auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (4 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

พุทธวิธี (ลัดตรง) สร้างสุข (ที่นี่และเดี๋ยวนี้) ครั้งที่4 ตอนศรัทธา และการสวดมนต์ วิธีสร้างสุขที่กำไรมหาศาล

chrome_reader_modeคำอธิบาย

“ศรัทธา” เปรียบเหมือนเครื่องรับในตัวเรา เมื่อเรามีศรัทธาก็จะไปกระตุ้นต่อมความสุข ทำให้ความสุขแผ่ซ่านไปทั้งเนื้อทั้งตัว การสวดมนต์ด้วยศรัทธาทำให้เกิดความสุข ถ้าเข้าใจการสวดมนต์ทำให้เกิดความสุขอย่างง่าย ๆ

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

# ศรัทธา และการสวดมนต์ วิธีสร้างสุขที่กำไรมหาศาล สำหรับการบ้านที่ให้แต่ละครั้ง ต้องทำสะสมอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เหมือนเรียนวิชาที่ทำแบบแยกส่วน แต่ละครั้ง ๆ เป็นเอกเทศจากกัน ทั้งหมดมีผลบูรณาการซึ่งกันและกัน แม้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญาล้วน ๆ แต่ก็ไม่ทิ้งศรัทธา แต่เป็นศรัทธาที่เกิดจากปัญญา ไม่ใช่ศรัทธาแบบบังคับให้เชื่อ ต่อเมื่อเข้าใจ ปฏิบัติ และได้ผลจากการปฏิบัติแล้ว จะเกิดศรัทธาอย่างใหญ่หลวง ศรัทธาเลยกลายเป็นเครื่องนำสุขมาให้แบบเปิดปูบติดปั๊บทันที หรือเกิดความสุขฉับพลัน (Instant happiness) เป็นกำไรอย่างมหาศาล ท่านจึงจัดศรัทธาเป็นองค์ที่ ๑ ในหมวดธรรมที่เรียกว่า อินทรีย์ ๕ พละ ๕ อันได้แก่ ## ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ถ้าเราศึกษามาตามลำดับตามที่กล่าวมาแล้ว ๓ ตอน จะซาบซึ้งคุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือ พระรัตนตรัย พระพุทธเจ้าทรงมีพระปัญญาที่ยิ่งใหญ่ ที่ทรงค้นพบความจริงตามธรรมชาติอันเข้าใจได้ยากและนำมาเปิดเผย เผยแพร่ แนะนำ สั่งสอน ให้มนุษย์สามารถเข้าถึงความจริง อันทำให้ดับทุกข์ดับโศก สร้างสุข สงบเย็น ช่างทรงพระคุณอันประเสริฐจริง ๆ พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์เป็นปัญญาอันประเสริฐ ที่ช่วยให้มนุษย์พ้นทุกข์ได้ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ นำพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์มาปฏิบัติ ให้เป็นตัวอย่างที่คนทั้งหลายดูเป็นตัวอย่าง เรียนรู้ และเข้าถึงการพ้นทุกข์ได้ ทั้งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีจุดประสงค์อย่างเดียวกัน คือ นำมนุษย์ออกจากทุกข์ บรรลุความสงบเย็น จากการลดกิเลสตัณหาจากอัตตาตัวตนเอง หรือการเข้าถึงความว่างจากกิเลสตัณหาจากอัตตาตัวตนเอง ๑ นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือจะแทนพระรัตนตรัยด้วยคำว่า พุทโธ คำเดียวก็ได้ พุทโธ ๆ ก็หมายถึง ทั้งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นึกถึงหรือได้ยินคำว่าพุทโธเมื่อใด อัตตา ตัวตนลดลง หรือคิดถึงความว่างจากตัวตน (สุญญตา หรือ ศูนยตา) หรือนิพพาน ถือนิพพาน คือ ความว่างเป็นอารมณ์อยู่เป็นเนืองนิตย์ นึกถึงความว่างเมื่อใดก็มีสุขทันที อาจบริกรรมว่า "นิพพานัง ปรมัง สุญญัง" = นิพพาน เป็นความว่างอย่างยิ่ง สุญญตา หรือ สุญญัง หมายถึงความเป็นศูนย์ หรือในภาษาสันสกฤตว่า "ศูนยตา" ก็ได้ หมายถึง ความเป็นศูนย์ หรือความว่าง จิตที่เข้าถึงความว่างก็จะเป็นสุขอย่างยิ่ง เราหัดทำเช่นนี้ไว้เสมอ ๆ เสมือนเป็นการสร้างเครื่องรับ (Receptor) ไว้ในตัว เครื่องรับ สัญญาณ เมื่อมีสัญญาณ พุทโธ ธัมโม สังโฆ หรือ นิพพานัง ปรมัง สุญญัง หรืออะไรก็ตามที่ทำให้นึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สัญญาณก็จะไปกระตุ้น "ต่อมความสุข" ทำให้เกิดความสุข ซึมซ่านไป ทั่วตัว ทำบ่อย ๆ เครื่องรับก็จะมีความไวขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเมื่อนึกถึงก็เกิดความสุขทันที และจะ รู้สึกเป็นบุญยิ่งนักที่เรามีเครื่องรับอย่างนี้อยู่ในตัว ในประเทศไทยเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ทาง พระพุทธศาสนา เช่น วัดวาอาราม โบสถ์วิหาร พระเจดีย์ พระพุทธรูป พระสงฆ์ทรงจีวรสีเหลือง ถ้ามี เครื่องรับอยู่ในตัว สัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนาเหล่านี้ก็จะส่งสัญญามาเข้าเครื่องรับในตัวเรา ส่ง กระแสความสุขซึมซ่านไปทั่วตัว "ศรัทธา” จึงเปรียบเหมือนเครื่องรับในตัวเรา เมื่อเรามีศรัทธามันก็จะไปกระตุ้นต่อมความสุข ทำให้ความสุขแผ่ซ่านไปทั้งเนื้อทั้งตัว การสวดมนต์ด้วยศรัทธาทำให้เกิดความสุข ถ้าเข้าใจ การสวดมนต์ทำให้เกิดความสุขอย่างง่าย ๆ กำไรอย่างงาม การสวดมนต์ทำหน้าที่อย่างน้อย ๔ อย่าง ดังนี้ (๑) เพิ่มพูนศรัทธา (๒) เป็นการเจริญสติอยู่กับคำสวด (๓) ทำให้จิตนิ่งเป็นสมาธิ มีการทดลองสมัยใหม่ที่แสดงว่า ถ้าตารับรูปอะไรอย่างเดียวอยู่นาน ๆ หรือ ได้ยินอะไรซ้ำ ๆ อยู่ มันจะหยุดรับ ทำให้จิตนิ่งเป็นสมาธิ มนุษย์รู้ในภาคปฏิบัติมาแต่โบราณว่า ๒ ถ้าเพ่งอะไรอยู่นาน ๆ จะเกิดสมาธิ เช่น เพ่งเปลวเทียน หรือเพ่งธูป เขาเรียกว่า เพ่งกสิณ การ บริกรรมคำอะไรซ้ำ ๆ จึงเกิดสมาธิ ทุกศาสนาจึงมีการบริกรรมหรือสวดมนต์เพื่อทำให้จิตสงบ เกิดสมาธิ คนแก่จึงชอบสวดมนต์เพราะทำให้เกิดความสุข ไม่ต้องแก่ก็สวดได้ (๔) เกิดปัญญาเพราะมนต์ต่าง ๆ มักบ่งบอกความจริงของชีวิตไปด้วย ถ้าเข้าใจตามที่กล่าวมาแล้ว ๓ ตอน ก็จะเข้าใจว่าทำไมการสวดมนต์จึงเป็นการเจริญปัญญาไปด้วย การสวดมนต์จึงเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ทำให้เกิดศรัทธา สติ สมาธิ ปัญญา ควรหัดสวดไว้บ่อย ๆ เวลาที่ดี คือ ก่อนนอน และหลังตื่น นอน พระท่านทำวัตร คือ สวดมนต์พร้อมกันในโบสถ์เช้าเย็น คนมุสลิมทำละหมาด วันหนึ่งตั้ง ๕ ครั้ง เพราะฉะนั้นจะสวดมนต์เมื่อใดก็ได้ เช่น ขณะนั่งรถ ขณะนั่งรอ แทนที่จะรออะไรด้วยความ กระวนกระวาย ถือโอกาสสวดมนต์เสียเลย การสวดมีทั้งออกเสียง และการสวดในใจ สุดแต่กาละ และเทศะ การออกเสียงทำให้ได้ยินช่วยผูกสติและสมาธิอีกทางหนึ่ง อีกประการหนึ่งทำให้เกิด กระแสคลื่นแผ่ไปในทรวงอก ลองทดลองดู ออกเสียง “โอม” หรือ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง จะรู้สึกมีคลื่นแผ่ไปในทรวงอก เหมือนมี กระแสธรรมแผ่ไปในเนื้อในตัว มีหนังสือสวดมนต์ที่ใช้กันทั่ว ๆ ไป หรือ จะเลือกมนต์บทใดที่ชอบมาสวดก็ได้ มนต์ที่ผมสวดเป็นประจำจนคุ้นเคยมี ๑๑ บท คือ ๑. อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา ... สวากขาโต ภควตา ธัมโม ... สุปฏิปันโน ภควโต สาวะกะสังโฆ ... อย่างที่สวดกันทั่ว ๆ ไป ๒. นะโมตัสสะ ๓ รอบ อย่างที่สวดกันทั่ว ๆ ไป ๓. บทพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ แต่เป็นชนิดยาวกว่าธรรมดาเล็กน้อย คือ พุทธัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สรณัง คัจฉามิ (๓ จบ) ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง = ตลอดชีวิตจนถึงพระนิพพาน คัจฉามิอย่างยาวนี้ ผมเอามาจากหนังสือสวดมนต์ชื่อ “คิริมานนทสูตร” ของ สำนักพิมพ์เลี่ยงเซียง ๓ อีกเล่มหนึ่งของสำนักพิมพ์นี้ คือ "โพณังคปริตร" ภาพแสดงปกหนังสือสามเล่ม: 1. **ปกซ้าย:** แสดงภาพพระพุทธรูปนั่งสมาธิในท่าดอกบัว พร้อมกับภาพต้นไม้และภูเขา มีข้อความว่า "พุทธฤทธิ์ พิชิตโรค จิรมาณเทสูตร" และ "ยาขนานนอก รักษากาย-ใจ ยามเจ็บป่วย" 2. **ปกกลาง:** แสดงภาพพระพุทธรูปนั่งสมาธิในท่าดอกบัว พร้อมกับภาพเด็กสองคนกำลังทำสมาธิ มีข้อความว่า "โพณังคปริตร พุทธฤทธิ์ พิชิตโรค" 3. **ปกขวา:** เป็นปกหนังสือที่มีภาพพระพุทธรูปนั่งสมาธิในท่าดอกบัว พร้อมกับภาพต้นไม้และภูเขา มีข้อความว่า "บทสวดมนต์ ที่ทำให้ผู้ป่วยมีกำลังใจ เพื่อนำพรพุทธเจ้า เคล็ดหมายเยี่ยมไข้" และ "ยาขนานนอก รักษากาย-ใจ ยามเจ็บป่วย" **ปกขวาล่าง:** แสดงภาพมือที่กำลังสวดมนต์ มีข้อความว่า "บทสวดมนต์ พระสูตร ปฐมโพธิกาล" และ "ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงเมื่อ ๒๖๐๐ ปีที่แล้ว" **รูปที่ ๔ หนังสือสวดมนต์** **ข้อความท้ายหน้า:** ๔ ลงรูปหน้าปกหนังสือสวดมนต์ไว้ให้ดู ๓ เล่ม ก็ลองหามาดูว่าจะถูกจริตหรือไม่ ที่ผมชอบบทคัจฉามิที่ยาวขึ้น เพราะมีคำว่า นิพพานัง เวลาสวดแล้วทำให้นึกถึง สภาวะนิพพาน หรือ ความสงบเย็นที่ปราศจากตัวตน ๔. อิติปิ โส ภะคะวา ... สฺวากขาโต ภควตา ธัมโม ... สุปฏิปันโน ภควโต สาวกสงฺโฆ ... (อย่างที่สวดกันทั่ว ๆ ไป) ๕. บทปฏิจฺจสมุปบาท ดังนี้ อวิชชา ปัจจยา สังขารา ... ( ความไม่รู้ ) เป็นปัจจัยให้เกิด สังขาร ) สังขาระ ปัจจยา วิญญาณัง ... ( สังขาร ) เป็นปัจจัยให้เกิด วิญญาณ ) วิญญาณะ ปัจจยา นามะรูปัง ... ( วิญญาณ ) เป็นปัจจัยให้เกิด นามรูป ) นามะรูปะ ปัจจยา สหายะตะนัง ( นามรูป ) เป็นปัจจัยให้เกิด อายตนะหก ) สหายะตะนะ ปัจจยา ผัสโส ( อายะตะนะหก ) เป็นปัจจัยให้เกิด ผัสสะ ) ผัสสะ ปัจจยา เวทนา ( ผัสสะ ) เป็นปัจจัยให้เกิด เวทนา ) เวทนา ปัจจยา ตัณหา ( เวทนา ) เป็นปัจจัยให้เกิด ตัณหา ) ตัญหา ปัจจยา อุปาทานัง ( ตัณหา ) เป็นปัจจัยให้เกิด อุปปาทาน ) อุปาทานะ ปัจจยา ภโว ( อุปาทาน ) เป็นปัจจัยให้เกิด ภพ ) ภวะ ปัจจยา ชาติ ( ภพ ) เป็นปัจจัยให้เกิด ชาติ ) ชาติ ปัจจยา ชรามรณัง ( ชาติ ) เป็นปัจจัยให้เกิด ชรามรณะ ) โสกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัส สุปายาสา สัมภวันติ (ความโศกคร่ำครวญ ทุกข์กายทุกข์ใจ คับแค้นใจ จึงเกิดขึ้นพร้อม) นี่คือเหตุปัจจัยต่อเนื่อง ที่ทำให้เกิดทุกข์ ๑๑ ขั้นตอน ๕ เวลาเห็นหรือได้ยินอะไร แว็บเกิดทุกข์ทันที พระพุทธองค์ทรงจับได้ว่า มันมีเหตุผลักดัน กันต่อ ๆ ถึง ๑๑ ขั้นตอน เวลาประทับอยู่ตามลำพัง บางทีพระองค์ก็ท่องบ่นปฏิจจสมุปบาท ๑๑ ขั้นตอนนี้ ทั้งเดินหน้าและถอยหลัง เหมือนคนฮัมเพลง ผมเลยนำมาสวดด้วยบทหนึ่ง เพื่อให้เห็นขั้นตอนต่าง ๆ ของการเกิดทุกข์ และมันจะ เข้าใจไปในตัวว่าจะต้องจัดการ ณ จุดใด กระแสปัจจัยแห่งทุกข์จะถูกระงับ ถ้ายังไม่เข้าถึงทั้ง ๑๑ ขั้นตอน ก็ไม่เป็นไร ## ๖. สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา (โดยสรุป อุปทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์) ประโยคนี้ผมเอามาจากคาถาธัมมจักร หรือปฐมเทศนา ## ๗. อนิจจะสัญญา จากคิริมานนทสูตร รูปัง อนิจจัง เวทนา อนิจจา สัญญา อนิจจา สังขารา อนิจจา วิญญาณัง อนิจจา ## ๘. อนัตตะสัญญา จากคิริมานนทสูติ รูปัง อนัตตา เวทนา อนัตตา สัญญา อนัตตา สังขารา อนัตตา วิญญาณัง อนัตตา เนตัง มะมะ (นั่นไม่ใช่ของเรา) เมโส หมัสมิ (เราไม่เป็นนั่น) ๖ นเมโส อัตตาติ (นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา) ๙. วิราคะสัญญา จากคิริมานนทสูตร เอตัง สันตัง (นี้สงบ) เอตัง ปณีตัง (นี้ละเอียดปราณีต) ยทินัง สัพพะ สังขาระ สมะโถ (นั่นคือ สังขารทั้งหลาย สงบระงับ) สัพพะปริ ปฏินิสสัคโค (อุปธิทั้งปวง สลัดคืน) ตัณหักขโย (ตัณหาสิ้นไป) วิราโค (ราคะจางคลาย) นิพพานันติ (ถึงภาวะนิพพาน) ๑๐. นิโรธะสัญญา จากคิริมานนทสูตร เอตัง สันตัง เอตัง ปณีตัง ยทิทัง สัพพะสังขาระ สมะโถ สัพพุปทิ ปฏินิสัคโค ตัณหักขโย นิโรโธ นิพพานันติ ๑๑. นิพพานัง ปรมัง สุญญัง (นิพพาน ว่างจากตัวตน) ๆ ๆ ๆ จะสวดโดยไม่เข้าใจคำแปลกก็ได้ แต่ถ้าเข้าใจก็ซึมซาบรสพระธรรมไปด้วย ๗ ดังบทสวดที่ ๖ นั้น ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เมื่อตรัสถึงอริยสัจ ๔ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เมื่อตรัสถึงว่าทุกข์คืออะไร ๆ แล้วลงท้ายว่า สังขิตเตนะ = โดยสังเขป หรือสรุป ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา = อุปาทานขันธ์ ๔ เป็นทุกข์ นี้คือการสรุปหัวใจของทุกข์ทางพุทธศาสนา ว่าเกิดจากอุปาทานหรือความยึดมั่นในขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นตัวตนของตน ซึ่งไม่จริง ความจริง คือ ไม่มีตัวตน ตามด้วย บทสวดที่ ๗ ว่าขันธ์ ๕ ไม่เที่ยงหรือเป็นอนิจจา ไม่ใช่อะไรที่เที่ยงคงที่จับต้องได้ว่าเป็นเราและของเรา เป็นสิ่งที่เกิดดับไปตามเหตุปัจจัย และบทที่ ๘ ว่าขันธ์ ๕ ทุกขันธ์ เป็นอนัตตาไม่มีตัวตน บทที่ ๙ และ ๑๐ นำเข้าสู่สภาวะนิพพาน คำสวดนั้นล้วนหมายถึง สภาวะนิพพาน เอตัง สันตัง = นั่นสงบ = นิพพาน เอตัง ปณีตัง = นั่นประณีต = นิพพาน ยะทิทัง สัพพะ สังขาระ สมะโถ = สังขารทั้งหลายสงบ = นิพพาน สัพพุปทิ ปฏินิสสัคโค = การสลัดคืนอุปทิทั้งปวง = นิพพาน อุปทิ = ของหนัก = เบญจขันธ์ และกิเลส ตัณหักขโย = การสิ้นไปของตัณหา = นิพพาน วิราโค = การจางคลายจากราคะ = นิพพาน นิโรโธ = การสงบระงับ = นิพพาน นิพพานันติ = การเข้าถึงนิพพาน เหมือนกับพูดว่า นิพพาน ๆ ๆ ๆ ตบท้ายด้วยบทที่ ๑๑ ว่า นิพพานัง ปรมังสุญญัง = นิพพานเป็นความว่างอย่างยิ่ง แล้วก็สวด ซ้ำ ๆ ว่า นิพพานัง ปรมัง สุญญัง จนกลายเป็นบริกรรมไปเลย ตามความพอใจ ถ้าสวดมามาก ๆ จนเกิด ฉันทะ ก็จะกลายเป็นความสุข ประดุจบรรลุนิพพานไปเลย ๘ การสวดมนต์แรก ๆ แม้แต่ปากสวด แต่จิตเตลิดไปคิดอะไรต่ออะไรเสียตั้งนานโดยไม่รู้สึกตัว ก็อย่าไปโกรธมันมันเป็นเช่นนั้นเอง เพราะจิตเหมือนลูกลิงไม่หยุดนิ่ง ก็ต้องพยายามด้วยวิธีต่าง ๆ ให้จิต **จดจ่ออยู่กับคำสวด** หรือมีสติเป็นการฝึกสติ ท่านจึงเรียกการสวดที่อ้างถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็น พุทธานุสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ การสวดอย่างมีคุณภาพ คือ ให้จิตอยู่ในคำสวดทุก ๆ คำ เช่น **อะ ระ หัง สัม มา สัม พุทโธ ภะคะวา ...** เรื่อยไปทุกคำ ถ้าสติดีจิตก็จะอยู่กับทุกคำ ตั้งแต่ต้นไปจนคำสุดท้าย ถ้าได้อย่างนั้น การสวดก็จะมีคุณภาพมาก อีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้จิตอยู่กับคำสวดได้ ก็คือ ## วิริยะ วิริยะ มีบทบาทสำคัญมากในการปฏิบัติธรรม ปรากฏอยู่ในหมวดธรรมหลายหมวด เช่น อิทธิบาท ๔ = ฉันทะ **วิริยะ** จิตตะ วิมังสา อินทรีย์ ๕ พละ ๕ = ศรัทธา **วิริยะ** สติ สมาธิ ปัญญา โพชฌงค์ ๗ = สติ ธัมมะวิจยะ **วิริยะ** ปิติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา วิริยะ กับ วีระ มาจากรากศัพท์เดียวกัน หมายถึง ความกล้าหาญ แกล้วกล้า เอาจริงเอาจังเข้มแข็ง ความเพียร ไม่ท้อถอย หรือความเข้มแข็งทางจิตใจ ถ้าเรียนแต่ทฤษฎีไม่ได้ลงมือปฏิบัติ จะไม่เข้าใจคุณค่าของวิริยะ แต่ในการปฏิบัติจริงจะรู้ความสำคัญยิ่งของวิริยะ เพราะถ้าจิตใจอ่อนแอไม่เอาจริงเอาจัง จิตจะเตลิดไปได้ง่ายไม่สามารถจดจ่อรู้อยู่กับปัจจุบัน ฉะนั้น ถ้าในการสวดมนต์ก็ดี หรือในการเจริญอานาปานสติที่กล่าวในตอน ๓ ก็ดี ถ้าพบว่าจิตไม่สามารถจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน คอยเตลิดไปคิดโน่นคิดนี้ ต้องใช้องค์ธรรมข้อวิริยะ คือ ฉันจะเอาจริงเอาจัง แกล้วกล้า เข้มแข็ง ทำให้ได้ สติสมาธิก็จะเกิดง่ายขึ้น ทำให้เข้าใจว่าทำไมศรัทธาและวิริยะจึงมีบทบาทใหญ่ในการเจริญสติ สมาธิ ปัญญา ๙ ตรงนี้จะเข้าใจว่า สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงนำมาสั่งสอนนั้นเป็นปัญญาที่ได้มาจากการปฏิบัติจริง ไม่ใช่คิดเอาโดยตรรกะ ท่านจึงแบ่งปัญญาไว้ เป็น ๓ ประเภท คือ ๑. สุตะ มยะ ปัญญา สุตะ = ฟัง มยะ = โดยทาง แปลว่า ปัญญาที่เกิดจากการฟัง หรือการ รับรู้ข้อมูล ความรู้ต่อ ๆ นี้ เป็นปัญญาขั้นต้น ๒. จินตา มยะ ปัญญา จินตา = คิดด้วยความเป็นเหตุเป็นผล คือ รับรู้หรือได้รับข้อมูลอะไรมา ก็เอามาคิดด้วยตรรกะ หรือความเป็นเหตุเป็นผล ทำให้ได้ความรู้หรือทางทฤษฎีทฤษฎีต่าง ๆ เช่น ความรู้ในตำราทั้งหลาย ๓. ภาวนา มยะ ปัญญา ภาวนาหมายถึงปฏิบัติหรือพัฒนา (Development) เป็นปฏิบัติปัญญา ปัญญาที่เกิดจากประสบการณ์จริง เกิดขึ้นในเนื้อในตัวจริง ๆ ไม่ใช่เป็นความรู้นอกตัว เหมือน สุตะมยะปัญญา และ จินตามยะปัญญา การศึกษาโดยท่องวิชา จึงเป็นเพียงความรู้ขั้นแรก วิทยาศาสตร์อย่างที่รู้จักกัน เป็นความรู้ขั้นที่ ๒ ปฏิบัติปัญญาเป็นปัญญาขั้นที่สาม การเรียนรู้ธรรมะโดยทฤษฎีโดยไม่ได้ปฏิบัติ จะไม่เข้าใจหลายอย่างที่พระพุทธองค์นำมาสั่งสอน เพราะพระองค์ได้มาจากปฏิบัติปัญญา คิดเอาโดยตรรกะก็ไม่ออก หรือคิดเอาโดยตรรกะก็ไม่ใช่ ตรงนี้ จะทำให้เข้าใจว่า ที่พระพุทธองค์ตรัสใน**กาลามสูตรว่า** อย่าปลงใจเชื่อแม้สอดคล้องกับการคิดด้วย ตรรกะ ต่อเมื่อปฏิบัติแล้วได้ผลดีจริง จึงควรเชื่อ เพราะฉะนั้น วิธีหนึ่งที่จะเอาชนะการที่จิตไม่จดจ่ออยู่กับคำสวด หรือลมหายใจในการเจริญ อานาปานสติ ที่กล่าวถึงในตอน ๓ คือ การฮึดฮัดตั้งใจ เอาจริงเอาจัง หรือ วิริยะ การสวดมนต์อาจสวดหลายเที่ยว หรือสวดบ่อย ๆ ก็ได้ เมื่อทำบ่อย ๆ จนเกิดฉันทะ และศรัทธา พอเริ่มสวดก็จะเกิดความปิติสุขแผ่ซ่านไปในตัว รู้สึกว่าเรามีบุญที่สวดมนต์เป็น เมื่อสวดไป ๆ จิตสงบจะหดสั้นเป็น**คำบริกรรม** เช่น พุทโธ พุทโธ ๆ ๆ ๆ โดยคำว่าพุทโธ เป็น ตัวแทนของมนต์ทั้งหมด หรือธรรมทั้งหมด ๑๐ หัดสวดมนต์และบริกรรมจนเป็นนิสัย ก็จะมีความสุขเป็นวิสัย และก็จะเข้าใจซึมทราบว่า ทำไม พระพุทธองค์ทรงใช้คำว่าอินทรีย์ ๕ พละ ๕ อันหมายถึง ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ซึ่งหนุน เนื่องกันเป็นวง ดังรูปที่ ๕ คือ ศรัทธาหนุนวิริยะ หนุนสติ หนุนสมาธิ หนุนปัญญา ปัญญาทำให้ศรัทธา เพิ่มขึ้น ... เป็นวัฏฏะที่มีกำลังเพิ่มขึ้น ๆ โดยศรัทธาก็ทำให้เกิดสุข วิริยะก็ทำให้เกิดสุข สติก็ทำให้เกิด สุข สมาธิก็ทำให้เกิดสุข ปัญญาก็ทำให้เกิดสุข ร่วมกันทั้ง ๕ ก็ยิ่งทำให้เกิดสุข รูปที่ ๕ วัฏฏะของอินทรีย์ ๕ พละ ๕ สุขที่ว่านี้ไม่เกิดโดยทฤษฎี แต่ถ้าปฏิบัติก็จะรู้รสได้ด้วยตนเอง การรู้รสได้ด้วยตนเอง เรียกว่า "สันทิฏฐิโก" (ยังมีต่อ) ๑๑ โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี พุทธวิธี (ลัดตรง) สร้างสุข (ที่นี่และเดี๋ยวนี้) ๒๑ เม.ย. ๖๖ พุทธวิธี (ลัดตรง) สร้างสุข (ที่นี่และเดี๋ยวนี้) ๑๒ เรื่อง ๑๒ เดือน ทุกวันศุกร์ สัปดาห์ที่ ๒ ตลอดปี ๖๖ ณ สวนโมกข์ กรุงเทพ ๑๓.๓๐ - ๑๕.๓๐ รับชมการถ่ายทอดสด * LIVE กิจกรรมสวนโมกข์กรุงเทพ ชมย้อนหลังได้ทาง * YouTube มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ * YouTube หอจดหมายเหตุพุทธทาส ลงทะเบียน BA หมอ ชาวบ้าน SAKDIHBORNSUP FOUNDATION มูลนิธิกษัตริย์พรทรัพย์ สสส สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ รัฐมนตรีว่าการณพูนพิทยาลัย มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ # พุทรวิธี (ลัดตรง) สร้างสุข (ที่นี่และเดี๋ยวนี้) ## เน้นวิธีลัดตรง ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ### เพิ่มเติมการเจริญสติ * มรรคอันนำไปสู่สมาธิ ปัญญา * ดึงออกมาจาก ความคิด มาสู่การ รู้อยู่กับปัจจุบัน * การจับสติอยู่กับปัจจุบัน * หายใจให้ยาว * ใช้การนับ * จับลมหายใจ * จับท้อง ### พลังแห่งปัจจุบันชนะ * ให้รู้อยู่กับปัจจุบัน * แยกจิตออกจากกาย ### มีสติ * ว่าง ไร้ตัวตน * จิตอยู่ในความว่าง * ไม่ทุกข์ ไม่สุข ### มุนุษย์ * กาย * จิต * จิตประภัสสร (สะอาด สว่าง) ต้อง หลุดออกจากอำนาจของกาย จิตจะเป็นอิสระ โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี BBA หมอ ชาวบ้าน SAKHONRANSEKOL สสส สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ # การคิด/สังขาร ทำให้เกิดทุกข์ * สังขาร ➜ ปรุงแต่ง/คิดปรุงแต่ง * ปรุงแต่ง(สร้างขึ้น) ➜ มีหลายส่วนประกอบ "คหการ์ คเวสนุโต" ตามหาอยู่ ซึ่งนายช่างปลูกเรือน "วิสังขาระ คะตัง จิตตัง" จิตของเราได้ไปถึงแล้ว ซึ่งไม่มีการปรุงแต่ง "ตัณหานัง ขะยะมัชฌะคา" ถึงแล้วซึ่งความสิ้นไป แห่งตัณหา การคิดปรุงแต่ง เอาสิ่งที่รับรู้เข้ามา เอาความจำเข้ามา โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี BBA หมอ บ้าน SANGCHABARNUP สถาบันบำราศนราดูร สสส สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ # เบญจขันธ์ ชีวิต คือ เบญจขันธ์ รูป (กาย) จิต เวทนา → ความรู้สึก สัญญา → ความจำ สังขาร → การคิด วิญญาณ → การรู้ "อิทัปปัจจยตา" มองทุกอย่างเป็น กระแสของเหตุปัจจัย อายตนะ เครื่องรับรู้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (ธรรมารมย์) อารมณ์ = สิ่งที่ดูทรับรู้ โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี BBA หมอ SAUDI ARABIA สสส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ # เมื่อมีการกระทบกันระหว่าง อายตนะ ภายในและภายนอก ผัสสะ ➜ ๓ ปัจจัย มากระทบกัน * **"โลกุตตระ" เหนือโลก** * ความไม่รู้ (อวิชชา) เป็นต้นเหตุของความทุกข์ * ปัญญา เป็นต้นเหตุของความสุข * **"อวิชชา" สังขาร** * ความไม่รู้เป็นปัจจัย ให้คิดปรุงแต่ง ทำให้ เกิดทุกข์ * อุปาทาน ยึดมั่นในความเป็นตัวตน * อนัตตา ความไม่มีตัวตน * **"อนัตตลักขณสูตร"** * ให้อยู่ในวิหารแห่งการเห็น ความเป็นอนัตตา * เข้าใจ ขบวนการเบญจขันธ์ รู้เท่าทัน จะรู้จุดสกัด * อินทรียสังวร รู้ตั้งแต่กระทบ * เวทนาทำให้เกิดตัณหา เกิด อุปาทานขันธ์ ๕ (ทุกข์) โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี BIA หมอ SAMAHERNISUP สสส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ # ทดลองความจริง ๑. ทุกข์โหมนัส -> ทุกข์กาย ทุกข์ใจ ๒. ทุกข์ใจ เกิดจากความอยาก ๓. ทดลอง -> หิว -> อยากให้หายหิว -> ไม่อยาก=ไม่ทุกข์ -> นอนไม่หลับ -> อยากให้หลับ -> ไม่อยาก=ไม่ทุกข์ ๔. มีสติ -> ไม่ทุกข์ ๕. รู้ อิทัปปัจจยตา -> ไม่ทุกข์ -> เป็นอยู่ด้วยปัญญา ๖. ธรรมะ การเข้าถึงความจริงที่เหนือตัวตน (โลกุตรธรรม) โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี B.A หมอ ก้าวเท้า SAKHBIRANUSUP สสส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี พุทรวิธี (ลัดตรง) สร้างสุข (ที่นี่และเดี๋ยวนี้) ส่วนโมกข์กรุงเทพ • B&A ๑๒ เรื่อง ๑๒ เดือน ทุกวันศุกร์ สัปดาห์ที่ ๒ ตลอดปี ๖๖ ณ ส่วนโมกข์ กรุงเทพ ล้อมวงสนทนา กับหมอประเวศ ครั้งที่ ๔ วันศุกร์ ๒๑ เม.ย. ๖๖ สองหมอชวนคุย ผ่านประสบการณ์ ของอาจารย์ประเวศ ๑๓.๓๐ - ๑๕.๓๐ ครั้งนี้ อาจารย์หมอประเวศวะสี มา คู่กับ คุณหมอบัญชา พงษ์พานิช จะมาชวนคุยแบบเนื้อ ๆ เน้น ๆ ใคร มีอะไรอยากถาม อยากแลกเปลี่ยน เรียนเชิญลงทะเบียนได้ตรงนี้เลย ลงทะเบียนเข้างาน B&A หมอ ชาวบ้าน SANGKHOMNISUP สสส สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ LIVE f กิจกรรมสวนโมกข์ กรุงเทพ

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

จิตใจ

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2022

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
คุยกับผู้อ่าน : ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสุข (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 315 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548)
19% Match
คุยกับผู้อ่าน : ยาม้าฆ่าคนบนถนน (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 140 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2533)
13% Match
สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่
9% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• การสวดมนต์

• ศรัทธา (พุทธศาสนา)

history_eduหมวดหมู่

จิตใจ

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2022

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้