auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (4 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
ปัญหาใหญ่ของการศึกษา คือ การเอาวิชาเป็นตัวตั้งหรือเรียนวิชา เป็นความเข้าใจผิดว่าการศึกษากับวิชาการเป็นเรื่องเดียวกัน ความจริงวิชาการกับการศึกษาเป็นคนละเรื่อง และมีวัตถุประสงค์ต่างกัน
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
# ๖ ไม่เอาวิชาการที่ซับซ้อนเป็นตัวตั้ง ลัดตรงสู่สุญญาวิหาร นิพพานซิมลอง ปัญหาใหญ่ของการศึกษา คือ การเอาวิชาเป็นตัวตั้งหรือเรียนวิชา เป็นความเข้าใจผิดว่า การศึกษากับวิชาการเป็นเรื่องเดียวกัน ความจริงวิชาการกับการศึกษาเป็นคนละเรื่อง และมีวัตถุประสงค์ต่างกัน ## การศึกษาต้องเอา ชีวิตเป็นตัวตั้ง ดูธรรมชาติของชีวิตตั้งแต่เกิด มีการเรียนรู้ตลอดเวลาทุกขั้นตอน ## คือเรียนรู้ให้ทำเป็น เช่น ดูดนมเป็น นั่งเป็น ยืนเป็น พูดเป็น ทำอะไร ๆ เป็น รวมทั้งคิดเป็น ตัดสินใจเป็น จัดการ เป็น อยู่ร่วมกับคนอื่นเป็น ถ้ามัวแต่ท่องวิชาอยู่ ก็ทำไม่เป็น เช่น การพูด เด็กมันก็หัดพูดเลยสนุกกับการพูด ไม่ลำบากอะไรเลย พูดได้เร็ว และพูดเก่ง แต่ ถ้าเอาไวยากรณ์เป็นตัวตั้ง **ไวยากรณ์** คือ วิชาการเกี่ยวกับภาษาว่าอะไรเป็นอะไร อะไรเรียกว่าอะไร อะไรทำหน้าที่อะไร มันยาก จำไม่ค่อยได้ เจ็บปวด ทำให้คนไทยเกลียดการเรียนภาษาไทย และการ เรียนภาษาอังกฤษ เรียนเท่าไหร่ ๆ ก็พูดไม่ได้สักที แต่ถ้าเรียนโดยปฏิบัติ โดยเฉพาะในวัฒนธรรมที่เขา พูดกันอย่างนั้น ก็เรียนได้ง่าย ได้ดี ได้เร็ว เหมือนเด็กเล็กที่อยู่ท่ามกลางผู้คนที่พูดภาษาอะไร ก็พูด ภาษานั้นได้รวดเร็ว และด้วยความสุข ไม่เหมือนคนที่เรียนโดยเฉพาะวิชาการเป็นตัวตั้ง ที่เรียนยาก เจ็บปวด และทำไม่ได้ดี คนโบราณก่อนสมัยไวยากรณ์ไทย ที่เป็นกวีแต่งบทกวีอันไพเราะกินใจได้ เพราะศิลปะเป็น ธรรมชาติอย่างหนึ่งในชีวิตมนุษย์ ถ้าเรียนรู้โดยเอาชีวิตเป็นตัวตั้งก็จะเรียนรู้ผ่านศิลปะด้วย ซึ่งเป็นการ เรียนรู้ที่ให้ความรื่นรมย์และกินใจ ความรื่นรมย์ทำให้ปัญญาดี เรียนรู้ได้ดี จึงมีข้อเสนอแนะอันเป็น สากลอย่างหนึ่งที่ผู้คนหลงลืมไป ข้อเสนอนั้นคือ "การเรียนรู้ในฐานะวัฒนธรรม" ๑ วัฒนธรรม คือ วิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชน ที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่ง ๆ ในวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตร่วมกันมีการเรียนรู้ เรียนรู้ท่ามกลางกลุ่มที่ใคร ๆ ปฏิบัติกัน จึงง่าย และรื่นรมย์ ดังเด็กเรียนรู้การพูดได้อย่าง ง่ายดายโดยไม่ต้องมีใครสอน แต่เท่ากับมีคนทั้งหมดเป็นครู ดังที่มีคำกล่าวว่า "It Takes a village" หมายถึงคนทั้งหมู่บ้านเลย ที่ช่วยกันกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูเด็ก ๆ ขึ้นมา ไม่ควรจะเป็นหน้าที่ของพ่อแม่อย่างโดดเดี่ยวเท่านั้น ทุก ๆ เรื่องจะมีนักวิชาการ ซึ่งเป็นคนชอบคิด ละเอียดลออ ช่างสังเกต ใช้ตรรกนิยามว่าอะไร เป็นอะไร ตั้งชื่อ แสวงหาหลักเกณฑ์ จัดหมวดหมู่ วิเคราะห์ สังเคราะห์ ขึ้นมาเป็นศาสตร์ต่าง ๆ ละเอียดแยกย่อย ออกไปเรื่อย ๆ อย่างในทางธรรมะ นักวิชาการทางธรรมะก็ศึกษา ค้นคว้า บัญญัติ เป็นรายละเอียดแยกย่อย มากมาย เช่น มีกิเลสกี่ร้อยชนิด จิตกี่ร้อยดวง ญาณกี่ขั้นตอน ชื่ออะไรบ้าง ทั้งหมดนี้จดจำได้ยาก วิชาการก็มีประโยชน์ที่ทำให้รู้ละเอียด เป็นฐานให้ค้นคว้าวิจัยต่อไป ได้ความรู้ใหม่เพิ่มขึ้น เรื่อย ๆ และความรู้ใหม่บางอย่างก็เอาไปประยุกต์ใช้เป็นนวัตกรรม ซึ่งเป็นเรื่องมีประโยชน์ไม่ใช่ไม่มี ประโยชน์ ผู้ที่เป็นนักวิชาการจะมีความสุขมากที่ได้เรียนรู้วิชาการ และได้สร้างความรู้ใหม่ ๆ แต่สำหรับประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่นักวิชาการ การเรียนรู้โดยเอาวิชาการเป็นตัวตั้งจะยากมาก และเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติ ดังที่ได้ยกตัวอย่างมาว่าเรียนภาษาโดยเอาไวยากรณ์เป็นตัวตั้ง จะพูด ไม่ได้หรือพูดไม่ได้ดี ฉะนั้นการศึกษาจึงไม่ควรเอาวิชาการเป็นตัวตั้ง แต่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง ชีวิตเรียนรู้ จากการปฏิบัติให้ทำเป็น เมื่อทำเป็น ทำเก่ง จนคล่องและได้ประโยชน์จากการทำเป็นแล้ว จะหันมา สนใจวิชาการทีหลังก็เป็นทางเลือก ใครจะทำก็ได้ ใครไม่ต้องการทำก็ได้ ที่ต้องการเรียนรู้ทางวิชาการ จะเป็นเพราะสนุกมีความสุขที่ได้เรียนก็ได้ หรือเลือกเรียน วิชาการบางอย่างที่ไปช่วยให้การปฏิบัติดีขึ้นก็ได้ ถ้าเป็นดังนี้ ก็จะได้ประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย คือ นักวิชาการไม่ต้องเป็นภาระหนัก ในการสอน ยัดเยียดความรู้ให้แก่คนทั้งหมด ที่สอนยากเพราะเขาไม่ได้ออกเรียน มีเวลาที่จะกลับไปค้นคว้าวิจัย ทางวิชาการมากขึ้น ไม่ได้สอนดะแบบทุกวันนี้ และตัวเองก็ไม่ค่อยก้าวหน้าทางวิชาการเท่าใด ๒ สำหรับผู้เรียน โดยทั่วไปที่เรียนโดยเฉพาะชีวิตเป็นตัวตั้ง ก็ไม่ต้องทนทุกข์เรียนวิชาการที่ยาก ๆ จำไม่ค่อยได้ แต่เรียนรู้จากการปฏิบัติ ในเรื่องที่ตนชอบ มีความสุข เรียนได้ดี เก่ง ทำเป็น ตัดสินใจเป็น จัดการเป็น มีความสำเร็จในการงาน ไม่ยากจน แล้วจะหันมาเรียนรู้วิชาการอะไรก็ได้ตามความสมัคร ใจ ดังที่กล่าวข้างต้น ชีวิตมีความสุขและสร้างสรรค์ รวมทั้งสร้างสรรค์เศรษฐกิจสังคมด้วย ที่พูดมาอย่างยืดยาวเพราะเป็นห่วงว่า ผู้ปฏิบัติธรรมบางคน จะไปเอาวิชาการทางธรรมะที่ ละเอียดแยกย่อย ซ้ำซ้อน เป็นตัวตั้ง จะทำให้ยากและท้อถอย จึงเน้นคำว่า**ลัดตรง** แบบท่านอาจารย์ พุทธทาส แต่ความเห็นเรื่องการศึกษากับวิชาการที่พูดนี้ ใครจะเอาไปใช้ในการปฏิรูปการศึกษาก็ได้ คือ **ปฏิรูปการศึกษาจากเอาวิชาเป็นตัวตั้ง เป็นการศึกษาที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง ที่เน้นการเรียนรู้ให้ทำ เป็น** การเรียนรู้ธรรมะยิ่งชัดเจน สำคัญที่การปฏิบัติและการได้ผลจากการปฏิบัติ ถ้าเรียนรู้แต่ ทฤษฎีแต่ไม่ได้ปฏิบัติ ก็ไม่ได้ผลจากการปฏิบัติ คือ ชีวิตที่สงบเย็น แต่อาจเร่าร้อนมากขึ้น อย่างที่ เรียกว่าร้อนวิชา **ปฏิบัติลัดตรงสู่หัวใจของพุทธศาสนา** หัวใจของพุทธศาสนา คือ **ตถตา** และ **สุญญตา** ตถตา และ สุญญตา ๓ อิทปปัจจยตา คือ กฎของธรรมชาติ คือ ความเป็นเหตุเป็นผล หรือความเป็นกระแสของ เหตุปัจจัย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นลอย ๆ โดยไม่มีเหตุปัจจัย อะไรเกิดหรือไม่เกิดก็เพราะมีหรือไม่มีเหตุปัจจัย ให้มันเกิด หรือไม่มีเหตุปัจจัยมันจึงไม่เกิด มันเป็นเช่นนั้นเอง หรือ ตถตา ไม่เป็นอย่างอื่น ถ้าเราอยาก ให้มันเป็นตามใจเรามันก็ไม่เป็น เราก็เป็นทุกข์เพราะความอยากหรือตัณหา ถ้ามีปัญญาเห็นความเป็น เช่นนั้นเอง เราก็ไม่ทุกข์ หัดให้เห็นตถตาไว้เสมอ ๆ จนเป็นวิสัย เราก็อยู่เป็นสุข เรียกว่าเป็นอยู่ด้วยปัญญา ไม่ใช่เป็นอยู่ ด้วยตัณหา พุทธศาสนาสอนการเป็นอยู่ด้วยปัญญา หรือ วิชชา (ช ช้าง ๒ ตัว) วิชา = ความรู้ วิชชา = ปัญญา ที่รู้ความจริงตามธรรมชาติ เช่น ตถตา ท่านจึงว่า ความไม่รู้ หรืออวิชชา เป็นต้นเหตุของทุกข์ วิชชา เป็นต้นเหตุของความสงบเย็น หรือสุข ธรรมทำทั้งหลายเป็นอนัตตา เมื่อธรรมชาติเป็นกระแสของเหตุปัจจัยจึงไม่มีอะไรแยกส่วน เป็นเอกเทศ คือไม่มีตัวตน คือเป็นอนัตตา พระพุทธองค์ทรงค้นพบความจริงอันเห็นได้ยากนี้ และ นำมาเปิดเผย มนุษย์ เพราะอวิชชา จึงยึดมั่น (อุปทาน) ในตัวตน (อหังการ) และของตน (มมังการ) ที่ท่าน อาจารย์พุทธทาสเรียกว่า ตัวกู - ของกู ความจริง คือ ไม่มีตัวตน อุปาทาน คือ ความยึดมั่นในสิ่งไม่จริงว่ามีตัวตน อุปาทาน จึงนำไปสู่ความทุกข์ หรือความ ขัดแย้งกับความจริง ความว่างจากตัวตน ภาษาบาลีว่า สุญญตา ภาษาสันสกฤตว่า ศูนยตา หรือ ความเป็นศูนย์ ขันธ์ ๕ มีความเป็นศูนย์ หรือว่างจากตัวตน เมื่อว่างจากตัวตน ก็สงบเย็น หรือนิพพาน นิพพานไม่ใช่แดนไกล ที่ร้อยชาติ พันชาติ ก็ไปไม่ถึง แต่เป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในตัวมนุษย์อยู่แล้ว ๔ เราไม่ได้เห็นแก่ตัวตลอดเวลา ยามใดที่ไม่ได้เห็นแก่ตัว เราก็สงบเย็น เพราะฉะนั้นทุกคนเคย สัมผัสนิพพานมาแล้ว ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวว่า นิพพานอยู่แค่ปลายจมูก ขอให้รู้จักและสัมผัส บ่อย ๆ ก็ได้ชิมลอง หรือซิมรสของนิพพาน ## ควรมีตตะตาและสุญญตาเป็นอารมณ์ คำว่าอารมณ์ที่ใช้ในทางพระพุทธศาสนา หมายถึง สิ่งที่ถูกรับรู้ เช่น รูปที่ถูกรับรู้ เรียกว่า รูปอารมณ์ ถ้ารู้ลมหายใจ ก็เรียกว่า มีลมหายใจเป็นอารมณ์ มีสุญญตาเป็นอารมณ์อยู่เสมอ ๆ ก็หมายถึง มีจิตอยู่กับสุญญตา หรือ สุญญตาวิหาร คำว่า วิหารมาจากภาษาบาลีว่า วิหรติ แปลว่า อยู่ หรือ สถิตอยู่ (dwelling) ในพระสูตรจะมีบ่อย ๆ ว่า $$ \text{เอกัง สัมยัง ภควา} = \text{สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค} $$ $$ \text{สาวัตถียัง วิหารติ} = \text{ประทับอยู่ที่เมืองสาวัตถี} $$ สุญญตาวิหาร จึงแปลว่า ผู้อยู่กับความว่าง หัดให้อยู่กับความว่างบ่อย ๆ หรือตลอดเวลา ถ้า อยู่ได้ก็สงบเย็น เป็นสุข หรือนิพพาน ความว่างนี้มีคำเรียกต่าง ๆ กันมากมาย เช่น นิพพาน พุทธะสภาวะ โพธิ ทิพยสภาวะ เต๋า ซาโตริ ความเป็นปรกติ วิสังขาร (สภาวะไร้การปรุงแต่ง) สุญญตา ศูนย์ตา วิราคะ จิตปภัสสร จิตเดิมแท้ สภาวะว่างมีอยู่แล้วในจิตของมนุษย์ จึงมีผู้เรียกว่าจิตเดิมแท้ ความเป็นปรกติ หรือจิตปภัสสร กิเลสตัณหาเข้ามาปกคลุมหรือห่อหุ้มจิตให้มีมลภาวะและความทุกข์ จนเราไม่รับรู้จิตเดิมแท้ หรือจิต ปภัสสร ฉะนั้น เมื่อรู้ดังนี้ ต้องพยายามรู้หรือสัมผัสความว่างในจิตใจของเราบ่อย ๆ อย่างที่เรียกว่า ให้ เอานิพพานหรือสุญญตาเป็นอารมณ์ หรืออยู่ในสุญญตาวิหาร สุญญตาไม่ต้องไปสร้างขึ้นหรือนำเข้ามา จากไหน แต่มีอยู่แล้วในตัวเราโดยเราไม่รู้ แต่ถ้าเรารู้ รู้เป็นคำคุณแจ ถ้าเรารู้เราจะสัมผัสได้ ถ้าเราสัมผัสได้สักครั้งหนึ่ง เราจะรู้รสด้วยตนเอง (สันทิฏฐิโก) เหมือนรสแกง บรรยายเท่าไหร่ ๆ ก็ไม่เหมือนได้ชิมเอง ที่ว่า "ธรรมนี้มีรส" พูดเท่าไหร่ ๆ ก็ไม่เข้าใจ ต้องชิมดูจึงรู้รสอร่อยด้วยตนเอง นี่ แหละที่ท่านใช้คำว่า "สันทิฏฐิโก" = พึงรู้ได้ด้วยตนเอง ๕ เมื่อสัมผัสความว่าง หรือความเป็นปรกติในจิตของตัวเอง ก็รู้รสของความสงบเย็น ความเบาสบาย ความสุข อันประณีต ท่านอาจารย์พุทธทาสจึงใช้คำว่า "นิพพานชิมลอง" ทุกคนเคยชิมรส นิพพานมาแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ หัดให้รู้ หรือมองเห็นบ่อย ๆ คำว่ารู้ นี้ไม่ใช่เหมือนความรู้ ความคิด แต่รู้จากสัมผัสความจริงด้วยใจ รู้โดยไม่คิด รู้เฉย ๆ ภาคอีสานใช้คำว่า "รู้ซื่อ ๆ" (ซื่อ = ตรง) รู้โดยไม่ปรุงแต่งขึ้นมาเป็นความคิด การคิดปรุงแต่งจะตก เป็นเหยื่อของกิเลส คือ ราคะ โทสะ โมหะ ทำให้จิตไม่ว่าง (จากตัวตน) การรู้คือการมีสติ เหมือนแมวต้องจับหนู พอหนูหรือความคิดโผล่ขึ้นมา แมวหรือสติ หรือความรู้ตัว ก็ตะครุบปั๊บ มันก็หยุด ไม่ปรุงแต่งต่อไป สติ หรือ การรู้ จึงเป็นเครื่องป้องกันให้จิตอยู่กับความว่าง คุณเมตตาจึงพูดซ้ำ ๆ ว่า รู้อยู่ ว่างอยู่ ท่านมีคำว่า "รู้ตัวทั่วพร้อม" คือ หัดให้รู้กาย รู้ใจ อยู่ตลอดเวลา กาย ก็คือ ร่างกาย ซึ่งรวมถึงลมหายใจด้วย ใจ ก็คือ เวทนา สัญญา สังขารวิญญาณ ไม่ว่ามีอารมณ์อะไรสัมผัส (ผัสสะ) ที่กาย ใจ ก็รู้ เมื่อรู้ มันก็หยุด ไม่ปรุงแต่งต่อไปเป็นกิเลส ถ้าไม่รู้ กระบวนการเกิดทุกข์มันก็ทำการ เช่น ตาเห็นรูป หรือหูได้ยินเสียง เกิดความรู้สึก (เวทนา) ว่าพอใจ หรือไม่พอใจ ถ้าไม่รู้เท่าทัน มันต่อไปเป็นตัณหา คือ ถ้าพอใจ อยากได้อีก อยากไม่ให้แปรเปลี่ยนสิ้นไป = โลภะ หรือ ราคะ (ตัณหา) ถ้าไม่พอใจ อยากขับไล่ไสส่ง = โทสะ ท่านจึงเรียงเหตุปัจจัยที่เป็น สายโซ่ หรือกระบวนการเกิดทุกข์ ไว้ดังนี้ ๖ <table><tr><td>ผัสสะ</td><td>เป็นปัจจัยให้เกิด เวทนา</td></tr><tr><td>เวทนา</td><td>เป็นปัจจัยให้เกิด ตัญหา</td></tr><tr><td>ตัณหา</td><td>เป็นปัจจัยให้เกิด อุปาทาน (ความยึดมั่นในการมีตัวตน)</td></tr></table> แล้วก็ต่อ ๆ ไป จนเกิดทุกข์ มีทั้งหมด ๑๑ ขั้นตอน ซึ่งจะยังไม่กล่าวหมดในตอนนี้ เพราะจะทำให้ยากเกินไป แต่โดยสรุป อวิชา (ความไม่รู้) ทำให้คิดปรุงแต่ง แล้วเกิดทุกข์ วิชชา หรือปัญญารู้เท่าทัน ทำให้ไม่เกิด หรือหยุดการปรุงแต่ง วิชชา จึงเป็นปัจจัยให้ดับทุกข์ ฉะนั้น จึงฝึกให้รู้ความว่างไว้บ่อย ๆ ล้มลุกคลุกคลานบ้างก็ไม่เป็นไร ล้มแล้วก็ลุกใหม่ ล้มคือจิตหลุดไปคิดด้วยความเคยชิน พอรู้ตัวว่าจิตหลุดไปคิดมันก็หยุด กิเลสตัญหา มันมีความอายเหมือนกัน ถ้าเจ้าตัวรู้ มันก็หยุด ถ้าไม่รู้มันก็กำเริบลุกลาม จึงกล่าวว่า “รู้” บางทีพระอีสานเรียกว่า "ผู้รู้" จึงมีบทสำคัญยิ่ง หัดให้ รู้อยู่ ว่างอยู่ ไว้บ่อย ๆ ที่เรียกว่า มีนิพพานเป็นอารมณ์ หรือสุญญตาวิหาร ก็ชำนาญขึ้นเรื่อย ๆ สุขขึ้นเรื่อย ๆ หนังสือ "วนนิยายธรรมะจากชีวิตจริง" ของคุณเมตตา อุทกะพันธุ์ ประธานกลุ่มบริษัทอมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) ให้รายชื่อและสำนักปฏิบัติธรรมไว้จำนวนมาก แต่ละท่านมีแง่มุม ภาษา และอุบายวิธีต่าง ๆ ลองเลือกวิธีที่ถูกจริตของแต่ละท่าน ๆ เรามีทางเลือกมากมาย การมีทางเลือกเป็นคุณภาพชีวิตอย่างหนึ่ง ยิ่งทางเลือกในการปฏิบัติธรรมยิ่งเป็นคุณภาพชีวิตที่ดี เชิญทุกท่านใช้โอกาสด้วยความรื่นรมย์เป็นสุขทันที และเป็นสุขมากขึ้น ๆ เมื่อเวลาล่วงไป คราวหน้าจะกล่าวถึงผลของการเจริญสติ เพื่อเพิ่มพูนกำลังใจ และเพิ่มพูนการสัมผัสกับสุขภาวะที่ซาบซ่าน ทั้งเนื้อทั้งตัว (ยังมีต่อ) ๗ โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี นพ. บัญชา พงษ์พานิช พุทธวิธี (ลัดตรง) สร้างสุข (ที่นี่และเดี๋ยวนี้) ๖ ๙ มิ.ย. ๖๖ พุทธวิธี (ลัดตรง) สร้างสุข (ที่นี่และเดี๋ยวนี้) ๑๒ เรื่อง ทุกวันศุกร์ สัปดาห์ที่ ๒ ตลอดปี ๖๖ ณ สวนโมกข์ กรุงเทพ ๑๓.๓๐ - ๑๕.๓๐ รับชมการถ่ายทอดสด * LIVE กิจกรรมสวนโมกข์กรุงเทพ ชมย้อนหลังได้ทาง * YouTube มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ * YouTube หอจดหมายเหตุพุทธทาส ลงทะเบียน [QR Code] BBA หมอ ชาวบ้าน SAKDBHORNSSUP มูลนิธิศรีสุนทร สสส สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ มูลนิธิสาระสนเทศและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสรรค์-สกุลศิวะ # 5 เน้นวิธีลัดตรง ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ## พุทธวิธี (ลัดตรง) สร้างสุข (ที่นี่และเดี๋ยวนี้) ### เอทานยมรรค * สมาธิเหวี่ยง Body Scan ด้วยจิตรู * การเจริญสติ (พุทธธรรมกว้างขวาง) * การเจริญสติ (เป็นเครื่องมือการปฏิบัติ) * ธรรมอันเอก (เครื่องมือชีวิต) * ปกติมนุษย์ใช้สมองส่วนหลัง (สมองของสัตว์เลื้อยคลาน ใช้ดำรงชีพ) * ทุกคนทำได้ หากพยายาม * การเจริญสติ ช่วยให้ไม่จมมหาสมุทรชีวิต โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี | นพ. บัญชา พงษ์พานิช BBA หมอ SAFTEY GROUP สสส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ # สมาธิ หายใจเข้า-ออก (มีเป้าหมาย) # วิริยะ ความกล้าหาญ, เอาจริง มีสมาธิ # อนาคติเหวี่ยง * ขึ้นให้สุด ที่สมอง * ยุบหนอ-พองหนอ ความรู้สึก ไม่ใช่ลม * ลงให้สุด ที่ก้นทบ หรือ ปลายเท้า * เหมือนเครื่องสูบลม * หายใจเข้า-ออกยาว ๆ * จิตอยู่กับลมหายใจ * ถึงเวลาจะสั้นลงเอง เมื่อเหลือจุดเดียว = สมาธิ โดย ศ.นพ. ประเวศ วะลี | นพ. บัญชา พงษ์พานิช BIA หมอ ก้าวไกล SANKHRENUP สสส สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ # จิตเป็นสมาธิ ## สมาธิสร้างสุข * **ปกติ จิต** จะสร้างสุขภายนอก ให้เปลี่ยนมาไว้ข้างใน * **ให้จิตเคลื่อนไปทั่ว (Body Scan)** = **จิตรู้** * **ย้ายสติไปรู้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย** = **เจริญสติ** มีสมาธิ → มีความสุข (สารเอ็นโดรฟินหลั่งออกมา) ## วิปัสสนา * **สมาธิ (ฌาน)** * ปัญญา * (วิปัสสนา) * **วิปัสนูปกิเลส** * (ติดสุขจากสมาธิ) * ↓ * กิเลสวางไม่ให้ไปทางวิปัสสนา ## อาณาปานสติ โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี | นพ. บัญชา พงษ์พานิช BBA หมอ BANGKOK AIR FRANCE สสส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ # ๔ ## อานาปานสติ 95 ขั้นตอน ### แบ่งเป็น ๔ หมวด หมวดละ ๔ ขั้นตอน ### กาย (กายนุปัสสนา สติปัฏฐาน) * + ออกยาว-เข้ายาว * + ออกสั้น+เข้าสั้น * + อยู่กับกายทั้งปวง (ลม=กาย) * • กายลม เชื่อมกับ กายเนื้อ * • รู้ตัวทั่วพร้อม * + สงบ ระงับลมหายใจ ### เวทนา (เวทนุปัสสนา สติปัฏฐาน) * + รู้ปิติ * + รู้สุข ### จิต (จิตานุปัสสนา สติปัฏฐาน) ### ธรรม (ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน) โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี | นพ. บัญชา พงษ์พานิช BA หมอ ชาวบ้าน SANEERORNSSUP สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ สสส สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ # การบ้าน ## ศึกษา ๑๖ ขั้นตอน * อานาปานสติฉบับสมบูรณ์ ของท่านพุทธทาส * อานาปานสติ ของอดีตพระมิสซูโอะคเวสโก (๓ เล่ม) โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี | นพ. บัญชา พงษ์พานิช BIA หมอ SARAKHAMNUE สสส # 5 * ถ้าสังคมดี คนจะบรรลุธรรมมาก (บุคคลนิพพาน + สังคมนิพพาน) * สังคมที่สมดุล ➞ สงบนิ่ง * ศีลธรรม (ความถูกต้อง) ไม่กลับคืนมา = โลทาวินาศ * ต้องเปลี่ยนวิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง ➞ การปฏิวัติจิตสำนึก (เปลี่ยนมาใช้สมองส่วนหน้า) * จิต = วิญญาณ * ปกติมนุษย์ติดอยู่กับ อัตตา แต่ความจริงเหนือตัวตน ไม่มีจุดเริ่มต้น-ไม่มีจุดสิ้นสุด * จิตสงบ ➞ เข้าถึงความจริงเหนือตัวตน เจริญสติ เจริญสมาธิ ➞ จิตเชื่อมธรรมชาติ ➞ ถึงความใหญ่ (มีความสุข) เอารรรมชาติเป็นตัวตั้ง (ยิ่งใหญ่ที่สุด) มนุษย์ = ธรรมชาติ (เอามนุษย์เป็นตัวตั้ง) โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี | นพ. บัญชา พงษ์พานิช B&A หมอ SANKHINANSSOUL สสส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พุทธรวิธ (ลัดตรง) สร้างสุข (ที่นี่และเดี๋ยวนี้) ส่วนโมกข์กรุงเทพ • BSA ๑๒ เรื่อง ๑๒ เดือน ทุกวันศุกร์ สัปดาห์ที่ ๒ ตลอดปี ๖๖ ณ สวนโมกข์ กรุงเทพ ล้อมวงสนทนา กับหมอประเวศ ครั้งที่ ๖ วันศุกร์ ๙ มิ.ย. ๖๖ สองหมอชวนคุย ผ่านประสบการณ์ ของอาจารย์ประเวศ ๑๓.๓๐ - ๑๕.๓๐ อาจารย์หมอประเวศ วะสี และ หมอบัญชา พงษ์พานิช พูดคุย ผ่านประสบการณ์ของอาจารย์ ประเวศ แบบเนื้อๆ เน้นๆ ใครมี อะไรอยากถาม อยากแลกเปลี่ยน เรียนเชิญลงทะเบียนได้ตรงนี้ เลย ลงทะเบียนเข้างาน BBA หมอ สสส LIVE กิจกรรมสวนโมกข์ กรุงเทพ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
การศึกษา
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
การศึกษา
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้