auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
บทความนำเสนอ ประวัติ ความเป็นมา การดำเนินงานของภาควิชาอายุรศาสตร์ ที่มีลักษณะการดำเนินการแบบองค์รวม หรือ“อายุรศาสตร์องค์รวม” ซึ่งแนวทางดังกล่าว หน่วยงานต่างๆ ทั้งในและนอกมหาวิทยาลัยสามารถนำไปใช้ได้ เพราะในที่สุดคนไทยจะต้องสามารถสร้างประเทศไทยองค์รวม ที่ความเป็นองค์รวมของประเทศเหมือนกับความเป็นองค์รวมของความเป็นคน รวมทั้งศักยภาพของความเป็นมนุษย์ที่จะเข้าถึงสิ่งสูงสุด คือ ความจริง ความดี ความงาม
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
# จากตึกเตี้ยใต้ต้นมะขามถึงตึกนวมินทรบพิตร ๑๐๓ ปี อายุรศาสตร์ โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี "ตึกเตี้ยใต้ต้นมะขาม” เป็นคำที่เรียกตึกสำนักงานแผนก (ภาควิชา) อายุรศาสตร์ เมื่อเริ่มแรกที่ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเสริฐ กังสดาลย์ หัวหน้าแผนกอายุรศาสตร์ใช้ในหัวกระดาษเอกสารข่าวจากภาควิชา ท่านอาจารย์ประเสริฐ นอกจากเป็นบรมครูทางอายุรศาสตร์ที่รู้จักกันในสมัยนั้นว่า PK แล้ว ท่านยังเป็นนักเขียนที่มีลีลาเจ้าสำบัดสำนวนเป็นเด่น ตึกสำนักงานอายุรศาสตร์เป็นตึกเล็กชั้นเดียว อยู่ตรงขั้นล่างของตึกธนาคารไทยพาณิชย์ ขณะนี้ หน้าตึกมีต้นมะขามใหญ่มาก คนปัจจุบันอาจจะนึกภาพไม่ออกว่าระหว่างตึกอำนวยการกับตึกสำนักงานอายุรศาสตร์ที่ว่านี้ เป็นพื้นดินว่างที่มีต้นมะขามใหญ่ ในปี พ.ศ.๒๔๙๘ เมื่อผมเป็นแพทย์ประจำบ้านอายุรศาสตร์ ภาควิชามีตึกที่เป็นหอผู้ป่วยอยู่ ๒ ตึกๆ ละ ๒ ชั้น คือ ตึกอัษฎางค์ และตึกอายุรกรรม ตึกอัษฎางค์อยู่ตรงตึกอัษฎางค์ในปัจจุบัน ตึกอายุรกรรมอยู่ไกลออกไปสุดหล้า คือ ตรงที่เป็นตึกศูนย์โรคหัวใจสมเด็จพระบรมราชินีในปัจจุบัน ที่ว่าสุดหล้าเพราะสมัยนั้นสุดแดนโรงพยาบาล ถัดจากตึกอายุรกรรมออกไปนิดเดียวก็เป็นรั้วสังกะสี นอกรั้วเป็นดงกล้วย ยังเคยมีคนร้ายแย่งปากกาที่เสียบกระเป๋าของญาติคนไข้ ชื่อ พ.ท.ขุนเรือง แล้วปีนรั้วสังกะสีหนีไป สมัยนั้นจึงมีหอผู้ป่วยอยู่ ๔ หอ คือ อัษฎางค์ ๑, ๒ อายุรกรรม ๑, ๒ มีเตียงผู้ป่วยหอละ ๓๐ เตียง เมื่อผมเป็นน.ศ.พ.ปี ๓ รับผู้ป่วยคนแรกอยู่ที่อัษฎางค์เตียง ๑ กั้นม่าน กั้นม่านหมายถึงเป็นคนไข้พิเศษ สมัยนั้นยังไม่มีหอผู้ป่วยที่เป็นคนไข้พิเศษ ผู้ป่วยรายแรกในชีวิตผมเป็นคุณหลวง เป็นอาจารย์ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๑ สมัยนั้นอาจารย์อายุรศาสตร์ยังมีจำนวนไม่มาก แต่ก็เริ่มแบ่งสาขาแล้ว ทั้งภาควิชามีอาจารย์ ๑๖ ท่าน สมัยนั้นแพทย์ที่ได้รับเหรียญทองนิยมมาเป็นอาจารย์อายุรศาสตร์มากที่สุด จากอาจารย์ จำนวน ๑๖ ท่าน มีถึง ๖ ท่าน ที่เป็น "หมอเหรียญทอง" ไม่นับหัวหน้าภาคซึ่งท่านได้รับทุนหลวง ไปเรียนแพทย์ที่อังกฤษเมื่อจบ ม.๘ ผมอยากจะกล่าวถึงท่านศาสตราจารย์ประเสริฐ กังสดาลย์ เป็นพิเศษ ท่านเป็นอาจารย์ที่มี ความเป็นพิเศษจริงๆ และเป็นแรงบันดาลใจให้ผมอยากเข้ามาอยู่เป็นอาจารย์อายุรศาสตร์ ท่าน เป็นอายุรแพทย์ที่มีศิลปะแพรวพราวในการตรวจรักษาผู้ป่วย จนมีผู้ขนานนามท่านว่าเป็น William Oster ของไทย มีวาทศิลป์ และมีทักษะในการเขียน ในการตรวจวิทยานิพนธ์หรือ บทความการวิจัยเพื่อการตีพิมพ์ของอาจารย์ในภาควิชา ท่านพิถีพิถันอ่านทุกประโยค และช่วย ตรวจแก้ให้มีความถูกต้องสละสลวย ท่านเคยให้ผมนั่งดูอยู่ด้วยเวลาท่านตรวจแก้วิทยานิพนธ์ของ อาจารย์อายุรศาสตร์ (อาจารย์ทำปริญญาแพทยศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต ผมคิดว่าไม่มีใครในโลกที่ ตรวจแก้ละเอียดละออเท่าท่านอาจารย์ประเสริฐ กังสดาลย์ ท่านมีวิสัยทัศน์กว้างยาวไกล ดังที่เมื่อผมได้รับพระราชทานทุนส่วนพระองค์ไปศึกษา ต่างประเทศในปี พ.ศ.๒๕๐๐ ท่านแนะนำให้ผมไปเรียน Geriatrics ในประเทศไทยสมัยนั้นยังไม่มี ใครเริ่มต้นในสาขานี้เลย แต่ผมปักใจจะไปทางโลหิตวิทยาเสียแล้วจึงไม่เชื่อท่าน ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ ทำให้การเริ่มในสาขานี้ต้องเนิ่นนานออกไปอีกยาวไกล ภาควิชาอายุรศาสตร์เป็นเสมือน "แม่บท" หรือเท็มเพลตทางวิชาการ ที่มีภาควิชากุมาร เวชศาสตร์และคณะวิชางอกออกไปเป็นหน่วยงานอิสระจำนวนมาก ได้แก่ ภาควิชากุมารเวช ศาสตร์ ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะเวชศาสตร์เขตร้อน ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ ภาค วิชาตจวิทยา อาจารย์ที่แยกไปตั้งหน่วยงานเหล่านี้เดิมเป็นอาจารย์ในภาควิชาอายุรศาสตร์ทั้งสิ้น เมื่อมีอายุครบ ๑๐๓ ปี ภาควิชาอายุรศาสตร์มีอาจารย์ถึง ๑๔๙ คน ล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญ ในสาขาวิชาต่างๆ มีความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัยระดับโลก เป็นทุนทางปัญญาขนาดใหญ่ คนที่มีทุนก็มักจะคิดว่าจะใช้ทุนไปทำประโยชน์ให้เพิ่มพูนหรือแสวงหากำไรได้อย่างไร ๒ ผมถามหัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์คนปัจจุบัน (รศ.นพ.ไชยรัตน์ เพิ่มพิกุล) ว่าจุดแข็งของ อายุรศาสตร์ในปัจจุบันคืออะไร ท่านตอบว่าคือ Unity หรือ สามัคคีธรรม ผมจะเริ่มจากจุดนี้ ผมเคยเป็นและยังเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยของหลายมหาวิทยาลัย ข้อสังเกตอย่าง หนึ่งที่พบในมหาวิทยาลัยทุกแห่ง คืออาจารย์มีความขัดแย้งกันสูงในหมู่อาจารย์มหาวิทยาลัย ทำ ให้อาจารย์ไม่มีความสุขและความสร้างสรรค์เท่าที่ควร มหาวิทยาลัยควรจะเป็นดินแดนแห่ง ความสุขและความสร้างสรรค์ เพราะเป็นดินแดนแห่งปัญญา ปัญญาควรนำมาซึ่งความสุข เพราะ ปัญญาเป็นแสงสว่าง เท่าที่ผมสังเกตดูอาจารย์มหาวิทยาลัยขัดแย้งกันเพราะมาอยู่ร่วมกันในองค์กร แต่ขาด พฤติกรรมองค์กร อาจารย์คิดเชิงเทคนิคแต่ขาดการคิดเชิงระบบโครงสร้างและการจัดการ เวลา ทะเลาะกันก็มักปรักปรำว่าอีกข้างเป็นคนไม่ดี แต่แท้ที่จริงเป็นเพราะขาดการจัดการ ถ้าการจัดการ ดีก็จะไม่ทะเลาะกัน ฉะนั้น ถ้าอาจารย์อายุรศาสตร์ ๑๔๙ คน นอกจากจะสนใจมิติทางวิชาการในสาขาของ ตนๆ แล้ว เพิ่มความสนใจมิติเชิงระบบและการจัดการเข้าไปด้วย ภาควิชาจะมีพลังสร้างสรรค์ มหาศาลและมีความสุขอย่างยิ่ง การพัฒนาพลังสร้างสรรค์ขององค์กรเป็นวิทยาการแขนงหนึ่งที่มีการวิจัยและพัฒนามา เป็นเวลา ๖๐ - ๗๐ ปีแล้ว ซึ่งมีหลายวิธีด้วยกัน ซึ่งเมื่อทำแล้วองค์กรจะมีพลังสร้างสรรค์มหาศาล โดยคนในองค์กรมีความมุ่งมั่นร่วมกัน รักกันมาก มีความสุข และสร้างสรรค์อย่างยิ่ง ถ้าภาควิชา อายุรศาสตร์สามารถพัฒนาความเป็นองค์กร (Organizational development) ตามนัยที่กล่าว ก็จะเป็นขุมพลังทางปัญญาขนาดใหญ่ ที่สามารถช่วยองค์กรอื่นๆ ในมหาวิทยาลัยและนอก มหาวิทยาลัยให้เกิดพลังสร้างสรรค์มหาศาล อย่างน้อยก็เป็นตัวอย่างให้หน่วยงานอื่นๆ อยากทำ ตาม ภาควิชาอายุรศาสตร์ควรเป็นตัวอย่างของนักวิชาการที่มีสมรรถนะในการคิดเชิงระบบ และการจัดการ ภาควิชาประกอบด้วยอาจารย์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง ความ เชี่ยวชาญดังกล่าวมีค่ามาก น่าจะได้รับการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ถึงอาจารย์จะใช้ความ ๓ เชี่ยวชาญไปในการดูแลผู้ป่วยแต่ละคน ที่เรียกว่า one to one care ประโยชน์ก็ยังจำกัด ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านควรตั้งคำถามว่า "ทำอย่างไรความเชี่ยวชาญของเราจึงจะเกิดประโยชน์ต่อคนทั้งมวล" ถ้าผู้เชี่ยวชาญสามารถตั้งคำถามนี้ได้ ก็จะก้าวเข้าไปสู่การคิดเชิงระบบและการจัดการแล้ว เพราะการที่จะตอบคำถามนี้จะต้องถามต่อไปว่า ๑. คนทั้งมวลที่ว่านั้นคือใคร อยู่ที่ไหน ๒. เขามีปัญหาในโรคที่เราเชี่ยวชาญมากน้อยเพียงใด ๓. ใครดูแลเขาบ้างในระดับต่างๆ ๔. ผู้ดูแลในระดับต่างๆ มีความสามารถในการดูแลมากน้อยเพียงใด ๕. มีการใช้ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการดูแลแล้วหรือยัง ๖. ทำอย่างไรคนทั้งมวลจะได้รับการดูแลที่ดี ที่ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า จะเห็นได้ว่าคำถามข้อที่ ๑ เกี่ยวกับประชากร คำถามข้อที่ ๒ เกี่ยวกับระบาดวิทยา คำถาม ข้อถัดๆ ลงมาเกี่ยวกับระบบบริการ ซึ่งประกอบด้วยโครงสร้างการดูแลระดับต่างๆ บุคลากร ความรู้และเทคโนโลยีที่ใช้ และช่องทางที่จะพัฒนาระบบบริการ ทั้งหมดก็คือระบบและการจัดการ ภาควิชาอาจจัดประชุมปฏิบัติการและเชิญผู้รู้เกี่ยวกับระบบบริการสุขภาพมาร่วม การที่อาจารย์ที่มีความรู้เชิงระบบและการจัดการเพิ่มขึ้นมาอีกมิติหนึ่ง ไม่ได้ทำให้ความ เชี่ยวชาญของอาจารย์กระทบกระเทือน ตรงกันข้ามความรู้ทางเทคนิค (ความเชี่ยวชาญ) กับ ความรู้เชิงระบบจะเข้ามาเสริมกันให้เกิดความสมบูรณ์ อาจารย์สามารถตีพิมพ์ผลงานวิจัยระบบ สุขภาพในสาขาที่อาจารย์เชี่ยวชาญ เช่น "ระบบการบริการผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือโรคปอด หรือโรค ทางเดินอาหาร หรือโรคทางจิตเวช ... " ผู้ชำนาญการโรคเฉพาะทางเป็นผู้ที่มีปัญญาสูง มีบารมี และมีจำนวนมาก คืออยู่ใน โรงเรียนแพทย์ อยู่ที่โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลเอกชน ถ้าท่านเหล่านี้ ๔ สามารถตั้งคำถามว่า "ทำอย่างไรความเชี่ยวชาญของเราจะเกิดประโยชน์ต่อคนทั้งมวล" ประโยชน์มหาศาลลงจักบังเกิดขึ้นกับคนไทยทั้งประเทศ และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเองก็จะมี ความสุข ความปิติยินดีซึมซ่านอยู่ในเนื้อในตัว เพราะระลึกรู้ว่าความเชี่ยวชาญของตนไปเป็น ประโยชน์ต่อคนทั้งมวล คลินิเซียนในโรงเรียนแพทย์เป็นผู้มีบารมีในสังคม ที่สังคมให้ความเชื่อถือสูง จึงอยู่ในฐานะ **ผู้นำทางความคิด** ถ้าอาจารย์มีความเข้าใจระบบสุขภาพด้วย นอกเหนือไปจากวิชาการทางเทคนิค ก็อยู่ในฐานะที่จะชี้นำสังคมเกี่ยวกับระบบสุขภาพที่ดีว่าควรเป็นอย่างไร ซึ่งจะมีผลต่อสุขภาพของ คนทั้งประเทศ ยกตัวอย่างสหรัฐอเมริการเป็นประเทศที่ใช้งบประมาณสุขภาพสูงสุด คือ ๑๗ เปอร์เซนต์ของจีดีพี และมีความรู้เชิงวิชาการทางเทคโนโลยีสูงสุด แต่ผลตอบแทนทางสุขภาพไม่ได้ ดีที่สุด แต่มีปัญหามาก คนอเมริกันหลายสิบล้านคนไม่มีประกันสุขภาพชนิดใดๆ เวลาเจ็บป่วย ลำบากมาก ทั้งนี้เพราะ**ระบบบริการสุขภาพของอเมริกาไม่ดี** มีข้อเสนอระดับโลกออกมาเมื่อ ค.ศ.2010 ที่เรียกว่า **21st Century Health** **Profession Education** โดยที่คณะกรรมการระดับโลกเสนอว่า แนวคิดเรื่องการผลิตบุคลากร สุขภาพที่ใช้มา ๑๐๐ ปี คือเกิดจากข้อเสนอของ Abraham Flexner เมื่อ ค.ศ.1910 นั้น บัดนี้ไม่ เหมาะสมแล้ว ควรจะปรับหรือปฏิรูปจากการเอาเทคนิคเป็นตัวตั้งเป็นเอา "ระบบ" เป็นตัวตั้ง เพราะสอดคล้องกับสถานการณ์ความเป็นจริงมากกว่า ข้อเสนอนี้สำคัญมากแต่โรงเรียนแพทย์โดย ทั่วๆ ไปจะไม่เข้าใจ เพราะขาดความคิดเชิงระบบดังกล่าวแล้ว แต่ถ้าอาจารย์อายุรศาสตร์พัฒนาวิธี คิดเชิงระบบตามที่เสนอข้างต้น ก็อยู่ในฐานะที่จะเข้าใจข้อเสนอ **21st Century Health** **Profession Education** และปฏิบัติได้ ซึ่งจะยังผลมหาศาล เช่น โรงเรียนแพทย์สามารถสนับสนุน โรงพยาบาลชุมชน (โรงพยาบาลอำเภอ) ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๘๐๐ แห่งทั่วประเทศ ให้เป็นสถาบัน การฝึกอบรมบุคลากรทางสุขภาพทุกสาขาร่วมกัน โรงพยาบาลชุมชนอยู่ตรงจุดยุทธศาสตร์ของ การพัฒนาที่เชื่อมต่อชุมชนท้องถิ่นข้างล่างทั้งหมด ข้างบนก็สามารถเชื่อมต่อกับวิทยาศาสตร์ที่ ก้าวหน้าและนโยบาย การพัฒนาเครือข่ายโรงพยาบาลชุมชนให้มีความเป็นสถาบันเป็นก้าวใหญ่ ของระบบสุขภาพไทย และในการนี้ต้องการความเป็นผู้นำของโรงเรียนแพทย์ ๕ สิ่งที่น่าทำอีกอย่างคือ ภาควิชาอายุรศาสตร์ประกาศตัวปืน ภาควิชาแห่งการเจริญสติ การเจริญสติได้รับการนิยมปฏิบัติมากขึ้นในโลกตะวันตก และมีการวิจัยผลของการเจริญสติ มากมาย โดยพบว่าทำให้สุขภาพดี ภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น ไม่ค่อยเจ็บป่วยและถึงเจ็บป่วยก็หายง่าย เพิ่ม เอ็นโดฟินหรือสารสุข ทำให้เกิดความสุขทั้งเนื้อทั้งตัว เป็นความสุขราคาถูก (Happiness at Low Cost) สัมพันธภาพดีขึ้นทั้งในครอบครัวและในที่ทำงาน สติปัญญาดี และจากการตรวจด้วยเครื่อง Brain Imaging พบการเปลี่ยนแปลงในสมอง เมื่อมีแรงจูงใจมากขนาดนี้ สามารถพยากรณ์ได้ว่าใน อนาคตมนุษย์ทั้งโลกจะเจริญสติ ถ้าภาควิชาเป็นภาควิชาแห่งการเจริญสติ นอกจากความสุขและ สัมพันธภาพที่ดีแล้ว ภาควิชาอาจวิจัยผลของการเจริญสติต่อการหายของโรคในระบบต่างๆ รวมทั้งตั้ง คลินิคแห่งการเจริญสติด้วย ผลที่คาดหวังอย่างหนึ่ง ถ้าประชาชนเจริญสติกันมากๆ ก็ คือการหยุดงานเพราะเจ็บป่วยจะน้อยลง และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจะลดลงมาก สาขาวิชาต่างๆ ของภาควิชามีสำนักงานกระจัดกระจายกันหลายแห่ง ถ้ามีห้องที่ รับประทานอาหารกลางวันร่วมกันได้จะดีมาก จะได้มีโอกาสพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน บ่อยๆ ถ้ามี "อายุรศาสตร์สุนทรียสนทนา" กันเสมอๆ จะเกิดความคิดดีๆ ในเรื่องที่น่าทำ และทำ ได้ และยิ่งทำให้อายุรศาสตร์ผนึกกันเหนียวแน่นขึ้น เกิดปัญญาร่วม (Collective wisdom) ความคิดใหม่หรือนวัตกรรม และอัจฉริยภาพกลุ่ม (Group genius) ภาควิชาจะมีศักยภาพสูงยิ่ง ทำให้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เป็นไปได้ เมื่อพระพุทธองค์ประทับที่เขาคิชฌกูฏที่นครราชคฤห์แห่งแคว้นมคอธ หมวดธรรมะที่ทรง นำมาสอนมากที่สุดคือ อปริหานิยธรรม ซึ่งแปลกันว่าธรรมะเพื่อความเจริญถ่ายเดียว อปริหานิย ธรรม คือธรรมะแห่งการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ อาจารย์อายุรศาสตร์ถึงจะชำนาญในวิชาทาง เทคนิคต่างๆ ก็จริง แต่อาจารย์ไม่ใช่เทคนิค อาจารย์เป็นคน ในความเป็นคนมีคุณสมบัติอัน มหัศจรรย์ต่างๆ มากมาย อาจารย์สามารถใช้ศักยภาพแห่งความเป็นคนสร้างสรรค์สิ่งดีๆ อันมหัศจรรย์ต่างๆ ถ้าอาจารย์อายุรศาสตร์ทั้ง ๑๔๙ คน สามารถร่วมสร้างความเป็น "องค์รวม" (The Whole) ของภาควิชา ความเป็นองค์รวมก็จะมีคุณสมบัติใหม่ผุดบังเกิดขึ้น อันไม่ใช่ คุณสมบัติของส่วนย่อย ๖ ดังที่ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยสสารต่างๆ ที่มาจากธรรมชาติ แต่เมื่อเกิดความเป็น "องค์รวม" คือเป็นคนทั้งคนขึ้นมาแล้ว ความเป็นคนมีคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์ ซึ่งไม่ใช่คุณสมบัติของสสาร หน่วยงานต่างๆ มักเป็นเพียงกะจุกของคนจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนย่อย แต่ไปไม่ถึงความเป็น "องค์รวม" จึงไม่มีโอกาสเสพเสวยคุณสมบัติอันมหัศจรรย์ของความเป็น "องค์รวม" ที่ผมกล่าวมาทั้งหมด เพื่อสรุปว่าหากอาจารย์ในภาควิชาอายุรศาสตร์ซึ่งเป็นส่วนย่อย ช่วยกันสร้างความเป็น "องค์รวม" ของภาควิชาอายุรศาสตร์ จะเกิดคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์ของความเป็นองค์รวม และได้เสพเสวยทิพยรสของคุณสมบัติใหม่นั้นร่วมกัน ได้กล่าวตอนต้นว่าภาควิชาอายุรศาสตร์เป็นประดุจ "แม่บท" หรือเท็มเพลต ที่ภาควิชาและคณะวิชาอื่นๆ งอกออกไป หากภาควิชาอายุรศาสตร์สมัยครบ ๑๐๓ ปี จากตึกเตี้ยใต้ต้นมะขามมาสู่ตึกสูงนวมินทรบพิตร มีความสามัคคีกันตามที่หัวหน้าภาควิชาคนปัจจุบันกล่าวใช้ จุดแข็งนี้ขับเคลื่อนให้เกิดอายุรศาสตร์ "องค์รวม" อันจะเกิดคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์ขึ้นอายุรศาสตร์ยุคใหม่จะได้เป็น "แม่บท" หรือเท็มเพลต ให้ความดีงามเกิดขึ้นทั่วไปในแผ่นดินไทยและในโลก ความเป็น "อายุรศาสตร์องค์รวม" (The Wholeness of Medicine) ยังไม่มีชื่อเรียกว่าอะไร เพราะเป็นของใหม่ที่ยังไม่เคยเกิด แต่ถ้าอาจารย์อายุรศาสตร์ ๑๔๙ คน ร่วมกันทำให้เกิดและได้เสพทิพยรสของคุณสมบัติใหม่ที่ผุดบังเกิด (Emerge) ขึ้น จะรู้ขึ้นมาเองว่า "อายุรศาสตร์องค์รวม" นี้ควรเรียกว่าอะไร ที่กล่าวเฉพาะอายุรศาสตร์เพราะเป็นหนังสือ ๑๐๓ ปีอายุรศาสตร์ แต่แนวทางดังกล่าวใช้สำหรับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในและนอกมหาวิทยาลัยได้ด้วย เพราะในที่สุดคนไทยจะต้องสามารถสร้างประเทศไทยองค์รวม ที่ความเป็นองค์รวมของประเทศเหมือนกับความเป็นองค์รวมของความเป็นคน อันมีความมหัศจรรย์ต่างๆ รวมทั้งศักยภาพของความเป็นมนุษย์ที่จะเข้าถึงสิ่งสูงสุด คือความจริง ความดี ความงาม ๗ --- 2 PACET จากตึกเตี้ยใต้ต้นมะขามถึง ตึกนวมินทรมพิตร 103 ปี อายุรศาสตร์ ประเวศ วะสี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
การศึกษา
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• การพัฒนาสังคม
history_eduหมวดหมู่
การศึกษา
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้