hotel_class เนื้อหาคัดสรร

ดูเพิ่มเติม

auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

คำอำลา

chrome_reader_modeคำอธิบาย

คำอำลาเขียนเมื่ออายุ 79 ปี

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

บนเส้นทางชีวิต รศ.พญ.จันทพงษ์ วะสี # คำอำลา ผมเขียนคำอำลานี้เมื่ออายุได้ ๗๙ ปี สุขภาพยิ่งดี แต่เพื่อความไม่ประมาท เกิดปุบปับตายไปโดยไม่ได้อำลาญาติสนิทมิตรสหาย ศิษย์ ผู้ร่วมงาน คนรู้จัก และ ผู้ที่อาจคิดถึงกัน ผมเขียนคอลัมน์ "บนเส้นทางชีวิต" ในนิตยสารหมอชาวบ้าน เป็นประจำทุกเดือน มาเป็นเวลาเกือบ ๓๐ ปี และยังจะเขียนต่อไปตราบเท่าที่ ยังมีชีวิตอยู่และยังเขียนได้ ซึ่งอาจเป็นข้อเขียนที่ยาวที่สุด เกี่ยวกับชีวิตและเรื่อง ราวต่าง ๆ บนเส้นทางชีวิต อาจมีสาระบ้าง ไม่มีสาระบ้าง ตามธรรมชาติชีวิตของ คนธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ประสบการณ์ชีวิตเป็นความรู้อีกแบบหนึ่งที่ต่างจากความ รู้ในตำราหรือจากการคิด ท่านมหาตมะ คานธี กล่าวว่า การอ่านตำราให้ความรู้ แต่ประสบการณ์ให้ ปัญญา ประสบการณ์ชีวิต มีทั้งความสำเร็จและความไม่สำเร็จ ความล้มเหลว ให้การเรียนรู้ที่ดียิ่ง เราเดินเป็นเพราะเราเคยล้ม ฉะนั้น อย่าได้รังเกียจความล้ม เหลว ในบทสุดท้ายนี้ ผมอยากฝากข้อคิดเห็นบางอย่างจากประสบการณ์ชีวิต เพื่อ เป็นเครื่องระลึกถึงกัน ดังต่อไปนี้ ที่มาภาพ : * olenadomanytska@123rf.com * jeremy@123rf.com * ekinyalgin@123rf.com * sarayutsy@123rf.com * flynt@123rf.com * bubbers@123rf.com * zulsp010795@123rf.com ปีที่ ๔๗ ฉบับที่ ๕๖๓ มีนาคม ๒๕๖๙ หมอชาวบ้าน ๘๙ 89.91 Way 563_new.indd 89 2/18/2569 BE 11:55 AM การอ่านตำรา ให้ความรู้ แต่ประสบการณ์ ให้ปัญญา ประสบการณ์ชีวิต มีทั้งความสำเร็จ และความไม่สำเร็จ ความล้มเหลว ให้การเรียนรู้ ที่ดียิ่ง ๑. การเกิดมาในโลกนี้ต้องช่วยให้โลกดีขึ้น ถ้าเรามีแต่เอาหรือบริโภค อย่างเดียว ก็จะทำให้โลกพร่อง ถ้าทุกคนต่างทำให้โลกพร่อง โลกนี้ก็จะอยู่ไม่ได้ ในฐานะแห่งความเป็นมนุษย์ ซึ่งต่างจากสัตว์ที่มีแต่ธรรมชาติของสัตว์ คือ กิน ขี้ ปี๊ นอน กัดกัน มนุษย์สามารถมีจิตสำนึกที่สูงลึกล้ำ จิตสำนึกเป็นศักยภาพและ พลังสูงสุดของมนุษย์ ประดุจพลังนิวเคลียร์ในตัวคน เจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษาวิชาความรู้ที่มีอยู่ขณะนั้นทุกแขนง ที่เรียกว่า ศิลปวิทยาทั้ง ๑๘ แต่ยังไม่ทรงมีพลังจิตสำนึก ต่อเมื่อเสด็จหนีออกจากวังไป สัมผัสความจริงของชีวิต ที่เรียกว่า คนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทำให้จิตเปลี่ยน เกิด ฉันทะวิริยะอย่างแรงกล้า ที่จะหาทางพ้นทุกข์ พลังจิตสำนึกช่วยให้คนธรรมดา กลายเป็นพระพุทธเจ้า การเรียนรู้จึงไม่ควรเรียนแต่ความรู้เท่านั้น แต่ควรเรียนรู้ ให้เกิดพลังจิตสำนึก โดยสัมผัสความจริงของชีวิตของประชาชนคนข้างล่างหรือคน ยากจน พลังจิตสำนึกจะทำให้ชีวิตมีความหมาย มีพลังขับเคลื่อน และมีความสุข ๒. ความใฝ่ฝันหรือจินตนาการ เรามักจะเข้าใจผิดว่า ทำอะไรต้องเอาความ รู้นำ ความรู้มีข้อจำกัด ไม่มีพลังส่งมากพอ ต้องเอาความใฝ่ฝันหรือจินตนาการ นำ ความฝันหรือจินตนาการไม่มีข้อจำกัด ว่าจะทำไม่ได้ ต้องจินตนาการให้ไกล สุด ๆ อย่างที่เรียกว่าเหนือจริง จินตนาการยิ่งใหญ่ยิ่งให้พลัง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) กล่าวว่า "Imagination is more important than knowledge" เจ้าชายสิทธัตถะทรงมีจินตนาการใหญ่มากกว่า "มนุษย์พ้นทุกข์ได้" แต่ไม่ทรงมีความรู้ จินตนาการใหญ่ช่วยให้เกิดฉันทะวิริยะ อย่างแรงกล้าที่จะทำให้สำเร็จ ผู้ใหญ่ควรจะส่งเสริมจินตนาการของเด็ก ๆ ถ้าคนในองค์กรมีจินตนาการใหญ่ร่วมกัน องค์กรจะมีพลังมาก ชาติก็เช่น เดียวกัน ต้องมีจินตนาการไปข้างหน้า จึงจะมีพลังออกจากวิกฤตการณ์ปัจจุบัน จินตนาการใหม่ประเทศไทยและจินตนาการใหม่ มนุษยชาติจึงเป็นเรื่องสำคัญ ๓. ความเพียรยังให้เกิดสุขและความมหัศจรรย์ เมื่ออายุยังน้อย เริ่มเรียนหนังสือ ผมพบว่า การเรียน อะไรแล้วไม่รู้เรื่อง จำไม่ได้ เป็นความทุกข์ และเกิด ความคิดว่าตะลุยอ่านอย่างจริงจังให้มันทะลุไปเลย พบ ว่า ทำให้รู้เรื่อง จำได้ ได้มีความสุข ๙๐ หมอชาวบ้าน ปีที่ ๔๗ ฉบับที่ ๕๖๓ มีนาคม ๒๕๖๙ 89_91 Way 563_new.indd 90 2/18/2569 BE 11:55 AM ผมเรียนรู้จากประสบการณ์ว่า ความขยันทำให้เกิดความสุข ความท้อถอย ความอิดออด ความเกียจคร้าน ทำให้ปัญหาสะสม รวมทั้งคนรอบข้างก็มีความรู้สึกไม่ดีกับเรา ไปอยู่กับใครก็ช่วยเขาทำงาน ก่อให้เกิดความรู้สึกที่ดี ผมค้นพบการทำให้ "ทะลุความเหนื่อย" เมื่อเริ่มแรกวิ่งออกกำลัง พอเหนื่อยผมก็จะหยุดวิ่งแล้วเปลี่ยนเป็นเดิน แล้วก็วิ่งใหม่ เช่นนี้เป็นระยะ ๆ ไป คราวหนึ่ง ผมทดลองดูว่าเมื่อเหนื่อยก็ไม่หยุดวิ่ง ลองวิ่งต่อไปเรื่อย ๆ ดูสิว่าจะเป็นอย่างไร แทนที่จะเหนื่อยมากขึ้นตามคาด กลับเหนื่อยน้อยลง วิ่งต่อไปได้อีกนานและมีความสุขด้วย เพราะเอ็นโดฟินส์มันหลั่งออกมา จึงรู้ว่าถ้าทำอะไรเหนื่อยแล้วหยุดเสีย ไม่ทำต่อไปให้ทะลุความเหนื่อย จะขาดโอกาสการบรรลุความสุข เมื่อยังเพียรต่อไป การค้นพบว่า ความเพียรยังให้เกิดความสุขจากประสบการณ์จริง ทำให้นึกย้อนไปถึงหมวดธรรมที่สำคัญ ที่เรียกว่า โพซณงค์ ๗ อันประกอบด้วย สติ ธรรมวิจัยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา โปรดสังเกตว่า หลังวิริยะ มีปิติตามมา ถือความเพียรทำให้เกิดปิติหรือความสุขซาบซ่านไปทั้งเนื้อทั้งตัว นี่ถ้าคิดว่าก็จะไม่เข้าใจว่า วิริยะ ทำให้เกิดปิติได้อย่างไร แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นได้มาจากประสบการณ์ว่า ทำอะไรแล้วเกิดอะไร เป็นความรู้ที่มาจากประสบการณ์จริง ไม่ได้คาดเดา คิดเอา หรือว่าตามทฤษฎี ผมคิดว่าเรื่องความรู้จากการคิดกับความรู้จากประสบการณ์ต่างกัน และให้ผลต่างกันต่อความคิดจิตใจ และการดำเนินของชีวิต และสังคม ประเทศชาติมาก ปัญหาของสังคมไทยในปัจจุบันมีที่มาจากระบบการศึกษาที่เอาความรู้ในตำราเป็นตัวตั้งอย่างฉกรรจ์ทีเดียว ซึ่งจะกล่าวต่อไป ในพระราชนิพนธ์เรื่อง "พระมหาชนก" ตอนที่เรือแตกแล้วยังว่ายน้ำอยู่ เรื่อยแม้มองไม่เห็นฝั่ง เป็นคติสอนใจได้อย่างดี คนเป็นอันมาก เมื่อมองไม่เห็นฝั่งหรือความสำเร็จ ก็หยุดความเพียรเสีย หรือรังเกียจ หรือติฉินความเพียรที่มองไม่เห็นความสำเร็จ ไม่เห็นคุณค่าของ "ความเพียรอันบริสุทธิ์" ในพระราชนิพนธ์นั้น มีเทวดามาถามว่า พระมหาชนกเห็นประโยชน์อันใดที่แม้ไม่เห็นฝั่งก็ > การเรียนรู้ จึงไม่ควรเรียนแต่ความรู้เท่านั้น แต่ควรเรียนรู้ให้เกิดพลังจิตสำนึก ปีที่ ๔๗ ฉบับที่ ๕๖๓ มีนาคม ๒๕๖๙ หมอชาวบ้าน ๙๑ 89.91 Way 563_new.indd 91 2/18/2569 BE 11:55 AM ยังว่ายอยู่ เรื่องดำเนินต่อไปว่า เทวดามาช่วยให้ขึ้นฝั่ง เป็นปาฏิหาริย์หรือความมหัศจรรย์ คนโบราณสังเกต ว่ามีผลดีบางอย่างที่เกิดขึ้นโดยอธิบายด้วยเหตุผลไม่ได้ แล้วเรียกปรากฏการณ์นั้นว่า **ความมหัศจรรย์** (miracle) ในปัจจุบัน ความเข้าใจระบบซับซ้อน (complex system) จากทฤษฎีความซับซ้อนมีมากขึ้นและเข้าใจ ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "**การผุดบังเกิด**" (emergence) การผุดบังเกิด เกิดขึ้นทันที ทันใด เมื่อปัจจัยต่าง ๆ ถึงพร้อม แต่ไม่มีใครทำนายได้ว่า เมื่อใดและอย่างไร ไม่ สามารถเข้าใจเหตุชั้นเดียวตรงไปตรงมาได้ การผุดบังเกิดจึงคล้ายความมหัศจรรย์ ถ้าผู้ใดสามารถสร้างความเพียรจนเป็นวิสัย หรือ ความเพียรอันบริสุทธิ์ จะพบความสุขและความมหัศจรรย์ ของความสำเร็จ ๔. ปัญญาจากฐานความจริงของชีวิตและการอยู่ร่วมกัน ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ แต่เข้าใจยาก และมนุษยชาติเข้าไปสู่ความผิดพลาด จึงลำบากกันไปทั่วโลกและ ประเทศไทยด้วย ปัญญาต้องมีฐานอยู่ในความจริง ถ้าไม่มีความจริงเป็นฐานหรือ มีมายาคติเป็นฐาน สิ่งที่ได้มาคงไม่ใช่ปัญญาหรือสัมมาปัญญา ความรู้จากตำรา ก็ดี ทฤษฎีก็ดี การคิดเอาก็ดี ยังไม่ใช่ความจริง ขอยกตัวอย่างประกอบดังนี้ **ตัวอย่างที่ ๑** เมื่อหลายปีก่อน มีสารเคมีระเบิดที่คลองเตย มีคนพาชาวบ้าน ในคลองเตยที่มีอาการคันตามผิวหนัง ๒๐ คน ไปหาหมอ หมอบอกว่านี่เกิดจาก การถูกตัวชีปะขาว ชาวบ้านยืนยันจากประสบการณ์ว่าไม่ได้ถูกตัวชีปะขาว หมอ ก็ยังยืนยันจากความคิดของตนว่าเป็นเพราะถูกตัวชีปะขาว ประสบการณ์กับ ความคิดอย่างใดจริงมากกว่ากันก็คงเห็นได้ไม่ยาก **ตัวอย่างที่ ๒** พยาบาลคนหนึ่งพาลูกไปหาหมอเพราะไม่สบาย หมอมอง หน้าเด็กแล้วบอกแม่เด็กว่า เด็กคนนี้ปัญญาอ่อน จัดการส่งไปตรวจโครโมโซม โดยไม่ได้ถามแม่สักคำว่าที่อยู่ด้วยกันมา (ประสบการณ์) ลูกเขาปัญญาอ่อนหรือ เปล่า ซึ่งเขายืนยันว่าลูกเขาปัญญาไม่อ่อน สิ่งที่นักวิชาการ หรือการสื่อสารโดยทั่ว ๆ ไป ที่พูดหรือเขียนกันโดยไม่มีฐาน ความขยันทำให้ เกิดความสุข ความท้อถอย ความอึดออด ความเกียจคร้าน ทำให้ปัญหาสะสม ๙๒ หมอชาวบ้าน ปีที่ ๔๗ ฉบับที่ ๕๖๓ มีนาคม ๒๕๖๙ 89.91 Way 563_new.indd 92 2/18/2569 BE 11:55 AM อยู่ในความจริง เป็นไปอย่างน่าตกใจมาก ทำให้นึกถึงคำว่า วจีสุจริต หรือสัมมาวาจาที่ปรากฏเป็นอันมากในพระไตรปิฎกว่าจะพูดอะไร ต้อง "เป็นความจริง มีที่มา มีที่อ้างอิง" นี้นำเรามาสู่ประเด็นว่า อะไรคือความจริง การศึกษาที่เป็นไปทั่วโลก เริ่มจากตำรา อันเป็นความรู้ที่ได้มาจากการวิเคราะห์ สังเคราะห์ หรือการคิดและทฤษฎีต่าง ๆ อาจเรียกว่า ความรู้ที่ได้จากการคิด ความรู้อีกประเภทหนึ่งเป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ คือ ประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน การทำงานก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ประสบการณ์ชีวิตเป็นความจริงจริง ๆ หรือความจริงปฐมภูมิ ชีวิตและการอยู่ร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด การอยู่รอดอยู่ในสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิต การจะอยู่รอดต้องพึ่งพิงกันสัตว์ก็ตาม มนุษย์ก็ตาม จะค้นพบโดยธรรมชาติว่า การอยู่ร่วมกันเป็นฝูง หรือเป็นกลุ่ม ช่วยให้การอยู่รอดดีขึ้น สัตว์จึงอยู่กันเป็นฝูง มนุษย์จึงอยู่กันเป็นกลุ่ม หรือเป็นชุมชน ชุมชนก็ต้องพึ่งพิงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ วิถีคิดของชุมชน คือ การอยู่ร่วมกันด้วยสันติ หรือสมดุล ทั้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติแวดล้อม วิถีคิดเช่นนี้เป็นพื้นฐานของวัฒนธรรมชุมชน หรือภูมิปัญญา ซึ่งหมายถึงปัญญาที่ติดอยู่กับแผ่นดิน หรือการอยู่ร่วมกัน หรือภูมิปัญญาชาวบ้าน วิถีคิดแห่งการอยู่ร่วมกันเช่นนี้ ทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ชุมชนจึงยั่งยืนมานับเวลาหลายพันปี ต่อมาวิถีชีวิตร่วมกันอย่างสมดุล ถูกทำลายเพราะอำนาจ ๓ อย่าง คือ อำนาจรัฐ อำนาจทุน และอำนาจความรู้นอกวัฒนธรรม อำนาจรัฐกับอำนาจทุน ที่เอาตนเองเป็นตัวตั้ง ย่อมไม่คำนึงถึงการอยู่ร่วมกันของชุมชน อำนาจทั้ง ๒ นี้แรงมากในการทำให้วิถีการอยู่ร่วมกันแตก ความรู้นอกวัฒนธรรมหมายถึง ความรู้ในตำรา ความรู้ทางทฤษฎี ความรู้ที่ได้จากการคิด โดยไม่มีฐานอยู่ในความจริงของชีวิตและการอยู่ร่วมกัน การเรียนรู้ จึงไม่ควรเรียนแต่ความรู้เท่านั้น แต่ควรเรียนรู้ให้เกิดพลังจิตสำนึก ปีที่ ๔๗ ฉบับที่ ๕๖๓ มีนาคม ๒๕๖๙ หมอชาวบ้าน ๔๙๓ 89.91 Way 563_new.indd 93 2/18/2569 BE 11:55 AM > ปัญหาของ สังคมไทย ในปัจจุบันมีที่มา จากระบบการศึกษา ที่เอาความรู้ในตำรา เป็นตัวตั้งอย่าง ฉกรรจ์ทีเดียว ระบบการศึกษาที่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง ซึ่งดำเนินมา ๑๐๐ กว่าปี ทำให้คนไทย ทั้งมวลขาดจากความจริงของชีวิตและการอยู่ร่วมกัน ไปคิดเอาเองอย่างลอยตัว ห่างออกไปจากวิถีคิดแห่งการอยู่ร่วมกัน หรือภูมิปัญญาชาวบ้าน **ระบบการ ศึกษาได้สร้างชนชั้นนำที่ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของชาวบ้านหรือคนข้างล่าง** ชน ชั้นนำที่มีอิทธิพลต่อทิศทางการพัฒนาประเทศ คือ นักการเมือง ข้าราชการ นักวิชาการ นักธุรกิจ และสื่อมวลชน ด้วยระบบการศึกษาที่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง ทำให้ชนชั้นนำตัดขาดความเข้าใจคนข้างล่าง ทำให้สังคมตัดขาดเป็น ๒ ส่วน ที่ ไม่เข้าใจกัน และไม่ได้หนุนเสริมกัน กล่าวคือ **ข้างล่าง = ความจริงของชีวิตและการอยู่ร่วมกัน** **ข้างบน = อำนาจ เงิน รูปแบบ มายาคติ ความฉ้อฉล** ข้างล่างนั้น พัฒนาง่ายมาก เพราะเป็น**ความจริงของชีวิต** การอยู่ร่วมกัน สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม การพัฒนาจากข้างบนจึงไม่สำเร็จ เพราะขาดจากฐาน ความจริง แต่เป็นเรื่องของอำนาจ เงิน รูปแบบ มายาคติ ความฉ้อฉล อย่างเห็น กันได้ทั่วไป ฉะนั้น ระเบียบวาระของการปฏิรูปที่สำคัญ คือ การทำให้คนข้างบนหรือ ชนชั้นนำทั้ง ๕ กลุ่มดังกล่าว เข้าใจและเห็นคุณค่าของคนข้างล่าง ถ้าข้างบนกับ ข้างล่างเชื่อมโยงกันด้วยความเข้าใจและอย่างเกื้อกูลกัน จะเกิดการพัฒนาอย่าง สมดุลและยั่งยืน การศึกษาก็ดี การสื่อสารก็ดี การท่องเที่ยวก็ดี ควรจะทำให้เกิด ความเข้าใจและเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมชุมชน หรือวิถีชีวิตของคนข้างล่าง โดย เฉพาะวิถีคิด ไอน์สไตน์ กล่าวว่า "ถ้ามนุษยชาติจะอยู่รอดได้ เราต้องการวิถีคิดใหม่โดย สิ้นเชิง (We shall need a radically new manner of thinking, if mankind is to survive)" ผมไม่ได้ค้นคว้าว่า ไอน์สไตน์ได้พูดหรือเขียนไว้ หรือไม่ว่า "วิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง" ที่ท่านกล่าวถึงนั้น คืออย่างไร ผมคิดว่า มนุษย์แต่โบราณมามีวิถีคิดตาม ธรรมชาติที่เกิดจากวิถีการอยู่ร่วมกัน คือ **คิดถึงการ** ๙๔ หมอชาวบ้าน ปีที่ ๔๗ ฉบับที่ ๕๖๓ มีนาคม ๒๕๖๙ 89.91 Way 563_new.indd 94 2/18/2569 BE 11:55 AM อยู่ร่วมกัน ต่อมา มนุษย์เปลี่ยนวิถีคิดนี้เป็นวิถีคิดเชิง อำนาจ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจรัฐ อำนาจทุน หรืออำนาจ ความรู้ก็ตาม ซึ่งนำมาสู่วิกฤตการณ์แห่งการอยู่ร่วมกัน อย่างสมดุลและยั่งยืน อันเป็นวิกฤตการณ์ปัจจุบัน วิถี คิดใหม่ คือ การกลับไปหาวิถีคิดเก่า คือ วิถีคิดแห่งการ อยู่ร่วมกันในบริบทใหม่ การกลับไปหาฐานความจริงของชีวิตและการอยู่ร่วม กัน หรือที่เรียกว่า "ชีวิตจริง ปฏิบัติจริง" นั้นจะช่วยปรับ เปลี่ยนวิถีคิดและศีลธรรม ทำให้ต้องคิดถึงคนอื่นและสิ่งอื่น ในการปฏิบัติอะไรให้สำเร็จต้องคำนึงถึงคนอื่นและสิ่งอื่นเสมอ อันเป็นที่มา ของศีลธรรม แต่การลอยตัวอยู่กับความคิดโดยไม่ได้ปฏิบัติ ทำให้ไม่คำนึงถึงคน อื่นและสิ่งอื่น เป็นที่มาของการขาดศีลธรรมอย่างหนึ่ง การศึกษาสมัยใหม่ที่ทำมากกว่า ๑๐๐ ปี โดยเอาวิชาเป็นตัวตั้ง จึงมีผลกระ ทบอย่างมหาศาลต่อแผ่นดินไทย เพราะทำให้อารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ลอยตัว จากฐานความจริงของชีวิตและการอยู่ร่วมกัน การปฏิรูปการศึกษาที่ไม่เปลี่ยนตัว ตั้งจึงไม่สำเร็จ เรื่องที่นำเสนอนี้อาจจะยากที่จะเข้าใจ แต่ก็อยากจะฝากเพื่อนคน ไทยไว้พิจารณาโดยลึกซึ้งและแยบคาย ๕. การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (interactive learning through action) เครื่องมือทะลุความยากของความซับซ้อน สภาวะวิกฤตปัจจุบันเสมือนก้อนดำอัน สลับซับซ้อน ที่มนุษย์ไม่สามารถออกไปได้ด้วยอำนาจ ยิ่งใช้อำนาจยิ่งยุ่งยากและ รุนแรงมากขึ้น มนุษย์ล้วนคิดเชิงอำนาจทั้งสิ้น การคิดเชิงอำนาจเป็นการคิดแบบ ตายตัวแยกส่วน ไม่ใช่การคิดแบบมัชฌิมาปฏิปทา หรืออิทัปปัจจยตา การจะทะลุ ความยากไปสู่ความสำเร็จต้องอาศัยการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ การเรียนรู้แต่ทางทฤษฎี ก็ไม่สำเร็จ การปฏิบัติโดยไม่เรียนรู้ ก็ไม่สำเร็จ การเรียนรู้โดยใครคนใดคนหนึ่ง ก็ไม่สำเร็จ เพราะมีคนหลายคนเกี่ยวข้อง อยู่ในเรื่องที่ซับซ้อน ทุกคนเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จและความล้มเหลว > ปัญญาต้องมีฐาน > อยู่ในความจริง > ถ้าไม่มีความจริง > เป็นฐานหรือมี > มายาคติเป็นฐาน > สิ่งที่ได้มาคงไม่ใช่ปัญญาหรือ > สัมมาปัญญา ปีที่ ๔๗ ฉบับที่ ๕๖๓ มีนาคม ๒๕๖๙ หมอชาวบ้าน ๙๕ 89.91 Way 563_new.indd 95 2/18/2569 BE 11:55 AM การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ จึงสำคัญยิ่งนัก เพราะทำให้ทะลุความยากของความซับซ้อนไปสู่ความสำเร็จ การจะมีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ จะต้องมีธรรมะชุดหนึ่ง อันได้แก่ ความเมตตาต่อกันและกัน ความจริงใจ ความเห็นอกเห็นใจกัน ความอดทน เมื่อทำงานร่วมกันไปจะเกิดความเชื่อถือไว้วางใจกัน (trust) ซึ่งมีค่ายิ่ง เป็นทุนอันยิ่งใหญ่ต่อความสุขและความสำเร็จ ความเชื่อถือไว้วางใจกันนี้ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน แต่เกิดขึ้นจากความเมตตาและความจริงใจที่มีต่อกัน การเรียนรู้ที่สำคัญ คือ การเรียนรู้ในการปฏิบัติ เพื่อการดำรงชีวิตและการอยู่ร่วมกัน การอยู่ร่วมกันคือศีลธรรม อะไรที่จำเป็นและดีต่อการอยู่ร่วมกัน การเรียนรู้ในการปฏิบัติก็จะเรียนรู้ในสิ่งนั้น ๆ เช่น การเห็นใจ การมีความเมตตา กรุณา ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การรอมชอมและประนีประนอม ไม่เอาแต่ทิฐิราคะของตนถ่ายเดียว ฯลฯ ในการปฏิบัติจึงมีศีลธรรม การเรียนรู้ที่เอาแต่วิชาหรือความคิดเป็นตัวตั้ง โดยไม่คำนึงถึงการอยู่ร่วมกัน นำไปสู่อหังการในทิฐิได้ง่าย หรือเกิดทิฐิราคะตามคำของพระพุทธองค์ อันนำไปสู่การทะเลาะวิวาท และความแตกแยกได้ง่าย จึงขอฝากเรื่องการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติไว้เป็นเรื่องสำคัญด้วยเรื่องหนึ่ง ๖. การสร้างภูมิคุ้มกันจากความเสื่อม ถ้าปราศจากภูมิคุ้มกัน มนุษย์จะตกไปสู่ความเสื่อมได้ง่าย แม้ในความสำเร็จก็กลับเสื่อมได้รวดเร็ว ดังที่มีคำพูดว่า "ความสำเร็จ คือ ความล้มเหลว" คือ ถ้าความสำเร็จทำให้เกิดความฟูใจ ความทะนงตนว่าเก่ง ความลืมตัว ความกำเริบใจ ความเห็นแก่ได้ ความประมาท เหล่านี้ล้วนเป็นความเสื่อมที่มากับความสำเร็จได้ บุคคลจึงควรรู้ตัว ระแวดระวังให้มีภูมิคุ้มกันจากความเสื่อม เพราะมนุษย์มีธรรมชาติที่จะทำให้ขาดภูมิคุ้มกันได้ง่าย ธรรมชาติที่ว่านี้มี ๓ อย่าง คือ ตัณหา = การอยากได้เข้าตัว จะเป็นทรัพย์ ยศ ชื่อเสียง หรืออะไรอื่นก็ตาม มานะ = การใช้อำนาจเหนือคนอื่น ทิฐิ = การเอาความเห็นของตัวเป็นอย่างไร การจะทะลุ ความยากไปสู่ ความสำเร็จ ต้องอาศัย การเรียนรู้ร่วมกัน ในการปฏิบัติ ๙๖ หมอชาวบ้าน ปีที่ ๔๗ ฉบับที่ ๕๖๓ มีนาคม ๒๕๖๙ 89_91 Way 563_new.indd 96 2/18/2569 BE 11:55 AM การทำอะไร ๆ ที่หวังได้ตำแหน่ง หรือได้ทรัพย์สินเงินทอง จะผลักดันให้ไปติด กับความเสื่อมได้ง่าย การทำความดีโดยไม่หวังว่าตัวเองจะต้องได้อะไร จะทำให้ เบาตัว เป็นอิสระ มีปัญญาเห็นสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง และมีภูมิคุ้มกัน เรา เห็นคนเก่ง ๆ ที่ตกไปสู่ความเสื่อมมากมาย เพราะไม่มีภูมิคุ้มกันจากความเสื่อม บุคคลจึงควรพิจารณาตัวเองเป็นนิจศีล ว่าเราตกอยู่ใต้อำนาจของตัณหา มานะ ทิฐิ มากน้อยเพียงใด การรู้เท่าทันจิตใจของตนเองก็จะทำให้อกุศลธรรม เหล่านี้เบาบางลง การเจริญสติจะทำให้รู้กายรู้ใจของตน เองได้ดีขึ้น ทำให้มีภูมิคุ้มกัน มีอิสรภาพ มีปัญญา และมี ความสุข ๗. ปัญญาเชิงโครงสร้าง คนไทยเกือบจะขาดปัญญาเชิงโครงสร้างไปโดย สิ้นเชิง ความจริงโครงสร้างกำหนดคุณสมบัติ ดังที่ธาตุต่าง ๆ มีคุณสมบัติต่าง กันมาก เช่น ออกซิเจนกับเหล็ก ทั้ง ๆ ที่ประกอบด้วยโปรตอน นิวตรอน และ อิเล็กตรอน เหมือนกัน แต่โครงสร้างต่างกัน เหล็กเหมือนกันแต่มันอาจเป็นลูก ระเบิดหรือเป็นฐานของสิ่งก่อสร้างก็ได้ แล้วแต่โครงสร้าง สังคมก็มีโครงสร้างซึ่งกำหนดความเป็นไปของสังคม โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม ก็ทำให้สังคมขาดความเป็นธรรม แม้จะอบรมจิตใจเท่าใด ๆ ก็ยากที่จะมีความเป็น ธรรม เพราะอิทธิพลของโครงสร้างนั้นแรงมาก การศึกษาและการวิจัยของเราควรจะช่วยคลี่ระบบและโครงสร้างออกมาให้ สาธารณะเข้าใจ เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นเรื่องเข้าใจและแก้ไขได้ยาก ความ เข้าใจของสาธารณชนจะช่วยทำให้การแก้ไข ระบบและ โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมเกิดง่ายขึ้น ๘. การออกจากมายาคติ สังคมถูกครอบงำ ด้วยมายาคติต่าง ๆ ทำให้เสมือนถูกจองจำในคุกที่ มองไม่เห็น (the invisible prison) การถูกคุมขังทำให้ ขาดอิสรภาพ ไม่เห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ถูกตัดขาดทางสังคม หมดศักยภาพลง ความด้อยศักยภาพของสังคมทำให้ไม่สามารถ > การเรียนรู้ > ที่เอาแต่วิชาหรือ > ความคิดเป็นตัวตั้ง > โดยไม่คำนึงถึง > การอยู่ร่วมกัน > นำไปสู่อทังการ > ในทีจู้ได้ง่าย > หรือเกิดทีฐิราคะ ปีที่ ๔๗ ฉบับที่ ๕๖๓ มีนาคม ๒๕๖๙ หมอชาวบ้าน ๙๗ 89.91 Way 563_new.indd 97 2/18/2569 BE 11:55 AM " บุคคลจึงควร รู้ตัว ระแวดระวัง ให้มีภูมิคุ้มกัน จากความเสื่อม เพราะมนุษย์มี ธรรมชาติที่จะ ทำให้ขาด ภูมิคุ้มกันได้ง่าย " ธำรงบูรณภาพและดุลยภาพของประเทศ ท่ามกลางความซับซ้อนเชื่อมโยงและ เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกปัจจุบัน การรู้เท่าทันมายาคติต่าง ๆ จะทำให้เราหลุดพ้นจากความครอบงำของมัน เป็นอิสระและมีศักยภาพในตัวเอง มายาคติที่ผมมองเห็นก็เช่น (๑) การให้ความสำคัญกับความรู้ในตำรามากกว่าความรู้ในตัวตน ความรู้ใน ตำราและความรู้ในตัวคนมีฐานที่มาและความหมายต่างกัน ความรู้ในตำราได้มา จากการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ความรู้ต่าง ๆ ขึ้นมาเป็นหมวด เป็นหมู่ เป็นทฤษฎี อาจเรียกว่า มีฐานอยู่ในวิทยาศาสตร์ ความรู้ในตัวคนเกิดจากประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน อาจเรียกมี ฐานอยู่ในวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรม ความรู้ในตำรามีน้อยคนที่รู้จริง ส่วนความรู้ใน ตัวคน คนทุกคนมี ถ้าเราเคารพแต่ความรู้ในตำรา คนส่วนน้อยจะมีเกียรติ คน ส่วนใหญ่จะไม่มีเกียรติและไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ถ้าเราเคารพความรู้ในตัว คน คนทั้งหมดจะมีเกียรติและมีความมั่นใจในตัวเอง ประเทศจะอยู่ได้อย่างไร ถ้าคนทั้งหมดไม่มีเกียรติ ไม่มี ศักดิ์ศรี ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ถ้าการศึกษาของเราเอาวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง เอาวิทยาศาสตร์ เป็นเครื่องมือ คนทุกคนจะมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีศักยภาพ มีความหมาย มีความ ภูมิใจในตัวเอง ประเทศจะมีศักยภาพขึ้นมาทันที (๒) การให้ความสำคัญแก่ความเป็นทางการมากกว่าความไม่เป็นทางการ ที่จริงความไม่เป็นทางการมีมาก่อน ใหญ่กว่า และ สอดคล้องกับความเป็นจริงมากกว่า ความเป็นทางการนั้นเน้นที่การควบคุมและรูป แบบ มากกว่าอิสรภาพและสาระ ทำให้ขาดความริเริ่ม สร้างสรรค์อย่างอิสระ ที่แม้แต่การทำความดีก็ต้อง ขออนุมัติ ควรจะเข้าใจความสำคัญของความไม่เป็น ทางการกันให้มาก (๓) ติดในรูปแบบมากกว่าสาระ นี้ก็ต่อเนื่องมา ๙๘ หมอชาวบ้าน ปีที่ ๔๗ ฉบับที่ ๕๖๓ มีนาคม ๒๕๖๙ 89_91 Way 563_new.indd 98 2/18/2569 BE 11:55 AM จากความเป็นทางการด้วยประการหนึ่ง ความเป็นทางการภาษาอังกฤษ เรียกว่า formal รูปแบบก็คือ form ในความเป็นทางการเต็มไปด้วยรูปแบบแต่ขาดสาระ สมมติว่ามีการประชุมสาระอะไรกันที่จังหวัดหนึ่ง แล้วมีเจ้าใหญ่นายโตมาที่นั่น ข้าราชการก็จะเฮละโลกันไปรับไปส่ง มากกว่าที่จะสนใจการประชุมวิชาการ อีกตัวอย่างหนึ่งจะสะท้อนเรื่องรูปแบบกับสาระได้ดี คนไทยนั้นให้สร้างหอพระไตรปิฎกให้สวยอย่างไรก็เอา ให้แห่แหนพระไตรปิฎกให้อลังการอย่างไรก็เอา แต่ให้ศึกษาพระไตรปิฎกก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง คนไทยจึงขาดความรู้ อาจเรียกว่า เป็นโรคพร่องความรู้ (knowledge-deficiency disease) ก็ได้ โรคพร่องความรู้ ทำให้มีอาการป่วยต่าง ๆ มาอาศิติอื่น ๆ ก็ยังมีอีก ที่คนไทยควรจะพยายามรู้เท่าทันมายาคติต่าง ๆ การรู้เท่าทันก็จะหลุดพ้นจากอิทธิพลของมัน ๙. INN - โครงสร้างใหม่ในการปลดปล่อยชีวิตไปสู่อิสรภาพ ศักยภาพและความสุข โดยรวม เราติดอยู่ในโครงสร้างอำนาจและมายาคติ วิธีคิด รูปแบบจนเป็นประดุจถูกจองจำอยู่ในคุกที่มองไม่เห็นดังกล่าวแล้ว ทำให้ขาดอิสรภาพ ขาดศักยภาพ และขาดความสุข โครงสร้างในสังคมเป็นโครงสร้างอำนาจจากบนลงล่างหรือ top down พ่อแม่ก็ top down กับลูก ครูก็ top down กับนักเรียน เจ้านายก็ top down กับลูกน้อง สังคมจึงเต็มไปด้วยแท่งอำนาจ (รูป ก.) การเมือง ราชการ การศึกษา ธุรกิจ ศาสนา (ก) สังคมแท่งอำนาจ โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม ก็ทำให้สังคมขาดความเป็นธรรม แม้จะอบรมจิตใจเท่าใดๆ ก็ยากที่จะมีความเป็นธรรม ปีที่ ๔๗ ฉบับที่ ๕๖๓ มีนาคม ๒๕๖๙ หมอชาวบ้าน ๙๙ 89.91 Way 563_new.indd 99 2/18/2569 BE 11:55 AM โครงการสร้างใหม่ INN คือ I = Individual N= Nodes N= Networks แต่ละปัจเจกบุคคลสำนึกในศักดิ์ศรี คุณค่าความเป็นคน และศักยภาพของตนเอง แล้วลงมือทำอะไรดี ๆ รวมตัวกันเป็นกลุ่ม (Nodes) ๔-๕ คน หรือ ๕-๖ คน อย่างหลากหลาย ทำเรื่องดี ๆ ที่กลุ่มสนใจร่วมกัน ศึกษาเรื่องนั้นให้ลึกซึ้ง แล้วพยายามขับเคลื่อนการปฏิบัติตามเรื่องดี ๆ นั้น มีการเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย (Networks) คนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง เป็นสมาชิกได้หลายเครือข่าย ตามความสมัครใจ โครงสร้าง INN นี้ทุกคนสามารถลงมือทำได้เองโดยไม่ต้องรอกฎหมาย กฎระเบียบ หรือขออนุมัติใคร และเมื่อทำแล้วจะให้ความสุขและศักยภาพที่จะนำไปสู่ความสร้างสรรค์ เป็นเครื่องมือแก้สิ่งยาก จึงขอฝากไว้ให้ช่วยกันสร้างโครงสร้าง INN (รูป ข) ๑๐. จุดเปลี่ยนอารยธรรม (civilization turning point) อารยธรรมปัจจุบันเริ่มมาประมาณ ๕๐๐ ปี เมื่อชาวยุโรปค้นพบวิทยาศาสตร์ และนำวิทยาศาสตร์มาทำอาวุธที่ทรงอานุภาพ แล้วนำอาวุธอันทรงอานุภาพอย่างที่มนุษย์ไม่เคยมีมาก่อนเข้าแย่งชิงทรัพยากรจากคนพื้นเมืองทั่วโลก ทำให้การแย่งชิงเป็นพื้นฐานของอารยธรรมปัจจุบัน ไม่ว่าจะแปรรูปไปอย่างไร ๆ แต่พื้นฐานยังเป็นการแย่งชิงไม่ใช่การอยู่ร่วมกัน อารยธรรมแย่งชิงทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย ระหว่างประเทศจนกับประเทศรวย และการทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติจนเสียสมดุลไปหมด ทำให้เกิดความขัดแย้ง ความรุนแรง สงคราม ภัยพิบัติ ซึ่งทั้งหมด คือ วิกฤตการณ์แห่งการอยู่ร่วมกัน ทั้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติแวดล้อม อารยธรรมแบบนี้จะไม่สามารถดำรงอยู่ได้ต่อไป การแก้ไขด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคงจะไม่ได้ผล นอกจากเปลี่ยนแปลงอารยธรรม ที่มนุษยชาติจะต้องเปลี่ยนวัตถุประสงค์จากการแย่งชิงไปเป็นการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ทั้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติแวดล้อม เพียงแต่ ความเป็นทางการ นั้นเน้นที่ การควบคุมและ รูปแบบ มากกว่า อิสรภาพและสาระ ทำให้ขาดความ ริเริ่มสร้างสรรค์ อย่างอิสระ ๑๐๐ หมอชาวบ้าน ปีที่ ๔๗ ฉบับที่ ๕๖๓ มีนาคม ๒๕๖๙ 89_91 Way 563_new.indd 100 2/18/2569 BE 11:55 AM คิดถึงการอยู่ร่วมกันก็มีความสุขแล้ว และสามารถเริ่ม จากจุดเล็ก ๆ เช่น INN และความเป็นชุมชน ดังกล่าว ข้างต้น และสามารถขยายพื้นที่ออกไปเรื่อย ๆ ในที่สุด โลกทั้งโลกจะกลายเป็นโลกใหม่แห่งการอยู่ร่วมกัน อย่างสมดุล ผมขอฝากญาติมิตร ลูกศิษย์ ตลอดจนคนที่รัก นับถือกัน และเพื่อนมนุษย์ ขอให้เป็นกำลังของการเกิดขึ้น ทั้ง ๑๐ ข้อข้างต้น เป็นข้อคิดเห็นจากประสบการณ์ชีวิตที่ผมอยากฝากให้ ญาติสนิท มิตรสหาย ศิษย์ เพื่อนร่วมงาน คนรู้จัก และผู้ที่อาจคิดถึงกัน พอเป็น เครื่องระลึกถึงกัน ผมเป็นคนโชคดีที่ในชีวิตมีโอกาสได้พบคบดี ๆ เป็นอันมาก ที่ คิดและทำเพื่อเพื่อนมนุษย์ อันเป็นชีวิตที่งดงาม บัดนี้ ผมขออำลาไปก่อน อะไรที่เคยล่วงเกินท่านทั้งหลายไว้ ก็ขออโหสิ ขอจงมีเมตตาต่อกันและกัน ช่วยกันเยียวยาตัวเอง เยียวยากันและกัน และเยียวยาโลก ด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ ขอให้มีอายุวัฒนะและศานติสุข ด้วยความรักและปรารถนาดี ประเวศวะลิ > เพียงแต่คิดถึง > การอยู่ร่วมกัน > ก็มีความสุขแล้ว > และสามารถเริ่ม > จากจุดเล็กๆ > เช่น INN และ > ความเป็นชุมชน หนังสือที่พลิกมุมมองวิถีคิด อย่างที่คุณไม่เคยคิดมาก่อน ถึงเวลาแล้วที่ชาวพุทธจะต้องทบทวนอย่างลึกซึ้งว่าการทำไป เรื่อย ๆ เหมือนเดิมคงจะกู้วิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นไม่ได้ แต่จะทำ อย่างไรจึงจะนำหลักธรรมทางพุทธ ซึ่งเป็นวิถีคิดที่แตกต่าง จากวิถีคิดของตะวันตก มาเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาแนวพุทธ สอบถาม รายละเอียด เพิ่มเติมได้ที่ ๐-๒๒๗๘-๕๕๓๓, ๐๘-๖๙๙๒-๐๘๗๕ หรือ Line ID : thaihealthbook.com พุทธ พัฒนา ยุทธศาสตร์การพัฒนาแนวพุทธ ร่วมกับทุกคนสร้างสังคม เป็นสังคมที่มีความสุข ร่วมกัน สร้างสรรค์วิชาการ การเรียนรู้เพื่อสังคมที่มีอยู่ยิ่ง ประเทศ นวัต ปีที่ ๔๗ ฉบับที่ ๕๖๓ มีนาคม ๒๕๖๙ หมอชาวบ้าน ๑๐๑ 89_91 Way 563_new.indd 101 2/18/2569 BE 11:55 AM บนเส้นทาง ชีวิต บทสุดท้าย คำอำลาของผู้ให้กำเนิด “หมอชาวบ้าน” Gear 11 Dec.2023.

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

1 March 2026

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
คุยกับผู้อ่าน : ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสุข (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 315 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548)
13% Match
คุยกับผู้อ่าน : ยาม้าฆ่าคนบนถนน (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 140 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2533)
13% Match
สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่
9% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• คำอำลา

history_eduหมวดหมู่

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

1 March 2026

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้