auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

สมัชชานโยบายสาธารณะแห่งชาติ เครื่องมือพัฒนาประชาธิปไตย และประเทศชาติอย่างก้าวกระโดด

chrome_reader_modeคำอธิบาย

บทความนำเสนอเกี่ยวกับการพัฒนาประชาธิปไตย โดยนำเสนอ 4 ข้อ ได้แก่ 1. เกือบ 100 ปี ประชาธิปไตยไม่ไปถึงไหน 2. การเมืองเป็นเรื่องการตัดสินใจนโยบายสาธารณะ 3. การพัฒนานโยบายสาธารณะครบวงจร 4. สมัชชาพัฒนานโยบายสาธารณะแห่งชาติ

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

# สมัชชานโยบายสาธารณะแห่งชาติ เครื่องมือพัฒนาประชาธิปไตย และประเทศชาติอย่างก้าวกระโดด เสนอโดย ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ๑ # ๑. ## เกือบ ๑๐๐ ปี ประชาธิปไตยไม่ไปถึงไหน นับแต่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นเวลาเกือบ ๑๐๐ ปี แล้ว ประชาธิปไตยก็ยังลุ่มๆ ดอนๆ มีปฏิวัติรัฐประหารหลายครั้ง มีการเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ กว่า ๒๐ ฉบับ มีความรุนแรงนองเลือดหลายครั้ง ทุกวันนี้ยังมีความขัดแย้งทางการเมือง และ การเมืองยังด้อยคุณภาพ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ในวิกฤตโควิด-19 ซึ่งเป็นวิกฤตใหญ่ทั่วโลก ได้เห็นภาพคนไทยทุกภาคส่วนรวมตัวกัน ต่อสู้พยายามเอาชนะสงครามโควิด และทำได้ค่อนข้างดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก มีชื่อเสียงขจร ไกล แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยมีศักยภาพที่ซ่อนเร้นนอกระบบการเมือง การเมืองเป็นเรื่องของคนส่วนน้อย สังคมส่วนใหญ่ได้ก้าวล้ำหน้าการเมืองไปแล้ว ฉะนั้น ทิศทางการพัฒนาประเทศไทยหลังโควิดอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ สังคมจะต้องเข้ามาช่วยพัฒนา การเมืองให้ก้าวหน้าและมีคุณภาพสูง ไม่ใช่ปล่อยให้การเมืองเป็นเรื่องของนักการเมือง ซึ่งเป็น คนส่วนน้อยเท่านั้น อย่างมากก็ ๔,๐๐๐ - ๕,๐๐๐ คน แม้บางคนจะดี แต่ส่วนใหญ่ยังมีปัญหา เรื่องเจตนาและคุณภาพ อีกประการหนึ่งคือระบบราชการที่รวมศูนย์อำนาจ แม้มีความจำเป็นเมื่อเริ่มต้นในสมัย ร.๕ แต่ในสังคมปัจจุบันที่ซับซ้อนและมีปัญหายากๆ ระบบอำนาจไม่มีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล แต่ดึงดูดให้มีการต่อสู้ทางการเมืองรุนแรงขึ้น เพราะใครชนะกินรวบหมดทั้งประเทศ โดยเข้าครอบงำระบบราชการที่รวมศูนย์ เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งจึงเป็นเพียงรูปแบบหรือกลไก ของประชาธิปไตยเท่านั้น แต่เนื้อแท้หรือสาระเป็นการรวมศูนย์อำนาจหรือเผด็จการ หาใช่ ประชาธิปไตยไม่ ๒ ระบบการเมืองการปกครองจึงขาดคุณภาพ และเป็นปัญหาของประเทศเรื่อยมาและ หาทางออกไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อนมากที่จะเข้าใจและแก้ไข แต่สังคมไทยก็เจ็บปวด มามากเกินพอแล้วจากระบบการเมืองการปกครองที่ไม่ลงตัว คนไทยทุกภาคส่วนควรจะถือโอกาส หลังวิกฤตโควิด พัฒนาประชาธิปไตยให้เป็นเครื่องมือพาประเทศไปสู่ความเจริญอย่างแท้จริงให้ได้ บทความนี้นำเสนอวิธีการ ๓ ๒. การเมืองเป็นเรื่องการตัดสินใจนโยบายสาธารณะ ที่ผ่านมามองกันว่าการเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ รัฐธรรมนูญทุกฉบับก็กำหนดการใช้ อำนาจทางการเมือง เมื่อการเมืองเป็นอำนาจก็เกิดการแย่งชิงกัน แล้วก็ขัดแย้งและรุนแรงเพราะ คิดถึงอำนาจ ควรจะมองที่หน้าที่ว่าการเมืองมีหน้าที่อะไร หน้าที่ของการเมืองทั้งรัฐสภาและ คณะรัฐมนตรีคือตัดสินใจนโยบายสาธารณะ นโยบายสาธารณะมีความสำคัญสูงสุดต่อประเทศ เพราะกำหนดทิศทางและกำหนดว่าประเทศจะทำหรือไม่ทำอะไรและอย่างไร ซึ่งหมายถึงความ เจริญหรือความเสื่อมของประเทศ ขึ้นกับว่านโยบายสาธารณะนั้นดีหรือไม่ดี การสังเคราะห์นโยบายสาธารณะที่ดี จึงเป็นปัญญาสูงสุดของชาติใดชาติหนึ่ง การเมืองที่ดีจึงควรบูรณาการอยู่ในกระบวนการนโยบายสาธารณะที่ดี กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม หรือ P4 (Parcipatory Public Policy Process) ที่ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วม คือประชาธิปไตยที่แท้จริงและมีคุณภาพสูง อันจะทำ ให้บ้านเมืองลงตัวและเกิดความเจริญอย่างแท้จริง สังคมไทยทุกภาคส่วนจึงควรพยายามทำความ เข้าใจ P4 และมีส่วนร่วมในการพัฒนานโยบายสาธารณะ ๔ # ๓. การพัฒนานโยบายสาธารณะครบวงจร การพัฒนานโยบายสาธารณะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แต่ทำกันน้อยที่สุด แม้แต่มหาวิทยาลัยก็เกือบไม่ทำเลย การพัฒนานโยบายสาธารณะครบวงจรประกอบด้วย ๑. การสังเคราะห์นโยบายสาธารณะ โดยแสวงหาข้อมูลโดยรอบด้านเกี่ยวกับประเด็นนโยบายมาวิเคราะห์สังเคราะห์เป็นนโยบายสาธารณะ ที่แน่ใจว่าจะให้ประโยชน์คุ้มค่าต่อสาธารณะ กระบวนการนี้ต้องใช้สมรรถนะทางวิชาการสูง จึงไม่ค่อยมีนักวิชาการทำ มักหยุดอยู่แค่วิเคราะห์วิจารณ์ มาไม่ถึงการสังเคราะห์และจัดการ ซึ่งเป็นปัญญาสูงสุด ถึงขั้นประเมินค่าและตัดสินใจ ๒. นำนโยบายสาธารณะที่ดีที่สังเคราะห์ได้เข้าสู่กระบวนการตัดสินใจ ตรงนี้มีอุปสรรคตรงไม่ได้รับความสนใจจากผู้มีอำนาจตัดสินใจทางนโยบาย เพราะความไม่รู้หรือเพราะมีความสนใจทางเลือกอื่น ที่ไม่ได้ผ่านการวิเคราะห์สังเคราะห์ทางวิชาการอย่างเข้ม แต่เป็นเพราะผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้ผลักดันนโยบายนั้นๆ ยิ่งสาธารณะไม่ได้รับรู้การผลักดันนโยบายด้วย ผลประโยชน์ทับซ้อนยิ่งมีมาก ฉะนั้นการมีส่วนร่วมโดยภาคส่วนต่างๆ ในกระบวนการนโยบายสาธารณะจึงมีความสำคัญยิ่ง จะเข้าใจตรงนี้ชัดขึ้น เมื่อกล่าวถึงกระบวนการสมัชชายนโยบายสาธารณะ ๓. นำนโยบายสาธารณะที่ผ่านการตัดสินใจแล้วไปสื่อสารให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการปฏิบัติเข้าใจแจ่มแจ้งถึงขั้นปฏิบัติได้ ๕ ๔. ติดตามสนับสนุนการปฏิบัติ ต้องมีกลไกติดตามสนับสนุนการปฏิบัติตามนโยบาย เพราะผู้ปฏิบัติมีปัญหาสารพัดอย่างทำให้ปฏิบัติไม่ได้ เช่น ไม่เข้าใจ ขาดกำลังคน ขาดวิชาการ ขาดงบประมาณที่เหมาะสม ติดปัญหากฎระเบียบมากมายที่บังคับใช้ อันเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติ โดยที่องค์กรที่ทำหน้าที่บังคับใช้กฎระเบียบก็ทำตามกฎระเบียบ โดยไม่คำนึงถึงการเอื้ออำนวยให้ปฏิบัติได้ตามนโยบาย องค์กรควบคุมมีมากมาย เช่น กพ. กระทรวงการคลัง กฤษฎีกา สตง. กลไกสนับสนุนการปฏิบัติจะต้องเชื่อมโยงกับฝ่ายนโยบายที่สามารถแก้ไขข้อติดขัดเกี่ยวกับระเบียบข้อบังคับต่างๆ ให้ผู้ปฏิบัติสามารถปฏิบัติตามนโยบายได้ ตามปรกติในราชการไม่มีใครมาช่วยแก้ไขข้อติดขัดเหล่านี้ จึงเกิดปัญหาว่านโยบายนี่แล้ว แต่ไม่ได้ผลตามนโยบาย ปัญหาอย่างนี้มีกลาดเกลื่อนเต็มไปหมด เพราะการพัฒนานโยบายไม่ครบวงจร ๕. ประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบาย ต้องมีกลไกที่ประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบายเป็นข้อมูลป้อนกลับไปสู่ข้อ ๑ เพื่อพัฒนานโยบายให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผลการปฏิบัติต้องหมายถึงประโยชน์ที่ประชาชนได้รับจริงๆ ไม่ใช่ประเมินว่าโครงการนี้เสร็จสิ้นด้วยดี ในโครงการพัฒนาต่างๆ ในระดับนานาชาติ เช่นที่สนับสนุนโดยธนาคารโลก เมื่อมีการประเมินอย่างจริงจังแม้มีรายงานว่าโครงการสำเร็จด้วยดี แท้ที่จริงแล้วประชาชนไม่ได้รับประโยชน์ ทั้ง ๕ ข้อที่กล่าวข้างต้นคือ ตัวอย่างของการพัฒนานโยบายครบวงจร ถ้าได้ทำตามนี้ครบถ้วนก็จะเกิดประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง แต่ในระบบราชการแม้ใช้กำลังคนและงบประมาณมาก การพัฒนานโยบายมักไม่ครบวงจร เช่น ขาดการสังเคราะห์นโยบายที่ดีบ้าง ผู้ปฏิบัติปฏิบัติไม่ได้โดยไม่มีใครรู้บ้าง ขาดการประเมินที่ดีบ้าง จึงเกิดความสูญเปล่ามาก ต่อไปจะกล่าวถึงกลไกระดับชาติในการพัฒนานโยบายสาธารณะครบวงจร ๖ ๔. สมัชชาพัฒนานโยบายสาธารณะแห่งชาติ ควรมีพระราชบัญญัติสมัชชาพัฒนานโยบายสาธารณะแห่งชาติ ที่กำหนดกระบวนการและกลไกในการจัดการ **การประชุมสมัชชาพัฒนานโยบายสาธารณะแห่งชาติ มีองค์ประชุมดังนี้** (๑) สมาชิกรัฐสภา (๒) คณะรัฐมนตรี (๓) ตัวแทนองค์กรชุมชนท้องถิ่น (๔) ตัวแทนภาคส่วนต่างๆ ในสังคม ซึ่งรวมทั้งภาคธุรกิจ และสื่อมวลชน (๕) ข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนโยบายในวาระการประชุม (๖) นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนโยบายสาธารณะ (๗) ผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ **ฝ่ายเลขานุการของสมัชชา ให้มีฝ่ายเลขานุการร่วม (Joint Secretariat) ประกอบด้วย** (๑) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพร้อมทั้งมูลนิธิในสังกัด ๒ มูลนิธิคือ * มูลนิธิพระยาสุริยานุวัตร อันมีสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนาในสังกัด * มูลนิธิพัฒนาไท (๒) สถาบันพระปกเกล้า อันเป็นสถาบันทางวิชาการของรัฐสภา ที่ทำหน้าที่ส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล (๓) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ซึ่งมีประสบการณ์ในการจัดประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติมากว่า ๑๐ ปี ๗ # กระบวนการ (๑) ฝ่ายเลขานุการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลข้อเสนอแนะการพัฒนาประเทศที่ประมวลข้อเสนอแนะ การพัฒนาประเทศจากแหล่งต่างๆ เช่น จากประชาชนทั่วไป จากองค์กรชุมชนท้องถิ่น จาก กลุ่มผู้ประท้วงหรือเรียกร้องต่างๆ ข้อมูลเหล่านี้จะมีขนาดใหญ่เป็น Big data ที่นำมา วิเคราะห์สังเคราะห์เป็นประเด็นนโยบายที่ทุกภาคส่วนในสังคมเป็นผู้เสนอ เป็นประชาการมี ส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในกระบวนการนโยบายสาธารณะ (๒) ฝ่ายเลขานุการส่งเสริมสมรรถนะในการสังเคราะห์นโยบายสาธารณะ โดยสถาบันอุดมศึกษา สถาบันวิจัย องค์กรชุมชนท้องถิ่น ฯลฯ และรวบรวมกลั่นกรองนโยบายสาธารณะที่ดี เพื่อ นำเสนอในการประชุมสมัชชาพัฒนานโยบายสาธารณะแห่งชาติ (๓) นโยบายใดที่ที่ประชุมสมัชชามีมติเห็นชอบ และพร้อมที่จะปฏิบัติได้ให้รัฐสภาและ คณะรัฐมนตรีรับไปปฏิบัติ (๔) นโยบายใดที่ที่ประชุมเห็นว่าดี แต่ยังไม่พร้อมที่จะปฏิบัติได้ ให้ตั้งคณะทำงานไปพัฒนา เพิ่มเติมจนถึงขั้นปฏิบัติได้ และนำกลับมาเสนอขอมติจากที่ประชุมสมัชชา (๕) ให้ที่ประชุมสมัชชาแต่งตั้งคณะทำงานติดตามการปฏิบัติ เพื่อแก้ไขอุปสรรคข้อติดขัดในการ ปฏิบัติให้สามารถปฏิบัติได้ (๖) ให้ที่ประชุมสมัชชาแต่งตั้งคณะทำงานประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบาย แล้วนำผลการ ประเมินเป็นข้อมูลป้อนกลับเพื่อพัฒนานโยบายให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ๘ # ข้อสังเกต (๑) กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม ตามที่อธิบายมาเป็นการที่ทุกภาคส่วนของ สังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนานโยบายสาธารณะ จึงเป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่งและ เป็นประชาธิปไตยที่มีคุณภาพสูงยิ่ง (๒) ในเมื่อเป็นกระบวนการที่ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจนโยบายสาธารณะ จึง เป็นการยากที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะบิดพลิ้ว ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมือง กองทัพ ภาคธุรกิจ หรือ ฝ่ายใดอื่น ทำให้นโยบายสาธารณะที่ดีสามารถเกิดขึ้นและนำไปสู่การปฏิบัติได้ (๓) การมีกลการพัฒนานโยบายครบวงจรผ่านที่ประชุมสมัชชา เป็นประกันว่าจะมีการปฏิบัติ ตามนโยบาย มีกลไกในการติดตามช่วยเหลือแก้ไขข้อติดขัดทำให้ปฏิบัติได้ และมีกลไก ประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบายต่างจากสมัชชาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ผ่านมา ซึ่งมีแต่ ข้อเสนอแนะ แต่ไม่มีผลในทางปฏิบัติ (๔) การที่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรีรับนโยบายที่ดีไปปฏิบัติ จะเป็นแรงบันดาลใจอย่างแรงให้เกิด การตื่นตัวในการสังเคราะห์นโยบายสาธารณะ โดยมหาวิทยาลัยและสถาบันต่างๆ ซึ่ง ที่ผ่านมาซบเซาเกินไป (๕) ฉากทัศน์ทางการเมืองจะเปลี่ยนไป จากการเมืองแบบแยกส่วน เป็นการเมืองที่ทุกภาคส่วน ในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ ทำให้การเมืองไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป กระบวนการ นโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมจะทำให้ฝ่ายการเมืองสามารถทำเรื่องดีๆ ได้โดยไม่ยากนัก เพราะการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ในทุกมิติและในทุกฝ่ายที่ร่วมกัน รวมทั้งฝ่ายการเมืองด้วย พรรคการเมืองน่าจะปรับตัวเป็นสถาบันพัฒนานโยบายสาธารณะ และนักการเมือง บางคนอาจจะปรับตัวเป็นนักพัฒนานโยบายสาธารณะ ถ้าเป็นเช่นนี้คุณภาพของระบบ การเมืองจะพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ส (๖) การใช้วิธีคิดแบบทางสายกลางในการพัฒนาประเทศ ซึ่งรวมทั้งในทางการเมืองด้วย เราเอาอย่างวิธีคิดแบบฝรั่งมานาน ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ผิดและนำไปสู่ปัญหาต่างๆ วิกฤตโควิดคราวนี้เราควรจะทบทวนวิธีคิด วิธีคิดแบบทางสายกลางที่พระพุทธเจ้าสอน คือวิธีคิดตามความจริงของธรรมชาติธรรมชาติเป็นกระแสของความเป็นเหตุปัจจัย หรือความเป็นเหตุเป็นผล ที่เรียกว่าอิทัปปัจจยตา อิทะ แปลว่านี้ อิทัปปัจจยตา ก็คือ ความที่นี้ เป็นปัจจัยให้เกิดนี้ นี้เป็นปัจจัยให้เกิดนี้ ... หนุนเนื่องกันมา และหนุนเนื่องกันไป ไม่มีจุดตั้งต้น และไม่มีจุดสิ้นสุด จึงไม่มีส่วนสุด(โต่ง) หรือ extremes ทั้ง ๒ ข้าง หรือไม่มีขั้ว จึงเรียกว่าทางสายกลางที่มีแต่กระแสของความเป็นเหตุเป็นผล ไม่แบ่งข้างแบ่งขั้ว ฝรั่งนั้นคิดแบบตายตัว จึงแยกส่วนและแบ่งข้างแบ่งขั้ว แล้วเข้าปะทะกันระหว่างความคิดที่ต่างกัน ยุโรปจึงเต็มไปด้วยสงคราม เช่น สงคราม ๓๐ ปี ระหว่างคาธอลิกกับโปรแตสแตนท์ สงครามโลก ๒ ครั้ง ก็เริ่มในยุโรป ทุนนิยมกับมาร์กซิสต์ ก็จะต้องฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่ง การเมืองก็ต้องแบ่งกันเด็ดขาดเป็นฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ความถูกผิดขึ้นกับความเป็นพรรคเป็นพวกไม่ใช่ความเป็นเหตุเป็นผล การเมืองจึงแบ่งขั้วสุดๆ (polarized) อย่างของสหรัฐอเมริกาในขณะนี้ที่ไม่มีสมรรถนะในการแก้ปัญหายากๆ เราอย่าไปเอาอย่างเขาเลย กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมที่นำเสนอนี้ ใช้วิธีคิดแบบทางสายกลาง คือความเป็นเหตุเป็นผลล้วนๆ ไม่แบ่งข้างแบ่งขั้ว ทำให้ทุกภาคส่วนมารวมตัวร่วมคิด ร่วมทำเพื่อบ้านเมืองได้ เมื่อทุกภาคส่วนในสังคมสามารถรวมตัวร่วมคิดร่วมทำได้ก็จะเกิดพลังมหาศาล ที่ทำให้เราสามารถก้าวข้ามปัญหาที่ยากและซับซ้อนทุกชนิดได้ (๗) กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมหรือ P4 ที่มีสมัชชาพัฒนานโยบายสาธารณะแห่งชาติเป็นเครื่องมือที่นำเสนอนี้ เป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning through action) ในสถานการณ์จริง ของคนไทยในทุกภาคส่วนของสังคม ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่ยังไม่เคยมีประเทศใดทำได้มาก่อน ๑๐ การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ เป็นการเรียนรู้ที่ทรงพลังที่สุด เพราะใน กระบวนการนี้มีความเสมอภาค จึงมีภราดรภาพและสามัคคีธรรม ยิ่งทำยิ่งรักกันมากขึ้น ยิ่ง มีความสุขมากขึ้น ยิ่งฉลาดมากขึ้น และฉลาดร่วมกัน เกิดปัญญาร่วม (Collective Wisdom) นวัตกรรมและอัจฉริยภาพกลุ่ม (Group genius) ทำให้ฝ่าความยากทุกชนิดไปสู่ ความสำเร็จ เพื่อนคนไทยโปรดพิจารณาเรื่องนี้ให้ดีๆ โอกาสอยู่ต่อหน้าพวกเราแล้วที่จะพัฒนา ประชาธิปไตยและประเทศชาติอย่างก้าวกระโดดเป็นประเทศแรกในโลก และแสดงให้ประเทศอื่น ซึ่งกำลังตีบตันเห็นว่าทางสายกลางที่จะไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตยที่มีคุณภาพนั้นเป็นอย่างไร --- ๑๑ PGET สมัชชานโยบายสาธารณะแห่งชาติ เครื่องมือพัฒนาประชาธิปไตย และประเทศชาติอย่างท้าวกระโดด ประเวศ วะสี

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

ประชาธิปไตย

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
ปฏิรูปตำรวจ: ประชาชนถนอมรักตำรวจ – ตำรวจถนอมรักประชาชน
35% Match
นวัตกรรมระบบสุขภาพตำบล: พยาบาลชุมชน 1 คนต่อ 2 หมู่บ้าน ผู้ช่วยพยาบาลหมู่บ้านละคน
26% Match
สำหรับระดมความคิด มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ในวันที่ 2 สิงหาคม 2560
22% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• การพัฒนาสังคม

• การเมือง

• ประชาธิปไตย

history_eduหมวดหมู่

ประชาธิปไตย

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้