auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (1 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
หนังสือพุทธพัฒนา : ยุทธศาสตร์การพัฒนาแนวพุทธ นำเสนอเกี่ยวกับอารยธรรมปัจจุบัน หรืออารยธรรมตะวันตกกำลังวิกฤตใหญ่ เพราะเกิดการเสียสมดุลทุกมิติ ทั้งในตัวมนุษย์เอง สังคม เศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อม เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างรุนแรง ดังนั้นคนไทย ซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชน จึงควรนำหลักธรรมทางพุทธ ซึ่งเป็นวิถีคิดที่แตกต่างจากวิถีคิดของตะวันตก มาเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาแนวพุทธ นอกจากนี้หนังสือเล่มนี้ ยังนำเสนอหลักการและแนวทางในนัยดังกล่าว ที่จะช่วยกระตุ้นชาวพุทธช่วยกันผ่านพ้นวิกฤตของประเทศ
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
หม อ ชา วบ่ า น ส ังค มปั จจุ บัน เชื่ อ ม โยง ก ันห ม ด เป ็นส ังค มที ม ีโค ร ง สร้ า ง ใหม่ ท ีโล ก ไม่ เค ยรู ้จั กมา ก่อ น ก า รรู้เท่า ทัน จ ึงม ีคว า ม ๕๐ «๕ง | /] /% พุทธ พัฒนา ยุทธศาสตร์ การพัฒนาแนวพุทธ โดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี พุ ท ธ พั ฒ น า 1 เรียนรู้เรื่องสุขภำพ พุทธพัฒนา ยุทธศาสตร์การพัฒนาแนวพุทธ โดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี พิมพ์ครั้งที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ข้อมูลทางบรรณานุกรมของส� นักหอสมุดแห่งชาติ National Library of Thailand Cataloging in Publication Data ประเวศ วะสี. พุทธพัฒนา. : ยุทธศาสตร์การพัฒนาแนวพุทธ. --กรุงเทพฯ : หมอชาวบ้าน, 2563. 144 หน้า. 1. พุทธศาสนากับสังคม. 2. การพัฒนาสังคม. I. ชื่อเรื่อง. 294.3117 ISBN 978-616-507-112-3 ที่ปรึกษา นายแพทย์สุรเกียรติ อาชานานุภาพ, แก้ว วิฑูรย์เธียร ประสานงาน นิฤมล ลิมปิโชติพงษ์ ออกแบบปก อดิศร จินดาอนันต์ยศ ออกแบบรูปเล่ม สุธาทิพย์ รักพืช จัดพิมพ์/เผยแพร่โดย บริษัท ส� นักพิมพ์หมอชาวบ้าน จ� กัด ๓๖/๖ ซอยประดิพัทธ์ ๑๐ ถนนประดิพัทธ์ แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพฯ ๑๐๔๐๐ โทรศัพท์ ๐ ๒๒๗๘ ๕๕๓๓ โทรสาร ๐ ๒๒๗๑ ๑๘๐๖ www.thaihealthbook.com แยกสี : เลย์ โปรเซส, กรุงเทพฯ พิมพ์ที่ : พิมพ์ดี, สมุทรสาคร 2 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี � � � พุ ท ธ พั ฒ น า ยุ ท ธศาสตร์ ก ารพั ฒ นาแนวพุ ท ธ วิกฤตกำรณท์ นั่ววิโลกกฤตขณอาะนีรย้ ธรรมตะวันตก มีผู้เรียกว่ำ เป็ (Western civilization) เป็นวิกฤตกำรณ์ใหญ่ที่ยังมองไม่เห็นว่ำ จะแก้ไขให้ส� เร็จได้อย่ำงไร เบื้องหลังที่ลึกที่สุดของอำรยธรรมใดๆ ก็คือวิถีคิด ตะวันตก แม้จะเก่งกำจเพียงใด วิกฤตอำรยธรรมตะวันตกน่ำจะบ่งว่ำ ลึกๆ แล้ววิถีคิดแบบตะวันตก เป็นปัจจัยหลักของวิกฤตกำรณ์ ประเทศไทยก็ประสบวิกฤตการณ์เรื้อรัง ส่วนหนึ่งก็เป็นปรำกฏกำรณ์ร่วม ของวิกฤตอำรยธรรมตะวันตก ถึงเวลำที่ชำวพุทธจะต้องทบทวนอย่ำงลึกซึ้งว่ำ การท� ไปเรื่อยๆ เหมือนเดิม คงจะกู้วิกฤตไม่ได้ แต่จะท� อย่ำงไรจึงจะน� หลักธรรมทำงพุทธ ซึ่งเป็นวิถีคิดที่แตกต่ำงจำกวิถีคิดของตะวันตก มำเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาแนวพุทธ พุ ท ธ พั ฒ น า 3 ำ ำ ำ ำ คน โดยที่อารยธรรมปัจจุบัน หรืออารยธรรมตะวัน- ตกกำ ลังวิกฤตใหญ่ เพราะเกิดการเสียสมดุลทุกมิติ ทั้งใน ตัวมนุษย์เอง สังคม เศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อม เช่น ความเหลื่อมลำ้ สุดๆ การเสียสมดุลย่อมนำ ไปสู่ความ ปั่นป่วนรุนแรง และความไม่ยั่งยืน ประเทศไทยก็ถูกกระแสโลกพัดพาไปด้วย อีกทั้ง มีปัญหาโครงสร้างความเหลื่อมลำ้ ที่ดำ รงอยู่ก่อนแล้ว จึง เกิดความเหลื่อมลำ้ อย่างรุนแรงจนถึงเถียงกันว่าสูงเป็นที่ ๑ หรือที่ ๓ ในโลก ความเหลื่อมลำ้ นำ มาซึ่งปัญหานานัปการ รวมทั้ง ความเสื่อมเสียทางศีลธรรม ฉะนั้น จึงเกิดปรากฏการณ์ที่ว่า ประเทศไทยเป็น เมืองพุทธ แต่มคี วามเสือ่ มทางศีลธรรมรุนแรง เช่น อัตรา การฆ่ากันตายในประเทศไทยสูงกว่าในญี่ปุ่น สูงกว่าใน 4 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ ำ ำ ำ ำ ำ ำ ำ ำ ยุโรป และสูงกว่าในสหรัฐอเมริกา และความฉ้อฉลคอร์รปั - ชั่นก็ขึ้นชื่อลือชา ถึงเวลาที่ชาวพุทธจะต้องทบทวนอย่างลึกซึ้งว่า การทำ ไปเรื่อยๆ เหมือนเดิมคงจะกู้วิกฤตไม่ได้ แต่จะทำ อย่างไรจึงจะนำ หลักธรรมทางพุทธ ซึ่งเป็นวิถีคิดที่แตก ต่างจากวิถีคิดของตะวันตก มาเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนา แนวพุทธ หนังสือเล่มนี้เสนอหลักการและแนวทางในนัยดัง กล่าว หวังว่าจะช่วยกระตุ้นนักคิดชาวพุทธให้ช่วยกันทำ งานอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ให้พุทธพัฒนาช่วยเยียวยา ความเจ็บป่วยของโลก (Heal the world) พุ ท ธ พั ฒ น า 5 ำ ำ ำ ำ สารบัญ ๑. ความเป็นอนิจจังของสังคม – สังคมปัจจุบันต่างจาก สังคมโบราณโดยสิ้นเชิง ๙ ๒. อารยธรรมตะวันตก ๑๙ ๓. เปรียบเทียบวิถีคิดตะวันตกกับพุทธ ๓๗ (๑) ความแตกต่างในทรรศนะต่อธรรมชาติ ๔๐ (๒) วิธีคิดแบบตายตัวแยกส่วน และวิธีคิดแบบกระแสของเหตุปัจจัย ๕๓ ● ถ้าคุณไม่ใช่พวกเรา คุณก็เป็นศัตรูของเรา ๕๓ ● การชมหรือการติเตียนไม่ใช่ธรรมะ ๖๐ ● กับดักความคิด ๖๘ ● อาริยพัฒนา หมูป่าโมเดล จุดเปลี่ยนมนุษยชาติ ๗๕ ๑. บริหารจัดการโดยคนในพื้นที่ ซึ่งเผชิญอยู่กับสถานการณ์จริงเฉพาะหน้า ๗๖ ๒. มีการรวมใจเป็นหนึ่งเดียว หรือมีความมุ่งมั่นร่วมกัน ๗๗ ๓. มีการรวมพลังก้าวข้ามความแบ่งแยกทุกประเภท ๗๗ ๔. การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง ๗๙ 6 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี ๕. แสวงหาและใช้เทคโนโลยีที่ตรงประเด็นปัญหา จากทั้งในและต่างประเทศ ๘๐ ๖. ผู้ประสานงานสามารถยึดกุมภาพองค์รวม และสื่อสารสร้างความเป็นเอกภาพ ท่ามกลางความหลากหลาย ๘๐ ๗. หัวใจของความเป็นมนุษย์ ๘๑ ๘. มีการสื่อสารให้รับรู้กันอย่างทั่วถึง เกิดความเป็นสาธารณะ ๘๒ (๓) อัตตาและอนัตตา ๘๕ (๔) สิทธิเสรีภาพกับอิสรภาพ - ความแตกต่างระหว่าง ตะวันตกกับพุทธ ๙๑ (๕) ลักษณะการพัฒนา - ความแตกต่างระหว่าง ตะวันตกกับพุทธ ๙๙ (๖) รหัสพัฒนาแบบตะวันตกกับรหัสพัฒนาแบบพุทธ ๑๐๕ ๔. ยุทธศาสตร์การพัฒนาแนวพุทธ - สถานการณ์ความเป็นจริง และการท งานเชิงยุทธศาสตร์ ๑๑๕ ยุทธศาสตร์ที่ ๑ การสร้างสุขฉับพลัน - ความมหัศจรรย์ แห่งชีวิต ๑๒๐ ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ส่งเสริมการเจริญสติฯ ๑๒๒ ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ชุมชนเข้มแข็ง ๑๒๔ ยุทธศาสตร์ที่ ๔ การจัดการวัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ๑๒๕ ยุทธศาสตร์ที่ ๕ การวิจัยและพัฒนาการศึกษาพุทธธรรม ๑๓๑ ยุทธศาสตร์ที่ ๖ การพัฒนาปัญญาเชิงระบบ และการจัดการ รวมทั้งนโยบายสาธารณะ ๑๓๒ ยุทธศาสตร์ที่ ๗ เครือข่ายชาวพุทธ ๑๔๑ พุ ท ธ พั ฒ น า 7 ำ� 8 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี ๑ ความเป็น อนิจจัง ของสังคม สังคมปัจจุบัน ต่างจาก สังคมโบราณ โดยสิ้นเชิง พุ ท ธ พั ฒ น า 9 ๑ ความเป็นอนิจ สั ง คมปั จ จุ บั น ต่ า งจากสั ง คติหรือหลักการบางอย่างที่เคยเป็นจริงในครั้งโบราณ ไม่เป็น จริงหรือใช้ไม่ได้กับสังคมปัจจุบัน เพราะโครงสร้างของสังคมเปลี่ยนไป โครงสร้างกำ หนดคุณสมบัติ เช่นทีว่ า่ “ใครขยันและไม่มอี บำยมุข จะไม่จน” เป็นจริงในครั้งโบราณ แต่อาจไม่จริงในปัจจุบัน คนที่ขยันและไม่มีอบายมุขเก็บหอมรอมริบ แต่เมื่อเกิดสภาวะ เงินเฟ้ออย่างรุนแรง เงินที่เก็บไว้มีมูลค่าตกลงไปเหลือเกือบสูญ จนลงเหมือนถูกปล้น ในครั้งโบราณ ผู้คนทำ มาหากินกันเอง เช่น ปลูกข้าว ปลูกมะม่วง เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ถ้าขยันและไม่มีอบายมุขก็ค่อนข้างแน่นอนว่าจะไม่จน เพราะไม่มีปัจจัยเชิงระบบเข้ามามีผลกระทบ 10 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี ำ ำ จังของสังคม สังคม ปัจจุบันที่ คมโบราณโดยสิ้ น เชิ ง เชื่อมโยง กันหมด ทั่วโลก หลายมิติ เปลี่ยนแปลง รวดเร็ว เป็นสังคม แต่สังคมปัจจุบัน ระบบเศรษฐกิจการเงิน ที่มี เชื่อมโยงกันหมดทั้งโลก ความผันผวนทางการเงินมี โครงสร้าง ผลกระทบถึงทุกคน ใหม่ บุคคลจึงได้รับผลกระทบจากเหตุที่ตนไม่ ได้ท� ที่โลก ไม่เคย แต่เป็นเหตุเชิงระบบหรือเชิงโครงสร้าง รู้จัก อย่างเช่น อาจมีคนคนเดียวในนิวยอร์กทำ การค้าเงิน อาจทำ ให้ระบบการเงินของประเทศไทย มาก่อน วิกฤตทั้งประเทศ ส่งผลกระทบต่อคนไทยทั้งมวล เลย ทำ นองที่เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๐ พุ ท ธ พั ฒ น า 11 ำ ำ ำ ำ วิถีคิดแบบพุทธ...เป็นหลักการใหญ่ ที่สามารถใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย... ตามเหตุปัจจัยที่เปลี่ยนแปลง นีเ้ ป็นปรากฏการณ์ใหม่ทคี่ รัง้ โบราณไม่มี คือ มนุษย์ได้รบั ผลจาก กรรมทีต่ นเองไม่ได้กอ่ แต่เกิดจากการกระทำ ในทีห่ า่ งไกลทีเ่ รามองไม่เห็น แต่มันเดินมาตามระบบที่เชื่อมโยงกัน ในครั้งกรุงสุโขทัยก็ดี ครั้งกรุงศรีอยุธยาก็ดี หรือแม้แต่ต้นกรุง รัตนโกสินทร์ เรือ่ งอย่างนีเ้ กิดขึน้ ไม่ได้ เพราะสังคมโบราณอยูแ่ ยกๆ กัน ไม่ ได้เข้ามาเชื่อมโยงกันอย่างปัจจุบัน เพราะฉะนั้นอะไรเกิดขึ้นที่ยุโรป ที่อเมริกา หรือที่ญี่ปุ่น ไม่มีผล กระทบมาถึงไทย เราไม่รู้เสียด้วยซำ้ ว่าอะไรเกิดขึ้นในที่เหล่านั้น ในขั้ น นี้ เ ป็ น ข้ อ สั ง เกตไว้ ก ่ อ นว่ า คติ ห รื อ การปฏิ บั ติ ที่ ถื อ ว่ า ดี ในครัง้ โบราณ ในปัจจุบนั ทีโ่ ครงสร้างสังคมเปลีย่ นไปเป็นโครงสร้างใหม่ ที่ต่างจากโครงสร้างสังคมโบราณโดยสิ้นเชิง อาจใช้ไม่ได้ผลแล้ว การอ้างเรื่องการปฏิบัติต่างๆ ในครั้งพุทธกาลมาใช้กับสังคม ปัจจุบัน ต้องระมัดระวังว่าอาจจะไม่ได้ผล นี้เป็นที่มาว่า ในบทความนี้จับวิถีคิดแบบพุทธ เพราะวิถีคิดเป็น หลักการใหญ่ที่สามารถใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย โดยมีการปฏิบัติที่แตกต่างไป ตามเหตุปัจจัยที่เปลี่ยนแปลง 12 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี ำ ำ เราลองมาทบทวนสัน้ ๆ ถึงสังคมในยุคต่างๆ ตัง้ แต่มโี ลกเป็นต้นมา ดังนี้ ๑ โลกมีอายุประมาณ ๔,๕๐๐ ล้านปี ในช่วงแรกยังไม่มีสิ่ง มีชีวิต เป็นกลุ่มพลังงานที่มีวิวัฒนาการกลายเป็นสสาร ชนิดต่างๆ ๒ สิ่งมีชีวิตผุดบังเกิดขึ้นประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านปีให้หลัง เมื่อ สสารต่างๆ มีความหลากหลายและมีความเข้มข้นถึงขนาด เกิดจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่า self-organization สิ่งไม่มีชีวิตสามารถรวมตัวกันเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตขึ้นมาได้ ใน ระยะเริ่มต้นและกินเวลาช้านาน สิ่งมีชีวิตที่ว่านี้เป็นชีวิต เล็กๆ ประเภทเซลล์เดียว ๓ ประมาณ ๗๐๐ ล้านปี สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่วิวัฒนาการ พรวดพราดขึน้ มาอย่างรวดเร็ว จนมีผเู้ รียกว่า Big Bang ทาง ชีววิทยา เป็นพืชและสัตว์นานาชนิด ที่เรียกว่า ความหลาก หลายทางชีวภาพ ไดโนเสาร์ครองโลกอยูใ่ นช่วง ๑๖๐ ล้านปีกอ่ น และสูญพันธุ์ ไปประมาณ ๓๐ ล้านปีที่แล้ว ช้านานก่อนที่จะมีมนุษย์เกิด ขึ้นบนโลกนี้ ๔ ประมาณ ๗ ล้านปีก่อน ลิงสายพันธุ์หนึ่งในแอฟริกาเริ่ม กลายพันธุ์ที่จะวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ ที่มาเป็นมนุษย์ อย่างมนุษย์ปจั จุบนั ก็เพิง่ ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ - ๓๐๐,๐๐๐ ปีก่อนนี้เอง พุ ท ธ พั ฒ น า 13 โดยก่ อ นหน้ า นั้ น มี ลิ ง คล้ า ยมนุ ษ ย์ (Hominids) หลาย เผ่าพันธุ์ มนุ ษ ย์ ป ั จ จุ บั น กั บ ลิ ง ชิ ม แปนซี มี ดี เ อ็ น เอที่ มี ค วามยาว ๓,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ ตัวอักษร ต่างกันไม่ถึง ๕% ๕ จากอายุมนุษย์ ๒๐๐,๐๐๐ ปี ช่วงประมาณ ๑๙๐,๐๐๐ ปี เป็นยุคมนุษย์ดึกด� บรรพ์ อยู่ตามถำ้ ตามป่า ล่าสัตว์ เก็บของป่าและของทะเลกิน มีการสร้างเครื่องมือบ้าง เช่น ขวานหิน สังคมยุคนี้ก็อยู่กันเป็นกลุ่มเล็กๆ เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ เพื่อ ตามสัตว์ ๖ ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ปี ค้นพบเทคโนโลยีทางเกษตรกรรม จึงตั้งบ้านเรือนเป็นหมู่บ้าน เพื่อรอเก็บเกี่ยวพืชผลทางการ เกษตร และมีการเลี้ยงสัตว์ พุ ท ธศาสนาและศาสนาอื่ น ๆ เกิ ด ในช่ ว งสั ง คมหมู ่ บ ้ า น เกษตรกรรม ในช่ ว งแรกของยุ ค นี้ ทุ ก คนมี อ าชี พ เหมื อ นกั น หมด คื อ เกษตรกรรม เพื่อผลิตอาหารกินเอง ต่อมาเกิดอาชีพเฉพาะ ทางขึ้น จำ เป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนสินค้า สถานที่แลก เปลี่ยนสินค้ากลายเป็นเมือง แต่เมืองในยุคนีเ้ ป็นเพียงเมืองเล็กๆ เพราะมีขอ้ จำ กัดในการ ขนส่งอาหารเข้ามาเลี้ยงเมือง 14 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี ำ ำ ำ ำ คติหรือการปฏิบัติที่ถือว่าดี ในครั้งโบราณ...อาจใช้ไม่ได้ผล ในปัจจุบัน ถ้าเทคโนโลยีการขนส่งอาหารยังเป็นการหาบหาม หรือ บรรทุกหลังสัตว์ หรือใช้เกวียน เมืองก็เติบโตไม่ได้มาก จะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีเป็นปัจจัยส� คัญในการ ก� หนดลักษณะสังคม ๗ ประมาณ ๕,๐๐๐ ปีก่อนในยุคเกษตรกรรม เกิดมีอารย- ธรรมใหญ่ๆ ขึ้น ๔ แห่งในโลก คือ อารยธรรมลุ่มนำ้ ไนล์ หรืออียปิ ต์ อารยธรรมเมโสโปเตเมีย ระหว่างแม่นำ้ ยูเฟรตีส และแม่นำ้ ไทกริส อารยธรรมลุม่ แม่นำ้ สินธุหรืออินเดีย และ อารยธรรมลุ่มแม่นำ้ ฮวงโหหรือจีน โดยที่แหล่งเหล่านี้มีความอุดมสมบูรณ์ มีคนเข้ามาอยู่มาก ผลิตอาหารได้เหลือกิน ผู้คนมีเวลาสร้างสรรค์ศิลปวิทยา และการก่อสร้างต่างๆ ในช่วงสมัยนัน้ นครฉางอานของราชวงศ์ถงั เป็นนครทีม่ คี วาม เจริญสูงสุดและมีประชากรมากที่สุดในโลก ๘ เมื่อประมาณ ๕๐๐ ปีก่อน คนยุโรปค้นพบความรู้ที่เรียกว่า วิทยาศาสตร์ น� มาประยุกต์ใช้ที่เรียกว่า เทคโนโลยี เช่น พุ ท ธ พั ฒ น า 15 ำ ำ ำ ำ ำ ำ ำ ำ เครื่องจักรไอนำ้ เครื่องยนต์กลไกต่างๆ และไฟฟ้า นำ มาสู่ ยุคอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำ ให้ชาวยุโรปสามารถสร้าง อาวุธอันทรงอานุภาพ เช่น เรือรบทีท่ ำ ด้วยเหล็ก วิง่ ไปได้ทวั่ โลก ติดตั้งด้วยปืนใหญ่และปืนกล ทำ ให้ชาวยุโรปมีอำ นาจ ยิงอันทรงพลัง ที่ไม่มีอำ นาจของอารยธรรมเก่าๆ ใดในโลก จะต้านทานได้ ชาวยุโรปได้ใช้อำ นาจทีค่ น้ พบใหม่ ปล้นสะดมไปทัว่ โลก ยึด บ้านเล็กเมืองน้อยในทุกทวีปเป็นอาณานิคม พืน้ ฐานของโครงสร้างสังคมโลกปัจจุบนั มาจากการใช้อำ นาจ ของชาวยุโรป เข้าแย่งชิงทรัพยากรของประเทศต่างๆ ทั่ว โลกและยึดเป็นอาณานิคม ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และ ทางปัญญา สรุปว่าเป็นการสร้างอารยธรรมแบบตะวันตกไปทั้งโลก ๙ พัฒนาการทางการค้า การเดินทาง ข้อมูลข่าวสาร และ ระบบการเงิน ทำ ให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่เคยอยู่แยกๆ กัน เข้ามาเชื่อมโยงเป็นโลกเดียวกัน หลายมิติซับซ้อน และ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะข้อมูลข่าวสารและเงินเคลื่อนที่ด้วยความเร็วของ แสงผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ สมัยโบราณกว่าความรูใ้ นการทำ กระดาษจะเคลือ่ นจากประ- เทศจีนถึงยุโรป กินเวลาตั้ง ๑,๐๐๐ ปี แต่สมัยนี้ชั่วพริบตา 16 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี ำ ำ ำ ำ ำ ำ ำ ำ ำ ำ ำ สังคมสมัยใหม่เป็นระบบซับซ้อน (Complex system) รูปที่ ๑ การเปลี่ ย นแปลงของสั งคมแบบง่ า ยๆ ตรงไปตรงมาสู ่ การเป็ น ระบบซั บ ซ้ อ น (Complex system) รูปข้างบนแสดงการเปลี่ยนแปลงจากสังคมง่ายๆ ตรงไปตรงมาสู่การเป็น ระบบซับซ้อน (Complex system) สังคมปัจจุบันที่เชื่อมโยงกันหมดทั่วโลกหลายมิติและเปลี่ยน- แปลงอย่างรวดเร็ว เป็นสังคมที่มีโครงสร้างใหม่และคุณสมบัติหรือโทษ สมบัติใหม่ ที่โลกไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย การจะเอาข้อปฏิบัติดีๆ ในสังคมชุมชนเกษตรกรรม เมื่อกว่า ๒,๕๐๐ ปีก่อนมาใช้กับสังคมปัจจุบัน จึงอาจไม่ถูกฝาถูกตัว เราจะต้อง ท� ความเข้าใจปรากฏการณ์ใหม่ที่เกิดร่วมกับระบบซับซ้อนกันต่อไป พุ ท ธ พั ฒ น า 17 ำ 18 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี ๒ อารยธรรม ตะวันตก พุ ท ธ พั ฒ น า 19 ๒ อารยธรรม การจะเข้าใจว่า การพัฒนาวิถีพุทธแตกต่างจากกระแสการ พัฒนาปัจจุบนั ทีเ่ ป็นไปทัว่ โลก ซึง่ อาจเรียกว่า อารยธรรมตะวันตก (West- ern civilization) ควรต้องดูความเป็นมาของอารยธรรมปัจจุบันที่ปกคลุมทั่วโลก อารยธรรมตะวั น ตกที่ แ ผ่ ป กคลุ ม ไปทั่ ว โลกขณะนี้ เพิ่ ง มี อ ายุ ประมาณ ๔ - ๕ ร้อยปีนี้เอง เริ่มจากชาวยุโรปค้นพบวิธีหาความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งนำ ไปสู่ การสร้างเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า เช่น เครื่องจักรพลังนำ้ พลังไฟฟ้า สร้าง เรือรบ เครื่องบิน และยุทโธปกรณ์ต่างๆ ไปจนถึงระเบิดนิวเคลียร์ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนำ ไปสูก่ าร เปลี่ยนใหญ่ของโลก 20 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี ำ ำ ำ ต ะ วั น ต ก อารยธรรม ปัจจุบัน ซึ่งปกคลุม ทั่วโลกเป็น อารยธรรม ของชาว ตะวันตก ที่มีอำ นาจ การใช้ จากการสร้างอำ นาจให้ชาวยุโรปและ ความรุนแรง ทำ ให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม อย่างที่ อำ นาจจากเรือรบขนาดใหญ่ทที่ ำ ด้วยเหล็ก ไม่เคยมี สามารถเดินทางไปทั่วโลก และบนเรือติดตั้งด้วย ปืนใหญ่ เป็นอำ นาจยิงมหาศาลที่ไม่เคยมีมาก่อนใน ชนชาติใด โลก ในประวัติ กองทั พ ม้ า อั น เกรี ย งไกรครั้ ง โบราณของ ศาสตร์ มหาอำ นาจต่างๆ เช่น ของกองทัพเปอร์เซีย อเล็ก- เคยมี ซานเดอร์มหาราช จักรวรรดิจีนในยุครุ่งเรืองเต็มที่ หรือกองทัพมองโกลของเจงกิสข่าน ดูกระจิรดิ ไปเมือ่ มาก่อนเลย เทียบกับอำ นาจยิงสมัยใหม่ของชาวยุโรป พุ ท ธ พั ฒ น า 21 ำ ำ ำ ำ ำ ำ ำ ำ มหาอ นาจยุโรป ไปยึดครองดินแดนต่างๆ ยังสร้าง ความขัดแย้งไว้ในดินแดนเหล่านั้น ชาวยุโรปได้ใช้อ� นาจที่พบใหม่นี้เข้าเข่นฆ่าแย่งชิงไปทุกทวีป ทั่วโลก เช่น ทวีปอเมริกาทัง้ เหนือและใต้ ทีอ่ เมริกาใต้ กองทัพสเปนได้เข่น ฆ่ายึดครองแผ่นดินของชาวพืน้ เมืองบางเผ่าถึงกับสูญพันธุไ์ ปเลย เพราะถูก ฆ่าตายหรือเอาเชื้อไข้ทรพิษใส่ ที่อเมริกาเหนือ ชาวยุโรปได้เข่นฆ่าแย่งชิงผืนแผ่นดินของชาว อินเดียนแดง จนเรียกว่าสูญพันธุ์ไป ควรจะตั้งข้อสังเกต ณ จุดนี้ว่า การแย่งชิงของคนอื่น คือ โลภะ และความรุนแรงที่ใช้ คือ โทสะ โลภะกับโทสะจะไปด้วยกัน ลองสังเกตต่อไป ทวีปแอฟริกาอยู่ใกล้ยุโรปที่สุด เป็นดินแดนที่มนุษย์อุบัติขึ้นเป็น ครั้งแรกในโลก จึงมีชนเผ่าที่พูดภาษาหลากหลายมากที่สุด คนแอฟริกาอยู่กันเป็นกลุ่มๆ ตามชนเผ่า ไม่ได้แบ่งเป็นประเทศที่ มีเขตแดนชัดเจน การขีดเส้นแบ่งประเทศชัดเจนแบบของใครของมันเป็น วัฒนธรรมตะวันตก 22 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี ำ� ำ อยากจะแทรกเรื่องให้เห็นประเด็นนี้สัก ๒-๓ เรื่อง • เรื่องหนึ่งก็คือ มีแพทย์ไทยคนหนึ่งไปแต่งงานกับผู้หญิงชาว เยอรมันแล้วพากันกลับมาอยู่ที่ประเทศไทย ทีร่ มิ รัว้ บ้านของสามีภรรยาคูน่ มี้ ตี น้ มะม่วงอยูต่ น้ หนึง่ มันแผ่กงิ่ ก้านออกไปนอกรัว้ และทีก่ งิ่ ก้านซึง่ ยืน่ ออกไปนัน้ มีลกู ห้อยโตงเตงอยู่ ชาวบ้านที่เดินผ่านก็เอาไม้มาสอยมะม่วงที่ยื่นออกไปนอกรั้ว ผู้หญิงเยอรมันก็โกรธมากว่าทำ ไมจึงมาขโมยของเรา เพราะเขาแบ่งแยกชัดเจน ว่าของใครของมัน แต่ชาวบ้านไทย มีวัฒนธรรมการเป็นของร่วมกัน (sharing) โปรดสังเกตเรื่องความแตกต่างข้อนี้ให้ดีๆ • มีดนิ แดนหนึง่ อยูร่ ะหว่างพม่ากับอินเดีย ทีเ่ รียกว่า อัสสัม เป็น ทีอ่ ยูข่ องไทอาหม เขาก็อยู่ของเขาอย่างนั้นเรื่อยมา เมื่ออังกฤษเข้ามายึดครองอินเดียและพม่า ก็มาถามอัสสัม ว่า คุณอยู่กับอินเดียหรือพม่า เขาก็ตอบว่าไม่รู้ (ไม่ได้อยู่ทั้งสอง) อังกฤษก็ว่า งั้นคุณก็ขึ้นกับ อินเดีย เลยเกิดความขัดแย้งเรื่อยมา เพราะคนอัสสัมไม่รู้สึกว่าเขา เป็นส่วนหนึ่งของอินเดีย • พุ ท ธ พั ฒ น า 23 ำ ที่บนเขาในเวียดนาม มีชาวเขาเรียกว่า มองตาญญาร์ด (หรือ คนภูเขา) ฝรัง่ เศสเข้ามายึดครองเวียดนามแล้วก็ไปบังคับให้พวกมอง- ตาญญาร์ดที่เขาเคยอยู่อย่างอิสระให้มาขึ้นกับเวียดนาม แล้วก็เกิด ความขัดแย้งกันขึ้น ย้อนกลับมาที่เมื่อฝรั่งไปยึดครองแอฟริกา ก็ไปขีดเส้นแบ่ง เป็นประเทศนั้นประเทศนี้ ประเทศไหนขึ้นกับอังกฤษ ประเทศไหน ขึ้นกับฝรั่งเศส ประเทศไหนขึ้นกับเบลเยียม โดยไม่คำ นึงถึงภูมิหลังของชนเผ่า ชนเผ่าที่ต่างกันที่เคย ปกครองตนเองถูกเอามารวมไว้ในประเทศเดียวกันก็มี ทำ ให้เกิดสงครามชนเผ่ารุนแรง • ฉะนัน้ พึงเข้าใจว่า การทีม่ หาอำ นาจยุโรปไปยึดครองดินแดนต่างๆ นอกจากตักตวงทรัพยากรของเขากลับไปยุโรปแล้ว ยังสร้างความขัดแย้ง ไว้ในดินแดนเหล่านั้น อันมีผลต่อมาอีกยาวนาน เพราะโดยไม่เข้าใจถึงภูมวิ ฒ ั นธรรมท้องถิน่ หรือเพราะความจงใจ ก็ตาม ที่แอฟริกาใต้ที่คนผิวขาวเข้าไปปกครองได้มีการเหยียดผิวอย่าง รุนแรง เมื่อคนพื้นเมืองต่อสู้ก็ถูกฆ่าบ้าง ถูกจำ คุกบ้าง ดังที่ นายเนลสัน แมนเดลา (Nelson Rolihlahla Mandela) ผูน้ ำ คนพื้นเมืองที่ต่อสู้เพื่ออิสรภาพ ถูกจำ คุกอยู่ถึง ๒๗ ปี 24 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี ำ ำ ำ ำ ำ ำ มาถึงตรงนี้อาจจะเพียงพอ ให้ท่านตั้งค ถามเชิงศีลธรรมกับ อารยธรรมตะวันตก มหาตมะคานธี เมือ่ เป็นทนายความหนุม่ ไปว่าความในแอฟริกาใต้ ก็เคยถูกจับโยนออกจากรถไฟเพราะการเหยียดผิว มหาอำ นาจยุโรปยึดครองตะวันออกกลางแล้ว ก็รุกคืบมาทาง ตะวันออกถึงอินเดีย เดิมก็ทำ การค้าขาย โดยฝรัง่ ตัง้ บริษทั East India แต่กำ ไรจากการ ค้าขายยังไม่เป็นที่พอใจ ก็เลยยึดอินเดียเป็นเมืองขึ้น คนอังกฤษโค่นป่าไม้ ในอินเดียจนราพณาสูร และขูดรีดเก็บภาษีเกลืออย่างแพง ฯลฯ ที่เมืองอมฤตสระ คนอินเดียชุมนุมประท้วงอังกฤษ ถูกทหาร อังกฤษเอาปืนกลกราดยิงตายหมด ถ้าเอ่ยคำ ว่า “อมฤตสระๆ” คนอินเดีย ก็ยังแค้นอังกฤษอยู่มิรู้หาย นีก้ จ็ ะยำ้ เตือนให้เห็นอีกว่า โลภะ นำ ไปสู่ โทสะ หรือความ รุนแรงคู่กันไป ชาวยุโรปได้รุกคืบมาถึงประเทศจีน ประเทศจีนซึ่งเป็นอาณาจักรกลาง เคยมีนครฉางอาน เมื่อครั้ง แผ่นดินถังเป็นนครที่ใหญ่และเจริญที่สุดในโลก มาถึงปลายราชวงศ์สุดท้ายคือ ราชวงศ์ชิงกลับอ่อนแอและถูก ประเทศยุโรปหลายประเทศรุมกระทำ อย่างไร้มนุษยธรรม พุ ท ธ พั ฒ น า 25 ำ� ำ ำ ำ ำ ำ ำ ำ ระบบอุตสาหกรรมเป็น ระบบเศรษฐกิจสงคราม เพราะต้องการแหล่งวัตถุดิบและตลาด ถ้ากลับไปอ่านสนธิสัญญานานกิงที่อังกฤษทำ กับจีนจะรู้สึกสลด สังเวชว่า มนุษย์สามารถเอาเปรียบกันสุดๆ ได้ถึงเพียงนั้น อังกฤษให้อนิ เดีย (ซึง่ เป็นเมืองขึน้ ของตน) ปลูกฝิน่ แล้วเอาฝิน่ มา ใส่ให้คนจีน เพื่อขนเงินจากจีนกลับประเทศตน เมื่อจีนไม่ยอมก็เกิด สงครามฝิ่น จีนแพ้ อังกฤษยึดฮ่องกง ตรงนี้ก็จะขอแทรกเรื่องซึ่งอาจเรียกว่า สงครามยาสูบ ก็ได้ กล่าวคือ การค้าขายบุหรี่เป็นกิจการใหญ่ของอเมริกัน และ อเมริกันพยายามทุกวิถีทางที่จะให้คนทั่วโลกติดบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง หรือเด็ก ทั้งๆ ทีบ่ ุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอันดับ ๑ บริษัทบุหรี่มีอิทธิพลมาก สามารถใช้กฎหมาย การเมือง การ โฆษณา ตลอดจนการให้ ร ้ า ยบุ ค คลและองค์ ก รที่ คุ ้ ม ครองผู ้ บ ริ โ ภค ประเทศไทยโดนมาหมดและกำ ลังโดนอยู่ นายแพทย์หทัย ชิตานนท์ และนายแพทย์ประกิต วาทีสาธกกิจ สองหัวหอกในการต่อสู้กับบริษัทบุหรี่อเมริกัน ต้องเดินทางไปต่อสู้ถึง วอชิงตันและเจนีวา ถ้าคิดในแง่ศีลธรรมว่า ในเมื่อบุหรี่เป็นสินค้าแห่งความตาย ทำ ไม บริษทั บุหรี่ยักษ์ใหญ่จึงยังยัดเยียดความตายไปสู่ผู้คน 26 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี ำ ำ ำ น่าจะสรุปได้วา่ การค้าขายมุง่ กำ ไรเป็นสำ คัญ ไม่คำ นึงถึงชีวติ และ ความตายของผู้คน แม้เพราะเหตุนี้จึงมีการค้าอาวุธอย่างถูกกฎหมาย จึงเกิดประเด็นขึ้นว่า ความถูกกฎหมายกับความถูกต้องอาจไม่ อยูท่ ี่เดียวกัน ศาสตราจารย์ นายแพทย์อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ หนึ่งในผู้ริเริ่ม การรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ขณะเป็นคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรง พยาบาลรามาธิ บ ดี คราวหนึ่ ง ได้ จั ด ประชุ ม เรื่ อ งการไม่ สู บ บุ ห รี่ ที่ โ รง พยาบาลรามาธิบดี และเชิญ ดร.ถนัด คอมันตร์ มาปาฐกถานำ ดร.ถนัด อดีตรัฐมนตรีตา่ งประเทศ เป็นคนปราดเปรือ่ งและฝีปาก คม ท่านเริ่มต้นปาฐกถาว่า “ก่อนอืน่ เราต้องรูก้ � พืดของพวกแองโกล-แซกซันว่า เป็นพวก ค้ายาเสพติด” ท่านคงจะหวนคิดไปถึงการที่อังกฤษเอาฝิ่นไปยัดเยียดให้คนจีน สู บ และเกิ ด สงครามฝิ ่ น และโยงมาที่ บ ริ ษั ท บุ ห รี่ ยั ก ษ์ ใ หญ่ อ เมริ กั น ที่ พยายามยัดเยียดกดดันให้ประชาชนในประเทศต่างๆ เสพติดบุหรี่ มาถึ ง ตรงนี้ อ าจจะเพี ย งพอให้ ท ่ า นตั้ ง คำ ถามเชิ ง ศี ล ธรรมกั บ อารยธรรมตะวันตก ถ้าท่านไปเทีย่ วกรุงปักกิง่ ขณะนี้ ทีช่ านกรุงปักกิง่ มีซากปรักหักพัง ของพระราชวังหยวนหมิงหยวน (พระราชวังฤดูร้อนเก่า) ซึ่งถูกปล้นและ เผาโดยกองทัพอังกฤษ และขนเอาวัตถุโบราณจากพระราชวังนี้ไปไว้ที่ กรุงลอนดอน พุ ท ธ พั ฒ น า 27 ำ ำ ำ ำ ำ ำ เลยไปที่ญี่ปุ่น ในสมัยเอโดะ (โตเกียว) ได้ปิดประเทศและมีสันติ- ภาพอยูน่ านถึง ๒๖๐ ปี โดยไม่มีสงครามทั้งภายในและภายนอกประเทศ สันติสภาวะสิน้ สุดลงในเช้าวันหนึง่ ในปี ค.ศ. ๑๘๕๔ เมือ่ ชาวญีป่ นุ่ ตืน่ มาเห็นเรือรบสีดำ ลำ ใหญ่อย่างไม่เคยเห็นมาก่อนจอดอยูใ่ นอ่าวโตเกียว ฝูงเรือรบอเมริกันฝูงนี้มีนายพลเรือจัตวา แมทธิว เพอร์รี (Mat- thew Perry) เป็นผูบ้ ญ ั ชาการเรือรบอเมริกนั มาบังคับให้ญปี่ นุ่ เปิดประเทศ “เรือดำ ” หรือเรือรบที่ทำ ด้วยเหล็กขนาดใหญ่มหึมา ติดตั้งด้วย ปืนใหญ่ ทำ ให้ญี่ปุ่นตกใจมาก เกิดความโกลาหลทุ่มเถียงต่อสู้กันในทาง ความคิดยกใหญ่ ระหว่างพวกไม่อยากเปิดประเทศกับพวกต้องการเปิด ประเทศรับความเป็นสมัยใหม่ พวกหลังชนะ เมื่อญี่ปุ่นเริ่มเปิดประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม ภายในเวลารวดเร็วยังไม่ทนั สิน้ ศตวรรษ (ค.ศ. ๑๙๐๐) ญีป่ นุ่ ก็เกิด สงครามกับรัสเซีย บุกยึดเกาหลี บุกยึดไต้หวัน บุกเข้าจีน เปลี่ยนแปลงไป จากประเทศที่มีสันติภาพมา ๒๖๐ ปี ระบบอุตสาหกรรมเป็นระบบเศรษฐกิจสงคราม เพราะ ต้องการแหล่งวัตถุดิบและตลาดระบายสินค้าและต้องแข่งขันกัน มหาอำ นาจยุโรปยึดอเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง เอเชีย เรื่อยมาจรดมหาสมุทรแปซิฟิก ข่มขู่ให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ ลงมาในเอเชียอาคเนย์ ยึดพม่า ลาว เวียดนาม เขมร สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเลยไปถึงออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ก็เรียกว่า หมดทั้งโลก 28 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี ำ ำ ำ ำ ำ ำ การเปิดประเทศอย่างเสรี ก็เหมือนการเปิดให้เข้าไปปล้นอย่างเสรี อีกครั้งหนึ่ง แต่เปลี่ยนรูปแบบ... นี้ เ ป็ น ที่ ม าของอารยธรรมปั จ จุ บั น ซึ่ ง ปกคลุ ม ทั่ ว โลก เป็ น อารยธรรมของชาวยุโรปหรือตะวันตกที่มีอำ นาจการใช้ความรุนแรงอย่าง ที่ไม่เคยมีชนชาติใดในประวัติศาสตร์เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะของจักรวรรดิ เปอร์เซีย มองโกลสมัยเจงกีสข่าน หรือจีน จะสรุปว่าอารยธรรมโลกที่ตะวันตกสร้างขึ้นมาจากพื้นฐาน การแย่งชิงก็ได้ ชาวยุโรปได้แย่งชิงทรัพยากรจากทัว่ โลกไปสร้างความมัง่ คัง่ รำ่ รวย ให้ยโุ รป ตะวันตกสะสมทุนขนาดใหญ่ ทัง้ ทุนเงิน ทุนความรู้ และทุนทักษะ ในการจัดการ และเกิดความคิดเรือ่ งการแข่งขันเสรี โดยทัง้ โลกต้องเปิดเสรี ทางการค้าและการเงิน ที่เรียกว่าการแข่งขันเสรีนี้ ที่แท้เป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ประดุจเอาช้างกับมดมาแข่งขันกัน ยุโรปไปปล้นเขามาจนมีทุนขนาดมหึมาดังกล่าวแล้ว แล้วมา สร้างระบบโลกให้ประเทศเล็ก ประเทศน้อย ต้องมาแข่งขันเสรีกับตน ก็ พยากรณ์ได้เลยว่าใครจะชนะ ใครไม่ยอมเปิดประเทศก็ไปขู่ ไปแกล้ง หรือ ไปรุกรานเขา พุ ท ธ พั ฒ น า 29 ำ ำ ความเจริญสมัยใหม่หลายอย่าง ยากที่จะปฏิเสธได้ และวิถีชีวิต ของคนสมัยใหม่ก็คงจะไม่เปลี่ยน ฉะนั้นที่เรียกว่า การเปิดประเทศอย่างเสรี ก็เหมือนการเปิดให้ เข้าไปปล้นอย่างเสรีอกี ครัง้ หนึง่ แต่เปลีย่ นรูปแบบจากการใช้อาวุธ เป็นใช้ ทุน ใช้ความรู้ และการจัดการที่เหนือกว่า พื้นฐานยังเป็นโลภะ โทสะ โมหะ เหมือนเดิม มีนกั เศรษฐศาสตร์ได้รบั รางวัลโนเบลกันหลายคน ทีพ่ ฒ ั นาทฤษฎี ภายใต้ระบบตลาดเสรี และอธิบายว่า ตลาดเสรีมีข้อดีนานาประการ อย่างไรบ้าง รวมทัง้ ว่าในตัวมันจะมีมอื ทีม่ องไม่เห็น (The invisible hand) หรือกลไกที่จะทำ ให้ทุกอย่างลงตัว ควรจะสังเกตทีต่ รงนีว้ า่ ลัทธินเี้ ชือ่ กลไก ซึง่ เป็นสิง่ นอกตัวทีจ่ ะมา ช่วยให้ลงตัว เหมือนเครื่องยนต์กลไก หรือคิดแบบเครื่องยนต์กลไก แต่ไม่ ได้จัดการกับจิตใจที่มีความโลภ กลับคิดว่าความโลภเป็นของดี (Greed is good) เพราะทำ ให้กระตือรือร้น สร้างความเจริญ ซึง่ เราจะได้ดกู นั ต่อไป ว่าข้อนี้เป็นความจริงหรือไม่จริงมากน้อยเพียงใด เมือ่ ยุโรปมีทนุ ขนาดใหญ่ ทุนทำ รายได้มากกว่าการออกแรงทำ งาน ก็เกิดเป็นลัทธิทุนนิยม (Capitalism) เมื่อมีกริยาก็มีปฏิกิริยา 30 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี ำ ำ ำ ำ ปฏิกริ ยิ าของทุนนิยม ก็คอื ลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึง่ ก็ถอื กำ เนิดในยุโรป นั่นเอง การฟาดฟันระหว่างทุนนิยมกับคอมมิวนิสต์เป็นความขัดแย้งใหญ่ ในโลก กินเวลากว่า ๑๐๐ ปี ก่อให้เกิดความสูญเสียของชีวิตผู้คนเป็น จำ นวนมหาศาล ทุนและเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ก่อให้เกิดการพัฒนาและความ สะดวกสบายขึ้นอย่างมหาศาล การผลิตอาหารได้มากและการขนส่งได้ ปริมาณมากๆ ทำ ให้เมืองโตขึ้นเป็นมหานครหรือเมกะซิตี้ ซึ่งมีพลเมือง หลายล้านคนหรือเกินสิบล้านคน เช่น ลอนดอน นิวยอร์ก โตเกียว กรุงเทพฯ การแพทย์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ทำ ให้สามารถควบคุม ป้องกัน และรักษาโรคต่างๆ ทำ ให้มนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้นทั่วโลก การมีอายุยืนยาวขึ้น อาจถือเป็นความสำ เร็จของการพัฒนาสมัย ใหม่ แต่ผลก็เป็นเหตุของปัญหาต่อไป เช่น ทำ ให้มีประชากรล้นเกิน และ มีปญ ั หาผู้สูงอายุ ความเจริญสมัยใหม่หลายอย่างยากทีจ่ ะปฏิเสธได้ และวิถชี วี ติ ของ คนสมัยใหม่ก็คงจะไม่เปลี่ยนไปเป็นวิถีชีวิตแบบโบราณ ในอารยธรรมปัจจุบันมีปัญหาใหญ่ๆ ๔ ประการ คือ (๑) ความเหลื่อมล�้ สุดๆ (๒) วิกฤตสิ่งแวดล้อม (๓) ปัญหาความรุนแรง (๔) ปัญหาในตัวมนุษย์ที่มีความเครียดสูงและขาดความสุข พุ ท ธ พั ฒ น า 31 ำ ำ ำ ำ ำ ำ ำ ำ ปัญหาความเหลื่อมล�้ มีทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศ เดียวกัน คำ พูดที่นำ มาอ้างกันเพื่อแสดงความเหลื่อมลำ้ สุดโต่ง ก็คือ : ● คนอเมริกันที่รำ่ รวยที่สุด ๕๐ คน มีทรัพย์สินรวมกันมากกว่า ทรัพย์สินของคนในโลก ๒,๐๐๐ ล้านคน ● ปรากฏการณ์ ๙๙ : ๑ อัน หมายถึง การพัฒนาในอเมริกานั้น มีประโยชน์ต่อคนร้อยละ ๑ เท่านั้น อีกร้อยละ ๙๙ ไม่ได้ ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ ความเหลื่อมลำ้ ที่มากเกินนำ ไปสู่ปัญหาสุขภาพและสังคมตาม มาเป็นพรวน เช่น อัตราตายในทารก อายุขัย การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ความเครียด ยาเสพติด อาชญากรรม ความรุนแรง ความเหลื่อมลำ้ แก้ไขได้ยาก เพราะมาจากอคติต่างๆ การแข่งขัน เสรี และธรรมชาติของทุนที่ก่อให้เกิดรายได้มากกว่าการใช้แรงงาน วิกฤตสิง่ แวดล้อม ประชากรทีม่ ากเกิน และระบบเศรษฐกิจแบบ บริโภคนิยม ทำ ให้มกี ารบริโภคมากเกินกว่าความสามารถของธรรมชาติจะ รองรับได้ และมีการปล่อยของเสีย มลพิษ และสารเคมีที่ส่งผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อม ทำ ให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่อยหรอและถูก ทำ ลาย จนมีผู้กล่าวว่า “ธรรมชาติสิ้นสุดแล้ว” (The End of Nature) สารพิษ เช่น ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า เป็นอันตรายต่อสรรพชีวิต รวมทั้งมนุษย์ด้วย การปล่อยสารคาร์บอนออกไปในบรรยากาศที่ปกคลุมรอบโลก ทำ ให้ความร้อนจากแสงอาทิตย์สะท้อนออกไปไม่ได้ดี ทำ ให้โลกทั้งใบ เหมือนอยู่ในเตาอบ มีอุณหภูมิสูงขึ้นทุกที 32 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี ำ ำ ำ ำ ำ ำ ำ ำ ำ ำ ำ ำ ำ ความเหลื่อมลำ้ ที่มากเกิน นำ ไปสูป ่ ัญหาสุขภาพ และสังคมตามมาเป็นพรวน สภาวะโลกร้อนทำ ให้ธรรมชาติแปรปรวนและเกิดหายนะภัยต่างๆ เช่น ฝนตกหนัก นำ้ ท่วมฉับพลัน พายุรุนแรง แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด คลืน่ สึนามิ ระดับนำ้ ทะเลสูงขึน้ แผ่นดินหดหาย ทีผ่ ลิตอาหารน้อยลง เกิด ภาวะวิกฤตอาหารและโรคระบาด มีผู้คำ นวณว่า หายนะภัยทุกชนิดจากสภาวะโลกร้อน จะทำ ให้มี คนตายหลายพันล้านคน วิกฤตสิ่งแวดล้อมยังไม่มีวิธีแก้ไข เพราะเป็นผลจากวิถีชีวิตหรือ อารยธรรมสมัยใหม่ที่มีความขัดแย้งอยู่ในตัวเอง นั่นคือ ความก้าวหน้าทำ ให้ประชากรล้นโลก ระบบเศรษฐกิจบริโภคนิยมต้องกระตุ้นการบริโภคอยู่ตลอดเวลา แต่การบริโภคที่เกินเลยก่อให้เกิดวิกฤตสิ่งแวดล้อม วนเวียนกัน อยู่อย่างนั้นหาทางออกไม่ได้ นี่ก็เป็นปัญหาที่ยากสุดๆ อีกประการหนึ่งที่มากับอารยธรรม ปัจจุบัน ปัญหาความรุนแรง ในศตวรรษที่แล้ว สงครามโลก ๒ ครั้ง และ สงครามอื่นๆ อีกทำ ให้มีคนตายประมาณ ๒๐๐ ล้านคน มีการสะสมอาวุธ นิวเคลียร์จำ นวนมหาศาลที่สามารถทำ ลายโลกทั้งโลกได้หลายครั้ง พุ ท ธ พั ฒ น า 33 ำ ำ ำ ำ ำ ำ ำ ำ ำ ำ ำ สงครามในตะวันออกกลางที่มีหลายประเทศเข้าไปตะลุมบอน กันอยู่ ไม่มีท่าทางว่าจะสร่างซา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและอพยพจาก บ้านเกิดเมืองนอนเป็นล้านๆ คน คู่ขัดแย้งระหว่างประเทศอิสราเอลกับประเทศอาหรับรอบๆ เป็น บ่อเกิดของความรุนแรงใหญ่เรื้อรัง และอาจถึงขั้นโจมตีกันด้วยอาวุธ นิวเคลียร์ในอนาคตก็เป็นได้ การก่อการร้ายขยายตัวและระเบิดพลีชีพ เป็นความรุนแรงอย่างสุดๆ ความรุนแรงและสงครามมีมาแต่โบราณ เช่น ● สงครามระหว่างชนเผ่า ● สงครามที่เกิดจากพวกที่ขาดแคลนเข้าแย่งชิงจากผู้ที่มีความ อุดมมากกว่า ● สงครามเกิดพราะความขัดแย้งในเรื่องลัทธิและความเชื่อ เช่น - สงครามครูเสด - สงคราม ๓๐ ปี ระหว่างคาทอลิกกับโปรเตสแตนท์ - สงครามระหว่างคอมมิวนิสต์กับทุนนิยม - สงครามระหว่างนิกายซุนนีย์กับชีอะห์ ฉะนั้น การพัฒนาใดๆ ถ้าไม่ฝึกให้ลดอัตตา ย่อมน� ไปสู่ความ รุนแรง ที่ว่าความโลภเป็นของดี (Greed is good) นั้น โลภะนำ ไปสู่โทสะ หรือความรุนแรงเสมอ อารยธรรมปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยโลภจริต จึงหนีความรุนแรง ไม่พ้น 34 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี ำ ำ ปัญหาในตัวมนุษย์ที่มีความเครียดสูงและขาดความสุข ความเครียดเป็นปัญหาที่ระบาดทั่วโลก ความเครียดทำ ให้ขาด ความสุข เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคติดเชื้อ โรคมะเร็ง โรคที่ไม่รู้สาเหตุหรือไม่รู้ว่าจะเรียกชื่อว่าโรคอะไร เพราะว่าความเครียดทำ ให้เกิดโรคอะไรก็ได้ นอกจากนั้น ความเครียดยังนำ ไปสู่พฤติกรรมเบี่ยงเบนต่างๆ เช่น เสพยาเสพติด ก่อความรุนแรง ฆ่าตัวตาย ฆ่าคนอื่นตาย ฯลฯ สิ่งที่มนุษย์ล้วนต้องการมากที่สุด คือ ความสุข แต่ดูเหมือนยิ่งพัฒนายิ่งไร้ความสุข จึงมีคำ ถามว่า... ที่พัฒนาๆ กันอยู่นี้ เป็นสัมมาพัฒนาหรือมิจฉาพัฒนา พุ ท ธ พั ฒ น า 35 ำ ำ ำ ำ 36 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี ๓ เปรียบเทียบ วิถีคิด ตะวันตกกับพุทธ พุ ท ธ พั ฒ น า 37 ๓ เปรียบเทียบวิถคี ดิ โลกทัศน์และวิถคี ดิ ก็คอื “ทิฐ”ิ ว่าเป็นสัมมา- ทิฐิ หรือมิจฉาทิฐิ ทิฐิเป็นเครื่องก หนดการพัฒนาว่า เป็นสัมมาพัฒนา หรือมิจฉาพัฒนา หัวข้อ ตะวันตก ๑. ทรรศนะต่อธรรมชาติ ธรรมชาติเป็นของนอกตัว พระเจ้าสร้างมาให้รับใช้ มนุษย์เป็นสิ่งที่จะต้องเอาชนะ ๒. วิถีคิด คิดแบบตายตัว จึงแยกส่วนและสุดโต่ง ๓. อัตตาและอนัตตา เมื่อแยกส่วนจึงมีอัตตาแยกเป็นเอกเทศ ๔. สิทธิเสรีภาพกับอิสรภาพ เมื่อมีตัวกูของกู ตัวกูของกูก็ต้องมีสิทธิเสรีภาพ ๕. การพัฒนา การแข่งขัน ควรมีมากขึ้นๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ๖. การศึกษา พัฒนาความเก่ง เพื่อไปแข่งขัน ๗. สังคม เสรีประชาธิปไตย-อัตตาธิปไตย-ธนาธิปไตย 38 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ � � ตะวันตกกับพุทธ บัดนีจ้ ะเปรียบเทียบโลกทัศน์และวิถคี ดิ ระหว่างตะวัน- ตกกับพุทธ ซึ่งสรุปเป็นหัวข้อในตารางข้างล่างนี้ ตารางหั ว ข้ อ เพื่ อ เปรี ย บเที ย บวิ ถี คิ ด แบบตะวั น ตก กับแบบพุทธ อาจมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเมื่อการเขียน ก้าวหน้าไป ณ บัดนี้จะวิสัชนาเป็นข้อๆ ไป พุทธ ธรรมชาติเป็นสิ่งสูงสุด เป็นธรรมะที่ต้องเคารพ และปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ สรรพสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง จึงสัมพันธ์กันด้วยความเป็นกระแสของเหตุปัจจัยอย่าง ต่อเนื่อง (อิทัปปัจจยตา) ในกระแสของเหตุปัจจัย ไม่มีตัวตนที่ดำ รงอยู่เป็นเอกเทศ อิสรภาพ คือการหลุดพ้นจากการถูกครอบงำ ด้วยอกุศล การอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เพื่อพัฒนา กาย จิต สังคม ปัญญา เพื่อให้หลุดพ้นจากความบีบคั้น ประสบอิสรภาพ และความสุขที่สมบูรณ์ ประชาธิปไตย-ธรรมาธิปไตย พุ ท ธ พั ฒ น า 39 � � เมื่อมีทรรศนะว่า ธรรมชาต ิ เป็นของนอกตัว จะทำ อะไรจะซื้อขาย เอามาเปลี่ยนเป็นเงินก็ได้ ความแตกต่าง ๑. ในทรรศนะต่ อธรรมชาติ การมองว่าธรรมชาติคืออะไรนั้น มีความส คัญอย่างยิ่ง เพราะจะ ก หนดท่าทีและพฤติกรรมของมนุษย์ที่มีต่อธรรมชาติ ตะวันตกมองธรรมชาติแยกส่วนจากตัวมนุษย์วา่ ธรรมชาติกอ็ ย่าง หนึ่ง มนุษย์ก็อีกอย่างหนึ่ง พระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นมาเป็นพิเศษ และสร้าง ธรรมชาติขึ้นมาให้รับใช้มนุษย์ มนุษย์มอี นาจเหนือธรรมชาติ เอาชนะธรรมชาติได้ เอาธรรมชาติ มากิน มาใช้ อย่างไรก็ได้ จะล่าสัตว์เพือ่ ความสนุกของมนุษย์กไ็ ด้ ธรรมชาติ เอามาซื้อขายกันก็ได้ ดังทีม่ เี รือ่ งเล่าว่า เมือ่ คนผิวขาวจากยุโรปเข้าไปแย่งชิงดินแดนของ คนอินเดียนแดงที่อยู่มานานบนทวีปอเมริกากว่า ๑๐,๐๐๐ ปี คราวหนึ่งไปเจรจาขอซื้อที่ดินของชาวอินเดียนแดง หัวหน้าเผ่า อินเดียนแดงชือ่ ซีแอตเติล มีความประหลาดใจมาก ไม่เคยพบเคยเห็นว่า ธรรมชาติเป็นของซื้อขายกันได้ 40 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี � �ำ �ำ �ำ คนอินเดียนแดงอยู่มากับธรรมชาติ ที่ดิน ป่าไม้ ล ธาร สายลม แสงแดด ท้องฟ้า เป็นส่วนเดียวกับชีวติ ไม่มใี ครเป็นเจ้าของ ท ไมจะมีการ ซื้อขายกันได้ นี้เป็นตัวอย่างของทรรศนะที่ต่างกัน ระหว่างคนผิวขาวจากยุโรป กับคนอินเดียนแดงที่อยู่มาดั้งเดิมบนทวีปอเมริกา เมือ่ ตะวันตกมีทรรศนะต่อธรรมชาติวา่ เป็นทรัพยากรทีจ่ ะเอามา กินมาใช้เอามารับใช้มนุษย์ เอามาซื้อมาขาย เมื่อตะวันตกมีอ นาจปกคลุมไปทั่วโลก จึงก่อให้เกิดการท ลาย ธรรมชาติแวดล้อมอย่างมโหฬารและรวดเร็ว ดังที่มหาอ นาจตะวันตกไป โค่นป่าในประเทศต่างๆ เพื่อเอาไม้ไปใช้ และขายหาความร่ รวยให้ยุโรป เช่นที่ท กับอินเดียหรือประเทศไทย ส หรับประเทศไทย อังกฤษได้ให้เงินกู้ ๑๐ ล้านปอนด์ เพื่อสร้าง ทางรถไฟไปภาคเหนือ เมื่อเสร็จแล้วได้ใช้เป็นเครื่องมือบรรทุกซุงไม้สัก ลงมาเพื่อส่งไปขายถึงกว่า ๙๐๐,๐๐๐ ท่อน การเปลี่ยนต้นไม้เป็นเงิน ก่อให้เกิดหายนะอย่างใหญ่ หลวง เพราะเงินเป็นสมมติ ทีไ่ ม่มที สี่ นิ้ สุด (inພnite) สามารถเติมตัวเลข ไปได้เรือ่ ยๆ คือ ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐...... แต่ต้นไม้เป็นของจริง มีที่สิ้นสุด (ພnite) คือมีจ นวนจ กัด สามารถเปลี่ยนต้นไม้ทุกต้นในโลกให้เป็นเงินโดยไม่รู้จักอิ่ม พุ ท ธ พั ฒ น า 41 �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ ำ � �ำ �ำ �ำ �ำ ต้นไม้เมือ่ เป็นอยูต่ ามธรรมชาติ สัมพันธ์อยูก่ บั สรรพสิง่ เพือ่ ธ รง ความสมดุลและเป็นประโยชน์ต่อคนทั้งมวล ต้นไม้จ นวนมากรวมกันเป็นป่า มีพชื พันธุน์ านาชนิด ทัง้ น้อยใหญ่ เป็นที่อยู่ของสิงสาราสัตว์ วิหค และสรรพชีวิต ป่าไม้ท หน้าทีร่ กั ษาสมดุลของธรรมชาติ คือ เมือ่ ฝนตกมาก ก็ดดู ซับน้ ไว้ป้องกันน้ ท่วม ในฤดูแล้งก็ปล่อยน้ ออกมาเป็นต้นน้ ล ธารให้มี น้ ไหลตลอดปี ป้องกันความแห้งแล้ง ยังให้ชีวิตต่างๆ เป็นไปได้ ต้นไม้ยังจับธาตุคาร์บอนไว้ในตัว ท ให้ในบรรยากาศไม่มีคาร์- บอนไดออกไซด์มากเกิน ท ให้ชีวิตที่ต้องอาศัยอากาศหายใจมีชีวิตอยู่ได้ ตามปกติ ป่าไม้ยงั เป็นประโยชน์ตอ่ การด� รงชีวติ ของคนทัง้ มวล คือ เป็น แหล่งอาหาร แหล่งพลังงาน ไม้ใช้สอยและสมุนไพร ป่าไม้เป็นธรรมชาติที่สร้างดุลยภาพบนพื้นพิภพ มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติและยังมีชีวิตให้เป็นปกติ โดย อยูร่ ่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล แต่เมื่อมนุษย์มีทรรศนะว่า ธรรมชาติเป็นของนอกตัว จะท อะไร กับธรรมชาติก็ได้ จะซื้อขายเอามาเปลี่ยนเป็นเงินก็ได้ ซึ่งเป็นการคิดแบบ แยกส่วน ก็น ไปสู่การเสียสมดุลขนาดหนัก ตรงนี้เราควรจะทราบถึงหลักการอันหนึ่งที่ว่า... การคิดและท� แบบแยกส่วนจะน� ไปสู่การเสียสมดุลเสมอ สรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยงเป็นองค์รวม 42 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ �ำ ำ � ำ � ำ � � ำ �ำ ำ � �ำ �ำ ำ �ำ �ำ ำ ำ เซลล์มะเร็งเป็นตัวอย่างของเซลล์ ที่สูญเสีย “ส นึก” แห่งองค์รวม มันแบ่งตัวโดยไม่ค นึงถึงองค์รวม เหมือนร่างกายของเรามีส่วนประกอบยิบย่อยอย่างหลากหลาย แต่ทั้งหมดเชื่อมโยงเป็นองค์รวม องค์รวมก็คือชีวิตหรือความเป็นคน เซลล์มะเร็งเป็นตัวอย่างของ เซลล์ทสี่ ญ ู “ส นึก” แห่งองค์รวม มันแบ่งตัวตามใจของมันโดยไม่ค นึงถึง องค์รวม ท ให้ร่างกายเสียสมดุล มีอาการเจ็บป่วยและไม่ยั่งยืน คือ ชีวิต สิ้นสุดลง เมื่อมนุษย์มีอ� นาจและท� แบบแยกส่วนต่อธรรมชาติ จึงท� ให้ โลกเสียสมดุลอย่างรุนแรงและรวดเร็ว คือภายใน ๕๐๐ ปี (เท่านั้น) ที่ พัฒนาแบบสมัยใหม่ กล่าวคือ โลกมีอายุประมาณ ๔,๕๐๐ ล้านปี สิ่งมีชีวิตเริ่มเกิดขึ้น เมือ่ ๓,๕๐๐ ล้านปี สรรพสิง่ ทัง้ ทีม่ ชี วี ติ และไม่มชี วี ติ ทีเ่ รียกว่า “ธรรมชาติ” พยายามรักษาสมดุลและปรับไปสู่สมดุลเสมอ ไม่ปรากฏว่ามีสัตว์ชนิดใด ตลอดเวลาหลายพันล้านปี ที่สามารถ ท ลายความสมดุลของธรรมชาติได้ แต่สัตว์มนุษย์ที่เพิ่งเกิดขึ้นประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ปีนี้ ซึ่งตลอด ระยะเวลาเกือบทั้งหมดก็ยังอยู่กับธรรมชาติแบบสมดุล พุ ท ธ พั ฒ น า 43 �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ ำ ำ ำ �ำ ธรรมะเป็นความจริงที่เป็นของกลาง ที่ใครๆ ก็ค้นพบได้ ปฏิบัติได้ ไม่มีใครผูกขาดเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เพิ่งเมื่อประมาณ ๕๐๐ ปีมานี้เองที่มนุษย์มีความสามารถทาง เทคโนโลยีมาก และมีทรรศนะต่อธรรมชาติผิดไป ว่าธรรมชาติเป็น ของนอกตัว เป็นสิง่ ทีจ่ ะเอามาใช้ประโยชน์ และเอาชนะได้ดว้ ยอ นาจของ มนุษย์ มนุษย์มีอ นาจเหนือธรรมชาติ ทรรศนะเช่นนี้ก่อให้โลกเสียสมดุลขนาดหนักดังกล่าวข้างต้น ทรรศนะหรือทิฐิว่าอะไรคืออะไร จึงมีความส คัญยิ่งนัก ในอริยมรรคหรือมรรค ๘ ท่านจึงเอาสัมมาทิฐิไว้เป็นองค์ที่ ๑ เพราะทิฐิก หนดการปฏิบัติที่ตามมา ทรรศนะต่อธรรมชาติทางพุทธต่างจากทางตะวันตก โดยสิน้ เชิง ถึงตรงนี้ควรเริ่มต้นที่ค ว่า “ธรรม” ที่ใช้ในทางพุทธ ท่านอาจารย์พุทธทาสได้พูดถึง ธรรมะ ๔ ความหมาย ดังนี้ ๑. ธรรมะ คือ ธรรมชาติ ๒. ธรรมะ คือ กฎของธรรมชาติ ๓. ธรรมะ คือ การปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ ๔. ธรรมะ คือ การได้รบั ผลจากการปฏิบตั ติ ามกฎของธรรมชาติ ตรงนี้ส คัญมาก ต้องใคร่ครวญท ความเข้าใจให้ดีๆ 44 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ เมื่อธรรมะ คือ ธรรมชาติและกฎของธรรมชาติ ธรรมะก็ด รงอยู่ แล้ว พระพุทธเจ้าไม่ใช่ผู้สร้างหรือเจ้าของ ทรงเป็นแต่ผู้ค้นพบแล้วน มาเผยแพร่ จ แนก แจกแจง ฉะนั้น ใครๆ ก็อาจค้นพบธรรมนี้ได้ โดยไม่ต้องรู้จักพระพุทธเจ้า หรือพระพุทธศาสนาเลย ธรรมะเป็นความจริงทีเ่ ป็นของกลาง ทีใ่ ครๆ ก็คน้ พบได้ ปฏิบตั ไิ ด้ ไม่มีใครผูกขาดเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ มีพระบาลี ซึ่งเป็นพุทธพจน์ตอนหนึ่งมีความไพเราะมาก ที่ว่า “อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระตถาคต อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง จะบังเกิดขึ้น ก็ตาม จะไม่บังเกิดขึ้น ก็ตาม ฐิตาวะ สา ธาตุ ...... ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้ว นั่นเทียว ธัมมัฏฐิตะตา ...... คือ ความตั้งอยู่แห่งธรรมดา ธัมมะนิยามะตา ...... คือ ความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา อิทัปปัจจะยะตา ...... คือ ความที่เมื่อสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ......” พุ ท ธ พั ฒ น า 45 �ำ �ำ �ำ พระบาลีตอ่ จากนัน้ เป็นใจความว่า พระพุทธองค์คน้ พบธรรมแล้ว น มาแสดง น มาอธิบายแจกแจง มีขอ้ ความเป็นอันมากในทางพระพุทธศาสนาทีบ่ อกว่า พระพุทธ- องค์ทรงเคารพธรรม เพราะฉะนั้นในทางพุทธ ธรรมชาติ คือ ธรรมะ เป็นสิ่งที่ต้องเคารพ นี้เป็นทรรศนะต่อธรรมชาติที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับทรรศนะ ตะวันตก ที่มองว่า ธรรมชาติเป็นทรัพยากรที่มนุษย์จะท ตามชอบใจ หรือเอาชนะ ทรรศนะเช่นนี้น ไปสู่สิ่งที่ตามมาทั้งหมด ที่เรียกว่า อารยธรรม และเราได้กล่าวถึงวิกฤตอารยธรรมตะวันตกใน ๓ ตอนที่แล้ว มนุษย์แต่โบราณมีชีวิตอยู่กับธรรมชาติ สัมผัสได้ถึงคุณค่าและ ความศั ก ดิ์ สิ ท ธิ์ ข องธรรมชาติ ค เช่ น พระแม่ ธ รณี พระแม่ ค งคา รุกขเทวดา แสดงถึงคุณค่าและความศักดิ์สิทธิ์ของแผ่นดิน ของแม่น้ ของ ต้นไม้ ว่าธรรมชาติเหล่านี้มีเทพสิงสถิตปกปักรักษาอยู่ ไม่พึงกระท หยาบช้าหรือไม่เคารพต่อแผ่นดิน แม่น้ และต้นไม้ ในป่า บนภูเขา มี เจ้าป่า เจ้าเขา เมื่อมีทรรศนะเชิงเคารพธรรมชาติ ก็น ไปสู่พฤติกรรมของการ อนุรกั ษ์หรืออารักขา ฉะนัน้ คนโบราณชนเผ่าต่างๆ จึงมีวฒ ั นธรรมอนุรกั ษ์ ธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นอินเดียนแดง คนเผ่ากะเหรี่ยง หรือคนในชุมชน ต้นน้ 46 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ � ำ �ำ � ำ �ำ ำ � เมื่อคิดเปลี่ยนธรรมชาติเป็นเงิน โลกที่ดำ รงอยู่อย่างสมดุล ก็ถูกทำ ลายลงอย่างรวดเร็ว คนสมัยใหม่คิดว่าตัวเองฉลาดกว่าชนเผ่าต่างๆ ที่เชื่อถือผีสาง เทวดา ผีปู่ตา เจ้าป่า เจ้าเขา มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เมื่อใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ดิน น้ ต้นไม้ ก็พบแต่ คาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ฟอสฟอรัส ไม่พบแม่พระธรณี พระแม่ คงคา หรือรุกขเทวดาแต่อย่างใด เมื่อไม่พบ ก็แปลว่า ไม่มี โลกทัศน์เชิงคุณค่าก็หายไป เหลือแต่โลกทัศน์ทางวัตถุล้วนๆ เมื่อคุณค่าและความศักดิ์สิทธิ์หายไป ธรรมชาติก็เป็นสิ่งที่จะ ย�่ ยีเอามาท� ประโยชน์ได้ เมื่อมนุษย์สมัยใหม่ ชาวตะวันตกคิดเปลี่ยนธรรมชาติเป็นเงิน เท่านั้น ธรรมชาติของโลกที่ด รงอยู่อย่างสมดุลมาหลายพันล้านปีก็ถูก ท ลายลงอย่างรวดเร็ว ความเป็ น ป่ า ที่ เ คยปกคลุ ม โลกและท หน้ า ที่ รั ก ษาสมดุ ล ของ ธรรมชาติก็หมดไปโดยรวดเร็ว เกิดความเป็นทะเลทรายขยายตัวขึ้น พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์เป็นหมื่นเป็นแสนชนิดถูกมนุษย์ท ให้สูญพันธุ์ ไปอย่างรวดเร็ว ธรรมชาติก็เสียสมดุลมากขึ้นๆ เช่น ฝนตกก็น้ ท่วมรุนแรง หน้า แล้งก็ขาดแคลนน้ คนจนทีเ่ คยอาศัยธรรมชาติกจ็ นลงและอยูย่ ากมากขึน้ พุ ท ธ พั ฒ น า 47 � � � ำ ำ ำ �ำ �ำ �ำ �ำ � ำ � ำ พฤติกรรมบริโภคที่เกินเลย ทำ ให้มีการทำ ลายธรรมชาติแวดล้อม จนเกินที่จะรักษาสมดุลไว้ได้ การท ลายป่าก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ ขนาดหนัก เพราะป่าเคย เป็นประโยชน์ต่อคนทั้งมวลในเรื่องอาหาร เชื้อเพลิง ไม้ใช้สอย หรือที่พูด ว่า ป่าเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตของคนจน การท� ลายป่า คือ การเปลีย่ นต้นไม้ ซึง่ เป็นประโยชน์ตอ่ คนส่วน ใหญ่ ให้เป็นเงินของคนส่วนน้อย ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยก็หา่ งมากขึน้ ความเหลือ่ มล้ ใน สังคมทีม่ ีมากเกินไป น ไปสู่ปัญหาต่างๆ เหลือคณานับ เช่น อาชญากรรม โสเภณีกรรม ยาเสพติด ความขัดแย้ง และความรุนแรง ประเทศไทยมีเนื้อที่ ๓๒๑ ล้านไร่ ย้อนหลังไป ๖๐-๗๐ ปี เรายัง มีเนือ้ ที่เป็นป่ากว่า ๒๒๐ ล้านไร่ หรือกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ ประเทศใดประเทศหนึ่งจะมีความสมดุลตามธรรมชาติ ควรจะมี เนื้อที่เป็นป่าไม่ต่ กว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ แต่เมื่อเราพัฒนาแบบสมัยใหม่ได้ประมาณ ๕๐ ปี พื้นที่เป็นป่าก็ ลดลงกว่าเท่าตัว คือ เหลือเพียง ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เมื่อป่าไม้ไม่พอให้ความชุ่มชื้นก็เกิดความแห้งแล้ง ล ธารและ แม่น้ แห้งขอด ไม่พอหล่อเลี้ยงพืชพันธุ์ธัญญาหาร ถึงเวลาฝนตกไม่มีป่า ดูดซับน�้ ก็เกิดน�้ ท่วม 48 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี � � �ำ ำ � ำ ำ � �ำ ำ � �ำ � ำ ำ ำ เหตุการณ์น้ ท่วมเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ จนท่วมมากกว่า ๕๐ จังหวัด ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน เศรษฐกิจของชาติ นี่เกิดเพราะ ธรรมชาติเสียสมดุล ที่อ เภอสิเกา จังหวัดตรัง เมื่อราว ๒๕ ปีก่อน มีการให้สัมปทาน ป่าชายเลน ผู้ได้รับสัมปทานตัดป่าชายเลนไปเผาเป็นถ่านเอาสตางค์เข้า กระเป๋าตัวเอง แต่กอ่ ปัญหายิง่ ใหญ่ให้ชาวประมงยากจนทีเ่ คยหากินชายฝัง่ บริเวณป่าชายเลนอุณหภูมขิ องน้ จะต่ กว่าในทะเลกลางแดด จึง เป็นที่อนุบาลกุ้ง หอย ปู ปลา เมื่อป่าชายเลนถูกตัดหมดไป กุ้ง หอย ปู ปลา ก็หมดไปด้วย ชาว ประมงก็ยากจนลง ไม่มีอะไรจะกิน เมื่อคุณพิสิษฐ์ ชาญเสนาะ นายกสมาคมหยาดฝนที่จังหวัดตรัง พาผมไปเยีย่ มชาวบ้านทีส่ เิ กาในครัง้ กระนัน้ เขามาร้องเรียนกันเป็นอันมาก ทัง้ ทางวาจาและด้วยตัวหนังสือ ว่าชีวติ เขาล บากยากแค้นไม่มจี ะกินเพียง ใด เนื่องจากป่าชายเลนถูกท ลายให้หมดไป นอกจากนัน้ เรืออวนรุนขนาดใหญ่ยงั เข้ามาวางอวนชิดชายฝัง่ ซึง่ ผิดกฎหมาย กฎหมายห้ามเข้าใกล้ ๓ กิโลเมตรจากชายฝั่ง แต่เขาก็ไม่ฟัง เพราะมีอิทธิพล อวนรุนขนาดใหญ่กวาดเอาสรรพชีวติ ไปหมด รวมทัง้ ปลาเล็ก ปลา น้อย และครูดเอาหญ้าทะเลไปด้วย หญ้าทะเลก็เหมือนป่าทีส่ ตั ว์อาศัย เมือ่ หญ้าทะเลหมดไป กุง้ หอย ปู ปลา รวมทั้งตัวพะยูน ก็หายไปด้วย นี้จะเห็นหลักธรรม (ชาติ) ที่ว่า “สรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยง” พุ ท ธ พั ฒ น า 49 ำ � �ำ ำ � ำ � �ำ �ำ เราจะเห็นความเชื่อมโยงระหว่างทรรศนะต่อธรรมชาติ ... วิถีคิดที่จะเอาประโยชน์ - การท� ลายธรรมชาติ - การท� ลาย วงจรชีวิตของสรรพสัตว์ - ความเชื่อมโยงกับชีวิตและเศรษฐกิจของ ชาวบ้าน - ความไม่เป็นธรรม - ปัญหาสุขภาพ - ปัญหาสังคม นี้ที่เรียกว่า ความเป็นกระแสของเหตุปัจจัยของสรรพสิ่ง ที่จะพูด ถึงในเมือ่ พูดถึงวิถีคิดในตอนต่อไป สภาวะโลกร้อน เป็นผลกระทบต่อธรรมชาติที่ใหญ่หลวงจาก พฤติกรรมของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีจ นวนมากและระบบเศรษฐกิจเป็น ระบบบริโภคนิยม ซึ่งต้องกระตุ้นการบริโภคให้มากเข้าไว้ เพื่อจะด รง ความเติบโตทางเศรษฐกิจ จ� นวนคนและพฤติกรรมบริโภคที่เกินเลย ท� ให้มีการท� ลาย ธรรมชาติแวดล้อมจนเกินความสามารถของโลกที่จะรักษาสมดุลไว้ได้ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหนึ่งก็คือ ในการด รงชีวิตของมนุษย์ ได้ ปล่อยแก๊สเรือนกระจกออกไปสู่ชั้นบรรยากาศด้วยปริมาณมาก แก๊สเหล่านี้สะท้อนความร้อนกลับมายังผิวโลก ประดุจโลกทั้งใบ ถูกขังอยู่ในห้องกระจกกลางแดด ท ให้โลกร้อนขึ้นๆ สภาวะโลกร้อนก่อให้เกิดความแปรปรวนหลายอย่าง เช่น น้ แข็ง ทีข่ ั้วโลกละลาย ท ให้ระดับน้ ทะเลสูงขึ้น หิมะที่เคยจับอยู่บนยอดเขาสูง เช่น ภูเขาหิมาลัยละลาย ล น้ ที่เคยได้รับน้ จากหิมะก็จะเหือดแห้ง เมฆมีขนาดใหญ่ขึ้น เพราะความร้อนบนผิวโลก ท ให้น้ ระเหย กลายเป็นเมฆมีมากขึน้ เพราะฉะนัน้ จึงเกิดฝนตกหนัก น้ ท่วมในทีบ่ างแห่ง ในขณะที่แห่งอื่นๆ แห้งแล้ง 50 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี ำ ำ �ำ �ำ ำ ำ ำ �ำ �ำ � ำ �ำ � ำ �ำ ำ � � ำ �ำ � ำ � ำ การทำ ลายป่า คือ การเปลี่ยน ต้นไม้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ ให้เป็นเงินของคนส่วนน้อย อุณหภูมิของน้ และอากาศที่สูงมากในที่บางแห่ง ก่อให้เกิดพายุ รุนแรง พายุรุนแรงมีบ่อยขึ้นและแรงมากขึ้น ท ลายชีวิตและตึกรามบ้าน ช่อง อย่างเฮอริเคนแคทรีนาถล่มเมืองลุยเซียนา-สหรัฐอเมริกา ราพณาสูร หรือไซโคลนนาร์กิสถล่มพม่า คนตายเป็นเบือ นอกจากนั้น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด และการเกิดคลื่นสึนามิ รุนแรงก็เกิดมากขึ้น อย่างสึนามิที่ถล่มชายฝั่งอันดามันของประเทศไทย เมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อน จ นวนคนตายในหลายประเทศรอบทะเลอันดามัน เป็นจ นวนหลายแสนคน มีผู้ค นวณว่า หายนภัยประเภทต่างๆ ที่เกิดจากสภาวะโลกร้อน รวมทั้งผลต่อเนื่องของมัน จะท ให้มีคนตายทั้งหมดกว่า ๔ พันล้านคน! การเสียสมดุลของธรรมชาติมีผลรุนแรงถึงเพียงนี้ การคิดและท แบบแยกส่วนจะน ไปสู่การเสียสมดุลเสมอ เพราะธรรมชาติลว้ นเชือ่ มโยง และพยายามด รงดุลยภาพ มนุษย์ ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เมื่อตะวันตกมองมนุษย์อย่างแยกส่วนจากธรรมชาติ โดยเอา มนุษย์เป็นตัวตั้ง ธรรมชาติเป็นเครื่องรับใช้มนุษย์ มนุษย์ต้องเอาชนะ ธรรมชาติ พุ ท ธ พั ฒ น า 51 � � ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ หน้าที่ของมนุษย์ คือ ศึกษาให้เข้าใจ ไม่ใช่การปฏิบัติต่อธรรมชาติ ด้วยความไม่เคารพและหยาบคาย ทรรศนะแบบแยกส่วนเช่นนี้ น ไปสู่การท ลายธรรมชาติอย่าง รุนแรงและรวดเร็วดังกล่าว อะไรที่เสียสมดุลก็ไม่ยั่งยืน เมื่อธรรมชาติเสียสมดุลอย่างรุนแรงก็ เกิดความไม่ยั่งยืน และเรียกการพัฒนาตามแนวตะวันตกว่า การพัฒนา อย่างไม่ยั่งยืน พุทธศาสนามองว่า ธรรมชาติ คือ ธรรมะ ดังกล่าวแล้ว กฎของธรรมชาติ คือ ธรรมะ การปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ คือ ธรรมะ การได้รับผลดีจากการปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ คือ ธรรมะ ผลดี ก็คือ ดุลยภาพ ดุลยภาพ ก็คือ ความเป็นปกติสุขและความยั่งยืน หน้ า ที่ ข องมนุ ษ ย์ คื อ ศึ ก ษาให้ เ ข้ า ใจธรรมชาติ แ ละกฎของ ธรรมชาติ (ปัญญา) และปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎของธรรมชาติ (ปฏิปทา) ปัญญาและปฏิปทา คือ การด รงชีวิตอันประเสริฐ ไม่ใช่การปฏิบัติต่อธรรมชาติ ด้วยความไม่เคารพและหยาบคาย 52 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ �ำ นีค้ อื ทรรศนะต่อธรรมชาติทแี่ ตกต่างกันระหว่างตะวันตกกับพุทธ พระคุณเจ้าสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตโต) ได้นิพนธ์ เรื่องพุทธธรรมกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนไว้เป็นอย่างดี ๒. วิวิธธีคีคิดิดแบบกระแสของเหตุ แบบตายตัวแยกส่วนและ ปัจจัย ถ้ำคุณไม่ใช่พวกเรำ คุณก็เป็นศัตรูของเรำ ประธานาธิบดีจอร์จ บุช กล่าว นีค่ อื ตัวอย่างของการคิดแบบตายตัวและแยกส่วน เป็นขาว เป็นด เป็นบวก เป็นลบ ไม่ใช่พวกเราก็เป็นศัตรูของเรา ท่านอาจารย์พุทธทาสชอบพูดว่า ไม่บวกไม่ลบ ไม่ขาวไม่ด นั่น คือ วิธีคดิ แบบพุทธที่ไม่แยกข้างแยกขั้ว นานมาแล้วมีคนเยอรมันคนหนึง่ เขาท งานกับหน่วยมองอนาคต ของ EU ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เดินทางมาพูดคุยกับคนเอเชีย ในหลายประเทศ ท ไมไม่ทราบ เขาจึงแวะมาคุยกับผม เขาบอกว่า เขาพบว่าคนยุโรปกับคนเอเชียคิดไม่เหมือนกัน “คนยุโรปคิดแบบดิจิตัล” เขาว่า คือ ถ้าเป็น ๐ ก็ไม่ใช่ ๑ ถ้าเป็น ๑ ก็ไม่ใช่ ๐ พุ ท ธ พั ฒ น า 53 �ำ �ำ �ำ �ำ เราก็คุ้นเคยอยู่แล้วว่าถ้าเป็น ๑ ก็ไม่ใช่ ๐ ถ้าเป็น ๐ ก็ไม่ใช่ ๑ ท ไมจะต้องเอามาเป็นประเด็นด้วย เพราะเราก็คนุ้ เคยกับการคิด แบบตายตัวแบบนั้นอยู่แล้ว แต่การคิดแบบตายตัวและแยกส่วน ก็น� ไปสู่ปัญหาใหญ่โต มากมาย เช่น เมื่อ ๔๐๐ ปีมาแล้ว เกิดสงคราม ๓๐ ปี ระหว่างคนที่นับถือ ศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก กับคนที่นับถือนิกายโปรเตสแตนต์ สงครามคราวนั้นคนในประเทศเยอรมนีตายไป ๑ ใน ๓ ของ ประเทศ นี่ก็เพราะคิดแบบแยกส่วนตายตัวว่า ถ้าเป็นคาทอลิกก็ไม่ใช่ โปรเตสแตนต์ ถ้าเป็นโปรเตสแตนต์ก็ไม่ใช่คาทอลิก ไม่ใช่ แล้วท� ไมจะต้องฆ่ำกันด้วย? ก็เพราะอย่างที่จอร์จ บุช พูดกระมังว่า “ถ้าคุณไม่ใช่พวกเรา คุณ ก็เป็นศัตรูของเรา” เพราะคิดอย่างนี้ ยุโรปจึงเต็มไปด้วยการรบราฆ่าฟันและสงคราม ถ้าเป็นคอมมิวนิสต์ก็ไม่ใช่นายทุน แล้วก็ต้องฆ่ากัน สงครามโลก ๒ ครั้ง ซึ่งมีคนตายไปประมาณ ๘๐ ล้านคน ก็เริ่ม ต้นขึ้นที่ยุโรป ก่อนหน้านัน้ ชาวคริสต์กย็ กทัพไปท สงครามครูเสดกับพวกมุสลิม ที่ตะวันออกกลาง ซึ่งกินเวลาตั้ง ๒๐๐ ปี แม้สมัยนี้ ทีจ่ ริงก็ยงั มีสงครามครูเสดอยู่ นีก่ เ็ พราะความถือมัน่ แบบ ตายตัวว่า เป็นคริสต์ก็ไม่ใช่มุสลิม เป็นมุสลิมก็ไม่ใช่คริสต์ 54 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ ำ ำ �ำ ความต่อเนื่องของเหตุ ปัจจัยหรือ สัมพันธภาพทำ ให้ไม่มีอะไรแยกส่วน เป็นเอกเทศตายตัว เป็นข้างเป็นขั้ว สมัยพุทธกาลมีส นักคิดใหญ่ๆ อยู่ ๖ ส นัก เจ้าลัทธิและสาวกก็ อยู่ในอาณาบริเวณปะปนกัน ไม่เห็นจะยกพวกไปฆ่ากัน คนอินเดียสมัยนั้นกับคนยุโรป น่าจะมีวิธีคิดที่แตกต่างกัน ที่พวก หนึง่ เห็นความแตกต่างเป็นศัตรูที่จะต้องเข่นฆ่ากัน แต่อีกพวกหนึ่งไม่ ทีท่ า่ นอาจารย์พทุ ธทาสบอกว่า ไม่ด ไม่ขาว ไม่บวกไม่ลบ หรือคือ ไม่คิดแบบตายตัวแยกส่วน เป็นข้างเป็นขั้ว นั้นคืออย่างไร ทางพุทธนัน้ คิดว่าปรากฏการณ์ทกุ อย่างเป็นกระแสของเหตุปจั จัย ที่หนุนเนื่องที่เรียก อิทัปปัจจยตา อิทะ = นี้ ปัจจยตา = เป็นปัจจัยให้เกิด อิทัปปัจจยตา หมายถึง นี้ท ให้เกิดนี้ นี้ท ให้เกิดนี้... ต่อเนื่อง กันไป ความต่อเนือ่ งของเหตุปจั จัยหรือสัมพันธภาพ ท ให้ไม่มอี ะไรแยก ส่วนเป็นเอกเทศตายตัว เป็นข้างเป็นขัว้ จึงไม่แบ่งเป็นขาวเป็นด หรือเป็น บวกเป็นลบ นี้เป็นกฎของธรรมชาติ พุ ท ธ พั ฒ น า 55 � �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ วิญญาณ ไม่ใช่ดวงอะไร ที่ดำ รงอยูต ่ ายตัวโดยเอกเทศ เที่ยวหลอกหลอนคนหรือไปจุติ อย่างเรื่องวิญญาณแบบแม่นาค-พระโขนง (หรือแม่การะเกดใน ละครโทรทัศน์เรื่องบุพเพสันนิวาส) แบบนี้ไม่ใช่พุทธ เพราะคิดว่ามีกายกับ วิญญาณที่แยกจากกัน นีค่ อื การคิดแบบแยกส่วนตายตัว มีวญ ิ ญาณทีเ่ ป็นเอกเทศจากกาย สามารถออกจากกายไปโน่นไปนี่ ไปหลอกคน ไปจุติก็ได้ ในครั้งพุทธกาล มีภิกษุองค์หนึ่งเที่ยวพูดว่ามีวิญญาณไปจุติ มีพระองค์หนึ่งไปฟ้องพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงให้ไปตาม ภิกษุรูปนั้นมาตรัสถาม และว่า “เธอเป็นโมฆบุรุษ” พระพุทธองค์ทรงต หนิ “กล่ำวตู่เรำตถำคตด้วย ค� ไม่จริง” ในโลกนี้มีคนเป็นอันมากที่คิดว่า มีจิตหรือวิญญาณที่แยกส่วน หนึ่งเอกเทศจากกาย นี่คือตัวอย่างของการคิดแบบตายตัวแยกส่วน ทางพุทธไม่ได้คิดเช่นนั้น แต่คิดแบบสัมพันธภาพที่เป็นพลวัต คือ เป็นเหตุปจั จัยทีเ่ ชือ่ มต่อกัน กายกับจิตก็เชือ่ มต่อกัน หาได้แยกส่วนตายตัว ไม่ ดังที่ว่า 56 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี � �ำ ำ ชีวิตประกอบด้วยขันธ์ ๕ หรือ เบญจขันธ์ คือ รูป หมายถึง ส่วนที่เป็นวัตถุหรือกาย เวทนา หมายถึง ความรู้สึกสุข ทุกข์ ชอบ ไม่ชอบ สัญญา หมายถึง ความจ ได้ หมายรู้ สังขาร หมายถึง การคิดปรุงแต่ง วิญญาณ หมายถึง การรู้ รู้ทางตาเรียกว่า จักขุวิญญาณ รู้ทางหู เรียก โสตวิญญาณ เป็นต้น เครื่องรับรู้มี ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ วิญญาณจึงมี ๖ คือ วิญญาณทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ วิญญาณเกิดขึ้น เมื่อมีผัสสะหรือสัมผัสระหว่างอวัยวะ เครื่องรับรู้ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กับคู่ของมัน คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส สัมผัส ทางกาย ทางใจ ที่ว่าใจเป็นเครื่องรับสัมผัส หมายถึงว่า บางขณะตา หู เราไม่ได้ เห็น ไม่ได้ยินอะไร แต่ความจ บางเรื่องฟุ้งขึ้นมา เช่นว่าคนนั้น คนนี้ เคยด่าเรา แล้วเรารู้สึกโกรธขึ้นมา หรือเรานึกถึงหญิงหรือชายที่พอใจ แล้วเกิดอารมณ์รักใคร่ขึ้นมา ทั้งๆ ที่ขณะนั้นไม่ได้มีรูป รส กลิ่น เสียง ของบุคคลนั้นๆ เลย นั่นแหล่ะทีเรียกว่า สัมผัสทางใจ แล้วเกิดการรู้หรือวิญญาณทาง ใจขึ้นมา ซึ่งทางพระเรียกว่า มโนวิญญาณ พุ ท ธ พั ฒ น า 57 �ำ �ำ ตกลงวิญญาณเป็นปรากฏการณ์ เมื่อเกิดการสัมผัสทางช่องทาง ต่างๆ ๖ ทาง คือ วิญญาณทางตา วิญญาณทางหู วิญญาณทางจมูก วิญญาณทางลิ้น วิญญาณทางกาย (กายวิญญาณ) วิญญาณทางใจ (มโน วิญญาณ) วิญญาณไม่ใช่ดวงอะไรทีด่ รงอยูต่ ายตัวโดยเอกเทศ แบบวิญญาณ นาคพระโขนง (หรือวิญญาณการะเกด) หรือไปเที่ยวหลอกหลอนคน หรือ ไปจุติ ถ้าเราจะลองเขียนเป็นรูปดู วิธีคิดแบบตายตัวแยกส่วนก็จะมอง กาย จิต สิ่งแวดล้อม แยกกันเป็นเอกเทศหรือเป็นก้อนๆ กาย จิต สิ่งแวดล้อม แล้วก็อาจจะถกเถียงว่าอะไรส คัญกว่าอะไร แต่วธิ คี ดิ แบบสัมพันธภาพหรือกระแสของเหตุปจั จัย มองทัง้ หมด เป็นความต่อเนื่องของกระแสของเหตุปัจจัย สิ่งแวดล้อม กาย จิต สิ่งแวดล้อม วัตถุและพลังงานในธรรมชาติ ที่ท่านเรียกโดยย่อว่า ดิน น้ ลม ไฟ มาก่อตัวเป็นชีวิต (ซึ่งเรียกว่า นาม - รูป) ธรรมชาติของชีวติ มีการรับรู้ (วิญญาณ) แต่ถา้ ไม่มสี งิ่ จากภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) มาให้รับรู้ จิตก็ไม่พัฒนาขึ้น 58 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ ำ � ลองสมมติว่า ถ้าเด็กเกิดใหม่ ซึ่งยังไม่รู้อะไรเลย ถูกห่อหุ้มไว้ใน ความมืด ไม่ให้เห็นอะไรเลย ไม่ให้ได้ยินเสียงอะไรเลย ไม่ให้สัมผัสความ เย็นร้อนอ่อนแข็งอะไรทั้งสิ้น เขาก็จะเป็นเหมือนวุ้นที่ไม่รู้อะไรเลย จิตก็ ไม่พัฒนาขึ้น ตกลง จิตไม่ใช่ดวงอะไรที่มีอยู่แล้วเป็นเอกเทศ แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่ออวัยวะรับสัมผัสกระทบกับ ปัจจัยทีถ่ ูกรับรู้จากภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) เมื่อเห็นสรรพสิ่งเป็นความต่อเนื่องของกระแสของเหตุปัจจัย หรือความเป็นเหตุเป็นผล จึงเข้าใจว่า ไม่มอี ะไรมีตวั ตนของตนเองเป็นเอกเทศ แยกส่วนจาก ธรรมชาติของกระแสของเหตุปัจจัย ท่านอาจารย์พุทธทาสจึงพูดว่า ไม่มีขาวมีด ไม่มีบวกมีลบ คนที่ไม่เข้าใจความจริงตามธรรมชาติแบบนี้ จึงคิดแบบแยกข้าง แยกขั้ว แล้วก็เข้าไปปะทะกัน เกิดความรุนแรง โลกจึงเต็มไปด้วยความรุนแรง ความรุนแรงมีต้นเหตุมาจากวิธีคิด ในหนังสือชื่อ Beyond Violence ของท่านกฤษณะมูรติ พูดถึง การคิดอันเป็นต้นเหตุของความรุนแรงเอาไว้มาก พุ ท ธ พั ฒ น า 59 �ำ กำรชมหรือกำรติเตียน ไม่ใช่ธรรมะ ผมอ่านพบข้อความนี้ในพระไตรปิฎกด้วยความประหลาดใจ เพราะเราคุน้ เคยอยูก่ บั การชมหรือการติเตียนทีไ่ ด้ยนิ ได้ฟงั อยูโ่ ดยทัว่ ๆ ไป “ธรรมะ คือ การรู้ว่าอะไร เกิดจากอะไร” = ความเป็ นกระแส ของเหตุปัจจัย เราลองมาดูกันว่า ถ้าเราชมว่า นาย ก เป็นคนดี และติเตียนว่า นาย ข เป็นคนเลว นาย ก = ดี นาย ข = เลว นั่นคือ การคิดแบบแยกส่วน ตายตัวเป็น ดี หรือ เลว ซึ่งในความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น ความจริงก็คือ ในขณะใดขณะหนึ่งปัจจัยอะไรท ให้เกิดอะไร ท ให้เกิดอะไร ... หรือความเป็นกระแสของเหตุปัจจัย (อิทัปปัจจยตา) สรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลง ไม่อยู่นิ่ง สิ่งต่างๆ ในแต่ละขณะจึงไม่ เหมือนกัน แปรผันไปตามเหตุปัจจัยที่หนุนเนื่อง ไม่บวก ไม่ลบ + _ กระแสของเหตุปัจจัยที่หนุนเนื่อง 60 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ ทางสายกลางเป็นทางสายปัญญา หรือความเป็นเหตุเป็นผล ไม่ใช่ทางสายมั่ว ระหว่างชั่วกับดี การคิดแบบกระแสของเหตุปัจจัยหนุนเนื่องหรืออิทัปปัจจยตานี้ บางทีท่านเรียกว่า ทางสายกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปทา (ดูรูป) เพราะเป็นกลางระหว่างการคิดแบบแยกข้างแยกขั้ว ที่จริงทางสายกลางเป็นทางสายปัญญา หรือความเป็นเหตุเป็น ผล ไม่ใช่ทางสายมั่ว ระหว่างชั่วกับดี คลุกคละปะปน ปุถชุ นคิดแบบตายตัว แยกข้างแยกขัว้ บริภาษ เป็นปฏิปกั ษ์ ปะทะ และรุนแรง ด้วยเรื่องต่างๆ อย่างดาษดื่น แม้แต่ในทางวิชาการ หลายสิบปีมาแล้ว ผมไปฟังการประชุมวิชาการในมหาวิทยาลัย แห่งหนึ่ง ค่อนข้างแปลกใจในการกล่าววาจาโจมตีกันในตัวบุคคลอย่าง รุนแรง จนผมรู้สึกว่าเป็น “รวันดาทางวิชาการ” หรือความรุนแรงทาง วิชาการ นักวิชาการอาจเถียงว่า การวิพากษ์วิจารณ์เป็นขนบของการ พัฒนาทางปัญญา แต่นี่ก็ไม่ตรงกับพุทธวจนะที่ยกมาข้างต้นที่ว่า “การชมหรือการ ติเตียนไม่ใช่ธรรมะ” “ธรรมะคือการรู้ว่าอะไรเกิดจากอะไร” หรือความ เป็นเหตุปัจจัย และก็มีค สอนอื่นๆ เช่นว่า พุ ท ธ พั ฒ น า 61 �ำ ล่วงมากว่า ๒,๐๐๐ ปี มีชาวเยอรมันชือ่ Otto Scharmer ได้เสนอ ทฤษฎีรปู ตัว U (U Theory) ดังนี้ (๑) เมื่อรับรู้อะไรเข้ามา (๒) อย่าเพิง่ โต้ตอบทันทีแบบเปรีย้ งๆ พูดเปรี้ยง ทำ เปรี้ยง ▼ ▼ ▼ ▼ (๓) แต่ให้แขวนไว้ก่อน ▼ (๕) แล้วจึงค่อยพูดหรือทำ ด้วยปัญญา พิจารณาอย่างลึกๆ (๔) เกิดปัญญา กระบวนการนี้เป็นรูปตัว U ดังข้างบน เขาจึงเรียกว่า ทฤษฎี U “ใครพูดอะไร เธออย่าเพิ่งเชื่อ แต่ก็อย่าเพิ่งปฏิเสธ” หากแต่น มาคิดไตร่ตรองด้วยเหตุผลหรือโยนิโสมนสิการ (จนเกิดปัญญา) ลองเทียบกับค สอนของพระพุทธองค์ที่อ้างถึงข้างบนที่ว่า “ใครพูดอะไร เธออย่ำเพิ่งเชื่อ แต่ก็อย่ำเพิ่งปฏิเสธ” แต่แขวนไว้พิจารณาอย่างลึกด้วยโยนิโสมนสิการ ตามปกติ มนุษย์เมื่อรับรู้อะไรเข้ามา ก็จะเกิดความรู้สึกชอบ หรือ ไม่ชอบ หรือโกรธเกลียด แล้วมีปฏิกิริยาตอบโต้ทันทีที่ว่า พูดเปรี้ยง ท เปรีย้ ง เป็นเหตุให้เกิดความรุนแรง จะเป็นความรุนแรงทางวาจา หรือทาง กาย หรือเครื่องมือของกาย เช่น มีด หรือปืน 62 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี � � �ำ �ำ �ำ ควรมี ส ติ ไ ตร่ ต รองโดยรอบคอบจนเกิ ด ปั ญ ญา แล้ ว จึ ง ค่ อ ยมี ปฏิสมั พันธ์ออกไป การตอบโต้ด้วยอารมณ์กับการตอบโต้ด้วยปัญญา มีลักษณะและ ผลไม่เหมือนกัน การพูดแบบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นตัวอย่าง การพูดไม่จริงจนเป็นนิสัย ท ให้นักข่าวและคอลัมนิสต์อเมริกัน ต้องหาค ใหม่ๆ มาเรียก เช่น Alternative truth = ความจริงอันเป็นอื่น หรือ ความจริงทางเลือก = ความไม่จริง Fake news = ข่าวลวงหรือข่าวปลอม ปลิวว่อนทั่วโลก การพูดแบบคุกคาม การพูดแบบกล่าวหา การพูดแบบปาดเฉือน (abrasive) เป็นสิ่งที่ท เป็นประจ ช่างตรงข้ามกับ สัมมาวาจา ที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน ที่ว่า (๑) จะพูดอะไรต้องเป็นความจริงมีที่มา มีที่อ้างอิง (๒) พูดเป็นปิยวาจา คือ ไม่พูดส่อเสียด เพ้อเจ้อ ทิ่มแทง ยุยง ให้แตกกัน (๓) พูดถูกกาลเทศะ (๔) พูดแล้วเกิดประโยชน์ (ถ้าเกิดโทษก็ไม่พูด) (๕) พูดด้วยความเมตตา ถ้าพิจารณาดูให้ดีๆ คนทั่วไปพูดด้วยสัมมาวาจาได้ยากมาก ต้อง มีสติจึงจะท ได้ โดนัลด์ ทรัมป์อาจจะเป็นสุดโต่งไปอีกทาง พุ ท ธ พั ฒ น า 63 �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือเร่ง ความเร็วของวาจา ในด้านหนึ่ง จึงทำ ให้ทะเลาะกันกว้างขวางขึ้น อย่างไรก็ดี สัมมาวาจาสะท้อนวิถีคิดแบบพุทธ การเจริญสติ เป็น ๑ ในมรรค ๘ ซึ่งในนั้นมีสัมมาวาจาอยู่ด้วย อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือเร่งความเร็วของวาจา ในด้านหนึ่ง จึงท ให้ทะเลาะกันมากขึ้นและกว้างขวางขึ้น มีนักวิชาการอยู่คู่หนึ่ง เป็นคนเก่งทั้งคู่ ความเห็นไม่ลงรอยบางเรือ่ ง แล้วใช้อนิ เทอร์เน็ตด่ากัน สาธารณะ เลยรับรู้ และกลายเป็นความบาดหมางที่ยืนยง สมัยก่อนเมื่อใครโกรธใคร ก็ใช้การเขียน การเขียนกินเวลาท ให้ หายโกรธ เมื่อเขียนจดหมายเสร็จจึงขยี้ทิ้งหรือไม่ส่ง เลยไม่เกิดเรื่อง แต่สมัยนี้ระบายใส่อินเทอร์เน็ต แล้วกดปุ่มคลิกทันที! อารมณ์ก็เลยกระจายเร็วและกว้างไปก่อความเสียหายได้ แม้นักวิชาการจะเชื่อว่าการถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ก่อให้เกิด ปัญญา แต่ก็มีนวัตกรรมทางปัญญาที่ไม่ได้อาศัยความเชื่อดังกล่าว เช่น Dialogue หรือสุนทรียสนทนา ที่พัฒนาโดยนักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงที่ชื่อ David Bohn 64 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี � �ำ �ำ สุนทรียสนทนาเน้นการฟังอย่างลึก (deep listening) ตามปกติมนุษย์หมกมุน่ อยูใ่ นความคิดของตนเอง และไม่ได้ฟงั หรือ ได้ยินคนอื่น การฟังอย่างลึกเป็นการเคารพคูส่ นทนา ท ให้มคี วามรูส้ กึ ทีด่ ี การ ตั้งใจฟังอย่างลึก โดยไม่พูดสวนหรือโต้เถียง ท ให้เข้าใจมุมมองของคู่ สนทนา เกิดปัญญา และเกิดความเห็นใจ สุนทรียสนทนาจึงพัฒนาปัญญาและความรักความสมานฉันท์ ไม่ สร้างความเป็นปฏิปกั ษ์ (antagonism) เหมือนการโต้เถียงวิพากษ์วจิ ารณ์ กันไปมา การเมืองใช้การต่อสูด้ ว้ ยความเป็นปฏิปกั ษ์กนั เป็นการทอนก ลัง ไม่เป็นไปตามพุทธวิถี และสุนทรียสนทนาที่ก ลังกล่าวถึง เรื่องนี้จะขยาย ความในภายหลัง กระบวนทัศน์ในการพัฒนา (New Development Paradigm) เรื่องนี้ค้นพบโดย Bill Smith ชาวอังกฤษ บิลล์ สมิธ เป็นผู้จัดการภาคสนามของ British Airway ที่กรุงโรม เขาพยายามพัฒนาการท งานจนหน่วยงานของเขามีพลังสร้าง- สรรค์มหาศาล ผู้คนรักกันและมีความสุขมาก หน่วยงานของเขาได้รับรางวัลที่ ๑ นั่นเป็นผลจากประสบการณ์ แต่เขาไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร จึงลาออกไปท ปริญญาเอกเพื่อท วิจัย ว่า พลังสร้างสรรค์เกิดขึ้นได้อย่างไร พุ ท ธ พั ฒ น า 65 �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ เขาค้นพบและเรียกกระบวนการนี้ว่า AIC ซึ่งผมเคยน มาเล่า หลายครั้งแล้ว ในที่นี้จะไม่เล่ารายละเอียดอีก A = Appreciation กระบวนการนี้ ไม่เน้นการถกเถียงและวิพากษ์ วิจารณ์กัน เพราะท ให้เกิดความไม่เสมอภาค คนทีค่ ดิ ว่าตัวเองเก่งน้อย กลัวถูกคนทีเ่ ก่งกว่าวิพากษ์วจิ ารณ์หรือ ข่มเอา จึงไม่กล้าแสดงความเห็น แม้มีการประชุมก็เป็นการประชุมที่ไม่ เสมอภาค เป็นการทอนก ลังกัน ในกระบวนการ AIC จึงห้ามว่าคนอื่น มีแต่ชื่นชม (A = Appre- ciation) ท ให้ทุกคนกล้าแสดงออก รักกัน และมีส่วนร่วม กระบวนการทัง้ หมดเป็นการเรียนรูร้ ว่ มกันในการปฏิบตั ิ (inter- active learning through action) ในสถานการณ์จริง ที่ผมน มากล่าวถึงบ่อยๆ ว่า ท ให้ฝ่าความยากไปสู่ความส เร็จ และเกิดความสุขประดุจบรรลุนิพพาน และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้น พื้นฐาน (transformation) การคิดแบบตายตัวแยกส่วน แบ่งข้างแบ่งขั้ว แล้วเข้าปะทะกัน ล้มตายเป็นเบือ มีมาตลอดเวลาในประวัติศาสตร์ทุกหนทุกแห่ง ในประวัตศิ าสตร์จนี ยุคชุนซิวจ้านกัว๋ ซึง่ กินเวลากว่า ๕๐๐ ปี และ ต่อๆ มา ล้วนเต็มไปด้วยการรบราฆ่าฟัน การยกทัพทีละ ๕๐ หมื่น (๕๐๐,๐๐๐ คน) เข้าประจัญบานหรือฆ่ากันเป็นเรื่องพบบ่อยๆ ขงเบ้งเผาทหารโจโฉทีท่ งุ่ พกบ๋อง ตายไป ๑๐๐,๐๐๐ คน โจโฉยก ทัพ ๘๐ หมืน่ (๘๐๐,๐๐๐ คน) ไปท สงครามทีเ่ ซ็กเพ็ก (โจโฉแตกทัพเรือ) เหลือทหารรอดตายไม่กี่คน ฯลฯ 66 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ ชีวิตคนแต่ละคนควรมีศักดิ์ศรีและมีคุณค่าแห่งความเป็นคน แต่ตอ้ งฆ่ากันตายประดุจผักปลา ก็มาจากการคิดแบบตายตัวแยก ส่วน ในสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. ๑๘๖๑ เกิดสงครามกลางเมืองระหว่าง ฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ เพราะความเห็นต่างกันเป็น ๒ ขั้ว ระหว่างควรมีทาส กับไม่ควรมีทาส ถ้าคิดแบบตายตัวแยกส่วนก็แบ่งเป็น ๒ ขั้ว แล้วเข้าปะทะกัน มี คนเสียชีวติ ไป ๖๕๒,๐๐๐ คน ขณะนัน้ มีพลเมืองทัง้ ประเทศประมาณ ๒๐ ล้านคน ถ้าคิดเชิงกระแสของเหตุปัจจัยแบบพุทธว่า อะไรท ให้เกิดอะไร อะไรท ให้เกิดอะไร... ก็จะพบเหตุปัจจัยที่ท ให้มีทาสและไม่มีทาส และ พบทางที่จะช่วยท ให้ไม่มีทาส โดยไม่ต้องฆ่ากัน แต่ที่นั่นก็ฆ่ากันไปแล้ว หันมาดูการแก้ปญ ั หาทีด่ อยตุงของพระเจ้าอยูห่ วั รัชกาลที่ ๙ และ สมเด็จย่า เมือ่ ก่อนบริเวณนัน้ มีการค้ายาเสพติด ค้าอาวุธ ไม่มกี ฎหมาย ไม่มี ขือ่ ไม่มแี ป คล้ายชายแดนปากีสถานและความโกลาหลในอัฟกานิสถานใน ปัจจุบัน คราวหน้าจะมาว่ากันว่าทรงใช้วธิ กี ารทางพุทธสร้างความสงบ สุขได้อย่างไร พุ ท ธ พั ฒ น า 67 �ำ �ำ �ำ �ำ กับดักควำมคิด ที่ดอยตุงเมื่อก่อนเป็นดินแดนเถื่อนที่ไม่ค นึงถึงกฎหมาย (law- less land) มีการปลูกฝิ่น ค้ายาเสพติด ค้าอาวุธ เหล่านี้ล้วนเป็นการผิดกฎหมาย จะต้องปราบปรามจับกุมมา ลงโทษ หรือเข่นฆ่า เช่น ในช่วงรัฐบาลหนึ่งใช้ค ว่า “ท� สงครามกับยา เสพติด” มีผู้ถูกฆ่าตายไปกว่า ๒,๐๐๐ คน มีความสับสนในเรื่องฆ่าผิด ฆ่าถูก ฆ่าปิดปาก แก้ปัญหาไม่ได้มาจนบัดนี้ ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ประธานาธิบดีคนปัจจุบันที่ ชื่อ โรดรีโก ดู- แตร์เต ได้ชื่อว่าเป็นนักฆ่ามาตั้งแต่เป็นนายกเทศมนตรี มีคนถูกฆ่าตาย เพราะข้อกล่าวหาค้ายาเสพติดไปหลายพันคนแล้ว ที่ชายแดนตอนใต้ของสหรัฐอเมริกาเป็นทางผ่านของการลักลอบ ขนส่งยาเสพติดจากประเทศในอเมริกาใต้ เช่น โคลอมเบีย และเม็กซิโก เข้าไปในสหรัฐอเมริกา มีคนทีถ่ กู ฆ่าตายเกีย่ วข้องกับเรือ่ งนีเ้ ป็นแสนคนแล้ว เรื่องยาเสพติดและความรุนแรงเป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งของ โลกปัจจุบัน อะไรเป็นเหตุปัจจัยของปัญหานี้? การแก้ปัญหาที่ดอยตุง พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จ ย่าทรงค� นึงถึงการแก้ตามเหตุปจั จัย ไม่ได้ทรงใช้ “การฆ่าตัดตอน” ทาง ความคิด คือ คิดแบบตายตัวแยกส่วน ซึ่งน ไปสู่ความรุนแรง เช่น เผาไร่ ฝิ่น ขับไล่ จับกุม ฆ่า 68 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ ำ ำ �ำ การแก้ปัญหาที่ดอยตุง พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จย่า ทรงคำ นึงถึงการแก้ตามเหตุปัจจัย แต่ทรงค นึงถึงเหตุปัจจัยว่า เป็นเพราะเขา “ขาดสัมมาชีพ” จึง ทรงส่งเสริมการปลูกพืชทดแทน เช่น พืชผัก ผลไม้ เมื่อมี “สัมมาชีพเต็มพื้นที่” ความไม่ดีต่างๆ ก็หายไป ชาวบ้านมีอยู่มีกิน มีศักดิ์ศรี อยากท เรื่องดีๆ คนที่เคยท ผิด กฎหมายกลายเป็นพลเมืองดี เป็นสมาชิก อบต. บ้าง เป็นนายก อบต. บ้าง เกิดการอยูร่ ว่ มกันอย่างลงตัว สงบสุข มีภมู ปิ ระเทศและภูมทิ ศั น์ทสี่ วยงาม ใครๆ ก็พากันไปเที่ยวดอยตุง รวมทั้งมีคนมาดูงานจากต่างประเทศ นีก้ เ็ ป็นผลจากความคิดตามเหตุปจั จัยตามวิถพี ทุ ธ อาจเรียกว่าเป็น พุทธพัฒนาก็ได้ ไม่ใช้วิธีคิดแบบแยกส่วนตายตัว ซึ่งน ไปสู่ความแตกร้าว และรุนแรง การคิดแบบ “มึงผิด-กูถกู หรือ มึงเลว-กูด”ี คือ วิธคี ดิ เชิงปฏิปกั ษ์ (anta-gonistic) เป็นการคิดแบบแยกส่วนตายตัว จึงเกิดคู่ตรงข้าม การ เผชิญหน้า การปะทะ การคิดเช่นนี้แพร่หลายมากในทุกๆ วงการ ทั้งในทางการเมือง และในหมูน่ กั วิชาการ ท� ให้เกิดความติดขัด ขัดแย้ง รุนแรงจนถึงจลาจล ในประวัตศิ าสตร์จนี อันยาวนาน ถ้าฮ่องเต้องค์ใดคิดแบบแยกส่วน ตัดขาด บ้านเมืองจะระส่ ระสาย พุ ท ธ พั ฒ น า 69 � �ำ �ำ �ำ �ำ ำ ำ � แต่สมัยใดฮ่องเต้คิดแบบธรรม คือ แบบธรรมชาติ ซึ่งเป็นกระแส ของเหตุปัจจัย ไม่เอาตนเอง (อัตตา) เป็นศูนย์กลาง ซึ่งเป็นการคิดแบบ พุทธหรือแบบเต๋า บ้านเมืองจะสงบสุข วิธีคิดของผู้น� จึงมีความส� คัญยิ่ง ในประวัตศิ าสตร์ของ ๓ จังหวัดชายแดนใต้กจ็ ะเห็นปรากฏการณ์ ท นองเดียวกัน ที่ยามใดผู้น รัฐบาลคิดแบบเผด็จอ นาจจะเกิดความ รุ่มร้อนรุนแรง แต่สมัยใดผู้น รัฐบาล เช่น สมัยรัชกาลที่ ๖ หรือสมัย พล.อ.เปรม คิดแบบธรรม ชายแดนใต้ก็จะลดความร้อนระอุ น่าจะมีการวิจัยวิถีคิดของนายกรัฐมนตรีแต่ละคนกับผลกระทบ ต่อประเทศ เช่น นายกสัญญา ธรรมศักดิ์ นั้นชัดเจนว่าคิดแบบธรรม นายกรัฐมนตรีบางคนคิดแบบ divisive หรือแบ่งแยก ท ให้บ้าน เมืองแตกแยกอย่างรุนแรง สมานไม่ได้มาจนทุกวันนี้ ที่ศรีลังกาที่มีความขัดแย้งรุนแรง เป็นสงครามระหว่างคนสิงหล และคนทมิฬ ซึ่งกินเวลา ๒๕ ปี ผู้คนถูกฆ่าตายไปเป็นหมื่นๆ คน รวมทั้ง พระสงฆ์ด้วย ศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัยวีระ ซึ่งเคยเป็นคณบดีคณะแพทย- ศาสตร์ในศรีลงั กาเคยบอกผมว่า ชาวบ้านสิงหลกับทมิฬเขาอยูเ่ คียงข้างกัน มาไม่มีปัญหาความขัดแย้ง แต่นักการเมืองหาเสียงยุยงให้ขัดแย้งกันจน บานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมือง เรื่องนี้อาจจะตั้งข้อสังเกตว่า 70 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี ำ ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ อะไรทีใ่ กล้ชดิ กับธรรมชาติ เช่น ชาวบ้านทีเ่ ขาอยูก่ นั ตามธรรมชาติ มักจะมีวิธีคิดตามธรรมชาติหรือตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ คือ การอยู่ ร่วมกันอย่างสันติสมดุล เป็นแนวทางธรรม (ชาติ) อะไรที่เกี่ยวข้องกับอ นาจ เช่น การเมือง เงิน หรือความรู้เชิง อ นาจ มักคิดแบบแยกส่วน เชิงอ นาจ เชิงเอาชนะ และการเป็นปฏิปักษ์ นี้ท ให้คิดถึงคนชื่อ ดี ฮ็อค (Dee Hock) เขาเป็นคนรัฐยูทาห์ ใน สหรัฐอเมริกา เป็นคนจน ไม่มีโอกาสเรียนมหาวิทยาลัย แต่ชอบสังเกต ธรรมชาติและอ่านหนังสือ เมือ่ จบชัน้ มัธยมแล้วเขาเทีย่ วรับจ้างท งานในบริษทั และธนาคาร หลายแห่ง โดยถูกไล่ออกหรือลาออกทุกแห่ง เพราะความเห็นไม่ตรงกับ ซีอีโอขององค์กรเหล่านั้น เขาว่า ซีอีโอใช้อ นาจท็อปดาวน์ท ให้คนในองค์กรมีพฤติกรรม เบี่ยงเบน เขาว่าในธรรมชาติที่เขาสังเกตมามันไม่เป็นอย่างนั้น ในธรรมชาติเป็นสัมพันธภาพแบบเครือข่าย ไม่ใช่การใช้อ นาจ ทางดิ่ง ต่อมา ดี ฮ็อค จากเด็กทีย่ ากจนกลายเป็นผูก้ อ่ ตัง้ และซีอโี อคนแรก ของธุรกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ VISA Card ซึ่งมีธนาคารและบริษัท ธุรกิจทั่วโลกเป็นหมื่นๆ แห่ง เข้ามาเชื่อมโยงกันทางธรรม (ชาติ) โดยไม่มี ใครมีอ นาจเหนือใคร ทั้งหมดเป็นเครือข่ายที่เรียนรู้จากกัน ได้ประโยชน์ และมีความ สุขร่วมกัน พุ ท ธ พั ฒ น า 71 �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ ความคิด - วิกฤตการณ์ปัจจุบัน คุยเรื่องวิถีคิดมานานพอสมควร อยากจะสรุปเสียตอนนี้ทีหนึ่งว่า ในวิกฤตการณ์ปัจจุบันที่หาทางออกไม่ได้ เพราะมนุษย์ติดอยู่ในกับดัก ความคิด นั่นคือสภาพความเป็นจริงกับวิธีคิดไม่สมกัน สภาพความเป็นจริง คือ ระบบซับซ้อน (complex system) vs วิธคี ิดแบบแยกส่วนเสี้ยมปลาย ปัญหาปัจจุบันเกิดจากเหตุปัจจัยหลายมิติ ทั้งใกล้และไกล ของ อย่างเดียวกันมีทงั้ คุณและโทษ สุดแต่วา่ สัมพันธ์กบั เรือ่ งใด เมือ่ ใด ทัง้ หมด เหมือนก้อนเชือกที่พันกันยุ่งจับต้นชนปลายไม่ได้ ระบบซับซ้อนยากต่อความเข้าใจ มีคนเข้าใจน้อย เมื่อไม่เข้าใจก็ แก้ปัญหาไม่ได้ เมื่อแก้ไม่ได้ปัญหาก็สะสมจนวิกฤต เป็นวิกฤตการณ์แห่ง ความซับซ้อน วิถีคิดที่แพร่หลายคือ วิธีคิดแบบตายตัว แยกส่วน สุดโต่ง น� ไปสู่การเสี้ยมปลายให้เผชิญหน้าและปะทะกัน เช่น ระหว่างทุนนิยมกับ ต่อต้านทุน ระหว่างนิยมสถาบันกับต่อต้านสถาบัน ระหว่างประชาธิปไตย กับเผด็จการ ระหว่างอนุรักษ์นิยมกับฝ่ายก้าวหน้า ในความเป็นจริงมันซับซ้อนกว่านั้นมาก ไม่ได้แบ่งข้างแบ่งขั้ว ชัดเจนอย่างนั้น อย่างทีท่ า่ นอาจารย์พทุ ธทาสชอบพูดว่าไม่บวกไม่ลบ ไม่ขาวไม่ด ค ว่ามัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลางนัน้ ในความหมายหนึง่ คือ ทางสายปัญญาที่เข้าใจว่าอะไรท ให้เกิดอะไร หรือความเป็นกระแสของ เหตุปัจจัยที่หนุนเนื่อง 72 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี ำ �ำ �ำ �ำ ระบบซับซ้อน/วิกฤตแห่งความซับซ้อน นิยมทุน ต่อต้านทุน ▲ ▲ ▲ ▲ ▲ ▲ ▲ ▲ นิยมสถาบัน ต่อต้านสถาบัน ความคิดแบบเสี้ยมปลายให้ชนกัน ประชาธิปไตย เผด็จการ อนุรักษ์ ก้าวหน้า แต่เมื่อคิดแบบเสี้ยมปลายให้ชนกันก็เกิดความรุนแรง เช่น ความ ขัดแย้งระหว่างทุนนิยมกับคอมมิวนิสต์ ผู้คนล้มตายไปเป็นร้อยล้านคน เมื่อเขมรแดงยึดอ นาจได้ ก็ฆ่านายทุนและปัญญาชนไปเป็นล้าน คน ที่เรียกว่าทุ่งสังหาร เพราะคิดว่านายทุนและปัญญาชนท ให้เกิดความ ไม่เป็นธรรมในสังคม แต่เมือ่ สังหารไปแล้วก็ยงั ไม่สามารถสร้างสังคมทีเ่ ป็น ธรรมได้ ความเป็นธรรมในสังคม เป็นสิ่งจ� เป็นและต้องหาทางสร้าง ให้ได้ ประวัติศาสตร์มีให้เห็นมากมายว่า การคิดเชิงแบบตายตัว แยก ส่วน สุดโต่ง เสี้ยมปลาย เชิงปฏิปักษ์ ไม่น ไปสู่ความส เร็จ การเมืองประเทศไทย ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ เวลาล่วงไปถึง ๘๗ ปี มีปฏิวัติรัฐประหารหลายครั้ง มีรัฐธรรมนูญกว่า ๒๐ ฉบั บ ก็ ยั ง ไม่ ส ามารถพั ฒ นาระบอบประชาธิ ป ไตยและท� ให้ บ้านเมืองลงตัว ทั้งนี้เพราะติดกับดักความคิด พุ ท ธ พั ฒ น า 73 �ำ �ำ ำ �ำ �ำ ำ สังเกตวาทกรรมที่โต้ตอบและสื่อสารกัน อาจจะท ให้เกิดความสะใจ แต่ไม่ท ให้ออกจากวิกฤตความซับซ้อนได้ นั่นคือ คิดแบบแยกส่วนเสี้ยมปลาย ดังกล่าวข้างต้น หรือคิดเชิง ปฏิปักษ์ ลองสังเกตวาทกรรมที่โต้ตอบและสื่อสารกัน ล้วนสะท้อนวิถีคิด เชิงปฏิปกั ษ์ มันอาจจะท ให้เกิดความสะใจ แต่ไม่ท ให้ออกจากวิกฤตความ ซับซ้อนได้ แม้การแบ่งเป็นฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ที่เราเอาอย่างตะวันตก มา ก็อยู่บนฐานการคิดแบบแบ่งข้างตายตัว เช่น ถ้าเป็นพรรคฉันก็ต้อง ถูกทุกอย่าง ถ้าเป็นพรรคตรงข้ามก็ต้องผิดทุกอย่าง แต่ความจริงเป็นเช่นนั้นหรือ ที่ข้างหนึ่งถูกทุกอย่าง อีกข้างหนึ่ง ผิดทุกอย่าง พฤติกรรมบนความไม่จริงแบบนี้ ทอนก ลังกันหรือไม่ แม้แต่ในสหรัฐอเมริกาเอง บทความและหนังสือชื่อ “Tailspin” โดย Steven Brill ที่เพิ่งออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ ถามว่า “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” ที่ชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่บัดนี้มีความเหลื่อมล้ สุดๆ มีการเมืองทีแ่ ยกขัว้ สุดๆ (polarized) และรัฐบาลที่ dysfunction นี้เป็นเพราะ “ติดกับดักความคิด” ใช่หรือไม่ 74 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ ำ � การจะไปพ้นวิกฤตทางการเมือง จึงน่าจะต้องเป็นเรื่องใหญ่กว่า รัฐธรรมนูญ อะไรที่ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ วิถีคิด เป็นรากฐานของอารยธรรมหรือพฤติกรรมทั้งปวง เรามีวิธีคิดเชิงปฏิปักษ์มาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแล้ว บัดนี้ถึง เวลาที่คนไทยและสังคมไทยจะต้องออกจากกับดักความคิด อำริยพัฒนำ หมูป่ำโมเดล จุดเปลี่ยนมนุษยชำติ ในทางพุทธนั้น ไม่ถือว่าความคิดเป็นก้อนส เร็จรูปก้อนส เร็จรูป ตายตัว คือไม่ได้เป็นก้อนๆ แต่ขึ้นกับเหตุปัจจัยอันหลากหลาย ชั่วขณะใดขณะหนึ่ง เหตุปัจจัยแต่ละขณะไม่เหมือนกัน สรุปว่า ความคิดไม่ใช่อะไรที่ตายตัว ขึ้นกับเหตุปัจจัยต่างๆ ที่เข้า มาก หนด เช่น สิ่งแวดล้อม การงาน สถานการณ์ ฯลฯ พุ ท ธ พั ฒ น า 75 �ำ �ำ �ำ สถานการณ์ทีมฟุตบอลหมูป่า ๑๓ คน ที่ติดอยู่ในถ้ ที่เชียงราย และกระบวนการช่วยเหลือให้ออกจากถ้ เป็นเรื่องที่โด่งดัง มีผู้คนรู้เห็น ทั่วประเทศและทั่วโลก จึงเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่มนุษย์จะได้เรียนรู้ ตัวอย่างของวิถีคิดและพฤติกรรม ก ลังมีการพูดถึงการท ภาพยนตร์เหตุการณ์นี้กัน ผู้ผลิตภาพ- ยนตร์อย่าเสียโอกาสที่จะท ความเข้าใจปัจจัยของความส เร็จของหมูป่า โมเดล เพราะโลกทัง้ โลกก ลังติดอยูใ่ นความไม่ส เร็จ ทีจ่ ะออกจากวิกฤต- การณ์ที่มีความซับซ้อนและยาก การช่วยทีมหมูปา่ ออกจากถ้ เป็นเรือ่ งทีย่ ากสุดๆ เรือ่ งหนึง่ จึงควร เรียนรู้วา่ ท ให้ส เร็จได้อย่างไร ปัจจัยของความส เร็จมีอย่างน้อย ๘ ประการ ซึง่ อาจเรียกว่าเป็น มรรค ๘ แห่งความส เร็จ มีดังต่อไปนี้ ๑. บริหารจัดการโดยคนในพื้นที่ ซึ่งเผชิญอยู่กับ สถานการณ์จริงเฉพาะหน้า ไม่ใช่โดยอ นาจรวมศูนย์ ซึ่งอยู่ห่างไกลสถานการณ์ จริง อันจะท ให้ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จึงไม่ได้ผล ระบบราชการเป็นระบบบริหารที่รวมศูนย์อ นาจ จึง มีผลสัมฤทธิ์ต่ สิ้นเปลืองมาก และก่อความขัดแย้ง มีตัวอย่างในการต่อสู้ของกองทัพคอมมิวนิสต์จีน เมื่อเริ่มต้นบัญชาการโดยปัญญาชนจีนจากมอสโก ปรากฏว่าแพ้ยับเยิน ต่อเมื่อเหมาเจ๋อตุง ซึ่งอยู่ในพื้นที่เป็น 76 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี � ำ � ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ ำ � �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ ำ � ผู้บัญชาการรบ จึงชนะเรื่อยมา เรื่องการช่วยเหลือทีมหมูป่าเป็นการดีที่หน่วยเหนือ ส่วนกลางไม่เข้าไปบัญชาการ ถ้าเป็นอย่างนั้นเด็กจะไม่รอดชีวิต เราจะต้องจ หลักการนี้มาใช้กับเรื่องอื่นๆ ด้วย ซึ่งก็ คือ การกระจายอ นาจให้พื้นที่เป็นผู้บริหารจัดการ ๒. มีการรวมใจเป็นหนึ่งเดียว หรือมีความมุ่งมั่นร่วมกัน นั่นคือช่วย ๑๓ ชีวิตให้รอด ตามปกติ บุคคลและองค์กรจะมีใจกระจัดกระจายไป คนละทางสองทาง ไปตามความคิด ตามผลประโยชน์ ตาม ระบบระเบียบ การขาดความมุ ่ ง มั่ น ร่ ว มกั น ไม่ เ ป็ น พลั ง แห่ ง ความ ส เร็จ กรณีหมูปา่ นี้ ทัง้ หมดรวมใจเป็นหนึง่ เดียว หรือมีความ มุ่งมั่นร่วมกันจึงมีพลังมาก ๓. มีการรวมพลังก้าวข้าม ความแบ่งแยกทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นทหาร ต รวจ พลเรือน ประชาชน ไม่มี การแบ่งแยก ไม่มีซ้ายมีขวา มีเหลืองมีแดง มีชนชั้นใดๆ พุ ท ธ พั ฒ น า 77 �ำ �ำ �ำ �ำ ตามปกติ ราชการมีกฎระเบียบและขั้นตอนมากมาย ท ให้เกิดการแบ่งแยก มักถือความเป็นทางการ ไม่สนใจ ความไม่เป็นทางการ ซึง่ มีความคล่องตัวมากกว่า และอาจมี การแบ่งแยกตามอุดมการณ์ ในกรณีหมูป่า มีการรวมพลังก้าวข้ามความแบ่งแยก ทุกประเภท ไม่มีใครมาถามว่า “คุณได้รับอนุมัติจำกต้น- สังกัดหรือยัง” ถ้าจะมีใครถาม ชาวบ้านก็จะรังเกียจว่า “เชยเต็มที” จะต้องร่วมกันช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ให้เร็วที่สุด คุณยังจะ มาถามเรื่องการขออนุมัติหาพระแสงอันใด แสดงว่าในความเป็นทางการ (formal) นัน้ เน้น form หรือรูปแบบมากกว่าสาระ ในสถานการณ์คับขันเรื่องช่วยทีมหมูป่า ไม่มีใครยึดถือรูปแบบแล้ว แต่มุ่งสาระมากกว่า คือท ทุกอย่างที่สอดคล้องกับความเป็นจริงและมี ประโยชน์ จึงเกิดการรวมพลังก้าวข้ามการแบ่งแยกทุก ประเภท ไม่คิดเชิงปฏิปักษ์ (Antagonistic) มายาคติอย่างหนึ่งที่ท ให้ประเทศไทยไม่มีพลังก็คือ การถือว่าความเป็นทางการส คัญกว่าความไม่เป็นทางการ อันที่จริง ความไม่เป็นทางการมีมาก่อน ใหญ่กว่า สอดคล้องกับความเป็นจริงและคล่องตัวมากกว่า เพื่อจะมี พลังหลุดออกจากวิกฤตต่างๆ ประเทศไทยจะต้องน ความ ไม่เป็นทางการมาใช้ให้มาก 78 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ ๔. การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์ จริง (Interactive learning through action) การเรียนรู้ของเรามักเป็นการเรียนรู้โดยท่องจ วิชา และในการท งาน ก็มักใช้ความรู้ส เร็จรูปตามที่เรียนมา โดยไม่เรียนรู้ในการปฏิบัติ ในสถานการณ์จริง ท ให้การพัฒนาและการแก้ปญ ั หา ไม่ได้ผล เพราะในสถานการณ์จริงแต่ละเรือ่ งมีความจ เพาะ ซับซ้อนและพลิกผัน ถ้าไม่เรียนรู้ในสถานการณ์จริง ก็จะไม่เข้าใจความ จริง เมื่อไม่เข้าใจความจริง ก็ท� ให้ถูกต้องไม่ได้ ในสถานการณ์จริง ดังในกรณีการช่วยทีมหมูป่า มี บุคคลและองค์กรเกี่ยวข้องมากมายหลายฝ่าย ทุกคนและ ทุกฝ่ายล้วนเป็นปัจจัยต่อความส เร็จหรือความล้มเหลว ใครจะไปเก่งคนเดียวเป็นฮีโร่อยู่ก็ไม่ส เร็จ จึงต้องมี การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง จึงเป็นการเรียนรู้ที่ทรงพลังยิ่ง และช่วยให้ฝ่าความยาก ไปสู่ความส� เร็จ การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติท ให้เกิดปัญญาร่วม (Collective wisdom) นวัตกรรม อัจฉริยภาพกลุม่ (Group genius) เป็นพลังทางปัญญามหาศาล ลองสังเกตข้อนี้ดูให้ ดีๆ เถิดครับ พุ ท ธ พั ฒ น า 79 �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ ำ �ำ �ำ ำ �ำ ๕. แสวงหาและใช้เทคโนโลยีที่ตรงประเด็น ปัญหาจากทั้งในและต่างประเทศ ด้วยใจเปิดกว้าง มุ่งมั่นช่วยชีวิต จึงแสวงหาความ เชีย่ วชาญและเทคโนโลยีทตี่ รงประเด็นปัญหามาใช้อย่างเต็ม ที่และรวดเร็ว ดังที่มีผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศเข้าร่วม ไม่มีการ ถือเขาถือเรา บางแห่ง บางประเทศ บางคน บางสถานการณ์ มีความ คิดเชิงชาตินิยม : ฉันเก่งกว่าคนอื่น มึงไม่ต้องมายุ่ง แบบนี้ไม่ถือว่าเอาการช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์เป็นตัวตั้ง แต่เอาอัตตาของตนนั่นแหละเป็นตัวตั้ง การท เพื่อเพื่อนมนุษย์ต้องมีหัวใจเปิดกว้าง ๖. ผู้ประสานงานสามารถยึดกุมภาพองค์รวม และสื่อสารสร้างความเป็นเอกภาพ ท่ามกลางความหลากหลาย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายขณะนั้น เป็นผู้มีความ สามารถในการจัดการสูง เข้าใจองค์รวมของทัง้ หมด สามารถ สื่อสารความเป็นเอกภาพ ท่ามกลางความหลากหลายของ ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด นี้คือ อิทธิปัญญาหรือปัญญาที่ท ให้เกิดความส เร็จ 80 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ �ำ ปัญญาในการจัดการมีน้อยในสังคมไทย เพราะการ ศึกษาแบบท่องวิชาท ให้จัดการไม่เป็น กรณีทีมหมูป่าติดถ้ นี้ ถ้าจัดการโดยอ นาจรวมศูนย์ หรือโดยคนในพื้นที่ซึ่งจัดการไม่เป็น ทั้ง ๑๓ ชีวิตจะไม่รอด ๗. หัวใจของความเป็นมนุษย์ ไม่มีใครเห็นแก่ตัว ทุกคนท ด้วยความเสียสละ ยอม เสียเงินส่วนตัว ยอมให้ที่นาของตนเสียหาย ถ่อมตัว ยกย่อง ผู้อื่น ต้องการช่วยเพื่อนมนุษย์ให้รอดชีวิตอย่างเดียว นี่คือหัวใจของความเป็นมนุษย์ คือ เมล็ดพันธุแ์ ห่งความดีทมี่ ใี นหัวใจของมนุษย์ทกุ คน แต่ถกู กลบฝังเสียด้วยกระแสอ นาจและมายาคติต่างๆ แต่ในสถานการณ์คบั ขันเช่นนี้ ธรรมชาตินจี้ งึ แสดงออก มาจากใจของทุกคน ปรากฏให้เห็นว่า หัวใจของความเป็นมนุษย์เป็นพลัง อันยิง่ ใหญ่ในการขับเคลือ่ นให้เรือ่ งทีเ่ ป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ เป็นพลังที่เหนืออ นาจ เงิน กฎหมาย และข้อจ กัดต่างๆ สังคมทุกวันนี้ ผู้คนทั้งหมดก็เสมือนติดอยู่ในถ้ หา ทางออกไม่ได้ ในท่ามกลางวิถที างต่างๆ ต้องค นึงถึงพลังแห่งหัวใจ ของความเป็นมนุษย์ พุ ท ธ พั ฒ น า 81 �ำ � ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ � ำ �ำ ๘. มีการสื่อสารให้รับรู้กันอย่างทั่วถึง เกิดความเป็นสาธารณะ กรณีชว่ ยทีมหมูปา่ ติดถ้ ทีเ่ ชียงราย มีการสือ่ สารให้รบั รูก้ ันอย่างทั่วถึง ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ยิง่ กว่าละครเรือ่ งบุพเพสันนิวาสในระดับประเทศ และ ยิ่งกว่าข่าวฟุตบอลโลกในระดับโลก การมีคนรับรู้กันทั่วถึง ท ให้เกิดความเป็นสาธารณะ ความเป็นสาธารณะ คือความสว่าง ในความมืด คนกล้าที่จะท� ไม่ดี แต่ในความสว่าง ยากที่จะเห็นแก่ตัว (It is very difພcult to be selພsh in front of the public) ไปอ้อนวอนหรือสั่งสอนให้คนท ดีนั้นยาก แต่ถา้ ท ให้เป็นสาธารณะหรือสังคมสว่าง ผูค้ นไม่กล้า ท ผิด ฉะนั้นจะเห็นว่า ท่ามกลางความสว่างที่สาดส่องที่ เชียงราย ไม่มีใครกล้าท ผิด แต่มีคนเผลอไปถามว่า “คุณได้รับอนุมัติจากใคร” ก็ ยังต้องรีบหดหัว หรือกรณีคณ ุ ณรงศักดิ์ (ผูว้ า่ เชียงรายขณะนัน้ ) ความเป็น สาธารณะก็เป็นภูมิคุ้มกันให้ท่านจากโครงสร้างอ นาจ ซึ่ง อาจท ร้ายท่านได้ 82 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี � ำ �ำ ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ท ให้ข่าวสารสามารถ รับรู้กันได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง ถ้าใช้ให้เกิดความเป็น สาธารณะในเรื่องต่างๆ จะเป็นจุดเปลี่ยนประเทศไทย รวม ๘ ข้อ อาจเรียกว่า มรรค ๘ แห่งความส� เร็จ หรืออาริย- พัฒนา หมูป่าโมเดล ที่เรียกว่า “อาริยพัฒนา” เพราะในมรรค ๘ แห่ง ความส เร็จมีความอาริยะอยู่หลายอย่าง จึงจะยกมาให้ดู ๓ อย่าง ซึ่งอาจ เรียกว่า ไตรอาริยะ คือ... ๑. หัวใจของความเป็นมนุษย์ ๒. การไม่คิดเชิงปฏิปักษ์ (Antagonistic) ๓. การรวมพลังก้าวข้ามการแบ่งแยกทุกชนิด ลองพิจารณา ๓ ข้อนี้ให้ดีๆ แค่คิดก็มีความสุขและมีพลังแล้ว โดยทั่วไป มนุษย์ถูกมายาคติต่างๆ ในรูปของ กฎหมาย กฎระเบียบ ความเป็นทางการ อ นาจ ผลประโยชน์ ทฤษฎีทางวิชาการและอื่นๆ บดบังสัจจะแห่งความเป็นมนุษย์ ท ให้ไม่ใช้หัวใจของความเป็น มนุษย์ คิดเชิงปฏิปักษ์ แบ่งแยก แบ่งข้าง แบ่งขั้ว น ไปสู่การไม่มีพลัง แต่ ใ นกรณี ป ั ญ หาฉุ ก เฉิ น เพื่ อ ช่ ว ยชี วิ ต เพื่ อ นมนุ ษ ย์ ที่ ติ ด อยู ่ ใ น ถ้ ธรรมชาติที่แท้ของความเป็นมนุษย์ ก้าวข้ามมายาคติดังกล่าวทั้งหมด ท ให้เกิดอาริยพลังอันมหาศาล พุ ท ธ พั ฒ น า 83 �ำ ำ �ำ �ำ �ำ �ำ ำ � �ำ ความจริงนี้แสดงต่อหน้าคนทั้งโลกว่า ธรรมชาติที่แท้ของความ เป็นมนุษย์นั้นมีความดี แต่มายาคติต่างๆ นั้น กักขังคนทั้งปวงให้ติดอยู่ ในถ�้ ขาดอิสรภาพและขาดพลัง กรณีช่วยทีมหมูป่าออกจากถ้ ที่เชียงราย ประเทศไทย เมื่อเดือน มิถุนายน - กรกฎาคม ค.ศ. ๒๐๑๘ เป็นจุดส คัญในประวัติศาสตร์ของ มนุษยชาติ ที่ให้วิธีคิดใหม่ว่า... ในตัวมนุษย์นนั้ มีอาริยพละ ซึง่ อยูบ่ นพืน้ ฐานของสัจจะแห่งความ เป็นมนุษย์ที่มีอยู่จริงในคนทุกคน ประดุจเป็นพลังนิวเคลียร์ในตัวมนุษย์ ถ้าช่วยกันเผยแพร่สร้างความเข้าใจ สัจจะข้อนี้สู่มวลมนุษย์ ด้วย วิธีต่างๆ รวมทั้งภาพยนตร์เรื่องหมูป่า ซึ่งจะฉายไปทั่วโลก จะไม่มีครั้งใด อีกแล้วที่มนุษย์ทั้งโลกมีโอกาสที่จะเกิดจิตส นึกใหม่ (New conscious- ness) แห่งการเกิดส นึกในศักดิ์ศรีและศักยภาพในความเป็นมนุษย์ของ ตนเอง หลุดจากการถูกจองจ ในมายาคติ บรรลุความจริง อิสรภาพ และ ความสุขอันประณีต เกิดไมตรีจิตอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง สามารถรวม พลังก้าวข้ามการแบ่งแยกทุกประเภท เกิดพลังสร้างสรรค์มหาศาล ทะลุ ความยากนานาประการไปสู่ การอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ทั้งระหว่างคนกับ คน และระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม โลกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป รัฐบาลไทยและประเทศไทยควรใช้หน้าต่างแห่งโอกาสนี้ให้ดี ที่สุด 84 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี ำ ำ � �ำ �ำ �ำ �ำ ๓. อัตตาและอนัตตา มนุษย์โดยทั่วไปติดอยู่ในสัญชาตญาณแห่งตัวตน หรืออัตตา แต่พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องอนัตตาและความว่างจากตัวตนที่ เรียกว่า สุญญตา เป้าหมายสูงสุดของวิถพี ทุ ธ คือ การบรรลุนพิ พาน หรือความสงบ เย็น หรือการบรรลุความว่างจากตัวตนโดยสิน้ เชิง หมดทุกข์ มีแต่ความสุข อย่างถาวรตลอดกาล ความทุกข์และการก่อทุกข์ให้ผู้อื่นเกิดเพราะอัตตา อัตตายิ่งมาก ทุกข์ยิ่งมาก อัตตาน้อยลง ยังไม่ถึงขั้นหมดไป ทุกข์ก็น้อยลงแล้ว ทั้งนี้เพราะการยึดมั่นในตัวตนท ให้เกิด โลภะ อัตตา (โมหะ) โทสะ ความโลภ อยากได้เข้าตัวมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ข้าวของ ชือ่ เสียง เกียรติยศ อ นาจ ท ให้เกิดเอาเปรียบ แย่งชิง ปล้นฆ่า สงคราม อยากได้อะไรแล้วไม่ได้ ก็มีความบีบคั้นหรือความทุกข์ ได้มาแล้ว ก็มีความสุขชั่วคราว แล้วก็อยากมากขึ้นไปอีก อะไรที่ไม่พอใจก็โกรธหรือโทสะ ที่ไม่พอใจก็เพราะไม่ถูกใจ พุ ท ธ พั ฒ น า 85 �ำ �ำ �ำ ที่ไม่ถูกใจ ก็เพราะเอาใจของตนหรืออัตตาเป็นใหญ่ ไม่มีปัญญารู้ ว่าธรรมชาติก็เป็นไปตามเหตุปัจจัย เช่นนั้นเอง ธรรมชาติเป็นไปตามเหตุปจั จัยหรือตามเหตุผล ไม่มหี น้าทีต่ อ้ งมา ตามใจเรา การทีเ่ ราเอาใจเป็นใหญ่ คือ การขาดเหตุผล หรือขาดปัญญา หรือ ความไม่รู้ หรือความหลงไป (โมหะ) ที่หลงไปยึดมั่นในตัวเอง ความไม่รู้หรือขาดปัญญานี้ท่านเรียกว่า อวิชชา (ช ช้าง ๒ ตัว) ค ว่า อวิชชา ช ช้าง ๒ ตัว เป็นค ทางพุทธทีม่ คี วามหมายจ เพาะ หมายถึง ความไม่รู้ที่น ไปสู่ความทุกข์ เวลาไปงานศพลองฟังพระสวด ให้ดีๆ จะได้ยินบทหนึ่งที่เริ่มว่า “อวิชชา ปัจจยา สังขารา” นัน่ ท่านเริม่ สวดปฏิจจสมุปบาท หรือห่วงโซ่ของเหตุปจั จัยทีท่ ให้ เกิดทุกข์ โดยเริ่มที่ว่า ความไม่รู้ (อวิชชา) เป็นปัจจัยให้เกิด (ปัจจยา) การปรุงแต่ง (สังขารา) การปรุงแต่งขึ้นมาเป็นตัวตน ค ว่า สังขาร ในทางพุทธศาสนาเป็นค ที่ส คัญ ควรท ความเข้าใจให้ดีๆ ไม่ได้แปลว่ากาย กายใช้ค ว่ารูป สังขาร หมายถึงการปรุงแต่ง การสร้างขึ้น (constructed) การ ประกอบขึ้นมา คือ ธรรมชาติมันก็เป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีตัวตน แต่ เพราะความไม่รู้ (อวิชชา) เราไปสร้างขึ้นมาให้มีตัวตน จึงเกิดทุกข์ 86 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ ในทางพุทธ ทุกข์จึงเกิดจากอวิชชา (ความไม่รู้) ความไม่รู้ไปปรุงแต่งมันขึ้น (สังขารา) เพราะฉะนัน้ เมือ่ ได้ยนิ พระเริม่ ต้นว่า “อวิชชา ปัจจยา สังขารา” พึงรู้วา่ ท่านก ลังกล่าวพุทธวจนะที่ส คัญเกี่ยวกับการเกิดทุกข์แล้ว นี้จะโยงไปถึงความในปฐมพุทธภาสิตคาถาที่ว่า “คะหะภารัง คะเวสันโต...” = “แสวงหาอยู่ซึ่ง นายช่างปลูกเรือน” (ท ให้เป็นทุกข์อยู่ร่ ไป) เราจะไม่เข้าใจว่า แสวงหานายช่างปลูกเรือน แล้วเป็นทุกข์อยู่ ร่ ไป มันหมายถึงอะไร นายช่างปลูกเรือน หมายถึง สังขารหรือการปรุงแต่ง หรือการ ประกอบสร้างขึ้น (constructed) ดังกล่าวข้างต้น สังขาร คือ การปรุงแต่งให้เกิดตัวตน จึงท� ให้เกิดทุกข์ เพราะฉะนั้นที่ว่า “แสวงหาอยู่ซึ่งนายช่างปลูกเรือน” หมายถึง เพราะความไม่รู้ท ให้เกิดสังขาร ดูข้อความในปฐมพุทธภาสิตคาถาต่อไปที่ว่า “คะหะการะกะ ทิฏโฐสิ” = นี่แน่ะ นายช่างปลูกเรือน เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว “ปุนะ เคหัง นะ กาหะสิ”= เจ้าจะท เรือนให้เราไม่ได้อีกต่อไป หมายถึงว่ามีปญ ั ญา (วิชชา) ไม่เกิดการปรุงแต่ง (สังขารา) อีกแล้ว พุ ท ธ พั ฒ น า 87 �ำ �ำ �ำ � ำ ำ � ำ �ำ �ำ ความเก่งของมนุษย์ที่ทำ ให้เกิด ความเจริญทางวัตถุต่างๆ แต่ก็เพราะ ความเก่ง...นั้นเอง กลับทำ ให้โลกวิกฤต แล้วก็ลงท้ายว่า “วิสังขาระคะตัง จิตตัง” = จิตของเราถึงแล้วที่ ปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป สังขาระ = ปรุงแต่ง วิสังขาระ = ปรุงแต่งไม่ได้ คะตัง = ถึงแล้ว เมื่อวิสังขารปรุงแต่งเป็นตัวตนขึ้นมาไม่ได้อีกแล้วก็สิ้นทุกข์ ในบาลีทพี่ ระสวดในพิธกี รรมต่างๆ มีความหมายลึกซึง้ และมีประ- โยชน์ แต่น่าเสียดายที่เราไม่เข้าใจ ถ้าเข้าใจเรื่องสังขารา หรือการปรุง แต่งเป็นตัวให้เกิดทุกข์ เราได้ยินเวลาพระท่านชักผ้าบังสุกุล และพูดว่า “อนิจจา วะตะ สังขารา” สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีการเกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดา การระงับการปรุงแต่งเสียได้ เป็นสุขอย่างยิ่ง ที่ท่านลงท้ายว่า อุปสะโม สุโข 88 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี � � อุปสโม = สงบระงับ หมายถึง ระงับการปรุงแต่ง ท� ให้เป็นสุขอย่างยิ่ง ท่านไม่ได้หมายถึงว่า ตำยแล้วเป็นสุขอย่ำงยิ่ง ! ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับ อวิชชา ปัจจยา สังขารา คือ ความไม่รู้ ท ให้เกิดการปรุงแต่ง หรือการสร้างเรือนเป็นตัวตน ขึ้นมา ท ให้เกิดทุกข์ การรู้เท่าทันการปรุงแต่งหรือนายช่างปลูกเรือน ท ให้ปรุงแต่งไม่ ได้ (วิสังขาร) หรือระงับการปรุงแต่ง (อุปสโม) ท ให้เป็นสุขอย่างยิ่ง ปัญญาชนชาวพุทธ ทัง้ พระสงฆ์และฆราวาส ควรหาทางท� ให้ พระสงฆ์ที่สวดในพิธีกรรมต่างๆ เข้าใจความหมายของบาลีที่ท่านสวด และสามารถอธิบายให้ฆราวาสที่ร่วมพิธี (แต่ไม่ได้ฟัง หรือฟังไม่เข้าใจ) เข้าใจความหมาย จะเป็นการเรียนรูท้ ยี่ งิ่ ใหญ่ ทัง้ ของพระและของประ- ชาชนโดยทั่วไปทีเดียว เพราะหลักอนัตตาอันเป็นหลักการใหญ่ของพุทธศาสนานั้น จะ ส คัญต่อมนุษยชาติทวั่ โลก ทีจ่ ะไปให้พน้ วิกฤตการณ์อารยธรรมปัจจุบนั ที่ กล่าวไว้ตอนต้น สัตว์มนั ก็มอี ตั ตา เพราะมันต้องหาทางเอาตัวรอด ต้องหากิน ต้อง หลบภัย ต้องสืบพืชพันธุ์ แต่อตั ตาของมันไม่ใหญ่มาก มันท เพียงเพือ่ ด รง ชีวิต จึงไม่สามารถท ลายความสมดุลของธรรมชาติ สัตว์ต่างๆ มีชีวิตอยู่บนโลกนี้ ก่อนมนุษย์หลายร้อยล้านปี แต่ไม่ เคยมีหลักฐานว่าสัตว์ท ลายสมดุลของธรรมชาติ พุ ท ธ พั ฒ น า 89 ำ �ำ �ำ �ำ �ำ ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ แม้สิงโตและเสือมันจะจับสัตว์อื่นกินเป็นอาหาร มันก็ท เฉพาะ เวลามันหิว เวลามันไม่หิวมันก็ไม่ท แต่มนุษย์อัตตาใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด เช่น มีเงินกี่หมื่นกี่แสนล้านก็ไม่รู้จักพอ ต้องการมีอ นาจเหนือคนทั้งชาติหรือทั้งโลก แม้ต้องท ให้คนตายเป็นแสนเป็นล้านก็ท เพราะมีความสามารถหรือความเก่งสามารถคิดเครื่องมือต่างๆ ที่ สนองตอบความต้องการของตน เช่น คิดระบบเงินตราและระบบธนาคารที่โลภได้ไม่มีที่สิ้นสุด คิดเครื่องยนต์กลไกต่างๆ ท ให้สามารถเหาะเหินเดินอากาศ ด น้ มุดดิน คิดอาวุธที่ร้ายแรงต่างๆ เช่น ปืน ลูกระเบิด อาวุธนิวเคลียร์ ฯลฯ ตัวโลภะและโทสะจึงน ไปสู่ความรุนแรง ทั้งความรุนแรงอย่าง โจ่งแจ้ง เช่น สงครามต่างๆ ตลอดไปจนการทิ้งระเบิดปรมาณู และการ สะสมอาวุธนิวเคลียร์ที่สามารถท ลายโลกทั้งใบได้หลายเที่ยว ในศตวรรษที่แล้ว คนที่ตายเพราะสงครามต่างๆ รวมทั้งสงคราม โลก ๒ ครั้ง เป็นจ นวนถึง ๒๐๐ ล้านคน แล้วยังมีความรุนแรงอย่างเงียบ (silent violence) เช่น ความ อยุติธรรมทางสังคมและความยากจน ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนมากกว่านั้นหลาย เท่า 90 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ � ำ �ำ �ำ �ำ นอกจากนัน้ ธรรมชาติของโลกก็เสียสมดุล จนกระทัง่ โลกร้อนและ เกิดหายนภัยต่างๆ รวมกันเป็นวิกฤตอาริยธรรมปัจจุบัน ความเก่งของมนุษย์ที่ท ให้เกิดความเจริญทางวัตถุต่างๆ แต่กเ็ พราะความเก่งทีท่ ให้เกิดความเจริญทีว่ า่ นัน้ เอง กลับท ให้ โลกวิกฤต จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ว่า การพัฒนาที่น โดยอัตตา จะท ให้มนุษย์ พ้นวิกฤตได้ ไม่ว่าจะเก่งเท่าใด เพราะความเก่งนั้นเองกลับท ให้วิกฤต ถึ ง เวลาที่ ค นสมั ย ใหม่ จ ะหั น มาท ความเข้ า ใจความจริ ง ตาม ธรรมชาติของอนัตตา เราอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องยาก แต่ความจริงไม่ยาก เพราะมันเป็น ธรรมชาติที่จะเป็นเช่นนั้นเอง เพราะวิกฤตใหญ่ไม่มีทางไปแบบเดิม มันบังคับเรานั้นอย่างหนึ่ง กับอีกอย่างหนึ่งคือแรงจูงใจสูงของความสุข นั่นคือ...ถ้าอัตตายิ่งน้อย ความสุขยิ่งมาก ๔. สิความแตกต่ ทธิเสรีภาพกับอิสรภาพ างระหว่างตะวันตกกับพุทธ ทัง้ ตะวันตกและพุทธต่างเน้นเรือ่ งอิสรภาพ แต่อยูบ่ นรากฐานและ พฤติกรรมที่แตกต่างกัน พุ ท ธ พั ฒ น า 91 �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ คนตะวันตกมีเรือ่ งดูถกู ดูหมิน่ ศาสดาของศาสนาอิสลาม ท ให้เกิด ความขัดแย้งและความรุนแรงเนืองๆ เช่น มีคนอินเดียชื่อ ซัลมัน รัชดี (Salman Rushdie) เขียนเรื่องเชิงหมิ่นศาสดามูฮัมหมัดและภรรยาของ ท่าน คนมุสลิมโกรธมากและคาดโทษเขาถึงตาย เขาหนีไปอยู่อังกฤษ และได้รบั การยกย่องจากตะวันตกว่าเป็นคนเก่ง เป็นคนกล้า หนังสือ TIME ก็เอามาพูดถึงอยู่เนืองๆ หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่ปารีสเขียนการ์ตูนล้อศาสดามูฮัมหมัด ที่นั่นเขาถือว่าเป็นสิทธิเสรีภาพที่จะท ได้ คนมุสลิมโกรธมาก พา กันไปเผาส นักงานหนังสือพิมพ์ จนเกิดจลาจลขึ้นในกรุงปารีส สิทธิเสรีภาพเป็นค ที่มีพลังในการปลุกจิตส นึกของผู้ถูกกดขี่ แต่ถ้าใช้สิทธิเสรีภาพ “ของเรา” ไปกดขี่ผู้อื่น ค นี้ก็เข้าไปคลุก- เคล้ากับความเห็นแก่ตัว คนทีเ่ จริญควรจะเห็นแก่คนอืน่ ด้วย ไม่ใช่เอาแต่ “ของเรา” แต่ไม่ เคารพของคนอื่น ท ไมจึงจะไปดูถูกดูแคลนสิ่งที่เพื่อนมนุษย์ของเราเคารพ ในทางพระพุทธศาสนานัน้ ถือว่าเสรีภาพและอิสรภาพคือการเป็น ไทหรือหลุดพ้นจากอ นาจครอบง ของกิเลสตัณหา คนที่ไม่ได้ศึกษาล้วนตกเป็นทาสของมาร คือ กิเลสตัณหาทั้งสิ้น ถูกกิเลสตัณหาครอบง หรือบงการให้มีโลภะ โทสะ โมหะ และเมื่อท การ ด้วยโลภะ โทสะ โมหะ ก็น ผลเสียมาสู่ตนเองและส่วนรวม 92 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ ทางพุทธไม่ค่อยพูดถึงสิทธิ แต่พูดถึงหน้าที่ เช่น หน้าทีต่ ่อตนเอง ต่อบิดามารดา บุตร ครูอาจารย์ ชุมชน สิ่งแวดล้อม และหน้าที่นั้นรวมถึง การศึกษาฝึกตนให้มีอิสรภาพจากกิเลสตัณหา ทั้งหมดเพื่อความสุข ความเจริญของชีวิต และการอยู่ร่วมกัน สิทธิเสรีภาพทางตะวันตกดูประหนึ่งว่าจะเน้นที่การได้ แต่อิสรภาพและหน้าที่ในทางพุทธนั้น จะเน้นไปที่การให้ สิทธิเสรีภาพโดยปราศจากการฝึกอบรมตนจะถล เข้าไปสู่ความ เห็นแก่ตัวและการเอาเปรียบ หรือกระทั่งความรุนแรงต่อคนอื่นและชาติ อื่นได้ง่าย ดังที่ปรากฏมาในประวัติศาสตร์ การปฏิวัติฝรั่งเศส เมื่อ ค.ศ. ๑๗๘๙ ที่มีการทลายคุกบาสตีล มี การชูค ขวัญของการปฏิวัติว่า เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ซึ่งเป็นค ที่มีพลังในการปลุกใจให้ฮึกเหิมต่อสู้ และยังใช้ในการ ขับเคลื่อนประชาธิปไตยมาจนทุกวันนี้ ที่จริง เสรีภาพ เสมอภาพ ภราดรภาพ เป็นอุดมคติที่ดีมาก ถ้าเกิดขึ้นได้จริงจะเกิดสังคมพระศรีอาริย์หรือยุคศรีอาริยะ ซึ่ง มนุษย์ควรจะไปให้ถึง แต่ถ้าปราศจากการศึกษาฝึกตนให้ลดกิเลสตัณหา ไตรสภาวะ (เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ) ดังกล่าวเกิดขึ้นได้ยาก เพราะโลภะ โทสะ โมหะ อันเป็นวิสัยของมนุษย์ ท ให้ความดีงามดังกล่าวเกิดขึ้นได้ยาก ดังที่ เราเห็นตลอดมาว่า พุ ท ธ พั ฒ น า 93 �ำ �ำ �ำ �ำ ในการปฏิวตั ฝิ รัง่ เศสทีช่ คู ขวัญนัน้ เอง ก็จบั คนไปตัดคอด้วยเครือ่ ง กิโยตินจ นวนมาก แสดงว่าภราดรภาพระหว่างคนเห็นต่างไม่เกิด คนยุโรปได้ใช้สทิ ธิเสรีภาพของตนไปฆ่าฟัน แย่งชิงทรัพยากร จาก คนพื้นเมืองและประเทศต่างๆ ทั่วโลก มีการจับคนตัวด ๆ จากทวีป แอฟริกาไปขายเป็นทาส ดังได้กล่าวตอนต้นในเรื่องอารยธรรมตะวันตก สิทธิเสรีภาพทีจ่ ะแสวงหาความร่ รวยในสหรัฐอเมริกาได้รบั ความ ชื่นชมมาก เพราะเปิดโอกาสให้คนแสวงหาอย่างเต็มที่ ดึงดูดคนเก่งๆ จากทัว่ โลกเข้าไปสู่ประเทศนี้ ท ให้สหรัฐอเมริกาเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว แต่คุณค่าที่ท ให้อเมริกายิ่งใหญ่ ก็เป็นสิ่งเดียวกับที่อเมริกาเสื่อม นั่นคือ มันได้สร้างให้คนเก่งร่ รวยมหาศาลอย่างสุดๆ ดังที่พูดกันว่า คนอเมริกนั ทีร่ ่ รวยทีส่ ดุ ๑๐ คน มีทรัพย์สนิ รวมกันมากกว่าคนใน โลก ๒,๐๐๐ ล้านคน! ในอเมริกาเองก็เกิดความเหลื่อมล้ สุดๆ ที่เรียกว่า ปรากฏการณ์ ๙๙ : ๑ คือ การพัฒนาเป็นประโยชน์ต่อคน ๑% เท่านั้น คน ๙๙% ไม่ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ ความเหลื่อมล�้ สุดๆ ท� ให้เกิดปัญหาทางสังคม สุขภาพ และ การเมืองตามมาอีกเหลือคณานับ รวมทั้งการบิดเบี้ยวของประชาธิปไตย เพราะอ นาจเงิน 94 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ �ำ ำ � �ำ �ำ � ำ ำ � � ำ ำ ำ �ำ สิทธิเสรีภาพเป็นคำ ที่มีพลัง แต่ถ้าไม่ถูกกำ กับด้วยหน้าที่ ก็อาจนำ ไปสู่เป็นความเสื่อมได้ สิทธิเสรีภาพในประเทศทีเ่ กิดใหม่ คือ สหรัฐอเมริกาเปิดโอกาสให้ คนยิวที่ขยันและฉลาด แต่เอาเปรียบคนอื่น อันถูกรังเกียจและกีดกันใน ยุโรป ดังเรือ่ งเวนิสวานิช* ของเชกสเปียร์ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุโ์ ดยนาซี เยอรมัน คนยิวได้พบดินแดนในฝันของตน ในสหรัฐอเมริกาที่สามารถ แสวงหาความร่ รวยได้โดยอิสรเสรี ท ให้คนยิวมีอิทธิพลมากในสหรัฐอเมริกา ทั้งทางวิชาการ ทาง เศรษฐกิ จ ทางการสื่ อ สาร และทางการเมื อ ง จึ ง เท่ า กั บ สามารถจั บ สหรัฐอเมริกาไว้เป็นตัวประกันและเป็นเครื่องมือบงการโลก ความเป็นไปของโลกมากหลายและอยู่ภายใต้การก กับของกลุ่ม ยิวทีม่ ีอทิ ธิพล รวมทั้งการตั้งประเทศอิสราเอลในดินแดนปาเลสไตน์ และ น สหรัฐอเมริกาเข้าไปร่วมขัดแย้งกับอาหรับและโลกมุสลิม ซึ่งเป็นคู่ขัด แย้งใหญ่ในโลกและเป็นปัจจัยให้เกิดการก่อการร้ายสากล * เวนิสวานิช (The Merchant of Venice) วรรณกรรมประเภทชวนหัว ผลงานของ วิลเลียม เชกสเปียร์ เชื่อว่าแต่งขึ้นในราวปี ค.ศ. ๑๕๙๖-๑๕๙๘ ต่อมาก็ได้รับการ ยอมรับให้เป็นวรรณกรรมโรแมนติกในบรรดาผลงานของเชกสเปียร์ทั้งหมด (ที่มา จาก : https://th.wikipedia.org/wiki/เวนิสวานิช, เข้าถึงเมื่อ ๑๑ ต.ค. ๒๕๖๑) พุ ท ธ พั ฒ น า 95 � � � ำ � �ำ �ำ �ำ สิทธิเสรีภาพ ซึง่ เป็นคุณค่า แต่ถา้ ไม่ถกู ก กับด้วยหน้าที่ ก็อาจน ไปสู่ผลที่ตามมาต่อเนื่องเป็นความเสื่อมได้ ค ว่า “สิทธิเสรีภาพ” เป็นค ทีม่ พี ลังในการต่อสูข้ องคนทีถ่ กู กดขี่ หรือถูกการใช้อ นาจกระท ดังทีม่ กี ารพูดถึงสิทธิเด็ก สิทธิสตรี สิทธิของคนจน สิทธิชมุ ชน ฯลฯ แต่ถ้าสิทธิเป็นสิ่งที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย โดยคนในสังคมขาด โลกทัศน์ วิธีคิด และจิตส นึกในการค นึงถึงคนอื่นและสิ่งอื่น การต่อสู้กันด้วยกฎหมายก็เป็นเรื่องใหญ่มาก ที่เรียกว่า ระบบความยุติธรรม ซึ่งประกอบด้วยการบัญญัติ กฎหมาย การประยุกต์ใช้กฎหมาย และการต่อสู้กันด้วยกฎหมาย ซึ่ง ประกอบด้วยต รวจ อัยการ ศาล ผู้พิพากษา ทนายความ ใช้เวลาและ ทรัพยากรของสังคมอย่างมหาศาล โดยไม่สร้างสรรค์ แต่เพือ่ ให้เราอยูร่ ว่ ม กันไปโดยไม่ฆ่าฟันกัน ตรงข้ามกับความเป็นชุมชน ขณะที่สังคมที่เน้นสิทธิส่วนบุคคล ต้องต่อสู้กันทางกฎหมาย เพื่อ ป้องกันการรุกล้ สิทธิของตน ความเป็นชุมชนเน้นการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมท เพื่อการอยู่ร่วม กันอย่างสมดุล ทั้งระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม การอยู่ร่วมกัน จะเอาแต่ใจตัวเป็นที่ตั้งไม่ได้ ต้องคิดถึงส่วนรวม ลดความเห็นแก่ตัว ค นึงถึงหน้าที่ที่ต้องมีต่อคนอื่น ระบบชุมชนจึงเป็นระบบศีลธรรมมากกว่าระบบทีเ่ น้นการต่อสูก้ นั ด้วยกฎหมาย 96 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ ำ � �ำ �ำ สังคมในอุดมคติทางพุทธศาสนา คือชุมชนแห่งการเรียนรูท้ เี่ รียก ว่า สังฆะ พระพุทธองค์ทรงสร้างชุมชนสงฆ์ไว้ให้ดูเป็นตัวอย่าง พระสงฆ์จะต้องเป็นบุคคลเรียนรู้และฝึกตน เพื่อลดละความเห็น แก่ตัว เพิ่มความเห็นแก่ส่วนรวม ท หน้าที่รับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น ดังที่ทรงบัญญัติไว้ในโอวาทะปาฏิโมกข์ ๓ ประการว่า ๑. การไม่ท� บาปทั้งปวง ๒. การท� กุศลให้ถึงพร้อม ๓. การท� จิตใจให้บริสุทธิ์ คนอะไรจะดีได้ถึงขนำดนี้! แต่นั่นคือความจริง พระพุทธเจ้าสอนอย่างนั้นจริงๆ และบอกวิธีไว้ด้วยว่า คือ มรรค มีองค์ ๘* ซึ่งยุบรวมเหลือ ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ในมรรคมีองค์ ๘ มีอยู่ข้อหนึ่ง คือ สัมมาอาชีวะ หรือการมีอาชีพ ทีส่ ุจริต ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม ในอารยธรรมตะวันตกดูจะไม่เคร่งครัดในเรื่องสัมมาอาชีวะเอา เสียเลย * ๑. สัมมาทิฐิ (คิดชอบ) ๒. สัมมาสังกัปปะ (ดำ ริชอบ) ๓. สัมมาวาจา (วาจาชอบ) ๔. สัมมากัมมันตะ (ปฏิบตั ชิ อบ) ๕. สัมมาอาชีวะ (หาเลีย้ งชีพชอบ) ๖. สัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ) ๗. สัมมาสติ (สติชอบ) ๘. สัมมาสมาธิ (สมาธิชอบ) พุ ท ธ พั ฒ น า 97 �ำ ำ ำ ำ � ดังเห็นได้จากการทีอ่ งั กฤษเอาฝิน่ ไปเสือกไสให้คนจีนสูบ คนจีนไม่ ยอม เกิดสงครามฝิ่น จีนแพ้ อังกฤษยึดฮ่องกง เดี๋ยวนี้ การค้าบุหรี่ก็เป็นธุรกิจใหญ่ของบริษัทอเมริกัน โดยไม่ ค นึงถึงว่าเป็นสินค้าแห่งความตาย ที่น ไปสู่การเสียชีวิตของคนจ นวน มาก เขาจะพยายามท ทุกๆ อย่างให้ผหู้ ญิง เด็ก และคนทัว่ ไป ติดบุหรี่ ให้มากที่สุด และท ร้ายคนและองค์กรที่พยายามต่อสู้คุ้มครองประชาชน ของตนจากภัยของการบริโภคยาสูบ ดังทีม่ คี วามพยายามทีจ่ ะท ลายกลุม่ ศึกษาปัญหายา (กศย.) หรือ สสส. (ส นักงานกองทุนสนับสนุนการสร้าง เสริม สุขภาพ) อาชีพที่ไม่เป็นสัมมาอาชีโวในสังคมทุกวันนี้ มีมากมายหลาย อย่าง ตั้งแต่ขนมหลอกเด็ก ที่นอกจากเอาเงินจากพ่อแม่แล้วยังทิ้งปัญหา สุขภาพไว้ให้เด็ก การค้าสารเสพติดไปจนถึงการค้าอาวุธ ตลอดจนท ให้ เกิดสงครามจะได้ขายอาวุธได้ ฉะนั้น ในขณะที่ประเทศไทยยังมีการกดขี่และความเหลื่อมล้ ไม่เป็นธรรมอยู่มาก จ เป็นต้องใช้เรื่องสิทธิเสรีภาพแบบตะวันตกเป็น เครื่องมือต่อสู้ พร้อมๆ กันนี้ เราจะต้องตระหนักรู้ว่า ล พังสิทธิเสรีภาพแบบ ตะวันตกเท่านั้น ไม่สามารถน สังคมไปสู่อริยพัฒนาได้ เพราะจะเกิดสิ่ง แทรกซ้อนตามมาดังที่เกิดในสหรัฐอเมริกา เราจะต้องควรคิดเชิงพุทธเข้ามาใช้ในการพัฒนา ดังตัวอย่าง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ที่ว่า ความไม่โลภ ความมีเหตุผล 98 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ � ำ �ำ �ำ �ำ ความพอดี ความมีภูมิคุ้มกัน ความไม่ประมาท การใช้ปัญญา หรือทีต่ รัสว่า “ใครจะว่ำเชยก็ชำ่ งเขำ ขอให้เรำมีพออยูพ่ อกิน และ มีไมตรีจติ ต่อกัน” การมีไมตรีจติ อันไพศาลต่อเพือ่ นมนุษย์และสรรพสิง่ เป็นสิง่ ทีเ่ กิด ขึ้นได้จริง และน ไปสู่อารยธรรมอีกแบบหนึ่ง ๕. ลั(ความแตกต่ กษณะการพัฒนา างระหว่างตะวันตกกับพุทธ) ตะวันตกคิดแบบต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นเส้นตรง ทางพุทธคิดแบบเป็นวัฏฏะหรือสังสารวัฏ ลัทธิต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น ข้าวของต้องเพิ่มขึ้น เงินทองต้องเพิ่มขึ้น จีดีพีต้องเพิ่มขึ้น เขาเรียกว่า ลัทธิ Progress หรือลัทธิก้าวหน้า ในครั้งโบราณไม่มีความคิดอย่างนี้ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ เพราะ ของกินถ้ากินไม่หมดมันก็เสีย ข้าวของถ้ามีมากเกินก็ไม่มีที่เก็บ แต่เมือ่ มีระบบการเงินขึน้ ท ให้เป็นไปได้ เพราะตัวเลขมันเพิม่ ได้ โดยไม่มีที่สิ้นสุด และตัวเลขในบัญชีมันไม่เปลืองเนื้อที่ ฉะนั้นจึงมีคนที่มี เงินหลายล้านล้าน พุ ท ธ พั ฒ น า 99 �ำ �ำ ลัทธิเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขัดแย้งกับความเป็นจริง ความเป็นจริงคือ วัตถุที่มีอยู่ในโลกนี้มีเท่าเดิม (ພnite) หรือมีที่ สิ้นสุดแค่นั้นเองไม่มีมากกว่านั้น แต่เงินเป็นสมมติที่ไม่มีที่สิ้นสุด (inພnite) คือ สามารถเติมหลัก เลขเพิ่มขึ้นไปได้เรื่อยๆ เช่น ๑๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐......... เติมเข้าไป เท่าไรก็ได้ไม่มีที่สิ้นสุด ฉะนั้น เงินจึงเป็นสมมติไม่ใช่ของจริง แบบที่ หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร กล่าวว่า “เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง” แต่เนื่องจากโลกยอมรับมายาคติของเงิน จึงเกิดความโลภอันไม่มี ที่สิ้นสุด ลัทธิ Progress ที่ต้องเพิ่มขึ้นๆ อย่างต่อเนื่อง ก็เพื่อสนองความ โลภอันไม่มีที่สิ้นสุดนั่นเอง ที นี้ เ นื่ อ งจากโลกทั้ ง ใบเป็ น หนึ่ ง เดี ย วกั น เหมื อ นลู ก โป่ ง ใบ เดียวกัน ถ้าจะให้ส่วนหนึ่งโป่งกว่าส่วนอื่น ส่วนอื่นก็ต้องแฟบ 100 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี ลัทธินี้จึงท ให้โลกบิดเบี้ยวไป บิดเบี้ยวอย่างไร อย่างหนึ่ง คือ ชาวยุโรปไปแย่งชิงของคนอื่นจากทั่วโลกมาสร้าง ความเจริญรุ่งเรืองอย่างใหญ่หลวงในยุโรป ในการนี้ต้องคร่าชีวิตของผู้คนไปจ นวนมหาศาล ต้องท ลายวัฒนธรรมของคนพื้นเมืองในประเทศต่างๆ ฆาตกรรมวัฒนธรรมเป็นเรือ่ งร้ายแรงยิ่งนัก เพราะวัฒนธรรม คือ วิถชี ีวติ ร่วมกันของกลุ่มชนที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ วัฒนธรรมจึงมีความหลากหลายไปตามสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นภูมิปัญญา หรือปัญญาที่ ติดแผ่นดิน ซึ่งผ่านประสบการณ์ การลองใช้ คัดกรอง ถ่ายทอดกันมา นับเวลาด้วยพันปี วัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตร่วมกันอย่างสมดุล ระหว่างคนกับคน และ ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม ความสมดุลท ให้เกิดความยั่งยืน ชุมชน วัฒน- ธรรมต่างๆ ทั่วโลกจึงยั่งยืนมาประมาณ ๑๐,๐๐๐ ปี แต่มาถูกท ลายลงเพราะมหาอ นาจยุโรป ที่ต้องการแย่งชิงทรัพยากรของชาวโลกไปสร้างความมั่งคั่งให้ ตนเอง ซึ่งถือเป็นการพัฒนาแบบแยกส่วน โดยขาดส นึกแห่งองค์รวม หรือความเป็นทั้งหมด พุ ท ธ พั ฒ น า 101 �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ แต่เงินเป็นสมมติที่ไม่มีที่สิ้นสุด (inພnite) คือ สามารถเติมหลักเลขเพิ่มขึ้น ไปได้เรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด อีกอย่างหนึ่งที่ลัทธ Progress ท ก็คือ ไปเปลี่ยนทรัพยากรธรรม- ชาติให้เป็นเงิน ในเมือ่ เงินสามารถเพิม่ ขึน้ อย่างไม่มที สี่ นิ้ สุด แต่ทรัพยากรธรรมชาติ บนโลกนี้มีจ กัดหรือมีที่สิ้นสุด การพัฒนาชนิดทีต่ อ้ งมีมากขึน้ ๆ หรือพัฒนาด้วยโลภจริตจึงก่อให้ เกิดการท ลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ดังทีอ่ งั กฤษมาโค่นป่าเพือ่ ขนเอาไม้จากอินเดีย จากไทย หรือจาก ที่อนื่ ๆ ทั่วโลก เอาไปขายในยุโรป การท ลายทรัพยากรธรรมชาติ ท ให้เกิดการเสียสมดุลใหญ่ๆ ๒ ประการ คือ หนึ่ง สร้างความเหลื่อมล�้ ทางเศรษฐกิจ ให้ถ่างกว้างมากขึ้น เพราะทรัพยากรธรรมชาติเคยเป็นประโยชน์ต่อคนทั้งมวล โดย เฉพาะคนยากคนจน ดังที่กล่าวว่า ป่าเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตของคนจน เพราะมีอาหาร มี ไม้ใช้สอย สร้างบ้าน และมีเชื้อเพลิง 102 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ ำ ถ้ามีป่าถึงไม่มีเงิน คนจนก็อยู่ได้ เพราะเงินทองเป็นของมายา แต่ ป่าเป็นของจริง การท ลายทรัพยากรธรรมชาติ คือการเปลี่ยนทรัพยากรเหล่านี้ อันเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ ให้เป็นเงินของคนส่วนน้อย นีค้ อื การสร้างความไม่เป็นธรรมในสังคม ความเหลือ่ มล้ อย่างสุดๆ ในทุกวันนี้น ไปสู่ปัญหาทางสุขภาพ สังคม และการเมืองอย่างแก้ไขไม่ได้ สอง การเสียสมดุลทางสิ่งแวดล้อม เช่น การทีป่ า่ ไม้เหลือน้อย ท ให้เกิดความแห้งแล้งในฤดูแล้ง และ น้ ท่วมในฤดูฝน เพราะขาดป่าไม้ซึ่งท หน้าที่ดูดซับและปล่อยน้ การทีโ่ ลกมีอณ ุ หภูมสิ งู ขึน้ น ไปสูห่ ายนะภัยหลายอย่าง เช่น พายุ รุนแรง น้ ท่วมฉับพลัน แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด คลื่นสึนามิ น้ แข็ง ขั้วโลกละลาย ระดับน้ ทะเลสูงขึ้น การพัฒนาแบบตะวันตกได้สร้างความเจริญสมัยใหม่ ที่อ นวย ความสะดวกขึ้นมามากมาย การเพิ่มผลผลิตท ให้คนจ นวนมากพ้นจากความอดอยาก การรักษาพยาบาลที่ดีท ให้คนอายุยืนยาวขึ้น การคมนาคมและการสือ่ สารท ให้เหาะเหินเดินอากาศ และหูทพิ ย์ ตาทิพย์ สามารถสื่อสารถึงกันทั่วโลก ความเจริญสมัยใหม่ที่รวมเรียกว่า อารยธรรมตะวันตก คงจะไม่ สูญหายไปจากโลก พุ ท ธ พั ฒ น า 103 �ำ ำ � �ำ �ำ ำ � �ำ � ำ �ำ ำ � ำ � ำ � �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ แต่ อ ารยธรรมตะวั น ตกก็ ก ลั ง วิ ก ฤต ดั ง ที่ ก ล่ า วตลอดมาใน บทความชุดนี้ เพราะวิถีคิดแบบตะวันตก ที่จริงที่เรียกว่า วิถีคิดแบบตะวันตก ก็เป็นวิถีคิดแบบปุถุชนทั่วไป ซึ่งเป็นคนที่มีกิเลส แต่เนือ่ งจากคนยุโรปค้นพบวิทยาศาสตร์ และเอาวิทยาศาสตร์มา ใช้ท ให้มีแสนยานุภาพมาก และใช้แสนยานุภาพนี้ครอบง ไปทั่วโลก ท ให้อารยธรรมตะวันตกเป็นอายรธรรมโลกในปัจจุบัน ตะวันตกคิดเอาชนะธรรมชาติ แต่ทางพุทธท� ความเข้าใจและปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ คนยุโรปอยู่ในเมืองหนาว ถ้าไม่ดิ้นรนต่อสู้ก็จะอดตายและหนาว ตาย ฉะนัน้ จึงต้องตืน่ ตัว แสวงหา ป้องกัน สร้างความรู้ เพือ่ ให้อยูร่ อดและ อยู่ดีกินดี สิง่ แวดล้อมได้หล่อหลอมวัฒนธรรม ซึง่ รวมถึงความรูส้ กึ นึกคิดของ ชาวยุโรปเช่นนี้ขึ้นมา ความขยันขันแข็ง ช่างคิด ช่างค้นคว้าหาความรู้ ซึ่งก็น่าจะเป็น เรื่องที่ดี แต่เนือ่ งจากขาดการบ บัดกิเลสในตัวมนุษย์ จึงน ไปสูก่ ารพัฒนา ด้วยโลภจริต อันน ไปสู่โทสะหรือความรุนแรง เส้นทางอารยธรรมตะวันตก จึงเป็นเส้นทางของความเก่ง อ� นาจ โลภะ โทสะ และความรุนแรง ด้านหนึง่ ท ให้โลกเจริญก้าวหน้าทางวัตถุอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน 104 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ �ำ �ำ ำ �ำ �ำ �ำ ำ �ำ แต่อกี ด้านหนึง่ ก็น ไปสูก่ ารเสียสมดุลอย่างรุนแรงของการอยูร่ ว่ ม กัน ทัง้ ระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับสิง่ แวดล้อม ซึง่ เรียกกันว่า การ พัฒนาไม่ยั่งยืน (Unsustainable Development) สังคมในอุดมคติทางพุทธนั้นดูได้จากสังคมสงฆ์หรือสังฆะ เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล ทางพุทธมองว่า ปุถุชนที่ไม่ได้ศึกษา ย่อมประกอบไปด้วย โลภะ โทสะ โมหะ อันเป็นอกุศลมูล อกุศลมูลไม่น ไปสู่ความสุขและการอยู่ร่วมกันด้วยความสุข ฉะนั้น บุคคลจึงควรเรียนรู้หรือศึกษาเพื่อลดอกุศลมูล คือ โลภะ โทสะ โมหะ เพื่อจะได้ฉลาด หรือมีปัญญาหรือเป็นอิสระจากการถูก ครอบง� ด้วยอกุศลมูล จะได้มีชีวิตและสังคมที่เจริญ วิถีคิดและการพัฒนาระหว่างตะวันตกกับทางพุทธจึงแตกต่างกัน ๖. กัรหับสรหัพัสฒพันาแบบตะวั นตก ฒนาแบบพุทธ ดีเอ็นเอ (DNA) เป็นรหัสชีวิตมีความยาว ๓ พันล้านตัวอักษร ตัวอักษรที่ว่านี้เป็นตัวย่อของสารที่เป็นองค์ประกอบ มี ๔ ตัว คือ ACGT ตัวอักษร ๔ ตัวนี้ จับกลุ่มๆ ละ ๓ ตัว (triplets) เป็นรหัสหรือโค้ด เรียกว่า codon เช่น AAA ACC CCC CTA … พุ ท ธ พั ฒ น า 105 �ำ �ำ ำ สภาวะเสียสมดุลหรือขบกัดในตัว มันบีบคั้นให้ออกไปเป็นโรค รวมทั้งความเจ็บปวดโดยหาโรคไม่พบ แต่ละ “กลุ่ม ๓” มีความหมายว่าให้อะไรเกิด นั่นเป็นเรื่องรหัส ชีวิต ถ้าเราจะลองสรุปรหัสพัฒนาเป็นกลุ่ม ๓ บ้าง อาจได้ดังนี้ รหัสพัฒนาแบบตะวันตก คือ “ความรู้ – อ� นาจ – โลภะ” ตะวันตกมีความเข้มแข็งในการสร้างความรู้มาก ดังที่ในทางวิทยาศาสตร์ก็รู้ไปถึงปรมาณู พลังงานนิวเคลียร์ ทางจักรวาลก็รู้ไปถึงก เนิดของจักรวาลของดวงอาทิตย์ สามารถ เดินทางออกไปนอกโลก เหล่านี้เป็นตัวอย่างของความเข้มแข็งทางความรู้ที่ปฏิเสธไม่ได้ สิง่ ทีป่ ฏิเสธไม่ได้ในประการต่อมาก็คอื การเอาความรูไ้ ปสร้างเป็น อ� นาจ เช่น ปืนใหญ่ ปืนกล เรือรบ ระเบิดนิวเคลียร์ ที่อารยธรรมอื่นๆ ก่อนหน้าทั้งหมดไม่เคยมีอ นาจถึงขนาดนี้ แล้วก็ใช้อ นาจที่มีไปแย่งชิง ทรัพยากรจากดินแดนต่างๆ ทุกทวีป นี่ก็คือ ใช้ความรู้และอ นาจไปสนองโลภะ 106 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี ำ �ำ ำ �ำ �ำ �ำ จึงสรุปว่า รหัสพัฒนาแบบตะวันตก คือ “ความรู้ – อ� นาจ – โลภะ” ซึ่งไม่น่าจะผิด เพราะความจริงเชิงประจักษ์ เมื่อรหัสพัฒนาเป็นเช่นนั้น การศึกษาจึงเน้นความเก่งเพื่อไป แข่งขัน ไม่ใช่เพื่อการอยู่ร่วมกัน แม้จะพยายามถกเถียงหรือแสดงหลักฐานทางวิชาการอย่างไร ว่าการแข่งขันเสรีดีที่สุด โดยมีนักเศรษฐศาสตร์ได้รับรางวัลโนเบลเพราะ แนวคิดนี้ไปหลายคน แต่ผลเชิงประจักษ์ที่เถียงไม่ได้เลยก็คือ การเสียสมดุลทุกมิติ ทั้งเสียสมดุลในตัวมนุษย์เอง เสียสมดุลทางสังคม และเสียสมดุล ทางสิ่งแวดล้อม จนกระทั่งเกิดสภาวะโลกร้อน อันน ไปสู่หายนะภัยต่างๆ ขณะนี้คนอเมริกันประมาณ ๑๐๐ ล้านคนติดยาแก้ปวด และใน แต่ละปีตายเพราะใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด ๖๐,๐๐๐ - ๗๐,๐๐๐ คน ที่ใช้ ยาแก้ปวดเพราะมีความปวดเรื้อรังในตัว โดยไม่พบโรค นี่ก็คือการเสียสมดุลในตัว สภาวะเสียสมดุลหรือขบกัดในตัว มัน บีบคั้นให้ออกไปเป็นโรคหรือทุกขภาวะต่างๆ ซึ่งรวมทั้งความเจ็บปวดโดย หาโรคไม่พบ การฆ่าตัวตายทีเ่ พิม่ ขึน้ ๆ รวมทัง้ การฆ่าตัวตายในเด็กก็เป็นอาการ อีกอย่างหนึ่งของการเสียสมดุลในตัวมนุษย์ พุ ท ธ พั ฒ น า 107 ำ �ำ รหัสพัฒนาแบบพุทธ คือ ปัญญา – อิสรภาพ – การอยู่ร่วมกัน ปัญญา หมายถึง การเข้าถึงความจริงของชีวติ ซึง่ รวมถึงรูเ้ ท่าทันจิตใจของ ตนเอง จนสามารถขจัดอกุศล เจริญกุศล วิทยาศาสตร์เป็นความรูไ้ ม่ใช่ปญ ั ญา เป็นความรูภ้ ายนอก ไม่รเู้ ท่า ทันจิตใจของตนเอง ไม่ท ให้ควบคุมอกุศลและเจริญกุศล ฉะนั้น แม้เก่ง วิทยาศาสตร์ก็น ไปสู่อ นาจและโลภะดังกล่าวข้างต้น อิสรภาพ หมายถึง การหลุดพ้นจากความบีบคั้น ตามปกติมนุษย์ตกอยู่ใต้ ความบีบคั้นทั้ง ๔ มิติ คือ ทางกาย ทางจิต ทางสังคม และการขาดปัญญา หรือความไม่รู้ ซึ่งทางพระเรียกว่า อวิชชา มนุษย์จะบรรลุอิสรภาพต่อเมื่อมีปัญญา เมื่อบรรลุปัญญาหรือ อิสรภาพจึงเกิดความสุขอันประณีต ประสบความงาม และเกิดมิตรภาพ อันไพศาล ต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง อันเป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกัน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เป็นอุดมการณ์ทางสังคมของพุทธ ทั้งการอยู่ร่วมกันระหว่างคน กับคน และระหว่างคนกับธรรมชาติแวดล้อม ทางพุทธไม่ได้เน้นความเก่งแบบตัวใครตัวมัน หรือไปแข่งขันแย่ง ชิง แต่เน้นที่การอยู่ร่วมกันด้วยดีในทุกๆ ระดับ ทั้งระดับครอบครัว ชุมชน 108 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ �ำ ท้องถิ่น แว่นแคว้น ฉะนั้น จึงเน้นที่หน้าที่ของบุคคลที่จะพึงมีต่อกัน เช่น หน้าที่ของพ่อ แม่ ลูก สามี ภรรยา เพื่อน คนในชุมชน ผู้ปกครอง รหัสพัฒนา ๒ แบบ น� ไปสู่สัมพันธภาพที่ต่างกัน เนือ่ งจากอารยธรรมทีแ่ พร่หลายในโลกขณะนี้ เป็นอารยธรรมเชิง อ นาจ จึงน ไปสู่สัมพันธภาพเชิงอ นาจ หรือสัมพันธภาพทางดิ่ง (verti- cal) หรือสัมพันธภาพที่ใช้อ นาจจากบนลงล่างหรือท็อปดาวน์ พ่อแม่ ครู นายจ้าง นาย หมอ ลูก นักเรียน ลูกจ้าง ลูกน้อง คนไข้ สังคมแบบบนลงล่าง สัมพันธภาพแบบท็อปดาวน์มอี ยูท่ วั่ ไปอย่างกลาดเกลือ่ น เช่น พ่อ แม่กบั ลูก ครูกบั นักเรียน นายจ้างกับลูกจ้าง นายกับลูกน้อง หรือแม้ระหว่าง หมอกับคนไข้ สัมพันธภาพเชิงอ นาจก่อให้เกิดความบีบคั้น จึงเป็นทุกขภาวะ เมื่อใช้อ นาจจึงมีการเรียนรู้น้อย ท ให้โง่เขลาหรืออวิชชา พุ ท ธ พั ฒ น า 109 ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ ความไม่รู้มีผลย้อนกลับ ท ให้มีการใช้อ นาจและทุกขภาวะ เป็น กงเกวียนก เกวียน หรือวัฏจักรของอ นาจ – อวิชชา – ทุกขภาวะ ซึง่ อาจ เขียนเป็นสมการและภาพได้ดังนี้ สัมพันธภาพทางดิ่ง = ทุกขภาวะ + อวิชชา เนือ่ งจากใช้อ นาจท็อปดาวน์ พ่อแม่จงึ ไม่ ได้เรียนรูจ้ ากการเลีย้ ง ลูก พ่อแม่จึงไม่ฉลาดขึ้นและอารมณ์เสียบ่อยๆ ที่ลูกไม่ได้ดั่งใจ ที่ว่าไม่ได้ดั่งใจเพราะไปเอาใจของตนเอง (หรืออัตตา) เป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาธรรม (ชาติ) ความเป็นจริงเป็นตัวตั้ง ลูกที่ถูกบีบคั้นโดยพ่อแม่ ก็ไม่ได้เรียนรู้อย่างที่ควรเป็น จึงขาด ความสุขและปัญญา จึงสรุปเป็นสมการข้างต้นที่ว่า สัมพันธภาพทางดิ่ง = ทุกขภาวะ + อวิชชา การที่หมอไม่ได้เรียนจากคนไข้ เพราะเอาแต่สั่ง (ใช้อ นาจจากบน ลงล่าง) และกลายเป็นว่า หมอรักษาแต่โรค โดยไม่ได้รักษาคน เพราะคนมี มิตติ ่างๆ นอกเหนือไปจากโรค 110 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ ถ้าหมอไม่ตั้งใจฟังคนไข้ เอาแต่สั่งข้างเดียว ก็ไม่เข้าใจมิติความ เป็นคนของคนไข้ การรักษาก็ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรหรือกลับเป็นผลร้ายก็มี ตัวหมอเองก็ไม่ได้รับความสุขจากการเรียนรู้จากคนไข้ ซึ่งจะท ให้หมอฉลาดขึ้นๆ จากการตรวจรักษาคนไข้แต่ละคนๆ ผลของสัมพันธภาพเชิงอ นาจในสังคมนัน้ กว้างใหญ่ไพศาลยิง่ นัก น่าจะมีนกั เศรษฐศาสตร์ เชิงมานุษยวิทยา (anthropologic economists) มาประเมินความเสียหายของสังคมที่มีสัมพันธภาพทางดิ่ง รหัสพัฒนาแบบพุทธ คือ “ปัญญา – อิสรภาพ – การอยูร่ ว่ มกัน” น่าจะน ไปสู่สัมพันธภาพอีกแบบหนึ่ง โดยทีป่ ัญญากับอ� นาจ มีลักษณะตรงข้าม คือ ถ้าใช้ปัญญาก็ไม่ใช้อ นาจ ถ้าใช้อ นาจก็ไม่ใช้ปัญญา และอิสรภาพ หมายถึง หลุดพ้นจากความบีบคั้นทุกมิติ มิติทางสังคมเป็นเรื่องความสัมพันธ์ ความสัมพันธ์แบบไม่บีบคั้น ตรงข้ามกับความสัมพันธ์ทางดิ่งที่ กล่าวข้างต้น แต่เป็นความสัมพันธ์ทางราบ (horizontal) หรือความเสมอ ภาค สัมพันธ์กันด้วยไมตรีจิตและเรียนรู้จากกัน การมีความเสมอภาพ ไมตรีจิต และการเรียนรู้จากกัน ท ให้ เกิดสุขภาวะและปัญญา ซึง่ จะมีผลไปเพิม่ พูนสัมพันธภาพทางราบ ตามรูป ในหน้าถัดไป พุ ท ธ พั ฒ น า 111 �ำ �ำ �ำ ำ �ำ �ำ �ำ สัมพันธภาพทางราบ = ความเสมอภาค + ไมตรีจิต + การเรียนรู้ ระหว่างกัน สุขภาวะและปัญญา จึงเห็นได้ว่า สัมพันธภาพเชิงอ นาจเป็นสัมพันธภาพที่ไม่อริยะ อาจเรียกว่า อนาริยสัมพันธ์ เพราะน ไปสู่ทุกขภาวะและอวิชชา ส่วนสัมพันธภาพแนวพุทธหรือสัมพันธภาพทางราบนัน้ ประกอบ ด้ ว ยความเสมอภาค ไมตรี จิ ต และการเรี ย นรู ้ ร ะหว่ า งกั น จึ ง เป็ น สัมพันธภาพที่เจริญหรืออริยสัมพันธ์ อันน ไปสู่สุขภาวะและปัญญา การเรียนรูท้ ดี่ ตี อ้ งเป็นอริยสัมพันธ์ทกี่ อ่ ให้เกิดสุขภาวะและปัญญา การเรียนรูท้ ดี่ จี งึ ส� คัญยิง่ นัก เพราะเป็นการปฏิวตั สิ มั พันธภาพ (Associational Revolution) ไม่ใช่การเปลี่ยนโน่นนิดนี่หน่อยหรือการใช้เทคโนโลยีใหม่เท่านั้น แต่เป็นการสร้างสัมพันธภาพใหม่ ทีไ่ ปพ้นสัมพันธภาพเชิงอ นาจและความ ไม่เท่าเทียม ไปสูค่ วามเสมอภาค ไมตรีจติ และการเรียนรูจ้ ากกัน อันน ไป สู่สุขภาวะและปัญญา 112 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ �ำ ำ �ำ �ำ การเรียนรูท้ ดี่ จี งึ เป็นสิง่ ทีป่ ระเสริฐทีส่ ดุ ของมนุษย์ และเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะแสวงหาและช่วยให้ เพื่อนมนุษย์ได้พบการเรียนรู้ที่ดี พุ ท ธ พั ฒ น า 113 114 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี ๔ ยุทธศาสตร์ การพัฒนาแนวพุทธ สถานการณ์ ความเป็นจริง การทำ งาน เชิงยุทธศาสตร์ พุ ท ธ พั ฒ น า 115 � ๔ ยุทธศาสตร์การ สถานการณ์ความเป็นจริงและ การท� งานทางยุทธศาสตร์ไม่ใช่การบรรยายไปเรื่อยๆ หรือ สรรเสริญว่า ธรรมดีอย่างไร โดยไม่ค นึงถึงสถานการณ์ความเป็นจริงใน ปัจจุบัน สังคมสมัยพุทธกาลกับสังคมปัจจุบันแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน ครั้งพุทธกาลกว่า ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว สังคมเป็นสังคมเล็กๆ ส่วน ใหญ่เป็นชุมชนเกษตรกรรม ปัจจุบันสังคมมีขนาดใหญ่ เชื่อมโยงกันหมดทั่วโลก มีเทคโนโลยี สมัยใหม่เต็มไปหมด เช่น โทรทัศน์ โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต เครื่องบิน ดาวเทียม ออโตเมชั่น โรบอต ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบการเงินที่เชื่อมโยงถึงกันทั่วโลกโดยรวดเร็ว เงินสามารถ เคลื่อนไหวโดยความเร็วของแสง มีบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ ซึ่งเป็นสิ่งมี ชีวิตชนิดใหม่ที่มีอ นาจเหนือบุคคลและเหนือรัฐบาล 116 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี ำ �ำ �ำ พัฒนาแนวพุทธ ครั้งพุทธกาล การท งานเชิงยุทธศาสตร์ บุคคล หายทุกข์ ฉับพลัน เมื่อพลิก ความคิด วิธีท งาน พฤติกรรมของคนถูกก หนดด้วยระบบบริ- ยุทธศาสตร์นี้ โภคนิยม โดยอาศัยกลไกทางการเงิน การโฆษณา คือ วิจัย ประชาสัมพันธ์อย่างแนบเนียน โดยมีฐานการวิจยั เชิง พฤติกรรมอันทรงพลังคอยสนับสนุน ค้นหา ทั้งหมดนี้ทรงพลังมหาศาลที่ก หนดพฤติ- การพลิกวิธีคิด กรรมของคนทั้งหมด รวมทั้งพระสงฆ์องคเจ้า แล้วเกิด แล้วชาวพุทธจะมีน�้ ยาอะไร ความสุข ที่ถามว่า “จะมีน�้ำย อะไร” ไม่ได้แปลว่า ไม่มนี ้ ยา แต่หมายถึงว่า น้ ยานั้นคืออะไร ฉับพลัน นี่คือค� ถามหายุทธศาสตร์ พุ ท ธ พั ฒ น า 117 �ำ �ำ �ำ �ำ ำ า ำ � ำ � ำ ความไม่สมดุลของกายและใจ หรือความไม่ลงตัว ทำ ให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ยุทธศาสตร์เป็นค ทางการสงคราม เป็นจุดเป็นจุดตายที่ก หนด การแพ้ชนะ ตัวอย่างเช่น ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ การรบกันตัวต่อตัว อังกฤษ ไม่มีทางสู้เยอรมนี เซอร์วินสตัน เลนเนิร์ด สเปนเซอร์-เชอร์ชิล (Winston Leonard Spencer-Churchil) นายกรัฐมนตรีอังกฤษในขณะนั้น รู้ว่าทางเดียวที่จะ เอาชนะสงครามคราวนี้ คือ การท ให้สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงคราม เพราะ สหรัฐอเมริกามีทรัพยากรมาก อย่างที่พูดว่า มากอย่างไม่จ กัด เพราะฉะนั้น ยุทธศาสตร์มีทางเดียวคือ ท ให้สหรัฐอเมริกาเข้าสู่ สงคราม เมื่อญี่ปุ่นส่งเครื่องบินไปโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ คนที่ดีใจสุดๆ คือ เชอร์ชิล เพราะนั่นคือการกระตุ้นให้สหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงคราม หลังจากนั้น สงครามก็จะด เนินไปสู่ชัยชนะของสัมพันธมิตร ยุทธศาสตร์ คือ วิถีหลักที่จะน� ไปสู่ชัยชนะ หรือดูตัวอย่างเรื่องสามก๊ก เล่าปี่ ทั้งๆ ที่มีขุนพลมีฝีมือ คือ กวนอู เตียวหุย จูล่ง ก็รบไม่ชนะ ต้องหนีหัวซุกหัวซุน ไม่มีฐานที่มั่นของตนเอง 118 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี � �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ ำ ต่อเมื่อได้ขงเบ้ง ซึ่งเป็นนักยุทธศาสตร์ เข้ามาก หนดยุทธศาสตร์ จึงตั้งตัวได้ เกิดเป็นสามก๊ก โดยเริ่มแรก ยุทธศาสตร์ คือ ร่วมมือกับก๊กซุนกวนให้ได้ ท ทุกวิถี ทางให้ซนุ กวนเข้าร่วมรบ เพื่อค้ ยันโจโฉ จนเกิดกรณีโจโฉแตกทัพเรือ ยุทธศาสตร์ต่อมาคือ ไปตั้งตัวที่เสฉวน ซึ่งเป็นดินแดนที่ใครๆ จะ เข้าตีได้ยาก สะสมก ลัง เป็นก๊กที่สาม ท ให้เล่าปี่ตั้งหลักได้ ค ถามก็คือ ในท่ามกลางกระแสโลก วัตถุนิยมบริโภคนิยม ในปัจจุบัน ยุทธศาสตร์การพัฒนาแนวพุทธ คืออะไร ซึ่งถ้าท ตรงนี้จะน ไปสู่ชัยชนะหรือความส เร็จ เราก็ต้องมาพิจารณาว่า ปัญหาใหญ่ของคนปัจจุบันคืออะไร คนปัจจุบนั แม้มเี ครือ่ งอ นวยความสะดวกมากมายนานาประการ ปัญหาใหญ่คือ ความเครียด ความทุกข์ ขาดความสุข ความพอใจในชีวิต และสังคม มีความซึมเศร้า หมดหวัง ติดยาเสพติด ฆ่าตัวตาย ก่อความ รุนแรง เช่น กราดยิงในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุผล คนอเมริ กั น ประมาณ ๑๐๐ ล้ า นคนติ ด ยาแก้ ป วดคล้ า ยฝิ ่ น (opioids) เพราะความเจ็บปวดเรื้อรังในตัว และประมาณ ๖๐,๐๐๐ - ๗๐,๐๐๐ คน ตายในแต่ละปี เพราะใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด ความไม่สมดุลของกายและใจหรือความไม่ลงตัว ท ให้ภูมิคุ้มกัน บกพร่องและต่อไปเป็นโรคอะไรก็ได้ รวมทั้งความเจ็บปวดเรื้อรังในตัว โดยไม่ปรากฏว่าเป็นโรคอะไร ชัดเจน พุ ท ธ พั ฒ น า 119 �ำ �ำ � ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ เมือ่ ไม่ปรากฏว่าเป็นโรคอะไร แพทย์กช็ ว่ ยไม่ได้ เพราะแพทย์เรียน มาแบบเอาโรคเป็นตัวตั้ง โดยสรุป ทุกขภาวะเป็นปัญหาที่แพร่หลายมากในสังคมปัจจุบัน จะโดยปรากฏโรคหรือไม่ก็ตาม และมีอาการของทุกขภาวะได้ร้อยแปด พันเก้าต่างๆ ทั้งที่มีค เรียกและไม่มีค เรียก หัวใจของพุทธศาสนาก็คือ การแก้ทุกข์ ฉะนั้น... ยุทธศาสตร์ที่ ๑ การสร้างสุขฉับพลัน – ความมหัศจรรย์แห่งชีวิต (Instant Happiness – The Miracle of Life) ทีเ่ น้นเรือ่ ง “ความสุขฉับพลัน” นัน้ เพราะมีความเร่งด่วนในความ ทุกข์ขนาดมหึมาของมวลมนุษย์ จะไปพูดอะไรทีใ่ ช้เวลานานๆ หรือข้ามภพข้ามชาติ เป็นการไม่ทนั กาลและไม่ดึงดูดความสนใจ ถ้ามีอะไรที่ได้ผล “ฉับพลัน” หรือ instant ก็จะดึงดูดความสนใจ ได้มาก และก็มตี วั อย่างจริงๆ ตัง้ แต่ครัง้ พุทธกาลเรือ่ ยมาทีบ่ คุ คลหายทุกข์ ฉับพลัน เมื่อพลิกความคิด 120 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ การคิดแล้วทุกข์ ก็คือ การคิดที่มีปัญหาหรือขาดปัญญา การเปลี่ยนการคิดแล้วหลุดจากทุกข์ ก็คือ การใช้ปัญญา วิธีท งานในยุทธศาสตร์นี้ คือ วิจัยค้นหาตัวอย่างการพลิกวิธีคิด แล้วเกิดความสุขฉับพลัน ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน จะได้กรณีตัวอย่าง มากมาย จากกรณีตัวอย่าง หานักสื่อสารมาแปลงเป็นสื่อที่มีเสน่ห์และโดน ใจผู้คนในปัจจุบัน แล้วสร้างการสื่อสารทุกรูปแบบ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต หรือโซเชียลมีเดีย ที่คนสามารถคลิกดูได้ทั่วโลก รวมทัง้ สร้างภาพยนตร์ดๆี เรือ่ ง “ความสุขฉับพลัน – มหัศจรรย์ แห่งชีวติ ” (Instant Happiness – The Miracle of Life) ฉายทัว่ ประเทศ และทั่วโลก ภาพยนตร์ “ความสุขฉับพลัน” ที่ฉายทั่วโลกจะเกิดผลกระทบ มหาศาลโดยรวดเร็ว คือจะคลายทุกข์ สร้างสุข ให้มนุษย์จ นวนมาก ซึง่ มีผลต่อสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ ขนาดมหึมา และก่อให้เกิดศรัทธาปสาทะในแนวทางพุทธ แต่ไม่ควรเน้นให้ใครต้องเปลีย่ นมาเป็นพุทธศาสนิกชน ให้เขาเป็น อย่างที่เขาเป็น เพราะพุทธธรรมเป็นธรรมชาติที่มีความเป็นกลาง มีความ เป็นสากล การที่คนสามารถคลายทุกข์ สร้างสุขได้ ก็คือ การลดอัตตา (หรือ ตัวกูของกู) ได้ในระดับใดระดับหนึ่ง โดยจะใช้ค นี้หรือไม่ใช้ก็ตาม พุ ท ธ พั ฒ น า 121 �ำ �ำ �ำ การลดอัตตาตัวตนลง ก็ลดโลภะ โทสะ โมหะ อันเป็นอกุศลมูลลง ฉะนัน้ ถ้าคนจ นวนมากสามารถคลายทุกข์สร้างสุขได้ดว้ ยปัญญา ก็เท่ากับ การไปเพิ่มกุศลมูลในการที่เขาจะพัฒนาชีวิตและสังคมต่อไป เราไม่ตอ้ งไปก� หนดรูปแบบการพัฒนาชีวติ และสังคมทีต่ ายตัว เพราะขืนไปก หนด ก็จะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพียงแต่ช่วยเพื่อนมนุษย์ให้คลายทุกข์ สร้างสุขได้ด้วยปัญญา ซึ่ง เป็นการลดอกุศลมูลไปด้วยในตัว เขาก็จะค่อยๆ ไปปรับวิถีชีวิตและวิถีสังคมตามเหตุตามผล ให้ สอดคล้องกับกาลเทศะและเหตุปัจจัยต่างๆ ด้วยตนเอง ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ส่งเสริมการเจริญสติฯ การเจริญสติแบบพุทธ (Buddhist mindfulness meditation) ก ลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วไปในโลก เพราะปรากฏผลดีเป็น อเนกปริยาย เช่น ● ท ให้สุขภาพดี ไม่ค่อยเจ็บป่วย อายุยืน ● เกิดความปีติสุข ทั้งเนื้อทั้งตัวอย่างไม่เคยพบมาก่อน ● เป็นความสุขราคาถูก Happiness at low cost ● สติปัญญาดี เรียนรู้อะไรก็ได้ผลดีขึ้น 122 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ ำ �ำ �ำ �ำ ถ้ามีการรวมตัว ร่วมคิดร่วมทำ ไม่ว่าเรื่องอะไร ที่ไหน ก็เรียกว่า มีความเป็นชุมชน อีกทั้งท ให้เกิดสัมพันธภาพที่ดี ทั้งในครอบครัว ในที่ท งาน และ ในสังคม ในประเทศตะวันตกมีการวิจยั มากมาย ถึงผลของการเจริญสติทมี่ ี ต่อสุขภาพและสมอง ด้วยเครื่องมือทันสมัยต่างๆ รวมทั้งเครื่องถ่ายภาพ สมอง (brain imaging) พบการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีหลายประการหรือ ทุกประการ ด้วยเหตุดังกล่าว จึงสามารถพยากรณ์ได้ว่าในอนาคต บุคคลจะเป็นบุคคลเจริญสติและองค์กรจะเป็นองค์กรแห่งการ เจริญสติทั่วโลก ซึ่งจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาชีวิตและสังคม เพราะในการเจริญสติแบบพุทธนัน้ มีการเจริญสติและเจริญปัญญาร่วมอยู่ ด้วย ยุทธศาสตร์ส่งเสริมการเจริญสติ คือ ● สร้างครูสอนการเจริญสติ ให้มีจ นวนมากและคุณภาพดี ● ท ข้อมูลเกี่ยวกับส นักสอนเจริญสติเผยแพร่อย่างทั่วถึง ● ส่งเสริมให้วัดทุกวัดมีครูผู้เชี่ยวชาญ สอนวิปัสสนากรรมฐาน ● ส่งเสริมองค์กรต่างๆ ให้เป็นองค์กรแห่งการเจริญสติ พุ ท ธ พั ฒ น า 123 � �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ชุมชนเข้มแข็ง ชุมชน คือ ระบบการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล ระหว่างคนกับ คน และระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม เมื่อสมดุลก็มีความเป็นปกติหรือสุขภาพดี และยั่งยืน ชุมชนทั่วโลกจึงยั่งยืนมาได้ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ปี เพิง่ มาแตกสลายไปด้วยการพัฒนาสมัยใหม่ ทีเ่ น้นปัจเจกชนนิยม สุดโต่ง แบบตัวใครตัวมัน ชีวิตแบบตัวใครตัวมันไม่มีภูมิคุ้มกันจากภยันตรายต่างๆ สังคม ปัจจุบันจึงเสียสมดุลในทุกมิติ ดังที่อธิบายมาข้างต้นในตอนที่พูดถึงว่า วิกฤตอริยธรรมปัจจุบัน (ดูหน้า ) สก็อตต์ เพ็ก (Scott Peck) จิตแพทย์ชาวอเมริกัน รักษาคน อเมริกันที่มีความทุกข์ คนเหล่านี้มีจ นวนมากจนรักษาไม่ไหว เขาต้องส่งเสริมให้รจู้ กั รวมตัว ร่วมคิดร่วมท ซึง่ เขาเรียกว่า “สร้าง ความเป็นชุมชน” (community building) คือ ถ้ามีการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมท ไม่วา่ เรือ่ งอะไร ทีไ่ หน ก็เรียกว่ามีความเป็นชุมชน ไม่วา่ จะติดพืน้ ที่ หรือไม่ติด สก็อตต์ เพ็ก พบว่า ถ้ารวมตัว ร่วมคิดร่วมท ส เร็จ ทุกคนมีความ สุขประดุจบรรลุนิพพาน เขาจึงมีความเชื่อว่า โลกอนาคตเป็นโลกแห่งความเป็นชุมชน เขาจึงตั้งชื่อหนังสือของเขาเล่มนี้ว่า “A World Waiting To Be Born” (โลกที่ก ลังรอคอยที่จะบังเกิด) 124 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ สังคมในอุดมคติทางพุทธ คือ สังฆะ หรือชุมชนแห่งการเรียนรู้ (learning community) ยุทธศาสตร์ที่ ๔ การจัดการวัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประเทศไทยมีวัดประมาณ ๔๐,๐๐๐ วัด เป็ นทรั พยากรอัน มหาศาลเพื่อการพัฒนา ประเด็นทางยุทธศาสตร์ คือ การจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด ถ้าเราเพียงพูดถึงความปรารถนา โดยไม่มีเครื่องมือที่จะท ให้ บรรลุเป้าหมาย เขาเรียกว่า wishful thinking หรือการคิดอยากได้ แต่ ไม่มีทางบรรลุ หากไม่มีเครื่องมือที่จะท ให้ส เร็จ การคิ ด เชิ ง ยุ ท ธศาสตร์ ต ้ อ งคิ ด เครื่ อ งมื อ ที่ จ ะท ให้ บ รรลุ วั ต ถุ ประสงค์ของยุทธศาสตร์ การจัดการ คือเครือ่ งมือทีจ่ ะท ให้วดั เกิดประโยชน์สงู สุดต่อสังคม ในปัจจุบัน ประเด็นการจัดการวัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด (๑) จัดการวัดให้เป็นสัปปายะสถาน มีความสะอาดร่มรื่น สงบ มีภูมิทัศน์สวยงาม อนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรม และ พุทธสัญลักษณ์ที่ท ให้คนระลึกถึงธรรม พุ ท ธ พั ฒ น า 125 �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ พระสงฆ์ที่เข้าใจหลักพุทธธรรม และการพัฒนาจะสามารถนำ หลักพุทธธรรมเข้าสู่การพัฒนาชุมชน วัดทีเ่ ป็นสัปปายะสถานจะท ให้ทงั้ พระและฆราวาสทีอ่ ยู่ และมาสูว่ ดั มีจติ ใจสงบ มีศรัทธา ปสาทะ มีปตี ิ และปัสสัทธิ หรือสุขภาวะง่ายต่อการเกิดปัญญา (๒) จัดการให้วัดทุกวัดมีการสอนวิปัสสนากรรมฐาน (๓) จัดการให้วัดเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและมีบทบาทท� ให้ ชุมชนเข้มแข็ง โดยที่มีวัดกระจายอยู่ในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉลี่ย ๕ วัดต่อ ๑ ต บล หรือ ๑ วัดต่อ ๒ หมู่บ้าน และ โดยที่ชุมชนเป็นฐานของประเทศ ถ้าฐานของประเทศแข็งแรง จะรองรับประเทศทัง้ หมดให้ มั่นคง ฉะนั้น วัดควรเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและมีส่วนท ให้ ชุมชนเข้มแข็ง ทัง้ นีโ้ ดยพระสงฆ์รว่ มในสภาผูน้ ชุมชน ซึง่ ท แผนชุมชนและขับเคลือ่ น การพัฒนาตามแผนชุมชน ซึง่ เป็น แผนพัฒนาอย่างบูรณาการทีก่ ารพัฒนา ๘ ด้านอยูใ่ นกันและ กัน คือ เศรษฐกิจ - จิตใจ - สังคม - สิง่ แวดล้อม - วัฒนธรรม - สุขภาพ - การศึกษา - ประชาธิปไตย พระสงฆ์ทเี่ ข้าใจหลักพุทธธรรมและการพัฒนาจะสามารถ น หลักพุทธธรรมเข้าสู่การพัฒนาชุมชนได้ทั่วประเทศ ซึ่ง 126 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี � �ำ ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ เท่ากับสร้างการพัฒนาแนวพุทธในทุกหมูบ่ า้ นและต บล ซึง่ ก็คือ สร้างพุทธพัฒนาไว้ที่ฐานของประเทศ (๔) การจัดการให้พระสงฆ์ในวัดทุกวัดเป็นผูเ้ ชีย่ วชาญในหลัก พุทธธรรมและเป็นผู้น� ในการพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัย สงฆ์ทงั้ ๒ แห่ง ควรเข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมให้พระทุก วัด เป็นรายจังหวัด เข้าใจหลักพุทธธรรมเป็นอย่างดี ส่วนการเป็นผู้น ในการพัฒนาชุมชนนั้น ท ได้โดยการ ท งานร่วมกับผู้น ชุมชน ซึ่งขณะนี้มีหลายแสนคนแล้ว การทีพ่ ระสงฆ์ในวัดทุกวัดได้รบั การฝึกอบรมเป็นผูเ้ ชีย่ ว- ชาญในหลักพุทธธรรมและเป็นผูน้ ในการพัฒนาชุมชน เป็น เรื่องการพัฒนาพุทธศาสนาและการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่มาก วั ด ทุ ก วั ด จะท หน้ า ที่ เ ป็ น ส่ ว นหนึ่ ง ของชุ ม ชน และมี บทบาทส่งเสริมชุมชนเข้มแข็งทัว่ ประเทศ เป็นการสร้างการ พัฒนาแนวพุทธที่ฐานของประเทศตามที่กล่าวในข้อ (๓) (๕) การจัดการให้วดั มีบทบาทในการศึกษาแนวพุทธ ระบบการ ศึกษาไทยมีปญ ั หาอย่างมากมายาวนาน ทีเ่ รียกกันว่า วิกฤต การศึกษาไทย เพราะแนวคิดแบบแยกส่วนและระบบการ บริหารรวมศูนย์อ นาจ แนวคิดแบบแยกส่วน คือ แยกชีวติ กับการศึกษาออกจาก กัน โดยไม่ได้เอาชีวติ เป็นตัวตัง้ แต่ไปเอาวิชาเป็นตัวตัง้ ทีเ่ น้น การท่องวิชาท ให้ท ไม่เป็น คิดไม่เป็น อยู่ร่วมกันไม่เป็น แนวคิดทางพุทธนั้น ชีวิตกับการศึกษาอยู่ที่เดียวกัน นั่น คือ ชีวิตคือการศึกษา การศึกษาคือชีวิต พุ ท ธ พั ฒ น า 127 �ำ ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ การศึกษาที่เอาการท่องวิชาเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาชีวิตและ สังคมสิ่งแวดล้อมที่สัมพันธ์กับชีวิตเป็นตัวตั้ง ที่ท มา ๑๐๐ กว่าปี สร้างคนไทยที่ไม่รู้ความจริงของ ประเทศไทย ก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่โต ระบบราชการ ที่รวมศูนย์อ นาจท ให้แก้ไขอะไรได้ยาก วัดควรมีบทบาทในการจัดการศึกษาแนวพุทธ อาจจะโดย ร่วมกับกระบวนการชุมชนเข้มแข็งที่กล่าวในข้อ (๓) ชุมชนท้องถิน่ ควรมีอ นาจจัดการศึกษาเอง ให้สอดคล้อง กับสภาพและความต้องการของชุมชนท้องถิน่ หรือวัดใดทีม่ ี ความสามารถจะจัดขึ้นเองก็ได้ (๖) จัดการให้วัดเป็นศูนย์คลายทุกข์ สร้างสุข สังคมปัจจุบันมี ความซับซ้อน ผู้คนมีปัญหาความทุกข์และความเครียดมาก ถ้าพระสงฆ์ทุกวัดมีความเชี่ยวชาญหลักพุทธธรรม ร่วม ท งานชุมชนและการศึกษา ดังกล่าวข้างต้น จะอยู่ในฐานะ ทีม่ คี วามสามารถทางจิตวิทยาทีจ่ ะช่วยคลายทุกข์สร้างสุขให้ ประชาชน หลักธรรมทางพุทธศาสนานั้น เกี่ยวกับความเข้าใจชีวิต และท ชีวิตให้พ้นทุกข์ แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจบริบทของสังคม ปัจจุบนั พระจึงจะสามารถแนะน ให้ผมู้ คี วามทุกข์ หลุดออก จากทุกข์ได้ พระสงฆ์ผู้รู้ ก็คือนักจิตวิทยาและนักจิตบ บัด นั่นเอง การคลายทุกข์และสร้างสุขอาจท โดยการพบตัวหรือโดย ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ 128 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ พระที่เก่งๆ จะสามารถสร้างปัญญาประดิษฐ์ (Artiພcial Intelligence = AI) ซึ่งเป็นประดุจผู้เชี่ยวชาญที่สุดในการ คลายทุกข์สร้างสุขให้ประชาชนได้อย่างกว้างขวาง ตอนนี้มนุษย์ทั่วโลกมีปัญหาสุขภาพจิตอย่างมหาศาล ท ให้ตดิ ยาเสพติด ติดยาแก้ปวด ฆ่าตัวตาย ก่อความรุนแรง ถ้าวัดทุกวัดสามารถเป็นศูนย์คลายทุกข์สร้างสุข ทั้งโดย บุคคลและโดยระบบออนไลน์ จะช่วยสร้างสุขภาวะให้สงั คม อย่างมหาศาล กรมสุขภาพจิตควรส่งเสริมบทบาทของวัดใน การเป็นศูนย์คลายทุกข์สร้างสุข เป็นต้น ระบบการจัดการวัด ในครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกไม่ได้บริหารวัด อนาถบิณฑิกเศรษฐีบริหารวัดพระเชตวัน นางวิสาขามหาอุบาสิกาบริหารวัดบุพพาราม พระเจ้าพิมพิสารบริหารวัดเวฬุวัน การทีส่ มภารเจ้าวัดมีหน้าทีบ่ ริหารวัด เป็นเรือ่ งทีก่ ลับกลายขึน้ ภาย หลัง และวัดก็มที รัพย์สมบัตทิ ตี่ อ้ งบริหารมาก จนการบริหารเป็นภาระหนัก ของสมภาร การที่จะต้องหาเงินมาบ รุงรักษาศาสนสถานก็เป็นเรื่องใหญ่ ท ให้วัดและพระต้องท หน้าที่เรี่ยรายขอบริจาคอย่างหนัก ซึ่งไม่เหมาะกับ สมณสารูปเท่าใด การจะจัดการวัดให้เกิดประโยชน์สงู สุดดังกล่าวข้างต้น เป็นภาระที่ ใหญ่และยากเกินกว่าที่สมภารเจ้าวัดจะท ได้เพียงล พัง จึงควรพัฒนา พุ ท ธ พั ฒ น า 129 �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ ระบบการจัดการวัดที่มีผู้มีความสามารถด้านต่างๆ จะเข้ามามีส่วนช่วยใน การจัดการวัด รูปแบบหนึ่งก็คือ การมีคณะกรรมการวัด ที่มีองค์ประกอบที่ เหมาะสม ขอเสนอองค์ประกอบของคณะกรรมการวัด ดังนี้ (๑) ผู้น ชุมชนท้องถิ่น (๒) สถาปนิก ตัวแทนของสมาคมสถาปนิกสยาม (๓) ผู้แทนกรมศิลปากร (๔) ผู้แทนราชบัณฑิตยสภา (๕) ผู้แทนมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในจังหวัด (๖) นักธุรกิจที่หอการค้าจังหวัดเสนอ (๗) สมาชิกคลังสมองซึง่ อยูใ่ นจังหวัด (เครือข่ายคลังสมองบริหาร โดยมูลนิธพิ ฒั นาไท ซึง่ อยูท่ สี่ นักงานคณะกรรมการเศรษฐ- กิจและสังคมแห่งชาติ) (๘) ผู้ทรงคุณวุฒิอื่นๆ อีก ๑-๒ ท่าน ทั้งนี้ ควรออกเป็นพระราชบัญญัติคณะกรรมการวัด โดยก หนด อ นาจหน้าที่ องค์ประกอบ วิธีได้มา อย่างรัดกุม การบริหารจัดการวัดที่ดีจะเชื่อมโยงเรื่องการพัฒนาแนวพุทธ ทั้งหมด และองค์กรต่างๆ เข้ามาเรียนรู้และร่วมปฏิบัติการ จึงเป็นเรื่อง ส คัญที่สุดในยุทธศาสตร์การพัฒนาแนวพุทธ 130 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ การมีสุขภาพดี และการอยู่ ร่วมกันอย่างสันติสมดุล ซึ่งจะช่วยให้ มนุษยชาติก้าวข้ามวิกฤตการณ์ ยุทธศาสตร์ที่ ๕ การวิจยั และพัฒนาการศึกษาพุทธธรรม การศึกษาพุทธธรรมให้เข้าใจทัง้ หลักการและการปฏิบตั เิ ป็นอย่าง ดี มีความส คัญยิ่งต่อความสุข การมีสุขภาพดี และการอยู่ร่วมกันอย่าง สันติสมดุล ซึ่งจะช่วยให้มนุษยชาติก้าวข้ามวิกฤตการณ์ในปัจจุบัน ในขณะที่การศึกษาพุทธธรรมตามจารีตยังด เนินต่อไป ควรจะมี การวิจัยว่ามีวิธีการศึกษาพุทธธรรมที่ได้ผลดี ที่ท กันในที่ต่างๆ ทั่วโลก อย่างใดบ้าง แล้วน มาพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง นอกเหนือไปจากมหาวิทยาลัยพุทธทั้ง ๒ แห่ง ควรจะท การวิจัย และพัฒนาการศึกษาพุทธธรรมเป็นเรือ่ งใหญ่แล้ว มหาวิทยาลัยต่างๆ ทีอ่ ยู่ ในฐานะทีจ่ ะท ได้ควรท การวิจยั และพัฒนาการศึกษาพุทธธรรมเป็นเรือ่ ง ใหญ่ เช่นเดียวกันหรือให้ยิ่งกว่า เพราะพุทธธรรมเป็นภูมิปัญญาอันล้ ค่าของโลก อันจะมาช่วย ปลดปล่อยมนุษยชาติให้หลุดจากจุดติดขัดในปัจจุบนั ไปสูป่ ญ ั ญา อิสรภาพ และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล โดยไม่จ เป็นต้องเรียกว่าพุทธเลย เพราะพุทธธรรมเป็นความจริง ตามธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าพระตถาคตจะอุบัติหรือไม่อุบัติขึ้นก็ตาม พุ ท ธ พั ฒ น า 131 �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ � ำ �ำ ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงความจริงตามธรรมชาตินไี้ ด้ โดยจะเรียกว่า ศาสนาอะไรๆ หรือไม่เรียกว่าศาสนาอะไรๆ เลยก็ได้ การศึกษาพุทธธรรมให้เข้าใจอย่างแท้จริง จะเข้าถึงความจริงตาม ธรรมชาติอันเป็นสากล ไม่แยกข้างแยกขั้ว แต่เกิดไมตรีจิตอันไพศาลต่อ เพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง ฉะนั้น ยุทธศาสตร์การวิจัยและพัฒนาการศึกษาพุทธธรรมให้ คนจ� นวนมาก และในที่สุด คนทั้งหมดเข้าถึงความจริงตามธรรมชาติ จึงเป็นเรื่องส� คัญอย่างยิ่งยวดและเป็นหัวใจของการพัฒนาแนวพุทธ ยุทธศาสตร์ที่ ๖ การพัฒนาปัญญาเชิงระบบ และการจัดการ รวมทัง้ นโยบายสาธารณะ จุดติดขัดใหญ่ของสังคมไทย คือการขาดวิธีคิดเชิงระบบ โดยคิด ว่าใครดีใครชั่ว บาปบุญคุณโทษเป็นเรื่องของแต่ละคน ซึ่งอาจเป็นจริงอยู่ มากในครั้งพุทธกาล สมัยนัน้ ยังไม่มรี ะบบอะไรทีซ่ บั ซ้อน เช่น ใครขยันและไม่มอี บายมุข ก็จะไม่ยากจน เพราะเศรษฐกิจของบุคคลขึ้นกับการท มาหากินของเขา โดยตรง แต่สมัยนีค้ นทีข่ ยันและไม่มอี บายมุขอาจจะจนจนหมดเนือ้ หมดตัว ก็ได้ เช่น เกิดเศรษฐกิจตกต่ และเงินเฟ้ออย่างรุนแรง เงินที่เก็บหอมรอม ริบไว้หมดลง เป็นตัวอย่างทีร่ ะบบเศรษฐกิจและระบบการเงินมีผลต่อบุคคล 132 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี ำ ำ �ำ ำ � สังคมปัจจุบนั ต่างจากสังคมโบราณทีม่ รี ะบบต่างๆ ทีซ่ บั ซ้อนอันมี ผลกระทบต่อความรูส้ กึ นึกคิดและพฤติกรรมของคน ไม่ได้มแี ต่วา่ ใครดีใคร ชั่วขึ้นกับกรรมของตัวเองเท่านั้น เช่น ระบบอ� นาจรัฐ แต่เดิมที่ระบบอ นาจรัฐยังไม่แข็ง ราษฎรก็ท มาหากินจัดระบบการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน โดยดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ที่ดิน ป่าไม้ แหล่งน้ ให้มีการใช้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน เมื่อระบบรัฐแข็งแรงขึ้น ก็บอกว่าที่ดินเป็นของรัฐไม่ใช่ของชุมชน แล้วแต่รัฐจะให้ใครใช้หรือไม่ให้ใครใช้ เมื่อรัฐไม่สามารถจัดการใช้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ชาวบ้านก็ เดือดร้อนยากจนลง คนทีไ่ ด้รบั การบีบคัน้ จากระบบทีไ่ ม่เป็นธรรม ก็พร้อมทีจ่ ะท อะไร ไม่ดีได้ หรือเมื่อรัฐเปลี่ยนแปลงระบบการเกษตร จากการเกษตรพึ่ง ตนเอง เป็นเกษตรเพื่อเงิน เกษตรกรทั้งประเทศก็ล้มละลายทางเศรษฐกิจ เป็นหนี้เป็นสิน ขายที่ ขายวัว ขายควาย ขายลูกสาวไปเป็นโสเภณีในเมือง ความยากจนเป็นหนี้เป็นสินท ให้เกิดความเครียด ท ให้ติดเหล้า ติดยาเสพติด มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนอื่นๆ เกิดปัญหาต่างๆ มากมายใหญ่โต ทีส่ คัญท ให้เกิดความเข้าใจผิดว่า คนไทยเป็นคนไม่ดี ซึง่ แท้ทจี่ ริงเกิดจาก ระบบและนโยบายไม่ดี เมื่อสรุปผิดว่าคนไทยเป็นคนไม่ดี ก็แก้ไขโดยอบรมให้คนเป็นคน ดี แต่ไม่แก้ไขเชิงระบบและนโยบาย ก็แก้ไขไม่ได้ ประเทศจึงสะสมปัญหา จนวิกฤตและออกจากวิกฤตไม่ได้ พุ ท ธ พั ฒ น า 133 ำ �ำ �ำ ำ � �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ แก้ไขโดยอบรมให้คนเป็นคนดี แต่ไม่แก้ไขเชิงระบบและนโยบาย จึงสะสมปัญหาจนวิกฤต การขาดความคิดและการจัดการเชิงระบบ ก่อให้เกิดความ เสียหายทั้งใหญ่และเล็กเต็มประเทศไปหมด อย่างเรื่องคนไทยต้องตายเพราะอุบัติเหตุทางถนนปีละประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน บาดเจ็บอีกหลายแสนคน ก่อความเสียหายแก่ชีวิตและ ทรัพย์สินอย่างมหาศาล ด รงอยู่อย่างนี้มานานแล้ว เพราะเป็นปัญหาเชิง ระบบและการจัดการเชิงระบบ ระบบใดระบบหนึ่งมีองค์ประกอบมากมาย เช่น ระบบรถยนต์ มีองค์ประกอบตัวถัง เครื่อง เพลา ล้อ เบรก พวงมาลัย ระบบไฟฟ้า น็อตทุกตัว ประมาณ ๑๐,๐๐๐ องค์ประกอบ องค์ประกอบทุกตัวต้องมีความถูกต้องและสัมพันธ์กันอย่างถูกต้อง ระบบ จึงจะมีความสมบูรณ์เป็นรถยนต์ที่จะขับเคลื่อนไปได้อย่างเรียบร้อย ระบบความปลอดภัยทางถนนก็เช่นเดียวกัน เช่น สภาพถนน ทาง แยก ทางตัด ทางเบี่ยง ป้ายบอกทิศทาง สภาพรถยนต์ ความช นาญของ ผู้ขับขี่ สภาพของผู้ขับขี่ กฎหมาย การก กับให้ปฏิบัติตามกฎหมาย การ จ กัดความเร็วที่ได้ผล และการบริหารจัดการองค์ประกอบทั้งหมดอย่าง บูรณาการ พูดถึงการบริหารจัดการทัง้ หมดอย่างบูรณาการ ระบบราชการ ไทยก็สอบตกแล้ว 134 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ �ำ �ำ เพราะเป็นระบบทีเ่ น้นการควบคุมแบบแยกส่วน ไม่ใช่ระบบการ จัดการให้มีผลสัมฤทธิ์ ฉะนั้น คนไทยจึงยังต้องตายเฉพาะจากอุบัติเหตุทางถนนปีละ ๒๐,๐๐๐ ยังไม่นับอย่างอื่นๆ แต่ก็ไม่มีการแก้ไขระบบราชการให้เป็น ระบบการจัดการเพื่อผลสัมฤทธิ์ เพราะขาดปัญญาเชิงระบบและการจัดการอย่างทั่วถึง ทั้งใน วงการการศึกษา การเมือง ราชการ สือ่ มวลชน และประชาชนโดยทัว่ ไป มีผู้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่างญี่ปุ่นกับไทย ญี่ปุ่นตรงข้ามกับไทยที่มีอุบัติเหตุต่างๆ น้อยมาก ที่เห็นได้ชัดคือ คนญี่ปุ่นมีวินัยมากกว่าคนไทย แต่คนไทยที่ว่ามีพฤติกรรมไม่ค่อยดี ถ้าไปขับรถในญี่ปุ่นก็จะไม่ ค่อยมีอบุ ัติเหตุ เพราะระบบของญี่ปุ่นดีก กับให้คนไทยต้องมีพฤติกรรมดี แต่ถา้ คนญีป่ นุ่ มาขับรถในเมืองไทย ก็จะเกิดอุบตั เิ หตุได้งา่ ยเหมือน กันเพราะระบบไม่ดี ถ้าเรายังไม่สนใจระบบ คนไทยก็ยังจะต้องตายโดย ไม่จ เป็นอีกต่อไป การคิดแบบบุญท กรรมแต่ง บาปบุญคุณโทษเฉพาะตัวบุคคล โดย ไม่เข้าใจกรรมเชิงระบบ เป็นปัญหาวิธีคิด (mindset) ที่ท ให้ประเทศไทย ติดขัดอย่างแท้จริง นโยบาย เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวาง เมื่ อ ขาดความคิ ด เชิ ง ระบบจึ ง ขาดความคิ ด เชิ ง นโยบายด้ ว ย ตัวอย่างเช่น... พุ ท ธ พั ฒ น า 135 �ำ �ำ �ำ �ำ เรามีอาจารย์ปริญญาเอกทางเภสัชศาสตร์จ นวนมาก ท่านเหล่า นีม้ ีความรู้เกี่ยวกับตัวยา แต่เกือบไม่มีผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับระบบยาเลย ระบบยามีความซับซ้อนมาก เมือ่ สาธารณะไม่เข้าใจความซับซ้อน ของระบบ ก็ถูกท ร้ายจากอ นาจแอบแฝงในระบบ ในกรณียาก็คือ ทั้งผู้ใช้ยาและรัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายยา ซึ่งราคาสูง เกินความเป็นจริงไปมาก เพราะบริษัทผู้ผลิตยาบอกให้ทราบแต่เพียงว่า ราคายาแพง เพราะเขาต้องลงทุนวิจัยมาก ซึ่งไม่เป็นความจริง ความจริงก็คือ เขาใช้กลอุบายหลายอย่าง รวมทั้งติดสินบนผู้มี อ นาจรัฐในการอนุญาตให้เขาแสวงหาก ไรที่เกินขอบเขตของมนุษยชาติ ทีพ่ ึงท กับประชาชนที่เจ็บไข้ได้ป่วย จนกระทัง่ ทุกวันนี้ มหาวิทยาลัยก็ยงั แทบไม่กระดิกตัวเกีย่ วกับการ ท ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบยาเลย นโยบายเกี่ยวกับการขนส่งมีส่วนท ให้ประเทศยากจนลง ประเทศไทยเน้นการขนส่งสินค้าโดยรถยนต์ แทนที่จะเป็นโดย รถไฟและเรือกลไฟ ซึ่งราคาถูกกว่ามาก การสร้างถนนให้รถ ๑๐ ล้อ วิ่งส่งสินค้าไปทั่วประเทศนั้น ราคา แพงมาก ค่ารถยนต์ ค่าน้ มัน ล้วนแล้วแต่ราคาแพง เงินก็หมดไปเพราะ เรื่องเหล่านี้ เหลือตกถึงชาวนาน้อย ชาวนาก็แบกภาระความยากจน แต่ความร่ รวยตกไปอยูก่ บั บริษทั ผู้สร้างถนน ผู้ขายรถยนต์ ผู้ขายน้ มัน ถ้าถามว่า ใครก หนดนโยบายขนส่งเช่นนี้ 136 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ ำ � � ำ � ำ �ำ ก็แน่นอน คือ ผู้สร้างถนน ขายรถยนต์ ขายน้ มัน ไม่ใช่สาธารณชน ผู้แบกรับผลกระทบของนโยบายที่ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่มหาวิทยาลัย ซึง่ ควรเป็นผูส้ ร้างความรูเ้ ชิงระบบ มหาวิทยาลัย ควรสร้างปัญญาเชิงระบบและเชิงนโยบาย และน ปัญญาเชิงระบบสู่ สาธารณชนให้สาธารณชนสามารถขับเคลื่อนนโยบายได้ นี่คือ แก่นแกนของประชาธิปไตย แต่ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ การขาดความคิดเชิงระบบ ท� ให้ไม่เกิดประชาธิปไตยอัตถ- ประโยชน์และประเทศเสียหายเหลือคณานับ คนไทยมักจะคิดว่า คนจีนมีปญั หาทางพฤติกรรมไม่เรียบร้อย เช่น ชอบแย่งชิง ส่งเสียงดัง บ้วนเสมหะ แต่ลองไปดูคนจีนในประเทศสิงคโปร์ เมื่อเขาจัดระบบลงตัว คนจีนหรือแม้แต่คนไทยที่ไปสิงคโปร์ ก็ต้องมีพฤติกรรมเป็น ระเบียบเรียบร้อย แม้แต่จะเรียกแท็กซี่ก็ต้องเข้าคิว แท็กซี่... ● ไม่แก่งแย่งผู้โดยสาร ● ไม่มีการขับรถเร็วปาดหน้า ● ถ่มน้ ลายตามถนนไม่ได้ ข้าราชการสิงคโปร์... ● มีความสามารถสูง ● สุจริต พุ ท ธ พั ฒ น า 137 ำ � �ำ ำ ำ � ● ตั้งใจท งาน ● ได้เงินเดือนสูงด้วย พฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้ดีกว่าในเมืองฝรั่ง แสดงให้เห็นว่า ระบบมีผลต่อพฤติกรรม ไม่ใช่บาปบุญคุณโทษ เป็นเรื่องของบุคคล หรือกรรมแต่ชาติปาง ก่อน ซึ่งเป็นวิถีคิดในสังคมไทย วิถีคิดแบบนี้มาได้อย่างไร??? การท� งานทางยุทธศาสตร์ เมื่อตอนต้นกล่าวค้างถึงว่า สังคมไทยขาดการคิดเชิงระบบและ การจัดการ โดยคิดว่าคนดี คนไม่ดี เป็นเรื่องของตัวบุคคล การคิดเช่นนี้ ท ให้สรุปผิด เมื่อมีปัญหาอะไรก็คิดว่าเกิดจากคนไม่ดี แล้วก็แก้ปัญหาโดยสั่ง สอนอบรมให้คนเป็นคนดี แต่สั่งสอนอบรมอย่างไรๆ ก็แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะปัญหาอยู่ทรี่ ะบบไม่ดี ระบบไม่ดีท ให้คนมีพฤติกรรมไม่ดี แต่ในเมื่อไม่มีความคิดเชิง ระบบ ก็ไม่แก้ไขปรับปรุงระบบ จึงแก้ปัญหาไม่ได้ วิธีคิดเช่นนี้ ท ให้ประเทศไทยออกจากวิกฤตไม่ได้ เช่น ปัญหาคอร์รปั ชัน่ ทีม่ อี ยูอ่ ย่างดาษดืน่ เกิดจากระบบรวมศูนย์ อ นาจ เมื่อไม่แก้ระบบ แต่ไปอบรมสั่งสอนให้คนเป็นคนดี ก็แก้ปัญหา ไม่ได้ 138 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ ำ �ำ �ำ �ำ �ำ การจัดการต้องใช้ความรู้และสร้าง ความรู้ให้รอยต่อของระบบ เชื่อมโยงกันไปสูค ่ วามสำ เร็จ ตรงข้ามกับที่สวิตเซอร์แลนด์ ย้อนหลังไปร้อยกว่าปี เต็มไปด้วย คอร์รัปชั่น เพราะระบบการปกครองรวมศูนย์อ นาจ เมื่อปรับปรุงระบบ การปกครองโดยกระจายอ นาจไปสู่ท้องถิ่น คอร์รัปชั่นก็หายไป ในยุทธศาสตร์การพัฒนาแนวพุทธ ยุทธศาสตร์ที่ ๖ นี้ คือ การ พัฒนาการคิดเชิงระบบและการจัดการ เครือ่ งมือส คัญคือ การปฏิรปู การ เรียนรู้ จากการเรียนรู้โดยเอาวิชาเป็นตัวตั้ง เป็นเรียนรู้จากการท งาน ถ้าวิชาการนั้นเน้นเป็นวิชาๆ มองไม่เห็นระบบ แต่การท งาน อะไรให้ส เร็จ ต้องมีความเข้าใจเชิงระบบและต้องมีการจัดการ การเรียนธรรมะแบบวิชาการ ก็ท� ให้ขาดความคิดเชิงระบบ เหมือนกัน แต่ถ้าเอาความทุกข์และเหตุของทุกข์ในชีวิตจริงเป็นตัวตั้ง ถ้าไล่เรียงหาสาเหตุอย่างต่อเนือ่ งตามหลักอิทปั ปัจจยตาก็จะไล่ไปถึงสาเหตุ เชิงระบบได้เหมือนกัน จุดส คัญจะต้องเข้าใจว่า สังคมปัจจุบนั เต็มไปด้วยระบบทีซ่ บั ซ้อน จ เป็นต้องมีปัญญาเชิงระบบจึงจะแก้ปัญหาได้ และควรเข้าใจว่า การ จัดการเป็นอิทธิปัญญาหรือปัญญาที่จะท ให้ ท อะไรให้ส เร็จ การจัดการต้องใช้ความรู้และสร้างความรู้ให้รอยต่อของระบบ เชื่อมโยงกันไปสู่ความส เร็จ เนื่องจากการจัดการต้องสร้างความรู้ในทุก ขั้นตอน การจัดการจึงมีพลังมาก จนมีผู้กล่าวว่า พุ ท ธ พั ฒ น า 139 � �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ “Management makes the impossible possible” (การจัดการท� สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้) การเรียนรู้ให้จัดการเป็น ไม่เป็นบาป แต่เป็นบุญ เพราะจะท ให้ทะเลาะกันน้อยลง และท อะไรส เร็จมากขึ้น ดัง ในยุทธศาสตร์ที่ ๔ เรื่องจัดการวัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ถ้าจัดการได้ดี วัดจะเกิดประโยชน์มหาศาล เป็นต้น ยุทธศาสตร์ที่ ๗ เครือข่ายชาวพุทธ ชาวพุทธทุกคนควรจะมีส่วนร่วมในการขับเคลือ่ นการพัฒนาแนว พุทธ ถ้ากลไกการท งาน มีแต่กลไกที่เป็นทางการ คนส่วนน้อยเท่านั้น ที่จะมีบทบาท เพราะความเป็นทางการจะเน้นที่กฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ รูปแบบ กลไกทีเ่ ป็นทางการจึงเป็นระบบปิด ทีค่ นส่วนใหญ่มสี ว่ นร่วมด้วย ไม่ได้ ฉะนั้น จึงควรมีกลไกที่ไม่เป็นทางการด้วยอีกทางหนึ่ง ขึ้นมา ท งานบรรจบกัน กลไกไม่เป็นทางการเป็นธรรมชาติมากกว่า คล่องตัวกว่า และคนทั้งหมดมีส่วนร่วมด้วยได้ กลไกไม่เป็นทางการนี้มีชื่อเป็นตัวย่อว่า บกค. หรือ INN ดังนี้ 140 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ บ = บุคคล (Individual) เกิดจิตส นึกในศักดิศ์ รีและศักยภาพของตนเอง แล้วลงมือท อะไร ดีๆ ในความเป็นมนุษย์ คนทุกคนมีศักดิ์ศรีและศักยภาพในตัวเองที่จะท อะไรดีๆ แต่ เนื่องจากถูกมายาคติต่างๆ ในสังคมครอบง ท ให้เหมือนติดคุกที่มองไม่ เห็น (the invisible prison) คนที่อยู่ในคุกย่อมขาดศักดิ์ศรี ขาดศักยภาพ และขาดความสุข แต่เมื่อใดที่เกิดส นึกในความจริงขึ้นมาว่าตนเองเป็นมนุษย์ ย่อมมีศักดิ์ศรี และศักยภาพในตนเอง ส นึกแห่งความเป็นมนุษย์นจี้ ะปลดปล่อยตนเองออกจากคุก เป็น อิสระ มีความสุขอย่างล้ ลึก และมีศักยภาพ แล้วลงมือท อะไรดีๆ ส นึกแห่งความเป็นมนุษย์นี้อาจเกิดขึ้นเอง หรือถูกชี้แนะโดย กัลยาณมิตร ทั้งโดยบุคคลและโดยการสื่อสาร ฉะนั้นโดยทางยุทธศาสตร์ ควรมีการสื่อสารให้บุคคลเกิดส นึกในความเป็นมนุษย์ของตนเอง ส นึกนี้ที่บางคนเรียกว่า จิตส� นึกใหม่ (new consciousness) จะก่อให้เกิดพลังสร้างสรรค์มหาศาล การกระตุ้นให้บุคคลจ นวนมากขึ้นเรื่อยๆ ลุกลามเป็นลูกโซ่ (chain reaction) ในการเกิดจิตส นึกใหม่ จึงเป็นยุทธศาสตร์พลัง สร้างสรรค์ พลังของจิตส นึกนั้นเปรียบประดุจดังพลังนิวเคลียร์ในตัวมนุษย์ พุ ท ธ พั ฒ น า 141 �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ � ำ �ำ �ำ �ำ �ำ ำ �ำ �ำ �ำ ก = กลุ่ม (Nodes) คนที่ถูกจริตและมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน ควรจะรวมตัวเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๒ - ๓ คนบ้าง ๓ - ๔ คนบ้าง หรือ ๗ - ๘ คนบ้าง การรวมตัวร่วมคิดร่วมท� เป็นกลุ่มเล็กๆ นี้ จะมีความสุขและ ความสร้างสรรค์อย่างยิ่ง กลุ่มอย่างนี้อาจเรียกว่า กลุ่มศึกษาและพัฒนาแนวพุทธ ท งาน พัฒนาในด้านต่างๆ ตามที่กลุ่มชอบ โดยอาศัยการเรียนรู้ร่วมกันในการ ปฏิบัติ (interactive learning through action) การเรียนรูร้ ว่ มกันในการปฏิบตั เิ ป็นกระบวนการทีท่ รงพลังมากใน การก่อให้เกิดการเปลีย่ นแปลงขัน้ พืน้ ฐาน (transformation) ความสุขและ ความส เร็จ ชาวพุทธทุกคน ทัง้ สงฆ์และฆราวาส สามารถรวมตัวกันเป็น “กลุม่ ศึกษาและพัฒนาแนวพุทธ” อย่างหลากหลาย เต็มพืน้ ที่ และตามประเด็น ต่างๆ ค = เครือข่าย (Networks) บุคคลและกลุ่มตามที่กล่าวข้างต้น สามารถเชื่อมโยงกันเป็น เครือข่าย ในเครือข่ายจะไม่มใี ครมีอ นาจเหนือใคร แต่เชือ่ มโยงก็ดว้ ยความ สมัครใจ ส่งเสริมศักยภาพซึ่งกันและกัน ด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หรือ เรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ 142 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี ำ �ำ �ำ �ำ การเมือง ราชการ วิชาการ ธุรกิจ ศาสนา สังคมแท่งอ นาจทางดิ่ง สังคมเครือข่ายคล้ายสมอง = กลุ่มศึกษาพัฒนาแนวพุทธ = เซลล์สมองของสังคม เมื่อเกิดเป็นเครือข่าย บกค. หรือ INN เครือข่ายจะมีชีวิตของ มันเอง เรียนรู้ร่วมกัน ขยายตัว และเพิ่มคุณภาพขึ้นเรื่อยๆ เกิดเป็นสังคม เครือข่ายคล้ายสมอง สังคมทุกวันนี้ เป็นสังคมแท่งอ นาจทางดิ่ง (ดังรูป) สังคมแท่ง อ นาจมีการเรียนรู้น้อย บีบคั้น และมีพฤติกรรมเบี่ยงเบน สังคมเครือข่ายคล้ายสมองมีการเรียนรูส้ งู เป็นสังคมอุดมสุขและ สังคมอุดมปัญญา ปัญญาชนชาวพุทธทัง้ พระและฆราวาสจ นวนหนึง่ ควรรวมตัวกัน เป็นภาคียุทธศาสตร์การพัฒนาแนวพุทธ พบปะกันเป็นประจ ปรึกษา หารือกันถึงเรื่องการขับเคลื่อนการพัฒนาแนวพุทธ โดยสามารถเชื่อมโยง ได้ทั้งในแนวดิ่งและแนวราบ การพบปะหารือแลกเปลี่ยน ความคิดกัน จะท ให้เกิดความคิด ใหม่ๆ หรือนวัตกรรมที่น ไปสู่การพัฒนาในด้านต่างๆ ได้มากกว่าที่เสนอ ไว้ในบทความนี้ พุ ท ธ พั ฒ น า 143 ำ� �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ การพัฒนาแนวพุทธที่ควรท นั้นมีมากมายหลากหลายเกินกว่าที่ องค์กรที่เป็นทางการ อันได้แก่ มหาเถรสมาคม พระสังฆาธิการ ส นัก พุทธศาสนาแห่งชาติ และกรมการศาสนา จะมีก ลังท ได้หมด กลไกทีไ่ ม่เป็นทางการ คือ เครือข่ายกลุม่ ศึกษาแนวพุทธ และภาคี ยุทธศาสตร์การพัฒนาแนวพุทธ ทีก่ ล่าวข้างต้น เป็นกลไกทีไ่ ม่เป็นปฏิปกั ษ์ กับความเป็นทางการ แต่จะเชื่อมโยงหนุนเสริมศักยภาพของกันและกัน ท ให้เกิดศักยภาพร่วมให้การพัฒนาแนวพุทธเป็นไปอย่างเข้มแข็ง หวังว่า การพัฒนาแนวพุทธตามทีเ่ สนอมาทัง้ หมดจะก่อ ให้เกิดความสุข ความสร้างสรรค์ และไมตรีจิต ที่จะท� ให้ชีวิต และสังคมมีความเจริญขึ้นเป็นล� ดับอย่างต่อเนื่องตลอดไป 144 ป ร ะ เ ว ศ ว ะ สี �ำ �ำ �ำ �ำ �ำ ำ ำ ง @ ก ฤตกา รณ์ทั่ว โลกขณะ นี่ มีผู ้เรียก ว่า เป ็นว ิกฤต ๒ อ า ร ย ธร ร ม ต ะวั น ต ก (ปป ๑ 5 เอ ๕ [ง [2 ล น ็ อ ท ) ๕ = เป ็นว ิ กฤต ก า รณ์ ใหญ่ที่ย ังม องไม ่ เห็ นว่ า ว จ ะ แก ้ไข ให้สํ า เร็จ ได้อ ย่า ง ไร ว เบื้ องหลั งที่ล ึกที่สุ ด ขอ งอา ร ย ธร ร ม ใด ๆ ๕6 ค ว า ม แต ก ต่า ง 5 ห ว า ง ๕ ก็ค ือ “วิ ถีค ิด ” ๕ ต ะ วัน ต ก แม ้จ ะ เก่ง ก า จ เพีย ง ใด แพ จ เข ม ว ว ิ กฤต อ า ร ย ธร ร ม ต ะวั น ตก น่า จ ะบ่ งว่ า จีมร ๕ = ลึก ๆ แล ้ว วิถีคิ ด แบบ ต ะวั น ต ก 5 เป ็นป ัจจ ั ยหล ั กขอ ง วิก ฤต ก า รณ์ - ว ป ร ะ เท ศ ไ ท ย ก็ป ร ะ ส บ วิก ฤตกา ร ณ์เร ื่อรั ง จ ส ่วน หนึ ่งก ็ เป็ น ปรา ก ฏ ก า รณ์ ร ่ วมขอ ง ว ว ว ิ กฤต อ า ร ย ธร ร ม ต ะวั น ต ก ๕6 ใน ฐานะ ท ี่เป ็นเม ื องพุท ธ น ่ า จ ะลองท บ ท ว นทํ า ค ว า มเข ้ า ใจ วิถีคิ ด แบบ พุท ธ 7 ๕ ๕ ๓ ๐ แล ะ ใคร่ ค ร ว ญดู ว่า จ ะนํ า ม า สู่ ก ารพ ัฒ นาว ิ ถีพุทธ ” หร ือพ ุทธ พัฒ น า ได้อย่ า งไร หรื อไม ่ เชษิพ 978-616-507-112-3 สร โต ฉา นัก พิม ต รา ย ได้ หลั ง จ า กหั กค่ าใช ้จ่ย ก ก 1 ห ม อ ชา ว บ่า น ม อ บให ้ มูลนิ ธิ หมอ ชา วบ้า น "| 9'786165'071123 เพื่อใช้ในก ิ จ ก รรม ส า ธา ร ณ ป ร ะ โยชน ์ต่ า ง ๆ ร า ค า 175 บ า ท
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
วัฒนธรรม
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• การพัฒนาสังคม
• พุทธศาสนากับสังคม
history_eduหมวดหมู่
วัฒนธรรม
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้