auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (3 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
ศ.นพ. ประเวศ วะสี ได้บันทึกเอกสาร หัวเรื่อง ทำอย่างไร : มหาวิทยาลัยจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญา : พาชาติออกจากวิกฤติ โดยได้หยิบยกประเด็นข้อที่น่าสนใจด้านการจัดการศึกษา และปัญหาต่างๆของสังคม ในภาพรวมประเทศไทย และ เหตุการณ์สำคัญๆ ทางประวัติที่ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม สิ่งแวดล้อม นำมาเชื่อมโยงกับการจัดการด้านการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย โดยแบ่งแยกเป็นประเด็นต่างๆ ที่น่าสนใจ
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
ทำอย่างไร มหาวิทยาลัยจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญา พาชาติออกจากวิกฤติ ประเวศ วะสี # ๑. สภาวะวิกฤตสุด ๆ และการไม่มีทางออก ในเวลา ๑๐๐ กว่าปีนับตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา ประเทศไทยได้พยายามพัฒนาหลายด้านด้วยกัน ทั้งความทันสมัย ปฏิรูปการศึกษา (ร.๕) สร้างทุนทางวัฒนธรรม (ร.๖) ปฏิรูปการเมืองการปกครอง (ตั้งแต่สมัยร.๗) พัฒนาเศรษฐกิจใหม่ (ยุคสฤษดิ์) เวลา ๑๐๐ กว่าปี ก็นับว่าไม่มากในการที่สังคมโบราณสังคมหนึ่ง ต้องโผล่มาเผชิญกับกระแสโลกอันใหญ่โตรุนแรง และรวดเร็ว ที่เราไม่คุ้นเคยไม่มีความชำนาญ ในขณะที่เรายังไม่สามารถจัดระบบภายในของเราให้สมดุล และมีประสิทธิภาพ กระแสอารยธรรม ทุนนิยมโลกก็โถมถั่งเข้ามาอย่างรุนแรง ชนิดที่ประเทศไทยตั้งตัวไม่ติด ทำให้เกิดวิกฤตการณ์อย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของชนชาตินี้ อาจเรียกว่าเป็นมหาวิกฤตการณ์สยาม เพราะประกอบด้วยวิกฤติการณ์หลายกระแสนับบรรจบกันพอดี อย่างน้อยดังต่อไปนี้ คือ (๑) วิกฤตเศรษฐกิจ (๒) วิกฤตสังคม (๓) วิกฤตสิ่งแวดล้อม (๔) วิกฤตการเมือง (๕) วิกฤตกลไกของรัฐล้มเหลว (๖) วิกฤตทางปัญญา ที่ไม่รู้จะทำอย่างไรกับวิกฤติการณ์ทั้งหมดที่กล่าวมา เรื่องเศรษฐกิจคงจะแก้ความยากจนไม่ได้ เพราะระบบเศรษฐกิจแบบปัจจุบันทำให้ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยห่างมากขึ้น อันนำไปสู่ปัญหาทางสังคม สิ่งแวดล้อม และการเมืองอย่างแก้ไขไม่ได้ ความอยุติธรรมทางสังคมเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดที่แก้ไขไม่ได้ และเป็นที่มาของปัญหาทั้งหลายทั้งปวง ปัญหาสิ่งแวดล้อมเกิดจากการพัฒนาแบบบริโภคนิยมทุนนิยม เมื่อแนวทางการพัฒนายังปรับไม่ได้ก็แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้ เรื่องทางการเมืองนั้น แม้มีความพยายามที่จะสร้างระบอบประชาธิปไตยมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ ประชาธิปไตยโดยสาระก็ไม่เกิดมีแต่รูปแบบ และกลายเป็นการเมืองน้ำเน่าที่คอร์รัป ขาดคุณภาพและประสิทธิภาพ พร้อมทั้งก่อให้เกิดความแตกแยกอย่างน่ากลัว ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงเรื้อรัง กลไกของรัฐก็ล้มเหลวไม่สามารถแก้ความยากจน ความอยุติธรรมในสังคม การทำลายสิ่งแวดล้อม รวมทั้งไม่สามารถแก้ความรุนแรงที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และที่อื่นๆ ด้วยระบบการศึกษาอย่างที่เรามี ซึ่งไม่ทำให้เกิดความเข้มแข็งทางปัญญา เราจึงมีวิกฤตการณ์ทางปัญญา ไม่เข้าใจความซับซ้อน และการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่สามารถหาทางออกจากวิกฤตการณ์ได้ นับว่าเป็นยุคมืดทางปัญญา ในความมืดต้องการแสงสว่าง ที่จะทำให้เราเดินออกจากวังวนของความไม่รู้ ในสภาพอย่างนี้ มหาวิทยาลัยจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญาที่จะพาชาติออกจากวิกฤตได้อย่างไร 2 ## ๒. ถ้ามหาวิทยาลัยจะเป็นปัญญาของแผ่นดินต้องสามารถมองภาพใหญ่ ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยเอาวิชา (disciplines) เป็นตัวตั้ง วิชามีความจำเป็นและต้องเข้มแข็งกว่าเดิม แต่การเอาวิชาเป็นตัวตั้งอย่างเดียว ทำให้เห็นแต่ภาพย่อยเป็นส่วน ๆตามสาขาวิชา เหมือนเห็นแต่ละชิ้นๆ ของจิ๊กซอว์ โดยไม่เห็นและรู้ความหมายของภาพรวม ไม่รู้ว่าภาพรวมเป็นพระพุทธรูป หรือพระเจดีย์ (ก) การเห็นเฉพาะชิ้นของจิ๊กซอว์ ไม่เห็นและรู้ความหมายของภาพรวม (ข) การเห็นภาพรวมทำให้รู้ความหมาย รูปที่ ๑ การเห็นเฉพาะส่วนกับการเห็นทั้งหมด หรือช้าง หรือหมี หรือสิงห์โต มันกำลังทำอะไร และจะไปทางไหน การรู้ความรู้นั้นหมายถึงรู้เป็นเรื่องๆ แบบรู้ตามสาขาวิชา แต่ปัญญานั้นหมายถึงรู้ทั้งหมด การที่มหาวิทยาลัยจะเป็นปัญญาของแผ่นดินหรือปัญญาของประเทศได้ นอกเหนือไปจากความรู้แล้ว ต้องไปให้ถึงปัญญา นั่นคือมองและเห็นภาพใหญ่ 3 ## ๓. เรื่องใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติคืออะไร ขณะนี้มนุษย์วิกฤตหมดทั้งโลกอย่างไม่มีทางออก ทั้งทางเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการเมือง ดังที่มีความขัดแย้ง ความรุนแรงและสงคราม สภาวะโลกร้อน โดยสรุปเรื่องใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ คือ การขาดการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติแวดล้อม เพราะมนุษย์มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรสูงสุดของแต่ละคน แต่ละองค์กร ไม่ใช่มุ่งที่การอยู่ร่วมกัน (Living together) ในอนาคตมนุษย์ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากปรับวัตถุประสงค์จาก ทำตามความต้องการเฉพาะตัว ไปสู่การอยู่ร่วมกันด้วยสันติ ศานติสุขหมายถึง การอยู่ร่วมกันด้วยสันติ ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ แวดล้อม ทุกๆระดับ ทั้งระดับครอบครัว ระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับโลก 4 ## ๔. มหาวิทยาลัยกับการตั้งโจทย์ใหญ่ นอกเหนือไปจากโจทย์ย่อย ๆตามสาขาวิชาหรือความถนัดของผู้วิจัย ถ้ามหาวิทยาลัยจะเป็นปัญญาของแผ่นดินได้ จะต้องสามารถมองภาพใหญ่และตั้งโจทย์ใหญ่ได้ ประเทศใดประเทศหนึ่งย่อมมีทรัพยากรหรือทุนประเภทต่าง ๆ อยู่จำนวนหนึ่ง มากบ้างน้อยบ้าง และสุดแต่ความสามารถของประเทศจะมองเห็น และนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศได้มากน้อยเพียงใด ความมุ่งหมายสูงสุดของการพัฒนาประเทศ คือ การมีศานติสุข คือการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติแวดล้อม ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ตามนัยนี้ สำหรับประเทศไทย สมมติฐานและโจทย์ใหญ่น่าจะเป็นดังต่อไปนี้ **สมมติฐาน** ประเทศไทยมีทรัพยากรต่าง ๆมหาศาล เกินพอที่จะสร้างศานติสุขได้ ถ้ามีการจัดการใช้ทรัพยากรอย่างถูกต้องเหมาะสม **โจทย์ใหญ่** ประเทศไทยจะใช้ทรัพยากรต่าง ๆที่มีอยู่ สร้างประเทศไทยที่ศานติสุขได้อย่างไร การจะตอบโจทย์นี้ ต้องเข้าใจโครงสร้างและระบบที่ทำให้ประเทศมีศานติสุข 5 # ๕. โครงสร้างและระบบแห่งศานติสุข ที่ผ่านมา การที่มหาวิทยาลัยไม่สามารถเป็นพลังทางปัญญาได้จริงๆ เพราะสนใจเฉพาะเรื่องเป็นเรื่องๆ ถ้าไม่เข้าใจโครงสร้างและระบบ ก็ไม่สามารถขับเคลื่อนเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ได้ ทั้งๆที่เป็นขุมความรู้ที่ใหญ่ที่สุด แต่มหาวิทยาลัยมีส่วนในการพัฒนานโยบายสาธารณะน้อยมาก ปล่อยให้การกำหนดนโยบายสาธารณะเป็นเรื่องของคนที่มีผลประโยชน์แอบแฝง มีความรู้น้อย มีความเห็นแก่ส่วนรวมน้อย ประเทศจึงเสียหายมากจนวิกฤตอยู่เช่นทุกวันนี้ มีการพูดกันอยู่ในหมู่ผู้รู้ว่า ปัญหาต่างๆในประเทศของเราเป็น "ปัญหาเชิงโครงสร้าง" ไม่ใช่เรื่องดีชั่วของปัจเจกชนเท่านั้น "ความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง" ทำให้เกิดความรุนแรงและแก้ไขได้ยากกว่าความขัดแย้งเชิงบุคคลมาก ถ้ามหาวิทยาลัยไม่สนใจโครงสร้างที่ทำให้ขาดศานติสุข มหาวิทยาลัยก็คงจะไม่สามารถตอบโจทย์ใหญ่ได้ อุปมาที่เข้าใจได้ง่าย คือ พระเจดีย์ (รูปที่ ๒) พระเจดีย์ต้องสร้างจากฐาน ไม่สามารถสร้างได้จากยอด เพราะจะพังลง ฉันใด สังคมก็เช่นเดียวกัน (ก) การสร้างพระเจดีย์จากยอดมีแต่จะพังลง (ข) ฐานของสังคม คือ ชุมชนท้องถิ่น รูปที่ ๒ ประเทศไทยพยายามพัฒนาจากยอด โดยทอดทิ้งฐาน หรือทำลายฐาน คือ ชุมชนท้องถิ่น จึงวิกฤต ที่แล้วมาประเทศไทยพยายามสร้างพระเจดีย์จากยอด โดยทอดทิ้งและทำลายฐาน คือ ชุมชนท้องถิ่น จึงพังลงๆ จนวิกฤตอย่างทุกวันนี้ ถ้าฐานของสังคมแข็งแรง ก็จะรองรับสังคมทั้งหมดให้มั่นคงและยั่งยืน 6 รูปที่ ๓ สรุปโครงสร้างและระบบที่จะนำไปสู่ศานติสุขและความยั่งยืน ``` ๓. ความดีงาม จิตใจที่พัฒนา ความเป็นธรรม ๒. ระบบต่าง ๆ เศรษฐกิจ การศึกษา การเมืองการปกครอง ความยุติธรรม ฯลฯ ๑. ชุมชนท้องถิ่น ความขัดแย้งรุนแรง การเสียดุลกับต่างชาติ ๔. ระบบภูมิคุ้มกัน ``` ซึ่งประกอบด้วย (๑) ฐานของพระเจดีย์ = ชุมชนท้องถิ่น (๒) องค์พระเจดีย์ = ระบบต่าง ๆ ซึ่งต้องเชื่อมกับฐานและยอด (๓) ยอดพระเจดีย์ = ความดีงามต่าง ๆ เช่น จิตใจที่พัฒนา สุนทรียธรรม ความเป็นธรรม (๔) ระบบภูมิคุ้มกัน เช่น จากความขัดแย้งรุนแรง จากการเสียสมดุลกับต่างชาติ ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง ชุมชนเข้มแข็งอย่างบูรณาการ ทั้งทางเศรษฐกิจ - จิตใจ - สังคม - วัฒนธรรม - สิ่งแวดล้อม - สุขภาพ - การศึกษา - ประชาธิปไตย จะเป็นฐานให้สังคมทั้งหมดมั่นคง และยั่งยืน ระบบต่าง ๆ เช่น ระบบเศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพ ความยุติธรรม การเมืองการปกครอง การสื่อสาร ฯลฯ จะต้องเชื่อมโยงกับฐานอย่างเกื้อกูลกัน และเชื่อมโยงกับยอดคือความถูกต้องเป็นธรรม ไม่ใช่ต่างคนต่างไป เปะปะ ไม่เชื่อมกับฐาน ไม่เชื่อมกับยอด เช่นทุกวันนี้ ความถูกต้องเป็นธรรม เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะถ้าขาดความถูกต้องเป็นธรรม จะเกิดความขัดแย้ง และความรุนแรง ประเทศไทยยังขาดความเป็นธรรมทุกด้าน ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบใดระบบหนึ่งอาจถูกทำลาย เพราะปัจจัยจากภายในและปัจจัยจากภายนอก จึงต้องมี ระบบภูมิคุ้มกัน ตัวอย่างจากภายในก็เช่น ความล่มสลายของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร ภัยพิบัติ ความ ขัดแย้งรุนแรง จนเกิดมิคสัญญา ตัวอย่างจากภายนอก เช่น การรุกรานจากต่างชาติทั้งแบบโจ่งแจ้งและแบบ ซ่อนเร้น การเสียดุลทางธุรกิจ การเงิน สงคราม จากโครงสร้างและระบบดังกล่าว จะมีโจทย์ใหญ่ ๆ สำหรับมหาวิทยาลัยจำนวนมาก 7 ``` # ๖. โจทย์วิจัยใหญ่ ๆสำหรับมหาวิทยาลัย ตามโครงสร้างและระบบเพื่อศานติสุขและความยั่งยืน ดังกล่าวในข้อ ๕ ข้างต้น มีโจทย์วิจัยใหญ่ ๆ ๔ กลุ่ม ตามโครงสร้างนั้น และอีกหนึ่งกลุ่มคือ เรื่องการเรียนรู้ ## (๑) มหาวิทยาลัยกับความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น มีตัวอย่างของชุมชนเข้มแข็งและท้องถิ่นเข้มแข็งที่มีพัฒนาอย่างบูรณาการ ๘ ด้าน ทั้งเศรษฐกิจ - จิตใจ - สังคม - วัฒนธรรม - สิ่งแวดล้อม - สุขภาพ - การศึกษา - ประชาธิปไตย พร้อมกันไป เกิดสังคมศานติสุขทั้งระดับหมู่บ้านและตำบล อันเกิดจากกระบวนการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำของคนในพื้นที่ มีความเป็นไปได้สูง ที่สังคมศานติสุขทั้งระดับหมู่บ้านและระดับตำบลจะขยายไปทั่วประเทศทั้ง ๗๖,๐๐๐ หมู่บ้าน ๗,๖๐๐ ตำบล โดยประมาณ ซึ่งจะเท่ากับว่าฐานของประเทศเข้มแข็ง และมีศานติสุข โจทย์คือมหาวิทยาลัยจะช่วยให้ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งได้อย่างไร มหาวิทยาลัยมีสิ่งที่ชุมชนท้องถิ่นไม่มี เช่น ความรู้ ความสามารถในการทำวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศักยภาพในการสังเคราะห์ประเด็นทางนโยบายที่เกิดจากการปฏิบัติ และโยงไปสู่องค์กรทางนโยบายข้างบน ฉะนั้น หากมหาวิทยาลัยทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่น นอกจากชุมชนท้องถิ่นจะเข้มแข็งและเกิดศานติสุขได้ดีขึ้นแล้ว มหาวิทยาลัยก็จะเข้าใจรากเหง้าของสังคมไทย ทำให้มหาวิทยาลัยสามารถเป็นปัญญาของแผ่นดินได้ดีขึ้น และจะเป็นจุดเปลี่ยนการศึกษาไทย ถ้าหนึ่งมหาวิทยาลัยทำงานกับหนึ่งจังหวัด จะเห็นขอบเขตและปริมาณงานที่ชัดเจนขึ้น จังหวัดหนึ่งๆโดยเฉลี่ยมี ๑๐ อำเภอ ๑๐๐ ตำบล ๑,๐๐๐ หมู่บ้าน ซึ่งไม่มากเกินกำลังของมหาวิทยาลัยหนึ่ง ๆ นอกจากนั้นในจังหวัดมีโครงสร้างและทรัพยากรต่าง ๆมากมาย สามารถรวบรวมกันทำงานพัฒนาจังหวัดอย่างเบ็ดเสร็จ (Total Provincial Development) ทุกด้านและทุกพื้นที่ สร้างจังหวัดทั้งจังหวัดให้เป็นจังหวัดศานติสุข หรือจังหวัดน่าอยู่ โดยมีสู้ยากนัก มหาวิทยาลัยควรมีรายได้จากท้องถิ่นและจังหวัดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ## (๒) มหาวิทยาลัยกับการวิจัยระบบและนโยบาย วิธีมองภาพใหญ่อย่างหนึ่งคือการมองระบบ แทนที่จะเห็นเฉพาะส่วน ทำนองเดียวกันว่า ถ้าเราเห็นเฉพาะล้อ เฉพาะเพลา ก็ไม่เห็นรถทั้งคัน ถ้าไม่เข้าใจระบบก็ไม่สามารถเสนอแนะนโยบายได้ บ้านเมืองมีนโยบายผิด ๆ ที่กำหนดโดยคนมีความรู้น้อยแต่ผลประโยชน์มาก ซึ่งก่อความเสียหายเหลือคณานับมหาวิทยาลัยจึงควรวิจัยนโยบายสาธารณะ จะเข้าใจประเด็นนโยบายอะไรก็ต้องเข้าใจระบบนั้น ๆ มหาวิทยาลัยจึงควรวิจัยระบบต่างๆ เช่น ระบบเศรษฐกิจ ระบบการศึกษา ระบบสุขภาพ ระบบความยุติธรรม ระบบการสื่อสาร ระบบการคมนาคม ระบบพลังงาน ระบบทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบบการเมืองการปกครอง และความสัมพันธ์ระหว่างระบบต่าง ๆเหล่านี้ และโดยคำนึงถึงว่าระบบต่างๆ เหล่านี้ ได้เชื่อมโยงกับฐานพระเจดีย์คือชุมชนท้องถิ่น กับยอดพระเจดีย์คือความถูกต้องเป็นธรรม เชิงเกื้อกูลกันมากน้อยเพียงใด 8 นอกจากระบบใหญ่ๆแล้วยังมีระบบย่อยๆลงมาอีกมากมาย ระบบต่างๆโดยมากมีความซับซ้อนเกินกว่าที่สาธารณะจะเข้าใจได้ เมื่อสาธารณะไม่เข้าใจ ก็ไม่สามารถจับต้อง และขับเคลื่อนไปสู่ความถูกต้องได้ ระบบที่ซับซ้อนที่ซ่อนความไม่ถูกต้องไว้ทำร้ายประชาชน โดยที่สาธารณชนไม่มีทางทำอะไรได้เลย เป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่จะต้องวิจัยคลี่ความซับซ้อนของระบบออกมาให้เข้าใจได้ง่าย สาธารณะจะได้เข้ามาขับเคลื่อนไปสู่ความถูกต้อง ตามครรลองประชาธิปไตย ประชาธิปไตยจะนำไปสู่ความถูกต้องเป็นธรรมได้ ต้องอาศัยการวิจัยระบบและนโยบายโดยมหาวิทยาลัย (๓) มหาวิทยาลัยกับการวิจัยเรื่องความถูกต้องดีงามต่างๆ (ยอดพระเจดีย์) บ้านเมืองที่จะมีศานติสุขต้องมีความถูกต้องดีงามต่างๆ เช่น การมีจิตสำนึกสูง มีจิตใจที่พัฒนา มีสุนทรียธรรม มีความเป็นธรรม ตรงนี้เป็นส่วนยอดของพระเจดีย์ของการพัฒนา ทำให้พระเจดีย์เปล่งปลั่งงดงาม พระเจดีย์ยอดด้วนไม่งาม ฉันใด สังคมก็เช่นเดียวกัน จะเป็นสังคมยอดด้วนไม่ได้ ที่จริงไม่ใช่ยอดด้วนเฉยๆ สังคมที่ปราศจากความถูกต้องดีงามจะวิกฤตและเสื่อมสลาย มหาวิทยาลัยควรจะเข้ามาดูอย่างจริงจังว่าจะทำอย่างไร สังคมจะมีจิตสำนึกใหม่ อันเป็นจิตสำนึกใหญ่และดีงาม ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดที่ช่วยให้สังคมมีพลังก้าวข้ามวิกฤตการณ์ปัจจุบัน ควรจะศึกษาว่าทำอย่างไรทรัพยากรทางศาสนาอันมหาศาลจะเป็นพลังของการพัฒนาจิตใจและสังคม ทำอย่างไรจิตต-ปัญญาศึกษาจะเข้าไปเป็นหัวใจของการศึกษาทุกประเภท ทุกระดับ ทำอย่างไรสุนทรียธรรมทุกด้านจะซึมซ่านไปในทุกอณูของสังคม เรื่องความเป็นธรรมเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของมนุษย์ ทุกๆระดับ ทั้งระดับครอบครัว ระดับชุมชน ในองค์กร ระดับประเทศ และระดับโลก ถ้ามีความเป็นธรรมก็จะมีความสุข ความสงบ ผู้คนจะรักกันมาก และรักส่วนรวม การขาดความเป็นธรรมนำไปสู่ความขัดแย้ง ระส่ำระสาย และความรุนแรง **สังคมไทยขาดความเป็นธรรมทุกด้าน** ทั้งด้านเศรษฐกิจ กฎหมาย สังคม การเมือง ถ้าเอามิติของความเป็นธรรมเข้าไปจับก็จะเห็นการขาดความเป็นธรรมอยู่ทั่วไป เช่น ลูกคนจนก็ยังตายมากกว่าลูกคนรวยตั้ง ๓ เท่า คนจนจะตายจากอุบัติเหตุ และอื่นๆมากกว่า เรียกว่าตายอย่างไม่เป็นธรรมก็ได้ มีผู้เรียกความป่วยและความตายจากความยากจน และความยุติธรรมว่า "ความรุนแรงอย่างเงียบ" (Silent violence) ซึ่งรุนแรงมากกว่าความรุนแรงอย่างโจ่งแจ้งเสียอีก ลึกๆแล้วต้นตอของการขาดความเป็นธรรมอยู่ที่การขาดศีลธรรมพื้นฐานทางสังคม ศีลธรรมพื้นฐานทางสังคมคือ การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ถ้าขาดศีลธรรมพื้นฐานนี้แล้ว สิ่งดีงามทั้งปวงก็เกิดขึ้นได้ยาก เช่น ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรม การขาดความเป็นธรรมในสังคมจึงเป็นเรื่องที่ฝังลึกอยู่ในจิตสำนึก วิธีคิด และโครงสร้างของประเทศเป็นเรื่องที่ก่อผลมหันต์แต่เข้าใจยากและแก้ไขยาก มหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัยจึงควรวิจัยเรื่องความเป็นธรรม คลี่ความซับซ้อนออกมาให้สาธารณะเข้าใจได้ จะได้สามารถขับเคลื่อนสร้างความเป็นธรรมให้ได้ แม้จะยากเพียงใด เพราะหากขาดความเป็นธรรม บ้านเมืองจะระส่ำระสายเรื่อยไป ไม่มีศานติสุข 9 (๔) มหาวิทยาลัยกับการวิจัยระบบภูมิคุ้มกันของประเทศ (ก) การวิจัยเพื่อสร้างสันติภาพ ระบบร่างกาย อาจมีภยันตรายที่ก่อตัวขึ้นภายใน เช่นมะเร็ง หรือที่มา จากภายนอกเช่นเชื้อโรค ร่างกายต้องมีระบบภูมิคุ้มกันจากภยันตรายเหล่านี้ ฉันใด สังคมก็เช่นเดียวกัน ที่ภยันตรายอาจก่อตัวขึ้นจากภายในหรือมาจากภายนอก ความขัดแย้งจนนำไปสู่ความรุนแรง เป็น ภยันตรายที่เกิดขึ้นได้ในสังคมไม่ว่าในยุคใด ๆ ความขัดแย้งทางการเมืองหรือทางศาสนา สามารถนำไปสู่ ความรุนแรงได้มากๆ ประเทศจะต้องมีสมรรถนะในการป้องกันความรุนแรง ในการแก้ความขัดแย้งด้วย สันติวิธี ในการทำความจริงให้ปรากฏเพื่อการคืนดี อย่างความขัดแย้งในปัจจุบันมีการกล่าวหากันด้วย ข้อหาฉกรรจ์ๆ มากมาย ตั้งแต่โคตรโกง ร่วมมือกับต่างชาติเพื่อฮุบทรัพยากรของประเทศ ฆาตกรรม ฯลฯ ถ้าไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร ผู้คนก็จะทะเลาะกันเรื่อยไปหรือถึงฆ่ากันตาย มหาวิทยาลัยจึงน่าจะสามารถ วิจัยเพื่อทำความจริงให้ปรากฏ และมีสมรรถนะในการคลี่คลายความขัดแย้งด้วยสันติวิธี หาก มหาวิทยาลัยวิจัยจนรอบรู้เรื่องสันติภาพก็จะสามารถมีส่วนสร้างสันติภาพทั้งในประเทศและในโลก การ ขาดสันติภาพเป็นปัญหาใหญ่ของมนุษยชาติ แล้วมหาวิทยาลัยจะไม่วิจัยเรื่องสันติภาพได้อย่างไร (ข) การวิจัยยุทธศาสตร์ชาติ ประเทศของเราตั้งอยู่ท่ามกลางโลกที่เข้ามาเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด สลับซับซ้อนและเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีผลกระทบต่อกันทั้งโดยตั้งใจและมิได้ตั้งใจ หรือจงใจรุกรานกันในด้าน ต่างๆ ทั้งทางการสื่อสาร ทางวัฒนธรรม ทางการเงิน ทางเทคโนโลยี ทางการแย่งชิงทรัพยากร ทาง กฎหมาย และทางการทหารเป็นต้น ถ้าประเทศใดประเทศหนึ่งไม่รู้เท่าทันก็อาจเสียดุลยภาพจนล่มสลาย ได้ ประเทศไทยจึงต้องวิจัยให้รู้เท่าทันสถานการณ์ทั้งหลายทั้งภายในและภายนอก เพื่อวาง position ของ ประเทศ และดำเนินยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมให้เราสามารถธำรงดุลยภาพกับโลก เพื่อความมั่นคงและยั่งยืน ของประเทศของเราเอง ที่ผ่านมาอาจเรียกว่ามหาวิทยาลัยเกือบจะไม่ได้วิจัยยุทธศาสตร์ชาติเลย ถ้ายัง เป็นอย่างเดิมต่อไป ไม่น่าจะเป็นคุณต่อความมั่นคงและความยั่งยืนของประเทศ การวิจัยระบบภูมิคุ้มกันของประเทศยังมีอื่นๆ อีก ขอยกตัวอย่างเพียง ๒ เรื่องข้างต้น (๕) มหาวิทยาลัยกับการวิจัยและพัฒนาระบบการเรียนรู้ การเรียนรู้ที่ดีเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการพัฒนาชีวิตและสังคม ขณะนี้ต้องถือว่าเรายังไม่มีการเรียนรู้ที่ ดี ทั้งในสถานศึกษาทุกระดับรวมทั้งในมหาวิทยาลัย และนอกสถานศึกษา มหาวิทยาลัยควรจะพยายาม ตอบโจทย์ว่าการเรียนรู้ที่ดีที่สุดของมนุษย์คืออย่างไร โดยศึกษาค้นคว้าจากทั้งโลก จากทั้งอดีต ปัจจุบัน และที่กำลังจะเป็นไปในอนาคต แล้วมาดูว่าระบบการเรียนรู้ของเราทั้งหมดขณะนี้เป็นอย่างไร จะแก้ไข ปรับปรุงอย่างไรให้ได้โดยรวดเร็ว ให้พลังของการเรียนรู้ที่ดีของคนไทยทั้งชาติ เป็นพลังที่คนไทยสามารถ ใช้พัฒนาชีวิตและสังคม ไปสู่การเป็นชีวิตที่เจริญและสังคมที่เจริญ หรือประเทศไทยที่มีศานติสุข ที่จริงเรื่องของการสร้างปัญญาเพื่อพาชาติออกจากวิกฤตที่กล่าวมาทั้งหมดต้องอาศัยการเรียนรู้ที่ดี ของคนไทยทั้งชาติเป็นเครื่องมือ มหาวิทยาลัยจึงควรทุ่มเทวิจัย และพัฒนาการเรียนรู้อย่างจริงจัง 10 # ๗. การปรับตัวของมหาวิทยาลัยและการสนับสนุน ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นเป็นตัวอย่างของการมองภาพใหญ่ และตั้งโจทย์ใหญ่ ซึ่งถ้าทำได้ก็จะทำให้ มหาวิทยาลัยเป็นหัวรถจักรทางปัญญา พาชาติออกจากวิกฤตได้ แต่ก็เป็นเรื่องยากและมหาวิทยาลัยไม่คุ้นเคย ซึ่งก็ต้อง น่าเห็นใจ เพราะอะไรเป็นอย่างไร ก็เพราะมีเหตุปัจจัยให้เป็นอย่างนั้น แต่ขณะนี้ประเทศก็วิกฤตหนักจนสุดทางไป แบบเดิมแล้ว จำเป็นต้องมีมุมมองใหม่ ที่ไปพ้นมายาคติเก่า ๆ ให้ชาติของเรามีพลังสลัดตัวออกจากวิกฤต ใช้ศักยภาพ ทั้งเก่าและใหม่สร้างประเทศไทยที่ศานติสุขให้จงได้ ทุกฝ่ายต้องช่วยและสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยปรับตัว เผชิญกับความท้าทายใหญ่ได้ ซึ่งอาจมีเรื่องต้องทำ ดังต่อไปนี้ (๑) ปรับการมองและวิธีคิด เดิมมหาวิทยาลัยมีมุมมองภายในโดยเฉพาะสาขาวิชาเป็นตัวตั้งอย่างเดียว ทำให้ ไม่เห็นปัญหาและความต้องการทางสังคม ที่มหาวิทยาลัยมีศักยภาพที่จะสนองตอบได้มาก ฉะนั้น นอกจากมุมมองทางวิชาการซึ่งก็ยังต้องคงไว้ มหาวิทยาลัยน่าจะต้องปรับการมองจากสังคมเข้ามายัง มหาวิทยาลัยด้วย ซึ่งจะทำให้ปรับวิธีคิด (๒) สนับสนุนกลุ่มทำงานตามประเด็น คณาจารย์และนักวิชาการ คือกำลังที่แท้จริงของมหาวิทยาลัย กำลัง เหล่านี้สังกัดตามสาขาวิชา ถ้าจะตอบโจทย์ใหญ่ ๆ ต้องมีการรวมตัวของนักวิชาการตามประเด็น มหาวิทยาลัยควรสนับสนุนกลุ่มทำงานตามประเด็น โดยข้ามสาขาวิชาและพรมแดนของคณะหรือสถาบัน ไม่เลือกตามสาขาวิชา แต่ตามฉันทะของบุคคล เช่นอาจารย์เคมีอาจจะสนใจเรื่องชุมชนก็ได้ สภา คณาจารย์ นอกเหนือไปจากการทำงานเชิง "สภา" ควรปรับตัวมา "ทำงาน" ส่งเสริมการรวมตัวของ คณาจารย์ตามประเด็น โครงสร้างตามสาขาวิชาการก็ยังอยู่ ซึ่งต้องถือว่าเป็นแนวดิ่ง แต่การมีการรวมตัว ตามแนวราบเกิดขึ้นมาถักทอกับแนวดิ่งด้วย มหาวิทยาลัยจะมีพลังชีวิต พลังสังคม และพลังปัญญา เพิ่มขึ้นมหาศาล ลองนึกภาพทุกมหาวิทยาลัยมีกลุ่มวิชาการตามประเด็นอันหลากหลายที่เชื่อมโยงกัน ระหว่างมหาวิทยาลัย และเชื่อมโยงกับองค์กรต่าง ๆ นอกมหาวิทยาลัย ทัศนียภาพของโครงสร้างพลังทาง ปัญญาอันมหึมาจะรุ่งอรุณขึ้นที่ขอบฟ้า มหาวิทยาลัยควรปรับวิธีการงบประมาณมาสนับสนุนการรวมกลุ่ม วิชาการตามประเด็นเพิ่มขึ้นด้วย (๓) สร้างระบบความก้าวหน้าทางวิชาการที่รองรับงานใหม่ ๆ ความก้าวหน้าทางวิชาการในมหาวิทยาลัย ขณะนี้อยู่ที่งานตามสาขาวิชา ไม่เกื้อกูลให้มีผู้อยากทำงานนอกเหนือไปจากตามสาขา ควรมีระบบ ความก้าวหน้าทางวิชาการที่เปิดกว้าง เพื่อรองรับการทำงานตามโจทย์ใหม่หรือโจทย์ใหญ่ และอาจตั้ง สถาบันชนิดใหม่เพื่อเป็นเครื่องมือในการทำงาน (๔) สร้างแรงจูงใจให้อาจารย์ทำงานวิจัย ขณะนี้แรงจูงใจของอาจารย์ไปอยู่ที่รับและตระเวนสอนมากๆ ตาม ความต้องการของตลาด ไม่ยากแต่รายได้ดี แต่ไม่ได้เป็นการสร้างความรู้ใหม่ ต้องเพิ่มแรงจูงใจในการวิจัย และมีการจัดระบบการศึกษาให้สร้างสรรค์มากกว่านี้ 11 (๕) ปรับระบบการศึกษาให้สร้างสรรค์ ระบบการศึกษาขณะนี้เป็นผลลบต่อเศรษฐกิจ สังคม และปัญญา กล่าวคือเป็นระบบที่ทั้งไม่สร้างคนที่ทำงานเป็น และไม่สร้างคนที่สร้างความรู้เป็น กำลังของอาจารย์เกือบ ทั้งหมดถูกทุ่มไปสอนคนที่ไม่ได้อยากเรียน แต่อยากได้ปริญญา สังคมไทยขาดคุณค่าและนิสัยในการ ทำงาน หรือดูถูกการทำงาน ระบบการศึกษาจึงสอนคนที่หยิบโหย่ง ทำงานไม่เป็น ไม่อดทน ไม่ รับผิดชอบ เสียหายต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ขณะเดียวกันบัณฑิตที่หยิบโหย่งเหล่านี้ ก็ไม่มี ความสามารถทางวิชาการ ทำให้ประเทศอ่อนแอทางปัญญา การจะปรับระบบการศึกษาต้องปรับค่านิยมในงาน (Work value) ว่าการทำงานเป็นของดี เป็นของ เกียรติ การเรียนรู้จากการปฏิบัติสำคัญกว่าการเรียนรู้โดยการทำงาน แต่ทำอะไรไม่เป็น ต้องเลิก วัฒนธรรม “รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา” “ขอให้ได้เป็นเจ้าคนนายคน" "ขอให้ได้นั่งกินนอนกิน" การ นั่งกินนอนกินนั้นไม่ดีเลยคนเราต้องทำงานแล้วมีกิน (Earning) จึงจะมีเกียรติ เยอรมัน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เขามีความเข้มแข็งเพราะเขามี Work value สูง เราควรเลิกการตีราคาเงินเดือนตามปริญญา แต่ตามความสามารถในการทำงาน จะได้ลดการคลั่ง ปริญญา แต่ทำงานไม่เป็น สร้างค่านิยมในการเรียนอาชีวศึกษา และวิทยาลัยชุมชน รวมทั้งสถาน ประกอบการต่างๆเข้ามาเป็นแหล่งการศึกษาที่เน้นการทำงานเป็น คิดเป็น อยู่ร่วมกันเป็น และเปิดผ้า สำหรับผู้อยากเรียนต่อในเรื่องใดๆก็ได้ ตามใจรัก ลดภาระอาจารย์ในการสอนคนที่ไม่อยากเรียนแต่อยาก ได้ปริญญาลง หันไปทุ่มเทกับการวิจัยได้มากขึ้น (๖) ตัดวงจรร้ายที่ทอนพลังระบบอุดมศึกษาและการวิจัยไทย การที่มหาวิทยาลัยจะเป็นหัวรถจักรทาง ปัญญาพาชาติออกจากวิกฤตได้ ต้องมีพลังมหาศาล แต่ระบบอุดมศึกษาและการวิจัยไทยตกอยู่ในวงจร ทอนกำลัง ซึ่งต้องการการแก้ไข ประเทศไทยส่งนักเรียนไทยไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่สมัย ร.๕ บัดนี้เวลาล่วงเลยกว่า ๑๐๐ปี ก็ยังส่ง ต่อไปเรื่อยๆและส่งมากขึ้น เพราะระบบอุดมศึกษาของเราไม่แข็งแกร่งทางวิชาการที่จะสร้างนักวิชาการ รุ่นใหม่ที่เก่งๆขึ้นมาเองได้ เพราะเราเอาแต่ "ส่งไป" แต่ไม่สนใจ “ระบบการทำงาน” แม้ตอนไปเรียนเก่ง ตอนกลับมาอยู่ในระบบงานที่มีปัญหาไม่ช้าปัญหาก็ฝ่อ แล้วก็ต้องส่งคนไปเรียนอยู่ร่ำไป ขณะนี้ค่าใช้จ่าย สำหรับนักศึกษาปริญญาเอกในสหรัฐอเมริกากว่า ๑ ล้านบาทต่อคนต่อปี ทวิช จิตรสมบูรณ์ ในบทความ ชื่อ "ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุดมศึกษาไทยแบบพึ่งตนเอง" (ผู้จัดการรายวัน ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๒ หน้า ๑๓) ได้อ้างตัวเลขว่าในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ประเทศไทยเสียเงินส่งนักเรียนไปต่างประเทศทั้งโดยทุนรัฐบาล และทุนส่วนตัวถึง ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท 12 รูปที่ ๔ แสดงวงจรร้ายที่ทอนพลังอุดมศึกษาและวิจัยไทย (หลายหมื่นล้านบาท/ปี) - ส่งนักเรียนไทยเก่งๆไปเรียน - (ขาดนักศึกษาเก่งๆข้าระระบบไทย) - ระบบอุดมศึกษาไทย - ขาดความเข้มแข็งทางวิชาการ - ไม่สามารถสร้างนักวิชาการ - รุ่นใหม่เอง - (จมหายไปในระบบที่ไม่เอื้ออำนวย) - ทำงานยากๆไม่เป็น - (เสียค่าที่ปรึกษาต่างประเทศ เป็นแสนล้านบาทต่อปี) - วิกฤตทางปัญญาของชาติ - วิกฤตชาติ (ต่างประเทศ) - (บริบทและโจทย์ของเรา) - (ไม่เข้าใจ บริบทไทย) - บริหารประเทศไม่เป็น รูปที่ ๔ วงจรร้ายที่ทอนพลังระบบอุดมศึกษาและวิจัยไทย อันนำไปสู่วิกฤตชาติ อุดมศึกษาและการวิจัยจะเข้มแข็งต่อเมื่อมีนักเรียนเก่งๆเข้ามาเรียน การขาดนักเรียนเก่ง ๆ ก็ทำให้ระบบอ่อนแอ การที่ระบบอุดมศึกษาอ่อนแอทางวิชาการ ทำให้คนไทยทำงานยาก ๆไม่ได้ ต้องจ้างที่ปรึกษาต่างประเทศหมดเงินเป็นแสนล้านบาทต่อปี นักเรียนไทยที่เก่งอาจเรียนเก่งในต่างประเทศ แต่เรียนในบริบทของเขาและตอบโจทย์วิจัยของเขา กลับมาทำงานในประเทศไทยไม่ได้ หรือมาทำวิจัยในโจทย์ของต่างประเทศ โดยไม่เข้าใจโจทย์ของเขา และเนื่องจากระบบงานวิชาการของเราไม่เอื้ออำนวยคนเก่ง ๆ กลับมาไม่ซ้ำก็ถูกระบบกลืนหายไป ไม่สามารถสร้างวิชาการและนักวิชาการรุ่นใหม่ได้เอง ก็ต้องวนกลับไปสู่การส่งนักเรียนไทยไปเรียนต่อต่างประเทศต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด นอกจากนั้นทั้งระบบการศึกษาไทย และระบบการศึกษาต่างประเทศได้สร้างคนชั้นนำที่ ไม่เข้าใจบริบทของสังคมไทย จึงบริหารประเทศไม่เป็น 13 เงินที่เราเสียไปในการส่งนักเรียนไปต่างประเทศหลายหมื่นล้านบาทต่อปีกับที่ต้องจ้างที่ปรึกษาต่างประเทศอีกเป็นแสนล้านบาทต่อปี มากเกินพอที่จะเอามาทุ่มสร้างระบบอุดมศึกษาและการวิจัยไทยให้เข้มแข็ง เราต้องทำทุกอย่างให้ระบบอุดมศึกษาและการวิจัยไทยเข้มแข็ง ลดการส่งนักเรียนไทยไปศึกษาระยะยาวในต่างประเทศ สร้างแรงจูงใจให้นักเรียนเก่ง ๆ ทำปริญญาโท ปริญญาเอกในประเทศไทย ทำวิจัยที่ตอบโจทย์ประเทศไทย ถ้าจะไปต่างประเทศก็เพื่อตอบโจทย์ประเทศไทย จ้างครูต่างประเทศที่เก่ง ๆ เข้ามาสอนและทำวิจัยในประเทศไทยในสาขาที่จำเป็น ขณะนี้สิงคโปร์ลงทุนเต็มที่ที่จะให้ฝรั่งเก่ง ๆ มาสอนในสิงคโปร์ ญี่ปุ่นนั้นส่งคนไปศึกษาต่างประเทศระยะสั้น ๆ แต่เน้นที่การทำได้เองในประเทศ แล้วเขาก็เข้มแข็งทางวิชาการมาก ตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๐๒ เป็นต้นมา มูลนิธิ "อานันทมหิดล" ได้ส่งนักเรียนเก่ง ๆ ไปเรียนต่างประเทศในหลายสาขา แต่เนื่องจากเราไม่ได้สนใจระบบการทำงานวิชาการในประเทศ นักเรียนเก่ง ๆ เหล่านี้ เมื่อกลับมาก็ถูกระบบที่ไม่เอื้ออำนวยยกลืนกินไปอย่างน่าเสียดาย ถึงเวลาแล้วที่ผู้นำทางอุดมศึกษาและการวิจัย สังคม และรัฐบาลจะต้องร่วมกันสร้างความเป็นเอกภาพในนโยบายอุดมศึกษาและการวิจัย เพื่ออภิวัฒน์ให้ระบบอุดมศึกษาไทยสามารถเป็นหัวรถจักรทางปัญญาพาชาติออกจากวิกฤตได้ (๗) องค์กรต่าง ๆ สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยเป็นหัวรถจักรทางปัญญา การที่มหาวิทยาลัย โดยลำพังจะปรับตัวเองไปเป็นหัวจักรทางปัญญายังเป็นเรื่องยาก องค์กรต่าง ๆ ต้องสร้างความเข้าใจและเข้ามาสนับสนุน สื่อมวลชนควรจะเข้ามาสนใจประเด็นที่มหาวิทยาลัยจะต้องเป็นหัวรถจักรทางปัญญา และทำการสื่อสารกับสังคมอย่างต่อเนื่อง องค์กรอิสระต่าง ๆที่ทำหน้าที่ทางปัญญาก็ดี ภาคธุรกิจก็ดี ท้องถิ่นและจังหวัดก็ดี ต้องทำความเข้าใจว่ามหาวิทยาลัยมีขุมทรัพย์ทางปัญญามหาศาล ต้องเข้ามาท้าทายและสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยปรับมุมมองและใช้ศักยภาพของตนเข้ามามองภาพใหญ่ และตอบโจทย์ใหญ่ของสังคม และกระตุ้นให้ฝ่ายการเมืองเข้าใจความสำคัญของระบบอุดมศึกษาและวิจัย เมื่อมหาวิทยาลัยเป็นหัวรถจักรทางปัญญา ก็จะดึงขบวนประเทศไทยทั้งหมด ให้ผ่านทุ่งนาป่าเขาแห่งโมหภูมิ ไปสู่แดนเกษมอันมีความเจริญอย่างแท้จริงได้ ขอให้คนไทยมีความสวัสดี 14 PGET ทำอย่างไร มหาวิทยาลัยจะเป็นหัวรถจักร ทางปัญญา พาชาติออกจากวิกฤต ประเวศ วะสี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
การศึกษา
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• อุดมศึกษา
history_eduหมวดหมู่
การศึกษา
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้