auto_awesome_motionไฟล์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (2 ไฟล์)

chrome_reader_modeเรื่อง

อภิวัฒน์การเรียนรู้...สู่จุดเปลี่ยนประเทศไทย

chrome_reader_modeคำอธิบาย

เอกสารนี้มีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับประเทศไทยต้องมีการอภิวัฒน์การเรียนรู้ โดยเฉพาะถ้ามีการใช้ยุทธศาสตร์การสื่อสารอย่างเต็มที่ กระแสใหญ่ของการปฏิรูปประเทศไทย และการอภิวัฒน์การเรียนรู้ จะพาคนไทยทุกคนไปร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคใหม่ ประเทศไทยยุคใหม่ของเราทุกคนร่วมกัน

chrome_reader_modeบทคัดย่อ

อภิวัฒน์การเรียนรู้ ... สู่จุดเปลี่ยนประเทศไทย ประเวศ วะสี ๒ มนุษย์มีศักยภาพในการเรียนรู้สูงสุด สามารถเรียนรู้ให้บรรลุอะไรก็ได้ การอภิวัฒน์การเรียนรู้ ให้คนไทยทุกคนกลายเป็นบุคคลเรียนรู้ และมีกระบวนการเรียนรู้ที่ดี ประเทศไทยจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง สารบาญ ๓ หน้า ๑. สิ่งที่วิเศษสุดของความเป็นมนุษย์ ปฏิรูปประเทศไทย - ปฏิรูปการศึกษาไทย ๒. กระบวนทัศน์ใหม่ในการศึกษา ๓. ไตรยางค์แห่งการเรียนรู้ ๔. การเรียนรู้ของคนทั้งมวล (Learning For All) ทั้งมวลเพื่อการเรียนรู้ (All For Learning) การเรียนรู้ที่เยียวยาสังคมทั้งหมด (Learning that Heal the Whole ๕. ปฏิรูปประเทศไทย - ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ ชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง ๖. จังหวัดทั้งจังหวัดคือสังคมแห่งการเรียนรู้ (๑) การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย (๒) การเรียนรู้ในกระบวนการชุมชน (๓) แหล่งเรียนรู้ตำบล (๔) เครือข่ายเยาวชนตำบล (๕) การเรียนรู้เพื่อสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ (๖) การเรียนรู้ของผู้ใช้แรงงาน (๗) การเรียนรู้ของผู้สูงอายุ (๘) การเรียนรู้พิเศษ (๙) การส่งเสริมการอ่านให้เต็มพื้นที่ (๑๐) อุดมศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น (๑๑) กลไกการจัดการจังหวัดแห่งการเรียนรู้ ๗. ยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อการอภิวัฒน์การเรียนรู้ ๘. มหาวิทยาลัยกับการอภิวัฒน์การเรียนรู้ ๙. การบริหารยุทธศาสตร์อภิวัฒน์การเรียนรู้ ๔ # ๑. ## สิ่งที่วิเศษสุดของความเป็นมนุษย์ สิ่งที่วิเศษสุดของความเป็นมนุษย์คือ ศักยภาพในการเรียนรู้ ในสมองของแต่ละคนมีเซลล์สมองถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านตัว และแต่ละตัวเชื่อมโยงกับตัวอื่นๆ อีกประมาณ ๗๐,๐๐๐ ตัว ทำให้สมองของมนุษย์เป็นโครงสร้างที่วิจิตรที่สุดจักรวาล สามารถเรียนรู้ให้บรรลุอะไรก็ได้ คนธรรมดาสามารถกลายเป็นพระพุทธเจ้าได้ก็เพราะการเรียนรู้ มนุษย์สามารถเรียนรู้ให้พ้นทุกข์ก็ได้ มนุษย์ยืนเป็น เดินเป็น ทำงานเป็น คิดเป็น จัดการเป็น อยู่ร่วมกับผู้อื่นเป็น หรือทำอะไรๆ เป็น และทำได้ดีก็เพราะการเรียนรู้ ### ชีวิตคือการเรียนรู้ การเรียนรู้คือชีวิต คนที่ตายแล้วเท่านั้นที่เรียนรู้ไม่ได้ ตราบใดที่ยังมีชีวิตก็ยังมีการเรียนรู้ การเรียนรู้ไม่ได้อยู่ที่ห้องเรียนหรือการท่องหนังสือเท่านั้น นั่นควรเป็นส่วนน้อย แต่การเรียนรู้ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดอยู่ในชีวิต ในชีวิตมีการปฏิบัติ ### การเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดคือการเรียนรู้ในการปฏิบัติ เราคุ้นเคยการมองการศึกษาว่าคือการท่องวิชา ทำให้การศึกษาคับแคบและมีข้อจำกัดมาก ในภาษาบาลีคำว่า สิกขา ซึ่งตรงกับภาษาสันสฤตว่าศึกษา แต่สิกขาหมายถึงการเรียนรู้จากการปฏิบัติ การเรียนรู้ที่ดี จะทำให้เกิดสิ่งดีๆ ทั้งหมดในชีวิตและสังคม การเรียนรู้ที่ดี จะทำให้ปลดปล่อยจิตใจไปสู่อิสรภาพและความสุขอย่างลึกล้ำ ๕ การเรียนรู้ที่ดี จะทำให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีกับคนอื่นและสิ่งแวดล้อม เพื่อการอยู่ร่วมกัน การเรียนรู้ที่ดี จะทำให้ทำงานเป็น จัดการเป็น หลุดพ้นจากความยากจน การเรียนรู้ที่ดี จะทำให้เกิดทักษะชีวิต ที่จะเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆที่จะเข้ามา เกี่ยวข้อง กับชีวิต การเรียนรู้ที่ดี จะสร้างความเป็นพลเมืองที่มีจิตสาธารณะมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม มี ความสุจริต มีคุณค่าในการทำงาน และเป็นบุคคลเรียนรู้ โดยสรุปการเรียนรู้ที่ดีเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดของความเป็นมนุษย์ ถ้าเช่นนั้นแล้ว เราน่าจะอภิวัฒน์การเรียนรู้สู่จุดเปลี่ยนประเทศไทย Extract all text from this image. Instructions: - Only return the clean Markdown. - Do not include any explanation or extra text. - You must include all information on the page. Formatting Rules: - Tables: Render tables using <table>...</table> in clean HTML format. - Equations: Render equations using LaTeX syntax with inline ($...$) and block ($$...$$). - Images/Charts/Diagrams: Wrap any clearly defined visual areas (e.g. charts, diagrams, pictures) in: <figure> Describe the image’s main elements (people, objects, text), note any contextual clues (place, event, culture), mention visible text and its meaning, provide deeper analysis when relevant (especially for financial charts, graphs, or documents), comment on style or architecture if relevant, then give a concise overall summary. Describe in Thai. </figure> - Page Numbers: Wrap page numbers in <page_number>...</page_number> (e.g., <page_number>14</page_number>). - Checkboxes: Use ☐ for unchecked and ☑ for checked boxes. ๗ หรือคือการเรียนการสอนวิชา เมื่อการศึกษาคือการสอนวิชาในตำราก็ทำให้เกิดสิ่งที่ตามมาคือ "ฐานการเรียนรู้อยู่ในตำรา ไม่ได้อยู่ในฐานความจริงของชีวิต" รวมกันเป็นที่มาของกระบวนทัศน์การศึกษาที่มีข้อจำกัด และปัญหาอย่างยิ่งว่า "การศึกษาคือการสอนให้ท่องเนื้อหาวิชา และฐานการเรียนรู้อยู่ในตำราไม่ได้อยู่ในฐานความ จริงของชีวิต" กระบวนทัศน์ใหม่ของการศึกษา จึงมี ๒ อย่าง คือ (๑) เปลี่ยนจากการเน้นการสอน เป็นส่งเสริมการเรียนรู้ (๒) เปลี่ยนฐานการเรียนรู้จากตำรา เป็นเรียนรู้จากชีวิตจริงปฏิบัติจริง ๘ สอนให้น้อยลง - เรียนรู้ให้มากขึ้น (Teach less - Learn more) ได้มีผู้สรุปสาระของการปฏิรูปการศึกษาให้เหลือสั้นนิดเดียวคือ "สอนให้น้อยลง - เรียนรู้ ให้มากขึ้น" (Teach less - Learn more) ในครั้งโบราณการเข้าถึงแหล่งความรู้เป็นไปได้ยาก ครูจึงทำหน้าที่สอนหรือถ่ายทอด ความรู้ ทำให้เกิดภาพการศึกษาว่าคือการถ่ายทอดวิชา แต่สมัยปัจจุบันข้อมูลข่าวสารความรู้เพิ่มขึ้นเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเข้าถึงได้ง่าย โดยทั่วไป เป็นไปไม่ได้อีกต่อไปที่ครูจะถ่ายทอดเนื้อหาอันท่วมท้นในเวลาที่มีอยู่เท่าเดิม โดยไม่ จำเป็นที่จะต้องทำเช่นนั้นเพราะผู้เรียนสามารถเข้าถึงความรู้นั้นๆได้เองและดีกว่า การจะยังเน้น เรื่องการสอนอยู่อีก จะทำให้คับแคบ บีบคั้น และเสียโอกาสในการเรียนรู้ การเรียนรู้ที่ดีสามารถ พัฒนาผู้เรียนในหลายมิติมากกว่าการสอนถ่ายทอดให้ท่องจำเนื้อหา จึงควรมีการเปลี่ยนใหญ่จากการสอนถ่ายทอดเนื้อหาไปเป็นส่งเสริมการเรียนรู้ที่ดี นี้ เป็นกระบวนทัศน์ใหม่ในการศึกษา แต่ครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ยังอยู่ในกระบวนทัศน์เก่า คือคุ้นเคยอยู่กับการสอน ฉะนั้น ในการอภิวัฒน์การเรียนรู้ ต้องสร้างผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้จำนวนมาก และมี สถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ ทุกมหาวิทยาลัยควรจะสร้างผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้จากทุกคณะและสถาบัน ไม่ใช่จำกัดอยู่ เฉพาะที่คณะครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ เพราะการเรียนรู้เป็นหัวใจของทุกคณะและสถาบัน โดย มหาวิทยาลัยควรตั้งโจทย์ว่า "กระบวนการเรียนรู้ที่ดีที่สุดที่จะพัฒนาคนให้เต็มตามศักยภาพของ ความเป็นมนุษย์คืออย่างใด" แล้วให้อาจารย์ในทุกคณะและสถาบันไปค้นคว้าความรู้หมดทั้งโลก เพื่อจะตอบมาตอบคำถามนี้ อาจารย์ที่เอาจริงเอาจังจำนวนหนึ่งที่พยายามตอบคำถามนี้จะเป็น ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเรียนรู้ ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปฏิรูปการเรียนรู้ ทั้งในและนอก มหาวิทยาลัย ๙ ไม่ควรจะมีการตั้งคณะศึกษาศาสตร์ในกระบวนทัศน์เก่าทางการศึกษาอีกต่อไป แต่ความ เป็นสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้เพื่อทำการวิจัยแสวงหากระบวนการเรียนรู้ที่ดี สร้างนัก ส่งเสริมการเรียนรู้ และสนับสนุนการปฏิรูปการเรียนรู้ ผู้ที่สนใจกระบวนการเรียนรู้อาจตัวตัวกัน ตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปการเรียนรู้ ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐ ภาคเอกชน ทหาร พลเรือน องค์กรพัฒนาเอกชน อาจตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ เพราะการอภิวัฒน์การเรียนรู้ต้องทำอย่างทั่วถึง ถ้าต้องการเห็นประเทศไทยยุคใหม่ที่เป็นยุคศรีอา ริยะ ## เปลี่ยนฐานการเรียนรู้ ประเทศไทยพยายามปฏิรูปการศึกษากันมาหลายครั้ง ได้แต่เป็นการแก้ไขตกแต่งโน่นนิดนี่ หน่อย แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานที่เป็นแก่นสาระระที่ทำให้ ประเทศไทยมีคุณภาพขึ้น อย่างก้าวกระโดด และไม่สามารถแก้ปัญหาที่ขมวดปมหมักหมมซับซ้อนในระบบการศึกษาไทย ### ที่สำคัญที่สุดเป็นเพราะไม่ได้เปลี่ยน "ฐานการเรียนรู้" ฐานการเรียนรู้ของระบบการศึกษาปัจจุบันที่ดำรงมากว่า ๑๐๐ ปี เป็นฐานที่ผิดที่ก่อให้เกิด ปัญหานานัปการตามมา การปฏิรูปต่างๆที่ทำมาล้วนทำที่ส่วนอื่นๆ แต่ไม่เปลี่ยนแปลง "ฐานการ เรียนรู้" ปัญหาของการศึกษาและปัญหาของประเทศจึงหมักหมมทับทวีเพิ่มขึ้นแก้ไขไม่ได้ จึง สมควรทำความเข้าใจเรื่องฐานการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลง ฐานการเรียนรู้ปัจจุบันเกิดมาจากสมัย ร.๕ ที่ ฝรั่งมหาอำนาจจากยุโรปเข้ามาล่าอาณา นิคมและคุกคามประเทศไทยอย่างรุนแรง ทำให้เราตกใจกลัวว่าเขามีอำนาจมาก เพราะเขารู้ เรา ไม่รู้ เลยจัดการศึกษาขึ้นแบบ "ต่อท่อความรู้จากยุโรปมาไทย" คือเรียนรู้จากตำรับตำราที่มาจาก ยุโรป ซึ่งก็มีความจำเป็น แต่เมื่อทำนานเกินและมากเกินจนหมดทั้งเนื้อทั้งตัว ทำให้เกิดนิยามการศึกษาว่า "การศึกษาคือการท่องวิชา" ความคิดนี้แพร่หลายทั่วถึงว่า การศึกษาคือการท่องหนังสือ หรือ ท่องวิชา จนมองไม่เห็นเป็นอย่างอื่น กลายมาเป็นการศึกษาที่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาชีวิตจริงปฏิบัติจริง หรือความจริงของชีวิตเป็นตัวตั้ง ๑๐ เรียกว่า ฐานของการเรียนรู้อยู่ในตำราหรือวิชา จึงไม่ได้อยู่ในความจริงของชีวิต การศึกษาที่ไม่ได้มีฐานการเรียนรู้อยู่ในความจริงของชีวิตมีผลร้ายแรงที่ตามมาหลาย ประการ เช่น (๑) คนไทยไม่รู้ความจริงของชีวิต และความจริงของประเทศไทย ทำให้มีปัญหาชีวิตและแก้ไข ปัญหาของประเทศไม่เป็น ชีวิตและประเทศมีปัญหาเพิ่มขึ้นๆ (๒) สร้างคนไทยที่ทำงานไม่เป็น ไม่อดทน ไม่รับผิดชอบ เพราะไม่ได้เรียนรู้จากการทำงาน กลายเป็นคนหยิบโหย่ง ขาดการเห็นคุณค่าของการทำงาน (work value) ชาติที่เจริญ ประชาชนต้องมีคุณค่าของการทำงาน (๓) ทำให้คนไทยจัดการไม่เป็น ภูมิปัญญาในการจัดการเกือบจะหายไปจากสังคมไทยโดย สิ้นเชิง เพราะการศึกษาที่เอาแต่ท่องวิชาเป็นวิชาๆ การจัดการนั้นต้องจัดความเชื่อมโยง องค์ประกอบต่างๆไปสู่ความสำเร็จ การทำงานอะไรให้สำเร็จไม่ว่าจะเป็นอะไรล้วน ต้องการการจัดการ การที่คนไทยจัดการไม่เป็นทำให้สูญเสียและอันตรายยิ่งนัก นำไปสู่ อุบัติเหตุ และความขัดแย้งของการอยู่ร่วมกัน ในองค์กรต่างๆเต็มไปด้วยความขัดแย้ง เพราะจัดการไม่เป็น (๔) ทำให้คนไทยคิดเชิงระบบไม่เป็น เราอยู่ในระบบที่มีองค์ประกอบหลายมิติเชื่อมโยงกัน อย่างซับซ้อน แต่การศึกษาที่ท่องวิชาเป็นวิชาๆ ทำให้คนไทยคิดเชิงระบบไม่เป็น ทำให้ ทำงานเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ไม่เป็น ได้แต่ทำทางเทคนิคเล็กๆน้อยๆเท่าที่ตัวเรียนมา ทำให้ไม่สามารถทำงานใหญ่ๆยากๆแต่มีประโยชน์มากให้สำเร็จ (๕) ทำให้เกิดความอ่อนแอทางวิชาการ ในเมื่อฐานการเรียนรู้อยู่ในตำรากันทั่วตลอดระบบ การศึกษา ไม่ได้อยู่ในฐานะความจริงของชีวิตจริงปฏิบัติจริง จึงมีความอ่อนแอทางวิชาการ ในครั้งพุทธกาลนอกจากสำนักของพระพุทธองค์แล้ว มีสำนักใหญ่ๆมีอาจารย์เจ้าสำนัก อีก ๖ สำนัก เช่น ของอาจารย์สัญชัยที่พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ เคยสังกัดก่อนมาพบ พระพุทธเจ้า จะสังเกตเห็นว่าสำนักคิด ๖ สำนัก กับ สำนักของพระพุทธองค์มีข้อแตกต่างกันที่ สำคัญคือ สำนักทั้ง ๖ มีฐานอยู่ในการคิด ส่วนสำนักพระพุทธองค์มีฐานอยู่ในการปฏิบัติ ๑๑ สำนักคิดทั้ง ๖ ก็คิดเอาเองว่าอย่างนั้นใช่ อย่างนี้ไม่ใช่ ไอ้โน่นก็ไม่ใช่ ไอ้นี่ก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ก็ ไม่ใช่ ฯลฯ อาจมีตรรกะ มีอุปมาอุปมัยที่น่าเชื่อถือว่าจะเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ แต่พิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็น ความจริง มีประโยชน์จริง ส่วนพระพุทธศาสนานั้นฐานอยู่ที่ประสบการณ์ คือพระพุทธองค์เรียนรู้จากการ ปฏิบัติจริง เกิดผลจริง การพันทุกข์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ผู้ปฏิบัติประสบผลเช่นนั้นจริงๆ แล้ว จึงเอามาไล่เรียงดูว่าผลที่ประสบนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร สิ่งที่พระพุทธเจ้านำมาสอนนั้นไม่ สามารถคิดขึ้นมาเองได้ แต่เอามาจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ท่านจึงท้าให้มาดูได้ว่ามัน เกิดขึ้นจริงๆ (เอหิปัสสิโก = จงมาดูเอาเถิด) เนื่องจากเป็นของจริง จึงยืนยงมาได้กว่า ๒,๖๐๐ ปี และกำลังได้รับความสนใจมากขึ้น ส่วนสำนักคิดที่ปราศจากความจริงรองรับก็ปลาศนาไปจากโลก ประเทศไทยถึงขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองพุทธ แต่การศึกษาไทยเหมือนอยู่ในฐานะสำนักคิดอื่นๆ เพราะเรียนจากวิชามากกว่าเรียนจากประสบการณ์แบบพุทธ ท่านมหาตมะคานธีกล่าวว่า "ถ้าคุณเรียนจากตำราคุณได้ความรู้ ถ้าคุณเรียนจาก ประสบการณ์คุณได้ปัญญา" เนื่องจากฐานการเรียนรู้ในระบบการศึกษามีฐานอยู่ในตำรา วัฏฏะของความรู้จึง เหมือนหมุนเวียนอยู่ในสุญญากาศนภากาศ (รูป ๑.ก) ไม่ได้ทดสอบด้วยการปฏิบัติ ฟ้า ชีวิตจริงปฏิบัติจริง ดิน (ก) วัฏฏะความรู้ที่หมุนวน อยู่ในสุญญากาศ (ข) วัฏฏะความรู้ที่หมุนวน จากดิน(มีชีวิตจริงปฏิบัติจริง) ๑๒ # นภากาศ สู่ฟ้าจากฟ้าสู่ดิน ## รูปที่ ๑. การหมุนวนของความรู้ ๒ แบบ การปฏิบัติ รูป ข. แสดงวัฏฏะของความรู้อีกแบบหนึ่งที่หมุนวนจากดินสู่ฟ้าจากฟ้าสู่ดิน นั่นคือ ความรู้ที่ได้จากชีวิตจริงปฏิบัติจริงปฏิบัติจริง(ดิน) แล้ววิเคราะห์สังเคราะห์ให้เป็นปัญญาที่สูงขึ้น (ฟ้า) แล้วนำกลับลงไปใช้อีก วนขึ้นวนลงเช่นนี้ ทุกรอบจะทำให้การปฏิบัติดีขึ้น และทฤษฎีดีขึ้น ถ้าเข้าใจตามนี้ จะเข้าใจกาลามสูตรดีขึ้น และเข้าใจว่าทำไมวิชาการในประเทศไทยจึง อ่อนแอยิ่งนัก รวมทั้งเข้าใจปัญหาของนักวิชาการไทย และเห็นว่าทำไมต้องเปลี่ยนฐานการเรียนรู้จากตำรามาเป็นฐานการเรียนรู้จากการปฏิบัติ หรือประสบการณ์ ไม่ได้แปลว่าตำราไม่สำคัญ แต่ตำราไม่ใช่ฐาน เป็นเครื่องมือประกอบการเรียนรู้อย่างหนึ่ง ในหลายอย่าง ฐานอยู่ในการปฏิบัติในชีวิตจริงเป็นการบูรณาการชีวิตกับการเรียนรู้เข้ามาด้วยกัน ว่า ชีวิตคือการเรียนรู้ การเรียนรู้คือชีวิต เช่นนี้ การเรียนรู้ก็จะกว้างขวางไม่มีขอบเขต ต่างจากการสอนถ่ายทอดเนื้อหาวิชาที่คับ แคบและจำกัด เมื่อการเรียนรู้กว้างขวางไม่มีข้อจำกัด ก็จะก่อให้เกิดพลังแก่ชีวิตและสังคมอย่างไม่มี ข้อจำกัด แบบที่เรียกว่า "ระเบิดพลังออกมาจากภายใน" การอภิวัฒน์การเรียนรู้จึงเป็นพลังที่ ยิ่งใหญ่ที่สุดในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ๑๓ ## ๓. ไตรยางค์แห่งการเรียนรู้ การเรียนรู้น่าจะมีองค์ ๓ หรือ ไตรยางค์ ดังนี้ * **องค์ที่ ๑** ฐานของการเรียนรู้ คือชีวิตจริงปฏิบัติจริง หรือวิถีชีวิต หรือวัฒนธรรม * **องค์ที่ ๒** กระบวนการคิดด้วยเหตุผล หรือ กระบวนการวิทยาศาสตร์ * **องค์ที่ ๓** จิตตปัญญาศึกษา เพื่อการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตน ซึ่งอาจเขียนเป็นรูปและอธิบายเพิ่มเติม ดังต่อไปนี้ ![รูปที่ ๒ ไตรยางค์แห่งการเรียนรู้](image) **จิต** - จิตตปัญญา (จิต) **คิด** - กระบวนการแห่งเหตุผล (วิทยาศาสตร์) **ทำ** - วัฒนธรรม (วิถีชีวิต) รูปที่ ๒ ไตรยางค์แห่งการเรียนรู้ (๑) ฐาน = วัฒนธรรมหรือวิถีชีวิต; (๒) กระบวนการคิดด้วยเหตุผล (วิทยาศาสตร์); (๓) จิตตปัญญาศึกษา (จิต) ควรสังเกตว่าตามไตรยางค์แห่งการเรียนรู้นี้ เปลี่ยนฐานการเรียนรู้ไปจากเดิมโดยสิ้นเชิงฐานการเรียนรู้เดิมอยู่ในวิชาการ ฐานการเรียนรู้ใหม่อยู่ในวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิต วิชาการนั้นแยกส่วน แยกตัวจากชีวิตจริง และแยกส่วนกันเองระหว่างวิชา การเรียนรู้จากฐานชีวิตเป็นการเอาการเรียนรู้กับชีวิตเข้ามาอยู่ในที่เดียวกัน ชีวิตเป็นความเป็นจริงที่เชื่อมโยงและเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ๑๔ มากกว่าวิชาการ การเรียนรู้จากฐานชีวิตจึงเป็นการเรียนรู้จากชีวิตจริงปฏิบัติจริง ชีวิตต้องทำอะไร เกี่ยวข้องกับอะไร เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ก็เรียนรู้ให้รู้ ทำได้ ปรับตัวเปลี่ยนแปลงไปตามความ เป็นจริง การเรียนรู้ในฐานะวัฒนธรรม เรียนง่ายกว่าและสนุกกว่าในฐานะวิชาการ เพราะคนอื่นๆเขา ปฏิบัติกันรอบตัว การเรียนรู้ในฐานะชีวิตจะไม่มีการว่างงาน เพราะการทำงานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การเล่นและสุนทรียธรรมต่างๆเป็นธรรมดาของชีวิต การเรียนรู้ผ่านการเล่นและสุนทรียธรรมต่างๆ ให้ความสนุกและความสุข การเรียนรู้ควรจะเป็นความสุข ไม่ใช่ความทุกข์แบบการเรียนรู้ในฐานะ วิชาการ ถ้าทำอะไรแล้วมีความสุขมนุษย์ก็อยากจะทำสิ่งนั้นซ้ำอีก คนไทยเกลียดการศึกษาเพราะ เราทำให้การศึกษาเป็นความเจ็บปวด เราต้องทำให้การเรียนรู้เป็นความสุข มนุษย์จะได้รักในการ เรียนรู้ องค์ประกอบที่ ๑ นี้อาจเรียกว่า การเรียนรู้จากการทำ องค์ประกอบที่ ๒ คือ การเรียนรู้จากการคิด ด้วยความเป็นเหตุเป็นผลหรือกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เข้าใจสิ่งที่ประสบมาจากทำให้ชัดขึ้น ลึกขึ้น ดีขึ้น เพื่อเอกลักษณ์ไปทำให้ ได้ผลดียิ่งขึ้น กระบวนการทางวิทยาศาสตร์นี้ต่างจาก “วิชาวิทยาศาสตร์” อย่างที่เราเรียกกัน การ ท่องวิชาวิทยาศาสตร์อาจไม่ทำให้ความคิดแบบวิทยาศาสตร์หรือความเป็นเหตุเป็นผลเข้มแข็งขึ้น (เพราะมัวแต่ท่องจำเนื้อหาวิชา) กระบวนการทางวิทยาศาสตร์นั้นใช้สำหรับทุกเรื่อง และเมื่อเอา ไปใช้ต่อยอดประสบการณ์ทางวัฒนธรรม ทำให้เกิดปัญญาสูงขึ้น เป็นจุดบรรจบกันของวัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ ทางพุทธศาสนาใช้กระบวนการของความเป็นเหตุเป็นผลเป็นหัวใจ โดยมองว่าทุกสิ่งทุก อย่างล้วนเป็นกระแสของเหตุปัจจัยที่เรียกว่าอิทัปปัจจยตา (อิทะ = นี้; หมายถึงความที่นี้เป็น ปัจจัยให้เกิดนี้...ให้เกิดนี้...ให้เกิดนี้ เป็นกระแสของเหตุปัจจัยหรือความเป็นเหตุเป็นผล ต่อเนื่องกันไป) บางทีทางพุทธท่านเรียกความเป็นเหตุเป็นผลว่า “ธรรมะ” บ้าง มัชฌิมาปฏิปทา บ้าง ตรงนี้ควรเข้าใจว่าความเห็นแก่ตัวทำให้เกิดอคติและขาดความเป็นเหตุเป็นผล ฉะนั้น กระบวนการเรียนรู้ที่ดีที่เข้าถึงความเป็นเหตุเป็นผลอย่างบริสุทธิ์ จึงปลดปล่อย ผู้เรียนไปสู่อิสรภาพ (จากความยึดมั่นในตัวตน) ทำให้เกิดความสุขอย่างลึกซึ้ง ๑๕ ตรงนี้น่าจะมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งว่ากระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่แท้ สามารถ ปลดปล่อยมนุษย์ออกจากความเห็นแก่ตัว แต่ถ้าเรียนไปแล้วยิ่งเกิด โลภะ โทสะ โมหะ มากขึ้น ไม่น่าจะเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ดี และไม่เป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่แท้ องค์ประกอบที่ ๓ การทำจิตให้ยิ่ง การเป็นมนุษย์ต้องมีจิตใจสูง อย่างน้อยต้องบรรเทา ความเห็นแก่ตัว มีใจกว้างมากขึ้น เห็นแก่ส่วนรวมมากขึ้น รับผิดชอบต่อส่วนรวมมากขึ้น มีความ ซื่อสัตย์สุจริต ยิ่งมีสติ มีสมาธิ มีปัญญา มากขึ้นเท่าไรยิ่งเป็นการดี มนุษย์สามารถเรียนรู้ที่จะ เปลี่ยนแปลงตัวเองขั้นพื้นฐานที่เรียกว่า Transformative learning หรือ จิตตปัญญาศึกษา ถ้าไม่ ระวังการศึกษาที่มุ่งแต่วิชานั้นกลับทำให้ความเป็นมนุษย์ตกต่ำลง คือมีอุศลมูล อันได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ เพิ่มขึ้น ทำให้เอาเปรียบกันมากขึ้น ขัดแย้งมากขึ้น รุนแรงมากขึ้น ที่โลกวิกฤตอยู่ทุก วันนี้ ควรจะตั้งคำถามกับการศึกษาปัจจุบันว่า การศึกษาทุกวันนี้ทำให้ความเป็นมนุษย์สูงขึ้น หรือไม่ ที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเรียกว่า "การศึกษาหาทางด้วน" นั้นหมายถึงอะไร ที่น่ายินดีก็คือ มีกระแสใหญ่ของเรื่องจิตสำนึกใหม่ (New consciousness) การเรียนรู้เพื่อ การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน มีความสนใจเรื่องการเจริญสติกันมากขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือของจิตต ปัญญาศึกษา จึงได้รวมเรื่องการเรียนรู้เพื่อพัฒนาจิตให้ยิ่งเป็นองค์ที่ ๓ แห่งการเรียนรู้ โดยสรุปองค์ ๓ แห่งการเรียนรู้ คือ การเรียนรู้จากการทำ เรียนรู้จากการคิด เรียนรู้เพื่อ พัฒนาจิตให้ยิ่ง ทั้ง ๓ องค์เป็นหลัก ซึ่งอาจมีมากน้อยต่างกัน ตามช่วงอายุ และประเภทของการเรียนรู้ ส่วนกระบวนการเรียนรู้นั้นก็มีความสนใจที่จะพัฒนาหลายแง่หลายมุม เช่น Brain - based learning บ้าง Work - based learning บ้าง Context - based learning บ้าง 21st Century Skills บ้าง Transformative learning บ้าง หรือใดอื่นอีก การเรียนรู้ในชื่อต่างๆ เหล่านี้มีซ้อนทับกันบ้าง เสริมกันบ้าง ๑๖ ควรตั้งโจทย์ว่า "กระบวนการเรียนรู้ที่ดีที่สุดที่จะพัฒนาคนให้เต็มตามศักยภาพของ ความเป็นมนุษย์นั้นคืออย่างไร" ๑๗ ## ๔. ### การเรียนรู้ของคนทั้งมวล (Learning For All) #### ทั้งมวลเพื่อการเรียนรู้ (All For Learning) ##### การเรียนรู้ที่เยียวยาสังคมทั้งหมด (Learning that Heal the Whole) เมื่อพูดถึงการอภิวัฒน์การเรียนรู้ กรอบความคิดและเป้าหมายก็ต้องกว้างขวางยิ่งใหญ่ **การเรียนรู้ของคนทั้งมวล (Learning For All)** หมายถึงคนทุกคนในประเทศจะต้องเป็นบุคคลเรียนรู้ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่ม ทุกสถานที่ ไม่เว้นผู้ใดสักคนเดียว สังคมทั้งสังคมจึงกลายเป็นสังคมเรียนรู้ นี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยโดยสิ้นเชิง จากสังคมนิยมอำนาจไม่นิยมความรู้และการเรียนรู้ ตกอยู่ในโมหภูมิหรือความไม่รู้หรืออวิชชา ความไม่รู้หรืออวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดความทุกข์ ทั้งทุกข์ส่วนบุคคลและทุกข์ของชาติ ซึ่งมากขึ้นเรื่อยๆจนวิกฤต การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น คือ เปลี่ยนแปลงจากสังคมนิยมอำนาจไปเป็นสังคมเรียนรู้ นี่เป็นที่มาของการตั้งเป้าหมายการอภิวัฒน์การเรียนรู้ว่า **การเรียนรู้ของคนทั้งมวล หรือ Learning For All** การมองแบบเดิมๆว่า การศึกษาเป็นเรื่องของโรงเรียนและครูเท่านั้น เป็นเรื่องที่ล้าสมัย และคับแคบ ถ้าชีวิตคือการเรียนรู้ แล้วไชรั้น ทุกพื้นที่ของชีวิตคือการเรียนรู้ ไม่ว่าชีวิตจะเกี่ยวข้องกับอะไรหรือทำอะไร สิ่งต่างๆเหล่านั้นเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ ท่านอาจารย์พุทธทาส ซึ่งเป็นตัวอย่างของบุคคลเรียนรู้ เมื่อมีผู้ถามท่านว่า "ท่านอาจารย์เลี้ยงไก่ไว้ทำไม" ท่านตอบว่า "เลี้ยงไว้เป็นครู” คือท่านเรียนรู้จากทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งจากสัตว์ด้วย ท่านกล่าวว่าแม้แต่ความเจ็บป่วยก็ทำให้เราฉลาดขึ้นเพราะเราเรียนรู้จากมัน ถ้าเราถือว่าชีวิตคือการเรียนรู้ ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งในตัวและนอกตัวล้วนเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ ทุกเวลา ทุกสถานที่ ทุกบุคคล ทุกเรื่องราวและเหตุการณ์ การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ห้องเรียนอีกต่อไป สังคมทั้งสังคมจะเต็มไปด้วยแหล่งเรียนรู้ เรามีทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้มากมาย ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรทางวัฒนธรรม ทางศาสนธรรม ทางเศรษฐกิจและอาชีพต่างๆ ทรัพยากรภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคการสื่อสาร ฯลฯ คนทุกคนล้วนมีความรู้ในตัว คนทุกคนจึงเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ ๑๘ เราต้องมองแหล่งเรียนรู้ด้วยสายตาใหม่ ว่าแหล่งเรียนรู้มีอย่างอุดมทุกหนทุกแห่ง การมอง ว่าทุกคนมีความรู้ในตัวมีคุณค่ามีประโยชน์และสามารถเป็นครู จะเป็นการเปลี่ยนแปลงศีลธรรมขั้น พื้นฐานนั่นคือ "การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนอย่างเท่าเทียมกัน" ศีลธรรมพื้นฐานเป็นรากฐานของสิ่งดีๆในสังคม เช่น ประชาธิปไตย การเคารพสิทธิ มนุษยชน ความยุติธรรม และความเป็นธรรม สังคมไทยขาดศีลธรรมพื้นฐานนี้เพราะคนเล็กคนน้อยคนยากจน ไม่มีความหมาย ไม่มี ศักดิ์ศรี สังคมไทยจึงพัฒนาสิ่งดีๆไม่ขึ้น ฉะนั้น การเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้ ว่าคนทุกคนมีความรู้ในตัวสามารถเป็นครู ให้ผู้อื่นเรียนรู้ได้ จึงก่อให้เกิดผลสะเทือนอันยิ่งใหญ่ทางศีลธรรมพื้นฐานที่เดียว เพราะฉะนั้นกรอบ ความคิดที่ ๒ ของการอภิวัฒน์การเรียนรู้ที่ว่า ทั้งมวลเพื่อการเรียนรู้ หรือ All For Learning จึงมี ความสำคัญยิ่งนัก กรอบความคิดที่ ๓ ที่ว่าการเรียนรู้ที่เยียวยาสังคมทั้งหมด (Learning that Heal the Whole) หมายถึงว่าการศึกษาไม่ใช่การท่องจำเนื้อหาวิชาเท่านั้น แล้วก็ไม่มีผลต่อการ แก้ปัญหาอะไรให้สังคมอย่างชัดเจน การศึกษาควรจะเป็น พลังที่ยิ่งใหญ่ในการพัฒนาสังคมหมด ทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ต้องเป็นเครื่องมือแก้ความยากจน สร้างสังคมเข้มแข็ง สร้างสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ที่แล้วมาการศึกษาเป็นการศึกษาที่ลอยตัว (Non-engaged) จากสังคม ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ร่วมแก้ปัญหา จึงอ่อนแอทางปัญญา ในการอภิวัฒน์การเรียนรู้ ต้องดึง การศึกษาเข้ามาอยู่ในสังคม รู้ร้อนรู้หนาว ร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมแก้ปัญหา การเผชิญปัญหาและ แก้ปัญหาได้ทำให้เกิดความเข้มแข็งทั้งทางกาย ทางสังคม และทางปัญญา การปฏิรูปการเรียนรู้คราวนี้ต้องทำให้ การศึกษารักษาทุกโรค (Education Cure All) การเรียนรู้จึงไม่ใช่การนั่งท่องหนังสืออีกต่อไป แต่เป็นการเรียนรู้ในการปฏิบัติให้ได้ผลจริง เช่น การเรียนรู้ให้มีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของความร่มเย็น เป็นสุข เป็นต้น ๑๙ # ๕. ## ปฏิรูปประเทศไทย - ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ ### คืนอำนาจให้ประชาชนปกครองตนเอง #### ชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง ประเทศไทยที่ติดขัดและขัดแย้งจนวิกฤต เกิดจากโครงสร้างอำนาจที่ไม่เป็นธรรม รัฐมี อำนาจมากเกิน และเป็นระบบรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางแต่ประชาชนมีอำนาจน้อย ในการ ปฏิรูปประเทศไทยต้องคืนอำนาจให้ประชาชนปกครองตนเอง ในรูปของชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง เพื่อให้พื้นที่สามารถจัดการพัฒนาอย่างบูรณาการ การพัฒนาอย่างบูรณาการทำให้เกิดความสมดุลและยั่งยืน การพัฒนาอย่างบูรณาการต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เอากรมเป็นตัวตั้งไม่ได้เพราะกรมแยก ส่วนเป็นเรื่อง การพัฒนาอย่างแยกส่วนทำให้เสียสมดุลและเกิดความไม่ยั่งยืน การศึกษาต้องเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างบูรณาการ ที่แล้วมาการศึกษาเป็นการแยก ส่วน เอาวิชาเป็นตัวตั้ง การศึกษาเพื่อพัฒนาการเป็นประเทศไทย ต้องบูรณาการอยู่กับการพัฒนา อื่นๆ กล่าวคือ #### เศรษฐกิจ-จิตใจ-สังคม-วัฒนธรรม-สิ่งแวดล้อม-สุขภาพ-การศึกษา-ประชาธิปไตย การศึกษาต้องช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น สังคมดีขึ้น สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ไม่ใช่ลอยตัวไปท่องวิชา ฉะนั้นการศึกษาในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศไทย ต้องเป็นการศึกษาที่บูรณาการ กับการพัฒนาอื่นๆทั้งหมด เมื่อเป็นการศึกษาแบบบูรณาการก็ต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอา กระทรวงหรือกรมเป็นตัวตั้ง การปฏิรูปการศึกษาที่แล้วมาเอากระทรวงศึกษาธิการเป็นตัวตั้ง ๒๐ การปฏิรูปการศึกษาเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง หน่วยของการ ปฏิรูปการศึกษาคือชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด การศึกษาต้องทำให้ชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด เข้มแข็ง ที่ แล้วมาการศึกษาทำให้ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอ เพราะรวมศูนย์เข้าสู่ส่วนกลาง เมื่อเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ในพื้นที่มีบุคคล องค์กร และทรัพยากรอื่นๆ เพื่อการเรียนรู้มากมาย ไม่ได้มีแต่ครูในโรงเรียนและผู้บริหารการศึกษาเท่านั้นอีกต่อไป ลองทำรายการทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้ในพื้นที่ทั้งหมดดูจะเห็นว่ามากมายมหาศาล เพียงใด มีผู้นำชุมชนท้องถิ่น มีผู้ประกอบอาชีพต่างๆ ครู พระ ศิลปิน ปราชญ์ชาวบ้าน นักวิชาการ เกษตร สาธารณสุข ภาคธุรกิจ ภาคการสื่อสาร มูลนิธิ องค์กรเอกชนต่างๆ ทรัพยากรเหล่านี้ สามารถถักทอกันเข้ามาเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ได้ทั้งสิ้น การเรียนรู้จะไม่จำกัดอยู่ที่ครูกับ นักเรียนในห้องเรียนอีกต่อไป แต่จะเปิดพื้นที่การเรียนรู้อย่างกว้างขวาง และไม่ขาดแคลนครูอีก ต่อไป เพราะทุกคนในพื้นที่เป็นทั้งครูและนักเรียนในขณะเดียวกัน เพราะเราเน้นการเรียนรู้ และ **การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning through action)** ถือเป็นการเรียนรู้ที่ สำคัญที่สุด เพราะทำให้สำเร็จประโยชน์ร่วมกัน และเกิดปัญญาร่วมที่ทำให้ทำเรื่องยากๆได้สำเร็จ นอกจากนั้นยังทำให้เกิดความเชื่อถือไว้วางใจกัน (**Trust**) อันมีค่าอย่างยิ่ง ถ้าเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งจะทำให้เกิดการรวมตัว ถ้ารวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง จะเกิดการแบ่งแยกในพื้นที่ว่า ใครขึ้นกับกรมใด ฉะนั้นในการปฏิรูปการศึกษาเพื่อปฏิรูปประเทศไทย ต้องเอาพื้นที่คือชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด เป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอากระทรวงศึกษาธิการเป็นตัวตั้ง การถักทอกันทางสังคมในพื้นที่จะทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เป็นไปได้ ๒๑ ## ๖. จังหวัดทั้งจังหวัด ### คือสังคมแห่งการเรียนรู้ (Total Provincial Learning) เมื่อจังหวัดเป็นหน่วยของการปฏิรูปการศึกษา เราก็สามารถคิดถึงระบบการเรียนรู้เพื่อคนทั้งมวลในจังหวัด การระดมทรัพยากรทั้งมวลในจังหวัดเพื่อการเรียนรู้ และการเรียนรู้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม พร้อมทุกด้านให้เป็นจังหวัดที่น่าอยู่ เพราะมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนมีศานติสุข จังหวัดทั้งจังหวัดกลายเป็นจังหวัดแห่งการเรียนรู้ หรือเป็นมหาวิทยาลัยชีวิตในรูปใหม่ ในการคิดถึงการเรียนรู้ของคนทั้งมวลในจังหวัดอาจคิดถึง การเรียนรู้ของกลุ่มและวิธีต่างๆ ดังต่อไปนี้ (๑) การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย เด็กปฐมวัยทุกคนในจังหวัดต้องได้รับการเลี้ยงดูที่ดีที่เขาจะเติบโตขึ้นเป็นคนฉลาด เป็นคนดี และเป็นคนมีความสุข โดยพ่อแม่ พี่เลี้ยง ครูพี่เลี้ยงที่ศูนย์เด็กเล็กมีความรู้ ทัศนคติ และทักษะ ในการดูแลเด็กปฐมวัย องค์กรท้องถิ่นทุกองค์กรในจังหวัดจัดให้มีศูนย์เด็กเล็กอย่างพอเพียงและมีครูพี่เลี้ยงที่มีจำนวนและคุณภาพพอเพียงในแต่ละจังหวัดน่าจะมีสถาบันวิจัยและพัฒนาเด็กปฐมวัยเพื่อสนับสนุนพัฒนาการของเด็กปฐมวัยทั้งจังหวัดให้ทั่วถึงและมีคุณภาพอย่างจริงจัง (๒) การเรียนรู้ในกระบวนการชุมชน ในแต่ละจังหวัดมีชุมชนที่เป็นหมู่บ้านประมาณ ๑,๐๐๐ แห่ง มีตำบลประมาณ ๑๐๐ ตำบล ชุมชนและท้องถิ่นทุกแห่งต้องสามารถจัดการตนเองให้เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการ ทุกชุมชนควรมีสภาผู้นำชุมชนที่เกิดจากการรวมตัวกันของผู้นำกลุ่มต่างๆ สภาผู้นำชุมชนทำการสำรวจข้อมูลชุมชน เอาข้อมูลมาทำแผนชุมชนซึ่งเป็นพัฒนาอย่างบูรณาการ เอาแผนชุมชนเสนอให้สภาประชาชนหรือสภาชุมชน ซึ่งเป็นที่ประชุมของคนทั้งชุมชน สภาประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ เพิ่มเติม ตัดทอน ดัดแปลง แผนชุมชน ตามที่ที่ประชุมเห็นร่วมกัน และรับรองแผนชุมชนตามที่เห็นร่วมกันหลังจากนั้น ๒๒ ปฏิบัติตามแผน ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการทั้ง ๘ เรื่อง เชื่อมโยงกัน คือ เศรษฐกิจ-จิตใจ-สังคม-วัฒนธรรม-สิ่งแวดล้อม-สุขภาพ-การศึกษา-ประชาธิปไตย เกิด สังคมศานติสุขและยั่งยืน กระบวนการชุมชนที่กล่าวนี้เป็นประชาธิปไตยทางตรงที่ทุกคนในชุมชนมีส่วนร่วม โดยตรง เป็นประชาธิปไตยสมานฉันท์ เพราะรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ และประชาธิปไตย อรรถประโยชน์คือเกิดการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ต่างจากประชาธิปไตย ระดับชาติ ซึ่งเป็นประชาธิปไตยทางอ้อม อาจไม่ใช่ประชาธิปไตยสมานฉันท์ อาจไม่ใช่ ประชาธิปไตยอรรถประโยชน์ กระบวนการชุมชนหรือประชาธิปไตยชุมชนจึงเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด และ เป็นการเรียนรู้ร่วมกันของคนทั้งชุมชน โรงเรียนที่ตั้งอยู่ในชุมชนควรเป็นส่วนหนึ่งของ ชุมชน และมีส่วนทำให้ชุมชนเข้มแข็ง ไม่ใช่เป็นส่วนแปลกแยกจากชุมชน โดยเน้นการท่อง หนังสือ โดยไม่ทำอะไรเกี่ยวกับชุมชน มิหนำซ้ำเป็นเครื่องมือส่งเด็กเข้าเมืองและเข้ากรุง ทำให้ชุมชนอ่อนแอ โรงเรียนควรลดการเรียนในห้องเรียนลงให้มาก ทั้งครูและนักเรียน เรียนรู้จากการทำงานและร่วมกิจกรรมกับชุมชน โรงเรียนควรเป็นแหล่งข้อมูลและความรู้ เพื่อสนับสนุนกระบวนการชุมชน ในกระบวนการชุมชนยังมีการเรียนรู้อื่นๆอีกมาก เช่น การเรียนรู้ที่จะดูแลสุขภาพที่ส่งเสริมโดยระบบสุขภาพชุมชน การเรียนรู้ในเรื่องการเงิน ของชุมชน สถาบันการเงินของชุมชนกลายเป็นเครื่องมือส่งเสริมการเรียนรู้ที่สำคัญ การทำ ความดีเป็นเครดิตที่ใช้กู้เงินจากสถาบันการเงินของชุมชนเป็นตัวอย่างนวัตกรรมทางสังคม ที่เกิดขึ้นในกระบวนการชุมชน ผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรู้ในกระบวนการชุมชน คือ ชุมชนเข้มแข็งมีการพัฒนา อย่างบูรณาการ สมดุล และยั่งยืน ไม่ใช่อยู่ที่นักเรียนสอบได้คะแนนดี ไปเรียนต่อได้มาก ความสำเร็จพื้นฐานคือทุกคนมีสัมมาชีพ และมีการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมอบอุ่นและ เข้มแข็ง ส่วนใครอยากเรียนรู้อะไรเป็นพิเศษเพราะชอบ หรือ ต้องการเรียนรู้เพื่อวิชาการก็ สามารถทำได้ ขอย้ำว่ากระบวนการเรียนรู้ในชุมชนเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มีคุณค่าอันหาไม่ได้ จากการเรียนรู้แบบอื่น (๓) แหล่งเรียนรู้ตำบล ในตำบลแต่ละตำบล ควรจัดให้มีแหล่งเรียนรู้ ดังนี้ * ห้องสมุดตำบล มีอินเตอร์เนตสำหรับค้นความรู้ ๒๓ * พิพิธภัณฑ์ตำบล มีการวิจัยประวัติศาสตร์ตำบล และเอามาจัดทำพิพิธภัณฑ์ตำบล ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจะช่วยให้คนเกิดสำนึกท้องถิ่น และรวมตัวกันพัฒนาชุมชน ท้องถิ่นให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น * ศูนย์ศิลปะตำบล ใช้สำหรับการแสดงศิลปะ วัฒนธรรมต่างๆ รวมทั้งการฉายหนัง ดีๆ เป็นเครื่องเรียนรู้อย่างดีของคนทั้งตำบล * ศูนย์กีฬาตำบล * ศูนย์เรียนรู้พิเศษ ถ้าคนในตำบลอยากเรียนรู้อะไรเป็นพิเศษก็จัดให้มีการเรียนรู้ พิเศษในเรื่องนั้นๆ ขึ้น รูปที่ ๓ แหล่งเรียนรู้ตำบล รอบๆเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ตำบล อาจมีตลาดชุมชน แหล่งเรียนรู้ตำบลจึงเป็นที่ที่ มีความคึกคักของการเรียนรู้อันหลากหลาย อบต. เทศบาล ควรจะเป็นผู้ประสานงานสร้าง แหล่งเรียนรู้ตำบล (๔) เครือข่ายเยาวชนตำบล ทุกตำบลควรส่งเสริมให้เยาวชนรวมตัวกันเป็นเครือข่ายเยาวชน ตำบล เพื่อพยายามทำเรื่องดีๆโดยผู้ใหญ่สนับสนุน ถ้าเยาวชนได้คิดริเริ่มทำอะไรด้วย ตนเอง จะเป็นการกระตุ้นสมองส่วนหน้า ทำให้สติปัญญาแตกฉานและเกิดศีลธรรม เพราะ สมองส่วนที่ทำให้เกิดศีลธรรมอยู่ที่ส่วนหน้า ควรมีการเชื่อมโยงเครือข่ายเยาวชนระหว่าง ตำบลและระหว่างจังหวัด จะเป็นพลังของการพัฒนาอันมหาศาล ๒๔ (๕) การเรียนรู้เพื่อสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นปัจจัยของความร่มเย็นเป็นสุข การไม่มีงานทำ ความยากจน ทำให้พัฒนาอย่างอื่นๆติดขัด เช่น พัฒนาเด็กปฐมวัย พัฒนาสุขภาพ การขจัดอบาย การมีสัมมาชีพทำให้รู้สึกมีเกียรติมีศักดิ์ศรีและความอยากตั้งอยู่ในความดี ไม่อยากไปเสี่ยงทำเรื่องที่ไม่ดี เช่น ลักขโมย เล่นพนัน การติดยาเสพติด สัมมาชีพ หมายถึงอาชีพที่ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม และมีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ สัมมาชีพจึงเป็นทั้ง เศรษฐกิจ จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม และศีลธรรม เข้ามาผนึกกัน ทุกพื้นที่ทั้งระดับชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด จึงควรมีเป้าหมายสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ การเรียนรู้จึงควรสนองเป้าหมายนี้ด้วย โดยมีความหลากหลายในอาชีพ เช่น การเกษตร การช่าง การค้าขาย ศิลปหัตถกรรม อุตสาหกรรม การบริการ หรืออะไรอื่น ให้ผู้เรียนเลือกอาชีพตามที่ตนถนัด การได้ทำอะไรที่ตนชอบจะทำให้มีความสุขและทำได้ดี การเรียนรู้ควรมีหลายรูปแบบ ทั้งการเรียนรู้ในชุมชน เรียนรู้โดยเป็นลูกมือของผู้ที่ทำเป็น อาชีวศึกษา การฝึกงานในสถานประกอบการ สถานประกอบการที่ประสบความสำเร็จจะมีคุณสมบัติอย่างน้อย ๓ อย่าง คือ ทำงานเป็นอดทน รับผิดชอบ อันเป็นคุณสมบัติที่ขาดไปโดยสิ้นเชิงสำหรับผู้เรียนสายสามัญ และมหาวิทยาลัย สถานประกอบการจึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นที่เรียนรู้ โดยผู้เข้าไปฝึกงานอาจได้ค่าตอบแทนด้วย โดยได้เรียนรู้ด้วยมีรายได้ด้วย ผู้ประกอบการก็มีแรงงานราคาถูกทำให้ลดต้นทุนลง เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน กศน.ก็ดี วิทยาลัยอาชีวะ วิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยอื่นๆในจังหวัดควรรวมตัวกันเพื่อจัดการศึกษา เพื่อสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ถ้ายังไม่เพียงพออาจจัดให้มี วิทยาลัยชุมชน ที่เน้นการเรียนรู้เพื่อสร้างสัมมาชีพ โรงเรียนสายสามัญ ควรลดการเรียนแบบท่องวิชาลง เน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง และการปฏิบัติจริงอย่างหนึ่งก็คือ การมีอาชีพมีรายได้ สังคมไทยได้สร้างค่านิยมในการศึกษาสายสามัญพุ่งไปเอาปริญญามากเกิน อันเป็นเกียรติจอมปลอมหลวมๆ สร้างคนที่ทำงานไม่เป็น ไม่อดทน ไม่รับผิดชอบขึ้นมาเต็มประเทศไปหมด เป็นคนที่อ่อนแอและทำให้ประเทศอ่อนแอ กระบวนการการเรียนรู้เพื่อสัมมาชีพต้องสร้างค่านิยมใหม่ เป็นค่านิยมในงาน (Work value) มากกว่าค่านิยมในปริญญาที่ทำงานไม่เป็น ควรดูตัวอย่างคนจีนที่ยากจนมีการศึกษาน้อย อาศัยความขยันและความประหยัดสร้างเนื้อสร้างตัวภายในชั่วคนเดียว เมื่อมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ๒๕ แล้วก็อยู่ในฐานะที่จะเลือกเรียนรู้ในสิ่งที่ตนชอบต่อภายหลัง ที่ภาคอีสานปราชญ์ชาวบ้าน รวมตัวกันจัดตั้ง "วปอ.ภาคประชาชน" วปอ.ในพื้นที่นี้ คือ "วิทยาลัยป้องกันความอด อยาก" โดยสอนเรื่องการทำอาชีพ มหาวิทยาลัยสามารถสนับสนุนความคิดริเริ่มดีๆ ของ ราษฎรได้มาก ถ้าเข้าใจความเป็นจริงข้างล่าง การเรียนรู้เพื่อการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่จะดึงคนส่วนใหญ่ออกจากระบบการศึกษา สายสามัญที่มุ่งปริญญา ทำให้อุดมศึกษาคลายความแออัดยัดเยียดและความเป็นธุรกิจลง เปิดโอกาสให้มีความเข้มแข็งทางวิชาการ (๖) การเรียนรู้ของผู้ใช้แรงงาน ในแต่ละจังหวัดควรมีการสำรวจว่ามีผู้ใช้แรงงานอยู่เท่าไหร่ ทำอะไรบ้าง ต้องการเรียนรู้อะไรที่จะเพิ่มคุณภาพฝีมือแรงงาน และคุณภาพชีวิต และจัด ให้มีโอกาสเรียนรู้ทุกคน โดยสถานการณ์เรียนรู้เพื่อการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ที่กล่าวถึงในข้อ (๕) อาจรับฝึกอบรมฝีมือผู้ใช้แรงงานไปได้มาก แต่ถ้ายังไม่พอหรือไม่เหมาะสมก็จัดเพิ่มเติม ให้เพียงพอและเหมาะสม (๗) การเรียนรู้ของผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุที่เปลี่ยวเหงาไม่มีอะไรทำ จะมีความทุกข์ สุขภาพไม่ดี และอายุไม่ยืน แต่ละชุมชนควรดูแลผู้สูงอายุหมดทุกคน โดยมีกิจกรรมที่มีชีวิตชีวาร่วมกัน ซึ่งอาจจะเป็นงานอาชีพ สันทนาการ ธรรมะ ช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้อื่น ชมรมออกกำลัง กายร่วมกัน หรืออะไรอื่นที่ชมรมผู้สูงอายุคิดขึ้น แล้วชุมชนท้องถิ่นและระบบการศึกษา สนับสนุน (๘) การเรียนรู้พิเศษ คนบางคนในจังหวัดอาจต้องการเรียนรู้อะไรเป็นพิเศษ จะเป็นเพราะ สนใจใคร่เรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ เรียนเอาสนุก หรือเพราะเหตุใดก็ตาม ควรจะมีโอกาสได้ เรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ โดยจัดขึ้นที่ศูนย์การเรียนรู้พิเศษตำบล ตามที่กล่าวถึงในข้อ (๓) สถาบันการศึกษาต่างๆควรจัดการเรียนรู้พิเศษตามความต้องการของผู้เรียน ดร.ศักดิ์ ประสานดี ได้ทำโครงการการศึกษาอย่างหนึ่งเรียกว่า หลักสูตรศิลปศาสตร์บัณฑิต ผู้ประกอบการทางสังคม โดยเป็นปริญญาของสถาบันอาศรมศิลป์ โดยมีหลักการว่าในพื้นที่ มีทั้งคนอยากเรียนและคนอยากสอน แต่ขาดการจัดการ โครงการที่ว่านี้จัดการให้ใครที่ อยากเรียนได้เรียนฟรี ใครอยากสอนสอนฟรี ดร.เสรี พงศ์พิศ ได้จัดตั้ง มหาวิทยาลัยชีวิต หรือสถาบันการศึกษาเพื่อปวงชน ซึ่งชาวไร่ชาวนาสามารถเข้าศึกษาปริญญาตรี ปริญญา โทได้ โดยเรียนวิธีคิดและการจัดการที่ทำให้เขาสามารถจัดการอาชีพของเขาได้ดีขึ้น เหล่านี้เป็นตัวอย่างของการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคนทั้งมวล ถ้าสามารถละการยึดติดใน ๒๖ รูปแบบ ในพื้นที่สามารถจัดการเรียนรู้ได้ในรูปแบบต่างๆ เพื่อการเรียนรู้ของคนทั้งมวล หรือของคนทุกคนในจังหวัด ถ้ามหาวิทยาลัยเข้าใจจะส่งเสริมสนับสนุนได้มาก (๙) การส่งเสริมการอ่านให้เต็มพื้นที่ สังคมไทยไม่ใช่สังคมแห่งการอ่าน ผู้คนอ่านหนังสือน้อย มาก แต่สมัยปัจจุบันเต็มไปด้วยเรื่องที่มีความซับซ้อน ถ้าไม่อ่านจะไม่เข้าใจความซับซ้อน การฟังวิทยุและดูโทรทัศน์ไม่ช่วยให้เข้าใจความซับซ้อน เมื่อไม่เข้าใจความซับซ้อนก็จะไม่ เข้าใจปัญหาและวิธีแก้ปัญหา ทำให้สะสมปัญหาในชีวิตและสังคม นำไปสู่สภาวะวิกฤต การส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้จึงควรส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมการอ่าน ในชุมชนไม่ว่าจะยากจนเพียงใด จะมีคนจำนวนหนึ่งที่ชอบอ่าน ควรสนับสนุนให้ คนเหล่านี้รวมตัวกันเป็น "ชมรมรักการอ่านประจำหมู่บ้าน" ให้มีเช่นนี้ทุกหมู่บ้าน และ ให้ดูแล "ห้องสมุดประจำหมู่บ้าน" มีการจัดการให้ห้องสมุดประจำหมู่บ้านมีหนังสือที่ควร มี และถ้ามีอินเตอร์เนตสำหรับค้นความรู้ได้ด้วยก็ยิ่งดี คนรักการอ่านจะอยากให้คนอื่นอ่านบ้าง ทำหน้าที่ส่งเสริมการอ่านในชุมชน ซึ่ง รวมทั้งให้พ่อแม่อ่านนิทานดีๆให้ลูกฟัง ซึ่งจะสร้างครอบครัวอบอุ่น และเป็นการพัฒนาเด็ก ปฐมวัย ครูบรรณารักษ์ที่โรงเรียนก็สามารถส่งเสริมการอ่านได้มาก ทั้งผู้ส่งเสริมการอ่าน และผู้อ่านจะพบความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากนิสัยรักการอ่าน อาจจัดให้มีการ ประกวดการอ่านในระดับต่างๆขึ้นไปจนถึงระดับชาติ เป็นต้น เพื่อสร้างชาติแห่งการอ่าน ให้ได้ (๑๐) อุดมศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ควรมีมหาวิทยาลัยอย่างน้อย ๑ แห่ง ที่ทำงานกับพื้นที่ ๑ จังหวัด ที่เรียกว่า ๑ มหาวิทยาลัยต่อ ๑ จังหวัด แต่มหาวิทยาลัยไม่ควรลอยตัวอยู่นอก สังคม เป็นมหาวิทยาลัยที่รู้ร้อนรู้หนาวร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมแก้ปัญหา ของชุมชนท้องถิ่นใน พื้นที่ทั้งจังหวัด มหาวิทยาลัยแบบนี้จะมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด ในการปฏิรูปประเทศไทย มหาวิทยาลัยก็ควรปฏิรูปตัวเองด้วย โดยไป สนับสนุนการคืนอำนาจให้ประชาชนปกครองตนเอง ในรูปของชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง ในการจัดการตนเองนี้ต้องการความรู้และการ เรียนรู้เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ มหาวิทยาลัยมีความสำคัญ อย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ของจังหวัดทั้งจังหวัด (๑๑) กลไกจัดการจังหวัดแห่งการเรียนรู้ในระดับจังหวัด น่าจะมีกลไกการจัดการส่งเสริม จังหวัดแห่งการเรียนรู้ในระดับจังหวัดในแต่ละจังหวัดเป็น ๒ ประเภท คือ ๒๗ (ก) สภาพการศึกษาจังหวัด โดยที่จังหวัดแห่งการเรียนรู้เป็นการเรียนรู้ของคนทุก คนทุกกลุ่ม และต้องการการถักทอดรัพยากรทุกประเภทในจังหวัดให้เข้ามาเป็นประโยชน์ ต่อการเรียนรู้ จึงควรมีกลไกประสานงานซึ่งอาจเรียกว่า สภาพการศึกษาจังหวัด หรือมูลนิธิ หรือ สมาคม ที่สำคัญต้องไม่มีความเป็นราชการ จะได้ไม่ติดในรูปแบบ กฎระเบียบ และ ตำแหน่งของข้าราชการ จะได้มีอิสระ ความคล่องตัวสูง และความต่อเนื่อง สภาพการศึกษา จังหวัดกระบี่ริเริ่มโดยภาคเอกชน มีคุณชวน ภูเก้าล้วน นักธุรกิจที่มีความสนใจและทุ่มเท เพื่อการศึกษาเป็นประธาน คุณชวนได้เดินทางไปจังหวัดอื่นๆ เพื่อชักชวนให้คนในจังหวัด รวมตัวกันตั้งสภาการศึกษาจังหวัด เช่นไปที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อเร็วๆนี้ จังหวัดกระบี่ และจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้พากันไปประชุมกับประชาคมจังหวัดกาญจนบุรีซึ่งอยู่ใน กระบวนการที่จะก่อตั้งสภาการศึกษาจังหวัดกาญจนบุรี ทั้งนี้โดยมี สสค. (สำนักส่งเสริม สังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน) สนับสนุน ที่ต้องย้ำคือสภาการศึกษาจังหวัด ไม่ได้มีแต่ครูและผู้บริหารการศึกษาเท่านั้น แต่มีผู้นำชุมชนท้องถิ่น นักธุรกิจ หมอ นักการ สื่อสาร และอื่นๆร่วมด้วย ต่อไปจะมีสภาการศึกษาจังหวัดเกิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีการ เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายสภาการศึกษาระหว่างจังหวัด เพื่อให้กำลังใจและแลกเปลี่ยน เรียนรู้ขยายตัวออกไป จนกระทั่งเครือข่ายแห่งการทำเรื่องดีๆครอบคลุมทั้งประเทศ (ข) สถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ เนื่องจากทั้งหมดเป็นการปฏิรูปการเรียนรู้ ที่ไม่ใช่เน้นการสอนท่องหนังสือแบบเก่าๆ จึงต้องการผู้เชี่ยวชาญส่งเสริมการเรียนรู้ช่วย ส่งเสริม ในแต่ละจังหวัดจึงควรมีสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้อย่างน้อย ๑ แห่ง ซึ่งมี ผู้เชี่ยวชาญกระบวนเรียนรู้ที่ดีจำนวนหนึ่ง แม้เพียง ๔-๕ คนก็ได้มารวมตัวกันแล้วใช้การ วิจัยและพัฒนาส่งเสริมให้เกิดจังหวัดแห่งการเรียนรู้ โดยวิธีนี้จังหวัดทั้งจังหวัดจะเป็นจังหวัดแห่งการเรียนรู้ ที่มีการเรียนรู้ของ ทุกคนตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน มีการระดมทรัพยากรทุกชนิด เข้ามาให้เป็น ประโยชน์ต่อการเรียนรู้ และเป็นการเรียนรู้ที่แก้ปัญหาทุกชนิด และยังให้เกิดการพัฒนา อย่างบูรณาการ ทั้งเศรษฐกิจ-จิตใจ-สังคม-วัฒนธรรม-สิ่งแวดล้อม-สุขภาพ-การศึกษา- ประชาธิปไตย หรือการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นจังหวัดน่าอยู่ จังหวัดทั้งจังหวัดกลายเป็น มหาวิทยาลัยในรูปแบบใหม่ คือมหาวิทยาลัยชีวิต ที่มีการเรียนรู้จากชีวิตจริงปฏิบัติจริง และเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ที่ทำให้ชีวิตเจริญและมีการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลทั้ง ระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม ๒๘ ชีวิตของคนแต่ละคนมีค่า มีศักดิ์ศรี มีความศักดิ์สิทธิ์ ทุกคนมีสิทธิที่จะมีชีวิตที่เจริญ และมีการอยู่ร่วมกันอย่างอาริยะ การเรียนรู้ที่ดีควรสร้างเสริมการมีชีวิตที่เจริญและการอยู่ร่วมกันอย่างอาริยะ จังหวัดแห่งการเรียนรู้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ ๒๙ # ๗. ## ยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อการอภิวัฒน์การเรียนรู้ ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ ปัจจุบันมีช่องทางการสื่อสารประเภทต่างๆที่อาจ เรียกว่าทุกคนทุกภาคส่วนของสังคมสามารถเชื่อมต่อถึงกันได้หมดด้วยการสื่อสารเกิดเป็นสังคมที่มี ลักษณะใหม่ ต่างไปจากสังคมโบราณโดยสิ้นเชิง ขอให้นึกภาพสมองที่มีเซลล์สมองประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านตัว และเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด เขาเรียกว่า neural networks หรือเครือข่าย ประสาทซึ่งเป็นโครงสร้างวิจิตรที่สุดในจักรวาล ทำให้มนุษย์มีศักยภาพในการเรียนรู้สูงสุด ถ้าคนแต่ละคนเป็นประดุจเซลล์สมอง (neuron) บัดนี้คนทั้งหมดสามารถเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายด้วยการสื่อสาร เป็น Human networks - เครือข่ายมนุษย์ หรือ social networks - เครือข่ายสังคม เครือข่ายสังคมจึงมีสภาพ คล้ายเครือข่ายเซลล์สมอง มีศักยภาพในการเรียนรู้สูงสุด คนกลุ่มหนึ่งซึ่งช่ำของเรื่องเทคโนโลยีการสื่อสารและเข้าใจเรื่องกระบวนการเรียนรู้ที่ดี หรือคนที่เชี่ยวชาญแต่ละเรื่องเข้ามาทำงานร่วมกัน ก่อตั้งเป็นสถาบันยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อ การเรียนรู้ สสค.และ สสส. น่าจะสนับสนุนให้เกิดสถาบันนี้ สถาบันนี้ทำงานทางยุทธศาสตร์ใช้ ช่องทางการสื่อสารที่มีทั้งหมด เพื่อประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของคนทั้งมวล ทุกประเภท ทุกชนิด หรือสร้างสังคมใหม่ที่เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ด้วยยุทธศาสตร์การสื่อสารที่ดี สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมาก ขั้นแรก น่าจะสื่อสารให้คนไทยเกิดจินตนาการใหม่ร่วมกัน ออกจากความหมักหมมเคยชินเก่าๆอันเป็นโทษ ไปสู่รุ่งอรุณใหม่ ว่าประเทศไทยนี้มีทรัพยากรและอะไรดีๆมากมายรวมทั้งที่ตั้งของประเทศก็อยู่ใน ฐานะได้เปรียบประเทศอื่นๆอย่างมหาศาล เราสามารถสร้างประเทศไทยที่น่าอยู่ที่สุด ถ้าเรา ร่วมกันมีจินตนาการใหม่ รวมตัวร่วมคิดร่วมทำ ร่วมอภิวัฒน์การเรียนรู้ ขณะที่ช่องทาง "สื่อ" มีมาก แต่เรายังขาด “สาร" ที่เหมาะสมที่จะเดินไปในช่องทางสื่อที่ ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในวิธีคิดและจิตสำนึก นักครีเอทิฟทางการตลาดที่เข้าใจความจริงของ ๓๐ ประเทศไทยและประเด็นสำคัญควรเข้ามาคิด "สาร" ที่มีเสน่ห์โดนใจผู้คน ที่ผู้รับรู้สึกว่าใช่เลย และอยากส่งต่อๆขยายวง เป็นคลื่นไปทั้งประเทศ "สาร" ที่มีเสน่ห์และโดนใจผู้คนสามารถก่อให้ ประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การสื่อสารรวมทั้งการสื่อสารผ่านศิลปะทุกแขนงด้วย เช่น ถ้าเรามีมหากาพย์ประเทศไทย ที่อ่านสนุก คนอ่านกันทั่วทั้งประเทศ อ่านแล้วรู้จักตัวละครหมดทุกตัว และสาระของเรื่องเข้าไปสู่ ชีวิตจิตใจของผู้คนทั้งประเทศ หรือมีละครดีๆ ภาพยนตร์ดีๆที่คนดูกันทั่วทั้งประเทศ ดูแล้วเกิดการ เปลี่ยนแปลงในวิธีคิดและจิตสำนึก ถ้าประเทศจะเปิดประตูสู่ยุคใหม่ อันเป็นยุคศรีอารยะ พลังพลเมืองจะเป็นปัจจัยชี้ขาด นั่น คือคนไทยเกิดจิตสำนึกแห่งความเป็นพลเมืองหรือจิตสำนึกสาธารณะ มีความรับผิดชอบต่อ ส่วนรวม มีความสุจริต มีคุณค่าในการทำงาน และเป็นบุคคลเรียนรู้ พลังพลเมืองที่มีคุณภาพเป็นปัจจัยชี้ขาดอนาคตของประเทศไทย ที่ผ่านมาระบบการศึกษาไม่ได้สร้างบุคลิกของคนไทยที่พึงปรารถนา เพราะเอาแต่ท่อง เนื้อหาวิชา ยุทธศาสตร์การสื่อสารต้องเข้ามาทำหน้าที่สร้างพลังพลเมืองที่มีคุณภาพ และกระตุ้น ให้ระบบการศึกษาหันมาทำหน้าที่ที่ควรทำ สิ่งที่ไหลไปในช่องทางสื่อสารขณะนี้ที่ไม่ใช่ความรู้ที่มีประโยชน์ต่อประชาชน หลายอย่าง เป็นโทษ มีอยู่มาก ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยมีความรู้ข้อมูลข่าวสารมากขึ้น แต่ขาดการสังเคราะห์ ให้เป็นความรู้ที่แม่นยำ มีประโยชน์จริง อยู่ในรูปพร้อมใช้ และกระจายไปให้เป็นประโยชน์ต่อ ประชาชนอย่างกว้างขวาง มหาวิทยาลัยควรจัดตั้ง "ศูนย์ความรู้" (Knowledge Center) ทำ หน้าที่วิเคราะห์สังเคราะห์ให้ได้ความรู้พร้อมปฏิบัติเพื่อกระจายไปให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน สถาบันยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ ควรกระตุ้นและเชื่อมโยงให้มหาวิทยาลัยทั้งหมด ทำงานเรื่อง "ศูนย์ความรู้" ประเทศไทยขาดนักเขียนเก่งๆ ที่สามารถเขียนสารคดี หรือเรื่องราววิชาที่ลึกซึ้ง รวมทั้ง สามารถสืบสวนสอบสวนหรือวิจัยเรื่องต่างๆแล้วนำมาเขียนให้น่าอ่าน อย่างที่ต่างประเทศเขามี นักเขียนรางวัลพูลิเซอร์ที่สามารถเขียนเรื่องน่าอ่านจนเป็น Best Seller ในประเทศไทยในพื้นที่มี คนทำเรื่องดีๆที่เป็นประโยชน์ ซึ่งถ้าใครได้รับรู้จิตจะขึ้นมาก แต่เราขาดนักเขียนเก่งๆ เรื่องดีๆ ๓๑ เหล่านี้จึงไม่ได้มาสู่การรับรู้ของสังคมไทย และสังคมโลกอย่างน่าเสียดาย สถาบันยุทธศาสตร์การ สื่อสารเพื่อการเรียนรู้ควรจะทำยุทธศาสตร์สร้างนักเขียนเก่งๆให้มีมากพอในเวลาค่อนข้างรวดเร็ว อนึ่ง ขณะนี้คนไทยใช้ช่องทางการสื่อสารถึงกัน วันหนึ่งเป็นล้านๆครั้ง ถ้ามีระบบที่ วิเคราะห์สังเคราะห์ว่าเรื่องที่สื่อสารกันเป็นล้านๆครั้งนั้นเป็นเรื่องอะไรบ้าง เช่น ความทุกข์ ร้องเรียนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากระบบราชการ การเสนอแนะวิธีแก้ปัญหา ความรู้เกี่ยวกับการ ทำมาหากิน ฯลฯ แล้วนำเอาเรื่องราวที่คนไทยสื่อถึงกันนี้ไปใช้ประโยชน์ให้เหมาะกับเรื่องนั้นๆ ก็ เป็นรูปแบบหนึ่งของการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติโดยใช้ช่องทางการสื่อสาร เรื่องการสื่อสารเพื่อการอภิวัฒน์การเรียนรู้คงจะมีอื่นๆนอกเหนือไปจากที่กล่าวข้างต้นเป็น อันมาก ที่กล่าวไปพอให้เห็นว่าการสื่อสารมีประโยชน์มหาศาลต่อการอภิวัฒน์การเรียนรู้เพียงใด ที่ จริงเรื่องนี้ก็รู้กันมานานแล้ว แต่รอให้เกิดตามราชการปรกติคงจะไม่ทันกาล ถึงเวลาต้องมีการลง มือจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจังและรวดเร็ว จัดตั้งสถาบันยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ เป็น องค์กรอิสระที่มีความคล่องตัว สสค. และ สสส. อาจสนับสนุนการให้กำเนิดแก่องค์กรนี้อาจ ประกาศวัตถุประสงค์ออกไป แล้วให้มีกลุ่มคนที่รวมตัวกันส่งข้อเสนอ การจัดตั้งและดำเนินการ สถาบันนี้ แล้วประกวดกันว่าของกลุ่มไหนมีศักยภาพที่จะมีความสำเร็จมากที่สุด แล้วให้การ สนับสนุนให้ลงมือทำงานเชิงยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่ออภิวัฒน์การเรียนรู้ ๘. ๓๒ # มหาวิทยาลัยกับการอภิวัฒน์การเรียนรู้ ถ้ามหาวิทยาลัยเปลี่ยน ประเทศไทยเปลี่ยน เพราะมหาวิทยาลัยทั้งหมด ประกอบด้วย ครูบาอาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา จำนวนมาก เป็นประดุจป้อมปราการทางปัญญาของประเทศ ในการปฏิรูปประเทศไทย บทบาทของมหาวิทยาลัยมีความสำคัญยิ่งถ้าถามว่าในการปฏิรูป ประเทศไทย มหาวิทยาลัยควรทำอะไร คำตอบสั้นๆก็คือ มหาวิทยาลัยควรปฏิรูป หรืออภิวัฒน์ การเรียนรู้ มหาวิทยาลัยทั้งหมดยังสอนอยู่ในกระบวนทัศน์เก่า คือถ่ายทอดวิชาจากตำรา ถ้ามหาวิทยาลัยปฏิรูปการเรียนรู้โดยใช้กระบวนทัศน์ใหม่ที่เปลี่ยนจากการสอนไปเป็น ส่งเสริมการเรียนรู้ที่พัฒนาคนให้เต็มตามศักยภาพของความเป็นมนุษย์ และเปลี่ยนฐานการ เรียนรู้จากตำราเป็นเรียนรู้จากชีวิตจริงปฏิบัติจริง จะเกิดการอภิวัฒน์ทางปัญญา ของชาติออก จากวิกฤต ในการนี้ต้องการวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย และสร้างผู้เชี่ยวชาญในการเรียนรู้ อาจารย์ เกือบทั้งหมดของมหาวิทยาลัยขณะนี้คือผู้สอนที่ยังขาดความเข้าใจและทักษะในกระบวนการ เรียนรู้ที่ดี การเรียนรู้ไม่ใช่เป็นเรื่องของคณะครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์เท่านั้น แต่เป็นหัวใจของ ทุกคณะและสถาบัน มหาวิทยาลัยควรตั้งโจทย์ว่า "กระบวนการเรียนรู้ที่ดีที่สุดของมนุษย์ ที่ พัฒนาคนให้เต็มตามศักยภาพของความเป็นมนุษย์นั้นคือ อย่างไร" ให้อาจารย์ทุกคณะและ สถาบันไปค้นคว้าความรู้หมดทั้งโลกเพื่อตอบโจทย์นี้ ในที่สุดจะมีอาจารย์จากคณะและสถาบัน ต่างๆจำนวนหนึ่งที่เอาจริง กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งอาจรวมตัวกันตั้งเป็น "สถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้” ของมหาวิทยาลัย สถาบันนี้จะมีประโยชน์ต่อการปฏิรูปการ เรียนรู้ทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยที่ยังไม่มีคณะศึกษาศาสตร์ไม่ควรตั้งคณะศึกษาศาสตร์ในรูปแบบเดิมๆ แต่ ควรตั้ง "สถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้" เพื่อเป็นเครื่องมือปฏิรูปการเรียนรู้ ตามปรกติมหาวิทยาลัยจะปฏิรูปตัวเองได้ยาก คณะทำงานยุทธศาสตร์ปฏิรูปการเรียนรู้ จะต้องหายุทธศาสตร์ที่ทำให้มหาวิทยาลัยต้องการปฏิรูปตัวเอง เช่น ๓๓ (๑) มีกระแสใหญ่ในสังคมที่ต้องการให้มหาวิทยาลัยปฏิรูปซึ่งต้องการการทำงานของ ยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อการอภิวัฒน์การเรียนรู้ที่กล่าวถึงในบทที่ ๗ (๒) เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ควบด้วยมาตรการทางงบประมาณ ดังจะได้กล่าวถึงในบทที่ ๙ อนึ่ง ควรสังเกตว่าถ้าปฏิรูปการเรียนรู้เต็มจังหวัดตามที่กล่าวถึงในบทที่ ๖ จะเปิดโอกาสให้ มหาวิทยาลัยพัฒนาความเข้มแข็งทางวิชาการ เพราะเปลี่ยนรูปประชากรการศึกษาจากรูปไซโล (รูป ๔ ก.) เป็นรูปพระเจดีย์ (รูป ๔ ข.) อุดม มัธยม ประถม (ก) (ข) การเรียนรู้เพื่อสัมมาชีพ อุดมศึกษา การเรียนรู้ชุมชน รูปที่ ๔ (ก) รูปไซโล เพราะเรียนประถมเพื่อมัธยมเพื่ออุดม (ข) รูปพระเจดีย์เพราะ การ เรียนรู้ในชุมชนและการเรียนรู้เพื่อสัมมาชีพเป็นการเรียนรู้ของคนส่วนใหญ่ กล่าวคือ การจัดระบบการศึกษาและค่านิยมมุ่งสู่ปริญญา ทำให้ประชากรการศึกษาจาก ประถมมุ่งสู่มัธยม จากมัธยมมุ่งสู่อุดม เป็นแท่งดิ่งทางเดียว ในถนนสายเดียวของการศึกษา การจราจรแออัดยัดเยียดการศึกษากลายเป็นการค้าแบบ "จ่ายครบจบแน่" คุณภาพแย่ช่างแฝง มัน ผู้ปกครองและนักเรียนต้องตะเกียกตะกายติวกันเป็นบ้าเป็นหลัง วิ่งเต้นเส้นสายจ่ายแปะเจี๊ยะ การศึกษา เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้าได้ปริญญาปลอมๆ เพราะไม่ได้มีความรู้ความสามารถจริง อาจารย์มหาวิทยาลัยต้องทุ่มเทไปกับภาระการสอนท่วมท้น ไม่มีเวลาคิด ไม่มีเวลาวิจัย มหาวิทยาลัยจึงอ่อนแอทางปัญญาไม่สามารถช่วยให้ประเทศพ้นวิกฤตได้ ถ้าปฏิรูปการเรียนรู้ให้เต็มจังหวัดตามที่กล่าวในบทที่ ๖ การเรียนรู้ในชุมชน และการ เรียนรู้เพื่อสัมมาชีพ จะดึงผู้เรียนส่วนใหญ่ออกจากสายสามัญ ซึ่งมีประโยชน์น้อย ไปสู่การเรียนรู้ที่ มีประโยชน์มากกว่า ทำให้ประชากรการศึกษาที่จะไปสู่อุดมศึกษาในรูปเดิมมีน้อยลง ประชากร การศึกษาจึงเปลี่ยนรูปจากไซโลเป็นรูปพระเจดีย์ ๓๔ มหาวิทยาลัยจะได้มีเวลาคิด มีเวลาวิจัย มีเวลาปฏิรูปการเรียนรู้ ทำให้เกิดความเข้มแข็ง ทางวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อการเปลี่ยนประเทศไปสู่ยุคใหม่ ๓๕ # ๙. ## การบริหารยุทธศาสตร์อภิวัฒน์การเรียนรู้ งานใหม่ๆดีๆมักไม่ประสบความสำเร็จจากการปฏิบัติงานตามปรกติของระบบราชการ เพราะระบบราชการบริหารเชิงยุทธศาสตร์ไม่เป็น ระบบราชการบริหารตามกฎระเบียบโดยเน้น การควบคุม ฉะนั้นแม้มีแผนดีๆเช่น แผนพัฒนาการศึกษา หรือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ หรือแม้ มติครม. แล้วก็ส่งให้ระบบราชการไปปฏิบัติ ก็มักไม่ประสบผลสำเร็จเพราะขาด การบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์ เล่าปี่มีขุนพลที่เก่งที่สุดคือ กวนอู เตียวหุย จูล่ง ก็รบไม่ชนะ ต่อเมื่อมีขงเบ้ง ซึ่งเป็นนัก ยุทธศาสตร์จึงสามารถเอาชนะได้ การอภิวัฒน์การเรียนรู้หรือการปฏิรูปการเรียนรู้ครั้งใหญ่ทำให้สำเร็จไม่ได้โดยการทำงาน ของระบบราชการตามปรกติ แต่ต้องการการทำงานเชิงยุทธศาสตร์ นี่เป็นเหตุหนึ่งว่าทำไมการ ปฏิรูปที่แล้วๆมาจึงไม่สำเร็จ เพราะคิดแล้วก็ให้ระบบราชการตามปรกติไปทำ ระบบราชการ เกี่ยวกับการศึกษาตั้งขึ้นทำงานตามกระบวนทัศน์เก่า ซึ่งคับแคบและแยกส่วน กระบวนทัศน์ใหม่ของการศึกษาเปิดกว้างไปสู่การเรียนรู้ ที่มีฐานการเรียนรู้อยู่ในชีวิตและ สังคมทั้งหมด ถ้าจะพูดเป็นภาษาอังกฤษก็ว่า Learning is integral in total life and social development ไม่ได้จำกัดอยู่กับการเรียนรู้ในตำราเท่านั้น กระบวนทัศน์ใหม่ ต้องการเครื่องมือใหม่ ต้องมีองค์กรที่เป็นอิสระมีความคล่องตัว มีความสามารถทำงานเชิงยุทธศาสตร์กับทุกภาค ส่วนของสังคม สสค. (สำนักส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน) ซึ่งตั้งขึ้นตาม ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี และมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้ทดลองทำงานปฏิรูปการเรียนรู้ มา ๒-๓ ปีแล้ว โดยเอาพื้นที่จังหวัดเป็นตัวตั้ง และกำลังส่งเสริมให้มีการรวมตัวกันในพื้นที่ตั้งเป็น สภาการศึกษาจังหวัด เพื่อเป็นเครื่องมือ รวมตัวร่วมคิดร่วมทำในการปฏิรูปการเรียนรู้ของจังหวัด สสค.น่าจะอยู่ในฐานะที่จะพัฒนาไปเป็นองค์กรที่บริหารยุทธศาสตร์ปฏิรูปการเรียนรู้ได้ โดยอาจมีที่ไปเป็น ๒ ทางคือ ถ้ารัฐบาลเข้าใจและต้องการนำเสนอนโยบายนี้ "อภิวัฒน์การเรียนรู้ ๓๖ สู่จุดเปลี่ยนประเทศไทย" ก็อาจออก พรบ. ให้ สสค. เป็นองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระที่มีกฎหมาย รองรับ หรือถ้ารัฐบาลไม่สนใจ สสส. ควรยกระดับการสนับสนุนให้ สสค. มีความเป็นสถาบันที่จะ สะสมพลังทำงานได้มากขึ้น สสค. ควรสนับสนุนให้มีกลุ่มทำงานยุทธศาสตร์ในเรื่องการปฏิรูปการเรียนรู้ที่สำคัญๆ ตามที่กล่าวในหนังสือนี้บ้าง และตามที่จะปรากฏชัดเจนขึ้นจากการประชุมระดมความคิดในการ ประชุมเรื่อง "อภิวัฒน์การเรียนรู้...สู่จุดเปลี่ยนประเทศไทย" ในวันที่ ๖-๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗ คณะทำงานยุทธศาสตร์หนึ่งซึ่งควรตั้งขึ้นคือ คณะทำงานยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อการอภิวัฒน์ การเรียนรู้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในรัฐบาลที่จะตั้งขึ้นใหม่ โดยจะเป็นคนเก่า หรือคน ใหม่ก็ตาม ถ้าได้ศึกษาให้เข้าใจความสำคัญของการอภิวัฒน์การเรียนรู้ และมีเจตนารมณ์อันแรง กล้าที่จะทำให้สำเร็จ สสค. กับประชาคมปฏิรูปการเรียนรู้ที่ สสค. ได้สร้างขึ้นก็จะเป็นเครื่องมือ ของท่าน ท่านอาจจะดำเนินการในเรื่องใหญ่ๆคือ (๑) สร้างวิสัยทัศน์ร่วมใน ครม. ทั้งหมด และส่งกระแสทิศทางนโยบายออกไปทั่วประเทศ (๒) ออก พรบ. ปฏิรูปการเรียนรู้ โดยใน พรบ. นี้มีการสร้างองค์กรอิสระขึ้นมาเพื่อบริหาร ยุทธศาสตร์การปฏิรูป (๓) มีนโยบายให้มหาวิทยาลัยปฏิรูปการเรียนรู้โดยกำกับด้วยการงบประมาณ (๔) ส่งเสริมให้จังหวัดปฏิรูปให้จังหวัดทั้งจังหวัดเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ตามที่กล่าวถึงในบท ที่ ๖ ถึงรัฐมนตรีจะสนใจหรือไม่สนใจก็ตาม ถ้าสังคมไทยมีกระแสใหญ่ว่าในการปฏิรูปประเทศ ไทยต้องมีการอภิวัฒน์การเรียนรู้ โดยเฉพาะถ้ามีการใช้ยุทธศาสตร์การสื่อสารอย่างเต็มที่ กระแส ใหญ่ของการปฏิรูปประเทศไทย และการอภิวัฒน์การเรียนรู้ จะพาคนไทยทุกคนไปร่วมกัน ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคใหม่ ประเทศไทยยุคใหม่ของเราทุกคนร่วมกัน ๓๗) PSET อภิวัฒน์การเรียนรู้ ... สู่จุดเปลี่ยน ประเทศไทย ประเวศ วะสี

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหมวดหมู่

การศึกษา

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้

shareแบ่งปันเนื้อหา

play_shapesจากเอกสารชิ้นนี้ เราชวนขยาย-ไปต่อด้วย 3 คลังคำสำคัญ

radio_button_checked Google
radio_button_unchecked MS Bing
radio_button_unchecked P-SET
สนุกต่อที่หน้าเพลย์กราวด์
คุยกับผู้อ่าน : ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสุข (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 315 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548)
16% Match
คุยกับผู้อ่าน : ยาม้าฆ่าคนบนถนน (นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 140 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2533)
12% Match
สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่
8% Match

personผู้สร้าง/เจ้าของผลงาน

ประเวศ วะสี

history_eduหัวเรื่อง

• การเรียนรู้

history_eduหมวดหมู่

การศึกษา

calendar_monthปีที่ผลิตเอกสาร

copyrightลิขสิทธิ์

เอกสารนี้เป็นการเข้าถึงแบบเปิด ใช้แบ่งปันและใช้งานภายใต้เงื่อนไขของใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ได้