auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (4 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
ถ้าทราบผลของการเจริญสติ จะทำให้รู้ความเป็นไปในร่างกายและจิตใจ เพิ่มพูนกำลังในการปฏิบัติและเพิ่มผลของการปฏิบัติ
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
# ๗ ## การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ถึงผลของการเจริญสติ ถ้าทราบผลของการเจริญสติ จะทำให้รู้ความเป็นไปในร่างกายและจิตใจ เพิ่มพูนกำลังในการปฏิบัติและเพิ่มผลของการปฏิบัติ เป็นที่ทราบกันมาจากประสบการณ์แต่โบราณว่า การเจริญสติมีผลทำให้ ๑. เกิดความสุขกายสุขใจอย่างไม่เคยพบมาก่อน รู้สึกเบาเนื้อเบาตัว บางคนเลยใช้คำว่า "วิชาตัวเบา" ๒. เจ็บป่วยน้อยลง หรือป่วยก็หายง่าย อายุยืน ๓. สติปัญญาดีขึ้น ๔. ความสัมพันธ์ทั้งในครอบครัวและในที่ทำงานดีขึ้น ความขัดแย้งและทะเลาะวิวาทน้อยลง ๕. สมรรถนะในการทำงานดีขึ้น ๖. บางคนว่าทำให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น ๗. ใช้รักษาโรคได้ เป็นธรรมโอสถ จากผลดีทั้ง ๗ ประการดังกล่าว ผู้ที่เจริญสติมักจะกล่าวตรงกันว่า "ถ้าไม่ได้รู้จักการเจริญสติ จะนับว่าเสียชาติเกิด" หรือ "เป็นบุญของเราเหลือเกิน ที่มาพบกับการเจริญสติ" เมื่อชาวตะวันตกได้รู้จักการเจริญสติก็ติดอกติดใจ ทำให้มีศูนย์สอนการเจริญกรรมฐานที่เรียกว่า "Meditation Center" เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด หนังสือ Time นำเรื่อง Meditation เป็นเรื่องขึ้นปกหลายครั้ง ครั้งหนึ่งสัก ๒๐ ปีมาแล้ว ได้พูดถึงการสอนการเจริญสติแบบพุทธ (Buddhist Mindfulness) ที่ผู้สอนชื่อ Kabat Zinn ที่มหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ว่ามีคนอเมริกันมาลงทะเบียนเรียนไปแล้วที่ ๘๗,๐๐๐ คน มีการวิจัยผลของการเจริญสติด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ทางสมอง พบว่า ๑. ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจลดลง ๑ ๒. กระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic) ทำให้ระงับอารมณ์ตื่นเต้นและความกลัว ระบบประสาทอัตโนมัติมี ๒ ระบบที่พยายามสร้างสมดุล หนึ่ง คือ ระบบ Sympathetic ปล่อยสารอะดรีนาลีนกระตุ้นการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และกล้ามเนื้อตื่นตัว เตรียมพร้อม เป็นระบบที่ทำให้เครียด สอง คือ ระบบ Parasympathetic มีผลตรงข้ามกับระบบแรก คือ ทำให้สงบระงับ การเจริญสติกระตุ้นระบบ Parasympathetic ทำให้สงบระงับ ๓. มีสารสุขที่เรียกว่า Endorphins หลั่งออกมามากขึ้น ทำให้เกิดความสุขแผ่ซ่านไปทั่วตัว ๔. ภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น ภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงทำให้ลดการเป็นโรคติดเชื้อและเป็นมะเร็ง ๕. สมองส่วนกลางที่เรียกว่า Social Brain ที่ทำให้เห็นใจผู้อื่น (Empathy) และต้องการทำประโยชน์ต่อผู้อื่น (Altruism) มีการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้สัมพันธภาพดีขึ้น ๖. การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองพบว่า การเจริญสติทำให้คลื่นไฟฟ้าสมองเปลี่ยนไป มีคลื่นที่มีช่วงคลื่นยาวเข้ามาแทนที่คลื่นที่มีช่วงสั้น คลื่นสมองช่วงคลื่นยาวเกิดร่วมกับจิตสงบหย่อนคลาย ๗. นักวิจัยชื่อ Davidson ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซินมีเครื่องมือที่เห็นภาพสมอง (Brain imaging) ว่า อารมณ์ความรู้สึกอย่างใดเกิดขึ้นจากสมองส่วนใด เช่น ขณะที่มีความโลภสมองส่วนใดแดงวาบขึ้น เขานิมนต์พระชาวธิเบตที่เจริญสติบนภูเขามาเข้าเครื่องถ่ายภาพสมองพบว่า ทุกองค์แสดงสมองส่วนหน้า (Prefrontal cortex) ข้างซ้ายแดงวาบ และมีอุณหภูมิสูงขึ้น เขาเรียกว่า "เอียงซ้าย = Left shift" สมองส่วนหน้าสุดเป็นส่วนที่มีหน้าที่เกี่ยวกับสติปัญญา วิจารณญาณ ศีลธรรม การบรรลุธรรม หรือ **สมองแห่งการตื่นรู้ (Awakening)** การเจริญสติทำให้สมองแห่งการตื่นรู้ กัมมันตะ (active) ท่านที่สนใจทางวิทยาศาสตร์ สามารถศึกษาค้นคว้าจากบทความและหนังสือเกี่ยวกับผลวิจัยการเจริญสติได้ ๘. นักวิทยาศาสตร์ทางสมองบางคนว่าในสมองมีเส้นทาง (pathway) แห่งอัตตา และเส้นทางแห่งอัตตาการเจริญสติต่อเนื่องมีผลให้ปิดสวิตช์เส้นทางแห่งอัตตาอย่างถาวร ให้เส้นทางประสาทไปทางอนันตตาทางเดียว เป็น **สมองแห่งการบรรลุธรรม** ๒ ผลดีของการเจริญสติที่ได้จากประสบการณ์มาแต่โบราณ ๗ ประการ ดังกล่าวข้างต้น ขณะที่การ วิจัยทางวิทยาศาสตร์แสดงการตรวจพบ ๘ ประการ อย่างที่เพิ่งกล่าว อันแสดงถึงอิทธิพลของจิต (การ เจริญสติ) ที่มีต่อกายหรือวัตถุ ทำให้ความสนใจในการเจริญสติเพิ่มขึ้นทั่วโลก ทำให้พยากรณ์ได้ว่า ใน อนาคตคนจะเจริญสติกันทั้งโลก ไปกระตุ้นสมองส่วนหน้าซึ่งเป็นสมบัติของมนุษย์ทุกคนที่รอให้ใช้มา ๒๐๐,๐๐๐ ปีแล้ว ยิ่งโลกวิกฤตไม่มีทางออก จะยิ่งเร่งให้มนุษย์สหวิทซ์ไปใช้สมองส่วนหน้ากันมากขึ้น ๆ และเรื่องนี้ก็มีแรงจูงใจสูงยิ่ง คือ เจริญสติแล้วมีความสุขอย่างประณีตลึกซึ้งอย่างไม่เคยพบมาก่อน เรียกว่าทั้งสุขและดี จะไม่มีเสน่ห์จูงใจได้อย่างไร นี้ก็ขอให้เป็นการเพิ่มกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติพุทธวิธีสร้างสุข คราวนี้จะหันไปพูดเรื่อง ธรรมโอสถ หรือธรรมะรักษาโรค ในทางพุทธเป็นที่รู้กันอย่าง กว้างขวางว่า มีบทธรรมรักษาโรคอยู่ ๒ บท คือ ๑. คิริมานนทสูตร ๒. โพชฌงค์ ๗ ดังจะเล่าต่อไป ๓ # ๑ คิริมานนทสูตร สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่เชตะวันมหาวิหาร ของอนาถบิณฑิกเศรษฐีที่เมืองสาวัตถี พระภิกษุชื่อคิริมานนท์อาพาตหนัก พระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ ทูลเชิญเสด็จเยี่ยมพระคิริมา นนท์ถึงกุฏิที่นอนอาพาธ พระพุทธองค์ตรัสว่า อานนท์ถ้าเธอไปเยี่ยมพบพระคิริมานนท์แล้วกล่าวสัญญา ๑๐ ประการ เมื่อได้ฟังพระคิริมานนท์อยู่ในฐานะที่จะหายอาพาธโดยพลันได้ สัญญา ๑๐ ประการ คือ ๑. อนิจจสัญญา ๒. อนัตตสัญญา ๓. อสุภสัญญา ๔. อาทีนวสัญญา ๕. ปหานสัญญา ๖. วิราคสัญญา ๗. นิโรธสัญญา ๘. สัพพโลเก อนภิรตสัญญา ๙. สัพพสังขาเรสุ อนิฏฐสัญญา ๑๐. อานาปานสติ พระอานนท์รับ รับสั่งพระผู้มีพระภาคไปกล่าวสัญญา ๑๐ ประการ ให้พระคิริมานนท์ฟังอาพาธ ของท่านก็หายโดยพลัน ลองมาดูความหมายของสัญญา ๑๐ ประการ แต่ละข้อ พระพุทธองค์ขยายความอย่างสังเขป ถ้า อ่านในหนังสือเล่มเล็กของสำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง ที่ลงหน้าปกให้ดูในบทที่ ๔ รูปที่ ๔ ชื่อ คิริมานนทสูตร ก็จะเข้าใจดีขึ้น สัญญา ๑๐ มีความหมายสั้น ๆ ดังต่อไปนี้ ๔ ๑. อนิจจสัญญา พิจารณาว่ารูปเป็นอนิจจัง เวทนาเป็นอนิจจัง สัญญาเป็นอนิจจัง สังขารเป็นอนิจจัง วิญญาณเป็นอนิจจัง ไม่ควรยึดมั่น (อุปทาน) ในขันธ์ ๕ อุปทานขันธ์ ๕ เป็นตัวทุกข์ ๒. อนัตตสัญญา อายตนะภายใน ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) และอายตนะภายนอก ๖ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์) ไม่มีตัวตน เมื่อไม่มีตัวตนก็ไม่มีใครที่จะทุกข์ ๓. อสุภสัญญา พึงเห็นเป็นส่วนประกอบต่าง ๆ ของร่างกาย ทั้งภายนอก คือ ผม ขน เล็บ ฟัน ผิวหนัง (เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ) และอวัยวะภายในต่าง ๆ เช่น ลำไส้ ตับ ไต ไส้พุง อุจจาระ ปัสสาวะ เป็นของไม่งาม (อสุภะ = ไม่งาม) เพื่อคลายความรักในร่างกายลง ๔. อาทีนวสัญญา อาทีนพ หมายถึง โรคภัยไข้เจ็บ ร่างกายเต็มไปด้วยโรค เพื่อคลายความรักและการ อยู่ในอำนาจของกายลง ๕. ปหานสัญญา ปหานะ = ทำให้สิ้นไปของกามฉันทะ พยาบาท วิหิงสา และอกุศลต่าง ๆ ๖. วิราคสัญญา ความจางคลายของราคาะ = นิพพาน ๗. นิโรธสัญญา ความสงบสิ้นไปของกิเลสตัณหา = นิพพาน ๘. สัพพโลเก อนภิรตสัญญา ความไม่น่ายินดีของโลกทั้งหลาย โลก = ร่างกายกว้างศอก ยาววา หนา คีบ ที่ประกอบด้วยขันธ์ ๕ ๙. สัพพสังขาเรสุ อนิฏฐสัญญา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ๑๐. อาณาปานสติ การเจริญอานาปานสติ ต้องลองปฏิบัติดูเอง เวลาไม่สบายนำเอาคิริมานนทสูตรซึ่งประกอบด้วยสัญญา ๑๐ มาสวดซ้ำ ๆ ดูว่าจะหายป่วยหรือไม่ หลังจากกล่าวถึงโพชฌงค์ ๗ แล้ว จะอธิบายว่าทำไมถึงหายป่วยได้ ๕ # ๒ โพชฌังคปริตร หรือ โพชฌงค์ ๗ เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อพระมหาโมคคัลลานะและพระหมากัสสปะอาพาธ พระพุทธองค์ทรงสวด โพชฌงค์ให้ฟัง ทั้ง ๒ มหาสาวกก็หายอาพาธ อีกคราวหนึ่งพระพุทธองค์เองประชวร ทรงให้พระมหาจุน ทะสวดโพชฌงค์ถวายให้สดับก็ทรงหายประชวร จึงถือกันต่อ ๆ มาว่า โพชฌังคปริตรมีฤทธิ์รักษาความ เจ็บป่วยได้ เมื่อผมเด็ก ๆ ตอนย่าป่วยมาก ได้ยินผู้ใหญ่เขาพูดกันว่านิมนต์พระมาสวดโพชฌงค์ ผมไม่ เข้าใจว่าโพชฌงค์คืออะไร แต่จำคำนี้ได้ตั้งแต่นั้นมา โพชฌงค์ = โพช หรือ โพธิ + องค์ ประกอบกัน โพชฌงค์ = องค์แห่งการตรัสรู้ มี ๗ คือ ๑. สติ ๒. ธัมมวิจยะ ๓. วิริยะ ๔. ปีติ ๕. ปัสสัทธิ ๖. สมาธิ ๗. อุเบกขา สติ คือ การเจริญสติและโดยวิธีใดก็ตาม โดยทั่วไปก็อานาปานสติให้รู้กายรู้ใจของตนเองหรือรู้ตัว ทั่วพร้อมอย่างที่กล่าวมาแต่ต้น ซึ่งหวังว่าถึงตอนนี้ผู้ปฏิบัติสามารถปฏิบัติได้พอสมควร ธัมมวิจยะ วิจยะ = วิจัย หมายถึง การวิจัยธรรม ซึ่งแปลกันว่าการเฟ้นธรรม คือ เฟ้นธรรมที่ เหมาะสมกับความรู้สึกนึกคิดขณะนั้น คือ ขณะที่เจริญสติ รู้กาย รู้ใจ อยู่นั้น อาจมีอะไรมากระทบ อายตนะทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เช่น รู้สึก เจ็บ คัน ปวดเมื่อย หรือนิวรณ์ต่าง ๆ มีอะไรก็มอง ให้เป็นธรรม เช่น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือความว่างจากตัวตน หรืออย่างในสติปัฏฐาน ๔ ในฐานธรรม ที่เรียกว่า ธัมมานุปัสสนาตามรู้ในธรรม ๔ ข้อ คือ ๖ อนิจจัง วิราคะ นิโรธะ ปฏินิสสัคโค = การสลัดคืน กิเลส ตัณหา ทำให้จิตเกลี้ยงเกลา มีสติและเฟ้นธรรม (ธัมมวิจัยะ) ขึ้นมาพิจารณาอย่างเหมาะสมกับอารมณ์ที่รับรู้ในปัจจุบัน ข้อธัมมวิจัยะนี้ มีอธิบายด้วยสำนวนต่าง ๆ หลายอย่าง วิริยะ = ความพากเพียร ดังที่กล่าวมาแล้ว คราวนี้เกิดสามประสาน คือ สติ - ธัมมวิจัย - วิริยะ ดำเนินเนื่อง จะเกิดปีติ และปัสสัทธิ ตามมา ปีติ เมื่อสามประสานดำเนินเนื่องจะเกิดปีติขึ้นเอง เป็นความอิ่มใจซาบซ่าน ปัสสัทธิ = ความสงบรงับ ความผ่อนคลาย (ตรงข้ามกับ stress) มีความสุขในเนื้อในตัวจาก ความสงบรงับ สมาธิ ความสงบรงับ เป็นเหตุให้เกิดสมาธิ จิตกำหนดแน่วแน่ ณ จุดใดจุดหนึ่ง ทำให้มีพลังกล้าแข็ง อุเบกขา องค์ที่ ๑ คือ สติ องค์ที่ ๒ ธัมมวิจัยะ นั้นคือ ปัญญา องค์ที่ ๖ คือ สมาธิ ฉะนั้น สติ - สมาธิ - ปัญญา จึงรวมกำลังกัน โดยมีปีติและปัสสัทธิเป็นกองหนุน ทำให้ สติ - สมาธิ - ปัญญา พุ่งไปเหมือนจรวด อุเบกขา คือ เมื่อทุกอย่างเข้าที่ จิตก็เป็นกลางอยู่ด้วย สติ - สมาธิ - ปัญญา พุ่งไปสู่เป้าหมาย คือ นิพพาน เหมือนเครื่องบินขณะบินขึ้นนั้น คนขับต้องระวังระวังเต็มที่ เร่งเครื่อง ระวังทิศทางลม ปะทะ ประคองไม่ให้เครื่องบินพลิกคว่ำหรือตก เมื่อเครื่องบินถึงระดับทุกอย่างเข้าที่เรียบร้อย เครื่องบินบินสม่ำเสมอ คนขับก็สบายหย่อนคลายนำเครื่องบินสู่เป้าหมาย อย่างนี้จะทำให้เข้าใจ ความหมายของอุเบกขา คือ ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางเรียบร้อย คนขับคือจิตไม่ต้องทำอะไรมาก รอ เวลาบรรลุเป้าหมาย อุเบกขา คือ ทุกอย่างพร้อมแล้ว รอเวลาถึงเป้าหมาย คือ นิพพาน ท่านจึง เรียกโพชฌงค์ ๗ ว่า องค์ธรรมที่นำไปสู่โพธิ หรือ นิพพาน อธิบายอย่างนี้คงพอเข้าใจโพชฌงค์ ๗ พอสมควร และควรปฏิบัติให้มาก ให้เกิดโปรแกรมในตัว จนเมื่อได้ยินเสียงสวดโพชฌงค์ก็หายป่วยได้ ๗ พระโมคคัลลานะก็ดี พระมหากัสสปะก็ดี พระพุทธองค์เองก็ไม่ต้องพูดถึง ล้วนบรรลุธรรมแล้ว ทั้งสิ้น โปรแกรมโพชฌงค์อยู่ในองค์เอง ฉะนั้น เมื่ออาพาธและหรือมีประชุมพอได้สดับการสวดโพชฌงค์ ก็เหมือนมีกระแสไฟไปกระตุ้นโปรแกรมโพชฌงค์ในจิตท่านทั้ง ๓ หายป่วยทันที ถ้าคนที่ไม่รู้จักโพชฌงค์เลย ได้ยินสวดโพชฌงค์ก็ไม่มีความหมายใด ๆ คงจะไม่ช่วยให้หายป่วย ## ทำไมคิริมานนทสูตรและโพชฌังคปริตรทำให้หายป่วยได้ การป่วยทุกชนิดเกิดจากการเสียสมดุลของกายใจ การเสียสมดุลทำให้ปั่นป่วน วุ่นวาย โกลาหล ไม่สบาย และไม่ยั่งยืน คิริมานนทสูตรก็ดี โพชฌังคปริตรก็ดี ทำให้เกิดความสมดุล เมื่อมีความสมดุลก็หายป่วย ไม่ว่า การป่วยนั้นเกิดจากโรคใด ๆ ทั้งคิริมานนทสูตรและโพชฌงค์ ๗ หัวใจอยู่ที่การเจริญสติ - สมาธิ - ปัญญา นั่นเอง ที่กล่าวมา โดยตลอดในพุทธวิธีสร้างสุขทั้ง ๖ ตอนข้างต้น จึงควรทำให้มากแล้วทดลองดูว่า เมื่อไม่สบายจะเป็นไข้ อ่อนเพลีย เป็นหวัด เจ็บคอ หรืออะไรก็ตาม เจริญสติ เช่น อานาปานสติสักพักเดียวก็จะพบว่าเกิดปีติสุข ในเนื้อในตัวเข้ามาแทนที่ความรู้สึกไม่สบาย ยิ่งผู้สูงอายุด้วยแล้ว อาจเรียกว่าไม่มีวันไหนสบาย มันจะเจ็บนี่ ปวดนั่น ขัดยอก แบบที่เขาพูดว่า "นั่งก็โอย นอนก็โอย" ปวดหลัง อ่อนเพลีย วิงเวียน หน้ามืด ตาลาย ถ้าหัดเจริญสติไว้เสมอ ๆ ก็จะอยู่ สบายขึ้น ๘ แต่คนสมัยนี้ไม่ต้องรอจนสูงอายุดอก แม้หนุ่มสาวหรือกลางคนก็พากันเสียสมดุลในตัวเองเพราะ การพัฒนาอย่างไม่สมดุล การเสียสมดุลในตัวเองทำให้เกิดอะไรก็ได้ รวมทั้งภูมิคุ้มกันบกพร่อง มีความ เจ็บปวดเรื้อรังในตัว ต้องใช้ยาเสพติดหรือยาแก้ปวด ในสหรัฐอเมริกาเมื่อปีกลาย มีผู้เสียชีวิตกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คน จากการใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด ถ้าหันมาเจริญสติน่าจะแก้การเจ็บปวดเรื้อรังได้ เพราะ การเจริญสติทำให้เกิดความสมดุล ภูมิคุ้มกันเพิ่ม มีสารสุขที่เรียกว่า Endorphins หลั่งออกมามาก สาร นี้มีฤทธิ์คล้ายมอร์ฟีน เขาจึงตั้งชื่อว่าเอ็นโดรฟินหรือมอร์ฟีนจากภายใน ซึ่งดีกว่ามอร์ฟีนจากภายนอก หันมาเสพติดการเจริญสติ ดีกว่าไปเสพติดสารจากภายนอก ธรรมโอสถ นั้นไม่ได้มีแต่คิริมานนทสูตรและโพชฌังคปริตรเท่านั้น เรียกว่าธรรมะทั้งหมดล้วน เป็นธรรมโอสถ มีสติอยู่ท่ามกลางธรรมทั้งหลาย ลองหันกลับไปอ่านผลของการเจริญสติที่กล่าวไว้ ข้างต้น จะเห็นว่าธรรมทั้งหลายมีสติเป็นประธานล้วนเป็นธรรมโอสถ หัวข้อการบรรยาย "พุทธวิธีสร้างสุข" ก็หมายถึง พุทธธรรมเป็นธรรมโอสถ เมื่อทราบว่าอะไรดี พึงทำให้มาก - พหุลึกตา จักมีผลมาก - มหัพผลา ฉะนี้ (ยังมีต่อ) ๙ โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี นพ. บัญชา พงษ์พานิช พุทธวิธี (ลัดตรง) สร้างสุข (ที่นี่และเดี๋ยวนี้) ๓ ๑๔ ก.ค. ๖๖ พุทธวิธี (ลัดตรง) สร้างสุข (ที่นี่และเดี๋ยวนี้) ๑๒ เรื่อง ทุกวันศุกร์ สัปดาห์ที่ ๒ ณ ๑๓.๓๐ ๑๒ เดือน ตลอดปี ๖๖ สวนโมกข์ - กรุงเทพ ๑๕.๓๐ รับชมการถ่ายทอดสด * LIVE กิจกรรมสวนโมกข์กรุงเทพ ชมย้อนหลังได้ทาง * YouTube มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ * YouTube หอจดหมายเหตุพุทธทาส ลงทะเบียน [QR code image] BBA หมอ ชาวบ้าน SAKDBIHORNSUP มูลนิธิศรีธรรม ๑๐๐ สสส. สานติภาพ มูลนิธิสาระสนุกแห่งชาติ มูลนิธิสรรค์-สฤษดิ์วงศ์ # 9 ## พุทธวิธี (ลัดตรง) สร้างสุข (ที่นี่และเดี๋ยวนี้) ## เน้นวิธีลัดตรง ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ## อานาปานสติสูตร * อานาปานสติ ภาวนา ๑๖ ขั้น * หลักการประพฤติ * ปฏิบัติตนเอง * สั่งสอนผู้อื่น ## กรรมฐานหลัก * กรรมฐานอื่นเป็นเรื่องประกอบ (พุทธานุสติ // เมตตา // มรณสติ // ปฏิกูลสัญญา) โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี | นพ. บัญชา พงษ์พานิช BA หมอ SANGSUEANUSUP สสส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ # สติ / สัมปชัญญะ ต่างกัน ## สติ * การระลีกรู้ (อดีต ปัจจุบัน อนาคต) * รู้อิริยาบถหยาบ ## สัมปชัญญะ * การรู้ตัว * รู้อิริยาบถย่อย (หัน ก้ม เงย เคี้ยว กลืน) ***สติสัมปชัญญะ = รู้อยู่กับปัจจุบัน*** Inner Development Goals (IDGs) ↓ การพัฒนาภายใน การพัฒนาจิตใจ ↑ เจริญสติ (วิปัสสนา) ความสุขทางวัตถุ 90 ประการ ↓ ตื้น ไม่ยั่งยืน นำไปสู่ความโลภง่าย โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี | นพ. บัญชา พงษ์พานิช BBA หมอ SAUDI ARABIA สสส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ # ๓ ## อานาปานสติ-สติปัฏฐาน ๑๖ ขั้นตอน ### ๔ หมวด (หมวดละ ๔ ขั้นตอน) * **ฐานกาย** (กายนุปัสสนาสติปัฏฐาน) * **ฐานเวทนา** (เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน) เสวยอารมณ์ ความรู้สึก * **ฐานจิต** (จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน) ดูจิต มีสติระลึกรู้เท่าทัน พิจารณาความนึกคิด อารมณ์ * **ฐานธรรม** (ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน) มีสติรู้ชัดธรรมทั้งหลาย (นิวรณ์ ๕ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ โพชฌงค์ ๗ อริยสัจ ๔) โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี | นพ. บัญชา พงษ์พานิช BIA หมอ SATHORNINSURE สสส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ # อานาปานสติ ๑๖ ขั้นตอน ## ฐานกาย ลม (หายใจเข้า-ออก) = กายลม + กายเนื้อ ### ขั้นที่ ๑ หายใจยาว ### ขั้นที่ ๒ หายใจสั้น ## สังเกตธรรมชาติของลมหายใจ ### ขั้นที่ ๓ รู้ภายในกาย รู้สึกตัวทั่วพร้อม (กายลม+กายเนื้อ) ### ขั้นที่ ๔ ความสงบร่างแห่งกาย ↓ รู้หายใจเข้า-ออก (สติตามรู้ยาว สั้น) ## สมาธิ โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี | นพ. บัญชา พงษ์พานิช BA หมอสมิติ SAKONANAPANISUP สสส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ # อานาปานสติ ๑๖ ขั้นตอน ## ฐานเวทนา ### สมาธิสุข **ขั้นที่ ๕** การรู้เฉพาะ ตัวนำความสุข **ขั้นที่ ๗** รู้ทันการปรุงแต่งทางจิต ไม่หลงติด กับความสุขของฌาน **ขั้นที่ ๖** รู้เฉพาะซึ่งสุข (เป็นส่วนหนึ่งของฌาน) เป็นวิปัสสนา แยกกับสมาธิ **ขั้นที่ ๘** การสงบระงับ ปิติ กับ สุข โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี | นพ. บัญชา พงษ์พานิช BBA หมอ SAKETBUURNUSUP สสส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ # 5 ## อานาปานสติ ๑๖ ขั้นตอน ### ฐานจิต **ขั้นที่ ๙** รู้เฉพาะซึ่งจิต (มีกิเลส ไม่มีกิเลส) = รู้ทันจิต **ขั้นที่ ๑๐** ทำจิตให้ปราโมทย์ ทำจิตให้บันเทิง เกิดความสงบร่าง **ขั้นที่ ๑๑** ทำจิตให้เป็นสมาธิ **ขั้นที่ ๑๒** การเปลื้องกิเลสตัณหา ทำให้จิตเกลี้ยงเกลา (ล้างจิต) ↓ จิตประภัสสร โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี | นพ. บัญชา พงษ์พานิช BA หมอ SAKETBUANP สสส # อาณาปานสติ ๑๖ ขั้นตอน ## ฐานรรรม ### ขั้นที่ ๑๓ * รู้ความจริง * ความจริง ๓ ประการ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ### ขั้นที่ ๑๔ * รู้ความจางคลาย (ของกิเลส ตัณหา ราคะ) ### ขั้นที่ ๑๕ * สงบ ระงับไปหมดแล้ว * ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) ### ขั้นตที่ ๑๖ * สลัดคืนทั้งหมด = นิพพาน โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี | นพ. บัญชา พงษ์พานิช BBA หมอ SAUDI ARABIA สสส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พุทธวิธี (ลัดตรง) สร้างสุข (ที่นี่และเดี๋ยวนี้) สานโมกข์กรุงเทพ • B&A ๑๒ เรื่อง ๑๒ เดือน ทุกวันศุกร์ สัปดาห์ที่ ๒ ตลอดปี ๖๖ ณ สวนโมกข์ กรุงเทพ ล้อมวงสนทนา กับหมอประเวศ ครั้งที่ ๗ วันศุกร์ ๑๔ ก.ค. ๖๖ สองหมอชวนคุย ผ่านประสบการณ์ ของอาจารย์ประเวศ ๑๓.๓๐ - ๑๕.๓๐ อาจารย์หมอประเวศ วะสี และ หมอบัญชา พงษ์พานิช พูดคุย ผ่านประสบการณ์ของอาจารย์ ประเวศ แบบเนื้อๆ เน้นๆ ใครมี อะไรอยากถาม อยากแลกเปลี่ยน เรียนเชิญลงทะเบียนได้ตรงนี้ เลย ลงทะเบียนเข้างาน B&A หมอ ชาวบ้าน SAKABHORN SAPP สสส สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ สุขภาพที่ยั่งยืน สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ LIVE f กิจกรรมสวนโมกข์ กรุงเทพ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
การศึกษา
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2022
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• วิทยาศาสตร์
• การวิจัย
• การเจริญสติ (พุทธศาสนา)
history_eduหมวดหมู่
การศึกษา
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
8 August 2022
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้