auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
หนังสือบทเรียนการทำงานทั้งสำเร็จและล้มเหลวนำไปสู่แนวคิดแบบองค์รวม การบูรณาการ
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
มูลนิธิพลศรี สฤษดิ์วงค์ ประเทศที่เครื่องหลุดเป็นส่วนๆ ถึงเร่งเครื่องก็วิ่งไม่ได้ ยุทธ ศาสตร์ ประกอบเครื่อง ประเทศไทย สู่การสร้างสังคมคานติสุข และสันติภาพโลก ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ประเทศที่เครื่องหลุดเป็นส่วนๆ ถึงเร่งเครื่องก็วิ่งไม่ได้ ยุทธ ศาสตร์ 1 ประกอบเครื่อง ประเทศไทย สู่การสร้างสังคมศานติสุข และสันติภาพโลก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย สู่การสร้างสังคมศานติสุขและสันติภาพโลก โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี พิมพ์ครั้งที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๔ สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสำนักหอสมุดแห่งชาติ National Library of Thailand Cataloging in Publication Data ประเวศ วะสี. ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย สู่การสร้างสังคมศานติสุขและ สันติภาพโลก.--กรุงเทพฯ : มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์, 2564. 160 หน้า. 1. การบริหารการพัฒนา. I. ชื่อเรื่อง. 351 ISBN 978-616-7680-10-1 ที่ปรึกษา นายแพทย์สุรเกียรติ อาชานานุภาพ, แก้ว วิฑูรย์เธียร ประสานงาน นิฤมล ลิมปิโชติพงษ์ ศิลปกรรม อดิศร จินดาอนันต์ยศ จัดพิมพ์โดย มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ (มสส.) ๑๑๖๘ ซอยพหลโยธิน ๒๒ ถนนพหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ๑๐๙๐๐ โทรศัพท์ ๐ ๒๕๑๑ ๕๘๕๕ โทรสาร ๐ ๒๙๓๙ ๒๑๒๒ www.thaissf.org ออกแบบดำเนินงาน สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน โทรศัพท์ ๐ ๒๒๗๘ ๕๕๓๓ โทรสาร ๐ ๒๒๗๑ ๑๘๐๖ www.thaihealthbook.com เมื่อมีการออกแบบระบบโครงสร้าง และองค์ประกอบและมีการประกอบเครื่องประเทศไทย เมื่อสมบูรณ์ ก็จะเกิดประเทศไทยที่เป็นองค์รวม (wholeness) มีคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์ผุดบังเกิดคนไทยทั้งประเทศจะสมานฉันท์ก้าวข้ามการแตกแยกทุกประเภท เพราะเห็นประเทศไทยทั้งหมดเป็นองค์รวม เมื่อคนไทยก้าวข้ามการแตกแยกทุกประเภท ก็จะเกิดพลังสร้างสรรค์มหาศาล ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ จะไม่มีอะไรที่ประเทศไทยทำไม่ได้อีกต่อไป # สารบัญ ๑ บุพบท ๑ ๒ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล ๗ คือสิ่งสูงสุดของมนุษยชาติ ๓ ชุมชน คือหน่วยพื้นฐานของสังคมศานติสุข ๑๓ ๔ ไตรอาวุธ บนเส้นทางประกอบเครื่องประเทศไทย ๑๙ (๑) การแยกส่วน ๒๐ (๒) หลักคิด หลักปฏิบัติ ๒๑ (๓) การคิดแบบทางสายกลางจิตสำนึกองค์รวม ๒๒ (๔) วิธีคิดแบบทางสายกลางทำให้เกิดปัญญาสูงสุด ๒๓ (๕) การคิดแบบทางสายกลางทำให้มีปัญญาทะลุทะลวง ๒๕ (๖) ความจริงแห่งองค์รวมและความจริงแห่งบูรณาการ ๒๗ ๕ เลียนแบบธรรมชาติ ออกแบบระบบ และโครงสร้างประเทศไทย ๒๙ ๖ ประเทศไทยขันธ์ ๑๐ ๓๓ ๗ โครงสร้างสมองกับสังคม สังคมสมองส่วนหน้า - สังคมสมองส่วนหลัง ๔๑ ๘ ไม่รื้อของเก่า - ร่วมสร้างสิ่งใหม่ที่ดี "วิถีแห่งความเจริญไม่มีเสื่อม" ๔๗ ๙ ขันธ์ที่ ๑ ร่างกายประเทศไทย แข็งแรง ๕๕ * กระบวนการชุมชน ๕๗ * กลไกประสานการพัฒนาอย่างบูรณาการ ในระดับจังหวัด ๖๐ ๑๐ ขันธ์ที่ ๒ สมองของประเทศ เข้มแข็ง ๖๓ * หน้าที่ของสมอง ๖๔ * การสร้างโครงสร้างทางสมองของประเทศ ๗๐ * ระบบการพัฒนานโยบายสาธารณะ แบบมีส่วนร่วม ๗๘ # สารบัญ ๑๑ ขันธ์ที่ ๓ ระบบบริหารภาครัฐสมรรถนะสูง จุดคานงัดไปสู่ทุกเรื่อง ๘๗ ๑๒ ขันธ์ที่ ๔ ภาคธุรกิจที่บูรณาการ กับองค์รวมประเทศไทย ๙๕ ๑๓ ขันธ์ที่ ๕ สังคมเข้มแข็ง เพื่อโครงสร้าง แห่งความเป็นธรรม ๑๐๑ ๑๔ ขันธ์ที่ ๖ ระบบการยกระดับสมรรถนะ ของชาติให้สูงสุด ๑๐๙ * โครงสร้างใหม่ของการเรียนรู้ ๑๑๓ ๑. หลักการ ๑๑๓ ๒. วัตถุประสงค์ ๑๑๓ ๓. การเรียนรู้ ๓ ฐาน ๑๑๓ ๑๕ ขันธ์ที่ ๗ องค์กรทางศาสนาประยุกต์ ใช้ปัญญาสูงสุด ในการพัฒนา ประเทศอย่างบูรณาการ ๑๑๙ ๑๖ ขันธ์ที่ ๘ กองทัพกับการสร้างระบบ ภูมิคุ้มกันชาติ เปิดโอกาสให้เกิด สังคมสมองส่วนหน้า ๑๒๕ ๑๗ ขันธ์ที่ ๙ ระบบข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร ที่ทำให้คนทั้งประเทศ รู้ความจริงอย่างทั่วถึง ๑๒๙ ๑๘ ขันธ์ที่ ๑๐ ระบบสุขภาพ คือ ทั้งหมด ๑๓๕ ๑๙ จังหวัด คือ จุดยุทธศาสตร์สำคัญ ประชาคมภูมิบ้านภูมิเมืองจังหวัด คือจุดดานงัด ๑๓๙ ๒๐ บทส่งท้าย ๑๔๕ # สารบัญรูป * **รูปที่ ๑** การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล คือสิ่งสูงสุด ๑๑ * **รูปที่ ๒** ชีวิตมนุษย์และสัมพันธภาพ ๓๑ * **รูปที่ ๓** โครงสร้างเครือข่ายในพื้นที่แต่ละจังหวัด ๓๗ * **รูปที่ ๔** ประเทศไทยขันธ์ ๑๐ ๓๙ * **รูปที่ ๕** โครงสร้างสมอง ๔ ส่วน ๔๓ * **รูปที่ ๖** ระดับของปัญญาจากต่ำสุดถึงสูงสุด ๖๙ * **รูปที่ ๗** การสร้างโครงสร้างทางสมองของประเทศ ๗๑ * **รูปที่ ๘** ระบบการพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม หรือ P4 มี ๕ ส่วน = สมอง ๕ ส่วน ๗๗ * **รูปที่ ๙** ภาพรวมของระบบสมองของประเทศ ที่ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสารเชื่อมโยงกันหมด ทั้งประเทศ ๘๒ * **รูปที่ ๑๐** โครงสร้างอำนาจไม่สมดุล ๑๐๔ * **รูปที่ ๑๑** การเรียนรู้ ๓ ฐาน ๑๑๕ # บุพบท ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมใช้คำว่า "ราษฎร อาวุโส" สำหรับตัวเอง ก่อนหน้านี้มีแต่สื่อมวลชน เรียก ผมไม่เคยเรียก แต่ที่ผมใช้คงจะใช้ในความหมายต่างกัน ผมหมายถึง "ตาแก่ธรรมดา ๆ" เพราะ เมื่อผมตื่นขึ้นมาตอนเช้ามืด วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๔ เป็นปีที่ผมจะอายุ ๙๐ ปีแล้ว ต้องนับว่า แก่จริง ๆ การอยู่นานก็มีข้อดีอย่างหนึ่ง คือ ได้ เรียนรู้จากประสบการณ์ความล้มเหลวมามาก ประเวศ วะสี ๑ การเรียนรู้จากความล้มเหลวเป็นการเรียนรู้ที่ดีกว่าจากความ สำเร็จ เพราะความสำเร็จมักทำให้เกิดความลำพองใจ ความลำพองใจ ทำให้ไม่เรียนรู้ ทุกคนที่ชีจักรยานเป็นเคยล้มมาก่อน คนเดินได้เพราะเคยล้ม ถ้าไม่เคยล้มก็คงจะเดินไม่เป็นหรือชีจักรยานไม่เป็น เพราะฉะนั้น อย่าไปรังเกียจความล้มเหลวหรือความยากลำบาก บทความที่จะเขียนนี้ มาจากบนเส้นทางชีวิต ๖๐ ปี ตั้งแต่อายุ ๓๐ และอาจจะเป็นบท "สุดทางชีวิต" แล้ว ผมกลับจากการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศ อังกฤษ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ ขณะอายุได้ ๓๐ ปี จากการเป็นอาจารย์แพทย์ที่ศิริราช และเป็นนักวิจัยโรคเลือดที่ ออกไปตรวจเลือดราษฎรในชนบททุกภาคของประเทศ ผมประสบความทุกข์ยากแสนสาหัสของคนยากจนจนทั่วประเทศ ที่ทั้งจน ทั้งเจ็บ ทั้งขาดแคลนบริการ บางคนแก่ด้วย จนด้วย เจ็บด้วย บ่อย ๆ ครั้งพบว่า รักษาโรคอย่างเดียวก็ไม่หาย ถ้าเขาไม่มีเงิน เลย บางครั้งตรวจเสร็จก็ต้องช่วยเรื่องการเงินไปด้วย ไม่อย่างนั้นไม่หาย ป่วย หมอก็ได้แต่รักษาโรคอย่างเดียว ไม่ได้รักษาคนทั้งคน ทั้งหมด ขมวดกันเป็นปมที่ซับซ้อนสุดประมาณ สุดปัญญาที่จะคลายปม แต่ก็เป็น โจทย์ใหญ่ว่า ... "มนุษย์จะพ้นทุกข์ร่วมกันได้อย่างไร" มนุษย์กับมนุษย์และกับสิ่งแวดล้อมสัมพันธ์ต่อกันและกัน จะพ้น ทุกข์คนเดียวเห็นจะไม่ได้ จึงต้องถามถึง "ร่วมกัน" ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทไทย ๒ โจทย์ "มนุษย์จะพันทุกข์ร่วมกันได้อย่างไร" เป็นโจทย์ที่ใหญ่ หรือใหญ่ที่สุดและยากที่สุด แต่ถ้าตอบได้ก็มีประโยชน์สูงสุดเหมือนกัน ผมอยู่กับโจทย์นี้มา ๖๐ ปี ผ่านการลองผิดลองถูกและความล้มเหลวมามาก ค่อย ๆ เรียนรู้ทีละเล็กละน้อย และเข้าใจบางด้านบางมิติ อย่างหนึ่งที่พบและมีคนกล่าวว่า ประเทศนี้ทำดีได้ยาก หรือทำเรื่องดี ๆ ให้สำเร็จได้ยาก อย่างคนไทยที่เก่งและดีที่สุดคนหนึ่ง คือ ดร.ลิปปนนท์ เกตุทัต ท่านสนใจการศึกษามากและเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา กับเคยเป็นเลขาธิการสภาการศึกษา ปฏิรูปการศึกษาไม่สำเร็จ ท่านพูดว่า "การศึกษานี่กดปุ่มนโยบายก็ไม่มีอะไรตอบกลับมาเลย" อดีตนายกรัฐมนตรีที่เก่งคนหนึ่งพูดกับผมว่า "การศึกษานี่ ผมสนใจจริง ๆ แต่ไม่รู้จะจับในแง่มุมใด" ระบบการศึกษาเป็นปัญหาใหญ่ของชาติเรื่อยมา เมื่อคุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ ๆ คราวหนึ่งท่านให้จัดประชุมคนหนุ่มสาวที่ได้รับปริญญาออกมาจากต่างประเทศ ๑,๐๐๐ คน ผมได้รับเชิญให้ไปพูดในที่ประชุมนั้น ตอนหนึ่งผมพูดว่า "ประเทศไทยเหมือนประเทศเครื่องหลุดออกจากกัน เป็นส่วน ๆ ท่านนายกฯ จะเร่งเครื่องอย่างไรก็วิ่งไม่ได้ ที่สำคัญคือ ต้องประกอบเครื่อง" จะเห็นภาพว่า รถยนต์ที่เครื่องหลุดออกจากกัน มันวิ่งไม่ได้ แต่ถ้าประกอบเครื่องสมบูรณ์ รถยนต์ก็วิ่งได้ เครื่องบินก็บินได้อย่างมหัศจรรย์ ฉะนั้น การประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ให้บูรณาการกันเป็นองค์รวม (wholeness) เป็นหลักสำคัญที่จะทำให้เกิดคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์ ประเวศ วะสี ต รถยนต์เป็นองค์รวมของชิ้นส่วนต่างๆ เครื่องบินก็เป็นองค์รวม ในทำนองเดียวกัน จึงมีคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์ ในขณะที่ชิ้นส่วนต่างๆ ของรถยนต์ก็ดี ของเครื่องบินก็ดี ที่อยู่ แยก ๆ กัน ไม่บูรณาการกัน ไม่มีคุณสมบัติเช่นนั้นเลย ตรงนี้ทำให้เราจับ หลักคิดและหลักปฏิบัติได้ว่า **ต้องคิดแบบองค์รวม และทำแบบบูรณาการ** แต่โลกปัจจุบันไม่ได้ใช้หลักคิดและหลักปฏิบัติอย่างนั้น แต่คิด แบบแยกส่วน ทำแบบแยกส่วน การคิดและทำแบบแยกส่วนจะนำไปสู่การเสียสมดุลเสมอ สภาวะเสียสมดุลทำให้เกิดความปั่นป่วน วุ่นวาย รุนแรง และวิกฤต การพัฒนายุคปัจจุบัน ซึ่งมีอายุประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ ปี แม้ สามารถประดิษฐ์สิ่งที่มนุษย์ต่างๆ มากมาย แต่ก็เสียสมดุลหมดทุก มิติ ทั้งทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และในตัวมนุษย์เอง วิกฤตโลกเกิดจากการเสียสมดุล จึงปั่นป่วน วุ่นวาย โกลาหล รุนแรง โควิด-๑๙ เป็นธรรมชาติที่มาส่งสัญญาณเตือนมนุษยชาติว่า คุณ กำลังทำผิดความจริงตามธรรมชาติ ถ้ายังไม่แก้ไข ธรรมชาติก็จะมาเตือน ซ้ำแล้วซ้ำอีกและแรงขึ้น ๆ จนกว่ามนุษยชาติจะแก้ไข ความสะเทือนโลกทั้งใบอย่างทั่วถึงทุกมิติจากโควิด-๑๙ น่าจะ แรงพอที่จะทำให้มนุษย์ต้องคิดใหม่ เช่นนั้นยุคเก่าสิ้นสุดลงแล้วในปี ค.ศ. ๒๐๒๐ โลกยุคใหม่หลังโควิดเริ่มในปี ค.ศ. ๒๐๒๑ โลกแต่ละยุคกำหนดด้วยวิธีคิด เมื่อวิธีคิดเปลี่ยน ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทไทย ๔ # หลักคิดและหลักปฏิบัติ จึงสำคัญมาก ถ้าผิดนำไปสู่ หายนะ ถ้าถูกนำไปสู่วัฒนะ ฝรั่ง แม้เก่ง แต่ใช้หลักคิดหลักปฏิบัติที่ผิด จึงนำโลกมาสู่สภาวะ วิกฤตอย่างรุนแรงจนสิ้นยุค คือ คิดแบบแยกส่วน ทำแบบแยกส่วน ฉะนั้น ถ้าถามว่า แล้วโลกหลังโควิดควรจะคิดและทำอย่างไร คำตอบก็ชัดเจน ว่า ## คิดแบบองค์รวม ทำแบบบูรณาการ เมื่อจับหลักการอย่างนี้ได้แล้ว ขั้นต่อไปก็ทำความเข้าใจจากหลัก การดังกล่าว จะออกแบบระบบและโครงสร้างอย่างไร จึงจะเป็นรูปเป็น ร่างขององค์รวมและทำการบูรณาการได้ นี้เป็นที่มาของยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย ประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ของการพัฒนาหรือบูรณาการส่วนย่อย ทั้งหมดเข้ามาเป็นองค์รวมประเทศไทย เมื่อสมบูรณ์ก็บินสู่ฟ้าไกล ไปถึงไหนก็ได้ และจุดหมายที่เราจะ ไปก็คือ การตอบโจทย์ใหญ่ที่สุดที่บอกไว้แต่ต้น นั่นคือ "มนุษย์จะพันทุกข์ ร่วมกันได้อย่างไร" สภาพการพันทุกข์ร่วมกันก็คือ ## สังคมศานติสุข โลกมีสันติภาพ แม้ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่สมรรถนะการคิดเชิง ระบบและการจัดการ จะทำให้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ เพราะการ จัดการเป็นอิทธิปัญญา หรือปัญญาที่ทำให้เกิดความสำเร็จ (อิทธิ = สำเร็จ) ต่อไปในเรื่องนั้น ๆ ประเวศ วะสี ๕ เมื่อกล่าวถึงกระบวนการจัดการครบวงจร จะเห็นว่า ทรงพลังอย่างไม่มีอะไรต้านทานที่จะทำให้ไม่สำเร็จได้ ผู้รู้จึงกล่าวว่า "การจัดการทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้" (Management makes the impossible possible) ในยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทยนี้ ไม่ใช่วาทกรรม แต่เราจะลงรายละเอียดในเรื่อง "กลุ่มเซลล์สมอง" และวิธีการจัดการโดยพิสดาร เพื่อทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ ควรสังเกตว่า การที่ประเทศไทยทำอะไรไม่ค่อยสำเร็จ เพราะขาดภูมิปัญญาในการจัดการเกือบจะโดยสิ้นเชิง เพราะระบบการศึกษาที่เน้นการท่องวิชาเป็นวิชา ๆ อีกทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัยเกือบทั้งหมดก็คิดเชิงเทคนิคเท่านั้น ขาดสมรรถนะในการคิดเชิงระบบและการจัดการ เป็นส่วนหนึ่งของการที่สมรรถนะของชาติต่ำ ถ้าอาจารย์มหาวิทยาลัยทั้งหมดมีสมรรถนะในการคิดเชิงระบบและการจัดการ ประเทศจะเกิดอิทธิปัญญามหาศาล มหาวิทยาลัยจะเป็นเสมือนหัวรถจักรทางปัญญา พาชาติออกจากวิกฤตได้จริง ๆ ฉะนั้น ระบบการยกระดับสมรรถนะของชาติให้สูงสุดจึงเป็นหัวข้อใหญ่ข้อหนึ่งในการวางแผนประกอบเครื่องประทศไทย บทความชุดนี้เป็นฉบับย่อเพื่อการใช้งานเชิงยุทธศาสตร์ ส่วนที่เป็นรายละเอียดมากกว่าจะเป็นอีกฉบับหนึ่งต่างหาก ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย ๖ การอยู่ ร่วมกันอย่าง สันติสมดุล คือสิ่งสูงสุดของมนุษยชาติ สังคมศานติสุข คือ สังคมที่มีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล ทั้งระหว่างคนกับคนและระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม สภาวะสมดุลทำให้เกิดความสงบ หรือความเป็นปกติ หรือปกติสุข และความยั่งยืน เช่น ถ้าร่างกายของเรามีความสมดุล เราก็มีสุขภาพดีและอายุยืน ความเจ็บป่วยทุกชนิด คือการเสียสมดุล ประเวศ วะสี 7 โลกเสียสมดุลจึงป่วย ความไม่สมดุลทำให้เกิดความปั่นป่วน วุ่นวาย รุนแรง และวิกฤต ที่โลกวิกฤตทุกวันนี้ เพราะไม่ได้เอาการอยู่ร่วมกันเป็นตัวตั้ง แต่ เอาอย่างอื่น เช่น ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจบ้าง ประชาธิปไตยบ้าง ลัทธิความเชื่อที่ต่างกันบ้าง จึงเกิดความรุนแรงไร้สันติภาพ อเมริกาไปฆ่าคนในประเทศต่าง ๆ มากมายเท่าใด เพราะอยาก ให้เขาเป็นประชาธิปไตยเหมือนตน ในทางกลับกันคอมมิวนิสต์ก็เช่น เดียวกัน หรือสงครามครูเสดระหว่างคริสต์กับอิสลาม หรือระหว่างคริสต์ ด้วยกันแต่ต่างนิกาย หรือระหว่างอิสลามด้วยกันแต่ต่างนิกาย หรือ ระหว่างฮินดูกับมุสลิม ฯลฯ แต่ถ้าเอาการอยู่ร่วมกัน (living together) เป็นตัวตั้ง ความแตก ต่างในเรื่องอะไรก็ไม่เป็นไร ความแตกต่างเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่มีใคร สองคนในโลกที่เหมือนกัน แม้แต่ลูกแฝดไข่ใบเดียวกัน แล้วทำไมจะต้องไปเอาความเหมือนเป็นตัวตั้ง คงจะมาจาก สัญชาตญาณความกลัวสัตว์ที่ต่างจากตัวหรือคนที่ต่างจากตัว อันเป็นเรื่อง ของสมองส่วนหลังหรือสมองสัตว์เลื้อยคลาน (reptilian brain) มนุษย์วิวัฒนาการมาจากสัตว์ รวมทั้งสมองด้วย สมองมนุษย์มี ๓ ชั้น คือ (ดูบทที่ ๗ เพิ่มเติมหน้า ๔๑) ชั้นใน อยู่ข้างหลัง เป็นสมองสัตว์เลื้อยคลาน ทำหน้าที่เกี่ยว กับความอยู่รอด เช่น กิน สืบพันธุ์ หลบภัย ต่อสู้ หลอกลวง ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย **ชั้นกลาง** มาจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม (mammalian brain) ทำหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก เช่น สุนัขและแมวมีอารมณ์ แต่จะเข้าไม่มีน้ำตา **ชั้นนอก** อยู่ข้างหน้า เป็นสมองมนุษย์พอกเข้ามาใหญ่มาก ทำหน้าที่เกี่ยวกับความเก่ง สติปัญญา วิจารณญาณ ความยับยั้งชั่งใจ ศีลธรรม การบรรลุธรรม โดยเฉพาะสมองส่วนหน้าสุดอยู่หลังหน้าผาก **สังคมที่ไม่ปลอดภัย มีความกลัว มีความรุนแรง** เป็นสังคมสมองส่วนหลัง (สมองสัตว์เลื้อยคลาน) **สังคมที่มีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีความสมดุล ปลอดภัย** เป็นสังคมสมองส่วนหน้า การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล เป็นสังคมสมองส่วนหน้า เป็นสังคมที่เจริญหรืออาริยะ นอกจากมีศานติสุขแล้ว สติปัญญาและจิตใจจะเจริญสูงขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ สมองส่วนหน้าเป็นธรรมชาติที่รอให้มนุษย์ใช้มา ๒๐๐,๐๐๐ ปีแล้ว เป็นเครื่องมือของศักยภาพสูงสุดของความเป็นมนุษย์ **ศักยภาพสูงสุดของความเป็นมนุษย์** ไม่ใช่ความสามารถคิดเทคโนโลยีที่วิเศษมหัศจรรย์ต่าง ๆ นั่นก็เป็นศักยภาพ แต่ไม่ใช่สูงสุด **ศักยภาพหรือปัญญาสูงสุดอยู่ที่การก้าวข้าม (transcend)** สัญชาตญาณอย่างสัตว์ที่กำหนดโดยสมองส่วนหลัง ไปสู่ความเป็นมนุษย์สมองส่วนหน้าที่มีสติปัญญา วิจารณญาณ ศีลธรรม บรรลุธรรมแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ประเวศ วะลี ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๙ ยุคเก่าสิ้นสุดลงแล้วด้วยโควิด-๑๙ ยุคใหม่หลังโควิด มนุษย์ต้องถือการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล เป็นสิ่งสูงสุด ไม่ใช่การค้าเสรี ไม่ใช่ประสิทธิภาพ ไม่ใช่ลัทธิความเชื่อทางกายหรือศาสนาใด ๆ ไม่ใช่สีผิว เผ่าพันธุ์หรือสิ่งใดอื่น ที่ไม่ใช่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล การถือว่าอะไรเป็นสิ่งสูงสุด กำหนดความเป็นไปของสังคมมนุษย์ ตลอดไปจนถึงสรรพสัตว์และสิ่งแวดล้อม ถ้าถือว่า "การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล" เป็นสิ่งสูงสุด สิ่งต่าง ๆ ทั้งนามธรรมและรูปธรรมที่เคยยึดถือกันมา จะปรับตัว ให้ถูกต้องขึ้น เช่น คุณค่า ความเชื่อ การศึกษา อาชีพ ระบบเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง การสื่อสาร เทคโนโลยี เป็นต้น ยกตัวอย่างเช่น เรื่องเสรีภาพส่วนบุคคล เสรีภาพเป็นเรื่องดี แต่ถ้ารวมถึงเสรีภาพที่จะไปดูถูกเหยียดหยาม ศาสนาของศาสนาอิสลาม ... อย่างนี้เป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุลหรือไม่ หรือถือหลักประชาธิปไตย แต่ส่งทหารเข้าไปเช่นฆ่าหรือส่งเครื่อง บินไปทิ้งระเบิดประเทศที่เขาเลือกทางอื่นอย่างที่เขาต้องการ ... อย่างนี้เป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขหรือไม่ หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ หลายอย่างไปทำให้การอยู่ร่วมกันแตก กระจาย แล้วเรียกและยกย่องว่าเป็น Disrupting technology ... อย่างนี้เป็นไปเพื่อการอยู่กันอย่างสมดุลหรือไม่ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทไทย ๑๐ <figure> The image displays a mind map centered around the theme "การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล" (Living peacefully in balance). Surrounding this central theme are eight interconnected nodes, each representing a key aspect or consideration. These nodes are arranged in a circular pattern around the central theme, with connecting lines indicating their relationship to one another. The nodes are as follows: - คุณค่า (Value) - การศึกษา (Education) - ความเชื่อ (Belief) - เทคโนโลยี (Technology) - การสื่อสาร (Communication) - อาชีพ (Profession) - สุนทรียธรรม (Aesthetics/Philosophy of life) - การเมือง (Politics) and "การปกครอง" (Governance) are listed under the same node, suggesting a connection to political or governance-related themes. The overall image illustrates a framework for understanding or achieving a state of peaceful balance, with these eight factors contributing to it. </figure> รูปที่ ๑ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล คือสิ่งสูงสุด จึงเห็นได้ว่า ถ้าถือ "การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล" เป็นสิ่งสูงสุด สิ่งทั้งหลายที่เคยยึดถือกันมา จะต้องปรับตัวไปสู่ความถูกต้องและเห็นได้ว่า ... **เพราะยึดถือผิดๆ โลกจึงไร้สันติภาพ** ฉะนั้น การจะสร้างโลกที่มีสันติภาวะหรือสันติภาพ ไม่ใช่การไกล่เกลี่ยประนีประนอมเท่านั้น ประเวศ วะสี 11 พื้นฐานลึกที่สุดของสันติภาพอยู่ที่ปัญญาความเข้าใจที่ถูกต้องว่า สิ่งสูงสุดคืออะไร เมื่อมีดวงตาเห็นธรรมว่า สันติภาพคืออย่างไรแล้ว อาจจะชำขัน ที่คนอย่าง เฮนรี คิสซินเจอร์ (Henry Kissinger) ผู้ออกความคิดให้ทิ้ง ระเบิด ๓ ประเทศในอินโดจีนอย่างหนัก ด้วยปริมาณลูกระเบิดมากกว่า ลูกระเบิดทั้งหมดที่ทิ้งในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทั่วโลก ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ! เมื่อเราติดอาวุธด้วยโลกทรรศน์ วิธีคิดจิตสำนึกใหม่ ที่ประมวลอยู่ ในการถือว่า "การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล" คือ สิ่งสูดสุด เช่นนี้แล้ว . . . เราจะมีพลังมหาศาลที่ไปขับเคลื่อนให้เกิดสังคมศานติสุข และ สันติภาพโลกต่อไป ๑๒ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทไทย ชุมชน คือหน่วยพื้นฐาน ของสังคมศานติสุข ธรรมชาติทำให้สัตว์อยู่ร่วมกันเป็นฝูง เช่น ฝูงปลา โขลงช้าง เพราะการอยู่ร่วมกันเป็น ฝูง ทำให้มีโอกาสรอดชีวิตกว่าอยู่เดี่ยว ๆ และมี ประสิทธิภาพมากกว่า มนุษย์แต่โบราณก็ทำตามกฎธรรมชาติ เช่นนี้ คือ คนป่าล่าสัตว์ก็อยู่กันเป็นกลุ่มๆ เมื่อ ค้นพบเทคโนโลยีเกษตรกรรม ก็ตั้งบ้านเรือนอยู่ ร่วมกันเป็นชุมชนเกษตรกรรม ประเวศ วะสี ๑๓ # ชุมชนเป็นระบบการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ทั้งระหว่างคนกับคน และคนกับสิ่งแวดล้อม การอยู่ร่วมกันโดยมีความเอื้ออาทรต่อกัน พึ่งพิง ช่วยเหลือ ดูแล ซึ่งกันและกัน ทำให้มีความอบอุ่น ปลอดภัย ประหยัด ## ต้องมีความเป็นธรรม ถ้าไม่เป็นธรรมก็อยู่ร่วมกันไม่ได้ * ต้องมีวิธีประนีประนอมหรือจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ * ต้องมีอาชีพและความเป็นอยู่ที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมที่ ชุมชนตั้งอยู่ เช่น เขตร้อน หนาว ทะเลทราย หรือขั้วโลก เรียก ว่า ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม * ต้องดูแลอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ที่ดิน ป่าไม้ แหล่งน้ำ เพื่อสภาพยั่งยืน ตลอดไปจนถึง ขนบธรรมเนียมประเพณีและสุนทรียธรรม ## วิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชนอันสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมนี้ เรียกว่าวัฒนธรรมหรือวัฒนธรรมชุมชน* วิถีชีวิตร่วมกันอย่างสมดุล ระหว่างคนกับคนและคนกับสิ่ง แวดล้อม คือ **ศีลธรรม** ความสมดุล คือ สันติภาวะหรือสันติภาพ ความสมดุล เกิดจากทุกสิ่งทุกอย่างบูรณาการกัน ความเข้มแข็งของชุมชน คือ สมรรถนะในการจัดการการพัฒนา อย่างบูรณาการ \* ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ได้ทำการวิจัยชนเผ่าไทยในประเทศต่าง ๆ กล่าวว่า "วัฒนธรรมชุมชน เป็นวัฒนธรรมของชนเผ่าไทยร่วมกัน" ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย ๑๔ สภาวะบูรณาการหรือบูรณภาพและดุลยภาพ คือ ความยั่งยืน ท้องถิ่น คือ ชุมชนหลาย ๆ ชุมชนรวมกัน เพราะฉะนั้น ... ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง การพัฒนาที่เอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง การพัฒนาอย่างบูรณาการ การพัฒนาอย่างยั่งยืน บูรณาภาพและดุลยภาพ สันติภาพ ศีลธรรม สุนทรียธรรม หรือความงดงาม สังคมศานติสุข เหล่านี้เป็นเรื่องเดียวกันหรืออยู่ในกันและกัน เห็นไหมครับ นี่คือ อานุภาพแห่งองค์รวมและบูรณาการ เมื่อชุมชนเป็นระบบ การอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลจึงยั่งยืนมา ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ปี เทียบกับอารยธรรมตะวันตกหรืออารยธรรมปัจจุบัน ซึ่งแยกส่วน ไม่บูรณาการ ไม่สมดุล อยู่ได้เพียง ๔๐๐-๕๐๐ ปี ตีเสียว่า ๕๐๐ ปีก็ล่ม สลาย โดนโควิด-๑๙ ตีแตก เพราะฉะนั้น การสร้างสังคมศานติสุขและสันติภาพโลกในยุค หลังโควิด ต้องเอาชุมชนเข้มแข็งเป็นตัวตั้ง ชุมชนเป็นหน่วยพื้นฐาน (basic unit) ของสังคม ทำนองเดียวกับที่เซลล์เป็นหน่วยย่อยพื้นฐานของชีวิต ชีวิตอันเป็นระบบที่ซับซ้อนสุดประมาณ เริ่มต้นที่เซลล์เพียงเซลล์ เดียว ประเวศ วะสี ๑๕ แต่เซลล์เดียวนี้ต้องมีความถูกต้องทุกประการ จึงงอกงาม ก่อตัวขึ้นเป็นระบบที่ซับซ้อนขึ้นไปเป็นลำดับ จนเป็นองค์รวม คือ ความเป็นมนุษย์ที่มีความมหัศจรรย์ยิ่ง ทำนองเดียวกัน สังคมศานติสุขต้องเริ่มต้นที่ชุมชน ซึ่งมีความถูกต้องทุกประการ จากหน่วยย่อยพื้นฐาน คือ ชุมชน หลายๆ ชุมชนรวมกันเป็นสังคมศานติสุขใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงระดับโลก นั่นคือ โลกที่มีสันติภาพ ดังนี้ ชุมชนเข้มแข็ง ☑ ชุมชนศานติสุข ท้องถิ่นขนาดเล็ก - ตำบล ☑ ตำบลศานติสุข ท้องถิ่นขนาดกลาง - อำเภอ ☑ อำเภอศานติสุข ท้องถิ่นขนาดใหญ่ - จังหวัด ☑ จังหวัดศานติสุข ประเทศไทย ประเทศศานติสุข โลก โลกศานติสุข = โลกสันติภาพ บัดนี้ เราเห็นระบบและโครงสร้างของสังคมศานติสุข และโลกสันติภาพแล้ว การประกอบเครื่องประเทศไทยให้เป็นสังคมศานติสุขก็ไม่ยากแล้ว ในตอนข้างหน้า ตอนที่กล่าวถึงประเทศไทย ขันธ์ ๑๐ นั้น ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย ๑๖ ขันธ์ที่ ๑ คือ ร่างกายของประเทศ จะกล่าวเอาไว้เสียตอนนี้เลย ร่างกายประเทศไทย = แผ่นดินไทย ๓๒๑ ล้านไร่ + คนทั้งหมด + สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ + ทรัพยากรทางวัฒนธรรม จัดระบบเป็น จ จังหวัด อ อำเภอ ต ตำบล ช ชุมชน หรือ ม หมู่บ้าน แต่ละ จ จังหวัด โดยเฉลี่ยประกอบด้วย ๑๐ อ ๑๐๐ ต ๑,๐๐๐ ช หรือ ม ทั้งประเทศ = ๗๗ จ ๘๐๐ อ ๘,๐๐๐ ต ๘๐,๐๐๐ ช หรือ ม เชื่อมโยงเป็นโครงข่ายบูรณาการ เป็นร่างกายประเทศ มีชุมชนประมาณ ๘๐,๐๐๐ เป็นประดุจอิฐบล็อกของประเทศ แต่ละก้อนเป็นชุมชนศานติสุข (ดูรูปที่ ๓ หน้า ๓๗) ร่างกายประเทศไทยแข็งแรง หมายถึง โครงข่ายทั้งหมดยึดโยง กัน และมีสมรรถนะในการจัดการพัฒนาอย่างบูรณาการทุกหน่วยจัดการ ซึ่งจะกล่าวต่อไปในภายหน้า ประเวศ วะสี ๑๗ บุคคลจำนวนมากที่สุดควรมีชีวิตชุมชนในรูปใดรูปหนึ่ง หรือหลาย รูป จะเป็นสุข ปลอดภัย มีภูมิคุ้มกัน มีประสิทธิภาพ ชีวิตปัจเจกแบบตัวใครตัวมัน ไม่สอดคล้องกับกฎธรรมชาติ ขาด เหตุผล ราคาแพง เป็นทุกข์ ไม่มีภูมิคุ้มกัน ปั่นป่วน วุ่นวาย รุนแรง ไม่ ปลอดภัย เป็นการกระตุ้นสมองส่วนหลังหรือสมองสัตว์เลื้อยคลาน . . . ไม่อาริยะ ควรจะปรับเปลี่ยน (transform) ไปเป็นชีวิตการอยู่ร่วมกันอย่าง สมดุล อันเป็นสังคมสมองส่วนหน้าที่มีจิตใจและปัญญาสูง . . . มีความ เป็นอาริยะ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย ๑๘ # ไตรอาวุธ บนเส้นทาง ประกอบเครื่อง ประเทศไทย หลักคิดและหลักปฏิบัติ ถ้าถูกวัฒนะ ถ้า ผิดหายนะ อารยธรรมปัจจุบันที่นำโดยตะวันตก มี อายุได้เพียง ๕๐๐ ปีเท่านั้นก็วิกฤต ไปต่อไม่ได้ เพราะหลักคิด หลักปฏิบัติที่ผิด คือ คิดแบบแยก ส่วน ทำแบบแยกส่วน การคิดและทำแบบแยกส่วนจะนำไปสู่ การเสียสมดุลเสมอ บนเส้นทางโลกหลังโควิด หลักคิด หลัก ปฏิบัติที่ถูก สำคัญที่สุด จึงควรใช้เวลาทำความ เข้าใจ ประเวศ วะสี ๑๙ # (๑) การแยกส่วน เช่น ชำแหละโคหรือสุกร ทำให้สิ้นชีวิต ชีวิตเกิดจากการเชื่อมโยงหรือบูรณาการ ส่วนทั้งหมดเป็นองค์รวม (the whole) ชีวิต เช่น ต้นไม้เติบโต งอกงาม และงดงามได้ แต่ความไม่มีชีวิต เช่น ขอนไม้ มีแต่เน่าเปื่อยผุพังไป โลกที่พัฒนาแบบแยกส่วน จึงเป็นโลกที่ไม่มีชีวิต แม้มีการสร้างวัตถุมาก เมื่อไม่มีชีวิตจึงเน่าเปื่อยผุพัง วิกฤตโลก คือ อาการเน่าเปื่อยผุพัง เพราะความไม่มีชีวิต โควิดเป็นธรรมชาติที่ส่งสัญญาณเตือนมนุษยชาติ โลกหลังโควิดควรมีหลักคิดและหลักปฏิบัติใหม่ ๒๐ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย # (๒) หลักคิด หลักปฏิบัติ กำหนดสิ่งที่ตามมา โลกวิกฤต เพราะหลักคิด หลักปฏิบัติที่ผิด ฝรั่งแม้เก่ง แต่หลักคิด หลักปฏิบัติผิด นำโลกไปสู่วิกฤต คือ คิดแบบแยกส่วน ทำแบบแยกส่วน การคิดแบบแยกส่วน ทำแบบแยกส่วน จะนำไปสู่การเสียสมดุลเสมอ การเสียสมดุล ทำให้เกิดความปั่นป่วน วุ่นวาย รุนแรง ไม่มีสภาวะสันติ ดุลยภาพทำให้เกิดความสงบ ความเป็นปกติ หรือปกติสุข หรือสันติภาวะและความยั่งยืน ดุลยภาพเกิดจากบูรณาภาพ คือ ส่วนประกอบทั้งหมด เชื่อมโยงบูรณาการกันเป็นองค์รวม วิธีคิดแบบองค์รวม วิธีปฏิบัติอย่างบูรณาการ คือ หลักคิด หลักปฏิบัติใหม่ สำหรับโลกยุคใหม่ หลังโควิด ประเวศ วะสี ๒๑ # (๓) ## การคิดแบบทางสายกลาง จิตสำนึกองค์รวม การปฏิบัติอย่างบูรณาการ **วิธีคิด - จิตสำนึก - วิธีปฏิบัติ** คือ รหัสแห่งการพัฒนา ที่บอกให้อะไรเกิดหรือไม่เกิด ทำนองเดียวกับรหัสพันธุกรรม (genetic code) ที่เขาเรียกว่า codon ประกอบด้วยอักษรสามตัว รหัสพันธุกรรมที่ผิด นำไปสู่ชีวิตที่มีปัญหา รหัสแห่งการพัฒนาก็เช่นเดียวกัน **วิธีคิดแบบทางสายกลาง - จิตสำนึกแห่งองค์รวม - การปฏิบัติ** แบบบูรณาการ คือ รหัสพัฒนาใหม่ ซึ่งจะเอามาใช้ในการประกอบเครื่อง ประเทศไทย ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย ๒๒ # (๔) ## วิธีคิดแบบทางสายกลาง ทำให้เกิดปัญญาสูงสุดและความสุขสูงสุด ทางสายกลางเป็นความจริงตามธรรมชาติ ธรรมชาติเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มีมาแต่อนันตกาล และต่อไปเป็นนิรันดร ธรรมชาติ กฎของธรรมชาติ การปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ การได้รับผลจากการปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ บางทีก็ใช้คำว่า ธรรม ธรรมชาติล้วนเปลี่ยนแปลง คือ เป็นอนิจจัง ไม่ใช่ตายตัวหรือ เป็นนิจจัง เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยหรือตามเหตุ ตามผลที่ทำให้เปลี่ยน ธรรมชาติจึงเป็นกระแสของเหตุปัจจัยที่หนุนเนื่องไม่ขาดสาย มีชื่อเรียกว่า อิทัปปัจจยตา อิทะ = นี้ ปัจจยตา = ความเป็นปัจจัยให้เกิด นั่นคือ นี้ทำให้เกิดนี้ นี้ทำให้เกิดนี้ นี้ทำให้เกิดนี้ .... เรื่อยไป ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นกระแสของความเป็นเหตุเป็นผลล้วน ๆ ประเวศ วะสี ๒๓ ไม่มีอะไรที่ตายตัวแยกส่วน เป็นตัวเป็นตนของตน โดยเอกเทศ สุดโต่ง แยกข้างแยกขั้ว อะไรเกิดก็เพราะมีเหตุปัจจัยให้มันเกิด อะไรไม่เกิดก็เพราะ ไม่มีอะไรเป็นเหตุให้มันเกิด มันเป็นเช่นนั้นเอง **ตถตา ตถตา** = ความเป็นเช่นนั้นเอง ถ้าเราคิดแบบทางสายกลาง เห็นความเป็นเช่นนั้นเองของสรรพสิ่ง เราก็จะมีปัญญาเห็นความเป็นจริง ไม่เข้าไปสู่อารมณ์รักหรือชัง เกิดอิสรภาพจากการถูกบีบคั้นด้วยอยากให้มันเป็นอย่างอื่น ตามใจของเรา ความเป็นอิสระปราศจากความบีบคั้น คือ ความสุขอย่างยิ่ง การคิดแบบทางสายกลาง ทำให้เกิดปัญญาสูงสุดและความสุข สูงสุด เป็นเครื่องมืออย่างดีที่เราจะเดินไปในโลกแห่งความ เป็นจริง ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย ๒๔ # (๕) การคิดแบบทางสายกลาง ทำให้มีปัญญาทะลุทะลวงไม่มีที่สิ้นสุด การคิดแบบเป็นข้างเป็นขั้วไปไม่ได้ไกล เพราะถูกข้างหรือขั้วตรงข้ามจับหรือปะทะ ระเบิดเป็นความ รุนแรง สันติภาพไม่ได้เกิดจากการคิดเป็นข้างเป็นขั้ว โลกรุนแรง เพราะเหตุนี้ การคิดแบบทางสายกลาง ความเป็นกลาง ไม่มีขั้วตรงข้ามมาจับ จึงมีอำนาจทะลุทะลวงไปได้ไกลไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้เข้าใจสภาพความเป็นจริง ทั้งความจริงเก่าและความ จริงใหม่ที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย โลกปัจจุบันเปลี่ยนจากโลกโบราณมาก กลายเป็นระบบซับซ้อน (complexity system) ที่ยากต่อความเข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหายาก ๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้สะสมปัญหาจนวิกฤต โลกวิกฤตเพราะเหตุนี้ เป็นวิกฤตแห่งความซับซ้อนที่ มนุษยชาติขาดปัญญาที่เข้าใจ หรือ "อวิชชา" - ความไม่รู้ ประเวศ วะสี ๒๕ # อวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์ ปัญหาที่ยากและซับซ้อนแก้ไม่ได้ด้วยอำนาจ แต่ต้องใช้ปัญญา การคิดแบบทางสายกลางเป็นทางแห่งปัญญา จึงเห็นว่า ทำไมเครื่องมือใหม่ในการออกจากวิกฤตหลังโควิด คือ วิธีคิดแบบทางสายกลาง ที่ทำให้สุขปัจจุบันทันทีและให้ปัญญาเห็นความจริง ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย ๒๖ # (๖) ความจริงแห่งองค์รวมและ ความจริงแห่งบูรณาการ ธรรมชาติล้วนเชื่อมโยงหรือบูรณาการไปสู่ความเป็นองค์รวม (wholeness) ในระดับต่าง ๆ เช่น เป็นเซลล์ เป็นต้นไม้ เป็นสัตว์ เป็นคน ในระบบร่างกายคนก็มีองค์รวมหลายระดับ เช่น * สสารประมาณ ๔๐๐ ล้านอนุ * เป็นส่วนย่อยในเซลล์ ซึ่งเป็นองค์รวม เซลล์หลาย ๆ เซลล์ * เป็นส่วนย่อยในอวัยวะ ซึ่งเป็นองค์รวม อวัยวะหลาย ๆ อวัยวะ * เป็นส่วนย่อยในความเป็นคน ซึ่งเป็นองค์รวม องค์รวมแต่ละระดับมีคุณสมบัติใหม่ * ซึ่งไม่ใช่คุณสมบัติของส่วนย่อย * เช่น ความเป็นคนมีคุณสมบัติอันมหัศจรรย์เหลือหลาย เหนือคุณสมบัติของสสารที่มาประกอบกันเป็น ร่างกาย ฉะนั้น ถ้าส่วนย่อยทั้งหมดของประเทศไทยเข้ามาบูรณาการกัน เป็นองค์รวม ประเทศไทยที่เป็นองค์รวมจะมีคุณสมบัติใหม่ อันมหัศจรรย์ผุดบังเกิดขึ้น ประเวศ วะสี ๒๗ มนุษย์โดยทั่วไปมีจิตเล็ก รู้เห็นจำกัด จึงเห็นเป็นส่วน ๆ ไม่เห็นทั้งหมด จึงเหมือนตาบอดคลำช้าง แล้วทะเลาะกันใหญ่ เพราะไม่เห็นช้างทั้งตัว รู้เฉพาะส่วนที่แตกต่างกัน มนุษย์ขัดแย้งรุนแรง ฆ่าฟันกันล้มตาย ทิ้งกระดูกไว้เป็นภูเขา เลากา ก็เพราะตาบอดคลำช้างนี่แหละ เพราะไม่เห็นทั้งหมด หรือเห็นช้างทั้งตัว ฉะนั้น จิตสำนึกแห่งองค์รวมและการปฏิบัติอย่างบูรณาการ จึงเป็นเครื่องมือใหญ่ ที่จะนำไปสู่การสร้างโลกยุคใหม่ ร่วมกับวิธีคิดแบบทางสายกลาง ตามที่กล่าวมาแล้ว รวมเป็น ๓ หรือ ไตรอาวุธ = วิธีคิดแบบทางสายกลาง + จิตสำนึกแห่งองค์รวม + วิธีปฏิบัติแบบบูรณาการ ไตรอาวุธนี้เพิ่มอำนาจ (empower) ให้มนุษย์อย่างมหาศาล ทั้งอำนาจแห่งความสำเร็จและอำนาจแห่งความสุข มนุษย์ทั้งโลกควรติดอาวุธด้วยไตรอาวุธนี้ ในการพูดถึง การปฏิรูปการเรียนรู้และการยกระดับสมรรถนะของชีวิต ต่อไปข้างหน้าต้องไม่ลืมการติดอาวุธด้วยไตรอาวุธ บัดนี้ เราพร้อมด้วยอาวุธใหม่ จะประกอบเครื่องประเทศไทย ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทไทย ๒๘ # เลียนแบบ ธรรมชาติ ออกแบบระบบและโครงสร้าง ประเทศไทย ถ้าเราต้องการอะไรที่วิ่งไปบนถนนได้ ก็ ออกแบบระบบและโครงสร้างรถยนต์ ถ้าเราต้องการอะไรที่บินได้ ก็ต้องออกแบบระบบและโครงสร้างเครื่องบิน ฉันใด . . . ถ้าเราต้องการประเทศไทยให้มีคุณสมบัติอย่างใด ก็ออกแบบระบบและโครงสร้างประเทศไทยให้มีคุณสมบัติเช่นนั้นได้ ประเวศ วะสี ๒๙ ประเทศไทยมีทรัพยากรเพื่อการพัฒนามาก แต่ขาดการออกแบบ ระบบและโครงสร้าง จึงไม่พ้นทุกข์และขัดแย้งกันมาก เพราะต่างโทษกัน ว่า เป็นคนไม่ดี เพราะติดอยู่ในวิธีคิดว่าดีชั่วเป็นกรรมส่วนบุคคล ไม่เข้าใจ ว่า ระบบและโครงสร้างเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดพฤติกรรม ## ธรรมชาติเป็นฐานความจริงที่ดีและจริงที่สุด การใช้ตรรกะแบบไม่อยู่ในฐานะความจริงของชีวิตและการอยู่ร่วม กัน ทำให้นักคิดตะวันตกพลาด ตรรกะหรือความเป็นเหตุเป็นผลทรงพลังและมีเสน่ห์อย่างยิ่ง ยิ่งผนวกด้วยวิธีการทางคณิตศาสตร์ยิ่งทรงพลัง จนนักคิดฝรั่งที่เก่ง ๆ หลายคน ได้รับรางวัลโนเบล เพราะผู้ตัดสิน รางวัลก็ใช้วิธีคิดชนิดเดียวกัน ## ตรรกะที่ไม่ได้อยู่ในฐานะความจริงตามธรรมชาติ พลาดได้ง่าย พระพุทธองค์จึงทรงเตือนในกาลามสูตรว่า อย่าปลงใจเชื่อเพราะ ตรรกะดี ตะวันตกมีอิทธิพลครอบโลก ทั้งโลกจึงคิดแบบตะวันตก รวม ทั้งคนไทยด้วย โลกจึงเสียสมดุลอย่างรุนแรง เพราะตรรกะแบบตะวันตกมี วัตถุประสงค์สร้างความรู้ เพื่อเอาความรู้ไปเป็นอำนาจ ใช้อำนาจแย่งชิง ทรัพยากร แต่ตรรกะแบบพุทธ คือ ทางสายกลาง ใช้ความเป็นเหตุเป็นผล เหมือนกัน แต่เพื่อให้เกิดปัญญาช่วยให้มนุษย์พ้นทุกข์ ความเป็นวิทยาศาสตร์แบบพุทธกับแบบตะวัน- ตก แม้มีส่วนที่เหมือนกัน แต่มีข้อต่างกัน ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย ๓๐ ทางพุทธเอาความจริงของชีวิตเป็นตัวตั้ง จึงนำไปสู่ปัญญา ทางตะวันตกคิดแบบแยกส่วน นำไปสู่ความรู้ อำนาจ และเงิน การออกแบบระบบและโครงสร้างประเทศไทยจะเลียนแบบชีวิต ของมนุษย์ ซึ่งมีโครงสร้างคร่าว ๆ ดังนี้ **คือ ตัวมนุษย์ มีกายและใจ** สัมพันธ์อยู่กับ**สิ่งแวดล้อม** ซึ่งมี **๒ สิ่ง คือ** * สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ (natural environment) กับ * สิ่งแวดล้อมทางสังคม (social environment) ซึ่งมีทั้งสังคมใกล้ ตัวและสังคมไกลตัว คือ **โลก** แต่บัดนี้ที่ว่า ไกลกลายเป็นใกล้ คือ เชื่อมโยงกันทั้งโลก เขียนเป็น ภาพดังรูปที่ ๒ ดังนี้ สมอง กาย สิ่งแวดล้อม สังคม โลก รูปที่ ๒ ชีวิตมนุษย์และสัมพันธภาพ ประเวศ วะลี ๓๑ การใช้ตรรกะแบบไม่อยู่ใน ฐานความจริงของชีวิตและการอยู่ร่วมกัน ทำให้นักคิดตะวันตกพลาด ตรรกะหรือความเป็นเหตุเป็นผล ทรงพลังและมีเสน่ห์อย่างยิ่ง ยิ่งผนวกด้วยวิธีการทางคณิตศาสตร์ยิ่งทรงพลัง จนนักคิดฝรั่งที่เก่ง ๆ หลายคน ได้รับรางวัลโนเบล เพราะผู้ตัดสินรางวัลก็ใช้วิธีคิดชนิดเดียวกัน ตรรกะที่ไม่ได้อยู่ในฐานความจริงตามธรรมชาติ พลาดได้ง่าย พระพุทธองค์จึงทรงเตือนในกาลามสูตรว่า อย่าปลงใจเชื่อเพราะตรรกะดี # ประเทศไทย ขันธ์ ๑๐ ขันธ์ = กลุ่ม ชีวิตประกอบด้วย . . . ขันธ์ ๕ (เบญจขันธ์) คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ประเทศไทยประกอบด้วยขันธ์ ๑๐ หรือ ทศขันธ์ นี้เป็นการกล่าวเชิงยุทธศาสตร์ คือ จำนวนไม่มากเกินไป พอให้จำได้ง่าย และขันธ์ ๑๐ หรือ ๑๐ กลุ่ม เป็นกลุ่มที่จะเข้าไปทำความ เข้าใจและจัดการ ประเวศ วะสี ๓๓ เมื่อใด ขันธ์ทั้ง ๑๐ บูรณาการกันเป็นองค์รวมประเทศไทย เมื่อนั้น องค์รวมประเทศไทยจะมีคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์ ผุดบังเกิดขึ้น (emerge) อันไม่ใช่คุณสมบัติของส่วน ย่อย ทำนองเดียวกับที่ ... เมื่ออวัยวะทั้งหมดบูรณาการกันเป็นองค์รวม คือ **ความเป็นคน** ความเป็นคนมีคุณสมบัติอันมหัศจรรย์เหลือประมาณ เหนือ คุณสมบัติของสสารอันเป็นองค์ประกอบ ถ้าคนไทยมีภาพประเทศไทยเช่นนี้อยู่ในใจ จิตจะใหญ่ มีพลัง และเมื่อรู้รายละเอียดต่อไปทั้ง ๑๐ ขันธ์ จะรู้ว่า ... ทุกคน ทุกสิ่ง ทุกอย่าง จะมีบทบาทและมีประโยชน์ด้วยกัน ทั้งหมด ไม่เว้นผู้ใดและสิ่งใด ทุกคนเห็นช้างทั้งตัว ไม่มีใครอยากทะเลาะกับใคร จะเกิดความ สมานฉันท์มหาศาล ร่วมกันพัฒนาประเทศไทยยุคใหม่ โลกยุคใหม่ ที่มี ศานติสุขและสันติภาพ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทไทย ๓๔ # ขันธ์ ๑๐ ประเทศไทย ประกอบด้วย (๑) ร่างกายประเทศ ที่แข็งแรง (๒) สมองของประเทศ ที่เข้มแข็ง (๓) ระบบบริหารภาครัฐ ที่มีสมรรถนะสูง (๔) ภาคธุรกิจที่บูรณาการกับองค์รวม (๕) สังคมเข้มแข็ง เพื่อโครงสร้างแห่งความเป็นธรรม (๖) ระบบยกสมรรถนะของชาติให้สูงสุด (๗) องค์กรศาสนาประยุกต์ปัญญาสูงสุด ในการพัฒนาอย่างบูรณาการ (๘) กองทัพสร้างระบบภูมิคุ้มกันชาติ เปิดโอกาสให้เป็นสังคมสมองส่วนหน้า (๙) ระบบข้อมูลข่าวสารและการสื่อสารที่ทำให้ คนไทยรู้ความจริงโดยทั่วถึงทุกองคาพยพ (๑๐) ระบบสุขภาพ คือทั้งหมด ทั้ง ๑๐ เชื่อมโยงบูรณาการอยู่ในกันและกัน เป็นองค์รวม ประเทศไทย ไม่ได้แยกเป็นส่วน ๆ เมื่อเชื่อมโยงเป็นองค์รวม ประเทศไทยก็จะมีชีวิต เติบโต งอกงาม และงดงามได้ เกิดเป็นคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์ผุดบังเกิดขึ้น (รูปที่ ๓ หน้า ๓๖) ประเวศ วะสี ๓๕ ๑ จ จังหวัด ๑๐ อ อำเภอ ๑๐๐ ตำบล ๑,๐๐๐ ช หมู่บ้าน หรือ ม ชุมชน แต่ละส่วน มีองค์กรจัดการที่ทรงสมรรถนะในการพัฒนาอย่าง บูรณาการ ทำหน้าที่ประดุจกลุ่มเซลล์สมอง ทั้งหมด เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายแห่งการเรียนรู้ร่วมกันใน การปฏิบัติ เป็นสังคมเครือข่ายคล้ายสมอง เต็ม พื้นที่จังหวัดแต่ละจังหวัดทั้ง ๗๗ ฉะนั้น ร่างกายประเทศ หรือขันธ์ที่ ๑ คือ แผ่นดินไทย จะเป็นสังคมเครือข่ายคล้ายสมอง และยังบูรณาการกับอีก ๙ ขันธ์ (รูปที่ ๔ หน้า ๓๙) เป็นประเทศไทยขันธ์ ๑๐ ที่บูรณาการกันเป็น องค์รวมประเทศไทย ประเทศไทยที่ขันธ์ ๑๐ บูรณาการกันเป็นองค์รวม จะมีพลังของ ความสำเร็จสูงสุด หรือมีอิทธิปัญญาสูงสุด ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็น ไปได้ ควรร่วมกันกำหนดว่า ประเทศไทยมีประเด็นใหญ่อะไรบ้าง (Thailand Big Issue) สมมติว่ามี ๒๐ ประเด็น ๑, ๒, ๓, ๔, .... ๒๐ แต่ละประเด็นที่เคยยากสุด ๆ หรือทำไม่ได้ เช่น * ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม * ปฏิรูประบบความยุติธรรม * ปฏิรูปการศึกษา * ปฏิรูประบบราชการ * ลดการตายจากอุบัติเหตุจราจรปีละ ๒๐,๐๐๐ ราย ให้เหลือ ๐ หรือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ (๒,๐๐๐ ราย) ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย ๓๖ {"content": "“X ๗๗ จังหวัด”\n\n๑ จังหวัด\n๑๐ อ อำเภอ\n๑๐๐ ตำบล\n๑,๐๐๐ ม หมู่บ้าน\n\nจ = จังหวัด อ = อำเภอ ต = ตำบล ม = หมู่บ้าน\n\nรูปที่ ๓ โครงสร้างเครือข่ายในพื้นที่แต่ละจังหวัด\n\nประเวศ วะสี\n\n๓๗"} เมื่อนำประเทศไทยขันธ์ ๑๐ ที่บูรณาการเป็นองค์รวมเข้าไป จัดการ จะสำเร็จได้ทุกอย่างโดยไม่ยากนัก ต่อไปใครมาเป็นรัฐบาล ก็บอกว่า ฉันมีนโยบาย ๒๐ ประการ (ประเด็นใหญ่ประเทศไทย ๒๐ เรื่อง) แล้วใช้พลังขันธ์ ๑๐ เข้าไปจัดการ ก็จะประสบความสำเร็จโดยไม่ยาก การเมืองก็จะเปลี่ยนไป จากการเมืองที่ไม่มีพลังของความสำเร็จ กลายมาเป็นการเมืองที่มีความสำเร็จสูง ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล แต่ในสภาพที่ประเทศเครื่องหลุดเป็นส่วน ๆ ใครมาเป็นนายก รัฐมนตรี ต่อให้เก่งเท่าใด ก็ไม่สำเร็จ เพราะรถยนต์ที่เครื่องหลุด เร่งเครื่องอย่างไรก็วิ่งไม่ได้ เมื่อไม่สำเร็จก็ทะเลาะกันไม่เลิก จนเกิดสภาพ "คนไทยเหมือน ไก่อยู่ในเข่ง" จิกตีกันร่ำไป จิกตีกันจนเลือดตกยางออกก็ออกจากเข่ง ไม่ได้ นอกจากจะรวมตัวกันบินออกจากเข่ง นี้คือที่มาของ "ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย" เมื่อประเทศไทยมีบูรณาภาพและดุลยภาพ ก็จะสงบ มีความเป็น ปกติสุขหรือศานติสุข เป็นสันติภาวะหรือสันติภาพ # ประเทศไทยจะเป็นดินแดนแห่งสันติภาพและ ช่วยให้โลกมีสันติภาพ แต่ต้องมองสันติภาพแบบองค์รวม ไม่ใช่มองแบบแยกส่วน แค่ ประนีประนอม อย่าทะเลาะกันนะ แต่หมายถึง การสร้างบูรณภาพและ ดุลยภาพแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล ตามที่กล่าวถึงในตอนที่ ๒ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย ๓๘ รูปที่ ๔ ประเทศไทยขันธ์ ๑๐ สมอง เข้มแข็ง ร่างกายประเทศ แข็งแรง = แผ่นดินไทย ๑๐ ระบบสุขภาพ คือทั้งหมด ๓ ระบบบริหาร ภาครัฐ สมรรถนะสูง ๙ ระบบข้อมูล ข่าวสารและ การสื่อสาร ให้สังคมรู้ความจริง โดยทั่วถึง ๔ ภาคธุรกิจ ที่มีบูรณาการกับ องค์รวม ๒ องค์กรศาสนา ที่ประยุกต์ปัญญาสูงสุด ในการพัฒนาอย่าง บูรณาการ ๖ ระบบยก สมรรถนะของ ชาติ ให้สูงสุด ๘ กองทัพ สร้างระบบ ภูมิคุ้มกัน ๕ สังคมเข้มแข็ง หรือโครงสร้างแห่ง ความเป็นธรรม ประเวศ วะสี ๓๙ ก่อนที่จะกล่าวถึงขันธ์ ๑๐ ทีละขันธ์ จะขอกล่าวถึง ๒ ประเด็น ก่อน คือ * สังคมสมองส่วนหน้า - สังคมสมองส่วนหลัง (สมองสัตว์ เลื้อยคลาน) * วิธีขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ทุกฝ่ายยินดีทำและมีความสุข เพราะจะนำคำว่า "สังคมสมองส่วนหน้า" เข้ามาใช้บ่อย และเมื่อพูดถึงการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปอะไร ผู้ที่ เกี่ยวข้องจะเกิดความตระหนกตกใจและต่อต้าน ทำให้ทำไม่สำเร็จ เช่น ปฏิรูปครู หรือปฏิรูประบบราชการ ข้าราชการก็จะต่อต้าน ทั้งนี้เพราะผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงไม่เข้าใจวิธีการ จึงจะกล่าวถึงวิธีการเสียก่อนว่า มีวิธีที่ผู้เกี่ยวข้องยินดีทำหรือ กระตือรือร้นที่จะทำและมีความสุขตั้งแต่ได้ยินวิธีนี้แล้ว ๔๐ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย # โครงสร้าง สมองกับสังคม สังคมสมองส่วนหน้า - สังคมสมองส่วนหลัง ถ้ารู้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างสมอง กับสังคม จะเข้าใจอะไรแจ่มแจ้งขึ้น และเห็นหน ทางการพัฒนา มนุษย์วิวัฒนาการมาจากสัตว์ ฉะนั้น จึง มีดีเอ็นเอและอวัยวะต่าง ๆ ของความเป็นสัตว์อยู่ ในตัว บวกกับที่เพิ่มขึ้นใหม่เมื่อเป็นมนุษย์ ประเวศ วะสี 41 สมองมนุษย์มี ๓ ชั้น สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า เมื่อผ่าออกมา **ชั้นในสุด** (สมองส่วนหลัง) เก่าแก่ที่สุด อยู่ค่อนไปข้างหลัง คือ ท้ายทอย เป็นสมองที่มาจากสัตว์เลื้อยคลาน เรียกว่า reptilian brain มีหน้าที่เกี่ยวกับความอยู่รอด คือ กิน สืบพันธุ์ ต่อสู้ หลบภัย หลอกลวง สัตว์เลื้อยคลานมีการหลอกลวง เพื่อความอยู่รอด เช่น กิ้งก่าเปลี่ยนสี **ชั้นกลาง** (สมองส่วนกลาง) เป็นสมองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม (mammalian brain) มีหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึก และความผูกพัน เช่น สุนัขและแมวมีอารมณ์ แต่จระเข้ไม่มีน้ำตา ไม่ใช้เหตุผล เพราะไม่มีสมองส่วนที่ใช้เหตุผล คือ สมองชั้นนอกของมนุษย์ **ชั้นนอก** (สมองส่วนหน้า) สมองกลีบใหญ่ ๒ พอกเข้ามาหนาเตอะ เป็นสมองมนุษย์อยู่ข้างหน้าด้าน ‘หน้าผาก’ มีหน้าที่ในทางความคิดด้วยเหตุด้วยผล ทำให้สามารถสร้างความรู้และเทคโนโลยี จึงเป็นสมองส่วนที่ทำให้มนุษย์ “เก่ง” เหนือสัตว์ทั้งหลาย สมองส่วนหน้าสุด ๑ อยู่หลัง ‘หน้าผาก’ เป็นส่วนหนึ่งของสมองมนุษย์ เกิดทีหลังสุด เรียกว่า pre-frontal cortex มีหน้าที่พิเศษออกไป คือ เกี่ยวกับสติปัญญา วิจารณญาณ ความยั้บยั่งชั่งใจ ศีลธรรม คุณงามความดี และการบรรลุธรรม สรุปว่า เป็นส่วนที่ทำให้คนมีความดี หรือก้าวข้ามสัญชาตญาณของความเป็นสัตว์ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทไทย ๔๒ รูปที่ ๕ โครงสร้างสมอง ๔ ส่วน ๑ - ๔ เรียงจากซ้ายมือหรือส่วนหน้า ๑ = สมองส่วนหน้าสุด (อยู่หลังหน้าผาก) เกี่ยวกับ ความดี ๒ = สมองกลีบใหญ่ที่สุดของมนุษย์ เกี่ยวกับ ความเก่ง ๓ = สมองส่วนกลาง เกี่ยวกับ อารมณ์ ความรู้สึก ความผูกพัน ๔ = สมองส่วนหลังสุด (สมองสัตว์เลื้อยคลาน) เกี่ยวกับ ความอยู่รอด หรือ สัญชาตญาณอย่างสัตว์ ต่อสู้ ทำร้าย หลอกลวง ไม่มีเหตุผล เพราะไม่มี สมองส่วนที่ใช้เหตุผล คือ หมายเลข ๒ เช่น จระเข้ ถ้ามันหิว มันตะปบ ลูกกินก็ได้ เพราะมันไม่มีอารมณ์รักและผูกพันคือหมายเลข ๓ (รูปที่แสดงไม่ตรงตามสรีระจริง เพราะต้องการแสดงให้เห็นการพัฒนาของสมองมนุษย์) ประเวศ วะสี ๔๓ สมองส่วนที่ ๑ เกิดหลังสุด ในเด็กเกิดใหม่ส่วนนี้ยังไม่เจริญ แม้ในวัยรุ่นก็ยังไม่เจริญเต็มที่จนกว่าจะอายุ ๒๕ ปี ผู้ชายก่อนอายุ ๒๕ จึงขาดความยับยั้งชั่งใจ ก้าวร้าว ก่อความรุนแรงได้ง่าย คนโบราณก็รู้ ดังมีคำพูดว่า "ยังไม่พ้นวัยเบญจเพส" (อายุ ๒๕ ปี) สมองทั้ง ๔ ส่วนทำงานไปพร้อม ๆ กันและสัมพันธ์กัน ส่วนใด ส่วนหนึ่งจะเด่นหรือด้อยแล้วแต่เงื่อนไขและสถานการณ์ทางสังคม ส่วนที่กัมมันตะ (active) ก็ไปข่ม (dominate) หรือเอาส่วนอื่น มารับใช้มัน เช่น ถ้าสมองส่วนหลัง (สมองสัตว์เลื้อยคลาน) กัมมันตะ มันไปใช้สมองส่วนที่ ๒ ที่เกี่ยวกับความเก่ง มารับใช้มัน ซึ่งไม่มีศีลธรรม (ศีลธรรมอยู่ในสมองส่วนที่ ๑) ยกตัวอย่าง สมองส่วนที่ ๒ ทำให้สร้างระเบิดปรมาณูได้ เพราะ ความเก่ง แต่จะทิ้งระเบิดปรมาณูฆ่าคนคราวละเป็นแสนหรือไม่ ขึ้นกับ ว่า สมองสัตว์เลื้อยคลาน ๔ มันสั่ง หรือสมองส่วนหน้า (ส่วนที่ ๑) มันห้ามไว้ ทีนี้สมองส่วนใดจะเด่นหรือด้อย ขึ้นกับเงื่อนไขและสถานการณ์ ทางสังคม ถ้าสังคมขาดแคลนไม่ปลอดภัย สังคมส่วนหลัง ๔ จะเด่น ในกรณีนี้ มนุษย์จะโหดร้าย โหดเหี้ยม ได้สุด ๆ อย่างไม่น่าเชื่อ ผู้คนจะมีพฤติกรรมฉ้อฉล หลอกลวง ขาดศีลธรรม ขาดการใช้เหตุผล เรียกว่า สังคมสมองส่วนหลังหรือสังคมสมองสัตว์เลื้อยคลาน ๔ แต่ในสภาพสังคมที่ไม่ขาดแคลน มีความสงบ มีความปลอดภัย ผู้คนไม่ต้องหวาดระแวง ระวังภัย สมองส่วนหลังเพื่อความอยู่รอดก็จะ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทไทย ๔๔ ไม่กัมมันตะ เปิดโอกาสให้สมองส่วนหน้ามีบทบาทเด่น เป็นสังคมที่มี ความดี มีศีลธรรม มีคุณธรรม มนุษย์มีโอกาสเข้าถึงสิ่งสูงสุด คือ ความจริง ความดี ความงาม เป็นสังคมสมองส่วนหน้า มนุษย์สามารถดีได้สุด ๆ อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งๆ ที่ก็เป็นสัตว์ชนิด หนึ่ง แต่เป็นสัตว์ที่สมองส่วนหน้าเจริญ ลองคิดถึงโอวาทปาฏิโมกข์ ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงเมื่อวัน มาฆะแรกที่ป่าเวฬุวัน ชานกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ความโดยสรุปว่า ... ๑. การไม่ทำบาปทั้งปวง ๒. การทำกุศลให้ถึงพร้อม ๓. การทำจิตใจให้ใสสะอาด โอ้โฮ มนุษย์อะไรจะทำความดีได้ถึงขนาดนี้ได้ เพราะมีสมองส่วน หน้าที่รอให้มนุษยชาติใช้มา ๒๐๐,๐๐๐ ปีแล้ว วิธีทำให้สมองส่วนหน้ากัมมันตะ คือ สร้างเงื่อนไขหรือสภาวะทาง สังคม ที่ทางพระเรียกว่า สังคมสัปปายะ คือไม่ขาดแคลน มีความปลอดภัย มีภูมิคุ้มกัน ไม่ได้อยู่ที่การสอนอย่างเดียว การสอนในสภาพสังคมสมองส่วน หลังจะไม่ได้ผล เพราะสมองส่วนหลังมันฟังธรรมะไม่รู้เรื่อง ถึงตรงนี้ เราจะเข้าใจว่า สภาพสังคมอินเดียตอนเหนือครั้ง พุทธกาลเป็นเช่นไร ผู้คนจึงพากันแสวงหาว่า ความดีคืออะไร อันเป็นเหตุ ปัจจัยให้พระตถาคตบังเกิด ประเวศ วะลี ๔๕ และสภาพสังคมอเมริกันเป็นเช่นไร จึงมีคนอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ บังเกิด ซึ่งเป็นคนที่ไม่ใช้เหตุผล ไม่ใช้ความจริง โกหกและหลอกลวงเป็น วิสัย และสังคมโลกในขณะนี้ที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ วุ่นวาย ปั่นป่วน รุนแรง มีการระเบิดฆ่าตัวตาย ฆ่าผู้อื่นตาย บินลาเดน ตาลีบัน ญิฮาดิสต์ ก่อการร้ายสากล จะเป็นสังคมสมองส่วนหน้าได้อย่างไร เมื่อเข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างสมองกับสังคมตามนี้แล้ว ก็จะเข้าใจเป็นลำดับ ๆ ไป ถึงการสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมสมองส่วน หน้าและจะเข้าใจเมื่อกล่าวถึงประเทศไทยขันธ์ ๑๐ ในขันธ์ที่ ๘ ที่ว่า กองทัพสร้างระบบภูมิคุ้มกันของชาติเพื่อเปิด โอกาสให้เกิดสังคมสมองส่วนหน้าและเข้าใจบทบาทขององค์กรศาสนา ในการประยุกต์ใช้ปัญญาสูงสุดในการพัฒนาอย่างบูรณาการในขันธ์ที่ ๗ ไม่ใช่เน้นที่การสอนอย่างเดียวในสภาพสังคมสมองสัตว์เลื้อยคลานเช่นนี้ เป็นต้น ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย เป็นไปเพื่อสร้างสังคม สมองส่วนหน้า ซึ่งอาจเรียกว่า ประเทศไทยยุคศรีอาริยะ ก็ได้ ๔๖ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย # ไม่รื้อของเก่า ร่วมสร้างสิ่งใหม่ที่ดี "วิถีแห่งความเจริญไม่มีเสื่อม" ทำไมเวลาพูดถึงการจะเปลี่ยนแปลงไป สู่สิ่งใหม่ที่ดีกว่าในนามของการปฏิรูป มักมีคน ต่อต้าน บ่อยครั้งก็ต่อต้านอย่างรุนแรงหรือตอบ โต้อย่างโหดเหี้ยม เช่น การปฏิรูปการปกครอง ปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูป พระพุทธศาสนา หรือแม้แต่ปฏิรูปโรงเรียนแพทย์ แล้วปฏิรูปต่าง ๆ ก็ไม่สำเร็จ ประเวศ วะสี ๔๗ # การปฏิรูป มักหมายถึงปฏิรูปองค์กร คนที่อยู่ในองค์กรก็ตกใจ กลัวจะกระทบกระเทือนถึงความมั่นคง ปลอดภัยของตนเอง เมื่อกลัวภัยหรือรู้สึกไม่ปลอดภัย ก็จะไปกระตุ้นสมองส่วนหลัง หรือสมองสัตว์เลื้อยคลานให้ก้มมันตะ เพื่อสู้หรือหนี ตามที่กล่าวถึงสมอง ส่วนหน้า - สมองส่วนหลัง ตามที่กล่าวถึงในตอนที่ ๗ เมื่อสมองส่วนหลังนี้ลุกโพลงขึ้น ก็ไม่ฟังเหตุผลแล้ว มันทำให้ เอาเป็นเอาตาย หรือแม้แต่โหดเหี้ยม เราจึงเห็นว่า มนุษย์สามารถโหดร้ายได้อย่างสุด ๆ อย่างไม่น่า เชื่อ เช่น สตาลินฆ่าคนเป็นล้าน ๆ นาซีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวไป ๖ ล้านคน กองทัพอินโดนีเซียฆ่าคอมมิวนิสต์ไป ๕๐๐,๐๐๐ คน ในปี ค.ศ. ๑๙๖๕ ที่รวันดาชนเผ่าฆ่ากันตายไป ๘๐๐,๐๐๐ คนภายใน ๓ เดือน หรือกรณี ๖ ตุลาคม ในประเทศของเราเอง และตัวอย่างอีกมากมายในประวัติศาสตร์ อุดมการณ์เป็นของดี แต่ถ้าไม่มีการจัดการที่ดี ก็ไม่สำเร็จ หรือ แม้กระทั่งเป็นอันตรายต่อตัวเองและผู้อื่น การจัดการเป็นอิทธิปัญญา หรือปัญญาที่ทำให้เกิดความสำเร็จ อุดมการณ์ที่ขาดการจัดการ มีมากเหลือเกิน ตามคำของปรมาจารย์ในการจัดการที่ชื่อ Peter Drucker ที่กล่าว ว่า ... ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย ๔๘ "การจัดการ คือ การใช้ความรู้เพื่อสร้างความรู้" (Management is utilization of knowledge to create knowl- edge) พูดแค่นี้ก็อาจจะไม่เข้าใจ ขั้นนี้จะกล่าวแต่เพียงว่า การจัดการ ต้องเริ่มต้นจากการรู้สถานการณ์ความเป็นจริงทั้งหมด และต้องสร้าง ความรู้ในทุกจุดที่เกี่ยวข้อง แล้วโยงความรู้ทั้งหมดให้เชื่อมโยงกันไปสู่ ความสำเร็จ ในตอนที่กล่าวถึงขั้นที่ ๒ คือ โครงสร้างทางสมองของประเทศ จะกล่าวถึงการจัดการให้ละเอียดกว่านี้ ในขั้นนี้เพียงสรุปว่า การจัดการ คือ กระบวนการทางปัญญาที่นำไปสู่ความสำเร็จ อย่างไม่มีอะไรทานได้ ในทางการจัดการการเปลี่ยนแปลง เขารู้ว่า ถ้าเอา O ขั้นต้นจะ ไม่สำเร็จ O คือ Organization หรือการปฏิรูปองค์กร ซึ่งหมายถึง "การรื้อ ของเก่า" นักวิชาการจำนวนมากเชื่อในแนวทางที่เรียกว่า deconstruc- tion หรือการรื้อของเก่า โดยอุปมาจากที่ว่า ถ้าบ้านหลังเก่ามันชำรุด ทรุดโทรม ก็ต้องรื้อ ลง เพื่อสร้างบ้านหลังใหม่ที่ดีกว่า ดูก็ตรงไปตรงมาว่า เหตุผลเป็นอย่างนั้น จึงนำมาสู่แนวทาง deconstruction ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะคนที่ไปเรียนมาจาก เมืองฝรั่ง ชาวยุโรปนั้นมีวิถีคิดแบบตายตัว แยกส่วนอย่างรุนแรง ทำให้คิด แบบแยกข้างแยกขั้ว อันนำไปสู่ความรุนแรงในโลก และการเสียสมดุล ทำให้โลกวิกฤตจนโควิดมาทำให้พัง ประเวศ วะสี ๔๙ การรื้อองค์กรทางสังคมกับรื้อบ้านไม่เหมือนกัน บ้านไม่มีชีวิต องค์กรมีชีวิต มีรากเหง้ายาวไกล มีคนอยู่ในนั้นที่ มีอารมณ์ความรู้สึก สามารถต่อต้าน ตอบโต้ได้ ทำให้ไม่สำเร็จ วิธีการที่นำเสนอในที่นี้ คือ "ไม่รื้อของเก่า ร่วมกันทำสิ่งใหม่ที่ดี" เมื่อผู้ที่เกี่ยวข้องรู้ว่าจะไม่มีการรื้อของเก่า ก็สบายใจ รู้สึก ปลอดภัย เปิดโอกาสให้สมองส่วนหน้าทำงาน และสามารถร่วมกันทำสิ่ง ใหม่ที่ดีได้ สิ่งใหม่เป็นอนาคต ไม่มีจำเลย ไม่มีอะไรจะทะเลาะกัน ถ้าสามารถร่วมกันทำได้ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน ทุกมิติ เพราะคำว่า "ร่วมกันทำ" หมายถึง ... “การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ในสถานการณ์จริง" (Interactive learning through action) ขอให้จำคำข้างต้นไว้ ว่าเป็นกระบวนการที่สำคัญที่สุด เพราะทรง พลังมากในการฝ่าความยากไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งจะกล่าวให้ละเอียดต่อไปข้างหน้าในการพูดถึง การยกระดับ สมรรถนะของชาติ ถึงตอนนี้จะกล่าวถึง อปริหานิยธรรม ซึ่งแปลกกันว่า "ธรรมะ เพื่อ ความเจริญถ่ายเดียว" บ้าง "ธรรมเพื่อความเจริญไม่มีเสื่อม" บ้าง ตามรูปศัพท์อาจแปลว่า "ธรรมเพื่อความไม่ฉิบหาย" เป็นหมวด ธรรมที่พระพุทธองค์ทรงสอนมากที่สุด ขณะที่ประทับบนเขาคิชฌกูฏเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเสด็จพุทธ- ดำเนินไปบนเส้นทางมหาปรินิพพาน เมืองกุสินารา ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย ๕๐ # อปริหานิยธรรม ๗ อีกชื่อหนึ่งคือ วัชชีธรรม เพราะแสดงต่อชาว วัชชี ได้แก่ ๑. หมั่นประชุมกันเป็นเนื่องนิตย์ ๒. พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทำกิจที่พึงทำ ๓. ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ (อันขัดต่อหลักการเดิม) ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้ ๔. ท่านเหล่าใดเป็นผู้ใหญ่ในชนชาววัชชี เคารพนับถือท่าน เหล่านั้น เห็นถ้อยคำของท่านเป็นสิ่งอันควรรับฟัง ๕. บรรดากุลสตรีกุมารีทั้งหลาย ให้อยู่ดีโดยมิถูกข่มเหงหรือ ฉุดคร่าขืนใจ ๖. เคารพสักการบูชาเจดีย์ (ปูชนียสถานและปูชนียวัตถุ ตลอด จนอนุสาวรีย์ต่าง ๆ) ของวัชชี (ประชาชาติ) ทั้งหลาย ทั้งภายในและภายนอก ไม่ปล่อยให้ธรรมิกพลีที่เคยทำแก่ เจดีย์เหล่านั้นเสื่อมทรามไป ๗. จัดให้ความอารักขา คุ้มครอง ป้องกัน อันชอบธรรม แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย (ในที่นี้กินความกว้าง หมายถึง บรรพชิต ผู้ดำรงธรรมเป็นหลักใจของประชาชนทั่วไป) ตั้งใจว่า ขอพระอรหันต์ทั้งหลายที่ยังมิได้มา พึงมาสู่แคว้น ที่มาแล้วพึงอยู่ในแว่นแคว้นโดยผาสุก [จากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม โดยพระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)] ประเวศ วะลี ๕๑ ถ้าพิจารณาโดยสรุป อาจแยกเป็น ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ หมายถึง การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ (ข้อ ๑ และ ๒) ส่วนที่ ๒ หมายถึง สร้างสิ่งแวดล้อมทางสังคมที่ปลอดภัย มีภูมิคุ้มกัน เจริญใจ (ข้อ ๓-๗) ส่วนที่ ๒ นี้ก็ตรงกับสิ่งแวดล้อมทางสังคมที่เอื้อต่อการเจริญของ สมองส่วนหน้าตามที่กล่าวในตอนที่ ๗ และใกล้เคียงกับที่กล่าวโดย จำนวนว่า "ไม่รื้อของเก่า ร่วมทำสิ่งใหม่ที่ดี" หวังว่าวิถีนี้ จะนำมาซึ่งความรื่นรมย์ยินดีและความสุขของทุก ฝ่ายที่ร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย ๕๒ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย # ประเทศไทย ขันธ์ ๑๐ กล่าวแต่ละขันธ์ แต่ทั้ง ๑๐ ขันธ์บูรณาการกัน ไม่ได้หลุดเป็นส่วนๆ แบบประเทศเครื่องหลุด # ขันธ์ที่ ๑ ## ร่างกาย ประเทศไทยแข็งแรง ร่างกายประเทศไทย คือ แผ่นดินไทย เนื้อที่ ๓๒๑ ล้านไร่ + คนทั้งหมด เกือบ ๗๐ ล้านคน + สิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมด + ทรัพยากรทางวัฒนธรรม (วัฒนธรรม = วิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชนที่ สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่ง ๆ) แบ่งเป็น ๗๗ จ ๘๐๐ อ ๘,๐๐๐ ต ๘๐,๐๐๐ ม หรือ ช ชุมชน แต่ละจังหวัด ๑ จ ๑๐ อ ๑๐๐ ต ๑,๐๐๐ ม (ดูรูปที่ ๓) ประเวศ วะสี ๕๕ แต่ละจุดต้องมีหน่วยจัดการที่มีสมรรถนะสูงในการพัฒนาอย่าง บูรณาการ จำนวนหน่วยจัดการแต่ละจังหวัด = ๑,๑๑๐ จำนวนหน่วยจัดการในพื้นที่ทั้งประเทศ = ๘๘,๘๘๐ (คิดตัวเลขให้จำง่ายเป็น ๘๐ จังหวัด) ระดับ จังหวัด ๘๐ หน่วย ระดับ อำเภอ ๘๐๐ หน่วย ระดับ ตำบล ๘,๐๐๐ หน่วย ระดับ หมู่บ้าน ๘๐,๐๐๐ หน่วย รวม ๘๘,๘๘๐ หน่วย ฉะนั้น ทั้งประเทศจึงมีความต้องการสนับสนุนหน่วยจัดการที่มี สมรรถนะสูง ๘๘,๘๘๐ หน่วย อีก ๙ ขันธ์ มีหน้าที่ต้องบูรณาการเข้ามาสนับสนุนให้ขันธ์ที่ ๑ คือ ร่างกายประเทศไทยแข็งแรง ฉะนั้น ถ้าคิดและทำเชิงบูรณาการอย่างนี้ ก็ไม่เหลือปากว่าแรง เลยที่ประเทศไทยจะมีหน่วยจัดการพื้นที่ทุกระดับ ๘๘,๘๘๐ หน่วยที่มี สมรรถนะสูงในการจัดการพัฒนาอย่างบูรณาการ อันจะทำให้ร่างกายประเทศไทยแข็งแรงและแข็งแกร่งที่สุด และ คนไทยมีความสุขโดยถ้วนหน้า ในแต่ละจังหวัดจะมีองค์การจัดการ ๔ ระดับ คือ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย ๕๖ (๑) ระดับชุมชน หรือหมู่บ้าน = องค์กรชุมชน หรือ สภาผู้นำชุมชน (๒) ระดับตำบล = อบต./เทศบาลตำบล (๓) ระดับอำเภอ = คณะกรรมการพัฒนา คุณภาพชีวิตระดับอำเภอ มีนายอำเภอเป็นประธาน (๔) ระดับจังหวัด = ที่ประชุมประชาคมภูมิบ้าน ภูมิเมืองจังหวัด จะเพิ่มเติมรายละเอียดใน (๑) และ (๔) ดังนี้ ## กระบวนการชุมชน (ระดับหมู่บ้าน หรือชุมชน) ### (๑) ก่อตัวสภาผู้นำชุมชน ในแต่ละชุมชนหรือหมู่บ้าน มีผู้นำตามธรรมชาติประมาณ ๔๐-๕๐ คน ก่อตัว (self-organization) กันขึ้นเป็นสภาผู้นำชุมชน ผู้นำตามธรรมชาติเหล่านี้เป็นผู้นำกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ผู้นำ กองทุน ผู้นำกลุ่มสตรี ผู้สูงอายุ เยาวชน ครู พระ ศิลปิน ปราชญ์ ชาวบ้าน เป็นต้น ผู้นำตามธรรมชาติเหล่านี้มีคุณภาพสูงมาก ### (๒) สำรวจข้อมูลชุมชน สภาผู้นำชุมชนจัดให้มีการสำรวจข้อมูลชุมชน เพื่อทำให้รู้ สถานการณ์ความจริงของชุมชน ขั้นตอนนี้จะข้ามหรือขาดไม่ได้ เพราะการรู้ความจริงทำให้คิดออกและคิดถูก ประเวศ วะสี ๕๗ # (๓) ทำแผนชุมชน จัดทำแผนชุมชนจากข้อมูลชุมชน ซึ่งโดยมากจะเป็นแผนพัฒนาชุมชนอย่างบูรณาการ # (๔) เสนอสภาประชาชนหรือสภาชุมชน ที่ประชุมของคนทั้งหมู่บ้านหรือชุมชนที่มีประชากรเพียง ๕๐๐-๑,๐๐๐ คน สามารถเป็นประชาธิปไตยทางตรงได้ (โดยไม่ต้องอ้อม) โดยเลือกตั้งตัวแทน ประชาธิปไตยทางตรงมีคุณภาพสูงกว่า เพราะไม่มีอำนาจเงินเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง สภาประชาชนพิจารณาแผนชุมชน สามารถเพิ่มเติมตัดทอนได้ตามที่เห็นร่วมกัน ในที่สุดสภาประชาชนมีมติแผนที่ปรับปรุงแล้ว # (๕) คนทั้งชุมชนขับเคลื่อนการปฏิบัติตามแผน เมื่อคนทั้งชุมชนร่วมในการพัฒนาแผนด้วยตนเอง จึงเข้าใจและปฏิบัติถูก รวมทั้งมีฉันทะที่จะปฏิบัติ เพราะมันเป็นแผนที่เขามีส่วนร่วมทำมากับมือ เมื่อคนทั้งชุมชนร่วมกันขับเคลื่อนทุกสิ่งทุกอย่างก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ # (๖) สภาผู้นำชุมชนติดตามสนับสนุนการปฏิบัติ แก้ไขอุปสรรคข้อขัดข้อง ทำให้ปฏิบัติได้ # (๗) ประเมินผลการปฏิบัติ สภาผู้นำชุมชนจัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติตามแผน ผลการประเมินเป็นข้อมูลป้อนกลับไปสู่ข้อ (๑) ทำให้กระบวนการทั้งหมดดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีผลให้เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการ ที่ประกอบด้วย ๘ บูรณาการ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย ๕๘ - เศรษฐกิจ - จิตใจ - สังคม - สิ่งแวดล้อม - วัฒนธรรม - สุขภาพ - การศึกษา - ประชาธิปไตย ทั้ง ๘ บูรณาการกันเกิดเป็นชุมชนคานติสุข (ประดุจสวรรค์ บนดิน) **กระบวนการนี้ทรงพลังมาก** เพราะเป็นทั้งกระบวนการทางสังคม ทางปัญญา และทางประชาธิปไตย แต่ละองค์ประกอบสามารถตั้งเป้าหมาย เช่น **เป้าหมายทางเศรษฐกิจ = การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ และการมี สถาบันการเงินของชุมชน** **ระดับตำบล ที่ทำสำเร็จไปแล้วมีเงินถึงกว่า ๑๐๐ ล้านบาทต่อ ตำบล** **สถาบันการเงินของชุมชนระดับตำบล เป็นของชุมชน ชุมชนเป็น ผู้บริหารเอง มีประสิทธิภาพมากกว่าธนาคารพาณิชย์ มีการใช้คืนกว่าร้อย ละ ๙๙** **สถาบันการเงินของชุมชน เป็นเครื่องมือการจัดการของชุมชนใน เรื่องต่าง ๆ เช่น การออม การฝึกอบรม การสนับสนุนการประกอบอาชีพ สวัสดิการ** ประเวศ วะสี ๕๙ ถ้ามีครบทั้ง ๘,๐๐๐ ตำบล จะมีเงินรวมกัน = ๘,๐๐๐ x ๑๐๐ ล้านบาท = ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินของภาคประชาชนที่ประชาชนบริหารเอง ที่เพิ่ม ศักยภาพของชุมชน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) - ธนาคารออมสิน - สมาคมธนาคารแห่งประเทศ ควรจะมีบทบาทส่งเสริม สนับสนุน การ เกิดขึ้นเองของสถาบันการเงินในระดับตำบลทั้ง ๘,๐๐๐ ตำบลทั่วประเทศ ประเทศไทยจะแข็งแรงสุด ๆ ## กลไกประสานการพัฒนา ### อย่างบูรณาการในระดับจังหวัด **ประชาคมจังหวัด** อันประกอบด้วย ๕ ภาคี (เบญจภาคี) คือ + ภาครัฐ + ภาคธุรกิจ + ภาคสังคม + ผู้นำชุมชนท้องถิ่น + มหาวิทยาลัย น่าจะเป็นกลไกการประสานการพัฒนาระดับจังหวัด โดยจัด **ประชุมประชาคมจังหวัด** เดือนละ ๑ ครั้ง อาจเรียกว่า ที่ประชุมจังหวัด หรือที่**ประชุมประชาคมภูมิบ้านภูมิเมืองจังหวัด** . . . (ชื่อจังหวัด) ทำ หน้าที่ติดตาม ประเมินผล ส่งเสริม สนับสนุน การพัฒนา ๑,๐๐๐ ชุมชน ๑๐๐ ตำบล ๑๐ อำเภอ ในจังหวัดของตน โดยการสนับสนุนจากขันธ์อีก ๙ ขันธ์ของประเทศ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย ๖๐ ถ้ามีระบบโครงสร้างการบริหารจัดการ และการสนับสนุนบูรณา- การกันทั้งประเทศ ประเทศไทยจะไม่แข็งแรงได้อย่างไร อนึ่ง จากประสบการณ์การประชุมภูมิบ้านภูมิเมือง\* กาญจนบุรี เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๓ นำโดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวี รัตนโกสินทร์ คนเมืองกาญจน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการศิลป- วัฒนธรรมของวุฒิสภา พบว่า กลุ่มวุฒิสมาชิกมีประโยชน์มากในการ กระตุ้นการรวมตัวของประชาคมจังหวัด วุฒิสมาชิกที่ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองจะทำการสมานได้ มากกว่าพรรคการเมืองซึ่งเป็นพลังที่ทำให้แตกแยก เพราะการหาเสียง แข่งและทับถมกัน นี้เป็นข้อคิดสำหรับลักษณะของวุฒิสมาชิกที่จะมีมา ในอนาคต เครือข่ายวุฒิสมาชิกและอดีตวุฒิสมาชิก สามารถขับเคลื่อนให้ เกิดประชาคมภูมิบ้านภูมิเมืองจังหวัด ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ที่กาญจนบุรี เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และคณะ กำลังขอจด ทะเบียนตั้งมูลนิธิภูมิบ้านภูมิเมืองกาญจนบุรี เพื่อเป็นเครื่องมือรวมคน กาญจนบุรีพัฒนาบ้านเกิด ทุกจังหวัดจะมีคนเก่าคนแก่ของจังหวัดที่ไปทำงานสำคัญ ๆ ระดับ ชาติ คนเหล่านี้ล้วนรักจังหวัดบ้านเกิดของเขาทั้งสิ้น ควรจะไปรวมตัวกัน ที่จังหวัดเพื่อช่วยกันพัฒนาจังหวัดอย่างบูรณาการเต็มพื้นที่ อย่างนี้จะเกิดพลังมหาศาลในการพัฒนาพื้นที่จังหวัดทั้งจังหวัด ทุกจังหวัดก็เท่ากับประเทศไทยแข็งแรง จนไม่รู้จะใช้คำพูดอย่างไร (ศิลปิน จะมีคำที่งดงามอย่างแน่นอน) \* ภูมิบ้านภูมิเมือง ตามคำของ อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ประเวศ วะสี ๖๑ # ๏ ภูมิ แผ่นดิน ๏ ๑. คนทุกคนมีต่ำ เพราะสามารถ สร้างบทบาทเป็นตัวของตัวได้ มีแบ่งแยกตามจิต มีอิจฉาใจ เป็นพลังยิ่งใหญ่อยู่ในตัว คือพลังการผลิต นิมิตรวมว่า มีประโยชน์แม้บางส่วนอยู่กับที่ ดังดวงดาววันข้ามหมอกมัว ดังดอกบัว เน็กไม่ขึ้นแบ่งงาน ทรายทุกเม็ดคือ เพราะธรณี ผนึกแน่นแผ่นดิน เป็นอิ่มฐาน ยิ่งคลื่นคลั่งก็ยิ่งโถมเข้าโรยราน ทรายจะก่อปรากฏการเป็นสันทราย ร่วมปลอดปล่อยภูมิพลังการสร้างสรรค์ สร้างประโยชน์สารพันอันหลากหลาย สันติสงสันติธรรมวัจกุญแจ เป็นคู่ญาติมากมายได้รับอัง มีภูมิธรรมสําแดงอันแรงเกรื่อง มีภูมิบ้าน ภูมิเมืองอันเปื่อยหลั่ง มีความสุข ความงามความดีประดัง ภูมิพลัง ภูปีแผ่นดิน ! (ลายเซ็น) # ขันธ์ที่ ๒ ## สมอง ของประเทศเข้มแข็ง คนที่ไม่มีสมอง หรือสมองไม่เข้มแข็ง หรือปัญญาอ่อน ย่อมไม่รอดชีวิต แว่นแคว้นหรือประเทศก็เช่นเดียวกัน ถ้า มีแต่อำนาจ แต่ขาดกลไกทางสมอง ก็ไปไม่รอด ในประวัติศาสตร์จีนยุคชุนชิวและจ้านกั๋ว มีเรื่องให้เรียนรู้ได้มาก เจ้าผู้ครองแคว้น คือ อำนาจ แต่ถ้าไม่มีที่ปรึกษาเก่ง ๆ (สมอง) แคว้น นั้นจะดับสูญ ประเวศ วะลี ๖๓ สมัยปัจจุบันที่สังคมเป็นระบบที่ซับซ้อนและยาก การใช้อำนาจ ไม่ได้ผล ยิ่งต้องการโครงสร้างทางสมอง ## ประเทศไทยมีแต่โครงสร้างอำนาจ โครงสร้างทางสมอง เกือบไม่มีเลย นี้ก็จะเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด ที่ต้องการการแก้ไขด่วน ที่ว่าโครงสร้างทางสมองเกือบไม่มีเลย เพราะไม่ทำความเข้าใจ ว่า สมองทำหน้าที่อย่างไร อยากทำอะไรก็ทำไม่เลยตามที่คิด หรือตามตรรกะ โดยไม่มีฐาน อยู่ในความจริงของธรรมชาติ ฉะนั้น แม้มีระบบการศึกษาใหญ่โต ก็ไม่เป็นสมองของชาติ มหาวิทยาลัยก็ไม่เป็น สภาวิจัยแห่งชาติที่ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๒ โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กล่าวว่า "เพื่อให้เป็นสมองของชาติ" ก็ไม่เป็น เพราะไม่ได้ ทำความเข้าใจหน้าที่ของสมอง ## หน้าที่ของสมอง สมองทำหน้าที่ดังนี้ ### (๑) รับรู้ข้อมูล สมองจะทำหน้าที่รับรู้ข้อมูลสถานการณ์ความเป็นจริง ทั้งภายใน ตัวและนอกตัว เพื่อการประสานได้ถูกต้อง และการคิดที่อยู่บนฐานของ การเรียนรู้ความจริง ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย ๖๔ หมายเหตุ : พอเริ่มข้อนี้ก็จะเห็นปัญหาของระบบการศึกษาที่เน้นการ "ท่องวิชา" วิชาก็เป็นวิชา แต่ไม่ใช่สถานการณ์ความเป็นจริงของประเทศ คน ไทยทั้งประเทศโดยระบบการศึกษาแบบนี้ จึงกลายเป็นคนที่ไม่รู้ความจริง ประเทศไทย เมื่อไม่รู้ความจริงก็ทำให้ถูกต้องไม่ได้ นี่คือปัญหาใหญ่ของ ประเทศไทย (๒) การคิด คิดจากฐานข้อมูลสถานการณ์ความจริง นำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ ให้เข้าใจลึกขึ้น รอบด้านมากขึ้น เกิดการรู้ (knowing) หรือ ความรู้เพื่อการใช้งาน (working knowledge) ซึ่งต่างจากความรู้วิชา สังคมไทยเมื่อพูดถึงความรู้ ก็มักนึกถึงความรู้ในตำรา ทั้งสอง มีหน้าที่ต่างกัน ความรู้เพื่อการใช้งานนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้อง หรือ เอาไปประกอบการปฏิบัติให้ได้ผลดี ปราศจากการคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ จากสถานการณ์ความ เป็นจริง จะทำไปโดยการเดาไม่ใช่โดยปัญญา คนไทยจึงมีคำพูดติดปาก ว่า อย่างนั้นมั้ง อย่างนี้มั้ง จนมีคนพูดเชิงประชดว่า เป็น "มั้งศาสตร์นิยม" หรือการเดา เพราะไม่รู้จริง กระบวนการทางสมองทำให้รู้จริง (๓) การตัดสินใจ จากความรู้หรือการรู้ที่เกิดขึ้นในข้อ (๒) นำไปสู่การตัดสินใจ การตัดสินใจที่ถูกต้องถือเป็นปัญญาสูงสุด เพราะกำหนดว่าเราจะทำหรือ ไม่ทำอะไร ทำอย่างไร การตัดสินใจที่ถูกต้อง หมายถึง ความสำเร็จ ความเจริญ ของ บุคคลหรือของประเทศชาติ หากตัดสินใจผิดก็ไม่สำเร็จ หรือเสื่อม หรือ หายนะ ประเวศ วะสี 65 การตัดสินใจทางนโยบายสาธารณะจึงเป็นปัญญาสูงสุดของชาติ ใดชาติหนึ่ง ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปภายหลัง (๔) ประสานการปฏิบัติ เมื่อตัดสินใจแล้ว สมองต้องประสานการปฏิบัติ การปฏิบัติมีหลายส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การยื่นมือไปจับอะไร สักอย่าง กล้ามเนื้อหลายมัด กระดูก ข้อ ต้องประสานกันอย่างเหมาะ เจาะพอดี เพื่อความสำเร็จของการยื่นมือไปจับ การประสานกันอย่างเหมาะเจาะพอดีต้องอาศัยการทำงานของ สมอง ยังไม่ต้องพูดถึงงานที่สลับซับซ้อนยิ่งกว่านี้ หรือซับซ้อนอย่างยิ่ง ว่าจะต้องการสมรรถภาพของสมองมากเพียงใด **การเชื่อมโยงทุกองค์ประกอบเข้ามาอย่างเหมาะเจาะ พอดี เพื่อความสำเร็จ คือ การจัดการ** ผมจึงกล่าวซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า การจัดการ คือ อิทธิปัญญา หรือ ปัญญาที่ทำให้เกิดความสำเร็จ (อิทธิ = สำเร็จ) ทีนี้จะเข้าใจว่า ... ทำไมภูมิปัญญาในการจัดการจึงหายไปจากสังคมไทยเกือบจะ โดยสิ้นเชิง ทำให้ทำอะไรไม่ค่อยสำเร็จ เพราะการศึกษาแบบท่องวิชาเป็นวิชา ๆ ที่ดำเนินมากว่า ๑ ศตวรรษ การทำอะไรให้สำเร็จทุกชนิดต้องการการจัดการ ไม่ว่าจะขาย ก๋วยเตี๋ยว หรือพายเรือจ้าง หรือสร้างบ้าน การท่องไม่ทำให้จัดการเป็น ๖๖ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย # (๕) ประเมินผลการปฏิบัติ เมื่อทำอะไรไปแล้ว สมองจะต้องประเมินผล ว่าได้ผลใกล้เคียง หรือห่างไกลจากเป้าหมายมากน้อยเพียงใด เพื่อปรับการปฏิบัติให้ได้ผล ดีกว่าเดิม ให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อสมองมีสมรรถนะ การทำอะไรจึงดีขึ้นเรื่อย ๆ ไม่จำเจซ้ำซาก อยู่กับความไม่ได้เรื่อง นี่คือ การเรียนรู้และผลการเรียนรู้จากการปฏิบัติ แต่คำว่า "เรียนรู้" คนไทยมักนึกถึงการท่องหนังสือ และเมื่อพูด ถึง "ความรู้" ก็มักนึกถึงความรู้ในตำรา จินตนาการว่า การเรียนรู้คืออะไร? ความรู้คืออะไร? ของสังคม ไทย เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปการศึกษา # (๖) ความจำ ประสบการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ข้อ (๑)-(๕) สมองจะเอาไปเก็บสะสม ไว้เป็นความจำ เพื่อเรียกเอามาใช้ในเรื่องและกาลเวลาที่เหมาะสมใน อนาคต ความจำจากประสบการณ์นี้ง่ายดายเป็นอัตโนมัติ อะไรที่ทำ บ่อย ๆ ก็จำได้เอง ไม่ต้องท่องจำเหมือนเรียนจากตำรา ซึ่งยากและเจ็บ ปวด อะไรที่เจ็บปวดมนุษย์ก็จะเกลียดและหลีกเลี่ยงสิ่งนั้น คนไทย จึงเป็นคนที่เกลียดการศึกษา เพราะการศึกษาทำให้เขาเจ็บปวด การเรียนรู้ที่ดีเป็นการเรียนรู้ที่มีความสุขไปด้วยในตัว ทำให้คน ติดใจและรักการเรียนรู้ ประเวศ วะสี ๖๗ เห็นไหมครับว่า เมื่อพูดถึงหน้าที่ของสมอง ทำให้เห็นและเข้าใจ อะไรมากมาย เข้าใจว่า ... ปัญหาของระบบการศึกษาของไทยคืออะไร? เข้าใจว่า ... ทำไมเราจึงมีสมรรถนะของชาติต่ำ? อีกอย่างหนึ่งที่จะเข้าใจก็คือ ระดับของปัญญา ผู้รู้แต่โบราณ บอกว่าปัญญามี ๖ ระดับ เรียงจากต่ำไปหาสูง พูดเป็นคำย่อว่า จำ ใจ ใช้ วิ สัง ประ ตามรูปที่ ๖ และความ หมายดังรูปที่ ๖ นี้จะเห็นว่า การศึกษาไทยที่เน้นการท่องจำอยู่ที่ระดับปัญญาต่ำ สุด คนที่ทำเป็น คิดเป็น จัดการเป็น อยู่ที่ระดับสูงสุด นายกำพล วัชรพล เจ้าของอาณาจักรหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เป็น คนจน มีการศึกษาน้อย คือ จบเพียง ป.๔ เท่านั้น ต้องปากกัดตีนถีบ รับจ้างทำงานสารพัดชนิด กลายเป็นคนเก่ง ที่ทำเก่ง คิดเก่ง ตัดสินใจเก่ง จัดการเก่ง กลายเป็นบุคคลสำคัญของโลกที่ได้รับการยกย่องโดยองค์การ ยูเนสโก คนที่มีการศึกษาน้อย ไม่ได้แปลว่า มีการเรียนรู้น้อย คนมีการศึกษามาก อาจมีการเรียนรู้น้อยก็ได้ เราจะต้องหันมาสนใจการเรียนรู้ให้มากกว่าการศึกษา ๖๘ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย รูปที่ ๖ ระดับของปัญญาจากต่ำสุดถึงสูงสุด จำ คือ จำเอาดื้อ ๆ ไม่ต้องเข้าใจอะไร ใจ คือ เข้าใจ สูงกว่าจำ แต่ก็ยังทำไม่เป็น ใช้ คือ ประยุกต์ใช้เป็น หรือทำเป็น ถือว่าสูงขึ้นมาอีก วิ คือ วิเคราะห์ แยกแยะ ให้เข้าใจลึกขึ้น สัง คือ สังเคราะห์ทั้งหมดเข้าด้วยกันให้เห็นทั้งหมด หรือองค์รวมเพื่อจัดการได้ ประ คือ ประเมินค่าสู่การตัดสินใจ การตัดสินใจถูก เป็นปัญญาระดับสูงสุด ประเวศ วะลี ๖๙ # การสร้างโครงสร้าง ทางสมองของประเทศ เมื่อเข้าใจหน้าที่และความสำคัญยิ่งยวดของสมองดังกล่าวข้างต้น แล้ว เราก็สามารถออกแบบระบบและโครงสร้างทางสมองของประเทศ ไทยดังต่อไปนี้ โครงสร้างสมองของประเทศไทย ประกอบด้วย ๒ ส่วนที่เชื่อม โยงกัน คือ (๑) เครือข่ายของ "กลุ่มเซลล์สมองของสังคม" ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กลุ่ม (ตามรูปที่ ๗) (๒) โครงสร้างทางปัญญาสูงสุดของชาติ ## (๑) กลุ่มเซลล์สมองทางสังคม "กลุ่มเซลล์สมอง" หมายถึง กลุ่มคนประมาณ ๑๐ คน หรือน้อย กว่าในแต่ละส่วน ที่ทำหน้าที่คล้ายสมอง (อย่างที่กล่าวในตอนต้น) คือ นำข้อมูลมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ เกิดเป็นความรู้เพื่อการใช้งานในการ ตัดสินใจหรือในการจัดการ ประสาน และประเมินผลการปฏิบัติหรือปรับ ตัวให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง "กลุ่มเซลล์สมอง" จึงเป็นโครงสร้างทางปัญญา ณ จุด ที่มีการ จัดการทุกจุดทั้งใน (ทุก) พื้นที่ ทุกองค์กร และทุกประเด็นของการศึกษา จึงมีความต้องการจำนวนมาก เช่น ไม่ต่ำกว่า ๑๐๐,๐๐๐ กลุ่มทั่วประเทศ ซึ่งจะยกระดับสมรรถนะของชาติอย่างก้าวกระโดด "กลุ่มเซลล์สมอง" กับกระบวนการทางปัญญา ๘ ขั้นตอน หรือ มรรค ๘ ทางปัญญา ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย ๗๐ = โครงสร้างทางปัญญา สูงสุดของชาติ = กลุ่มเซลล์สมองทางสังคม (Social neuronal group) รูปที่ ๗ การสร้างโครงสร้างทางสมองของประเทศ “กลุ่มเซลล์สมอง” ทำหน้าที่สนับสนุนการพัฒนานโยบาย และ การพัฒนาการปฏิบัติให้สัมฤทธิ์ผล ซึ่งอาจเรียกว่า “สัมฤทธิศาสตร์” กระบวนการพัฒนานโยบายและกระบวนการ “สัมฤทธิศาสตร์” คล้ายและเชื่อมโยงกัน ประเวศ วะสี ๗๑ # มรรค ๘ ทางปัญญา ของ "กลุ่มเซลล์สมอง" มีดังนี้ ๑. จัดให้มีการสำรวจข้อมูลของสถานการณ์ความเป็นจริง ๒. นำข้อมูลมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ ให้เป็นความรู้เพื่อการใช้งาน ## การใช้งานพัฒนานโยบาย ๓. นำความรู้ที่เป็นนโยบาย เข้าสู่กระบวนการตัดสินใจ ทางนโยบาย ๔. สื่อสารนโยบายสู่ผู้เกี่ยวข้อง ให้เข้าใจแจ่มแจ้ง ๕. ปฏิบัติตามนโยบาย ๖. ติดตามสนับสนุนการปฏิบัติ โดยแก้ไขอุปสรรคข้อขัดข้อง ๗. ประเมินผลการปฏิบัติตาม นโยบาย เป็นข้อมูลป้อนกลับ สู่ข้อ ๑ ## การใช้งานพัฒนาการปฏิบัติ ๓. นำความรู้เพื่อการปฏิบัติ ไปสู่การสร้างเป้าหมายและ วิสัยทัศน์ร่วม ๔. ร่วมทำแผนปฏิบัติ ๕. ปฏิบัติตามแผน ๖. ติดตามสนับสนุนการปฏิบัติ โดยแก้ไขอุปสรรคข้อขัดข้อง ๗. ประเมินผลการปฏิบัติตาม แผน เป็นข้อมูลป้อนกลับ สู่ข้อ ๑ ## เจริญสติ (ข้อ ๘ เป็นทางเลือก หากทำจะลดอดคติ ปัญญาแจ่มใสขึ้น และเกิดความสุขที่ไม่เคย พบมาก่อน การป้อนกลับจาก ๗ ไป ๑ จะทำให้มีการปรับตัวให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง) ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย ๗๒ โปรดพิจารณาให้ละเอียด จะเห็นว่า กระบวนการมรรค ๘ ทางปัญญานี้ทรงพลังแห่งความสำเร็จสูงยิ่ง จึงอาจเรียกว่า เป็นอิทธิปัญญา หรือ "สัมฤทธิศาสตร์" ฉะนั้น ถ้าประเทศมี "กลุ่มเซลล์สมอง" ที่ทำหน้าที่มรรค ๘ ทางปัญญาเช่นนี้ สนับสนุนการพัฒนา ทั้งพัฒนานโยบายและพัฒนาการปฏิบัติให้สัมฤทธิ์ผลจำนวนมาก เช่น เกิน ๑๐๐,๐๐๐ กลุ่ม ประเทศจะมีสมรรถนะทางปัญญาสูงยิ่ง การรวมตัวกันเป็นกลุ่มเซลล์สมองทำได้ไม่ยาก ทุกคนทำได้ ทำแล้วสนุก มีความสุข และสร้างสรรค์พร้อมกันไป นั่นคือ คนไทยรวมตัวร่วมคิดร่วมทำเป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มละประมาณ ๑๐ คน ทำงานในกิจสาธารณะอย่างหลากหลาย ตามความชอบและความถนัด การได้ทำอะไรที่ชอบเป็นความสุขและทำได้ดี การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำอย่างหนึ่งก็คือ เป็น "กลุ่มเซลล์สมอง" ได้กล่าวในขันธ์ที่ ๑ แล้วว่า ในร่างกายหรือโครงสร้างของประเทศมีจุดจัดการ ๘๘,๘๘๐ หน่วย หรือประมาณ ๙ หมื่นหน่วย ถ้ารวมการจัดการประเด็นใหญ่ของประเทศประเด็นอื่นและการจัดการในขันธ์ทั้ง ๑๐ จึงเป็นที่มาของการกล่าวว่า ทั้งประเทศควรมี "กลุ่มเซลล์สมอง" ไม่ต่ำกว่า ๑๐๐,๐๐๐ กลุ่ม ประเวศ วะสี 73 # กลุ่มอีกแบบหนึ่ง แบบ "กลุ่มสามพราน" (กลุ่มสัปปายะ รื่นรมย์แต่สร้างสรรค์) "กลุ่มสามพราน" เป็นกลุ่มที่บุคคลในวงการสาธารณสุขประมาณ ๒๐-๒๕ คน ประชุมกันที่สวนสามพราน นครปฐม เดือนละ ๑ ครั้ง มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๙ แบบสบาย ๆ (สัปปายะ) แต่ก็มีผลออกมาเป็นองค์กรและ กระบวนการเพื่อปฏิรูประบบสุขภาพมากพอสมควร เช่น **สวรส.** - สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข **สสส.** - สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ **สปสช.** - สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ **สช.** - สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ **HA** - สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) กระบวนการ "กลุ่มสามพราน" ง่ายและสนุกที่ค้นพบโดยความ บังเอิญ ทุกคนร่วมประชุม **มีอิสระในการแสดงความคิดเห็น** จะดีบ้างหรือ ไม่ดีบ้าง ก็ไม่เป็นไร แต่ความหลากหลายของความคิดเห็น (ทั้งดีและที่ว่าไม่ดี) มันมี อันตรกิริยา (interaction) กัน เกิดเป็นนวัตกรรมทางความคิดผุดบังเกิด ( emerge) ออกมา แล้วนำไปลองปฏิบัติ ระบบสุขภาพไทยเข้มแข็งส่วนหนึ่งมาจากการประชุมนี้ที่สวน สามพราน คนไทยมากหลายอยู่ในฐานะที่จะรวมตัวร่วมคิดร่วมทำเป็น กลุ่ม ๆ ในกิจสาธารณะอันหลากหลาย หลากหลายทั้งประเด็นและรูป แบบ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย ๗๔ รูปแบบหนึ่ง คือแบบ "กลุ่มสามพราน" หลายกลุ่มอยู่ในฐานะที่ จะทำได้ดีกว่า และเกิดประโยชน์ยิ่งกว่า "กลุ่มสามพราน" ทั้ง ๆ ที่ผมพูดว่า การประชุมกลุ่มแบบนี้ง่ายและสนุก แต่ไม่ค่อย เกิด ผมแนะนำหลายที่หลายแห่งก็ไม่เกิด อาจเป็นเพราะปัญหาทาง วัฒนธรรมที่ไม่คุ้นเคย ถึงเวลาที่เพื่อนคนไทยจะเอาชนะความไม่เคยชินนี้ ลุกขึ้นรวมตัว ร่วมคิดร่วมทำ แบบเป็น "กลุ่มเซลล์สมอง" และกลุ่มแบบอื่น เป็นแสน ๆ กลุ่มให้เต็มประเทศ เมื่อนั้น ประเทศไทยจะก้าวข้ามอุปสรรคทั้งปวง ประกอบเครื่อง ประเทศไทยให้สมบูรณ์ เกิดคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์ สามารถบินได้ เช่นเดียวกับเครื่องบินที่ประกอบเครื่องครบ แต่ยิ่งกว่า ... ไทยจะบินสู่ฟ้าไกลและช่วยสร้างสันติภาพโลก "กลุ่มเซลล์สมอง" อาจมีชื่อเรียกว่า **กลุ่มสนับสนุนการจัดการ ร่วมพัฒนา** ............ นั้น ก็เติมเอาว่า ร่วมพัฒนาเรื่องอะไร เช่น กลุ่มสนับสนุนการจัดการร่วมพัฒนา ตำบล กลุ่มสนับสนุนการจัดการร่วมพัฒนา อำเภอ กลุ่มสนับสนุนการจัดการร่วมพัฒนา นโยบาย กลุ่มสนับสนุนการจัดการร่วมพัฒนา คุณภาพเด็ก เยาวชน และครอบครัว ที่เรียกว่า "กลุ่มสนับสนุน" นั้นเพื่อเป็นการถ่อมตัว และเป็น ที่ยอมรับ เพราะใคร ๆ ก็ย่อมยินดีที่มีกลุ่มมาสนับสนุนงานของตน ประเวศ วะสี 75 # (๒) โครงสร้างทางปัญญาสูงสุดของชาติ อะไรคือปัญญาสูงสุด ปัญญาสูงสุดของชาติ คือ ๑. การสังเคราะห์นโยบายสาธารณะ (public policies) ๒. การตัดสินใจนโยบายสาธารณะที่ดี ๓. การนำนโยบายที่ดีไปปฏิบัติจนสัมฤทธิ์ผลเป็นความเจริญ รุ่งเรืองของประเทศ รวมทั้ง ๓ เรียกว่า "การพัฒนานโยบายสาธารณะ" "กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม" = P4 (Participatory Public Policy Process) เป็นกระบวนการทางปัญญาของชาติที่สำคัญที่สุด เพราะ ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการพัฒนานโยบาย สาธารณะ ไม่ใช่สิ่งโดยผู้ใดผู้หนึ่งหรือคณะใดคณะหนึ่ง ฉะนั้น P4 จึงเป็นทั้งประชาธิปไตยทางสังคมและประชาธิปไตย ทางปัญญา ช่วยให้ระบบประชาธิปไตยสมบูรณ์ บ้านเมืองลงตัว สงบ เจริญ มิใช่ ประชาธิปไตยเชิงกลไกเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งเป็นการแยก ส่วน ไม่บูรณาการ จึงบิดเบี้ยวเฉไฉได้ง่าย วุ่นวาย ปั่นป่วนรุนแรง อย่างที่เป็นมาและเป็นไป โปรด ช่วยทำความเข้าใจกันให้มาก เพราะนี่คือ การตอบโจทย์ประเทศไทย ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย ๗๖ รูปที่ ๘ ระบบการพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม หรือ P4 มี ๕ ส่วน = สมอง ๕ ส่วน ประเวศ วะลี ๗๗ # ระบบการพัฒนานโยบายสาธารณะ แบบมีส่วนร่วม ระบบ P4 ประกอบด้วย ๕ องค์ประกอบ หรือเบญจขันธ์ของ P4 ที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน อาจเรียกว่า **สมอง ๕ ส่วนของชาติ** ดังนี้และตามรูปที่ ๘ ๑. องค์กรทางการเมือง คือ **รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี (ครม.)** ทำหน้าที่ตัดสินใจทางนโยบาย ๒. การวิจัยและสังเคราะห์นโยบายสาธารณะ ทำหน้าที่วิจัยสร้างข้อมูลสถานการณ์ความเป็นจริงทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก เพื่อเป็นฐานให้วิเคราะห์สังเคราะห์นโยบายสาธารณะ ในการนี้ มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยต่าง ๆ ควรมีสมรรถนะและทำการวิจัยสร้างข้อมูลและสังเคราะห์นโยบายสาธารณะอย่างดีที่สุด เพราะเป็นความเป็นความตายของประเทศ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ควรกัมมันตะในเรื่องนี้ ๓. การประชุมสมัชชาพัฒนานโยบายสาธารณะแห่งชาติ ผู้เข้าร่วมประชุม คือ (๑) **สมาชิกรัฐสภา** (๒) **คณะรัฐมนตรี (ครม.)** (๓) **ตัวแทนองค์กรชุมชนท้องถิ่น** (๔) **ตัวแทนทุกภาคส่วนของสังคม** รวมทั้งภาคธุรกิจ และสื่อมวลชน ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย ๗๘ (๕) ข้าราชการที่เกี่ยวข้อง (๖) นักวิชาการที่ชำนาญเรื่องนโยบายสาธารณะ (๗) คนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง **กระบวนการทำงาน** (๑) นำเสนอนโยบายสาธารณะที่สังเคราะห์มาดีแล้ว (๒) นโยบายใดที่ที่ประชุมมีมติรับรองและพร้อมปฏิบัติได้ ให้รัฐสภาและ ครม. รับไปปฏิบัติ (๓) นโยบายใดที่ที่ประชุมเห็นว่าดี แต่ยังไม่พร้อมปฏิบัติให้ที่ประชุมตั้งคณะทำงานไปพัฒนาให้พร้อมปฏิบัติและนำไปสู่ข้อ (๒) (๔) ที่ประชุมแต่งตั้งคณะผู้ติดตามการปฏิบัติ เพื่อแก้ไขอุปสรรคขัดข้องให้ปฏิบัติได้ (๕) ที่ประชุมแต่งตั้งคณะประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบาย ผลประเมินเป็นข้อมูลป้อนกลับไปสู่ข้อ ๑ เพื่อการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง (๖) องค์กรสื่อสารอิสระ (ส่วนที่ ๔ ในโครงสร้างตามรูปที่ ๘) รู้ทั้งหมดและสื่อสารให้ทุกส่วนของสังคมรู้ความจริงโดยทั่วถึง **สำนักงานเลขานุการของสมัชชาฯ** คณะเลขานุการร่วมของ ๓ สถาบัน คือ (๑) สถาบันพระปกเกล้า (๒) สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) (๓) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ประเวศ วะลี ๗๙ ข้อสังเกต : กระบวนการสมัชชาพัฒนานโยบายสาธารณะแห่งชาติทรงศักดิ์และทรงพลังทางปัญญามหาศาล เพราะเป็นที่ประชุมของตัวแทนจากทุกภาคส่วนของประเทศ ยากที่ใครจะบิดเบี้ยวเฉไฉ กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม P4 เป็นกระบวนการทางปัญญาสูงสุด และมีมาตรการนำไปสู่การปฏิบัติ มาตรการที่ช่วยแก้ไขอุปสรรคที่ทำให้ปฏิบัติไม่ได้ และการประเมินผลการปฏิบัติ โดยการบัญชาและรับรู้จากองค์ประชุม ซึ่งเป็นตัวแทนจากทุกภาคส่วนของสังคม ทั่วถึงมากกว่าสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมักกระจุกอยู่ที่คนประเภทหนึ่ง ที่เชี่ยวชาญในการหาเสียงจนได้รับการเลือกตั้ง ฉะนั้น สมัชชาเพื่อพัฒนานโยบายสาธารณะแห่งชาติจึงเป็นกระบวนการทางปัญญาสูงสุดของชาติ ที่มีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายและนำไปสู่การปฏิบัติจริง องค์กรทางการเมือง คือ รัฐสภาและ ครม. ซึ่งร่วมอยู่ในกระบวนการนี้จะมีคุณภาพสูงยิ่ง ไม่มีใครจะสามารถเฉไฉด้วยประการใดอีกต่อไป บ้านเมืองจะลงตัว ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม บังเกิดความถูกต้องเป็นธรรม สมรรถนะ และความงดงาม เข้าสู่ยุคศรีอาริยะ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย ๘๐ # ๔. องค์กรสื่อสารอิสระ ที่สามารถสื่อสารให้คนทั้งประเทศรู้ความจริงโดยทั่วถึง องค์กรของรัฐที่เป็นอิสระทำนองเดียวกับสถานีโทรทัศน์ไทย พีบีเอส ที่มีสมรรถนะสูง สามารถรู้ความจริงจากขันธ์ทั้ง ๑๐ ของประเทศ และทำการสื่อสารทุกรูปแบบให้คนทั้งประเทศ รู้ความจริง ทำนองเดียวกับสมองที่ต้องรู้ความจริง ทั้งในตัวและ นอกตัว ทำให้สามารถคิดและตัดสินใจได้ถูกต้อง และ ประสานการปฏิบัติได้ถูกต้อง จึงเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางปัญญาสูงสุดของชาติ (ดูขันธ์ที่ ๙ หน้า ๑๒๙) # ๕. ศูนย์สมองส่วนหน้าของชาติ (ดูเรื่องโครงสร้างสมองตอน ๗ หน้า ๐๐๐) สมองส่วนหน้าทำหน้าที่เกี่ยวกับปัญญาสูงสุด วิจารณ- ญาณ ศีลธรรม ความยับยั้งซึ่งใจ ลำพังรัฐสภาและ ครม. ไม่เพียงพอต่อความถูกต้อง ดู ตัวอย่างในสหรัฐอเมริกา รัฐบาลถูกอำนาจต่าง ๆ ชักนำให้ ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้ง่าย ดังกรณียกกองทัพเข้าไปในเวียดนาม อัฟกานิสถาน อิรัก หรือทำตัวเป็นศัตรูกับโลกอิสลาม ๑,๕๐๐ ล้านคน หรือเกิด ความเหลื่อมล้ำอย่างสุด ๆ ขึ้นในสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิด ปัญหาตามมาอีกนานาประการ เพราะฉะนั้น การมีรัฐสภาและ ครม. เป็นผู้ตัดสินใจทาง นโยบายตามลำพัง เกิดความผิดพลาดได้ง่าย เป็นเหตุให้ออกแบบโครงสร้างทางปัญญาสูงสุดของ ชาติไว้ ประกอบด้วย ๕ ส่วนตามที่กล่าวมาเป็นลำดับ ประเวศ วะสี ๘๑ = โครงสร้างทางปัญญาสูงสุด ของชาติ สมอง ๕ ส่วน = กลุ่มเซลล์สมองทางสังคม กว่า ๑๐๐,๐๐๐ กลุ่ม = หน่วยจัดการในโครงสร้างของ ประเทศ ๘๘,๘๘๐ หน่วย = ประชาชนทั้งประเทศ รูปที่ ๙ ภาพรวมของระบบสมองของประเทศ ที่ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสารเชื่อมโยงกันหมด ทั้งประเทศ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเพณีไทย ๘๒ สำหรับองค์ประกอบที่ ๕ คือ ศูนย์สมองส่วนหน้าของชาติ ประกอบด้วยบุคคลที่รอบรู้ รู้รอบอย่างดีที่สุด นอกจากนั้น เป็นผู้มีคุณธรรม-ศีลธรรมสูง มีวิจารณญาณและ ความยับยั้งชั่งใจจากอคติทั้งปวง เป็นสติ เป็นปัญญาที่เชื่อมโยงกับ ๑-๔ (ตามรูปที่ ๘ หน้า ๗๗) และเชื่อมโยงไปสู่สังคมทั้งหมด เพื่อนโยบาย สาธารณะที่ดี ถูกต้อง เป็นธรรม โปรดสังเกตว่า **สมอง ๕ ส่วน** ในโครงสร้างทางปัญญาสูงสุด ของชาติ (ตามรูปที่ ๘) ไม่ได้ดำรงอยู่อย่างแยกส่วน **ส่วน ๒ นั้น** เชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย ทั้งหมดของประเทศ **ส่วน ๓ นั้น** มาจากตัวแทนทุกภาคส่วนของสังคม **ส่วน ๔ นั้น** สื่อสารให้ทุกส่วนของสังคมรู้ความจริง จึงอาจถือได้ว่า โครงสร้างทางปัญญาสูงสุดของชาติ เชื่อมโยง อยู่กับร่างกายของประเทศอย่างทั่วถึง ทำนองเดียวกับระบบสมองมนุษย์ ที่มีเส้นประสาทเชื่อมโยงไปสู่ทุกส่วนของร่างกาย ถ้าประเทศมีระบบและโครงสร้างทางสมอง ที่มีเส้นประสาทเชื่อม โยงไปสู่ทุกส่วนของประเทศ ก็เป็นอันว่า **กายและจิตของประเทศเชื่อม โยงกันสมบูรณ์ เมื่อสมบูรณ์ สิ่งดีๆ ก็เกิดขึ้นได้ง่าย** ประเวศ วะสี ๘๓ # เพิ่มเติมท้ายบท ## ๑. การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานโยบาย สาธารณะ การวิจัยสร้างข้อมูลสถานการณ์ความเป็นจริงหมดทั้งโลก ซึ่งรวมทั้งภายในประเทศและของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก มีประโยชน์อย่างยิ่งในทุกด้าน โดยเฉพาะในการวางนโยบายและยุทธศาสตร์ชาติ ควรทำร่วมกันเป็นภาคีระหว่าง ๔ ฝ่าย คือ * มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยต่างๆ * กระทรวงต่างประเทศ สถานทูตไทยทุกแห่งควรวิจัยข้อมูลเกี่ยวกับประเทศนั้น ๆ * กองทัพ มีนายทหารเสนาธิการจำนวนมาก เป็นกำลังวิจัยขนาดใหญ่ * ภาคธุรกิจ ไปค้าขายในประเทศใด ควรวิจัยข้อมูลประเทศนั้นด้วย ภาคีทั้ง ๔ จึงอยู่ในฐานะวิจัยสร้างข้อมูลโลกได้จริง ภาคีสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนานโยบายสาธารณะ ควรประกอบด้วยผู้ใหญ่ที่มีปัญญาบารมีจากทั้ง ๔ ภาคส่วน การประชุมภาคีสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนานโยบายสาธารณะ เดือนละ ๑ ครั้ง จะเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนานโยบายสาธารณะ และสร้างคนไทยเก่ง ๆ ให้เป็นผู้นำระดับนานาชาติ ซึ่งมีความสำคัญยิ่งนัก ทั้งต่อประเทศไทยและต่อโลก ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย ๘๔ # ๒. องค์กรสื่อสารอิสระ องค์กรสื่อสารอิสระ ซึ่งเป็นสมองก้อนที่ ๔ ในโครงสร้าง ทางปัญญาสูงสุด ความเป็นอิสระทำให้อยู่ในฐานะที่จะแสวงหาผู้มีสมรรถนะ สูงสุดในการรู้ความจริงทั้งหมดของขันธ์ทั้ง ๑๐ ของประเทศ และสื่อสารทุกรูปแบบให้คนไทยรู้ความจริงทั่วถึงทั้งประเทศ "ความจริงมีชัยเหนือทุกสิ่ง" - จารึกเสาพระเจ้าอโศก ## ๓. ศูนย์สมองส่วนหน้าของชาติ ศูนย์สมองส่วนหน้าของชาติไม่มีใครแต่งตั้งได้ ถ้าแต่ง ตั้งก็ไม่ใช่ ต้องก่อตัวขึ้นเอง (self-organized) อย่างไม่เป็นทางการ และที่ใช้คำว่าศูนย์อาจจะไม่ตรง แต่เป็น INN มาก กว่า I = Individual หรือปัจเจกบุคคล N = Nodes หรือกลุ่ม N = Networks หรือเครือข่ายตามอัธยาศัย องค์กรสื่อสารอิสระหรือสมองก้อนที่ ๔ รู้ INN ดังกล่าว และนำไปสื่อสารให้รู้กันทั้งประเทศ ซึ่งจะเป็นการขับเคลื่อน ประเทศไทยไปเป็นสังคมสมองส่วนหน้าตามที่กล่าวในตอน ที่ ๗ (หน้า ๖๔) ประเวศ วะสี ๘๕ สมัยปัจจุบันที่สังคม เป็นระบบที่ซับซ้อนและยาก การใช้อำนาจไม่ได้ผล ยิ่งต้องการโครงสร้างทางสมอง ประเทศไทยมีแต่โครงสร้างอำนาจ โครงสร้างทางสมองเกือบไม่มีเลย นี้ก็จะเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด ที่ต้องการการแก้ไขด่วน ที่ว่าโครงสร้างทางสมองเกือบไม่มีเลย เพราะไม่ทำความเข้าใจว่า สมองทำหน้าที่อย่างไร # ขันธ์ที่ ๓ ## ระบบบริหาร ภาครัฐสมรรถนะสูง จุดคานังดไปสู่ทุกเรื่อง ระบบบริหารภาครัฐที่ทรงสมรรถนะมี ความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะจะทำให้ประเทศ ลงตัว รวมทั้งการเมืองด้วย หรือการประกอบ เครื่องประเทศไทยครบนั่นเอง จึงควรสนใจเป็นพิเศษ และทำให้ได้ ซึ่ง ก็ไม่ยากและสามารถทำได้ด้วยความรื่นรมย์ยินดี ของทุกฝ่าย ประเวศ วะสี ๘๗ แต่ที่การปฏิรูประบบราชการยากสุด ๆ และไม่ประสบความสำเร็จ แม้จนกระทั่งบัดนี้และต่อไป ถ้ายังขาดความเข้าใจว่า ปฏิรูปอะไรและอย่างไรจะสำเร็จ โดยมากมักคิดแบบ "รื้อของเก่า" หรือปฏิรูปองค์กร ซึ่งตรงกับข้อห้ามหรือ tabu ของกูรูผู้เชี่ยวชาญกระบวนการจัดการสิ่งยาก จึงกล่าวไว้ในตอนที่ ๘ (หน้า ๔๗) ถึงวิธีการที่ใช้ในยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย อันจะถือเป็น motto ก็ได้ ว่า "ไม่รื้อของเก่า ร่วมทำสิ่งใหม่ที่ดี" ข้าราชการจึงนอนตาหลับได้และฝันดี เมื่อพูดถึงระบบราชการไทย อยากจะพูดว่า "ถ้าวินิจฉัยโรคผิดประเทศไทยไม่หายป่วย" เราวินิจฉัยโรคผิดมาตลอด ทำให้ประเทศไทยป่วยเจียนตาย วินิจฉัยอะไรผิดหรือ มีผู้อ้างคำพูดเจ้านายชั้นสูงพระองค์หนึ่งว่า ท่านตรัสว่า "ประเทศไทยนี่อะไร ๆ ก็ดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียว คือ การที่มีคนไทยอยู่ อันหมายถึงว่า คนไทยเป็นคนไม่ดี ระบบราชการมีปัญหาก็สรุปว่า ข้าราชการเป็นคนไม่ดี เมื่อวินิจฉัยโรคเช่นนั้น การนำไปสู่การรักษาตามเหตุ (ที่วินิจฉัยผิด) นั่นคือ ก.พ.* ทุ่มเทอบรมข้าราชการ อบรมทั้งศีลธรรมและความรู้ต่าง ๆ อย่างเอาเป็นเอาตาย อย่างน่ายกย่อง แต่ไม่ได้ผล เพราะวินิจฉัยโรคผิด เช่น ที่คิดว่าคนไทยเป็นคนขี้เกียจและขี้โกง เพราะคนไทยเป็นคนไม่ดี เพราะฉะนั้นแนวทางแก้ไข คือ อบรมศีลธรรมและจับใส่คุก จนคุกแออัดยัดเยียด *ก.พ. = สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย ๘๘ หลายปีมาแล้วเมื่อผมเป็นกรรมการสภาพัฒน์ฯ ได้เห็นโครงการ หนึ่งที่เสนอเข้ามาเพื่อพิจารณา คือ กรมราชทัณฑ์เสนอโครงการงบ ประมาณกว่า ๑ หมื่นล้านบาท เพื่อขยายคุก !! ข้อสรุปที่ผิดอันมีผลกระทบมหาศาลต่อแนวทางพัฒนาประเทศ เกิดจากสังคมไทยติดกับดักความคิดอย่างหนึ่ง ที่คิดว่า "ดีชั่วเป็นกรรม ส่วนบุคคล" ก็สอนกันมาอย่างนั้น แถมยังอ้างคำสอนทางพุทธศาสนาอย่าง ผิด ๆ ขาดความเข้าใจว่า โครงสร้างและระบบกำหนดคุณสมบัติและ พฤติกรรม อันเป็นความจริงตั้งแต่ระดับอะตอมจนถึงจักรวาล เป็นเหตุให้คนไทยขาดความคิดเชิงระบบและการจัดการ แม้ใน หมู่อาจารย์มหาวิทยาลัยเกือบทั้งหมด ทำให้ประเทศไทยขาดอิทธิปัญญา หรือปัญญาแห่งการทำให้สำเร็จ จึงทำไม่สำเร็จและขาดสมรรถนะแห่ง ชาติอันเป็นที่มาของขันธ์ที่ ๖ - การยกระดับสมรรถนะของชาติให้สูงที่สุด นี่คือ การคิดแบบทางสายกลาง หรือตามความเป็นเหตุเป็นผล สืบต่อ ๆ กันไป ความจริงข้าราชการเป็นกลุ่มคนที่มีความรู้ในด้านต่างๆ จำนวน มากมายหาศาล ถ้ารวมทั้งข้าราชการเกษียณอายุที่กำลังวังชาและสมองยังดี ก็มีจำนวนมาก แต่ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ การทำให้ระบบบริหารภาครัฐมีสมรรถนะสูง คือ การปรับ mis- sion หรือพันธกิจ ไม่ใช่ปรับองค์กร ตามหลัก "ไม่รื้อของเก่า ร่วมกันทำ สิ่งใหม่ที่ดี" จึงไม่มีการต่อต้าน แต่ร่วมมือ ข้าราชการทำตามพันธกิจของระบบ ประเวศ วะสี ๘๙ ถ้าพันธกิจของระบบราชการ คือ การบริหารอำนาจ ข้าราชการก็บริหารอำนาจ ถ้าพันธกิจของระบบราชการ คือ การบริหารปัญญา ข้าราชการก็บริหารปัญญา ข้าราชการสามารถบริหารปัญญาได้ดี และมีความสุขยิ่งกว่าเดิม เพราะปัญญาทำให้เกิดความสุข แต่อำนาจทำให้เกิดความบีบคั้นและ ความแตกแยก สังคมปัจจุบันเป็นระบบซับซ้อนและยาก ที่การใช้อำนาจไม่ได้ผล เหมือนเมื่อครั้งโบราณ เพราะฉะนั้น หลักการของการปฏิรูประบบราชการคือ ปฏิรูป พันธกิจจาก . . . ระบบบริหารอำนาจ เป็นระบบบริหารปัญญา ซึ่งทำได้โดย ๑. กระจายอำนาจไปสู่ชุมชนท้องถิ่นและองค์กรผู้ปฏิบัติต่าง ๆ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ ๒. ราชการสร้าง "กลุ่มเซลล์สมอง" กลุ่มละประมาณ ๑๐ คน อาจประกอบด้วยบุคคลอื่น ๆ ด้วย เช่น จากภาคธุรกิจ ภาค สังคม ภาคอุดมศึกษา เป็นจำนวนมาก อาจเป็นกลุ่มเซลล์สมองที่มีมากถึง ๑๐๐,๐๐๐ กลุ่มก็ได้ โดยไม่ยาก และทำงานสนับสนุนทางอิทธิปัญญา (ปัญญา เพื่อความสำเร็จ) เต็มประเทศไปหมด ทั้งในพื้นที่ ในองค์กร และตามประเด็นต่าง ๆ ประเทศจะเต็มไปด้วยปัญญาเพื่อความสำเร็จและสำเร็จ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย ๙๐ ๓. ระบบราชการร่วมกับฝ่ายอื่นๆ ในสังคม วิเคราะห์ และกำหนดว่า ประเทศไทยมีประเด็นใหญ่ ๆ (Big issue) อะไรบ้าง ๑, ๒, ๓, ๔ .... อาจนับได้ ๒๐-๒๕ ประเด็น แล้วจัดกลุ่มปฏิบัติการตามประเด็น ซึ่งเป็นประดุจ กองทัพผสม โดยดึงผู้ที่มีความสามารถตรงประเด็นนั้น ๆ มา จากหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งจากการเมือง ภาคธุรกิจ กองทัพ หรือใครก็ได้ที่เหมาะสม ถ้ามี ๒๕ ประเด็นใหญ่ เราก็มีกองกำลังประดุจกองทัพ ๒๕ กองทัพ ซึ่งเป็นกองทัพสัมฤทธิ์ศาสตร์ ทำการให้สำเร็จ เป็นประเด็น ๆ ในทุกประเด็น รัฐมนตรีแทนที่จะบริหารกระทรวงแบบเดิม ซึ่งบริหาร อำนาจ ทำให้เกิดการโกงกินได้ง่าย ก็มาเป็นรัฐมนตรีประจำ ประเด็นใหญ่ประเทศไทย รัฐมนตรี ๒๕ คน ก็ ๒๕ ประเด็น รัฐมนตรีก็กลายเป็นรัฐมนตรีที่บริหารปัญญาเพื่อพัฒนา ชาติไทย ไม่มีปัญหาเรื่องโกงกินทางการเมืองอีกต่อไป มีแต่ ความรุ่งโรจน์รวดเร็ว เห็นไหมครับว่า ระบบราชการที่ดีทำให้ระบบการเมืองดี ไปด้วย ที่แล้วมาเข้าใจผิดเหมือนวินิจฉัยโรคผิด ทำให้ประเทศ ไทยไม่หายป่วย คือ ไปเอาการเมืองเป็นตัวตั้ง โดยหวังว่าการ เมืองดีจะมาสร้างระบบราชการที่ดี แล้วก็ไม่สำเร็จ นั่นคือ การคิดเชิงอำนาจ ไม่ใช่คิดเชิงปัญญา ประเวศ วะสี ๙๑ ระบบราชการเป็นโครงสร้างทางปัญญาที่ใหญ่กว่าระบบการเมืองมาก ถ้าคิดเชิงปัญญาจะกลับกัน คือ **ระบบราชการที่ดีทำให้ระบบการเมืองดี** ถ้าทำงานบริหารจัดการเชิงประเด็นใหญ่ประเทศไทยดังกล่าว ประเด็นใหญ่และยากของประเทศไทยที่ไม่เคยทำสำเร็จ ก็จะสำเร็จเพราะอิทธิปัญญา เช่น - **ความปลอดภัยทางถนน** จากที่มีผู้เสียชีวิตปีละประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน บาดเจ็บอีกหลายแสนเพิ่มจำนวนคนพิการมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ไม่เคยแก้ได้ - **การจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม** เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ - **การปฏิรูประบบการศึกษา** - **การปฏิรูประบบความยุติธรรม** เป็นต้น และประเด็นใหญ่ประเทศไทยอื่นๆ อีกก็เช่นเดียวกัน ๔. **ระบบราชการร่วมในโครงสร้างทางปัญญาสูงสุดของชาติได้อย่างดี** ในโครงสร้างทางสมองทั้ง ๕ ส่วน (หน้า ๗๘) ต่อไปใครมาเป็นรัฐบาลก็ทำงานง่ายและมีความสำเร็จสูง กล่าวคือ ๑) **ประกาศว่ารัฐบาลมีนโยบายจะทำ ๒๕ เรื่องใหญ่ให้สำเร็จ** (นั่นคือ ประเด็นใหญ่ประเทศไทย ที่คนทั้งประเทศร่วมกำหนด) ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย ๙๒ ๒) จะออกกฎหมาย ๒๕ ฉบับ แต่ละฉบับเพื่อบริหารจัดการประเด็นใหญ่ ๑ ประเด็น โดยกำหนดการเคลื่อนย้ายบุคลากรที่เหมาะสมกับประเด็น งบประมาณ การสนับสนุน การประเมินผลความสำเร็จให้ครบวงจรการจัดการ เมื่อสร้างระบบและกระบวนการจัดการครบวงจร ก็ไม่มีอะไรที่จะทำไม่สำเร็จได้อีกต่อไป ๓) ใช้กระบวนการจัดการแก้ปัญหาใหญ่และยากให้สำเร็จ เป็นที่เรียนรู้และพัฒนาสมรรถนะคนไทยและองค์กร พูดเพียงเท่านี้ ก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก เพราะโครงสร้างทางปัญญา มันงอกงามเติบโตได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดและงดงาม ในขณะที่โครงสร้างอำนาจเป็นหมัน ก.พ.* และ ก.พ.ร. ** ก็มีคนเก่ง ๆ จำนวนมากและไม่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงความรู้ความเชี่ยวชาญทั่วโลก ถ้าจับหลักการนี้ได้ ก็ทำได้สบายมาก *ก.พ. = สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน **ก.พ.ร. = สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ประเวศ วะสี ๙๓ ถ้าพันธกิจของระบบราชการ คือ การบริหารอำนาจ ข้าราชการก็บริหารอำนาจ ถ้าพันธกิจของระบบราชการ คือ การบริหารปัญญา ข้าราชการก็บริหารปัญญา ข้าราชการสามารถบริหารปัญญาได้ดี และมีความสุขยิ่งกว่าเดิม เพราะ . . . ปัญญาทำให้เกิดความสุข แต่ . . . อำนาจทำให้เกิดความบีบคั้นและความแตกแยก # ขันธ์ที่ ๔ ## ภาคธุรกิจ ที่บูรณาการกับองค์รวม ประเทศไทย ภาคธุรกิจมีพลังและความคล่องตัวสูง กว่าภาคอื่น เป็นพลังใหญ่ในการประกอบเครื่อง ประเทศไทย โดยบูรณาการกับขันธ์อีก ๙ ขันธ์ ของประเทศไทย (ดูรูปที่ ๔ หน้า ๓๙) ภาคธุรกิจมีคนเก่ง ๆ อยู่มากที่สุด และ มีสมรรถนะในการจัดการมากที่สุด ในขณะที่ภาค อื่น ๆ มีน้อย และการจัดการเป็นอิทธิปัญญาหรือ ปัญญาที่ทำให้สำเร็จ มีทุนที่ทำให้มีความยืด หยุ่นสูง คิดทำเรื่องใหญ่ ๆ ได้มากกว่าภาคอื่น ๆ และมีนวัตกรรมสูง ประเวศ วะลี ๙๕ # สมรรถนะเหล่านี้สามารถนำไปใช้ สนับสนุนการพัฒนาประเทศไทยได้ ในทุกพื้นที่ ในทุกองค์กร และในทุกประเด็น องค์กรและเครือข่ายภาคธุรกิจ ก็มีโครงสร้างครอบคลุมไปทั่ว ประเทศ ตั้งแต่ระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ รวมทั้งมีพวกที่ เรียกว่า YE (Young Entrepreneurs) ทั่วประเทศ อีกประมาณ ๖,๐๐๐ คน YE คือ คนหนุ่มสาว ลูกหลานนักธุรกิจ ที่มีการศึกษาดี ไม่มี ปัญหาเรื่องการครองชีพ และต้องการทำงานเพื่อส่วน รวม YE อาจรวมตัวกันเป็น "กลุ่มเซลล์สมอง" ได้เกือบ ๑๐๐ กลุ่ม ทำงานสนับสนุนหน่วยจัดการในพื้นที่ ที่แต่ละจังหวัดมี ๑,๑๑๑ หน่วย นั่นคือในขันธ์ที่ ๑ แต่ในขันธ์อื่น ๆ และใน ประเด็นใหญ่ของประเทศก็ได้ทุกประเด็น ## ภาคธุรกิจกับการพัฒนาประเทศไทย อาจมีได้ตามตัวอย่างต่อไปนี้ ### ๑. แต่ละจังหวัด มีบริษัท ๑ บริษัท หรือ ๑ กลุ่มบริษัท สนับสนุนการพัฒนาอย่างบูรณาการ โดยเอาชุมชนท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง ๑ จังหวัดมี ๑๐ อำเภอ ๑๐๐ ตำบล ๑,๐๐๐ หมู่บ้าน ทั้งหมดควรมีการจัดการที่มี สมรรถนะสูงในการพัฒนาอย่างบูรณาการที่ ๘ มิติบูรณาการ กัน คือ เศรษฐกิจ - จิตใจ - สังคม - สิ่งแวดล้อม - วัฒนธรรม - สุขภาพ - การศึกษา - ประชาธิปไตย ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย ๙๖ การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นเป้าหมาย ๑ ซึ่งจะทำให้หาย จนด้วยกันทั้งหมด เมื่อแต่ละจังหวัดมีการพัฒนาอย่างบูรณาการทั่วถึงทุก อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน ก็จะเกิดหมู่บ้านศานติสุข - ตำบลศานติสุข - อำเภอศานติสุข - จังหวัดศานติสุข - ประเทศไทยศานติสุข นี้ภาคธุรกิจสามารถเข้าไปสนับสนุนให้เกิดสังคมศานติ สุขได้ทุกระดับ จึงเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง ๒. ภาคธุรกิจกับการปฏิรูปการศึกษา การศึกษามีความสำคัญอย่างยิ่งยวด แต่ปฏิรูปไม่สำเร็จ เพราะความอืดอาดล่าช้า ไม่กล้าคิดไม่กล้าทำของใหม่ ภาคธุรกิจมีอิสระและความคล่องตัวสูง กล้าคิดกล้าทำ ๓. สนับสนุนการคิดเชิงระบบและการจัดการ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยเกือบทั้งหมดคิดเชิงเทคนิค เท่านั้น ขาดสมรรถนะในการคิดเชิงระบบและการจัดการ ถ้าอาจารย์มีสมรรถนะในการคิดเชิงระบบและการ จัดการ สมรรถนะของชาติจะพุ่งพรวด อว. (กระทรวงการ อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม) ควรถือเป็น นโยบาย และอาศัยความร่วมมือกับภาคธุรกิจ ๔. ภาคธุรกิจกับการมีส่วนร่วมในขันธ์อีก ๙ ขันธ์ของ ประเทศ ที่สำคัญ คือ ร่วมสร้างระบบสมองของประเทศในขันธ์ที่ ๒ และสนับสนุนขันธ์ที่ ๕ การสร้างสังคมเข้มแข็ง ประเวศ วะลี ๙๗ # ๕. ร่วมขับเคลื่อนในการบริหารจัดการประเด็นใหญ่ ประเทศไทย ๒๕ ประเด็น ## ๖. ภาคธุรกิจทำเรื่องใหญ่ที่มีประโยชน์ยิ่ง ที่ภาคอื่นทำ ไม่ได้ ยกตัวอย่าง เช่น การแก้ปัญหาความรุนแรงในจังหวัด ชายแดนใต้ ถ้าภาคธุรกิจทำ ๓ เรื่องใหญ่ ๆ ความรุนแรงจะ ยุติ คือ ๖.๑ สร้างบริษัทอาหารฮาลาลปัตตานี ที่สามารถส่งอาหาร ฮาลาลไปขายให้ชาวมุสลิมทั่วโลก โดยชุมชนทุกชุมชน ใน ๓ จังหวัดภาคใต้ เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทนี้ และบริษัท นี้สร้างรายได้ให้ทุกครอบครัวใน ๓ จังหวัด โดยมีจุด ขาย คือ (๑) ชื่อปัตตานี เป็นประชาคมมุสลิมที่โลกมุสลิมรู้จัก (๒) มีความเคร่งครัดในหลักศาสนาอิสลาม (๓) นำวิทยาศาสตร์มาใช้ในการสนับสนุน (๒) นั่นคือ มีการตรวจดีเอ็นเอ ว่าไม่มีเนื้อหมูเจือปนแม้แต่ อณูเดียว (๔) มีความสวยงามและปลอดภัย (๕) มีความอร่อยอย่างอาหารไทยมุสลิม (๖) ให้ทั่วโลกมุสลิมรู้ว่า บริษัทฮาลาลปัตตานีถือหุ้น โดยชุมชนมุสลิมทุกชุมชนในท้องถิ่นปัตตานี และ สร้างอาชีพให้ทุกครอบครัว บริษัทนี้จะก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในความ เป็นคนปัตตานี และหายจนหมดทุกครอบครัว ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย ๙๘ ๖.๒ สนับสนุนให้ลูกสาวของทุกครอบครัวมุสลิมใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ เรียนเป็นผู้ช่วยพยาบาล (หลักสูตร ๑ ปี) จนออกมาเป็นผู้ช่วยพยาบาลชุมชน ที่มีศูนย์ พยาบาล ๑ ศูนย์ต่อชุมชนประชากร ๑,๐๐๐ คน สามารถดูแลคนทุกคนอย่างใกล้ชิดประดุจญาติ (เขาก็เป็นญาติกันจริง ๆ) สามารถดูแลคนเฒ่าคนแก่ ลูกเล็กเด็กแดงทั้งหมด โดยเป็นอาชีพที่ได้รับเงินเดือนจากกองทุนชุมชน ที่มีอัตราสูงกว่าเงินเดือนทางราชการ ถ้าลูกสาวเขาได้เรียนด้วย มีงานทำมีเงินเดือนด้วย ได้ดูแลพ่อแม่ปู่ย่าตายายตัวเองด้วย และคนอื่น ๆ ด้วย ทั้งชุมชน อย่างนี้ใครจะอยากแบ่งแยกดินแดน เรื่องนี้ที่จริงเป็นเรื่องของกระทรวงสาธารณสุข แต่ ความคิดอาจติดกรอบ ถ้าภาคธุรกิจเข้าช่วยขับเคลื่อน จะรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ๖.๓ ส่งเสริมการดำเนินชีวิตและสังคมตามคุณค่าและ วัฒนธรรมอิสลาม เมื่อมีทั้ง ๓ อย่างนี้ ยังจะมีใครอยากแบ่งแยกดินแดน อีก ประชาคมมุสลิมในประเทศไทยจะเป็นตัวอย่าง **ประชาคม มุสลิมเพื่อสันติภาพ** ซึ่งมีความสำคัญต่อโลกเป็นอย่างยิ่ง นี้เป็นเพียงตัวอย่างเพียงอย่างเดียว ที่ภาคธุรกิจสามารถทำเรื่อง ใหญ่ที่มีประโยชน์ยิ่ง ที่ภาคอื่นทำได้ยาก ยังมีเรื่องใหญ่ที่มีประโยชน์ยิ่ง อื่น ๆ ที่ภาคธุรกิจทำได้ แต่รัฐ ท้องถิ่น หรือภาคสังคม หรือมหาวิทยาลัย ทำไม่ได้ ประเวศ วะสี ๙๙ หากผู้นำภาคธุรกิจประชุมปรึกษาหารือในเรื่องภาคธุรกิจกับ การพัฒนาประเทศไทยอย่างบูรณาการ พันธกิจ (mission) ที่ยิ่งใหญ่จะ ผุดบังเกิดขึ้นในการประกอบเครื่องประเทศไทย ๑๐๐ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย # ๑๓ ## ขันธ์ที่ ๕ สังคมเข้มแข็ง เพื่อโครงสร้างแห่งความ เป็นธรรม ความเป็นธรรมทางสังคม คือ สิ่งสำคัญ ที่สุดของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ แม้ในหมู่สัตว์ ถ้าไม่มีความเป็นธรรม มัน จะกัดกันวุ่นวาย ความไม่เป็นธรรมที่ประชาชนได้รับจาก ผู้ปกครองเป็นปัญหาใหญ่เรื่อยมาในประวัติ- ศาสตร์ของมนุษยชาติ ประเวศ วะสี ๑๐๑ ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์จีนที่ยาวนานประมาณ ๕,๐๐๐ ปีก่อน และมีบันทึกละเอียดมากกว่าชาติอื่น ๆ จะเห็นความไม่เป็นธรรมที่ราษฎร ได้รับ เช่น ถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงาน ถ้าเป็นการก่อสร้างใหญ่ ๆ เช่น สร้างกำแพงเมืองจีนหรือขุดคลอง ต้ายิ่นเหอ ก็จะล้มตายเป็นล้านคนจากงานหนักเกินกำลัง ขาดอาหาร อุบัติเหตุ โรคภัยไข้เจ็บ มีเรื่องผู้หญิงชื่อเม่งจู ไปตามหาสามีที่ถูกเกณฑ์ไปสร้างกำแพง เมืองจีนแล้วหายไป เมื่อทราบว่าเขาตายเสียแล้ว เลยกระโดดน้ำตาย ชาว บ้านเลยสร้างศาลเทพารักษ์ไว้เป็นที่ระลึก ระลึกถึงความไม่เป็นธรรมที่ราษฎรได้รับ หรือถูกเกณฑ์ไปรบทัพ จับศึก คราวหนึ่งเป็นแสน ๆ คน หรืออาจถึง ๑ ล้าน ที่เขาเรียกกองทัพ ๑ ร้อยหมื่น ในสงครามที่ยกเข้าปะทะกัน ยากที่จะรอดชีวิต อ่านสามก๊ก อย่ามัวขึ้นชมกลอุบายของเบ้งหรือขุนพลที่รบเก่ง ลองคิดถึงชีวิตราษฎรที่ถูกเกณฑ์มาเป็นทหาร ที่ต้องมลายไป คราวละเป็นแสน ๆ คน ไม่มีโอกาสกลับไปเห็นหน้าลูกเมียอีกเลยตลอด ชาติที่เกิดมาเป็นคน หรือการที่ราษฎรถูกรีดภาษีจนไม่มีอะไรจะกิน เพื่อไปบำเรอ จักรพรรดิที่มีสนมนับพันคน หรือราษฎรที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจาก การตัดสินคดี นี้เป็นตัวอย่างความไม่เป็นธรรมที่มีมาตลอดประวัติศาสตร์ของ มนุษยชาติ นับตั้งแต่มีรัฐปกครอง มีการต่อสู้ในรูปแบบต่าง ๆ แต่ไม่เคย สำเร็จ มีแต่นำไปสู่การเปลี่ยนราชวงศ์แล้วก็เหมือนเดิม ๑๐๒ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย ทุกวันนี้ ความไม่เป็นธรรมก็มาในรูปของความเหลื่อมล้ำที่มากเกิน แม้ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกาที่กำลังมีปัญหาอย่างหนัก ความเหลื่อมล้ำ คือ การเสียสมดุล ความไม่สมดุลทำให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายรุนแรง ขณะที่เขียนบทความนี้ ก่อนวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๔ อันเป็นวันที่มีพิธีเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของนายโจ ไบเดน มีการประกาศภาวะฉุกเฉินที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพราะเกรงจะเกิดจลาจลติดอาวุธ **ความไม่เป็นธรรมเกิดจากโครงสร้างอำนาจที่ไม่สมดุล** ถ้าเราใช้หลักทางฟิสิกส์เข้ามามองสังคม จะเห็นสาเหตุทางโครงสร้างและวิธีแก้ไข หลักฟิสิกส์ที่ว่านี้คือ ทฤษฎีแรงโน้มถ่วง (gravity) ที่ว่า ... **สิ่งที่มีมวลมาก ย่อมมีแรงดึงดูดมาก** นั่นเป็นเหตุให้โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์โคจรรอบโลก ใครจะพอใจหรือไม่พอใจ จะสาปแช่งกัน อ้อนวอนอย่างไรก็ไป เปลี่ยนแปลงวิถีโคจรของโลกและดวงจันทร์ไม่ได้ เพราะกฎธรรมชาติมันเป็นเช่นนั้น ในสังคมมนุษย์ รัฐมีมวลอำนาจมาก จึงดึงดูดทุกสิ่งทุกอย่างเข้าหาตัว เช่น ทรัพยากร ความเป็นธรรม ประชาชนถึงมีจำนวนมากกว่าแต่ไม่มีมวลอำนาจ จึงเป็นฝ่ายไม่ได้รับความเป็นธรรม ปัจจุบันมีมวลอำนาจใหม่เกิดขึ้น คือ ทุนขนาดใหญ่ เป็นธนา-นุภาพที่มีอำนาจล้นฟ้า บางอย่างก็มากกว่ารัฐหรือข้ามรัฐ ประเวศ วะสี ๑๐๓ รูปที่ ๑๐ โครงสร้างอำนาจไม่สมดุล (ซ้ายมือ) ถ้าจะสมดุลอำนาจทางสังคมต้องขยายใหญ่ นั่นคือ สังคมเข้มแข็ง (ขวามือ) ฉะนั้น ขณะนี้มีมวลอำนาจใหญ่กว่าอยู่ ๒ มวล คือ ๑. มวลอำนาจรัฐ หรือ **รัฏฐานุภาพ** ๒. มวลอำนาจทุน หรือ **ธนานุภาพ** แต่มวลอำนาจทางสังคมเล็กนิดเดียว ฉะนั้น โครงสร้างอำนาจใหญ่ไม่สมดุล ดังแสดงในรูปที่ ๑๐ ฉะนั้น การทำให้โครงสร้างอำนาจสมดุล ต้องทำให้ "**สังคม เข้มแข็ง**" โดยดึงอำนาจรัฐและอำนาจทุนเข้ามาสนับสนุน การพยายามทำลายอำนาจรัฐและอำนาจทุนไม่สำเร็จ เพราะ อำนาจทั้งสองใหญ่มาก สามารถตอบโต้และตีกลับได้มากกว่า ในอำนาจรัฐและอำนาจทุนไม่ใช่จะไม่มีคนที่จิตใจดี แต่ก็ช่วยได้ เพียงเล็กน้อย เพราะแรงดึงดูดของมวลอำนาจนั้นแรงมาก ตามกฎของ แรงโน้มถ่วง ๑๐๔ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย วิธีการที่น่าจะได้ผลมากที่สุด คือ การสร้างสังคมเข้มแข็ง ให้มี มวลอำนาจใกล้เคียงกับอำนาจรัฐและอำนาจทุน เมื่ออำนาจทั้ง ๓ สมมาตร เรียกว่า "สังคมสมานุภาพ" (สม = เสมอ หรือ สบ) ## สังคมเข้มแข็งคืออะไร > "สังคมเข้มแข็ง คือ การที่ประชาชนกลายเป็นพลเมือง > ที่ตื่นรู้และกัมมันตะ รวมตัวร่วมคิดร่วมทำในกิจสาธารณะ > เป็นกลุ่ม ๆ และเครือข่ายในทุกพื้นที่ ในทุกองค์กร > และในทุกประเด็น โดยมีข้อมูลข่าวสาร มีความรู้ > มีสมรรถนะในการจัดการ และมีเครื่องมือเชิงสถาบัน > เช่น กฎหมาย สถาบันการศึกษา สถาบันการเงิน > โดยดึงอำนาจรัฐและอำนาจทุนเข้ามาสนับสนุน" > (ทั้งสองอำนาจคงยินดีมากกว่าการที่ประชาชนลุกขึ้นมาต่อสู้) ประเวศ วะสี ๑๐๕ ที่ว่าจะเป็นพลเมืองที่ดีนั้น คือ เกิดสำนึกในศักดิ์ศรีและศักยภาพ แห่งความเป็นมนุษย์ของตนเอง และลงมือทำอะไรดี ๆ ทั้งโดยปัจเจก และ โดยรวมตัวร่วมคิดร่วมทำเป็นกลุ่มก้อนและเครือข่าย ตามปกติทั่วไป ประชาชนถูกมายาคติต่าง ๆ ในสังคม ทำให้รู้สึก ด้อยในศักดิ์ศรีและศักยภาพ เหมือนคนที่ติดอยู่ในคุกที่มองไม่เห็น (The invisible prison) ในคุกนั้นผู้คนไม่มีอิสรภาพ เพราะคับแคบและปิดกั้น อีกทั้งไร้ศักยภาพที่จะทำอะไร ๆ การมีสำนึกแห่งศักดิ์ศรีและศักยภาพของความเป็นมนุษย์ของ ตนเอง เปรียบประดุจการปลดปล่อยออกจากคุก ทำให้มีอิสรภาพ ความ สุข ความเบิกบาน และมีศักยภาพที่จะทำอะไรดี ๆ เป็นการเปิดพลังใน ตัวมนุษย์ มนุษย์ทุกคนมีพลังที่เป็นประดุจพลังนิวเคลียร์ในตัว ถ้าระเบิด พลังออกมาจากข้างใน จะมหาศาลเพื่อการสร้างสรรค์ สำนึกในศักดิ์ศรี และศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์ของตนเอง ทำหน้าที่ระเบิดพลังจาก ข้างใน สำนึกนี้เกิดจากการถูกสะกิดให้คิด เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของ ทุกคนที่จะสะกิดให้เพื่อนมนุษย์ทุกคนเกิดสำนึกในศักดิ์ศรีและศักยภาพ แห่งความเป็นมนุษย์ของตนเอง สังคมไทยที่ถูกต้องดีงาม คนไทยทุกคนต้องมีศักดิ์ศรีแห่งความ เป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน เราอยากให้การเมืองดี ก็พยายามหาทางพัฒนาการเมืองต่าง ๆ นานา แต่ไม่สำเร็จ เพราะการเมืองจะดีไม่ใช่มีแต่กลไกทางการเมือง เท่านั้น แต่ขึ้นกับโครงสร้างของสังคม ๑๐๖ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย **ถ้าสังคมอ่อนแอ** คือเป็นสังคมแนวตั้ง (vertical society) การเมืองจะไม่ดี **ถ้าสังคมเข้มแข็ง** คือเป็นสังคมแนวราบ (horizontal society) การเมืองจะดี มีตัวอย่างให้เห็น อย่างที่ประเทศอิตาลี ทั้งๆ ที่ใช้รัฐธรรมนูญเดียวกัน แต่ตอนเหนือกับตอนใต้ต่างกัน ตอนเหนือเศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี ขณะที่ตอนใต้ตรงข้าม ตอนเหนือสังคมเข้มแข็ง ตอนใต้สังคมอ่อนแอ ฉะนั้น ต้องการให้การเมืองดี ต้องสร้างสังคมเข้มแข็ง **สังคมเข้มแข็งรวมถึงชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งด้วย** ชุมชน คือ คนจำนวนหนึ่งอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล มีการบริหารจัดการที่ดี เป็นชุมชนเข้มแข็ง ท้องถิ่นขนาดเล็ก เช่น ตำบล ก็มีองค์กรปกครอง เช่น อบต. เทศบาลตำบล ซึ่งเป็นเครื่องมือหรือสถาบันของประชาชนมากกว่าเป็นรัฐ เพราะฉะนั้น ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งจึงเป็นสังคมเข้มแข็ง ชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานของประเทศ เมื่อฐานของประเทศเข้มแข็งก็จะรองรับประเทศทั้งหมดให้มั่นคง ในเมื่อสังคมเข้มแข็งมีความสำคัญถึงปานนี้ จึงจัดเป็นขันธ์ของประเทศไทย ๑ ใน ๑๐ ขันธ์ เมื่อ ๑๐ ขันธ์บูรณาการกัน **ขันธ์ที่ ๕ คือชุมชนเข้มแข็ง** จะทำให้อีก **๙ ขันธ์แข็งแรง** และ **๙ ขันธ์ที่แข็งแรง** จะทำให้**ขันธ์ที่ ๕ แข็งแรง** นี้คือ อานิสงส์ของการประกอบเครื่องประเทศไทย ให้ทุกขันธ์บูรณาการอยู่ในกันและกัน ประเวศ วะสี ๑๐๗ ตามปกติทั่วไป ประชาชนถูก**มายาคติต่าง ๆ** ในสังคม ทำให้รู้สึกด้อยในศักดิ์ศรีและศักยภาพ เหมือนคนที่**ติดอยู่ในคุกที่มองไม่เห็น** (The invisible prison) ในคุกนั้นผู้คนไม่มีอิสรภาพ เพราะคับแคบและปิดกั้น อีกทั้งไร้ศักยภาพที่จะทำอะไร ๆ การมี**สำนึก**แห่งศักดิ์ศรีและศักยภาพ ของความเป็นมนุษย์ของตนเอง เปรียบประดุจการ**ปลดปล่อยออกจากคุก** ทำให้มีอิสรภาพ ความสุข ความเบิกบาน และมีศักยภาพที่จะทำอะไรดี ๆ เป็นการเปิด**พลังในตัวมนุษย์** # ขันธ์ที่ ๖ ## ระบบการยกระดับ สมรรถนะของชาติให้สูงสุด สมรรถนะของชาติสำคัญที่สุดต่อความเจริญรุ่งเรือง หรือความเสื่อม สุดแต่ว่าสมรรถนะสูงหรือต่ำ สมรรถนะของชาติขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ๑. เป็นประเทศเครื่องหลุดเป็นส่วนๆ หรือประกอบเครื่องสมบูรณ์ ประดุจรถยนต์หรือเครื่องบิน ถ้าการประกอบเครื่องไม่ครบก็วิ่งไม่ได้ บินไม่ได้ ถ้าประเทศไทยประกอบเครื่องครบ คือ ขันธ์ทั้ง ๑๐ ของประเทศบูรณาการกัน (รูปที่ ๔ หน้าที่ ๓๙) ก็มีสมรรถนะสูง ประเวศ วะลี ๑๐๙ # ๒. องค์กรจัดการต่างๆ มีสมรรถนะในการจัดการสูง แต่ละจังหวัดมีหน่วยจัดการ ๑,๑๑๑ หน่วย ทั้งประเทศ มีหน่วยจัดการ ๘๘,๘๘๐ หน่วย (ดูตอนที่ ๙ หน้า ๕๕) ถ้า หน่วยเหล่านี้มีสมรรถนะในการจัดการสูง ## ๓. สังคมเข้มแข็ง ตามที่เพิ่งกล่าวในตอนที่ ๑๓ หน้า ๑๐๑ ถ้าสังคมเข้ม แข็ง สมรรถนะของชาติจะสูง ## ๔. คนไทยมีสมรรถนะสูง คนที่สมรรถนะสูงมีลักษณะ ๗ ประการ ดังต่อไปนี้ ทำเป็น - คิดเป็น - จัดการเป็น - พูดเป็น - อยู่ร่วมกัน เป็น - เป็นคนใฝ่เรียนรู้ - มีความกตัญญูต่อสรรพสิ่ง - ทำเป็น หมายถึง ทำการงานเลี้ยงชีพได้ดี และ ทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็นแก่ชีวิต - คิดเป็น คือ คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ ให้เข้าใจ สิ่งต่าง ๆ ดีขึ้น อันนำไปสู่การตัดสินใจ ที่ดี - จัดการเป็น ทำให้ทำอะไรๆ สำเร็จได้ง่าย - พูดเป็น มีสัมมาวาจา คือพูดความจริง มีปิยวาจา พูดถูกกาลเทศะ พูดแล้วเกิดประโยชน์ การพูดเป็นเป็นเครื่องมือทำให้การอยู่ ร่วมกันดี มีประโยชน์ ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง ๑๑๐ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย - อยู่ร่วมกันเป็น หมายถึง สัมพันธภาพที่ดีในทุกระดับ ตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน ในองค์กร และใน สังคมใหญ่ - ใฝ่เรียนรู้ เป็นบุคคลเรียนรู้และมีการเรียนรู้ที่ดี ทำให้ เป็นคนที่มีคุณภาพและสมรรถภาพสูง - มีความกตัญญูต่อสรรพสิ่ง คือ การที่มีปัญญาเห็นความ เชื่อมโยงของสรรพสิ่ง ไม่มีอะไรอยู่โดด ๆ ตัวเราที่มีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะคนอื่นและสิ่ง อื่น จึงควรมีความกตัญญูต่อสรรพสิ่ง จะกินข้าวกินน้ำก็สำนึกถึงว่าใครและ อะไรที่ทำให้เรามีข้าวกินมีน้ำกิน ซึ่งเชื่อม โยงไปยาวไกลถึงชาวไร่ชาวนา ดินฟ้าอา- กาศ การมีความกตัญญูต่อสรรพสิ่งทำให้มี ความกลมกล่อมถ่อมตัว ไม่ยโสโอหัง ความกลมกล่อมถ่อมตัวทำให้ตนเอง มีความสุขและคนอื่นมีความสุข มีส่วน สำคัญต่อการอยู่ร่วมกันด้วยดี บุคลิก ๗ ประการของคนไทยที่มีสมรรถนะสูงนี้ ห่างไกลจาก ผลลัพธ์ของระบบการศึกษาไทย ที่เน้นการท่องวิชา อันทำให้ ทำไม่เป็น คิดไม่เป็น จัดการไม่เป็น พูดไม่เป็น อยู่ร่วม กันไม่เป็น ไม่ใฝ่เรียนรู้ ไม่รู้จักกตัญญูต่อสรรพสิ่ง ระบบการศึกษาไทยที่เน้นการท่องไม่เน้นการทำ จึงทำให้ สมรรถนะของชาติต่ำ ประเวศ วะลี ๑๑๑ การพูดในบริบทของการปฏิรูปการศึกษา ไม่มีพลังที่จะออกจาก กับดักของการศึกษาที่ผิด เพราะคำว่า การศึกษาทำให้เกิดจินตนาการ คือ คิดว่าการศึกษา คือการท่องตำรา ความรู้คือความรู้ในตำรา ไม่สามารถหลุดออกจากความคิดอย่างนี้ เพราะการศึกษาที่ทำ มา ๑๐๐ กว่าปี มันได้สร้างโปรแกรมความคิด ฝังไว้ให้คิดอย่างนั้น คำว่า "ปฏิรูปการศึกษา" จึงไม่มีพลังที่จะออกจากระบบการ ศึกษาที่ผิด รวมทั้งคิดว่าเป็นเรื่องของกระทรวงศึกษาเท่านั้น ซึ่งคับแคบ แยกส่วนเกินไป แต่คำว่า ยกระดับสมรรถนะของชาติให้สูงที่สุด ทำให้คิดกว้างไกล และลึกมากกว่า และเมื่อจัดว่า การยกระดับสมรรถนะของชาติเป็นขันธ์ขันธ์หนึ่ง ของประเทศไทย ก็เป็นหน้าที่ของอีก ๙ ขันธ์ที่จะเข้ามาบูรณาการให้ขันธ์ ที่ ๖ คือ การยกระดับสมรรถนะของชาติให้สูงที่สุดเป็นไปได้ ไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น ในที่นี้จะกล่าวแต่เพียงว่า "การเรียนรู้ที่ดีเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดของมนุษย์ มนุษย์มีศักยภาพในการเรียนรู้สูง สามารถเรียนรู้ให้ บรรลุอะไรก็ได้ เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะแสวงหาและช่วยให้เพื่อน มนุษย์ได้พบการเรียนรู้ที่ดี" ถ้าแสวงหา ก็จะพบเป็นลำดับ ๆ ไป ๑๑๒ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย # การเรียนรู้ที่ดีคืออะไร ?? ควรเป็นโจทย์สำหรับทุกคน ทุกองค์กร และทุกสถาบัน แล้วสร้างภาคีเพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ เป็นเวที (forum) น้อยใหญ่ทั่วไป เพื่อเป็นเครื่องมือการแสวงหา ทดลองปฏิบัติ และพัฒนา ให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ และเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายนวัตกรรมการเรียนรู้ ## โครงสร้างใหม่ของการเรียนรู้ ### ๑. หลักการ เปลี่ยนการเรียนรู้ที่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง เป็นเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง ### ๒. วัตถุประสงค์ เพื่อสร้างคนไทยที่มีสมรรถนะ ๗ คือ - ทำเป็น - คิดเป็น - จัดการเป็น - พูดเป็น - อยู่ร่วมกันเป็น - เป็นคนใฝ่รู้เรียนรู้ - มีความกตัญญูต่อสรรพสิ่ง ### ๓. การเรียนรู้ ๓ ฐาน ๒ ฐานแรกเป็นฐานชีวิต อีก ๑ ฐาน เป็นฐานวิชา การเรียนรู้ที่ดีต้องเอาชีวิตเป็นฐาน วิชาเป็นส่วนประกอบ ประเวศ วะลี ๑๑๓ ไม่ใช่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง แยกส่วนจากชีวิต หรือทิ้งชีวิตไปเลย ดังในระบบการศึกษาปัจจุบัน ## ฐานที่ ๑ ### การเรียนรู้จากฐานชีวิตชุมชน ชีวิตคนไทยส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด ควรอยู่ในชุมชน ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ชุมชน ชุมชนละประมาณ ๕๐๐-๑,๐๐๐ คน (เฉลี่ย ๗๐๐ คน) ชุมชนเป็นระบบการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม โดยพัฒนาอย่างบูรณาการที่ ๘ เรื่อง เชื่อมโยงกัน คือ **เศรษฐกิจ - จิตใจ - สังคม - สิ่งแวดล้อม -** **วัฒนธรรม - สุขภาพ - การศึกษา - ประชาธิปไตย** วิถีชีวิตร่วมกันในชุมชน คือ วัฒนธรรม **วัฒนธรรม** คือ ทั้งหมด **การเรียนรู้ในฐานะวัฒนธรรม** นั้นง่าย เป็นอัตโนมัติ เพราะ ใคร ๆ เขาก็ทำกัน เช่น ภาษาเป็นเรื่องง่ายถ้าเรียนในฐานะวัฒน- ธรรม แต่ถ้าเรียนนอกฐาน เช่น การเรียนภาษา ภาษาอังกฤษในฐานะ วิชาการยากสุด ๆ เรียนเท่าไรก็พูดไม่ได้สักที การเรียนในฐานะชีวิตนั้นเรียนทุกอย่างพร้อมกันไป ซึ่งรวมทั้ง เรียนรู้จากการประกอบอาชีพด้วย ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ **ศีลธรรม** ชุมชนเป็นที่อยู่ของศีลธรรม ซึ่งคือการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย ๑๑๔ รูปที่ ๑๑ การเรียนรู้ ๓ ฐาน ในขณะที่สังคมข้างบนไม่มีที่อยู่ของศีลธรรม เพราะเป็นเรื่อง ของอำนาจ กฎหมาย เงิน และมายาคติต่าง ๆ ถึงสอนวิชาศีลธรรม ศีลธรรมก็ไม่เกิด เพราะศีลธรรมไม่ใช่วิชา แต่เป็นวิถีชีวิต วิถีชีวิตศีลธรรมสูงในชุมชน ฐานที่ ๒ ฐานการทำงาน งานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต โดยธรรมชาติ ชีวิตไม่มีการว่างงาน การว่างงานที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน เกิดจากการ ทำแบบแยกส่วน ประเวศ วะลี ๑๑๕ ที่ชีวิตก็อย่างหนึ่ง งานก็อย่างหนึ่ง การศึกษาก็อีกอย่างหนึ่ง ที่ไปเอาวิชาเป็นตัวตั้ง จบการศึกษาที่แยกส่วนอย่างนี้ จบแล้ว จึงไม่มีงานทำ **การเรียนรู้ในฐานะการทำงาน (work based learning)** จึงมี ความสำคัญยิ่งนัก การได้ทำในสิ่งที่ตนชอบเป็นความสุขและทำได้ดี ทุกคนจึง กลายเป็นคนเก่งหมด ไม่เหมือนการเรียนแบบท่องวิชา ที่มีคนท่อง เก่งเพียง ๒-๓ คนในชั้นเรียน นอกนั้นเป็นคนไม่เก่ง การทำงานสร้างพฤติกรรมทางบวก เพราะต้องรับผิดชอบต่อ ผู้อื่น มีแรงจูงใจให้รับผิดชอบ ขยัน ชวนขายหาความรู้เพิ่มเติม เพราะทำให้เขามีรายได้มากขึ้น ไม่มีการว่างงาน เพราะทุกคนมีงาน ทำ มีรายได้ระหว่างเรียนรู้นั่นเอง การเรียนรู้จากการปฏิบัติทำให้ **ทำเก่ง คิดเก่ง จัดการเก่ง** รู้จัก พูดจาในการเกี่ยวข้องกับงาน และต้องเรียนรู้ร่วมกันในการทำงาน ที่ใหญ่และยาก การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง เป็นการก่อ ให้เกิด**การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (transformation)** ที่การเรียน แบบท่องทำให้เกิดขึ้นไม่ได้ ผู้เรียนรู้ในการทำงานจะชวนขายหาความรู้ที่ทำให้เขาทำงาน ได้ดีขึ้น มีรายได้มากขึ้น เป็นการสร้างความใฝ่เรียนรู้หรือบุคคลเรียน รู้ตลอดชีวิต ๑๑๖ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย # ฐานที่ ๓ ฐานวิชา ได้แก่ สถาบันการศึกษาต่าง ๆ รวมถึงการศึกษาผ่านสื่อที่มี วิชาสารพัดชนิด รวมทั้งวิชาชีพด้วย ให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนตามที่ ต้องการโดยไม่มีข้อจำกัด สถาบันที่สอนวิชา เช่น โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย ควร มีความเข้าใจฐานชุมชนและฐานการทำงานด้วย เพื่อจัดบริการทาง วิชาได้อย่างสอดคล้อง ควรมีศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ ในระดับต่าง ๆ คือ * ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ชุมชน * ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ตำบล * ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอ * ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด * ศูนย์เหล่านี้มีความเข้าใจการเรียนรู้ทั้ง ๓ ฐาน กระทรวงศึกษาธิการปรับตัวตามที่กล่าวในขันธ์ที่ ๓ คือ ปรับ จากการบริหารอำนาจ เป็นบริหารปัญญา ระบบการเรียนรู้ของประเทศ ก็จะเป็นอิสระหลากหลาย หลาย มีพลวัตเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายด้วยการเรียนรู้ระหว่าง กันและกับขันธ์ทั้ง ๑๐ ทำให้ทั้งบุคคล องค์กร สถาบัน และ ประเทศเจริญขึ้น ๆ ประเวศ วะสี ๑๑๗ การเรียนรู้จากการปฏิบัติ ทำให้ ทำเก่ง คิดเก่ง จัดการเก่ง รู้จักพูดจาในการเกี่ยวข้องกับงาน และต้องเรียนรู้ร่วมกัน ในการทำงานที่ใหญ่และยาก การเรียนรู้ร่วมกัน ในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง เป็นการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน ที่การเรียนแบบท่องทำให้เกิดขึ้นไม่ได้ # ๑๕ ## ขันธ์ที่ ๗ องค์กรทางศาสนา ประยุกต์ใช้ปัญญาสูงสุด ในการพัฒนาประเทศอย่างบูรณาการ ศาสนาเป็นทรัพยากรอันมหาศาลเพื่อ การพัฒนา เพราะเป็นปัญญาสูงสุด มีบุคลากร มีองค์กร มีศาสนสมบัติ มีผู้เลื่อมใสศรัทธา จำนวนมาก คำสอนหลักของทุกศาสนาเหมือนกัน คือ การอยู่ร่วมกันด้วยความรัก ความเมตตา การลดความเห็นแก่ตัวและการพัฒนาจิตใจให้สูง และมีวิธีปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักการดังกล่าว ประเวศ วะสี ๑๑๙ ต้องถือเป็นปัญญาสูงสุดของมนุษยชาติ ลองพิจารณาดูให้ดี ๆ การพัฒนาในสมัยปัจจุบันไม่ได้ใช้หลักการดังกล่าว จึง เกิดวิกฤตโลก นั่นคือ ๑. ไม่ได้เอาการอยู่ร่วมกันเป็นตัวตั้ง แต่เอาอย่างอื่น เช่น การ แข่งขันเสรี การสร้างความมั่งคั่ง ประสิทธิภาพ ความเชื่อและ ลัทธิต่าง ๆ โลกจึงไม่มีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล เต็ม ไปด้วยความแตกร้าวและรุนแรง ๒. ไม่เน้นการลดความเห็นแก่ตัว แต่ส่งเสริมความโลภ แม้แต่ สิ่งที่คิดว่าดี เช่น เสรีภาพส่วนบุคคล ก็กลายเป็นความเห็น แก่ตัวได้ ๓. ไม่ได้เน้นการพัฒนาจิตใจให้สูง จึงเป็นสังคมใช้สมองส่วน หลังหรือสมองสัตว์เลื้อยคลาน ศาสนาเป็นเรื่องของสมอง ส่วนหน้าโดยแท้ (ดูตอนที่ ๗ หน้า ๔๑) ถ้าต้องการสร้างสังคมส่วนหน้า พลังทางศาสนาจะเป็น ปัจจัยสำคัญทุกศาสนาและควรมีความร่วมมือกันระหว่าง ศาสนา ในที่นี้แม้กล่าวถึงพุทธศาสนา เพราะประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ แต่หมายถึงทุกศาสนาด้วย เพราะมีหลักการใหญ่เหมือนกัน คือ ส่งเสริม การอยู่ร่วมกัน ลดความเห็นแก่ตัว พัฒนาจิตใจให้สูง พัฒนาจิตใจให้สูงเริ่มต้นง่าย ๆ ทำได้ทุกคน คือ การมีหัวใจเพื่อ เพื่อนมนุษย์ ที่ว่าง่าย เพราะเป็นธรรมชาติที่มีอยู่แล้วลึก ๆ ในตัวมนุษย์ทุกคน แต่เราลืมไปและมีสิ่งอื่น ๆ ทับถมจนเมล็ดพันธุ์แห่งความดีนี้จมิดจนงอก ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทไทย ๑๒๐ ไม่ได้ แต่ถ้าระลึกได้ รดน้ำพรวนดิน เมล็ดพันธุ์แห่งความดีนี้ก็งอกได้ เติบโตแผ่ไพศาลปกคลุมโลกให้ร่มเย็น องค์กรทางศาสนาสามารถประยุกต์ใช้ปัญญาสูงสุด ใน การพัฒนาประเทศไทยอย่างบูรณาการในทุกขันธ์ ทั้ง ๑๐ ขันธ์ เพื่อประกอบเครื่องประทศไทย ขอเสนอการปฏิบัติในบางเรื่องที่เป็นจุดคานงัด ดังนี้ ๑. ปัญญาชนชาวพุทธทำความเข้าใจวิธีคิดแบบทางสายกลาง หรือ อิทัปปัจจยตา ให้แจ่มแจ้ง แล้วนำไปสอนและประยุกต์ ใช้อย่างแพร่หลาย ให้ทางสายกลางหรือความเป็นเหตุเป็นผลโดยไม่แยกข้าง แยกชั้ว ครองพื้นที่ทางสังคม แทนการคิดแบบตะวันตกที่ตายตัว สุดโต่ง แยกข้างแยก ชั้ว อันนำไปสู่ความรุนแรงเต็มโลก ทางสายกลางกับสันติภาพควรจะเป็นอนาคตของ มนุษยชาติ ๒. โครงสร้างทางพุทธศาสนาทั้งหมดพยายามตีโจทย์ว่า การ เรียนรู้ที่ดีคืออะไร แล้วส่งเสริมการเรียนรู้ที่ดีในทุกรูปแบบ ๓. พุทธศาสนากับชุมชนเข้มแข็ง เป้าหมายทางสังคมของ พุทธศาสนา คือ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ วัดทุกแห่งควรเป็น ศูนย์กลางของชุมชนเข้มแข็ง โดยพระสงฆ์ที่มีความเป็นผู้นำ เข้าร่วมกับสภาผู้นำชุมชน ซึ่งเป็นองค์กรชุมชน ทำหน้าที่ จัดการการพัฒนาอย่างบูรณาการทั้งประเทศ ประเวศ วะสี ๑๒๑ ประชาชนควรมีชีวิตอยู่ในชุมชนประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ชุมชน โดยแต่ละชุมชนมีประชากร ๕๐๐-๑,๐๐๐ คน ชุมชนเป็นประดุจป้อมปราการที่มีภูมิคุ้มกัน ทำให้ ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง ซึ่งรวมทั้งอันตรายจากภัยทาง เศรษฐกิจและภัยแบบโควิด-๑๙ ทุกชุมชนควรมีพระสงฆ์ร่วมอยู่ในสภาผู้นำชุมชน เพื่อส่ง เสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การลดความเห็นแก่ตัว และ การพัฒนาจิตใจให้สูง เพิ่มความเป็นอาริยะของชุมชน จน อาจเรียกได้ว่าเป็น**ชุมชนอาริยะ** ควรขยายความเป็นชุมชนอาริยะให้กว้างขวางมากขึ้น ๆ จนประเทศทั้งประเทศและโลกทั้งโลก เป็นชุมชนอาริยะ นั่น คือสันติภาพโลก ๔. ปัญญาชนชาวพุทธ ทั้งพระและฆราวาส ควรรวมตัวกันเป็น กลุ่ม ๆ ทำหน้าที่แบบ "**กลุ่มเซลล์สมอง**" เพื่อสนับสนุนการ จัดการร่วมพัฒนาในเรื่องต่าง ๆ เต็มประเทศ ทั้งในพื้นที่ใน องค์กรและตามประเด็น ๕. **พุทธศาสนากับสันติภาพ** มหาวิทยาลัยสงฆ์อาจตั้งสถาบัน **สันติภาพ** เพื่อส่งเสริมสันติภาพโลก โดยมองว่า สันติภาวะ คือ ภาวะที่มีความสมดุลของการอยู่ร่วมกัน การส่งเสริมสันติภาพ คือ การส่งเสริมให้มีการพัฒนา อย่างบูรณาการจนเกิดการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุลใน ทุกระดับ ตั้งแต่ชุมชน ตำบล อำเภอ จังหวัด ประเทศ และ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย ๑๒๒ ระหว่างประเทศทั่วโลก แต่ละจังหวัดของประเทศไทยควรเป็นดินแดนแห่งสันติภาพ ชาวกาญจนบุรีได้ประกาศเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๓ ที่ศาลากลางจังหวัดว่า กาญจนบุรีเป็นดินแดนแห่งสันติภาพกำลังมีการจดทะเบียนตั้งมูลนิธิภูมิบ้านภูมิเมืองกาญจนบุรี และในมูลนิธินี้จะมีการตั้งสถาบันวัฒนธรรมสันติภาพ ทุกจังหวัดก็ทำแบบเดียวกันนี้ได้ และประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวปีละหลายสิบล้านคน เป็นโอกาสที่จังหวัดต่าง ๆ จะเผยแพร่วัฒนธรรมสันติภาพ ๖. หากชาวพุทธจัดประชุมกลุ่มอย่างสม่ำเสมอ หลายๆ กลุ่มเพื่อพูดคุยกันถึงทิศทางอนาคตประเทศไทยที่พึงปรารถนา การประชุมกลุ่มเช่นนี้ จะทำให้เกิดความคิดดี ๆ อาจเรียกว่า **นวัตกรรมทางความคิด** ก็ได้ แล้วนำไปทดลองปฏิบัติเรียนรู้ และพัฒนาให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น ก็จะเกิดพหุปัญญาและพหุบทในการพัฒนาประเทศไทย ตามแนวพุทธ และขยายออกไปสู่ภูมิภาคและสู่โลก ที่เรียกว่าแนวพุทธ แท้ที่จริงเป็นสากล เพราะแนวพุทธเดินตามความจริงของธรรมชาติ ไม่ต้องเรียกพุทธหรือรู้จักพุทธ ก็พบความจริงตามธรรมชาตินี้ได้ ประเวศ วะสี ๑๒๓ ถ้ารู้ความจริงตามธรรมชาติ กฎของธรรมชาติ และปฏิบัติตามกฎ ของธรรมชาติ ก็จะเกิดความถูกต้องเป็นธรรม ประเทศไทยและโลกต้องดำเนินไปบนเส้นทางธรรม (ชาติ) สู่ ความถูกต้องเป็นธรรม พุทธศาสนาเชื่อในศักยภาพแห่งการเรียนรู้ของมนุษย์ ว่ามนุษย์ เรียนรู้ให้บรรลุอะไรก็ได้ ดังมีตัวอย่างให้เห็นว่า มนุษย์ธรรมดาเรียนรู้จน เป็นพระพุทธเจ้าได้ จึงขอนมัสการพระคุณเจ้าโปรดพิจารณาดู ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย ๑๒๔ # ขันธ์ที่ ๘ ## กองทัพกับการสร้าง ระบบภูมิคุ้มกันชาติ เปิดโอกาสให้เกิดสังคมสมองส่วนหน้า ได้กล่าวตั้งแต่ต้นแล้วว่า โลกยุคปัจจุบันที่เรียกว่า อารยธรรมตะวันตก แม้เก่งทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่มีปัญหาเรื่องหลักคิดและหลักปฏิบัติที่คิดแบบแยกส่วน ทำแบบแยกส่วน อันนำไปสู่การเสียสมดุลอย่างรุนแรงและวิกฤต เป็นเหตุให้โควิดมา โลกหลังโควิด ต้องคิดแบบบูรณาการ ทำแบบบูรณาการ ไม่มีอะไรแยกตัวเป็นเอกเทศแบบเรื่องของใครของมันอีกต่อไป ประเวศ วะสี ๑๒๕ กองทัพก็เช่นเดียวกัน กองทัพเป็นกำลังมหึมา มีวินัย มีการจัด องค์กรที่ดีกว่าระบบราชการพลเรือน ข้อนี้ควรตระหนักว่า กองทัพต้อง ทำสงคราม ถ้าจัดองค์กรไม่ดี ถึงมีกำลังมากกว่าก็จะแพ้ ฉะนั้น กองทัพ จึงนำหน้าพลเรือนในการจัดองค์กร ถ้าคิดแบบแยกส่วน ยามไม่มีสงครามก็อยู่เฉย ๆ ไม่มีอะไรจะทำ แต่ถ้าคิดแบบบูรณาการ ที่ทุกส่วนบูรณาการกันเข้ามาเพื่อประกอบเครื่อง ประเทศไทย กองทัพก็เป็นพลังมหึมาบูรณาการประเทศไทย กองทัพมีนายทหารเสนาธิการจำนวนมาก ทั้งทัพบก เรือ อากาศ รวมทั้งที่เกษียณราชการแล้วก็ยังใช้ได้ นายทหารเสนาธิการถูกฝึกมาให้คิดเชิงยุทธศาสตร์ นั่นคือ เชิง ระบบและการจัดการ ในขณะที่อาจารย์มหาวิทยาลัยเกือบทั้งหมดคิดเชิง เทคนิคเท่านั้น ไม่มีสมรรถนะในการคิดเชิงระบบและการจัดการ ถ้ากองทัพมีแต่ทหารที่รู้และชำนาญทางเทคนิคเท่านั้น เช่น ยิง ปืน ทิ้งระเบิด แต่ขาดการคิดเชิงยุทธศาสตร์จะรบชนะได้อย่างไร ฉะนั้น เครือข่ายนายทหารเสนาธิการวิชาการเพื่อการพัฒนา ประเทศไทยอย่างบูรณาการ จะเป็นพลังมหาศาลในการร่วมคิดร่วมพัฒนา ประเทศไทย เครือข่ายนายทหารเสนาธิการวิชาการ จะเริ่มด้วย mapping สถานการณ์ประเทศไทย (mapping เป็นเครื่องมือของนักยุทธศาสตร์) และการพัฒนา จะเห็นช่องโหว่ (gaps) ระหว่างอุดมคติกับความเป็นจริง สามารถชี้แนะหรือร่วมกับฝ่ายต่าง ๆ ในการอุดช่องโหว่ของการพัฒนา เรื่องหนึ่งที่เรายังอ่อนแออยู่มาก ที่พูดถึง การวิจัยและพัฒนา นโยบาย ในเรื่องโครงสร้างทางปัญญาสูงสุดของชาติในตอนที่ ๑๐ (หน้า ๑๒๖ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย ๗๐) ว่าเราต้องวิจัยให้รู้ข้อมูลสถานการณ์ความเป็นจริงของทุกประเทศ ทั่วโลก ว่าต้องการความร่วมมือระหว่าง ๔ ฝ่าย คือ มหาวิทยาลัย กระทรวงต่างประเทศ กองทัพ และภาคธุรกิจ เรื่องนี้มหาวิทยาลัยยัง อ่อนแออยู่ นายทหารเสนาธิการวิชาการจำนวนมากสามารถเป็นกำลังทำ เรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี นายทหารเสนาธิการวิชาการ สามารถรวมตัวกันเป็น "กลุ่มเซลล์ สมอง" เป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มละประมาณ ๑๐ คน เป็นกลุ่มสนับสนุนการจัดการ ร่วมพัฒนาในเรื่องต่าง ๆ ทั้งในพื้นที่ ในองค์กร และตามประเด็น ที่จะกล่าวในตอนนี้ก็คือ บทบาทของกองทัพในการสร้างระบบ ภูมิคุ้มกันให้ชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้เป็นสังคมสมองส่วนหน้า ได้กล่าวเรื่องสมองมาหลายครั้ง ว่าสมองมนุษย์มีส่วนที่สืบเนื่อง มาจากสมองสัตว์ นั่นคือ สมองชั้นในสุด อยู่ค่อนไปข้างหลังแถวท้ายทอย เป็นสมองสัตว์เลื้อยคลาน ทำหน้าที่เกี่ยวกับการอยู่รอด เช่น กิน สืบพันธุ์ ต่อสู้ หลบภัย ทำร้ายหลอกลวง หรือสัญชาตญาณอย่างสัตว์ สมองความเป็นมนุษย์อยู่ข้างหน้า หลังหน้าผาก ทำหน้าที่เกี่ยว กับสติปัญญา ศีลธรรม การมีจิตใจสูง ถ้าสภาพสังคมไม่ปลอดภัย การใช้สมองส่วนหลังจะเด่น สังคม สมองส่วนหลังจะล้าหลัง รุนแรง ไม่มีศีลธรรม ถ้าสภาพสังคมสงบ ปลอดภัย การใช้สมองส่วนหน้าจะเด่น เป็น สังคมที่ใช้เหตุใช้ผล มีวิจารณญาณ มีศีลธรรม มีความดีงาม หรือมีความ เป็นอาริยะ ประเทศไทยต้องพัฒนาไปเป็นสังคมสมองส่วนหน้า ประเวศ วะลี ๑๒๗ ฉะนั้น ต้องสร้างเงื่อนไขทางสังคม คือ สังคมมีภูมิคุ้มกันสูง ปลอดภัยจากภยันตรายต่าง ๆ ไม่ว่าทางเศรษฐกิจ ทางโรคร้ายแบบโควิด หรือความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินด้วยประการใด ๆ ## ความเหลื่อมล้ำที่มีมากเกินก็ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ หากเครือข่ายนายทหารเสนาธิการลองศึกษาดูให้เข้าใจว่า ระบบ ภูมิคุ้มกันทางสังคมคืออะไร และทำอย่างไร รวมทั้งบทบาทของกองทัพ ที่จะสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ชาติ ให้คนไทยได้มีชีวิตที่ปลอดภัย ไม่ตกอยู่ ในความวิตก กังวล และหวาดกลัว จะได้ไม่ต้องใช้สมองสัตว์เลื้อยคลาน แต่หันไปใช้สมองส่วนหน้าเพื่อความเป็นอาริยสังคม หากกองทัพทำได้ จะเกิดความปลื้มปิติ ความสุข และความภูมิใจ อย่างใหญ่หลวงว่ากองทัพไทยทำได้ ประชาชนทั้งประเทศจะรักทหาร อย่างสุดหัวใจ เราคนไทยต้องถนอมรักซึ่งกันและกัน ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย ๑๒๘ # ๑๓ ## ขันธ์ที่ ๙ ### ระบบข้อมูลข่าวสาร และการสื่อสาร ที่ทำให้ คนทั้งประเทศรู้ความจริง อย่างทั่วถึง ร่างกายซึ่งเป็นระบบที่ดีและวิจิตรที่สุด ในจักรวาล มีความหลากหลายของเซลล์และ อวัยวะต่าง ๆ สุดประมาณ แต่มีบูรณาการอย่างสมบูรณ์และเกิด ดุลยภาพ เราจึงมีสุขภาพดีและอายุยืน ร่างกายเต็มไปด้วยระบบข้อมูลข่าวสาร และการสื่อสารที่ทุกส่วนรู้ถึงกันหมด ประเวศ วะลี ๑๒๙ ถ้าไม่รู้ถึงกันก็จะไม่เกิดความบรรสานสอดคล้อง (harmony) ต่าง คนต่างไปอย่างเปะปะ ความเป็นระบบย่อมล่มสลายลง ฉะนั้น ประเทศที่จะมีบูรณภาพและดุลยภาพ ก็ต้องมีข้อมูล ข่าวสารและการสื่อสารที่ทำให้ประชาชนรู้ความจริงอย่างทั่วถึง ต้องทุ่มเท เอาจริงเอาจังมากกว่าในปัจจุบัน ควรตั้งองค์กรสื่อสารเพื่อการพัฒนาประเทศไทยที่เป็นของรัฐแต่ มีความอิสระ ทำนองเดียวกับสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส แต่เพื่อส่งเสริม การสร้างข้อมูลและการสื่อสารทุกประเภทอย่างครบวงจร ทั้งทางนโยบาย ทางการสร้างกำลังคน และเทคโนโลยี โดยองค์กร . . . ๑. สามารถส่งเสริมและประสาน ให้ทุกส่วนของประเทศไทย สามารถสร้างข้อมูลในประเทศละเอียดถึงตัวคนทุกคน ที่อาจเรียกว่า human mapping ให้รู้หมดว่า คนไทย แต่ละคนมีความรู้ความสามารถอะไร ทุกข์สุขแค่ไหน เป็นต้น และอื่น ๆ ในโลกก็ต้องมีข้อมูลให้รู้หมดว่าโลกเป็นอย่างไร กำลัง เดินไปทางไหน เป็นต้น ข้อมูลจะเป็นปัจจัยพื้นฐานให้เรารู้ คิด และพัฒนาต่อไป ได้ในทุกเรื่องและทุกระดับ ๒. คำนึงถึงการสื่อสารทุกประเภท ทั้งทางสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ โซเชียลมีเดีย และสื่อผ่านศิลปะทุกรูปแบบ ซึ่งรวม ถึงเพลง กวีนิพนธ์ วรรณกรรม ละคร ภาพยนตร์ ๑๓๐ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย ๓. สร้างบุคลากร ส่งเสริมให้มีการสร้างบุคลากรที่เชี่ยวชาญ ในการสื่อสารทุกประเภทตามที่กล่าวถึงในข้อ ๒ เช่น ประเทศยังมีนักเขียนวรรณกรรมเก่ง ๆ น้อยไป เรามีเรื่องดีๆ มากแต่ขาดนักเขียนวรรณกรรม ขนาดรางวัลพูลิตเซอร์หรือ รางวัลโนเบล วรรณกรรมดี ๆ มีผลต่อการพัฒนาจิตสำนึกของผู้คน ได้มากกว่าการเขียนทางวิชาการ ภาพยนตร์ดี ๆ ก็ยังมีการผลิตน้อย ลองนึกภาพ ถ้าเรา มีภาพยนตร์ดี ๆ ที่ฉายดูกันทุกตำบล ธรรมดามนุษย์ชอบดู หนังอยู่แล้ว หรือมีภาพยนตร์ดีที่คนดูกันทั้งประเทศ จึงจะ มีผลกว้างขวาง ลึกซึ้ง และรวดเร็วเพียงใด เรายังมีมืออาชีพสร้างภาพยนตร์แบบสปิลเบิร์กน้อยไป หรือไม่มีเลย เราจะต้องลงทุนอย่างจริงจังในเรื่องเหล่านี้ ๔. ต้องส่งเสริมให้มี critical mass ของนักสื่อสารที่นอก จากรู้เทคโนโลยีและช่องทางการสื่อสารแล้ว ยังรู้สารหรือ สาระที่จะสื่อด้วย ขณะนี้มีนักสื่อที่รู้สารน้อยมาก ถ้ามีมากและเก่ง โดย สามารถสื่อทางโซเชียลมีเดียอย่างมีเสน่ห์โดนใจผู้คน จะ เกิดไวรัลสื่อต่อลุกลามไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว ทุกมหาวิทยาลัยน่าจะมีศูนย์จัดการความรู้ (knowledge center) เพื่อสร้างนักสื่อที่มีสารและทำการสื่อสารอย่างดี จะ แก้ปัญหาและสร้างการพัฒนาทุกด้าน มหาวิทยาลัยยังไม่ ค่อยกระดิกตัว ประเวศ วะสี ๑๓๑ รัฐบาลก็ยังไม่มีความสามารถพอทางนโยบายพอที่จะให้ มหาวิทยาลัยทำ องค์กรสื่อสารเพื่อการพัฒนาประเทศไทยควรจะทั้งเสริม สร้างพลัง (empower) ให้รัฐบาล และส่งเสริมสนับสนุน มหาวิทยาลัยโดยตรง ๕. พัฒนาสมรรถนะ OTT (Over The Top) ของประเทศไทย เราเอง มิฉะนั้นเราจะตกเป็นเหยื่อต่างประเทศที่เขามี สมรรถนะทางนี้มากกว่าเรา ถูกเขาจัดการ (manipulate) ด้วยประการต่าง ๆ รวมทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ถ้าพูดอย่างหยาบคาย เราจะตกอยู่ในฐานะแบกหาม ทำงานหนักอย่างวัวอย่างควาย ที่ผลประโยชน์จากแรงงาน ของเราถูกต่างชาติเอาไปเสพเสวย สิงคโปร์ก็กำลังทำทำนอง นั้นกับเพื่อนบ้านที่มีสมรรถนะด้อยกว่า เรื่องนี้ผมเรียนรู้จากคุณฐากร ตัณฑสิทธิ์ อดีตเลขาธิการ ของ กสทช. * ที่มีความคิดว่าเราต้องพัฒนาสมรรถนะ OTT ของเราเอง โดยให้เครือข่ายมหาวิทยาลัยเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะมีนิสิตนักศึกษาจำนวนมาก ส่วน OTT คืออะไร โปรด ศึกษาเองหรือไต่ถามผู้รู้ ๖. เมื่อพูดถึง กสทช. แล้วก็ทำให้นึกได้ว่า ที่นั่นมีกองทุนใหญ่ เพื่อการสื่อสารที่ดี รวมทั้งยังมีกองทุนสื่อปลอดภัยและ สร้างสรรค์ ทำให้รู้สึกว่า บัดนี้เราไม่ได้ขาดแคลนเงิน แต่ *สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย ๑๓๒ ขาดแคลนคนที่คิดใหญ่ในเรื่องการสื่อสารเพื่อพัฒนา ประเทศไทย จึงหวังว่า คณะกรรมการ กสทช. ชุดใหม่ ที่กำลังสรรหา กันอยู่ขณะนี้* จะสรรหาคนไทยผู้สามารถคิดใหญ่เพื่อการ สื่อสารให้ได้สักกลุ่มหนึ่ง ร่วมคิดกับ กสทช. เพื่อสร้างองค์กร สื่อสารเพื่อพัฒนาประเทศไทยที่เป็นอิสระและมีสมรรถนะ สูงตามที่กล่าวมา และทำการพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารและ การสื่อสารอย่างครบวงจร เพื่อเป็นเครื่องมือให้ประเทศไทยสร้างบูรณภาพและ ดุลยภาพ แล้วเกิดคุณสมบัติอันมหัศจรรย์ เช่นเดียวกับเมื่อ เกิดความเป็นคนที่สมบูรณ์ แล้วมีคุณสมบัติอันมหัศจรรย์ เหนือสสารต่าง ๆ ที่มาประกอบกันเป็นร่างกายมนุษย์ ขอให้คนไทยช่วยกันอธิษฐานและส่งเสริมสนับสนุนให้ กสทช. ชุด ใหม่ รับพันธกิจ (mission) อันสำคัญยิ่งยวดนี้ อันเป็นขันธ์ที่ ๙ ของ ประเทศไทย อันจะไปบูรณาการกับขันธ์อื่น ๆ อีก ๙ ขันธ์ ประกอบกันเป็น ประเทศไทยที่ประกอบเครื่องสมบูรณ์ สามารถบินสู่ฟ้าไกล *ขณะที่ผู้เขียนกล่าวคือ เดือนมกราคม ๒๕๖๔ ประเวศ วะสี ๑๓๓ ถ้าไม่รู้ถึงกันก็จะไม่เกิด ความบรรสานสอดคล้อง (harmony) ต่างคนต่างไปอย่างเปะปะ ความเป็นระบบย่อมล่มสลายลง ฉะนั้น ประเทศที่จะมีบูรณภาพและดุลยภาพ ก็ต้องมีข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร ที่ทำให้ประชาชนรู้ความจริงอย่างทั่วถึง ต้องทุ่มเทเอาจริงเอาจังมากกว่าในปัจจุบัน # ขันธ์ที่ ๑๐ สุขภาพ คือ ทั้งหมด สุขภาพ คือ สุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางปัญญา สุขภาพจึงไม่ใช่เรื่องงดหมอหยูกยาโรงพยาบาลเท่านั้น แต่บูรณาการอยู่ในการพัฒนาทั้งหมด ดังคำพูดที่ว่า "Health is integral in total human and social development" หรือ "สุขภาพ คือทั้งหมด” (Health is the whole) ประเวศ วะสี ๑๓๕ เมื่อขันธ์ทั้ง ๑๐ ของประเทศบูรณาการกัน นั้นคือ สุขภาวะของ คนทั้งมวล ฉะนั้น ขันธ์ที่ ๑๐ คือ ระบบสุขภาพที่ควรต้องบูรณาการอยู่ใน อีก ๙ ขันธ์ เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะมีพลังเข้ามาพัฒนาขันธ์ทั้ง ๑๐ มากขึ้น เพราะโครงสร้างระบบบริการสาธารณสุขนี้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ตลอดจนถึงทุกตำบลและหมู่บ้าน ระดับตำบลมีหมออนามัยกว่า ๔๐,๐๐๐ คน ที่ทำงานใกล้ชิด ประชาชน ระดับหมู่บ้านทุกหมู่บ้านมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ประมาณ ๑๐ คน ทั้งประเทศมีประมาณ ๑ ล้านคน พยาบาลทั้งประเทศมีประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คน ต่อไปจะมีเพิ่ม ขึ้นเป็น ๓๐๐,๐๐๐ คน ผู้ช่วยพยาบาลสามารถผลิตได้ง่ายและจำนวนมาก สามารถดูแล ผู้สูงอายุได้หมดทุกคนทั่วประเทศ ชีวิตของคนทุกคน ตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน ล้วน ต้องการการดูแลจากบุคลากรสุขภาพ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ต่างจากบุคลากรบางประเภท ที่ตลอดชีวิตของคนส่วนมาก ไม่ ต้องเกี่ยวข้องด้วยเลย เช่น ตำรวจ ทนายความ การที่บุคลากรสาธารณสุขเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนทุกคน และ การให้บริการ ถ้าเป็นไปด้วยมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ผู้ป่วยหรือผู้รับบริการ ย่อมรักใคร่ นับถือ และไว้วางใจ ถ้าบุคลากรสาธารณสุขมีความเข้าใจกว้างขวางในเรื่องของการ พัฒนาประเทศ ย่อมมีโอกาสที่จะเป็นกัลยาณมิตรของคนไทยทุกคนทั่ว ประเทศ ๑๓๖ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย โดยอาจสรุปเป็นคำพูดว่า "บุคลากรสาธารณสุขยิ่งมีสมรรถนะสูง ยิ่งเป็นปัจจัยให้คนไทย และประเทศไทยมีสมรรถนะดีขึ้น" ในระบบสุขภาพยังมีการสร้างองค์กรของรัฐที่ทำเป็นอิสระไว้ หลายองค์กร เช่น * สวรส. - สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข * สสส. - สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ * สปสช. - สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ * สช. - สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ * สรพ. - สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การ มหาชน) องค์กรเหล่านี้มีสมรรถนะสูงและมีความคล่องตัว สามารถส่ง เสริมและร่วมพัฒนาประเทศไทยได้ทุกเรื่อง หรือทั้ง ๑๐ ขันธ์ประเทศไทย เพราะสุขภาพ คือทั้งหมด หลังรัฐประหารเมื่อ ๒๕๕๗ ทหารได้บุกเข้ามาจัดการองค์กร ตระกูล ส. สิ่งหนึ่งที่ทหารชี้นิ้วในการทำงานของ สสส. ก็คือ ไอ้นั่นไม่ใช่ เรื่องสุขภาพ ไอ้นี้ไม่ใช่เรื่องสุขภาพ เพราะความเข้าใจจำกัด ว่าสุขภาพ คือเรื่องมดหมอหยูกยาโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ สสส. ถือว่าสุขภาพคือ ทั้งหมด จึงสนับสนุนวัตกรรมทางสังคมอย่างกว้างขวาง ถ้าสังคมและระบบสุขภาพมีความเข้าใจร่วมกันว่า ระบบสุขภาพ คือทั้งหมด โครงสร้างของระบบสุขภาพทั้งหมด ซึ่งรวมทั้งองค์กรตระกูล ส. ทั้งหมดด้วย ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างบูรณาการ ในทุกระดับและทุกประเภท ประเวศ วะสี ๑๓๗ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล จากกระบวนการคัดเลือกและ มอบรางวัลระดับโลก และการจัดประชุมที่เรียกว่า Prince Mahidol Award Conference (PMAC) ซึ่งเป็นการประชุมผู้นำนโยบายสุขภาพ ระดับโลก ซึ่งมีคุณภาพสูงและได้รับความนิยมจากองค์กรสุขภาพ นานาชาติ ได้ทำให้ประเทศไทยมีความเชื่อมโยงกับคนเก่ง ๆ และองค์กร สุขภาพนานาชาติทั่วโลก เป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะเข้าถึงความ เชี่ยวชาญทั่วโลกอย่างไม่มีข้อจำกัด (Unlimited access to expertise around the world) เมื่อเราบูรณาการขันธ์ทั้ง ๑๐ ของประเทศไทยเข้าด้วยกัน ก็ หมายความว่า ผ่านระบบสุขภาพ เราสามารถนำองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และคนเก่ง ๆ จากทั่ว โลก มาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศไทยได้ทุกขันธ์ เพราะสุขภาพ คือทั้งหมดดังกล่าวนั่นเอง ๑๓๘ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย # จังหวัด คือ จุดยุทธศาสตร์สำคัญ ## ประชาคมภูมิบ้านภูมิเมืองจังหวัด ### คือจุดคานงัด ถ้าจังหวัดแต่ละจังหวัด ทั้ง ๗๗ จังหวัด สามารถจัดการพัฒนาอย่างบูรณาการ โดยเอา ชุมชนท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง ซึ่งโดยเฉลี่ยหมายถึง ๑,๐๐๐ หมู่บ้าน ๑๐๐ ตำบล ๑๐ อำเภอ มีการพัฒนา ๘ มิติ คือ เศรษฐกิจ - จิตใจ - สังคม - สิ่งแวดล้อม - วัฒนธรรม - สุขภาพ - การศึกษา - ประชาธิปไตย อย่างบูรณาการ ประเวศ วะสี ๑๓๙ มีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ หายจน มีความร่มเย็นเป็นสุข ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ทุกอำเภอ ทั่วประเทศ เกิดเป็นหมู่บ้านคานติสุข ตำบลคานติ สุข อำเภอคานติสุข จังหวัดคานติสุข ประเทศไทยคานติสุข ประชาคมภูมิบ้านภูมิเมืองจังหวัด ของแต่ละจังหวัด จะเป็นจุด คานงัดให้เกิดการพัฒนาจังหวัดอย่างบูรณาการ โดยเอาชุมชนท้องถิ่นเป็น ตัวตั้ง คำว่า "ภูมิ" เป็นคำที่มีพลังทางความรู้สึกนึกคิด และจิตวิญญาณ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีรัตนโกสินทร์ คนเมืองกาญจน์ ได้ ประพันธ์เกี่ยวกับคำว่า "ภูมิ" ไว้เมื่อคราวประชุมประชาคมกาญจนบุรี ความว่า ภูมิศาสตร์ ภูมิทัศน์ ภูมิประวัติ ภูมิธรรม ดำเนินเมือง ภูมิเมืองกาญจน์ คำว่า "ภูมิ" ให้ความรู้สึกถึงการโอบทุกสิ่งทุกอย่างไว้ ให้ความ รู้สึกลึก ยิ่งใหญ่ สูงส่ง ศักดิ์สิทธิ์ คำว่า "ภูมิบ้านภูมิเมือง" ที่เนาวรัตน์ใช้ จึงหมายรวมทุกภูมิ เช่น ภูมิประเทศ ภูมิทัศน์ ภูมิประวัติศาสตร์ ภูมิลำเนา ภูมิธรรม ภูมิปัญญา ฯลฯ เราจึงเห็นว่าน่าจะนำคำนี้มาใช้ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่าง บูรณาการ โดยเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง ๑๔๐ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กำลังขอยื่นจดทะเบียนมูลนิธิภูมิบ้านภูมิ เมืองกาญจนบุรี เพื่อเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการประชุมภูมิบ้านภูมิเมือง กาญจนบุรี ทุกจังหวัดอาจทำได้เช่นเดียวกัน ประชาคมภูมิบ้านภูมิเมือง ประกอบด้วยไตรภาคี คือ ภาครัฐ ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้นำ ภาค ธุรกิจ และภาคสังคม ทุกจังหวัดควรมีอย่างน้อย ๑ มหาวิทยาลัย เข้าร่วม เลยเป็นจตุรภาคี ในภาคสังคมมีคนเก่าคนแก่ของจังหวัดที่ไปทำงานระดับชาติร่วม ด้วยเสมอ คนเฒ่าคนแก่ของจังหวัดเช่นนี้มีทุกจังหวัด เช่น กาญจนบุรี เดิมก็มีสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช แม่ทัพรวมศักดิ์ ปัจจุบันก็มีเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีรัตนโกสินทร์, วิกรม กรมดิษฐ์ แห่งอาณาจักร อมตะ, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตรัฐมนตรี พลังงาน และตัวผมเอง หมอประเวศ วะสี ก็เป็น คนเมืองกาญจน์ แล้วยังมี ดร.ณรงค์ อยู่ถนอม นักเรียนทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ปัจจุบันเป็น นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี สุพรรณบุรี ก็มีเยอะแยะ เช่น พล.อ. บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีต ผบ.สูงสุด, พล.อ. ไพบูลย์ คุ้มฉายา องค- มนตรี, ประมนต์ สุธีวงศ์ อดีตประธานหอการค้า, สมพล เกียรติไพบูลย์ อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์, ศ. นพ.อุดม คชินทร อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัย มหิดลและอดีต รมช.กระทรวงศึกษาธิการ, และ ศ. นพ.นิพนธ์ พวงวรินทร์ ผู้เชี่ยวชาญระบบสมอง และประสาทของศิริราช เป็นต้น ประเวศ วะสี ๑๔๑ ยกตัวอย่างมาเพื่อให้เห็นภาพ คนเช่นนี้มีทุกจังหวัด ทุกคนล้วน รักบ้านเกิด และเป็นที่รู้จักของคนในจังหวัด จึงเป็นกลุ่มคนที่จะดึงความ ร่วมมือ และได้รับการยอมรับในจังหวัดสูง ที่ประชุมประชาคมภูมิบ้านภูมิเมืองจังหวัด ซึ่งประสานงานโดย มูลนิธิภูมิบ้านภูมิเมืองจังหวัด ประชุมเดือนละ ๑ ครั้ง หรือ ๒ เดือนครั้ง ทุกครั้งมีการเสนอข้อมูล หมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ ซึ่งจัดเตรียม โดยสถาบันราชภัฏประจำจังหวัด หรือถ้าไม่มีก็โดยมหาวิทยาลัยอื่น ซึ่ง ประชาคมไปชักชวนมา การติดตามความก้าวหน้าของสภาพการพัฒนาทุกหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอของจังหวัด เป็นการกระตุ้น เร่งรัด และประสานการพัฒนา เต็มพื้นที่จังหวัด ในการประชุมแต่ละครั้ง ถ้ามีประเด็นเกี่ยวกับองค์กรระดับชาติ ใด ที่ประชุมก็เชิญมาร่วมประชุม เพื่อสรรหากันว่าจะทำอะไรบ้าง เช่น ต้องมีการสร้างสถาบันการเงินของชุมชนระดับตำบล ให้ครบทุกตำบล ซึ่งจะเป็นเครื่องมือเชิงสถาบันของชุมชนที่สำคัญยิ่ง ที่ประชุมก็เชิญ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน สมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย มาร่วมประชุม และตกลงกันว่า องค์กรใดจะรับทำการในที่ตำบล หรือเรื่องของพลังงานชุมชน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำให้ได้ทุก ชุมชน ที่ประชุมก็เชิญองค์กรที่เกี่ยวกับพลังงานชุมชนมาร่วมเข้าประชุม (คุณสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ก็เคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ย่อมรู้ ช่องทางนี้เป็นอย่างดี ยังจะช่วยจังหวัดอื่น ๆ ทำนองเดียวกันด้วย) ๑๔๒ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย นี้เป็นเพียงตัวอย่าง ว่าที่ประชุมประชาคมภูมิบ้านภูมิเมืองจังหวัด มีศักดิ์ศรี มีเกียรติ มีศักยภาพ ที่จะดึงทรัพยากรใด ๆ ระดับชาติมาใช้ให้ เป็นประโยชน์ในจังหวัด ทุกจังหวัด จึงกล่าวว่า ที่ประชุมประชาคมภูมิบ้าน ภูมิเมืองจังหวัด เป็นจุดคานงัด ของการพัฒนาจังหวัดอย่างบูรณาการ ทุก จังหวัด ก็เท่ากับทั้งประเทศ จากกรณีเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๓ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านศิลปะและวัฒนธรรมของ วุฒิสภา พาวุฒิสมาชิกคณะหนึ่งไปร่วมประชุมประชาคมภูมิบ้านภูมิเมือง กาญจนบุรี ทำให้เห็นบทบาทที่สำคัญของคณะวุฒิสมาชิก ในการถักทอ ประชาคม ซึ่งเป็นบทบาทในการสมานสังคมเข้ามาด้วยกัน ในขณะที่พรรคการเมืองมักทำให้แตกกัน เนื่องจากการหาเสียง ของพรรคและโจมตีพรรคตรงข้าม แต่วุฒิสมาชิกในปัจจุบันไม่ได้สังกัด พรรคการเมือง จึงมีความเป็นกลาง ทำหน้าที่สมานได้ดี คนในพื้นที่ ต้องการการสมานเข้าด้วยกันมากกว่าการทำให้แตก ดังนั้น จึงเล็งเห็น บทบาทสำคัญของคณะวุฒิสมาชิกในการส่งเสริมให้เกิดประชาคมภูมิบ้าน ภูมิเมืองในทุกจังหวัด ผมขอเรียกว่า "คณะวุฒิสมาชิกส่งเสริมการถักทอพลังบวกของ ประเทศไทย" ถ้ามองในแง่บวก ทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกองค์กร มีแง่มุมที่จะสร้าง พลังบวกเสมอ ในทางตรงข้าม การมองในแง่ลบจะเป็นการทอนกำลัง ในสังคมไทยมีการทอนกำลังกันอย่างมหาศาล มิใช่หรือ จนเกือบ สูญเสียพลังสร้างสรรค์ไปหมดสิ้น ประเวศ วะลี ๑๔๓ การถักทอพลังบวกในสังคมไทยจึงเป็นพันธกิจใหญ่อย่างหนึ่งของ คนไทย เมื่อจังหวัดแต่ละจังหวัดประกอบเครื่อง การพัฒนาอย่างบูรณา- การกันเต็มพื้นที่ดังกล่าวมา ก็จะเกิดความสมดุล หลุดพ้นจากความ ยากจนถ้วนหน้า เป็นแผ่นดินที่อยู่เย็นเป็นสุขหรือสันติภาพ ทุกจังหวัดจะ เป็นดินแดนแห่งสันติภาพ ที่เชื้อเชิญให้คนทั่วโลกมาดูได้ จังหวัดจะเป็นประดุจฐานทัพของการพัฒนา เกิดกองทัพจังหวัด ที่ประกอบด้วยแม่ทัพ นายกอง ขุนพลที่มีสมรรถนะสูงจำนวนมาก จำนวนถึง ๗๗ กองทัพ พร้อมที่จะสัประยุทธ์กับปัญหาของชาติทุกชนิด ไม่มีกองทัพอะไรในประวัติศาสตร์ที่ใหญ่เท่านี้ แม้แต่กองทัพ ๑๐๐ หมื่น ของจีนโบราณ ต่อไปอาจจะมีการประชุมสมัชชาประชาคมภูมิบ้านภูมิเมืองแห่ง ชาติ ที่ตัวแทนจากประชาคมภูมิบ้านภูมิเมืองจากทุกจังหวัดมาประชุม ร่วมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อยอดและพัฒนานโยบายระดับชาติ นี้จะเป็นประชาธิปไตยทางตรงขนาดใหญ่ ที่สมานฉันท์และ สร้างสรรค์อย่างยิ่ง ทั้งทางสังคมและทางปัญญา ฉะนั้น จึงตั้งชื่อบทนี้ว่า "จังหวัดเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญและ ประชาคมภูมิบ้านภูมิเมืองจังหวัดคือจุดคานงัด" ๑๔๔ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย # บทส่งท้าย * เมื่อมีการออกแบบระบบ โครงสร้าง และองค์ประกอบ และมีการประกอบเครื่องประเทศไทย * เมื่อสมบูรณ์ก็จะเกิดประเทศไทยที่เป็นองค์รวม (wholeness) มีคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์ผุดบังเกิด * ทำนองเดียวกับที่เมื่อเซลล์และอวัยวะต่าง ๆ มาประกอบกันเป็นองค์รวม คือความเป็นคน * ความเป็นคนมีคุณสมบัติอันมหัศจรรย์เหนือองค์ประกอบ คือ สสาร เซลล์ และอวัยวะต่าง ๆ ประเวศ วะสี ๑๔๕ * คนไทยทั้งประเทศจะสมานฉันท์ ก้าวข้ามการแตกแยกทุกประเภท เพราะ "เห็นช้างทั้งตัว" คือ เห็นประเทศไทย ทั้งหมดเป็นองค์รวม ที่ทะเลาะกันก็เหมือนตาบอดคลำช้าง เพราะรู้เป็นส่วน ๆ ที่ต่างกัน จึงทะเลาะ กันใหญ่ เมื่อเห็นช้างทั้งตัวก็ไม่มีอะไรจะทะเลาะ กัน เพราะส่วนต่างล้วนเป็นของช้างตัว เดียวกัน จะไม่มีซ้ายมีขวาที่ยกพวกตีกัน เพราะความเป็นคนที่สมบูรณ์ก็ต้อง มีทั้งแขนซ้ายและแขนขวา เครื่องบินจะบินได้ก็มีทั้งปีกซ้ายและ ปีกขวา ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย ๑๔๖ * เมื่อคนไทยก้าวข้ามการแตกแยก ทุกประเภท ก็จะเกิดพลังสร้างสรรค์มหาศาล ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ จะไม่มีอะไรที่ประเทศไทยทำไม่ได้อีกต่อไป คนไทยทุกคนจะมีศักดิ์ศรีและศักยภาพของความเป็นมนุษย์และมีบทบาทในการประกอบเครื่องประเทศไทย เพราะเมื่อออกแบบระบบโครงสร้างและส่วนประกอบของประเทศ ตามที่กล่าว ทุกส่วนและทุกหน้าที่ของประเทศ จะเชื่อมโยงถึงกันหมด ประเวศ วะสี ๑๔๗ * ฉะนั้น ไม่ว่าท่านจะเริ่มงาน ณ จุดใด ของประเทศ เช่น ณ จุดเล็ก ๆ ในชุมชน แม้ห่างไกลเพียงใด ก็จะเชื่อมโยงไปสู่ ทั้งหมด เพราะการพัฒนาที่บูรณาการที่เชื่อม โยงถึงกัน แต่ละคนที่มีความชอบและ ความถนัดต่างกัน เพราะฉะนั้น แม้อยู่ที่ใดก็มีทางเลือก ที่จะทำอย่างอิสระ แม้เล็กน้อยเพียงใด ก็ จะเป็นการพัฒนาประเทศไทยทั้งประเทศ การสามารถโยงเรื่องที่ตนทำไปสู่เรื่อง ใหญ่ของประเทศ จะทำให้คนไทยเกิดปีติ สุข รู้สึกมีศักดิ์ศรี มีคุณค่า และภูมิใจใน ความเป็นคนไทย ภูมิใจในประเทศไทย ๑๔๘ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย * ประเทศไทยจะเป็นสังคมสมองส่วนหน้า เพราะประเทศมีความสงบและความ ปลอดภัย ส่งผลให้ระงับการใช้สมอง ส่วนหลังหรือสมองสัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งบัญชาการสัญชาตญาณอย่างสัตว์ แต่จะไปเด่นที่การใช้สมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นกองบัญชาการของความมีเหตุผล สติปัญญา วิจารณญาณ ศีลธรรม และ ความมีจิตใจสูง สังคมสมองส่วนหน้า คือสังคมอาริยะ ประเทศไทยจะก้าวไปสู่ยุคศรีอาริยะ ประเวศ วะลี ๑๔๙ * เมื่อทุกส่วนของประเทศเป็น สังคมศานติสุข คือ ชุมชนศานติสุข ตำบลศานติสุข อำเภอศานติสุข จังหวัดศานติสุข ประเทศศานติสุข ก็จะเป็นการตอบโจทย์ใหญ่ ที่ว่า "มนุษย์พันทุกข์ร่วมกันได้อย่างไร" ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ คำตอบก็คือ "ได้" โดยใช้ศักยภาพ สูงสุดแห่งความเป็นมนุษย์ ซึ่งอยู่ที่สมอง ส่วนหน้า ที่เรียกว่า Prefrontal cortex ซึ่งรอให้มนุษย์ใช้มา ๒๐๐,๐๐๐ ปีแล้ว ๑๕๐ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย * บัดนี้ คนไทยและประเทศไทย ได้พัฒนายุทธศาสตร์สมองส่วนหน้า ขึ้นมาแล้ว โดยการคิดอย่างบูรณาการ และทำอย่างบูรณาการ ประเทศไทยจะสร้างประเทศที่มี บูรณภาพและดุลยภาพ อันมีสันติภาวะ หรือสันติภาพได้เป็นประเทศแรกในโลก และเป็นจุดกำเนิดสันติภาพโลก ขอให้คนไทยและประเทศไทย มีความสวัสดี ประเวศ วะสี ๑๕๑ “ หากท่านได้รับผลดี จากหนังสือเล่มนี้ ขอให้ท่านมีกำลังใจ ที่จะทำความดีเพื่อผู้อื่น ต่อไปมากยิ่ง ๆ ขึ้น ” “ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทย ในยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประทศไทยนี้ ไม่ใช่วาทกรรม แต่เราจะลงรายละเอียดในเรื่อง "กลุ่มเซลล์สมอง" และวิธีการจัดการโดยพิสดาร เพื่อทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ ควรสังเกตว่า การที่ประเทศไทยทำอะไรไม่ค่อยสำเร็จ เพราะขาดภูมิปัญญาในการจัดการเกือบจะโดยสิ้นเชิง เพราะระบบการศึกษาที่เน้นการท่องวิชาเป็นวิชา ๆ อีกทั้งเกือบทั้งหมดก็คิดเชิงเทคนิคเท่านั้น ขาดสมรรถนะในการคิดเชิงระบบและการจัดการ ฉะนั้น ระบบการยกระดับสมรรถนะของชาติให้สูงสุด จึงเป็นหัวข้อใหญ่ข้อหนึ่งในการวางแผน ประกอบเครื่องประทศไทย มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ISBN 978-616-7680-10-1 9 786167 680101 ราคา 250 บาท มูลนิธิพลศรี สฤษดิ์วงค์ ประเทศที่เครื่องหลุดเป็นส่วนๆ ถึงเร่งเครื่องก็วิ่งไม่ได้ ยุทธ ศาสตร์ ประกอบเครื่อง ประเทศไทย สู่การสร้างสังคมคานติสุข และสันติภาพโลก ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
ประชาธิปไตย
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นกาเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• ยุทธศาสตร์
history_eduหมวดหมู่
ประชาธิปไตย
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นกาเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้