hotel_class เนื้อหาคัดสรร

ดูเพิ่มเติม

auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (3 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

ยุทธศาสตร์ "สามเหลี่ยมเขยื้อนประเทศไทย" พ้นสภาวะวิกฤต (วิกฤตชาติ 2563 ส่งสัญญาณการสิ้นสุดของการเมืองยุคเก่า เริ่มต้นการเมืองยุคใหม่)

chrome_reader_modeคำอธิบาย

บทความนำเสนอเกี่ยวกับวิกฤตชาติ โดยนำเสนอ 5 ข้อ ได้แก่ 1. วิกฤตชาติ 2563 คือจุดบรรจบสมทบด้วยโควิด 2. การเมืองยุคเก่า = การเมืองเรื่องอำนาจและการเมืองแบบจำอวด การเมืองยุคใหม่ = การเมืองเรื่องปัญญา 3. อำนาจการตัดสินใจทางนโยบายไม่เป็นปัญญาสูงสุดไม่ได้ 4. หลัก 3 ประการ ในการต่อสู้เอาชนะวิกฤตชาติ 5. มรรควิธีในการเอาชนะวิกฤต

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

ยุทธศาสตร์ "สามเหลี่ยมเขยื้อนประเทศไทย" พันสภาวะวิกฤต (วิกฤตชาติ ๒๕๖๓ ส่งสัญญาณการสิ้นสุดของการเมืองยุคเก่า เริ่มต้นการเมืองยุคใหม่) โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ๑ # ๑. วิกฤตชาติ ๒๕๖๓ คือจุดบรรจบสมทบด้วยโควิด วิกฤตชาติ ๒๕๖๓ เป็นวิกฤตใหญ่ ที่วิกฤตทุกชนิดมาบรรจบกัน และกระหน่ำซ้ำด้วยโควิด-19 คือทั้งวิกฤตความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การขาดความเป็นธรรม วิกฤตเศรษฐกิจ ที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจโลกที่พิกลพิการ โกลาหลและผกผันง่าย วิกฤตสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ วิกฤตทางการเมือง สภาพสังคมเศรษฐกิจที่ไม่สอดคล้องกับความจริงตามธรรมชาติ ทำให้โควิด-19 ระบาดทั่วโลก และโรคแบบนี้ยังจะระบาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าถ้ายังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง โควิด-19 คือกลไกของธรรมชาติที่มาทำให้มนุษย์ต้องปรับตัว ความจริงของธรรมชาติยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่มีอะไรอยู่เหนือกฎของธรรมชาติได้ ผมได้เตือนมาเป็นเวลากว่า ๒๐ ปี ว่า "วิกฤตคลื่นลูกที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" เป็นวิกฤตการณ์ที่ยากที่สุด เพราะเป็นวิกฤตการณ์แห่งความซับซ้อน (Complexity crisis) ที่ไม่มีใครเข้าใจจึงแก้ไขไม่ได้ง่ายๆ วิกฤตชาติ ๒๕๖๓ คือการสำแดงของวิกฤตความซับซ้อนที่ว่านั้น ความยากจนมันทำให้ไม่มีรัฐบาลใดๆ จะแก้ไขได้ นั่นเป็นสัญญาณแห่งการสิ้นสุดของการเมืองยุคเก่า เริ่มต้นการเมืองยุคใหม่ ๒ ๒. การเมืองยุคเก่า = การเมืองเรื่องอำนาจและการเมืองแบบจำอวด การเมืองยุคใหม่ = การเมืองเรื่องปัญญา การเมืองยุคเก่า คือการเมืองเรื่องอำนาจ ใครมีปืนโตกว่ากันก็เข้ามามีอำนาจบริหารบ้านเมืองได้ หรือเป็นการเมืองแบบการแสดง แสดงดีมีวาทกรรมก็เข้ามาเป็นนักการเมืองได้ โดยไม่ต้องมีความรู้ความสามารถในเนื้อหาสาระ แสดงเหะหะ โหวกเหวก ก็พอเอาตัวรอดไปได้ หรือแม้ได้รับความนิยมว่าเป็นดารานี้เรียกว่าการเมืองแบบจำอวด วิกฤตชาติ ๒๕๖๓ ทำให้สาธารณณะประจักษ์แล้วว่าการเมืองที่ปราศจากความรู้และปัญญาในเนื้อหาที่ซับซ้อน ไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้แต่กลับซ้ำเติมให้หนักขึ้น การเมืองยุคเก่าคือการเมืองเรื่องอำนาจ และการเมืองแบบจำอวดสิ้นสุดแล้ว ต่อไปนี้เป็นยุคใหม่ทางการเมือง คือการเมืองเรื่องปัญญา ๓ # ๓. ## อำนาจการตัดสินใจทางนโยบายไม่เป็นปัญญาสูงสุดไม่ได้ การเมืองคืออำนาจสูงสุดในการตัดสินใจทางนโยบายของประเทศ ว่าประเทศจะเดินไปในทิศทางใด จะทำหรือไม่ทำอะไร และทำอย่างไร จะใช้ทรัพยากรของประเทศอย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดการตัดสินใจนโยบายสาธารณะ จึงสำคัญยิ่งยวดที่มีผลกระทบทุกอณูของประเทศทั้งในทางบวกและทางลบการตัดสินใจนโยบายสาธารณะจึงต้องเป็นปัญญาสูงสุดของประเทศใดประเทศหนึ่ง หากอำนาจสูงสุดไม่ประกอบด้วยปัญญาสูงสุด ประเทศก็ล้มเหลว และวุ่นวาย การเมืองยุคใหม่จึงต้องเป็น "การเมืองเรื่องปัญญา" ๔ ๔. หลัก ๓ ประการในการต่อสู้เอาชนะวิกฤตชาติ วิกฤตชาติ ๒๕๖๓ คือสงครามครั้งใหญ่ และยากที่สุดสำหรับประเทศไทย ยคนไทยต้องมีความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะต่อสู้เอาชนะวิกฤต เมื่อมีความมุ่งมั่นร่วมกันแล้วก็ต้องมีหลักการต่อไปนี้คือหลักการ ๓ ประการในการต่อสู้เอาชนะวิกฤตชาติ (๑) ใช้วิถีทางรัฐสภา หรือประชาธิปไตย ไม่ใช่รัฐประหารอีกต่อไป เพราะจะทำให้แตกแยกยุ่งยากมากขึ้น (๒) ใช้พลังแห่งความสามัคคี ไม่ใช่การต่อสู้ทำลายกัน อันเป็นการทอนกำลัง ยามสงครามคนในชาติไม่ทะเลาะกัน แต่จะรวมตัวร่วมกันเอาชนะศัตรู (๓) ใช้พลังทางปัญญา ปราศจากสมรรถนะทางปัญญา ประเทศจะแพ้สงครามและโกลาหลไปอีกนาน โดยสรุป สรุปหลักการ ๓ ประการ นี้คือ เส้นทางประชาธิปไตยแห่งการใช้พลังความสามัคคี และพลังทางปัญญา เส้นทางกำกับพฤติกรรมของผู้คนที่เดินบนเส้นทางสายนั้น **เส้นทางสายอำนาจ** ที่สังคมไทยเดินมาตลอดในอดีต ทำให้เกิดการเมืองแบบต่อสู้ทำลายทอนกำลังกัน ไม่สามารถสร้างสมรรถนะทางปัญญา **เส้นทางสายประชาธิปไตยแห่งการใช้พลังความสามัคคีและการใช้ปัญญา** จะทำให้เกิดพฤติกรรมทางการเมืองใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม การเลือกเส้นทางที่ถูกต้องจึงสำคัญยิ่ง เพราะจะทำให้ไปถึงจุดที่ต้องการ แต่ถ้าเลือกเส้นทางผิดก็จะเบี่ยงเบนไปทางอื่น ๕ # ๕. มรรควิธีในการเอาชนะวิกฤต เมื่อมีความมุ่งมั่นร่วมกันและหลักการดังกล่าวข้างต้นต่อไปเป็นนักพิธีซึ่งประกอบด้วย ๒ ส่วนคือ * ยุทธศาสตร์ "สามเหลี่ยมเขยื้อนประเทศไทย" * บทเฉพาะกาล ## ก. ยุทธศาสตร์ "สามเหลี่ยมเขยื้อนประเทศไทย" ในการสงคราม ยุทธศาสตร์เป็นตัวกำหนดการแพ้หรือชนะ ถ้าผิดก็แพ้ตั้งแต่เริ่มต้น ที่ประเทศไทยและโลกลำบากและวิกฤตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนวิกฤตใหญ่ขณะนี้เพราะใช้ยุทธศาสตร์ การพัฒนาที่ผิด เกิดจากการคิดและทำแบบแยกส่วน การคิดและทำแบบแยกส่วนนำไปสู่การเสีย สมดุลและสภาวะวิกฤตเสมอ เพราะความจริงคือสรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยงสู่องค์รวมเดียวกัน (The Same Wholeness) การจะเอาชนะวิกฤตได้ต้องเปลี่ยนวิธีคิดเป็นการคิดเชิงองค์รวมและระบบ ยุทธศาสตร์ "สามเหลี่ยมเขยื้อนประเทศไทย" มาจากบูรณาการของ ๓ ระบบใหญ่ คือ สังคม-การเมือง-เศรษฐกิจ สู่องค์รวมทั้ง ๓ ไม่ได้แยกส่วน แต่เชื่อมโยงอยู่ในระบบสู่องค์รวม เดียวกัน ที่พัฒนาการเมืองไม่สำเร็จมาเกือบ ๑๐๐ ปี เพราะเข้าใจผิดคิดว่าการเมืองจะดีเพราะมี รัฐธรรมนูญดี พยายามพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญมาถึง ๒๐ ฉบับ ก็ไม่ได้ผล ปัจจัย สำคัญที่สุดในการทำให้การเมืองดี คือ สังคมเข้มแข็ง และระบบเศรษฐกิจที่ถูกต้อง ที่ผ่านมา สังคมอ่อนแอ การเมืองไม่มีคุณภาพ ระบบเศรษฐกิจไม่ถูกต้อง เป็นเหตุให้บ้านเมืองปั่นป่วน วุ่นวาย รุนแรง และวิกฤตมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดวิกฤติชาติในปัจจุบัน ๖ เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ในการเอาชนะวิกฤตชาติครั้งนี้ คือ สังคมเข้มแข็ง-การเมืองใหม่-ระบบเศรษฐกิจที่ถูกต้อง หรือระบบเศรษฐกิจกระบวนทัศน์ใหม่ ที่เชื่อมโยงกันเป็น "สามเหลี่ยมเขยื้อนประเทศไทย" เขยื้อนประเทศไทยออกจากวิกฤต สังคมเข้มแข็ง การเมืองใหม่ ระบบเศรษฐกิจกระบวนทัศน์ใหม่ "สามเหลี่ยมเขยื้อนประเทศไทย” (พันสภาวะวิกฤต) (๑) สังคมเข้มแข็ง หรือสังคมานุภาพ (อานุภาพแห่งสังคม) เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการทำให้เกิดความเป็นธรรม ประชาธิปไตยที่แท้และคุณภาพทางการเมือง มวลอำนาจใหญ่หรืออนุภาคในสังคมมี ๓ อย่าง คือ * มวลอำนาจแห่งรัฐ (รัฐฐานุภาพ) * มวลอำนาจแห่งทุน (ธนานุภาพ) * มวลอำนาจแห่งสังคม (สังคมานุภาพ) ถ้ามวลอำนาจทั้ง ๓ สมดุล ก็จะเกิดความเป็นธรรม ถ้าไม่ก็เสียสมดุล ปั่นป่วน วุ่นวายรุนแรง ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์โครงสร้างอำนาจใหญ่ไม่สมดุล มวลอำนาจทางสังคมอ่อนแอ จึงเกิดความปั่นป่วน วุ่นวาย รุนแรง หาความลงตัวไม่ได้ ไม่ว่าจะมีกวีนิพนธ์ซาบซึ้งกินใจ วรรณกรรม มหากาพย์ หรือแม้แต่การเข้าป่าจับอาวุธ เพื่อหาทางสร้างความเป็นธรรมก็ไม่สำเร็จ ตราบใดที่โครงสร้างอำนาจใหญ่ไม่สมดุล นั่นคือการสร้างสังคมานุภาพ ๗ สังคมานุภาพหรือสังคมเข้มแข็ง เกิดจาก สังคมตื่นรู้ มีจิตสำนึกสูง มีการรวมตัวร่วมคิด ร่วมทำในรูปต่างๆ เต็มประเทศ อย่างกัมมันตะ (active) มีเครื่องมือเชิงสถาบัน มีข้อมูลข่าวสาร และการติดต่อสื่อสารรู้ถึงกันทั้งประเทศ มีสมรรถนะในการจัดการ มีส่วนร่วมในการพัฒนา นโยบายสาธารณะ สังคมอานุภาพ หรือ สังคมเข้มแข็ง หรือ ทุนทางสังคม (Social capital) เป็นปัจจัยให้ การเมืองดีเศรษฐกิจดีและศีลธรรมดี การเมืองจะดีอยู่ที่สังคมเข้มแข็ง ไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ ดังที่จะเห็นว่าแม้เปลี่ยนแปลง รัฐธรรมนูญมาตั้ง ๒๐ ฉบับ แล้ว การเมืองก็ยังไม่ดี เพราะสังคมไม่เข้มแข็ง สังคมไทยเป็นสังคมอำนาจนิยมมาแต่โบราณ จึงเป็นสังคมอุปถัมภ์ สังคมอุปถัมภ์จะเป็น สังคมเฉยเมย ไม่ตื่นรู้ ไม่มีจิตสำนึกสูง ไม่กัมมันตะ เหมือนสังคมหลับ เป็นเหตุให้พัฒนา การเมืองไม่ขึ้นมาเกือบ ๑๐๐ ปี และเป็นต้นเหตุของวิกฤติชาติในวันนี้ ฉะนั้นมรควิธีที่ ๑ ที่จะก้าวข้ามวิกฤตให้ได้ สังคมต้องตื่นรู้ สังคมต้องเคลื่อนไหวเพื่อ ส่วนรวมอย่างเข้มแข็ง คนไทยทั้งหมด องค์กร สถาบันทั้งหมด ต้องตื่นตัวเคลื่อนไหวเพื่อ บ้านเมืองเป็นสังคมตื่นรู้ สังคมตื่นรู้จะทำให้การเมืองปรับตัว กระแสสังคมอาจเรียกร้องให้ การเมืองปรับตัว ประเด็นคือต้องรู้ว่าการเมืองควรปรับตัวอย่างไร (๒) การเมืองใหม่ การเมืองปรับตัว เป็น ประชาธิปไตยฐานกว้างที่สามารถพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมี ส่วนร่วม ระบบประชาธิปไตยปัจจุบันเป็น ประชาธิปไตยทางอ้อม (Indirect democracy) ที่ ประชาชนเลือกตัวแทนไปทำหน้าที่ เกิดขึ้นในประเทศตะวันตกสมัยโบราณที่การคมนาคม และการติดต่อสื่อสารยังไม่สะดวก ราษฎรต้องเลือกตัวแทนนั่งม้านั่งเกวียนไปประชุมที่เมือง หลวง เป็นประชาธิปไตยฐานแคบที่อยู่ที่นักการเมืองไม่กี่คน ประชาชนมีส่วนเพียง ๑๐ วินาที ขณะกาบัตรเลือกตั้งเท่านั้น เป็นประชาธิปไตยฐานแคบ เมื่อฐานแคบก็ตกอยู่ใต้อิทธิพลของทุน ได้ง่าย ประชาธิปไตยก็บิดเบี้ยวไปไม่มีคุณภาพ นั่นคือการเมืองเก่าที่ไม่มีคุณภาพ เป็นปัญหา ของบ้านเมือง ๘ การเมืองใหม่ หมายถึง ประชาธิปไตยที่มีฐานกว้าง และมีความสามารถในการพัฒนา นโยบายสาธารณะ การมีนโยบายสาธารณะที่ดีเป็นปัญญาสุดยอดของประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะเป็น ปัจจัยกำหนดความล้มเหลวหรือความสำเร็จของประเทศ การเมืองที่ดีต้องมีความสามารถใน การพัฒนานโยบายสาธารณะ ไม่ใช่การต่อสู้แย่งชิงอำนาจ หรือใช้อำนาจโดยปราศจากปัญญา หรือติดแต่รูปแบบแต่ขาดสาระ สาระของประชาธิปไตย คือ สมรรถนะในการพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม ประชาธิปไตยฐานกว้างหรือบีบีดี (Broad-Based-Democracy) หมายถึงประชาธิปไตย ทางตรงและทางอ้อมมาบรรจบกัน ประชาธิปไตยทางตรงหมายถึงการที่ ประชาชน กลุ่ม องค์กร ชุมชน สถาบันต่างๆ ทั่วประเทศ มีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านการ เลือกตัวแทน สมัยปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารที่ก้าวหน้าทำให้เป็นไปได้ ประชาชนทั่ว ประเทศสามารถสื่อสารความคิดเห็นได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ผ่านโซเชียลมีเดีย เป็นปริมาณของ คนมีส่วนร่วม ข้อเสนอแนะ ข้อท้วงติง และข้อคิดเห็นจำนวนมหาศาล เป็น Big Data ทาง การเมือง ถ้ามีระบบการวิเคราะห์ สังเคราะห์ Big Data ทางการเมือง ให้เป็นข้อสนเทศ (information) และความรู้ในการใช้งาน (Working Knowledge) จะเท่ากับเป็นการปฏิวัติ ประชาธิปไตยที่เดียวจะยกระดับคุณภาพทางการเมืองขึ้นอย่างสูงลิ่ว ควรจัดการประชุม "สมัชชาแห่งชาติเพื่อพัฒนานโยบายสาธารณะ" เป็นกลการในการ พัฒนานโยบายสาธารณะ ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย (๑) สมาชิกรัฐสภา (๒) คณะรัฐมนตรี (๓) ตัวแทนขององค์กรชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ (๔) ตัวแทนของกลุ่มหรือองค์กรทางสังคม (๕) ตัวแทนของภาคธุรกิจ (๖) ตัวแทนของภาควิชาการ (๗) ตัวแทนสื่อมวลชน (๘) ผู้เชี่ยวชาญในประเด็นนโยบายที่เกี่ยวข้อง (๙) บุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานโยบายสาธารณะ ๙ เจ้าภาพผู้จัดคือสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเป็นสถาบันวิชาการของรัฐสภา ร่วมกับ **สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)** ซึ่งมีประสบการณ์ในการจัดสมัชชาสุขภาพ แห่งชาติมากกว่า ๑๐ ปี เป็นแกน อาจมีองค์กรอื่นร่วม โดยมีกระบวนการดังนี้ (๑) นำประเด็นที่เสนอโดยกลุ่มหรือเครือข่ายต่างๆ มาวิเคราะห์ สังเคราะห์ เป็นนโยบาย สาธารณะที่ดี โดยใช้ข้อมูล ความรู้ ผู้เกี่ยวข้อง และผู้ที่มีความสามารถ (๒) เสนอนโยบายสาธารณะที่ดีจากข้อ (๑) ในการประชุมสมัชชาแห่งชาติ (๓) นโยบายใดที่ผ่านมติและพร้อมปฏิบัติให้รัฐสภาและคณะรัฐมนตรีรับไปปฏิบัติ (๔) นโยบายใดที่ดีแต่ยังไม่พร้อมปฏิบัติได้ ให้**กลุ่มพัฒนานโยบาย** ซึ่งแต่งตั้งโดยสมัชชารับ ไปพัฒนาเพิ่มเติมและเสนอกลับเข้ามาพิจารณาอีกครั้ง (๕) **กลุ่มพัฒนานโยบาย** ทำหน้าที่สื่อสารนโยบายสาธารณะที่ผ่านมติสมัชชาแล้ว ให้ผู้ที่ เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้าใจถึงขั้นปฏิบัติได้ และให้สาธารณะได้รับรู้ และเข้าใจอย่างทั่วถึง (๖) กลุ่มพัฒนานโยบายติดตามแก้ไขข้อติดขัดในการปฏิบัติให้สามารถปฏิบัติไปสู่ผลสัมฤทธิ์ (๗) สมัชชาแต่งตั้งคณะติดตามและประเมินผลการปฏิบัติ เพื่อนำข้อมูลมาป้อนกลับให้ กระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะสามารถปรับตัวได้อย่างต่อเนื่องทุกขั้นตอน ที่กล่าวมาคือกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะอย่างมีส่วนร่วม **(Participatory Public Policy Process)** หรือ P4 ครบวงจร เป็นกระบวนการทางปัญญาขนาดใหญ่ที่สุด และ สูงสุดของประเทศในการปฏิบัติจนทะลุ เกิดประโยชน์สุขต่อประเทศชาติและประชาชน และนี่คือ**สาระของประชาธิปไตย** และสาระของการเมืองยุคใหม่ ซึ่งเป็นการเมืองเรื่อง ปัญญา ต่างจากการเมืองยุคเก่า ซึ่งเป็นการเมืองเรื่องอำนาจ และการเมืองแบบจำอวดที่ขาดสาระ อันทำให้เกิดวิกฤติชาติ ๑๐ (๓) ระบบเศรษฐกิจกระบวนทัศน์ใหม่ ระบบเศรษฐกิจที่ผิดก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำสุดๆ และความไม่เป็นธรรม กระทบสังคมและคุณภาพการเมือง ระบบเศรษฐกิจที่ผิดพลาดเกิดจากวิธีคิดที่ผิดพลาด คือการคิดแบบกลไกแยกส่วน แล้วพยายามใช้ตรรกะอธิบายว่ามีความถูกต้องเหมาะสมอย่างไร เนื่องจากใช้ตรรกะได้ดีจนมีผู้ได้รับรางวัลโนเบลหลายคน ยิ่งตอกย้ำความเชื่อ นี่เป็นอุทาหรณ์อย่างดี ในคำสอนเรื่องกาลามสูตรของพระพุทธองค์ในข้อที่ว่า "อย่าปลงใจเชื่อเพราะตรรกะ" วิธีคิดที่ผิดพลาดทำให้มองว่าระบบเศรษฐกิจคืออะไรผิดพลาด ทิฐิ หรือ ทฤษฎี แปลว่าการเห็น ถ้าเห็นถูกต้อง ท่านจึงเรียกว่าสัมมาทิฏฐิ อันเป็นต้นธารของสัมมาปฏิบัติ การเห็นว่าระบบเศรษฐกิจคือเครื่องมือสร้างความมั่งคั่ง หรือกลไกการแข่งขันเสรี เป็นการเห็นที่ไม่ถูกต้อง อันนำมาสู่วิกฤตอารยธรรมในปัจจุบัน ในวิธีคิดเชิงองค์รวมและระบบ เห็นว่าทุกส่วนของสังคมอยู่ในองค์รวมเดียวกัน เหมือนเซลล์ทุกเซลล์อวัยวะทุกอวัยวะ เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเดียวกัน ส่วนใดๆ ของสังคมเมื่อได้รับผลกระทบย่อมกระทบองค์รวมคือสังคมทั้งหมด ระบบเศรษฐกิจย่อมเป็นเสมือนระบบสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายทุกส่วนอย่างทั่วถึงเป็นธรรมทันกาล ถ้าส่วนใดของร่างกายขาดเลือดย่อมเจ็บป่วยหรือตาย ทำให้ร่างกาย ทั้งหมดกระทบกระเทือน เมื่อเห็นว่าระบบเศรษฐกิจ เป็นประดุจระบบสูบฉีดโลหิตไปหล่อเลี้ยงร่างกายทุกส่วนอย่างทั่วถึงเป็นธรรม ก็สามารถออกแบบระบบได้ ระบบเศรษฐกิจ กระบวนทัศน์ใหม่ ที่มีความทั่วถึงเป็นธรรม เข้มแข็ง และมีภูมิคุ้มกันประกอบด้วยองค์ ๓ หรือ ๓ ระบบ ที่สัมพันธ์ส่งเสริมซึ่งกันและกัน คือ * ระบบเศรษฐกิจภูมิคุ้มกัน (บนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง) * ระบบเศรษฐกิจเชิงสังคมที่ทั่วถึงเป็นทำแบบยูนัส * ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีบูรณาการ ๑๑ ทั้ง ๓ ระบบคล้องหรือบูรณาการกันอยู่ ดังรูป **ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีบูรณาการ** **เศรษฐกิจสังคมที่ทั่วถึงเป็นธรรม** **เศรษฐกิจภูมิคุ้มกัน** **ระบบเศรษฐกิจใหม่เชิงองค์รวม** (๑) ระบบเศรษฐกิจภูมิคุ้มกัน ประเทศไทยมีเนื้อที่ ๓๒๑ ล้านไร่ มากพอที่จะจัดให้ทุกชุมชนมีที่ดินพอเพียงเป็นที่ อยู่อาศัยสำหรับทุกครอบครัว ผลิตอาหารได้พอกินเหลือขาย มีครอบครัวอบอุ่น มีชุมชนเข้มแข็ง การที่ทุกคนมีบ้านอยู่ มีความมั่นคงด้านอาหาร มีครอบครัวอบอุ่น มีชุมชนเข้มแข็ง จะเป็นภูมิคุ้มกัน ที่ไม่ว่าเศรษฐกิจโลกจะผันผวน หรือวิกฤตอย่างไรๆ คนไทยทั้งมวลก็จะอยู่รอดปลอดภัย นี้จะตรงกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ ร.๙ และพระราชดำรัสที่ว่า "ขอให้เราพออยู่พอกิน และมีไมตรีจิตต่อกัน" นี้เป็นสิ่งที่เราควรทำและทำได้ จะเป็นระบบที่ขจัดความยากจน และสร้างฐานของประเทศให้แข็งแรง (๒) ระบบเศรษฐกิจเชิงสังคม (Social economy) เพื่อความทั่วถึงเป็นธรรมแบบยุนส โมฮัมหมัด ยูนุส นักเศรษฐศาสตร์ชาวบังคลาเทศผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ได้ลองทำและทำสำเร็จแล้ว ที่ส่งเสริมสนับสนุนให้ชาวบ้านที่ยากจนรวมตัวกันเป็นผู้ประกอบการ โดยมีเงินให้กู้ยืมขนาดเล็ก (Microcredit) ด้วยการสนับสนุนทางการเงิน เทคโนโลยี นวัตกรรม การจัดการ ชาวบ้านมีศักยภาพที่จะเป็นผู้สร้างงานอันเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สุขภาพ สังคมสิ่งแวดล้อม และเชิดชูศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในหนังสือเล่มใหม่ของยูนุส ชื่อ "โลกสามศูนย์" ซึ่งหมายถึง * ความยากจนเป็นศูนย์ * การว่างงานเป็นศูนย์ * การปล่อยมลภาวะเป็นศูนย์ ๑๒ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้และกำลังเกิดขึ้น และจะเคลื่อนโลกไปสู่อารยธรรมใหม่ รัฐบาลควรตั้ง "กองทัพเศรษฐกิจใหม่" โดยจ้างบัณฑิตตกงานทั้งหมด ระดมศึกษา กระบวนการเศรษฐกิจเชิงสังคมแบบยุนูสอย่างเข้มข้น แล้วปฏิบัติการเต็มพื้นที่สังคม โดย ส่งเสริมให้ชาวบ้านรวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ประกอบการทางธุรกิจอย่างทั่วถึงเป็นธรรม วิธีนี้ จะแก้วิกฤตเศรษฐกิจได้ชะงัดมาก ปัญหาบัณฑิตว่างงานจะหมดไปทันที ไปเพิ่มสมรรถนะการ เป็นผู้ประกอบการกลุ่มย่อยเต็มประเทศ จะแก้ความยากจนและความเหลื่อมล้ำได้เร็ว และ แน่นอนที่สุด บัณฑิตตกงานก็จะกลายเป็นผู้ประกอบการไปกับประชาชนด้วย (๓) ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีบูรณาการ ภาคธุรกิจ หรือที่เรียกว่าธุรกิจมหภาพ เป็นภาคที่แข็งแรงมากที่สุด สามารถส่งเสริมและ สนับสนุนระบบเศรษฐกิจภูมิคุ้มกันและระบบเศรษฐกิจเชิงสังคม ให้แข็งแรงได้หลายวิธีด้วยกัน เมล็ด พันธุ์แห่งความดีหรือหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์เป็นธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว เมื่อมีระบบที่เปิดช่องทางให้ หัวใจแห่งความเป็นมนุษย์เดิน คือ ระบบเศรษฐกิจ ๑ และ ๒ หัวใจของความเป็นมนุษย์ของเศรษฐกิจ มหภาคทุนนิยมเสรีก็จะเดินเข้าไป จึงเรียกระบบเศรษฐกิจ ๓ นี้ว่า ทุนนิยมเสรีที่มีหัวใจของความเป็น มนุษย์ หรือทุนนิยมเสรีบูรณาการ คือบูรณาการกับอีก ๒ ระบบ ระบบเศรษฐกิจใหม่เชิงรวมที่เน้นความทั่วถึงเป็นธรรมเข้มแข็งมีภูมิคุ้มกันนี้ เป็นระบบ เศรษฐกิจที่ถูกต้องจะเป็นเทมเพลตให้การพัฒนาทุกชนิดเข้ามาบูรณาการ คือ เศรษฐกิจ-จิตใจ-สังคม- สิ่งแวดล้อม-วัฒนธรรม-สุขภาพ-การศึกษา-ประชาธิปไตย เป็นมรรคสมังคีหรือบูรณาการ ไม่แยกเป็น ส่วนๆ อีกต่อไประบบเศรษฐกิจใหม่จะทำให้บ้านเมืองลงตัว ภาคธุรกิจมีคนเก่งๆ มากที่สุด ต้องเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ไทยอย่างบูรณาการ อาจก่อตัวเป็น BCD "Business Council for Development" โดย CEO พี่ เก่งๆ ของบริษัทที่ประสบความสำเร็จสูงมานั่งเป็นสมาชิก BCD จะเป็นพลังที่สำคัญในการ พัฒนาประเทศในทุกด้านต่อไป ๑๓ # ข. บทเฉพาะกาล เฉพาะหน้าที่กำลังวิกฤตอยู่นี้และอาจวิกฤติสุด มีข้อเสนอ ๓ ประการคือ (๑) **รัฐบาลตั้งคณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์แก้ปัญหาเป็นเรื่องๆ** เรื่องการระบาด โรคโควิด-19 เป็นเรื่องหนึ่ง โดยเฟ้นหาผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญจริงมาช่วยรัฐบาล เพราะกลไก ทางการเมืองและของระบบราชการตามปกติมีข้อจำกัด ไม่สามารถบริหารจัดการเรื่องยาก ได้อันเป็นเหตุให้วิกฤต (๒) ถ้าวิกฤตถึงที่สุด นายกรัฐมนตรีลาออกหรือถูกขับไล่ ต้องมีวิธีได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่ มีฐานการยอมรับกว้าง และอยู่ในฐานะที่จะแสวงหาคนที่มีศักยภาพทางปัญญาสูงมาร่วม บริหารประเทศออกจากสภาวะวิกฤต โดยวิถีทางรัฐสภา ทั้งนี้โดยให้ สส. ออกเสียง ลงคะแนนอย่างอิสระปราศจากอาณัติของพรรค ให้ลงคะแนนได้หลายรอบจนได้มติเป็น เอกฉันท์ แบบเดียวกับการเลือกพระสันตะปาปา นายกรัฐมนตรีด้วยประชาธิปไตยแบบ เอกฉันท์จะอยู่เหนือความขัดแย้ง สามารถรวมพลังความสามัคคีของคนในชาติ และมี อิสระที่จะแสวงหาผู้มีศักยภาพทางปัญญาสูงมาร่วมบริหารประเทศให้พ้นสภาวะวิกฤตได้ (๓) หากจะมีการเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่เพราะเหตุใดก็ตามต้องตระหนักรู้ว่า การร่าง รัฐธรรมนูญภายใต้กรอบความคิดเดิม สร้างประชาธิปไตยที่มีคุณภาพไม่ได้ ดังที่มี รัฐธรรมนูญมาแล้ว ๒๐ ฉบับ ควรทำความเข้าใจยุทธศาสตร์ "สามเหลี่ยมเขยื้อนประเทศ ไทย" ที่เสนอไว้ในบทความนี้ รัฐธรรมนูญใหม่ต้องมีเครื่องมือให้เกิด "สามเหลี่ยมเขยื้อน ประเทศไทย" ที่จะเขยื้อนประเทศไทยพ้นสภาวะวิกฤติ และเกิดการพัฒนาอย่างมีบูรณ ภาพและดุลยภาพ อันเป็นประเทศไทยยุคใหม่ ซึ่งอาจเรียกว่ายุคศรีอาริยะก็ได้ --- ๑๔ PQET ยุทธศาสตร์ "สามเหลี่ยมเขยื้อนประเทศไทย" พ้นสภาวะวิกฤต (วิกฤตชาติ 2563 ส่งสัญญาณการสิ้นสุดของการเมืองยุคเก่า เริ่มต้นการเมืองยุคใหม่) ประเวศ วะสี

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

เศรษฐกิจ

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
ปฏิรูปตำรวจ: ประชาชนถนอมรักตำรวจ – ตำรวจถนอมรักประชาชน
25% Match
นวัตกรรมระบบสุขภาพตำบล: พยาบาลชุมชน 1 คนต่อ 2 หมู่บ้าน ผู้ช่วยพยาบาลหมู่บ้านละคน
23% Match
สำหรับระดมความคิด มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ในวันที่ 2 สิงหาคม 2560
21% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• การพัฒนาสังคม

• การพัฒนาประเทศ

• การเมือง

history_eduหมวดหมู่

เศรษฐกิจ

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้