auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
คำนิยมนี้กล่าวถึง ตระกูล ส. ซึ่งมีบทบาทต่อ “สุขภาพแนวใหม่” ที่ว่าสุขภาพไม่ใช่การไม่มีโรคเท่านั้น แต่หมายถึงสุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางใจ ทางสังคม และทางปัญญา เรื่องสุขภาพก็ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในกระทรวงสาธารณสุขอีกต่อไป ปัจจัยที่กำหนดสุขภาวะกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ อยู่นอกกระทรวงสาธารณสุข เช่น เรื่อง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ศาสนา การศึกษา นโยบายสาธารณะ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ฯลฯ กระทรวงสาธารณสุข เป็นโครงสร้างสำหรับกระบวนทัศน์เก่า ที่มองสุขภาพที่โรคเป็นตัวตั้ง (Disease - oriented - system) แต่ในกระบวนทัศน์ใหม่นั้นมองว่า สุขภาพบูรณาการอยู่ในการพัฒนาคนและสังคมทั้งหมด (Health is integral in total human and social development) หรือ “ระบบ” ทั้งหมด กระทรวงสาธารณสุขก็ไม่พร้อมที่จะทำหน้าที่ตามกระบวนทัศน์ใหม่ และความเป็นระบบราชการทำให้ปรับตัวได้ยาก กอปรกับระยะหลังการเมืองได้ครอบงำระบบราชการมากขึ้น ทำให้สมรรถนะและธรรมะของระบบราชการทรุดลง มีความจำเป็นต้องคิดถึงกลไกองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระเข้ามาช่วย เพื่อประโยชน์สุขของคนทั้งมวล
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
# ความจริงเรื่องตระกูล ส. ## สองทศวรรษการปฏิรูประบบสุขภาพในประเทศไทย โดย นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน ## คำนิยม คุณหมอวิชัย โชควิวัฒน ซึ่งฝักใฝ่ในความรู้ ชอบอ่าน ชอบเขียน มาตั้งแต่เป็นนิสิต เตรียมแพทย์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พยายามบันทึกความเป็นมาขององค์กรอิสระ ทางด้านสุขภาพ โดยใช้ชื่อว่า "ความจริงเรื่องตระกูล ส." คุณหมอวิชัยเป็นผู้ที่ชอบ แสวงหาข้อมูล คงจะมีความรู้สึกว่าที่มีการพูดกันถึงตระกูล ส. อยู่บนรากฐานความเห็น มากกว่าฐานข้อมูลที่เป็นความจริง จึงใช้ชื่อชุดบทความนี้ว่า "ความจริงฯ" ที่จริงใครจะชอบหรือไม่ชอบตระกูล ส. ก็ไม่เป็นไร เพราะมีเหตุปัจจัยให้เป็นเช่น นั้นเอง หรือ ตถตา แต่ถ้าได้ติดตามดูระบบความคิดและการเกิดขึ้นของเครื่องมือ คือ องค์กร ตระกูล ส. ก็จะได้ประโยชน์ เพราะมีความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลเป็นระบบ เป็นฉาก ๆ ต่อเนื่องกันไป ดังนี้ งานการสาธารณสุขในประเทศไทย ตั้งแต่ก่อนมีกระทรวงสาธารณสุข จนถึงมี กระทรวงสาธารณสุขแล้ว เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมมาก ที่ได้สร้างโครงสร้างระบบบริการโดยทั่วถึง และขจัดโรคที่ป้องกันได้สำเร็จอย่างงดงาม โดยการอุทิศตนของบรรพชนคนสาธารณสุข จำนวนมาก ทั้งในส่วนกลางและส่วนปลายจนเป็นมหากาพย์แห่งการสาธารณสุขไทยที่ควร จะมีผู้บันทึกขึ้นไว้ ในขั้นต่อมาเมื่อมอง "สุขภาพแนวใหม่" ที่ว่าสุขภาพไม่ใช่การไม่มีโรคเท่านั้น แต่ หมายถึงสุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางใจ ทางสังคม และทางปัญญา เรื่องสุขภาพก็ ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในกระทรวงสาธารณสุขอีกต่อไป ปัจจัยที่กำหนดสุขภาวะกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ อยู่นอกกระทรวงสาธารณสุข เช่น เรื่อง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ศาสนา การศึกษา นโยบายสาธารณะ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ฯลฯ กระทรวงสาธารณสุข เป็นโครงสร้างสำหรับกระบวนทัศน์เก่า ที่มองสุขภาพที่โรคเป็นตัวตั้ง (Disease - oriented - system) แต่ในกระบวนทัศน์ใหม่นั้นมองว่า สุขภาพบูรณาการอยู่ในการพัฒนาคนและสังคม ทั้งหมด (Health is integral in total human and social development) หรือ "ระบบ" ทั้งหมด กระทรวงสาธารณสุขก็ไม่พร้อมที่จะทำหน้าที่ตามกระบวนทัศน์ใหม่ และความเป็นระบบ ราชการทำให้ปรับตัวได้ยาก กอปรกับระยะหลังการเมืองได้ครอบงำระบบราชการมากขึ้น ทำให้สมรรถนะและธรรมะของระบบราชการทรุดลง มีความจำเป็นต้องคิดถึงกลไกองค์กรของรัฐ ที่เป็นอิสระเข้ามาช่วย เพื่อประโยชน์สุขของคนทั้งมวล เมื่อตระหนักว่าเรากำลังเกี่ยวข้องกับ "ระบบ" ที่ซับซ้อนเข้าใจยากและบุคลากรทาง สาธารณสุขทั้งในมหาวิทยาลัยและในกระทรวงไม่มีความรู้เชิงระบบ มีแต่ความรู้เชิงเทคนิค จึงมีการคิดตั้ง สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ซึ่งมีเป็นองค์กร ส. องค์กรแรก เพื่อ ทำหน้าที่สร้างความรู้เชิงระบบ เพื่อเอาความรู้ไปปฏิรูประบบ เพราะปฏิรูปโดยขาดความรู้ ไม่ได้ มีการคิดกันหัวแทบแตกว่าลักษณะขององค์กรนี้จะเป็นอย่างไรจึงจะมีอิสระสร้าง ความรู้ได้จริง เพราะองค์กรที่อยู่ใต้อำนาจมีคนสั่งซ้ายหันขวาขวาวันได้ ไม่สามารถสร้าง ความรู้จริงได้ ความรู้หลอกเป็นอันตรายยิ่งนัก คุณหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ผู้ล่วงลับไป แล้วเป็นผู้ยกร่างกฎหมาย สวรส. ที่เป็นองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๕ ปี เดียวกับที่เกิด สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในการปฏิรูประบบสุขภาพอย่างหนึ่งนั้นคือ ปรับจากระบบตั้งรับที่รอให้สุขภาพเสีย เสียก่อนแล้วสร้างโรงพยาบาลรักษา เป็นระบบบรุกคือรุกสร้างสุขภาพดี ที่เรียก "สร้างนำ ซ่อม" ก็เกิดองค์กรที่เรียกว่า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ขึ้นมาทำหน้าที่นี้ สสส. เป็นเครื่องมือเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญา ที่ทุกภาคส่วน ทั่วประเทศเข้ามาสร้างสุขภาพดีให้มากที่สุด อย่าให้ป่วยหรือให้ตายโดยไม่จำเป็นเลย ในการปฏิรูประบบสุขภาพ ต้องมีการสร้างหลักประกันถ้วนหน้าก็เกิด สำนักงาน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยคุณหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ซึ่งทำการวิจัยใน เรื่องนี้อยู่กว่า ๑๐ ปี และพยายามทำภายใต้ร่มกระทรวงสาธารณสุข ด้วยความยากลำบาก ถูกขัดขวางและทำร้ายสารพัด จนเครียด (และผมเชื่อว่ามีผลต่อสุขภาพของเขา) คุณทักษิณ ซื้อเรื่องนี้และเกิดเป็นเรื่อง "๓๐ บาทรักษาทุกโรค" หลักประกันสุขภาพได้เป็นประโยชน์ต่อ ประชาชนคนยากจนทั่วประเทศ ซึ่งเมื่อก่อนเข้าไม่ถึงบริการหรือหมดเนื้อหมดตัวต้องขายไร่ ขายนา เรื่องนี้ทำให้พรรคไทยรักไทยและสืบต่อมาในชื่ออื่นได้รับความนิยมจากคนในชนบท อย่างท่วมท้น ปัจจัยที่ทำให้เกิดสุขภาพดีที่สำคัญอย่างหนึ่ง แต่ทำยากที่สุด คือ การมีนโยบาย สาธารณะที่ดี มีองค์กร ส. อีกองค์กรหนึ่งเพื่อการนี้คือ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพ แห่งชาติ (สช.) คุณหมออำพล จินดาวัฒนะ ๖-๗ ปี กว่าจะเป็น พรบ. ที่สร้าง สช. ออกมาได้ ที่จริงองค์กรอิสระที่เรียกองค์กร ส. ต่างๆ เป็นเครื่องมือทำงานของรัฐบาลได้เป็น อย่างดี เพราะ สสส. กับ สช. ก็มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน สวรส. กับ สปสช. ก็มีรัฐมนตรี สาธารณสุขเป็นประธาน ต่างจากกระทรวงที่ว่าใช้งบประมาณน้อยกว่า แต่มีความคล่องตัว และประสิทธิภาพมากกว่า แต่ต่างจากระบบราชการที่นักการเมืองไม่สามารถสั่งซ้ายหันขวา หันได้ เพราะมีคณะกรรมการหรือบอร์ดเป็นผู้บริหาร นักการเมืองอาจไม่สบายใจที่สั่งองค์ อิสระไม่ได้เหมือนสั่งระบบราชการ แต่องค์กรอิสระเหล่านี้กลับเป็นคุณต่อนักการเมืองโดยไม่ รู้ตัว เพราะเมื่อมีการกล่าวหานักการเมืองว่าคอร์รัปชั่นในกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ไม่ ปรากฏว่านักการเมืองถูกกล่าวหา เรื่องคอร์รัปชั่นในการทำงานกับองค์กรตระกูล ส.เลย องค์กรตระกูล ส. เน้นการทำงานร่วมกับรัฐบาลทุกรัฐบาล ตามหลัก "สามเหลี่ยม เขยื้อนภูเขา" คือ ความรู้ สังคม กับอำนาจรัฐ ทำงานบรรจบกัน ดังที่คุณหมอสงวนก็ร่วม ทำงานกับรัฐบาลทักษิณในเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพราะถือประโยชน์ประชาชน เป็นสำคัญ แต่คุณทักษิณก็รู้สึกไม่สบายใจที่ไม่สามารถสั่งการองค์กร ส. ได้เบ็ดเสร็จเหมือน กระทรวง ทบวง กรมทั้งหมด ความไม่สบายใจนี้คงจะส่งกระแสออกไป ทำให้เครือข่าย ฝ่ายรัฐบาลพยายามรุกรานองค์กร ส. ด้วยประการต่างๆ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับรัฐบาลเลย เพราะ ตระกูล ส. ทำงานร่วมกับสังคมอย่างกว้างขวางและต้องการสนับสนุนรัฐบาลให้มีความสำเร็จ ในการทำเรื่องดีๆให้เกิดขึ้นกับประเทศชาติประชาชน เรื่องความจริงเกี่ยวกับตระกูล ส. ที่คุณหมอวิชัย โชควิวัฒนเขียนขึ้นนี้ยังเป็นส่วน น้อย มีเรื่องดีๆที่คนไทยช่วยกันคิดช่วยกันทำอันสัมพันธ์อยู่กับกระบวนการปฏิรูประบบ สุขภาพและเชื่อมโยงต่อมาเป็นการปฏิรูปประเทศไทยนั้นมีอีกมากมาย จนกระทั่งนักข่าวของ สถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งที่ไปสัมผัสความจริงข้างล่าง มากล่าวด้วยความปีติว่า ผู้คนทำเรื่อง ดีๆกันมากขนาดนี้ประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป หวังว่า "ความจริงเรื่องตระกูล ส." ฉบับย่อนี้จะกระตุ้นให้เกิดการวิจัยอย่างละเอียดละออ ว่าตระกูล ส. ทำอะไรบ้าง ทั้งดี และไม่ดี แต่ขอให้เป็นความจริง ความจริงจะเป็นฐานของการเรียนรู้ให้เกิดปัญญาต่อไป การปฏิรูปการศึกษาที่สำคัญที่สุดของไทย คือ เปลี่ยนฐานการเรียนรู้ จากฐานความคิดความเห็นไปเป็นเรียนรู้จากฐานความจริง อนึ่งในยามที่ประเทศไทยต้องการก้าวไปข้างหน้า และต้องการสมรรถนะ และความ สุจริตของระบบรัฐเป็นอย่างสูง แต่การเมืองได้ครอบงำระบบราชการจนหมดสภาพไป เกือบจะโดยสิ้นเชิง และระบบราชการก็ปรับตัวได้ยาก คนไทยควรจะเรียนรู้ว่ามีกลไกของรัฐ ในรูปอื่นที่จะเข้ามาช่วยได้ เช่นองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระทำนององค์กรตระกูล ส. และ คณะกรรมการอิสระ กลไกเหล่านี้ใช้งบประมาณน้อยกว่า มีความคล่องตัวกว่า และตรวจสอบ ความรับผิดชอบได้มากกว่า ประเวศ วะสี ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ PCET ความจริงเรื่องตระกูล ส. สองทศวรรษการปฏิรูประบบสุขภาพ ในประเทศไทย ประเวศ วะสี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน
history_eduหมวดหมู่
สุขภาพ
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน
history_eduหัวเรื่อง
• สุขภาพ
history_eduหมวดหมู่
สุขภาพ
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้