล่าง ซึ่งจะป้องกันไม่ให้เราล้มเหลวแบบประเทศตะวันตก ด้วย ดังจะอธิบายในตอนต่อไป ๖๔ ประเวศ วะสี " แนวคิด เรื่องการจัดการตนเอง ไปเลยเรื่องอำนาจ ไปถึงสมรรถนะของประชาชน เพียงแต่มีอำนาจ ไม่ว่าระดับไหน ถ้าขาดสมรรถนะที่จะทำให้สำเร็จ ก็กลับมีโทษ เพราะมีอำนาจแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ " พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๖๕ # ๕ ความถูกต้อง ต้องก่อตัวขึ้นมาจาก หน่วยย่อยข้างล่าง ระบบร่างกายของเราทุกคนเป็นระบบที่ซับซ้อนสุดประมาณ แต่เราทุกคนเติบโตขึ้นมาจากเซลล์เซลล์เดียว ซึ่งเกิดจากไข่ของแม่ผสม กับสเปิร์มของพ่อ เซลล์เซลล์เดียวนี้ต้องมีความถูกต้องทุกอย่าง จึงจะให้กำเนิด แก่คนที่มีความสมบูรณ์ ถ้ามีอะไรผิดปกติไปแม้นิดเดียว อาจทำให้ชีวิตใหม่นี้ตายหรือ มีความพิการ เช่น ในเซลล์เซลล์เดียวที่ว่านี้ มีดีเอ็นเอซึ่งเป็นรหัสชีวิตที่มี ความยาวถึงสามพันล้านตัวอักษร บางครั้งมีความผิดปกติไปที่อักษรตัว เดียว ระบบทั้งหมดก็รวมไปได้ ๖๖ ประเวศ วะสี รูปที่ ๑๔ ชีวิตเริ่มจากเซลล์เซลล์เดียว เซลล์หรือหน่วยย่อยพื้นฐานต้องมี ความถูกต้อง จึงให้กำเนิดแก่ชีวิตที่มีความเป็นปกติ เซลล์เดียวที่มีความถูกต้องทุกอย่างจะแบ่งตัวเป็น ๒ เป็น ๔ เป็น ๘ เป็น ๑๖ ... เรื่อยๆ ไป และเจริญแตกตัวไปเป็นสมอง เป็น หัวใจ ตับ ปอด ไต ลำไส้ ... แต่ละอวัยวะมีความซับซ้อนสุดประมาณ แต่ทั้งหมดต้องมีความถูกต้องเราจึงมีสุขภาพดีและอายุยืน ความถูกต้องของระบบร่างกายทั้งหมดมาจากความถูกต้องของ หน่วยย่อย คือเซลล์ เซลล์เป็นหน่วยย่อยพื้นฐานของทุกอวัยวะ เซลล์มีความถูกต้องทำให้อวัยวะมีความถูกต้อง อวัยวะมีความถูกต้องทำให้ชีวิตมีความถูกต้อง หน่วยย่อยพื้นฐานของสังคม คือชุมชน สรรพชีวิตเกิดขึ้นมาจากธรรมชาติ และเป็นไปตามธรรมชาติ หรือตามหลักของธรรมชาติ พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๖๗ สัตว์ก็จะเรียนรู้โดยธรรมชาติว่า ถ้าอยู่กันเป็นฝูงจะช่วยให้รอด ชีวิตมากกว่าอยู่เดี่ยว ๆ ฝูงสัตว์ก็คือชุมชน มนุษย์ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์และเก็บของ ป่ากิน ก็อยู่กันเป็นกลุ่ม ๆ หรือชุมชน เพราะพบว่าอยู่เป็นกลุ่มดีกว่าอยู่ เดี่ยว ๆ เช่น ปลอดภัยกว่า ช่วยกันจับสัตว์ได้ดีกว่า ครั้นเมื่อประมาณ ๑๐,๐๐๐ ปีที่แล้ว เมื่อค้นพบเทคโนโลยี การเกษตรก็ตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นชุมชนเกษตรกรรม ชุมชนเกษตรกรรม มีความยั่งยืนมาประมาณ ๑๐,๐๐๐ ปี เพราะเป็นระบบการอยู่ร่วมกัน อย่างสมดุล ระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม ตรงนี้เป็นเรื่องที่จะต้องตราไว้ให้ดีว่า เมื่อมนุษย์คิดตาม ธรรมชาติ เช่น ในครอบครัวและในชุมชนถือการอยู่ร่วมกัน (Living together) เป็นสำคัญ ไม่ได้คิดเชิงกฎหมายสูงสุด เสรีภาพสูงสุด หรือ กำไรสูงสุดเป็นสำคัญ การอยู่ร่วมกันในชุมชนทำให้ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันประนี- ประนอมจัดระบบการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน เคารพและ อนุรักษ์ธรรมชาติ ดังที่เรียก แผ่นดินว่าพระแม่ธรณี แม่น้ำว่าพระแม่คงคา และ มีรุกขเทวดาสิงสถิตย์อยู่ในต้นไม้ เหล่านี้เป็นคติเชิงคุณค่า เมื่อเห็นคุณค่าก็ไม่ทำลาย เมื่อไม่ ทำลายก็สมดุลและยั่งยืน ลองคิดดูให้ดี ๆ ระบบการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนกับ คน และระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อมคือศีลธรรม จึงกล่าวว่าชุมชนคือที่อยู่ของศีลธรรม ๖๘ ประเวศ วะสี ในขณะที่สังคมข้างบนจะไม่มีที่อยู่ของศีลธรรมเลย แม้มีการ สอนวิชาศีลธรรมก็ไม่มีศีลธรรม เพราะศีลธรรมไม่ใช่วิชาแต่คือระบบ การอยู่ร่วมกัน เมื่อชุมชนคือศีลธรรมหรือความถูกต้อง หรือการอยู่ร่วมกัน อย่างสมดุล จึงยั่งยืนมาช้านานประมาณ ๑๐,๐๐๐ ปี สังคมเมืองซึ่งเป็นสังคมขนาดใหญ่ เพิ่งเป็นเรื่องไม่กี่ร้อยปีมา นี่เอง เกิดจากการค้าและอุตสาหกรรมที่เติบโตขึ้น สังคมใหญ่ข้างบนเป็นสังคมแบบตัวใครตัวมัน ขาดความเป็น ชุมชน ไม่ได้คิดเชิงการอยู่ร่วมกันอีกต่อไป แต่คิดเชิงแสวงหากำไรสูงสุด คิดเชิงอำนาจ คิดเชิงการค้าเสรี กลายเป็นระบบทุนนิยมขนาดใหญ่ที่ เชื่อมโยงและซับซ้อน เต็มไปด้วยมายาคติต่าง ๆ ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจชุมชน เป็นเศรษฐกิจจริง และบูรณา การกับการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนกับคนและระหว่างคนกับ สิ่งแวดล้อม ระบบเศรษฐกิจมหภาคทุนขนาดใหญ่มีอำนาจมาก ทุนใหญ่กินทุนเล็ก มีความซับซ้อน เกิดวิกฤติในระบบได้ง่าย ไม่มั่นคง นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางรายได้และการทำลายสิ่งแวดล้อม สูง ดังที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อนและภัยพิบัติต่าง ๆ แม้ประเทศต้นแบบเสรีภาพและประชาธิปไตยอย่างอังกฤษและ สหรัฐอเมริกาก็ไม่สามารถต้านพลังของทุนขนาดใหญ่ที่ทำให้เกิดความ เหลื่อมล้ำเศรษฐกิจขนาดหนักและเกิดวิกฤตการณ์อื่น ๆ ต่อไปอย่าง ไม่มีทางแก้ไข และคงแก้ไม่ได้ในระบบเศรษฐกิจมายาคติแบบเดิม พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๖๙ เพราะระบบเศรษฐกิจข้างบนซับซ้อนและมีมายาคติมากเกิน กว่าที่จะทำให้ถูกต้องได้ ความถูกต้องต้องก่อตัว (self-organized) ขึ้นมาจากหน่วยย่อย ข้างล่าง ประดุจร่างกายของเราที่ซับซ้อนเกิดมาจากความถูกต้องของ เซลล์เซลล์เดียว เซลล์ของสังคม คือชุมชน ชุมชนมีขนาดเล็กและผู้คนอยู่ใกล้ชิดกัน คำนึงถึงการอยู่ร่วม กัน ชุมชนจึงรวมตัวกันจัดการตนเองให้มีความถูกต้องได้ง่าย ชุมชนที่มีความถูกต้อง หลายๆ ชุมชนรวมกันเป็นท้องถิ่น จัดการตนเองให้มีความถูกต้อง ท้องถิ่นหลายๆ ท้องถิ่น รวมกันเป็นท้องถิ่นขนาดใหญ่ เช่น จังหวัด และกลุ่มจังหวัดตามรูปที่ ๑๕ หรือพระเจดีย์แห่งการพัฒนา ชุมชนท้องถิ่นที่เข้มแข็งจัดการตนเองได้ มีความถูกต้อง จะเป็น ฐานที่มีความถูกต้องของประเทศ องค์พระเจดีย์คือระบบต่าง ๆ เช่น ระบบเศรษฐกิจ ระบบการ ศึกษา ระบบสุขภาพ ระบบการเมืองการปกครอง ระบบความยุติธรรม ไม่ใช่เป็นไปแบบแยกส่วน แต่เชื่อมโยงประสานระหว่างฐานกับยอดของ พระเจดีย์ ต้องเกื้อกูลให้ฐานแข็งแรง ไม่ใช่ทิ้งฐานหรือทุบฐาน ฐานที่แข็งแรงก็จะเกื้อกูลให้ระบบนั้น ๆ มีความถูกต้องและ มั่นคง ทั้งหมดต้องมุ่งสู่ความเป็นธรรม คือยอดพระเจดีย์ที่เปล่งรัศมี ของความถูกต้อง ระบบที่ไม่เชื่อมโยงกับฐานจะสร้างความเป็นธรรม ไม่ได้ ไม่มีพระเจดีย์องค์ใด สร้างสำเร็จจากยอด พระเจดีย์ต้องสร้าง จากฐาน ๗๐ ประเวศ วะสี <figure> The image displays a diagram of the Chom Chan temple, highlighting its key structural elements. The top part of the diagram shows a radiant symbol above the temple's spire, labeled "ความเป็นธรรม" (The nature of Dharma). Below this, the main body of the temple is depicted. The upper part of this body, forming the base, is labeled "ท้องถิ่น" (Local/Inner). The middle section, which forms the main body of the temple and is highlighted in a different shade, is labeled "ชุมชน" (Community). This central part is further divided into three functions: "- เศรษฐกิจ การศึกษา" (Economy, Education) at the top, "- การเมืองการปกครอง" (Politics, Governance) in the middle, and "- ความยุติธรรม" (Justice) at the bottom. The diagram illustrates how these elements collectively represent the essence of the Chom Chan temple. </figure> รูปที่ ๑๕ พระเจดีย์แห่งการพัฒนา ชุมชนท้องถิ่นที่เข้มแข็งจัดการตนเองได้เป็นฐานของพระเจดีย์ องค์พระเจดีย์คือระบบต่าง ๆ ที่ต้องเชื่อมระหว่างฐานกับยอด ระบบและฐานต้องเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ยอดคือความเป็นธรรม ระบบเศรษฐกิจมหภาคที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจชุมชนอย่างเกื้อกูลกัน จะมีความมั่นคง ไม่วูบวาบวิกฤติบ่อย ๆ แบบปัจจุบันทั้งโลก เพราะไม่เชื่อมกับฐาน พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๗๑ ถ้าเราเข้าใจเรื่องความถูกต้องต้องก่อตัวขึ้นมาจากหน่วยย่อย ข้างล่าง คือชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง และรูปพระเจดีย์ แห่งการพัฒนา บ้านเมืองของเราก็ไม่ยากเลยที่จะมีการพัฒนาอย่าง สมดุลและยั่งยืน ภายใน ๕ - ๑๐ ปี ก็เห็นหน้าเห็นหลัง ดังจะมีราย ละเอียดในบทต่อ ๆ ไป ๗๒ ประเวศ วะสี " ประเทศต้นแบบ เสรีภาพและประชาธิปไตย อย่างอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ก็ไม่สามารถต้านพลังของทุนขนาดใหญ่ ที่ทำให้เกิด ความเหลื่อมล้ำเศรษฐกิจขนาดหนัก และเกิดวิกฤตการณ์อื่นๆ ต่อไป อย่างไม่มีทางแก้ไข และคงแก้ไม่ได้ในระบบเศรษฐกิจ มายาคติแบบเดิม " พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๗๓ # ๖ ## กระบวนการ ชุมชน ชุมชน จัดการตนเอง ประชาธิปไตย ชุมชน กระบวนการชุมชน หรือชุมชนจัดการตนเอง หรือกระบวนการประชาธิปไตยชุมชนมีความสำคัญยิ่ง ถ้าเข้าใจ ปฏิบัติ และสนับสนุน การปฏิบัติ ฐานของประเทศจะเข้มแข็งทุกด้าน กระบวนการนี้ประกอบด้วย ### ๑. สภาผู้นำชุมชน สภาผู้นำชุมชน เป็นการก่อตัวขึ้นมาเอง (self-organized) ของผู้นำในชุมชน โดยไม่มีใครแต่งตั้ง ผู้นำชุมชนในระดับหมู่บ้าน มีทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ๗๔ ประเวศ วะสี ผู้นำที่เป็นทางการมี ๓ คน เท่านั้นคือ ผู้ใหญ่บ้าน ๑ กับสมาชิก สภาบริหารส่วนตำบล ๒ คน ส่วนผู้นำไม่เป็นทางการมีจำนวนมาก เช่น ผู้นำกลุ่มอาชีพ ต่าง ๆ ผู้นำกลุ่มสตรี ผู้นำกลุ่มเยาวชน ผู้นำกลุ่มผู้สูงอายุ ครู ศิลปิน พระ ปราชญ์ชาวบ้าน อาจมีรวมกัน ๔๐-๕๐ คน ผู้นำตามธรรมชาติเหล่านี้ โผล่ปรากฏขึ้นมาเองจากการทำงาน ร่วมกัน โดยจะมีคุณสมบัติ ๕ ประการดังนี้ ๑. เป็นคนเห็นแก่ส่วนรวม ถ้าเป็นคนเห็นแก่ตัว ชาวบ้านก็ไม่ยอมรับ ๒. เป็นคนสุจริต ๓. เป็นคนฉลาด ๔. เป็นคนติดต่อสื่อสารเก่ง ทำให้เกิดความร่วมมือ ๕. เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ผู้นำตามธรรมชาติเหล่านี้ โดยรวมจะมีคุณสมบัติสูงกว่าผู้นำ โดยการแต่งตั้งหรือเลือกตั้ง ซึ่งไม่แน่เลยว่าจะมีคุณสมบัติครบทั้ง ๕ ข้อ ดังกล่าว ฉะนั้น ผู้นำตามธรรมชาติเหล่านี้ ต้องถือว่าเป็นคนดีคนเก่ง และมีจำนวนมาก ในโครงสร้างอำนาจที่เป็นทางการ ผู้นำตามธรรมชาติที่เป็นคน ดี คนเก่ง และมีจำนวนมากเหล่านี้จะไม่สามารถเข้าไปมีบทบาท เพราะ โครงสร้างอำนาจเป็นโครงสร้างที่ปิดและแคบ แต่สภาผู้นำชุมชนซึ่งประกอบด้วยผู้นำที่เป็นทางการ ๓ คน กับ ผู้นำที่ไม่เป็นทางการหรือผู้นำตามธรรมชาติประมาณ ๔๐-๕๐ คน เป็น พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๗๕ โครงสร้างที่เปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง ที่ ทำให้คนเก่งคนดีจำนวนมาก เข้ามามีบทบาทในการพัฒนา เรามีหมู่บ้านทั้งหมดประมาณ ๘๐,๐๐๐ ถ้าแต่ละหมู่บ้านมีผู้นำ ตามธรรมชาติเข้ามาก่อตัวเป็นสภาผู้นำชุมชนอันหลากหลาย ประมาณ ๘๐,๐๐๐ X ๕๐ = ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน เข้ามามีบทบาทในการพัฒนา ประเทศ สภาผู้นำชุมชน คือองค์กรการจัดการของชุมชน ชุมชนต้องมี เครื่องมือในการจัดการ ซี่กลาง ๆ คือองค์กรชุมชน ส่วนจะเรียกชื่อ อะไรอื่นก็สุดแล้วแต่แต่ละชุมชน สภาผู้นำชุมชนเป็นชื่อหนึ่งขององค์กรชุมชน สถาบันพัฒนา องค์กรชุมชน (พอช.) เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการส่งเสริมให้เกิด องค์กรชุมชน ## ๒. สำรวจข้อมูลชุมชน สภาผู้นำชุมชนจัดให้มีการสำรวจข้อมูลชุมชนทุก ๆ ด้าน ทั้ง เรื่องที่ดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้ ข้อมูลทางเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้ง ประวัติศาสตร์ชุมชน การสำรวจข้อมูลของประชาชนจะขาดเสียมิได้ เพราะทำให้ เข้าใจตนเอง และเป็นฐานให้คิด ให้พัฒนาต่อไป หลายชุมชนสำรวจที่ดินและการใช้ที่ดินของตนเองมีการใช้ เครื่องมือสมัยใหม่ เช่น จีไอเอส*ในการสำรวจด้วย ทำให้จัดการการใช้ ที่ดินได้ดีขึ้น เขาเรียกว่าการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน * จีไอเอส (GIS : Geographic Information System) คือ กระบวนการทำงานเกี่ยวกับ ข้อมูลเชิงพื้นที่ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ รวบรวม ปรับปรุง สืบหาข้อมูลเชิงตำแหน่ง บ้าน แม่น้ำ ถนน เป็นต้น ๗๖ ประเวศ วะสี # ๓. ทำแผนชุมชน นำข้อมูลชุมชนมาทำแผนชุมชน แผนชุมชนนี้จะเป็นแผนพัฒนาอย่างบูรณาการทุกด้านพร้อมกันไป ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยอาจเน้นบางเรื่องที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าก็ได้ เช่น การแก้ปัญหาอุทกภัย แก้ปัญหายาเสพติด ฯลฯ เป้าหมายทางเศรษฐกิจนั้นทุกชุมชนควรตั้งเป้าหมาย สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ เพราะการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ เป็นปัจจัยของความร่มเย็นเป็นสุขที่สำคัญที่สุด เป้าหมายทางสังคม ทุกชุมชนควรตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นสังคมที่คนไทยไม่ทอดทิ้งกัน โดยสำรวจคนที่อาจถูกทอดทิ้ง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กกำพร้า คนพิการ และจัดให้มีอาสาสมัครดูแลหมดทุกคน เป้าหมายทางสิ่งแวดล้อมก็ควรตั้งเป้าที่จะจัดการขยะได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ฟื้นฟูป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร เป็นต้น # ๔. เสนอแผนชุมชนต่อสภาประชาชน สภาประชาชนหรือสภาชุมชน คือที่ประชุมของคนทั้งชุมชน เนื่องจากชุมชนหมู่บ้านมีประชากรไม่มาก ประมาณ ๕๐๐-๑,๐๐๐ คน ประชาธิปไตยทางตรง (direct democracy) ที่ทุกคนมีส่วนร่วมโดยตรงจึงเป็นไปได้ ต่างจากประชาธิปไตยระดับท้องถิ่น และประชาธิปไตยระดับชาติที่ต้องอาศัยการเลือกตั้ง เป็นประชาธิปไตยทางอ้อม (indirect democracy) หรือประชาธิปไตยตัวแทน (represented democracy) ถึงขณะนี้ เราควรจะเข้าใจว่ามีประชาธิปไตย ๓ ระดับ คือ พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๗๗ ประชาธิปไตยชุมชน อาศัยการมีส่วนร่วมโดยตรง ประชาธิปไตยท้องถิ่น อาศัยการเลือกตั้ง ประชาธิปไตยระดับชาติ อาศัยการเลือกตั้ง สภาผู้นำชุมชน เสนอแผนชุมชนให้สภาประชาชนพิจารณา ที่ ประชุมจะเพิ่มเติม ตัดออก ดัดแปลง หรืออย่างไรก็สุดแต่จะพิจารณา ในที่สุดสภาประชาชนรับรองแผนชุมชน แผนชุมชนก็กลายเป็นแผนที่ คนทั้งชุมชนร่วมกันทำมา ## ๕. คนทั้งชุมชนร่วมขับเคลื่อนแผนชุมชน เมื่อคนทั้งชุมชนร่วมทำแผนชุมชน จึงเข้าใจและร่วมขับเคลื่อน ได้ ต่างจากแผนที่ทางราชการทำลงไปแต่ชาวบ้านไม่เข้าใจ แบบ "ทางการเขาสั่งมาว่า ให้ชาวนา ... " ไม่สามารถคิดอ่านด้วยตนเอง จึงไม่ เกิดการพัฒนาอย่างแท้จริง เมื่อคนทั้งชุมชนช่วยกันขับเคลื่อนแผนชุมชน การพัฒนาอย่าง บูรณาการก็เกิดขึ้นเป็นลำดับ ๆ ## ๖. เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการ โดยที่แผนชุมชนเป็นแผนพัฒนาอย่างบูรณาการ เมื่อขับเคลื่อน ตามแผนก็จะเกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการ ๘ เรื่อง อย่างเชื่อมโยงกัน คือ "เศรษฐกิจ - จิตใจ - สังคม - วัฒนธรรม - สิ่งแวดล้อม - สุขภาพ - การศึกษา - ประชาธิปไตย" ๗๘ ประเวศ วะสี ควรพยายามทำความเข้าใจความสำคัญของ "การพัฒนาอย่าง บูรณาการ" ตรงนี้ให้ดี องค์ประกอบทั้ง ๘ เชื่อมโยงอยู่ในกันและกัน ไม่ได้แยกเป็น ส่วน ๆ แบบการพัฒนาที่เอาหน่วยงานเป็นตัวตั้ง กระบวนการทั้งหมดเป็นประชาธิปไตยอยู่ในตัว แต่เป็น "ประชาธิปไตยที่กินได้" คือที่ทำให้ เศรษฐกิจ - จิตใจ - สังคม . . . ทั้งหมดดีขึ้นด้วย ไม่เหมือนประชาธิปไตยระดับบนที่มีแต่การเลือกตั้ง หลังจาก นั้นไม่แน่นอน หรือหวังไม่ได้ว่าอะไร ๆ จะดีขึ้น เรื่องคุณภาพเด็กและเยาวชนจะดีขึ้นได้อย่างไร ถ้าพัฒนา เฉพาะเรื่องเด็กและเยาวชนเท่านั้น แต่พ่อแม่ยากจนเกิน ต้องออกจาก บ้านไปทำมาหากินที่อื่นยังไม่พอกิน แต่ต้องบูรณาการกับการพัฒนา เศรษฐกิจซึ่งมีเป้าหมายสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ เช่นเดียวกันปัญหา สังคมและสิ่งแวดล้อมก็จะแก้ไขไม่ได้ ถ้าประชาชนยากจนเกิน การสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่จึงเชื่อมโยงกับการพัฒนาคน สังคม และสิ่งแวดล้อม การพัฒนาอย่างบูรณาการทำให้เกิดความสมดุล ความสมดุล ทำให้เกิดความเป็นปกติสุขและความยั่งยืน การพัฒนาโดยเอากรมหรือส่วนราชการเป็นตัวตั้ง เป็นการ พัฒนาแบบแยกส่วน เพราะกรมตั้งขึ้น แยกเป็นเรื่อง ๆ เช่น กรมดิน กรมน้ำ กรม ต้นไม้ กรมข้าว ฯลฯ กรมจึงพัฒนาอย่างบูรณาการไม่ได้ จึงไม่สามารถ สร้างความเป็นปกติสุขและความยั่งยืนได้ ความล้มเหลวของการพัฒนา เกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๗๙ การพัฒนาต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง พื้นที่คือชุมชนท้องถิ่น กรมเป็นประโยชน์ต่อพื้นที่ได้มาก ถ้าทำงานโดยสนับสนุนเชิง วิชาการและนโยบาย เนื่องจาก ประชาธิปไตยชุมชนบูรณาการอยู่กับการพัฒนาอย่าง บูรณาการ จึงเป็นประชาธิปไตยคุณภาพ คือทำให้เกิดความร่มเย็น เป็นสุข และเพราะเป็นประชาธิปไตยทางตรง ไม่อาศัยการเลือกตั้ง จึง ไม่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงหรือ money politics ซึ่งก่อความเสียหาย การ ทะเลาะเบาะแว้งและความรุนแรง ประชาธิปไตยชุมชนจึงเป็นประชาธิปไตยสมานฉันท์ คนในชุมชนเขาเป็นญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน เป็นพวกเดียวกัน การเมืองระดับชาติซึ่งแบ่งเป็นพรรคการเมืองที่ต่อสู้กัน หากนำการต่อสู้ ลงไปสู่ชุมชนก็จะทำให้ชุมชนแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย เสียความสามัคคี ขาดความสงบสุข แต่ถ้าชุมชนรวมตัวกันจัดการตนเองได้อย่างเข้มแข็ง ประชา- ธิปไตยชุมชน ซึ่งเป็นประชาธิปไตยสมานฉันท์ก็จะเป็นปราการป้องกัน ความแตกแยกที่จะมาจากข้างบนได้ และถ้าชุมชนเข้มแข็งโดยทั่วตลอดฐานของความสมานฉันท์ก็ จะแข็งแรงและส่งผลลดความแตกแยกข้างบนลงได้ ชุมชนจัดการตนเอง จึงมีความสำคัญยิ่งแม้เพราะเหตุนี้ ชุมชนที่เข้มแข็งสามารถจัดการเรื่องต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น เรื่องการท่องเที่ยวชุมชน พลังงานชุมชน สถาบันการเงินชุมชน เป็นต้น ๘๐ ประเวศ วะสี ถ้าฝ่ายต่าง ๆ เข้าใจความสำคัญของชุมชน ว่าชุมชนเปรียบ ประดุจเซลล์ของสังคม ถ้าเซลล์มีความถูกต้องก็จะทำให้อวัยวะต่าง ๆ ของสังคม และสังคมทั้งหมดมีความถูกต้อง ก็อยู่ในฐานะที่จะสนับสนุน ความเข้มแข็งของชุมชนได้ทั้งสิ้น เช่น กรมกองต่าง ๆ คณะวิชาใน มหาวิทยาลัย บริษัท ธุรกิจเอกชน ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๘๑ # ท้องถิ่น จัดการตนเอง จังหวัด จัดการตนเอง ท้องถิ่นเป็นองค์กรของรัฐที่ใกล้ชุมชนมากที่สุด องค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) มี ๓ ประเภท คือ องค์การ บริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) อปท. ทั้ง ๓ ประเภทมีรวมกันประมาณ ๗,๐๐๐ องค์กร แต่ละตำบลโดยเฉลี่ยมีประมาณ ๑๐ หมู่บ้าน แต่ละจังหวัดโดยเฉลี่ยมีประมาณ ๑๐๐ ตำบล ๑,๐๐๐ หมู่บ้าน การจัดการตนเองของท้องถิ่น และของจังหวัดประกอบด้วย หลักการ ๘ ประการดังต่อไปนี้ ๘๒ ประเวศ วะสี (๑) จัดทำข้อมูลตำบล หรือข้อมูลจังหวัด (๒) จัดประชุมผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อสร้างวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วม (๓) ทำแผนพัฒนาอย่างบูรณาการโดยเอาชุมชนท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง (๔) ประสานและติดตามการพัฒนาตามแผน (๕) แสวงหาความสนับสนุนทั้งจากภายในและภายนอก (๖) ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (๗) ทำการสื่อสารอย่างทั่วถึงทั้งภายในและภายนอกพื้นที่ (๘) ขับเคลื่อนนโยบายเพื่อชุมชนท้องถิ่น เช่น การประชุมสมัชชาระดับตำบล สมัชชาระดับจังหวัด สมัชชาเฉพาะประเด็น สมัชชาระดับชาติ ทั้ง ๘ เรื่อง มีผู้คนและองค์กรเกี่ยวข้องอย่างหลากหลาย จึงต้องการการจัดการการประสานงานอย่างมาก **ความสำเร็จอยู่ที่ "การจัดการประสานงานที่ดี"** จึงควรมีกลุ่มคนที่มีจริตและทักษะในการจัดการประสานงานทำหน้าที่อย่างต่อเนื่อง อาจมีศูนย์ประสานงานจังหวัดจัดการตนเอง เครื่องมือที่จะดำเนินไปคือ การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning through action) ไม่ควรคิดว่าใครมีอำนาจเหนือใครและจะไปสั่งการใคร นั่นเป็นการบริหารแบบโบราณในแนวดิ่ง เป็นการใช้อำนาจ ซึ่งใช้ไม่ได้ผลในการพัฒนาที่ซับซ้อน การเอาความรู้เก่า ๆ ที่มีอยู่มาใช้โดยไม่เรียนรู้ก็ไม่ได้ผล เพราะบริบทของงานมีความซับซ้อนและจำเพาะ จึงต้องเรียนรู้ในการปฏิบัติ พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๘๓ นั้นเอง จะเรียนรู้เดี่ยว ๆ ก็ไม่ได้ เพราะมีหลายคนและหลายองค์กรที่เกี่ยวข้อง ทุกคนทุกองค์กรมีความสำคัญต่อความสำเร็จและความล้มเหลวของงาน ฉะนั้นจึงต้องมีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ **ในการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ต้องการคุณค่าชุดหนึ่ง** คือ ๑. การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ของทุกคน ๒. มีความเอื้ออาทรต่อกัน ๓. มีความเปิดเผยและจริงใจ ๔. ใช้สัมมาวาจา เมื่อการเรียนรู้ร่วมกันดำเนินไปจะเกิดทุนที่มีค่าอย่างยิ่ง นั่นคือ **เกิดความเชื่อถือไว้วางใจกัน (Trust)** อันทำให้เกิดความปิติ ปราโมทย์ ความอิ่มใจ ที่ได้ทำงานด้วยกัน และการงานเป็นผลสำเร็จโดยง่าย ความเชื่อถือไว้วางใจกันนี้ เงินกี่ร้อยกี่พันล้านก็ซื้อไม่ได้ แต่เกิดจากการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ถ้าดูให้ดี ๆ การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัตินี้ คือการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (transformation) ที่ทำให้ทุกคนมีความเสมอภาค มีภราดรภาพ เป็นประชาธิปไตยทางตรง เป็นการรวมพลังทางสังคม หรือพลังของความสามัคคี คือ การรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ พลังทางปัญญาคือการเรียนรู้ พลังของการจัดการเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนหรือคนทั้งหมด ไม่ใช่ของคนใด คนหนึ่ง ฉะนั้น กระบวนการชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง จึงเป็นการเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง ๘๔ ประเวศ วะสี เปลี่ยนจากระบบปิดที่คนไม่กี่คนทำหน้าที่บริหารประเทศ ซึ่งทำไมไหวแล้ว ไม่ได้ผลแล้ว มาเป็นระบบเปิดที่คนไทยทั่วประเทศเข้ามามีส่วนในการจัดการตนเอง เพื่อให้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ นั่นคือ สร้างสังคมที่ถูกต้องเป็นธรรม ประเทศไทยมีทุนประเภทต่าง ๆ มากมาย ทั้งทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ ทุนทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางศาสนธรรม ทุนภาครัฐ ทุนภาคธุรกิจ เป็นต้น หากเข้าใจเรื่องการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่น และเข้าใจว่าเครื่องมือของการพัฒนาคือการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ทุนประเภทต่าง ๆ ก็สามารถทำงานร่วมกันในพื้นที่ ประเทศไทยจะเข้มแข็งและกลายเป็นประเทศน่าอยู่ภายในเวลาไม่นานเลย พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๘๕ # การถักทอกัน ทำงานในพื้นที่ โอกาสของ ประเทศไทย ถ้ามองการบริหารประเทศในระดับบน ทุกอย่างจะดูยากลำบากและติดขัดไปหมด จนเกิดความท้อถอยหรือสลดหู แต่ถ้ามองลงไปข้างล่าง การทำงานโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง สามารถถักทอกันทำงานระหว่างบุคคลและองค์กรต่าง ๆ ซึ่งเมื่อถักทอกันแล้วทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ การถักทอกันมีทั้งทางแนวตั้งและแนวดิ่ง (รูปที่ ๑๖) ทางแนวดิ่งมีโครงสร้างของกระทรวงต่าง ๆ ทางแนวราบมีองค์กรต่าง ๆ เช่น สสค. = สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน ส่งเสริมการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน ธกส. = ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ส่งเสริมสถาบันการเงินของชุมชน ๘๖ ประเวศ วะสี # กระทรวง <table><tr><td>มหาดไทย</td><td>ศึกษา</td><td>สาธารณสุข</td><td>เกษตร</td><td>พัฒนาสังคม</td></tr><tr><td>สสค.</td><td></td><td></td><td></td><td></td></tr><tr><td>ธกส.</td><td></td><td></td><td></td><td>มหาวิทยาลัย?</td></tr><tr><td>สช.</td><td colspan="4">ชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด จัดการตนเอง</td></tr><tr><td>สปสช.</td><td></td><td></td><td></td><td>ธุรกิจ?</td></tr><tr><td>สสส.</td><td></td><td></td><td></td><td></td></tr><tr><td>พอช.</td><td></td><td></td><td></td><td></td></tr></table> รูปที่ ๑๖ การถักทอกันทำงานในพื้นที่ที่เอาชุมชนท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง ทั้งทางแนวดิ่งและแนวราบ สช. = สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ส่งเสริมจังหวัดจัดการตนเอง สปสช. = สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ส่งเสริมระบบสุขภาพ และกองทุนสุขภาพตำบล สสส. = สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ส่งเสริมความเข้มแข็งของท้องถิ่น พอช. = สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๘๗ ชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด ในการจัดการตนเอง สามารถดึงองค์กรต่าง ๆ ทั้งทางแนวติ่งและแนวตั้งเข้ามาถักทอ ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการ เป็นปัจจัยแก่กันและกัน จะพัฒนาแต่ละเรื่องแบบแยกส่วน นั้นยากลำบากหรือเป็นไปไม่ได้ เช่น ## การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นปัจจัยของความสำเร็จของทุกเรื่อง เช่น ถ้าพ่อแม่ยากจนเกินย่อมมีผลกระทบต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชน การพัฒนาสังคม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อมก็เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นการสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ควรจะเป็นเป้าหมายของทุกชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด เพราะเป็นปัจจัยของความร่มเย็น เป็นสุขที่สำคัญที่สุด ## การเป็นสังคมที่คนไทยไม่ทอดทิ้งกัน ทุกตำบลควรสำรวจว่าใครอยู่ในข่ายถูกทอดทิ้งบ้าง เช่น ผู้สูงอายุ คนพิการ เด็กกำพร้า เด็กด้อยโอกาส แล้วจัดให้มีอาสาสมัครดูแล ในการนี้ต้องการการเงินสนับสนุน และการสนับสนุนทางวิชาการ ## การเงินชุมชน - กองทุนสุขภาพชุมชน - สถาบันการเงินของชุมชน ระบบการเงินของชุมชนมีความสำคัญ สปสช. สนับสนุนงบประมาณ ๔๐ บาทต่อคนของประชากรเพื่อตั้งเป็นกองทุนสุขภาพตำบล ถ้าตำบลใดมีประชากร ๑๐,๐๐๐ คน งบประมาณจาก สปสช. ก็จะตก ๔๐๐,๐๐๐ บาท ๘๘ ประเวศ วะสี **อบต.** อาจสมทบอีก ๑๐๐,๐๐๐ บาท พัฒนาการจัดการให้ดี ในอนาคต **สสส.** อาจพิจารณาเพิ่มเติมอีกก็ได้เพื่อให้มีพลังในการทำการเพิ่มขึ้น **ธกส.** กำลังส่งเสริมให้เกิดสถาบันการเงินของชุมชนระดับตำบล ซึ่งเป็นเสมือนธนาคารของประชาชน ที่ประชาชนบริหารจัดการเอง เพื่อการออม และการกู้ยืมไปทำกิจกรรมต่าง ๆ มีตัวอย่างของสถาบันการเงินของชุมชนระดับตำบลที่ประสบความสำเร็จมีเงินถึงกว่า ๑๐๐ ล้านบาท สถาบันการเงินของชุมชนกลายเป็นเครื่องมือการจัดการเพื่อการออม เพื่อสวัสดิการ เพื่อการเรียนรู้เพื่อการสร้างอาชีพ เป็นเครื่องมือเชิงสถาบันของประชาชน เราอยากเห็นทุกตำบลมีสถาบันการเงินของชุมชน ที่ในอนาคตอาจเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายทั้งประเทศ เป็นประดุจธนาคารของประชาชนที่ใหญ่ที่สุด ## ระบบสุขภาพของชุมชน ด้วยการถักทอกันทำงานในพื้นที่ เราสามารถมีระบบสุขภาพชุมชนที่ดีที่สุด ทั้งทั่วถึง คุณภาพ และประสิทธิภาพ เพื่อสร้างการมีสุขภาพดี ป้องกันโรค ดูแลรักษา ตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน คนไทยทุกคนสามารถมีหมอประจำครอบครัว รพ.สต. (โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล) และ รพช. (โรงพยาบาลชุมชน) สามารถสนับสนุนทางวิชาการแก่ชุมชนให้ทำเรื่อง "การเป็นสังคมที่คนไทยไม่ทอดทิ้งกัน" ดังกล่าวข้างต้น พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๘๙ # การเชื่อมโยงอย่างบูรณาการ สัมมาชีพเต็มฟื้นที่ ประชาธิปไตยชุมชน ประชาธิปไตย เด็กเล็ก การศึกษาเพื่อสัมมาชีพ การเรียนรู้ชุมชน การเรียนรู้พิเศษ การศึกษา ระบบสุขภาพชุมชน คนไทยทุกคนมีหมอประจำครอบครัว สุขภาพ เพิ่มพูนทรัพยากร รูปที่ ๑๗ แสดงการพัฒนา ๘ ด้านเข้ามาเชื่อมโยงอย่างบูรณาการกันทั้ง ๘ เรื่อง ๙๐ ประเวศ วะสี # การถักทอกัน ในพื้นที่ * เศรษฐกิจ * ความเกื้อกูลกัน * การเงินชุมชน * จิตใจ * จริยธรรมชุมชน * สังคม * สังคมไม่ทอดทิ้งกัน * ความยุติธรรมชุมชน * ตำบลปลอดภัย * ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น * พิพิธภัณฑ์ตำบล * วัฒนธรรม * ศูนย์ศิลปะ * การท่องเที่ยวชุมชน * สิ่งแวดล้อม * พลังงานชุมชน * จัดการขยะ พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๙๑ # สิ่งแวดล้อม ทุกพื้นที่สามารถอนุรักษ์และเพิ่มพูนทรัพยากรธรรมชาติ และ จัดการใช้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน สามารถจัดการขยะ และสร้าง พลังงานชุมชน ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจของชุมชนด้วย ขณะนี้หลายร้อยตำบลกำลังสำรวจสภาพและการใช้ที่ดิน และ นำไปสู่การปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ให้ความร่วมมือ ด้วย การปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนนี้ ไม่ได้ปฏิรูปแต่ที่ดินแบบแยกส่วน แต่เชื่อมโยงหรือบูรณาการกับการทำมาหากินและการพัฒนาสังคมของ ชุมชนด้วย เป็นการตอกย้ำอีกครั้งหนึ่งถึงความสำคัญของการพัฒนา อย่างบูรณาการ ซึ่งต้องทำโดยพื้นที่ หน่วยงานของรัฐทำไม่ได้เพราะแยกส่วนตามกรม แต่หน่วยงาน ของรัฐสนับสนุนพื้นที่ได้ นั่นคือถักทอกัน ## วัฒนธรรม วัฒนธรรมเป็นรากเหง้าของชุมชนท้องถิ่น เป็นพลังให้เกิดการ รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน ทุกตำบลควรมีการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ทำพิพิธภัณฑ์ ตำบล ทำศูนย์ศิลปะตำบล การท่องเที่ยวชุมชน ทำให้คนมาเรียนรู้ความ หลากหลายของวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่น ทำให้ชุมชนท้องถิ่นภูมิใจในตัวเอง และเป็นการส่งเสริม เศรษฐกิจชุมชน ๙๒ ประเวศ วะสี # จิตใจ ในวัฒนธรรมชุมชน คำนึงถึงการอยู่ร่วมกันจึงมีความเกื้อกูล กัน ในขณะที่สังคมข้างบนขาดการอยู่ร่วมกัน มีแต่เรื่องอำนาจ กฎหมาย เงิน และมายาคติต่าง ๆ จริยธรรมคือการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล หรือสันติระหว่างคน กับคน และระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม ชุมชนจึงเป็นที่อยู่ของจริยธรรม ในขณะที่สังคมข้างบนเกือบไม่มีที่อยู่ของจริยธรรมเลย ถึงแม้ มีการสอนวิชาจริยธรรม เพราะจริยธรรมไม่ใช่วิชา แต่จริยธรรมคือระบบ การอยู่ร่วมกันอย่างถูกต้องระหว่างคนกับคน และคนกับสิ่งแวดล้อม ถ้าอยากให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา เรียนรู้จริยธรรม จึงไม่ใช่ เรียน "วิชา" แต่ต้องไปเรียนรู้ในชุมชน ชุมชนจึงเป็นที่เรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ ## การศึกษาของชุมชน ชุมชนเป็นทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ เราจะต้อง ทำความเข้าใจตรงนี้ให้ได้ เพราะการศึกษาของเราที่ทำมา ๑๐๐ กว่าปี ไม่เข้าใจที่ตรงนี้ จัดการศึกษาที่ทำให้คนไทยไม่รู้จักแผ่นดินไทยกันไป เสียทั้งหมด ทำให้อ่อนแอ ## คุณภาพเด็กและเยาวชน คุณภาพเด็กและเยาวชนซึ่งสำคัญยิ่ง ทำไม่ได้เลยโดยการศึกษา แบบแยกส่วนเฉพาะในโรงเรียน แต่ต้องการการพัฒนาอย่างบูรณาการ ทั้งหมดในชุมชนดังที่กล่าวมา การศึกษาควรจะสัมพันธ์กับการสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ เพราะ เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของความร่มเย็นเป็นสุข พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๙๓ # การเรียนรู้ในชุมชน ชุมชนเป็นชีวิตจริงปฏิบัติจริง และที่อยู่ของจริยธรรม นักเรียน นิลิต นักศึกษาทั้งหมด ควรจะได้เรียนรู้ในชุมชน ซึ่ง จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีคิด จิตสำนึก และเชื่อมโยงระบบการ ศึกษาเข้ามากับความเป็นจริงของแผ่นดินไทย ## การเรียนรู้พิเศษ ใครที่สนใจการเรียนรู้อะไรเป็นพิเศษ ก็ควรจัดให้ได้เรียนรู้กับ ผู้รู้ในเรื่องนั้น ๆ ## การเรียนรู้ประชาธิปไตยชุมชน เนื่องจากกระบวนการชุมชนเป็นประชาธิปไตยชุมชน ซึ่งเป็น ประชาธิปไตยทางตรง เป็นประชาธิปไตยที่มีผลต่อการพัฒนาอย่าง บูรณาการในชุมชน จึงเป็นประชาธิปไตยอัตถประโยชน์ และประชา- ธิปไตยสมานฉันท์ ระบบการศึกษาที่นำผู้เรียนมาเรียนรู้ในชุมชน จึงเป็นการสร้าง ฐานประชาธิปไตยให้กว้างใหญ่ไพศาล ## วิชาช่างและการรับเหมาก่อสร้างโดยชุมชน ชุมชนควรจะมีฝีมือช่างทุกชนิด ทั้งช่างไม้ ช่างปลูกบ้าน ช่าง เฟอร์นิเจอร์ ช่างมอเตอร์ไซค์ ช่างรถยนต์ ช่างไฟฟ้า ช่างโทรศัพท์ ช่าง คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ### ถ้าชุมชนมีฝีมือช่างทุกชนิดจะหายจน ถ้ามีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยี สถาบันวิชาช่าง ๙๔ ประเวศ วะสี ต่าง ๆ มากมาย ลองตั้งเป้าหมายวิชาที่จะส่งเสริมให้ทุกชุมชนมีฝีมือช่าง ดูบ้าง ถ้าชุมชนหายจน ฐานทางเศรษฐกิจจะเข้มแข็ง รองรับเศรษฐกิจ ข้างบนให้มั่นคง ต่อไปชุมชนควรจะรับเหมาสร้างถนน สร้างสะพาน และดูแล ซ่อมแซมถนน สะพาน ที่ผ่านตำบลของตน รายได้จะกระจายไปสู่พื้นที่ ทั่วประเทศ นี่ก็คือการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจ # ความยุติธรรมชุมชน เดิมในระบบชุมชนมีระบบความยุติธรรมอยู่ในตัว ทั้งการดูแล ป้องกันไม่ให้เกิดการทำผิด มีการไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง มีผู้เฒ่าผู้แก่ ปราชญ์ชาวบ้าน หลวงพ่อที่วัด เข้ามาช่วยกันดูแล มีการจัดการแบ่งปัน การใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรม การใช้ทรัพยากรอย่างไม่เป็นธรรมเป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง ที่สำคัญที่สุด ดังตัวอย่างในครั้งพุทธกาลที่พระญาติของพระพุทธองค์ จะทำสงครามเพราะแย่งน้ำในแม่น้ำโรหิณีเพื่อการทำนา เมื่อรัฐมาริบเอากิจกรรมทั้งหลายไปทำแทนชุมชน รวมทั้งเรื่อง ความยุติธรรม ความลำบากก็เกิดขึ้น ความยุติธรรมที่เป็นทางการหรือโดยภาครัฐ ไม่สามารถอำนวย ความยุติธรรมได้ทั่วถึงและถูกต้อง ระบบความยุติธรรมทางดิ่ง คือตำรวจจับ - อัยการฟ้อง - ศาล ตัดสิน ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคนจนไม่มีทาง เข้าถึงความยุติธรรม ทั้งจนเงิน จนเวลา จนโอกาส จะไปสู้คดีได้อย่างไร มีแต่สะสมความแค้นให้เพิ่มพูนขึ้น เพราะไม่ได้รับความยุติธรรม พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๙๕ ความยุติธรรมชุมชนนั้น นอกเหนือไปจากชุมชนจะช่วยกันดูแล กันเองในแบบเดิมแล้ว ยังนำระบบความยุติธรรมแนวดิ่งมาทำให้เป็น ระบบความยุติธรรมแนวราบ คือ แทนที่จะมีแต่ ตำรวจจับ - อัยการ ส่งฟ้อง - ศาลตัดสิน ตำรวจ อัยการ ตุลาการ ผู้นำชุมชน ครู พระ เป็นต้น มาร่วม พูดคุยหาทางออกร่วมกัน การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำด้วยความเสมอภาคจึงเรียกว่าความ ยุติธรรมทางราบหรือความยุติธรรมชุมชน ปรากฏว่า ตำรวจในโครงสร้างทางดิ่งเป็นคนน่าเกลียด แต่ตำรวจคนเดียวกันเมื่ออยู่ในโครงสร้างทางราบเป็นคนน่ารัก ทั้งนี้ เพราะโครงสร้างทางดิ่งเป็นโครงสร้างอำนาจ แต่ โครงสร้างทางราบเป็นโครงสร้างของภราดรภาพ และการอยู่ร่วมกัน ความเป็นชุมชนจึงมีความสำคัญยิ่งนัก กระทรวงยุติธรรมได้ให้ความสำคัญกับความยุติธรรมชุมชน เป็นอันมาก และต้องการสนับสนุนให้ทุกตำบลมีศูนย์ยุติธรรมชุมชน ## ตำบลปลอดภัย เมื่อตำบลมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ เป็นสังคมที่มีการพัฒนาอย่าง บูรณาการดังกล่าวข้างต้น จะภูมิใจในศักดิ์ศรีของตนเอง กล้าที่จะ ประกาศว่าชุมชนของตนเป็นตำบลปลอดภัย คือใครสัญจรไปมา หรือ มาท่องเที่ยว หรือมารถเสียในตำบลของฉัน จะไม่ถูกจี้ ไม่ถูกปล้น ไม่ถูกฆ่า ไม่ถูกข่มขืน มีช่างซ่อมรถให้ด้วย ไม่คิดราคาขูดรีด เพราะ ตำบลของฉันมีเกียรติเชื่อถือได้ ๙๖ ประเวศ วะสี การพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างบูรณาการจะสร้างตำบล ปลอดภัยขึ้นเต็มประเทศ คนไทยสามารถมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีความภูมิใจในตัวเอง และ มีความภูมิใจในประเทศของเราได้ ถ้าเราถักทอกันทำงานในพื้นที่ พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๙๗ # ๑ มหาวิทยาลัย ต่อ ๑ จังหวัด ## ๑ บริษัท ต่อ ๑ ตำบล ถ้าเราเข้าใจว่าอนาคตของประเทศไทยอยู่ที่การกระจายอำนาจ ไปให้ ... ชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง โดยสามารถจัดการพัฒนาอย่างบูรณาการและจัดการพัฒนา นโยบาย ในการนี้องค์กรต่าง ๆ ทั้งที่ทำงานในแนวดิ่ง และที่ทำงานใน แนวราบ สามารถเข้ามาถักทอกันสนับสนุนการจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด เครื่องมือที่ใช้คือการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ อย่างนี้ ๙๘ ประเวศ วะสี เราจะทำอะไรได้มาก เพราะเรามีองค์กรทั้งภาครัฐ ภาค วิชาการ ภาคเอกชน มากมาย องค์กรเหล่านี้ล้วนไปสนับสนุนการพัฒนาในพื้นที่ได้ทั้งสิ้น โดย เน้นที่การไปเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ในที่นี้เน้นเรื่อง ๑ มหาวิทยาลัย ต่อ ๑ จังหวัด ๑ บริษัท ต่อ ๑ ตำบล มหาวิทยาลัยมีจุดแข็งเรื่องวิชาการ บริษัทธุรกิจมีจุดแข็งเรื่องการจัดการ ซึ่งเป็นที่ต้องการในพื้นที่ทั้ง ๒ อย่าง เรามีมหาวิทยาลัยกว่า ๑๐๐ แห่ง แต่มีจังหวัด ๗๗ แห่งเอง เรา มีตำบลทั้งหมดประมาณ ๘,๐๐๐ ตำบล แต่มีบริษัทธุรกิจเป็นหมื่นแห่ง ถ้ามหาวิทยาลัยและบริษัทสนับสนุนความเข้มแข็งของพื้นที่ จึง สามารถทำได้เต็มประเทศ ประเทศไทยจะแข็งแรงขึ้นมาจากฐานราก ประดุจตอกเสาเข็ม ประเทศไทย ประเทศที่มีฐานรากแข็งแรงก็จะไม่โคลงเคลงโค่นล้มได้ ง่าย มหาวิทยาลัยอาจมีวิธีทำงานดังนี้ ๑. ผู้บริหารมหาวิทยาลัยพากันไปสัมผัสชุมชนท้องถิ่นที่ เข้มแข็ง เพื่อให้เกิดศรัทธาในศักยภาพของชุมชนท้องถิ่น ๒. จัดให้มีหลักสูตรชุมชนศึกษาภาคปฏิบัติให้นักศึกษาได้ไป เรียนรู้และร่วมทำแผนชุมชน นักศึกษาจะเป็นตัวเชื่อม ระหว่างชุมชนกับวิชาการในมหาวิทยาลัย พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๙๙ ๓. สนับสนุนให้อาจารย์ไปทำวิจัยส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น ๔. สนับสนุนตำบลในการสำรวจข้อมูลตำบล และจังหวัดในการสำรวจข้อมูลจังหวัด อาจเป็นศูนย์ข้อมูลให้จังหวัด ๕. เข้าร่วมในการสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมของจังหวัด ๖. สนับสนุนเชิงวิชาการและการพัฒนากำลังคนของจังหวัด ๗. ช่วยสังเคราะห์ประเด็นนโยบายที่เกิดขึ้นในการจัดการตนเองของจังหวัด และขับเคลื่อนในการพัฒนานโยบาย ๘. ช่วยในการสื่อสารทั้งภายในจังหวัดและกับภายนอกเป็นต้น แต่เมื่อไปเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติแล้วจะปรากฏขึ้นชัดเจนว่ามหาวิทยาลัยควรทำอะไรบ้าง สำหรับเรื่อง ๑ บริษัทต่อ ๑ ตำบลนั้น ควรเน้นเรื่องการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นหลัก แต่ละตำบลก็มีเพียง ๑๐ หมู่บ้านเท่านั้นเอง น่าจะไม่เป็นการเหลือบ่ากว่าแรงบริษัท ๑ บริษัทที่จัดการเก่ง ๆ **สัมมาชีพ** คือ อาชีพที่ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม และมีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ การมีสัมมาชีพจึงเป็นทั้งเศรษฐกิจ จิตใจ ศีลธรรม สิ่งแวดล้อม พร้อมกันไป และเป็นบ่อเกิดของความร่มเย็นเป็นสุข โลกไม่ได้ถือเอาการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นตัวตั้งจึงไม่ร่มเย็นเป็นสุข ๑๐๐ ประเวศ วะสี หาก ๑ บริษัทต่อ ๑ ตำบล สามารถสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ขึ้น มาได้ทั้ง ๘,๐๐๐ ตำบล ประเทศไทยจะสร้างความร่มเย็นเป็นสุขขึ้นมา ชนิดที่โลกทำไม่ได้ และการที่ภาคธุรกิจเข้าไปทำงานกับชุมชนจะชักนำ ต่อไปให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจชุมชนกับเศรษฐกิจมหภาค อย่างเกื้อกูลกัน ในขณะที่เศรษฐกิจชุมชนเป็นเศรษฐกิจที่บูรณาการอยู่กับชีวิต สังคมและสิ่งแวดล้อม แต่เศรษฐกิจมหภาคเป็นเศรษฐกิจพลัง เมื่อใดที่เศรษฐกิจชุมชนกับเศรษฐกิจมหภาคเข้ามาเชื่อมโยงกัน เราจะมีทั้งบูรณาการและพลัง ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง แม้เพราะเหตุนี้เรื่อง ๑ มหาวิทยาลัยต่อ ๑ จังหวัด ๑ บริษัท ต่อ ๑ ตำบล จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๑๐๑ # ๑๐ สัมพันธภาพใหม่ บนแผ่นดินไทย การขาดความเป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำที่มีมากเกินไป ดำรงอยู่ช้านานในสังคมไทย ความเหลื่อมล้ำมีหลายมิติ ตั้งแต่ชาติกำเนิด เศรษฐฐานะ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โอกาส อำนาจ ตลอดไปจนถึงความเป็นหญิง ชาย โดยรวมอาจสรุปลงเป็นความเหลื่อมล้ำเรื่องอำนาจ เกิดความ สัมพันธ์ทางดิ่งระหว่างผู้มีอำนาจข้างบนกับผู้ไม่มีอำนาจข้างล่าง ๑๐๒ ประเวศ วะสี ความสัมพันธ์ชนิดนี้ทำให้มีปัญหานานาชนิดทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่สลับซับซ้อนและยากต่อการแก้ไข ไม่ว่าการเมือง จะเปลี่ยนไปอย่างไรก็แก้ไขปัญหาที่ยากและสลับซับซ้อนนี้ไม่ได้ เพราะ ปัญหาที่ยากและซับซ้อนแก้ไม่ได้ด้วยอำนาจ ดังที่ฝรั่งเองก็พูดว่า "อำนาจได้ผลน้อยลงๆ" (Power is less and less effective) แต่คนไทยก็ยังเคยชินกับการใช้อำนาจในการแก้ ปัญหา ซึ่งนอกจากแก้ไม่ได้แล้ว ความรุนแรงยังตามมา เรื่อง "พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย" ที่นำ เสนอในที่นี้เป็นการสร้างสัมพันธภาพใหม่บนแผ่นดินไทย เป็นเรื่องใหญ่มาก แต่ทำไม่ยาก และทำแล้วมีความสุข เพราะ สอดคล้องกับธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ ธรรมชาติของมนุษย์นั้นรักอิสรภาพและความเสมอภาค ไม่ ต้องการตกอยู่ใต้การบีบบังคับของอำนาจใด ๆ ถ้ามีโอกาสได้คิดเองทำ เองจะมีความสุขและไปกระตุ้นสมองส่วนหน้าให้เจริญ สมองส่วนหน้า เกี่ยวกับสติปัญญา วิจารณญาณ และศีลธรรม เมื่อมีความเสมอภาคจะมีภราดรภาพและเกิดความสามัคคี ถ้าถูกอำนาจกระทำมาจากข้างบน จะขาดความเสมอภาค ขาด ภราดรภาพ และขาดความสามัคคี นั่นคือสภาพของสังคมไทย เพราะ ปกครองโดยรวมศูนย์อำนาจ การจัดการตนเองโดยชุมชน โดยท้องถิ่น โดยจังหวัด คือการ เคารพศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนในพื้นที่ เปิดพื้นที่ ทางสังคมขึ้นอย่างกว้างขวาง ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน ของเขา ท้องถิ่นของเขา จังหวัดของเขา พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๑๐๓ เรื่องชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการ ตนเอง ที่กำลังขยายตัวอยู่ในขณะนี้ จึงเป็นเรื่องที่มีเสน่ห์โดนใจผู้คนใน พื้นที่ โดยกล่าวว่า "ใช่แล้ว" บ้าง "ใช่เลย" บ้าง เพราะทำให้เขามีความ สุข และสำนึกในศักยภาพของตัวเขาเองตลอดจนภราดรภาพและ สามัคคีธรรมที่เกิดขึ้น ตามปกติองค์กรของรัฐซึ่งเป็นองค์กรใช้อำนาจรวมศูนย์ตาม แนวดิ่ง ยากที่จะเข้าใจและสามารถทำงานตามแนวราบกับพื้นที่ โชคดีที่ประเทศไทยมีการจัดตั้งองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระที่ สามารถสนับสนุนการทำงานของพื้นที่ในแนวราบได้ เช่น พอช. สสส. สปสช. สช. สภาพัฒนาการเมือง องค์กรเหล่านี้จะช่วยถักทอองค์กรของ รัฐเข้ามาทำงานกับพื้นที่ (ตามรูปที่ ๑๖ หน้า ๘๗) ในอนาคตองค์กร ของรัฐจะ ปรับตัวไปทำงานสนับสนุนพื้นที่เชิงนโยบายและเชิงวิชาการ ซึ่งจะทำให้ทั้งพื้นที่และองค์กรมีความเข้มแข็ง ## การถักทอกันทางสังคม ทำให้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ (Social weaving makes the impossible possible) เรื่องยาก ๆ เช่น การแก้ไขความยากจน และความอยุติธรรมใน สังคมไม่มีอำนาจใดทำให้เป็นไปได้ แต่การถักทอกันทางสังคม ทำให้ เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ ในสภาวะที่ซับซ้อนและยาก เรื่องจึงดูเหมือนกลับตาลปัตร คือ ... อำนาจกลับไม่มีอำนาจ (ที่จะทำให้สำเร็จ) การไม่มีอำนาจกลับเป็นอำนาจ (ที่จะทำให้สำเร็จ) หรือเป็น อำนาจแห่งการไม่มีอำนาจ ๑๐๔ ประเวศ วะสี การถักทอทางสังคมมีพลังอำนาจในตัวเองชนิดที่อำนาจรัฐและ อำนาจเงินไม่มี การจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด เมื่อขยายไปเต็ม ที่และเกิดการถักทอกันทางสังคม จะสร้างสัมพันธภาพใหม่บนพื้นแผ่น ดินไทย ที่คนไทยทุกคนมีศักดิ์ศรีและคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์เสมอ กัน มีศักยภาพในตัวเอง สามารถรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำด้วยภราดรภาพ ในทุกพื้นที่ ในทุกองค์กร และในทุกเรื่อง ดังในรูปที่ ๑๗ หน้า ๙๐ - ๙๑ ความสุข ความสร้างสรรค์ และความสงบเย็นก็จะบังเกิดขึ้น (ก) การปกครองโดยรวมศูนย์อำนาจ (ข) การจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด และการถักทอกันทางสังคม รูปที่ ๑๘ จากการรวมศูนย์อำนาจ (ก) สู่สัมพันธภาพใหม่แห่งการถักทอกันทั้ง แผ่นดิน (ข) พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๑๐๕ ในระบบที่อำนาจร่วมศูนย์ (รูป ๑๘ (ก) หน้า ๑๐๕) จะเกิด ความเครียดในระบบ มีความขัดแย้งและรุนแรงสูง แต่ถ้าอำนาจกระจาย ไปอย่างทั่วถึง (รูป ๑๘ (ข) หน้า ๑๐๕) ก็เกิดความสงบเย็น ตามปกติ ในธรรมชาติถ้ามีความเหลื่อมล้ำในศักย์หรืออำนาจ มาก เช่น ความแตกต่างของประจุไฟฟ้าระหว่างก้อนเมฆหรือระหว่าง ก้อนเมฆกับแผ่นดินก็เกิดความรุนแรงขึ้นคือ ฟ้าแลบ หรือฟ้าผ่า ความ เหลื่อมล้ำระหว่างความดันในแผ่นดินในภูเขาก็ทำให้แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เป็นต้น ในสังคมต่างๆ เมื่อมีความเหลื่อมล้ำเรื่องอำนาจมากเกิน ประชาชนก็จะรวมตัวกันก่อกบฏ หรือปฏิวัติประชาชน แต่บ่อยๆ ครั้ง แม้ประชาชนรวมตัวกันโค่นล้มรัฐบาลได้สำเร็จ แต่จัดการปกครองไม่ได้ ยิ่งสังคมปัจจุบันที่สลับซับซ้อนและยาก การจัดการให้สำเร็จยิ่ง ยาก การจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด ข้ามเลยการโค่น ล้มกันด้วยความรุนแรงแต่อาจจัดการไม่ได้ ไปสู่การจัดการตนเอง ดังที่ กล่าวไว้แล้วตอนที่ ๔ หน้า ๖๐ ๑๐๖ ประเวศ วะสี “ เรื่องยากๆ เช่น การแก้ไขความยากจน และความอยุติธรรมในสังคม ไม่มีอำนาจใดทำให้เป็นไปได้ แต่การถักทอกันทางสังคม ทำให้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ ในสภาวะที่ซับซ้อนและยาก เรื่องจึงดูเหมือนกลับตาลปัตร คือ ... อำนาจกลับไม่มีอำนาจ (ที่จะทำให้สำเร็จ) การไม่มีอำนาจกลับเป็นอำนาจ (ที่จะทำให้สำเร็จ) หรือเป็นอำนาจแห่งการไม่มีอำนาจ ” พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๑๐๗ # ๑๑ ประชาธิปไตย ควอนตัม (Quantum Democracy) สัมพันธภาพใหม่บนผืนแผ่นดินไทย ที่มากับการจัดการตนเอง ของชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด จัดการตนเองเป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นประชาธิปไตยที่มีเนื้อหา ที่ประชาชนเข้าไปจัดการตนเอง ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องหนึ่งคนหนึ่งเสียง (One man one vote) เช่นประชาธิปไตยตะวันตกเท่านั้น สหรัฐอเมริกา และยุโรปซึ่งก็เป็นประชาธิปไตย แต่กำลังวิกฤติ ขนาดหนัก เพราะอำนาจทางการเมืองต้านอำนาจเงินขนาดใหญ่ไม่ได้ หรือที่แท้กลับร่วมมือหรือตกอยู่ในอำนาจเงิน ๑๐๘ ประเวศ วะสี อำนาจเงินและอำนาจรัฐได้นำไปสู่สงครามโลก ๒ ครั้งและ สงครามอื่น ๆ อีก ทำให้สูญเสียชีวิตของเพื่อนมนุษย์ไปหลายร้อยล้าน คน ยังก่อให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อมจนเกิดสภาวะโลกร้อนและก่อ ให้เกิดหายนะภัยต่าง ๆ ขณะนี้ระบบทุนนิยมก็กำลังกินตัวเอง ดังที่กำลังเกิดวิกฤติ เศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาและยุโรป และกำลังลามไปทั่วโลก ความหวังที่จะแก้ไขมีน้อย เพราะเป็นวิกฤติเชิงระบบ ทั้งหมดแสดงว่าประชาธิปไตยตะวันตกแบบหนึ่งคนหนึ่งเสียง ไม่มีพลังเพียงพอที่จะต้านพลังมหาศาลของอำนาจเงิน เพราะเมื่อเลือกได้ผู้แทนไปแล้ว ผู้แทนจำนวนน้อย ๕-๖ ร้อย คนเหล่านี้ ก็ตกอยู่ใต้อำนาจเงินได้ง่าย จำนวนลอบบียิสต์* (lobbyist) มีมากกว่านักการเมืองหลายเท่า ระบบทั้งหมดจึงดำเนินไปด้วย โลภะ โทสะ โมหะ กล่าวคือ เงินขนาดใหญ่เป็นตัวแทนของโลภะ อำนาจรัฐที่ใช้ความรุนแรงคือตัวแทนของโทสะ และที่ทำลงไปนั้นเพราะความหลงไปหรือโมหะ ไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว โลกที่ขับเคลื่อนด้วยอกุศลมูลย่อมต้องวิกฤติเป็นธรรมดาจะพ้น วิกฤติไปไม่ได้ สัมพันธภาพใหม่บนผืนแผ่นดินไทยที่มากับการจัดการตนเอง ของชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด เป็นประชาธิปไตยทางตรง ที่คนในพื้นที่เข้า มาจัดการในเรื่องเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ของเขาเอง เพื่อการอยู่ ร่วมกันอย่างสมดุล ระหว่างคนกับคนและระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม * ล็อบบียิสต์ คือ กลุ่มคนที่เชี่ยวชาญในการวิ่งเต้นให้กับบรรดานักการเมืองและกลุ่ม ผลประโยชน์ทางธุรกิจและทางการเมือง พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๑๐๙ ความแตกต่างระหว่างประชาธิปไตยแบบหนึ่งคนหนึ่งเสียงกับ ประชาธิปไตยแห่งการจัดการตนเองของพื้นที่ก็คือ ประชาธิปไตยแบบหนึ่งคนหนึ่งเสียงทำงานอยู่บนส่วนบนของ สังคม หรือลอยตัวอยู่ข้างบน ถูกอำนาจเงินจับกินได้ง่าย จึงเสียศูนย์ เหมือนการพยายามสร้างพระเจดีย์จากยอดซึ่งมีแต่จะพังลง ส่วนประชาธิปไตยแห่งการจัดการตนเองของพื้นที่นั้นเอาชุมชน ท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง ชุมชนท้องถิ่นนั้นคำนึงถึงการอยู่ร่วมกัน มีความเป็นกลุ่มก้อน ทางสังคมที่มีรากเหง้าทางวัฒนธรรม ต่างจากสังคมข้างบน ซึ่งลอยตัว แบบไร้ราก การจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด เป็นการ จัดการรวมหมู่ ไม่เป็นปุ๋ยให้ความเห็นแก่ตัวงอกงามเหมือนสังคมข้าง บน จึงทำให้การอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนกับคนและระหว่าง คนกับสิ่งแวดล้อมเป็นไปได้ ซึ่งเป็นไม่ได้เลยในประเทศส่วนใหญ่ใน ขณะนี้ ต่อไปโลกจะค้นพบว่าประชาธิปไตยแบบตะวันตกนั้นล้าสมัย เสียแล้ว ดังที่อังกฤษและสหรัฐอเมริกาไม่สามารถสร้างความเป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำลงได้ เพราะเป็นประชาธิปไตยแบบก้อนอำนาจ ส่วนประชาธิปไตยของพื้นที่จัดการตนเองนั้น เป็นประชาธิปไตย แบบควอนตัม (Quantum Democracy) ซึ่งจะอธิบายต่อไปนี้ ในวิทยาศาสตร์แบบเก่านั้นมองอะไรแบบตายตัว เช่น อะไรที่ เป็นวัตถุก็ต้องเป็นก้อนมีน้ำหนักจับต้องได้ อะไรที่เป็นแสงก็เป็นคลื่น พลังงาน ไม่มีน้ำหนัก ไม่มีขนาด จับต้องไม่ได้ ๑๑๐ ประเวศ วะสี รูปที่ ๑๙ แสงอาจเป็นก้อนหรือคลื่นก็ได้ในขณะเดียวกันตามทฤษฎีควอนตัม แต่วิทยาศาสตร์ใหม่ พบว่าความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทฤษฎีควอนตัมพบว่า แสงอาจเป็นอนุภาคคือวัตถุหรือคลื่นก็ได้ในขณะเดียวกัน ประชาธิปไตยแบบหนึ่งคนหนึ่งเสียงนั้นมองอำนาจเหมือนเป็นก้อน ที่ประชาชนยกให้นักการเมืองไป แล้วนักการเมืองก็ไปตกอยู่ในโลภะ โทสะ โมหะ ของตัวเอง ภายใต้อิทธิพลของเงินขนาดใหญ่ อำนาจทางการเมืองแบบเป็นก้อนจึงล้าสมัยเป็นวิทยาศาสตร์เก่า ส่วนประชาธิปไตยแบบพื้นที่จัดการตนเองนั้น มองอำนาจแบบทั้งเป็นก้อนและเป็นคลื่น **เป็นก้อน** ก็คือยังมีส่วนของการเลือกตั้งแบบหนึ่งคนหนึ่งเสียงในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ แต่ขณะเดียวกันอำนาจ**เป็นคลื่น**ที่อยู่ในตัวประชาชนทุกคนที่เข้ามาจัดการตนเอง จึงเรียกว่าประชาธิปไตยแบบควอนตัม (Quantum Democracy) พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๑๑๑ ประชาธิปไตยแบบควอนตัม ที่ประชาชนจำนวนมากที่สุดเข้า มามีส่วนในการจัดการตนเองในระดับต่างๆ จึงต้องมีคุณภาพดีกว่า ประชาธิปไตยแบบเก่าๆ ที่เพียงแต่ยกก้อนอำนาจไปให้นักการเมือง เท่านั้น หวังว่าการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย จะช่วยให้ประเทศไทย พ้นวิกฤติ ทั้งวิกฤติในตัวเองและวิกฤติโลก วิกฤติโลกเป็นวิกฤติใหม่ที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะรอดได้ ยาก สัมพันธภาพใหม่บนผืนแผ่นดินไทยจะทำให้เกิดพลังบูรณาการ มหาศาล ที่ทำให้ประเทศไทยรอดจากวิกฤติโลกได้ เมื่อประชาธิปไตย แบบหนึ่งคนหนึ่งเสียงล้มเหลวลงในประเทศ ส่วนใหญ่ โลกอาจจะได้เรียนรู้ประชาธิปไตยแบบพื้นที่จัดการตนเอง ที่ผมเขียนขึ้นมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้คิดขึ้นเองลอย ๆ แต่เอามาจาก ประสบการณ์ของชาวบ้านที่เขาลงมือปฏิบัติจริง ๆ และได้ผลจริง ๆ การ คิดขึ้นลอยมีความเสี่ยงต่อความไม่สมจริง ในครั้งพุทธกาลมีเจ้าลัทธิความคิดใหญ่ ๆ อยู่ประมาณ ๖ สำนัก ของพระพุทธองค์จีรังยั่งยืนคงทนต่อการพิสูจน์ พระพุทธองค์บรรลุธรรมจากการปฏิบัติแล้วอธิบายจากผลที่ เกิดจริง จึงไม่ผิดพลาดและเป็นความรู้ที่อัศจรรย์อย่างไม่น่าเชื่อ ท่านมหาตมะ คานธี กล่าวว่า "ถ้าคุณเรียนจากตำรา คุณได้ความ รู้ ถ้าคุณเรียนจากประสบการณ์ คุณได้ปัญญา" ๑๑๒ ประเวศ วะสี โลกเอียงมาให้ความสำคัญกับความรู้จากการคิดมากเกิน การ คิดโดยไม่ผ่านการปฏิบัติอาจไม่สมจริง อาจแยกส่วน อาจสุดโต่ง หรือ แม้อาจหยาบคาย แต่การพยายามทำงานให้ได้ผลจะต้องคิดถึงคนอื่นและสิ่งอื่น เสมอ ต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่องจากการลองผิดลองถูก เกิดการเรียนรู้ ร่วมกันในการปฏิบัติ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญยิ่ง ในที่สุดเมื่อได้ผลดี (ปฏิเวธ) ก็รู้ว่าทฤษฎี (ปริยัติ) และการ ปฏิบัติ (ปฏิบัติ) นั้นถูกแล้ว ถ้ายังไม่ได้พิสูจน์ด้วยการได้ผลดี ทฤษฎีและการปฏิบัติใด ๆ ก็ ยังเชื่อไม่ได้ว่าดีจริง หวังว่าจะให้ความสำคัญกับการเรียนรู้จากประสบการณ์ของ ชาวบ้านกันมากขึ้น เรื่องชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการ ตนเอง มาจากประสบการณ์ของชาวบ้านว่าเป็นเรื่องที่ดีและโดนใจเขา เขาจึงพากันทำมากขึ้น ๆ พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๑๑๓ # ๑๒ การส่งเสริม การจัดการตนเอง ของแผ่นดินไทย ถ้าเข้าใจและเห็นคุณค่าของการจัดการตนเองของพื้นที่ว่าเป็น ทางรอดของประเทศ ก็สามารถช่วยกันส่งเสริมการจัดการตนเองของ แผ่นดินไทยด้วยประการต่าง ๆ เช่น ## ส่งเสริมด้วยการสื่อสาร การสื่อสารทุกประเภทโดยเฉพาะวิทยุและโทรทัศน์ ควรไปนำ ตัวอย่างของการจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด มาสู่การรับรู้ กันอย่างกว้างขวาง ๑๑๔ ประเวศ วะสี # หนึ่งหน่วยงานต่อหนึ่งตำบล เรามีหน่วยงานต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นกรมกองใน กระทรวงต่างๆ คณะวิชาในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ บริษัทธุรกิจ มูลนิธิ องค์กรพัฒนาเอกชน เรามีตำบลทั้งหมดประมาณ ๘,๐๐๐ ตำบลแค่นั้นเอง เรามี หน่วยงานต่าง ๆ มากเกินพอที่หนึ่งหน่วยงานจะทำงานกับหนึ่งตำบล ได้ครบทุกตำบลทั่วประเทศ ตำบลเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ประกอบด้วยทั้งท้องถิ่นคือ อบต. ที่ มีสถานภาพทางกฎหมายกับหมู่บ้านหรือชุมชนอีกประมาณตำบลละ ๑๐ หมู่บ้าน ชุมชนเป็นภาคประชาชน หน่วยงานที่เข้าไปส่งเสริม ๑ ตำบล ก็เท่ากับส่งเสริม ๑๐ ชุมชนไปด้วย ถ้าทำได้ทั่วประเทศก็คือ ๘,๐๐๐ ตำบล ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน การส่งเสริมไม่ใช่การเข้าไปสั่งสอนหรือการเอาเงินไปให้ แต่ เป็นการไปเป็นภาคีของการพัฒนาโดยการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ## ชุมพลังในจังหวัด ในแต่ละจังหวัดมีชุมพลังเพื่อการพัฒนาอันมหาศาล ทั้งชุมกำลังภาคราชการ ภาคธุรกิจ และภาควิชาการขบวนการ จังหวัดจัดการตนเอง ควรรวมชุมพลังเหล่านี้เข้ามาให้มากที่สุด ## การพระศาสนากับการจัดการตนเองของพื้นที่ ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธและพุทธศาสนาก็เป็นของดี แต่มี ความเสื่อมเสียทางศีลธรรมเต็มไปหมด ไม่ว่าพระจะสอนอย่างไรๆ ก็ ไม่ได้ผล พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๑๑๕ พุทธศาสนานั้นนิยมความเสมอภาคและประชาธิปไตย ดูได้จากวินัยสงฆ์ แต่สังคมไทยมีโครงสร้างแนวดิ่ง โครงสร้างแนวดิ่งทำให้ศีลธรรมไม่ดี ยิ่งโดนกระหน่ำด้วยอำนาจทุนนิยมซ้ำเติม ความเสื่อมเสียทางศีลธรรมก็ยิ่งมีมากขึ้น ทำให้พุทธศาสนาไม่สามารถเปล่งประกายเท่าที่ควร ถ้าพระคุณเจ้าได้ศึกษาเรื่องราวการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่น จังหวัด ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้จะเห็นว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ในสังคม จากความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ไปเป็นความสัมพันธ์เชิงมิตรภาพ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการทางพระพุทธศาสนามากกว่า ถ้าชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง ศีลธรรมจักบังเกิดทั่วแผ่นดิน พระสงฆ์ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้ชิดประชาชนจะเห็นความจริงในข้อนี้มากกว่าพระผู้ใหญ่ทรงสมณศักดิ์สูง ๆ ถ้าพระสงฆ์ในพื้นที่จะร่วมกับประชาชนในกระบวนการจัดการตนเอง โดยคงความเคารพพระผู้ใหญ่ไว้ ท่านก็คงจะไม่ว่าอะไร แต่จะเพิ่มพลังที่เป็นคุณอย่างมหาศาล ทั้งนี้เป็นไปตามหลักอปริหานิยธรรมนั่นเอง ## ธุรกิจเพื่อสังคม ### กับการส่งเสริมการจัดการตนเองของพื้นที่ งานเพื่อสังคมมีมาก แต่เงินมีน้อย มีการค้นพบว่าถ้าทำธุรกิจเพื่อสังคม (social enterprise) คือทำธุรกิจที่มีผลกำไรด้วย ทำประโยชน์ต่อสังคมด้วย เป็นวิธีการที่ทำให้ทำประโยชน์ได้มากและยั่งยืน ๑๑๖ ประเวศ วะสี ในอนาคตคงจะมีคนรุ่นใหม่ไทยทำธุรกิจเพื่อสังคมกันมากขึ้น การทำเพื่อสังคมที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ ไปส่งเสริมการจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด # กลไกประสานงาน ## (ก) ในระดับจังหวัด ในระดับจังหวัด ทุกจังหวัดควรจะมีกลไกประสานงานที่ถักทอ ทุกฝ่ายเข้ามาทำงานร่วมกัน ดังที่จังหวัดอำนาจเจริญสามารถระดมคนประมาณ ๑๕,๐๐๐ คน ซึ่งมีตัวแทนจากทุกตำบลในจังหวัดและภาคส่วนต่าง ๆ มาร่วมทำธรรมนูญของคนอำนาจเจริญในการจัดการตนเอง หรือจังหวัดเชียงใหม่ในการดึงภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาร่วมขับเคลื่อน เชียงใหม่จัดการตนเอง กลไกประสานงานในจังหวัด ไม่ควรจะเริ่มต้นด้วยมีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ เพราะถ้าแต่งตั้งคนที่ไม่เหมาะสมจะทำให้เป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนต่อไป แต่ภาคีต่าง ๆ ควรมาร่วมกันอย่างไม่เป็นทางการและจะปรากฏขึ้นเองว่าใครที่มีฉันทะ และบุคลิกเหมาะสมที่จะเป็นผู้ประสานงาน ซึ่งได้รับการยอมรับจากภาคีต่าง ๆ กลไกประสานงานในระดับจังหวัดต้องมีงบประมาณค่าใช้จ่าย ถ้าภาคีต่าง ๆ ในจังหวัดช่วยกันออกได้จะเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้ายังไม่ได้องค์กรในส่วนกลางตามที่กล่าวในข้อ (ข) ข้างล่างนี้ควรสนับสนุนไปก่อน พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๑๑๗ # (ข) ในส่วนกลาง มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระหลายองค์กร ที่กำลังสนับสนุนการจัดการตนเองของพื้นที่ อันได้แก่ พอช. สสส. สปสช. สช. สภาพัฒนาการเมือง องค์กรเหล่านี้มีงบประมาณมากน้อยต่างกัน แต่มีใจเดียวกันคือสนับสนุนการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย ทั้ง ๕ องค์กรนี้ กำลังร่วมมือกันอยู่แล้ว ถ้ากระชับให้แน่นแฟ้นขึ้นจะเป็นพลังมหาศาลในการสร้างสัมพันธภาพใหม่บนผืนแผ่นดินไทย ควรร่วมกันลงขันสร้างองค์กรกลางเพื่อการประสานงานการส่งเสริมการจัดการตนเองของพื้นที่ เพื่อทำงานต่อเนื่องในระยะยาว จะเป็นในรูปของมูลนิธิหรือสถาบันก็ตาม และต้องคิดถึงการที่จะต้องช่วยประเทศอื่น ๆ ด้วย เพราะประเทศส่วนใหญ่จะวิกฤติ ## การปฏิรูปการงบประมาณที่เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ประเทศไทยพัฒนาโดยเฉพาะกรมเป็นตัวตั้ง จึงรวมศูนย์และแยกส่วนดังที่ได้กล่าวแล้ว ในการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแผนที่ ๘ มีการคำนึงถึงการเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งที่เรียกว่า AFP (Area Function Participation) แต่ไม่ได้มีการคำนึงถึงระบบและกลไกที่จะทำให้เป็นจริง ควรมีการปฏิรูปการงบประมาณที่เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่ไปส่งเสริมการจัดการตนเองของพื้นที่อย่างแรง ๑๑๘ ประเวศ วะสี " พุทธศาสนานั้น นิยมความเสมอภาค และประชาธิปไตย ดูได้จากวินัยสงฆ์ แต่สังคมไทย มีโครงสร้างแนวดิ่ง โครงสร้างแนวดิ่ง ทำให้ศีลธรรมไม่ดี ยิ่งโดนกระหน่ำ ด้วยอำนาจทุนนิยมซ้ำเติม ความเสื่อมเสียทางศีลธรรม ก็ยิ่งมีมากขึ้น ทำให้พุทธศาสนาไม่สามารถ เปลี่ยนประกายเท่าที่ควร " พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๑๑๙ # ๑๒ การส่งเสริม การจัดการตนเอง ของแผ่นดินไทย ถ้าเข้าใจและเห็นคุณค่าของการจัดการตนเองของพื้นที่ว่าเป็น ทางรอดของประเทศ ก็สามารถช่วยกันส่งเสริมการจัดการตนเองของ แผ่นดินไทยด้วยประการต่าง ๆ เช่น ## ส่งเสริมด้วยการสื่อสาร การสื่อสารทุกประเภทโดยเฉพาะวิทยุและโทรทัศน์ ควรไปนำ ตัวอย่างของการจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด มาสู่การรับรู้ กันอย่างกว้างขวาง ๑๑๔ ประเวศ วะสี # หนึ่งหน่วยงานต่อหนึ่งตำบล เรามีหน่วยงานต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นกรมกองใน กระทรวงต่างๆ คณะวิชาในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ บริษัทธุรกิจ มูลนิธิ องค์กรพัฒนาเอกชน เรามีตำบลทั้งหมดประมาณ ๘,๐๐๐ ตำบลแค่นั้นเอง เรามี หน่วยงานต่าง ๆ มากเกินพอที่หนึ่งหน่วยงานจะทำงานกับหนึ่งตำบล ได้ครบทุกตำบลทั่วประเทศ ตำบลเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ประกอบด้วยทั้งท้องถิ่นคือ อบต. ที่ มีสถานภาพทางกฎหมายกับหมู่บ้านหรือชุมชนอีกประมาณตำบลละ ๑๐ หมู่บ้าน ชุมชนเป็นภาคประชาชน หน่วยงานที่เข้าไปส่งเสริม ๑ ตำบล ก็เท่ากับส่งเสริม ๑๐ ชุมชนไปด้วย ถ้าทำได้ทั่วประเทศก็คือ ๘,๐๐๐ ตำบล ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน การส่งเสริมไม่ใช่การเข้าไปสั่งสอนหรือการเอาเงินไปให้ แต่ เป็นการไปเป็นภาคีของการพัฒนาโดยการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ## ชุมพลังในจังหวัด ในแต่ละจังหวัดมีชุมพลังเพื่อการพัฒนาอันมหาศาล ทั้งชุมกำลังภาคราชการ ภาคธุรกิจ และภาควิชาการขบวนการ จังหวัดจัดการตนเอง ควรรวมชุมพลังเหล่านี้เข้ามาให้มากที่สุด ## การพระศาสนากับการจัดการตนเองของพื้นที่ ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธและพุทธศาสนาก็เป็นของดี แต่มี ความเสื่อมเสียทางศีลธรรมเต็มไปหมด ไม่ว่าพระจะสอนอย่างไรๆ ก็ ไม่ได้ผล พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๑๑๕ พุทธศาสนานั้นนิยมความเสมอภาคและประชาธิปไตย ดูได้จากวินัยสงฆ์ แต่สังคมไทยมีโครงสร้างแนวดิ่ง โครงสร้างแนวดิ่งทำให้ศีลธรรมไม่ดี ยิ่งโดนกระหน่ำด้วยอำนาจทุนนิยมซ้ำเติม ความเสื่อมเสียทางศีลธรรมก็ยิ่งมีมากขึ้น ทำให้พุทธศาสนาไม่สามารถเปล่งประกายเท่าที่ควร ถ้าพระคุณเจ้าได้ศึกษาเรื่องราวการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่น จังหวัด ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้จะเห็นว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ในสังคม จากความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ไปเป็นความสัมพันธ์เชิงมิตรภาพ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการทางพระพุทธศาสนามากกว่า ถ้าชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง ศีลธรรมจักบังเกิดทั่วแผ่นดิน พระสงฆ์ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้ชิดประชาชนจะเห็นความจริงในข้อนี้มากกว่าพระผู้ใหญ่ทรงสมณศักดิ์สูง ๆ ถ้าพระสงฆ์ในพื้นที่จะร่วมกับประชาชนในกระบวนการจัดการตนเอง โดยคงความเคารพพระผู้ใหญ่ไว้ ท่านก็คงจะไม่ว่าอะไร แต่จะเพิ่มพลังที่เป็นคุณอย่างมหาศาล ทั้งนี้เป็นไปตามหลักอปริหานิยธรรมนั่นเอง ## ธุรกิจเพื่อสังคม ### กับการส่งเสริมการจัดการตนเองของพื้นที่ งานเพื่อสังคมมีมาก แต่เงินมีน้อย มีการค้นพบว่าถ้าทำธุรกิจเพื่อสังคม (social enterprise) คือทำธุรกิจที่มีผลกำไรด้วย ทำประโยชน์ต่อสังคมด้วย เป็นวิธีการที่ทำให้ทำประโยชน์ได้มากและยั่งยืน ๑๑๖ ประเวศ วะสี ในอนาคตคงจะมีคนรุ่นใหม่ไทยทำธุรกิจเพื่อสังคมกันมากขึ้น การทำเพื่อสังคมที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ ไปส่งเสริมการจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด # กลไกประสานงาน ## (ก) ในระดับจังหวัด ในระดับจังหวัด ทุกจังหวัดควรจะมีกลไกประสานงานที่ถักทอ ทุกฝ่ายเข้ามาทำงานร่วมกัน ดังที่จังหวัดอำนาจเจริญสามารถระดมคนประมาณ ๑๕,๐๐๐ คน ซึ่งมีตัวแทนจากทุกตำบลในจังหวัดและภาคส่วนต่าง ๆ มาร่วมทำธรรมนูญของคนอำนาจเจริญในการจัดการตนเอง หรือจังหวัดเชียงใหม่ในการดึงภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาร่วมขับเคลื่อน เชียงใหม่จัดการตนเอง กลไกประสานงานในจังหวัด ไม่ควรจะเริ่มต้นด้วยมีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ เพราะถ้าแต่งตั้งคนที่ไม่เหมาะสมจะทำให้เป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนต่อไป แต่ภาคีต่าง ๆ ควรมาร่วมกันอย่างไม่เป็นทางการและจะปรากฏขึ้นเองว่าใครที่มีฉันทะ และบุคลิกเหมาะสมที่จะเป็นผู้ประสานงาน ซึ่งได้รับการยอมรับจากภาคีต่าง ๆ กลไกประสานงานในระดับจังหวัดต้องมีงบประมาณค่าใช้จ่าย ถ้าภาคีต่าง ๆ ในจังหวัดช่วยกันออกได้จะเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้ายังไม่ได้องค์กรในส่วนกลางตามที่กล่าวในข้อ (ข) ข้างล่างนี้ควรสนับสนุนไปก่อน พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๑๑๗ # (ข) ในส่วนกลาง มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระหลายองค์กร ที่กำลังสนับสนุนการจัดการตนเองของพื้นที่ อันได้แก่ พอช. สสส. สปสช. สช. สภาพัฒนาการเมือง องค์กรเหล่านี้มีงบประมาณมากน้อยต่างกัน แต่มีใจเดียวกันคือสนับสนุนการจัดการตนเองของแผ่นดินไทย ทั้ง ๕ องค์กรนี้ กำลังร่วมมือกันอยู่แล้ว ถ้ากระชับให้แน่นแฟ้นขึ้นจะเป็นพลังมหาศาลในการสร้างสัมพันธภาพใหม่บนผืนแผ่นดินไทย ควรร่วมกันลงขันสร้างองค์กรกลางเพื่อการประสานงานการส่งเสริมการจัดการตนเองของพื้นที่ เพื่อทำงานต่อเนื่องในระยะยาว จะเป็นในรูปของมูลนิธิหรือสถาบันก็ตาม และต้องคิดถึงการที่จะต้องช่วยประเทศอื่น ๆ ด้วย เพราะประเทศส่วนใหญ่จะวิกฤติ ## การปฏิรูปการงบประมาณที่เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ประเทศไทยพัฒนาโดยเฉพาะกรมเป็นตัวตั้ง จึงรวมศูนย์และแยกส่วนดังที่ได้กล่าวแล้ว ในการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแผนที่ ๘ มีการคำนึงถึงการเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งที่เรียกว่า AFP (Area Function Participation) แต่ไม่ได้มีการคำนึงถึงระบบและกลไกที่จะทำให้เป็นจริง ควรมีการปฏิรูปการงบประมาณที่เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่ไปส่งเสริมการจัดการตนเองของพื้นที่อย่างแรง ๑๑๘ ประเวศ วะสี " พุทธศาสนานั้น นิยมความเสมอภาค และประชาธิปไตย ดูได้จากวินัยสงฆ์ แต่สังคมไทย มีโครงสร้างแนวดิ่ง โครงสร้างแนวดิ่ง ทำให้ศีลธรรมไม่ดี ยิ่งโดนกระหน่ำ ด้วยอำนาจทุนนิยมซ้ำเติม ความเสื่อมเสียทางศีลธรรม ก็ยิ่งมีมากขึ้น ทำให้พุทธศาสนาไม่สามารถ เปลี่ยนประกายเท่าที่ควร " พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๑๑๙ # สรุป ## บนเส้นทาง แห่ง การจัดการตนเอง บน แผ่นดินไทย ประเทศไทยเปรียบประดุจติดอยู่ในหลุมดำแห่งสภาวะวิกฤติ และไม่สามารถหลุดออกไปได้ ทั้งนี้เพราะโครงสร้างอำนาจ ไม่ว่าจะต่อสู้แย่งชิงอำนาจทางการเมืองกันที่ส่วนบนอย่างไร ๆ ก็ออกจากหลุมดำแห่งสภาวะวิกฤติไม่ได้ เพราะโครงสร้างการรวมศูนย์ อำนาจการปกครองยังเหมือนเดิม การรวมศูนย์อำนาจการปกครองเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาใหญ่ ๆ ของประเทศอย่างน้อย ๖ ประการ คือ ๑๒๐ ประเวศ วะสี ๑. ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอ แทนที่จะแก้ปัญหาได้เอง ต้องให้ส่วนกลางเป็นผู้แก้ ซึ่งแก้ไม่ได้และหมดเปลืองมาก ๒. เกิดความขัดแย้งระหว่างอำนาจที่รวมศูนย์กับความหลากหลายของวัฒนธรรมท้องถิ่น มีปัญหา ความรุนแรงชายแดนใต้เป็นตัวอย่าง ๓. ระบบรัฐอ่อนแอ เพราะใช้อำนาจมากกว่าปัญญา ๔. คอร์รัปชั่นมากและแก้ไม่ตก อำนาจเข้มข้นที่ไหน คอร์รัปชั่นดาษดื่นที่นั่น ๕. ทำให้การต่อสู้ชิงอำนาจทางการเมืองระดับบนรุนแรง เพราะใครชนะกินรวบหมดทั้งประเทศ ๖. ทำรัฐประหารได้ง่าย ประเทศที่รวมศูนย์อำนาจจึงมีความเครียดในตัว ขัดแย้ง และรุนแรงได้ง่าย จึงควรกระจายอำนาจไปให้ประชาชนโดยทั่วถึง การจัดการตนเองของชุมชน ของท้องถิ่น และของจังหวัด เป็นการเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง เป็นประชาธิปไตยที่มีคุณภาพมากกว่าเพียงแต่ว่าหนึ่งคนหนึ่งเสียง อังกฤษและสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นต้นแบบเสรีภาพและประชาธิปไตย ขณะนี้กำลังขาดความเป็นธรรมและเกิดความเหลื่อมล้ำอย่างใหญ่หลวง เพราะประชาธิปไตยแบบหนึ่งคนหนึ่งเสียงไม่มีพลังเพียงพอที่จะยับยั้งความไม่ถูกต้องที่มาจากอำนาจเงินขนาดใหญ่ได้ ชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง เป็นการเปลี่ยนวัตถุประสงค์ของการพัฒนาที่เอาอย่างอื่นเป็นตัวตั้งมาเป็นการเอาการอยู่ร่วมกัน (living together) ทั้งระหว่างมนุษย์ กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม เป็นตัวตั้ง พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๑๒๑ นี้เป็นประเด็นที่สำคัญยิ่ง เพราะโลกไม่ได้เอาการอยู่ร่วมกัน เป็นตัวตั้ง ถึงจะพัฒนาความรู้และวิทยาการอย่างมหัศจรรย์เท่าใด ๆ โลกก็ไม่สมดุล และเกิดวิกฤติใหญ่ วิกฤติใหญ่ของโลกโดยสรุป คือวิกฤติแห่งการอยู่ร่วมกัน เพราะ ไม่ได้เอาการอยู่ร่วมกันเป็นเป้าหมาย ชุมชนท้องถิ่นมีสัญชาตญาณแห่งการอยู่ร่วมกัน การพัฒนาที่ เอาชุมชนท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง โดยเฉพาะเมื่อคนในพื้นที่เข้ามาจัดการ ตนเอง ก็ย่อมต้องทำไปตามสัญชาตญาณแห่งการอยู่ร่วมกัน เมื่อตัวตั้งของการพัฒนามีความถูกต้อง คือเพื่อการอยู่ร่วมกัน การจัดการความรู้และวิทยาการใด ๆ ที่เกิดขึ้นก็ย่อมเป็นไปเพื่อการอยู่ ร่วมกันอย่างสมดุล เป็นโชคดีของประเทศไทย ที่ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านไป ท่ามกลางกระแสโลกอันเชี่ยวกราก ชาวบ้านไทยได้ค้นคว้าวิจัยว่า วิถี ชีวิตอย่างไรจึงจะสมดุล ด้วยการปฏิบัติจริง บัดนี้เขาค้นพบแล้ว และนำมาสู่เส้นทางแห่งการจัดการตนเอง ของแผ่นดินไทย ประกอบกับเกิดมีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระหลาย องค์กร ที่สามารถทำงานในแนวราบ ได้เข้าไปสนับสนุนพื้นที่ในการ จัดการตนเอง กระบวนการจัดการตนเองบนผืนแผ่นดินไทยกำลังดึงองค์กร ต่าง ๆ ทั้งทางแนวตั้งและแนวราบ เข้ามาถักทอกัน เพื่อสร้าง สัมพันธภาพใหม่บนผืนแผ่นดินนี้ สัมพันธภาพที่อยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาค ภราดรภาพ สามัคคีธรรม สันติธรรม และการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติเพื่อยังให้ เกิดความสำเร็จและความสุข ๑๒๒ ประเวศ วะสี การถักทอกันทางสังคมเช่นนี้มีพลังมหาศาล ทำให้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ เรื่องนั้นก็คือการสร้างความเป็นธรรมแห่งการอยู่ร่วมกัน เส้นทางแห่งการจัดการตนเองของแผ่นดินไทยเป็นสันติ วรบทอย่างแท้จริง ทางนี้เปิดกว้างสำหรับคนไทยทุกคน เพื่อเดินไปสู่ความสวัสดีร่วมกัน พลังขับเคลื่อนการจัดการตนเองบนแผ่นดินไทย ๑๒๓ # ผลงานของอาจารย์ประเวศ ที่ยังมีเผยแพร่ ## พุทธธรรมกับสังคม ผู้เขียนได้สะท้อนปัญหาและการแก้ไขโดยใช้หลักธรรม(ธรรมชาติ) อันเป็นประโยชน์สำหรับใช้ในการแก้ปัญหาชีวิต ปัญหาครอบครัว ปัญหา การทำงาน ปัญหาเชิงโครงสร้าง ลดความเครียด ลดความกดดันทางสังคม นักเรียน นักศึกษา สามารถเรียนรู้ซึมซับนำไปใช้ก่อประโยชน์ในภายภาค หน้า ## วิธีแก้เชิงสร้างสุข สังคมจะอยู่ได้อย่างไร ถ้าคนในสังคมอยู่ด้วยความเชิงหรือทุกข์ระทม หนังสือเล่มนี้อาจเป็นตัวช่วยหนึ่งที่จะทำให้คุณเป็นคนใหม่ที่สร้างความสุข ให้ตัวเองและแก่ผู้อื่น ให้รู้ว่าควรจะทำอย่างไรให้ชีวิตมีความสุขกว่าที่เป็น อยู่ ## ธรรมสัญจรสู่มูลนิธิพุทธฉีดจี้ บันทึกการเดินทางแสวงบุญที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจเพื่อสร้างจิต- สำนึกใหม่ เพราะอาจมีเพียงพลังของจิตสำนึกเท่านั้นที่จะสามารถนำพา มนุษย์ให้เดินทางไปได้ไกลแสนไกลบนเส้นทางแห่งความดี ## บันทึกเวชกรรมไทย ผู้เขียนสะท้อนปัญหาด้านสาธารณสุขของไทย พร้อมแนวคิด ข้อเสนอ แนะระบบสุขภาพในเมืองไทย เป็นที่น่ายินดีว่าบัดนี้วงการสาธารณสุข ไทยได้มีการขับเคลื่อนเรื่อง ระบบบริการการสุขภาพที่มีหัวใจของความเป็น มนุษย์ หรือ Humanized Health Care กันอย่างจริงจังและมีการดำเนิน การเรื่องการปฏิรูประบบสุขภาพ ## บนเส้นทางชีวิต ฉบับรวมเล่ม เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ เป็นการรวบรวมประวัติชีวิตและงานของ นักคิดร่วมสมัยผู้หนึ่ง ในรูปแบบอัตชีวประวัติ เพื่อเป็นกรณีศึกษาเป็นแบบ อย่างให้แก่คนรุ่นต่อ ๆ มา ถึงแม้จะเป็นเด็กบ้านนอก แต่ก็มีฉันทะจน สามารถก้าวสู่ความเป็นบุคคลทางปัญญา ให้ความคิด ข้อเสนอแนะ ระบบ การศึกษา แก่สังคมไทยอยู่เนือง ๆ # วิธีคลายเคลียด ถ้าเราเข้าใจกลไกทางจิตซึ่งเชื่อมโยงต่อไปสู่ระบบชีวเคมีในร่างกาย ก็จะทำให้เข้าใจว่าความเครียดเกิดขึ้นได้อย่างไร และมีวิธีแก้ไขอย่างไร ## การปฏิวัติเงียบ สู่โลกดุลภาพ แนวคิดสำคัญ ๆ ที่เกี่ยวกับการปฏิรูปสุขภาพ ซึ่งกำลังเป็นกระแสในสังคมไทย ที่ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้นว่าเรื่องการปฏิรูประบบสุขภาพ ไม่ใช่แค่เรื่องการปรับเปลี่ยน ปรับปรุงในส่วนของระบบบริการสาธารณสุขเท่านั้น หากแต่มีความหมายกว้างไกลไปถึงการปฏิรูปวิธีคิดและวิธีการพัฒนามนุษย์และสังคม ## อายุวัฒนะ คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นเพื่อเป็นทั้งคำอวยพรและความรู้แก่ผู้สูงอายุ ถึงการสร้างอายุให้วัฒนะ ถึงแก่ก็อยู่อย่างมีความสุขได้ทั้งกายและใจ ## ปฏิรูปการศึกษาให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย ประเทศไทย เหมือนประเทศติดหล่ม ที่ติดหล่มทั้งทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางการเมือง และทุก ๆ ทาง ทำอย่างไร ก็ออกจากหล่มวิกฤตไม่ได้ ทำไม่นิดนี่หน่อย ก็คงจะออกจากหล่มไม่ได้ สนใจสั่งซื้อหนังสือ Online ของสำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน ได้ที่ www.thaihealthbook.com หรือติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวได้ที่ f facebook.com/thaihealthbook C @mohchaoban LINE ID : thaihealthbook.com หากท่านมีความประสงค์จะร่วมเผยแพร่ สามารถแจ้งความจำนงหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หมอชาวบ้าน 36/6 ซอยประดิพัทธ์ 10 ถนนประดิพัทธ์ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 โทรศัพท์ 0-2618-4710, 0-2278-5533 โทรสาร 0-2271-1806, 0-2271-0170 " หากท่านได้รับผลดี จากหนังสือเล่มนี้ ขอให้ท่านมีกำลังใจที่จะทำความดี เพื่อผู้อื่นต่อไปมากยิ่ง ๆ ขึ้น " " "ขณะที่มนุษย์มีความสำเร็จทางวัตถุและเทคโนโลยีอย่างสูง แต่ผู้คนกลับเต็มไปด้วยความวิตกกังวล เกิดโรคซึมเศร้าได้ง่ายขึ้น กังวลว่าคนอื่นจะมองตัวเองอย่างไร ไม่แน่ใจในมิตรภาพ ถูกผลักดันให้บริโภคมาก แต่ขาดชีวิตชุมชน การไม่มีบรรยากาศที่อบอุ่น คนปัจจุบันจึงทดแทนด้วย การกินมากขึ้น ช็อปปิ้งอย่างบ้าคลั่ง หรือตกเป็นเหยื่อของการดื่มสุราและใช้ยาเสพติดต่าง ๆ อันที่จริงประเทศไทยมีทุนทางสังคมต่างๆ มากมาย ทั้งทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ ทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางสังคม ทุนทางความรู้ ทุนทางศาสนธรรม ทุนภาครัฐ ทุนภาคธุรกิจเอกชน ทุนเหล่านี้มากพอหรือเกินพอ ที่จะสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างศานติสุข " สำนักพิมพ์ หม่อมชาวบ้าน ประกันคุณภาพ ISBN 978-616-507-094-2 9 786165 070942 หน่อชาวบ้าน ความเหลื่อมล้ำกับ วิกฤติการณ์ทางสังคม พลัง ขับเคลื่อน การจัดการตนเอง บนแพ่งดิน ไทย ประเวศ วะสี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
ประชาธิปไตย
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2014
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• ปัญหาสังคม
history_eduหมวดหมู่
ประชาธิปไตย
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2014
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้