auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
ปาฐกถา ในเวทีนโยบายสาธารณะว่าด้วยเรื่อง เครือข่ายความร่วมมือในการส่งเสริมคุ้มครองสิทธิมนุษยชน วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤษภาคม 2549 ณ ห้องแกรนด์บอลลูม โรงแรมรามาการ์เดนท์ กรุงเทพฯ
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
ป่าจูกถา สิทธิชุมชน : รากฐานการเมืองภาคพลเมือง สิทธิชุมชน : รากฐานการเมืองภาคพลเมือง ศ. นพ. ประเวศ วะสี ประธานกรรมการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ 8 # สิทธิชุมชน : รากฐานการเมืองภาคพลเมือง "ประชาธิปไตยที่แท้กับธรรมะหรือความถูกต้องไม่อาจแยกจากกัน ... การศึกษาของเราที่มีมา 100 กว่าปีไปวางความรู้ไว้ผิดที่ผิดทาง ทำให้ระบบการศึกษาเป็นบ่อเกิดของการเสีย ศีลธรรม อันนี้เป็นคำพูดที่รุนแรงแต่เป็นจริง" ขณะนี้การเมืองของเรามีความยุ่งยาก สับสน และวิกฤติอย่างยิ่ง จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รับสั่งว่า ‘วิกฤติที่สุดในโลก’ เราต้องมาดูว่าในเมื่อมีความพยายามในการพัฒนาการเมืองมากว่า 70 ปีแล้ว ทำไมยังต้องเข้าไปสู่ความยุ่งยาก ขัดแย้ง ตีบตัน แทนที่การเมืองและประชาธิปไตยจะเป็นหนทางที่พาประชาชนไปสู่สันติสุข สถานการณ์ขณะนี้เรียกได้ว่ามองไม่เห็นทางออก ยุ่งเหยิง ขมวดปมแบบที่แก้อย่างไรก็แก้ไม่หลุด ถึงเวลาที่เราต้องหันมามอง ‘การเมือง’ และ 'ประชาธิปไตย' ให้เข้าใจอย่างแท้จริง เพราะที่ผ่านมาเรามองการเมืองและประชาธิปไตยแบบคับแคบ จนเกิดความผิดพลาดขึ้น ฉะนั้น การที่จะเคลื่อนต่อไปในเรื่องการเมืองและประชาธิปไตย จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจอย่างลึกว่า การเมืองคืออะไร ประชาธิปไตยคืออะไร ไม่เช่นนั้นจะเข้าใจผิด และเข้าไปสู่ความคับแคบ ติดขัด ประเด็นแรก การเมืองไม่ได้มีแต่การเมืองของนักการเมืองเท่านั้น นักการเมืองมีเพียงไม่กี่คน แล้วยิ่งนักการเมืองเหล่านี้มีพฤติกรรมไม่ดี ขาดความรู้ ความจริงใจ ประชาชนก็จะยิ่งลำบาก มันมีการเมืองของพลเมืองหรือคนทั้งหมดด้วย รัฐธรรมนูญปัจจุบันก็ได้พูดเรื่องนี้ไว้มาก แต่เรายังไม่ได้เอามาใช้อย่างเต็มที่ เพราะผู้คนมัวแต่ไปสนใจเฉพาะการเมืองของนักการเมือง จึงมีความจำเป็นที่ต้องทำความเข้าใจเรื่องการเมืองภาคพลเมือง เมื่อครั้งเป็นคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย (คพป.) ช่วงที่เริ่มมีการพูดถึงเรื่องนี้ อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นผู้นำเสนอกรอบความคิดเรื่องการเมืองภาคพลเมืองเอง และยังบอกว่าอย่านำการเมืองของนักการเมืองมาพูดก่อน ไม่เช่นนั้นคนจะสนใจแต่การเมืองของนักการเมือง กระนั้นก็ตามเมื่อทำไปทั้งหมดแล้ว คนก็ยังสนใจแต่การเมืองของนักการเมือง เพราะดูเหมือนเป็นธรรมชาติความสนใจของคนเรา 9 ประเด็นที่สอง ประชาธิปไตยไม่ได้มีแต่การเลือกตั้งเท่านั้น ไม่ใช่หย่อนบัตรเลือกตั้ง 2 วินาที แล้วบอกว่า รัฐบาลเอาอำนาจไปทำอะไรก็ได้ โดยเฉพาะเมื่อการเลือกตั้งมีเงินจำนวนมหาศาลเข้ามาด้วยแล้ว มันก็กลายเป็น ‘ธนาธิปไตย’ หรือ ‘ธนกิจการเมือง' ซึ่งมีเงินเป็นใหญ่ ไม่ใช่ประชาธิปไตยอีกต่อไป เพราะประชาธิปไตยมีเรื่องอื่น ๆ อีกมาก เหมือนการมองเรื่อง ‘ทุน’ ทุนมไม่ได้หมายความถึงเงินเท่านั้น ยังมีอื่น ๆ อีกด้วย เช่น ทุนทางสิ่งแวดล้อม ทุนทางสังคม เป็นต้น แท้จริงแล้ว ประชาธิปไตยตัวแทนที่ผ่านระบบเลือกตั้งนั้นเป็นเรื่องโบราณที่ล้าสมัยโดยสิ้นเชิง เมื่อครั้งโบราณ ใช้วิธีนี้เพราะการติดต่อคมนาคมยังลำบากมาก ประชาชนจึงต้องแต่งตั้งตัวแทนให้ขึ้นม้า ขึ้นเกวียน เดินทางไปสู่ วอชิงตัน หรือลอนดอน แต่ปัจจุบันเรารู้ข่าวสารข้อมูลกันทั่วถึงทันที อย่างไรก็ตาม ระบบตัวแทนหรือประชาธิปไตยโดยอ้อมก็ยังจำเป็นต้องมี เพียงแต่จะทำเท่านั้นไม่ได้ ต้องมี ประชาธิปไตยโดยตรงด้วย อีกทั้งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็พูดถึงเรื่องนี้หลายมาตรา เช่น มาตรา 76 ระบุว่า รัฐต้อง ส่งเสริมให้ประชาชนมีบทบาทในการตัดสินใจทางนโยบาย นอกจากนั้นยังบอกว่าต้องส่งเสริมให้ประชาชนมีบทบาท ในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง และประชาชนต้องมีบทบาทในการตรวจสอบอำนาจรัฐในทุก ระดับ นี่คือ การเมืองภาคพลเมืองที่เกือบไม่มีใครพูดถึงเลย ถามว่ารัฐบาลได้ทำตามมาตรานี้บ้างหรือไม่ ขนาดระบุ ในรัฐธรรมนูญก็ยังไม่ทำ การไม่ทำตามรัฐธรรมนูญมีความผิดหรือไม่ ฟ้องศาลได้ไหม ประชาชนต้องช่วยกันสร้างประชาธิปไตยที่แท้ อย่าไปติดอยู่กับประชาธิปไตยจอมปลอม ประชาธิปไตยแบบ อันธพาล หรือประชาธิปไตยแบบบอธรรม ประชาธิปไตยต้องเป็นความถูกต้อง และเป็นธรรมาะ ในพระปฐมบรมราช โองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ สิ่งแรกที่มีพระบรมราชโองการออกมาคือ "เรา จะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" ครองแผ่นดินโดยธรรม หมายถึง แผ่นดินต้องมีธรรมาะมีความถูกต้องครอง หรือมีธรรมาะแผ่ซ่านอยู่ทั้งแผ่นดิน ประโยชน์สุขของมหาชนจึงจะเกิดขึ้นได้ หากเป็นศรีธนญชัย เอารัดเอาเปรียบคนอื่น แผ่นดินก็เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ทำให้เกิดความขัดแย้ง อาจนำไปสู่ความรุนแรงและการนองเลือดได้ ประชาธิปไตยที่แท้กับธรรมาะหรือความถูกต้อง จึงไม่อาจแยกจากกัน เมื่อพูดถึงความถูกต้อง คงต้องดูให้ลึกว่ามันคืออะไร คราวนี้เป็นบทเรียนของสังคมครั้งใหญ่ว่า หากขาดความ ถูกต้องเสียแล้วบ้านเมืองจะพัฒนาไปไม่ได้ ที่ผ่านมาเราพูดถึงการพัฒนามากมาย จะเป็นดีทรอยต์แห่งเอเชีย จะ โชติช่วงรุ่งเรือง ล้วนเป็นไปไม่ได้ ดังที่เราเห็นว่ารัฐบาลมีเสียงข้างมาก มีเงินมหาศาล แต่ก็ไม่สามารถพัฒนาประเทศ ไปสู่สันติสุขได้ ตรงกันข้ามกลับเดือดร้อนวุ่นวายไปหมด อันที่จริง ไม่ใช่เฉพาะแต่บ้านเรา หากทั้งในระดับโลก 10 ด้วย เกิดการก่อการร้าย อเมริกาทำสงครามในอิรัก และกำลังจะทำในอิหร่าน วุ่นวายไปทั่วเพราะเขาก็ขาดความ ถูกต้องเช่นกัน ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวไว้นานแล้วว่า มันวิกฤติแล้ว ถ้าศีลธรรมไม่กลับคืนมา โลกาวินาศ และขณะนี้ก็ กำลังเฉลิมฉลอง 100 ปีชาตากาลท่านพุทธทาส เราจึงควรไปศึกษาสิ่งที่ท่านพูดไว้ให้มาก แต่การศึกษาของเราไม่สนใจ เลย ศึกษาแต่ทางเทคนิค ไม่ได้เอาศีลธรรมเป็นตัวตั้ง ซึ่งท่านพุทธทาสเรียกว่า ‘การศึกษาหมาหางด้วน' ความถูกต้องคืออะไร ศีลธรรมพื้นฐานที่สุดในสังคมคือ การเคารพศักดิ์ศรี คุณค่า ความเป็นคนของคนทุก คนอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะคนเล็กคนน้อย คนยากจนจน คนเรามีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีศักยภาพอยู่ในตัวทุกคน ที่จะพัฒนาไปเป็นมนุษย์ที่เจริญ หากขาดการเคารพศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนแล้ว จะพัฒนา อย่างไรก็ติดขัดหมด ศีลธรรมข้อนี้เป็นรากฐานประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หากคนเรารู้สึกว่าตัวเองมีเกียรติ มี ศักดิ์ศรี มีคุณค่า มีอิสระในฐานะที่เป็นคน มันก็มีความสุขอยู่ในตัว แต่ทุกวันนี้สังคมเราขาดศีลธรรมพื้นฐานนี้ เพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่มีโครงสร้างอำนาจทางดิ่งระหว่างผู้มีอำนาจและผู้ไม่มีอำนาจมาแต่โบราณ เราจำเป็นต้องสร้างศีลธรรมพื้นฐานนี้ขึ้นมา โดยต้องจับให้ได้ว่าเคล็ดมันอยู่ตรงไหน ฟังดูยากมาก เพราะคน ไทยขาดความเคารพตรงนี้ทั้งแผ่นดิน คนในบ้านอาจไม่เคารพสิทธิของคนใช้ในบ้าน ทุกหนทุกแห่งไม่มีการเคารพ ตรงนี้ ซึ่งเป็นบ่อเกิดของการไม่มีความสุข เคล็ดอยู่ที่ว่า เราไปวางความสัมพันธ์ของการศึกษาไว้ผิด การศึกษาของเราที่มีมา 100 กว่าปี ไปวางความรู้ ไว้ผิดที่ผิดทาง ทำให้ระบบการศึกษาเป็นบ่อเกิดของการเสียศีลธรรม อันนี้เป็นคำพูดที่รุนแรงแต่เป็นจริง ระบบการศึกษาของเราเป็นตัวทำลายศีลธรรมพื้นฐานทั้งหมดโดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหา- วิทยาลัย ระบบการศึกษาทำให้คนไม่เห็นคุณค่าของคนเล็กคนน้อย คนยากจนจน ลูกคนจนเข้าโรงเรียน ไปสักพักหนึ่งก็จะไม่กล้าเดินกับพ่อแม่ ไม่กล้าหาบกระบุงตะกร้า เพราะรู้สึกว่าไม่มีเกียรติ ระบบการ ศึกษา ทำให้คนรับรู้ตลอดเวลาว่า สถาบันของเรามีเกียรติ ชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนา กรรมกร ไม่มีเกียรติ หากจะพลิกตรงนี้ทำได้ไม่ยาก และไม่ได้อยู่ที่การไปสอนวิชาศีลธรรม พระก็มีจำนวนมาก พูดอะไรดี ๆ ไว้มาก มากมายแต่ว่าทั้งหมดนั้นทำไปภายใต้โครงสร้างที่ขาดศีลธรรม จึงต้องจับให้ได้ว่า ความรู้มี 2 ประเภทใหญ่ คือ 1. ความรู้ ที่อยู่ในตัวคน 2. ความรู้ที่อยู่ในตำรา ทั้งสองอย่างมีที่มาและความหมายต่างกัน ความรู้ที่อยู่ในตัวคนนั้นมีในทุกคน เพราะได้มาจากประสบการณ์และการทำงาน ช่างผสมปูน คนขายก๋วยเตี๋ยว ช่างเสริมสวย คนขายของชำ ทุกคนต่างมีความรู้อยู่ในตัวต่าง ๆ กัน และครูที่ดีที่สุดของ เราคือแม่ โดยแม่ไม่จำเป็นต้องเรียนมหาวิทยาลัย ความรู้ในตัวแม่ได้มาจากประสบการณ์ชีวิตการทำงาน 11 "ไม่ควรเอาความรู้ในตำราเป็นตัวตั้ง แต่ควรเอาเป็นตัวประกอบกับความรู้ใน ตัวคนซึ่งทุกคนมี ซึ่งเป็นฐานการศึกษาที่กว้าง ไม่ใช่ทิ้งวิชาในตัวคนแล้วมา ท่องแต่ในตำราอย่างที่ทำมากว่า 100 ปี คนไทยจึงอ่อนแอ ไม่นับถือกันเอง ไม่เข้าใจวัฒนธรรม ไม่เข้าใจเพื่อนมนุษย์" ฉะนั้น หากเราเคารพความรู้ในตัวคน ทุกคนจะเป็นคนเก่งและมีคุณค่า เมื่อเชื่อมกับฐานทางวัฒนธรรมว่า ความรู้ในตัวคนได้มาจากวิถีชีวิตร่วมกัน ความรู้ในตัวคนจึงอยู่ในฐานวัฒนธรรม เราพูดกันมานานแล้วว่า ความรู้ที่ดี ที่สุดของมนุษย์อยู่ในฐานวัฒนธรรม ซึ่งสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ภูมิปัญญา บรรพบุรุษ ฯลฯ ความรู้ในตำรา อาจได้มาโดยการแปลมา ลอกมา อาจเกิดจากการวิจัยหรืออะไรก็ได้ ซึ่งไม่ได้แปลว่าไม่มี ประโยชน์แต่หน้าที่มันแตกต่างกัน ความรู้ในตำราขาดฐานวัฒนธรรม อีกทั้งไม่ได้มีทุกคน มีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่คล่อง แคล่วชำนาญในความรู้ชนิดนี้ ดังนั้น จึงไม่ควรเอาความรู้ในตำราเป็นตัวตั้ง แต่ควรเอาเป็นตัวประกอบกับความรู้ในตัวคนซึ่ง ทุกคนมี ซึ่งเป็นฐานการศึกษาที่กว้าง ไม่ใช่ทิ้งวิชาในตัวคนแล้วมาท่องแต่ในตำราอย่างที่ทำมากว่า 100 ปี คนไทยจึงอ่อนแอ ไม่นับถือกันเอง ไม่เข้าใจวัฒนธรรม ไม่เข้าใจเพื่อนมนุษย์ ผมได้พยากรณ์ไว้นานแล้วว่า หากการศึกษาเป็นแบบนี้ การนองเลือดเป็นเรื่องหนีไม่พ้นในสังคมไทย เพราะ เมื่อคนไม่เรียนให้เข้าใจเพื่อนมนุษย์ ไม่เข้าใจตัวเอง ยามมีเรื่องอะไรก็จะไม่เข้าใจ แก้ปัญหาไม่ได้ นำไปสู่ความขัดแย้ง และการนองเลือด ตอนปฏิรูปการศึกษา รัฐบาลก็ไม่ได้มองการศึกษาอย่างนี้ กลับไปปฏิรูปกระทรวงศึกษาฯ ทำให้ทะเลาะกันใหญ่ โดยที่การศึกษาไม่ได้ไปถึงไหน หากเข้าใจการศึกษาจริง ๆ จะตระหนักว่าสามารถเปลี่ยนการศึกษาได้โดยไม่ยาก 12 มีคนเริ่มทดลองแล้ว เช่นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ โรงเรียนวัดพนัญเชิง มีความริเริ่มให้ นักเรียนไปเรียนจากคนขายก๋วยเตี๋ยว ช่างเสริมสวย ช่างผสมปูนในชุมชน ทำให้คนเหล่านั้นรู้สึกมีเกียรติว่าเขาก็เป็น ครูได้ ส่วนนักเรียนได้เรียนจากใครก็จะเคารพคนนั้นเป็นครู เราต้องปรับให้คนไปเรียนจากของจริง เรียนจากการปฏิบัติ เรียนจากวิถีชีวิตให้มากขึ้น แล้วเอาตำารามาเป็นตัวประกอบเท่านั้น จากนั้นเราจะพบว่าแผ่นดินนี้มีครูเยอะ แยะ แล้วศีลธรรมจะกลับมาโดยสันติวิธี การศึกษาแบบที่เป็นอยู่ทำให้คนไทยขาดความมั่นใจ รวมกันกลายเป็น ‘การขาดความมั่นใจแห่งชาติ’ แต่หาก ปรับเปลี่ยนอย่างที่กล่าวมาแล้ว ทุกคนจะมีเกียรติ มีความมั่นใจ ไม่กลัวว่าจะไม่รู้เพราะทำอยู่กับมือ แล้วประเทศ จะมีพลัง โรงเรียนรุ่งอรุณกำลังไปทดลองวิธีนี้ที่เกาะลันตาใหญ่ จังหวัดกระบี่ โดยถือว่าคนทุกคนบนเกาะมีค่ามาก มีการ ไปพูดคุยทีละคนว่าทำอะไร ถนัดอะไร ปรากฏว่าเกิดพลังมโหฬาร ชาวบ้านมีความสุข เพราะการฟังถือเป็นการเคารพ กัน และที่ผ่านมาไม่เคยมีใครมานั่งฟังเขาเลย จู่ๆ มีคนที่มีการศึกษามานั่งฟังลุงป้าคุย ดังนั้น การเคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนจึงเป็นพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน และควร เป็นพื้นฐานของการพัฒนา เพราะหากคิดแต่จะพัฒนาอย่างไรให้ได้เงินมากโดยไม่เคารพคนแล้ว ก็จะ นำมาซึ่งความเดือดร้อน ความรุนแรง ประเด็นที่สาม โครงสร้างทางสังคมเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมในสังคม นักปราชญ์หลายท่านพูดว่า "สังคม ประกอบด้วยคนหลายคน ถ้าทุกคนเป็นคนดี สังคมก็ดี" แม้จะฟังดูดี แต่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะสังคมมีโครงสร้าง ซึ่งก็คือธรรมชาติทั่วไปทั้งสิ่งมีชีวิต ไม่มีชีวิต และโครงสร้างเป็นตัวกำหนดคุณสมบัติ เช่นเดียวกับธาตุต่าง ๆ ออกซิเจน เหล็กเป็นของหนัก ปรอท คาร์บอน ไฮโดรเจน ธาตุเหล่านี้คุณสมบัติต่างกันเยอะเลย ทั้งที่ประกอบด้วยอนุภาคอย่าง เดียวกันทั้งสิ้น คือ โปรตรอน นิวตรอน และอิเล็กตรอน ขึ้นอยู่กับว่าโครงสร้างเป็นอย่างไร ทำให้มีคุณสมบัติต่างกันไป สังคมเช่นเดียวกันมีโครงสร้างที่ไปกำหนดคุณสมบัติ ไม่ได้มีแต่ตัวคนเดี่ยว ๆ และบอกได้ว่าทุกคนเป็นคนดีแล้วจะดีเอง เป็นที่รู้กันจากการวิจัย การสังเกตทั่วโลกว่า หากสังคมใดมีโครงสร้างทางดิ่ง เศรษฐกิจจะไม่ดี การเมืองจะไม่ดี และศีลธรรมจะไม่ดี หากสังคมใดมีโครงสร้างทางราบ เศรษฐกิจจะดี การเมืองจะดี และศีลธรรมจะดี เรื่องนี้มีการ วิจัยชั้นใหญ่มากที่อิตาลี คนชื่อ โรเบิร์ต พูดนัม จากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ทำวิจัยพบว่า อิตาลีเหมือนสองประเทศ อยู่ในประเทศเดียวกัน ตอนเหนือเศรษฐกิจดี การเมืองดี ศีลธรรมดี แต่ตอนใต้ตรงกันข้าม มีมาเฟีย มีการยกหีบ บัตร ฆ่าหัวคะแนน 13 ความสัมพันธ์ทางดิ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจกับผู้ไม่มีอำนาจ ขณะที่ความสัมพันธ์ทางราบ หมายถึงมีความเสมอภาค ทุกคนมีความเป็นมนุษย์เท่ากันหมด มารวมตัวร่วมคิดร่วมทำสิ่งดีกันได้ ทุกคนเห็นท้องฟ้า หมด ซึ่งหากเป็นความสัมพันธ์ทางดิ่งจะมีคนจำนวนหนึ่งที่มองขึ้นไปมีแต่เห็นฝ่าเท้าของคนอื่น เราอาจเรียกความสัมพันธ์ทางราบว่า ประชาสังคมและเรียกความสัมพันธ์ทางดิ่งว่า อำนาจนิยม เผด็จการ ซึ่ง ไม่ใช่สิ่งดีแม้จะเคร่งศาสนาก็ตาม เพราะรักแต่พระผู้เป็นเจ้า แต่ไม่รักเพื่อนบ้าน ขณะที่พระพุทธศาสนานี้เป็นศาสนาก็ตาม พระพุทธเจ้าได้ออกจากความเป็นเจ้ามาเป็นภิกขุผู้ขอ ผู้ไร้ เรือน สำหรับพุทธศาสนานี้แล้วทุกคนเสมอกันหมด บทบัญญัติต่าง ๆ ก็เป็นชุมชนเรียนรู้ (Learning Community) แต่ พอพุทธศาสนานี้เข้ามาสู่สังคมไทย กลับถูกโครงสร้างอำนาจครอบงำศาสนา ดังนั้น แม้เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ และ พุทธศาสนาก็เป็นของดี แต่สังคมกลับเสียศีลธรรมเต็มไปหมด เราต้องช่วยกันปรับโครงสร้างทางดิ่งไปสู่โครงสร้างทางราบโดยไม่ต้องไปฆ่าแกงใคร ช่วยกันทำ อย่างที่ทำกันอยู่นี้ เรียนรู้ ทำการวิจัยต่าง ๆ แล้วขับเคลื่อนไป นี่เป็นเรื่องประชาธิปไตยที่มีมาแต่ครั้ง พุทธกาล รัฐบางรัฐในครั้งพุทธกาลปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่เราเรียนรู้ศาสตร์จากตำราของ ตะวันตกจึงเข้าใจว่าประชาธิปไตยเริ่มที่อังกฤษ ทั้งที่แคว้นวัชซี มีปกครองแบบประชาธิปไตยเรียกว่า วัชซี- ธรรม แล้วตอนพระเจ้าอาชาต์ตรุจากแคว้นมคอจะยกไปตีแคว้นวัชซี ได้ให้วัสสการพรหมณีไปถามพระพุทธเจ้า ว่าไปครั้งนี้จะชนะหรือไม่ พระพุทธเจ้ากล่าวว่า หากชาววัชซียังใช้วัชซีธรรมอยู่ไม่มีทางเอาชนะได้ ทั้งนี้ วัชซีธรรมคือประชาธิปไตย มี 7 ข้อ เช่น หมั่นประชุมกันเป็นเนื่องนิตย์ พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียง กันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทำกิจที่พึงทำ นี่คือ สามัคคีธรรม เมื่อไม่นานนี้ได้มีโอกาสไปดูงานที่ไต้หวัน ประเทศนี้นับถือพุทธศาสนานิกายมหายาน โดยไปดูงานที่มูลนิธิฉือจี้ ซึ่งมีสมาชิกราว 5 ล้านคน มีอาสาสมัครประมาณ 2 แสนคน ทำหน้าที่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ทำให้เพื่อนมนุษย์ ช่วยเหลือกัน ซึ่งนับเป็นการไปเปลี่ยนโครงสร้างสังคม แต่ทางเถรวาทของไทยเน้นว่าทุกคนมีกิเลส ทำอย่างไรให้หมด กิเลส กลายเป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องดี แต่ไม่สามารถเอาชนะโครงสร้างที่ครอบอยู่ได้ ประเด็นที่สี่ ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นเป็นรากฐานของประชาธิปไตย เรามีตัวอย่างจำนวนมากให้เห็น ว่า เมื่อชุมชนรวมตัว ร่วมคิดร่วมทำ ชุมชนเข้มแข็งจะสามารถแก้ปัญหาทุกเรื่อง ทั้งเศรษฐกิจ จิตใจ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นตัวพัฒนา เป็นพลังทางการเมืองที่สำคัญ เพราะเมื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ไม่มีความยากจน ทุกคนมีเกียรติ เป็นตัวของตัวเอง ต่อไปการซื้อเสียงก็เกิดขึ้นไม่ได้ กระทั่งสามารถตรวจสอบการเมืองได้ด้วย แต่ เมื่อพิจารณาดูเรื่องสิทธิชุมชนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มันกลับขาดการออกกฎหมายลูกที่จะทำให้มันเกิดขึ้นจริง โดย 14 ฝ่ายการเมืองก็ไม่สนใจ เราจึงต้องช่วยกันคุยเรื่องนี้ว่าชุมชนจำเป็นต้องมีสิทธิพื้นฐานอย่างน้อย 5 เรื่อง 1. สิทธิในการทำมาหากินที่รัฐมาริบไปหมด เมื่อก่อนชาวบ้านต้มเหล้าตามชุมชนต่างๆ รัฐก็มาริบไปให้คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี คนเดียว ซึ่งข้อแรกนี้เชื่อมโยงไปสู่ข้อ 2 2. สิทธิทางการศึกษา การศึกษาที่มีอยู่ไม่ได้สอดคล้องหรือสนับสนุนชาวบ้าน ทำไมไม่ส่งเสริมวิชาช่างให้กับชาวบ้านอย่างเต็มที่ ให้สามารถดูแลถนน สร้างสะพาน หรือรับโครงการก่อสร้างต่างๆ ที่พอทำได้แทนที่จะไปให้ผู้รับเหมารายใหญ่ ๆ ดังนั้น ชาวบ้านควรจัดการศึกษาได้เองว่าอยากเรียนรู้อะไร 3. สิทธิในการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ทุกวันนี้ทรัพยากรหมดไปเพราะรัฐเป็นผู้ดูแล ต้องให้ชุมชนเป็นผู้ดูแลและใช้อย่างเป็นธรรม ยั่งยืน 4. สิทธิในการสื่อสารทุกชนิด วิทยุชุมชน หนังสือพิมพ์ชุมชน โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต ทำไมจึงไปให้แกรมมี่หมด ทั้งที่รัฐธรรมนูญมาตรา 40 ก็ระบุให้ชาวบ้านได้ใช้ โดยเฉพาะวิทยุชุมชนขณะนี้ก็ผิดกฎหมายอีก ดังนั้น จะเห็นได้ว่าความถูกกฎหมายกับความถูกต้องไม่อยู่ที่เดียวกันเสมอไป เราจึงต้องปฏิรูปกฎหมายให้ความถูกต้องกับถูกกฎหมายอยู่ที่เดียวกันให้มากที่สุด 5. สิทธิในการมีระบบการเงินของชุมชน เพื่อป้องกันการเอาเปรียบและการรั่วไหล อันที่จริงภาคธุรกิจชำระเงินโดยไม่ได้ใช้เงิน แต่ใช้ตัวเลขและอย่างอื่นมานานแล้ว แต่การดำเนินการของชุมชนอย่าไปท้าทายรัฐแบบเบี้ยฤดูชุมซึ่งไปพิมพ์คล้ายธนบัตรมากเกินไป ไม่จำเป็นต้องไปทำอย่างนั้น อย่างไรก็ดี ตอนนั้นมีประเด็นว่า ผิดกฎหมายหรือไม่ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ระบุว่า ไม่ผิดกฎหมาย เพราะที่ญี่ปุ่นและอเมริกาก็มีระบบการเงินของชุมชน เพียงแต่ต้องทำแบบอื่น ๆ ที่ต่างจากธนบัตรของรัฐบาลออกไป หากทำความเข้าใจตรงนี้ทั้งหมด และพยายามส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนให้แผ่ซ่านทั่วแผ่นดิน จะเป็นฐานของประชาธิปไตย เป็นฐานทางเศรษฐกิจ และของทุกอย่าง สังคมจำเป็นต้องมีฐานไม่ใช่ลอยเควังคว้าง ชุมชนท้องถิ่นคือฐานของสังคมที่จะต้องทำให้เข้มแข็ง ส่วนจะทำอย่างไรนั้น 1. ต้องมีการพูดคุยกัน เผยแพร่ตัวอย่างที่มี 2. ต้องนำไปสู่นโยบาย ซึ่งจะต้องสร้างความเข้าใจแก่ทุกภาคส่วนของสังคมให้ได้ จึงจะผลักดันระดับนโยบายได้ต้อง ‘พัฒนา’ นโยบาย ไม่ใช่ ‘เพียง 'เสนอ' นโยบายต่อผู้มีอำนาจ’ 3. ส่งเสริมการพัฒนาอย่างบูรณาการ โดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง อาจเป็นตำบล อำเภอ จังหวัด แล้วพัฒนาเป็นองค์รวม ขณะนี้มันแตกกระจายไปเป็นส่วน ๆ ทั้งหมด ทั้งที่จริงพลังภายในพื้นที่มีเยอะมาก และหากเป็นไปได้น่าจะมีเครือข่ายสนับสนุนการพัฒนาอย่างบูรณาการในจังหวัด แล้วจังหวัดทั้งจังหวัดจะเป็นมหาวิทยาลัยชีวิต เกิดการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติของทุกคน 15 เราต้องการการเมืองที่อาศัยความรัก ที่ผ่านมาเราไปเอาอย่างฝรั่งคือ การเมืองแบบต่อสู้มากเกินไป ทั้งที่มันมี ประชาธิปไตยแบบสมานฉันท์ที่อาศัยความรักความร่วมมือกัน มันเป็นประชาธิปไตยมากกว่าที่ไปแข่งขันต่อสู้ ค่า กัน แล้วใช้เงินซื้ออย่างที่เป็นอยู่ ที่สำคัญ เราทุกคนคงต้องมาช่วยกันหาทางออก อย่าไปรอนักการเมือง อย่าไปรอ รัฐธรรมนูญ ต้องลงมือทำสิ่งดีๆ กันเอง เชื่อมโยงกันทั้งแผ่นดิน อันนี้คือของจริง 16 สสส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ โครงการพัฒนาเครือข่ายภาคประชาสังคม ในการส่งเสริมและรับผิดชอบด้านอนุรักษ์น้ำ เพื่อสุขภาวะของบุคคลและชุมชน (กสม.) แผนงานพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ประเวศ วะลี สิทธิชุมชน : รากฐานการเมืองภาคพลเมือง การปรากฏภาพ ในเวทีนโยบายสาธารณะ ว่าด้วยเรื่อง เครือข่ายความร่วมมือ ในการส่งเสริมคุ้มครองสิทธิมนุษยชน วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤษภาคม 2549 ณ ห้องแกรนด์บอลลูม โรงแรมรามาการ์เด้นท์ กรุงเทพฯ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
ประชาธิปไตย
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
4 May 2006
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• ประชาธิปไตย
• สิทธิชุมชน
• สิทธิมนุษยชน
• พลเมือง
history_eduหมวดหมู่
ประชาธิปไตย
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
4 May 2006
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้