auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (4 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
คำว่า “สติปัฏฐาน 4” เป็นคำที่ใช้บ่อยมากในทางพระพุทธศาสนา หมายถึง การมีสติระลึกรู้ในฐานทั้ง 4
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
# ๕ สติปัฏฐาน ๔ สมถะกับวิปัสสนา และนานาวิถี คำว่า "สติปัฏฐาน ๔" เป็นคำที่ใช้บ่อยมากในทางพระพุทธศาสนา หมายถึง การมีสติระลึกรู้ ในฐานทั้ง ๔ คือ ๑. ระลึกรู้ในฐานะกาย = กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เช่น ระลึกรู้ลมหายใจเข้าออก รู้การก้าวย่าง หรือในอิริยาบถต่าง ๆ ๒. ระลึกรู้ในฐานะเวทนา = เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือความรู้สึก รู้สึกสุขก็รู้ รู้สึกทุกข์ก็รู้ รู้สึกพอใจ หรือไม่พอใจ (โกรธ) ก็รู้ ๓. ระลึกรู้ในฐานะจิต = จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน เช่น จิตฟุ้งซ่านก็รู้ จิตสงบก็รู้ จิตมีกิเลส จิตไม่มีกิเลสก็รู้ ๔. ระลึกรู้ในฐานะธรรม = ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือความจริง เช่น ความไม่เที่ยง (อนิจจัง) ความทุกข์ (ทุกขัง) ความไม่มีตัวตน (อนัตตา) การ สงบจากราคะ (วิราคะ) การดับกิเลส (นิโรธ) เป็นต้น ชาวพุทธจะพูดคล่องปากว่ามีสติใน กาย เวทนา จิต ธรรม การบรรยายครั้งนี้ เป็นตอนที่ ๕ แล้ว หวังว่าการบ้านที่ให้ในตอนก่อน ๆ คงจะทำให้ผู้ฝึกปฏิบัติ ได้มีประสบการณ์เกี่ยวกับ สติ สมาธิ ปัญญา พอสมควร ระบบอานาปานสติ ที่พระพุทธองค์ทรงสอนเป็นอันมากด้วยพระองค์เอง เป็นระบบที่สมบูรณ์ ของการเจริญสติ สมาธิ ปัญญา ครบทั้ง ๓ อย่าง จนถึงที่สุดแห่งทุกข์ ที่ตำรับตำราว่าด้วยอานาปานสติจำนวนมาก ที่อธิบายดีที่สุด คือ "คู่มือศึกษาและปฏิบัติธรรม แบบอานาปานสติฉบับสมบูรณ์" ๑ รูปที่ ๖ ปกหนังสืออานาปานสติ ท่านอาจารย์พุทธทาสบรรยายเรื่อง การปฏิบัติอานาปานสติหลายครั้ง มีผู้ถอดเทปนำไปตีพิมพ์ เป็นเล่มหนังสือชื่อคล้าย ๆ กัน แต่เล่มที่ดีที่สุด คือ เล่มที่เอาหน้าปกมาลงให้ดู ผู้ที่ต้องการศึกษาและปฏิบัติอย่างเป็นระบบ ๑๖ ขั้นตอน สามารถศึกษาจากหนังสือเล่มนี้ ซึ่ง จะทำให้เข้าใจเรื่องพระพุทธศาสนาทั้งหมดเชิงปฏิบัติ โดยสรุปอย่างชัดเจน สมถะกับวิปัสสนา <table><tr><td>สมถะ</td><td>หมายถึง</td><td>สมาธิ</td></tr><tr><td>วิปัสสนา</td><td>หมายถึง</td><td>ปัญญา</td></tr><tr><td>ปัสสนะ</td><td>=</td><td>เห็น</td></tr><tr><td>วิปัสสนา</td><td>=</td><td>เห็นอย่างยิ่ง = ปัญญา</td></tr></table> ๒ สมถะ หรือ สมาธิ มีการปฏิบัติกันมาก่อนโดยพวกฤๅษี ดาบส โยคี ด้วยการเพ่งจิตแน่วแน่ที่สิ่ง ใดสิ่งหนึ่ง ที่มีรูปหรือไม่มีรูป จนจิตนิ่งแน่วแน่ สภาพจิตนิ่งแน่วแน่และลึกเรียกว่า ฌาน เป็นระดับ ต่าง ๆ คือ ฌาน ๑, ๒, ๓, ๔, ๕, ๖, ๗, ๘ เป็นรูปฌาน ๔ และอรูปฌานอีก ๔ สมาธิทำให้จิตสงบ ไม่รับรู้อะไร ไม่คิดอะไร (แต่ก็ไม่รู้อะไรเหมือนกัน) ปราศจากนิวรณ์และ กิเลส จึงมีความสุขอย่างยิ่ง เรียกว่า **สมาธิสุข** พระพุทธองค์เคยเรียนกับดาบสทั้ง ๒ และทรงทำได้ถึง ฌาน ๘ แต่ก็ทรงเห็นว่าไม่ทำให้พ้นทุกข์ สมาธิเหมือนก้อนหินที่ทับหญ้าหรือกิเลสไว้ เมื่อกลิ้งก้อนหิน ออก หญ้าหรือกิเลสมันก็กลับมาใหม่ โยคีสิทธัตถะจึงละทางสมถะ แสวงหาทางปัญญาต่อไป นั่นคือ**วิปัสสนา** ในขณะที่ **สมถะ คือ** **การนิ่ง** วิปัสสนา คือการรู้ การรู้เป็นปัญญาที่ทำให้หลุดพ้น เป็นอิสระจากกิเลสตัณหา ประสบความ สงบเย็น หรือพ้นทุกข์อย่างถาวร พวกฝรั่งที่เจริญสติ หรือเจริญสมาธิด้วยวิธีต่าง ๆ ที่เรียกว่า meditation มักใช้คำว่า **Vipussana** คลุมไปหมด ใช่บ้าง ไม่ใช่บ้าง แต่ก็ไม่เป็นไร ขอให้เรารู้เท่าทันว่า อะไรเป็นอะไร และให้ กำลังใจต่อกัน สมถะ จิตเป็นสมาธิแน่วแน่ เรียกว่า **ฌาน** สติ จิตตามรู้ ทำให้เกิดปัญญา หรือ **ญาณ** ต้องรู้ว่า **ฌาน** กับ **ญาณ** ต่างกัน ฌานเป็นเรื่องของสมาธิ ส่วนญาณเป็นเรื่องของปัญญา ในการเจริญสติมีสมาธิอ่อน ๆ ร่วมอยู่ด้วย แล้วจะแยกไปสายสมาธิ หรือสายปัญญาก็ได้ (รูปที่ ๗) ๓ รูปที่ ๗ สมถะกับวิปัสสนา ถ้าไปทางสมาธิ จิตก็นิ่ง จนไม่รู้ เมื่อไม่รู้ก็ไม่เกิดปัญญา แต่เกิดฤทธิ์ทางใจได้ เรียกว่า มโนมยิทธิ แต่จากฌานขั้นสูง ถอนลงมาเป็นสมาธิขั้นต่ำ แล้วไปทางสายปัญญาได้ (ดูลูกศรในรูปที่ ๗) วิปัสสนา หรือ ทางสายปัญญา ไม่นำไปสู่ฤทธิ์ทางจิต แต่นำไปสู่นิพพาน สมถะ กับ วิปัสสนา จึงมีส่วนร่วมและส่วนแยกกันดังกล่าว บางทีก็ใช้ ๒ คำติดกันว่า **สมถะ วิปัสสนา** **นานาวิถีแห่งสมถะวิปัสสนา** สมถะหรือสมาธินั้น พวกฤๅษีทำกันมาก่อนพุทธกาล โดยการเพ่งสิ่งต่าง ๆ จนจิตแน่วแน่ เช่น เพ่งดิน เพ่งน้ำ เพ่งไฟ เรียกว่า **เพ่งกสิณ** หรือบริกรรมคำอะไรซ้ำ ๆ กัน จนจิตนิ่ง ในปัจจุบันทางวิทยาศาสตร์รู้ว่า ถ้าประสาทรับรู้อะไรซ้ำ ๆ กัน มันจะหยุดรับรู้ทำให้จิตนิ่ง (สมาธิ) มีการประดิษฐ์เครื่องครอบตา และครอบหู ให้ตารับภาพเดียว และให้หูรับเรื่องเดียว จิตก็นิ่ง เป็นสมาธิ อุปกรณ์สมาธินี้เมื่อสวมเข้าไปจิตก็เป็นสมาธิ เหมือนการเจริญสติ เพราะฉะนั้น เราจะเข้าใจกลไกของการเกิดสมาธิจากการเพ่ง หรือจ้องมองอะไรซ้ำอยู่นาน ๆ หรือบริกรรมอะไรซ้ำ ๆ จิตก็นิ่ง นี้คือการทำสมาธิที่คนโบราณค้นพบจากการปฏิบัติ ทุกศาสนามีการบริกรรมให้จิตนิ่ง และเกิดความสุข ๔ เมื่อ ๔ - ๕ ทศวรรษก่อน มีฤๅษีอินเดียองค์หนึ่งไปสอนสมาธิที่อินเดีย ชื่อ มหาฤๅษีมเหศโยคี โดยสอนคำบริกรรมให้เฉพาะตัว ให้บริกรรมซ้ำ ๆ จนจิตนิ่ง ท่านเรียกว่า TM (Transcendental Meditation) โดยท่านอ้างว่า คำบริกรรมใดเหมาะแก่บุคคลใด บุคคลต้องไปขอคำบริกรรมจากท่าน และท่านคิดเงินด้วย ได้รับความนิยมมาก จนมหาฤๅษีกลายเป็นมหาเศรษฐี ท่านได้ตั้งมหาวิทยาลัยมหาฤๅษีหลายแห่ง ท่านมรณภาพไปแล้ว ดูไม่ค่อยมีใครพูดถึง TM อีกมากนัก แต่หันมาพูดถึงการเจริญสติแบบพุทธ (Buddhist Mindfulness Meditation) กันอย่างแพร่หลาย สมาธิแบบฮินดูเป็นสมาธิล้วน ๆ ไม่ว่าจะพลิกแพลงเรียกชื่ออะไร การเจริญสติแบบพุทธจะร่วมกับสมาธิและปัญญา การเจริญสติแบบพุทธที่พระพุทธองค์ทรงสอนนั้น คือ การเดินจงกรม กับอานาปานสติ แต่มีผู้ดัดแปลงเพิ่มเติม จนเป็นนานาวิถีในการเจริญสติ เช่น ๑. สายพระป่าภาคอีสาน นำโดยท่านอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ใช้การบริกรรมพุทโธ ๆ ๆ ๆ ตลอดเวลา เท่าที่จะทำได้ เพื่อให้จิตนิ่ง เจริญสติ เจริญปัญญา ประกอบไปด้วย คงมีพระอรหันต์เกิดขึ้นหลายองค์ในสายพระป่าอาจารย์มั่น ท่านอาจารย์เทศก์ เทสรังสี ศิษย์เอกของท่านอาจารย์มั่นองค์หนึ่ง เคยเขียนเล่าว่า ท่านเคยอาพาธไปตรวจที่โรงพยาบาลศิริราช พบว่ามีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด ท่านบริกรรมพุทโธ ๆ ๆ ตลอดคืน จนจิตแน่นิ่งไปเลย พบว่าน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดแห้งไปหมด อาจารย์วิริยังค์ ซึ่งเป็นลูกศิษย์องค์หนึ่งของท่านอาจารย์มั่น ก็สอนบริกรรมพุทโธ ๆ ๆ ท่านมีลูกศิษย์หลายแสนคน ทั้งในประเทศไทย และในแคนาดา มีหนังสือประวัติของพระป่าอีสานออกมาหลายเล่ม ถ้าอ่านดูจะประทับใจในความเพียรอย่างเอกอุของท่านเหล่านั้น เป็นกำลังใจในการปฏิบัติของเรา ทุกท่านควรจะลองบริกรรมพุทโธ ๆ ดูบ้าง ว่าจะถูกกับจริตของท่านหรือไม่ บางท่านอาจจะพบว่าง่ายกว่าการกำหนดลมหายใจ ในบางกาลเทศะอาจจะกำหนดลมหายใจยาก เช่น ขณะนอน หรือนั่งรถที่มีการกระเทือน แต่สามารถบริกรรมพุทโธ ๆ ได้ อาจจะเรียกว่าบริกรรมพุทโธ ๆ ได้ทุกแห่งหน พระป่าท่านสอนชาวนาว่าขณะไถนาก็ให้บริกรรมพุทโธ ๆ ไปด้วย แม้ในการทำอานาปานสติภาวนา เมื่อลมหายใจแผ่วเบาลงไปมากจนกำหนดได้ยาก จะเปลี่ยนมาเป็นภาวนาพุทโธ ๆ แทนก็ได้ ๒. สายพม่า โดยท่านอาจารย์มหาสีสยาดอ เห็นว่าการกำหนดลมหายใจเข้าออกนั้นทำยากเพราะลมหายใจเบา แต่การพองการยุบของท้องเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายที่หยาบกว่า กำหนดรู้ได้ง่ายกว่า จึงเกิดวิธี "พองหนอยุบหนอ" โดยที่เมื่อหายใจเข้าท้องพองออกก็กำหนดว่า "พองหนอ" ๕ เมื่อหายใจออกท้องยุบก็กำหนดว่า "ยุบหนอ" เจ้าคุณโชดกที่วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ ไปเรียนมาจากพม่า และตั้งสำนักกรรมฐานที่วัดมหาธาตุจนได้ชื่อว่าเป็นสำนัก "พองหนอยุบหนอ" วัดท่ามะโอ จังหวัดลำปาง อีกแห่งหนึ่งที่สอนวิปัสสนาภัมมัฏฐานสายพม่า จะลองดูก็ได้เผื่อจะถูกจริตสำหรับบางท่าน ๓. สายธรรมกาย ใช้การบริกรรม "สัมมาอะระหัง" ๆ ๆ ตลอดเวลา ทำให้จิตสงบเป็นสมาธิ และตั้งใจให้เกิดนิมิต เป็นดวงสีแดงในท้อง และเรียกดวงสีแดงนี้ว่า "ธรรมกาย" ดวงสีแดงที่ชาวธรรมกาย เรียกว่า "ธรรมกาย" นี้ เป็นสมาธินิมิต ที่เกิดได้กันทุกคนเมื่อจิตเป็นสมาธิถึงระดับหนึ่ง อาจเป็นรูปอะไรก็ได้ เช่น แสงสว่าง ดวงสีต่าง ๆ หรือพระพุทธรูป หรือแก้วแหวนเงินทองอะไรก็ได้ นิมิตไม่ใช่ของจริง คล้ายกับความฝัน ความฝันเรียกว่า "สุบินนิมิต" ภาพที่เกิดขึ้นจากสมาธิจนจิตนิ่งเรียกว่า "สมาธินิมิต" ฉะนั้น จึงไม่ควรหลงใหลหรือยึดมั่น แต่มีประโยชน์ในการทำสมาธิ คือ เพ่งที่นิมิตทำให้จิตนิ่งยิ่งขึ้น เมื่อสมาธิเพิ่มขึ้นก็สามารถบังคับนิมิตได้ ให้ขยายโตขึ้นก็ได้ ให้หดเล็กลงก็ได้ หรือให้เคลื่อนที่ก็ได้ การเคลื่อนภาพนิมิตได้นี้เรียกว่า "ปฏิภาคนิมิต" ทำให้สมาธิเพิ่มขึ้น อาจเรียกว่าเริ่มมีฤทธิ์ทางจิต เพราะสามารถบังคับภาพนิมิตได้ แต่อย่าไปหลงใหลได้ปลื้มหรือยึดมั่นว่าเป็นเรื่องจริง จะคลาดไปจากปัญญาและเกิดกิเลส ท่านเรียกว่าวิปัสสนูปกิเลส เราต้องไปทางสายปัญญาเพื่อความหลุดพ้น ๔. เจริญสติในการเคลื่อนไหวมือตามแบบหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ หลวงพ่อเทียนเคยฝึกเจริญสติแบบอื่น ๆ มาก่อน ท่านพบว่ากำหนดยาก แล้วค้นพบว่าถ้าเคลื่อนไหวมือในท่าต่าง ๆ และตามรู้การเคลื่อนไหวของมือ สามารถกำหนดรู้ได้ง่ายกว่า ก็อาจคล้ายเดินจงกรมที่กำหนดการย่างก้าวได้ง่ายกว่าลมหายใจ แต่ทำในท่านั่งแล้วเคลื่อนไหวมือในท่าต่าง ๆ ตามกำหนดรู้มือที่เคลื่อนไหวได้ง่าย จิตมีสมาธิได้เร็ว มีผู้ปฏิบัติตามสายหลวงพ่อเทียนมากพอสมควร ควรถองดูว่าจะถูกกับจริตของท่านหรือไม่ หลวงพ่อเทียนย่อสติปัฏฐาน ๔ ลงมาให้เหลือ "รู้กายรู้ใจ" ที่จริงรู้กายรู้ใจก็คือ สติปัฏฐาน ๔ นั่นเอง เพราะฐาน ๔ หมายถึง กาย เวทนา จิต ธรรม กาย = รูป ที่เหลือเป็นนามรู้รูปรู้นาม ก็คือ รู้กายรู้ใจ สำหรับใจนั้น หลวงพ่อเทียนเน้นให้เห็นหรือรู้ความคิดของตัวเอง มันจะคิดอะไร ดีหรือชั่ว ไม่ต้องบังคับมัน แต่ให้ตามรู้ เมื่อการคิดมันถูกรู้ มันจะหยุดไปเอง ทำให้จิตสงบ แต่ถ้าไม่รู้ตัวหรือไม่เห็นความคิด มันก็จะคิดปรุงแต่งไปเรื่อย ๆ และตกเป็นเหยื่อของกิเลส หลวงพ่อเทียนกล่าวว่า การรู้กายรู้ใจอย่างต่อเนื่องทำให้บรรลุธรรมได้ ลูกศิษย์ที่เจริญรอยตามหลวงพ่อเทียนท่านหนึ่ง คือ ท่านอาจารย์คำเขียน สุวัณโณ ท่านดูจะมีสติตลอดเวลาแม้ขณะป่วย ๖ และมรณภาพ ท่านไพศาล วิสาโล ได้เขียนเกี่ยวกับวาระสุดท้ายของท่านอาจารย์คำเขียนไว้อย่าง น่าประทับใจ ๕. คุรุแห่งการเจริญสติ พระภิกษุชาวเวียดนามท่านติช นัท ฮันห์ ท่านติช นัท ฮันห์ เป็นครูแห่ง การเจริญสติที่มีชื่อเสียงมาก และทำให้ชาวตะวันตกหันมาสนใจการเจริญสติแบบพุทธอย่าง กว้างขวาง เป็นที่สองรองจากท่านดาไลลามะ ท่านติชเป็นพระภิกษุชาวเวียดนามที่อพยพไปอยู่ ฝรั่งเศสเพราะสงครามเวียดนาม ท่านไปตั้งหมู่บ้านพลับที่นั่น เป็นหมู่บ้านแห่งการเจริญสติ สมาชิกทั้งหมู่บ้านเจริญสติ และรับคนเข้ามาฝึกเจริญสติ ท่านติชมีศิลปะในการสื่อสาร ทั้งการ เขียนและการพูด ท่านเขียนหนังสือเกี่ยวกับการเจริญสติไว้มาก ภาษาของท่านไพเราะงดงาม มี เสน่ห์โดนใจคน จึงขยายจำนวนผู้เจริญสติออกไปมากทั่วโลก ท่านเน้นที่การเจริญสติรู้อยู่กับ ปัจจุบันขณะในทุกอิริยาบท เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม และการทำงาน ๖. การเจริญสติในการทำงาน การทำงาน เช่น กวาดบ้าน ล้างส้วม ล้างจาน ถ้าทำอย่างรู้ตัวแล้ว จะกลายเป็นความสุขไปหมด เช่น กวาดบ้านยกไม้กวาดขึ้นก็รู้ กวาดไปที่พื้นก็รู้ พื้นสะอาดก็รู้ และเกิดปิติ หรือล้างจานทีละใบ ๆ ก็รู้ มือที่สัมผัสกับจานและน้ำก็รู้ จานสะอาดก็รู้ และเกิดปิติ ล้างจานแต่ละใบก็มีความสุขทุกใบ ๆ ล้างกองโต๊กก็ได้โดยไม่เบื่อหรือหงุดหงิด แต่ถ้าล้างไปคิดไป เช่นว่า ทำไมเราจึงชวยนัก ต้องมาล้างซามกองโต ใครนะช่างแดก ทำให้ลำบาก การคิดทำให้ ทุกข์เพราะตกเป็นเหยื่อของกิเลสตัณหาเข้าปรุงแต่งความคิด แต่ถ้ารู้อยู่กับปัจจุบันก็ไม่คิด จึงมี ความสุข หรือเมื่อเราต้องทำอะไรลำบากก็จะโกรธและหงุดหงิด เช่น ลิฟท์เสียต้องเดินขึ้นบันได แต่ถ้าเดินอย่างมีสติรู้กับปัจจุบันทุกย่างก้าวก็จะกลายเป็นความสุข นี่แหละท่านจึงใช้คำพูดว่า "ความมหัศจรรย์แห่งการเจริญสติ” (The Miracle of Mindfulness) การเจริญสติให้รู้อยู่กับปัจจุบันขณะ จึงทำให้กล้าหาญไม่กลัวความยากลำบาก เพราะ ทุกอย่างกลายเป็นความสุขไปหมด และรู้สึกเป็นบุญยิ่งนักที่เจริญสติเป็น การเจริญสติให้รู้อยู่ กับปัจจุบันขณะ จึงได้รับความนิยมมากและยกย่องสรรเสริญในชื่อต่าง ๆ เช่น "The Power of Now" ๗. นานาวิถีแห่งการเจริญวิปัสสนา ครูบาอาจารย์ หรือสำนักต่าง ๆ ที่สอนการปฏิบัติวิปัสสนา ต่างมีแง่มุม เทคนิควิธี หรือ trick และภาษาที่แตกต่างหลากหลาย ซึ่งเป็นการดีที่แต่ละบุคคลมี ทางเลือก ทางลองวิธีที่ถูกจริตของตน พอดีคุณเมตตา อุทกะพันธุ์ ประธานบริษัทอมรินทร์พริ้นติ้ง ออกหนังสือมาชื่อ "ชีวิต เริ่มต้นเมื่อ ๗๒ : นวนิยายธรรมจากชีวิตจริง" ๗ รูปที่ ๘ ปกหนังสือคุณเมตตา คุณเมตตาได้เล่าประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง ที่มีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว ความสุข ความทุกข์ ความพลัดพราก และการดิ้นรนพยายามปฏิบัติธรรมกับครูบาอาจารย์ และสำนักต่าง ๆ คุณเมตตาได้ให้รายชื่อครูบาอาจารย์ และสำนักต่าง ๆ แสดงให้เห็นนานาวิถี แห่งการปฏิบัติวิปัสสนา เป็นอย่างดี เช่น * หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต * หลวงปู่ดุลย์ อตฺโล * หลวงปู่บุดดา ถาวโร * หลวงปู่เทศก์ เทสรังสี * ท่านพ่อลี ธัมธโร * ท่านอาจารย์พุทธทาส * หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน * หลวงพ่อชา สุภัทโท * หลวงปู่แบน ธนากโร ๘ * หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ * หลวงพ่อสมบูรณ์ ฉัตตสุวัณโณ * ท่านอาจารย์โกเอ็นก้า * คุณลุงหวีด บัวเผื่อน * หลวงพ่อเอื้อน วิโนทโก * หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล * อาจารย์ชยสาโร * หลวงพ่อโพธินันทะ * หลวงตาณรงค์ศักดิ์ ชีณาลโย * พระมหาวรพจน์ กิตติวโร * Camouflage ฯลฯ นวนิยายธรรมะจากชีวิตจริง และรายชื่อวิปัสสนาจารย์ต่าง ๆ แสดงถึงนานาวิถี (Multiple pathways) ของการเจริญวิปัสสนา กัมมัฏฐานเป็นอย่างดี ให้ผู้ปฏิบัติเลือกวิถีทางที่ถูกจริตของแต่ละคน ๆ ซึ่งไม่เหมือนกัน ข้อสำคัญอยู่ที่การลองปฏิบัติ ถ้าอ่านเฉย ๆ จะไม่เข้าใจ อย่าศึกษาแบบวิชาการ จะรู้แบบนกแก้วนกขุนทองเท่านั้น แต่ไม่ได้รับผล ผลจะเกิดจากการลงมือปฏิบัติ เมื่อเริ่มปฏิบัติ อาจจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่เมื่อปฏิบัติไป ๆ จะเข้าใจมากขึ้น ทบทวนพุทธวิธีสร้างสุข ที่กล่าวมา ๕ ตอน เน้นที่ความสุขทันทีทุกขั้นตอน ไม่รอนานถึงชาติหน้า หรืออีกหลายชาติ คือ ๑. ถ้าเข้าใจความจริงตามธรรมชาติ คือ ตถตา หรือความเป็นเช่นนั้นเอง เกิดความสุขทันที สิ่งทั้งหลายจะเป็นหรือไม่เป็นอย่างไร ก็เพราะมีเหตุปัจจัยให้มันเป็นอย่างนั้น ถ้าเราอยากให้มันเป็นอย่างอื่นเราก็ทุกข์ เพราะมันไม่เป็นอย่างที่เราอยาก มันเป็นไปตามเหตุปัจจัย หรือตามเหตุตามผล อยาก คือ ตัณหา ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ หัดให้รู้เท่าทันความอยาก ถ้ารู้เท่าทันมันก็หยุด ๙ อยาก หยุดอยากก็หยุดทุกข์ ฝึกความไม่อยากไว้บ่อย ๆ โดยเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ก็จะมีสุข ทันที ๒. หัดให้รู้จักว่า ชีวิตคือ ขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทำความเข้าใจความหมาย ของแต่ละขันธ์ ๆ และเห็นกระบวนการของจิตที่แต่ละขันธ์เข้ามาเชื่อมโยงกัน ตามที่เขียนไว้ใน ตอน ๒ เรียกว่าเห็นจิตของตัวเอง มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่สามารถเห็นจิตของตัวเอง สัตว์ไม่สามารถ ทำความเข้าใจว่า ความคิดเกิดจากการปรุงแต่งอย่างไร ตามที่ยกตัวอย่างเรื่องนายดำกับนาย สมศักดิ์ ที่ยกตัวอย่างให้ดูในตอนที่ ๒ ถ้าหัดให้เห็นความคิดของตัวเอง พอเห็นมันจะหยุดคิด พอ หยุดคิดก็จะสงบและสุข เพราะการคิดทำให้ทุกข์ การเห็นหรือรู้เท่าทันความคิด คือ สติ สติทำให้ มีความสุข ๓. ทำความเข้าใจ "สติ - สมาธิ - ปัญญา" หรือ "สามเหลี่ยมเขยื้อนชีวิต” เมื่อเข้าใจก็ฝึกเจริญ สติ สมาธิ ปัญญา ทั้งสติ ทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา ล้วนเป็นเครื่องมือให้เกิดสุข โดยลำพังก็ได้ โดย เชื่อมโยงกันก็ดี ๔. ศรัทธา และการสวดมนต์ เป็นวิธีง่าย ๆ ที่กำไรมหาศาลในการสร้างสุข ทำความเข้าใจพละ ๕ หรือพลังใหญ่ ๕ ประการ ที่ทำให้เกิดสุข คือ ศรัทธา - วิริยะ - สติ - สมาธิ - ปัญญา ๕. ทำความเข้าใจสติปัฏฐาน ๔ สมถะ วิปัสสนา และนานาวิถี แล้วลองปฏิบัติตามวิถีต่าง ๆ ดูว่าวิถี ถูกกับจริตของตน แล้วทำให้มาก ยิ่งทำมาก ยิ่งสุขมาก คราวหน้าจะกล่าวถึงสุญญตาวิหาร นิพพานชิมลอง (ยังมีต่อ) ๑๐ # 1 ## พุทธวิธี (ลัดตรง) สร้างสุข (ที่นี่และเดี๋ยวนี้) "พุทธัสสาหัสมิ ทาโล วะ, พุทโธ เม สามิทิสสะโร ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นนาย มีอิสระเหนือข้าพเจ้า" ## เน้นวิธีลัดตรง ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ### ทาสของพระพุทธเจ้า * อิสรภาพของชีวิต สรรพสัตว์ * ทุญแจไขให้หลุดพ้น จากเครื่องผูกมัด ### พุทธทาส * คำเตือนใจให้สละ ละวางอัตตา * เป็นไทจากอทุศลกรรม มุ่งโมคธรรม โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี | คุณสันติสุข โสภณสิริ | พระไพศาล วิสาโล BA หมอ ชาวบ้าน SANGKIDRINNISUP สสส สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี | คุณสันติสุข โสภณสิริ | พระไพศาล วิสาโล # "โลกธรรมบรรจบกันที่ประเทศไทย" สังคมไม่ดี คนบรรลุธรรมน้อย ↓ ปั่นป่วน เหลื่อมล้ำ ยากจน # "จิตรู้ จิตคิด" เรียนรู้เพื่อจัดการจิตคิด / เข้าใจจิตรู้ ## การเจริญสติ → เอกานยมรรค (ประตูสู่ธรรม) ### การเจริญอานาปานสติ (สติปัฏฐาน 4) **อินทรีย์ 5 พละ 5** * ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา * อินทรีย์ = ความเป็นใหญ่. * พละ = ความไม่หวั่นไหว **จิต** (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) **ผู้รู้** * การรู้ * สิ่งที่ถูกรู้ 2 # 3 "จิต" ตัวรู้ ขันธ์ 5 ทำให้จิตหนัก อุปาทานขันธ์ 5 ครอบคลุมจิต ➜ อวิชชา ตั้งจิตให้มีฐาน ↓ เจริญสติ ↓ จิตหยุด เกิดสมาธิ ## ความรู้เรื่องปัญญา สุตตมยปัญญา ↓ ปัญญาขั้นต่ำสุด (ข้อมูล ความรู้) "สะอาด สว่าง สงบ" จินตามยปัญญา ↓ ปัญญาที่เกิดจาก การนึกคิด ภาวนามยปัญญา ➜ ปฏิบัติตติปัญญา อาณาปานสติ + เจตสิก + จิตประภัสสร โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี | คุณสันติสุข โสภณสิริ | พระไพศาล วิสาโล BA หมอ บ้าน สสส สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ # 4 ## "ธรรมารรรมะสงคราม" สงครามในใจคน เข้าใจว่าคัตรูคือใคร ↓ กำหนด ยุทธศาสตร์ต่อสู้ ## "การเจริญสติ" รู้อยู่กับปัจจุบัน จิตรู ↓ ฝ่ายธรรมะ กิเลส ตัณหา อุปาทาน ↓ ฝ่ายอรรรม ## "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" จิต → อุปาทานขันธ์ 5 เวทนา → ตัณหา ↓ อุปาทาน สัญญา ปล่อยความจำออกมา โกสะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสะ = ทุกข์ โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี | คุณสันติสุข โสภณสิริ | พระไพศาล วิสาโล BBA หมอ SAVETHESOUL สสส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ # "อวิชชาปัจจยาสังขารา" ## อวิชชา ปัจจัยทำให้เกิดสังขารการปรุงแต่ง ## สังขาร ทำให้เกิดความทุกข์ * โสทะเล ความโศกเศร้า * สัพพะวันติ เกิดขึ้นพร้อม * ปะริเทวะ ความคร่ำครวญ * โทมนัส ทุกข์ใจ * สุปายาสา คับแค้นใจ "โสทะเลปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ สัพพะวันติ" โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี | คุณสันติสุข โสภณสิริ | พระไพศาล วิสาโล 5 Extract all text from the image. Instructions: - Only return the clean Markdown. - Do not include any explanation or extra text. - You must include all information on the page. Formatting Rules: - Tables: Render tables using <table>...</table> in clean HTML format. - Equations: Render equations using LaTeX syntax with inline ($...$) and block ($$...$$). - Images/Charts/Diagrams: Wrap any clearly defined visual areas (e.g. charts, diagrams, pictures) in: <figure> Describe the image’s main elements (people, objects, text), note any contextual clues (place, event, culture), mention visible text and its meaning, provide deeper analysis when relevant (especially for financial charts, graphs, or documents), comment on style or architecture if relevant, then give a concise overall summary. Describe in Thai. </figure> - Page Numbers: Wrap page numbers in <page_number>...</page_number> (e.g., <page_number>14</page_number>). - Checkboxes: Use ☐ for unchecked and ☑ for checked boxes. # การเกิดของจิต เกิดความเป็นตัวตน ทุกอย่างมีการเกิดขึ้น จะมีความเสื่อม (วะยะ) ## จิตประภัสสร (จิตเดิม) จิตที่ไม่มีมวลภาวะมาควบคุม โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี | คุณสันติสุข โสภณสิริ | พระไพศาล วิสาโล BBA หมอ SATHORNCHONP สสส พุทรวิธี (ลัดตรง) สร้างสุข (ที่นี่และเดี๋ยวนี้) ส่วนโมกข์กรุงเทพ • B&A ๑๒ เรื่อง ๑๒ เดือน ทุกวันศุกร์ สัปดาห์ที่ ๒ ตลอดปี ๖๖ ณ สวนโมกข์ กรุงเทพ ล้อมวงสนทนา กับหมอประเวศ ครั้งที่ ๕ วันศุกร์ ๑๒ พ.ค. ๖๖ สองหมอชวนคุย ผ่านประสบการณ์ ของอาจารย์ประเวศ ๑๓.๐๐ - ๑๔.๓๐ อาจารย์หมอประเวศ วะสี และ หมอบัญชา พงษ์พานิช พูดคุย ผ่านประสบการณ์ของอาจารย์ ประเวศ แบบเนื้อๆ เน้นๆ ใครมี อะไรอยากถาม อยากแลกเปลี่ยน เรียนเชิญลงทะเบียนได้ตรงนี้ เลย ลงทะเบียนเข้างาน B&A หมอ ชาวบ้าน SANKHONNISUP สสส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ Agrimedia LIVE กิจกรรมสวนโมกข์ กรุงเทพ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
จิตใจ
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2022
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• สติ (พุทธศาสนา)
• สติปัฏฐาน 4
history_eduหมวดหมู่
จิตใจ
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2022
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้