auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (3 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

พุทธวิธี(ลัดตรง)สร้างสุข(ที่นี่และเดี๋ยวนี้) ครั้งที่10 ตอน ประสบการณ์ อานาปานสติเหวี่ยง กระสวยจิต อาบความสุข

chrome_reader_modeคำอธิบาย

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

# ๑๐. ## ประสบการณ์ ### อานาปานสติเหวี่ยง กระสวยจิต อาบความสุข ผมเป็นคนชอบคิด จนติดเป็นนิสัยและความเคยชิน จึงเป็นการยากมากที่จะหยุดคิดมาเป็นรู้อยู่กับปัจจุบัน ตามที่กล่าวมาทั้งหมดว่าหัวใจของการสร้างสุข คือ เปลี่ยน **จิตคิด เป็น จิตรู้** ด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่รวมเรียกว่า **สติ - สมาธิ - ปัญญา** เช่น เมื่อผมพยายามเจริญ**อานาปานสติ** คือ ตามรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก จิตมันก็คอยแว็บไปคิดถึงบทความที่กำลังเขียน หรือวางแผนจะเขียน ไม่รู้อยู่กับลมหายใจเสียแล้ว จึงต้องดิ้นรนอย่างมากที่จะทำให้จิต "**รู้**" ให้ได้ ### วิธีเจริญอานาปานสติแบบคลาสสิค ๑๖ ขั้นตอน ที่พระพุทธองค์ตรัสสอนด้วยพระองค์เองนั้น มีผู้รวบรวมตีพิมพ์ไว้มากมาย เช่น อานาปานสติฉบับสมบูรณ์ โดยอาจารย์พุทธทาสภิกขุ หรือในคิริมานนทสูตร ที่พิมพ์โดยสำนักพิมพ์เลี่ยงเซียง หรือในอานาปานสติ วิถีแห่งความสุข เล่ม ๑, ๒, ๓ โดยอดีตสมณอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก แห่งวัดสุนันทาราม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี แต่ก็มีผู้ดัดแปลงไปจากวิธีคลาสสิคนี้ เช่น กรรมฐานสายพม่าใช้กำหนดรู้ การยุบและการพองของท้อง ขณะที่หายใจเข้าออก แทนที่จะกำหนดรู้ที่ลมเข้าลมออก โดยเห็นว่าลมนั้นแผ่วเบากำหนดรู้ยาก แต่การยุบการพองของหน้าท้องที่เป็นไปกับลมหายใจนั้นหยาบกว่ากำหนดง่ายกว่า พระกรรมฐานสายท่านอาจารย์มั่นนั้น ไม่กำหนดลมหายใจแต่ใช้การบริกรรมพุทโธ ๆ ๆ ให้ถี่ยิบ ไม่มีช่องว่างที่จะให้คิด แต่จิตอยู่กับพุทโธ ๆ ๆ ตลอดเวลา ซึ่งก็ได้ผลเป็นที่ประจักษ์กันอยู่แล้ว ๑ กรรมฐานตามวิธีของธรรมกาย ก็ใช้การบริกรรมเหมือนกัน แต่บริกรรมคำว่า สัมมา อะระหัง ๆ เหล่านี้ เป็นต้น ที่ผมพยายามหาเคล็ดมาทำให้มีสติรู้อยู่กับลมหายใจ มี ๒ อย่าง คือ ๑. การนับ กำกับลมหายใจ ๒. อานาปานสติเหวี่ยง สำหรับการนับกำกับลมหายใจนั้น ครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ก็พูดถึงกันอยู่แล้ว ที่เรียกว่า คณนา นั่นคือ หายใจเข้า ๑ หายใจออก ๑ หายใจเข้า ๒ หายใจออก ๒ หายใจเข้า ๓ หายใจออก ๓ ผู้เริ่มใหม่ ๆ ตั้งเป้าหมายแค่ ๕ ก็พอ แต่มักไม่ถึง จิตมันหลุกหลิกเหมือนลูกลิง มันแว็บออกจาก การรู้ลมหายใจไปคิดโน่นคิดนี่ บางทีตั้งนานกว่าจะรู้ว่าจิตหลุด แล้วกลับมากำหนดรู้ที่ลมหายใจใหม่ ล้ม ๆ ลุก ๆ อยู่อย่างนี้ ถ้ากำหนดรู้อย่างต่อเนื่องถึง ๕ ได้ ก็ดีใจที่บรรลุเป้าหมายแล้ว เป็นกำลังใจให้เพียรต่อไป แล้วก็ เพิ่มเป้าหมายทีละ ๑ ทีละ ๑ ขึ้นไปเรื่อย ๆ เป็น ๖, ๗, ๘ จนถึง ๑๐ แล้วกลับมาเริ่มต้น ๑ ใหม่ กำหนด คาบละ ๑๐ คาบ คาบละ ๑๐ ไปเรื่อย ๆ ผมกำหนดคาบละ ๑๐๐ มีข้อที่ต้องระวัง คือ อย่างเอาการนับเป็นตัวเด่น จะทำให้รู้แต่การนับแต่ไม่รู้ลมหายใจ ต้องรู้ลม หายใจให้เด่นแต่การนับแผ่วเบาอยู่เบื้องหลัง จะนับผิดนับถูกบ้างก็ไม่เป็นไร การนับทำให้มีเป้า เป้าทำให้เกิดความเพียรพยายามมุ่งเป้า การเพียรพยายาม คือ วิริยะ ที่เป็น พลังให้มีสติรู้อยู่กับลมหายใจได้อย่างต่อเนื่อง ตรงนี้ ควรทบทวนหมวดธรรมที่เรียกว่า อินทรีย์ ๕ พละ ๕ อันประกอบด้วย ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ก็จะเข้าใจว่า เมื่อเริ่มต้นศรัทธาและวิริยะเป็นตัวหนุนให้กำหนดสติได้ดีขึ้น ๒ เมื่อกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกอย่างต่อเนื่อง จาก ๑ ถึง ๑๐๐ ถึงตอนนั้นก็รู้สึกสบายมากแล้ว สติตั้งตัวได้แล้ว ต่อไปง่ายขึ้น ก็นับทวนลงมาจาก ๑๐๐, ๙๙, ๙๘ ... จนถึง ๐ แล้วก็กลับทวนขึ้นไปใหม่ จาก ๐, ๑, ๒ ... ขึ้นไปถึง ๑๐๐ แล้วก็ลงมาใหม่จาก ๑๐๐ ลงมาถึง ๐ โดยมากผมจะตั้งเป้าไว้ ๔ คาบ ๆ ละ ๑๐๐ รวมเป็น ๔๐๐ จากลมหายใจเข้ายาวออกยาว มันจะค่อย ๆ สั้นลงเรื่อย ๆ เป็นไปเองตามธรรมชาติ ไม่ต้อง ตั้งใจหรือบังคับ ระยะนี้ก็จะเข้าตอนที่ ๒ ของทั้งหมด ๑๖ ตอน **ตอนที่ ๒ มีว่า หายใจออกสั้นก็รู้ หายใจเข้าสั้นก็รู้** เมื่อตามรู้ลมหายใจ จะรู้สึกสบาย หายใจเข้า สบาย ๆ หายใจออก สบาย ๆ สบาย ๆ ก็คือ เป็นสุขอย่างอ่อน ๆ มีมาตั้งแต่เริ่มกำหนดลมหายใจแล้ว และมากขึ้นเรื่อย ๆ การ **นับมันจะหายหรือเลิกลาไปเอง** ในคาบที่ ๓ หรือที่ ๔ เพราะหมดความต้องการแล้ว การรู้อยู่กับลม หายเข้าออกเป็นไปอย่างต่อเนื่องโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องใช้เป้าหมายหรือพลังวิริยะเมื่อตอนเริ่มต้น ถ้าเปรียบกับการขับเครื่องบิน เมื่อเริ่มต้นจะบินให้ขึ้นจากพื้นดิน ต้องเร่งเครื่องมากจึงจะบินขึ้น และต้องระวังระไวมาก ไม่ให้ปีกเอียงไปกระทบพื้น ต้องดูทิศทางลมที่จะมาปะทะทำให้เครื่องบินตก แต่เมื่อขึ้นไปถึงระดับทรงตัวได้แล้ว รู้ทิศทางลมดีแล้ว ไม่ต้องเร่งเครื่องเหมือนตอนจะขึ้น เครื่องบินบิน ได้สม่ำเสมอดีแล้ว กัปตันก็หย่อนคลายสบาย ไม่ต้องเขม็งแข็งตึง พาเครื่องบินไปสู่เป้าหมาย หรือเสมือนพายเรือข้ามฟาก เรือเป็นพาหนะพาไป แต่เมื่อถึงอีกฝั่งขึ้นบกเดินไปไม่ต้องแบกเรือ ไปด้วย จอดทิ้งไว้ที่ฝั่ง ฉันใด ผู้เจริญสติใช้การนับเป็นพาหนะพาไป แต่เมื่อถึงฝั่งก็ไม่ต้องแบกการนับให้ เป็นภาระหรือตัวถ่วง จึงปล่อยการนับทิ้งไปเอง จิตรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออกอย่างต่อเนื่อง เข้าไปสู่ ขั้นตอนที่ ๓ และ ๔ ของอานาปานสติ ๑๖ ขั้นตอน ต่อไป **อานาปานสติเหวี่ยง** ตามวิธีคลาสสิค กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกตั้งแต่รูจมูกถึงสะดือ แต่หลายคนพบว่าลมแผ่วและ ช่วงสั้นเกินตามรู้ได้ยาก อานาปานสติเหวี่ยง หมายถึง เหวี่ยงลมหายใจให้แรงและไปไกลสุด ๆ ระหว่าง ๓ ศีรษะกับก้นกบ (cranio - sacral) ข้างบนเหวี่ยงไปจนกระทั่งสมองจรดเพดานกะโหลกศีรษะ หรือ กระหม่อมจนทะลุออกไปข้างบนก็ได้ ข้างล่างไปสุดที่ก้นกบ ท่านมิตซูโอะ คเเวสโก หายใจเข้าออกไป จนถึงปลายเท้าเลย ท่านพูดว่า "หายใจทางเท้า" เหวี่ยงขึ้นลง ลงขึ้น ระหว่างกระหม่อมกับก้นกบหรือ ปลายเท้า เป็นช่วงยาวทั้งหมดของร่างกายและแรงมาก ตามรู้ได้ง่าย รู้ว่าลมวิ่งขึ้นวิ่งลงตลอดลำตัว เหมือนเป็นเครื่องสูบลมเข้าออก ๆ อย่างต่อเนื่อง ที่จริงลมจริง ๆ เคลื่อนอยู่เฉพาะในหลอดลมในปอด ไม่ได้ไปถึงสะดือหรือถึงศีรษะ ก้นกบ หรือ ปลายเท้า เป็นความรู้สึก ตามรู้ความรู้สึก เหมือนลมเคลื่อนไปจริง ๆ โยคี เรียกว่า ลมปราณ หรือพลัง ชีวิต การเคลื่อนลมหรือปราณไปกระทั่งถึงสมอง ทำให้รู้สึกสบายสมอง เหมือนมีอะไรไปนวดบ่อย ๆ ครั้ง เมื่อลมปราณไปกระทั่งที่สมองไม่กี่ทีจะมีแสงสว่างแผ่ออกมา อาจเต็มศีรษะและขยายไปทั้งตัวจน ร่างกายหายไป เหลือแต่แสงสว่างปกคลุมไปทั่วกับจิตที่รู้หรือ "ผู้รู้" จะเอาอย่างวิธีของโยคีก็ได้ ที่อินเดีย ฤๅษี มุนี โยคี สวามี ทำสมาธิกันจำนวนมาก แต่โบราณจึง ค้นพบวิธีที่ทำให้ได้ผลดีและรวบรวมขึ้นอย่างเป็นระบบ เรียกว่า โยคศาสตร์ ที่อ้างอิงกันมาก คือ คัมภีร์ โยคศาสตร์ของท่านปตัญชลี วิธีของโยคศาสตร์จะเคลื่อนลมปราณจากสมองลงมาตามไขสันหลังไปสิ้นสุดที่ก้นกบ ว่าเกิด สมาธิเร็วและลึก พร้อมกับส่งความสุขไปตามเส้นประสาทที่ออกจากไขสันหลังแผ่ซ่านไปทั่วตัว เกิด ทิพยสุขชุ่มฉ่ำไปทั่วสรรพางค์กาย ที่ท่านเรียกว่า จิตรวมเป็นหนึ่งกับพระเจ้า โยคะ หมายถึง การปฏิบัติที่นำจิตไปรวมกับพระเจ้า ด้วยการเจริญสมาธิอย่างลึก ตรงกระหม่อมมีช่องทางที่ติดต่อกับพลังจักรวาลหรือพระเจ้า การเดินลมปราณ คือ การดึง พลังจักรวาล หรือพระเจ้าเข้ามาในตัว ทำให้เกิดปีติสุขอันเป็นทิพย์ จะลองดูวิธีของโยคีย่างนี้ก็ได้ อานาปานสติเหวี่ยงนี้ เมื่อเริ่มเหวี่ยงช่วงจะกว้างมาก คือ ระหว่างศีรษะกับก้นกบ ดังกล่าว แต่ เมื่อทำไป ๆ ช่วงเหวี่ยงจะค่อย ๆ สั้นเข้า ๆ จนสั้นมากเกือบจะเป็นจุดหรือเป็นจุด ตามรูป ๔ ช่องลม ศรีษะ ก้นกบ จากการมีสติตามรู้ลมหายใจ กลายเป็นสมาธิเพ่งอยู่กับจุดเดียว ถามว่าจุดเดียวนี้อยู่ที่ไหน ระหว่างศีรษะกับก้นกบ ตอบว่าอยู่ที่ไหนก็ได้ และเคลื่อนย้ายไปที่ไหน ๆ ก็ได้ตามใจเรา ตอนนี้จะรู้สึกเหมือนมีกระสวยจิตรู้ ที่สั่งให้เคลื่อนไปไหน ๆ ก็ได้ ทั่วตัว **กระสวย (shuttle)** เป็นที่บรรจุด้ายในการทอด้วยกี่กระตุก ผู้ทอกระตุกเชือกที่ผูกกระสวยให้ วิ่งไปวิ่งมา shuttle ระหว่างของ ๒ โครงร่าง พาด้ายไปทอกันทีละเส้น ๆ เส้นจน เป็นผืนผ้า กระสวยจิตเป็นกระสวยเล็ก ๆ ที่บรรจุจิตรู้ ซึ่งผู้เจริญสมาธิสามารถกระตุกให้เคลื่อนไปที่ไหนก็ได้ ตามใจเรา เราก็พากระสวยจิตให้เคลื่อนไปที่ร่างกายทีละส่วน ๆ เช่น ศีรษะ ตา หู คอ ทรวงอก ผ่าน หัวใจ ปอด ลงไปที่ท้อง ผ่านกระเพาะอาหาร ตับ ไต ไส้พุง ลงไปตามขาจนถึงปลายเท้า และกลับขึ้นมา ทำกี่เที่ยว ๆ ก็ได้ จะแวะตรงไหนนาน ๆ ก็ได้ เช่น ที่ลูกตา หรือสมอง หรือหัวใจ หรือ ปอด กระสวยจิต นี้จะให้เคลื่อนไปในทิศทางใดก็ได้ดังใจ ขึ้นลง หรือทางยาวราบ หรือเอียง หรือเป็นวง เหมือนวัวที่หมด พยศเชื่องแล้ว ใช้ให้ทำอะไรก็ได้ การที่เคลื่อนจิตรู้ หรือกระสวยจิตไปเยี่ยมส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่อไปเยี่ยมส่วนใด ส่วนนั้นก็เสมือนชอบใจ มีความอบอุ่นและเป็นสุข มีผู้กล่าวว่าเซลล์และอวัยวะต่าง ๆ เมื่อเจ้าของไป เยี่ยมถึงที่ เขารู้สึกดีมากและมีความสุข มีผู้เชื่อว่าเซลล์มีวิญญาณรับรู้ได้ และพูดคุยกับเจ้าของได้ (Cell Talk) การส่งกระสวยจิตเคลื่อนไปที่ส่วนต่าง ๆ ทั่วร่างกาย คล้ายกับวิธีการของอาจารย์โกเอ็นก้า ที่ เมื่อเจริญสติเจริญสมาธิถึงระดับหนึ่งแล้ว ก็เคลื่อนจิตรู้ไปรับรู้ ความรู้สึกของร่างกายทีละส่วน ๆ จนทั่ว ร่างกาย โปรดศึกษาวิธีของอาจารย์โกเอ็นก้า ซึ่งแพร่หลายไปทั่วโลก ๕ เมื่อจิตรวมจดจ่ออยู่ที่ใดที่หนึ่งที่เดียวนาน ๆ อาจทำให้เบื่อและหยุดทำสมาธิ แต่การย้ายจิตไป เยี่ยมส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เหมือนไปท่องเที่ยว รู้สึกสนุก ทำให้จิตอยู่ในสติและสมาธิได้นาน เต็มไป ด้วยความปิติสุขตลอดเวลา บางทีกระสวยจิตเคลื่อนไปที่ใดก็มีแสงสว่างร่วมไปด้วย และทำให้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ที่กระสวยจิตไปเยี่ยมเกิดเป็นแสงสว่างไปด้วย เหมือนเป็นการไปจุดโคมไฟจนทั้งตัว กลายเป็นแสงสว่าง ส่วนร่างกายหายไปมีแต่แสงสว่าง จิตสัมผัสรู้อยู่กับแสงสว่างว่างจากตัวตนอยู่ได้ นาน ๆ จิตเบาสบายยิ่งนัก ความไม่สบายใด ๆ ก็หายไปหมด เป็นธรรมโอสถอย่างดี รักษาทุกโรค เพราะว่าไม่ว่าโรคอะไร ความไม่สบายเกิดจากการเสียสมดุล ถ้าร่างกายของเราอยู่ในสมดุลเราก็สบายดี ถ้าไม่สมดุลก็ป่วย หรือไม่สบาย การเจริญสติเจริญสมาธิทำให้เกิดความสมดุลของกายใจ ความไม่สบายต่าง ๆ จึงหายไป มีความสุขทั้งเนื้อทั้งตัว ภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น ทำให้เจ็บป่วยน้อย และอายุยืน ## โรงพยาบาลต่าง ๆ น่าจะมีคลินิกเจริญสติ พยากรณ์ได้ว่า ในอนาคตก็จะมีองค์กรเจริญสติเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่เฉพาะวัดวาอารามเท่านั้น แต่องค์กรอื่น ๆ ทุกชนิด เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน มหาวิทยาลัย บริษัท กรมกองต่าง ๆ เพราะมี แรงจูงใจสูงที่จะให้ทำเช่นนั้น เช่น ### เป็นองค์กรแห่งความสุข ผู้คนเจ็บป่วยน้อย การลางานน้อยลง ประหยัดค่ารักษาพยาบาล คนในองค์กรทะเลาะกัน น้อยลง รักและร่วมมือกันเพิ่มขึ้น การทำงานดีขึ้น ได้ผลงานมากขึ้นและดีขึ้น บริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้น ทุกอย่างดีขึ้นหมด แล้วทำไมผู้บริหารองค์กรจะไม่อยากให้องค์กรของตนเป็นองค์กรเจริญสติ มนุษยชาติจะค้นพบชีวิตใหม่และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล เพราะพากันเจริญสติหมดทั้ง โลก ธรรมชาติเป็นเช่นนี้ (ยังมีต่อ) ๖ พุทธรวิธี (ลัดตรง) สร้างสุข (ที่นี่และเดี๋ยวนี้) ส่วนโมกข์กรุงเทพ • B&A ๑๒ เรื่อง ๑๒ เดือน ทุกวันศุกร์ สัปดาห์ที่ ๒ ตลอดปี ๖๖ ณ ส่วนโมกข์ กรุงเทพ ล้อมวงสนทนา กับหมอประเวศ ครั้งที่ ๑๐ "ทวินนิพพาน" นิพพานคู่แฝดระหว่างบุคคลและสังคม วันศุกร์ ๒๐ ต.ค. ๖๖ ๑๓.๓๐ - ๑๕.๓๐ สองหมอชวนคุย ผ่านประสบการณ์ ของอาจารย์ประเวศ อาจารย์หมอประเวศ วะสี และ หมอบัญชา พงษ์พานิช พูดคุย ผ่านประสบการณ์ของอาจารย์ ประเวศ แบบเนื้อๆ เน้นๆ ใครมี อะไรอยากถาม อยากแลกเปลี่ยน เรียนเชิญลงทะเบียนได้ตรงนี้ เลย ลงทะเบียนเข้างาน B&A หมอ สสส พงษ์พานิช • LIVE f กิจกรรมส่วนโมกข์ กรุงเทพ

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2022

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
คุยกับผู้อ่าน : ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสุข (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 315 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548)
19% Match
คุยกับผู้อ่าน : ยาม้าฆ่าคนบนถนน (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 140 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2533)
17% Match
สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่
12% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

8 August 2022

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้