auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

คำกล่าวเปิดปาฐกถามูลนิธิโกมลคีมทอง ประจำปี2544

chrome_reader_modeคำอธิบาย

สืบสายธารตำนานนักอุดมคติ ผ่านหัวใจปู่สู่นักอุดมคติสามัญชนปาฐกถามูลนิธิโกมลคีมทอง ประจำปี2544 เนื่องในวาระครบรอบ 30 ปี มูลนิธิโกมลคีมทอง โดยศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 ณ หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

# คำกล่าวเปิดปาฐกถา ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ## กราบ เรียนท่านอาจารย์เสมอ พริ้งพวงแก้ว ท่านอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ประธานมูลนิธิโกลมคีมทอง กรรมการมูลนิธิโกลมคีมทอง บุคคล เกียรติยศแห่งปีทุกท่าน ท่านสาธุชน ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านครับ หัวใจของมูลนิธิโกลมคีมทอง คืออุดมคติ มนุษย์ไม่ได้ต่างจากสัตว์ ในทางชีววิทยา ดีเอ็นเอของคนนั้นต่างจากชิมแปนซีเพียงห้าเปอร์เซ็นต์ เท่านั้น หลายสิ่งหลายอย่างก็มาจากสัตว์ หรือเหมือนสัตว์ ในสมองของ มนุษย์ ชั้นในที่สุดเป็นสมองของสัตว์เลื้อยคลาน ชั้นกลางเป็นสมองของ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ในทางชีววิทยา มนุษย์ก็คือสัตว์ประเภทหนึ่ง แต่ต่าง จากสัตว์ที่มนุษย์มีอุดมคติ ถ้ามนุษย์จะมีแต่เพียงธรรมชาติของสัตว์ เช่น กิน ขี้ ปี๋ นอน มนุษย์ก็ไม่ได้ต่างจากสัตว์ แต่มนุษย์ต่างจากสัตว์ตรงที่มี อุดมคติ เพราะฉะนั้น การมีอุดมคติจึงเป็นธรรมชาติอย่างเดียวที่ทำให้ มนุษย์ต่างจากสัตว์ หรือความเป็นคน เพราะฉะนั้นเรื่องของอุดมคติที่ มนุษย์โกลมคีมทองได้เสนอแนะ ชี้แนะมาตลอดด้วยวิธีต่าง ๆ นั้น จึงเป็น เรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับความเป็นมนุษย์ สำหรับปาฐกถามูลนิธิโกลมคีมทองปีนี้มีความพิเศษ เพราะทาง มูลนิธิฯ ได้เชิญผู้อาวุโสที่เป็นนักอุดมคติมาตลอดชีวิต และเป็นชีวิตที่ ๑ ยืนยาวกว่าพวกเราทุกคนถึง ๙๐ ปี แล้วตลอดชีวิตของท่านตั้งแต่หนุ่มมา จนกระทั่งบัดนี้ เป็นเส้นทางแห่งอุดมคติทั้งสิ้น ท่านเป็นปูชนียบุคคลของ สังคมไทย ชีวิตของท่านอาจารย์หมอเสมอ พริ้งพวงแก้ว มีช่วงยาวไกล แล้ว ก็แตกต่างกันจากปลายสุดหนึ่งถึงอีกสุดหนึ่ง ท่านเป็นแพทย์ที่รักษาตั้งแต่ คนจน จนกระทั่งถึงพระมหากษัตริย์ ท่านเป็นตั้งแต่แพทย์บ้านนอก จน กระทั่งถึงเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านเป็นแพทย์ทั้งเป็น สูติแพทย์ เป็นศัลยแพทย์ เป็นอายุรแพทย์ เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องธนาคาร เลือด ทุกสิ่งทุกอย่าง ท่านมีคุณลักษณะเป็นอเนกประการ แต่ถ้าผมเองจะสรุปลักษณะที่ เด่นและต่างจากคนทั่วไปสัก ๒ ประการ ท่านอาจารย์หมอเสมอเป็นผู้มีหลาย มิติ เชื่อมโยงกันจนเกิดความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ที่สำคัญคือท่านเป็นคน ที่สัมผัสและรู้จักแผ่นดินไทย คนไทยเกือบทั้งหมดขณะนี้ ด้วยการศึกษา แผนปัจจุบัน ที่เรียกว่ามีการปฏิรูปมาแต่รัชกาลที่ ๕ เกือบไม่เข้าใจแผ่นดิน ไทยเลย เพราะการศึกษานั้นเน้นที่การท่องวิชาอยู่ในโรงเรียน แล้ววิชานั้น ก็แต่งโดยคนกรุงเทพฯ แล้วคนกรุงเทพฯ ก็ไปลอกฝรั่งมา แล้วก็เอาไปท่อง กันทั่วแคว้นแดนไทย ในร้อยปีที่ผ่านมานี้ การศึกษาไทยได้สร้างคนที่ไม่ รู้จักแผ่นดินไทยเต็มประเทศไปหมด ทำให้เราแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ไม่ได้ ท่านทั้งหลายลองนึกดู อยู่โรงเรียนก็ท่องหนังสือ จบมหาวิทยาลัยด้วยการ ท่องหนังสือ แล้วก็ไปเรียนที่ฮาร์วาร์ด ไปเรียนที่เยล ไปเรียนสแตนฟอร์ด แล้วกลับมาเป็นรัฐมนตรี แล้วมันจะแก้ไขปัญหาประเทศไทยได้อย่างไร? จะแก้ปัญหาคนยากจนได้อย่างไร? ที่จริงปัญหาเรื่องความยากจนนั้น แก้ไม่ยาก ถ้าคนแก้รู้จักคนไทย รู้จักแผ่นดินไทย ท่านอาจารย์หมอเสมอ เป็นคนที่สัมผัสแผ่นดินไทยและรู้จักแผ่นดิน ไทย ถ้าพูดถึงศาสตร์ต่าง ๆ ท่านอาจารย์หมอเสมอมีทั้งสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศาสนศาสตร์ รู้เรื่องการบริหารจัดการ และ มีมิติทางจิตวิญญาณ เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจะเห็นว่ามันมีหลายมิติ ๒ เชื่อมโยงกัน จนเกิดความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เมื่อเกิดความเป็นมนุษย์ที่ สมบูรณ์ ก็เกิดอิสรภาพ เมื่อมีอิสรภาพก็จะเป็นผู้ให้กับสังคม และนั่นคือ สิ่งที่ท่านทำมาตลอด คือเป็นผู้ให้ เพราะท่านได้บรรลุอิสรภาพ การที่ผมนำเรื่องนี้ขึ้นมาพูด เพราะว่าคนไทยทุกวันนี้ ต้องขอประทาน โทษ ทั้งประเทศ ถูกการศึกษาปัจจุบันทำให้เป็นคนพิการ เป็นคนมิติเดียว โดยการท่องวิชา เมื่อเป็นคนมิติเดียวหรือ one-dimensional man แต่ว่า โลกในความเป็นจริงนั้น มีหลายมิติที่ซับซ้อนเชื่อมโยงและเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง คนไทยจึงไม่เข้าใจความเป็นจริง และอยู่ในสภาพถูกบีบคั้น ถูกบีบคั้นด้วยความไม่รู้ ด้วยความมีมิติเดียวที่มันขัดกับความเป็นจริง กระผมนำเรื่องของอาจารย์เสมอในลักษณะอย่างนี้ขึ้นมากล่าว เพื่อจะให้ท่าน ทั้งหลายได้สำนึกว่า การที่จะเป็นคนสมบูรณ์จนบรรลุอิสรภาพนั้น การ ศึกษาปัจจุบันในระบบทำไม่ได้ มีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้คนไทยได้เป็นคนที่สมบูรณ์ ไม่ใช่เป็นคนที่พิการอยู่อย่างในปัจจุบันนี้ อีกประการหนึ่งที่เด่นชัดมาก ท่านอาจารย์หมอเสมอเป็นผู้ใหญ่ที่ช่วย เชื่อมต่อการเปลี่ยนแปลง ผ่านการเปลี่ยนผ่านแห่งยุค ท่านผู้มีเกียรติครับ สังคมเป็นอนิจจัง คือมีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรจะไปหยุดยั้งได้ พลังที่ทำ ให้สังคมเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นความรู้ เทคโนโลยี เศรษฐกิจ หรืออะไร ก็แล้วแต่ เป็นพลังแรงมาก ไม่มีใครจะไปยุติการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ว่ามี พลังที่พยายามยึดให้สังคมอยู่กับที่ เป็นพลังอนุรักษ์ เช่น กฎหมายที่ล้าสมัย เป็นต้น กฎหมายมีพลังและมีอำนาจมากที่จะยึดให้สังคมอยู่กับที่ แต่ว่า อีกด้านหนึ่ง สังคมก็จะเคลื่อนไปด้วยแรงธรรมชาติที่จะต้องเปลี่ยนแปลง เรากำลังเห็นแรงสองแรงที่แรงมาก แต่ไปคนละทาง คือแรงหนึ่งพยายามยึด ให้อยู่กับที่ แต่อีกแรงหนึ่งพยายามจะเคลื่อนไป เมื่อไปคนละทางอย่างนั้น ก็เกิดการฉีกขาด เมื่อมีการฉีกขาด ก็มีเลือดออกนะครับ ท่านอาจารย์หมอเสมออยู่ตรงรอยต่อแห่งการเปลี่ยนแห่งยุค เป็น ผู้ใหญ่ที่เข้าใจคนสมัยใหม่ แล้วได้เป็นกำลังใจให้กับคนทั้งหลายในการเผชิญ | ๓ กับการเปลี่ยนแปลงที่ตรงนี้ อาจารย์เสมเป็นผู้ใหญ่ที่เข้าใจรอยต่อของยุคสมัยได้อย่างมหัศจรรย์ ท่านทั้งหลายครับ ท่านอาจารย์เสมนั้น ด้านหนึ่งท่านเป็นสูติแพทย์ เป็นหมอทำคลอด ผู้หญิงที่มีครรภ์เมื่อมีลูกเติบโตขึ้นในครรภ์จนเต็มที่แล้วจะมีวิกฤติอย่างยิ่ง เจ็บครรภ์ ปวด ทรมาน ทุกข์ทรมาน เพื่อลูกนั้นจะคลอดออกจากภพเก่าไปสู่ภพใหม่ จะได้เติบโตต่อไปได้ ถ้าไม่สามารถคลอดจากภพเก่าไปสู่ภพใหม่ได้ วิกฤตนั้นจะนำไปสู่ความตายของทั้งแม่และลูก สังคมก็เช่นเดียวกัน เมื่อสังคมเจริญเติบโตมาในภพเดิมเต็มที่แล้ว จะวิกฤติ จำเป็นต้องมีการคลอด ออกไปสู่ภพใหม่ ถ้าคลอดไม่ได้ก็เช่นเดียวกัน จะตายทั้งแม่ทั้งลูก อาจารย์เสมนอกจากเป็นสูติแพทย์ที่ทำคลอดคน ผมว่าท่านอยู่ในอีกสถานะหนึ่ง คือเป็นหมอทำคลอดทางสังคม ที่ช่วยให้สังคมนั้นสามารถคลอด หรือจุติไปสู่ภพใหม่ได้ โดยแม่ไม่ต้องตาย ลูกไม่ต้องตาย ผมคิดว่าเราเป็นคนโชคดีอย่างยิ่ง ที่มีผู้ใหญ่อย่างท่านอาจารย์หมอเสมซึ่งเป็นคนที่หาได้ยากอย่างยิ่ง ถ้าสังคมไทยจะเคลื่อนไปโดยปราศจากความรุนแรงถึงเลือดตกยางออก เสียเลือดเสียเนื้อก็เพราะเรามีผู้ใหญ่อย่างท่านอาจารย์เสม พริ้งพวงแก้ว ซึ่งเป็นบุคคลอุดมคติ เป็นปูชนียบุคคลของเรา มูลนิธิโกมลคีมทองจึงมีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ในวันนี้คนดี ๆ อย่างท่านอาจารย์หมอเสม จะมากล่าวปาฐกถา "สืบสายธารตำนานนักอุดมคติ ผ่านหัวใจปู่ สู้นักอุดมคติแห่งสามัญชน" ขอกราบเรียนเชิญท่านอาจารย์หมอเสม พริ้งพวงแก้ว ๔ ปาฐกามูลนิธิโกลด์มทอง ประจำปี ๒๕๔๔ มูลนิธิโกลด์มทอง สืบสายธารตำนานนักอุดมคติ : ผ่านหัวใจปู่สู่นักอุดมคติแห่งสามัญชน ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2001

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
คุยกับผู้อ่าน : ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสุข (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 315 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548)
21% Match
คุยกับผู้อ่าน : ยาม้าฆ่าคนบนถนน (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 140 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2533)
20% Match
คุยกับผู้อ่าน : สืบ นาคะเสถียร เขาตายเพื่อปลุกมโนสำนึกของชาติ (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 138 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2533)
14% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• มูลนิธิ

• อุดมคติ

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2001

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้