auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

อนาคตประเทศไทย ปิดยุคการเมืองธนกิจ เปิดยุคการเมืองของพลเมือง

chrome_reader_modeคำอธิบาย

เอกสารนี้กล่าวถึงเรื่องปิดยุคการเมืองธนกิจ เปิดยุคการเมืองของพลเมือง ประกอบด้วยเนื้อหาดังนี้ 1) สรรพสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง 2) บาปกรรม 10 ประการ ของการเมืองธนกิจ 3) “การยึดอำนาจนั้นไม่ยาก แต่หลังจากยึดแล้ว ยากฉิบหาย” 4) เปิดยุคการเมืองของพลเมือง 5) อย่าคิดเฉพาะเรื่องตัวบุคคลต้องคิดถึงโครงสร้างด้วย 6) ประชาชน + สื่อมวลชน + ความรู้ = สังคมเข้มแข็ง และ 7) สรุป

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

# อนาคตประเทศไทย ## ปิดยุคการเมืองธนกิจ เปิดยุคการเมืองของพลเมือง ประเวศ วะสี ๑๓ ธันวาคม ๒๕๔๘ - ๑ - # ๑. สรรพสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนเป็นอนิจจัง มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่มีอะไรคงทนถาวร เป็นอนิจจัง อยู่ชั่วกัปป์ชั่วกัลป์ ยุคสมัยก็มีความเป็นอนิจจัง มียุคอารยธรรมกรีก ยุคอารยธรรมโรมัน ยุคจักรวรรดิอังกฤษ แล้วก็ ต่างหมดยุคไป การเมืองก็เป็นอนิจจัง เราเคยมีระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เรามีระบบที่กองทัพเข้ามายึดอำนาจ ทางการเมืองแล้วก็หมดยุคสมัยไป เสร็จแล้วเราก็มาถึงยุคที่ทุนขนาดใหญ่เข้ามายึดอำนาจทางการเมือง ที่เรียกกันว่า "ธนกิจการเมือง" (Money Politics) หรือการเมืองธนกิจ แต่ก็เช่นเดียวกับยุคต่าง ๆ ยุค การเมืองธนกิกก็จะต้องปิดตัวลง และมียุคอื่นเข้ามาแทนที่ พวกเราทั้งปวงควรจะเรียนรู้ให้เข้าใจปรากฏการณ์เหล่านี้ แม้วิกฤตก็ขอให้วิกฤตนำไปสู่ปัญญา ของมวลชน ไม่เป็นเพียงอารมณ์ ปัญญาจะทำให้วิกฤตเป็นโอกาส โอกาสกำลังอยู่ต่อหน้าสังคมไทยแล้ว ที่จะสร้างการเมืองยุคใหม่ ## ๒. บาปกรรม ๑๐ ประการ ของการเมืองธนกิจ แม้มีการใช้เงินกันมาในการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ แต่ต้องถือว่าในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อมกราคม ๒๕๔๔ มีการรวมตัวกันของกลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้ามายึดอำนาจทางการเมือง เพราะธรรมชาติของการใช้ ทุนขนาดใหญ่ และนิสัยความเคยชินจากการหากินกับธุรกิจการเงินแบบสีเทา เช่นให้สินบาทคาดสินบน กันมาก่อน เมื่อเข้ามายึดอำนาจเบ็ดเสร็จทางการเมือง จึงหนีไม่พ้นที่จะเกิดบาปกรรมต่าง ๆ ที่จริงบาปกรรมที่ธนกิจการเมืองก่อให้เกิดขึ้นมีเป็นเอนกอนันต์ ขอให้ไปนับกันเอาเอง ในที่นี้จะขอ กล่าวถึงบาปกรรมเพียง ๑๐ ประการ ของการเมืองธนกิจ คือ (๑) คอร์รัปชั่นมโหฬาร เพราะต้องลงทุนไปมาก ก็ต้องถอนทุนมากและหากำไรมาก มีผู้กล่าวถึง คอร์รัปชั่นนานาชนิด เช่น คอร์รัปชั่นครบวงจรบ้าง คอร์รัปชั่นบูรณาการบ้าง คอร์รัปชั่นเชิงนโยบายบ้าง คอร์รัปชั่นอันวิจิตรบ้าง คอร์รัปชั่นถูกกฎหมายบ้าง โกงทั้งโคตรบ้าง ฯลฯ การจะหวังให้เสือกินมังสวิรัติ ไม่ได้ ฉันใด การจะหวังให้ธนกิจการเมืองเว้นขาดจากคอร์รัปชั่นย่อมเป็นไม่ได้ ฉันนั้น (๒) คบมิตรผู้นำบาปมาให้ (บาปมิตร) ความอาภัพของการมีอำนาจอย่างหนึ่งคือคนดีจะหนีห่าง คนชั่วจะเข้ามาแวดล้อม ที่เรียกว่าเกิดขันทีซิย์นโดรมขึ้น พวกขันที่จะกันผู้มีอำนาจจากความจริง ให้ - ๒ - ข้อมูลที่ถูกใจแต่ไม่ถูกต้อง เมื่อไม่รู้ความจริงก็เสื่อมจากปัญญา คนได้อำนาจมาแบบนี้ลึก ๆ แล้วขาด ความมั่นคงในจิตใจ มีความกลัว จึงเล่นพรรคเล่นพวกสูง เอาวงศาคณาญาติ เพื่อนร่วมรุ่น คนรับใช้ ลูกจ้าง ข้าเก่าเต่าเลี้ยง เข้าสู่ตำแหน่งหรือรับผลประโยชน์ต่างๆ ซึ่งล้วนทำให้เกิดความเสื่อม (๓) สร้างความมืดให้สังคม-แทรกแซงการสื่อสาร ความไม่ถูกต้องจะกลัวความจริง ผู้เผด็จการ ทุกรูปแบบไม่ต้องการให้สังคมรู้ความจริง จึงชอบแทรกแซงการสื่อสาร ที่จริงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่พวก ธนกิจการเมืองก็มาจากวงการธุรกิจการสื่อสาร ควรรู้ว่าหากมีการสื่อสารที่ดีให้คนไทยรู้ความจริงโดย ทั่วถึง ประเทศจะเจริญอย่างรวดเร็ว แทนที่จะปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา ๔๐ ที่จะทำ ให้การสื่อสารเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะมากที่สุด กลับปล่อยให้มีการแย่งผลประโยชน์กันจนละ การพยายามปิดปากสื่อกลับให้ผลร้าย เพราะประชาชนจะไปใช้การสื่อสารจากปากต่อปากที่เรียกว่า words of mouth ก่อความเสียหายอย่างแก้ไขไม่ได้เลย บุคคลสำคัญบางคนสื่อไม่เคยลงทางร้ายเลย ก็มี การเล่าลือในทางเสียหายโดยจับมือใครดมไม่ได้เลย ใครมาเป็นรัฐบาลต่อไปควรจะรู้ว่า "ไม่มีฝ่ามือใด ใหญ่พอที่จะปิดฟ้าและดินได้" ควรส่งเสริมการสื่อสารให้คนไทยรู้ความจริงโดยทั่วถึง (๔) ไม่เคารพรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นฉบับที่หวังจะปฏิรูปการเมือง ได้บัญญัติ องค์กรอิสระต่าง ๆ เป็นอันมาก เพื่อการตรวจสอบและคานอำนาจ เพื่อให้การเมืองมีความบริสุทธิ์ขึ้น ได้ บัญญัติแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐในหมวดที่ ๕ อันเป็นเรื่องดีๆ เป็นอันมาก เช่น ม.๗๖ "รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย การ ตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมทั้งการตรวจสอบการใช้อำนาจ รัฐทุกระดับ" ม.๗๗ "รัฐต้องจัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง จัดทำมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ... " ม.๗๙ รัฐต้องช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม คำถามก็คือว่า ธนกิจการเมืองได้พยายามทำสิ่งดีๆ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือทำตรงกันข้าม เช่น เข้าแทรกแซงองค์กรอิสระจนหมดสภาพ ทำให้การปฏิรูปการเมืองเป็นหมัน เกิด ความเสื่อมโทรมมากขึ้น (๕) ไม่สนับสนุนการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมี วัตถุประสงค์จะส่งเสริมการเมืองของพลเมือง เพราะผู้เขียนรู้ดีว่าลำพังการเมืองของนักการเมืองไปไม่ รอด สิ่งที่จะช่วยให้การเมืองมีคุณภาพคือการเมืองของพลเมือง จึงได้บัญญัติเรื่องสิทธิชุมชนบ้าง เรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายและการตรวจสอบอำนาจรัฐ (มาตรา ๗๖ ข้างบน) ใน การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม (มาตรา ๗๙ ข้างบน) ธนกิจการเมืองต้องการรวบอำนาจ มากกว่าต้องการ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน (๖) ขาดความเคารพและความจริงใจต่อประชาชน ธุรกิจการเมืองจะเก่งในการสร้างภาพ ในการใช้การตลาด การสร้างภาพและการตลาดถ้าปราศจากความสุจริตใจจะเป็นการหลอกให้งง หรือทำ ให้หลงทาง หรือเกิดโมหคติได้ (๗) มีความโน้มเอียงไปในการใช้ความรุนแรง คนมีเงินมากจะรู้สึกมีอำนาจมาก ถ้าใครขัดใจก็ จะโกรธ พระจึงว่าโลภะนำมาซึ่งโทสะ เมื่อโทสะแล้วก็จะใช้ความรุนแรง ดังที่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ไป - ๓ - ประท้วงโครงการขนาดใหญ่ถูกฆาตกรรมไปหลายคนแล้วโดยจับตัวฆาตกรไม่ได้ มีการอุ้มฆ่า จนไฟใต้ ลุกลาม การใช้ความรุนแรงถ้าไม่ยุติจะทำให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟ (๘) ทิศทางการพัฒนาประเทศเป็นไปในทาง "เงินใหญ่" หรือ Big Money ไม่ใช่แนวทาง เศรษฐกิจพอเพียง ธนกิจการเมืองชอบทางวัตถุนิยมหรูหราฟุ่มเฟือย เมกะโปรเจ็คต์ เอฟทีเอ เขต เศรษฐกิจพิเศษ มีเสียงติฉินนินทากันทั่วไปว่าการทำเรื่องใหญ่ ๆ จะได้กินคำใหญ่ ๆ และโดยที่วงศาคณา ญาติของธนกิจการเมืองเป็นผู้ประกอบธุรกิจและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ๆ จึงเกิดความไม่แน่ใจว่าผู้มีอำนาจ ทางการเมืองทำโครงการใดหรือมีการปั่นหุ้น ปั่นธุรกิจตัวใดเพื่อญาติวงศ์หรือบริษัทบริวารในเครือ หรือไม่เพียงใด มีพ่อค้ารายเล็กกล่าวว่า "มันไปทำเอฟทีเอ การค้าของพวกมันได้ประโยชน์ แต่ผลเสียตก อยู่แก่พวกเรารายเล็กรายน้อย" พวก "เงินใหญ่" ยากที่จะเข้าใจหรือต้องการเศรษฐกิจพอเพียงอันจะนำมาซึ่งความพอเพียง ความพอดี ความสมดุล และความยั่งยืน ข้อเสียของเศรษฐกิจพอเพียงคือ พวกธนกิจการเมืองหากินได้ยาก (๙) ขาดความเป็นธรรมทางสังคม ความเป็นธรรมทางสังคมเป็นเรื่องสำคัญยิ่งนักและเป็น เป้าหมายของการพัฒนา เพราะความเป็นธรรมทางสังคมก่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข การพัฒนาแบบ "เงินใหญ่" จะไม่คำนึงถึงความเป็นธรรมทางสังคม แก้ความยากจนไม่ได้ เพราะความยากจนเกิดจาก การขาดความเป็นธรรมทางสังคม การพัฒนาแบบ "เงินใหญ่" ยิ่งพัฒนาไปช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยจะถ่างมากขึ้น คนที่ อยู่ในฐานะได้เปรียบจะยิ่งเอาเปรียบมากขึ้นและรวยมากขึ้น ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยที่มีถ่าง มากขึ้นจะนำไปสู่ปัญหานานาประการ รวมทั้งความรุนแรง เพราะการขาดความสมดุลทางอำนาจ เช่น คนที่มีเงิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กับคนที่เงินบาทเดียวหรือติดลบ มีอำนาจต่างกันมากที่จะเข้าถึงการใช้ ทรัพยากรสาธารณะ ซึ่งรวมถึงกฎหมาย การขาดความเป็นธรรมทางสังคมจะนำไปสู่ความรุนแรง เพิ่มขึ้นในอนาคต (๑๐) มีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิด "โรคอาร์เจนตินา - มาร์กอส" อันทำให้ประเทศล้มละลายไม่ มีทางฟื้น "โรคอาเจนตินา - มาร์กอส" เป็นไฉน ประเทศอาร์เจนตินา มีทรัพยากรธรรมชาติมากและเคยรุ่งเรือง ต่อมานักการเมืองได้ขาย สมบัติของชาติไปให้ต่างชาติทำให้ประชาชนยากจนลง ต้องใช้บริการสาธารณูปโภคด้วยราคาแพง เพราะต่างชาติเป็นเจ้าของที่ขูดรีดกำไรไปจากประชาชนชาวอาร์เจนตินา ที่ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อ มาร์กอส เป็นประธานาธิบดี นอกจากจะทำการฉ้อราษฎร์บังหลวงยักยอกเอาเงินหลวงไปเป็นของ ส่วนตัวด้วยจำนวนมากแล้ว ยังสร้างวัฒนธรรมโกงกินไว้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งแม้มาร์กอสจะไปแล้ว วัฒนธรรมการโกงกินนี้ก็ยังสืบต่อมา ซึ่งเกาะกินประเทศฟิลิปปินส์เสียจนหมดแรง ไม่ฟื้นตัวจนกระทั่ง บัดนี้ แม้ประธานาธิบดีคอราซอน อะคีโน จะเป็นคนดี และมีประชาชนสนับสนุนมาก แต่ประเทศอ่อนแอ จาก "โรคมาร์กอส" มากเกินไป จนยังฟื้นตัวไม่ได้ ประเทศใดเป็น "โรคอาร์เจนตินา - มาร์กอส" จะเป็นความซวยของประเทศอย่างยิ่ง เพราะจะ ล้มละลายฟื้นตัวไม่ได้ไปนาน คนไทยทั้งปวงจะต้องช่วยกันระวังระวไว เอาใจใส่ดูแล อย่าให้ประเทศไทย หลุดเข้าไปเป็น "โรคอาร์เจนตินา - มาร์กอส" เป็นอันขาด - ๔ - บาปกรรม ๑๐ ประการ นี้ อาจเกิดขึ้นกับประเทศใดๆ ก็ได้ที่ระบบการเมืองเป็นธนกิจการเมือง และเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำลายอนาคตของประเทศลงอย่างรุนแรง จึงควรที่คนไทยทั้งปวงจะต้องเอาใจใส่ ทำความเข้าใจ ตรวจสอบ ป้องกัน และรักษา เพื่อยุติระบบที่จะสร้างบาปกรรม ๑๐ ประการดังกล่าว ## ๓. "การยึดอำนาจนั้นไม่ยาก แต่หลังจากยึดแล้ว ยากฉิบหาย" ผมมีเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมอุดมศึกษาคนหนึ่ง ขณะที่เขาเป็น ผบ.ทบ. วันหนึ่งมาร่วมในงานเลี้ยง ศิษย์เก่าเตรียมอุดมศึกษา ผมได้ยินเขาพูดว่า "การยึดอำนาจนั้นไม่ยาก แต่หลังจากยึดแล้ว ยากฉิบ หาย ผมไม่มีวันทำเด็ดขาด" ผู้กล่าววาทะนี้ชื่อ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อก่อนเมื่อการเมืองไม่ดี ประชาชนที่เกลียดนักการเมืองก็อยากให้กองทัพทำรัฐประหาร เรามี รัฐบาลทหารมานานพอสมควรก็ปรากฏว่าแก้ปัญหาของประเทศไม่ได้ นำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเมือง กองทัพและสังคมก็ได้เรียนรู้ว่าการยึดอำนาจไม่ยาก แต่การปกครองหรือการบริหารประเทศหลังยึด อำนาจ ยากลำบากมาก จนกระทั่งบัดนี้กองทัพและสังคมก็ไม่มีใครต้องการให้มีการยึดอำนาจโดย กองทัพอีกต่อไป หมดยุคกองทัพยึดอำนาจการเมืองไปแล้ว ขณะนี้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่เข้ามายึดอำนาจทางการเมือง กำลังประสบปัญหาอย่างเดียวกัน คือ "ยึดอำนาจนั้นไม่ยาก แต่หลังจากยึดแล้ว ยากฉิบหาย" ทั้งๆ ที่มีเสียงในสภาผู้แทนราษฎรอย่างท่วมท้น แต่ก็จะไม่มีศักยภาพในการแก้ปัญหายาก ๆ เผชิญความขัดแย้งอยู่ทั่วไป หน้าดำคร่ำเครียดเศร้าหมองไปตาม ๆ กันอย่างน่าสงสาร เพราะกำลัง เผชิญ "ความยากฉิบหาย" หลังการยึดอำนาจ เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยาก ๆ แก้ไขไม่ได้ด้วยอำนาจ นั้นประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง บาปกรรม ๑๐ ประการของธนกิจการเมืองซึ่งเกิดตามมา ประดุจเงาที่ ตามเจ้าของไป ทำให้เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เกิดสภาวะวิถิต ผลดีอย่างหนึ่งของสภาวะวิกฤติก็คือ ทำให้เกิดการเรียนรู้ของทุกฝ่าย เรื่องบ้านเมืองเป็นเรื่อง เรียนรู้ได้ยาก ถ้าไม่เกิดขึ้นจริงก็ไม่เข้าใจ สังคมได้เรียนรู้มาก่อนแล้วว่า การที่กองทัพเข้ามายึดอำนาจ แก้ปัญหาของประเทศไม่ได้ ขณะนี้สังคมก็กำลังเรียนรู้ว่า การที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้ามายึดอำนาจก็ แก้ปัญหาของบ้านเมืองไม่ได้เช่นเดียวกัน กองทัพเกิดความเบื่อหน่ายและเข็ดหลาบที่จะเข้ามายึดอำนาจทางการเมือง ฉันใด กลุ่มทุนขนาด ใหญ่ที่เข้ามายึดอำนาจทางการเมือง แล้วต้องประสบความยากลำบากแทบเลือดตากระเด็นและประสบ กับความเสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียง ก็น่าจะเกิดความเบื่อหน่ายและเข็ดหลาบได้เช่นเดียวกัน การแก้ปัญหาของประเทศไม่ได้ การได้เรียนรู้ของทุกฝ่าย ความเบื่อหน่าย และความเข็ดหลาบ การดิ้นรนต่อสู้ของประชาชน สื่อมวลชน และนักวิชาการ จะนำไปสู่การสิ้นสุดของยุคการเมืองธนกิจ - ๕ - ๔. เปิดยุคการเมืองของพลเมือง ในสภาพวิกฤตการเมืองธนกิจในปัจจุบัน มีเสียงเรียกร้องและเคลื่อนไหวต่าง ๆ มีข่าวว่ามี ขบวนการโค่นล้มรัฐบาลบ้าง ซึ่งไม่ทราบแน่ชัดว่าทำอย่างไร มีการเรียกร้องให้ถวายคืนพระราชอำนาจ บ้าง มีการเสนอแนะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตราเพื่อนำไปสู่การเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ เพื่อการ ปฏิรูปการเมืองครั้งที่สอง เพื่ออุดช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เปิดช่องให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ เข้ามายึดอำนาจทางการเมืองได้ การมีการเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์และหาทางออกต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ดี เพราะการเมืองไม่ได้มีแต่ การเมืองของนักการเมืองเท่านั้น แต่มีการเมืองของพลเมืองด้วย ยิ่งพลเมืองกัมมันตะ (active) มาก เพียงใด ยิ่งช่วยให้การเมืองมีคุณภาพดีขึ้น จึงควรมีการเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์และแสวงหาทางออก จากวิกฤตการณ์การเมืองธนกิจให้มากขึ้นและต่อเนื่อง ควรมี "กลุ่มรัฐธรรมนูญ" ที่ระดมความคิดกันอย่างจริงจังว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมี ข้อบกพร่องอย่างไร โดยเฉพาะช่องโหว่ที่เปิดให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้ามายึดอำนาจทางการเมือง ถ้าจะ แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือเขียนขึ้นใหม่มีประเด็นที่สำคัญ ๆ อะไร แล้วนำข้อค้นพบมาเปิดเวทีนโยบาย สาธารณะให้ประชาชนและสื่อมวลชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง เป็น "การเตรียมพร้อมทาง รัฐธรรมนูญ" แต่ต้องคิดต่อไปด้วยว่าลำพังรัฐธรรมนูญดีอย่างเดียวถ้านักการเมืองไม่ปฏิบัติจะทำอย่างไร ผู้มีอำนาจมักไม่เคารพรัฐธรรมนูญ ประชาชนต้องเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญ ติดตามดูแลและมีส่วนร่วมใน การผลักดันให้มีการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ตรงนี้แหละที่การเมืองของพลเมืองมีความสำคัญยิ่งนัก ควรมี "กลุ่มสืบสวนคอร์รัปชั่น" อย่าไปเชื่อว่ารัฐบาลจะสอบสวนตัวเอง ขบวนการประชาชน ต่อต้านคอร์รัปชั่นจะมีพลังต่อเมื่อมีกลุ่มสืบสวนคอร์รัปชั่น ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการสืบสวนคอร์รัปชั่น เช่น คุณกล้าณรงค์ จันทิก คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา นักหนังสือพิมพ์ที่ทำงานสืบสวนเช่นคุณประสงค์ วิสุทธิ์และคณะ ควรจะรวมตัวกันเป็น "กลุ่มสืบสวนคอร์รัปชั่น" แล้วเอาผลการสืบสวนมาสู่การ เคลื่อนไหวสังคม การป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชั่นจึงจะได้ผล ทั้งหมดนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๖ ที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนด นโยบายและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ เมื่อนักการเมืองไม่ยอมทำตามมาตรานี้ การเมือง ของพลเมืองก็ทำกันเอง การเคลื่อนไหวทำตามรัฐธรรมนูญไม่มีความผิดแต่อย่างใด มหาวิทยาลัยและองค์กรต่าง ๆ ควรจัดเวทีนโยบายสาธารณะ ให้ทุกภาคส่วนได้นำเอาประเด็น นโยบายมาอภิปรายกัน ควรมีเวทีนโยบายสาธารณะให้เต็มแผ่นดิน ซึ่งจะเป็นการเอื้อเฟื้อต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๖ ที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ทุกระดับ การเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชนด้วยสันติวิธี และด้วยการใช้ความรู้ เพื่อให้มีการ ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ หรือการเมืองของพลเมือง จะเปิดทางออกจากวิกฤติการณ์ทางการเมืองธนกิจ อย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน และเป็นไปตามกติกาประชาธิปไตย - ๖ - # ๕. อย่าคิดเฉพาะเรื่องตัวบุคคล ต้องคิดถึงโครงสร้างด้วย ในการทำงานของ กอส. อาจารย์ชัยวัฒน์ สถาบันที่ จะบอกพวกเราเสมอๆ ว่าทำอะไรต้องคิดถึง ๓ ระดับคือ * ระดับบุคคล * ระดับโครงการ * ระดับวัฒนธรรม ระดับบุคคลนั้น มีผลเพียงชั่วครู่ชั่วยาม ไม่ยั่งยืน ระดับโครงสร้างจะทำให้เกิดความยั่งยืน วัฒนธรรมหมายถึงการเข้าไปสู่ความเคยชิน มีวิถีคิดและวิถีปฏิบัติเป็นอัตโนมัติ การคิดหาทางออกจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองธนกิจ แน่นอนมีเรื่องตัวบุคคลเป็นตัวกระตุ้นอารมณ์ แต่อย่าคิดแค่ตัวบุคคลเท่านั้น ต้องคิดถึงโครงสร้างพร้อมกันไปด้วย เพราะโครงสร้างกำหนดพฤติกรรมทางสังคม โครงสร้างที่ใหญ่ที่สุดคือ "โครงสร้างอันมีองค์สาม" หรือไตรยางค์ อันได้แก่ รัฐ - ธนกิจ - สังคม ซึ่งเขียนเป็นรูปได้ดังนี้ ``` รัฐ สังคม ธนกิจ ``` "โครงสร้างอันมีองค์สาม” หรือไตรยางค์ ถ้าโครงสร้างทั้งสามเป็นอิสระ ถ่วงดุล ตรวจสอบ และส่งเสริมซึ่งกันและกัน จะเกิดความเป็นธรรมทางสังคม แต่ในความเป็นจริงในปัจจุบัน กลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้าไปยึดอำนาจรัฐ สังคมอ่อนแอและถูกสะกดไม่ให้เติบโต จึงเกิดความพิการทางโครงสร้างซึ่งแสดงเป็นรูปดังข้างล่างนี้ ``` รัฐ ธนกิจ สังคม ``` ในโครงสร้างพิการแบบนี้ ความเป็นธรรมทางสังคมเกิดไม่ได้ ในระดับบุคคล อาจจะมีคนดี ๆ อยู่ ทั้งในภาครัฐ ภาคธนกิจ และภาคสังคม แต่ถ้าโครงสร้างยังพิการแบบนี้ ความเป็นธรรมทางสังคมเกิด ไม่ได้ เพราะพลานุภาพแห่งรัฐและพลานุภาพแห่งธนกิจจะดึงดูดทรัพยากรต่างๆ เข้าตัวเองหมด ฉะนั้น ถ้าต้องการเห็นความถูกต้องเป็นธรรม งานเชิงโครงสร้างโดยรวมที่ใหญ่ที่สุดคือการสร้าง สังคม เข้มแข็ง หรือสร้างพลานุภาพทางสังคม การเมืองของพลเมืองเป็นเรื่องเดียวกับสังคมเข้มแข็ง สังคมเข้มแข็งไม่ได้เป็นศัตรูกับรัฐ หรือศัตรูกับธนกิจ แต่จะช่วยให้เกิดความถูกต้องเป็นธรรม ในสัมพันธภาพระหว่างโครงสร้างทั้งสาม ทุกคนและทุกฝ่ายไม่ว่าจะอยู่ในโครงสร้างใด ถ้าต้องการเห็น ความถูกต้องเป็นธรรม ควรเข้ามาทำความเข้าใจและสนับสนุนสังคมเข้มแข็ง ทุนนิยมไม่จำเป็นต้องเป็น ทุนนิยมอนาริยะ (Uncivilized Capitalism) แต่สามารถเป็น ทุนนิยม อาริยะ (Civilized Capitalism) โดยสนับสนุนสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ธนกิจไม่ควรเข้าไปยึดอำนาจทางการ เมือง เพราะจะทำให้ "โครงสร้างอันมีองค์สาม" เสียดุล ทำให้เกิดบาปกรรมดังกล่าวในตอนที่ ๒ และทำให้ทุน นิยมตกอยู่ในสภาพอนาริยะ สังคมเข้มแข็งประกอบด้วยอะไรบ้าง? ## ๖. ประชาชน + สื่อมวลชน + ความรู้ = สังคมเข้มแข็ง อำนาจเงินหรือธนานุภาพ ทรงพลานุภาพอย่างยากที่จะมีอะไรต้านทานได้ ทุนนิยมอนาริยะ ชอบไป "เด็ดยอด" สิ่งดีๆ ที่ผู้คนสร้างไว้ ไปเป็นของตนเองโดยใช้อำนาจเงินที่เหนือกว่า ขอ ยกตัวอย่างซัก ๒ ตัวอย่าง ดังต่อไปนี้ **ตัวอย่างที่ ๑** อาจารย์ระพี สาคริก กับชาวสวนไทยหลายหมื่นคน ได้ใช้เวลาประมาณ ๓๐ ปีที่ผ่านไป พัฒนาการผสมพันธุ์และปลูกกล้วยไม้ จนได้กล้วยไม้ที่สวยงามมีชื่อเสียงระเบียบไปทั่วโลก เป็น สัมมาชีพของคนไทยจำนวนมากพอสมควร วันหนึ่งมีนายทุนจากต่างชาติว่าจะเอาเงิน ๓๐,๐๐๐ ล้าน บาท มาตั้งโรงงานผลิตกล้วยไม้ไทย การที่ท่านอาจารย์ระพี กับชาวสวนพยายามทำกันมานั้นเป็นความ วิริยะ อุตสาหะ พากเพียรทำการวิจัย ซึ่งเป็นการสะสมความดี แต่ทุนไม่ต้องมีความดีอะไร แต่เป็นเพราะ มีทุนขนาดใหญ่ สามารถที่จะมา "เด็ดยอด" สิ่งดีๆ ที่มีผู้คนสร้างไว้ เรื่องแบบนี้ผู้มีอำนาจมีความโน้ม เอียงจะเต็มใจขาย "สมบัติของชาติ" เพราะขนาดเงินมันใหญ่ ประชาชนและสื่อมวลชนต้องรวมตัวกัน ต่อสู้เท่านั้นจึงจะหยุดยั้งได้ **ตัวอย่างที่ ๒** เมื่อเร็ว ๆนี้ทุนขนาดใหญ่ที่ผู้คนเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับธนกิจการเมือง จะเข้ามา เทคโอเวอร์หนังสือพิมพ์มติชน หนังสือพิมพ์มติชนกว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์อย่างนี้ได้มีผู้คนร่วม สร้างสรรค์กันมามาก จนถือได้ว่าเป็นสมบัติของประชาชน แต่จู่ๆก็มีทุนขนาดใหญ่เข้ามา "เด็ดยอด" แต่ ประชาชนก็ออกมาเคลื่อนไหวต่อสู้ป้องกัน ทำให้การเทคโอเวอร์ต้องหยุดยั้งลง - ๘ - ตัวอย่างทั้งสองนั้นแสดงว่า แม้ทุนจะมีอำนาจมาก แต่สังคมเข้มแข็งมีอำนาจมากกว่า เราอาจ เขียนเป็นสมการว่า **ประชาชน + สื่อมวลชน + ความรู้ = สถาบันสังคม** กระบวนการประชาชนจะเข้มแข็งต้องเชื่อมโยงกับสื่อมวลชน และต้องเชื่อมโยงกับความรู้ในการ ทำประเด็นให้ชัดเจน ฉะนั้นความเข้มแข็งทางวิชาการที่จะสนับสนุนกระบวนการทางสังคมจึงมี ความสำคัญยิ่ง ทั้งสามประกอบกัน จะทำให้สังคมเข้มแข็ง สังคมควรมีความเป็นสถาบัน สถาบันสังคม ควรจะมีเกียรติ มีความรู้ เป็นที่นับถือ สามารถเข้ามากำหนดนโยบายและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้ (ตามมาตรา ๗๖ ในรัฐธรรมนูญ) นักวิชาการน่าจะศึกษารัฐธรรมนูญหมวดที่ ๕ ที่ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในนั้นมี แนวนโยบายที่ดี ๆ มากทีเดียว แต่ยังไม่ได้ปฏิบัติหรือยังไม่รู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไร นักวิชาการควรจะทำ ประเด็นนโยบายให้ชัดเจน แล้วนำประเด็นนโยบายไปสู่เวทีนโยบายสาธารณะ **เวทีนโยบายสาธารณะ** จึงเป็นรูปธรรมที่จะเขยื้อนสมการ "ประชาชน+สื่อมวลชน+ความรู้" หรือการเมืองของพลเมือง เพราะจะเป็นที่ที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนานโยบายและในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ มหาวิทยาลัยต่างๆ ควรจัดเวทีนโยบายสาธารณะให้มากที่สุด สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ซึ่งเป็นสภาที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญในหมวดที่ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ ควรจะจัด เวทีนโยบายสาธารณะ ส่งเสริมและเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยและองค์กรอื่น ๆ ในการจัดเวทีนโยบาย สาธารณะ หากเวทีนโยบายสาธารณะเกิดขึ้นเต็มแผ่นดินและเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย สังคมก็จะเข้มแข็ง และเป็นเครื่องปรับพฤติกรรมของสังคมให้ไปสู่ความถูกต้องเป็นธรรม การเมืองของพลเมืองคือกระบวนการสังคมเข้มแข็ง เป็นกระบวนการทางสันติวิธี เป็นกระบวนการ ทางปัญญา เป็นกระบวนการทางสังคม เป็นกระบวนการทางศีลธรรมและถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ถึง เวลาที่จะปิดยุคการเมืองธนกิจ และเปิดยุคการเมืองของพลเมือง ในขณะที่ภาครัฐมีทรัพยากรใช้มากมาย แต่กระบวนการทางสังคมเกือบไม่มีอะไรสนับสนุนเลย ที่ พอมีอยู่บ้าง ก็มักจะถูกรัฐบาลที่นิยมในการที่จะรวมศูนย์อำนาจพยายามลิดรอน ฉะนั้น ในการเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ต้องคำนึงถึงกลไกที่จะสนับสนุนการเมืองของพลเมืองด้วย ควรจะมีสักหมวดหนึ่งโดยเฉพาะที่ว่าด้วยการเมืองของพลเมือง "กลุ่มรัฐธรรมนูญ" ควรลงมือศึกษา ตั้งแต่บัดนี้ว่า รัฐธรรมนูญควรบัญญัติอย่างไรในการทำให้การเมืองของพลเมืองเข้มแข็ง ควรจะมีการตั้ง กองทุนอิสระเพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนโดยใช้งบประมาณประมาณหนึ่ง เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณแผ่นดิน กองทุนนี้ใช้เพื่อสนับสนุนการเมืองของพลเมืองตามสมควร **ประชาชน + สื่อมวลชน + ความรู้** เพื่อเคลื่อนแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามหมวด ๕ ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ๆ แต่ทำ ได้ยากโดยปราศจากการเมืองของพลเมืองที่สร้างสรรค์ รัฐบาลที่ต้องการสนับสนุนการเมืองของพลเมืองก็อาจออกพระราชบัญญัติตั้งกองทุนสนับสนุนการ มีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนได้ - ๙ - คนมีเงินที่อยากเห็นกระบวนการทางสังคมเข้มแข็ง ก็อาจตั้งกองทุนหรือตั้งมูลนิธิสนับสนุนสังคม เข้มแข็งได้ ต่อเมื่อสังคมเข้มแข็ง หรือมีความเป็นสถาบันของภาคสังคมเท่านั้น บ้านเมืองจึงจะเข้ารูปเข้ารอย เกิดความถูกต้องเป็นธรรมและสันติสุข ## ๗. สรุป การเมืองมีความเป็นอนิจจัง เช่นเดียวกับสรรพสิ่ง มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเพื่อหาความลงตัวในยุคสมัยต่าง ๆ จากสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ข้ามช่วงสั้น ๆ ของคณะราษฎร์มาเป็นกองทัพเข้ามายึดอำนาจการเมือง และเข้ามาสู่ยุคกลุ่มทุนขนาด ใหญ่เข้ามายึดอำนาจทางการเมืองที่เรียกกันว่า ธนกิจการเมือง (Monery Politics) แม้มีข้อดี บางอย่าง แต่เทียบกันไม่ได้เลยกับความไม่ถูกต้องที่ธนกิจการเมืองสร้างขึ้น ในสังคมที่ซับซ้อนเยี่ยงปัจจุบันมีปัญหาที่ยากต่อการแก้ไข ซึ่งแก้ไม่ได้ด้วยอำนาจไม่ว่าอำนาจของ กองทัพ หรืออำนาจของธนกิจ การยึดอำนาจนั้นไม่ยาก แต่หลังจากยึดแล้ว การที่จะบริหารประเทศเพื่อ แก้ปัญหาต่าง ๆ ให้ได้นั้นยากจนเลือดตาแทบกระเด็น กองทัพได้เรียนรู้จนเข็ดหลาบไม่อยากทำ รัฐประหารอีก สังคมก็ได้เรียนรู้เช่นเดียวกัน จึงไม่เรียกร้องให้กองทัพเข้ามายึดอำนาจอีก เมื่อกลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้ามายึดอำนาจการเมือง ก็กำลังประสบปัญหาความยากลำบาก เช่นเดียวกับที่กองทัพประสบและกำลังเกิดวิกฤตอยู่ทั่วไป การเมืองไม่ได้มีแต่การเมืองของนักการเมืองเท่านั้น แต่มีการเมืองของพลเมืองด้วย รัฐธรรมนูญ ปัจจุบันสนับสนุนการเมืองของพลเมือง หากการเมืองของพลเมืองเข้มแข็งจะทำให้การเมืองของ นักการเมืองดีขึ้น ภาคประชาชนร่วมกับสื่อมวลชนร่วมกับนักวิชาการควรจะรวมตัวกันเคลื่อนไหวในการกำหนด นโยบายและในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ทั้งนี้เป็นไปตามมาตรา ๗๖ ในรัฐธรรมนูญ การจัดให้มีเวทีนโยบายสาธารณะเป็นรูปธรรมที่ประชาชน สื่อมวลชน และนักวิชาการ จะเข้ามามี บทบาทในการพัฒนานโยบายและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ หากมีเวทีนโยบายสาธารณะในเรื่อง ต่าง ๆ และระดับต่าง ๆ ให้เต็มแผ่นดิน และเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ก็จะเป็นกระบวนการสังคมเข้มแข็ง ต่อเมื่อสังคมเข้มแข็งเท่านั้น บ้านเมืองจึงจะเข้ารูปเข้าร้อย เกิดความถูกต้อง เป็นธรรม และสันติสุข ในวิกฤตการณ์การเมืองธนกิจในปัจจุบัน หากการเมืองของพลเมืองเข้มแข็ง จะพบทางออกอย่าง น่าอัศจรรย์ ภายใต้กรอบประชาธิปไตย ทุกฝ่ายจึงควรสนับสนุนการเคลื่อนไหวของประชาชน+สื่อมวลชน+ความรู้ เพื่อคลี่คลาย วิกฤตการณ์ปัจจุบัน และสร้างสรรค์การเมืองที่ดีต่อไปในอนาคต บัดนี้ถึงเวลา ปิดยุคการเมืองธนกิจ เปิดยุคการเมืองของพลเมือง - ๑๐ - PQET # อนาคตประเทศไทย ## ปิดยุคการเมืองธนกิจ เปิดยุคการเมืองของพลเมือง | ประเวศ วะสี

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

ประชาธิปไตย

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

13 December 2005

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่
25% Match
นวัตกรรมระบบสุขภาพตำบล: พยาบาลชุมชน 1 คนต่อ 2 หมู่บ้าน ผู้ช่วยพยาบาลหมู่บ้านละคน
25% Match
ปฏิรูปตำรวจ: ประชาชนถนอมรักตำรวจ – ตำรวจถนอมรักประชาชน
17% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• ธนกิจ -- การเมืองและการปกครอง

history_eduหมวดหมู่

ประชาธิปไตย

สังคม

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

13 December 2005

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้