auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (3 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
บทความนี้กล่าวถึงเรื่องอย่าตกเข้าสู่กับดักของผู้ก่อความไม่สงบ โดยมีแนวทางการแก้ปัญหาไฟใต้ 3 ประการ ได้แก่ 1) การไม่ตกเข้าสู่กับดักของผู้ก่อความไม่สงบ 2) การจำกัดและขจัดความรุนแรง 3) สร้างเงื่อนไขนำไปสู่การร่วมสร้างสังคมสันติและการวางอาวุธ ซึ่งในบทความนี้ได้กล่าวไว้ 2 ประการแรก
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
# อย่าตกเข้าสู่กับดักของผู้ก่อความไม่สงบ ## ประเวศ วะสี แนวทางการแก้ปัญหาไฟใต้มี ๓ ประการ คือ ๑. การไม่ตกเข้าสู่กับดักของผู้ก่อความไม่สงบ ๒. การจำกัดและขจัดความรุนแรง ๓. สร้างเงื่อนไขนำไปสู่การร่วมสร้างสังคมสันติและการวางอาวุธ ในที่นี้จะกล่าวถึง ๒ ประการแรก ## การไม่ตกเข้าสู่กับดักของผู้ก่อความไม่สงบ ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า คนมุสลิมส่วนใหญ่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้ต้องการ แบ่งแยกดินแดน ไม่ได้เป็นผู้ก่อความรุนแรง เป็นคนที่รักในหลวงและรักประเทศไทย ผู้วางแผนก่อความไม่สงบมีจำนวนน้อยและแฝงเร้น ใช้วิธีก่อความรุนแรงทำร้ายและ ทำลายสัญลักษณ์ เช่น ยิงใส่ศูนย์ศิลปาชีพ ฉีกธงชาติ และในอนาคตอันใกล้เชื่อว่าจะเพิ่มการ กระทำเช่นนี้อีก เพื่อล่อให้รัฐบาลส่งกำลังขนาดใหญ่เข้าปราบปรามอย่างรุนแรง ในการปราบปราม อย่างรุนแรงนั้นจะไม่โดนผู้ก่อการร้ายเพราะหลบหลีกแฝงเร้นรวดเร็ว แต่จะไปโดนคนดีๆ ที่เป็นคน ส่วนใหญ่ เพื่อทำให้คนเกลียดชังและเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลมากขึ้นๆ ผู้ก่อการร้ายจะได้มีเกราะกำบัง มากขึ้นและก่อการร้ายมากขึ้น ตามคำที่พวกคอมมิวนิสต์ชอบพูดว่า "ตายสิบเกิดแสน" คือยิ่งฆ่า (โดนคนดี) ผู้ก่อการร้ายยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้น ในกรณีกรือเซะนั้นชัดเจนว่าเขาวางแผนมาให้ถูกฆ่าในมัสยิด เพื่อส่งภาพออกไปทั่วโลก ว่าทหารไทยฆ่ามุสลิมในมัสยิดอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อดึงโลกอิสลามทั้งหมดให้เข้ามาเป็นศัตรูกับรัฐบาลไทย และสร้างความเห็นใจจากชาวโลกและองค์กรระหว่างประเทศ เรื่องนี้เราตกเข้าสู่กับดักของเขา คนไทยทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน กองกำลัง สื่อมวลชน และสังคม ควรจะมีความ เป็นเอกภาพในความเข้าใจถึงการวางกับดักของผู้ก่อความไม่สงบ และไม่ตกไปสู่กับดักของเขา การพูดถึงสันติวิธีและความสมานฉันท์ ไม่ได้แปลว่าไม่จัดการกับคนทำผิดกฎหมาย ไม่ใช่ไม่ เห็นใจเจ้าหน้าที่และผู้บริสุทธิ์ที่ถูกทำร้าย ไม่ใช่การเข้าข้างผู้ก่อความไม่สงบ แต่เพื่อมีสติไม่ตก หลุมพรางของผู้วางแผนการก่อความไม่สงบที่ต้องการให้ความรุนแรงบานปลายจนคุมไม่อยู่ สื่อมวลชนจะต้องระมัดระวังในการสื่อสารที่อาจเพิ่มความเกลียดชังระหว่างกันโดยไม่รู้ตัว เช่น อย่าใช้คำพูดว่า "มุสลิมก่อการร้าย" เพราะจะไปทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าคนมุสลิมทั้งหมด เป็นผู้ก่อการร้าย ซึ่งไม่ตรงต่อความจริง ความจริงก็คือคนมุสลิมเกือบทั้งหมดเป็นผู้ไม่ต้องการ ความรุนแรง รักในหลวง และรักประเทศไทย อย่าผลักให้เขาไปเป็นพวกผู้ก่อการร้าย ๑ ในขณะที่ผู้วางแผนก่อความไม่สงบ ซึ่งอาจมีมากกว่าหนึ่งกลุ่ม พยายามก่อให้คนไทยเข้าใจผิดกัน เกลียดกัน เข้าปะทะกันจนวุ่นวายบานปลาย การพูดจาต้องมีสติ รู้ว่าอะไรควรพูดไม่ควรพูด ต้องใช้หลักวจีสุจริตให้ครบทุกข้อ คือ (๑) เป็นความจริง (๒) พูดเป็นปิยวาจา (๓) พูดถูกกาลเทศะ (๔) พูดแล้วต้องเกิดประโยชน์ ไม่เกิดโทษ ตัวอย่างเช่นข่าวว่า "ทหารทำผู้หญิงมุสลิมท้อง" เป็นวจีสุจริต โดยนัยทั้ง ๔ ประการ ข้างต้นหรือไม่ เป็นประโยชน์หรือโทษอย่างไร ถ้ามีสติก็จะเห็นไม่ยาก ในยามเช่นนี้ต้องผนึกกันทุกภาคส่วนเพื่อแก้ปัญหาให้ได้ ## การจำกัดและขจัดความรุนแรง เราต้องจำกัดและขจัดความรุนแรงให้ได้ ที่จริงฝ่ายบ้านเมืองมีกำลังมากกว่าผู้ก่อความไม่สงบมาก กุญแจจึงอยู่ที่การผนึกกำลังให้เป็นเอกภาพ มีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพ ขณะนี้ผู้รับผิดชอบหลัก ๔ คน คือ ๑. พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ๒. พล.ท.ขวัญชาติ กล้าหาญ แม่ทัพภาค ๔ ๓. พล.ต.ท.สมศักดิ์ แขวงโสภา ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ๔. พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๙ ล้วนเป็นคนดี (ไม่ได้หมายความว่า พล.อ.สิริชัย ธัญศิริ เป็นคนไม่ดี คุณสิริชัยเป็นคนดีมาก ทั้งขยันทั้งรับผิดชอบ และมีหัวใจความเป็นมนุษย์ ที่กล่าวถึง ๔ ท่านข้างต้นพูดจากสภาพที่รัฐบาลกำหนดตัวในปัจจุบัน) อีกประการหนึ่งทางฝ่ายตำรวจยังได้รับการสนับสนุนจากผู้บัญชาการตำรวจคือ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ซึ่งเป็นคนดีอย่างยิ่ง คนดีเหล่านี้จะต้องผนึกกันแก้ปัญหาให้ได้ ในพื้นที่ภาคราชการทั้งหมดจะต้องผนึกกันและผนึกกับผู้นำชุมชนเต็มพื้นที่ ชุมชนและผู้นำชุมชนคือกุญแจของการแก้ปัญหาทุกชนิด ภาคราชการต้องมีความเป็นเอกภาพในการสนับสนุนชุมชน และต้องไม่ทำให้ชุมชนอ่อนแอ ต้องเอาข้าราชการที่ไม่ทำงานหรือที่รังแกประชาชนออกจากพื้นที่ กลไกขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในพื้นที่ คือหัวใจของการสร้างความเป็นเอกภาพประสิทธิภาพ และคุณภาพ ๒ นอกจาก (๑) คุณขวัญชาติ (๒) คุณสมศักดิ์ (๓) คุณอดุลย์ แล้ว กลไกขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในพื้นที่ควรจะมีสมาชิกเพิ่มคือ (๔) รองปลัดกระทรวงมหาดไทยอาวุโสที่ลงไปประจำในพื้นที่ (๕) รัฐมนตรีดี ๆ สักคนหนึ่งที่จะลงไปประจำอยู่ในพื้นที่ หรือจะรองนายกรัฐมนตรีก็ได้ (๖) ผู้นำชุมชนที่เป็นที่เคารพนับถือของคนในพื้นที่ ที่เน้นคำว่าพื้นที่ เพราะกลไกขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในพื้นที่ต้องพบปะกันเป็นประจำ สร้างความเข้าใจของทุกฝ่ายให้ตรงกัน สามารถนำเข้าและรักษาข้าราชการที่ดี ขจัดข้าราชการที่ไม่ดีออกไปจากพื้นที่ **ข้าราชการที่ดีในพื้นที่คือกุญแจของความสำเร็จในการขจัดความรุนแรง** แนวทางการทำงานคือ **ชุมชนเข้มแข็ง งานมวลชน ข่าวกรองที่แม่นยำ การประกอบถูกตัวอย่างเจาะจง** (ประกอบหมายถึงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรง) ถ้าข้าราชการไม่ดี ย่อมทำตามแนวทางข้างบนไม่ได้ คือถ้าความสัมพันธ์กับมวลชนไม่ดี ข่าวกรองก็ไม่แม่นยำ ข่าวกรองไม่แม่นยำก็จะนำไปสู่นโยบายและการปฏิบัติที่ผิดพลาด ความรุนแรงแทนที่จะลดลงก็กลับเพิ่มขึ้น โดยสรุปยุทธศาสตร์ที่จะลดและขจัดความรุนแรง คือ การผนึกให้ความดีมีพลัง ถ้ากลไกของรัฐขาดความสามารถที่จะผนึกกำลังความดีในพื้นที่ย่อมไม่สามารถแก้ไขความรุนแรงได้ จึงควรให้ความสนใจเป็นพิเศษที่ความแข็งแรงของกลไกขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในพื้นที่ดังกล่าวข้างต้น ที่กล่าวมาคือแนวทาง ๒ ประการ คือ **หนึ่ง การไม่ตกเข้าไปสู่กับดักของผู้ก่อความไม่สงบและ สอง การจำกัดและขจัดความรุนแรง** ส่วนประการที่สามคือ ควรสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่การร่วมสร้างสังคมสันติสุขและการวางอาวุธ จะได้กล่าวต่อไปภายหลัง ๓ PCET อย่าตกเข้าสู่กับดักของ ผู้ท่อความไม่สงบ ประเวศ วะสี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
31 May 2005
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• ไทย (ภาคใต้) -- ยุทธศาสตร์
• ไทย (ภาคใต้) -- ความรุนแรง
history_eduหมวดหมู่
สังคม
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
31 May 2005
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้