auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม (P4) กับการเมืองใหม่

chrome_reader_modeคำอธิบาย

บทความนำเสนอเกี่ยวกับจิตสำนึกใหม่ ที่เกิดหลังโควิด คือ วิธีคิดใหม่ และการพัฒนาใหม่ ที่รวมแล้วอาจเรียกว่า “กระบวนทัศน์ใหม่ในการพัฒนา” (New Development Paradigm) กระบวนการดังกล่าว ก็คือ กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม หรือ P4 คือ กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning through action) ในสถานการณ์จริง ของคนไทยร่วมกันทั้งชาติ ไม่มีกระบวนการทางปัญญาอะไรจะยิ่งใหญ่กว่านี้ กระบวนการนี้จะทำให้เกิดปัญญาร่วม (Collective wisdom) นวัตกรรม อัจฉริยภาพ และการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ในทุกมิติ ซึ่งถือเป็นการร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคม และร่วมกันขับเคลื่อนโยบายที่ดีสู่การปฏิบัติ รวมทั้งติดตามช่วยเหลือให้ปฏิบัติได้ และประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบายครบวงจร รวมทั้งระบบประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

# กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม (P4) กับการเมืองใหม่ ## ประเวศ วะสี หลังโควิดต้องคิดใหม่ ก่อนโควิดก็วิกฤตอยู่แล้วทั้งประเทศไทยและโลก เพราะวิกฤตโควิด จึงมา โควิดเป็นธรรมชาติที่มาเตือนให้มนุษย์ทำตัวให้ถูกต้องตามกฎธรรมชาติ ถ้าเตือนแล้วยัง ปรับตัวไม่ได้ ธรรมชาติก็จะมาเตือนซ้ำๆ และแรงขึ้น จนกระทั่งมนุษย์สามารถปรับตัวให้เข้ากับกฎ ธรรมชาติ วิกฤตโควิดเป็นวิกฤตใหญ่ที่สะเทือนทั่วโลกในทุกมิติ น่าจะทำให้คนจำนวนมากพอสมควร เกิดจิตสำนึกใหม่ ว่าโลกต้องปรับทิศทางการพัฒนาใหม่ ที่ต่างไปจากเดิม เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่าง สมดุล ระหว่างคนกับคนและระหว่างคนกับธรรมชาติแวดล้อม ในทุกระดับตั้งแต่ระดับชุมชนขนาด เล็กไปจนถึงชุมชนโลก ในการนี้ต้องการจิตสำนึกใหม่ วิธีคิดใหม่ และการพัฒนาใหม่ ที่รวมแล้วอาจเรียกว่า “**กระบวนทัศน์ใหม่ในการพัฒนา**” (New Development Paradigm) การพัฒนาใหม่นี้รวม เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และอื่นๆ ประเทศไทยดิ้นรนพยายามสร้างประชาธิปไตยที่มีคุณภาพให้บ้านเมืองลงตัวมาเกือบ ๑ ศตวรรษ แต่ไม่สำเร็จ ต้องถือโอกาสวิกฤตโควิดคราวนี้ พัฒนาการเมืองใหม่ให้บ้านเมืองลงตัวให้ สำเร็จ ## การเปลี่ยนมุมมองการเมือง มีหลักการอย่างหนึ่งที่ว่า ถ้าเรามีความทุกข์หรือปัญหาที่ทำอย่างไรๆ ก็แก้ไม่ได้สักที ให้ เปลี่ยนมุมมอง เพราะมุมมองเก่าๆ ทำให้เราไปติดอยู่กับการคิดแบบเก่าๆ ซึ่งไม่ตรงกับเหตุที่จะ ออกจากปัญหาได้ เราพัฒนาการเมืองไม่สำเร็จมาเกือบ ๑ ศตวรรษ เพราะมุมมองการเมืองของเรา ไม่เคยเปลี่ยนว่า **การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจและเงิน** ๑ เมื่อการเมืองเป็นเรื่องของอำนาจและเงิน ก็ไปดึงคนประเภทหนึ่งเข้ามาสู่วงการเมือง คือ คนที่แสวงหาอำนาจและเงิน เป็นจุดเริ่มต้นทำให้การเมืองไม่มีคุณภาพ และเกิดการต่อสู้กันอย่าง เอาเป็นเอาตายเพื่ออำนาจ ทำให้เกิดความแตกแยกและรุนแรง สังคมปัจจุบันซับซ้อนมากขึ้น เรื่อยๆ และมีปัญหายากๆ ที่อำนาจไม่ได้ผล อย่างที่ฝรั่งพูดมานานแล้วว่า "Power is less and less effective" การเมืองเรื่องอำนาจจึงแก้ปัญหาประเทศไม่ได้ ปัญหาต่างๆ จึงหมักหมมและ บ้านเมืองวิกฤตมากขึ้นๆ ที่การเมืองเชิงอำนาจไม่มีทางพาชาติออกจากวิกฤต วิกฤตโควิดคราวนี้ก็เห็นได้ชัดว่า คนมีอำนาจที่ขาดความรู้ในเนื้อหาสาระของปัญหาทำ อะไรไม่ถูกเก๋ๆ กังๆ ภาคสาธารณสุขที่เข้ามาต่อสู้ควบคุมโรคโควิด-19 ได้ ก็เพราะมีความรู้และใช้ ความรู้ ## การเมืองทำหน้าที่ตัดสินใจในนโยบายสาธารณะ ว่าประเทศจะเดินไปในทิศทางใด จะทำหรือไม่ทำอะไร และทำอย่างไร การตัดสินใจใน นโยบายสาธารณะจึงต้องเป็นปัญญาสูงสุดของชาติใดชาติหนึ่ง เพราะมันหมายถึงความเป็นความ ตายของชาติ ฉะนั้น ถ้าการเมืองเป็นอำนาจที่ปราศจากปัญญา ชาติจะหายนะ เราจึงได้ข้อสรุปว่า การเมืองต้องเป็นเรื่องทางปัญญาสูงสุดของชาติ และปัญญาสูงสุดของชาติในที่นี้ เราหมายถึง นโยบายสาธารณะ จากมุมมองอย่างนี้เราสามารถออกแบบการเมืองใหม่ได้ ๒ # กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม หรือ P4 (Participatory Public Policy Process) ## หัวใจของประชาธิปไตยอัตถประโยชน์ ในเมื่อนโยบายสาธารณะที่ดี คือ ปัญญาสูงสุดของประเทศที่ก่อประโยชน์สุขแห่งมหาชน การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมในกระบวนการนโยบายสาธารณะ ก็คือประชาธิปไตยอัตถ ประโยชน์ ประชาธิปไตยไม่ควรเป็นเพียงรูปแบบและกลไกเท่านั้น โดยปราศจากสาระ สาระที่เป็น ประโยชน์ยิ่งก็คือ กระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม การเมืองใหม่ที่เป็น ประชาธิปไตยอัตถประโยชน์ จึงควรบูรณาการอยู่กับกระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วน ร่วม ## สมัชชาพัฒนานโยบายสาธารณะแห่งชาติ ควรมีการออกแบบพระราชบัญญัติ กำหนดให้มีการประชุมสมัชชาพัฒนานโยบาย สาธารณะแห่งชาติ ## องค์ประชุม ประกอบด้วย ๑. สมาชิกรัฐสภา ๒. คณะรัฐมนตรี ๓. ผู้แทนองค์กรชุมชนท้องถิ่น ๔. ผู้แทนภาคส่วนต่างๆ ในสังคม ซึ่งรวมทั้งภาคธุรกิจ และสื่อมวลชน ๕. นักวิชาการที่เชี่ยวชาญในเรื่องนโยบายสาธารณะ ๖. ข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนโยบายที่นำเสนอในการประชุม ๗. บุคคลอื่นๆ ที่เหมาะสม ๓ # กระบวนการ ๑. ฝ่ายเลขานุการเตรียมการล่วงหน้า รวบรวมนโยบายสาธารณะที่องค์กรต่างๆ สังเคราะห์ หรือนำประเด็นนโยบายที่มีการนำเสนอมาวิเคราะห์สังเคราะห์ให้เป็นนโยบายสาธารณะที่ดี สำนักงานสมัชชาพัฒนานโยบายสาธารณะแห่งชาติ ซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการ ต้องมีกลไกรับข้อเสนอเชิงนโยบายจากทุกภาคส่วนของสังคม โดยเฉพาะจากประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งสามารถสื่อสารได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ทางโทรศัพท์มือถือ หรือโซเชียลมีเดีย จะเป็น Big Data ของประชาธิปไตยทางตรงที่เดียว ที่ประชาชนทั้งประเทศมีส่วนร่วมทางตรง นอกเหนือไปจากทางอ้อมโดยการเลือกตั้ง โดยวิธีนี้จะทำให้ประชาธิปไตยทางตรงกับทางอ้อมเข้ามาบรรจบกัน เป็นประชาธิปไตยฐานกว้าง ข้อเสนอประเด็นนโยบายจากทุกภาคส่วนของสังคม และจากประชาชนทั้งประเทศ จะทำให้นักวิชาการทางนโยบายสาธารณะไม่ติดอยู่ในมุมมองอันคับแคบ ที่ไม่สะท้อนสถานการณ์ความเป็นจริงของประเทศไทย สำนักงานสมัชชาพัฒนานโยบายสาธารณะแห่งชาติ ต้องมีสมรรถนะสูงในการส่งเสริม การวิเคราะห์ สังเคราะห์ นโยบายสาธารณะที่มีคุณภาพสูง เพื่อนำเสนอในการประชุมสมัชชา ๒. นโยบายสาธารณะใดที่สมัชชามีมติรับรองและพร้อมปฏิบัติติได้ ให้รัฐสภาและครม.รับไปปฏิบัติติ ๓. นโยบายใดที่เห็นว่าดีแต่ยังไม่พร้อมจะปฏิบัติ ให้ที่ประชุมสมัชชาตั้งคณะทำงานไปพัฒนาให้พร้อมที่จะปฏิบัติติได้ แล้วย้อนกลับไปสู่ข้อ ๒ ๔. สมัชชาตั้งคณะทำงานติดตามการปฏิบัติติ เพื่อช่วยแก้ไขข้อติดขัดและอุปสรรค เพื่อให้ผู้ปฏิบัติสามารถปฏิบัติติได้ ๔ ๕. สมัชชาตั้งคณะทำงานประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบาย เพื่อเป็นข้อมูลป้อนกลับ เพื่อพัฒนานโยบายให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่กล่าวข้างต้นเป็นการพัฒนาโยบายสาธารณะครบวงจร ตั้งแต่นำข้อมูลมาวิเคราะห์สังเคราะห์เป็นนโยบายสาธารณะ ผ่านกระบวนการตัดสินใจ มีผู้รับไปปฏิบัติ มีการติดตามแก้ไขอุปสรรคติดขัดที่ทำให้ปฏิบัติไม่ได้ และมีการประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบาย แล้วนำมาเป็นข้อมูลป้อนกลับไปพัฒนานโยบายให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ในการทำงานแบบเก่าไม่มีกระบวนการนโยบายสาธารณะที่ครบวงจรแบบนี้ เริ่มตั้งแต่ขาดแคลนการสังเคราะห์นโยบายสาธารณะที่ดี มหาวิทยาลัยเกือบไม่มีหน้าที่นี้เลย นโยบายมักกำหนดโดยระบบผลประโยชน์ ผู้ปฏิบัติประสบปัญหาติดขัดต่างๆ ก็ไม่มีใครรู้และช่วยแก้ ไม่มีการประเมินผลการปฏิบัติอย่างจริงจัง ทุกฝ่ายสนใจเฉพาะประโยชน์ที่ตนได้ บ้านเมืองจึงติดขัด และการเมืองพัฒนาคุณภาพไม่ขึ้น สำนักงานสมัชชาพัฒนานโยบายสาธารณะแห่งชาติ พรบ. สมัชชาพัฒนานยาบายสาธารณะแห่งชาติ กำหนดให้มีสำนักงานฯ เป็นฝ่ายเลขานุการที่มีสมรรถนะสูง อาจปรับจากสถาบันนโยบายสาธารณะและพัฒนาในมูลนิธิพระยาสุริยานุวัตรที่ตั้งขึ้น ที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สถาบันนี้ควรส่งเสริมความเข้มแข็งของการสังเคราะห์นโยบายสาธารณะ โดยองค์กรชุมชนท้องถิ่น มหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ พรรคการเมือง และอื่นๆ การมีการประชุมสมัชชาพัฒนานโยบายสาธารณะแห่งชาติ ที่มีฝ่ายการเมืองรับเอานโยบายที่ดีไปปฏิบัติ จะเป็นการก่อความบันดาลใจให้ฝ่ายต่างๆ มีฉันทะและวิริยะในการสังเคราะห์นโยบายสาธารณะมากขึ้น อันเป็นคุณอย่างเหลือหลายต่อการพัฒนาประเทศ หากพรรคการเมืองจะสามารถพัฒนาเป็นสถาบันพัฒนานโยบายสาธารณะ และนักการเมืองสามารถเป็นนักพัฒนานโยบายสาธารณะได้ ประชาธิปไตยอัตถประโยชน์จะก้าวหน้ายิ่ง ๕ PageNumber: q จะเห็นว่ากระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม หรือ P4 คือ กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning through action) ในสถานการณ์จริงของคนไทยร่วมกันทั้งชาติ ไม่มีกระบวนการทางปัญญาอะไรจะยิ่งใหญ่กว่านี้ กระบวนการนี้จะทำให้เกิดปัญญาร่วม (Collective wisdom) นวัตกรรม อัจฉริยภาพ และการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ในทุกมิติ ตั้งแต่ความรู้สึกนึกคิดไปจนถึงวิธีการพัฒนาประเทศ ที่ยิ่งทำยิ่งรักกันมากขึ้น ยิ่งมีความสุขมากขึ้น ยิ่งฉลาดขึ้น ยิ่งมีพลังสร้างสรรค์มากขึ้น สามารถฟันฝ่าผ่านความยากทุกชนิดไปสู่ความสำเร็จ รวมทั้งสร้างการเมืองใหม่ ก้าวข้ามการเมืองเก่าเชิงอำนาจและเงิน สู่การเมืองเชิงปัญญาและความดี ในเมื่อกระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วน เป็นการร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคม ในการสังเคราะห์นโยบายสาธารณะที่ดี และร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายที่ดีสู่การปฏิบัติ รวมทั้งติดตามช่วยเหลือให้ปฏิบัติได้ และประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบายครบวงจรอย่างนี้ อะไรที่เป็นไปไม่ได้ ก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น รวมทั้งระบบประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ อันจะทำให้บ้านเมืองลงตัวเสียที --- <page_number>๗</page_number> PCET กระบวนการนโยบายสาธารณะ แบบมีส่วนร่วม (P4) กับการเมืองใหม่ ประเวศ วะสี

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

ประชาธิปไตย

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย
10% Match
คุยกับผู้อ่าน : นายแพทย์บุตร ประดิษฐวณิช (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 136 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2533)
5% Match
คุยกับผู้อ่าน : ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสุข (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 315 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548)
5% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• การพัฒนาสังคม

• การเปลี่ยนแปลงทางสังคม

• การพัฒนาประเทศ

• ประชาธิปไตย

history_eduหมวดหมู่

ประชาธิปไตย

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้