auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)
chrome_reader_modeเรื่อง
chrome_reader_modeคำอธิบาย
เอกสารนี้มีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับหลักการในการปฏิรูปการศึกษาระดับอุดมศึกษา
chrome_reader_modeบทคัดย่อ
(ปฏิรูปประเทศไทย) # ปฏิรูปมหาวิทยาลัย ๑. ปฏิรูปประเทศไทยเป็นระเบียบวาระแห่งชาติ ประเทศไทยติดอยู่ในกับสภาวะวิกฤตเรื้อรังอย่างไม่มีทางออก จนเกิดเจตนารมณ์ร่วมกันว่า ต้องมีการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในทุกด้านที่เรียกว่าปฏิรูปประเทศไทย การปฏิรูปประเทศไทยกลายเป็นระเบียบวาระแห่งชาติ ที่ทุกภาคส่วนกำลังเข้ามาขับเคลื่อน มหาวิทยาลัยเป็นภาคส่วนที่สำคัญในการปฏิรูปประเทศไทย ๒. โจทย์ของมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัมีทรัพยากรมหาศาล ทั้งทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ วัสดุอุปกรณ์งบประมาณ และทรัพยากรทางบารมี คำถามก็คือ มหาวิทยาลัยจะบริหารจัดการอย่างไรให้ทรัพยากรอันมหาศาลของมหาวิทยาลัย รวมทั้งที่อาจหาเพิ่มเติมได้อีก จะเกิดประโยชน์กับประเทศชาติอย่างเต็มที่ ๓. ข้อจำกัดเก่าของมหาวิทยาลัย ข้อจำกัดของมหาวิทยาลัยที่ดำรงอยู่มี ๓ ประการคือ ๓.๑ การศึกษาที่เน้นการสอนถ่ายทอดวิชามากกว่าการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง คำโบราณว่า "สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ" มนุษย์เรียนรู้ได้ดีที่สุดจากการปฏิบัติ แต่การศึกษาไทยกลับใช้ "สิบปากว่า" ซึ่งมีความสูญเปล่าสูง มหาวิทยาลัยได้ทุ่มกำลังไปหมดทั้งเนื้อทั้งตัวกับการสอน ที่มีความสูญเปล่าสูง ทำให้ไม่รู้ความจริงของประเทศไทย ทำให้การศึกษาไม่มีผลิตผลทางการพัฒนา ทำให้อ่อนแอทางการวิจัย มหาวิทยาลัยจึงไม่สามารถเป็นหัวจักรทางปัญญาที่พาชาติออกจากวิกฤต ๓.๒ เอาเทคนิคเป็นตัวตั้ง (Technic-driven) ไม่ได้เอาระบบ และความต้องการของสังคมเป็นตัวตั้ง กล่าวคือใครมีเทคนิคอะไรก็ทำการสอนหรือวิจัยโดยเอาเทคนิคของตนๆเป็นตัวตั้ง แบบของใครของมัน โดยไม่สามารถคิดเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ ทำให้จำกัดประโยชน์และจำกัดศักยภาพของมหาวิทยาลัย ที่จริงมหาวิทยาลัยมีความรู้ความชำนาญที่มีประโยชน์อยู่มากหลาย ถ้าสามารถตั้งคำถามว่า "ทำอย่างไรสิ่งที่เราชำนาญจะเป็นประโยชน์ต่อคนทั้งมวล" คำถามนี้จะต้องทำให้คิดเชิงระบบ เชิงนโยบาย และเชิงยุทธศาสตร์ซึ่งเป็นปัญญาที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อคนทั้งมวล การเอาเทคนิคเป็นตัวตั้งทำให้มองไม่ออกว่าเราจะทำประโยชน์อะไรได้บ้าง แต่ถ้ามองจากความต้องการของสังคมเข้ามา แบบที่เรียกว่า Outside in จะเห็นมีเรื่องน่าทำมากมาย และมหาวิทยาลัยสามารถทำได้ ความรู้ทางเทคนิคต่างๆมีประโยชน์ที่จำไปแก้ปัญหาของประเทศชาติได้ ๒ ๓.๓ ใช้การบริหาร (Administration) มากกว่าการจัดการ (Management) มหาวิทยาลัยเติบโตใน ระบบราชการ ซึ่งเป็นระบบบริหารที่บริหารกฎหมาย กฎ ระเบียบ มากกว่าการจัดการให้ได้ผลสำเร็จ (Result oriented) การบริหารกับการจัดการต่างกันมาก การบริหารคือการใช้อำนาจ การจัดการคือการใช้ความรู้เพื่อสร้างความรู้เพื่อให้บรรลุผล สำเร็จตามวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วม (Peter Drucker ปรมาจารย์ทางการจัดการกล่าวว่า "Management is utilization of knowledge to generate knowledge) เนื่องจากการจัดการใช้ความรู้และการวิจัยทุกขั้นตอนในการทำให้เกิดผลสำเร็จจึงเป็นอิทธิ ปัญญา หรือปัญญาที่ทรงพลังมากในการทำให้สำเร็จ จนกระทั่งมีคำกล่าวว่า "การจัดการทำให้สิ่งที่ เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้" (Management makes the impossible possible) ฉะนั้น มหาวิทยาลัยสมัยใหม่จึงควรปรับตัวจากการบริหาร (Administration) สู่การจัดการ (Management) ๔. การก้าวข้ามข้อจำกัดสู่ศักยภาพใหม่ของมหาวิทยาลัย คือการก้าวข้ามข้อจำกัดที่กล่าวถึงในข้อ ๓ นั้น คือ ๔.๑ ปฏิรูปการศึกษาจากการเน้นการสอนถ่ายทอดวิชาไปสู่การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงได้ผลจริง เปลี่ยนจากการสอนที่มีความสูญเปล่าสูงไปสู่ความสร้างสรรค์ ๔.๒ ปฏิรูปจากการเอาเทคนิคเป็นตัวตั้งเป็นเอาระบบและความต้องการของสังคมเป็นตัวตั้ง โดย ผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาตั้งคำถามว่า "ทำอย่างไรเรื่องที่เราเชี่ยวชาญจะเกิดประโยชน์ต่อคนทั้งมวล" แล้วพยายามเข้าใจระบบ แล้วใช้ความรู้ทางเทคนิคเข้าไปพัฒนาคนและพัฒนาวิชาการที่เหมาะสมกับ ระบบทำให้ระบบเป็นประโยชน์ต่อคนทั้งมวล การปรับจาก Technic - driven เป็น System - oriented เช่นนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาลต่อทั้งประโยชน์สุขของมหาชน และต่อสติปัญญาของ มหาวิทยาลัยเอง การศึกษาให้เข้าใจสภาพของสังคมและความต้องการของสังคม จะทำให้มหาวิทยาลัยมี วิสัยทัศน์ (Vision) วิสัยทัศน์เป็นปัญญาใหญ่ที่เห็นทั้งหมด การมีแต่เทคนิคแต่ไม่มีวิสัยทัศน์เราก็เป็น ปัญญาของแผ่นดินไม่ได้ จะเป็นไปได้อย่างไรที่มหาวิทยาลัยจะมีแต่เทคนิค แต่ไม่เข้าใจสภาพของ สังคมและความต้องการของสังคม การเป็นผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์และการเป็นผู้บริหารที่ดี ต้องสามารถโยง Vision ไปสู่ Action ๓ มหาวิทยาลัยต้องสร้างผู้นำในทุกระดับอย่างต่อเนื่อง นั่นคือสร้างการมีวิสัยทัศน์ เมื่อมี วิสัยทัศน์แล้ว และมีการบริหารจัดการที่ดี จะสามารถใช้ทรัพยากรอันมหาศาลของมหาวิทยาลัยไปทำ ประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างเต็มที่ ๔.๓ ปรับการบริหารไปสู่การจัดการ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยล้วนเติบโตมาจากนักวิชาการสาขาใด สาขาหนึ่งไม่ชำนาญเรื่องการจัดการ เมื่อมาเป็นผู้บริหารก็จะบริหารกฎระเบียบเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ สามารถจัดการใช้ทรัพยากรให้ได้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า (Cost - effective) ขณะนี้มีภาคธุรกิจใหญ่ๆที่ ประสบความสำเร็จมากขึ้น การจะประสบความสำเร็จจะต้องมีการจัดการอย่างดีเยี่ยม ผู้บริหาร มหาวิทยาลัยควรไปศึกษาดูงานเรื่องการจัดการกับภาคธุรกิจ เพื่อพัฒนาสมรรถนะในการจัดการ ๕. ยกตัวอย่างความต้องการของสังคม ๕ ประการ ๕.๑ ประเทศไทยติดอยู่ในสภาวะวิกฤตอย่างเรื้อรัง ทำอย่างไรๆก็ออกไปสู่ความเจริญอย่างแท้จริง ไม่ได้ ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจสูงสุดทางการเมืองอย่างไรๆก็ตาม จนเกิดความรุนแรงก็หลาย ครั้งและปริ่มๆจะเกิดมิคสัญญีกลียุค ถ้าดูให้ลึกแล้วเป็นเพราะจิตสำนึกของผู้คนและโครงสร้างเป็น แบบโบราณที่จิตเล็กและโครงสร้างอำนาจไม่เข้ากับสังคมสมัยใหม่ ซึ่งเป็นสังคมใหญ่ เชื่อมโยงและ สลับซับซ้อน ซึ่งต้องการคนที่มีจิตใหญ่ และการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลาย ต้องการความ เป็นพลเมืองสูง การศึกษาต้องสร้างบุคลิกของคนไทยที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมใหญ่ คือคนที่มีจิต สาธารณะคิดถึงคนอื่น สุจริต รับผิดชอบ เห็นคุณค่างาน ใฝ่เรียนรู้ สามารถรวมตัวร่วมคิดร่วมทำเป็น สังคมเข้มแข็ง นั่นคือมีความเป็นพลเมือง พลเมืองเข้มแข็งเป็นปัจจัยชี้ขาดอนาคตของประเทศ ที่แล้ว มาการศึกษาไม่ได้มุ่งสร้างบุคลิกคนไทยที่พึงปรารถนาเลย เพราะเอาแต่ท่องวิชา ถ้าระบบการศึกษา ทั้งหมดสร้างพลเมือง ความเป็นสังคมเข้มแข็งจะเกิดขึ้นได้เร็ว ซึ่งเป็นปัจจัยให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี ๕.๒ การพัฒนาอย่างยั่งยืน ปัญหาใหญ่ของโลกและของไทย คือการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน ซึ่งเกิดจาก การเสียสมดุล แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ คือแผนพัฒนาอย่างยั่งยืน การ พัฒนาอย่างยั่งยืนเกิดจากการพัฒนาอย่างบูรณาการและสมดุล การพัฒนาอย่างบูรณาการ ต้องเอา พื้นที่เป็นตัวตั้ง เอาหน่วยงานเป็นตัวตั้งไม่ได้ มหาวิทยาลัยควรมีบทบาทในการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึง ควรทำงานโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง พื้นที่ ๑ จังหวัด ควรมีอย่างน้อย ๑ มหาวิทยาลัย ที่ทำงานสนับสนุน การพัฒนาอย่างบูรณาการในจังหวัด การทำงานโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งจะทำให้มหาวิทยาลัยเข้าใจภูมิ ๔ สังคม การทำงานเชิงระบบ เชิงนโยบาย และเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนทั้งของประเทศไทยและ ของมหาวิทยาลัย ๕.๓ มหาวิทยาลัยกับการสร้างสุขภาวะของคนทั้งมวล (Health For All) สุขภาวะของคนทั้งมวลเป็น สิ่งสูงสุด เรามีทรัพยากรต่างๆในพื้นที่มาก มหาวิทยาลัยมีผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่างๆจำนวนมาก ถ้า ทำงานเชิงระบบมหาวิทยาลัยจะมีส่วนสำคัญในการสร้างสุขภาวะของคนทั้งมวล ๕.๔ มหาวิทยาลัยกับการสร้างเสริมความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ขณะนี้ความสามารถ ในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศไทยถดถอยไปเรื่อยๆ เพราะฝีมือแรงงานขาดคุณภาพ และ ขาดการวิจัยและพัฒนาทางภาคอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยมีนักวิทยาศาสตร์และนักเทคโนโลยีอยู่ อย่างน้อยจำนวนหนึ่ง แต่ถูกใช้ไปในการสอนที่มีความสูญเปล่าสูงดังกล่าวข้างต้น ถ้าปรับการศึกษา ไปสู่การเรียนรู้จากการปฏิบัติจะสามารถจัดการให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปสนับสนุนการ พัฒนาเศรษฐกิจทุกด้าน ทั้งเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และการบริการ เพื่อความ เข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคม ๕.๕ การวิจัยทางนโยบายสาธารณะ นโยบายเป็นเรื่องที่มีผลกระทบทุกองคาพยพของสังคม นโยบายที่ดีต้องอาศัยข้อมูล ความรู้ การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการเห็นแก่ประโยชน์ของประชาชน เป็นกระบวนการทางปัญญาและจริยธรรมที่สูงยิ่ง แต่มหาวิทยาลัยทำน้อยมาก ปล่อยให้เป็นเรื่องของ อำนาจและผลประโยชน์ซึ่งบ่อนเซาะประเทศไทยและก่อความทุกข์ยากให้ประชาชนอย่างเหลือหลาย มีประเด็นทางนโยบายสาธารณะมากมาย เช่น นโยบายการกระจายอำนาจ นโยบายพลังงาน นโยบาย สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ นโยบายสร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำ นโยบาย การศึกษา นโยบายสุขภาพ นโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ฯลฯ อาจกล่าวได้ว่าปัญญาเชิง นโยบายเป็นสุดยอดเพราะต้องใช้ความรู้นานาชนิด ความสามารถในการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และ จริยธรรมที่หนักแน่นที่ยืดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง ถ้ามหาวิทยาลัยจะเป็น ปัญญาของแผ่นดิน จะต้องไปให้ถึงสุดยอดทางปัญญา คือปัญญาที่จะขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ นี่เป็นเพียงตัวอย่างบางประการที่มองมาจากความต้องการของสังคม และมหาวิทยาลัยควรมี ศักยภาพที่จะตอบสนอง ## ๖. การปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการมหาวิทยาลัย เรื่องนี้สำคัญที่สุดและยากที่สุด แต่ถ้าไม่ทำมหาวิทยาลัยก็จะไม่สามารถใช้ศักยภาพทำ ประโยชน์ให้ประเทศชาติได้เต็มที่ มหาวิทยาลัยเป็นทรัพยากรอันมโหฬารของประเทศ และเป็นของ ๕ คนไทยทุกคน ไม่ได้เป็นของอาจารย์เท่านั้น สังคมควรเข้ามามีส่วนร่วมในการทำความเข้าใจระบบ มหาวิทยาลัย และช่วยให้มหาวิทยาลัยปฏิรูปการบริหารจัดการได้ ก่อนอื่นควรทราบว่าการจัดองค์กรของมหาวิทยาลัยนั้นเหมือนการจัดองค์กรในระบบ ราชการพลเรือน ซึ่งมีข้อด้อยกว่าการจัดองค์กรของกองทัพ และการจัดองค์กรของภาคธุรกิจมาก กองทัพถ้าจัดองค์กรไม่ได้จะแพ้สงคราม ภาคธุรกิจจะขาดทุนถึงล้มละลาย ความร้ายแรงของผลของ การจัดองค์กรไม่ดี บังคับให้กองทัพและภาคธุรกิจต้องจัดองค์กรที่จะทำให้บรรลุพันธกิจได้ จึงควร ไปศึกษาเปรียบเทียบดู จะยกปัญหาในมหาวิทยาลัยให้ดู ๒ อย่าง หนึ่ง เอานักวิชาการไปเป็นผู้บริหารจำนวนมาก แล้วก็บริหารไม่เป็นหรือไม่เก่ง ทำให้เสีย ทั้งการบริหาร และเสียทั้งนักวิชาการที่ไปเป็นผู้บริหาร สอง อาจารย์มหาวิทยาลัยขัดแย้งกันสูง ทำให้ขาดความสุขและความสำเร็จในการทำงาน ร่วมกัน เรื่องที่ขัดแย้งเป็นอันมากที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหาร และการสรรหาผู้บริหาร บริหารวิชาการหรือบริหารกฎระเบียบ เนื่องจากมหาวิทยาลัยอยู่ในระบบราชการจึงอยู่ภายใต้ กฎหมาย กฎ ระเบียบ จำนวนมากที่เข้ามาควบคุม ผู้บริหาร เช่น หัวหน้าภาควิชา หรือคณบดี ผู้อำนวยการสถาบัน ต้องใช้เวลาไปบริหารตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ซึ่งตนก็ไม่ชำนาญ แต่การทำผิด ระเบียบเป็นเรื่องใหญ่มาก ที่ผู้บริหารทุกคนกลัว จึงตกอยู่ในความเครียด นี้เป็นการบริหารอำนาจ มากกว่าบริหารวิชาการ ซึ่งจะขัดแย้งกับธรรมชาติของอาจารย์ ซึ่งต้องการอิสรภาพและความคล่องตัว ในการทำงานวิชาการ จึงเกิดความระแวงว่าใครจะมามีอำนาจ เป็นพวกไหน กลุ่มไหน อันนำไปสู่ ความขัดแย้งสูง รถยนต์ที่ประกอบเครื่องสมบูรณ์สามารถวิ่งไปได้อย่างราบรื่น รถยนต์มีส่วนประกอบ ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ชิ้น ถ้าส่วนประกอบทั้งหมดประกอบกันเข้าอย่างถูกต้องสมบูรณ์ ส่วนต่างๆก็จะ สัมพันธ์และควบคุมกันเอง ทำให้รถยนต์ทำงานได้อย่างราบรื่นโดยไม่ลำบากอะไร เพียงแต่สตาร์ท เครื่องก็ขับไปสู่เป้าหมายได้ แต่ถ้าเครื่องหลุดหรือไม่ประกอบกัน ถึงจะเร่งเครื่องรถก็วิ่งไม่ได้ นั่น แหละระบบราชการไทย เสมือนเครื่องหลุด ในระบบกองทัพผู้บังคับกองทัพ หรือกองพล หรือแม่ทัพ เขาไม่ต้องมากังวลว่า ฝ่ายสาร บรรณ ฝ่ายบัญชี ฝ่ายการเงิน ฝ่ายกฎหมาย ฯลฯ ของเขาจะทำผิด เพราะจะมีกรมสารบรรณทหารบก ๖ กรมบัญชี กรมการเงิน กรมพระธรรมนูญ ฯลฯ มาดูแลให้องคาพยพเหล่านั้นสามารถทำงานได้ถูกต้อง ผู้บังคับบัญชาบริหารยุทธศาสตร์ ในบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่บางแห่งจัดระบบที่ส่วนต่างๆขององค์กรเชื่อมโยงสัมพันธ์ควบคุม ซึ่งกันและกัน และดำเนินไปได้เอง จนกระทั่งประธานเจ้าหน้าที่มีเวลามาทำงานเพื่อสังคม (ประธาน เจ้าหน้าที่บริษัทธุรกิจแบบนี้แหละที่มหาวิทยาลัยควรชวนมาช่วยงานมหาวิทยาลัย) การบริหารมหาวิทยาลัยที่ควรจะเป็น คือ (๑) การบริหารองคาพยพของมหาวิทยาลัย (๒) การบริหารนโยบาย (๓) การบริหารพันธกิจ (๔) กลุ่มปฏิบัติการและเครือข่ายวิชาการ เมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์แล้วจะเข้าใจง่าย ว่ารถยนต์คือองคาพยพของมหาวิทยาลัย (๑.) การบริหารองคาพยพของมหาวิทยาลัย ที่เรามักเรียกว่างานธุรการ แล้วไม่ค่อยให้ความสำคัญ ที่จริง สำคัญมาก ถ้าบริหารให้ทุกส่วนขององค์กรเชื่อมโยงกันอย่างถูกต้อง จะทำให้สามารถขับรถคันนี้ไปสู่ เป้าหมาย ในการปฏิรูปการบริหาร ๒. สภาพมหาวิทยาลัย ทิศทางนโยบายและเป้าหมาย ๓. การบริหารพันธกิจ อธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสถาบัน หัวหน้าภาควิชา คณาจารย์ นักวิชาการ ๔. กลุ่มปฏิบัติการและ เครือข่ายวิชาการ ๑. การบริหารองคาพยพหรือเครื่องมือ ให้รถยนต์มีส่วนประกอบครบ มีคนขับ มีช่างเครื่อง มีผู้ให้บริการ ไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย รถแข็งแรงปลอดภัย สามารถวิ่งไปสู่เป้าหมายได้ ตามความต้องการ ของฝ่ายนโยบายและฝ่ายบริหารพันธกิจ รถยนต์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยจึงต้องให้ความสำคัญกับส่วนนี้ และสามารถเรียนรู้การจัดองค์กรในกองทัพได้มาก (๒.) สภาพมหาวิทยาลัย ทำหน้าที่บริหารทิศทางนโยบายและเป้าหมาย ว่าต้องการให้รถมหาวิทยาลัยคันนี้ ไปในทิศทางใดและทำภารกิจอะไร ตลอดจนติดตามสนับสนุนตรวจสอบให้ฝ่ายบริหารสามารถ บรรลุพันธกิจได้ (๓.) ฝ่ายบริหารพันธกิจ ได้แก่ อธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสถาบัน หัวหน้าภาควิชา คณาจารย์ นักวิชาการ บริหารพัธกิจตามทิศทางนโยบาย และเป้าหมายที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด โดยบริหารเชิง ยุทธศาสตร์ ไม่ต้องไปบริหารงานธุรการเพราะมีระบบบริหารองคาพยพที่เข้มแข็งตาม (๑) ช่วยดูแล (๔) กลุ่มปฏิบัติการและเครือข่ายวิชาการ ขณะนี้มีวิชาการใหม่ๆแยกย่อยออกไปมากมาย เหลือ ความสามารถของผู้บริหารเช่นคณบดี หรือหัวหน้าภาควิชาจะเข้าใจได้หมด โครงสร้างบริหารทางดิ่ง อย่างเดียว คือ จากคณบดีลงไปถึงหัวหน้าภาควิชามีข้อจำกัดและก่อให้เกิดความขัดแย้ง คือความไม่ เข้าใจกันระหว่างผู้บริหารกับคณาจารย์ที่มีความรู้ความชำนาญในด้านต่างๆที่ผู้บริหารไม่มี ฉะนั้น โครงสร้างทางดิ่งที่นำไปสู่ความขัดแย้งและการจำกัดศักยภาพ นอกเหนือไปจากโครงสร้างทางดิ่ง ควรมีโครงสร้างทางราบ ในมหาวิทยาลัยด้วย คือ กลุ่มปฏิบัติการ (Community of practice) กับเครือข่ายวิชาการ คือการรวมตัวของผู้ปฏิบัติในเรื่องเดียวกัน หรือ เครือข่ายวิชาการในเรื่องเดียวกัน ข้ามภาควิชา ข้ามคณะ แม้ข้ามมหาวิทยาลัย เช่น กลุ่มวิจัยและพัฒนาชุมชน เครือข่ายปฏิรูปการเรียนรู้ เครือข่ายวิจัยเรื่องสเต็มเซลล์ ฯลฯ โปรดสังเกตว่าโครงสร้างทางดิ่งเน้นการควบคุมแยกส่วน แต่โครงสร้างทางราบเน้นการ เชื่อมโยงข้ามภาควิชา ข้ามคณะ แม้ข้ามมหาวิทยาลัย เพื่อรวมกำลังกันทำงานให้สำเร็จในกลุ่มและ เครือข่ายเขาจะพูดจากันรู้เรื่องมากกว่าพูดกับผู้บริหารหน่วยงานทางดิ่ง คณาจารย์และนักวิชาการใน กลุ่มปฏิบัติการหรือเครือข่ายวิชาการจะมีความสุขมากกว่าอยู่ในโครงสร้างทางดิ่งอย่างเดียว เพราะมี อิสระที่จะคิดที่จะทำกับคนที่เข้าใจกัน ความขัดแย้งกับผู้บริหารและเรื่องสรรหาผู้บริหารจะลดลง มหาวิทยาลัยควรส่งเสริมและรับรองฐานะของโครงสร้างทางราบในมหาวิทยาลัย โดย โครงสร้างทางราบสามารถได้รับการอุดหนุนงบประมาณและบริหารงบประมาณของตนเอง ๘ ## ๗). ขับเคลื่อนด้วยการสร้างวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมทุกระดับของมหาวิทยาลัย การสร้างวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมทุกระดับของมหาวิทยาลัย คือ เครื่องมือที่ทรงพลังยิ่งนั้นคือทั้งระดับสภามหาวิทยาลัย ฝ่ายบริหารระดับมหาวิทยาลัย คณะ สถาบัน วิทยาลัย ภาควิชา ทั้งหมดจะรวมพลังประดุจแสงเลเซอร์ที่จูนคลื่นเข้ามาหากัน เกิดเป็นลำแสงที่มีอำนาจทะลุทะลวง ยุทธศาสตร์การสร้างวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมทุกระดับ จึงเปรียบประดุจยุทธศาสตร์แสงเลเซอร์ ฉะนั้นทุกระดับของมหาวิทยาลัยควรสนใจเป็นพิเศษถึงกระบวนการสร้างวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วม ถ้าคณะวิชาและภาควิชา สามารถรวมคนทั้งคณะและทั้งภาควิชามาร่วมกันสร้างวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมของคณะและของภาควิชา จะเกิดพลังความสามัคคีและพลังทางปัญญาเป็นอย่างยิ่ง อธิการบดี ต้องเป็นผู้นำในการสร้างวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมทั่วทั้งองค์กร อธิการบดีต้องเป็นนักสื่อสารที่ยิ่งใหญ่ (Great communicator) ที่สื่อสารอย่างทั่วถึงทั้งองค์กร รองอธิการบดีไม่ควรไปทำหน้าที่คุมกองในสำนักงานอธิการบดี แต่พัฒนาไปเป็นนักบริหารยุทธศาสตร์ เพื่อให้ทั้งมหาวิทยาลัยร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนา ## ๘. วิสัยทัศน์โลก - วิสัยทัศน์ประเทศไทย - วิสัยทัศน์มหาวิทยาลัย วิสัยทัศน์ไม่ใช่สิ่งที่คิดขึ้นเองอย่างแยกส่วนโดยปราศจากข้อมูลสภาพความเป็นจริง วิสัยทัศน์จะเกิดจากการรู้สภาพความเป็นจริงของโลกและความเป็นจริงของประเทศไทย ซึ่งเชื่อมโยงกัน วิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยจึงต้องเชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์โลกและวิสัยทัศน์ประเทศไทย ไม่ใช่เป็นวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยโดดๆ สภามหาวิทยาลัยจึงควรมีกลไกให้ได้มาซึ่งวิสัยทัศน์โลก วิสัยทัศน์ประเทศไทยและวิสัยทัศนมหาวิทยาลัย ในการสรรหากรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิจึงควรมีความพิถีพิถันในการให้ได้มาซึ่งกรรมการที่มีวิสัยทัศน์ และมีความรู้ความชำนาญในด้านบริหารจัดการในด้านต่างๆ ที่จะช่วยงานของสภามหาวิทยาลัย สภามหาวิทยาลัยควรตั้ง คณะกรรมการศึกษาอนาคตและวิสัยทัศน์ ประกอบด้วยกรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่ง ผู้อำนวยการสำนักงานสภามหาวิทยาลัย รองอธิการบดีทั้งหมดและบุคคลอื่นที่มีความสามารถ ศึกษาสภาพความเป็นจริงของโลกและของประเทศไทยกับทิศทางที่กำลังดำเนินไป มาประกอบการสร้างวิสัยทัศน์มหาวิทยาลัย กระบวนการนี้ควรทำอย่างต่อเนื่อง ถ้าทำได้ดี ๙ จะเป็นดุจประทีปทางปัญญาที่ส่องทางให้มหาวิทยาลัยพัฒนาศักยภาพเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ หรือถึงของมนุษย์ชาติด้วยก็ได้ สภามหาวิทยาลัยควรตั้งคณะกรรมการนโยบายการบริหารมหาวิทยาลัย โดยมีกรรมการสภา ผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้เป็นประธานและกรรมการ กรรมการสภาประเภทอื่น ผู้อำนวยการ สำนักงานสภามหาวิทยาลัย รองอธิการบดีทั้งหมด และบุคคลอื่นตามความจำเป็น เมื่อดำเนินงานไป คณะกรรมการนโยบายการบริหารมหาวิทยาลัยคณะนี้ จะพบว่าต้องมีคณะกรรมการนโยบายการ บริหารมหาวิทยาลัยเฉพาะเรื่องที่แยกย่อยออกไป เช่น เกี่ยวกับการเงิน เกี่ยวกับบุคลากร ฯลฯ แต่ ทั้งหมดจะเชื่อมโยงด้วยวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วม ## ๙. การพัฒนานโยบายแบบมีส่วนร่วม การพัฒนานโยบายควรเป็นกระบวนการต่อเนื่องแบบมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ข้อสำคัญอยู่ที่มีผู้ประสานงานที่มีความสามารถและทำงานเต็มเวลาซึ่งน่าจะเป็นผู้อำนวยการ สำนักงานสภามหาวิทยาลัย กับรองอธิการบดีจำนวนหนึ่ง อาจมีอาจารย์หรือนักวิชาการที่มีฉันทะและ ความสามารถทางนี้จำนวนหนึ่งที่ขอตัวมาช่วยงานที่สำนักงานสภามหาวิทยาลัย โดยถือเป็นการ ทำงานทางวิชาการ ถ้ามีการหมุนเวียนกันเข้ามาทำหน้าที่แบบ fellowship โดยมีค่าตอบแทนตาม สมควร จะเป็นการฝึกคนในมหาวิทยาลัยให้มีความสามารถในการพัฒนานโยบายเพิ่มจำนวนขึ้น เรื่อยๆ จนกระทั่งมีจำนวนมากพอ ทำให้มหาวิทยาลัยอยู่ในฐานะที่จะตั้ง สถาบันวิจัยนโยบาย สาธารณะ ซึ่งเป็นการทำงานทางปัญญาสูงสุดที่มีประโยชน์ต่อประเทศเป็นอย่างยิ่ง รองอธิการบดี ทั้งหมดควรเข้าร่วมในกระบวนการพัฒนานโยบาย เมื่อร่วมทำก็จะเข้าใจ และเมื่อเข้าใจแล้วก็อยู่ใน ฐานะที่จะบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์เพื่อนำนโยบายไปสู่ความสำเร็จ การพัฒนานโยบายทำได้หลายอย่างตามสภาพของเรื่องนั้นๆ เช่น (๑.) สิ่งที่มีการพูดกันในที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยที่เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ แต่ยังไม่มีรายละเอียด ถึงขั้นปฏิบัติได้ เอาไปแสวงหาข้อมูล ระดมความคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ จนเกิดความชัดเจน ถึงขั้นตัดสินใจได้ แล้วนำเสนอสภามหาวิทยาลัย (๒.) สำนักงานสภามหาวิทยาลัย เปิดให้ทุกภาคส่วนในมหาวิทยาลัย เสนอข้อคิดเห็นเชิงนโยบาย อาจทำจดหมายข่าวนโยบาย (Policy Newsletter) รายปักษ์หรือรายเดือน ทั้งแบบสิ่งพิมพ์และ ออนไลน์ เพื่อเป็นเครื่องมือสื่อสารเรื่องนโยบายโดยทั่วถึง ข้อเสนอที่ดีๆนำมาศึกษาเพิ่มเติม เช่นเดียวกับ (๑) แล้วนำเสนอสภามหาวิทยาลัย ๑๐ (๓.) จัดให้มีเวทีนโยบาย (Policy Forum) เป็นประจำที่ผู้ที่สนใจเชิงนโยบายมาสนทนากลับไปเลื่อนกัน จะเกิดความคิดดีๆที่สามารถเอาไปศึกษาเพิ่มเติมจนสังเคราะห์เป็นนโยบาย แล้วนำเสนอสภามหาวิทยาลัย (๔.) ฝ่ายบริหารทั้งระดับมหาวิทยาลัย คณะ ภาควิชา สาขาวิชา กลุ่ม หรือ เครือข่าย นักวิชาการ หรือผู้ปฏิบัติงาน อาจเสนอนโยบายที่มีความสำคัญ ถ้าทำมาดีพร้อมที่จะเสนอสภามหาวิทยาลัยให้นำเสนอสภามหาวิทยาลัย ถ้าดีแต่ยังไม่พร้อมให้ทำแบบข้อ (๑) นโยบายไม่ว่าจะมาจากแหล่งใด เมื่อสภามหาวิทยาลัยมีมติให้ความเห็นชอบถือเป็นนโยบายของสภามหาวิทยาลัย (๕.) บางเรื่องที่มีความสำคัญไม่ว่าจะปรากฏขึ้นมาทางใด แต่ยังขาดข้อมูลสถานภาพในเรื่องนั้น ควรขอให้ผู้ที่มีความเหมาะสม ทบทวนสถานภาพเรื่องนั้นพร้อมทั้งข้อเสนอแนะ (Situation Review and Recommendation) โดยมีค่าตอบแทนให้ผู้ที่ทำงานเช่นนี้ การมีการทบทวนสถานภาพและข้อเสนอแนะที่มีคุณภาพ จะช่วยให้ทุกฝ่ายเกิดความสว่างไสวและง่ายต่อการตัดสินใจ กระบวนการพัฒนานโยบายนี้ เมื่อทำไปก็จะค้นพบวิธีใหม่ๆแปลกๆขึ้นมาเอง กระบวนการนี้สามารถทำได้ในทุกระดับของมหาวิทยาลัย และจะเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย การทำนโยบายไม่ได้กระทบกระเทือนความเป็นเลิศทางเทคนิค ตรงข้าม กระบวนการทำนโยบายจะทำให้ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆมีความสุขขึ้น เพราะทำให้เห็นทะลุปูโปร่งว่าสิ่งที่ตนชำนาญจะไปเป็นประโยชน์ต่อคนทั้งมวลได้อย่างไร และจะกระตุ้นให้ต้องทำวิจัยและพัฒนามากขึ้น หลายๆกรณีจะต้องย้อนกลับไปวิจัยความรู้ขั้นพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ในการที่จะพัฒนานโยบายไปสู่ความสำเร็จ ความสว่างไสวทางปัญญาและความที่จะเกิดประโยชน์ต่อคนทั้งมวลเมื่อมีนโยบายที่ดี จะก่อให้เกิดความปิติอิ่มอกอิ่มใจ แก่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดทีเดียว กระบวนการพัฒนานโยบายของมหาวิทยาลัยจึงสำคัญยิ่งนัก ควบคู่ไปกับการบริหารเชิงยุทธศาสตร์ ๑๐. กุญแจอยู่ที่กระบวนการพัฒนานโยบายกับการบริหารเชิงยุทธศาสตร์ ที่กล่าวมาข้างต้นว่ามหาวิทยาลัยมีทรัพยากรมหาศาล ถ้ามหาวิทยาลัยสามารถปฏิรูปแนวคิดและปฏิรูปการบริหารจัดการ จะสามารถใช้ทรัพยากรอันมหาศาลให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างเต็มที่ ๑๑ ที่กล่าวถึงการปฏิรูปการศึกษา และการปรับจากการเอาเทคนิคเป็นตัวตั้งไปเป็นเอาระบบและ ความต้องการของสังคมเป็นตัวตั้งนั้น ดูจะยากเต็มทน เพราะเป็นการปรับใหญ่ แต่กุญแจอยู่ที่ ๒ อย่าง คือ กระบวนการพัฒนานโยบายดังกล่าวแล้วในข้อ ๙ กับ การบริหาร เชิงยุทธศาสตร์ ถ้าทำ ๒ อย่างนี้ ความสำเร็จจะเกิดขึ้นเป็นลำดับๆไป เรื่องที่ว่ายากก็จะกลายเป็นง่าย และจะพบว่ามหาวิทยาลัยมีศักยภาพมากกว่าที่คิด การบริหารเชิงยุทธศาสตร์ ต่างจากการบริหารไปตามโครงสร้าง คือ ของคณะ ภาควิชา และ สาขาวิชา เมื่อมีนโยบายอะไรหรือแม้แต่สิ่งที่เรียกว่ายุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ถ้าปล่อยให้เดินไป ตามโครงสร้างตามปรกติก็มักจะไม่เกิดการปฏิบัติตามนโยบายหรือยุทธศาสตร์ นโยบายและยุทธศาสตร์เป็นเรื่องที่ข้ามโครงสร้าง แต่โครงสร้างของการบริหารแยกย่อยเป็นเรื่องๆ และแต่ละส่วนมีภารกิจ ยุ่งและคุ้นเคยกับ การทำงานของตนๆไปอย่างเคย เพราะฉะนั้นนโยบายที่ออกมาจากระดับสูงไม่ว่าจะเป็น ครม. หรือกระทรวง หรือ มหาวิทยาลัย ถ้าลงไปตามโครงสร้างการบริหารตามปรกติ มักจะไม่ประสบความสำเร็จ จึงต้องการ การบริหารเชิงยุทธศาสตร์ ต้องมีนักบริหารเชิงยุทธศาสตร์ที่ทำงานเต็มเวลา โดย (๑.) สร้างวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมทุกระดับให้เป็นไปตามนโยบาย คือระดับสภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัย คณะ ภาควิชา สาขาวิชา บุคลากรทั้งหมด การสร้างความเข้าใจให้ตรงกันหมดทั่วทั้ง องค์กรเป็นงานที่ใหญ่มากแต่สำคัญยิ่ง จึงต้องการผู้บริหารยุทธศาสตร์ที่ทำงานเต็มเวลา (๒.) คอยดูแลช่วยให้หน่วยปฏิบัติทุกระดับทำแผนปฏิบัติ (Plan of action) ตามวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วม (๓.) มีการติดตามช่วยเหลือแก้ไขข้อติดขัดของผู้ปฏิบัติ ข้อติดขัดของผู้ปฏิบัติมีได้สารพัด เช่น ยังขาดความ เข้าใจที่ตรงกัน ติดขัดในข้อกฎระเบียบ ติดขัดในการยังขาดวิชาการ ติดขัดในเรื่องการขาดทรัพยากร ผู้บริหารเชิงยุทธศาสตร์ต้องช่วยแก้ไขข้อติดขัดประการต่างๆ บางครั้งต้องย้อนกลับมาที่สภา มหาวิทยาลัยเพื่อมีนโยบายเพิ่มเติมให้ปฏิบัติได้ (๔.) ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายนโยบาย ฝ่ายบริหาร ฝ่ายปฏิบัติ บางครั้งต้อง เลยไปถึงสังคมด้วย การที่สังคมร่วมเรียนรู้ร่วมชื่นชมมีความสำคัญยิ่ง เพราะฉะนั้นผู้บริหาร ยุทธศาสตร์ต้องสื่อสารกับสังคมด้วย ๑๒ (๕.) จัดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติ และนำมาสู่การปรับตัว อาจจะปรับนโยบาย ปรับการบริหาร ปรับการปฏิบัติ ให้ในรอบต่อไปได้ผลดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไป การบริหารเชิงยุทธศาสตร์อาจมีอย่างอื่นๆ อีกตามความจำเป็น แต่โดยสรุป คือการบริหารจัดการก้าวข้าม (Transcend) ข้อจำกัดทุกชนิด ไปสู่ความสำเร็จ ต้องมีนักบริหารยุทธศาสตร์ที่ทำงานเต็มเวลาจึงจะสำเร็จ ถ้ามีแต่คนทำงานบางเวลา (once in a while) จะไม่สำเร็จ เรื่องอะไรจะประสบความสำเร็จต้องมีนักบริหารจัดการชนิดนี้อย่างน้อย ๑ คน ซึ่งบางทีก็เรียกกันว่าเป็น champion ในเรื่องนั้นๆ ถ้ารองอธิการบดีทั้งหมดทำงานในกระบวนการพัฒนานโยบายและบริหารเชิงยุทธศาสตร์จะเป็นเรื่องที่ดีมาก การมีคนอื่นๆ อีกที่เข้ามาร่วมทำงานพัฒนานโยบายและบริหารยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่องจะเป็นการสร้างผู้นำให้มหาวิทยาลัยอย่างสำคัญ ซึ่งควรจะมีทั้งคนรุ่นอาวุโส รุ่นกลาง และรุ่นใหม่ ทำงานร่วมกัน มหาวิทยาลัยก็จะเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ และสามารถทำเรื่องสำคัญๆ ที่ไม่เคยคิดว่าจะทำได้ ถ้าทำตามนี้ทุกมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยจะเป็นหัวรถจักรทางปัญญา พาชาติออกจากวิกฤต ประเวศ วะสี ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ PCET (ปฏิรูปประเทศไทย) ปฏิรูปมหาวิทยาลัย ประเวศ วะสี
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหมวดหมู่
การศึกษา
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
2 November 2014
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้
shareแบ่งปันเนื้อหา
play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ
personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน
ประเวศ วะสี
history_eduหัวเรื่อง
• มหาวิทยาลัย
history_eduหมวดหมู่
การศึกษา
calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร
2 November 2014
copyrightลิขสิทธิ์
เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้